คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4396/2565
#697167
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 มีเจตนาเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นการไม่ชอบ และการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอีกบทหนึ่งด้วย โดยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ปรับบทกฎหมายลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ด้วยทั้งที่โจทก์บรรยายฟ้องและจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนจำเลยที่ 2 ความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยที่ 2 มีเจตนาเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ เล่นการพนัน และฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบห้าตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 7, 9, 18, 19 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสิบห้าจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 10, 12 (2), 15 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2)), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 1,800 บาท ฐานร่วมเล่นการพนัน ปรับจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 2,000 บาท ฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (ที่ถูก ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน) ปรับจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 5,000 บาท จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน คงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 900 บาท ฐานร่วมเล่นการพนัน ปรับจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 1,000 บาท ฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (ที่ถูก ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน) ปรับจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 2,500 บาท รวมจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 4,400 บาท จำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 ปรับคนละ 3,500 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสิบห้าจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีแรงงานภาค 7 รักษาการในตำแหน่งอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่ปรับ และไม่จ่ายสินบนนำจับในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนัน เป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,000 บาท เมื่อรวมกับโทษของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (ที่ถูก ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน) ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 3,500 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่นพนันไฮโลว์เอาทรัพย์สินกัน โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 ร่วมเล่นพนันด้วย ถือว่ามีผู้เล่นจำนวนมาก มีลักษณะเป็นการเล่นพนันวงใหญ่ ก่อให้เกิดการลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุขอันเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมตามมาอีกหลายประการส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งขณะเกิดเหตุมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ห้ามมิให้มีการร่วมชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัด อันจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด - 19) หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง โทษจำคุกในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดมาก่อนลดโทษให้นั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 1 ของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2554 จำเลยที่ 1 ถูกศาลลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2861/2552 ของศาลจังหวัดราชบุรี โดยจำเลยที่ 1 ได้รับการพักการลงโทษเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2557 แล้วจำเลยที่ 1 มากระทำความผิดในคดีนี้ กรณีจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 มีเจตนาเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นการไม่ชอบ และการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอีกบทหนึ่งด้วย โดยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ปรับบทกฎหมายลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ด้วยทั้งที่โจทก์บรรยายฟ้องและจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนจำเลยที่ 2 ความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยที่ 2 มีเจตนาเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ เล่นการพนัน และฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 15 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 15 คนละ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 2,500 บาท และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อีกบทหนึ่งด้วย อันเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ให้ลงโทษฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน 15 วัน และปรับ 2,500 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ฐานร่วมกันเล่นการพนัน และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสิบห้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกคำขอให้จำเลยทั้งสิบห้าจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 10 ม. 12 (2) ม. 18
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 วรรคหนึ่ง (2) ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายชัยวัฒน์ ศิริวัฒนกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุพจน์ กิตติรักษนนท์
ชื่อองค์คณะ
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4395/2565
#689610
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งยี่สิบสองมีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง และมาตรา ๒๒๕ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๒๒ ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๓ และมาตรา ๒๒๕ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 7, 9, 18, 19 ริบของกลางและจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบสองมีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 7, 9, 18, 19 (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18) พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (2)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91) ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปรับคนละ 5,000 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 จำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ปรับคนละ 1,600 บาท จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน คงปรับคนละ 2,500 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 คงปรับคนละ 800 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน 15 วัน และปรับ 3,500 บาท รวมปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 คนละ 3,300 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งยี่สิบสองจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยที่ 1 ให้จำคุก 1 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 จำคุกคนละ 1 เดือน อีกสถานหนึ่ง และฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 จำคุก 3 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งยี่สิบสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน คงจำคุกคนละ 15 วัน ฐานร่วมกันเล่นการพนัน จำเลยที่ 1 จำคุก 1 เดือน 15 วัน ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 คงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน และปรับคนละ 1,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำเลยที่ 1 ให้จำคุก 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ให้จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 3,500 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในระยะเวลา 1 ปี และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ร่วมเล่นการพนันไฮโลว์โดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 กับพวกที่หลบหนีร่วมเล่นการพนัน ซึ่งมีลักษณะเป็นการเล่นพนันวงใหญ่ เป็นการมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุข อันเป็นบ่อเกิดของปัญหาสังคมตามมาอีกหลายประการ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนส่วนรวม โดยมุ่งหวังประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว ทั้งขณะเกิดเหตุมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ห้ามมิให้มีการร่วมชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัดอันจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด - 19) หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีเหตุผลความจำเป็นส่วนตัวตามที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามศาลฎีกาเห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งยี่สิบสองมีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบสองจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสองเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขังแทนมีกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 จำคุกคนละ 1 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 15 วัน และปรับคนละ 2,500 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่คุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 22 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุดรธานี
จำเลย — นาง ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นางสาวสาวิตรี งามวิทยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายนภดล ลัญฉเวโรจน์
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4393/2565
#691188
เปิดฉบับเต็ม

เหตุคดีนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง โดยขณะเกิดเหตุได้มีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2563 ข้อ 3 กำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งนี้ ภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงประกาศกำหนด ประกาศคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ที่ 1/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 3 มกราคม 2564 ได้กำหนดให้จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 7 มกราคม 2564 ข้อ 2 ห้ามมิให้มีการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค หรือการกระทำอันเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน หรือการกลั่นแกล้งเพื่อแพร่โรค ณ ที่ใด ๆ ทั่วราชอาณาจักร และข้อ 3 ห้ามมิให้มีการชุมนุม หรือการทำกิจกรรมที่มีการรวมคนที่มีความแออัดในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากและมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้โดยง่าย ซึ่งมีประกาศหรือคำสั่งให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด เว้นแต่การทำกิจกรรมโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นกิจกรรมในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นสถานที่กักกันโรคโดยมีมาตรการทางสาธารณสุขรองรับ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด แม้ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะมีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2564 และคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ที่ 19/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2564 ออกใช้บังคับในภายหลัง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ได้มีการกำหนดให้ยกเลิกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 15) ที่ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยแต่อย่างใด เพียงแต่ปรับปรุงเขตพื้นที่จังหวัดจำแนกตามระดับพื้นที่สถานการณ์ รวมทั้งปรับเกณฑ์การพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับแผนการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยว โดยในข้อ 2 ยังคงกำหนดห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ห้ามจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลเพื่อลดความเสี่ยงในการติดต่อสัมผัสกันที่สามารถแพร่โรคได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ที่จะพิจารณาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จัดกิจกรรมและสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยกำหนดปรับปรุงเฉพาะเรื่องจำนวนบุคคลที่เข้ารวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมจำแนกตามเขตพื้นที่สถานการณ์ ซึ่งพื้นที่ควบคุมสูงสุด ห้ามการจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่าสองร้อยคนเท่านั้น แต่ยังกำหนดไว้ในข้อ 2 วรรคสอง ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัด หรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงประกาศกำหนดอยู่เช่นเดิม ทั้งตามคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ที่ 19/2564 ก็ยังคงกำหนดให้จังหวัดระยองที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดเช่นเดียวกัน ดังนั้นข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ที่ออกใช้บังคับภายหลังจึงหาได้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงมีความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งเก้ามีเจตนาจัดให้มีการเล่นการพนัน โดยประกาศโฆษณาชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันและฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งเก้าจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งเก้าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 39, 40, 44, 45, 46, 47, 83, 91 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 ห้ามมิให้จำเลยทั้งเก้าออกนอกเคหสถาน หรือห้ามเข้าเขตกำหนด หรือห้ามไม่ให้เข้าไปในท้องที่หรือสถานที่ที่กำหนด หรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งเก้าทำทัณฑ์บนโดยกำหนดจำนวนเงินไม่เกินห้าหมื่นบาท โดยจะมีคำสั่งให้มีประกันด้วยหรือไม่ก็ได้ และหากจำเลยทั้งเก้าไม่ยอมทำทัณฑ์บนหรือหาประกันไม่ได้ ให้มีคำสั่งกักขังจำเลยทั้งเก้าไว้จนกว่าจะทำทัณฑ์บนหรือหาประกันได้ ริบของกลางทั้งหมด และให้จำเลยทั้งเก้าจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมายจำเลยทั้งเก้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเก้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (2) (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 4 ทวิ วรรคหนึ่ง, 12 (1) (2)) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) (ที่ถูก มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2)), 18 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งเก้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน (ที่ถูก การกระทำของจำเลยทั้งเก้าเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 12 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุม จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 10 เดือน จำเลยทั้งเก้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 5 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุม จำคุกคนละ 1 เดือน ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกคนละ 15 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันกำถั่วและหวยออนไลน์ เป็นจำคุกคนละ 2 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฎีกาในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและประกาศโฆษณาชักชวนให้ผู้อื่นเข้าร่วมเล่นการพนัน และมิได้เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารของกลาง ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 ฎีกาในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นเพียงลูกจ้าง ไม่ทราบว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของเว็บไซต์เล่นการพนัน สถานที่เกิดเหตุมีพื้นที่ใหญ่พอสมควรไม่ได้แออัด ขณะถูกจับกุมจำเลยทั้งเก้าอยู่คนละห้องแยกจากกันไม่มีบุคคลอื่นมามั่วสุมนั้น มีลักษณะเป็นการฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ไม่ได้กระทำความผิดในข้อหาตามฟ้องโจทก์ อันเป็นการขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นความผิดฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง โดยขณะเกิดเหตุได้มีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 15) ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2563 ข้อ 3 กำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งนี้ ภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงประกาศกำหนด ประกาศคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ที่ 1/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 3 มกราคม 2564 ได้กำหนดให้จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 7 มกราคม 2564 ข้อ 2 ห้ามมิให้มีการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค หรือการกระทำอันเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน หรือการกลั่นแกล้งเพื่อแพร่โรค ณ ที่ใด ๆ ทั่วราชอาณาจักร และข้อ 3 ห้ามมิให้มีการชุมนุม หรือการทำกิจกรรมที่มีการรวมคนที่มีความแออัดในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากและมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้โดยง่าย ซึ่งมีประกาศหรือคำสั่งให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด เว้นแต่การทำกิจกรรมโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นกิจกรรมในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นสถานที่กักกันโรคโดยมีมาตรการทางสาธารณสุขรองรับ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด แม้ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะมีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2564 และคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ที่ 19/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2564 ออกใช้บังคับในภายหลัง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ได้มีการกำหนดให้ยกเลิกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 15) ที่ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัดหรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยแต่อย่างใด เพียงแต่ปรับปรุงเขตพื้นที่จังหวัดจำแนกตามระดับพื้นที่สถานการณ์ รวมทั้งปรับเกณฑ์การพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับแผนการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยว โดยในข้อ 2 ยังคงกำหนดห้ามจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ห้ามจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลเพื่อลดความเสี่ยงในการติดต่อสัมผัสกันที่สามารถแพร่โรคได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ที่จะพิจารณาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จัดกิจกรรมและสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยกำหนดปรับปรุงเฉพาะเรื่องจำนวนบุคคลที่เข้ารวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมจำแนกตามเขตพื้นที่สถานการณ์ ซึ่งพื้นที่ควบคุมสูงสุด ห้ามการจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่าสองร้อยคนเท่านั้น แต่ยังกำหนดไว้ในข้อ 2 วรรคสอง ห้ามมิให้มีการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัด หรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงประกาศกำหนดอยู่เช่นเดิม ทั้งตามคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ที่ 19/2564 ก็ยังคงกำหนดให้จังหวัดระยองที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดเช่นเดียวกัน ดังนั้นข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 37) ที่ออกใช้บังคับภายหลังจึงหาได้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงมีความผิดฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ข้อสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ หลายประเภทตามบัญชี ก. บัญชี ข. และการเล่นพนันอื่นใดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 โดยการโฆษณาประกาศชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันเอาทรัพย์สินกันทางอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย และเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ของกลางเป็นอุปกรณ์เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร เป็นจำนวนมากหลายรายการ ทั้งยังได้ความจากฎีกาของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 9 ว่ามีการแบ่งหน้าที่กันทำประจำแต่ละห้องคล้ายบ่อนคาสิโน ซึ่งมีลักษณะเป็นการจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์รายใหญ่และกระทำเป็นขบวนการ เป็นการมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุข โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน อันเป็นบ่อเกิดของปัญหาสังคมและอาชญากรรมร้ายแรงอื่น ๆ ตามมาอีกหลายประการ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนส่วนรวม โดยมุ่งหวังประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว ทั้งขณะเกิดเหตุมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ห้ามมิให้มีการร่วมชุมนุม ทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัดอันจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ฟังขึ้นบางส่วน และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งเก้ามีเจตนาจัดให้มีการเล่นพนัน โดยประกาศโฆษณาชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันและฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งเก้าจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งเก้าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยทั้งเก้าเป็นกักขังแทน มีกำหนดคนละ 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงระยอง
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงระยอง — นายสันติสุข ทิพย์สุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
กีรติ เชียงปวน
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4391/2565
#688904
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นบิดาเลี้ยงของผู้เสียหายบังคับกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและมิใช่ภริยาของจำเลย โดยข่มขู่ผู้เสียหายว่าห้ามนำเรื่องไปบอกใคร มิฉะนั้นจะให้อมอวัยวะเพศของจำเลยตลอดชีวิต พฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยกระทำการในลักษณะที่ตนมีอำนาจบังคับเหนือผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย โดยผู้เสียหายต้องมีความยำเกรงเชื่อฟังกระทำตามคำสั่งของจำเลย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใดของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 285, 309 นับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.701/2563 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285, 309 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด รวม 3 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 10 ปี 8 เดือน ฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด รวม 3 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 33 ปี 24 เดือน นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.701/2563 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง ป. เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 7 ปีเศษ เป็นบุตรของนาย บ. กับนางสาว อ. ต่อมาเมื่อต้นปี 2560 นาย บ. กับนางสาว อ. ได้เลิกร้างต่อกัน หลังจากนั้นในเดือนเมษายน 2561 นางสาว อ. แต่งงานกับจำเลย และพักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเกิดเหตุ พร้อมด้วยผู้เสียหายและเด็กหญิง ย. ซึ่งเป็นพี่น้องฝาแฝดกับผู้เสียหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุเพียงปากเดียวมาเบิกความเรื่องนี้ก็มีเหตุผลน่าเชื่อถือ เพราะการเบิกความของพยานปากนี้เป็นเรื่องตรงไปตรงมา และสามารถเบิกความถึงเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยกระทำชำเราได้เป็นขั้นตอนตามลำดับ ปราศจากการปรุงแต่งตามภาษาเด็กที่ไร้เดียงสา โดยไม่มีพิรุธว่าจะมีผู้ใดมาเสี้ยมสอนเพื่อให้บิดเบือนข้อเท็จจริงแต่ประการใด ถ้าผู้เสียหายไม่ถูกจำเลยกระทำชำเราจริง ก็คงไม่กล้านำเหตุการณ์ที่น่าอับอายมากนั้นแกล้งใส่ร้ายจำเลยซึ่งเป็นบิดาเลี้ยงของตนให้ต้องรับโทษทางอาญา ซึ่งตามปกติแล้วผู้เสียหายต้องให้ความเคารพยำเกรงจำเลยเพราะเป็นหัวหน้าครอบครัวและเป็นผู้ดูแลผู้เสียหาย จึงไม่มีเหตุผลใดที่ผู้เสียหายจะเบิกความเพื่อปรักปรำจำเลย อีกทั้งจุดเริ่มต้นการดำเนินคดีแก่จำเลยก็ได้ความจากนาย ว. ซึ่งเป็นตาของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหาย เด็กหญิง ย. และเด็กหญิง พ. มาหานาย ว. โดยเด็กหญิง พ. เล่าให้ฟังว่า จำเลยให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศให้ นาย ว. จึงถามผู้เสียหายอีกครั้งว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นความจริง นาย ว. จึงไปแจ้งเรื่องดังกล่าวให้ผู้ใหญ่บ้านทราบ และยังได้บอกให้บิดาและมารดาของผู้เสียหายทราบด้วย ผู้ใหญ่บ้านแนะนำนาย ว. ให้ปรึกษาเรื่องดังกล่าวกับกำนัน ต่อมากำนันได้สอบถามผู้เสียหาย และผู้เสียหายก็ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง จากนั้นนาย ว. พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้เสียหาย เด็กหญิง ย. และเด็กหญิง พ. ได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรบึงสามพันเพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ดังนี้ย่อมเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายได้ว่า ผู้เสียหายได้ยืนยันต่อนาย ว. ผู้ใหญ่บ้าน และกำนันมาโดยตลอดว่าจำเลยให้ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศให้รวม 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังได้ความจากพนักงานสอบสวนว่า ชั้นสอบสวนได้มีการสอบคำให้การผู้เสียหายต่อหน้าพนักงานอัยการ นักจิตวิทยาแล้ว ผู้เสียหายก็ยังคงยืนยันเช่นเดิม จึงทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีน้ำหนักรับฟังได้อย่างมั่นคง แม้ผู้เสียหายจะเบิกความตอบโจทก์ถึงการกระทำของจำเลยในครั้งแรกและครั้งที่สองว่า ขณะเกิดเหตุมารดาของผู้เสียหายกำลังทำกับข้าวอยู่ที่หลังบ้าน แต่กลับตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ครั้งแรกมารดาของผู้เสียหายยังไม่กลับบ้าน ส่วนครั้งที่สองมารดาของผู้เสียหายทำกับข้าวอยู่หลังบ้าน อันเป็นการแตกต่างกันนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายอายุเพียง 7 ปีเศษ นับว่ายังอ่อนเยาว์ต่อโลก การจดจำถึงเรื่องราวต่าง ๆ และตอบคำถามค้านของทนายจำเลยอาจจะสับสนไปบ้าง แต่ก็หาทำให้มีผลถึงคำเบิกความของผู้เสียหายในส่วนของการกระทำความผิดของจำเลยเปลี่ยนแปลงไปด้วยไม่ ส่วนที่มารดาของผู้เสียหายเบิกความว่า ครัวอยู่หลังบ้านที่เกิดเหตุ โดยอยู่แยกออกจากตัวบ้าน ตามปกติหากมารดาของผู้เสียหายเข้ามาในบ้านจะเปิดหน้าต่าง ซึ่งสามารถมองเห็นด้านหลังบ้านได้ และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หากมองจากครัวเข้ามาจะเห็นภายในบ้าน มีโต๊ะทำกับข้าวอยู่ติดกับหน้าต่างด้านหัวนอน ตามปกติขณะที่มารดาผู้ของเสียหายทำกับข้าว จะมองเข้ามาดูโทรทัศน์ในบ้านด้วยนั้น เห็นว่า มารดาของผู้เสียหายมิได้ยืนยันว่าในวันเกิดเหตุทั้งสามครั้งนั้นได้เปิดหน้าต่างห้องนอนหรือไม่ ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า ในขณะเกิดเหตุมารดาของผู้เสียหายจะมองเห็นเตียงนอนที่เกิดเหตุอันจะมีผลทำให้จำเลยไม่กล้าก่อเหตุคดีนี้หรือไม่ พยานหลักฐานในส่วนนี้จึงไม่เป็นข้อพิรุธ ที่มารดาของผู้เสียหายให้การในชั้นสอบสวนว่า ระหว่างที่ผู้เสียหายอมอวัยวะเพศให้อยู่นั้น จำเลยได้ใช้มือจับอวัยวะเพศและใช้นิ้วมือล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายนั้น เห็นว่า เป็นการให้การเกินเลยไปจากคำเบิกความของผู้เสียหายและนาย ว. ซึ่งผู้เสียหายและนาย ว. ไม่เคยยืนยันถึงการกระทำของจำเลยดังกล่าวตามที่มารดาของผู้เสียหายอ้าง คำให้การของมารดาของผู้เสียหายในข้อนี้จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยบังคับให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย อมอวัยวะเพศของจำเลยทำให้อวัยวะเพศของจำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในช่องปากของผู้เสียหาย โดยที่ผู้เสียหายไม่ยินยอม อันเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหาย เพื่อสนองความใคร่ของจำเลยซึ่งเป็นบิดาเลี้ยงของผู้เสียหาย โดยข่มขู่ผู้เสียหายว่า ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใคร มิฉะนั้นจะให้อมอวัยวะเพศของจำเลยตลอดชีวิต พฤติการณ์ล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นดังกล่าว จำเลยกระทำการในลักษณะที่ตนมีอำนาจบังคับเหนือผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย โดยผู้เสียหายต้องมีความยำเกรงเชื่อฟังกระทำตามคำสั่งของจำเลย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใดของจำเลย จำเลยได้กระทำความผิดโดยกระทำชำเราผู้เสียหายหลายกรรมต่างกันรวม 3 ครั้ง โดยในการกระทำความผิดแต่ละครั้งดังกล่าว จำเลยได้ข่มขืนใจผู้เสียหายเพื่อมิให้ผู้เสียหายนำเรื่องที่จำเลยกระทำชำเราดังกล่าวไปบอกแก่ผู้อื่น โดยทำให้ผู้เสียหายกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายของผู้เสียหาย ด้วยการพูดข่มขู่จนผู้เสียหายเกิดความกลัว ไม่กระทำการนำเรื่องที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายไปบอกผู้อื่น อันเป็นการกระทำความผิดในส่วนนี้อีกหลายกรรมต่างกันรวม 3 ครั้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277 วรรคสอง ม. 285 ม. 309 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดวิเชียรบุรี — นางสาวสิริมาส ชาตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
กมล คำเพ็ญ
ทรงพล สงวนพงศ์
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4390/2565
#697949
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งสิบห้ามีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเวลาเดียวกันอันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบห้าจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันจึงเป็นการไม่ชอบ แต่การที่จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทตามฟ้อง ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 แม้จะเป็นวันเดียวกันก็มีเจตนาในการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมในการเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทแยกออกจากกันด้วย จึงเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หลายกรรมต่างกันตามประเภทของการเล่นการพนันดังกล่าว จึงต้องลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.3 กระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และข้อ 1.4 ถึงข้อ 1.6 อีก 5 กระทง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบห้าตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสิบห้าจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบห้ามีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) (ที่ถูก 9 วรรคหนึ่ง (2)), 18 พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 12 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเล่นการพนันแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศ เป็นเจ้ามือหรือผู้จัด จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันไพ่ป๊อกแปดเก้า เป็นเจ้ามือหรือผู้จัด จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันบาการา เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันสล๊อทแมชีน เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันไพ่ต่าง ๆ เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุม จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 28 เดือน จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 14 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสิบห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสิบห้ามีความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันทายผลฟุตบอล กับฐานร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันไพ่ป๊อกแปดเก้า รวม 4 กรรม และให้ลงโทษฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุม จำคุกจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 15 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 11 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสิบห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 เป็นเพียงบุคคลที่รับจ้างทำงานไม่ได้เป็นเจ้าของเว็บไซต์พนันออนไลน์ ทั้งกลุ่มของจำเลยเพียงแต่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเกิดเหตุจึงไม่เป็นการมั่วสุมกัน กับที่จำเลยที่ 10 ฎีกาว่า จำเลยที่ 10 รู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เป็นฎีกาในทำนองปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสิบห้าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ขัดกับที่จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพ และเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 10 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ฎีกาดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และ 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้มาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 ฎีกาต่อไปว่า ขอให้มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 นั้น เห็นว่า ในคดีอาญาเมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยหรือไม่ก็ได้ อันเป็นดุลพินิจของศาล ไม่มีกฎหมายบังคับว่าศาลต้องสืบเสาะและพินิจจำเลยทุกเรื่องไป เมื่อศาลเห็นว่าคดีนี้มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยทั้งสิบห้าได้ จึงไม่จำต้องสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสิบห้า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบห้าประการสุดท้ายว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบห้าหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสิบห้าเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และจัดให้มีการเล่นการพนันหลายประเภทแบบออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ต โดยเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสิบห้าได้พร้อมคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 13 ชุด และเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา 1 เครื่อง พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยทั้งสิบห้าเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และจัดให้มีการเล่นพนันแบบออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตรายใหญ่และมีการกระทำเป็นอาชีพ ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม เนื่องจากเป็นการง่ายที่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา จะเข้าไปเล่นการพนันในช่องทางดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าจึงมีส่วนสำคัญในการมอมเมาเยาวชนให้ลุ่มหลงในอบายมุขอย่างกว้างขวาง สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคม นอกจากนี้ยังเป็นบ่อเกิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่นตามมาอีกมากมาย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยทั้งสิบห้าอ้างว่าไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนรวมทั้งอ้างเหตุผลหรือความจำเป็นในการกระทำความผิด ตลอดจนสามารถแก้ไขปรับปรุงตัว หลังเกิดเหตุมีความประพฤติไม่เสียหาย ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสิบห้า การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบห้าของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข แต่ที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดมานั้นหนักเกินไป เห็นควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยทั้งสิบห้าข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งสิบห้ามีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดในการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบห้าจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันจึงเป็นการไม่ชอบ แต่การที่จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 แม้จะเป็นวันเดียวกันก็มีเจตนาในการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมในการเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทแยกออกจากกันด้วย จึงเป็นการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหลายกรรมต่างกันตามประเภทของการเล่นการพนันดังกล่าว จึงต้องลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.3 กระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และข้อ 1.4 ถึงข้อ 1.6 อีก 5 กระทง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินใช้กระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอีก 5 กระทงจำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 6 กระทง ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 ม. 4 ทวิ ม. 12
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงพัทยา
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพัทยา — นางสาวกอปรเกศ ยงสวัสดิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีรพล จันทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ภิญโญภัทร์ แสงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4343/2565
#687516
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (3) ประกอบกฎกระทรวง (พ.ศ. 2534) ออกตามความใน พ.ร.บ.การแล่นแชร์ พ.ศ. 2534 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้การเล่นแชร์ที่มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่า 300,000 บาท หากฝ่าฝืนมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้เป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมาย เมื่อได้ความว่าเดิมโจทก์เป็นนายวงแชร์ที่จัดการให้มีการเล่นแชร์ 36 มือ มือละ 10,000 บาท และการประมูลต่อหนึ่งงวดผู้ประมูลได้จะได้รับเงินรวม 360,000 บาท การตั้งวงแชร์ของโจทก์จึงฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย อันตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้โจทก์จะอ้างว่ามีการนำหนี้อันเกิดจากการเล่นแชร์ดังกล่าวรวมกับหนี้อื่นแล้วแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่หนี้เกิดจากนิติกรรมอันเป็นโมฆะเช่นนี้ย่อมเสียเปล่าไปแต่ต้น จะแปลงหนี้เป็นหนี้กู้ยืมเงินหรือหนี้อย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายได้ไม่ เมื่อเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับ เป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งมีมูลหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายรวมอยู่จนไม่อาจแยกออกได้ว่าเป็นการชำระหนี้ในส่วนใด หนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับ จึงเป็นหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. รวม 6 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์ เช็คฉบับที่ 1 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2559 จำนวนเงิน 770,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2559 จำนวนเงิน 720,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 20 มกราคม 2560 จำนวนเงิน 200,000 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 จำนวนเงิน 770,000 บาท ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 จำนวนเงิน 770,000 บาท และฉบับที่ 6 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2560 จำนวนเงิน 600,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยเช็คฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ส่วนฉบับที่ 3 ถึงฉบับที่ 6 ปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 20 มกราคม วันที่ 10 กุมภาพันธ์ วันที่ 20 กรกฎาคม และวันที่ 30 ธันวาคม 2560 ตามลำดับ โดยทุกฉบับให้เหตุผลว่า "เงินในบัญชีไม่พอจ่าย"

