คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8960/2550
#412645
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นข้อพิพาทที่ผู้คัดค้านอ้างเป็นข้อพิพาทที่เกิดจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายน้ำมันปิโตรเลียมซึ่งจะต้องพิจารณาและชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งกรุงลอนดอน (London Court of International Arbitration) ตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน จึงมิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะวินิจฉัยในชั้นนี้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงชอบแล้ว

ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นพิจารณาแต่เพียงพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบตามข้อต่อสู้ว่ารับฟังไม่ได้ ทั้งที่ผู้ร้องนำสืบไม่น่าเชื่อว่าผู้ร้องเป็นนิติบุคคลจริงเพราะไม่แสดงหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ส่วนราชการซึ่งกำกับดูแลออกให้เป็นพยานหลักฐานนั้นเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลเรื่องความเป็นผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถของคู่สัญญาตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คู่สัญญานั้น ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 (1) ซึ่งภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้คัดค้าน และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบแสดงอย่างไรย่อมเป็นดุลพินิจของศาล เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลรับฟังพยานหลักฐานโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐานแต่อย่างใด จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (2) หรือไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านจึงต้องห้ามตามกฎหมาย

ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่ผู้คัดค้านโต้แย้งว่าผู้คัดค้านไม่ได้รับสำเนาคำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการ จึงถือว่าศาลมิได้วินิจฉัยข้อโต้แย้งทุกข้อทุกประเด็น เป็นคำพิพากษาที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้โต้แย้งไว้ในคำคัดค้าน จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นคำคัดค้าน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้วินิจฉัยเรื่องดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการโดยให้ผู้คัดค้าน (1) ชำระเงินจำนวน 268,867.56 ดอลลาร์สหรัฐ (2) ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยที่เสนอระหว่างธนาคารในลอนดอน (LIBOR) สำหรับเงินฝากทุก 3 เดือน สำหรับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐบวกร้อยละ 2 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2539 ถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 กันยายน 2548) จำนวน 140,071.96 ดอลลาร์สหรัฐ (3) ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยที่เสนอระหว่างธนาคารในลอนดอน (LIBOR) สำหรับเงินฝากทุก 3 เดือน สำหรับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐบวกร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ (4) ให้ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการอนุญาโตตุลาการจนถึงวันที่มีคำชี้ขาดจำนวน 7,932 ปอนด์สเตอร์ลิง และ (5) ให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและค่าทนายความอย่างสูงแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งกรุงลอนดอน (London Court of International Arbitration) ดังนี้

(1) ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 268,867.56 ดอลลาร์สหรัฐ แก่ผู้ร้อง

(2) ให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยจากต้นเงิน 268,867.56 ดอลลาร์สหรัฐ ตามอัตราดอกเบี้ยของ London Interbank Offer Rate (LIBOR) บวกร้อยละ 2 ต่อปี และตามอัตราที่มีการเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาสำหรับเงินฝากรวม 3 เดือน ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

(3) ให้ผู้คัดค้านชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการรวมทั้งสิ้น 7,932 ปอนด์สเตอร์ลิง แก่ผู้ร้อง

และให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ในการทำสัญญาซื้อขายน้ำมันปิโตรเลียม ผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกหนี้ตกลงกันทางโทรพิมพ์ทำคำเสนอขายและโทรพิมพ์ทำคำเสนอซื้อและสัญญาซื้อขายให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขทั่วไปของผู้ร้องเกี่ยวกับการขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมซีแอนด์เอฟ ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2532 ซึ่งในข้อ 11 ของข้อกำหนดและเงื่อนไขดังกล่าวกำหนดว่า ข้อพิพาทหรือข้อเรียกร้องที่เกิดจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญานี้ รวมทั้งปัญหาการผิดสัญญาดังกล่าวจะต้องพิจารณาและชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งกรุงลอนดอน และตามโทรพิมพ์คำเสนอขาย ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันว่า ค่าเสียเวลาเรือให้คำนวณตามอัตราสัญญาเช่าเรือแบบเหมาลำสำหรับเที่ยวเดินเรือเช่าเหมาลำ และตามการประเมิน / คำตัดสินของคณะกรรมการนายหน้าเรือขนน้ำมันของลอนดอนสำหรับเรือเช่าเหมาลำแบบมีกำหนดระยะเวลาหรือเรือที่เป็นเจ้าของโดยคำนวณตามขนาดของเรือ ต่อมาผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าเสียเวลาเรือและค่าเคลื่อนย้ายเรือต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งกรุงลอนดอนให้แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ 1 คน ขึ้นพิจารณาชี้ขาดข้อพิพาทดังกล่าว อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบหรือไม่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ประการแรกว่า ผู้คัดค้านต่อสู้เป็นประเด็นว่าผู้ร้องกับผู้คัดค้านได้ตกลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน และผู้คัดค้านยอมรับมอบสินค้าที่ส่งมอบผิดระวาง และในการนำสืบของผู้คัดค้านก็ได้สืบพยานไว้ด้วย แต่ศาลมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว หากศาลได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป การที่ศาลมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และถือได้ว่าคำพิพากษาของศาลที่ไม่วินิจฉัยข้อพิพาทให้ครบถ้วนทุกประเด็นเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทที่ผู้คัดค้านอ้างดังกล่าวเป็นข้อพิพาทที่เกิดจากหรือเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งจะต้องพิจารณาและชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งกรุงลอนดอน ตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนดและเงื่อนไขทั่วไปของผู้ร้องเกี่ยวกับการขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมซีแอนด์เอฟ ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2532 จึงมิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะวินิจฉัยในชั้นนี้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อมาว่า ...ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแต่เพียงพยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบตามข้อต่อสู้ว่ารับฟังไม่ได้ ทั้งที่ผู้ร้องนำสืบไม่น่าเชื่อว่าผู้ร้องเป็นนิติบุคคลจริงเพราะไม่แสดงหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ส่วนราชการซึ่งกำกับดูแลออกให้เป็นพยานหลักฐานนั้นเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลเรื่องความเป็นผู้บกพร่องในเรื่องความสามารถของคู่สัญญาตามกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คู่สัญญานั้น ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 43 (1) ซึ่งภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้คัดค้าน และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบแสดงอย่างไรย่อมเป็นดุลพินิจของศาล เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลรับฟังพยานหลักฐานโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐานแต่อย่างใด จึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 45 (2) หรือไม่ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้จึงต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการสุดท้ายมีว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า ผู้คัดค้านไม่ได้รับสำเนาคำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการ ถือว่าศาลมิได้มีคำวินิจฉัยข้อโต้แย้งทุกข้อทุกประเด็นแห่งคดี จึงเป็นคำพิพากษาที่ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า คดีนี้ในคำคัดค้านของผู้คัดค้านไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้โต้แย้งว่า ผู้คัดค้านไม่เคยได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด ที่ผู้คัดค้านนำสืบนายสมศักดิ์พยานผู้คัดค้านเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นคำคัดค้าน เมื่อไม่มีประเด็นในเรื่องนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้วินิจฉัยเรื่องดังกล่าวจึงชอบแล้ว หาใช่เป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทไม่ครบทุกข้อทุกประเด็นแห่งคดี อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คูเวต ปิโตรเลียม คอร์เปอเรชั่น
ผู้คัดค้าน — บริษัทสยามเฆมี จำกัด(มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8958/2550
#420254
เปิดฉบับเต็ม

ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดเป็นความเห็นอันหนึ่งเท่านั้น หาเป็นการผูกมัดศาลให้ต้องส่งเรื่องราวไปตรวจพิสูจน์เสมอไปไม่ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า ลายมือชื่อของจำเลยเท่าที่ปรากฏเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้ จึงปฏิเสธไม่ส่งลายมือชื่อของจำเลยไปตรวจพิสูจน์ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลชั้นต้นตามที่เห็นสมควร การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีไปโดยไม่ได้ส่งลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองไปตรวจพิสูจน์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ผู้กู้และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 409,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันตามที่โจทก์ฟ้อง แต่จำเลยที่ 2 เคยกู้ยืมเงินจากนางจำปีหรือจัมปีมารดาโจทก์และได้ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญากู้ยืมเงินซึ่งยังไม่กรอกข้อความไว้ ส่วนจำเลยที่ 1 เคยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งยังไม่กรอกข้อความเมื่อนางคัมภีร์บุตรสาวจำเลยทั้งสองไปกู้ยืมเงินจากนางจำปี โดยนางจำปีให้จำเลยที่ 1 นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 304 ไปให้นางจำปียึดถือไว้เป็นประกันด้วย ต่อมานางคัมภีร์ผ่อนชำระหนี้ให้นางจำปีบางส่วน แต่นางคัมภีร์เห็นว่าโจทก์และนางจำปีเอาเปรียบจึงไม่ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ และจำเลยที่ 1 ได้ทวงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวคืน แต่ไม่มีการคืนให้ โจทก์นำเอาสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้มากรอกข้อความเอง จึงเป็นเอกสารปลอม จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่กู้ยืมเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยก่อนฟ้องให้คิดเพียง 4 ปี 3 เดือน และไม่เกิน 159,375 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ดังกล่าวแทน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้ยืมเงินและจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวจำลองลักษณ์พี่โจทก์เบิกความเป็นใจความว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 250,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้ยืมเงิน และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 304 ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืม และศาลฎีกาได้ตรวจเปรียบเทียบลายมือชื่อในช่องผู้กู้กับลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในบันทึกคำเบิกความและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 15 ตุลาคม 2544 และลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในบันทึกคำเบิกความและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 29 เมษายน 2545 แล้ว มีลักษณะลายเส้น ลีลาการเขียนตัวอักษร และช่องไฟคล้ายคลึงกันมาก จำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบปฏิเสธชัดเจนว่าเป็นลายมือชื่อปลอม ประกอบกับจำเลยที่ 2 นำสืบเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ได้เห็นลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน แล้วคล้ายกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 อีกประการหนึ่งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 2 ได้มอบหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ไว้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันจริง น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 คงจะไม่มอบหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้โจทก์ไว้เป็นแน่ ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 1 มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นประกันหนี้ของบุตรสาวจำเลยทั้งสองจึงเป็นพิรุธ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้ยืมเงิน และจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันจริง

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินจำนวนตามฟ้อง และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้จำนวนตามฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์กับนางสาวจำลองลักษณ์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ไปจำนวน 250,000 บาท จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาค้ำประกันประกอบกับจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์มอบแก่โจทก์เป็นประกันการชำระหนี้ด้วย ซึ่งข้อนี้จำเลยทั้งสองนำสืบว่าบุตรสาวจำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินมารดาโจทก์จำนวน 10,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวไปมอบไว้แก่โจทก์บุตรสาวจำเลยทั้งสองชำระหนี้ไปบ้างแล้วแต่เห็นว่าโจทก์เอาเปรียบจึงไม่ชำระหนี้ที่ค้างชำระอีก จำเลยที่ 1 ได้ขอหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนแต่โจทก์ไม่คืนให้ จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าบุตรสาวจำเลยทั้งสองเป็นผู้กู้ยืมเงินโจทก์แต่เหตุใดจึงให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินซึ่งผิดไปจากเหตุผลธรรมดาทั่วไปเป็นพิรุธประการหนึ่ง ประกอบกับหลักฐานที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าบุตรสาวจำเลยทั้งสองเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าจากมารดาโจทก์และมารดาโจทก์นำเอาหนี้ดังกล่าวมารวมเป็นหนี้รายนี้ก็ล้วนเป็นเอกสารที่บุตรสาวจำเลยทั้งสองทำขึ้นฝ่ายเดียว โจทก์ไม่ได้ยอมรับหรือรับรู้ ทั้งเมื่อโจทก์ไม่ยอมคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งเป็นพิรุธอีกประการหนึ่งเช่นนี้พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินและรับเงินจากโจทก์จำนวน 250,000 บาท และได้ทำสัญญากู้ยืมเงินไว้โดยมีการกรอกข้อความครบถ้วน และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาในข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอีกประการหนึ่งในทำนองว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยทั้งสองต่อสู้คดีว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 หากแต่โจทก์ร่วมมือกับบุคคลอื่นนำเอาสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันไปกรอกข้อความโดยจำเลยทั้งสองไม่ยินยอมนั้น เมื่อตรวจคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้พิจารณาและเชื่อตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้จริง จึงเป็นการพิพากษาในประเด็นที่จำเลยทั้งสองต่อสู้คดีไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอีกประการหนึ่งว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ส่งลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 ไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์ว่าเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดเป็นความเห็นอันหนึ่งเท่านั้น หาเป็นการผูกมัดศาลให้ต้องส่งเรื่องราวไปตรวจพิสูจน์เสมอไปไม่ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่าลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองเท่าที่ปรากฏเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้ จึงปฏิเสธไม่ส่งลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองไปตรวจพิสูจน์ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลชั้นต้นตามที่เห็นสมควร การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีไปโดยไม่ได้ส่งลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองไปตรวจพิสูจน์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 99 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสลักจิต บุญสุวรรโณ
จำเลย — นางเซียง ทองเชื้อ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8940/2550
#417166
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 37 บัญญัติว่า คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ และตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ บัญญัติว่า คำชี้ขาดของอธิบดีกรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาลนั้น ให้แจ้งไปยังผู้ร้องเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้ามีการลดจำนวนเงินที่ประเมินไว้เป็นจำนวนเท่าใดก็ให้แจ้งไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจะได้แก้ไขบัญชีการประเมินตามคำชี้ขาดนั้น คำชี้ขาดข้างต้นจึงเป็นคำสั่งทางปกครองอย่างหนึ่งและต้องทำเป็นหนังสือให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว คำชี้ขาดฉบับพิพาทมีข้อความเพียงว่า ทรัพย์สินห้างสรรพสินค้า ท. ปีภาษี 2545 ค่ารายปี 62,286,843.76 บาท ค่าภาษี 3,885,052.70 บาท หักลดค่ารายปี 31,080,421.64 บาท ปีภาษี 2546 ค่ารายปี 63,227,042.57 บาท ค่าภาษี 7,773,380.31 บาท หักลดค่ารายปี 538,000 บาท และปีภาษี 2547 ค่ารายปี 66,460,019.42 บาท ค่าภาษี 8,211,873.67 บาท หักลดค่ารายปี 979,730 บาท ไม่ปรากฏเหตุผลว่าเหตุใดจำเลยที่ 1 จึงกำหนดค่ารายปี ค่าภาษีและจำนวนหักลดดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่ไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก ใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับพิพาทจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะออกคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือโดยไม่ต้องระบุเหตุผลไว้ จึงขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว และ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณา วินิจฉัย และสั่งการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหลักเกณฑ์เพื่อกำหนดขั้นตอนในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนมีคำสั่งทางปกครอง เช่น การมีคำสั่งอนุญาต อนุมัติ แต่งตั้ง หรือคำสั่งอื่นใดของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิ หรือหน้าที่ต่อบุคคล โดยมีหลักการสำคัญที่จะให้เป็นกฎหมายทั่วไปในการวางระเบียบปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่ทั้งหลายในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะเป็นการให้ความเป็นธรรมและคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจอย่างไม่มีขอบเขตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และในขณะเดียวกันช่วยให้เกิดประสิทธิภาพแก่การบริหารราชการแผ่นดินอีกด้วย โดยมาตรา 3 บัญญัติว่า เรื่องใดถ้ามีบทบัญญัติในกฎหมายอื่นไว้แล้ว กฎหมายฉบับนั้นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่า พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ ด้วย และหลักเกณฑ์ตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการที่ต่ำกว่า พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 37 จึงต้องนำ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 37 ไปใช้บังคับกรณีใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ ด้วย

