คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 343/2551
#410533
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งหกให้การแต่เพียงว่า บ. เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างแต่ใช้ชื่อห้างโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 โจทก์มอบอำนาจให้ บ. เป็นผู้รับเงินค่าจ้างแทน จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์อีก และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนนตามฟ้องจากจำเลยที่ 1 ไว้ถูกต้องแล้วหรือไม่ และจำเลยทั้งหกและจำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าโจทก์เชิดจำเลยร่วมขึ้นเป็นตัวแทนก็ดี หรือการที่โจทก์ลงลายมือชื่อของตนไว้ในหนังสือมอบอำนาจและให้จำเลยร่วมนำหนังสือดังกล่าวมากรอกข้อความในทำนองว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยร่วมเป็นผู้รับเงินแทน ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ดี ล้วนแต่เป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนายชัยรัตน์ ชัยพิพัฒน์มงคล เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทเทศบาลมีจำเลยที่ 2 เป็นนายกเทศมนตรี จำเลยที่ 3 เป็นปลัดเทศบาล จำเลยที่ 4 เป็นผู้อำนวยการกองช่าง จำเลยที่ 5 เป็นผู้อำนวยการกองคลัง และจำเลยที่ 6 เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าพนักงานการเงิน เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างปรับปรุงถนน ค.ส.ล. จำนวน 3 สัญญา รวมเป็นเงินค่าจ้าง 754,000 บาท โจทก์ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จตามสัญญาจึงมีหนังสือส่งมอบงานและขอให้จำเลยทั้งหกชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งหกกลับร่วมกันอนุมัติจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่นายบุญชู ประสังสิต ซึ่งมิใช่เป็นผู้ที่มีอำนาจรับเงินแทนโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งหกทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งหกต้องร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าจ้างดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำชำระเสร็จ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าจ้างจำนวน 754,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การว่า จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานการเบิกจ่ายเงินเท่านั้น มิได้มีอำนาจจ่ายเงินค่าจ้างตามฟ้อง อำนาจอนุมัติจ่ายเงินค่าจ้างเป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งกระทำการแทนจำเลยที่ 1 นายบุญชู ประสังสิต เคยเป็นและมีชื่อเป็นหุ้นส่วนอยู่ในห้างโจทก์ นายบุญชูเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างปรับปรุงถนน ค.ส.ล. ที่แท้จริง เพียงแต่ใช้ชื่อโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ดังนั้นโจทก์จึงมอบอำนาจให้นายบุญชูเป็นผู้รับเงินค่าจ้างแทน จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์อีก แต่หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โจทก์ก็อาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้โดยตรง แต่หาอาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้รับผิดได้ไม่ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งหกยื่นคำร้องขอให้เรียกนายบุญชู ประสังสิต เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เพราะจำเลยทั้งหกอาจฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า โจทก์มีหุ้นส่วนเพียง 2 คน คือ จำเลยร่วมกับนายชัยรัตน์ ชัยพิพัฒน์มงคล โดยนายชัยรัตน์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ แต่ในทางปฏิบัตินายชัยรัตน์จะมอบหมายให้จำเลยร่วมเป็นผู้ดำเนินการต่าง ๆ แทน ตลอดจนรับเงินค่าจ้างจากผู้ว่าจ้างเมื่องานแล้วเสร็จด้วย นายชัยรัตน์ได้มอบหมายให้จำเลยร่วมเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงถนน ค.ส.ล. ตามที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจนแล้วเสร็จทั้งสามโครงการ หลังจากนั้นได้มอบหมายให้จำเลยร่วมไปรับเงินค่าก่อสร้างจากจำเลยที่ 1 เมื่อได้รับเงินแล้วจำเลยร่วมนำไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของห้างโจทก์ ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นกำไรแบ่งครึ่งแล้วนำไปมอบให้นายชัยรัตน์ แต่นายชัยรัตน์ไม่ยอมรับ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 746,953.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยทั้งหกให้การแต่เพียงว่า นายบุญชูเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างแต่ใช้ชื่อห้างโจทก์เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 โจทก์มอบอำนาจให้นายบุญชูเป็นผู้รับเงินค่าจ้างดังกล่าวแทน จำเลยทั้งหกจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์อีก และศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนน ค.ส.ล. ตามฟ้องจากจำเลยที่ 1 ไว้ถูกต้องแล้วหรือไม่ และจำเลยทั้งหกและจำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าโจทก์เชิดจำเลยร่วมขึ้นเป็นตัวแทนก็ดี หรือที่อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ลงลายมือของตนไว้ในหนังสือมอบอำนาจและให้จำเลยร่วมนำหนังสือดังกล่าวมากรอกข้อความในทำนองว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยร่วมเป็นผู้รับเงินแทน ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ดีล้วนแต่เป็นการอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดรุ่งโรจน์มุกดา
จำเลย — เทศบาลเมืองมุกดาหาร กับพวก
จำเลยร่วม — นายบุญชู ประสังสิต
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2551
#412518
เปิดฉบับเต็ม

การอยู่อาศัยที่ ป.ได้ให้ไว้แก่ ฮ. และจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลสิทธิใช้ยันโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก ป.ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองรื้อบ้านซึ่งเป็นโรงเรือนไปแล้ว สิทธิอาศัยย่อมสิ้นลง จึงไม่มีโรงเรือนอันจะมีสิทธิอาศัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1402 และมาตรา 1408 การที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้านขึ้นแทนภายหลังจากที่ ป.ถึงแก่ความตายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองก็หาก่อให้เกิดสิทธิอาศัยขึ้นมาใหม่ไม่และเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทตกเป็นของเจ้าของที่ดินพิพาทตามมาตรา 144 ทั้งเป็นการปลูกโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริตตามมาตรา 1311 การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทและบ้านพอถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ประสงค์จะให้บ้านคงอยู่ตามมาตรา 1311 ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทและบ้าน โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกชอบที่จัดการตามที่จำเป็นได้ตามมาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า นายประมุขเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 เนื้อที่ประมาณ 2 งาน 13 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 30 ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2500 นายไฮ้และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 2 ทำสัญญาอยู่อาศัยบ้านเลขที่ 30 กับนายประมุขตกลงว่านายไฮ้และจำเลยที่ 1 ต้องดูแลรักษา บูชาแท่นบูชาบรรพบุรุษในบ้านให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยคงเดิม ต่อมานายประมุขถึงแก่ความตายโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายประมุขผู้ตาย เมื่อประมาณปลายปี 2543 จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทุบรื้อทำลายบ้านดังกล่าวได้รับความเสียหายทั้งหลังคิดเป็นเงินไม่น้อยกว่า 400,000 บาท โจทก์ทั้งสองสามารถนำที่ดินและบ้านให้บุคคลภายนอกเช่าได้ค่าเช่าเดือนละไม่น้อยกว่า 20,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจากบ้านเลขที่ 30 ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากบ้านเลขที่ 30 ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายประมุขเจ้ามรดกตามคำสั่งศาลฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินและบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินและเรียกค่าเสียหาย แม้จะกล่าวอ้างว่าอาจนำไปให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละไม่น้อยกว่า 20,000 บาท แต่ศาลชั้นต้นยกคำขอค่าเสียหายจำนวน 400,000 บาท และกำหนดให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท โจทก์ทั้งสองมิได้อุทธรณ์ แต่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นให้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท โจทก์มิได้ฎีกา จึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทและบ้านอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ทั้งจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง และการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ นายประมุขเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทพร้อมบ้านเลขที่ 30 (เดิม) ตำบลอาเนาะรู อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี วันที่ 14 กรกฎาคม 2512 นายประมุขถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายประมุข การที่นายไฮ้และจำเลยที่ 1 อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 30 (เดิม) เป็นการอยู่อาศัยโดยนายประมุขอนุญาตให้อยู่โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาอันเป็นบุคคลสิทธิ ทั้งมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่สิทธิอาศัยอันเป็นทรัพยสิทธิตามกฎหมายต่อมาจำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเลขที่ 30 แล้วปลูกบ้านหลังใหม่ในที่ดินโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสอง ถือว่าจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญา สำหรับค่าเสียหายจำนวน 400,000 บาท ตามฟ้องนั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ามีการสร้างบ้านเลขที่ 30 (ใหม่) ทดแทนเท่ากับค่าเสียหายที่รื้อบ้านเลขที่ 30 (เดิม) แล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ คู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเลขที่ 30 (เดิม) และปลูกบ้านเลขที่ 30 (ใหม่) โดยได้รับความยินยอม โจทก์นำสืบพยานหลักฐานไม่สมฟ้องและสัญญาให้สิทธิอาศัยไม่มีกำหนดระยะเวลาล้วนเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาในข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองหรือไม่โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่นายไฮ้และจำเลยที่ 1 อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 30 เป็นการอยู่อาศัยโดยนายประมุขอนุญาต แม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานก็เป็นบุคคลสิทธิที่ใช้บังคับได้ โจทก์ทั้งสองเป็นเพียงผู้จัดการมรดกของนายประมุขเท่านั้น จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า แม้การอยู่อาศัยที่นายประมุขได้ให้ไว้แก่นายไฮ้และจำเลยที่ 1 จะเป็นบุคคลสิทธิใช้ยันโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกนายประมุขให้ปฏิบัติตามได้ก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1402 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้รับสิทธิอาศัยในโรงเรือน บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า" และมาตรา 1408 บัญญัติว่า "เมื่อสิทธิอาศัยสิ้นลงผู้อาศัยต้องส่งทรัพย์สินคืนแก่ผู้ให้อาศัย" เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บ้านเลขที่ 30 (เดิม) ซึ่งเป็นโรงเรือนได้ถูกรื้อถอนไปแล้วโดยจำเลยทั้งสองเช่นนี้ สิทธิอาศัยที่นายไฮ้และจำเลยที่ 1 ได้ทำไว้กับนายประมุขย่อมสิ้นลงจึงไม่มีโรงเรือนอันจะมีสิทธิอาศัยตามบทกฎหมายข้างต้น การที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้านเลขที่ 30 (ใหม่) ขึ้นแทนภายหลังจากที่นายประมุขถึงแก่ความตายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองก็หาก่อให้เกิดสิทธิอาศัยขึ้นมาใหม่แต่อย่างใดไม่และการที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้านเลขที่ 30 (ใหม่) ในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอม บ้านเลขที่ 30 (ใหม่) จึงเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทตกเป็นของเจ้าของที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 ทั้งเป็นการปลูกโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1311 การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 30 (ใหม่) เช่นนี้พอถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประมุขประสงค์จะให้บ้านเลขที่ 30 (ใหม่) ซึ่งเป็นโรงเรือนคงอยู่ตามมาตรา 1311 ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 30 (ใหม่) ดังวินิจฉัยมาแล้วเช่นนี้ โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประมุขชอบที่จะจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวแต่อย่างใด สำหรับคำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 ม. 1311 ม. 1402 ม. 1408 ม. 1719 ม. 1736
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละม้าย เลขะกุล กับพวก
จำเลย — นางซ่วน แซ่อุ่ยหรือพรมนุชาธิป กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2551
#498378
เปิดฉบับเต็ม

แม้การอยู่อาศัยที่ ป. ได้ให้ไว้แก่ ฮ. และจำเลยที่ 1 จะเป็นบุคคลสิทธิใช้ยันโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ป. ให้ปฏิบัติตามได้ก็ตาม แต่ ป.พ.พ. มาตรา 1402 บัญญัติว่า "บุคคลใดรับสิทธิอาศัยในโรงเรือน บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า" และมาตรา 1408 บัญญัติว่า "เมื่อสิทธิอาศัยสิ้นลงผู้อาศัยต้องส่งทรัพย์สินคืนแก่ผู้ให้อาศัย" เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บ้านเลขที่ 30 (เดิม) ซึ่งเป็นโรงเรือนได้ถูกรื้อถอนไปแล้วโดยจำเลยทั้งสองเช่นนี้ สิทธิอาศัยที่ ฮ. และจำเลยที่ 1 ได้ทำไว้กับ ป. ย่อมสิ้นลงจึงไม่มีโรงเรือนอันจะมีสิทธิอาศัยตามบทกฎหมายข้างต้น การที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้านเลขที่ 30 (ใหม่) ขึ้นแทนภายหลังจากที่ ป. ถึงแก่ความตาย โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองก็หาก่อให้เกิดสิทธิอาศัยขึ้นมาใหม่แต่อย่างใดไม่ และการที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้านเลขที่ 30 (ใหม่) ในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอม บ้านเลขที่ 30 (ใหม่) จึงเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทตกเป็นของเจ้าของที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 ทั้งเป็นการปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดิน่ของผู้อื่นโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1311 การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 30 (ใหม่) เช่นนี้พอถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ป. ประสงค์จะให้บ้านเลขที่ 30 (ใหม่) ซึ่งเป็นโรงเรือนคงอยู่ตามมาตรา 1311

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 30

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากบ้านเลขที่ 30 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2973 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่นายไฮ้และจำเลยที่ 1 อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 30 เป็นการอยู่อาศัยโดยนายประมุข อนุญาต แม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานก็เป็นบุคคลสิทธิที่ใช้บังคับได้ โจทก์ทั้งสองเป็นเพียงผู้จัดการมรดกของนายประมุขเท่านั้น จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า แม้การอยู่อาศัยที่นายประมุขได้ให้ไว้แก่นายไฮ้และจำเลยที่ 1 จะเป็นบุคคลสิทธิใช้ยันโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกนายประมุขให้ปฏิบัติตามได้ก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1402 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้รับสิทธิอาศัยโรงเรือน บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า" และมาตรา 1408 บัญญัติว่า "เมื่อสิทธิอาศัยสิ้นลงผู้อาศัยต้องส่งทรัพย์สินคืนแก่ผู้ให้อาศัย" เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บ้านเลขที่ 30 (เดิม) ซึ่งเป็นโรงเรือนได้ถูกรื้อถอนไปแล้วโดยจำเลยทั้งสองเช่นนี้ สิทธิอาศัยที่นายไฮ้และจำเลยที่ 1 ได้ทำไว้กับนายประมุขย่อมสิ้นลงจึงไม่มีโรงเรือนอันจะมีสิทธิอาศัยตามบทกฎหมายข้างต้น การที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้านเลขที่ 30 (ใหม่) ขึ้นแทนภายหลังจากที่นายประมุขถึงแก่ความตายโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองก็หาก่อให้เกิดสิทธิอาศัยขึ้นมาใหม่แต่อย่างใดไม่ และการที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้านเลขที่ 30 (ใหม่) ในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอม บ้านเลขที่ 30 (ใหม่) จึงเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทตกเป็นของเจ้าของที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 ทั้งเป็นการปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1311 การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 30 (ใหม่) เช่นนี้พอถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประมุขประสงค์จะให้บ้านเลขที่ 30 (ใหม่) ซึ่งเป็นโรงเรือนคงอยู่ตามมาตรา 1311 ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทและบ้านเลขที่ 30 (ใหม่) ดังวินิจฉัยมาแล้วเช่นนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประมุขชอบที่จะจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวแต่อย่างใด สำหรับคำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 ม. 1299 ม. 1311 ม. 1402 ม. 1405
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละม้าย เลขะกุล กับพวก
จำเลย — นางซ่วน แซ่อุ่ยหรือพรมนุชาธิป กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 334/2551
#410585
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษี โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/21 (5) ประกอบมาตรา 30, 88/5 การที่โจทก์อุทธรณ์การประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้วแสดงว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาเห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลได้อีกตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) การที่โจทก์มิได้ฟ้องว่าการประเมินไม่ชอบจึงฟังเป็นยุติว่าการประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่ได้ แม้คำขอท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยไม่ได้ฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจำเลยด้วย แต่ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 5 บัญญัติว่า ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากรซึ่งมูลกรณีเรื่องภาษีอากรในคดีนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ และเมื่อศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจไม่ให้บังคับตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เสียได้ไม่ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะถูกฟ้องเป็นจำเลยหรือไม่ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ย่อมรวมถึงการเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินด้วยในตัว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินด้วยจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบจึงฟังเป็นยุติว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์มีเพียงคำขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยโจทก์มิได้ฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจำเลยด้วย จึงไม่อาจบังคับแก่จำเลยได้ การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและให้เพิกถอนการประเมินจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษี โจทก์จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/21 (5) ประกอบมาตรา 30 และ88/5 เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมแสดงว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งโจทก์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลได้อีกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) การที่โจทก์มิได้ฟ้องว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบจึงฟังเป็นยุติว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่ได้ส่วนคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยมิได้ฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นจำเลยด้วยนั้น ในเรื่องนี้ประมวลรัษฎากร มาตรา 5 บัญญัติว่า ภาษีอากรซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะนี้ให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร เมื่อปรากฏว่ามูลกรณีเรื่องภาษีอากรในคดีนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และการควบคุมของจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้และเมื่อศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่จำเลยยกขึ้นอ้างเพื่อเรียกเก็บภาษีจากโจทก์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจไม่ให้บังคับตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เสียได้ไม่ว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะถูกฟ้องเป็นจำเลย หรือไม่ และการที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ย่อมรวมถึงการเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินด้วยในตัว ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินด้วยจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 5 ม. 30 ม. 88/5 ม. 91/21 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมณฑา ทรงเขตร
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 333/2551
#413203
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะที่ระบุจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระเป็นตัวเลขและตัวอักษรต่างกันเป็นเรื่องของความผิดพลาดในการทำหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ย่อมไม่สามารถระบุเหตุผลได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เพราะเจ้าพนักงานเองก็เพิ่งมาทราบภายหลัง ซึ่งหากเจ้าพนักงานประเมินทราบความผิดพลาด เจ้าพนักงานประเมินย่อมต้องแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวก่อนส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่โจทก์ สำหรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลที่วินิจฉัยไว้แล้วว่า ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะได้ระบุตัวเลขเป็นรายการเงินภาษี เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น รวมเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระไว้ชัดเจนแล้ว การที่ระบุตัวอักษรคลาดเคลื่อนไปจากรายการที่เป็นตัวเลข หาใช่กรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงตาม ป.พ.พ. มาตรา 12 ไม่ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นการชอบแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวหาได้ขัดต่อ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 03013310/6/100413 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.4)/124/2547 ลงวันที่ 21 เมษายน 2547