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (3) ประกอบกฎกระทรวง (พ.ศ. 2534) ออกตามความในพระราชบัญญัติการแล่นแชร์ พ.ศ. 2534 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้การเล่นแชร์ที่มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่า 300,000 บาท หากฝ่าฝืนมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้เป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมาย เมื่อได้ความว่าเดิมโจทก์เป็นนายวงแชร์ที่จัดการให้มีการเล่นแชร์ 36 มือ มือละ 10,000 บาท และการประมูลต่อหนึ่งงวดผู้ประมูลได้จะได้รับเงินรวม 360,000 บาท การตั้งวงแชร์ของโจทก์จึงฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย อันตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้โจทก์จะอ้างว่ามีการนำหนี้อันเกิดจากการเล่นแชร์ดังกล่าวรวมกับหนี้อื่นแล้วแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญากู้ยืมเงิน แต่หนี้ก็เกิดจากนิติกรรมอันเป็นโมฆะเช่นนี้ย่อมเสียเปล่าไปแต่ต้น จะแปลงหนี้เป็นหนี้กู้ยืมเงินหรือหนี้อย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายได้ไม่ เมื่อเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับ เป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งมีมูลหนี้อันไม่ชอบด้วยกฎหมายรวมอยู่จนไม่อาจแยกออกได้ว่าเป็นการชำระหนี้ในส่วนใด หนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 6 ฉบับ ย่อมเป็นหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 17
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พ.
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายสุประดิษฐ์ จีนเสวก
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
สมชาย เงารุ่งเรือง
โสภณ พรหมสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4337/2565
#690888
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจําเลยที่ 3 เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของ จ. จําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของ จ. ขึ้นทั้งฉบับว่า จ. ยกที่ดินพร้อมบ้านให้แก่จําเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว นอกจาก จ. ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทำปลอมพินัยกรรมจะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 265 แล้ว โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. ก็ถือเป็นผู้เสียหายอีกคนหนึ่งด้วย เพราะหากพินัยกรรมปลอมถูกยกขึ้นกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ โจทก์ซึ่งเป็นแต่เพียงทายาทโดยธรรมมิใช่ทายาทตามพินัยกรรม ย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของ จ. ในส่วนที่เป็นที่ดินพร้อมบ้านซึ่งกำหนดไว้ในพินัยกรรมตามสิทธิที่ควรจะได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในการรับมรดกของ จ. อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องด้วยบทนิยามคําว่า "ผู้เสียหาย" ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 83, 91 ให้ประทับฟ้อง (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก)

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาฉบับวันที่ 21 และ 28 กุมภาพันธ์ 2563 เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย และไม่รับฎีกาฉบับวันที่ 15 เมษายน 2563

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ที่ขอให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้พิจารณาทั้งหมดนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในปัญหาข้อเท็จจริงก็ดี หรือมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับวันที่ 15 เมษายน 2563 ก็ดี หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว ก็ชอบที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกานั้นโดยทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งยื่นต่อศาลฎีกาต่อไปได้ภายในกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 หาใช่ทำเป็นคำร้องโดยอ้างเหตุว่าสามารถพูดคุยกับโจทก์จนเป็นที่เข้าใจกันดี โดยโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วขอให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้พิจารณาเช่นนี้ ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับดังกล่าวเสีย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 3 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนางจำรัส เจ้ามรดกซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2560 ส่วนบิดามารดา สามี และบุตรของนางจำรัสได้ถึงแก่ความตายไปก่อนนางจำรัสแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 3 จึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของนางจำรัส เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางจำรัสขึ้นทั้งฉบับ โดยจัดพิมพ์ข้อความในพินัยกรรมว่านางจำรัสยกที่ดินโฉนดเลขที่ 137761 พร้อมบ้านเลขที่ 206 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จัดให้นางจำรัสซึ่งขณะนั้นมีอาการของโรคสมองเสื่อมไม่สามารถจดจำบุคคลรอบข้าง พูดคุยไม่รู้เรื่อง และไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พิมพ์ลายนิ้วมือในช่องผู้ทำพินัยกรรม พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่านางจำรัสไม่รู้ถึงสาระสำคัญของการกระทำตนเองในการพิมพ์ลายนิ้วมือลงบนเอกสารดังกล่าว ถือไม่ได้ว่านางจำรัสมีเจตนาทำพินัยกรรม พินัยกรรมที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้นย่อมไม่มีผลบังคับเป็นพินัยกรรมแต่ประการใด นอกจากนางจำรัสซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทำปลอมขึ้นซึ่งพินัยกรรมฉบับนี้จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แล้ว โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจำรัสก็ถือเป็นผู้เสียหายอีกคนหนึ่งด้วย เพราะหากพินัยกรรมปลอมฉบับนี้ถูกยกขึ้นกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ โจทก์ซึ่งเป็นแต่เพียงทายาทโดยธรรม มิใช่ทายาทตามพินัยกรรม ย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนางจำรัสในส่วนที่เป็นที่ดินพร้อมบ้านซึ่งกำหนดไว้ในพินัยกรรมตามสิทธิที่ควรจะได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในการรับมรดกของนางจำรัสอันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องด้วยบทนิยามคำว่า "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) แล้ว สิทธิในความเป็นผู้เสียหายของโจทก์จึงแยกต่างหากจากนางจำรัส และไม่ใช่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของนางจำรัสแต่ลำพังเพียงผู้เดียวดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างในฎีกา กรณีจึงไม่จำเป็นที่นางจำรัสจะต้องยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาเสียก่อนแล้วต่อมา ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงค่อยเข้ามาดำเนินคดีต่างผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 ดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจในฎีกา การใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์เป็นผู้ที่ต้องได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางจำรัส อันเป็นการใช้สิทธิโดยลำพังของโจทก์เองในฐานะผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างบรรดาญาติและทายาทของนางจำรัสซึ่งเป็นบุคคลภายในครอบครัวเดียวกัน โดยได้ความว่าปัจจุบันโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างได้พูดจาปรับความเข้าใจกันดีจนกระทั่งโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกต่อไป และทำบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทปรากฏตามเอกสารแนบท้ายคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ประกอบกับในระหว่างที่นางจำรัสยังมีชีวิตอยู่และมีอาการป่วยเจ็บด้วยโรคสมองเสื่อม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็มีส่วนในการช่วยเหลือดูแลนางจำรัสมาด้วยดี มิได้ทอดทิ้ง พฤติการณ์กระทำความผิดพอถือได้ว่าไม่ร้ายแรงมากนัก ทั้งเป็นการกระทำความผิดครั้งแรกและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างอยู่ในวัยชราแล้ว เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้กลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปเสียทีเดียวมีกำหนดถึง 4 ปี โดยไม่รอการลงโทษและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียใหม่และรอการลงโทษไว้เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี แต่สมควรลงโทษปรับด้วยเพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข็ดหลาบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 266 (2)
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง พ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางสาวกุณฑิกา ช่วยพนัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิรุฬห์ แย้มละม้าย
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4336/2565
#688768
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ฐานพาอาวุธปืน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และ ป.อ. มาตรา 80, 288, 371 โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ตาม ป.อ. มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง อันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้ว่ากล่าวในฟ้อง ต้องห้าม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก อันเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายนิพนธ์ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมเฉพาะความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการเสียประโยชน์ที่จะได้รับจากงานก่อสร้างสถานีตำรวจภูธรอ่าวนาง เป็นเงิน 467,040 บาท

จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่ถูกและวรรคสอง), 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 8 เดือน ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 6,830.15 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งแทนโจทก์ (ที่ถูก แทนโจทก์ร่วม) โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 9 วัน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 วัน เมื่อรวมกับโทษในความผิดอื่นตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 8 เดือน 6 วัน ให้ยกคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม และยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 6,830.15 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา โจทก์ร่วมขับรถยนต์ ยี่ห้อฟอร์ด ไปจอดใกล้สำนักงานชั่วคราวของสถานที่ก่อสร้างโรงแรม 236 ยูนิต จังหวัดกระบี่ ที่เกิดเหตุ เพื่อเจรจาเรื่องเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างที่โจทก์ร่วมรับจ้างช่วงจากจำเลย โดยมีนางสาวเลล่าหรือจ๊ะ ไปกับโจทก์ร่วมด้วยและเป็นผู้เข้าไปเจรจากับจำเลยภายในสำนักงาน ส่วนโจทก์ร่วมนั่งรออยู่ภายในรถยนต์ จากนั้น เวลา 15 นาฬิกาเศษ นางสาวเลล่ากลับออกมาและมีจำเลยเดินตามออกมาด้วยแล้วเกิดเหตุจำเลยกระชากคอเสื้อโจทก์ร่วมขณะที่โจทก์ร่วมนั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับและเปิดกระจกข้างไว้ จนเป็นเหตุให้สร้อยคอที่โจทก์ร่วมสวมอยู่ขาดและพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินเลี่ยมทองคำติดมือจำเลยไป เมื่อโจทก์ร่วมขับรถออกจากที่เกิดเหตุแล้วไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอ่าวนางต่อร้อยตำรวจเอกโชคดี พนักงานสอบสวน เกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ โดยมีสาระสำคัญว่า ก่อนที่โจทก์ร่วมจะถูกจำเลยกระชากคอเสื้อนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนพกยิงท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม ขณะที่โจทก์ร่วมกำลังถอยรถเพื่อจะขับออกจากที่เกิดเหตุ และร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ร้อยตำรวจเอกโชคดีถ่ายรูปโจทก์ร่วมและสร้อยคอที่ถูกจำเลยกระชากขาดกับแสดงท่าทางที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม จากนั้นร้อยตำรวจเอกโชคดีพาโจทก์ร่วมไปนำชี้ที่เกิดเหตุ ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ระหว่างโจทก์ร่วมอยู่ที่สถานีตำรวจดังกล่าว นายสุนทรได้นำพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินเลี่ยมทองมาคืนให้แก่โจทก์ร่วม ร้อยตำรวจเอกโชคดีถ่ายรูปไว้ สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม 1 นัด แล้วเดินไปกระชากคอเสื้อโจทก์ร่วมพร้อมกับห้ามมิให้โจทก์ร่วมเข้ามาในพื้นที่เพื่อต้องการข่มขู่และเจตนาจะไม่จ่ายเงินค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ร่วม จำเลยหาได้มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมไม่การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในความผิดฐานดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของประจักษ์พยานจะมีน้ำหนักในการรับฟังพอที่จะลงโทษจำเลยได้หรือไม่นั้น ต้องประกอบเหตุผลความน่าเชื่อถืออันควรแก่การรับฟังลงโทษจำเลยได้ หาได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประจักษ์พยานมากหรือน้อยไม่และมิใช่ว่าประจักษ์พยานเบิกความอย่างไรศาลจะต้องรับฟังไปตามนั้นคดีนี้ แม้โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว แต่โจทก์ร่วมเบิกความถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่ตนได้ประสบพบเห็นมาโดยตรงทั้งเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลากลางวันโจทก์ร่วมย่อมมีโอกาสเห็นและจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แม่นยำ โดยมีรายละเอียดของเหตุการณ์เป็นลำดับว่า โจทก์ร่วมจอดรถในที่เกิดเหตุห่างจากสำนักงานประมาณ 10 เมตร และรอนางสาวเลล่าอยู่ในรถยนต์จนกระทั่งเวลา 15 นาฬิกาเศษ โจทก์ร่วมเห็นนางสาวเลล่ากึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากสำนักงาน มีอาการตกใจ และบอกให้โจทก์ร่วมออกไปก่อน โจทก์ร่วมจึงติดเครื่องยนต์ ขณะนั้นนางสาวเลล่าอยู่กึ่งกลางระหว่างสำนักงานกับรถยนต์ของโจทก์ร่วม จำเลยเดินออกจากสำนักงานมายืนขวางอยู่หน้ารถไม่ให้โจทก์ร่วมขับรถออกไป ทั้งมีอาการโกรธและหน้าตาขึงขัง โจทก์ร่วมขับรถถอยหลัง จำเลยเดินอ้อมไปด้านซ้ายเพื่อไปรออยู่ท้ายรถยนต์โจทก์ร่วมมองไปด้านหลังและหยุดรถห่างจากจำเลยประมาณ 2 เมตร จำเลยยกปืนสั้นสีขาวขึ้นเล็งระดับไหล่ ขณะนั้นจำเลยอยู่มุมด้านซ้ายของรถโจทก์ร่วมได้ยินเสียงปืนดังปังและได้ยินเสียงกระจกแตกตามมา โจทก์ร่วมจึงก้มศีรษะลงเพราะกลัวถูกกระสุนปืน เมื่อโจทก์ร่วมเงยศีรษะขึ้นก็พบจำเลยยืนอยู่ข้างประตูรถยนต์ซึ่งเปิดกระจกประตูไว้ จำเลยชกที่ใบหน้าโจทก์ร่วม 2 ถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ถูก เนื่องจากโจทก์ร่วมยกแขนขึ้นบังไว้ แล้วจำเลยกระชากคอเสื้อโจทก์ร่วมอย่างแรงและบอกให้โจทก์ร่วมลงจากรถ ทำให้กระดุมเสื้อขาดและพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินที่โจทก์ร่วมสวมอยู่ที่คอติดมือจำเลยไปด้วย นางสาวเลล่าวิ่งเข้ามากอดตัวจำเลยไว้พร้อมตะโกนให้บุคคลอื่นช่วย โจทก์ร่วมยกมือไหว้จำเลยเพื่อขอชีวิต และพูดว่า "ผมกลัวแล้ว ผมจะไม่สู้โก ขอพระคืน" จำเลยตอบว่า "กูไม่ให้มึง เดี๋ยวแถมหลวงพ่อเงินรุ่นสามชายไว้ให้คุ้มครองชีวิตอีก" พร้อมกับพูดให้โจทก์ร่วมออกจากพื้นที่จังหวัดกระบี่ภายในเวลา 19 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ ถ้าโจทก์ร่วมไม่ออกไปจะให้ตำรวจอ่าวนางไม่จ่ายค่าก่อสร้างสถานีตำรวจที่โจทก์ร่วมทำงานก่อสร้างอยู่ให้โจทก์ร่วม ขณะนั้นนางสาวเลล่ายังคงกอดจำเลยไว้และมีนายตั้มกับนายปุ้ยลูกน้องของจำเลยยืนอยู่บริเวณเกิดเหตุ แต่ไม่ได้เข้าช่วยเหลือ ซึ่งคำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าว สอดคล้องกับคำให้การของโจทก์ร่วมที่ให้การต่อร้อยตำรวจเอกโชคดีในวันเกิดเหตุ อันเป็นเวลากระชั้นชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการยากที่โจทก์ร่วมจะคิดหาทางปรุงแต่งข้อเท็จจริงให้ผิดไปจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงเป็นคำเบิกความอย่างมีเหตุผลไม่เป็นพิรุธว่าโจทก์ร่วมจะเบิกความปรักปรำให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย ดังนั้น ที่โจทก์ร่วมยืนยันข้อเท็จจริงว่าเมื่อโจทก์ร่วมขับรถถอยหลัง จำเลยเดินอ้อมไปด้านซ้ายเพื่อไปรออยู่ท้ายรถยนต์ โจทก์ร่วมหันไปมองด้านหลังและหยุดรถห่างจากจำเลยประมาณ 2 เมตร เห็นจำเลยยกปืนสั้นสีขาวขึ้นเล็งระดับไหล่ ขณะที่จำเลยยืนอยู่มุมซ้ายหลังรถยนต์ โจทก์ร่วมได้ยินเสียงปืนดังปังและได้ยินเสียงกระจกแตกตามมานั้น มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง ทั้งยังสอดคล้องกับรายงานการตรวจพิสูจน์รถยนต์ของโจทก์ร่วมอันเป็นวัตถุพยานที่สำคัญ ซึ่งปรากฏร่องรอยที่ประตูหลังรถยนต์ของโจทก์ร่วมถูกลูกกระสุนปืนยิง โดยโจทก์และโจทก์ร่วมมีร้อยตำรวจเอกบริพนธ์ นักวิทยาศาสตร์ (สบ.1) กลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของสำนักงานศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 8 เบิกความสนับสนุนในข้อนี้ว่า พยานตรวจสอบรถยนต์เอนกประสงค์ 5 ประตู ยี่ห้อฟอร์ดของกลาง โดยใช้หลักการของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ จากการตรวจสอบไม่พบร่องรอยกระสุนปืนที่บริเวณด้านหน้าทางซ้ายและขวา แต่เมื่อตรวจสอบด้านหลังรถยนต์พบร่องรอยกระสุนปืนที่บริเวณประตูหลังมุมซ้ายคนขับเป็นร่องรอยกระจกแตก และพบร่องรอยที่เชื่อว่าเป็นรอยกระสุนปืน เนื่องจากกระจกส่วนที่แตกและส่วนที่ร้าวลามไปทั้งบาน ซึ่งลักษณะเกิดจากวัตถุที่มีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง โดยพยานทำรายงานการตรวจพิสูจน์และความเห็นไว้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ซึ่งรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวปรากฏผลการตรวจพิสูจน์และความเห็นของผู้ตรวจพิสูจน์ระบุชัดแจ้งว่า พบรอยกระสุนปืนยิงเป็นรูทะลุและรอยแตกต่อเนื่อง ขนาดประมาณ 10 คูณ 24 เซนติเมตร ที่บริเวณมุมด้านซ้ายของประตูหลัง ห่างจากขอบรถด้านซ้ายประมาณ 17 เซนติเมตร สูงจากพื้นประมาณ 134 เซนติเมตร กับพบรอยบุบยุบที่โครงประตูหลัง ไม่พบรอยทะลุต่อ (ภาพที่ 3 ถึง 8) จากลักษณะที่ตรวจพบที่รถยนต์ของกลาง เชื่อว่ารอยดังกล่าวเกิดจากการถูกกระสุนปืนยิงคำเบิกความและความเห็นของร้อยตำรวจเอกบริพนธ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนอันเป็นความเห็นตามหลักวิชาการและเป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่มีหน้าที่ตรวจพิสูจน์ให้ความเห็นในงานประจำของตน นับว่าเป็นพยานคนกลางที่มีความน่าเชื่อถือ จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนจำเลยแม้นำสืบว่า จำเลยมีพยานหลายปากซึ่งเป็นประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ว่าจำเลยมิได้ใช้อาวุธปืนยิงไปยังกระจกท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม จำเลยเพียงแต่ใช้มือต่อยหรือทุบกระจกท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วมเท่านั้น แต่ประจักษ์พยานที่จำเลยอ้างและนำสืบ ซึ่งนอกจากจำเลยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนางสาวเลล่านายพงค์นาลัยหรือพงค์ และนายธนกฤต ต่างเป็นผู้รู้จักกับจำเลยมาก่อน โดยนางสาวเลล่ารู้จักกับจำเลยมาประมาณ 10 ปี นายพงค์นาลัยเป็นลูกจ้างของจำเลยประมาณ 2 ปี และนายธนกฤตเป็นลูกจ้างของจำเลยประมาณ 7 เดือน ตามที่บุคคลดังกล่าวให้การไว้ในชั้นสอบสวน พยานบุคคลดังกล่าวของจำเลยจึงมิได้อยู่ในฐานะพยานคนกลาง ย่อมอาจเบิกความเข้าข้างเพื่อช่วยเหลือจำเลยได้ง่าย คำเบิกความของประจักษ์พยานดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน้อยไม่ควรแก่การรับฟัง อีกทั้งเหตุการณ์ที่จำเลยกระชากคอเสื้อของโจทก์ร่วมจนพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินเลี่ยมทองคำติดมือจำเลยไปนั้น ข้อนี้จำเลยเบิกความว่า จำเลยได้ส่งพระที่จำเลยกระชากมาให้นายตั้มลูกน้องของจำเลยถือไว้ แต่กลับได้ความตามคำให้การชั้นสอบสวนของนายภาคภูมิหรือตั้มว่า ขณะเกิดเหตุนายภาคภูมิอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร จึงเป็นไปไม่ได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยจะส่งพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินเลี่ยมทองคำที่จำเลยกระชากมาแล้วส่งให้นายภาคภูมิถือไว้ดังคำเบิกความของจำเลยนอกจากนี้จำเลยเองก็เบิกความด้วยว่า ขณะที่โจทก์ร่วมถอยรถมาทางด้านหลัง นายพงค์นาลัยได้ดึงจำเลยออกจากท้ายรถยนต์เนื่องจากเกรงว่ารถยนต์จะทับจำเลย จำเลยใช้มือขวาต่อยไปที่กระจกท้ายรถยนต์อย่างแรง 1 ครั้ง ด้วยความโมโห แล้วนายพงค์นาลัยดึงจำเลยออกจากท้ายรถยนต์อีกครั้งแต่กลับได้ความตามคำเบิกความของนายพงค์นาลัยว่า นายพงค์นาลัยยืนอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 15 เมตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายพงค์นาลัยจะเป็นผู้ดึงจำเลยออกจากท้ายรถยนต์ขณะที่โจทก์ร่วมถอยรถ ดังนั้น คำเบิกความของจำเลยและประจักษ์พยานที่ต่างเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงไปยังท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังพอที่จะหักล้างคำเบิกความของโจทก์ร่วมและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญได้ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันเกิดเหตุจำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปยังท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยมีความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือชุมนุมชนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ฐานพาอาวุธปืน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371 โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้องอันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก อันเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปยังท้ายรถยนต์ของโจทก์ร่วมในที่เกิดเหตุในเวลากลางวัน โดยที่โจทก์ร่วมเพียงแต่เดินทางไปยังที่เกิดเหตุตามที่นัดหมายกับจำเลยเพื่อตกลงเรื่องเงินค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างช่วงจากจำเลยเท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมได้ทวงเงินค่ารับเหมาก่อสร้างจากเจ้าของโครงการ เป็นเหตุให้จำเลยรู้สึกว่าตนเองถูกมองว่าเป็นบุคคลที่ขาดความน่าเชื่อถือและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้จำเลยเกิดความไม่พอใจต่อโจทก์ร่วมก็ตาม แต่ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะแสดงความก้าวร้าวโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง โดยการใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงยิงไปยังรถยนต์ของโจทก์ร่วมอันเป็นการข่มขู่และคุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของโจทก์ร่วม ตลอดทั้งก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อสุจริตชนที่ได้ประสบเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ซึ่งความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะ พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และบิดามารดา ทั้งเหตุที่จำเลยอ้างว่า จำเลยเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย มีการงานทำที่สุจริตเป็นหลักแหล่งและช่วยเหลืองานสังคมกับส่วนราชการ หรือมีเหตุอื่นที่อ้างมาในฎีกาก็ตาม ก็ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาโดยใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 376 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288 ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
โจทก์ร่วม — นาย น.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นางสาวสมาพร ภูษิตกาญจนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษณะสินธุ์ ยิ้มแย้ม
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4330/2565
#688898
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคาใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐนั้น นอกจากผู้กระทำต้องมีเจตนาไม่ให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมแล้วยังต้องมีเจตนาเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐอีกด้วย โจทก์จึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นชัดว่า จำเลยมีเจตนาเพื่อเอื้ออำนวยให้แก่ผู้เข้าเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ มิฉะนั้นไม่อาจลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยเป็นพนักงานส่วนตำบล ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับ 4 และเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐขณะเกิดเหตุจำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2545 องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ประกาศสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน และโครงการถมที่ดินบริเวณร้านค้าชุมชน ด้วยวิธียื่นซองสอบราคา โดยโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน กำหนดวันซื้อและรับเอกสารสอบราคาระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2545 ในเวลาราชการ กำหนดวันยื่นซองสอบราคาและเปิดซองสอบราคาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ส่วนโครงการถมที่ดินบริเวณร้านค้าชุมชนกำหนดวันซื้อและรับเอกสารสอบราคาระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2545 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2545 ในเวลาราชการ กำหนดวันยื่นซองสอบราคาวันที่ 30 ตุลาคม 2545 เวลา 8.30 นาฬิกา ถึง 11.30 นาฬิกา และเปิดซองสอบราคาเวลา 13 นาฬิกา เป็นต้นไป ในการนี้องค์การบริหารส่วนตำบลมีคำสั่งตั้งนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ เป็นเจ้าหน้าที่ขายเอกสารสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน และมีคำสั่งที่ 100/2545 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2545 ตั้งจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่รับซอง และตั้งนายถนอม กรรมการบริหาร อบต. เป็นประธานกรรมการเปิดซองสอบราคาโครงการถมที่ดินบริเวณร้านค้าชุมชน โดยมีนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ นายกรินทร์ นายทวัฒน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 และนายวิชัย เลขาประชาคมหมู่ที่ 5 เป็นกรรมการ ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2545 นายสุรเชษฐ์ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ไปซื้อเอกสารสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล จำเลยแจ้งว่าไม่มีกุญแจไขตู้เก็บเอกสารสอบราคาโครงการดังกล่าว ไม่สามารถขายให้ได้ โดยได้รับเงินค่าซื้อเอกสารสอบราคา 2,000 บาท และออกใบสำคัญรับเงินให้นายสุรเชษฐ์ และแจ้งให้มารับเอกสารพร้อมใบเสร็จรับเงินในวันรุ่งขึ้น ครั้นวันที่ 29 ตุลาคม 2545 จำเลยออกใบเสร็จรับเงินค่าซื้อเอกสารสอบราคาโครงการถมดินบริเวณร้านค้าชุมชนให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. และบริษัท ก. และนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ ได้ออกใบสำคัญรับเงินจำนวน 1,500 บาท ค่าซื้อเอกสารสอบราคาโครงการถมดินบริเวณร้านค้าชุมชน ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. นายสุรเชษฐ์ได้ทำบันทึกร้องเรียนว่าซื้อเอกสารสอบราคาโครงการถมดินบริเวณร้านค้าชุมชน แล้วไม่ได้รับเอกสารสอบราคา โดยนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ได้ทำบันทึกรายงานเหตุดังกล่าวเสนอไปด้วย หน้า 235, 268 และ 267 เมื่อถึงวันยื่นซองสอบราคาและเปิดซองสอบราคาโครงการถมดินบริเวณร้านค้าชุมชน ในวันที่ 30 ตุลาคม 2545 มีผู้ยื่นซองเสนอราคา 3 ราย คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. และบริษัท ก. แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. กับบริษัท ก. ทำผิดเงื่อนไขคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาจึงรับซองเสนอราคาของห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. โดยต่อรองราคาเหลือ 790,000 บาท จากนั้นวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545 องค์การบริหารส่วนตำบลทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. เป็นผู้รับจ้างโครงการถมดินบริเวณร้านค้าชุมชน ส่วนโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนมีห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ยื่นซองเสนอราคาเพียงรายเดียวองค์การบริหารส่วนตำบล จึงยกเลิกการสอบราคา หลังจากนั้นนายสุรเชษฐ์ทำหนังสือร้องเรียนต่อนายอำเภอ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งนายอำเภอแต่งตั้งสอบสวนแล้ว มีความเห็นว่า จำเลยมีเจตนาปิดบังไม่ให้นายสุรเชษฐ์ซื้อเอกสารสอบราคาโครงการทั้งสอง และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติชี้มูลว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 แต่จำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เป็นบทความผิดและบทกำหนดโทษซึ่งได้แบ่งลักษณะการกระทำที่เป็นความผิดเป็น 2 ส่วน โดยความผิดส่วนแรกเป็นการกระทำตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 ถึงมาตรา 8 ใช้บังคับแก่บุคคล นิติบุคคล และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ โดยหากเจ้าหน้าที่ของรัฐได้กระทำการตามมาตรา 4 ถึงมาตรา 8 ต้องรับโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 12 ไม่อาจลงโทษตามอัตรากำหนดในมาตรา 4 ถึงมาตรา 8 ความผิดในส่วนแรกแห่งมาตรา 12 จึงเป็นเหตุฉกรรจ์ของความผิดตามมาตรา 4 ถึงมาตรา 8 ที่ใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐสำหรับความผิดในส่วนที่สองของมาตรา 12 เป็นบทความผิดเฉพาะผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐที่ได้กระทำการตามที่บัญญัติไว้ในส่วนที่สองอีกโสดหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าคำกล่าวบรรยายฟ้องของโจทก์ที่ว่า จำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าเสนอราคาอย่างไม่เป็นธรรม ด้วยการไม่ขายและมอบเอกสารสอบราคาและรูปแบบรายการโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนให้แก่นายสุรเชษฐ์โดยใช้อุบายอ้างว่าจำเลยไม่มีกุญแจไขตู้เก็บเอกสารดังกล่าว ซึ่งเป็นการกล่าวถึงการกระทำอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 7 ที่เป็นความผิดในส่วนแรกของมาตรา 12 โดยโจทก์ไม่ได้กล่าวบรรยายฟ้องอ้างถ้อยคำในมาตรา 12 ว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 7 ซึ่งเป็นมาตราในกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดมาในคำขอท้ายฟ้อง อันถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรา 7 กรณีจึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ที่ไม่ระบุคำว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เคลือบคลุมไม่ครบองค์ประกอบความผิดในส่วนแรกของมาตรา 12 ตามข้อฎีกาของจำเลย และเมื่อโจทก์ได้กล่าวบรรยายฟ้องว่าการใช้อุบายหลอกลวงของจำเลยดังกล่าว ทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ไม่มีโอกาสเข้าเสนอราคาแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม เป็นการกระทำใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคา รายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นการกล่าวถึงกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามมาตรา 12 ที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษแล้ว คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงในทางพิจารณารับฟังได้ว่า จำเลยปฏิเสธการขายเอกสารการสอบราคาพร้อมแบบรูปรายการโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนแก่นายสุรเชษฐ์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2545 โดยอ้างว่าจำเลยไม่มีกุญแจไขตู้เก็บเอกสารดังกล่าว และโจทก์มีนางสาวสายจิต กับนางดวงฤดี เบิกความว่า นางดวงฤดีเก็บรักษาเอกสารการสอบราคาจ้างทั้งสองโครงการและใบเสร็จรับเงินของส่วนคลังไว้ในตู้เก็บเอกสาร และเป็นผู้เก็บรักษากุญแจไขตู้เอกสารดังกล่าวทั้งสองตู้ วันที่ 25 ตุลาคม 2545 นางดวงฤดีอยู่ปฏิบัติหน้าที่จนเวลา 16.30 นาฬิกา และลากิจในวันทำการถัดไปโดยไม่ได้มอบกุญแจไขตู้เอกสารให้นางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ เนื่องจากนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์กลับไปก่อน และในวันที่ 28 ตุลาคม 2545 นางสาวสายจิตนำกุญแจที่รับมาจากนายจักรพงษ์ ไปมอบให้จำเลยเมื่อเวลา 9.30 นาฬิกา และโจทก์ยังมีนายสุรเชษฐ์เบิกความประกอบว่า ขณะไปขอซื้อเอกสารสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน จำเลยแจ้งว่ามีการขายเอกสารสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนเพียงโครงการเดียวและออกใบสำคัญรับเงินค่าซื้อเอกสารการสอบราคาดังกล่าวให้นายสุรเชษฐ์เพื่อมารับเอกสารในวันรุ่งขึ้น ครั้นวันที่ 29 ตุลาคม 2545 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายสุรเชษฐ์กับนายบุญล้นเดินทางไปที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลไม่พบจำเลยจนหมดเวลาราชการ และทราบจากนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ว่ามีการขายเอกสารสอบราคาโครงการถมดินบริเวณศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน จึงขอซื้อเอกสารดังกล่าวจากนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์แต่นางหรือนางสาวเกตุสุนีย์แจ้งว่าไม่มีกุญแจไขตู้เก็บเอกสารให้มารับในวันถัดไป และโจทก์ยังมีนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์เบิกความเพิ่มเติมว่า ขณะมาทำงานในวันที่ 29 ตุลาคม 2545 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา นางหรือนางสาวเกตุสุนีย์สอบถามจำเลยว่ากุญแจไขตู้เก็บเอกสารอยู่ที่ใด จำเลยตอบไม่ทราบ หลังจากนั้นจำเลยออกจากที่ทำการไปจนหมดเวลาราชการ ทำให้นางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ไม่สามารถเปิดตู้เอกสารเพื่อนำเอกสารสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนตำบลมอบให้นายสุรเชษฐ์และไม่สามารถขายเอกสารสอบราคาโครงการถมดินบริเวณร้านค้าชุมชน ให้นายสุรเชษฐ์ตลอดจนจำเลยก็นำสืบยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้รับมอบกุญแจไว้จากนางสาวสายจิตและเบิกความอ้างลอย ๆ ว่าไม่ทราบว่าเป็นกุญแจอะไร อันอาจรับฟังเป็นข้อพิรุธก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏจากทางพิจารณาว่าเอกสารการสอบราคาจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนและโครงการถมที่ดินบริเวณร้านค้าชุมชนรวมทั้งใบเสร็จรับเงินถูกเก็บรักษาไว้ในตู้เก็บเอกสารของส่วนการคลัง ซึ่งมีนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์เป็นหัวหน้าส่วนการคลังและกุญแจไขตู้เอกสารดังกล่าวที่อยู่ในความยึดถือครอบครองของนางดวงฤดี เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี องค์การบริหารส่วนตำบลโดยนางดวงฤดีมีหน้าที่ไขเปิดตู้เมื่อมาทำงานและปิดตู้เมื่อเลิกงาน ตลอดจนนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ขายเอกสารสอบราคา เอกสารโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีหน้าที่โดยตรงในการเก็บรักษากุญแจตู้เก็บเอกสารดังกล่าวหรือเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดในการขายเอกสารการสอบราคาทั้งสองโครงการ กรณีจึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงเพียงว่าจำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่พัสดุตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ 44/2544 มารับฟังว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ในการครอบครองรักษาและขายเอกสารการสอบราคาโครงการดังกล่าว และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ และบัญชีลงเวลาปฏิบัติราชการของพนักงานส่วนตำบลว่า วันที่ 25 ตุลาคม 2545 นางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ลงเวลากลับ 12 นาฬิกา ส่วนนางดวงฤดีไม่ได้ลงเวลากลับ และวันที่ 28 ตุลาคม 2545 กับวันที่ 29 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นวันทำการถัดมา นางดวงฤดีไม่มาปฏิบัติราชการ ส่วนนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ก็เพิ่งมาปฏิบัติราชการในวันที่ 29 ตุลาคม 2545 และลงเวลาปฏิบัติราชการเวลา 9.00 นาฬิกา โดยนางดวงฤดีและนางหรือนางสาวเกตุสุนีย์ต่างก็ไม่ได้มอบหมายกุญแจไขเปิดตู้เอกสารไว้ต่อผู้ใดให้เป็นกิจจะลักษณะ ทั้งที่เป็นหน้าที่โดยตรงของบุคคลทั้งสอง อันแสดงถึงความไม่ใส่ใจต่อหน้าที่ราชการของบุคคลทั้งสอง ดังนั้นแม้ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า จำเลยเพิ่งได้รับมอบกุญแจ 1 พวง จากนางสาวสายจิต เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา และอ้างว่าไม่ทราบว่าเป็นกุญแจอะไร ซึ่งมีลักษณะเป็นข้ออ้างที่เป็นพิรุธชวนสงสัย แต่การจะนำเพียงข้อเท็จจริงว่าจำเลยรับมอบกุญแจไขเปิดตู้เอกสารดังกล่าว และปฏิเสธว่าไม่มีกุญแจไขเปิดตู้เก็บเอกสารเพื่อนำเอกสารสอบราคาและรูปแบบโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนมอบให้นายสุรเชษฐ์มารับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยว่า จำเลยมีเจตนาไม่ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. มีโอกาสเข้าเสนอราคาจ้างในโครงการทั้งสองก็ยังไม่ถนัด และเมื่อพิจารณาว่าความผิดตามฟ้องฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐนั้น ผู้กระทำนอกจากมีเจตนาไม่ให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมแล้ว ยังต้องกระทำโดยมีเจตนาเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐอีกด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ว่า การสอบราคาจ้างทั้งสองโครงการดังกล่าว องค์การบริหารส่วนตำบลได้ส่งประกาศแจ้งการสอบราคาโครงการถมที่ดินบริเวณร้านค้าชุมชนไปยังผู้มีอาชีพรับจ้าง 5 ราย อันได้แก่ บริษัท ก. ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. บริษัท ห. และผู้จัดการร้าน พ. เพื่อให้มีบุคคลรับทราบถึงการประกาศสอบราคาจ้างดังกล่าว สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ซึ่งอ้างว่าถูกกีดกันจากจำเลยจึงไม่ได้เข้าเสนอราคาแข่งขัน ก็ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ก็ไม่ได้เข้าเสนอราคาแข่งขันในการสอบราคาโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน ซึ่งมีกำหนดวันยื่นซองสอบราคาและเปิดซองสอบราคาในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 อันเป็นเวลาภายหลังจากนายสุรเชษฐ์ได้รับมอบหมายเอกสารการสอบราคาดังกล่าว ทั้งยังปรากฏจากคำเบิกความของนายสุรเชษฐ์ว่า นายสุรเชษฐ์ไปขอซื้อเอกสารการสอบราคาจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน พร้อมกับนายบุญล้น โดยนายบุญล้นจะหาพรรคพวกมาทำโครงการศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชน และนายสุรเชษฐ์จะเป็นผู้รับเงินค่าจ้างในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ แล้วจะได้ค่าดำเนินการเป็นเงิน 5 เปอร์เซ็นต์ (ร้อยละ 5) ของค่าจ้าง อันส่อแสดงว่าห้างหุ้นส่วน ศ. โดยนายสุรเชษฐ์ไม่ได้มุ่งประสงค์เสนอราคาเพื่อตนโดยตรง และเมื่อความผิดตามฟ้องมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี อันเป็นความผิดซึ่งมีโทษฉกรรจ์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์แสดงความผิดของจำเลยให้สมข้ออ้าง แต่โจทก์คงมีเพียงนายเกรียงศักดิ์ เบิกความอ้างว่าผู้เสนอราคาที่ได้รับการเอื้ออำนวยจากจำเลยให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ หมายถึงห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. และบริษัท ก. ผู้ซื้อเอกสารสอบราคาจากจำเลย โดยไม่ได้ยืนยันว่าเป็นบุคคลใด และโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบแสดงพยานหลักฐานให้ปรากฏชัดว่าจำเลยมีความเกี่ยวพันกับบุคคลใดในกลุ่มบุคคลที่นายเกรียงศักดิ์กล่าวอ้างตลอดจนไม่ได้นำสืบให้ได้ความชัดว่า จำเลยกระทำการตามฟ้อง โดยมีเจตนาเพื่อเอื้ออำนวยให้แก่ผู้เข้าเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐประกอบกับจำเลยก็ให้การและนำสืบปฏิเสธความผิดตลอดมาแล้ว กรณีเห็นได้ว่าพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาแล้วยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องและลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 — นายอนุสรณ์ สมทิพย์
ศาลอุทธรณ์ — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
อนันต์ เสนคุ้ม
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4328/2565
#690201
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่ 2 หลายครั้ง แล้วย้อนกลับมาแทงผู้ตายที่ 1 ขณะที่ผู้ตายที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ตายที่ 1 ลงจากรถจักรยานยนต์เข้าช่วยเหลือผู้ตายที่ 2 หรือเข้าไปทำร้ายจำเลยแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า จุดมุ่งหมายในการแทงของจำเลยแยกออกจากกันได้ว่า จำเลยประสงค์จะแทงผู้ตายคนใด มิใช่แทงในขณะที่มีการชุลมุนกัน แม้การแทงผู้ตายทั้งสองจะเกิดจากมูลเหตุเดียวกันและต่อเนื่องกัน ก็สามารถแยกเจตนาในขณะที่จำเลยลงมือกระทำความผิดได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 288, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและ ให้การใหม่เป็นรับสารภาพข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นางสาวกัญญาภัทร มารดาผู้ตายที่ 1 และนางอำนวย มารดาผู้ตายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และให้เรียกนางสาวกัญญาภัทรว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนางอำนวยว่า โจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมที่ 1 และนายบุญเกื้อ ผู้ร้องที่ 1 บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าปลงศพ 200,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ร่วมที่ 1 และผู้ร้องที่ 1 รวมเป็นเงิน 4,032,000 บาท ค่าขาดแรงงาน รวมเป็นเงิน 2,016,000 บาท ค่าเสียหายอย่างอื่นอันไม่ใช่ตัวเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 7,248,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันเกิดเหตุแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และผู้ร้องที่ 1

โจทก์ร่วมที่ 2 และนายเปีย ผู้ร้องที่ 2 บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าปลงศพ 240,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 จำนวน 4,500,000 บาท ค่าขาดแรงงาน 1,800,000 บาท ค่าการศึกษาและค่าครองชีพของนางสาวอธิษฐาน บุตรโจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 360,000 บาท ค่าเสียหายอย่างอื่นอันไม่ใช่ตัวเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 7,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันเกิดเหตุแก่โจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 1 ขอถอนคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 69, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุกกระทงละ 12 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 24 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท เฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 16 ปี ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 16 ปี และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธมีดปลายแหลมของกลาง ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง และยกคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 566,666.66 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ชำระเงิน 477,585.33 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 จากต้นเงินแต่ละจำนวนจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้ฎีกาในประเด็นนี้ คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมทั้งสองแล้ว โจทก์ร่วมทั้งสองจึงมิได้เป็นคู่ความที่จะมีสิทธิฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองมานั้นเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เหตุการณ์ตั้งแต่ที่ผู้ตายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ย้อนศร โดยมีผู้ตายที่ 2 เดินมาพร้อม ๆ กัน ผู้ตายทั้งสองชี้มือไปด้านหน้าและถือท่อนเหล็กมุ่งตรงไปทางรถของจำเลยจนพ้นจากหน้าจอภาพไปจนถึงตอนที่จำเลยวิ่งไล่แทงผู้ตายที่ 2 กลับเข้ามาในจอภาพ เวลา 0:00:22 ถึง 0:00:29 ใช้เวลาห่างกันเพียง 7 วินาที เท่านั้น และเห็นจำเลยเพียงฝ่ายเดียวที่ถืออาวุธมีดวิ่งไล่แทงและฟันผู้ตายที่ 2 ในขณะที่ในมือของผู้ตายที่ 2 ไม่มีอาวุธ ก่อนที่ผู้ตายที่ 2 จะวิ่งหนีแล้วจำเลยใช้มือดึงชายเสื้อไว้แล้วใช้อาวุธมีดจ้วงแทงผู้ตายที่ 2 อีกหลายครั้ง เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที ผู้ตายทั้งสองไม่น่าจะมีเวลาเพียงพอที่จะเข้าไปทุบฝากระโปรงหน้ารถ หรือพยายามงัดแงะเปิดประตูรถด้านหน้าซ้ายฝั่งที่จำเลยนั่ง แล้วร่วมกันใช้ท่อนเหล็กแทงและตีจำเลยหลายครั้งตามที่จำเลยอ้าง ประกอบกับตามแฟ้มภาพเคลื่อนไหวและวัตถุพยานหมาย เห็นได้ว่า ขณะที่จำเลยย้อนกลับไปทำร้ายผู้ตายที่ 1 นั้น ผู้ตายที่ 1 ยืนคร่อมรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ที่จะลงไปช่วยผู้ตายที่ 2 เข้ารุมทำร้ายจำเลย เชื่อได้ว่า สาเหตุที่จำเลยลงจากรถไปใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้ตายทั้งสองเกิดจากการที่ผู้ตายทั้งสองทุบทำลายรถยนต์ของจำเลยมาหลายครั้งก่อนถึงจุดเกิดเหตุ ทำให้จำเลยไม่พอใจ เมื่อจำเลยเห็นผู้ตายทั้งสองย้อนกลับมาจึงหยิบอาวุธมีดแล้วลงจากรถไปแทงผู้ตายทั้งสอง พฤติกรรมดังกล่าวแสดงว่าจำเลยสมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทกับผู้ตายทั้งสอง ทั้งบาดแผลหลายแห่งทีปรากฏบนร่างกายของผู้ตายทั้งสองล้วนแต่เป็นแผลกว้างและลึกถึงอวัยวะภายใน เป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองเสียชีวิต ย่อมเกิดจากเจตนาแทงทำร้าย มิใช่บาดแผลที่เกิดจากการกวัดแกว่งอาวุธมีดไปมาเพื่อป้องกันตัวตามที่จำเลยฎีกา เมื่อคดีรับฟังได้ว่าจำเลยสมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทกับผู้ตายทั้งสอง แม้ผู้ตายทั้งสองจะได้ใช้สิ่งของทุบและใช้เท้าถีบรถยนต์ของจำเลยก่อนก็ตาม จำเลยก็ไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า การที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายผู้ตายทั้งสองจนถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายที่ 2 หลายครั้ง แล้วย้อนกลับมาแทงผู้ตายที่ 1 ขณะที่ผู้ตายที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ตายที่ 1 จะลงจากรถจักรยานยนต์เข้าไปช่วยเหลือผู้ตายที่ 2 หรือเข้าไปทำร้ายจำเลยแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า จุดมุ่งหมายในการแทงของจำเลยแยกออกจากกันได้ว่าจำเลยประสงค์จะแทงผู้ตายคนใด มิใช่แทงในขณะที่มีการชุลมุนกัน แม้การแทงผู้ตายทั้งสองจะเกิดจากมูลเหตุเดียวกันและต่อเนื่องกัน ก็สามารถแยกเจตนาในขณะที่จำเลยลงมือกระทำความผิดได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องที่ 2 นั้นสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยกับผู้ตายทั้งสองสมัครใจเข้าวิวาทกัน และผู้ตายทั้งสองเป็นฝ่ายเข้ามาหาเรื่องจำเลยกับพวกก่อนก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่จำเลยแทงผู้ตายทั้งสองอย่างรุนแรงหลายครั้งจนเกิดบาดแผลทั่วร่างกาย และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา แม้ผู้ตายทั้งสองจะกระทำละเมิดต่อทรัพย์สินของจำเลยก่อนก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่ผู้ตายที่ 2 ไม่มีอาวุธในมือ วิ่งหนีจำเลยแล้วจำเลยวิ่งไล่ตามไปจ้วงแทง แล้วย้อนกลับมาแทงผู้ตายที่ 1 ขณะที่ผู้ตายที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ตายที่ 1 จะลงจากรถจักรยานยนต์ไปช่วยเหลือผู้ตายที่ 2 อันเป็นการรุมทำร้ายจำเลยหรือลงมาต่อสู้กับจำเลยแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรงยิ่งกว่าการกระทำละเมิดของผู้ตายทั้งสอง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้ร้องที่ 2 เรียกร้องนั้นเป็นการคาดเดาเอาเองและสูงเกินส่วนไม่เป็นความจริง จำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในรายละเอียดว่าสูงเกินไปอย่างไร หรือไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงอย่างไร ซึ่งตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นได้ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยแยกแยะถึงค่าสินไหมทดแทนในแต่ละรายการไว้โดยละเอียดแล้ว เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดที่จำเลยกระทำต่อผู้ตายทั้งสองแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในค่าสินไหมทดแทนสองในสามส่วน โดยกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 566,666.66 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 และผู้ร้องที่ 2 รวมเป็นเงิน 477,585.33 บาท นั้น พอสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างยื่นฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคแรก เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 ซึ่งตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคแรก รวมเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 ใหม่ ที่อาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและบวกด้วยอัตราเพิ่มดังกล่าว แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 12 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 24 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี เมื่อรวมกับความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุก 16 ปี และปรับ 500 บาท และให้ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยในต้นเงินค่าสินไหมทดแทนเป็นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นแต่ต้องไปเกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — นางสาว ก. กับพวก
ผู้ร้อง — นาย บ. กับพวก
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางศศิอนงค์ จงกลนี ปรางทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกิตติ อารีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อนันต์ คงบริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4313/2565
#689190
เปิดฉบับเต็ม