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงนามในใบแจ้งคำชี้ขาดในตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานครซึ่งปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเท่านั้น จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะปลัดกรุงเทพมหานครตามที่โจทก์ฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสามคืนเงินที่เรียกเก็บจากโจทก์เกินไปจำนวน 2,428,976.25 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้ใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่เกิน 3 เดือนเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 7 เลขที่ 32 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2548 และให้จำเลยทั้งสามคืนเงินจำนวน 2,428,976.25 บาท ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันครบกำหนดจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า หนังสือแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 บัญญัติว่า คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ และตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า คำชี้ขาดของอธิบดีกรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาลนั้น ให้แจ้งไปยังผู้ร้องเป็นลายลักษณ์อักษรถ้ามีการลดจำนวนเงินที่ประเมินไว้เป็นจำนวนเท่าใดก็ให้แจ้งไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจะได้แก้ไขบัญชีการประเมินตามคำชี้ขาดนั้น คำชี้ขาดข้างต้นจึงเป็นคำสั่งทางปกครองอย่างหนึ่งและจะต้องทำเป็นหนังสือให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ดังกล่าว คำชี้ขาดฉบับพิพาทมีข้อความเพียงว่า ทรัพย์สินห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส เลขสำมะโนครัว 172 ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา ปีภาษี 2545 ค่ารายปี 62,286,843.76 บาท ค่าภาษี 3,885,052.70 บาท หักลดค่ารายปี 31,080,421.64 บาท ปีภาษี 2546 ค่ารายปี 63,227,042.57 บาท ค่าภาษี 7,773,380.31 บาท หักลดค่ารายปี 538,000 บาท และปีภาษี 2547 ค่ารายปี 66,460,019.42 บาท ค่าภาษี 8,211,873.67 บาท หักลดค่ารายปี 979,730 บาท ไม่ปรากฏเหตุผลว่าเหตุใดจำเลยที่ 1 จึงกำหนดค่ารายปี ค่าภาษีและจำนวนหักลดดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่ไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีกใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับพิพาทจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะออกคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือโดยไม่ต้องระบุเหตุผลไว้ขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับกระบวนพิจารณา วินิจฉัย และสั่งการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหลักเกณฑ์เพื่อกำหนดขั้นตอนในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนมีคำสั่งทางปกครอง เช่น การมีคำสั่งอนุญาต อนุมัติ แต่งตั้ง หรือคำสั่งอื่นใดของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิหรือหน้าที่ต่อบุคคล โดยมีหลักการสำคัญที่จะให้เป็นกฎหมายทั่วไปในการวางระเบียบปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่ทั้งหลายในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะเป็นการให้ความเป็นธรรมและคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจอย่างไม่มีขอบเขตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และในขณะเดียวกันช่วยให้เกิดประสิทธิภาพแก่การบริหารราชการแผ่นดินอีกด้วย โดยมาตรา 3 บัญญัติว่า เรื่องใดถ้ามีบทบัญญัติในกฎหมายอื่นไว้แล้วกฎหมายฉบับนั้นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ด้วย และเห็นว่าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 จึงต้องนำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ไปใช้บังคับกรณีใบแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ด้วย

อนึ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนแก่โจทก์ด้วยนั้น ยังไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงนามในใบแจ้งคำชี้ขาดในตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเท่านั้น จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะปลัดกรุงเทพมหานครตามที่โจทก์ฟ้อง จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ไขเป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 30
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8937 -ที่ 8938/2550
#412047
เปิดฉบับเต็ม

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2549 จำเลยยื่นอุทธรณ์คดีทั้งสองสำนวนเป็นอุทธรณ์คนละฉบับเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเป็นใจความว่า ศาลสั่งรวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนแล้วจึงให้จำเลยทำอุทธรณ์มาในฉบับเดียวกันภายใน 7 วัน ต่อมาจำเลยจึงยื่นอุทธรณ์คดีทั้งสองสำนวนมาในฉบับเดียวกันเป็นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 ดังนี้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นอุทธรณ์ที่จำเลยจัดทำและยื่นภายในกำหนดที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่ง ถือว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์คดีทั้งสองสำนวนภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว

การที่โจทก์ ช. และ ส. เป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลในการขายที่ดิน 1 แปลงและโจทก์กับ ส. เป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลในการขายที่ดินอีก 1 แปลง แต่เจ้าพนักงานของจำเลยส่งหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์เฉพาะที่ดินเพียงแปลงเดียวถึง ส. โดยไม่ได้ระบุชัดแจ้งว่าเป็นหนังสือที่ส่งถึง ส. ในฐานะบุคคลในคณะบุคคลดังเช่นที่มีการระบุในหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงต้องถือว่าเจ้าพนักงานของจำเลยต้องการขอทราบรายละเอียดการขายที่ดินจาก ส. ในฐานะส่วนตัว ทั้งไม่ได้ความว่าเจ้าพนักงานของจำเลยส่งหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์ถึงโจทก์ด้วยแต่อย่างใด หลังจากขายที่ดินทั้งสองแปลงแล้ว โจทก์ไม่เคยพบกับ ส. อีก จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงที่ ส. ไม่ไปพบเจ้าพนักงานของจำเลยตามหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์มาเป็นเหตุให้มีผลถึงโจทก์โดยอนุมานว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุคคล ในคณะบุคคลกับ ส. ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีการขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวด้วยได้ ทั้งโจทก์ขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวหลังจากมีการแก้ไขประมวลรัษฎากรซึ่งเปลี่ยนการจัดเก็บภาษีการค้ามาเป็นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะแทนไม่กี่เดือน ตามพฤติการณ์ของโจทก์ที่ยอมเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ยังเพียงติดใจขอลดเบี้ยปรับลงเพราะคิดว่ามีการชำระครบถ้วนขณะขายที่ดินเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีรายพิพาท กรณีจึงมีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งจากเบี้ยปรับที่ต้องชำระตามการประเมิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลภาษีอากรกลางสั่งให้พิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินทั้งสองฉบับ และแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งสองฉบับ เป็นให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ 45,312 บาท สำหรับการขายที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 11226 บาท และให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ 353,640 บาท สำหรับการขายที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 14091 โดยให้งดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 2010270 /6/100208 ลงวันที่ 12 เมษายน 2545 โดยลดเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องเสียลงเป็นจำนวน 45,312 บาท และแก้ไขการประเมินเลขที่ 2010270/6/100333 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2545 โดยลดเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องเสียลงเป็นจำนวน 353,640 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนแรกจำนวน 2,000 บาท และสำนวนหลังจำนวน 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ก่อนที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์คดีทั้งสองสำนวนภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์หรือไม่โดยโจทก์แก้อุทธรณ์ในข้อ 1. ว่า ศาลภาษีอากรกลางควรมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากจำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 21 มิถุนายน 2549 ล่วงพ้นกำหนดที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2549 ในปัญหาข้อนี้ได้ความว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549 จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คดีสำนวนแรกเป็นอุทธรณ์ฉบับหนึ่ง และยื่นอุทธรณ์คดีสำนวนหลังเป็นอุทธรณ์อีกฉบับหนึ่ง ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งในอุทธรณ์ทั้งสองฉบับเป็นใจความสรุปว่า ศาลสั่งรวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนแล้วจึงให้จำเลยทำอุทธรณ์มาในฉบับเดียวกันภายใน 7 วัน ต่อมาจำเลยจึงยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 21 มิถุนายน 2549 โดยนำเนื้อหาในอุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549 ทั้งสองฉบับมารวมอยู่ในอุทธรณ์ฉบับเดียวที่ยื่นนั้น ดังนี้ อุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 จึงเป็นอุทธรณ์ที่จำเลยจัดทำและยื่นภายในข้อกำหนดที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งโดยถูกต้อง ถือได้ว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์คดีทั้งสองสำนวนภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า มีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ นายชะโอด และนายเอกราชหรือสกลเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลในการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11226 โจทก์และนายเอกราชหรือสกลเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลในการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 14091 และฟังได้ว่าเจ้าพนักงานของจำเลยได้ส่งหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์ถึงนายเอกราชหรือสกลแล้วก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อความในหนังสือก็ปรากฏว่าเป็นการขอทราบรายละเอียดเฉพาะเรื่องการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 14091 เพียงแปลงเดียวโดยข้อความในหนังสือดังกล่าวไม่มีการระบุโดยชัดแจ้งว่าเป็นหนังสือที่ส่งถึงนายเอกราชหรือสกลในฐานะบุคคลในคณะบุคคลดังเช่นที่มีการระบุในหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจึงต้องถือว่าการมีหนังสือถึงนายเอกราชหรือสกลนั้น เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานของจำเลยต้องการขอทราบรายละเอียดการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 14091 จากนายเอกราชหรือสกลในฐานะส่วนตัว ซึ่งไม่เกี่ยวกับโจทก์ทั้งในทางนำสืบของจำเลยไม่ได้ความว่า เจ้าพนักงานของจำเลยได้ส่งหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11226 และ 14091 ถึงโจทก์ด้วยแต่อย่างใด ซึ่งโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่า โจทก์ไม่เคยทราบเรื่องที่มีการส่งหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์ถึงนายเอกราชหรือสกล หลังจากขายที่ดินทั้งสองแปลงแล้วโจทก์ไม่เคยพบนายเอกราชหรือสกลอีก ดังนี้ จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงที่นายเอกราชหรือสกลไม่ไปพบเจ้าพนักงานของจำเลยตามหนังสือเชิญเพื่อขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์มาเป็นเหตุให้มีผลถึงโจทก์โดยอนุมานว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลในคณะบุคคลกับนายเอกราชหรือสกลในการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11226 และ 14091 ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีการขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวด้วยได้ ทั้งโจทก์ขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวหลังจากได้มีการแก้ไขประมวลรัษฎากรเปลี่ยนการจัดเก็บภาษีการค้า มาเป็นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะแทนไม่กี่เดือน ตามพฤติการณ์ของโจทก์ที่ยินยอมเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ยังเพียงติดใจขอลดเบี้ยปรับลงเพราะเดิมคิดว่ามีการชำระครบถ้วนขณะขายที่ดินเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีรายพิพาท กรณีจึงมีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งจากเบี้ยปรับที่ต้องชำระตามการประเมินดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 23
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (1) ม. 77/1 (3) ม. 91/1 วรรคท้าย ม. 91/2 (6) ม. 91/21 (5) ม. 91/21 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสนิท เกิดเอี่ยม
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8920/2550
#412318
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำให้การและฟ้องแย้งจำเลยอ้างแต่เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ฟ้องเอาที่ดินพิพาทคืนเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองเท่านั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรื่องลาภมิควรได้ ศาลชั้นต้นจึงมิได้หยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นวินิจฉัย แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยฎีกาต่อมาไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2527 โจทก์ซื้อสิทธิครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 42 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ จากนายจินดาและนางอุดมราคา 900,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2527 โจทก์มอบที่ดินแปลงดังกล่าวให้นายชดบุตรโจทก์เข้าครอบครองและทำประโยชน์แทนโจทก์พร้อมทั้งให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์นิคมอุตสาหกรรม จำกัด เพราะเหตุว่ากฎหมายของสหกรณ์ห้ามมิให้บุคคลคนเดียวมีที่ดินเกิน 50 ไร่ โจทก์มีที่ดินแปลงอื่นอยู่แล้ว หลังจากนั้นประมาณ 4 ถึง 5 ปี โจทก์แบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวเป็น 2 แปลง กล่าวคือ แปลงที่ 1 ให้นายชดเข้าครอบครองและทำประโยชน์แทนโจทก์มีเนื้อที่ 27 ไร่เศษ ซึ่งก็คือที่ดินพิพาทคดีนี้ แปลงที่ 2 ให้นางสาวจิ้มลิ้มบุตรโจทก์อีกคนหนึ่งเข้าครอบครองและทำประโยชน์แทนโจทก์เช่นกันมีเนื้อที่ 23 ไร่ จำเลยซึ่งเป็นภริยานายชดเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทร่วมกับนายชดด้วย ต่อมาเมื่อปลายปี 2540 นายชดถึงแก่ความตาย ก่อนนายชดถึงแก่ความตาย นายชดทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้จำเลยและจดทะเบียนรับเด็กชายนำโชคเป็นบุตรบุญธรรม โดยนายชดไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทไปทำพินัยกรรมยกให้แก่ผู้ใดเนื่องจากที่ดินมิได้เป็นของนายชด ทั้งตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ห้ามมิให้จำหน่าย จ่ายโอนที่ดินภายใน 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้มา อีกทั้งเป็นพินัยกรรมปลอมมิได้ทำต่อหน้าพยานและไม่ใช่ลายมือชื่อของนายชด ขอให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ ให้จำเลยเพิกถอนพินัยกรรม ให้จำเลยพร้อมบริวารคัดชื่อออกจากสำเนาทะเบียนบ้านที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทและให้ศาลมีคำสั่งว่าการจดทะเบียนรับเด็กชายนำโชคเป็นบุตรบุญธรรมของนายชดตกเป็นโมฆะ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายชดตั้งแต่ปี 2515 ต่อมาวันที่ 15 พฤษภาคม 2530 จำเลยกับนายชดได้จดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีบุตรด้วยกัน เมื่อประมาณต้นปี 2527 โจทก์แจ้งต่อนายชดและจำเลยว่าโจทก์ซื้อที่ดินจากนายจินดาและนางอุดมเนื้อที่ 50 ไร่ ราคา 900,000 บาท ให้นายชดกับจำเลยออกเงินค่าซื้อที่ดินบางส่วน โจทก์จะจัดแบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายชดกับจำเลยประมาณครึ่งหนึ่งพร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 75 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร นายชดกับจำเลยจึงออกเงินค่าซื้อที่ดินบางส่วนให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์แบ่งและส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่นายชดกับจำเลยประมาณครึ่งหนึ่งซึ่งก็คือที่ดินพิพาทพร้อมบ้านในที่ดินพิพาท นายชดกับจำเลยครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นสินสมรสระหว่างนายชดกับจำเลย ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2527 นายชดสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์นิคมสมุทรสาคร จำกัด พร้อมทั้งรับซื้อหุ้นนางอุดมที่มีหุ้นอยู่ในสหกรณ์ดังกล่าว นายชดกับจำเลยเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โดยทำนากุ้งและปรับปรุงที่ดินบางส่วนด้วยการสร้างเขื่อนปูน ถมดินและซ่อมแซมบ้านหลังดังกล่าว นายชดยื่นคำขอรังวัดและออกโฉนดที่ดินพิพาทต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร โจทก์และบุตรโจทก์ทุกคนทราบและไม่คัดค้าน นางสาวจิ้มลิ้มเป็นผู้ชี้แนวเขตในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียง เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้นายชดตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2538 คือโฉนดที่ดินเลขที่ 55587 เลขที่ดิน 38 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่ 27 ไร่เศษ ต่อมาวันที่ 13 เมษายน 2540 นายชดทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินต่างๆ ให้จำเลยเพียงผู้เดียว ซึ่งย่อมรวมถึงที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้วย วันที่ 13 มิถุนายน 2540 จำเลยกับนายชดจดทะเบียนรับเด็กชายนำโชคเป็นบุตรบุญธรรม วันที่ 24 ธันวาคม 2540 นายชดถึงแก่ความตาย หลังจากนายชดถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายชด แต่หลังจากนั้นโจทก์ยังไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายชดอีก ศาลก็ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายชด โจทก์ดำเนินการโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงเป็นการไม่ชอบ ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากนายชดยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและได้ชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2538 เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงสิทธิดังกล่าว ขอให้ยกฟ้องและขอให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนถอนชื่อโจทก์ออกจากโฉนดที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 55587 เลขที่ดิน 38 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเอาที่ดินพิพาทคืนฐานลาภมิควรได้ ซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนหรือเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น เมื่อนับแต่วันที่โจทก์มอบที่ดินพิพาทให้แก่นายชดสามีจำเลย จนถึงวันที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ตามคำให้การและฟ้องแย้งกับคำร้องขอแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง จำเลยอ้างแต่เพียงว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากนายชดได้ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นของตนเองแล้วตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2538 เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รู้ถึงสิทธิดังกล่าวซึ่งข้ออ้างของจำเลยดังกล่าว เห็นได้ว่าจำเลยมุ่งต่อสู้ว่า โจทก์ฟ้องเอาที่ดินพิพาทคืนเกิน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองเท่านั้น จำเลยหาได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรื่องลาภมิควรได้ ศาลชั้นต้นจึงมิได้หยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นวินิจฉัย แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่า เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของจำเลยดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเขียน คุ่ยประเสริฐ
จำเลย — นางอนงค์ คุ่ยประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ นิศามณี
พิทักษ์ คงจันทร์
ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8917/2550
#412314
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินมีข้อความว่า จำเลยกู้เงินไปจากโจทก์ทั้งสอง 476,720 บาท และได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว การที่จำเลยให้การรับว่าทำสัญญากู้จริงแต่ไม่ได้รับเงินกู้ มูลหนี้ตามฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ตามข้อต่อสู้