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 3 กรกฎาคม 2546 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 03013310/6/100413 ให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเงินจำนวน 46,440 บาท เงินเพิ่มจำนวน 46,440 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 9,288 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 102,168 บาท แต่ระบุจำนวนเงินที่เป็นตัวอักษรว่าภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้นเป็นเงินหนึ่งแสนเก้าหมื่นห้าพันสี่สิบแปดบาทถ้วน โจทก์อุทธรณ์การประเมินว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวมีข้อความในสาระสำคัญไม่ถูกต้อง โดยจำนวนเงินที่ต้องชำระเป็นตัวเลขและตัวอักษรไม่ตรงกัน ทำให้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย หากทางราชการจะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องก็จะเป็นการประเมินที่เกินอายุความ เพราะวันสุดท้ายที่จะดำเนินการประเมินและแจ้งถึงโจทก์ต้องไม่เกินวันที่ 15 กรกฎาคม 2546 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะได้ระบุตัวเลขเป็นรายการเงินภาษี เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น รวมเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระไว้ชัดเจนแล้ว การที่ระบุตัวอักษรคลาดเคลื่อนไปจากรายการที่เป็นตัวเลข หาใช่กรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 12 ไม่ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นการชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามระเบียบของจำเลยบัญชีลูกหนี้ภาษีอากรค้างจะเป็นข้อมูลที่สำคัญที่ใช้ในการจัดเก็บและตั้งหนี้ค้างตามจำนวนภาษีที่ค้างชำระที่ระบุเป็นตัวอักษร หาใช่ตั้งหนี้ภาษีค้างชำระตามตัวเลขไม่ ถ้าหากยอดหนี้ภาษีค้างชำระที่ระบุเป็นตัวอักษรไม่ตรงกับยอดหนี้ของรายรับที่ทำการประเมินให้ถือว่าหนังสือแจ้งการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องยกเลิกหนังสือแจ้งการประเมินฉบับนั้นเสีย เพื่อทำการออกหนังสือแจ้งการประเมินใหม่ให้ยอดหนี้ภาษีค้างชำระที่ระบุเป็นตัวอักษรให้ตรงกับยอดหนี้ของรายรับที่ทำการประเมินให้ถูกต้องชัดเจนครบถ้วนบริบูรณ์ จึงจะมีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย หนังสือแจ้งการประเมินเป็นหนังสือราชการ ต้องมีข้อความชัดเจนถูกต้องครบถ้วนบริบูรณ์ จึงจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ดังนั้นการออกคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินตามยอดเงินภาษีค้างชำระที่ระบุเป็นตัวอักษรในหนังสือแจ้งการประเมินจึงไม่ชอบตามข้อเท็จจริงและหลักฐานในการประเมินซึ่งมีข้อความที่ขัดแย้งกัน จึงถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ และจำนวนยอดรายรับที่นำมาคำนวณภาษีเจ้าพนักงานประเมินมิได้ระบุเหตุผลข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ และข้อกฎหมายที่อ้างอิง จึงถือได้ว่าไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นั้น โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ประการต่อมาว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์มิได้ระบุเหตุผลถึงจำนวนเงินภาษีที่โจทก์ต้องชำระว่าเหตุใดจำนวนเงินภาษีที่ระบุเป็นตัวเลขจึงแตกต่างกับจำนวนเงินภาษีที่ระบุเป็นตัวอักษร จึงถือได้ว่าไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะที่ระบุจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระเป็นตัวเลขและตัวอักษรต่างกันเป็นเรื่องของความผิดพลาดในการทำหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ย่อมไม่สามารถระบุเหตุผลได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เพราะเจ้าพนักงานเองก็เพิ่งมาทราบภายหลัง ซึ่งหากเจ้าพนักงานประเมินทราบความผิดพลาด เจ้าพนักงานประเมินย่อมต้องแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวก่อนส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่โจทก์ สำหรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลที่วินิจฉัยไว้แล้วว่า ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะได้ระบุตัวเลขเป็นรายการเงินภาษี เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น รวมเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระไว้ชัดเจนแล้ว การที่ระบุตัวอักษรคลาดเคลื่อนไปจากรายการที่เป็นตัวเลข หาใช่กรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 12 ไม่ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นการชอบแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวหาได้ขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 12
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพลวัฒณ์หรือสหรัฐ วงศ์วิทย์สงค์หรืออภิรัชนีกร
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 332/2551
#411336
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 14 บัญญัติว่า ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็นภาษีอากรประเมิน และมาตรา 15 บัญญัติว่า เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท แต่ในหมวด 6 มิได้ระบุว่า อากรแสตมป์เป็นภาษีอากรประเมินและไม่มีบทบัญญัติว่าไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น อากรแสตมป์จึงไม่ใช่ภาษีอากรประเมิน เจ้าพนักงานจึงมีอำนาจเรียกเก็บค่าอากรแสตมป์ได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนก่อน การที่เจ้าพนักงานเรียกเก็บอากรแสตมป์จากโจทก์โดยมิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนก่อนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเงินเพิ่มอากรเลขที่ 10430010/7/100010 (ที่ถูกเลขที่ 10430010/1000110 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2545 หนังสือแจ้งการประเมิน (ภ.พ.73.1) เลขที่ 10430010/5/102253 - 58 เลขที่ 10430010/5/102259 - 61 เลขที่ 10430 010/5/102263 - 64 เลขที่ 10430010/5/102266 เลขที่ 10430010/5/102268 เลขที่ 10430010/5/1 02270 - 71 เลขที่ 10430010/5/102273 เลขที่ 10430010/5/102275 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภส.7) เลขที่ สภ.10 (นค)/004.2/2546 และเลขที่ สภ.10 (นค)/004.1 - 1/2546 ถึงเลขที่ สภ.10 (นค)/004.1 - 16/2546 ลงวันที่ 22 มกราคม 2546 และให้คำนวณภาษีและแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภส.7) เลขที่ สภ.10 (นค)/004.1.11/2546 (ที่ถูกเลขที่ สภ.10 (นค)/004.1 - 11/2546) ลงวันที่ 22 มกราคม 2546 ให้งดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (นค)/004.1 - 11/2546 เป็นให้โจทก์ชำระเงิน 87,570 บาท ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เจ้าพนักงานเรียกเก็บอากรแสตมป์โดยมิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 14 บัญญัติว่า ภาษีอากรประเมิน คือ ที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็นภาษีอากรประเมิน และมาตรา 15 บัญญัติว่า เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้ ให้ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท แต่ในหมวด 6 มิได้ระบุว่า อากรแสตมป์เป็นภาษีอากรประเมินและไม่มีบทบัญญัติว่าไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น อากรแสตมป์จึงไม่ใช่ภาษีอากรประเมิน เจ้าพนักงานจึงมีอำนาจเรียกเก็บค่าอากรแสตมป์ได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนก่อน การที่เจ้าพนักงานเรียกเก็บอากรแสตมป์จากโจทก์โดยมิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนก่อนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 14 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ บุญฤทธิ์
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 314/2551
#498101
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง มีความหมายว่า ในคดีที่มีอัตราโทษขั้นต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษที่หนักกว่านั้น แม้จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลว่ากระทำความผิดตามฟ้อง ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับนั้นได้ แต่ต้องฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพให้เป็นที่พอใจก่อนว่าจำเลยกระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ส่วนปัญหาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับเช่นว่านี้ต้องมีน้ำหนักมั่นคงเพียงใดนั้น เห็นได้ว่า ในกรณีเช่นนี้โจทก์ไม่จำต้องนำสืบให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยดังเช่นคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เพียงแต่มีพยานมาสืบให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามคำรับก็เป็นการเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 188, 264, 265, 268, 334, 339, 340 ตรี, 371 ริบเศษหัวกระสุนปืน 2 ชิ้น แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม 1 แผ่น และเครื่องหมายตรวจสภาพรถและมาตรค่าโดยสารสีแดงปลอม 1 แผ่น ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 334, 339 วรรคท้าย, 371 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น (ที่ถูกกับความผิดฐานลักทรัพย์) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 188 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปรับ 100 บาท ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานใช้เอกสารราชการปลอมจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธ ปรับ 50 บาท ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยมีและใช้อาวุธปืน คงจำคุกตลอดชีวิตตามมาตรา 52 (2) เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกตลอดชีวิต ตามมาตรา 91 (3) และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29 ริบเศษหัวกระสุนปืน 2 ชิ้น แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม 1 แผ่น เครื่องหมายตรวจสภาพรถและมาตรค่าโดยสารสีแดงปลอม 1 แผ่น ของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยจำเลยไม่ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยได้ลักแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ทพ 265 กรุงเทพมหานคร เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีของรถยนต์คันดังกล่าวกับแผ่นเครื่องหมายแสดงว่ามีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถยนต์คันนั้นไป แล้วปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์กับแผ่นเครื่องหมายตรวจสภาพรถและมาตรค่าโดยสาร และนำแผ่นป้ายทะเบียนปลอมที่จำเลยทำขึ้นกับแผ่นเครื่องหมายตรวจสอบสภาพรถและมาตรค่าโดยสารอันเป็นเอกสารราชการปลอม ไปติดไว้ที่รถยนต์รับจ้างสาธารณะสีฟ้า - แดง หมายเลขตัวถัง เอ็มอาร์ 053 แซดอีซี 107028925 ที่ผู้ตายเช่าซื้อจากบริษัทแหลมทองเสริมกิจ จำกัด แล้วใช้รถยนต์คันดังกล่าวแล่นรับส่งผู้โดยสารอันเป็นการใช้เอกสารราชการปลอม พาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรตามที่โจทก์ฟ้อง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยชิงทรัพย์รถยนต์รับจ้างสาธารณะ หมายเลขทะเบียน ธ - 1825 กรุงเทพมหานคร ของบริษัทแหลมทองเสริมกิจ จำกัด ที่อยู่ในความตายตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจากบริษัทแหลมทองเสริมกิจ จำกัด มาเป็นรถยนต์รับจ้างสาธารณะรับส่งผู้โดยสารในกรุงเทพมหานคร ในวันเกิดเหตุเวลา 2 นาฬิกาเศษ ผู้ตายนำรถไปจอดเข้าคิวเพื่อรอรับผู้โดยสารที่สถานีขนส่งตลาดหมอชิต 2 โดยเข้าคิวเป็นคันที่ 4 ครั้นเวลาประมาณ 3 นาฬิกา จำเลยว่าจ้างให้ผู้ตายขับรถไปส่งที่ใดไม่ปรากฏแล้วขึ้นรถยนต์ออกไป ต่อมาในวันเดียวกันเวลาประมาณ 6 นาฬิกา มีผู้พบศพผู้ตายอยู่ใต้ทางด่วนบางปะอิน - แจ้งวัฒนะ ในท้องที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี สภาพศพมีร่องรอยถูกยิงด้วยปืนที่แก้มซ้ายและท้ายทอยซ้าย กระสุนปืนตัดประสาทไขสันหลังต้นคอ ส่วนรถยนต์รับจ้างสาธารณะที่ผู้ตายขับในวันนั้นหายไป ในขณะนั้นไม่มีผู้ใดทราบเบาะแสเกี่ยวกับคนร้าย หลังจากเกิดเหตุ 5 วัน ร้อยตำรวจเอกสุชาติพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลปากคลองรังสิต ไปสอบถามเรื่องราวจากพนักงานขับรถยนต์รับจ้างสาธารณะที่สถานีขนส่งตลาดหมอชิต 2 จึงทราบตำหนิรูปพรรณของจำเลยจากนายมานิตย์ เพื่อนของผู้ตาย ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2546 นายสุรพล ซึ่งเช่ารถยนต์รับจ้างสาธารณะของนายสุพจน์หรือหมูไปขับ พบจำเลยขับรถยนต์รับจ้างสาธารณะคันที่ผู้ตายเช่าซื้อจากบริษัทแหลมทองเสริมกิจ จำกัด อยู่ที่ถนนสุโขทัย สภาพรถพ่นสีฟ้า - แดง และมีตัวอักษรข้างรถว่า สหกรณ์อิสระหมายเลขทะเบียน 265 กรุงเทพมหานคร นายสุรพลรู้สึกสะกิดใจเนื่องจากรู้จักกับจำเลยและทราบว่าหมายเลขทะเบียน 265 กรุงเทพมหานคร เป็นหมายเลขทะเบียนรถยนต์รับจ้างสาธารณะของนายสุพจน์จึงแจ้งให้นายสุพจน์ทราบ ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2546 สิบตำรวจโทกฤษดาเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสามเสน พบรถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ที่ถนนร่วมจิต ปากซอยโกศล แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ประตูรถทุกด้านใส่กุญแจไว้จึงนำไปตรวจสอบที่สถานีตำรวจนครบาลสามเสนปรากฏว่าเป็นรถยนต์รับจ้างสาธารณะหมายเลขทะเบียน ธ - 1825 กรุงเทพมหานคร ที่ผู้ตายเช่าซื้อจากบริษัทแหลมทองเสริมกิจ จำกัด เมื่อตรวจค้นภายในรถพบบัตรประจำตัวของนายมานพพนักงานขนส่งเบียร์สดบริษัทเบียร์สิงห์ จำกัด ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพของนายปราโมทย์ บัตรประจำตัวผู้ขับรถของนายภราดร บัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวผู้ผลิตรายการและข่าวกรมตำรวจ บัตรประจำตัวศูนย์ปฏิบัติการทางการเมืองพรรคความหวังใหม่ ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพและใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะของจำเลยจึงแจ้งให้ร้อยตำรวจเอกสุชาติทราบ ร้อยตำรวจเอกสุชาตินำบัตรเหล่านั้นไปให้นายมานิตย์ดู นายมานิตย์ยืนยันว่าจำเลยคือชายคนที่ว่าจ้างให้ผู้ตายขับรถไปส่งเมื่อเวลา 3 นาฬิกา ของคืนเกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกสุชาตินำเอกสารดังกล่าวไปให้นายสุพจน์ดู นายสุพจน์ระบุว่าจำเลยเคยเช่ารถยนต์รับจ้างสาธารณะหมายเลขทะเบียน ทพ 265 กรุงเทพมหานคร ของนายสุพจน์ไปรับส่งผู้โดยสารแต่จำเลยได้บอกเลิกการเช่าและนำรถยนต์มาคืนก่อนเกิดเหตุเพียงวันเดียวต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2546 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ ร้อยตำรวจเอกสุชาติจัดให้นายสุรพลชี้ตัวจำเลยซึ่งยืนปะปนกับผู้อื่นหลายคน นายสุรพลยืนยันว่าจำเลยเป็นคนที่ขับรถยนต์ของกลางที่นายสุรพลพบเห็นภายหลังเกิดเหตุและจัดให้นายมานิตย์ชี้ตัวจำเลยเช่นกัน ซึ่งนายมานิตย์ก็ยืนยันว่าจำเลยเป็นชายที่นั่งรถไปกับผู้ตายในคืนเกิดเหตุ พนักงานสอบสวนจึงดำเนินคดีแก่จำเลย ที่จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานชิงทรัพย์จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามฟ้องแต่ความผิดฐานชิงทรัพย์จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายมีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต โจทก์จึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำรับสารภาพให้รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดจริงจึงจะลงโทษจำเลยได้ แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยชิงทรัพย์จากผู้ตาย ศาลฎีกาชอบที่จะยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานชิงทรัพย์นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง..." บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่าในคดีอุกฉกรรจ์ที่มีอัตราโทษสูงซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษที่หนักกว่านั้น แม้จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลว่ากระทำความผิดตามฟ้องศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำรับนั้นได้ แต่ต้องฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพให้เป็นที่พอใจก่อนว่าจำเลยกระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ส่วนปัญหาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับเช่นว่านี้ต้องมีน้ำหนักมั่นคงเพียงใดนั้น เห็นได้ว่าในกรณีเช่นนี้โจทก์ไม่จำต้องนำสืบให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยดังเช่นคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธเพียงแต่มีพยานมาสืบให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามคำรับ ก็เป็นการเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานนั้น สำหรับคดีนี้โจทก์มีนายมานิตย์เป็นพยานเบิกความว่า ในคืนเกิดเหตุเวลา 2 นาฬิกาเศษ ขณะที่พยานขับรถยนต์รับจ้างสาธารณะไปจอดเข้าคิวเพื่อรอรับผู้โดยสารที่สถานีขนส่งตลาดหมอชิต 2 เห็นผู้ตายจอดรถยนต์เข้าคิวเป็นคันที่ 4 ครั้นใกล้จะถึงเวลา 3 นาฬิกา จำเลยไปว่าจ้างให้ผู้ตายขับรถไปส่งที่ใดไม่ปรากฏแล้วขึ้นรถยนต์ออกไป ต่อมาเวลาประมาณ 9 นาฬิกา พยานจึงทราบว่าผู้ตายถูกฆ่าตายที่ใต้ทางด่วนบางประอิน แจ้งวัฒนะ แม้พยานปากนี้จะสนิทสนมกับผู้ตาย แต่ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะปรุงแต่งเรื่องราวอันเป็นเท็จขึ้นปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ ยิ่งกว่านั้นยังได้ความว่าบริเวณที่ผู้ตายจอดรถมีแสงไฟฟ้าส่องสว่างสามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน รูปคดีมีเหตุผลน่าเชื่อว่านายมานิตย์จำจำเลยได้แม่นยำไม่ผิดตัว เพราะหลังจากเกิดเหตุเพียง 5 วัน เมื่อร้อยตำรวจเอกสุชาติไปสอบถามถึงรูปพรรณสัณฐานของชายที่นั่งรถไปกับผู้ตายนายมานิตย์ก็ระบุตำหนิรูปพรรณให้ทราบ ภายหลังเกิดเหตุเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้และจัดให้นายมานิตย์ดูตัวจำเลย นายมานิตย์ก็ยืนยันว่าจำเลยเป็นชายที่นั่งรถไปกับผู้ตายในคืนเกิดเหตุ ช่วงเวลานับแต่จำเลยขึ้นรถไปกับผู้ตายเป็นเวลาใกล้ชิดติดพันกับเวลาที่ผู้ตายถูกฆ่า คำเบิกความของนายมานิตย์เป็นพยานแวดล้อมกรณีใกล้ชิดกับเหตุ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายสุรพลมาเบิกความสนับสนุนว่าในเดือนกรกฎาคม 2546 ขณะที่พยานขับรถยนต์รับจ้างสาธารณะรับส่งผู้โดยสารได้เห็นจำเลยขับรถยนต์รับจ้างสาธารณะสีฟ้าแดง มีตราประทับข้างตัวถังรถว่าสหกรณ์อิสระ แต่พยานนึกสะกิดใจที่หมายเลขทะเบียนรถเป็นหมายเลข 265 กรุงเทพมหานคร ซึ่งซ้ำกับหมายเลขทะเบียนรถยนต์รับจ้างสาธารณะของนายสุพจน์จึงได้บอกให้นายสุพจน์ทราบ ในข้อนี้โจทก์มีนายสุพจน์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ได้รับคำบอกเล่าจากนายสุรพลจริง หลังจากนั้นเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์คันดังกล่าวไปตรวจสอบ ก็ปรากฏว่าเป็นรถยนต์รับจ้างสาธารณะคันที่ผู้ตายเช่าซื้อจากบริษัทแหลมทองเสริมกิจ จำกัด ดังนี้ แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ แต่การที่จำเลยโดยสารรถไปกับผู้ตายในเวลาใกล้ชิดกับเวลาที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย ทั้งหลังจากเกิดเหตุแล้วจำเลยยังนำรถยนต์คันที่ผู้ตายใช้สอยไปขับเป็นพฤติการณ์ที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นลำดับเมื่อนำมารับฟังประกอบกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยแล้วรับฟังได้ว่า จำเลยชิงทรัพย์และใช้กำลังประทุษร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งที่ไม่ปรากฏพฤติการณ์แห่งคดีนับว่าหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพความผิด"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 25 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้วคงจำคุก 27 ปี และปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายภราดร กองคำ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
สถิต ทาวุฒิ
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2551
#412992
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุที่จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประพฤติเนรคุณตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (3) นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ให้มีความจำเป็นเพราะขาดแคลนปัจจัยในการดำรงชีวิต แล้วผู้ให้ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้รับ และผู้รับอยู่ในฐานะที่จะให้ได้โดยไม่เดือดร้อน แล้วผู้รับปฏิเสธที่จะให้นั้น การที่จำเลยจะขายที่ดินที่โจทก์ยกให้แต่ถูกโจทก์ห้ามปราม จำเลยจึงไปอยู่เสียที่อื่นจนโจทก์ต้องไปอาศัยอยู่กับน้องสาวนั้น จะฟังว่าโจทก์ได้ขอความช่วยเหลือจากจำเลยและจำเลยอยู่ในฐานะที่จะให้ความช่วยเหลือโจทก์ได้โดยไม่เดือดร้อน แล้วจำเลยไม่ช่วยเหลือหาได้ไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติเนรคุณโจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4870 ตำบลรัตภูมิ อำเภอควนเนียง (ที่ถูกเป็น กิ่งอำเภอควนเนียง) จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาโจทก์แก่ตัวและยากจนลงจนไม่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้ ในปี 2543 โจทก์ขอให้จำเลยช่วยเหลือเลี้ยงดูโจทก์ แต่จำเลยซึ่งอยู่ในวิสัยที่จะช่วยเหลือเลี้ยงดูโจทก์ได้กลับไม่ได้ช่วยเหลือและทอดทิ้งโจทก์ให้อยู่ตามลำพัง จนโจทก์ต้องมาอาศัยอยู่กับน้องสาวของโจกท์ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนการให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์เพราะเหตุเนรคุณ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ถอนคืนการให้และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4870 ตำบลรัตภูมิ อำเภอควนเนียง (ที่ถูกเป็น กิ่งอำเภอควนเนียง) จังหวัดสงขลา พร้อมบ้านบนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ตามเดิม หากจำเลยไม่ไปดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยคืนเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2540 โจทก์ยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4870 ตำบลรัตภูมิ กิ่งอำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 83 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และหนังสือสัญญาให้ที่ดินให้แก่จำเลยต่อมาจำเลยจะขายที่ดินที่โจทก์ยกให้แต่โจทก์ไม่ยอมโดยบอกจำเลยว่า หากขายแล้วโจทก์จะไม่มีที่อยู่ หลังจากนั้นจำเลยก็ไปอยู่เสียที่อื่นไม่เคยมาหาโจทก์อีก โจทก์ต้องไปอาศัยอยู่กับนางอารีย์น้องสาวโจทก์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยผู้รับประพฤติเนรคุณตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุที่จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประพฤติเนรคุณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (3) นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ให้มีความจำเป็นเพราะขาดแคลนปัจจัยในการดำรงชีวิต แล้วผู้ให้ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้รับ และผู้รับอยู่ในฐานะที่จะให้ได้โดยไม่เดือดร้อน แล้วผู้รับปฏิเสธที่จะให้นั้น เป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำสืบความข้อนี้ แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์นั้น ไม่ปรากฏเลยว่าโจทก์เคยขอความช่วยเหลือจากจำเลยและจำเลยอยู่ในฐานะที่จะให้ความช่วยเหลือได้โดยไม่เดือดร้อนแล้วจำเลยปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด การที่จำเลยจะขายที่ดินที่โจทก์ยกให้แต่ถูกโจทก์ห้ามปรามจำเลยจึงไปอยู่เสียที่อื่น จนโจทก์ต้องไปอาศัยอยู่กับน้องสาวนั้น จะฟังว่าโจทก์ได้ขอความช่วยเหลือจากจำเลยและจำเลยอยู่ในฐานะที่จะให้ความช่วยเหลือได้โดยไม่เดือดร้อนแล้วจำเลยไม่ช่วยเหลือหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การนั้นก็มิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้ประพฤติเนรคุณโจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (3) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางคำ แก้วใส่ศรี
จำเลย — นายจรูญ พรหมบันดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
บุญรอด ตันประเสริฐ
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 300/2551
#412471
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินเดิมในเขตนิคมอุตสาหกรรมมีระยะเวลาเช่าถึงเดือนธันวาคม 2544 และได้รับการคัดเลือกในการประมูลให้เป็นผู้เช่าต่อไป แต่โจทก์ยังไม่ได้ทำสัญญาเช่าใหม่กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อสัญญาเช่าเดิมหมดสัญญาลงโจทก์ยังไม่มีสิทธิใดๆ ที่จะเข้าไปบริหารจัดการทำประโยชน์ในที่ดินได้ และยังไม่มีสิทธิเก็บค่าเช่าล็อกจากผู้ประกอบการค้ารายย่อย การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมได้ประกาศเตือนให้ผู้ประกอบการค้ารายย่อยทราบว่า การทำนิติกรรมสัญญาใดๆ เพื่อประกอบการค้าต้องกระทำกับผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้บริหารและจัดการทำประโยชน์ในที่ดินเท่านั้น หากไปทำสัญญากับผู้ไม่ได้รับสิทธิการเช่าและเกิดความเสียหายสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมจะไม่รับผิดชอบเป็นการป้องกันและเตือนผู้ประกอบการค้ารายย่อยเท่านั้น และไม่มีข้อความที่ระบุหรืออ้างถึงตัวโจทก์เลย โจทก์จึงไม่ได้เสียชื่อเสียงหรือเสียหาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำตามหน้าที่ จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นผู้จัดการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ซึ่งเป็นสำนักงานสาขาของการเปิดนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ดูแลและบริหารกิจการภายในของสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชัน โจทก์มีฐานะเป็นผู้เช่าที่ดินในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางชัน เพื่อบริหารและจัดการทำประโยชน์ที่ดินในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางชัน และเป็นเจ้าของศูนย์การค้าและตลาดสดบางชันที่นิคมอุตสาหกรรมบางชันโดยในการบริหารจัดการตลาดสดบางชัน โจทก์มีสิทธิในการที่จะจัดเก็บค่าเช่าล็อกจากผู้ประกอบการค้ารายย่อย (พ่อค้าและแม่ค้าในตลาดสด) ซึ่งมีประมาณเกือบ 100 ราย เป็นรายวัน ทุกๆ วัน ครั้นเมื่อสัญญาเช่าที่ดินใกล้จะครบกำหนดตามสัญญาเช่าจำเลยจึงมีประกาศเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปยื่นซองประมูลเสนอราคา เพื่อทำสัญญาเช่าที่ดินในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางชั้นแทนโจทก์ ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นวันยื่นซองประมูลและเปิดซองประมูลเสนอราคา โจทก์เป็นผู้ประมูลที่เสนอราคาผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุด โจทก์จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้เช่าที่ดินของการนิคมอุตสาหกรรมบางชันต่อไป เหตุดังกล่าวข้างต้นนี้เองทำให้จำเลยโกรธเคืองโจทก์เป็นการส่วนตัว เพราะจำเลยหวังผลประโยชน์ให้พรรคพวกของจำเลยเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกและเข้ามาบริหารจัดการดูแลศูนย์การค้าและตลาดสดบางชันภายในนิคมอุตสาหกรรมบางชันแทนโจทก์ ดังนั้นจำเลยมิได้มีอำนาจอันชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใด และกระทำการโดยพลการด้วยโมหะส่วนตัว ได้ไขข่าวหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสารเท็จอันฝ่าฝืนต่อความจริงต่อผู้ประกอบการค้ารายย่อย (พ่อค้าแม่ค้า) ในตลาดสดบางชันอันเป็นสาธารณชน โดยมีเจตนาจะทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงและถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังจากผู้ประกอบการค้ารายย่อยทั้งหลาย ทำให้ผู้ประกอบการค้ารายย่อยทั้งหลายขาดความเชื่อถือในตัวโจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะผู้บริหารจัดการตลาดบางชัน กล่าวคือ เมื่อประมาณวันที่ 28 ธันวาคม 2544 จำเลยและพวกได้ร่วมกันแจกเอกสารประกาศซึ่งลงนามโดยจำเลยอันฝ่าฝืนต่อความจริงต่อประกอบการค้ารายย่อย ณ ศูนย์การค้าและตลาดสดบางชัน ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหมิ่นประมาทโจทก์ว่า "สัญญาให้สิทธิประโยชน์ในที่ดินนิคมอุตสาหกรรมบางชันของโจทก์จะหมดอายุลงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 ระหว่างนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกำลังดำเนินการพิจารณาคัดเลือกผู้บริหารจัดการศูนย์การค้ารายใหม่สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชัน จึงประกาศเตือนผู้ประกอบการค้ารายย่อยในบริเวณพื้นที่ศูนย์การค้านิคมอุตสาหกรรมบางชันทราบว่าการทำนิติกรรมสัญญาใดๆ เพื่อประกอบการค้าในบริเวณดังกล่าว ต้องกระทำกับผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้บริหารจัดการโครงการฯ เท่านั้น หากผู้ประกอบการค้ารายย่อยกระทำนิติกรรมสัญญากับบุคคลใดๆ ซึ่งมิใช่เป็นผู้รับสิทธิอาจเกิดความเสียหายกับตนเองได้ และสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชันจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้น และเมื่อการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้พิจารณาอนุมัติเลือกบุคคลใดให้เป็นผู้บริหารจัดการโครงการฯ ได้แล้ว จะประกาศให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ด้วยข้อความตามเอกสารประกาศที่ลงนามโดยจำเลย เป็นการโฆษณาไขข่าวหมิ่นประมาทโดยมีเจตนาจงใจประสงค์ร้ายต่อโจทก์ทั้งสิ้น ทั้งที่จำเลยก็ทราบความจริงโดยตลอดดีอยู่แล้วว่า ระหว่างช่วงวันและเวลาดังกล่าวนี้ โจทก์เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกแล้วให้เป็นผู้บริหารศูนย์การค้าและตลาดสดบางชันต่อไปอีก เพราะโจทก์เป็นผู้ยื่นซองประมูลให้ผลตอบแทนสูงสุด และกำลังอยู่ในระหว่างจะเข้าไปดำเนินการทำสัญญาเช่าที่ดินกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อบริหารศูนย์การค้าและตลาดสดบางชันต่อไป แต่จำเลยกลับโฆษณาไขข่าวให้แพร่หลายเพื่อจงใจต้องการให้ผู้ประกอบการค้ารายย่อยเชื่อว่า ขณะนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพียงแต่อยู่ในช่วงกำลังดำเนินการคัดเลือกผู้บริหารรายใหม่เท่านั้น และโจทก์เองก็ยังไม่ได้เป็นผู้รับการคัดเลือก ซึ่งคำว่า "ผู้บริหารรายใหม่" ก็แปลได้ชัดเจนว่า ไม่ใช่ตัวโจทก์เพราะโจทก์เป็นผู้บริหารรายเก่า ที่ดำเนินการบริหารอยู่ก่อนแล้ว ทั้งข้อความหมิ่นประมาทในส่วนที่ว่า "การทำนิติกรรมสัญญาใดๆ เพื่อประกอบการค้าต้องทำกับผู้ได้รับสิทธิเท่านั้น" ยังเป็นการชวนเชื่อให้ผู้ประกอบการค้ารายย่อยเข้าใจว่าจะต้องจ่ายเงินค่าเช่าล็อกรายวันหลังจากวันที่ 31 ธันวาคม 2544 ให้แก่บุคคลใดๆ ก็ตามที่จำเลยจะประกาศให้ทราบอีกครั้งในภายหลัง แปลความเจตนาได้ชัดเจนว่า หากว่าวันหลังจากวันที่ 31 ธันวาคม 2544 จำเลยประกาศชื่อใครนอกจากตัวโจทก์ ผู้ประกอบการค้ารายย่อยก็ต้องจ่ายเงินค่าเช่าล็อกรายวันให้แก่บุคคลนั้นๆ หรือแม้นว่า หลังจากวันที่ 31 ธันวาคม 2544 จำเลยนี้ยังไม่ได้ประกาศชื่อบุคคลใดๆ ผู้ประกอบการค้ารายย่อยก็ไม่ต้องจ่ายเงินค่าเช่าล็อกรายวันให้แก่ตัวโจทก์ เนื่องจากข้อความอันเป็นเท็จตอนต้นแจ้งให้ทราบแล้วว่า สิทธิของโจทก์จะหมดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2544 ทั้งข้อความในส่วนที่ว่า "หากเกิดความเสียหายใดๆ สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชันจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้น" ก็เป็นข้อความเท็จในส่วนเสริมเติมแต่งชวนเชื่อของจำเลยเท่านั้นเพราะโดยบทบัญญัติของกฎหมายไม่ว่าผู้ประกอบการค้ารายย่อย จะชำระค่าเช่าล็อกรายวันให้แก่บุคคลใดๆ ก็ตาม แม้นมิใช่ตัวโจทก์ สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชันก็ไม่จำต้องรับผิดชอบใดๆ กับผู้ประกอบการค้ารายย่อยเพราะระหว่างนิคมอุตสาหกรรมบางชันกับผู้ประกอบการรายย่อย ไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ ตามกฎหมายต่อกัน อันจะก่อให้เกิดความรับผิดโดยชอบด้วยกฎหมายแก่นิคมอุตสาหกรรมบางชันได้ ทั้งการที่ผู้ประกอบการค้ารายย่อยจะพึงชำระค่าเช่าล็อกรายวันให้ผู้ใดหรือไม่ อย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยในฐานะผู้จัดการนิคมอุตสาหกรรมบางชันเลย หลังจากที่จำเลยไขข่าวอันเป็นเท็จโดยโฆษณาด้วยเอกสารให้แพร่หลายดังกล่าวข้างต้นแล้วจำเลยกลับมีหนังสือฉลับลงวันที่ 4 มกราคม 2545 ยืนยันสิทธิของโจทก์ว่าได้รับการคัดเลือกเป็นผู้บริหาร โดยลงนามด้วยตนเองเป็นการบ่งชี้ได้อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยทราบดีถึงสิทธิของโจทก์อันพึงมีโดยชอบอาศัยเหตุและผลข้างต้น การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอับอายเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการค้ารายย่อยในตลาดสดบางชันขาดความเชื่อถือในตัวโจทก์ เหยียดหยามในตัวโจทก์ว่าเป็นบุคคลไม่ดี ทั้งยังเป็นคนเห็นแก่ได้ เข้าใจผิดในตัวโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิในการเช่าที่ดินกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแล้ว เพราะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคัดเลือกบุคคลอื่นเข้ามาเป็นผู้บริหารตลาดสดบางชัน แต่โจทก์กลับมาฉ้อฉลหลอกลวงคดโกงเก็บค่าเช่าล็อกรายวันกับผู้ประกอบการค้ารายย่อยจำนวนมากอีกต่อไป ทั้งที่ไม่มีสิทธิใดๆ โดยชอบแล้ว ทั้งโจทก์ยังได้รับผลกระทบในส่วนของชื่อเสียงและเกียรติยศ คุณงามความดีที่เคยกระทำมาหลายปีจนพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางชันจากชุมชนแออัดให้กลายเป็นศูนย์การค้าและตลาดสดให้ผู้ประกอบการค้ารายย่อยได้มีโอกาสประกอบสัมมาอาชีพค้าขายสินค้าในตลาดบางชันตลอดจนธุรกิจกิจการตลาดสดในละแวกข้างเคียงตลาดสดบางชันของโจทก์ก็ได้รับผลกระทบด้วย คือ ตลาดสดเกรียงไกร ซึ่งตั้งอยู่บนถนนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของตลาดสดอยู่ ทำให้พ่อค้าและแม่ค้าที่ทราบข่าวอันเป็นเท็จดังกล่าว ไม่กล้าที่จะมาทำการลงทุนเช่าล็อกสินค้าในตลาดสดของโจทก์และตลาดสดอ้อมน้อยซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างตลาดสดอยู่ โจทก์ก็ต้องหยุดชะงักในการดำเนินการให้พ่อค้าและแม่ค้าจองสิทธิในการเช่าล็อกไว้ชั่วคราว โจทก์ถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นการโฆษณาไขข่าวอันเป็นเท็จใส่ความโจทก์อย่างร้ายแรง และเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติยศของโจทก์และวงศ์ตระกูลโจทก์เป็นอย่างมาก ทั้งเป็นที่เสียหายในทางทำมาหากินและในทางเจริญเติบโตในฐานะผู้ประกอบการกิจการเจ้าของตลาดสด เพราะโจทก์ดำเนินกิจการดังกล่าวด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จนเป็นที่เชื่อถือแก่พ่อค้าและแม่ค้าโดยทั่วไปมาเป็นระยะเวลายาวนานหลายปี จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย โดยโจทก์ขอคิดเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 100,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องโจทก์เป็นการกระทำที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินเดิมในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ซึ่งเป็นสำนักงานสาขาของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อบริหารจัดการทำประโยชน์ที่ดินในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางชัน มีระยะเวลาเช่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2544 ถึงเดือนธันวาคม 2544 มาก่อน และได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้เช่าที่ดินในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางชันต่อไป ในฐานะที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ยื่นซองประมูล เสนอราคาและผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดแก่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยก็ตาม แต่โจทก์ก็ยังไม่ได้ทำสัญญาเช่าตามที่ได้ประมูลการเช่าใหม่กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดังนั้นเมื่อสัญญาเช่าของโจทก์ตามสัญญาเช่าเดิมที่จะครบกำหนดภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2544 หมดสัญญาลง หากโจทก์ยังไม่ได้ทำสัญญาเช่าใหม่ตามที่ได้ประมูลไว้กับนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โจทก์ยังไม่มีสิทธิใดๆ ที่จะเข้าไปบริหารจัดการทำประโยชน์ในที่ดินเขตนิคมอุตสาหกรรมบางชันได้ และยังไม่มีสิทธิเก็บค่าเช่าล็อกจากผู้ประกอบการค้ารายย่อยในตลาดสด การที่จำเลยในฐานะผู้จัดการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชันได้ประกาสเตือน ให้ผู้ประกอบการค้ารายย่อยในบริเวณพื้นที่ศูนย์การค้านิคมอุตสาหกรรมบางชันทราบว่า การทำนิติกรรมสัญญาใดๆ เพื่อประกอบการค้าในนิคมอุตสาหกรรมบางชันต้องกระทำกับผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้บริหารและจัดการทำประโยชน์ในที่ดินเท่านั้น หากไปทำสัญญากับผู้ไม่ได้รับสิทธิการเช่าและเกิดความเสียหายสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมจะไม่รับผิดชอบซึ่งก็เป็นการป้องกันและเตือนผู้ประกอบการค้ารายย่อยให้ทำสัญญากับผู้ได้รับสิทธิการบริหารจัดการจากการนิคมอุตสาหกรรมบางชันเท่านั้น เพราะอาจมีผู้ไม่หวังดีมาหลอกลวงแอบอ้างว่าได้รับสิทธิและเรียกร้องผลประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เกิดความเสียหายกับผู้ประกอบการค้ารายย่อยและการนิคมอุตาหกรรมบางชันได้ ทั้งประกาศดังกล่าวของจำเลยกลับน่าจะเป็นประโยชน์ต่อโจทก์เองในฐานะผู้ประมูลได้สิทธิการเช่าต่อไป เมื่อได้ทำสัญญาถูกต้องตามที่ได้รับการคัดเลือกในฐานะผู้ประมูลการเช่าต่อไปแล้วและในประกาศดังกล่าวก็ไม่มีข้อความตอนไหนที่ระบุหรืออ้างถึงตัวโจทก์เลย โจทก์จึงไม่ได้เสียชื่อเสียงหรือเสียหายดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยดังกล่าวตามฟ้องเป็นการกระทำตามหน้าที่ จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น "ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกร้าว ฉลวยศรี
จำเลย — นางสมรศรี ศุขสุเมฆ
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
พิทยา บุญชู
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 298/2551
#412513
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดยอมรับผิดต่อ น.ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ว่าจะนำรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายไปซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม แม้ว่าจำเลยที่ 1 จะยอมรับผิดชอบในค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บด้วย แต่ก็ไม่มีข้อตกลงที่เป็นการสละสิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายส่วนอื่นที่เจ้าของรถยนต์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ได้อีก ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุไปติดต่อธุรกิจการค้าให้แก่จำเลยที่ 2 การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2