ตามคําร้องสอดผู้ร้องสอดกล่าวอ้างว่าจําเลยไม่เคยมีการประชุม และมีมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ โจทก์และกรรมการชุดใหม่ของจําเลยฉ้อฉลทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จําเลย ผู้ร้อง และผู้ถือหุ้นเสียหาย คําร้องสอดดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดต้องเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ในฐานะที่เป็นกรรมการโดยชอบด้วยกฎหมายของจําเลยและเป็นผู้ถือหุ้นที่อาจจะได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์และกรรมการชุดใหม่ซึ่งมีผลต่อสถานะของผู้ร้องสอด และกระทบต่อผู้ถือหุ้นตลอดจนทรัพย์สินของบริษัทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิยื่นคําร้องสอดเข้ามาในคดี และมีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีมูลหนี้อยู่จริง และเป็นมูลหนี้ที่ขาดอายุความ ทั้งจําเลยหลุดพ้นจากมูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว เนื่องจากโจทก์ไม่มีคําขอรับชําระหนี้ในคดีที่จําเลยขอฟื้นฟูกิจการขึ้นต่อสู้ได้

โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจําเลยในขณะนั้น และยังเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท ผ. ทำสัญญาโอนทรัพย์ชําระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แม้ตามสัญญาโอนทรัพย์ชําระหนี้จะเป็นนิติกรรมระหว่างโจทก์กับบริษัท ผ. ก็ตาม แต่ข้อตกลงในสัญญา ข้อ 3. ระบุว่า โจทก์ตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. ทันที เมื่อบริษัท ผ. พร้อมในการดำเนินการจดทะเบียน ดังนั้น โจทก์ต้องผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา หากบริษัท ผ. มีความพร้อมในการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อใด โจทก์ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เมื่อนั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์มีความผูกพันเพื่อผู้อื่นในอันจะต้องใช้หนี้ มีส่วนได้เสียในการใช้หนี้ และเข้าใช้หนี้นั้นแทนจําเลยซึ่งจะมีผลให้โจทก์ได้รับช่วงสิทธิจากบริษัท ผ. เรียกร้องให้จําเลยชําระหนี้ได้ทันทีตาม ป.พ.พ. มาตรา 229 (3) แม้ขณะจําเลยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. แต่ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2546 โจทก์ได้ส่งมอบโฉนดที่ดินทั้ง 7 แปลง ข้างต้น ให้แก่บริษัท ผ. เพื่อให้บริษัท ผ. นําไปใช้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารโดยอ้างถึงข้อตกลงในสัญญาโอนทรัพย์ชําระหนี้ แสดงว่าโจทก์เข้าผูกพันตนชําระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจําเลยตามสัญญาโดยการส่งมอบเอกสารสิทธิของที่ดินที่โจทก์มีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บริษัท ผ. ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการชําระหนี้ และบริษัท ผ. ได้เข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาแล้ว ดังนี้ มูลหนี้จึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. หลังจากที่จําเลยพ้นจากการฟื้นฟูกิจการแล้วก็ตาม แต่เป็นเรื่องของเวลาการชําระหนี้ด้วยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามข้อตกลงในสัญญาโอนทรัพย์ชําระหนี้ซึ่งเป็นคนละกรณีกับที่มูลหนี้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เมื่อมูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคําขอรับชําระหนี้ เมื่อการฟื้นฟูกิจการของจําเลยเป็นผลสำเร็จตามแผนและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจําเลย จําเลยจึงหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่กับโจทก์แล้วตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง และมาตรา 90/75 แต่ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ไม่มีบทบัญญัติระบุว่า การหลุดพ้นจากหนี้ทำให้หนี้ระงับสิ้นไป ทั้งตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. หนี้จะระงับสิ้นไปเมื่อได้มีการชําระหนี้ครบถ้วน ปลดหนี้ หักกลบลบหนี้ แปลงหนี้ใหม่ และหนี้เกลื่อนกลืนกัน การที่จําเลยหลุดพ้นจากการชําระหนี้คงมีผลเพียงว่า เจ้าหนี้หมดสิทธิที่จะเรียกให้ลูกหนี้ชําระหนี้ และจําเลยไม่ต้องชําระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เท่านั้น แม้จะฟังว่าหนี้ขาดอายุความ แต่การที่หนี้ขาดอายุความก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติระบุว่าให้หนี้ระงับสิ้นไปเช่นเดียวกัน ดังนั้น มูลหนี้อันเกิดจากการที่โจทก์ชําระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจําเลย ซึ่งเป็นที่มาของหนังสือรับสภาพหนี้กับสัญญาจำนำหุ้นดังกล่าว จึงยังคงมีอยู่ เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจําเลยแล้ว ผู้บริหารของจําเลยย่อมมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของจําเลยได้ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/75 (1) การที่จําเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ในหนี้ที่โจทก์ได้ชําระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจําเลยตามสัญญาโอนทรัพย์ชําระหนี้และได้ทำสัญญาจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ จึงเป็นนิติกรรมที่จําเลยทำขึ้นด้วยความสมัครใจ มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ จึงมีผลบังคับตามกฎหมาย จําเลยจึงต้องชําระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาจำนำหุ้นตามฟ้องให้แก่โจทก์ จําเลยจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว สัญญาจำนำจึงเป็นหนี้อุปกรณ์ที่มีขึ้นเพื่อเป็นประกันการชําระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งเป็นหนี้ประธาน ความรับผิดตามสัญญาจำนำหุ้นย่อมไม่เกินจำนวนหนี้ประธาน ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาจำนำหุ้นจึงต้องบังคับตามหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชําระเสร็จเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 115,243,835.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนำหุ้นบริษัท ผ. และทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า หนังสือรับสภาพหนี้ กับสัญญาจำนำหุ้นเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำฟ้องและคำร้องสอด

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดและแก้ไขคำให้การขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์และจำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องสอด โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยให้ตกเป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 โจทก์ตกลงโอนที่ดินที่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ รวม 7 แปลง ให้แก่บริษัท ผ. เพื่อชำระหนี้แทนจำเลย คิดเป็นมูลค่า 80,000,000 บาท โดยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวทันที เมื่อบริษัท ผ. พร้อมดำเนินการจดทะเบียน วันที่ 1 ธันวาคม 2546 โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดิน 7 แปลง ดังกล่าว ให้แก่บริษัท ผ. นำไปใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และได้มีการบันทึกการรับโอนที่ดินไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินของบริษัท ผ. ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา วันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง วันที่ 18 ธันวาคม 2549 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยตามคดีหมายเลขแดงที่ 8556/2549 โดยโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 ศาลล้มละลายกลางเห็นว่าการฟื้นฟูกิจการของจำเลยได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผนแล้ว จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลย วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยบันทึกรายการเจ้าหนี้ลงในบัญชีของจำเลยในนามของโจทก์ที่ได้ดำเนินการโอนที่ดินชำระหนี้แทนให้แก่บริษัท ผ. ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ตกลงที่จะบันทึกภาระหนี้ให้โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยในมูลหนี้ 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ วันที่ 3 มีนาคม 2559 จำเลยทำสัญญาจำนำหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท ผ. โดยจำเลยส่งมอบใบหุ้นและตราสารการโอนหุ้นที่จำนำให้แก่โจทก์ พร้อมทั้งจดแจ้งการจำนำหลักทรัพย์ เป็นประกันหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2559 โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 7 แปลง ให้แก่บริษัท ผ. หลังจากครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยไม่ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้และไถ่ถอนจำนำ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนำแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ผู้ร้องสอดมีอำนาจยื่นคำร้องสอดหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดบรรยายในคำร้องสอดทำนองว่า นอกจากผู้ร้องสอดจะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยแล้ว ผู้ร้องสอดยังมีสถานะเป็นกรรมการที่ชอบด้วยกฎหมายของบริษัทจำเลย ในวันที่ 9 เมษายน 2556 คณะกรรมการของบริษัทจำเลยไม่เคยมีมติให้เรียกนัดประชุมสามัญ ประจำปี 2556 ผู้ร้องสอดและกรรมการของบริษัทไม่ได้มีเจตนาลาออกจากการเป็นกรรมการ และที่ประชุมของบริษัทไม่เคยมีมติแต่งตั้งนายไกรสินและนายไกรภพ เป็นกรรมการบริษัท โจทก์ในฐานะกรรมการคนหนึ่งของบริษัทจำเลยนำข้อความอันเป็นเท็จไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการ กรรมการชุดใหม่ของจำเลยจึงเป็นกรรมการที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่เคยมีการประชุมและมีมติแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ โจทก์และกรรมการชุดใหม่ของจำเลยฉ้อฉลทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลย ผู้ร้อง และผู้ถือหุ้นเสียหาย คำร้องสอดของผู้ร้องสอดดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดต้องเข้ามาเป็นคู่ความ เพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ในฐานะที่เป็นกรรมการโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและเป็นผู้ถือหุ้นที่อาจจะได้รับความเสียหายจากการกระทำของโจทก์และกรรมการชุดใหม่ซึ่งมีผลต่อสถานะของผู้ร้องสอด และกระทบต่อผู้ถือหุ้นตลอดจนทรัพย์สินของบริษัทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดี และมีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีมูลหนี้อยู่จริง และเป็นมูลหนี้ที่ขาดอายุความ ทั้งจำเลยหลุดพ้นจากมูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว เนื่องจากโจทก์ไม่มีคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่จำเลยขอฟื้นฟูกิจการขึ้นต่อสู้ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ และสัญญาจำนำหุ้นตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/75 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการมีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ เว้นแต่หนี้ซึ่งเจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการจะได้ขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว..." และมาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม เว้นแต่หนี้ที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีหรือหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้" คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า วันที่ 30 กันยายน 2541 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยในขณะนั้น และยังเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท ผ. ทำสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แม้ตามสำเนาสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ดังกล่าวจะเป็นนิติกรรมระหว่างโจทก์กับบริษัท ผ. ก็ตาม แต่ข้อตกลงในสัญญา ข้อ 3. ระบุว่า โจทก์ตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. ทันที เมื่อบริษัท ผ. พร้อมในการดำเนินการจดทะเบียน ดังนั้น โจทก์ต้องผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา หากบริษัท ผ. มีความพร้อมในการจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อใด โจทก์ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เมื่อนั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์มีความผูกพันเพื่อผู้อื่นในอันจะต้องใช้หนี้ มีส่วนได้เสียในการใช้หนี้และเข้าใช้หนี้นั้นแทนจำเลยซึ่งจะมีผลให้โจทก์ได้รับช่วงสิทธิจากบริษัท ผ. เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) แม้หลังจากโจทก์และบริษัท ผ. ทำสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ดังกล่าว และขณะจำเลยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. เพราะบริษัทยังไม่พร้อมที่จะจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของตัวโจทก์ว่า หลังจากทำสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้แล้ว ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2546 โจทก์ได้ส่งมอบโฉนดที่ดินทั้ง 7 แปลง ข้างต้น ให้แก่บริษัท ผ. เพื่อให้บริษัท ผ. นำไปใช้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยอ้างถึงข้อตกลงในสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ที่โจทก์ทำกับบริษัท ผ. ดังกล่าว แสดงว่าโจทก์เข้าผูกพันตนชำระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจำเลยตามสัญญาโดยการส่งมอบเอกสารสิทธิของที่ดินที่โจทก์มีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บริษัท ผ. ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการชำระหนี้ และบริษัท ผ. ได้เข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาแล้ว ดังนี้ มูลหนี้จึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. หลังจากที่จำเลยพ้นจากการฟื้นฟูกิจการแล้วก็ตาม แต่เป็นเรื่องของเวลาการชำระหนี้ด้วยการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามข้อตกลงในสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ซึ่งเป็นคนละกรณีกับที่มูลหนี้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า วันที่ 18 ธันวาคม 2549 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ 8556/2549 ให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย มูลแห่งหนี้จึงเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เมื่อการฟื้นฟูกิจการของจำเลยเป็นผลสำเร็จตามแผนและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยในเวลาต่อมา จำเลยจึงหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่กับโจทก์แล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง และมาตรา 90/75 ดังกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ดีแม้จำเลยหลุดพ้นจากการชำระหนี้แล้วก็ตาม แต่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ไม่มีบทบัญญัติระบุว่า การหลุดพ้นจากหนี้ทำให้หนี้ระงับสิ้นไป ทั้งตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หนี้จะระงับสิ้นไปเมื่อได้มีการชำระหนี้ครบถ้วน ปลดหนี้ หักกลบลบหนี้ แปลงหนี้ใหม่ และหนี้เกลื่อนกลืนกัน การที่จำเลยหลุดพ้นจากการชำระหนี้คงมีผลเพียงว่า เจ้าหนี้หมดสิทธิที่จะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และจำเลยไม่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เท่านั้น ส่วนกรณีที่มูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ขาดอายุความหรือไม่นั้น แม้จะฟังว่าหนี้ขาดอายุความ แต่การที่หนี้ขาดอายุความก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติระบุว่าให้หนี้ระงับสิ้นไปเช่นเดียวกัน ดังนั้น มูลหนี้อันเกิดจากการที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจำเลย ซึ่งเป็นที่มาของหนังสือรับสภาพหนี้กับสัญญาจำนำหุ้นดังกล่าว จึงยังคงมีอยู่ไม่ระงับสิ้นไป ส่วนที่ผู้ร้องสอดตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ว่ามูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีอยู่จริง ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยนั้นในข้อนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในทำนองว่า หนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งมีที่มาจากสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้เป็นหนี้ที่มีอยู่จริง ผู้ร้องสอดมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือตั้งประเด็นนี้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่ผู้ร้องสอดตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ทำนองว่า หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้ว ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2561 ปรากฏว่าในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ. 455/2561 ของศาลแพ่งธนบุรีที่โจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ศาลได้วินิจฉัยว่า ที่ดินทั้ง 7 แปลง ที่โจทก์จดทะเบียนโอนชำระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจำเลย เป็นทรัพย์สินของครอบครัวโตทับเที่ยง เป็นกงสีไม่ใช่ทรัพย์สินของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าหนี้ของจำเลย มูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้จึงไม่มีอยู่จริงนั้น เห็นว่า ผู้ร้องสอดไม่ได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในคำร้องสอด จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องสอดไม่อาจตั้งประเด็นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากที่การฟื้นฟูกิจการของจำเลยได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จตามแผน และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยแล้ว ผู้บริหารของจำเลยย่อมมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/75 (1) การที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ ให้แก่โจทก์ในหนี้ที่โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ผ. แทนจำเลยตามสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ และได้ทำสัญญาจำนำหุ้น เป็นประกันหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ จึงเป็นนิติกรรมที่จำเลยทำขึ้นด้วยความสมัครใจ มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงมีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาจำนำหุ้นตามฟ้องให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,000,000 บาท นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2541 ถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยตัวโจทก์เบิกความอ้างว่าเหตุที่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2541 เพราะโจทก์เห็นว่าเป็นวันที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์จากการใช้สอยที่ดินทั้ง 7 แปลง เพราะต้องนำที่ดินไปดำเนินการตามข้อตกลงที่โจทก์ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. เพื่อชำระหนี้แทนจำเลย นั้น เห็นว่า ในวันที่ 26 กันยายน 2541 โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บริษัท ผ. โจทก์ไม่ได้ขาดประโยชน์จากการใช้สอยที่ดิน ทั้งโจทก์และบริษัท ผ. ทำสัญญาโอนทรัพย์ชำระหนี้ ซึ่งเป็นที่มาของหนังสือรับสภาพหนี้ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 และไม่ได้ระบุให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยกับจำเลยได้ ทั้งในวันที่ 21 เมษายน 2559 ที่โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 7 แปลง ให้แก่บริษัท ผ. แทนจำเลย ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาแก่จำเลยตั้งแต่วันดังกล่าวได้หรือไม่และในอัตราเท่าใด อย่างไรก็ดี จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามพฤติการณ์แสดงว่าต้องมีการเรียกดอกเบี้ยให้แก่กัน จึงสมควรกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งเป็นวันทำหนังสือรับสภาพหนี้จนถึงวันฟ้อง ส่วนดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่ระบุในสัญญาจำนำ ซึ่งมีข้อความว่า จำเลยจำนำหุ้นเป็นประกันหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว สัญญาจำนำจึงเป็นหนี้อุปกรณ์ที่มีขึ้นเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งเป็นหนี้ประธาน ความรับผิดตามสัญญาจำนำหุ้นย่อมไม่เกินจำนวนหนี้ประธาน ดังนี้ เมื่ออัตราดอกเบี้ยตามสัญญาจำนำหุ้นสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระบุในหนังสือรับสภาพหนี้อัตราดอกเบี้ยจึงต้องบังคับตามหนังสือรับสภาพหนี้ ดังนั้น โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เท่านั้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนำหุ้นของบริษัท ผ. 30 ฉบับ ตามใบหุ้นเลขที่ 05240100001392 ถึง เลขที่ 05240100001402 และใบหุ้นเลขที่ 05240100001479 ถึง เลขที่ 05240100001497 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ ยกคำร้องของผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความทุกฝ่ายทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 229 (3) ม. 1169
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27 ม. 90/75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
ผู้ร้องสอด — นาย ล.
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประสิทธิ์ รุจิวณิชย์กุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
เผด็จ ชมพานิชย์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4308/2565
#688317
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับรองการชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 มีข้อความและเจตนาเข้าทำสัญญาอันมีลักษณะเป็นสัญญาค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคหนึ่ง แต่สัญญาค้ำประกันดังกล่าวได้ทำขึ้นภายหลัง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 681 และมาตรา 685/1 ที่แก้ไขมาใช้บังคับ เมื่อมูลหนี้ตามคำฟ้องเกิดขึ้นภายหลังการทำสัญญาค้ำประกัน จึงเป็นการประกันมูลหนี้ที่อาจสมบูรณ์ได้ในอนาคต เมื่อเป็นการค้ำประกันลูกหนี้หลายรายรวมกัน โดยไม่มีรายละเอียดระบุจำนวนสูงสุดที่ค้ำประกันในลูกหนี้ในแต่ละราย และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกันไว้ สัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นบรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา 681 วรรคสอง จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 685/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 152,337.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 142,538.05 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงิน 142,538.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 19 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ ให้จำเลยที่ 3 ชำระแทน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 19 ตุลาคม 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้มีผลบังคับ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาไม่ให้เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ซึ่งมีนายสมบัติ บิดาจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ระหว่างวันที่ 18 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 และระหว่างวันที่ 5 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2562 จำเลยที่ 2 สั่งซื้อคอนกรีตผสมเสร็จไปจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการรับเหมาก่อสร้างโครงการก่อสร้างโรงเรียน น. ของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง รวมเป็นเงินค้างชำระ 142,538.05 บาท และได้รับสินค้าแล้ว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 กองทัพอากาศทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ก่อสร้างอาคารโครงการโรงเรียน น. มูลหนี้ตามคำฟ้องเกิดขึ้นภายหลังการทำหนังสือรับรองการชำระหนี้ หนังสือรับรองการชำระหนี้ดังกล่าวมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า หนังสือรับรองการชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสัญญาค้ำประกันหรือสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่ง เห็นว่า ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคหนึ่ง คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น โดยมีผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในนิติสัมพันธ์ด้วยกันสามฝ่าย คือเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลภายนอก คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องตั้งสิทธิเป็นประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยที่ 2 สั่งซื้อคอนกรีตผสมเสร็จไปจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการรับเหมาก่อสร้างของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกัน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ยินยอมรับผิดชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การและนำสืบรับว่า จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในหนังสือค้ำประกันแทนห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. แต่อ้างว่ากระทำโดยไม่มีอำนาจและแจ้งยกเลิกแล้ว ซึ่งหนังสือรับรองการชำระหนี้มีข้อความว่า "หนังสือฉบับนี้ออกโดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ส....ให้การรับรองแก่บริษัท ธ....สำหรับการชำระหนี้ที่ถึงกำหนดชำระและหนี้ที่ค้างชำระอันเกิดจากการสั่งซื้อคอนกรีตที่ใช้ในการก่อสร้างโครงการโรงเรียน น....ของบริษัทนิติบุคคลดังต่อไปนี้...6 ห้างห้างหุ้นส่วนจำกัด จ." และตอนท้ายของหนังสือรับรองดังกล่าวระบุว่า หากบริษัทดังกล่าวผิดนัดในการชำระหนี้ค่าคอนกรีตที่ใช้ในการก่อสร้างโครงการโรงเรียน น. อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ทางห้างฯ จะรับผิดชอบชำระหนี้แทนบริษัทดังกล่าว โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น และมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ลงนาม พร้อมประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ดังนี้ เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ ทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 3 ประกอบข้อความในหนังสือรับรองการชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว แสดงให้เห็นโดยแจ้งชัดว่า โจทก์และจำเลยที่ 3 ต่างมีเจตนาเข้าทำสัญญาโดยทราบและเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำสัญญาดีว่าเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ในกรณีจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าสั่งซื้อคอนกรีตผสมเสร็จ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการผูกพันตนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. โดยจำเลยที่ 3 ในอันที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ว่าหากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ตนตกลงที่จะชำระหนี้นั้นให้แทน ทั้งนี้ โดยไม่มีข้อสัญญาต่างตอบแทนอื่นใดเป็นพิเศษเพิ่มเติม หนังสือรับรองการชำระหนี้ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาอุปกรณ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการชำระหนี้ประธาน ที่โจทก์ต้องการถือประโยชน์จากการมีผู้เข้าผูกพันตนดังกล่าวเป็นสำคัญอันเป็นการค้ำประกันทั่ว ๆ ไป หาได้แตกต่างจากค้ำประกันตามความหมายของสัญญาค้ำประกันดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคหนึ่ง แต่ประการใดไม่ ทั้งนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังเป็นเรื่องการซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จที่จำเลยที่ 3 หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มิได้รับผลประโยชน์ใดๆ โดยตรงจากนิติสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นการตอบแทน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะนำคอนกรีตผสมเสร็จไปใช้ในโครงการก่อสร้างโรงเรียน น. ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เป็นคู่สัญญา ก็ไม่อาจถือได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. หรือ จำเลยที่ 3 ซึ่งลงนามผูกพันในหนังสือรับรองการชำระหนี้นั้นเป็นลูกหนี้ของโจทก์ และมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หากแต่เป็นบุคคลภายนอกซึ่งสามารถเข้าทำสัญญาค้ำประกันในหนี้ของผู้อื่นตามความหมายของมาตรา 680 วรรคหนึ่งได้ ประกอบกับคำบรรยายฟ้องของโจทก์และหนังสือรับรองการชำระหนี้ดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงถึงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ว่าต่างมีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันเป็นส่วนตัวอย่างไร หรือมีข้อเท็จจริงที่ทำให้แตกต่างจากสัญญาค้ำประกันอย่างไร อันศาลจะยกข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องนั้นขึ้นมาวินิจฉัยได้เองว่าจะต้องด้วยบทกฎหมายเรื่องใด การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 มีลักษณะผูกพันตนเองเข้าทำสัญญาไม่มีชื่ออย่างหนึ่ง แล้วนำพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 มาวินิจฉัยประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 134 จึงเป็นกรณีที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า หนังสือรับรองการชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นสัญญาค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อหนังสือรับรองการชำระหนี้เป็นสัญญาค้ำประกันดังวินิจฉัยและทำขึ้นภายหลังพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) มีผลใช้บังคับ จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยค้ำประกันมาตรา 681 และ 685/1 ที่แก้ไข มาใช้บังคับ คดีนี้มูลหนี้ตามคำฟ้องเกิดขึ้นภายหลังการทำสัญญาค้ำประกัน กรณีจึงเป็นการประกันมูลหนี้ที่อาจสมบูรณ์ได้ในอนาคต ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่า "หนี้ในอนาคต หรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริงก็ประกันได้ แต่ต้องระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้รายที่ค้ำประกัน ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน..." แต่เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาค้ำประกันกลับปรากฏว่า เป็นการค้ำประกันลูกหนี้หลายรายรวมกัน โดยไม่มีรายละเอียดระบุจำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกันในลูกหนี้ในแต่ละราย และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกันไว้ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าสัญญาจ้างทำการก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาค้ำประกันนั้น ไม่ปรากฏข้อความตอนใดในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวที่แสดงให้เห็นว่าสัญญาจ้างทำการก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาค้ำประกันด้วย ส่วนที่นางศรีสุดา กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เบิกความว่าสัญญาจ้างทำการก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 3 แจ้งว่าจำนวนวงเงินค้ำประกันและระยะเวลาในการค้ำประกันให้เป็นไปตามสัญญาจ้างทำการก่อสร้างนั้น เป็นการนำสืบนอกเหนือจากข้อความที่ปรากฏในเอกสาร โดยจำเลยที่ 3 มิได้ยอมรับ เมื่อสัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว การตีความจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด จะตีความไปในทางขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันให้เกินเลยไปกว่าข้อความที่ปรากฏชัดแจ้งในสัญญาค้ำประกันไม่ได้ จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามมาตรา 11 ว่าสัญญาจ้างทำการก่อสร้างมิใช่ส่วนหนึ่งของสัญญาค้ำประกัน ดังนี้ เมื่อสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 มิได้ระบุจำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงเป็นบรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา 681 วรรคสอง ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 685/1 แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. แต่สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวนตามมาตรา 1088 วรรคหนึ่ง หรือไม่ก็ตาม จำเลยที่ 3 ก็ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 วรรคหนึ่ง ม. 681 ม. 685/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธ.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสระบุรี — นายพัชรพงศ์ สอนใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางนุสรา สาระสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4293/2565
#687517
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท ส่วนความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท แม้บทกฎหมายที่ระวางโทษในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกขั้นสูงเท่ากัน คือ จำคุกไม่เกินสิบปีแต่ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ มีระวางโทษจำคุกขั้นต่ำสามปีด้วย ความผิดดังกล่าวจึงมีโทษหนักกว่าความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 จึงต้องลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ มาตรา 42 (2), 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 3 ปี อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้แก้ไขบทมาตราแห่งความผิดเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องเท่านั้นจึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี และให้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี กับให้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถของจำเลย

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสี่ ด้วยเหตุเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้นชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าต้องลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด เห็นว่า ในขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ส่วนความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท แม้บทกฎหมายที่ระวางโทษในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว มีระวางโทษจำคุกขั้นสูงเท่ากันคือจำคุกไม่เกินสิบปี แต่ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ มีระวางโทษจำคุกขั้นต่ำสามปีด้วย ความผิดดังกล่าวจึงมีโทษหนักกว่าความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมานั้นชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามฎีกาข้อต่อไปของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 42 (2), 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้แก้ไขบทมาตราแห่งความผิด เพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องเท่านั้น จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 291
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 43 (4) ม. 157 ม. 160 ตรี วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายวรกร แก้วศรีจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายรุ่งอรุณ หลินหะตระกูล
ชื่อองค์คณะ
เชด กวีบริบูรณ์
เรวัตร สกุลคล้อย
เมธี ประจงการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4289/2565
#689188
เปิดฉบับเต็ม

คงมีปัญหาตามว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ตามพยานหลักฐานของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์เข้ารับการรักษากับจำเลยด้วยวิธีการจัดฟัน ต่อมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โจทก์มีอาการเหงือกอักเสบบริเวณฟันหน้าด้านบนขวา แต่จำเลยยังดำเนินการจัดฟันต่อไป โจทก์เห็นว่าการรักษาของจำเลยไม่เกิดผลดี จึงไปพบทันตแพทย์ ห. ที่คลินิกทันตกรรม อ. ซึ่งมีการเอกซเรย์ฟันโจทก์และแนะนำให้ถอนฟันออก โดยให้โจทก์กลับไปปรึกษากับจำเลยที่ตรวจดูแลโจทก์มาตั้งแต่ต้น วันที่ 27 มิถุนายน 2559 โจทก์ไปพบจำเลยพร้อมกับใบส่งตัวและฟิลม์เอกซเรย์ จำเลยแจ้งว่าให้ถอนฟันออก 2 ซี่ ยุติการจัดฟันและถอดเครื่องมือจัดฟันออก บ่งชี้ว่าในขณะนั้น ทันตแพทย์ ห. และโจทก์ยังไม่ทราบว่าอาการเหงือกอักเสบของโจทก์เกิดจากการรักษาของจำเลยหรือไม่ มิเช่นนั้นแล้ว ทันตแพทย์ ห. คงจะไม่ส่งตัวให้โจทก์กลับไปรักษากับจำเลยอีก ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2559 เมื่อฟันหน้าบนขวาซี่ที่ 12 ของโจทก์ล้ม โจทก์ไปพบทันตแพทย์ที่คลินิกทันตกรรม อ. อีกครั้ง ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาเห็นว่าอาการรุนแรงจึงส่งตัวโจทก์ไปที่โรงพยาบาล ท. และวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ทันตแพทย์ของโรงพยาบาล ท. พิจารณาฟิลม์เอกซเรย์แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นโรคปริทันต์อักเสบอย่างรุนแรงเฉพาะตำแหน่ง และวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 ได้ถอนฟันซี่ที่ 12 ออก หลังจากนั้นโจทก์ไปพบทันตแพทย์ที่โรงพยาบาล ท. เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559 วันที่ 9 กันยายน 2559 และวันที่ 23 กันยายน 2559 รวม 3 ครั้ง เป็นการรักษาโดยการขูดหินปูน เกลารากฟันซ้ำ กรอแต่งเฝือก และถ่ายภาพเอกซเรย์เท่านั้น ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2559 จึงมีการวางแผนผ่าตัดเปิดแผ่นเหงือก และสรุปแนวทางการรักษาเบื้องต้น และค่าใช้จ่ายโดยประมาณจำนวน 800,700 บาท คำเบิกความของโจทก์ที่ว่า โจทก์ทราบถึงการกระทำละเมิดและผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนระหว่างวันที่ 9 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 ระหว่างการรักษาโรคเหงือกนั้นจึงมีน้ำหนักรับฟัง และไม่เชื่อว่าโจทก์ทราบถึงการกระทำละเมิด และผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2559 ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ถึงการกระทำละเมิดและผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้กำหนดค่าเสียหายในส่วนการผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างจำนวน 250,000 บาท ชอบหรือไม่ ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวตกอยู่แก่จำเลยตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 ตามคำเบิกความของ ก. พยานจำเลยอ้างทำนองว่าสาเหตุที่โจทก์เป็นเหงือกอักเสบหรือโรคปริทันต์เกิดจากการทำความสะอาดในช่องปากของโจทก์ไม่ดีเพียงพอ ไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย แต่ตามคำเบิกความของจำเลยและ ก. ได้ความว่า ขณะเริ่มจัดฟันจำเลยไม่ได้ถ่ายภาพเอกซเรย์ฟันของโจทก์ โดยจำเลยเบิกความว่าเหตุที่ไม่ทำการถ่ายภาพเอกซเรย์ฟันของโจทก์เนื่องจากเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และคลินิกของจำเลยไม่มีเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งตามคำเบิกความของรองศาสตราจารย์ น. ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ม. ว่า โดยปกติคนไข้ที่ประสงค์จะจัดฟันต้องมีการถ่ายภาพเอกซ์เรย์ก่อนจัดฟัน หากทันตแพทย์ไม่เอกซ์เรย์ก่อนทันตแพทย์ต้องรับความเสี่ยงและคนไข้ก็ต้องรับความเสี่ยงด้วย แสดงให้เห็นว่า การที่จำเลยจัดฟันให้แก่โจทก์โดยไม่มีการถ่ายภาพเอกซ์เรย์เพื่อเก็บประวัติก่อนการรักษา จะมีความเสี่ยงในการรักษา อีกทั้งจำเลยให้การว่าโจทก์ทราบอยู่แล้วว่า โจทก์เป็นโรคเหงือกแต่ก็มาจัดฟันกับจำเลย หากเป็นจริงดังที่จำเลยให้การ จำเลยก็ย่อมต้องทราบว่าโจทก์เป็นโรคเหงือกด้วยเช่นกัน และการถ่ายภาพเอกซ์เรย์ก่อนเพื่อให้ทราบว่าโจทก์เป็นโรคเหงือกยิ่งมีความสำคัญก่อนการจัดฟัน แต่คำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ของจำเลยอ้างว่าจำเลยถ่ายภาพเอกซ์เรย์เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายของโจทก์ อันเป็นการผิดวิสัยของผู้เป็นแพทย์พึงกระทำ นอกจากนี้ตามคำเบิกความของพยานจำเลยยังได้ความด้วยว่า หลังจากการจัดฟัน โจทก์มาพบที่คลินิกตามนัด และ ก. ทำความสะอาดและขูดหินปูนให้โจทก์ แต่ตามสำเนาเวชระเบียนและบันทึกการรักษา กลับไม่ปรากฏว่ามีการขูดหินปูนให้โจทก์แต่อย่างใด แม้ ก. จะอ้างว่า ในบางครั้งจะไม่ระบุว่ามีการขูดหินปูนในเวชระเบียนและบันทึกการรักษาเนื่องจากไม่ได้คิดค่ารักษาเนื่องจากเป็นการคิดค่ารักษาแบบเหมาจ่ายจึงไม่ได้คิดค่ารักษา ก็เป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของแพทย์ที่ทำการตรวจรักษาและไม่บันทึกประวัติการรักษาในเวชระเบียนและบันทึกการรักษา และตามคำเบิกความของรองศาสตราจารย์ น. ได้ความว่า เมื่อมีการเปลี่ยนยาง ทันตแพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติของเหงือกและเห็นหินปูนที่สะสมอยู่ ดังนั้น หากจำเลยตรวจช่องปากโจทก์ทุกครั้งที่โจทก์มาพบตามนัด จำเลยย่อมสังเกตเห็นได้ถึงความผิดปกติของเหงือกและหินปูน หากสงสัยว่าอาการผิดปกติดังกล่าวมีความรุนแรงจำเลยก็จำเป็นต้องส่งตัวโจทก์ไปถ่ายภาพเอกซ์เรย์เพื่อหาสาเหตุ และรักษาได้ทันท่วงที ตามคำเบิกความของจำเลยอ้างว่า วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยเพิ่งตรวจพบว่า โจทก์มีอาการเหงือกอักเสบและมีหนอง จำเลยเพียงแต่แนะนำให้โจทก์อมน้ำอุ่นผสมเกลือบ้วนปากเพื่อลดการบวมของเหงือก และจำเลยได้ตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า จำเลยขูดรากฟัน เกลารากฟันให้โจทก์ และแนะนำให้ดูแลรักษาความสะอาด ไม่ได้ให้ยาแก้อักเสบและไม่ได้ทำการถ่ายภาพเอกซ์เรย์ แต่ตามเอกสาร ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2559 ไม่ปรากฎว่ามีการรักษาโรคปริทันต์แต่อย่างใด คงมีเพียงการเปลี่ยนยางจัดฟัน แสดงให้เห็นว่า ขณะนั้นโจทก์มีอาการปริทันต์หรือเหงือกอักเสบอยู่ในขั้นรุนแรงแล้ว จำเลยควรจะตรวจพบแล้วแต่ไม่ได้รักษาหรือส่งตัวไปให้แพทย์เฉพาะทางเพื่อรักษา และยังคงทำการจัดฟันต่อไป จนต่อมาโจทก์ต้องไปพบทันตแพทย์ ห. ที่คลินิกทันตกรรม อ. และทันตแพทย์ ห. ถ่ายเอกซ์เรย์และแนะนำให้ถอนฟันออก และแนะนำให้กลับไปปรึกษากับจำเลยซึ่งเป็นผู้ตรวจดูแล และวันที่ 27 มิถุนายน 2559 โจทก์ไปพบกับจำเลยอีกครั้งพร้อมกับใบส่งตัวและภาพถ่ายเอกซ์เรย์ จำเลยแจ้งว่าให้ถอนฟันออก 2 ซี่ ยุติการจัดฟันและถอดเครื่องจัดฟัน แสดงให้เห็นว่า ในระหว่างระยะเวลาที่พบอาการเหงือกอักเสบในช่องปากของโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นทันตแพทย์ผู้ดูแลรักษาไม่ได้ใส่ใจหรือใช้ความระมัดระวังตามสมควรของวิชาชีพทันตแพทย์ จนเป็นเหตุให้อาการของโจทก์ลุกลาม การที่โจทก์ต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลทันตกรรม กับต้องผ่าตัดในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 และรักษาตัวต่อเนื่องหลังจากนั้น เกิดจากการรักษาของจำเลยที่ต่ำกว่ามาตรฐานของวิชาชีพทันตกรรม อันเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลย

จำเลยฎีกาทำนองว่า ค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบนและค่าเสริมกระดูกเทียม ไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย การสูญเสียกระดูกบริเวณรอบรากฟันอยู่ในความรู้เห็นเฉพาะของจำเลย และจำเลยมีภาระการพิสูน์ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งตามคำเบิกความของจำเลยและ ก. พยานจำเลยอ้างเป็นทำนองว่าสาเหตุดังกล่าวเกิดจากโจทก์ไม่ดูแลรักษาความสะอาด ไม่ได้เกิดจากการจัดฟัน แต่ตามคำเบิกความของจำเลยและพยานจำเลยดังกล่าว ไม่มีพยานสนับสนุนว่าสาเหตุดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการจัดฟันด้วย แม้ตามคำเบิกความของทันตแพทย์ ผ. พยานโจทก์รับว่าการสูญเสียกระดูกดังกล่าวไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดจากการจัดฟันอย่างเดียว อาจเกิดจากปัจจัยอื่นก็ได้แต่ก็ตอบคำถามค้านทนายจำเลยด้วยว่า หากคนไข้ใส่เครื่องมือจัดฟันแล้วทำความสะอาดไม่เพียงพอก็เป็นเหตุปัจจัยเสริมที่ก่อให้เกิดโรคได้เท่านั้น ลำพังโจทก์ไม่ดูแลรักษาความสะอาดจึงไม่น่าก่อให้เกิดโรคได้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังว่า ค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบนและค่าเสริมกระดูกเทียมไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบนเป็นเงิน 35,000 บาท และค่าเสริมกระดูกเทียมเป็นเงิน 51,000 บาท ด้วยนั้นจึงชอบแล้ว ส่วนค่าผ่าตัดขากรรไกรบนและล่าง ตามคำเบิกความของโจทก์ก็รับว่า สภาพฟันของโจทก์มีการจัดฟันผิดปกติมีลักษณะฟันล่างครอบฟันบน ช่องการตรวจข้อ 2 ระบุว่า โครงสร้างกระดูกขากรรไกรล่างยื่นมากกว่าปกติ ทำให้ไม่สามารถใส่ฟันเทียมที่บริเวณฟันหน้าบนในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ และในช่องลำดับการรักษาข้อ 4 ผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างเพื่อให้มีความสัมพันธ์ของขากรรไกรเป็นปกติ จึงฟังได้ว่า โจทก์มีปัญหาขากรรไกรบนและล่างมาก่อนการจัดฟันกับจำเลย แม้ในการใส่ฟันเทียมหน้าบน แพทย์จะต้องผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างให้มีความสัมพันธ์กัน แต่เหตุดังกล่าวไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,172,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 936,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กรกฎาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 686,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยประกอบวิชาชีพทันตแพทย์และเปิดสถานพยาบาลชื่อ คลินิก น. โจทก์เป็นลูกค้าของคลินิก น. เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2552 โจทก์มีปัญหาฟันล่างห่างและฟันบนเกจึงเข้ารับการรักษาโดยการจัดฟันกับจำเลย และรักษาต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2559 หลังจากนั้นโจทก์ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล ท.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า หลังจากจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งให้โจทก์ทำคำฟ้องฉบับใหม่มายื่นต่อศาล วันที่ 28 กันยายน 2561 โจทก์ยื่นคำฟ้องฉบับใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องฉบับใหม่แทนคำฟ้องฉบับเดิม และอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การฉบับใหม่ วันที่ 31 ตุลาคม 2561 จำเลยยื่นคำให้การฉบับใหม่ โดยให้การด้วยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การฉบับใหม่ของจำเลย โจทก์ยื่นคำแถลงว่า จำเลยยื่นแก้ไขคำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เป็นการตั้งประเด็นใหม่ภายหลังจากวันที่พ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว จึงขอโต้แย้งคำสั่งศาลที่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและรับคำให้การฉบับใหม่ของจำเลย คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์จึงชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา และจำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยอุทธรณ์ด้วยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ และโจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ส่วนที่ว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ โดยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและรับคำให้การฉบับใหม่ของจำเลยมาในคำแก้อุทธรณ์ด้วย จึงไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและรับคำให้การฉบับใหม่ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คงมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาโดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวอันเป็นการไม่ชอบ แต่ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนพอวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวได้ ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า ตามพยานหลักฐานของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์เข้ารับการรักษากับจำเลยด้วยวิธีการจัดฟัน ต่อมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2559 โจทก์มีอาการเหงือกอักเสบบริเวณฟันหน้าด้านบนขวา แต่จำเลยยังดำเนินการจัดฟันต่อไป โจทก์เห็นว่าการรักษาของจำเลยไม่เกิดผลดี จึงไปพบทันตแพทย์หรคุณ ที่คลินิกทันตกรรม อ. ซึ่งมีการเอกซเรย์ฟันโจทก์และแนะนำให้ถอนฟันออก โดยให้โจทก์กลับไปปรึกษากับจำเลยที่ตรวจดูแลโจทก์มาแต่ต้น วันที่ 27 มิถุนายน 2559 โจทก์ไปพบจำเลยพร้อมกับใบส่งตัวและฟิลม์เอกซเรย์ จำเลยแจ้งว่าให้ถอนฟันออก 2 ซี่ ยุติการจัดฟันและถอดเครื่องมือจัดฟันออก บ่งชี้ว่าในขณะนั้น ทันตแพทย์หรคุณและโจทก์ยังไม่ทราบว่าอาการเหงือกอักเสบของโจทก์เกิดจากการรักษาของจำเลยหรือไม่ มิเช่นนั้นแล้ว ทันตแพทย์หรคุณคงจะไม่ส่งตัวให้โจทก์กลับไปรักษากับจำเลยอีก ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2559 เมื่อฟันหน้าบนขวาซี่ที่ 12 ของโจทก์ล้ม โจทก์ไปพบทันตแพทย์ที่คลินิกทันตกรรม อ. อีกครั้ง ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาเห็นว่าอาการรุนแรงจึงส่งตัวโจทก์ไปที่โรงพยาบาล ท. และวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ทันตแพทย์ของโรงพยาบาล ท. พิจารณาฟิลม์เอกซเรย์แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์เป็นโรคปริทันต์อักเสบอย่างรุนแรงเฉพาะตำแหน่ง และวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 ได้ถอนฟันซี่ที่ 12 ออก หลังจากนั้นโจทก์ไปพบทันตแพทย์ที่โรงพยาบาล ท. เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559 วันที่ 9 กันยายน 2559 และวันที่ 23 กันยายน 2559 รวม 3 ครั้ง ก็เป็นการรักษาโดยการขูดหินปูน เกลารากฟันซ้ำ กรอแต่งเฝือก และถ่ายภาพเอกซเรย์ เท่านั้น ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2559 จึงมีการวางแผนผ่าตัดเปิดแผ่นเหงือก และสรุปแนวทางการรักษาเบื้องต้น และค่าใช้จ่ายโดยประมาณจำนวน 800,700 บาท แม้ตามประวัติการรักษาของโจทก์ ระบุวันที่ 7 มิถุนายน 2559 ไว้ด้วย ก็ไม่ปรากฏว่า โจทก์ไปรักษาที่โรงพยาบาล ท. ในวันที่ 7 มิถุนายน 2559 ด้วย แต่ตามใบสรุปการรักษาแนบท้ายประวัติการรักษาของโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์ได้รับการตรวจวินิจฉัยครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 ส่วนใบสรุปการรักษาแนบท้ายประวัติการรักษาของโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่ามีการสรุปค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2559 นั้น ในช่องลำดับการรักษาระบุว่า 1....(ฟันซี่ 12 ได้ถอนเรียบร้อยแล้ว) ซึ่งตามบันทึกการรักษา ระบุว่าถอนฟันซี่ 12 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 อันแสดงว่าใบสรุปการรักษาดังกล่าวทำขึ้นหลังวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 ไปแล้ว ทั้งใบสรุปการรักษาแนบท้ายประวัติการรักษาของโจทก์ ก็เป็นรายการการผ่าตัดเพื่อรักษาเหงือก รากฟันเทียม และต้องถอนฟันเพิ่มอีก 5 ซี่ เชื่อว่า ทันตแพทย์โรงพยาบาล ท. วางแผนการผ่าตัดพร้อมทั้งสรุปค่ารักษาเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2559 โจทก์จึงไม่อาจทราบถึงการกระทำละเมิดและผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมก่อนหน้านั้น คำเบิกความของโจทก์ที่ว่า โจทก์ทราบถึงการกระทำละเมิดและผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนระหว่างวันที่ 9 กันยายน 2559 ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 ระหว่างการรักษาโรคเหงือกนั้นจึงมีน้ำหนักรับฟัง และไม่เชื่อว่าโจทก์ทราบถึงการกระทำละเมิด และผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2559 ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 จึงยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ถึงการกระทำละเมิดและผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด และปัญหาตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้กำหนดค่าเสียหายในส่วนการผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างจำนวน 250,000 บาท ชอบหรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยประเด็นปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกัน สำหรับปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ นั้น ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวตกอยู่แก่จำเลย ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29 เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายกฤตชญ์พยานจำเลยอ้างทำนองว่าสาเหตุที่โจทก์เป็นเหงือกอักเสบหรือโรคปริทันต์เกิดจากการทำความสะอาดในช่องปากของโจทก์ไม่ดีเพียงพอ ไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย แต่ตามคำเบิกความของจำเลยและนายกฤตชญ์ได้ความว่า ขณะเริ่มจัดฟันจำเลยไม่ได้ถ่ายภาพเอกซเรย์ฟันของโจทก์ โดยจำเลยเบิกความว่าเหตุที่ไม่ทำการถ่ายภาพเอกซเรย์ฟันของโจทก์เนื่องจากเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และคลินิกของจำเลยไม่มีเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งตามคำเบิกความของรองศาสตราจารย์นิตา ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ม. ว่า ก่อนที่คนไข้จะเข้ารับการจัดฟันจะต้องมีการเก็บประวัติข้อมูลประกอบด้วย การถ่ายภาพในช่องปากและนอกช่องปาก ภาพรังสีหรือภาพเอกซเรย์กะโหลกศรีษะด้านข้างและภาพขากรรไกรบน ขากรรไกรล่าง ภาพรังสีหรือภาพเอกซ์เรย์กะโหลกศีรษะด้านข้างและภาพขากรรไกรบน ขากรรไกรล่าง ภาพรังสีหรือภาพเอกซ์เรย์ของฟันกรณีสงสัยเฉพาะที่ แม้คนไข้มีความผิดปกติการสบฟัน ทันตแพทย์ก็สามารถจัดฟันได้ โดยปกติคนไข้ที่ประสงค์จะจัดฟันต้องมีการถ่ายภาพเอกซ์เรย์ก่อนจัดฟัน หากทันตแพทย์ไม่เอกซ์เรย์ก่อนทันตแพทย์ต้องรับความเสี่ยงและคนไข้ก็ต้องรับความเสี่ยงด้วยเช่นกัน แสดงให้เห็นว่า การที่จำเลยจัดฟันให้แก่โจทก์โดยไม่มีการถ่ายภาพเอกซ์เรย์เพื่อเก็บประวัติก่อนการรักษา จะมีความเสี่ยงในการรักษา อีกทั้งจำเลยให้การว่าโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าโจทก์เป็นโรคเหงือกแต่ก็มาจัดฟันกับจำเลย หากเป็นจริงดังที่จำเลยให้การดังกล่าว จำเลยก็ย่อมต้องทราบว่าโจทก์เป็นโรคเหงือกด้วยเช่นกัน และการถ่ายภาพเอกซ์เรย์ก่อนเพื่อให้ทราบว่าโจทก์เป็นโรคเหงือกยิ่งมีความสำคัญก่อนการจัดฟัน แต่คำเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ของจำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ถ่ายภาพเอกซ์เรย์เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายของโจทก์ อันเป็นการผิดวิสัยของผู้เป็นแพทย์พึงกระทำ นอกจากนี้ตามคำเบิกความของจำเลยและนายกฤตชญ์พยานจำเลยยังได้ความด้วยว่า หลังจากที่จำเลยจัดฟันให้โจทก์แล้วได้นัดให้โจทก์มาพบ 2 สัปดาห์ต่อครั้ง เพื่อดูแลแนะนำเรื่องการทำความสะอาด บ่งชี้ว่าแม้โจทก์จะต้องดูแลความสะอาดในช่องปากหลังจากการจัดฟันแล้ว แต่จำเลยซึ่งเป็นทันตแพทย์ก็ยังมีหน้าที่คอยตรวจรักษาดูแลด้วย หากพบว่าช่องปากของโจทก์ไม่สะอาด และตามคำเบิกความของนายกฤตชญ์พยานจำเลยที่อ้างทำนองว่า หลังการจัดฟัน โจทก์มาพบที่คลินิกตามนัด และนายกฤตชญ์ทำความสะอาดและขูดหินปูนให้โจทก์ แต่ตามสำเนาเวชระเบียน และบันทึกการรักษากลับไม่ปรากฏว่าหลังจากที่มีการติดเครื่องมือจัดฟันแล้วมีการขูดหินปูนให้โจทก์แต่อย่างใด แม้ตามคำเบิกความของนายกฤตชญ์จะอ้างว่า ในบางครั้งจะไม่ระบุว่ามีการขูดหินปูนในเวชระเบียนและบันทึกการรักษาเนื่องจากไม่ได้คิดค่ารักษาเนื่องจากเป็นการคิดค่ารักษาแบบเหมาจ่าย ก็เป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของแพทย์ที่ทำการตรวจรักษาและไม่บันทึกประวัติการรักษาในเวชระเบียนและบันทึกการรักษา ตามคำเบิกความของรองศาสตราจารย์นิตา. ได้ความด้วยว่า เมื่อมีการเปลี่ยนยาง ทันตแพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติของเหงือกและเห็นหินปูนที่สะสมอยู่ แต่ทันตแพทย์จะไม่เห็นความผิดปกติของกระดูก การละลายของกระดูก ซึ่งต้องใช้วิธีการเอกซ์เรย์ ดังนั้น หากจำเลยตรวจช่องปากโจทก์ทุกครั้งที่โจทก์มาพบตามนัด จำเลยย่อมสังเกตเห็นได้ถึงความผิดปกติของเหงือกและหินปูน และหากสงสัยว่าอาการผิดปกติดังกล่าวมีความรุนแรงจำเลยก็จำเป็นต้องส่งตัวโจทก์ไปถ่ายภาพเอกซ์เรย์เพื่อหาสาเหตุ และรักษาได้ทันท่วงที ตามคำเบิกความของจำเลยอ้างทำนองว่า วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยเพิ่งตรวจพบว่าโจทก์มีอาการเหงือกอักเสบและมีหนอง จำเลยเพียงแต่แนะนำให้โจทก์อมน้ำอุ่นผสมเกลือบ้วนปากเพื่อลดการบวมของเหงือก และจำเลยได้ตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า จำเลยขูดรากฟัน เกลารากฟันให้โจทก์ และแนะนำให้ดูแลรักษาความสะอาด ไม่ได้ให้ยาแก้อักเสบ และไม่ได้ทำการถ่ายภาพเอกซ์เรย์ แต่ตามคำเบิกความของรองศาสตราจารย์นิตา. พยานโจทก์ปรากฏว่า ตามเวชระเบียนระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2559 ไม่ปรากฎว่ามีการรักษาโรคปริทันต์แต่อย่างใด คงมีเพียงการเปลี่ยนยางจัดฟัน และระยะเวลาดังกล่าวซึ่งห่างกัน 4 เดือน เป็นช่วงที่รุนแรงที่สุด ตามความเห็นน่าจะเป็นมาก่อนนั้นแล้ว แต่เหตุที่ไม่พบโรคเนื่องจากทันตแพทย์ไม่ได้ฉายภาพเอกซ์เรย์ การมองด้วยตาเปล่าไม่สามารถบอกระดับความรุนแรงได้ ทั้งยังเบิกความด้วยว่า อาการของโจทก์ ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นระยะลุกลามแล้ว การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือไม่สามารถรักษาได้ และตามคำเบิกความของทันตแพทย์หญิงผุสดี พยานโจทก์ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาปริทันต์ ได้ความว่า ตามเวชระเบียนวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งจำเลยตรวจพบฟันซี่ 12 มีปัญหา ทันตแพทย์ได้ติดตามดูแลแต่ไม่มีวิธีการรักษาจนกระทั่งวันที่ 4 มิถุนายน 2559 เมื่อจำเลยพบว่าฟันซี่ 12 มีอาการโยก แต่ในเวชระเบียนก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รักษาจนกระทั่งวันที่ 18 มิถุนายน 2559 เมื่อตรวจพบว่าฟันซี่ 12 มีอาการโยกระดับ 3 มีร่องลึก 6 ถึง 8 มิลลิเมตร มีหนองไหลด้านเพดาน มีรูเปิดของตุ่มหนองด้านเพดาน ซึ่งหากพบอาการเหล่านั้นแล้วควรต้องได้รับการรักษาด้วยการถอนออก หากไม่ถอนออกก็สามารถหลุดเองได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขณะนั้นโจทก์มีอาการปริทันต์หรือเหงือกอักเสบอยู่ในขั้นรุนแรงแล้ว จำเลยควรจะตรวจพบแล้วแต่ไม่ได้รักษาหรือส่งตัวไปให้แพทย์เฉพาะทางเพื่อรักษา และยังคงทำการจัดฟันต่อไป จนต่อมาโจทก์ต้องไปพบทันตแพทย์หรคุณที่คลินิกทันตกรรม อ. และทันตแพทย์หรคุณถ่ายเอกซ์เรย์และแนะนำให้ถอนฟันออก โดยแนะนำให้กลับไปปรึกษากับจำเลยซึ่งเป็นผู้ตรวจดูแล และวันที่ 27 มิถุนายน 2559 โจทก์ไปพบกับจำเลยอีกครั้งพร้อมกับใบส่งตัวและภาพถ่ายเอกซ์เรย์ จำเลยแจ้งว่าให้ถอนฟันออก 2 ซี่ ยุติการจัดฟันและถอดเครื่องจัดฟัน แสดงให้เห็นว่าในระหว่างระยะเวลาที่พบอาการเหงือกอักเสบในช่องปากของโจทก์ จำเลยซึ่งเป็นทันตแพทย์ผู้ดูแลรักษาไม่ได้ใส่ใจหรือใช้ความระมัดระวังตามสมควรของวิชาชีพทันตแพทย์ จนเป็นเหตุให้อาการของโจทก์ลุกลาม การที่โจทก์ต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลทันตกรรม กับต้องผ่าตัดในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 และรักษาตัวต่อเนื่องหลังจากนั้น เกิดจากการรักษาของจำเลยที่ต่ำกว่ามาตรฐานของวิชาชีพทันตกรรม อันเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงชอบแล้ว ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ซึ่งจำเลยฎีกาทำนองว่า ค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบน เป็นเงิน 35,000 บาท และค่าเสริมกระดูกเทียม เป็นเงิน 50,000 บาท (ที่ถูก 51,000 บาท) ไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย และปัญหาว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้กำหนดค่าเสียหายในส่วนของการผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างแก่โจทก์ 250,000 บาท มาด้วย ชอบแล้วหรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า โจทก์จำเป็นต้องตัดขากรรไกรบนและล่างเป็นเงิน 250,000 บาท ตามใบสรุปการรักษาแนบท้ายเวชระเบียนก็เพื่อให้ขากรรไกรอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และรองรับรากฟันเทียมให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง สำหรับปัญหาเกี่ยวกับค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบนและค่าเสริมกระดูกเทียม นั้น ตามคำเบิกความของทันตแพทย์หรคุณ พยานโจทก์ประกอบสรุปบันทึกการรักษาและคำแปล ปรากฏว่า วันที่ 18 มิถุนายน 2559 ทันตแพทย์หรคุณ เอกซ์เรย์พบว่าฟันโจทก์ซี่ 12 และซี่ 22 ซึ่งเป็นฟันหน้าบน สูญเสียกระดูกบริเวณรอบรากไปไกลกว่ารากฟัน และสูญเสียกระดูกในแนวตั้งไปจนถึงปลายราก ตามลำดับ กับวันที่ 29 มิถุนายน 2559 พบการสูญเสียกระดูกประมาณร้อยละ 50 ซึ่งตามคำเบิกความของจำเลยก็รับว่า กระดูกรอบรากฟันซี่ 12 ไม่สามารถรองรับฟันซี่ดังกล่าวได้แล้ว ซึ่งจำเลยตรวจพบว่าเหงือกบริเวณฟันซี่ 12 เริ่มบวม มีหนอง และมีร่องเหงือกลึกประมาณ 3 ถึง 6 มิลลิเมตร ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ส่อแสดงว่ากระดูกรอบรากฟันโจทก์มีปัญหามาตั้งแต่หรือขณะที่จำเลยจัดฟันให้โจทก์แล้ว การสูญเสียกระดูกบริเวณรอบรากฟันอยู่ในความรู้เห็นเฉพาะของจำเลย และจำเลยมีภาระการพิสูน์ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าววินิจฉัยข้างต้นแล้ว ซึ่งตามคำเบิกความของจำเลยและนายกฤตชญ์พยานจำเลยอ้างเป็นทำนองว่าสาเหตุดังกล่าวเกิดจากโจทก์ไม่ดูแลรักษาความสะอาด ไม่ได้เกิดจากการจัดฟัน แต่ตามคำเบิกความของจำเลยและพยานจำเลยดังกล่าวไม่มีพยานสนับสนุนว่าสาเหตุดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการจัดฟันด้วย แม้ตามคำเบิกความของทันตแพทย์หญิงผุสดี พยานโจทก์รับว่าการสูญเสียกระดูกดังกล่าวไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดจากการจัดฟันอย่างเดียว อาจเกิดจากปัจจัยอื่นก็ได้แต่ก็ตอบคำถามค้านทนายจำเลยด้วยว่า หากคนไข้ใส่เครื่องมือจัดฟันแล้วทำความสะอาดไม่เพียงพอก็เป็นเหตุปัจจัยเสริมที่ก่อให้เกิดโรคได้เท่านั้น ลำพังโจทก์ไม่ดูแลรักษาความสะอาดจึงไม่น่าก่อให้เกิดโรคได้ พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังว่าค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบนและค่าเสริมกระดูกเทียมไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระค่าปลูกกระดูกบริเวณฟันหน้าบน เป็นเงิน 35,000 บาท และค่าเสริมกระดูกเทียม เป็นเงิน 51,000 บาท ด้วยนั้น จึงชอบแล้ว ส่วนปัญหาเกี่ยวกับค่าผ่าตัดขากรรไกรบนและล่าง นั้น ตามคำเบิกความของจำเลยปรากฏว่าจำเลยตรวจฟันของโจทก์ก่อนการจัดฟัน พบว่าขากรรไกรล่างใหญ่ว่าขากรรไกรบน ซึ่งตามคำเบิกความของโจทก์ก็รับว่าสภาพฟันของโจทก์มีการจัดฟันผิดปกติมีลักษณะฟันล่างครอบฟันบน ตามใบสรุปการรักษาแนบท้ายเวชระเบียนช่องการตรวจข้อ 2 ระบุว่า โครงสร้างกระดูกขากรรไกรล่างยื่นมากกว่าปกติ ทำให้ไม่สามารถใส่ฟันเทียมที่บริเวณฟันหน้าบนในตำแหน่งที่เหมาะสมได้ และในช่องลำดับการรักษาข้อ 4 ผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างเพื่อให้มีความสัมพันธ์ของขากรรไกรเป็นปกติ จึงฟังได้ว่า โจทก์มีปัญหาขากรรไกรบนและล่างมาก่อนการจัดฟันกับจำเลย แม้ในการใส่ฟันเทียมหน้าบนแพทย์จะต้องผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างให้มีความสัมพันธ์กัน แต่เหตุดังกล่าวไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าผ่าตัดขากรรไกรบนและล่างมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์และจำลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — นายหรือทันตแพทย์ น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายอุดม มีแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เศกสิทธิ์ สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4269/2565
#689697
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจะมิได้ยกปัญหาว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นอ้างในคำให้การ แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของโครงการอาคารคอนโดมิเนียมพิพาทและผู้ดำเนินการก่อสร้างโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อก่อสร้างเสาเข็มทำฐานรากอาคารและก่อสร้างอาคารสูง 37 ชั้น ทำให้อาคารเรียนของโจทก์เสียหายและสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ครู นักเรียน และบุคลากรของโจทก์ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่าประสงค์ให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 มิใช่ให้จำเลยรับผิดตามมาตรา 428 เพราะตามคำฟ้องไม่ได้บรรยายว่าจำเลยว่าจ้างใครและมีส่วนผิดในการงานที่สั่งให้ทำอย่างไร แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยว่าจ้างบุคคลภายนอกรวมทั้งจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ทำการก่อสร้างคอนโดมิเนียมพิพาท ก็ไม่มีปัญหาให้ต้องวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยตามมาตรา 428 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์อ้างว่าก่อนวันนัดสืบพยาน โจทก์มอบหมายให้วิศวกรทำการตรวจสอบความเสียหายของอาคารเรียนของโจทก์พบว่ามีความเสียหายเพิ่มมากขึ้น กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่โจทก์จะขอเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมโดยเพิ่มทุนทรัพย์ที่พิพาทภายหลังจากวันชี้สองสถานได้ ทั้งคำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้เกี่ยวข้องพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 และมาตรา 180

เมื่อกระบวนการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติตามขั้นตอนดำเนินการก่อสร้างตามที่ระบุไว้ในรายงานต้องดำเนินการภายใต้การตรวจสอบควบคุมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐภายใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 อันเป็นกฎหมายซึ่งมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องชุมชนหรือบุคคลอื่น ๆ การที่จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ฝ่าฝืนไม่กระทำการตามที่ระบุไว้ในรายงานดังกล่าว และเกิดความเสียหายขึ้นแก่อาคารเรียนของโจทก์ พื้นรอบอาคารรวมถึงรั้วกำแพงคอนกรีต โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 422

การก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดเสียงดัง แรงสั่นสะเทือน และฝุ่นละอองปลิวเข้ามาในห้องเรียน โจทก์ผู้เป็นเจ้าของกิจการโรงเรียนย่อมได้รับความเสียหายและมีสิทธิฟ้องเรียกให้ฝ่ายจำเลยรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นได้ เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ร่วมรับผิดในความเสียหายอันเกิดจากการขุดเจาะเสาเข็มและการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยทั้งกระบวนการนับตั้งแต่การเริ่มรื้อถอนอาคารหลังเดิมไปจนก่อสร้างแล้วเสร็จรวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการก่อสร้างดังกล่าว อันเป็นกรณีที่ผู้ดำเนินการก่อสร้างทุกขั้นตอนต่างทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายเดียวกันแก่โจทก์ ไม่อาจแบ่งแยกความเสียหายว่าเกิดจากการกระทำละเมิดในขั้นตอนการก่อสร้างตอนใดตอนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงได้ ส่วนจำเลยแม้มิใช่ผู้ทำการก่อสร้าง แต่ในฐานะเจ้าของโครงการย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบมิให้การทำงานก่อสร้างก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่น แม้จำเลยจะว่าจ้างบุคคลใดทำการก่อสร้าง แต่จำเลยยังต้องควบคุมดูแลบุคคลผู้ทำการก่อสร้างผ่านข้อตกลงในสัญญาระหว่างจำเลยกับผู้ทำการก่อสร้าง ปัญหาระหว่างการก่อสร้างโครงการของจำเลยย่อมถือว่าอยู่ในความรับรู้และรู้เห็นของจำเลยทั้งสิ้น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องดูแลตรวจสอบควบคุมมิให้การก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น เมื่อการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีนี้ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามมาตรา 422 จำเลยจึงต้องร่วมกับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 420

เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 มิได้เป็นผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด หากแต่เป็นเพียงผู้รับประกันภัยที่ต้องรับผิดในนามของผู้เอาประกันภัยต่อโจทก์ จำเลยร่วมที่ 2 จึงยังมิได้เป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันกระทำละเมิด แต่เมื่อมีการขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความ ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยร่วมที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงให้ความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยร่วมที่ 2 นับแต่วันที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดี ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามมาตรา 142 (5)

อัตราค่าทนายความกำหนดตามทุนทรัพย์แห่งคดีหาใช่กำหนดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลล่างทั้งสองแทนโจทก์รวมกัน 320,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราร้อยละ 0.39 โดยประมาณจากทุนทรัพย์ 81,825,000 บาท จึงไม่เกินกว่าอัตราขั้นสูงสำหรับคดีมีทุนทรัพย์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 5 ในศาลชั้นต้น และร้อยละ 3 ในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 10,325,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะหยุดการทำละเมิดต่อโจทก์หรือจนกว่าจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้แก่โจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนอาคารคอนโดมิเนียม หากไม่ดำเนินการ ให้โจทก์ดำเนินการแทนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลย และให้จำเลยชำระเงิน 71,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัท อ. บริษัท ป. และบริษัท ต. เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกบริษัท อ. ว่า จำเลยร่วมที่ 1 บริษัท ป. ว่า จำเลยร่วมที่ 2 และบริษัท ต. ว่า จำเลยร่วมที่ 3