ศาลชั้นต้นมิได้ชี้สองสถานและกำหนดภาระการพิสูจน์ เมื่อโจทก์และจำเลยได้สืบพยานไปจนสิ้นกระแสแล้ว ศาลล่างทั้งสอง ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาทจากพยานหลักฐานที่โจทก์ จำเลยนำสืบ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยครบถ้วนชัดแจ้งโดยมิได้ยกภาระการพิสูจน์เป็นเหตุพิพากษาให้แพ้หรือชนะคดีดังนั้นแม้จำเลยจะมีภาระการพิสูจน์ผลแห่งคดีก็ไม่เปลี่ยนแปลงไป การที่โจทก์ทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายใดจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนี่ง

โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินไปจากโจทก์ทั้งสอง 476,720 บาท โดยจำเลยให้การยอมรับว่ากู้เงินโจทก์ที่ 2 จำนวน 104,600 บาท จึงเป็นการรับข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง การที่จำเลยนำสืบ ว่าความจริงจำเลยกู้เงินไปจากโจทก์ทั้งสองเพียง 50,000 บาท จึงนอกเหนือจากคำให้การของจำเลย แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2542 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ทั้งสอง 476,720 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนภายในวันที่ 26 มีนาคม 2543 จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ทั้งสองครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ได้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 476,720 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันกู้จนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย 91,115 บาท และถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ที่ 1 แต่ยอมรับว่าเคยกู้ยืมเงินโจทก์ที่ 2 หลายครั้ง โดยมิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ ต่อมาปี 2532 โจทก์ที่ 2 และจำเลยได้ตัดบัญชีหนี้สินและทำหลักฐานกู้ยืมว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ที่ 2 จำนวน 104,600 บาท กำหนดชำระคืนภายในปี 2536 โดยคิดดอกเบี้ยปีละ 18,000 บาท เมื่อถึงกำหนดตามสัญญาจำเลยไม่มีเงินชำระ โจทก์ที่ 2 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่โดยโจทก์ได้นำหนี้เงินกู้ในสัญญาเดิมรวมกับดอกเบี้ยปีละ 18,000 บาท รวมเป็นเงินกู้ในปี 2536 จำนวน 176,500 บาท หากครบกำหนดแล้วจำเลยยังไม่ชำระ โจทก์ที่ 2 ขอคิดดอกเบี้ยแบบทบต้นอัตราร้อยละ 18 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว และตกลงให้มีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันทุกปี มูลหนี้ตามฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากโจทก์ที่ 2 นำเอาดอกเบี้ยที่คิดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมารวมไว้ จำเลยเป็นหนี้เพียง 104,600 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ที่ 2 ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินต้นแก่โจทก์ที่ 2 อีก 54,600 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว สำหรับปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อแรกที่ ภาระการพิสูจน์ตกฝ่ายใดนั้น เห็นว่า สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความชัดเจนว่า จำเลยกู้เงินไปจากโจทก์ทั้งสอง 476,720 บาท และได้รับเงินไปครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2542 การที่จำเลยให้การรับว่าทำสัญญากู้จริงแต่ไม่ได้รับเงินกู้ มูลหนี้ตามฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ จำเลยมีภาระการพิสูจน์ตามข้อต่อสู้ แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นมิได้ชี้สองสถานและกำหนดภาระการพิสูจน์ เมื่อโจทก์และจำเลยได้สืบพยานไปจนสิ้นกระแสความแล้ว โดยศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นข้อพิพาทจากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนชัดแจ้งโดยมิได้ยกหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์เป็นเหตุพิพากษาให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแพ้หรือชนะคดี ดังนั้นแม้จำเลยจะมีภาระการพิสูจน์ผลแห่งคดีก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไป การที่โจทก์ทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่โจทก์ทั้งสองฎีกาข้อต่อไปว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 50,000 บาท แต่ตามสัญญากู้ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ย และจำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ฟังข้อเท็จจริงยุติดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างดังกล่าว แต่วินิจฉัยให้จำเลยชำระต้นเงินแก่โจทก์ที่ 2 เพิ่มอีก 54,600 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มีนาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนี้ฎีกาข้อนี้จึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า ไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องอย่างไรจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาตามที่จำเลยฎีกาเพียงข้อเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงิน 104,600 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองได้บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยกู้เงินไปจากโจทก์ทั้งสอง 476,720 บาท โดยจำเลยให้การยอมรับว่ากู้เงินโจทก์ที่ 2 จำนวน 104,600 บาท จึงเป็นการรับข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง การที่จำเลยนำสืบว่าความจริงจำเลยกู้เงินไปจากโจทก์ทั้งสองเพียง 50,000 บาท จึงนอกเหนือจากคำให้การของจำเลย แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ทั้งสองและฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่โจทก์ทั้งสองและจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาทั้งสองฝ่ายนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 177 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสนิท ฉิ่งท่าไม้ กับพวก
จำเลย — นางเพ็ญศรี ซาท่าไม้
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8911/2550
#420252
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รับประกันภัยรถยนต์พิพาทแบบประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล รถยนต์พิพาทถูกรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับชนทำให้คนบนรถยนต์พิพาทรวม 4 คนเสียชีวิต โจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิตรวม 4 คน ๆ ละ 50,000 บาท เป็นเงิน 200,000 บาท ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ข้อสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ในส่วนที่เป็นการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับการเสี่ยงภัยถึงชีวิตเป็นสัญญาประกันชีวิตอย่างหนึ่งเพราะอาศัยความมรณะของบุคคลเป็นเงื่อนไขแห่งการใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 889 หาใช่การประกันวินาศภัยแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งบทบัญญัติว่าด้วยการประกันชีวิตไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้รับประกันภัยที่จะเข้ารับช่วงสิทธิได้อย่างกรณีการประกันวินาศภัย ดังนั้น แม้โจทก์จะได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาท ให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิตไป โจทก์ก็หามีสิทธิเข้ารับช่วงสิทธิเพื่อฟ้องร้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 กับพวกได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 211,095 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ในระหว่างการพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยศรีนครซูริคประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การแก้ไขคำให้การว่า หากโจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิตรวม 4 คน ๆ ละ 50,000 บาท ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ข้อ 4.1 เป็นการจ่ายเงินกรณีประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลซึ่งเกี่ยวกับการเสี่ยงภัยถึงแก่ชีวิตโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องหรือเรียกค่าเสียหายใดๆ จากจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมได้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3026/2540 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 3 ว-5428 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางจรรยา มีอายุสัญญา 1 ปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2541 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2540 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา ขณะที่นายสมศักดิ์ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้มาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถบรรทุกสิบล้อไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนที่จำเลยร่วมรับประกัยภัยไว้มาในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 แล่นสวนทางมาด้วยความเร็วสูงและด้วยความประมาททำให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เป็นเหตุให้นายสมศักดิ์ผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว นางรุ่งกานต์ เด็กชายปรเมธหรือปาราเมศ และนายเซ็งซิม ผู้โดยศาลที่นั่งมาด้วยได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา และโจทก์ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิตไปเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรมธรรม์ประกันภัยของรถยนต์ ในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดของผู้รับประกันภัยต่อการมรณะของบุคคลเป็นสัญญาประกันชีวิตหรือไม่ เห็นว่า ข้อสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ในส่วนที่เป็นการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับการเสี่ยงภัยถึงชีวิตเป็นสัญญาประกันชีวิตอย่างหนึ่งอาศัยความมรณะของบุคคลเป็นเงื่อนไขแห่งการใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 หาใช่การประกันวินาศภัยแต่เพียงอย่างเดียวดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ซึ่งตามบทบัญญัติว่าด้วยการประกันชีวิตไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้รับประกันภัยที่จะเข้ารับช่วงสิทธิได้อย่างกรณีการประกันวินาศภัย ดังนั้น แม้โจทก์จะได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 200,000 บาท ให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิตไป โจทก์ก็หามีสิทธิเข้ารับช่วงสิทธิเพื่อฟ้องร้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเข้ารับช่วงสิทธิเพื่อฟ้องไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมได้และพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880 วรรคหนึ่ง ม. 889
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายบุญชวน หีดแพทย์หรือหีตแพทย์ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทไทยศรีนครซูริคประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8897/2550
#420251
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 228 ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับคดียึดทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของลูกหนี้เพื่อขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น แต่สำหรับคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม มิใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ และต้องนำทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด จึงหาอาจนำบทบัญญัติ มาตรา 288 มาใช้บังคับไม่ได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ถอนหรือปล่อยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิอย่างไรก็ชอบที่จะยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีต่างหาก และตามคำร้องของผู้ร้องมีประเด็นพิจารณาเพียงว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดหรือปล่อยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องหรือไม่ จึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ต่อมาโจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องโจทก์ กับยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนผู้ร้อง ขอให้ถอนการยึดทรัพย์หรือปล่อยทรัพย์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเป็นของโจทก์โดยโจทก์ซื้อทรัพย์ดังกล่าวมาจากการขายทอดตลาด ผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ก่อนการขายทอดตลาดทรัพย์ ทั้งกรณีเป็นเรื่องเจ้าพนักงานบังคับคดีให้จำเลยออกไปจากทรัพย์สินพิพาท ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขัดทรัพย์ได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นตันที่ให้ยกคำร้องโดยไม่มีการไต่สวนพยานก่อนเป็นการชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม จำเลยและบริวารไม่ยอมออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลความว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไว้แทนผู้ร้อง ขอให้ถอนการยึดหรือปล่อยทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยไม่ได้ใต่สวนพยานก่อน เห็นว่า การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับคดียึดทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของลูกหนี้เพื่อขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น แต่สำหรับคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม จึงมิใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ และต้องมีการนำทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาด จึงหาอาจนำบทบัญญัติมาตรา 288 มาใช้บังคับไม่ได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ถอนหรือปล่อยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิอย่างไรก็ชอบที่จะยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีต่างหาก ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาในทำนองว่า ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นเรื่องของการขอแสดงอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) นั้น เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องมีประเด็นเพียงว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดหรือปล่อยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องหรือไม่ กรณีจึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนก่อนจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 288 ม. 296 จัตวา (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายไพเลิศ จุฬามณี
จำเลย — นายสุรพงษ์ วงศ์ศรีชัย
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8892/2550
#410586
เปิดฉบับเต็ม

ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วที่ใช้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมาตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 หมายความถึงค่ารายปีของปีก่อนถัดจากปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำลังประเมิน ดังนั้น การประเมินค่ารายปีสำหรับโรงเรือนพิพาทที่โจทก์ใช้ในปี 2546 เพื่อคำนวณภาษีซึ่งต้องชำระประจำปีภาษี 2547 จึงต้องนำค่ารายปีของปี 2545 ที่มีการชำระค่าภาษีประจำปีภาษี 2546 มาเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษี

ปัญหาว่าใบแจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เมื่อศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทนี้ไว้ในชั้นชี้สองสถานและโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน ถือว่าโจทก์สละประเด็นดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงมิใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง และมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสามคืนเงินที่เรียกเก็บจากโจทก์เกินไปจำนวน 1,132,311.70 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง กับให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินดังกล่าวนับแต่วันที่เกินกำหนด 3 เดือนเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดการประเมินของจำเลยที่ 2 เป็นว่า ให้กำหนดค่ารายปีทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ในส่วนพื้นที่ต่อเนื่อง (ถนนและลานคอนกรีต) 2,740,842 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนพื้นที่ต่อเนื่อง (ถนนและลานคอนกรีต) เท่ากับ 342,605.25 บาท กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่เรียกเก็บเกินไป 20,244.75 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยที่ 1 ไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 20,244.75 บาท นับแต่วันที่เกิน 3 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินทรัพย์สินพิพาทของโจทก์ในปีภาษี 2547 เท่ากับจำนวนของปีภาษี 2546 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกข้อความที่ กท. 7000/2912 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2545 เรื่อง การประเมินค่ารายปีภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประเภทอาคารลักษณะพิเศษที่ดำเนินกิจการของตนเอง เป็นการกำหนดอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางสำหรับการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของห้างสรรพสินค้าไว้แล้ว โดยประเมินตามเขตการปกครองแต่ละเขตและแบ่งตามคุณลักษณะของทรัพย์สิน จำเลยที่ 1 ไม่สามารถกำหนดค่ารายปีตามอำเภอใจได้ การที่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่นำอัตราดังกล่าวใช้แก่โจทก์ตั้งแต่ในปีภาษี 2546 และทำการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินโจทก์สูงกว่าอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางกำหนดไว้จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ หากจำเลยที่ 1 มีความประสงค์ที่จะกำหนดอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางให้สูงกว่าเดิมแล้ว ก็จะต้องประกาศเพื่อกำหนดอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางเสียใหม่เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่แต่ละเขตได้ทราบและปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ทำการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์สูงเกินกว่าอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางกำหนดไว้จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ และศาลภาษีอากรกลางไม่ควรนำค่ารายปีของปีภาษี 2546 มาเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีภาษีพิพาทนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า แม้โจทก์จะอ้างว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินให้โจทก์ชำระค่าภาษีของปีภาษี 2546 จากการกำหนดค่ารายปีที่สูงกว่าอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางกำหนดก็ตาม แต่เมื่อโจทก์พอใจในการประเมิน ไม่ได้ขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ และได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในปีภาษี 2546 แล้ว ดังนั้นการที่ศาลภาษีอากรกลางให้ถือเอาค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีในปีพิพาทย่อมชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว ส่วนบันทึกข้อความที่ กท. 7000/2912 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2545 เรื่อง การประเมินค่ารายปีภาษีโรงเรือนและที่ดิน เป็นการกำหนดอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางสำหรับประเภทอาคารลักษณะพิเศษที่ดำเนินกิจการของตนเองและจะต้องเป็นอาคารเพื่อใช้เป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคลแต่อาคารของโจทก์เป็นลักษณะที่ใช้เป็นห้างสรรพสินค้า มิใช่เป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคลจึงไม่อาจนำอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางดังกล่าวมาใช้กับอาคารของโจทก์ได้ นอกจากนั้น บันทึกดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางของจำเลยที่ 1 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ถือปฏิบัติไปในทางเดียวกัน มิใช่กฎหมาย แม้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จะไม่ปฏิบัติตามก็ไม่ทำให้การประเมินภาษีในปีพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด กรณีห้างสรรพสินค้าของโจทก์เป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของดำเนินกิจการเอง ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงต้องประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 ซึ่งเมื่อได้คำนึงถึงลักษณะทรัพย์สินคืออาคารของโจทก์แล้ว โจทก์ใช้อาคารพิพาทดำเนินกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ จำหน่ายสินค้าให้แก่ประชาชนทั่วไป โจทก์ย่อมได้รับผลประโยชน์มากกว่าอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการของบุคคลหรือนิติบุคคล หากนำอาคารทั้งสองชนิดออกให้เช่าแล้ว อาคารของโจทก์ย่อมได้รับค่าเช่ามากกว่า ดังนั้น ค่ารายปีของอาคารโจทก์ย่อมสูงกว่าค่ารายปีของอาคารที่ใช้เป็นที่ทำการบุคคลหรือนิติบุคคล การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 กำหนดค่ารายปีอาคารของโจทก์สูงกว่าอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางตามบันทึกดังกล่าวจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับปีภาษี 2547 ต้องอาศัยค่ารายปีของปี 2546 มาเป็นหลักในการประเมินตามบทบัญญัติมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงต้องพิจารณาว่าทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีดังกล่าวควรจะมีค่ารายปีในปี 2546 เป็นเงินจำนวนเท่าใดนั้น เห็นว่า ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วที่ใช้เป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมานั้น หมายความถึงค่ารายปีก่อนถัดจากปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำลังประเมิน ดังนั้น การประเมินค่ารายปีสำหรับโรงเรือนพิพาทที่โจทก์ใช้ในปี 2546 เพื่อคำนวณภาษีซึ่งต้องชำระประจำปีภาษี 2547 จึงต้องนำค่ารายปีของปี 2545 ที่มีการชำระค่าภาษีประจำปีภาษี 2546 มาเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษี การที่ศาลภาษีอากรกลางนำค่ารายปีของปีภาษี 2546 อันเป็นปีที่ล่วงมาแล้วนั้นมาเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีที่ต้องเสียในปีภาษีพิพาท จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า ใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับพิพาทมิชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ไม่ได้แสดงเหตุผลในการวินิจฉัยคำร้องขอให้พิจารณาการประเมิน ทั้งเหตุผลในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญและเหตุผลในข้อกฎหมายที่อ้างอิง ทั้งเหตุผลในข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนการใช้ดุลพินิจ แต่จำเลยที่ 2 กลับส่งเพียงแบบ ภ.ร.ด. 9 มายังโจทก์เท่านั้น กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งโจทก์ได้เบิกความถึง แต่ศาลภาษีอากรกลางมิได้วินิจฉัยในคำพิพากษานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ในชั้นชี้สองสถานเมื่อศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ และโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน ถือว่าโจทก์สละประเด็นดังกล่าว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง และมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสาม.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 18
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจิรฉวี อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8872/2550
#412217
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง หมายความว่า ข้อบัญญัติที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราขึ้นในกรณีทั่วไปต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด และมีการประกาศข้อบัญญัตินั้นไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแล้วจนครบกำหนด 15 วัน จึงจะมีผลใช้บังคับได้ แต่มีข้อยกเว้นว่าในกรณีฉุกเฉินหากข้อบัญญัติที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราขึ้นโดยมีข้อความระบุให้ใช้บังคับได้ทันทีและได้รับการอนุมัติข้อบัญญัตินั้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วก็มีผลใช้บังคับได้ในวันที่มีการประกาศ ทั้งนี้ไม่ปรากฏบทบัญญัติอื่นใน พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 กำหนดวิธีการนับวันเริ่มต้นแห่งระยะเวลาประกาศข้อบัญญัติในกรณีทั่วไปไว้ด้วย ทั้งข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เรื่อง การเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2542 มิใช่ข้อบัญญัติที่ตราขึ้นในกรณีฉุกเฉินจึงต้องคำนวณระยะเวลาการปิดประกาศตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง โดยไม่นับวันแรกแห่งระยะเวลาที่ประกาศรวมเข้าด้วยเมื่อมีการประกาศ ณ วันที่ 16 เมษายน 2542 จึงเริ่มต้นนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2542 ซึ่งจะครบกำหนด 15 วัน ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2542 และข้อบัญญัติที่ประกาศนั้นจะมีผลใช้บังคับได้ตั้งแต่วันถัดไปคือวันที่ 2 พฤษภาคม 2542

ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เรื่อง การเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2542 มีการนับระยะเวลาการปิดประกาศครบกำหนด 15 วัน ว่าตรงกับวันใดไว้ผิดพลาดจึงมีการระบุข้อความล่วงหน้าให้ข้อบัญญัติใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2542 แต่การประกาศข้อบัญญัติซึ่งระบุวันใช้บังคับผิดพลาดมิใช่เรื่องที่ทำโดยไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ ถือได้ว่าข้อบัญญัติดังกล่าวยังไม่สิ้นผลหรือเป็นโมฆะ เมื่อมีการประกาศไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัดแล้ว 15 วัน ข้อบัญญัติทั้งหมดยกเว้นข้อ 2 จึงมีผลบังคับใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไป การกระทำความผิดของจำเลยเกิดขึ้นหลังวันที่ 2 พฤษภาคม 2542 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและเป็นสถานีบริการน้ำมันสถานค้าปลีก โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการในฐานะผู้แทนนิติบุคคลและเป็นผู้ค้าปลีกรับผิดชอบการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน 2542 เวลากลางวันถึงวันที่ 20 เมษายน 2543 เวลากลางวันติดต่อกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ในเดือนพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม 2542 กับในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม 2543 จำเลยทั้งสองซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดจะต้องชำระภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี โดยคิดคำนวณภาษีจากการจำหน่ายน้ำมันของจำเลยทั้งสองในอัตราลิตรละ 4.54 สตางค์ และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนด เพื่อตรวจสอบและคำนวณภาษีให้ถูกต้องข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เรื่อง การเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 ซื่งประกาศเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2542 โดยมีการประกาศไว้โดยเปิดเผย ณ สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรีพ้นกำหนด 15 วัน และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2542 พร้อมชำระภาษีต่อเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพสามิต ณ สำนักงานสรรพสามิตอำเภอนายายอาม อันเป็นท้องที่ที่สถานค้าปลีกของจำเลยทั้งสองตั้งอยู่ภายในวันที่ 20 ของเดือนถัดไป แต่จำเลยทั้งสองซึ่งทราบข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรีดังกล่าวแล้วร่วมกันละเลยไม่ยื่นแบบรายการภาษี และไม่ยอมชำระภาษีดังกล่าวภายในกำหนดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 45, 51, 64, 71 ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เรื่อง การเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 ข้อ 3, 4, 5, 6, 9 ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เรื่อง การเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2543 ข้อ 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 กับนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2393/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 45, 51, 64, 71 ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เรื่อง การเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2542 ข้อ 2, 4, 5, 6, 9 ประกอบประมวลกฎหมาย มาตรา 83 (ที่ถูกต้องระบุว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิด 11 กรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ลงโทษปรับกระทงละ 3,000 บาท 11 กระทง รวมปรับคนละ 33,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่ถูก หากไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินจำเลยที่ 1 ใช้ค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30) คำขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อให้ยก เนื่องจากคดีนี้ศาลมิได้พิพากษาจำคุกและคดีดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรีได้ตราข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด เรื่อง การเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2542 ขึ้น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีอนุมัติข้อบัญญัติและมีการประกาศไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรีแล้วตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2542 ข้อบัญญัติดังกล่าวมีข้อความในข้อ 2 ระบุให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไป และมีข้อความส่วนหนึ่งในข้อ 4 กับข้อ 5 กำหนดให้สถานีบริการน้ำมันซึ่งจำหน่ายปลีกน้ำมันเบนซินและน้ำมันที่คล้ายกัน น้ำมันดีเซลและน้ำมันที่คล้ายกัน อันอยู่ในความหมายของคำนิยามว่า "สถานค้าปลีก" ต้องเสียภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดในอัตราลิตรละ 4.54 สตางค์ โดยเจ้าของ ผู้จัดการ หรือบุคคลอื่นซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของสถานค้าปลีก อันอยู่ในความหมายของคำนิยามว่า "ผู้ค้าปลีก" มีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่อเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพสามิต ณ สำนักงานสรรพสามิตแห่งท้องที่ที่สถานค้าปลีกตั้งอยู่ภายในวันที่ 20 ของเดือนถัดจากเดือนที่รับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้น กับมีข้อความในข้อ 9 เป็นบทระวางโทษผู้ไม่ยื่นแบบรายการภาษีตามหน้าที่ไว้ตามสำเนาข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เรื่อง การเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วน จังหวัด พ.ศ.2542 เอกสารหมาย จ.2 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันค้าปลีกที่หมู่ที่ 9 ตำบลวังโตนด อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยทั้งสองไม่ได้ยื่นแบบรายการภาษีประจำเดือนพฤษภาคม 2542 ถึงเดือนมีนาคม 2543 กับไม่ชำระภาษีดังกล่าวให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรีแต่อย่างใด องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรีเชิญจำเลยทั้งสองไปพบ 3 ครั้ง ตามหนังสือขอเชิญพบเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 แล้วจำเลยทั้งสองยืนยันไม่ชำระภาษีโดยอ้างเหตุผลว่าประสงค์ให้มีการชะลอการจัดเก็บภาษี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เรื่อง การเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2542 เป็นข้อบัญญัติที่ตราขึ้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย และมีผลใช้บังคับโดยไม่เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ข้อบัญญัติจะใช้บังคับได้เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติ และประกาศไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแล้วสิบห้าวัน เว้นแต่ในกรณีฉุกเฉินถ้ามีข้อความระบุไว้ในข้อบัญญัตินั้นว่าให้ใช้บังคับได้ทันที ให้ใช้บังคับข้อบัญญัติในวันที่ประกาศ" ซึ่งหมายความว่า ข้อบัญญัติที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราขึ้นในกรณีทั่วไปต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด และมีการประกาศข้อบัญญัตินั้นไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแล้วจนครบกำหนด 15 วัน จึงจะมีผลใช้บังคับได้แต่มีข้อยกเว้นว่าในกรณีฉุกเฉินหากข้อบัญญัติที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราขึ้นโดยมีข้อความระบุให้ใช้บังคับได้ทันทีและได้รับการอนุมัติข้อบัญญัตินั้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วก็มีผลใช้บังคับได้ในวันที่มีการประกาศ ทั้งนี้ไม่ปรากฏบทบัญญัติอื่นในพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 กำหนดวิธีการนับวันเริ่มต้นแห่งระยะเวลาประกาศข้อบัญญัติในกรณีทั่วไปไว้ด้วยแต่อย่างไร ทั้งข้อบัญญัติตามสำเนาข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เรื่อง การเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2542 เอกสารหมาย จ.2 ก็มิใช่ข้อบัญญัติที่ตราขึ้นในกรณีฉุกเฉินจึงต้องคำนวณระยะเวลาการปิดประกาศตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง โดยไม่นับวันแรกแห่งระยะเวลาที่ประกาศรวมเข้าด้วย เมื่อมีการประกาศ ณ วันที่ 16 เมษายน 2542 จึงเริ่มต้นนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2542 ซึ่งจะครบกำหนด 15 วัน ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2542 และข้อบัญญัติที่ประกาศนั้นจะมีผลใช้บังคับได้ตั้งแต่วันถัดไปคือวันที่ 2 พฤษภาคม 2542 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ มาตรา 53 บัญญัติให้ใช้บังคับข้อบัญญัติในวันที่ประกาศ การนับระยะเวลาประกาศจึงต้องเริ่มนับวันที่ 16 เมษายน 2542 รวมเข้าด้วยแล้วครบกำหนด 15 วัน ในวันที่ 30 เมษายน 2542 นั้น จึงต้องเป็นการอ้างข้อกฎหมายไม่ถูกต้องตามที่มีการบัญญัติไว้อย่างไรก็ตาม ได้ความจากคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายเฉลิมพลนายองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรีว่า การตราข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เรื่อง การเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2542 ได้ปฏิบัติตามระเบียบทุกขั้นตอนแล้วจึงเสนอร่างข้อบัญญัติต่อผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีอมุนัติเพื่อมีผลใช้บังคับหลังจากนั้น 15 วัน โดยนายเฉลิมพลเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า เหตุที่ข้อบัญญัติข้อ 2 กำหนดให้ข้อบัญญัติใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไป เนื่องจากนับจากวันที่ 16 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2542 แล้วครบกำหนด 15 วัน ซึ่งจำเลยทั้งสองต่อสู้คดีเพียงว่าข้อบัญญัติข้อ 2 ที่กำหนดให้ข้อบัญญัติใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2542 เป็นต้นไปนั้นขัดต่อพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ เป็นข้อบัญญัติที่มิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 152 จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบต่อสู้ว่าข้อบัญญัติทั้งฉบับยังไม่มีการประกาศไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรีแล้ว 15 วัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการตราข้อบัญญัติตามสำเนาข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เรื่อง การเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2542 เอกสารหมาย จ.2 ปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบและผ่านขั้นตอนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติกับมีการประกาศไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแล้ว 15 วัน ตามกฎหมาย แต่มีการนับระยะเวลาการปิดประกาศครบกำหนด 15 วัน ว่าตรงกับวันใดไว้ผิดพลาดจึงมีการระบุข้อความล่วงหน้าให้ข้อบัญญัติใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2542 ดังที่ปรากฏ ข้อเท็จจริงที่มีการประกาศข้อบัญญัติซึ่งระบุวันใช้บังคับผิดพลาดมิใช่เรื่องที่ทำโดยไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ กรณีถือได้ว่าข้อบัญญัติดังกล่าวยังไม่สิ้นผลหรือเป็นโมฆะเมื่อมีการประกาศไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัดแล้ว 15 วัน ข้อบัญญัติทั้งหมดยกเว้นข้อ 2 ยังมีผลบังคับใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2542 เป็นต้นไป การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเกิดขึ้นหลังวันที่ 2 พฤษภาคม 2542 แล้วจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เรื่อง การจัดเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2542 เป็นโมฆะ และพิพากษายกฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3
พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — บริษัทหนองคล้าบุญยงค์พาณิชย์ จำกัด สาขา 1 กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8870/2550
#412214
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาท ยังไม่มีการจดทะเบียนสิทธิโอนที่ดินพิพาท แต่เมื่อได้ยึดมาแล้วต้องนำออกขายทอดตลาด หากมีผู้ซื้อได้ก็ต้องมีการโอนทางทะเบียนให้แก่ผู้ซื้อ จึงมิใช่เพียงแต่ยึดไว้เท่านั้น การที่ศาลในคดีอื่นได้พิพากษาบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องแล้ว ที่ดินพิพาทจะต้องตกเป็นของผู้ร้องเท่านั้น ไม่มีเหตุที่จะให้ที่ดินพิพาทหลุดมือจากผู้ร้องตกไปเป็นของผู้อื่น จึงถือได้ว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 แม้โจทก์จะได้นำยึดที่ดินพิพาทไว้ก่อนที่ศาลจะพิพากษาบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง แต่ศาลก็ไม่อาจปล่อยให้มีการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้ เพราะผู้ที่ซื้อได้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับโอนเนื่องจากผู้ร้องเท่านั้นที่มีสิทธิจะได้รับโอน ทั้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ก็มีบทบัญญัติไม่ให้การยึดทรัพย์มีผลกระทบถึงสิทธิของผู้ร้อง

ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคนหนึ่งมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษากับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคนหนึ่งได้นั้น หมายถึง เจ้าหนี้ผู้ที่จะมาขอเฉลี่ยต้องเป็นผู้ไม่มีอำนาจเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ ส่วนกรณีที่ผู้ร้องได้สิทธิโดยคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องมีสิทธิตามคำพิพากษาที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิได้อยู่แล้วจึงไม่มีกรณีที่จะต้องมาขอเฉลี่ยทรัพย์ แม้โจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยก็ไม่มีสิทธิยึดที่ดินเพื่อบังคับคดีให้กระทบกระทั่งสิทธิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 394,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยและใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9708 ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ของจำเลยเพื่อออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ย.923/2542 หมายเลขแดงที่ ย.397/2545 ของศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2545 ให้จำเลยชำระหนี้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9708 ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ แก่ผู้ร้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงแทนเจตนาของจำเลย จำเลยทราบคำพิพากษาแล้วเพิกเฉยไม่ชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องประสงค์จะบังคับตามคำพิพากษาโดยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวแสดงเจตนาโอนที่ดิน แต่ไม่อาจบังคับได้เนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 โจทก์นำยึดที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลยไว้ก่อนแล้ว ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิได้รับโอนที่ดินตามคำพิพากษาก่อนเจ้าหนี้รายอื่น โดยได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 การนำยึดที่ดินของโจทก์จึงเป็นการกระทบสิทธิของผู้ร้อง ทำให้ผู้ร้องเสียหาย ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการยึด

โจทก์และจำเลยไม่คัดค้าน

ก่อนผู้ร้องยื่นคำร้อง จำเลยถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายดวงดีเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9708 ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดีและเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9708 ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ส่วนผู้ร้องยื่นฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ หากไม่ชำระให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9708 ตำบลหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ชำระหนี้เงินกู้ตามข้อตกลงและคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2545 โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้อง หากไม่ชำระให้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9078 แก่ผู้ร้อง ที่โจทก์ฎีกาว่า กรณีที่จะถือว่าผู้ร้องได้รับความคุ้มครองเพราะอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนนั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นเหตุให้ผู้อยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อนเสียเปรียบ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ เป็นเรื่องเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่พิพาท ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิใดๆ ผู้ร้องจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับการคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์พิพาท ยังไม่มีการจดทะเบียนสิทธิโอนทรัพย์พิพาท แต่เมื่อได้ยึดทรัพย์พิพาทมาแล้วก็ต้องนำทรัพย์พิพาทออกขายทอดตลาด หากมีผู้ซื้อได้ก็ต้องมีการโอนทางทะเบียนให้แก่ผู้ซื้อ จึงมิใช่เพียงแต่ยึดทรัพย์ไว้เท่านั้น การที่ศาลในคดีอื่นได้พิพากษาบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องแล้ว เห็นได้ว่าที่ดินพิพาทจะต้องตกเป็นของผู้ร้องเท่านั้น ไม่มีเหตุที่จะให้ที่ดินพิพาทหลุดมือจากผู้ร้องตกไปเป็นของผู้อื่น กรณีจึงถือได้ว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 กล่าวคือ ผู้ร้องมีสิทธิที่จะได้รับโอนที่ดินพิพาทเป็นคนแรกก่อนใครอื่น อันเป็นทรัพยสิทธิที่สามารถใช้ยันบุคคลภายนอกได้ทั่วไป ด้วยเหตุนี้ แม้โจทก์จะได้นำยึดที่ดินพิพาทไว้ก่อนที่ศาลจะพิพากษาบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องก็ตาม แต่ศาลก็ไม่อาจปล่อยให้มีการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทได้ เพราะผู้ที่ซื้อได้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับโอนเนื่องจากผู้ร้องเท่านั้นที่มีสิทธิจะได้รับโอน ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ก็มีบทบัญญัติไม่ให้การยึดทรัพย์มีผลกระทบถึงสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า สิทธิตามคำพิพากษาของผู้ร้องเกิดขึ้นภายหลังโจทก์นำยึดที่ดินแปลงดังกล่าวและผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเช่นเดียวกับโจทก์ ผู้ร้องชอบที่จะขอเฉลี่ยหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคนหนึ่งมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษากับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคนหนึ่งนั้น หมายถึง เจ้าหนี้ผู้ที่จะมาขอเฉลี่ยเป็นผู้ไม่มีอำนาจเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ ส่วนกรณีของผู้ร้องนี้ ผู้ร้องได้สิทธิโดยคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องมีสิทธิตามคำพิพากษาที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิได้อยู่แล้ว จึงไม่มีกรณีที่จะต้องมาขอเฉลี่ยทรัพย์โจทก์แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยก็ไม่มีสิทธิยึดที่ดินนั้นเพื่อบังคับคดีให้กระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการยึดที่ดินแปลงดังกล่าวจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางใจคำ อภิวงศ์งาม
ผู้ร้อง — นายพิทักษ์ บุญพจนสุนทร
จำเลย — นางพวงคำ ยอดเมืองฯ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8868/2550
#270759
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 1 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลและนั่งฟังการพิจารณาตั้งแต่เริ่มต้นสืบพยานจนเสร็จการพิจารณา หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงแจ้งต่อศาลว่าจะให้ทนายความยื่นคำร้องขอต่อสู้คดี ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 มาศาลในวันดังกล่าวซึ่งเป็นวันก่อนที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 และการไม่แจ้งในโอกาสแรกว่ามีความประสงค์จะต่อสู้คดี ทำให้ศาลสามารถที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ จำเลยมีสิทธิเพียงที่จะถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ระหว่างการสืบพยานได้ แต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองของบทมาตราดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง บทบัญญัติดังกล่าวในวรรคสามบัญญัติไว้ชัดเจนว่าจำเลยจะขอยื่นคำให้การตามมาตรานี้หรือจะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มาศาลก่อนวินิจฉัยชี้ขาดคดีและไม่แจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจขอยื่นคำให้การหรือร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้

แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า ส. และ ม. ผู้ลงชื่อในคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีในนามของจำเลยที่ 2 และที่ 5 ตามลำดับ ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 และที่ 5 แต่การที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้รับบัตรภาษีไปตามคำร้องขอรับโอนดังกล่าวที่ยื่นต่อโจทก์ และได้นำบัตรภาษีไปใช้ชำระค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 2 และที่ 5 แล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 5 เชิด ส. และ ม. ออกเป็นตัวแทนของตนในการกระทำดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 5 จึงต้องรับผิดตามคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต ตาม ป.พ.พ. มาตรา 821

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินชดเชยค่าภาษีอากรที่โจทก์ได้จ่ายไปในรูปบัตรภาษี พร้อมดอกเบี้ย โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 2,070,882.90 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 310,233.26 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 308,816.66 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,193,327.22 บาท และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 3,639,182.26 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง จำเลยที่ 1 แจ้งต่อหน้าศาลและยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและประสงค์จะต่อสู้คดี โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลภาษีอากรกลางงดไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ค่าคำร้องเป็นพับ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงิน 3,639,182.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยก่อนฟ้องเป็นเงิน 1,244,077.78 บาท รวมเป็นเงิน 4,883,260.04 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 3,639,182.26 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นด้วย โดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา โดยเสียเฉพาะค่าขึ้นศาลเป็นเงิน 200 บาท ค่าธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ได้รับยกเว้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอยื่นคำให้การและขอพิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าในวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 1 ได้มาศาล และนั่งฟังการพิจารณาตั้งแต่เริ่มต้นสืบพยานจนกระทั่งเสร็จการพิจารณา หลังจากเสร็จการพิจารณาแล้ว จำเลยที่ 1 จึงแจ้งต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 จะให้ทนายความยื่นคำร้องขอต่อสู้คดี ปรากฏรายละเอียดตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง ลงวันที่ 19 สิงหาคม พุทธศักราช 2546 (ที่ถูก 2547) เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 มาศาลในวันดังกล่าวซึ่งเป็นวันก่อนที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี จำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และการไม่แจ้งในโอกาสแรกว่ามีความประสงค์จะต่อสู้คดีทำให้ศาลสามารถที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ จำเลยมีสิทธิเพียงที่จะถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ระหว่างการสืบได้ แต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองของบทมาตราดังกล่าว และการที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง บทบัญญัติดังกล่าวในวรรคสามบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยจะขอยื่นคำให้การตามมาตรานี้หรือจะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและไม่แจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจขอยื่นคำให้การ หรือร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะต้องรับผิดชดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับไปต่อโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่า บัตรภาษีที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับไปจากโจทก์นั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้รับโอนมาจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 อ้างต่อโจทก์ว่าได้ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักรและมีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 โจทก์จึงได้จ่ายเงินชดเชยดังกล่าวในรูปของบัตรภาษี ซึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 ได้โอนบัตรภาษีดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นเงิน 1,530,989.48 บาท, 226,654.44 บาท, 226,654.44 บาท และ 1,654,883.90 บาท ตามลำดับ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้นำบัตรภาษีดังกล่าวไปชำระค่าภาษีอากรของจำเลยทั้งสี่หมดแล้ว ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยที่ 1 สำแดงเท็จในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรโดยตรวจสอบพบว่าจำเลยที่ 1 มิได้ส่งสินค้าออกไปจริง โจทก์จึงทวงถามให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินตามมูลค่าบัตรภาษีที่ได้รับไปคืน แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย เมื่อโจทก์อ้างว่าในการขอรับโอนบัตรภาษีมาจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ทำคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษียื่นต่อโจทก์ ในคำร้องดังกล่าวมีข้อความระบุไว้ในข้อ 2 ว่า กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร และเกิดความเสียหายแก่กรมศุลกากรไม่ว่ากรณีใด ๆ ข้าพเจ้ายินยอมรับผิดต่อกรมศุลกากรทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในประการแรกที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต่อสู้ว่าผู้ที่ลงชื่อในคำร้องขอโอนสิทธิตามบัตรภาษีไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ ซึ่งได้พิจารณาแล้ว สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 5 ถึงแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า นางสาวสุชาดา และนายมานิตย์ ผู้ที่ลงชื่อในนามของจำเลยที่ 2 และที่ 5 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 และที่ 5 ตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ต่อสู้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ความต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้บัตรภาษีไปตามคำร้องขอรับโอนดังกล่าว และได้ใช้บัตรภาษีชำระค่าภาษีของจำเลยที่ 2 และที่ 5 ไปหมดแล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้เชิดนางสาวสุชาดาและนายมานิตย์ออกเป็นตัวแทนของตนในการกระทำดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 5 จึงต้องรับผิดตามคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้เงินแก่โจทก์ 1,530,989.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้เงินแก่โจทก์ 226,654.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้เงินแก่โจทก์ 226,654.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้เงินแก่โจทก์ 1,654,883.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งและคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 199
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทไทยเซิงพลาสติก จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณรงศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8853/2550
#410686
เปิดฉบับเต็ม

การขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 ส่วนที่ 11 นั้น หากเป็นหนี้ซึ่งผู้บริหารแผนก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ได้โดยไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 94 (2) แต่หนี้ดังกล่าวจะจัดอยู่ในลำดับเดียวกับค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130 (2) ได้ก็ต่อเมื่อเป็นหนี้ซึ่งผู้บริหารแผนก่อขึ้นตามแผนก่อขึ้นตามแผนเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามมาตรา 90/77 วรรคสาม