โจทก์นำรถยนต์คันเกิดเหตุไปซ่อมจนรถอยู่ในสภาพเดิม และโจทก์ออกใบสั่งจ่ายค่าสินไหมทดแทนรถยนต์กับใบเสร็จรับเงินและปลดหนี้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุรับเงินไปเรียบร้อยแล้ว ถือว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่าซ่อมรถให้แก่อู่ซ่อมรถแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ข-5622 นครสวรรค์ จากบริษัท ช.สยามเทรดดิ้งแอนด์ทรานสปอร์ต จำกัด เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2542 นายนิธิวัฒน์ได้ขับรถที่โจทก์รับประกันภัยไปตามถนนสายเอเชียมุ่งหน้าไปทางกรุงเทพมหานคร โดยมีจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 4 ฒ-9691 กรุงเทพมหานคร ไปในทิศทางเดียวกันตามหลังรถที่โจทก์รับประกันภัยโดยความเร็วสูงและด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชะลอความเร็วของรถและหยุดรถได้ทันเนื่องจากรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้ชะลอความเร็วตามรถคันหน้า เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับมาพุ่งชนท้ายรถคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ทำให้รถคันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและกระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โจทก์ได้ทำการซ่อมรถคันที่รับประกันภัยไว้ให้อยู่ในสภาพดีและได้จ่ายเงินค่าอะไหล่และค่าซ่อมไป โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 100,246 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 96,100 บาทนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 4ฒ-9691 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เหตุชนกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์กระบะพุ่งชนท้ายรถหมายเลขทะเบียน ข-5622 นครสวรรค์ แล้วมีรถยนต์คันอื่นพุ่งชนท้ายรถหมายเลขทะเบียน ข-5622 นครสวรรค์ซ้ำอีก ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวเสียหายมากขึ้น โดยมิใช่ความผิดของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว และความเสียหายของรถคันดังกล่าวไม่ถึง 25,000 บาท จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อการชนครั้งแรกเป็นค่าเสียหายเพียง 10,000 บาท ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 ถือว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างนายนิธิวัฒน์กับจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดระงับไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองในมูลละเมิด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,246 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 96,100 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 4 ฒ-9691 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 แล่นตามหลังรถยนต์หมายเลขทะเบียน ข-5622 นครสวรรค์ ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปตามถนนสายเอเชียมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานคร ระหว่างทางรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับมาพุ่งชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน ข-5622 นครสวรรค์ ที่นายนิธิวัฒน์เป็นคนขับได้รับความเสียหาย วันเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 500 บาท ตกลงจะทำการซ่อมแซมรถยนต์หมายเลขทะเบียน ข-5622 นครสวรรค์ ให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.7 หรือ จ.12 ต่อมาโจทก์ได้นำรถยนต์หมายเลขทะเบียน ข-5622 นครสวรรค์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปซ่อมที่อู่ทวียนต์จนเสร็จเรียบร้อยตามภาพถ่ายหมาย จ.11 และโจทก์ได้จ่ายค่าซ่อมจำนวน 94,500 บาท และค่ายกรถจำนวน 1,600 บาท ไปแล้ว ตามใบสั่งจ่ายค่าสินไหมทดแทนเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายนิธิวัฒน์เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายนิธิวัฒน์ ที่จำเลยที่ 1 รับว่าจะซ่อมรถยนต์ให้ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.7 หรือ จ.12 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายนิธิวัฒน์มีผลทำให้มูลหนี้ละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำระงับไป จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นความรับผิด ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวมีข้อตกลงกันในส่วนความรับผิดทางแพ่งว่า "1) ทางฝ่ายนายสุรศักดิ์รับว่าจะทำการซ่อมแซมรถยนต์หมายเลขทะเบียน ข-5622 กรุงเทพมหานคร ให้อยู่ในสภาพดีดังเดิมในภายหลัง และรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของผู้บาดเจ็บฯ 3) ทางฝ่ายนายนิธิวัฒน์พอใจตามนี้คู่กรณีสามารถทำการตกลงกันไดในทางแพ่ง โดยหากไม่เป็นไปตามข้อตกลงนี้ แนะนำให้ไปฟ้องร้องกันในทางแพ่งในภายหลัง" เห็นว่า บันทึกดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดยอมรับผิดต่อนายนิธิวัฒน์โดยรับว่าจะนำรถยนต์หมายเลขทะเบียน ข-5622 ที่ได้รับความเสียหายไปซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม แม้ว่าจำเลยที่ 1 จะยอมรับผิดชอบในค่ารักษาพยาบาลด้วย แต่ก็ไม่มีข้อตกลงที่เป็นการสละสิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายส่วนอื่นที่เจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ข-5622 นครสวรรค์ มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ได้อีก ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชน์ มาตรา 850 จำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิดในมูลหนี้ละเมิด