จำเลยร่วมที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 320,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28146 จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 8 ไร่ 55.7 ตารางวา และเป็นเจ้าของโดยประกอบกิจการโรงเรียนชื่อโรงเรียน ฮ. มีอาคารคอนกรีต 5 ชั้น ชื่ออาคาร ค.ซึ่งเป็นอาคารเรียน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยดำเนินการก่อสร้างโครงการ ด. เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง 37 ชั้น มีชั้นใต้ดิน 1 ชั้น มีห้องชุดพักอาศัย 414 ห้อง และที่จอดรถยนต์ 171 คัน โดยสร้างลงบนที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกหลังอาคาร ค.ห่างจากแนวเขตที่ดินประมาณ 6 เมตร และห่างจากอาคาร ค.ประมาณ 9 เมตร โดยว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 3 ทำงานเสาเข็มทั้งหมด และว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 1 ทำการก่อสร้างอาคาร ด. มีจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยในการก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมของจำเลยโดยคุ้มครองทรัพย์สินบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากการสั่นสะเทือน การเคลื่อนตัวของดิน การอ่อนแรงของสิ่งค้ำจุนเป็นผลทำให้โครงสร้างหลักได้รับความเสียหายวิบัติและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้อาคารภายในวงเงินไม่เกิน 20,000,000 บาท ต่อครั้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายในทางทรัพย์สินเป็นเงิน 3,000,000 บาท กับใช้ค่าเสียหายในทางเดือดร้อนรำคาญตลอดระยะเวลาที่ทำการก่อสร้างคอนโดมิเนียมจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 10 เดือน เป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง แต่สำหรับค่าติดตั้งเครื่องปรับอากาศพร้อมอุปกรณ์ที่โจทก์เรียกร้องเป็นเงิน 7,200,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนรายเดือน เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่กำหนดให้ โจทก์ไม่ฎีกา ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามอ้างว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยว่าจ้างจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ทำการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมพิพาท การที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้จำเลยรับผิดตามมาตรา 428 คำฟ้องโจทก์จึงไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ปัญหานี้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจะมิได้ยกขึ้นอ้างในคำให้การแต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจึงยกขึ้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบมาตรา 252 คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของโครงการอาคารคอนโดมิเนียมพิพาทและผู้ดำเนินการก่อสร้างโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อก่อสร้างเสาเข็มทำฐานรากอาคารและก่อสร้างอาคารสูง 37 ชั้น ทำให้อาคารเรียนของโจทก์เสียหายและสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ครู นักเรียน และบุคลากรของโจทก์ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่าประสงค์ให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มิใช่ให้จำเลยรับผิดตามมาตรา 428 ซึ่งเป็นเรื่องผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง เพราะตามคำฟ้องไม่ได้บรรยายว่าจำเลยว่าจ้างใครและมีส่วนผิดในการงานที่สั่งให้ทำอย่างไร แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยได้ว่าจ้างบุคคลภายนอกรวมทั้งจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ทำการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมพิพาทก็ตาม ก็ไม่มีปัญหาให้ต้องวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยตามมาตรา 428 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยร่วมที่ 2 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องว่า อาคารโจทก์มีความเสียหายเพิ่มเติมเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแห่งข้อหาและเพิ่มทุนทรัพย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องภายหลังจากวันชี้สองสถาน แต่ก็ปรากฏว่ามีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น โดยโจทก์อ้างว่า ก่อนถึงวันนัดสืบพยาน โจทก์มอบหมายให้วิศวกรทำการตรวจสอบความเสียหายของอาคารเรียนของโจทก์พบว่ามีความเสียหายเพิ่มมากขึ้น เช่นนี้ กรณีมีเหตุที่โจทก์จะขอเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมโดยเพิ่มทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิม ทั้งคำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้ก็เกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 (1) (2) และวรรคท้าย การยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 และ 180 แล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อต่อมาว่า จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามฎีกาว่า จำเลยร่วมที่ 1 รับผิดชอบงานจัดเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง และทำแนวกั้นพื้นที่ก่อสร้างส่วนที่ติดกับอาคารเรียนของโจทก์ จำเลยร่วมที่ 1 ได้ติดตั้งแผ่นเมทัลชีทและผ้าใบสีฟ้ายาวตลอดแนวก่อสร้างป้องกันฝุ่นละอองและของตกหล่นขณะก่อสร้างตามข้อกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมครบถ้วน ส่วนการป้องกันดินพังทลาย จำเลยร่วมที่ 1 ปรับความลาดชันจากแนวกำแพงดินเดิมและทำดาดคอนกรีตควบคู่กันซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพพื้นที่ หลักฐานความเสียหายของโจทก์ไม่มีการสำรวจข้อมูลที่แท้จริงไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม การทรุดตัวอาคารเรียนของโจทก์เกิดจากไม่มีเสาเข็มรองรับประกอบกับพื้นปูนรอบอาคารต้องแบกรับน้ำหนักถังน้ำขนาดใหญ่ จำเลยร่วมที่ 3 รับผิดชอบงานขุดเจาะเสาเข็มไม่รวมงานเปิดหน้าดิน ขุดเจาะดินและทำฐานรากหลังงานทำเข็มเจาะแล้วเสร็จ จำเลยร่วมที่ 3 ใช้เสาเข็มชนิดเจาะซึ่งไม่เกิดแรงสั่นสะเทือน ไม่เกิดแรงกระจายหรือการเคลื่อนตัวของดินและไม่เกิดฝุ่นละออง จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยชีทไพล์หรือเสาเข็มพืดสำหรับป้องกันดินในช่วงที่มีการทำเสาเข็มเจาะของจำเลยร่วมที่ 3 ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและอาคารคอนโดมิเนียมว่าจ้างบุคคลอื่นเป็นผู้ทำการก่อสร้างมิได้เป็นผู้กระทำละเมิด และโจทก์มิได้ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ว่าจ้างทำของ จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์มีนายสหชัย วิศวกรผู้ทำการตรวจสอบสภาพความเสียหายของอาคารโรงเรียนโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณกลางปี 2557 พยานได้รับการติดต่อจากผู้จัดการโรงเรียนโจทก์ให้ไปสำรวจความเสียหายของอาคารเรียน จากการสำรวจครั้งแรกซึ่งทำรายงานการตรวจสอบความเสียหายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2557 พยานพบว่า ในชั้นดินแข็งแรกเป็นระดับที่อาคารส่วนใหญ่ในเมืองขอนแก่นตั้งอยู่ โดยอาคารในเมืองขอนแก่นหลายแห่งใช้เสาเข็มความลึกประมาณ 6 ถึง 10 เมตร แต่อาคารโครงการคอนโดมิเนียมของจำเลยใช้เสาเข็มไปในชั้นที่ลึกกว่ามาก ลักษณะการกระจายของแรงที่กระทำต่อดินบริเวณรอบด้านซึ่งจะมีแรงกระจายไปมีผลกระทบต่อดินใต้ฐานรากอาคารข้างเคียงที่วางฐานรากอยู่บนชั้นที่สูงกว่าโครงการจำเลยคืออาคารเรียนของโจทก์ ซึ่งอยู่บนโครงสร้างแบบฐานแผ่ อาคารเรียนของโจทก์เกิดความเสียหายผนังอาคารแตกร้าว พื้นด้านหลังอาคารทรุดแตกร้าว กำแพงแตกร้าว ต่อมาประมาณเดือนพฤศจิกายน 2558 พยานทำการสำรวจครั้งที่ 2 และทำรายงานการตรวจสอบความเสียหาย ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 พบว่าอาคารเรียนมีแนวล้มไปทางทิศของอาคารที่จำเลยก่อสร้าง และมีการทรุดตัวของพื้นลานจอดรถใต้อาคารรวมถึงพื้นรอบอาคารด้านโครงการจำเลย รอยร้าวนอกอาคารมีการขยายมากขึ้น จากนั้นวันที่ 16 กรกฎาคม 2559 พยานได้รับมอบหมายให้ทำการสำรวจครั้งที่ 3 และทำรายงานการตรวจสอบความเสียหายไว้ พบว่าอาคารเรียนทรุดตัวเพิ่มขึ้นและมีรอยร้าวขยายมากขึ้น และเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 พยานได้รับมอบหมายให้เข้าทำการสำรวจครั้งที่ 4 พบว่า แม้อาคารเรียนปรากฏการทรุดเอียงดีดกลับมาแต่ยังมีความทรุดเอียงอยู่ และพื้นรอบอาคารมีการทรุดตัวแยกเพิ่มขึ้น รอยแตกร้าวของรั้วมีเท่าเดิม เหตุที่เกิดการทรุดเอียงดีดกลับซึ่งเกิดจากการเคลื่อนตัวของชั้นดินใต้อาคารเพราะในปี 2559 การก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยเสร็จสิ้นแล้วคาดว่าแรงกดของความลึกของฐานรากใต้อาคารจำเลยส่งแรงกระทบมายังอาคารเรียนของโจทก์จึงส่งผลต่อความเอียงของอาคารจากแรงที่มากระทบ ส่วนจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามมีนายเจนวุฒิ พนักงานจำเลยซึ่งเป็นวิศวกรควบคุมการก่อสร้างเป็นพยานเบิกความว่า อาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยอยู่บนชั้นหินในระดับความลึก 20 เมตร การถ่ายเทน้ำหนักจากอาคารทั้งหมดจะลงในแนวดิ่งไปกดอยู่ที่ปลายเสาเข็มแต่ละต้น การแบกรับน้ำหนักของอาคารจะไม่เกิดการกระจายแรงในลักษณะรูปกรวย น้ำหนักของเสาเข็มที่ออกแบบรับน้ำหนักของอาคารได้ประมาณ 2.5 ถึง 3 เท่าของน้ำหนักอาคารจริง ไม่ส่งผลกระทบต่ออาคารเรียนของโจทก์ และคอนโดมิเนียมของจำเลยสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 คำเบิกความนายเจนวุฒิเจือสมกับทางนำสืบโจทก์ว่า อาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยใช้เสาเข็มไปในชั้นที่ลึกกว่าอาคารโดยทั่วไปในเมืองขอนแก่นซึ่งรวมถึงอาคารเรียนของโจทก์ และการทรุดเอียงของอาคารเรียนของโจทก์ที่เกิดการดีดกลับซึ่งนายสหชัยพยานโจทก์พบจากการสำรวจครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 เกิดขึ้นภายหลังจากคอนโดมิเนียมของจำเลยสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทำให้ความเห็นของนายสหชัยที่ว่า โครงการคอนโดมิเนียมของจำเลยมีการกระจายของแรงที่กระทำต่อดินบริเวณรอบด้านซึ่งจะมีแรงกระจายไปมีผลกระทบต่อดินใต้ฐานรากอาคารข้างเคียงที่วางฐานรากอยู่บนชั้นที่สูงกว่าโครงการจำเลยคืออาคารเรียนของโจทก์ ซึ่งอยู่บนโครงสร้างแบบฐานแผ่นั้น มีน้ำหนักให้รับฟังยิ่งขึ้น แม้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามอ้างว่า การทรุดเอียงแตกร้าวของอาคาร พื้นรอบอาคารและรั้วกำแพงคอนกรีตเกิดจากการปัญหาการก่อสร้างอาคารเรียนของโจทก์เอง พื้นปูนรอบอาคารต้องแบกรับน้ำหนักถังน้ำขนาดใหญ่ และเป็นการทรุดตัวตามธรรมชาติก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าการทรุดเอียงแตกร้าวเกิดขึ้นทางทิศเดียวกันกับที่ก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลย และการทรุดของอาคารยังเกิดการดีดกลับในช่วงเวลาภายหลังจากคอนโดมิเนียมของจำเลยสร้างเสร็จแล้ว ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามมิได้นำสืบหักล้างว่าการดีดกลับของอาคารจะเกิดขึ้นในกรณีการทรุดตัวตามธรรมชาติ น่าเชื่อว่าการทรุดเอียงแตกร้าวของอาคารเรียน พื้นรอบอาคารและรั้วกำแพงคอนกรีตเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลย ส่วนที่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามโต้แย้งว่า การตรวจสอบความเสียหายของโจทก์เป็นการตรวจสอบที่ไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรมนั้น ได้ความว่านายสหชัยผู้ทำการตรวจสอบจบการศึกษาปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ระดับสามัญวิศวกร มีประสบการณ์ทำงานรับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และประกอบกิจการบริษัทเค อี ดี จำกัด รับออกแบบและเป็นที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างอาคารรวมถึงอาคารคอนโดมิเนียมขนาด 30 ชั้น มากกว่า 21 ปี จึงนับเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีประสบการณ์ทางวิชาชีพเฉพาะทั้งเบิกความไปตามความเห็นทางวิชาการ รายงานการตรวจสอบความเสียหายที่นายสหชัยจัดทำขึ้นตามความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพเป็นการตรวจสอบไปตามมาตรฐานทางวิศวกรรมย่อมมีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามนำสืบรับว่า การก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยมิได้ติดตั้งผนังกันดิน (Sheet Pile) ล้อมรอบพื้นที่ในส่วนที่ต้องขุดดินลึกเพื่อป้องกันการพังทลายของดินจากที่ดินข้างเคียงตามที่กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม แม้นายวิบูลย์ ผู้อำนวยการโครงการซึ่งเป็นพนักงานจำเลยร่วมที่ 1 เบิกความว่า เหตุที่มิได้ติดตั้งผนังกันดินเพราะสภาพพื้นที่ก่อสร้างส่วนที่ติดกับอาคารเรียนของโจทก์สภาพชั้นดินมีความหนาแน่นสูงมาก ทีมวิศวกรปรึกษาร่วมกันแล้วจึงได้ข้อสรุปให้ปรับความลาดชันจากแนวกำแพงดินเดิมและทำดาดคอนกรีตเพื่อปิดหน้าดินไม่ให้เศษดินร่วงลงมาก็ตาม แต่การปรับเปลี่ยนดังกล่าวขัดแย้งกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งหน่วยงานของรัฐได้ตรวจสอบและรับรองแล้ว แสดงว่าการทำดาดคอนกรีตแทนผนังกันดินตามที่ระบุไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นการตัดสินใจของจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 โดยไม่ปรากฏว่าได้มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงแก้ไขการดำเนินการดังกล่าวไปยังหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด การปรับเปลี่ยนรูปแบบการป้องกันความเสียหายจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมจำเลยดังกล่าวจึงปราศจากการตรวจสอบควบคุมดูแลและรับรองจากหน่วยงานของรัฐตามกฎหมาย ข้ออ้างของจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ที่ว่า วิธีดำเนินการก่อสร้างซึ่งจำเลยร่วมที่ 1 ปรับความลาดชันจากแนวกำแพงดินเดิมและทำดาดคอนกรีตควบคู่กันเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพพื้นที่ ส่วนจำเลยร่วมที่ 3 ใช้เสาเข็มชนิดเจาะซึ่งไม่เกิดแรงสั่นสะเทือน ไม่เกิดแรงกระจายหรือการเคลื่อนตัวของดิน ไม่จำเป็นต้องอาศัยชีทไพล์หรือเสาเข็มพืดสำหรับป้องกันดินนั้นเป็นความเห็นของจำเลยและจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 เพียงลำพัง ทั้งยังฝ่าฝืนวิธีดำเนินการก่อสร้างที่หน่วยงานของรัฐได้เคยรับรองแล้วว่าเป็นไปตามมาตรฐานการก่อสร้างตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และเมื่อพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในเรื่องความสั่นสะเทือน ยังระบุมาตรการป้องกันไว้ในข้อ 9 ด้วยการกำหนดให้จำเลยจัดให้มีการตรวจสอบและถ่ายภาพอาคารที่อยู่ใกล้เคียงก่อนการก่อสร้างโครงการเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากความสั่นสะเทือนต่อสิ่งปลูกสร้างโดยรอบด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ได้ดำเนินการตามมาตรฐานดังกล่าว เมื่อกระบวนการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติตามขั้นตอนดำเนินการก่อสร้างตามที่ระบุไว้ในรายงานต้องดำเนินการภายใต้การตรวจสอบควบคุมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 อันเป็นกฎหมายซึ่งมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องชุมชนหรือบุคคลอื่น ๆ การที่จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ฝ่าฝืนไม่กระทำการตามที่ระบุไว้ในรายงานดังกล่าว และเกิดความเสียหายขึ้นแก่อาคารเรียนของโจทก์ พื้นรอบอาคารรวมถึงรั้วกำแพงคอนกรีต โจทก์จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 422 ว่า ถ้าความเสียหายเกิดแต่การฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายใดอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ ผู้ใดทำการฝ่าฝืนเช่นนั้น ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้ผิด พยานโจทก์ที่นำสืบมาประกอบด้วยความเห็นพยานผู้เชี่ยวชาญ รายงานการตรวจสอบความเสียหายและภาพถ่ายแสดงความเสียหายที่มีการตรวจสอบต่อเนื่องกันตั้งแต่คอนโดมิเนียมของจำเลยเริ่มทำการก่อสร้างจนการก่อสร้างแล้วเสร็จเชื่อมโยงกับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อาคารเรียน พื้นรอบอาคารและรั้วกำแพงคอนกรีตของโจทก์ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างและภายหลังการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสาม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ความเสียหายที่เกิดแก่อาคารเรียน พื้นรอบอาคารและรั้วกำแพงคอนกรีตของโจทก์ ซึ่งรวมถึงการทรุดเอียงของอาคาร เกิดจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลย ส่วนความเสียหายต่อกิจการโรงเรียนของโจทก์ที่เกิดแรงสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง ควันและกลิ่นเหม็นจากการก่อสร้างอันส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนของโรงเรียนโจทก์หรือความเสียหายในทางเดือดร้อนรำคาญตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 นั้น โจทก์มีนายณภ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ซึ่งจำเลยเริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างเกิดเสียงดัง แรงสั่นสะเทือน และฝุ่นละอองปลิวเข้ามาในห้องเรียน ประมาณเดือนมิถุนายน 2557 ตัวแทนนักเรียนของโจทก์เขียนบันทึกความคิดเห็นต่อการก่อสร้าง จากนั้นวันที่ 21 สิงหาคม 2557 พยานยื่นคำร้องต่อสำนักการช่าง เทศบาลนครขอนแก่น ร้องเรียนการก่อสร้างของจำเลย ในวันเดียวกัน พยานยังนำเรื่องดังกล่าวไปลงรายงานประจำวันเป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น และตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ภายหลังการร้องเรียน เทศบาลนครขอนแก่นจัดให้มีการประชุม 3 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา จากนั้นจำเลยได้ปรับเปลี่ยนเวลาการทำงานขุดเจาะเสาเข็มเป็นช่วงเวลา 16 นาฬิกา ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามมิได้นำสืบหักล้างในข้อนี้ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่ตัวแทนโจทก์ตลอดจนตัวแทนนักเรียนร้องเรียนปัญหาความเดือดร้อนรำคาญจนนำไปสู่การประชุมพูดคุยระหว่างโจทก์ จำเลยกับหน่วยงานของรัฐรวมถึงการแก้ไขปัญหาของจำเลยแล้ว น่าเชื่อว่า การก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดเสียงดัง แรงสั่นสะเทือน และฝุ่นละอองปลิวเข้ามาในห้องเรียนตามฟ้อง โจทก์ผู้เป็นเจ้าของกิจการโรงเรียนย่อมได้รับความเสียหายและมีสิทธิฟ้องเรียกให้ฝ่ายจำเลยรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นได้ ข้อที่จำเลยร่วมที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยร่วมที่ 1 ได้ติดตั้งผ้าใบสีฟ้ายาวตลอดแนวก่อสร้างป้องกันฝุ่นละอองและของตกหล่นขณะก่อสร้างตามข้อกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมครบถ้วนแล้วนั้น เมื่อปรากฏว่าการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่ครู นักเรียนและกิจการโรงเรียนของโจทก์ การปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมแม้ดำเนินการครบถ้วนก็มิใช่เหตุที่จะยกขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ร่วมรับผิดในความเสียหายอันเกิดจากการขุดเจาะเสาเข็มและการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมของจำเลยทั้งกระบวนการนับตั้งแต่การเริ่มรื้อถอนอาคารหลังเดิมไปจนก่อสร้างแล้วเสร็จรวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการก่อสร้างดังกล่าว อันเป็นกรณีที่ผู้ดำเนินการก่อสร้างทุกขั้นตอนต่างทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายเดียวกันแก่โจทก์ ไม่อาจแบ่งแยกความเสียหายว่าเกิดจากการกระทำละเมิดในขั้นตอนการก่อสร้างตอนใดตอนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงได้ จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 จึงไม่อาจยกเหตุที่ว่า จำเลยร่วมที่ 1 ทำการก่อสร้างเฉพาะงานจัดเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง ทำแนวกั้นพื้นที่ก่อสร้างส่วนที่ติดกับอาคารโรงเรียนของโจทก์และกำแพงกั้นดิน ส่วนจำเลยร่วมที่ 3 ทำการก่อสร้างเฉพาะงานขุดเจาะเสาเข็ม ขึ้นต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยผู้เป็นเจ้าของโครงการคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้าง แม้มิใช่ผู้ทำการก่อสร้าง แต่ในฐานะเจ้าของโครงการย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบมิให้การทำงานก่อสร้างก่อความเสียหายแก่บุคคลอื่น แม้จำเลยจะว่าจ้างบุคคลใดทำการก่อสร้าง แต่จำเลยยังต้องควบคุมดูแลบุคคลผู้ทำการก่อสร้างผ่านข้อตกลงในสัญญาระหว่างจำเลยกับผู้ทำการก่อสร้าง ปัญหาระหว่างการก่อสร้างโครงการของจำเลยย่อมถือว่าอยู่ในความรับรู้และรู้เห็นของจำเลยทั้งสิ้น จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องดูแลตรวจสอบควบคุมมิให้การก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น เมื่อการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และพฤติการณ์แห่งคดีนี้ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามมาตรา 422 จำเลยจึงต้องร่วมกับจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 420 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 เป็นการทำละเมิด จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ข้อต่อมาว่า จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องร่วมรับผิดกับจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ โดยจำเลยร่วมที่ 2 ฎีกาว่า การประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของจำเลยร่วมที่ 2 คุ้มครองเฉพาะกรณีความเสียหายที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนจนเป็นผลให้อาคารบ้านเรือนของบุคคลภายนอกวิบัติพังทลายลงมาทั้งหมดหรือบางส่วน อาคารเรียนของโจทก์ปรากฏแต่รอยแตกร้าวไม่เข้าเงื่อนไขความคุ้มครอง และกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยร่วมที่ 2 ไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดแก่กำแพงรั้ว ทางเดิน มลภาวะ ฝุ่นหรือเสียง ตลอดจนความเดือดร้อนรำคาญนั้น เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยและคำแปล ระบุคุ้มครองความเสียหายที่เกิดแก่บุคคลภายนอกเนื่องจากการสั่นสะเทือน การเคลื่อนตัวของดินและการอ่อนแรงของสิ่งค้ำจุนในข้อ 28 ว่า การประกันภัยนี้ได้ขยายให้ความคุ้มครองเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยเพื่อความรับผิดสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สิน (อันนอกเหนือจากอาคารและโครงสร้าง) หรือการพังทลายลงทั้งหมดหรือแต่บางส่วนของอาคารหรือโครงสร้างใด และ/หรือความเสียหายใดที่เป็นผลให้ความมั่นคงแข็งแรงของอาคารหรือโครงสร้างอาคารหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ซึ่งเกิดขึ้นโดยหรือเป็นผลมาจากการสั่นสะเทือนหรือการเคลื่อนตัวของดินหรือการอ่อนแรงของสิ่งค้ำจุน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยเป็นเหตุให้อาคารเรียนของโจทก์เกิดการทรุดเอียง ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นความเสียหายที่เป็นผลให้ความมั่นคงแข็งแรงของอาคารหรือโครงสร้างอาคารซึ่งเกิดขึ้นโดยหรือเป็นผลมาจากแรงสั่นสะเทือนหรือการเคลื่อนตัวของดิน อันเป็นความเสียหายภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ส่วนที่จำเลยร่วมที่ 2 โต้แย้งว่า กรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยร่วมที่ 2 ไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดแก่กำแพงรั้วและพื้นทางเดินรอบอาคารที่ได้รับความเสียหายนั้น ทางนำสืบจำเลยร่วมที่ 2 ไม่ปรากฏข้อความตอนใดในกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุยกเว้นความรับผิดในความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สินดังกล่าวไว้ เมื่อกำแพงรั้วและพื้นทางเดินรอบอาคารของโจทก์ได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยซึ่งเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน (อันนอกเหนือจากอาคารและโครงสร้าง) ซึ่งเกิดขึ้นโดยหรือเป็นผลมาจากการสั่นสะเทือนหรือการเคลื่อนตัวของดิน อันอยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เช่นเดียวกัน จำเลยร่วมที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่โจทก์สำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สินดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย คือ ผู้เอาประกันภัยรับผิดชอบความรับผิดส่วนแรก 100,000 บาท หรือร้อยละ 10 ของจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องแล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า แต่สำหรับความเสียหายต่อกิจการโรงเรียนของโจทก์ที่เกิดแรงสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง ควันและกลิ่นเหม็นจากการก่อสร้างอันส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนของโรงเรียนโจทก์หรือความเสียหายในทางเดือดร้อนรำคาญนั้น ไม่ปรากฏว่ากรมธรรม์ประกันภัยระบุให้ความคุ้มครองความเสียหายดังกล่าวไว้ โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยร่วมที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายส่วนนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยร่วมที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 สำหรับค่าเสียหายทั้งหมดที่กำหนดให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อต่อมาว่า จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียงใด จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายจากการแตกร้าว ทรุดตัวของอาคาร พื้นรอบอาคารและรั้วกำแพงคอนกรีต 3,000,000 บาท เกินกว่าที่โจทก์ฟ้องและผู้รับมอบอำนาจโจทก์นำสืบมาว่า ค่าเสียหายส่วนนี้มีเพียง 2,000,000 บาท ส่วนความเสียหายในทางเดือดร้อนรำคาญที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้สูงเกินส่วนและไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเพราะโจทก์ยังเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติกับมีช่วงระยะเวลาที่โรงเรียนโจทก์ปิดเทอม นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายในทางทรัพย์สินให้แก่โจทก์ 3,000,000 บาท โดยพิจารณาความเสียหายตามภาพถ่าย รายงานการตรวจสอบความเสียหายและผลกระทบของอาคารเรียน อันเป็นหลักฐานค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอาคาร พื้นทางเดินรอบอาคารและรั้วกำแพง ค่าสูญเสียโอกาสในการประกอบธุรกิจในระหว่างการซ่อมแซม ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กับทั้งพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ค่าเสียหายส่วนนี้จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายทางทรัพย์สินที่โจทก์ฟ้องเรียกมา ทั้งค่าซ่อมแซมอาคาร ค่าเสียหายจากการที่อาคารโจทก์ทรุดเอียงจากการกระจายแรงน้ำหนักของอาคารคอนโดมิเนียมสู่ชั้นดินใต้อาคารโจทก์ และค่าก่อสร้างแนวคอนกรีตกันดินซึ่งรวมกันเป็นเงิน 73,500,000 บาท หาใช่เฉพาะค่าเสียหายจากการแตกร้าว ทรุดตัวของอาคาร พื้นรอบอาคารและรั้วกำแพงคอนกรีตดังที่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามฎีกาไม่ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์สำหรับความเสียหายทางทรัพย์สินรวมจำนวน 3,000,000 บาท ซึ่งอาจแบ่งเป็นค่าซ่อมแซมอาคาร 2,000,000 บาท และค่าเสียหายจากการที่อาคารเรียนของโจทก์ทรุดเอียงรวมกับค่าก่อสร้างแนวคอนกรีตคันดิน 1,000,000 บาท จึงไม่เป็นการเกินคำขอหรือนอกเหนือจากที่โจทก์นำสืบ แต่ในส่วนค่าซ่อมแซมอาคารเป็นเงิน 2,000,000 บาท นั้น เมื่อพิจารณาจากทางนำสืบของโจทก์แล้ว โจทก์คงอ้างเพียงรายงานการตรวจสอบความเสียหายและผลกระทบของอาคารเรียน ซึ่งประเมินความเสียหายทางอาคาร ได้แก่ พื้นทางเดินอาคารและกำแพงก่ออิฐบล็อก รวมมูลค่าเพียง 447,300 บาท แม้พยานโจทก์ปากนายสหชัยจะเบิกความยืนยันว่า หากทำการซ่อมจริง พื้นและกำแพงของโจทก์ที่แตกร้าวดังกล่าวนั้นจะต้องมีการวางเสาเข็มเพื่อป้องกันไม่ให้อาคารเรียนของโจทก์เสียหายมากขึ้น ดังนั้น การก่อสร้างหรือซ่อมแซมให้มั่นคงโดยมีเสาเข็มดังกล่าวนี้จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 2,000,000 บาท แต่นายสหชัยคงเบิกความลอย ๆ โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าโจทก์คิดคำนวณค่าซ่อมแซมอาคารในส่วนนี้อย่างไร ศาลฎีกาเห็นว่าการกำหนดค่าซ่อมแซมอาคารตามที่โจทก์ขอมายังสูงเกินไป สมควรแก้ไขโดยกำหนดค่าซ่อมแซมอาคารเป็นเงิน 1,000,000 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายที่อาคารทรุดเอียงอีก 1,000,000 บาท แล้ว จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางทรัพย์สินแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท ส่วนค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้สำหรับความเดือดร้อนรำคาญ 1,000,000 บาท นั้น เมื่อการก่อสร้างคอนโดมิเนียมของจำเลยก่อให้เกิดมลภาวะ ฝุ่นละออง แรงสั่นสะเทือนและกลิ่นเหม็นส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อการประกอบกิจการโรงเรียนอันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเรื่อยไปในระหว่างการก่อสร้าง จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์ อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายสำหรับความเดือดร้อนรำคาญให้แก่โจทก์เป็นเวลา 10 เดือน นับแต่เดือนมิถุนายน 2557 ถึงเดือนเมษายน 2558 นั้น แม้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในช่วงเดือนมิถุนายนจนถึงวันฟ้อง โจทก์เปิดการเรียนการสอนนักเรียนตามปกติไม่มีการสั่งให้หยุดเรียน แต่โดยปกติโรงเรียนจะมีช่วงระยะเวลาปิดภาคการศึกษาในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนเมษายนด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายสำหรับความเดือดร้อนรำคาญเป็นเงิน 1,000,000 บาท นั้น สูงเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้เป็นเงิน 800,000 บาท ฎีกาของจำเลย และจำเลยร่วมทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 2,800,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำละเมิด แต่โจทก์ขอเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จึงกำหนดให้ตามคำขอโจทก์ ส่วนจำเลยร่วมที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 สำหรับความเสียหายในทางทรัพย์สินโดยหักความรับผิดส่วนแรกร้อยละ 10 ของความเสียหายที่กำหนดให้ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เป็นเงิน 200,000 บาท แล้ว คงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยร่วมที่ 2 ต้องร่วมรับผิด 1,800,000 บาท สำหรับความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยที่จำเลยร่วมที่ 2 ต้องชำระนั้น เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 มิได้เป็นผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด หากแต่เป็นเพียงผู้รับประกันภัยที่ต้องรับผิดในนามของผู้เอาประกันภัยต่อโจทก์ จำเลยร่วมที่ 2 จึงยังมิได้เป็นผู้ผิดนัด แต่เมื่อมีการขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความ ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยร่วมที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงให้ความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยร่วมที่ 2 เริ่มแต่วันที่ 26 มกราคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดี ซึ่งปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามใช้ค่าทนายความแทนโจทก์เกินกว่าที่กำหนดไว้ในตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อัตราค่าทนายความกำหนดตามทุนทรัพย์แห่งคดีหาใช่กำหนดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายตามคำฟ้องฉบับแรกเป็นเงิน 10,325,000 บาท และตามคำฟ้องแก้ไขเพิ่มเติมอีก 71,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดเป็นทุนทรัพย์แห่งคดีนี้ 81,825,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดให้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลล่างทั้งสองแทนโจทก์รวมกัน 320,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราร้อยละ 0.39 โดยประมาณ จากทุนทรัพย์ 81,825,000 บาท จึงไม่เกินกว่าอัตราขั้นสูงสำหรับคดีมีทุนทรัพย์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 5 ในศาลชั้นต้น และร้อยละ 3 ในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ซึ่งปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยรวมถึงกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลย จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 2,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2558) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมที่ 2 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 มกราคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ที่จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามต้องร่วมรับผิดนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420, 422, 428 ม. 422 ม. 428