หนี้ค่าบริการและค่าธรรมเนียมวิชาชีพตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ผู้บริหารแผนได้ตกลงว่าจ้างเจ้าหนี้ให้สอบทานความถูกต้องของระบบการรับ - จ่าย เงินสด งบกระแสเงินสด และบัญชีการเงินกับต้นทุน ของลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เป็นหนี้ที่ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เท่านั้น ไม่ปรากฏมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับแผนฟื้นฟูกิจการอย่างไรบ้าง จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นหนี้ซึ่งผู้บริหารแผนก่อขึ้นตามแผนเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนในลำดับเดียวกับค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (2) ประกอบมาตรา 90/77 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2543 ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ฐานเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันในมูลหนี้ค่าบริการและค่าธรรมเนียมวิชาชีพจำนวน 350,153.22 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 350,153.22 บาท ตามคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า ภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2543 ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งบริษัท ซี เจ มอร์แกน จำกัด เป็นผู้บริหารแผนคนใหม่เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2546 ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนคนใหม่ได้ตกลงว่าจ้างเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบริษัทประกอบกิจการบริการทางด้านบัญชีให้สอบทานความถูกต้องของระบบการรับ - จ่ายเงินสด งบกระแสเงินสด และบัญชีการเงินกับต้นทุนของลูกหนี้ โดยตกลงชำระค่าบริการและค่าธรรมเนียมวิชาชีพให้แก่เจ้าหนี้เป็นรายเดือนตามสัญญาฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2546 วันที่ 10 มิถุนายน 2547 และวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 ภายหลังทำสัญญาดังกล่าวเจ้าหนี้ได้ให้บริการสอบทานความถูกต้องและจัดทำรายงานกระแสเงินสดรับ - จ่าย รายงานสอบทานงบประมาณรายได้และค่าใช้จ่าย และงบการเงินของลูกหนี้จัดส่งให้แก่ลูกหนี้แล้ว ตามสำเนาหนังสือและสำเนาใบรับ - นำส่งเอกสาร เอกสารแนบท้ายคำแถลงของเจ้าหนี้ฉบับลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ แต่ลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามสัญญา คงมีหนี้ค่าบริการและค่าธรรมเนียมวิชาชีพค้างชำระแก่เจ้าหนี้จำนวน 350,153.22 บาท ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2549 ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 350,153.22 บาท ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เต็มตามคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในลำดับเดียวกับค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (2) ประกอบมาตรา 90/77 วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า การขอรับชำระหนี้เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 ส่วนที่ 11 นั้น หากเป็นหนี้ซึ่งผู้บริหารแผนก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ได้โดยมิได้อยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 94 (2) แต่หนี้ดังกล่าวจะจัดอยู่ในลำดับเดียวกับค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (2) ได้ก็ต่อเมื่อได้ความแล้วว่าเป็นหนี้ซึ่งผู้บริหารแผนก่อขึ้นตามแผนเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ตามมาตรา 90/77 วรรคสาม แต่คดีนี้เมื่อพิจารณาคำขอรับชำระหนี้พร้อมบัญชีแนบท้ายของเจ้าหนี้ และคำแถลงชี้แจงมูลหนี้ในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของนางสาวนิศานาถ เปรมมณี ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้แล้วก็ได้ความเพียงว่า หนี้ค่าบริการและค่าธรรมเนียมวิชาชีพตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ผู้บริหารแผนคนใหม่ได้ตกลงว่าจ้างเจ้าหนี้ให้สอบทานความถูกต้องของระบบการรับ - จ่ายเงินสด งบกระแสเงินสด และบัญชีการเงินกับต้นทุนของลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เป็นหนี้ที่ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เท่านั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่ามูลหนี้ดังกล่าวมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับแผนฟื้นฟูกิจการอย่างไรบ้าง จึงยังถือไม่ได้ว่าหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ซึ่งผู้บริหารแผนคนใหม่ก่อขึ้นตามแผนเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนในลำดับเดียวกับค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (2) ประกอบมาตรา 90/77 วรรคสาม ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มตามคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/77 ม. 94 ม. 130
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทสยามคอนเทนเนอร์ไพพ์
เจ้าหนี้ — บริษัท ซี เอ เอส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8853/2550
#411038
เปิดฉบับเต็ม

การขอรับชำระหนี้เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ หมวด 3/1 ส่วนที่ 11 หากเป็นหนี้ซึ่งผู้บริหารแผนก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ได้โดยมิให้อยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 94 (2) แต่หนี้ดังกล่าวจะจัดอยู่ในลำดับเดียวกับค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130 (2) ได้ก็ต่อเมื่อได้ความแล้วว่าเป็นหนี้ซึ่งผู้บริหารแผนก่อขึ้นตามแผนเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามมาตรา 90/77 วรรคสาม

มูลหนี้ค่าบริการและค่าธรรมเนียมวิชาชีพตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ผู้บริหารแผนคนใหม่ได้ตกลงว่าจ้างเจ้าหนี้ให้สอบทานความถูกต้องของระบบการรับ-จ่ายเงินสด งบกระแสเงินสด และบัญชีการเงินกับต้นทุนของลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ แม้เป็นหนี้ที่ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่ามูลหนี้ดังกล่าวมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับแผนฟื้นฟูกิจการอย่างไรบ้าง จึงยังถือไม่ได้ว่าหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ของเจ้าหนี้เป็นหนี้ซึ่งผู้บริหารแผนก่อขึ้นตามแผนเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนในลำดับเดียวกับค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130 (2) ประกอบมาตรา 90/77 วรรคสาม ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มตามคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130 (7) จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2543 ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ฐานเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันในมูลหนี้ค่าบริการและค่าธรรมเนียมวิชาชีพจำนวน 350,153.22 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์สอบสวนแล้ว เห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 350,153.22 บาท ตามคำขอรับชำระหนี้ จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7)

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า ภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2543 ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งบริษัท ซี เจ มอร์แกน จำกัด เป็นผู้บริหารแผนคนใหม่เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2546 ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนคนใหม่ได้ตกลงว่าจ้างเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบริษัทประกอบกิจการบริการทางด้านบัญชีให้สอบทานความถูกต้องของระบบการรับ-จ่ายเงินสด งบกระแสเงินสด และบัญชีการเงินกับต้นทุนของลูกหนี้ โดยตกลงชำระค่าบริการและค่าธรรมเนียมวิชาชีพให้แก่เจ้าหนี้เป็นรายเดือนตามสัญญาฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม 2546 วันที่ 10 มิถุนายน 2547 และวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 ภายหลังทำสัญญาดังกล่าวเจ้าหนี้ได้ให้บริการสอบทานความถูกต้องและจัดทำรายงานกระแสเงินสดรับ-จ่าย รายงานสอบทานงบประมาณรายได้และค่าใช้จ่ายและงบการเงินของลูกหนี้จัดส่งให้แก่ลูกหนี้แล้ว ตามสำเนาหนังสือและสำเนาใบรับ - นำส่งเอกสาร เอกสารแนบท้ายคำแถลงของเจ้าหนี้ฉบับลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ แต่ลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ตามสัญญา คงมีหนี้ค่าบริการและค่าธรรมเนียมวิชาชีพค้างชำระแก่เจ้าหนี้จำนวน 350,153.22 บาท ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2549 ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 350,153.22 บาท ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เต็มตามคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในลำดับเดียวกับค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (2) ประกอบมาตรา 90/77 วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า การขอรับชำระหนี้เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 ส่วนที่ 11 นั้น หากเป็นหนี้ซึ่งผู้บริหารแผนก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ได้โดยมิให้อยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 94 (2) แต่หนี้ดังกล่าวจะจัดอยู่ในลำดับเดียวกับค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (2) ได้ก็ต่อเมื่อได้ความแล้วว่าเป็นหนี้ซึ่งผู้บริหารแผนก่อขึ้นตามแผนเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามมาตรา 90/77 วรรคสาม แต่คดีนี้เมื่อพิจารณาคำขอรับชำระหนี้พร้อมบัญชีแนบท้ายของเจ้าหนี้ และคำแถลงชี้แจ้งมูลหนี้ในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของนางสาวนิศานาถ เปรมมณี ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้แล้วก็ได้ความเพียงว่า หนี้ค่าบริการและค่าธรรมเนียมวิชาชีพตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ผู้บริหารแผนคนใหม่ได้ตกลงว่าจ้างเจ้าหนี้ให้สอบทานความถูกต้องของระบบการรับ-จ่ายเงินสด งบกระแสเงินสด และบัญชีการเงินกับต้นทุนของลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เป็นหนี้ที่ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เท่านั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่ามูลหนี้ดังกล่าวมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับแผนฟื้นฟูกิจการอย่างไรบ้าง จึงยังถือไม่ได้ว่าหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ซึ่งผู้บริหารแผนคนใหม่ก่อขึ้นตามแผนเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนในลำดับเดียวกับค่าใช้จ่ายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (2) ประกอบมาตรา 90/77 วรรคสาม ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มตามคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/77 วรรคสาม ม. 94 (2) ม. 130 (2) ม. 130 (7)
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัท สยามคอนเทนเนอร์ไพพ์ จำกัด
เจ้าหนี้ — บริษัท ซี เอ เอส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8842/2550
#412309
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ได้ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยเกี่ยวกับเหตุที่โจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาจนถึงวันที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ ก็เป็นเพียงเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อจะรับอุทธรณ์ของโจทก์เท่านั้น แต่ผลที่สุดศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177, 180, 264, 266, 268 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง

วันที่ 1 พฤษภาคม 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน อ้างว่าทนายโจทก์เพิ่งได้รับการติดต่อจากโจทก์ ทำให้ทนายโจทก์ทำอุทธรณ์ไม่ทัน ประกอบกับคดีมีเอกสารและพยานบุคคลจำนวนมาก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าศาลอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 เกินกำหนดเวลาดังกล่าวและไม่ได้แสดงเหตุสุดวิสัย ให้ยกคำร้อง

วันที่ 4 พฤษภาคม 2549 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 โจทก์ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนด จึงไม่รับอุทธรณ์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2549 ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 30 เมษายน 2549 เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ โจทก์สามารถยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 ได้ และวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เกินกำหนดและไม่แสดงเหตุสุดวิสัย ให้ยกคำร้อง เห็นว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์จึงไม่ต้องแสดงเหตุสุดวิสัย และตามคำร้องดังกล่าวอ้างว่าทนายโจทก์เพิ่งได้รับการติดต่อจากโจทก์ให้ทำอุทธรณ์ ทำให้ทนายโจทก์ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน ถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษ จึงเห็นสมควรขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้โจทก์ถึงวันที่โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คือวันที่ 4 พฤษภาคม 2549 ให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่รับอุทธรณ์ของโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องนั้น แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยเกี่ยวกับเหตุที่โจทก์ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาจนถึงวันที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ ก็เป็นเพียงเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อจะรับอุทธรณ์ของโจทก์เท่านั้น และผลที่สุดศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีสิทธิฎีกาได้อีก แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอรุณี วิรยศิริ
จำเลย — นายกำธร ทิมมุกดา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
มงคล ทับเที่ยง
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8830/2550
#410588
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จะมิได้นำเอกสารไปพิสูจน์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้นำเอกสารนั้นมาพิสูจน์ในชั้นศาลในประเด็นเดียวกับที่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้แล้ว ทั้งข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 ข้อ 15 และข้อ 16 ก็กำหนดให้คู่ความอ้างและส่งเอกสารเป็นพยานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนได้ โดยมิได้บังคับว่าเอกสารนั้นต้องเป็นเอกสารที่ส่งในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฉะนั้น แม้เอกสารที่โจทก์นำมาพิสูจน์ในชั้นศาลจะมิใช่เอกสารที่ได้นำไปพิสูจน์ในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เอกสารนั้นก็รับฟังในชั้นศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค.0822/ (สส.5)/12138 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2542 หนังสือแจ้งภาษีการค้า เลขที่ 4120061/4/000007 และเลขที่ 4120061/4/000008 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2542 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ 4120061/2/100049 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2542 และหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร ที่ 4120061/7/000002 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/148/2545 ถึงเลขที่ สภ.1 (อธ.3)/152/2545 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2545 และลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค.0822/(สส.5)/12138 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2542 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ 4120061/2/100049 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2542 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/148/2545 และเลขที่ สภ.1 (อธ.3)/149/2545 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2545 ให้เจ้าพนักงานประเมินคำนวณผลขาดทุนสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2533 ใหม่ โดยอนุญาตให้โจทก์หักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินจำพวกเครื่องตกแต่ง เครื่องใช้สำนักงานและอุปกรณ์จำนวน 23,293.94 บาท กำหนดดอกเบี้ยจ่ายต้องห้ามสำหรับอาคารที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเงิน 37,593.74 บาท ให้นำดอกเบี้ยจ่ายต้องห้าม 37,593.74 บาท ไปรวมเป็นต้นทุนของอาคารที่จังหวัดเชียงใหม่ และดอกเบี้ยจ่ายต้องห้าม 880,657.25 บาท ไปรวมเป็นต้นทุนของอาคารที่จังหวัดระยองเพื่อคำนวณหักค่าเสื่อมราคา และกำหนดรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) เพียง 48,983.25 บาท แล้วดำเนินการแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิตามผลของการคำนวณ และให้เจ้าพนักงานประเมินคำนวณกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ใหม่ โดยอนุญาตให้โจทก์หักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินรายการต่าง ๆ ตามเอกสารแนบ 2 แผ่นที่ 1 ถึง 4 ท้ายบันทึกคำเบิกความล่วงหน้าปากนางสาวพรศรีทุกรายการ ยกเว้นค่าเสื่อมราคาในส่วนของค่าขนส่ง (มูลค่า 350 บาท) ค่าขนส่ง (มูลค่า 630 บาท) และค่าหลอดไฟ (มูลค่า 408 บาท) ให้นำดอกเบี้ยจ่ายต้องห้ามจำนวน 334,829.31 บาท ไปรวมเป็นต้นทุนของอาคารที่จังหวัดเชียงใหม่ และดอกเบี้ยจ่ายต้องห้ามจำนวน 1,100,701.83 บาท ไปรวมเป็นต้นทุนของอาคารที่จังหวัดระยอง เพื่อคำนวณหักค่าเสื่อมราคาและกำหนดรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) เพียง 118,112.50 บาท แล้วแก้ไขการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 ตามผลของการคำนวณ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เอกสารที่ศาลภาษีอากรกลางใช้ในการวินิจฉัยให้แก้ไขการประเมินล้วนเป็นเอกสารที่จำเลยอ้างส่งศาล ฉะนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์มิได้นำเอกสารที่ศาลภาษีอากรกลางใช้ในการวินิจฉัยไปพิสูจน์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงฟังไม่ขึ้น ประการสำคัญ แม้ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จะมิได้นำเอกสารไปพิสูจน์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้นำเอกสารนั้นมาพิสูจน์ในชั้นศาลในประเด็นเดียวกับที่โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้แล้ว ทั้งข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 ข้อ 15 และข้อ 16 ก็กำหนดให้คู่ความอ้างและส่งเอกสารเป็นพยานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนได้ โดยมิได้บังคับว่าเอกสารนั้นต้องเป็นเอกสารที่ส่งในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฉะนั้น แม้เอกสารที่โจทก์นำมาพิสูจน์ในชั้นศาลจะมิใช่เอกสารที่ได้นำไปพิสูจน์ในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เอกสารนั้นก็รับฟังในชั้นศาลได้ ส่วนจะมีน้ำหนักเพียงใดเป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 20
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไพน์รีสอร์ท จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2550
#419413
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินเป็นไปโดยชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 19 หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการประเมินภาษีอากรว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้ยกขึ้นโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์การประเมิน ก็มีอำนาจยกขึ้นในชั้นพิจารณาของศาลได้