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์มีนายเสวกผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 4 ฒ-9691 กรุงเทพมหานครไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และเกิดเหตุชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้โจทก์มีสำเนารายการชื่อเจ้าของรถเอกสารหมาย จ.4 ที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ ส่วนจำเลยทั้งสองมีนายกมลกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ลากิจเนื่องจากย้ายบ้านและขอยืมรถยนต์กระบะจากพยานเพื่อจะขนของตั้งแต่ก่อนวันเกิดเหตุ แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีเอกสารการขอยืมรถและเอกสารลาหยุดงานของจำเลยที่ 1 มาแสดงให้ศาลเห็นว่าเป็นความจริงตามนั้น คำเบิกความของนายกมลจึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นายกมลเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ทำงานในตำแหน่งฝ่ายขายของจำเลยที่ 2 จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุไปติดต่อธุรกิจการค้าให้แก่จำเลยที่ 2 การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าเสียหายจำนวน 80,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดมานั้นสูงเกินไป เห็นว่า รถยนต์คันเกิดเหตุได้รับความเสียหายอย่างมาก ดังที่ปรากฏในภายถ่ายหมาย จ.5 มีรายการอะไหล่ที่ต้องเปลี่ยนหลายรายการ ตามใบเสนอราคาเอกสารหมาย จ.8 ราคาค่าซ่อมรถที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดมาต่ำกว่าราคาตามใบเสนอราคาและนับว่าเป็นราคาที่เหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีใบเสร็จรับเงินค่าซ่อมรถมาแสดงนั้น เห็นว่า โจทก์นำรถยนต์คันเกิดเหตุไปซ่อมจนรถอยู่ในสภาพเดิมตามภาพถ่ายหมาย จ.11 และโจทก์ได้ออกใบสั่งจ่ายค่าสินไหมทดแทนรถยนต์กับใบสั่งจ่ายค่าสินไหมทดแทนรถยนต์กับใบเสร็จรับเงินและปลดหนี้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุรับเงินไปเรียบร้อยแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.9 ถือว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่าซ่อมรถให้แก่อู่ซ่อมรถแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 850 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุรศักดิ์ ศิลาสูงเนิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 297/2551
#269553
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางได้พิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีที่ศาลแรงงานกลางของโจทก์แล้วมีคำสั่งไม่รับฟ้อง จึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่า การพิจารณาในศาลแรงงานกลางไม่เป็นการสะดวก จึงไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นคำฟ้องตามที่ขอตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์อุทธรณ์ก็เพื่อให้เห็นว่า การพิจารณาคดีในศาลแรงงานกลางจะเป็นการสะดวก อุทธรณ์โจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการพิจารณาอนุญาตของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินที่คงค้างอยู่พร้อมดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องรวม 15,349.16 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางเห็นว่าเป็นกรณีมีมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลแรงงานภาค 5 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคสอง จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง (พอแปลความได้ว่าศาลแรงงานกลางพิจารณาคำร้องขออนุญาตฟ้องแล้ว เห็นว่า เป็นการไม่สะดวกจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง)

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นฟ้องคดีปรากฏว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างซึ่งมีสถานที่ที่ทำงานที่จังหวัดลำปาง ส่วนจำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาที่กรุงเทพมหานคร โดยโจทก์ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีที่ศาลแรงงานกลาง ให้เหตุผลว่าสัญญาจ้างแรงงาน สัญญาค้ำประกัน ได้ทำที่กรุงเทพมหานคร เอกสารหลักฐานและพยานบุคคลต่าง ๆ อยู่ที่กรุงเทพมหานครอันเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีอยู่ในเขตศาลแรงงานภาค 5 จึงไม่รับฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มีลูกจ้างประจำการในสาขาต่าง ๆ ทั่วประเทศ พยานหลักฐานต่าง ๆ ตามสัญญาจ้างแรงงานจะเก็บไว้ที่ภูมิลำเนาของโจทก์ และในคดีนี้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์แล้วนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางได้พิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีที่ศาลแรงงานกลางของโจทก์แล้ว มีคำสั่งไม่รับฟ้องจึงเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่า การพิจารณาในศาลแรงงานกลางไม่เป็นการสะดวก จึงไม่อนุญาตให้โจทก์ยื่นคำฟ้องตามที่ขอตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์อุทธรณ์ก็เพื่อให้เห็นว่าการพิจารณาคดีในศาลแรงงานกลางจะเป็นการสะดวก อุทธรณ์โจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการพิจารณาอนุญาตของศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 33 วรรคหนึ่ง ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากกรีนเนท จำกัด
จำเลย — นางสาวมาลีวรรณ สายหนิ้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพิชยนต์ นิพาสพงษ์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2551
#410596
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนอันเป็นตัวแทนทางทูตตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ค.ศ.1961 ข้อ 1 และการทำงานของโจทก์ในสถานเอกอัครราชทูตไนจีเรียประจำประเทศไทยเป็นการทำงานในภารกิจของสถานเอกอัครราชทูตไนจีเรียประจำประเทศไทยมิได้เป็นลูกจ้างในกิจการทางวิชาชีพหรือการพาณิชย์อันเป็นการประกอบอาชีพส่วนตัวของจำเลย จึงไม่เข้าขอยกเว้นการได้รับความคุ้มกันทางทูตตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ค.ศ.1961 ข้อ 31 เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการสละความคุ้มกันตาม ข้อ 32 และไม่ปรากฏว่า จำเลยถูกเพิกถอนหรือจำกัดความคุ้มกันทางการทูตดังกล่าว จำเลยจึงได้รับความคุ้มกันจากอำนาจศาลแรงงานกลางตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 มาตรา 3 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 35,712.70 บาท เงินโบนัส 18,159 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้างค้างจ่าย 16,343.10 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 16,948.40 บาท ค่าชดเชย 18,159 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา กระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือแจ้งสำนักงานศาลยุติธรรมว่า เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทยเป็นตัวแทนการทูตซึ่งได้รับการคุ้มกันจากอำนาจศาลของไทยตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ.1961 ซึ่งมีพระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 เป็นกฎหมายอนุวัติการ ศาลแรงงานกลางสอบโจทก์แล้ว โจทก์แถลงว่าจำเลยเป็นเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทย

ศาลแรงงาน เห็นว่า เมื่อจำเลยอ้างเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูตตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 มาตรา 3 จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยได้รับความคุ้มกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 มาตรา 3 บัญญัติให้รัฐผู้ส่งคณะผู้แทน คณะผู้แทน หัวหน้าคณะผู้แทนบุคคลในคณะผู้แทน บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ของคณะผู้แทน บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายทูต ตัวแทนทางทูต บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการและฝ่ายวิชาการ บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการ สมาชิกในครอบครัวของบุคคลในคณะผู้แทน และคนรับใช้ส่วนตัว รวมตลอดถึงสถานที่ ทรัพย์สินและบรรณสารของคณะผู้แทนของบุคคลในคณะผู้แทนหรือของสมาชิกในครอบครัวของบุคคลในคณะผู้แทน ได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูตตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูตข้อ 31 บัญญัติให้ตัวแทนทางทูตจะได้อุปโภคความคุ้มกันจากอำนาจศาลทางอาญาของรัฐผู้รับตัวแทนทางทูต จะได้อุปโภคความคุ้มกันจากอำนาจศาลทางแพ่งและทางปกครองของรัฐผู้รับ เว้นแต่เป็นกรณีการดำเนินคดีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัว การดำเนินคดีเกี่ยวกับมรดกซึ่งผู้แทนทางทูตเป็นผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล ในฐานะทายาทหรือผู้รับประโยชน์เป็นการส่วนตัวหรือการดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจกรรมในวิชาชีพหรือการพาณิชย์อันเป็นการประกอบอาชีพส่วนตัวเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐไนจีเรียประจำประเทศไทย เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนอันเป็นตัวแทนทางทูตตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ข้อ 1 และการทำงานของโจทก์ในสถานเอกอัครราชทูตไนจีเรียประจำประเทศไทยเป็นการทำงานในภารกิจของสถานเอกอัครราชทูตไนจีเรียประจำประเทศไทยมิได้เป็นลูกจ้างในกิจการทางวิชาชีพหรือการพาณิชย์อันเป็นการประกอบอาชีพส่วนตัวของจำเลย จึงไม่เข้าข้อยกเว้นการได้รับความคุ้มกันทางทูตตามอนุสัญญากรุงเวียนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ข้อ 31 เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการสละความคุ้มกันตามข้อ 32 และไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกเพิกถอนหรือจำกัดความคุ้มกันทางการทูตดังกล่าวตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางการทูต พ.ศ.2527 มาตรา 4 จำเลยจึงได้รับความคุ้มกันจากอำนาจศาลแรงงานกลางตามมาตรา 3 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางทูต พ.ศ.2527 ม. 3 ม. 4
อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ค.ศ.1961 ม. 1 ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรรณนภา ประทีปะเสน
จำเลย — นายทอมป์สัน ซันเดย์ โอลูฟุนโซ โอลูโมโก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ ธนะโสธร
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 287 -ที่ 295/2551
#413204
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่า พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องนั้น ตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน" แต่การที่นายจ้างให้สิทธิและประโยชน์แก่ลูกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าสิทธิและประโยชน์นั้น ๆ เป็นสิทธิและประโยชน์อันสมควรและเป็นธรรมที่ลูกจ้างในกิจการนั้นพึงได้รับโดยเสมอกัน ดังนั้น ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจึงต้องมีผลบังคับใช้ไปถึงลูกจ้างที่เข้าทำงานภายหลังซึ่งไม่มีโอกาสลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง หรือมีส่วนในการเลือกผู้แทนเข้าร่วมในการเจรจาข้อเรียกร้องด้วย

จำเลยประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงานเพื่อลดจำนวนลูกจ้าง โดยตกลงจะจ่ายค่าชดเชยให้มากกว่าอัตราตามที่กฎหมายกำหนดตามความในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อโจทก์ทั้งเก้าลาออกตามความประสงค์ของจำเลย โจทก์ทั้งเก้าจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอัตราที่ระบุไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้กับโจทก์ทั้งเก้าไปบางส่วนเป็นจำนวนน้อยกว่าที่ระบุไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งเก้าในส่วนที่ยังขาดเป็นจำนวนตามอัตราที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเก้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งเก้าสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งเก้าสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งเก้าฟ้องในทำนองเดียวกันว่า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าส่วนที่ขาดคนละหนึ่งเดือนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามอายุงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเก้า

จำเลยทั้งเก้าสำนวนให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเก้าว่า โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพิ่มจากที่ได้รับไปแล้วตามจำนวนที่ยังขาดอยู่ตามที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่และเพียงใด เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องนั้น ตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน" บทบัญญัติดังกล่าวแม้จะให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง หรือลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกผู้แทนเข้าร่วมการเจรจาข้อเรียกร้อง แต่การที่นายจ้างให้สิทธิและประโยชน์แก่ลูกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าสิทธิและประโยชน์นั้นๆ เป็นสิทธิและประโยชน์อันสมควรและเป็นธรรมที่ลูกจ้างในกิจการนั้นพึงได้รับโดยเสมอกัน จึงต้องรวมไปถึงลูกจ้างที่เข้าทำงานภายหลังข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับซึ่งไม่มีโอกาสลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง หรือมีส่วนในการเลือกผู้แทนเข้าร่วมในการเจรจาข้อเรียกร้องด้วย

เมื่อจำเลยกับสหภาพแรงงานคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค ได้เจรจาตกลงจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อ 9 ว่า "ในกรณีที่บริษัทฯ ประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงาน บริษัทฯ ตกลงจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราจ้างสุดท้าย ดังนี้ 9.1 ผู้ที่ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ได้รับค่าชดเชยตามอายุเป็นปี ปีละ 1 เดือน บวก 2 เดือน 9.2 ผู้ที่ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่เกิน 6 ปี ได้รับค่าชดเชยตามอายุงานเป็นปี ปีละ 1 เดือน บวก 3 เดือน 9.3 ผู้ที่ทำงานครบ 6 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชยตามอายุงานเป็นปี ปีละ 1 เดือน บวก 6 เดือน" ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อนี้ระบุให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในอัตราที่มากกว่าที่ลูกจ้างจะได้รับหากถูกเลิกจ้างตามที่บัญญัติไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้น และให้ใช้ในกรณีที่จำเลยประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงานซึ่งหมายความว่ามิได้ใช้สำหรับกรณีจำเลยเลิกจ้างลูกจ้างในกรณีปกติ และมิได้ให้สิทธิแก่ลูกจ้างที่ประสงค์จะลาออกจากงานเองแต่เป็นการลาออกจากงานตามความประสงค์ของจำเลยที่จะลดจำนวนลูกจ้างจึงได้ประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงาน ดังนั้น เมื่อจำเลยประสงค์จะยุบเลิกแผนกผลิตผ้าอนามัยแถบกาว ซึ่งโจทก์ทั้งเก้าทำงานอยู่จึงได้ทำหนังสือเรื่อง การจัดโครงสร้างใหม่ของบริษัทคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค ประเทศไทย จำกัด ยื่นข้อเสนอขอความร่วมมือให้โจทก์ทั้งเก้าลาออกอันเป็นการแสดงความประสงค์ของจำเลยที่จะลดจำนวนลูกจ้าง เพราะต้องยุบเลิกแผนกผลิตผ้าอนามัยแถบกาว ซึ่งการจะลาออกหรือไม่ย่อมแล้วแต่ความสมัครใจของโจทก์ทั้งเก้า จึงเป็นกรณีที่จำเลยประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงานตามความในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อ 9 แล้ว เมื่อโจทก์ทั้งเก้าลาออกตามความประสงค์ของจำเลย โจทก์ทั้งเก้าจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอัตราที่ระบุไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งเก้าไปบางส่วนแล้วตามหนังสือ เรื่อง การจัดโครงสร้างใหม่ของบริษัทคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค จำกัด และใบรับเงิน แต่เป็นจำนวนที่น้อยกว่าจำนวนตามอัตราที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อต้องหักจากจำนวนเงินที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งเก้าไปแล้ว จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยส่วนที่เพิ่มตามอัตราที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 446,320 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,700 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 107,816 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 5,545 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 115,668 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 161,232 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 93,565 บาท บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 11,320 บาท และโจทก์ที่ 9 จำนวน 127,440 บาท จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะเลิกจ้างแก่โจทก์ทั้งเก้า และเมื่อจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มแก่โจทก์ทั้งเก้าแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าหนังสือเรื่อง การจัดโครงสร้างใหม่ของบริษัทคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค ประเทศไทย จำกัด เป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ และเป็นกรณีที่จำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ทั้งเก้าขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 หรือไม่ ต่อไปอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีต้องเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเก้าฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยเพิ่มแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 446,320 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,700 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 107,816 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 5,545 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 115,668 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 161,232 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 93,565 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 11,320 บาท และโจทก์ที่ 9 จำนวน 127,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2548 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจุฑาพงศ์ ภู่ถาวรทรัพย์ กับพวก
จำเลย — บริษัทคิมเบอร์ลี่ย์ คล๊าค ประเทศไทย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมจิตร ทองประดับ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 287 -ที่ 295/2551
#494124
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องนั้นตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน" บทบัญญัติดังกล่าวแม้จะให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง หรือลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกผู้แทนเข้าร่วมในการเจรจาข้อเรียกร้อง แต่การที่นายจ้างให้สิทธิและประโยชน์แก่ลูกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าสิทธิและประโยชน์นั้นๆ เป็นสิทธิและประโยชน์อันสมควรและเป็นธรรมที่ลูกจ้างในกิจกรรมนั้นพึงได้รับโดยเสนอกันจึงต้องรวมกันไปถึงลูกจ้างที่เข้าทำงานภายหลังข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับซึ่งไม่มีโอกาสลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง หรือมีส่วนในการเลือกผู้แทนเข้าร่วมในการเจรจาข้อเรียกร้องด้วย เมื่อจำเลยกับสหภาพแรงงาน ค. ได้เจรจาตกลงจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ระบุให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในอัตราที่มากกว่าลูกจ้างจะได้รับถ้าหากถูกเลิกจ้างตามที่บัญญัติไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้น และให้ใช้ในกรณีที่จำเลยประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงานซึ่งหมายความว่ามิได้ใช้สำหรับกรณีจำเลยเลิกจ้างในกรณีปกติ และมิได้ให้สิทธิแก่ลูกจ้างที่ประสงค์จะลาออกจากงานเอง แต่เป็นการลาออกจากงานตามความประสงค์ของจำเลยที่จะลดจำนวนลูกจ้างจึงได้ประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงาน ดังนั้น เมื่อจำเลยประสงค์จะยุบเลิกแผนกผลิตผ้าอนามัยแถบกาว ซึ่งโจทก์ทั้งเก้าทำงานอยู่จึงได้ทำหนังสือยื่นข้อเสนอขอความร่วมมือให้โจทก์ทั้งเก้าลาออกอันเป็นการแสดงความประสงค์ของจำเลยเพื่อจะลดจำนวนลูกจ้างเพราะต้องยุบเลิกแผนกผลิตผ้าอนามัยแถบกาว ซึ่งการจะลาออกหรือไม่ย่อมแล้วแต่ความสมัครใจของโจทก์ทั้งเก้า จึงเป็นกรณีที่จำเลยประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงานตามความในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งเก้าลาออกตามความประสงค์ของจำเลย โจทก์ทั้งเก้าจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอัตราที่ระบุไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 19 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเก้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งเก้าสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งเก้าสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งเก้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าส่วนที่ขาดคนละหนึ่งเดือนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามอายุงานพร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเก้า

จำเลยทั้งเก้าสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเก้าว่า โจทก์ทั้งเก้ามีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพิ่มจากที่ได้รับไปแล้วตามจำนวนที่ยังขาดอยู่ตามที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่และเพียงใด โดยโจทก์ทั้งเก้าอุทธรณ์ว่า แม้โจทก์ทั้งเก้าจะได้รับค่าชดเชยมากกว่าที่บัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 188 แต่ไม่เท่าจำนวนตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โจทก์ทั้งเก้าจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยส่วนที่ขาดไปจากจำนวนดังกล่าวนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องนั้น ตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน" บทบัญญัติดังกล่าวแม้ว่าจะให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง หรือลูกจ้างซึ่งส่วนในการเลือกผู้แทนเข้าร่วมในการเจรจาข้อเรียกร้อง แต่การที่นายจ้างให้สิทธิและประโยชน์แก่ลูกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าสิทธิและประโยชน์นั้นๆ เป็นสิทธิและประโยชน์อันสมควรและเป็นธรรมที่ลูกจ้างในกิจกรรมนั้นพึงได้รับโดยเสมอกัน จึงต้องรวมกันไปถึงลูกจ้างที่เข้าทำงานภายหลังข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับซึ่งไม่มีโอกาสลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง หรือมีส่วนในการเลือกผู้แทนเข้าร่วมในการเจรจาข้อเรียกร้องด้วย เมื่อจำเลยกับสหภาพแรงงานคิมเบอร์ลีย์ คล๊าค ได้เจรจาตกลงจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสหภาพการจ้าง ข้อ 9 ว่า "ในกรณีที่บริษัทฯ ประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงาน บริษัทฯ ตกลงจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราค่าจ้างสุดท้าย ดังนี้ 9.1 ผู้ที่ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ได้รับค่าชดเชยตามอายุงานเป็นปี ปีละ 1 เดือน บวก 2 เดือน 9.2 ผู้ที่ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่เกิน 6 ปี ได้รับค่าชดเชยตามอายุงานเป็นปี ปีละ 1 เดือน บวก 3 เดือน 9.3 ผู้ที่ทำงานครบ 6 ปี ขึ้นไป ได้รับค่าชดเชยตามอายุงานเป็นปี ปีละ 1 เดือน บวก 6 เดือน" ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างข้อนี้ระบุให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในอัตราที่มากกว่าที่ลูกจ้างจะได้รับหากถูกเลิกจ้างตามที่บัญญัติไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองของแรงงาน ข้อ 46 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้น และให้ใช้ในกรณีที่จำเลยประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงานซึ่งหมายความว่ามิได้ใช้สำหรับกรณีจำเลยเลิกจ้างลูกจ้างในกรณีปกติ และมิได้ให้สิทธิแก่ลูกจ้างที่ประสงค์จะลาออกจากงานเองแต่เป็นการลาออกจากงานตามความประสงค์ของจำเลยที่จะลดจำนวนลูกจ้างจึงได้ประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงาน ดังนั้น เมื่อจำเลยประสงค์จะยุบเลิกแผนกผลิตผ้าอนามัยแถบกาว ซึ่งโจทก์ทั้งเก้าทำงานอยู่จึงได้ทำหนังสือเรื่อง การจัดโครงสร้างใหม่ของบริษัทคิมเบอร์ลีย์ คล๊าด ประเทศไทย จำกัด ยื่นข้อเสนอขอความร่วมมือให้โจทก์ทั้งเก้าลาออกอันเป็นการแสดงความประสงค์ของจำเลยที่จะลดจำนวนลูกจ้าง เพราะต้องยุบเลิกแผนกผลิตผ้าอนามัยแถบกาว ซึ่งการจะลาออกหรือไม่ย่อมแล้วแต่ความสมัครใจของโจทก์ทั้งเก้า จึงเป็นกรณีที่จำเลยประกาศหาผู้สมัครใจลาออกจากงานตามความในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อ 9 แล้ว เมื่อโจทก์ทั้งเก้าลาออกตามความประสงค์ของจำเลย โจทก์ทั้งเก้าจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอัตราที่ระบุไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่า จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งเก้าไปบางส่วนแล้วตามหนังสือ เรื่องการจัดโครงสร้างใหม่ของบริษัทคิมเบอร์ลีย์ คล๊าค จำกัด และใบรับเงิน แต่เป็นจำนวนเงินที่น้อยกว่าจำนวนอัตราที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อต้องหักจากจำนวนเงินที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งเก้าไปแล้ว จำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยส่วนที่เพิ่มตามอัตราที่ระบุในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 446,320 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,700 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 107,816 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 5,545 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 115,668 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 161,232 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 93,565 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 11,320 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 127,440 บาท จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะเลิกจ้างแก่โจทก์ทั้งเก้า และเมื่อจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยเพิ่มแก่โจทก์ทั้งเก้าแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าหนังสือเรื่องการจัดโครงสร้างใหม่ของบริษัทคิมเบอร์ลีย์ คล๊าค ประเทศไทย จำกัด เป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่และเป็นกรณีที่จำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ทั้งเก้าขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 หรือไม่ ต่อไปอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีต้องเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเก้าฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเพิ่มแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 446,320 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,700 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 107,816 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 5,545 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 115, 668 โจทก์ที่ 6 จำนวน 161,232 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 93,565 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 11,320 บาท และโจทก์ที่ 9 จำนวน 127,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2548 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจุฑา ภู่ถาวรทรัพย์ กับพวก
จำเลย — บริษัทคิมเบอร์ลีย์ คล๊าค ประเทศไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 285/2551
#410532
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลแรงงานไว้โดยเฉพาะที่จะเรียกพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบและรับฟังพยานหลักฐานใด ๆ ที่เห็นว่าจะทำให้ได้ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่คู่ความ แม้โจทก์จะส่งสัญญาจ้างซึ่งเป็นเอกสารสำคัญแห่งคดีประกอบคำเบิกความพยานบุคคลของโจทก์โดยไม่ยื่นต่อศาลและไม่ส่งสำเนาให้จำเลยก่อนวันสืบพยาน เพิ่งส่งประกอบคำเบิกความของพยานบุคคลของโจทก์ในวันสืบพยาน ศาลแรงงานภาค 9 ก็มีอำนาจสั่งรับสัญญาจ้างไว้ และรับฟังเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้

โจทก์เป็นผู้จ่ายเงินได้ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ โจทก์มิได้หักและนำเงินส่งหรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้องซึ่งโจทก์จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไปแล้ว การที่โจทก์ชำระภาษีเงินได้ส่วนที่ขาดไปเพื่อปลดเปลื้องความรับผิดของโจทก์ที่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยด้วยจึงมิได้เป็นการกระทำไปโดยปราศจากอำนาจ แม้ในขณะที่โจทก์ชำระภาษีเงินได้ส่วนที่ขาด จำเลยจะลาออกจากงานแล้ว แต่ความรับผิดในการเสียภาษีเงินได้เกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่จำเลยยังมิได้ลาออกจากงาน การที่จำเลยลาออกจากงานและมิได้เป็นลูกจ้างของโจทก์แล้วจึงไม่ทำให้ความรับผิดในการเสียภาษีเงินได้ของจำเลยที่ยังขาดจำนวนอยู่ระงับไปด้วย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าภาษีเงินได้ที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยไปจากจำเลยได้

ป.รัษฎากร มาตรา 63 ไม่ประสงค์จะให้ผู้มีเงินได้พิพาทหรือโต้แย้งกับผู้จ่ายเงินได้ที่หักภาษีเงินได้ไว้และนำส่งแล้วอันอาจเกิดอุปสรรคในการจัดเก็บภาษีเงินได้ แม้โจทก์จะตรวจสอบพบในภายหลังว่า โจทก์มิได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้หรือหักไว้ไม่ครบถ้วนตามวิธีที่ ป.รัษฎากรกำหนด และโจทก์ทดรองเงินของตนนำส่งให้กรมสรรพากรแทนจำเลยไป หากจำเลยเห็นว่าจำนวนเงินที่นำส่งเกินกว่าจำนวนภาษีเงินได้ที่จำเลยควรต้องเสีย จำเลยก็ชอบที่จะดำเนินการขอคืนจากกรมสรรพากรตามมาตรา 63 เช่นกัน จะอ้างว่าโจทก์มิได้หักไว้ก่อนและโจทก์จ่ายเกินจำนวนไปเอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในจำนวนที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนไปไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2545 ได้รับตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545 ได้รับเงินเดือน เดือนละ 150,000 บาท กับค่าที่พักและค่าพาหนะเป็นรายได้ประจำอีกเดือนละ 40,000 บาท รวมเป็นเงิน 190,000 บาท โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจ้างแรงงานขึ้นภายหลังในวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 มีข้อตกลงว่าจำเลยยินยอมทำงานตามสัญญาว่าจ้างโดยจะรับผิดชอบสำหรับเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยตนเอง และจำเลยลาออกจากงานในวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ในช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2545 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 จำเลยมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยโจทก์มีหน้าที่หักและนำส่งกรมสรรพากร แต่บางเดือนโจทก์มิได้หักและนำส่งให้กรมสรรพากร บางเดือนโจทก์หักและนำส่งภาษีเงินได้ของจำเลยให้กรมสรรพากรแต่ไม่ครบจำนวนเนื่องจากจำเลยเป็นกรรมการของโจทก์และมีหน้าที่ควบคุมดูแลฝ่ายบัญชีและการเงินของโจทก์ จำเลยรู้หรือควรจะรู้ว่าจะต้องหักเงินได้และนำส่งภาษีให้กรมสรรพากร แต่จำเลยฝ่าฝืนสัญญาจ้าง โดยบางเดือนจำเลยมิได้ชำระภาษีแต่มีรายการทางบัญชีระบุชัดว่าได้มีการนำเอาเงินของโจทก์ไปชำระภาษีเงินได้ให้ บางเดือนมีรายการว่าได้หักเงินได้ของจำเลยชำระภาษีเงินได้ แต่ไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่ต้องหัก และบางเดือนไม่ปรากฏการหักเงินได้ของจำเลยชำระภาษีให้กรมสรรพากร ระหว่างเวลาที่จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ จำเลยต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเงิน 1,109,868.25 บาท แต่โจทก์หักภาษีเงินได้จากจำเลยนำส่งกรมสรรพากรเพียง 195,389.84 บาท จำเลยคงค้างชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 914,478.41 บาท ต่อมาโจทก์ชำระภาษีเงินได้แทนจำเลยพร้อมทั้งค่าปรับครบถ้วน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2547 จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 10,334.85 บาท รวมเป็นเงิน 924,813.26 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 924,813.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 914,478.41 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญาจ้างแรงงานตามฟ้องกรรมการของโจทก์กระทำไปในฐานะส่วนตัว ไม่ผูกพันโจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญา จำเลยไม่เคยได้รับเงินจากโจทก์เดือนละ 190,000 บาท แต่ได้รับเงินเดือนละ 150,000 บาท ส่วนเงินจำนวน 40,000 บาท เป็นค่าสวัสดิการ เป็นค่าที่พักและค่าพาหนะ มิใช่เงินรายได้นำมาหักเพื่อคำนวณเสียภาษีบุคคลธรรมดา ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลงคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่สภาพเดิม โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักเงินค่าภาษีให้สรรพากรแทนจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 924,813.26 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 914,478.41 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 23 ธันวาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2545 ได้รับตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจ ได้รับเงินเดือนครั้งแรก 150,000 บาท และทำสัญญาจ้างแรงงานเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 จำเลยลาออกจากงาน ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2547 โจทก์ได้ชำระภาษีแทนจำเลยไปเป็นเงิน 914,474.41 บาท (ที่ถูก 914,478.41 บาท) สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ.2 มีกรรมการโจทก์สองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์ เป็นการกระทำกิจการแทนโจทก์ จึงผูกพันโจทก์และจำเลย จำเลยได้รับค่าพาหนะและค่าที่พักเดือนละ 40,000 บาท ทุกเดือน เงินค่าพาหนะและค่าที่พักจึงเป็นรายได้ของจำเลยที่จะต้องนำมารวมกับเงินเดือน ๆ ละ 150,000 บาท รวมรายได้ของจำเลยเดือนละ 190,000 บาท ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ถูกต้องเนื่องจากหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ถูกต้องและไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรเพื่อชำระให้กรมสรรพากร เมื่อโจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของจำเลยให้กรมสรรพากรไปซึ่งตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.17 ข้อ 6 ระบุว่า จำเลยจะรับผิดชอบสำหรับเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อนายจ้างชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปแล้ว นายจ้างสามารถฟ้องไล่เบี้ยเอาจากลูกจ้างได้ ดังนั้น จำเลยต้องชำระเงินจำนวน 914,478.11 บาท (ที่ถูก 914,478.41 บาท) ที่โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนจำเลยให้กรมสรรพากรให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 914,478.11 บาท (ที่ถูก 914,478.41 บาท) นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2547 ซึ่งโจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนจำเลยครบถ้วนให้แก่กรมสรรพากร คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 10,334.85 บาท ตามฟ้องโจทก์ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า สัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.17 รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า สำเนาสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ มิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ ทั้งสำเนาสัญญาจ้างเอกสารท้ายคำฟ้องก็มิได้มีรอยตราสำคัญของโจทก์ประทับเช่นกัน ส่วนคำแปลเป็นภาษาไทยเอกสารหมาย จ.3 ก็ไม่มีผู้รับรองความถูกต้อง ทั้งไม่ปรากฏชื่อกรรมการของโจทก์และมิได้ประทับตราสำคัญของโจทก์เอกสารหมาย จ.2 จึงมิได้ถ่ายสำเนาจากสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.17 โจทก์เพิ่งส่งเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งเป็นเอกสารต้นฉบับในวันนัดพิจารณาและเป็นสัญญาคนละฉบับกันกับฉบับที่ส่งสำเนาท้ายฟ้อง จึงเป็นเอกสารที่มิได้ยื่นต่อศาลและส่งสำเนาให้แก่จำเลยก่อนสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ที่ศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยว่าสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.17 ผูกพันโจทก์และจำเลยจึงไม่ถูกต้องนั้น พิเคราะห์แล้วพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานไว้โดยเฉพาะที่จะเรียกพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบและมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานใด ๆ ที่เห็นว่าจะทำให้ได้ความชัดแจ้งในข้อเท็จจริงแห่งคดี และการให้ได้ความชัดแจ้งดังกล่าวนั้นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่คู่ความ แม้โจทก์จะส่งสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญแห่งคดีประกอบคำเบิกความพยานบุคคลของโจทก์โดยไม่ยื่นต่อศาลและไม่ส่งสำเนาให้จำเลยก่อนวันสืบพยาน เพิ่งส่งประกอบคำเบิกความของพยานบุคคลของโจทก์ในวันสืบพยาน ศาลแรงงานภาค 9 ก็มีอำนาจสั่งรับสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.17 ไว้ และรับฟังเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยว่าสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.17 มีกรรมการโจทก์สองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์เป็นการกระทำกิจการแทนโจทก์ จึงผูกพันโจทก์และจำเลยนั้น หาใช่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมายไม่ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยต้องชำระเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากรแทนจำเลยไปดังที่ศาลแรงงานภาค 9 วินิจฉัยหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยลาออกจากการเป็นกรรมการโจทก์แล้ว สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดลง การที่โจทก์นำเงินทดรองชำระภาษีเงินได้แทนจำเลยจึงเป็นการกระทำไปโดยปราศจากอำนาจ การหักภาษีเงินได้เพื่อนำส่งให้แก่กรมสรรพากรจะต้องหักจากจำเลยในขณะที่จำเลยได้รับเงินเดือน หรือได้รับเงินได้เท่านั้น นอกจากนี้เงินค่าพาหนะและค่าที่พักเดือนละ 40,000 บาท ก็เป็นเงินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณภาษีเงินได้ การที่โจทก์นำค่าพาหนะและค่าที่พักเดือนละ 40,000 บาท ไปรวมกับเงินเดือนเดือนละ 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 190,000 บาท แล้วคำนวณชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนจำเลยไม่ถูกต้อง เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 บัญญัติให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายภาษีเงินได้พึงประเมินตามวิธีการดังที่บัญญัติไว้ และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถูกผู้จ่ายเงินได้มิได้หักและนำเงินส่งหรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไปแล้วแต่กรณี..." เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ตรวจสอบพบว่าโจทก์มิได้หักและนำเงินส่งหรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ซึ่งโจทก์จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไปแล้วเช่นนี้ การที่โจทก์ชำระภาษีเงินได้ส่วนที่ขาดไปเพื่อปลดเปลื้องความรับผิดของโจทก์ที่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยด้วยจึงมิได้เป็นการกระทำไปโดยปราศจากอำนาจแม้ในขณะที่โจทก์ชำระภาษีเงินได้ส่วนที่ขาด จำเลยจะลาออกจากงานแล้ว แต่ความรับผิดในการเสียภาษีเงินได้เกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่จำเลยยังมิได้ลาออกจากงาน การที่จำเลยลาออกจากงานและมิได้เป็นลูกจ้างของโจทก์แล้วจึงหาทำให้ความรับผิดในการเสียภาษีเงินได้ของจำเลยที่ยังขาดจำนวนอยู่ระงับไปด้วยไม่ เมื่อโจทก์จ่ายค่าภาษีเงินได้ส่วนที่มิได้หักไว้และนำเงินส่งหรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้องแทนจำเลยไปเพื่อปลดเปลื้องความรับผิดของโจทก์ที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยด้วยเช่นนี้แล้ว โจทก์จึงย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าภาษีเงินได้ที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยไปจากจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ค่าที่พักและค่าพาหนะเดือนละ 40,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมเป็นเงินได้ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ จึงทำให้ภาษีเงินได้ที่นำส่งแล้วเกินจำนวนที่จะต้องเสีย โจทก์จึงเรียกเอาจากจำเลยไม่ได้นั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 63 บัญญัติว่า บุคคลใดถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานภายใน 3 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งปีซึ่งถูกหักภาษีเกินไป กฎหมายประสงค์จะให้เป็นหน้าที่ของผู้มีเงินได้ดำเนินการขอคืนเอง ไม่ประสงค์จะให้ผู้มีเงินได้ไปพิพาทหรือโต้แย้งกับผู้จ่ายเงินได้ที่หักภาษีเงินได้ไว้และนำส่งแล้วอันอาจเกิดอุปสรรคในการจัดเก็บภาษีเงินได้ คดีนี้แม้โจทก์จะตรวจสอบพบในภายหลังว่าโจทก์มิได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้หรือหักไว้ไม่ครบถ้วนตามวิธีที่ประมวลรัษฎากรกำหนด และโจทก์ทดรองเงินของตนนำส่งให้กรมสรรพากรแทนจำเลยไป หากจำเลยเห็นว่าจำนวนเงินที่นำส่งเกินกว่าจำนวนภาษีเงินได้ที่จำเลยควรต้องเสีย จำเลยก็ชอบที่จะดำเนินการขอคืนจากกรมสรรพากรดังที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 63 บัญญัติไว้เช่นกัน จะอ้างว่าโจทก์มิได้หักไว้ก่อนและโจทก์จ่ายเกินจำนวนไปเอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในจำนวนที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนไปไม่ได้ ที่ศาลแรงงานภาค 9 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินภาษีเงินได้ที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนจำเลยไปให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยด้วยนั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 45
ป.รัษฎากร ม. 40 ม. 50 ม. 54 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรอสเนอร์-เม้าท์บี้ เมดิเทรด (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — นายประจักษ์ วรพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 280/2551
#412509
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรและยกฟ้องฐานลักทรัพย์ โจทก์ไม่อุทธรณ์แต่จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาฐานความผิดฐานใดฐานหนึ่งระหว่างฐานรับของโจรกับฐานลักทรัพย์ไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่มีสิทธิที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 เพิ่มเติมไปจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างที่ 1 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ถึง 21 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง มีคนร้ายเข้าไปในบ้าน 3 หลัง อันเป็นที่อยู่อาศัยของผู้มีชื่อซึ่งเป็นของบริษัทหมู่บ้านเจ้าพระยา เลค แอนด์ พาร์ค จำกัด ผู้เสียหาย โดยร่วมกันใช้ของแข็งงัดประตูหน้าต่างบ้านทั้งสามหลังจนแตกเสียหายอันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ แล้วลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายท้ายฟ้องซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง เจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนฉะเชิงเทรา ข-9317 (ที่ถูก ช-9317) ได้จากที่เกิดเหตุซึ่งเป็นยานพาหนะที่คนร้ายใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง และวันที่ 13 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน ได้พร้อมทรัพย์ของผู้เสียหายบางส่วนเป็นของกลาง และยึดรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8ท-7821 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองกับพวกใช้กระทำความผิดดังกล่าว ได้จากบ้านของจำเลยที่ 1 เป็นของกลาง วันที่ 14 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานจับพวกของจำเลยทั้งสองได้อีก 1 คน ทั้งนี้จำเลยทั้งสองกับพวกรวม 5 คน ร่วมกันเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันรับของโจรทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 335, 336 ทวิ, 357 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 267,582 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (ที่ถูกมาตรา 78)

กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (7) วรรคสองประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ให้จำคุก 4 ปี และให้ยกฟ้องข้อหารับของโจร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน มีคนร้ายงัดประตูและหน้าต่างสำนักงานบ้านเดี่ยวชั้นเดียว ทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น และ ทาวน์ฮ์ชั้นเดียวของบริษัทหมู่บ้านเจ้าพระยา เลค แอนด์ พาร์ค จำกัด ผู้เสียหายไป 7 รายการ 8 รายการ 10 รายการ และ 6 รายการ เป็นเงิน 44,928 บาท 64,730 บาท 137,284 บาท และ 57,630 บาท ตามลำดับ ในวันเกิดเหตุได้มีผู้มาแจ้งแก่นางปนัดดาที่บ้านพักว่ามีคนเข้าไปอยู่ในบ้านตัวอย่างของผู้เสียหาย นางปนัดดากับนายณรงค์จึงเดินทางไปยังบ้านดังกล่าวในเวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา โดยไปซุ่มดูคนร้ายอยู่บริเวณประตูทางเข้าโครงการ สักครู่มีชาย 2 คน นั่งรถจักรยานยนต์มาด้วยกันเข้าไปที่บ้านเดี่ยวชั้นเดียว ชายทั้งสองได้จุดเทียนอยู่ภายในบ้าน ต่อมานางปนัดดากับนายณรงค์ได้เดินเข้าไปหา ชายทั้งสองคนได้วิ่งหลบหนีไปทิ้งรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนฉะเชิงเทรา ช-9317 ไว้ นางปนัดดาได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายให้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพนมสารคาม วันที่ 13 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานตำรวจได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นบ้านของนายอนุสรณ์ เลขที่ 199 หมู่ที่ 8 ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาดาบตำรวจสุเชาว์กับพวกได้ไปตรวจค้นบ้านดังกล่าวพบนายอนุสรณ์หรือเมฆและนายวินัยค้นพบชักโครก พรมปูพื้น และแบบบ้านตัวอย่าง 2 หลัง ซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป นอกจากนี้ในบันทึกการตรวจค้นระบุว่านายอนุสรณ์และนายวินัยให้การรับสารภาพ และชั้นสอบสวนนายอนุสรณ์ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ส่วนนายวินัยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์โดยระบุว่าได้ร่วมกับนายอนุสรณ์ นายบุญธรรมหรือเล็ก ใช้เหล็กงัดประตูบ้านของผู้เสียหายทุกหลังแล้วเข้าไปลักทรัพย์สินไปตามเอกสารหมาย จ.16 จ.17 ป.จ.7 และ ป.จ.8 (ศาลจังหวัดระยอง) วันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจได้ขอหมายค้นบ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นบ้านของนางน้อยมารดานางจำเริญภริยาจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ด้วย เจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกันไปที่บ้านดังกล่าวพบนางน้อย นางจำเริญและจำเลยที่ 1 ผลการตรวจค้นที่บ้านหลังเล็กพบเตียงไม้ 2 หลัง หลังหนึ่งกางไว้ใช้นอนได้ ส่วนอีกหลังหนึ่งถอดพิงไว้ในบ้าน และที่บ้านหลังใหญ่ในห้องนอนที่ 1 พบพรม 3 ผืน เตียงกางไว้ 1 หลัง และเตียงถอดทิ้งไว้อยู่ข้างฝา 1 หลัง ห้องนอนที่ 2 พบพรม 3 ผืนปูไว้ ห้องนอนที่ 3 พบพรมอีก 3 ผืน ส่วนที่ห้องของจำเลยที่ 1 พบพรมผืนใหญ่และชั้นวางของวางอยู่ พบโคมไฟซุกซ่อนอยู่ข้างตู้ชั้นล่างของบ้าน พบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8ท-7821 กรุงเทพมหานคร และอาวุธปืน 2 กระบอก ตามเอกสารหมาย จ.18 และ จ.19 และในวันเดียวกันนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้จับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับพวกลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.21 ชั้นสอบสวนให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์โดยระบุว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 นายอนุสรณ์ นายวินัย นายบุญธรรม และนายยาวไม่ทราบนามสกุลใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน 8ท-7821 กรุงเทพมหานครเป็นยานพาหนะในการไปขนทรัพย์สินของผู้เสียหายที่บ้านตัวอย่างและสำนักงานของผู้เสียหายตามเอกสารหมาย ป.จ.5 (ศาลจังหวัดระยอง) และวันที่ 14 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานตำรวจจับนายบุญธรรมได้ ชั้นสอบสวนนายบุญธรรมให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์โดยระบุว่าร่วมกับนายอนุสรณ์ นายวินัย ไปลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามเอกสารหมาย ป.จ.8 (ศาลจังหวัดระยอง)

มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหารับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก โจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ ความผิดข้อหาลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (7), 336 ทวิ จึงถึงที่สุดแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงใหม่แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212, 225 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลจึงมีสิทธิที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 กับพวกฐานใดฐานหนึ่งในสองฐานความผิดนี้ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรและยกฟ้องฐานลักทรัพย์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาฐานความผิดฐานใดฐานหนึ่งระหว่างฐานรับของโจรกับฐานลักทรัพย์ไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่มีสิทธิที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 เพิ่มเติมไปจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาเท่านั้น ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำคำให้การชั้นสอบสวนของนายอนุสรณ์ที่ให้การว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน 8ท-7821 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 ไปบรรทุกสิ่งของที่ลักมาเจือสมกับคำเบิกความของนางปนัดดาว่ากลุ่มคนร้ายมีรถยนต์กระบะไปเตรียมใช้ขนทรัพย์สินของผู้เสียหาย คำเบิกความของนางปนัดดาดังกล่าวเป็นคำบอกเล่าที่นางปนัดดาได้รับฟังมาจากบุคคลอื่นมิได้นำบุคคลดังกล่าวมาเบิกความยืนยันต่อศาล คำให้การชั้นสอบสวนของนายอนุสรณ์เป็นเพียงคำซัดทอดของผู้กระทำผิดด้วยกัน นับเป็นพยานบอกเล่าไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ แม้พบใบรายการโฆษณาขายบ้านของผู้เสียหายจำนวนมากที่บ้านของจำเลยที่ 1 ด้วย ก็ไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปลักทรัพย์ในครั้งนี้เนื่องจากอาจจะติดมากับทรัพย์ที่นายอนุสรณ์กับนายวินัยคนร้ายที่แท้จริงไปลักมาก็เป็นไปได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 บัญญัติว่าพยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคล ซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้... ดังนั้น พยานบอกเล่าก็สามารถนำมารับฟังเป็นพยานประกอบแวดล้อมอื่นเพื่อเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามคำฟ้องได้ มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามแต่อย่างใด นอกจากโจทก์จะมีคำเบิกความของนางปนัดดา คำให้การชั้นสอบสวนของนายอนุสรณ์ดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังมีพันตำรวจตรีสำเริงผู้ร่วมจับกุมนายบุญธรรมเบิกความเป็นพยานว่า ในชั้นจับกุมนายบุญธรรมให้การรับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยทั้งสองในคดีนี้ลักทรัพย์ของผู้เสียหาย นอกจากนี้บันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดชลบุรี) ระบุว่านายบุญธรรมให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 นายอนุสรณ์ นายวินัย จำเลยที่ 2 และนายยาวไม่ทราบนามสกุลลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้รถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 ไปทำการลักทรัพย์ นายอนุสรณ์ นายวินัย และนายบุญธรรมได้ชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพด้วยตามเอกสารหมาย ป.จ.10 และ ป.จ.11 (ศาลจังหวัดระยอง) และเมื่อพิจารณาภาพถ่ายทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ตรวจยึดได้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าอยู่ในสภาพที่นำมาใช้ประโยชน์แล้ว กล่าวคือ ในบ้านหลังเล็กซึ่งมีเตียง 2 หลัง หลังหนึ่งได้กางไว้ใช้นอนได้ ส่วนที่บ้านหลังใหญ่ ที่ห้องโถงมีพรมปูอยู่ 3 ผืน เตียงกางไว้ 1 หลัง และเตียงอีก 1 หลัง ถอดทิ้งไว้อยู่ฝาบ้าน ที่ห้องนอนที่ 2 พบพรม 3 ผืน ปูไว้พร้อมกับมีของทับพรมไว้ ห้องนอนที่ 3 พบพรมอีก 3 ผืน ปูไว้โดยมีเตียงทับอยู่ และที่ห้องนอนของจำเลยที่ 1 มีพรมผืนใหญ่สีเขียวปูอยู่และพบชั้นวางของวางไว้ ซึ่งได้ความจากนายณรงค์ว่าพรมที่พบในบ้านดังกล่าวถูกตัดออกเป็นผืนเล็กลงหลายผืนซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนางปนัดดาว่าพรมที่พบที่บ้านจำเลยที่ 1 อยู่ในสภาพที่ถูกตัดออกไปแล้วปูให้พอดีกับห้อง ซึ่งนายณรงค์เบิกความว่า ทรัพย์ที่ยึดได้จากบ้านจำเลยที่ 1 อยู่ในสภาพดี สอดคล้องกับภาพถ่ายหมาย จ.9 เมื่อพิจารณาจากคำเบิกความของนายณรงค์ว่าทรัพย์ที่ยึดได้จากบ้านของจำเลยที่ 1 นั้นต้องใช้รถยนต์บรรทุกหกล้อขนกลับหากเป็นรถยนต์กระบะสี่ล้อจะต้องใช้ขนของดังกล่าว 3 ถึง 5 เที่ยว จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของนางปนัดดา คำให้การชั้นสอบสวนของนายอนุสรณ์และคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของนายบุญธรรมที่ว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 บรรทุกทรัพย์ที่ลักจากบ้านผู้เสียหายมา มิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถนำทรัพย์ดังกล่าวมาได้ เมื่อพิจาณาพยานจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 2 พานายอนุสรณ์และนายวินัยมาเช่ารถยนต์ขนทรัพย์สินดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงเป็นคนขับรถยนต์ไปรับจ้างบรรทุก แต่เมื่อขนสิ่งของขึ้นรถยนต์เสร็จแล้วนายอนุสรณ์บอกฝากสิ่งของดังกล่าวที่บ้านของจำเลยที่ 2 เนื่องจากยังหาที่เก็บของไม่ได้ แต่เนื่องจากจะมีญาติจำเลยที่ 1 มาพัก จำเลยที่ 1 จึงได้ขนย้ายเตียง พรม และโต๊ะขึ้นมาไว้บนบ้านของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลยที่ 1 มิได้มีจำเลยที่ 2 มาเบิกความยืนยัน ส่วนที่นายอนุสรณ์มาเบิกความเป็นพยานก็ขัดกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ในบางส่วน กล่าวคือ จำเลยที่ 1 อ้างว่าทรัพย์สิ่งของดังกล่าวมีสภาพเก่า แต่นายอนุสรณ์เบิกความตอนโจทก์ถามค้านว่าทรัพย์สินทุกอย่างที่นายอนุสรณ์ลักไปนั้นมีสภาพดีเพราะนำออกมาจากบ้านที่ยังไม่มีคนเข้าพักอยู่อาศัย นอกจากนี้คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าญาติจะมาเยี่ยมจึงนำพรมไปปูที่บ้านนั้นก็ขัดกับคำเบิกความของนางจำเริญภริยาจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้บอกนางจำเริญกับจำเลยที่ 1 ว่า นายอนุสรณ์หรือเมฆบอกให้เผาพรมทิ้งนางจำเริญกับจำเลยที่ 1 จึงขอพรมดังกล่าวไว้และนำมาปูไว้บนบ้านพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 จึงขัดแย้งกันเองและขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานบอกเล่าและพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีของโจทก์รับฟังได้สอดคล้องต้องกันและมั่นคงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกงัดประตูหน้าต่างบ้านของผู้เสียหายแล้วใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายสมบัติ จับทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 279/2551
#412407
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฟ้องคดีแทนผู้บริโภคทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินกับจำเลยทั้งสอง แต่โจทก์ในคดีนี้มิใช่ลูกค้าหรือผู้ซื้อบ้านและที่ดินในโครงการของจำเลยทั้งสอง จึงไม่ใช่ผู้บริโภคที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนได้ฟ้องคดีแทน กรณีจึงไม่อาจถือว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ด้วย ย่อมไม่ไช่คู่ความรายเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 และ 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองเปิดทางพิพาทบริเวณทางออกสู่ถนนวัดไผ่เงินให้มีความกว้าง 8 เมตร ยาวตลอดแนวทางออก โดยให้รื้อถอนเต้นท์ผ้าใบ 3 หลัง พร้อมสิ่งกีดขวางทั้งหมดออกจากทางพิพาทและทำให้ทางพิพาทกลับคืนสู่สภาพเดิม ถ้าหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์มีอำนาจจ้างบุคคลอื่นทำการรื้อถอนโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนทั้งหมดและห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ในทางพิพาทอีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโครงการหมู่บ้านไผ่เงินทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินพิพาท บริเวณที่ดินพิพาทที่ประชาชนรวมถึงโจทก์ผ่านเป็นทางเข้าออกหมู่บ้านและผ่านไปสู่ทางสาธารณะนี้ จำเลยทั้งสองหาได้มีเจตนาให้เป็นถนนสาธารณะไม่ และจำเลยที่ 2 ได้ที่ดินมาด้วยความสุจริตและชอบด้วยกฎหมายทุกประการ และหวงกันสงวนสิทธิเป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 มาตลอด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจัดทำโครงการ หมู่บ้านไผ่เงินทาวน์เฮาส์ ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6775, 6872 และ 6873 ตำบลบางโคล่ (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ซึ่งปรับสภาพเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กมีความกว้างประมาณ 8 เมตร เพื่อให้ประชาชนตลอดจนผู้อยู่ในโครงการใช้เป็นทางผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์มิใช่ลูกค้าซื้อบ้านในโครงการของจำเลยทั้งสอง แต่โจทก์มีบ้านพักอาศัยอยู่ในซอยไผ่เงิน 26 ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับทางพิพาทและโจทก์ใช้ทางพิพาทออกสู่ถนนวัดไผ่เงินตลอดมา ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ปิดกั้นทางพิพาทโดยนำเต็นท์ผ้าใบและไม้มากีดขวางทางออกสู่ถนนวัดไผ่เงินโดยจำเลยที่ 2 อ้างสิทธิการเป็นเจ้าของที่ดิน เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางพิพาทได้ จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ก่อนคดีนี้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นอีกคดีหนึ่งเพื่อให้เปิดทางพิพาทซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้เปิดทางพิพาทปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5537/2549 ของศาลชั้นต้น ตามเอกสารหมาย จ.11 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5537/2549 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5537/2549 ของศาลชั้นต้นดังกล่าว คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยพนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนผู้บริโภคในกรณีที่ผู้บริโภคเหล่านั้นเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากผู้บริโภคพิจารณาแล้วเห็นว่ามีทางเข้าออกของโครงการตามที่จำเลยทั้งสองได้แจ้งไว้ในใบปลิวโฆษณาแต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามเอกสารโฆษณาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายอันเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคในโครงการ จึงขอบังคับให้จำเลยทั้งสองเปิดทางพิพาท ตามคำฟ้องของคดีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฟ้องคดีแทนผู้บริโภคทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินกับจำเลยทั้งสองเท่านั้น แต่โจทก์ในคดีนี้มิใช่ลูกค้าหรือผู้ซื้อบ้านและที่ดินในโครงการของจำเลยทั้งสอง โจทก์ในคดีนี้จึงไม่ใช่ผู้บริโภคที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนได้ฟ้องคดีแทน กรณีจึงไม่อาจถือว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนได้ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ด้วย ดังนั้นโจทก์ในคดีก่อนกับโจทก์ในคดีนี้ย่อมไม่ใช่คู่ความรายเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่ฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกันคดีก่อน ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และ 173 วรรคสอง (1) ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีทั้งสองมีประเด็นแห่งคดีต่างกันนั้นก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่เป็นเหตุให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ย้อนสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาประเด็นข้อพิพาทในศาลชั้นต้นที่เหลือต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสงวน นิ่มละออ
จำเลย — บริษัทเกียรติไกร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
เอกชัย ชินณพงศ์
ชวลิต สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 277/2551
#412840
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่ใช้สิทธิเลิกสัญญาได้นั้นจะต้องเป็นผู้มีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติของกฎหมาย มิใช่ว่าจะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตามอำเภอใจ เมื่อพิจารณาสัญญาจะคืนที่ดินแล้ว ไม่มีข้อความตอนใดเลยที่ระบุข้อตกลงระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยว่าให้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้หากธนาคารปฏิเสธไม่อนุมัติวงเงินให้จำเลยตามที่จำเลยอ้าง จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา