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย นั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์หักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินให้โจทก์ในฐานะผู้จ่ายเงินรับผิดในส่วนที่ขาดได้โดยอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 54 วรรคหนึ่ง และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 โดยเจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 51 ซึ่งเป็นบทบัญญัติโดยเฉพาะอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ในบังคับต้องออกหมายเรียกภายในระยะเวลาและโดยเงื่อนไขตามมาตรา 19 ส่วนกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 และปี 2538 นั้น โจทก์มีหน้าที่ยื่นรายการเพื่อชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นตาม ป.รัษฎากร มาตรา 67 ทวิ ซึ่งหากโจทก์ไม่ยื่นรายการหรือยื่นรายการโดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินให้ชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มได้ทันทีเมื่อพ้นกำหนดยื่นรายการหรือเมื่อโจทก์ยื่นชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้นตาม ป.รัษฎากร มาตรา 67 ตรี โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนตรวจสอบตามมาตรา 19 และ 23 แต่อย่างใด

ในชั้นอุทธรณ์การประเมิน โจทก์อ้างว่าได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องและนำส่งครบถ้วนแล้วแต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินเมื่อโจทก์อ้างในคำฟ้องว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบเพราะโจทก์ได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายถูกต้องและนำส่งครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีสิทธินำพยานหลักฐานเกี่ยวกับเงินสมทบจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมของเจ้าพนักงานของโจทก์มาแสดงว่าได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายและนำส่งถูกต้องครบถ้วนแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่รับวินิจฉัยไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยก่อน โดยโจทก์มี ป. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และ ล. เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงินเบิกความว่า โจทก์ได้นำส่งเงินสมทบจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมของพนักงานโจทก์ตลอดมา ปรากฏตามรายชื่อผู้ประกันตน ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นพนักงานของโจทก์และโจทก์นำส่งเงินสมทบจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมแล้ว แต่ปรากฏว่า ใบเสร็จรับเงินของสำนักงานประกันสังคมไม่ได้แสดงรายการว่าเป็นเงินสมทบของผู้ประกันตนคนใด เป็นพนักงานของโจทก์หรือไม่ และพยานโจทก์ก็มิได้นำสืบอธิบายรายละเอียดให้เห็นได้ว่าหลักฐานการนำส่งเงินสมทบจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมดังกล่าวตรงกับรายชื่อพนักงานของโจทก์ตามแบบที่ยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด. 1 และ ภ.ง.ด. 1 ก การที่เจ้าพนักงานประเมินนำมาประเงินภาษีโจทก์เพิ่มแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่อาจรับฟังได้ดังที่โจทก์อ้าง

ในชั้นตรวจสอบไต่สวนและชั้นพิจารณาอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินให้โจทก์รับผิดตาม ป.รัษฎากร มาตรา 70 ซึ่งบัญญัติว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษีโดยให้ผู้จ่ายหักภาษีเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น โดยบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกำหนดอัตราภาษีตามมาตรา 70 ยกเว้นเฉพาะกรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินมาตรา 40 (4) (ข) ไว้ร้อยละ 15 ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) (4) (ก) (6) ที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยในอัตราร้อยละ 15 จึงชอบแล้ว ที่โจทก์อ้างว่าคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.8/2528 เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินค่าจ้างทำของให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ กำหนดให้โจทก์หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เพียงร้อยละ 5 นั้น คำสั่งดังกล่าวใช้สำหรับการจ่ายเงินให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่โจทก์ก็มิได้ยกขึ้นอ้างในคำฟ้องและทางนำสืบว่าบริษัทต่างประเทศดังกล่าวประกอบกิจการในประเทศไทย คงเพิ่งมายกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้

โจทก์ไม่ได้ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีพร้อมด้วยบัญชีงบดุล บัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุน บัญชีรายรับและรายจ่าย หรือบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายที่มีบุคคลตามมาตรา 3 สัตต ตรวจสอบและรับรองในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวตามมาตรา 68 และ 69 ทั้งได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่าโจทก์ไม่นำส่งสมุดบัญชีและเอกสารประกอบการบันทึกบัญชีหรือเอกสารใดๆ ที่เพียงพอจะแสดงให้รู้ว่าโจทก์มีรายได้และรายจ่ายจำนวนใด จึงไม่อาจคำนวณหากำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิเพื่อประเมินภาษีตามวิธีปกติได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใดๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า จึงชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 71 (1) โดยมิต้องคำนึงว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีดังที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) (ภ.ง.ด. 51) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ถึง 2539 โดยแสดงผลขาดทุนสุทธิทั้งสามรอบระยะเวลาบัญชี แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์ทั้งสามรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใดๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าตามมาตรา 71 (1) แห่ง ป.รัษฎากร เมื่อได้จำนวนภาษีที่ต้องชำระแล้วจึงคำนวณกลับเป็นกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นๆ ซึ่งปรากฏว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ถึง 2539 โดยแสดงผลขาดทุนสุทธิอันเป็นการประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิดังกล่าวโดยไม่มีเหตุสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินให้โจทก์รับผิดเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นๆ จึงชอบแล้ว ส่วนรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 นั้นโจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) โจทก์จึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ทั้งนี้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 67 ตรี วรรคหนึ่ง

การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 88/4 ประกอบมาตรา 91/21 (5) เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินที่จะออกหมายเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษี ผู้ทำการแทน หรือพยาน หรือสั่งให้บุคคลเหล่านั้นนำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาให้ตรวจสอบไต่สวนได้โดยไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้เจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องก่อนจึงจะทำการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะได้ ทั้งกรณีนี้ก็ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรทุกประเภทโดยระบุมาตรา 91/21 แห่ง ป.รัษฎากร ไว้ด้วยแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้ส่งมอบเอกสารหลักฐานให้เจ้าพนักงานประเมิน เมื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพบว่าโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินมีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ได้ตามมาตรา 91/15 (1) และ (3)

เมื่อโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์แล้วไม่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีธุรกิจเฉพาะตามกฎหมาย จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ และการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับสำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่โจทก์คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเป็นคุณแก่โจทก์และเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่จะงดเบี้ยปรับให้

การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) ตามมาตรา 67 ทวิ นั้น เป็นการเรียกเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 โดยภาษีที่ชำระนี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68 ฉะนั้น ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) ที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใดจึงเป็นส่วนหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้นตามมาตรา 68 โดยกฎหมายให้นำภาษีที่ชำระให้ตอนครึ่งปีมาเป็นเครดิตสำหรับภาษีที่ต้องเสียทั้งรอบระยะเวลาบัญชี คำฟ้องที่เกี่ยวกับการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) จึงเป็นข้อหาเดียวที่เกี่ยวข้องกันกับภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้นๆ แม้จะมีการประเมินแต่เงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี ก็ตาม การที่ศาลภาษีอากรกลางเรียกค่าขึ้นศาลเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งครึ่งปีและเต็มปีในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีเป็นแต่ละข้อหาและเมื่อรวมกันแล้วเกินกว่า 200,000 บาท จึงไม่ชอบและเห็นควรให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมาด้วย อนึ่ง โจทก์ยังไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลสำหรับการอุทธรณ์คำสั่งศาลภาษีอากรกลางดังกล่าวซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในส่วนนี้อีก 200 บาท ตามราราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 24

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือที่ 2007170/1/101674, ที่ 2007170/2/100149 ถึง 2007170/2/100157 และเลขที่ 2007170/6/100094 ลงวันที่ 7 เมษายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2 (อธ.3.2)/22.10/12/45 และเลขที่ สภ.2 (อธ.3.2)/22.41/12.45 ลงวันที่ 24 เมษายน 2545 และงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาเรื่องการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินเป็นไปโดยชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 19 หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการประเมินภาษีอากรว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้ยกขึ้นโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์การประเมิน ก็มีอำนาจยกขึ้นในชั้นพิจารณาของศาลได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้ให้โจทก์ตามคำฟ้องจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยก่อน ซึ่งโจทก์อุทธรณ์เฉพาะการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่ จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 และ 2538 ว่า เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยไม่ปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินให้โจทก์ในฐานะผู้จ่ายเงินรับผิดในส่วนที่ขาดได้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 54 วรรคหนึ่ง และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 โดยเจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งให้โจทก์ส่งพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 51 ซึ่งเป็นบทบัญญัติโดยเฉพาะอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ในบังคับที่ต้องออกหมายเรียกภายในระยะเวลาและโดยเงื่อนไขตามมาตรา 19 ส่วนกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 และปี 2538 นั้น โจทก์มีหน้าที่ยื่นรายการเพื่อชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ทวิ ซึ่งหากโจทก์ไม่ยื่นรายการหรือยื่นรายการโดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินให้ชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มได้ทันทีเมื่อพ้นกำหนดยื่นรายการหรือเมื่อโจทก์ยื่นชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ตรี โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกโจทก์มาไต่สวนตรวจสอบตามมาตรา 19 และ 23 แต่อย่างใด

ในชั้นอุทธรณ์การประเมินโจทก์อ้างว่าได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายไว้ถูกต้องและนำส่งครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมิน เมื่อโจทก์อ้างในคำฟ้องว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบเพราะโจทก์ได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายถูกต้องและนำส่งครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีสิทธินำพยานหลักฐานเกี่ยวกับเงินสมทบจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมของพนักงานของโจทก์มาแสดงว่าได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายและนำส่งถูกต้องครบถ้วนแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยก่อน โดยโจทก์มีนายประดิษฐ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และนางละเมียดเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีและการเงิน เบิกความว่าโจทก์ได้นำส่งเงินสมทบจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมของพนักงานโจทก์ตลอดมาเป็นรายชื่อผู้ประกันตนซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นพนักงานของโจทก์และโจทก์นำส่งเงินสมทบจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมแล้ว แต่ปรากฏว่าใบเสร็จรับเงินของสำนักงานประกันสังคมไม่ได้แสดงรายการว่าเป็นเงินสมทบของผู้ประกันตนคนใด เป็นพนักงานของโจทก์หรือไม่ และพยานโจทก์ก็มิได้นำสืบอธิบายรายละเอียดให้เห็นได้ว่าหลักฐานการนำส่งเงินสมทบจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมดังกล่าวตรงกับรายชื่อพนักงานโจทก์ตามแบบยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1 ก ที่เจ้าพนักงานประเมินนำมาประเมิน ภาษีโจทก์เพิ่มแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่อาจรับฟังได้ดังที่โจทก์อ้าง

ในชั้นตรวจสอบไต่สวนและชั้นพิจารณาอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินให้โจทก์รับผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ซึ่งบัญญัติว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น โดยบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกำหนดอัตราภาษีตามมาตรา 70 ยกเว้นเฉพาะกรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) ไว้ร้อยละ 15 ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) (4) (ก) (6) ที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยในอัตราร้อยละ 15 จึงชอบแล้ว ที่โจทก์อ้างว่าคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.8/2528 เรื่อง การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินค้าจ้างทำของให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ กำหนดให้โจทก์หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายเพียงร้อยละ 5 นั้น คำสั่งดังกล่าวใช้สำหรับการจ่ายเงินให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศที่ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่โจทก์มิได้ยกขึ้นอ้างในคำฟ้องและทางนำสืบว่า บริษัทต่างประเทศดังกล่าวประกอบกิจการในประเทศไทยคงเพิ่งมายกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้

ประมวลรัษฎากร มาตรา 71 (1) บัญญัติไว้ว่าในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือมิได้ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 17 และมาตรา 68 ทวิ หรือไม่นำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 หรือมาตรา 23 เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใดๆ ของรอบระยะเวลาบัญชี แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ส่วนคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.78/2541 เรื่องขอบเขตการใช้อำนาจตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 4 ระบุว่า กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดเพื่อทำการตรวจสอบภาษีอากรตามมาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากร และสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นนำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการตรวจสอบด้วย ให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 24 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมทั้งเบี้ยปรับ 2 เท่าของจำนวนเงินภาษีอากรที่ต้องชำระตามมาตรา 26 แห่งประมวลรัษฎากร หรือจะทำการประเมินภาษีเงินได้ตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ก็ได้ แล้วแต่ว่าภาษีตามวิธีใดจะมีจำนวนมากกว่า เมื่อปรากฏว่าโจทก์มิได้ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีพร้อมด้วยบัญชีงบดุล บัญชีทำการและบัญชีกำไรขาดทุน บัญชีรายรับรายจ่ายหรือบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายที่มีบุคคลตามมาตรา 3 สัตต ตรวจสอบและรับรองในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวตามมาตรา 68 และ 69 ทั้งได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า โจทก์ไม่นำส่งสมุดบัญชีและเอกสารประกอบการบันทึกบัญชีหรือเอกสารใดๆ ที่เพียงพอจะแสดงให้รู้ว่าโจทก์มีรายได้และรายจ่ายจำนวนเท่าใดจึงไม่อาจคำนวณหากำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิเพื่อประเมินภาษีตามวิธีปกติได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรวมรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใดๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าจึงชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 71 (1) ประกอบกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.78/2541 แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีดังที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) (ภ.ง.ด.51) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ถึง 2539 โดยแสดงผลขาดทุนสุทธิทั้งสามรอบระยะเวลาบัญชี แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ฉะนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์ทั้งสามรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใดๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อได้จำนวนภาษีที่ต้องชำระแล้วจึงคำนวณกลับเป็นกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นๆ ซึ่งปรากฏว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2537 ถึง 2539 โดยแสดงผลขาดทุนสุทธิอันเป็นการประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินให้โจทก์รับผิดเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นๆ จึงชอบแล้ว ส่วนแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2540 นั้น โจทก์ไม่ได้ยื่น โจทก์จึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 ของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ทั้งนี้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ตรี วรรคหนึ่ง

การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 88/4 ประกอบมาตรา 91/21 (5) เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานประเมินที่จะออกหมายเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษี ผู้ทำการแทนหรือพยาน หรือสั่งให้บุคคลเหล่านั้นนำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาให้ตรวจสอบไต่สวนได้ โดยไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้เจ้าพนักงานประเมินต้องแจ้งให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องก่อนจึงจะทำการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะได้ ทั้งกรณีนี้ก็ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรทุกประเภทโดยระบุมาตรา 91/21 แห่งประมวลรัษฎากรไว้ด้วยแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้ส่งมอบเอกสารหลักฐานให้เจ้าพนักงานประเมิน เมื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพบว่าโจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินมีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ได้ตามมาตรา 91/15 (1) และ (3) แห่งประมวลรัษฎากร

เมื่อโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์แล้วไม่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีธุรกิจเฉพาะตามกฎหมาย จึงต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ และการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับสำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่โจทก์คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายเป็นคุณแก่โจทก์และเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่จะงดเบี้ยปรับให้

การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร นั้น เป็นการเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 โดยภาษีที่ชำระหนี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 68 ฉะนั้น ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) ที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใดจึงเป็นจำนวนหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้นตามมาตรา 68 โดยกฎหมายให้นำภาษีที่ชำระให้ตอนครึ่งปีมาเป็นเครดิตสำหรับภาษีที่ต้องเสียทั้งรอบระยะเวลาบัญชี คำฟ้องที่เกี่ยวกับการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) จึงเป็นข้อหาเดียวเกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้นๆ แม้จะมีการประเมินแต่เงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี ก็ตาม การที่ศาลภาษีอากรกลางเรียกค่าขึ้นศาลเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งครึ่งปีและเต็มปีในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีเป็นแต่ละข้อหาและเมื่อรวมกันแล้วเกินกว่า 200,000 บาท จึงไม่ชอบ และเห็นควรให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมาด้วย อนึ่ง โจทก์ยังไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลสำหรับการอุทธรณ์คำสั่งศาลภาษีอากรกลางดังกล่าว ซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลในส่วนนี้อีก 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 24 จึงให้โจทก์ชำระเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในศาลภาษีอากรกลางและในชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมาแก่โจทก์ โดยให้หักค่าขึ้นศาลสำหรับการอุทธรณ์คำสั่งศาลภาษีอากรกลางไว้ 200 บาท ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 23 ม. 24 ม. 26 ม. 51 ม. 54 ม. 67 ทวิ ม. 67 ตรี ม. 68 ม. 69 ม. 70 ม. 91 (1) ม. 88/4 ม. 91/15 (1) (3) ม. 91/21 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 24 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรงแรมกรุงเทพธานี จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8812/2550
#412658
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยึดรถยนต์พิพาทจากบ้านของโจทก์ไปไว้ที่บริษัทจำเลย ไม่ได้ความว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อก่อน กลับได้ความว่าในวันดังกล่าวฝ่ายโจทก์นำค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่จำเลยจำนวนหนึ่ง จำเลยก็รับไว้ การที่จำเลยยึดรถยนต์พิพาทจากโจทก์ในระหว่างการเช่าซื้อถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อจำเลยย่อมไม่มีสิทธิริบเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาเช่าซื้อ

หลังจากที่จำเลยยึดรถยนต์พิพาทคืนไปจากโจทก์แล้ว โจทก์มีหนังสือให้จำเลยคืนเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อทั้งหมดให้แก่โจทก์ จึงถือว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาต่อจำเลย สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน ผลแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวคู่สัญญาจะต้องกลับสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินที่ได้รับตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ และโจทก์ต้องรับผิดในค่าขาดประโยชน์ของจำเลยในระหว่างที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 427,850 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กันยายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยชำระในทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยในราคา 1,049,000 บาท โดยชำระเงินดาวน์ในวันทำสัญญา 140,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระรวม 60 งวด งวดละเดือน เดือนละ 15,150 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มกราคม 2539 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 25 ของเดือนจนกว่าจะครบ นับแต่วันทำสัญญาโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยเรื่อยมารวมเป็นเงิน 427,850 บาท ในวันที่ 18 สิงหาคม 2540 ฝ่ายโจทก์นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่จำเลยอีกจำนวนหนึ่งและในวันดังกล่าวเวลาบ่ายรถยนต์พิพาทไปจอดอยู่ที่บริษัทจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงิน 110,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ในวันที่ 18 สิงหาคม 2540 โจทก์นำรถยนต์พิพาทไปซ่อมที่บริษัทจำเลยแล้วไม่ไปรับรถยนต์พิพาทคืน หรือจำเลยยึดรถยนต์พิพาทไปไว้ที่บริษัทจำเลย ตามรูปคดีรับฟังได้ว่าในวันที่ 18 สิงหาคม 2540 จำเลยยึดรถยนต์พิพาทจากบ้านของโจทก์ไปไว้ที่บริษัทจำเลย ข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่าจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ก่อนที่จะไปยึดรถยนต์พิพาท กลับได้ความว่าในวันดังกล่าวฝ่ายโจทก์นำเงินค่าเช่าซื้อไปชำระให้แก่จำเลยจำนวนหนึ่ง ซึ่งจำเลยก็รับไว้ การที่จำเลยไปยึดรถยนต์พิพาทจากโจทก์ในระหว่างการเช่าซื้อจึงถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยย่อมไม่มีสิทธิริบเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาเช่าซื้อ และหลังจากที่จำเลยยึดรถยนต์พิพาทคืนไปจากโจทก์แล้ว โจทก์มีหนังสือให้จำเลยคืนเงินดาวน์และค่าเช่าซื้อทั้งหมดให้แก่โจทก์ จึงถือว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาต่อจำเลย สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน ผลแห่งการเลิกสัญญาดังกล่าวคู่สัญญาจะต้องกลับสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินที่ได้รับตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่โจทก์ และโจทก์ก็ต้องรับผิดในค่าขาดประโยชน์ของจำเลยในระหว่างที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์พิพาทของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 คิดคำนวณแล้วพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินทุนทรัพย์ 110,000 บาท และค่าขึ้นศาลอนาคตแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาในส่วนที่มิได้คืนให้เป็นพับ โจทก์แก้ฎีกาเองจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 วรรคหนึ่ง ม. 391 ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณัฐวุฒิ อุดมทรัพย์
จำเลย — บริษัทโค้วยู่ฮะร้อยเอ็ด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายสุมิตร ดวงสีดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สมศักดิ์ เนตรมัย
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8809/2550
#417019
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งให้งดสืบพยานก่อนที่ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากคู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นภายหลังจะต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 226 เมื่อโจทก์มีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวได้แต่มิได้โต้แย้งคัดค้าน จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์

การที่โจทก์แถลงต่อศาลภาษีอากรกลางว่า โจทก์ยินยอมชำระภาษีตามที่เจ้าพนักงานประเมินและได้ผ่อนชำระจนเหลือเพียงงวดสุดท้ายแล้วแต่ยังคงติดใจอยู่เพียงประเด็นเดียวคือ ประสงค์จะขอให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ จึงถือว่าโจทก์ได้สละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมด ดังนั้น การที่โจทก์อุทธรณ์ประเด็นอื่น จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรกรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้ลดหรืองดเบี้ยปรับจำนวน 219,189.60 บาท และลดหรืองดเงินเพิ่มจำนวน 219,189.60 บาท กับแก้ไขภาษีส่วนท้องถิ่นลงอีกจำนวน 43,837.90 รวมเป็นเงินจำนวน 482,217.10 บาท

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งให้งดสืบพยานก่อนที่ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากคู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นในภายหลังจะต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 เมื่อปรากฏว่าศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2549 และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 เวลา 13.30 นาฬิกา โจทก์และทนายโจทก์ทราบคำสั่งในวันดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาก่อนที่ศาลภาษีอากรกลางจะอ่านคำพิพากษาย่อมมีเวลามากเพียงพอที่โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งนั้นได้ตามกฎหมาย แต่ก็หาได้มีการโต้แย้งคัดค้านไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องโจทก์เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์แถลงต่อศาลภาษีอากรกลางว่า โจทก์ยินยอมชำระภาษีตามที่เจ้าพนักงานประเมินและได้ผ่อนชำระจนเหลือเพียงงวดสุดท้ายแล้ว แต่ยังคงติดใจอยู่เพียงประเด็นคือประสงค์ขอให้ศาลงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ จึงถือว่าโจทก์ได้สละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมดยกเว้นประเด็นที่ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ดังนี้ ประเด็นที่ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องโจทก์เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่และมีเหตุอันควรงดหรือลดภาษีท้องถิ่นหรือไม่ จึงเป็นข้อที่ไม่มีการยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไปพบเจ้าพนักงานโดยให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานมากน้อยเพียงใดและเอกสารที่โจทก์ส่งมอบประกอบไปด้วยเอกสารใดบ้าง อีกทั้งการที่โจทก์สละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมดยกเว้นประเด็นที่ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยโจทก์ยินยอมชำระค่าภาษีที่ขาดตามจำนวนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยไว้ อันถือว่าโจทก์ยอมรับว่าโจทก์มียอดรายรับที่แท้จริงจากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้อง 16,156,320 บาท ซึ่งเป็นราคาประเมินอันเป็นฐานในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวจากยอดรายรับเพียง 8,850,000 บาท ซึ่งต่ำกว่ายอดรายรับที่โจทก์ยอมรับเองในชั้นพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางเป็นจำนวนมากเกือบเท่าตัว ส่อให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษีมาแต่เดิมกรณีจึงไม่มีเหตุอันควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 226
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ฟฟิเชียน จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8808/2550
#417015
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ กำหนดให้คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ และมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือน ฯ กำหนดให้คำชี้ขาดของอธิบดีกรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาลให้แจ้งไปยังผู้ร้องเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้น คำชี้ขาดดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่จะต้องทำเป็นหนังสือและต้องทำให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 37 คือต้องจัดให้มีเหตุผลและเหตุผลต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ ซึ่งตามใบแจ้งคำชี้ขาดระบุเพียงว่า จำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินยืนตามที่จำเลยที่ 1 ประเมิน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีเหตุผลอย่างไรที่วินิจฉัยยืนตามการประเมินของจำเลยที่ 1 คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด และไม่เข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องแสดงเหตุผลตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 37 วรรคสาม (2) ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีกจึงขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 37 แม้มาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ บัญญัติเพียงว่าคำชี้ขาดให้แจ้งไปยังผู้ร้องเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมิได้บังคับว่าต้องให้เหตุผล แต่ตามมาตรา 3 วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า วิธีปฏิบัติราชการปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะแล้ว และมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม หรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ คำชี้ขาดตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ เป็นวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองอย่างหนึ่ง และเป็นคำสั่งทางปกครองที่ต้องทำเป็นหนังสือและต้องให้เหตุผลไว้ด้วยตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 37 แต่มาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตราฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ มาตรา 37 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่แล้ว คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 3 วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ฯ เมื่อคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุผลตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 37 คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 1,945,513.77 บาท ให้แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันพ้นกำหนด 3 เดือน เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) สำหรับห้างสรรพสินค้าของโจทก์ซึ่งเป็นคดีพิพาทนี้ จำเลยที่ 1 ทำการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับพื้นที่ส่วนที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการเองโดยถือค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วเป็นเกณฑ์ในการประเมิน ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และส่วนพื้นที่ให้เช่านั้นจำเลยที่ 1 ได้ประเมินค่ารายปีตามสัญญาเช่าที่โจทก์แจ้งไว้ในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดให้ยืนตามการประเมินของจำเลยที่ 1 การประเมินและคำชี้ขาดดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่โจทก์นำพื้นที่บางส่วนของห้างสรรพสินค้าของโจทก์ให้บุคคลอื่นใช้ประโยชน์เป็นการชั่วคราวย่อมถือว่าเป็นการมอบพื้นที่ให้บุคคลอื่นใช้ประโยชน์ อันเป็นการเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 แล้ว โจทก์เป็นผู้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โดยแสดงรายละเอียดการใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ของอาคารห้างสรรพสินค้ารวมทั้งพื้นที่ที่ให้เช่า และได้แสดงเหตุผลในการคัดค้านการประเมินและการร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่อย่างละเอียด แสดงว่าโจทก์ได้ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อกฎหมายที่สนับสนุนการใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ดีอยู่แล้ว จึงเป็นเหตุผลที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีกตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 การประเมินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ของจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า คำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาของประเมินใหม่ของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นั้น คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ และตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 กำหนดให้คำชี้ขาดของอธิบดีของกรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาลนั้นให้แจ้งไปยังผู้ร้องเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้น คำชี้ขาดดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่จะต้องทำเป็นหนังสือ และต้องทำให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 คือต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย และเหตุผลนั้นต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ แต่ตามใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับพิพาทระบุเพียงว่า จำเลยที่ 2 มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยยืนตามที่จำเลยที่ 1 ประเมินเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีเหตุผลอย่างไรที่วินิจฉัยยืนตามการประเมินของจำเลยที่ 1 ดังนั้นคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงไม่ปรากฏเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นที่ไม่ต้องแสดงเหตุผลตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 วรรคสาม (2) ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 37 โดยชัดแจ้ง ย่อมเป็นการไม่ชอบ แม้มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติเพียงว่าคำชี้ขาดให้แจ้งไปยังผู้ร้องเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมิได้บังคับว่าต้องให้เหตุผลไว้ก็ตาม แต่ตามมาตรา 3 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะแล้ว และมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม หรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งการทำคำชี้ขาดตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ก็เป็นวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองอย่างหนึ่ง และเป็นคำสั่งทางปกครองที่ต้องทำเป็นหนังสือและต้องให้เหตุผลไว้ด้วย ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 แต่คำชี้ขาดตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เพียงแต่ให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมิได้ระบุว่าต้องให้เหตุผล จึงเห็นได้ว่า บทบัญญัติตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่แล้ว คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 3 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 จำเลยที่ 2 จึงจะต้องใช้หลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แทน เมื่อคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุผลตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น และกรณีต้องให้จำเลยที่ 2 ทำคำวินิจฉัยให้ถูกต้องเสียก่อน เมื่อมีคำวินิจฉัยโดยชอบแล้ว หากโจทก์ไม่เห็นด้วยจึงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลต่อไป ในชั้นนี้ยังไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นตามอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 1 เลขที่ 30 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2548 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีตามฟ้องจำนวน 1,945,513.77 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ใช้ดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่ครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด
จำเลย — เทศบาลนครเชียงใหม่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