สัญญาจะคืนที่ดินระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ตกลงให้จำเลยจะต้องโอนคืนที่ดิน 5 ไร่ เข้าบริษัทที่จะทำการสร้างโรงเรียน ส. เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้คู่สัญญาต้องระบุกำหนดตัวบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ว่าเป็นตัวบุคคลหรือนิติบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจงในขณะทำสัญญา เพียงแต่ให้สิทธิบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์มีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรงได้ ตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น การที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยตกลงให้จำเลยจะต้องโอนคืนที่ดินเข้าบริษัทที่จะทำการสร้างโรงเรียน ส. มีผลบังคับได้ เมื่อต่อมาบริษัท ส. โจทก์ที่ 2 ได้ดำเนินการจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด และได้ทำหนังสือแจ้งให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้โจทก์ที่ 2 ตามสัญญาเป็นการแสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินตามสัญญาจะคืนที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินและจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยได้ดำเนินการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 11335 ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตามรูปแปลนในโฉนดสีแดง จำนวน 6 ไร่ ให้แก่โจทก์ที่ 1 และจำนวนที่ดิน 5 ไร่ ตามรูปแปลนโฉนดสีดำให้แก่โจทก์ที่ 2 ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า วันที่ 23 สิงหาคม 2532 โจทก์ที่ 1 ได้ทำสัญญาจะคืนที่ดินกับจำเลย และในวันเดียวกันนั้นโจทก์ที่ 1 ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 11335 ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ให้แก่จำเลยตามสำเนาโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ที่ 2 ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท โจทก์ทั้งสองได้ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะคืนที่ดินหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องนี้ว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาจะคืนที่ดินได้เนื่องจากสัญญาดังกล่าวไม่มีผลบังคับเพราะไม่ได้จด ทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ขัดต่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 526 และตกเป็นโมฆะ แต่ในชั้นฎีกาจำเลยกลับฎีกาในประเด็นดังกล่าวว่า สัญญาดังกล่าวเป็นนิติกรรมมีเงื่อนไขบังคับก่อน ย่อมเป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 และสัญญาดังกล่าวมีเงื่อนไขจะเป็นผลต่อเมื่อจำเลยได้รับอนุมัติวงเงินจากธนาคารและได้ทำการจัดสรรที่ดินเสร็จแล้วเท่านั้น เมื่อจำเลยไม่สามารถจัดสรรที่ดินได้ การกระทำตามข้อตกลงจึงไม่สามารถปฏิบัติได้ จำเลยจึงไม่มีหน้าที่โอนที่ดินคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น เป็นข้อที่จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า สัญญาจะคืนที่ดินมีข้อตกลงจะสำเร็จผลเมื่อจำเลยได้รับอนุมัติวงเงินจากธนาคารและได้แบ่งแยกจัดสรรที่ดินโครงการสร้างหมู่บ้านสำเร็จแล้ว เมื่อธนาคารปฏิเสธไม่อนุมัติวงเงินให้จำเลย จำเลยจึงไม่สามารถจัดสรรที่ดินได้ จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและได้บอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ที่ 1 แล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคแรก บัญญัติว่า ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้นย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้นย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ใช้สิทธิเลิกสัญญาได้นั้นจะต้องเป็นผู้มีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติของกฎหมาย มิใช่ว่าจะใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตามอำเภอใจ เมี่อพิจารณาสัญญาจะคืนที่ดินแล้ว ไม่มีข้อความตอนใดเลยที่ระบุข้อตกลงระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยว่าให้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้หากธนาคารปฏิเสธไม่อนุมัติวงเงินให้จำเลยตามที่จำเลยอ้าง จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินตามสัญญาจะคืนที่ดินได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะคืนที่ดินระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ตกลงให้จำเลยจะต้องโอนคืนที่ดิน 5 ไร่ เข้าบริษัทที่จะทำการสร้างโรงเรียนสิทธิศึกษา เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้คู่สัญญาต้องระบุกำหนดตัวบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ว่าเป็นตัวบุคคลหรือนิติบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจงในขณะทำสัญญา เพียงแต่ให้สิทธิบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์มีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรงได้ตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น การที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยตกลงให้จำเลยจะต้องโอนคืนที่ดินเข้าบริษัทที่จะทำการสร้างโรงเรียนสิทธิศึกษามีผลบังคับได้เมื่อต่อมาบริษัทสิทธิศึกษา จำกัด โจทก์ที่ 2 ได้ดำเนินการจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด และได้ทำหนังสือแจ้งให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้โจทก์ที่ 2 ตามสัญญา เป็นการแสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินตามสัญญาจะคืนที่ดิน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประพัฒน์ สิทธิสังข์ กับพวก
จำเลย — นายณรงค์ กิจกาญจนไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 275/2551
#412366
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างส่งวิดีโอเทปบันทึกภาพถ่ายระหว่างการสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพันตำรวจตรี ม. ได้สอบคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 โดยชอบต่อหน้าพนักงานอัยการและนักจิตวิทยา ซึ่งศาลมีอำนาจรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของพยานปากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ได้เสมือนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ซึ่งต่างเป็นเด็กมาเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลตาม ป.วิ.อ. 172 ตรี วรรคสี่ แต่โจทก์จะต้องมีพยานหลักฐานอย่างอื่นประกอบด้วยจึงจะทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2545 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกอีกหลายคนซึ่งแยกดำเนินคดีต่างหากแล้วร่วมกันพรากเด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 13 ปีเศษ (เกิดวันที่ 8 มีนาคม 2532) ไปเสียจากนางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา เพื่อการอนาจาร และจำเลยกับพวกร่วมกันพรากนางสาว ว. ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ อายุ 16 ปีเศษ ไปเสียจากนาย ข. ผู้เสียหายที่ 4 ซึ่งเป็นบิดา เพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายที่ 3 ไม่เต็มใจไปด้วย จำเลยกับพวกดังกล่าวร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยจำเลยกับพวกร่วมกันจับผู้เสียหายที่ 1 นอนลง ช่วยกันจับแขนผู้เสียหายที่ 1 ทั้งสองข้างกดไว้เหนือศีรษะ ถอดกางเกงผู้เสียหายที่ 1 ออก ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงจนสำเร็จความใคร่ของจำเลยกับพวกโดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม จำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยกับพวก โดยจำเลยกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายจับแขนและขาของผู้เสียหายที่ 3 คนละข้าง ถอดกางเกงออกทำให้ผู้เสียหายที่ 3 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้วจำเลยกับพวกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 277, 317, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (ที่ถูกประกอบมาตรา 18 วรรคสาม ด้วย) กึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงโดยเด็กหญิงไม่ยินยอม จำคุก 25 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 7 ปี 6 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 36 ปี 6 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนด 4 ปี นับแต่วันพิพากษา หากจำเลยอายุเกิน 24 ปี ให้ส่งตัวไปจำคุกตามระยะเวลาฝึกอบรมตามคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุมีคนร้ายหลายคนร่วมกันพรากเด็กหญิง ก. อายุ 13 ปีเศษ กับนางสาว ว. อายุ 16 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันไปจากนางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 1 และนาย ข. ผู้เสียที่ 4 ซึ่งเป็นบิดาของผู้เสียหายที่ 3 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 อยู่ที่ฝั่งตรงข้ามโรงภาพยนตร์เพชรเกษม ซึ่งคนร้ายจำนวน 5 คน อยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย แล้วมีคนร้ายคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์ปาดหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งผู้เสียหายที่ 3 เป็นผู้ขับ ผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้าย บังคับให้จอดรถแล้วแย่งกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 3 ไป และให้ผู้เสียหายที่ 3 ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของคนร้ายคนหนึ่ง ส่วนพวกคนร้ายอีกคนหนึ่งไปขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 3 มีผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายแล้วกลุ่มคนร้ายพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่บริเวณองค์การบริหารส่วนตำบลบางแขมโดยผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไม่เต็มใจไปด้วย ต่อมามีพวกของคนร้ายข้างต้นอีก 5 คน มาสมทบ พวกคนร้ายทั้งสิบพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่บ้านร้าง บริเวณป่าช้าวัดลาดปลาเค้า พวกคนร้ายดังกล่าวฉุดผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปข่มขืนกระทำชำเราในลักษณะโทรมเด็กหญิงและโทรมหญิง โดยผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไม่ยินยอม เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ทราบว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกพวกคนร้ายข่มขืนกระทำชำเราก็พาผู้เสียหายที่ 1 ไปร้องทุกข์ พันตำรวจตรีเมธี พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปตรวจร่างกาย แพทย์ผู้ตรวจลงความเห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ผ่านการร่วมประเวณีมาแล้ว ต่อมาผู้เสียหายที่ 3 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมนาย พ. กับนาย ป. บุคคลทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานพรากและผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและโทรมหญิงตามฟ้อง คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่....

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้มาเบิกความเป็นพยาน โจทก์คงอ้างส่งคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 และคำให้การเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ว่า ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ถูกพวกคนร้ายบังคับให้ไปกับพวกคนร้ายกลุ่มแรก 5 คน คนร้ายทั้งห้าพาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางแขม และเมื่อมีพวกคนร้ายดังกล่าวอีก 5 คน มาสมทบคนร้ายทั้งหมดก็พาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไปที่บ้านร้างในป่าช้าวัดลาดปลาเค้าสถานที่เกิดเหตุและถูกพวกคนร้ายทั้งหมดผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนกระทำชำเรา โดยผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไม่ยิมยอม แต่ปรากฏในคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ว่าผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้ให้การถึงจำเลยนี้ว่าร่วมกระทำความผิดด้วย จนกระทั่งต่อมาอีก 2 เดือนเศษ ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 จึงมาให้การเพิ่มเติม แต่คงมีเพียงผู้เสียหายที่ 3 ที่ให้การเพิ่มเติมว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายนี้ด้วย โดยจำเลยเป็นคนร้ายหนึ่งใน 5 คนแรกที่บังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ออกเดินทางจากบริเวณโรงภาพยนตร์เพชรเกษม โดยผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไม่ยิมยอมและจำเลยร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 3 ในครัวกับในห้องนอนของบ้านเกิดเหตุ ส่วนผู้เสียหายที่ 1 ยังคงไม่ให้การถึงจำเลยว่าเป็นคนร้ายด้วยอย่างไร ทั้งที่พนักงานสอบสวนนำภาพถ่ายของจำเลยกับพวกคนอื่นๆ ให้ผู้เสียหายที่ 1 ดู และผู้เสียหายที่ 3 ก็ให้การเพิ่มเติมว่าจำเลยอยู่ร่วมในเหตุการณ์ตั้งแต่แรก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นผู้เสียหายที่ 1 ย่อมมีโอกาสเห็นหน้าจำเลยเป็นระยะเวลานานพอสมควร ดังนี้ คำให้การของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 จึงไม่สอดคล้องกันทำให้มีข้อสงสัยอยู่ตามสมควร และแม้โจทก์ได้อ้างส่งวิดีโอเทปบันทึกภาพถ่ายระหว่างการสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพันตำรวจตรีเมธีได้สอบคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 โดยชอบต่อหน้าพนักงานอัยการและนักจิตวิทยา ซึ่งศาลมีอำนาจรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของพยานปากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ได้เสมือนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 มาเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคสี่ แต่อย่างไรก็ตามโจทก์จะต้องมีพยานหลักฐานอย่างอื่นประกอบด้วยจึงจะทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายได้ แต่โจทก์ก็นำสืบโดยอ้างเพียงผู้เสียหายที่ 2 มารดาผู้เสียหายที่ 1 และพันตำรวจตรีเมธีพนักงานสอบสวนเป็นพยานซึ่งผู้เสียหายที่ 2 ก็เบิกความประกอบคำให้การขอนตนเองตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.9 เพียงว่า พยานอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปหาของกินนอกบ้านกับผู้เสียหายที่ 3 ผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่รู้เห็นเหตุการณ์ร้ายที่เกิดแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 เลย ส่วนพันตำรวจตรีเมธีก็เป็นเพียงผู้สอบปากคำผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ไม่รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยโดยตรง จึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าเช่นกัน สำหรับคำให้การของนาย ป. กับนาย พ. ที่ถูกฟ้องอีกคดีหนึ่งให้การไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 ว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ด้วย แต่คำให้การดังกล่าวเป็นเพียงคำซัดทอดขายของคนร้าย และเมื่อโจทก์ไม่ได้อ้างบุคคลทั้งสองเป็นพยานในคดีนี้ คำให้การของบุคคลทั้งสองในอีกคดีหนึ่งจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า มีน้ำหนักในการรับฟังน้อย ไม่อาจรับฟังประกอบคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ให้มีน้ำหนักมั่นคงได้ ดังนั้นพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายรายนี้ด้วย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวที่ยกฟ้องโจทก์"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปฐม
จำเลย — นาย....
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
พิทักษ์ คงจันทร์
สุธี เทพสิทธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2551
#420200
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาเครื่องหมายการค้าสองเครื่องหมายการค้าเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ นั้น เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายการค้านั้นชวนให้เห็นว่ามีลักษณะทำนองเดียวกันหรือไม่ และพิจารณาเปรียบเทียบถึงลักษณะในเวลาใช้อยู่ตามปกติ

เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูปคนประดิษฐ์อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมลักษณะกางแขนออกและแยกขาจากกัน ส่วนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.103780 ก็เป็นรูปคนประดิษฐ์ภายในกรอบสี่เหลี่ยมมีลักษณะเช่นเดียวกัน เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงมีลักษณะเหมือนกันหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์นำสืบถึงความสุจริตในการใช้เครื่องหมาย (การค้า) ของโจทก์ ความเหมือนกันของแนวความคิดในการสร้างสรรค์รูปที่เป็นรูปคนประดิษฐ์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติโดยบังเอิญไม่ควรเป็นข้อขัดข้องในการที่จะไม่ให้โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ขอให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้านำ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 27 วรรคแรก มาปรับใช้กับโจทก์ ในชั้นชี้สองสถาน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้กำหนดประเด็นเรื่องที่ว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าที่นำมาขอจดทะเบียน โดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือไม่ และโจทก์ไม่ได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นพิพาทดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นอุทธรณ์ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้าประเภทสารที่เตรียมขึ้นใช้ทางเภสัชกรรม ต่อมาโจทก์ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าใหม่เป็นยารักษาอาการผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ยารักษาอาการผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ยารักษาอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและโครงกระดูก ฯลฯ ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนตามคำขอของโจทก์โดยพิจารณาเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ยื่นคำขอจดทะเบียนเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าสำหรับจำพวกสินค้าสากลที่ 5 รายการสินค้าประเภทไวตามินตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 235876 ทะเบียนเลขที่ ค.1886 และเครื่องหมายการค้าสำหรับจำพวกสินค้าสากลที่ 5 รายการสินค้ายารักษาอาการผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะและยารักษาอาการผิดปกติของอวัยวะระบบสืบพันธุ์ของสตรี ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 368932 ทะเบียนเลขที่ ค.103780 โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในเวลาที่กฎหมายกำหนด ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้โจทก์

จำเลยให้การว่า คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฟ้องโจทก์ไม่บรรยายว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร ไม่มีข้อเท็จจริงประกอบ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นอันถึงที่สุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนเป็นรูปคนประดิษฐ์ ลักษณะกางแขนกางขา เหมือนกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้อาจเรียกขานได้ว่า "ตราคนประดิษฐ์" เหมือนกัน สินค้าเป็นพวกสากลที่ 5 เช่นเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของ หรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.103780 ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าสองเครื่องหมายการค้าเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่นั้น เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ต้องพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายการค้านั้นชวนให้เห็นว่ามีลักษณะทำนองเดียวกันหรือไม่และพิจารณาเปรียบเทียบถึงลักษณะในเวลาใช้อยู่ตามปกติเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูปคนประดิษฐ์อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมลักษณะกางแขนออกและแยกขาจากกัน ส่วนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.103780 ก็เป็นรูปคนประดิษฐ์ภายในกรอบสี่เหลี่ยมมีลักษณะเช่นเดียวกัน เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่ารูปคนประดิษฐ์ของโจทก์มีส่วนประกอบอย่างอื่นโดยมีการวาดเส้นขอบรอบตัวคนในลักษณะเป็นเส้นโค้งมนมีทรวดทรงและด้านหลังขวาของรูปคนประดิษฐ์มีรูปเส้นโค้งครึ่งวงกลมคล้ายเส้นคลื่นเสียง แต่รูปคนประดิษฐ์ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.103780 มีการวาดเส้นขอบรอบตัวคนในลักษณะเป็นเส้นตรงปลายแขนด้านขวาและปลายขาทั้งสองข้างมีลักษณะเรียวแหลมและไม่มีลวดลายประกอบอย่างอื่น จึงมีรูปลักษณ์และแนวทางของอากัปกิริยาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงนั้น เห็นว่า เส้นขอบรอบตัวคนประดิษฐ์ตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.103780 ไม่ได้เป็นเส้นตรงทั้งหมดแต่มีส่วนที่เป็นเส้นโค้งอยู่ด้วยเช่น ในช่วงระหว่างแขนซ้ายและแขนขวา เส้นที่อยู่ใต้แขนซ้ายและแขนขวา และเส้นขอบขาขวาที่โจทก์อ้างว่าด้านหลังขวามือของรูปคนประดิษฐ์ของโจทก์มีรูปเส้นโค้งครึ่งวงกลมคล้ายแถบคลื่นเสียงต่างไปจากเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.103780 ที่ไม่มีลวดลายประกอบอย่างอื่น นั้น เห็นว่า เส้นโค้งครึ่งวงกลมคล้ายแถบคลื่นเสียงที่ปรากฏในเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนไม่มีความชัดเจน แม้แต่ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ในเอกสารที่โจทก์อ้างส่งศาลก็ไม่อาจมองเห็นลวดลายเส้นโค้งครึ่งวงกลมคล้ายแถบคลื่นเสียงด้านหลังขวามือของรูปคนประดิษฐ์ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ผลิตภัณฑ์ยาตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.103780 ต้องจำหน่ายโดยเภสัชกร ต่างจากผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ใช้ชื่อ โวลทาเรน อีมัลเจล ซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไป นั้น เห็นว่า โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่ได้ระบุว่าจะใช้เครื่องหมายการค้ากับเฉพาะผลิตภัณฑ์โวลทาเรน อีมัลเจล แต่โจทก์ระบุว่าจะใช้เครื่องหมายการค้ากับผลิตภัณฑ์จำพวก 5 ซึ่งเป็นยารักษาอาการต่างๆ นับตั้งแต่รักษาอาการผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ระบบหายใจ ระบบกล้ามเนื้อและโครงกระดูก รักษาอาการอักเสบ ยาใช้กับดวงตา โรคผิวหนัง และใช้กับโรคเกี่ยวกับเนื้องอก ดังนั้น โจทก์ย่อมจะนำเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนไปใช้กับยาได้ทุกประเภทตามที่ระบุไว้ ไม่ว่ายานั้นจะต้องซื้อโดยมีใบสั่งของแพทย์หรือไม่หากเครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นย่อมทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าของโจทก์กับสินค้าของผู้อื่นได้ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สินค้าตามเครื่องหมายการค้าของโจทก์ต้องเรียกขานว่าโวลทาเรน อีมัลเจล แต่สินค้าตามเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค.103780 เรียกขานว่า ตราคนประดิษฐ์ หรือตรารูปจำลองมนุษย์ นั้น เห็นว่า โจทก์เข้าใจเอาเองว่าคนเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์ว่า โวลทาเรน อีมัลเจล ทั้งที่ไม่มีตัวอักษรโรมันหรืออักษรไทยให้อ่านว่าโวลทาเรน อีมัลเจล ในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์นำสืบถึงความสุจริตในการใช้เครื่องหมาย (การค้า) ของโจทก์ความเหมือนกันของแนวความคิดในการสร้างสรรค์รูปที่เป็นรูปคนประดิษฐ์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติโดยบังเอิญไม่ควรเป็นข้อขัดข้องในการที่จะไม่ให้โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ นั้น เห็นว่า เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ขอให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้านำพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 วรรคแรก มาปรับใช้กับโจทก์ ในชั้นชี้สองสถาน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้กำหนดประเด็นเรื่องที่ว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าที่นำมาขอจดทะเบียนโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือไม่ และโจทก์ไม่ได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นพิพาทดังกล่าว ดังนั้น การที่โจทก์หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นอุทธรณ์ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ค.103780 แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยเหตุและผลแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโนวาร์ทิส เอยี จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