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 172 ม. 179 ม. 180 ม. 225 ม. 252
ป.วิ.พ. ตาราง 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สมาคม ศ.
จำเลย — บริษัท ซ.
จำเลยร่วม — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสุวิทย์ พีรแสงทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอนันต์ ธรรมราช
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
สิริกานต์ มีจุล
ปราช ตัณฑศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4254/2565
#687881
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากโจทก์ฟ้องคดีอาญาแล้ว โจทก์ได้นำเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ไปยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่ง เพื่อเรียกเงินตามสัญญากู้ยืมที่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ แต่ศาลในคดีแพ่งวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญากู้ยืม และไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืม สัญญากู้ยืมจึงไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลผูกพันและใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ในคดีอาญาโจทก์จึงต้องฟังได้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ไม่ใช่หนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 7 กระทง กระทงที่ 3 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน กระทงที่ 4 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 เดือน ส่วนที่เหลืออีก 5 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 25,000 บาท รวมเป็นเงิน 125,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 5 เดือน รวม 25 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 205,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 41 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 102,500 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 เดือน 15 วัน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามฎีกาของจำเลยทั้งสองโดยโจทก์ไม่คัดค้านในคำแก้ฎีกาว่า หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์ได้นำเช็คพิพาทคดีนี้ทั้ง 7 ฉบับ ไปยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งเพื่อเรียกเงินตามสัญญากู้ยืมที่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ และเรียกเงินตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ และในที่สุดศาลได้พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญากู้ยืมและไม่ได้รับเงินตามสัญญา สัญญากู้ยืมจึงไม่สมบูรณ์ไม่มีผลผูกพันและใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีหมายเลขดำที่ มย 48/2562 คดีหมายเลขแดงที่ มย 124/2562 และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติม โดยขอยื่นสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีหมายเลขดำที่ พ 467/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 2615/2563 ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาคดีแพ่งดังกล่าว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีแพ่งและส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัย ซึ่งหากได้ความว่าคดีแพ่งดังกล่าว ถึงที่สุดโดยศาลพิพากษายกฟ้อง ย่อมถือว่าเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ เป็นเช็คที่ไม่มีมูลหนี้อยู่จริงและไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย ส่งผลให้การกระทำของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แต่เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวหรือไม่ ศาลฎีกาจึงเรียกสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ มย 48/2562 คดีหมายเลขแดงที่ มย 124/2562 ของศาลชั้นต้น มาประกอบการวินิจฉัย และข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ยื่นฎีกาแต่อย่างใด คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดโดยคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ พ 467/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 2615/2563 ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองระบุพยานเพิ่มเติมในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา และย่อมฟังได้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ไม่ใช่หนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงไม่อาจมีการกระทำความผิดตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวทิพย์วรรณ ประสิทธิ์ล้ำค่า
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล
ชื่อองค์คณะ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
นันทวัน เจริญชาศรี
รัชนี สุขใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4245/2565
#689210
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาททั้งสามฉบับมีดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี รวมกับต้นเงินไว้ด้วย ซึ่งกฎหมายให้เรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายตกเป็นโมฆะฟ้องบังคับไม่ได้ เช็คพิพาททั้งสามฉบับจึงไม่ใช่การชำระหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ตรงตามความเป็นจริงที่ปรากฎจากทางนำสืบของโจทก์ในการไต่สวนมูลฟ้อง จึงไม่อาจรับฟังคำรับสารภาพของจำเลยประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ลงโทษจำเลย อีกทั้งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ให้อำนาจศาลในการพิจารณาคดีว่า ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ให้ศาลยกฟ้องปล่อยจำเลยไป ซึ่งการพิพากษาคดีดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้จะมิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 10 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 30 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว จำเลยจะอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการวินิจฉัยข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า สัญญากู้ยืมเงินระบุอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี โจทก์จะมอบเงินให้แก่จำเลยแต่ละงวดโดยหักเงินในส่วนดอกเบี้ยไว้ จำเลยจึงไม่ได้รับเงินเต็มตามสัญญากู้ยืมเงิน ดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นดอกเบี้ยของงวดก่อน เนื่องจากโจทก์คิดดอกเบี้ยค้างชำระในงวดก่อนร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อปรากฏว่าจำนวนเงินในเช็คพิพาททั้งสามฉบับมีการเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี รวมเข้ากับเงินต้นในเช็คพิพาทแต่ละฉบับไว้ด้วยซึ่งกฎหมายให้เรียกดอกเบี้ยเงินกู้ได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะฟ้องบังคับไม่ได้ เช็คพิพาททั้งสามฉบับจึงไม่ใช่การชำระหนี้ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่คำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ตรงตามความจริงที่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ในการไต่สวนมูลฟ้องจึงไม่อาจรับฟังคำรับสารภาพของจำเลยประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ลงโทษจำเลย อีกทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ได้ให้อำนาจศาลในการพิพากษาคดีว่า ถ้าศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ให้ศาลยกฟ้องปล่อยจำเลยไป ซึ่งการพิพากษาคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้จะมิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นก็ตาม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงชอบแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4 (1)
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นางหรือนางสาว ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) — นางสาวศศิมา ลิ้มรสเจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวชิระ เศษแสงศรี
ชื่อองค์คณะ
จาตุรงค์ สรนุวัตร
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4244/2565
#689209
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมบริษัท จ. ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดฐานรอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายเนื่องจากบริษัท จ. ไม่สามารถนำที่ดินที่ซื้อมาจากจำเลยทั้งสองไปขายบุคคลอื่นได้เพราะถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดี และได้หมายเรียกโจทก์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม แม้ศาลฎีกาในคดีดังกล่าวจะพิพากษากำหนดให้จำเลยทั้งสองและโจทก์ในฐานะจำเลยร่วม ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อบริษัท จ. ในหนี้จำนวนเดียวกัน และเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 301 บัญญัติว่า ถ้าบุคคลหลายคนเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แต่ความรับผิดของลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 296 ซึ่งบัญญัติให้ลูกหนี้ร่วมต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นนั้น จะต้องพิจารณาด้วยว่าลูกหนี้ร่วมแต่ละคนนั้นมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นอย่างไรและเพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิมได้ความว่าจำเลยทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ไม่ตรวจดูว่าที่ดินที่ซื้อขายถูกยึดไว้หรือไม่ ประกอบกับคดีที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ถูกฟ้องเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งที่มีหนังสือแจ้งการยึดจากเจ้าพนักงานบังคับคดี ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจำเลยทั้งสองถูกฟ้องฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวนั้น ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์คดีนี้มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่าที่ดินเคยถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดีก่อนที่จำเลยทั้งสองจะขายให้แก่บริษัท จ. หรือมีพฤติกรรมใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองน่าจะทราบเรื่องดังกล่าวและปกปิดไม่แจ้งเรื่องให้บริษัท จ. ทราบ อันจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท จ. ด้วย จึงฟังได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่โจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว การชำระหนี้ของโจทก์ให้แก่บริษัท จ. ตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิม จึงเป็นการชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายเองทั้งสิ้น โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของบริษัท จ. ที่จะมีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์คนละ 819,561.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 679,631.83 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 8774 ถึง 8777 เป็นของนายยิ่ง เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน แจ้งการยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ดังกล่าวทั้ง 4 แปลง ตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดราชบุรี วันที่ 28 เมษายน 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน แจ้งการยึดที่ดิน 4 แปลง ดังกล่าวซ้ำอีก ตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดเพชรบุรี วันที่ 1 มิถุนายน 2547 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีหนังสือถึงมีหนังสือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน แจ้งถอนการยึดที่ดินทั้ง 4 แปลง ที่ถูกยึดไว้ตามตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดเพชรบุรี ในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลง กับที่ดินแปลงอื่น รวม 14 แปลง จากนายยิ่ง โดยจดทะเบียนและทำสัญญาซื้อขายกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550 จำเลยทั้งสองขายที่ดินทั้ง 4 แปลง กับที่ดินแปลงอื่นรวม 14 แปลง ดังกล่าวแก่บริษัท จ. หลังจากนั้นวันที่ 4 พฤษภาคม 2554 บริษัท จ. ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 615/2556 ให้รับผิดฐานรอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายเนื่องจากบริษัท จ. ไม่สามารถนำที่ดินทั้ง 4 แปลง ที่ซื้อมาจากจำเลยทั้งสองไปขายให้บุคคลอื่นเพราะถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดีของศาลจังหวัดราชบุรีจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลง มาจากนายยิ่งโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ในวันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบว่าที่ดินถูกยึดโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาหัวหิน และขอให้หมายเรียกโจทก์เข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4979/2559 โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองและโจทก์ในฐานะจำเลยร่วม ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัท จ. เป็นเงิน 1,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่บริษัท จ. ชนะคดี วันที่ 10 มกราคม 2560 โจทก์นำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาไปวางที่ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองในเงินที่โจทก์นำไปวางต่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาให้แก่บริษัท จ. หรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4979/2559 จะกำหนดให้จำเลยทั้งสองและโจทก์ในฐานะจำเลยร่วม ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อบริษัท จ. ในหนี้จำนวนเดียวกัน และเห็นว่าเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301 บัญญัติว่าถ้าบุคคลหลายคนเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ ท่านว่าบุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดเช่นอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แต่ความรับผิดของลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 296 ซึ่งบัญญัติให้ลูกหนี้ร่วมต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นนั้น จะต้องพิจารณาด้วยว่าลูกหนี้ร่วมแต่ละคนนั้นมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นอย่างไรและเพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวได้ความว่าจำเลยทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ไม่ตรวจดูว่าที่ดินที่ซื้อขายถูกยึดไว้หรือไม่ ทั้งคดีหมายเลขดำที่ 662/2557 ของศาลจังหวัดหัวหิน นางอุษา เจ้าหน้าที่ของโจทก์ถูกฟ้องเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนโอนที่ดินทั้ง 4 แปลงทั้งที่มีหนังสือแจ้งการยึดจากเจ้าพนักงานบังคับคดี ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด หรือที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด เพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 187 และจำเลยทั้งสองถูกฟ้องฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว ศาลจังหวัดหัวหินพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง โดยคดีในส่วนของจำเลยทั้งสองถึงที่สุดแล้ว และคดีนี้โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองรู้ว่าที่ดินทั้ง 4 แปลง เคยถูกยึดไว้ตามหมายบังคับคดีของศาลก่อนที่จำเลยทั้งสองจะขายให้แก่บริษัท จ. หรือมีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองน่าจะทราบเรื่องดังกล่าวและปกปิดไม่แจ้งเรื่องให้บริษัท จ. ทราบ อันจะถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายนั้นด้วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่โจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว การชำระหนี้ของโจทก์ให้แก่บริษัท จ. จึงเป็นการชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นเองทั้งสิ้น โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของบริษัท จ. ที่จะมีสิทธิไล่เบี้ยจำเลยทั้งสองได้ สำหรับประเด็นที่ว่าความรับผิดของโจทก์กับจำเลยทั้งสองในฐานะลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษามีเพียงใดนั้น ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 296 ม. 301
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมที่ดิน
จำเลย — นาง ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายพีระศักดิ์ ใจเสงี่ยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประสงค์ กระจ่างวุฒิชัย
ชื่อองค์คณะ
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
กำพล ษมาคุณากร
สมชาย ธารณธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4241/2565
#688762
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายทำหนังสือมอบอำนาจให้ พ. นำค่าเช่าบ้านไปชำระหนี้สิ้นที่ผู้ตายติดค้าง พ. โดยทยอยผ่อนชำระจากเงินค่าเช่าบ้าน หากชำระไม่ได้เพราะไม่มีค่าเช่าต่อเนื่องหรือผู้ตายถึงแก่ความตายให้ พ. ขายบ้านได้ แม้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจะมีข้อความว่าหรือข้าพเจ้าถึงแก่ความตายก็ตาม ข้อความนี้ก็เป็นเพียงขยายความว่ากรณีไม่มีเงินค่าเช่าต่อเนื่องก็ให้ขายบ้านเช่านำเงินมาชำระ การตายของผู้ตายที่ระบุไว้เป็นเพียงเหตุหนึ่งที่ต้องขายบ้านเช่า ประกอบกับผู้ตายเคยทำพินัยกรรมมาก่อน หากผู้ตายมีเจตนาจะทำพินัยกรรมก็มีความสามารถจะทำพินัยกรรมได้ไม่จำต้องใช้หนังสือมอบอำนาจ ถือได้ว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ไม่มีข้อความหรือแปลความได้ว่าเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 หนังสือมอบอำนาจจึงไม่ใช่พินัยกรรม เมื่อจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมย่อมโอนที่ดินและบ้านมาเป็นของตนได้โดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 13864 สำหรับรายการจดทะเบียนลงวันที่ 29 กันยายน 2558 ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่นางพรทิพย์ ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังยุติว่า จำเลยเป็นบุตรของนายอิทธิฤทธิ์ ผู้ตายกับนางอาบทิพย์ ปี 2534 ผู้ตายจดทะเบียนหย่ากับนางอาบทิพย์ ส่วนโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้ว อันเกิดจากผู้ตายกับนางสาวอัณณ์ณิชา ปี 2548 ผู้ตายทำพินัยกรรมยกบ้านเลขที่ 239 พร้อมที่ดิน และบ้านเลขที่ 114 พร้อมที่ดินให้จำเลย ต่อมาผู้ตายทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวพรทิพย์ มีอำนาจบริหารจัดการทรัพย์สินของผู้ตาย 2 ฉบับ ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2554 และลงวันที่ 7 มกราคม 2557 เอกสารหมาย จ.6 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยโรคหัวใจ แต่ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายได้โอนที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 114 ให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า หนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2557 เป็นพินัยกรรมหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.6 มีข้อความว่า "ให้นางพรทิพย์บริหารทรัพย์สินของข้าพเจ้าที่พึงจะได้จากบ้านเลขที่ 239...โดยให้มีอำนาจจัดการแบ่งเงินค่าเช่าเพื่อทยอยชำระหนี้ที่ข้าพเจ้าได้กู้ยืมมาจากนางพรทิพย์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 จนถึงวันที่ 7 มกราคม 2557 รวมเป็นเงิน 1,700,000 บาท (หนึ่งล้านเจ็ดแสนบาทถ้วน) ไม่รวมดอกเบี้ย โดยให้แบ่ง 1 ใน 3 ของรายได้จากค่าเช่าในแต่ละเดือนไปจนกว่าหนี้สินจะหมด ในกรณีที่ข้าพเจ้าไม่สามารถชำระหนี้สินจำนวนนี้เป็นรายเดือนด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง คือ ไม่มีรายได้จากการเช่าต่อเนื่องหรือข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าขอมอบอำนาจให้นางพรทิพย์ จัดการขายบ้านหลังดังกล่าวเพื่อใช้คืนหนี้สินที่ติดค้าง ส่วนที่เหลือให้แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งมอบให้นายพิรชัย และอีกส่วนหนึ่งขอมอบอำนาจให้นางพรทิพย์ หาซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับเด็กหญิง บ. ตามที่นางพรทิพย์เห็นสมควร จำนวนเงินที่เหลือจากการซื้อบ้าน ขอมอบให้นางพรทิพย์ใช้จ่ายเป็นค่าดูแลเด็กหญิง บ. แทนข้าพเจ้าจนเสร็จ..." เนื้อหาของหนังสือมอบอำนาจเป็นการมอบอำนาจให้นางพรทิพย์ดำเนินการเอาค่าเช่าบ้านไปชำระหนี้สินที่ผู้ตายติดค้างนางพรทิพย์โดยทยอยผ่อนชำระจากเงินค่าเช่าบ้านแต่หากชำระไม่ได้เพราะไม่มีค่าเช่าต่อเนื่องหรือผู้ตายถึงแก่ความตายก็ให้นางพรทิพย์ขายบ้านได้ ลักษณะของหนังสือมอบอำนาจเป็นเรื่องการมอบอำนาจให้จัดการบ้านเช่าเพื่อนำเงินมาชำระนางพรทิพย์ แม้จะมีข้อความว่าหรือข้าพเจ้าถึงแก่กรรมก็ตาม ข้อความนี้ก็เป็นเพียงขยายความว่ากรณีไม่มีเงินค่าเช่าต่อเนื่องก็ให้ขายบ้านเช่านำเงินมาชำระ การตายของผู้ตายที่ระบุไว้เป็นเพียงเหตุหนึ่งที่ต้องขายบ้านเช่า ทั้งไม่มีข้อความที่ระบุให้ทรัพย์ตกแก่โจทก์คงมีเพียงให้นางพรทิพย์เป็นคนจัดการโดยนางพรทิพย์เป็นผู้ตัดสินใจซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ ให้โจทก์ซึ่งอยู่ในดุลพินิจของนางพรทิพย์ว่าบ้านหลังเล็ก ๆ นั้นจะมีขนาดเท่าใด เงินที่เหลือก็มอบให้นางพรทิพย์เป็นผู้ใช้จ่ายเป็นค่าดูแลโจทก์แทนผู้ตาย ซึ่งยังไม่แน่นอนแต่อยู่ที่ความพอใจของนางพรทิพย์ ประกอบกับผู้ตายเคยทำพินัยกรรมมาก่อน หากผู้ตายมีเจตนาจะทำพินัยกรรมก็มีความสามารถจะทำพินัยกรรมได้ไม่จำต้องใช้หนังสือมอบอำนาจ ถือได้ว่า ไม่มีข้อความหรือแปลความได้ว่าเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และ 1647 ข้อความในหนังสือมอบอำนาจพิพาทจึงไม่ใช่พินัยกรรม เมื่อจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมย่อมโอนที่ดินและบ้านมาเป็นของตนได้โดยชอบ สำหรับฎีกาของโจทก์และจำเลยในปัญหาอื่นนั้นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1646 ม. 1647
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กหญิง ป. โดยนางสาว อ. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย พ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุวรรณ ทองเนื้อแข็ง
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
สุทิน อุ้ยตระกูล
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4240/2565
#689106
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ที่ดินพิพาทเป็นถนนที่จำเลยที่ 1 จัดให้มีขึ้นเป็นสาธารณูปโภคเพื่อการจัดสรรที่ดิน จึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งจำเลยที่ 1 หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปมีหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดสรรที่ดิน และ ป.พ.พ. มาตรา 1390 แต่จำเลยที่ 1 และผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณูปโภคของที่ดินจัดสรรให้เป็นสาธารณประโยชน์เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทได้ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ย่อมเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปและมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เพียงแต่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มีหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทและมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณูปโภคของที่ดินจัดสรรให้เป็นสาธารณประโยชน์เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ได้

ต่อมาขณะที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ได้มี พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งมาตรา 43 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ เช่นเดียวกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และมีบทเฉพาะกาล มาตรา 70 วรรคสาม บัญญัติว่า การพ้นจากความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ให้นํามาตรา 44 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (เดิม) บัญญัติว่า ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามลำดับ ดังต่อไปนี้ ...(3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ ดังนี้ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการเพื่อให้พ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่แตกต่างจากประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งถูกยกเลิกแล้ว จึงต้องใช้พ.ร.บ. ดังกล่าวบังคับแก่คดีนี้ แต่เมื่อตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 70 วรรคสาม ให้นํามาตรา 44 (เดิม) มาใช้บังคับโดยอนุโลม จึงต้องพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ที่บุคคลต่าง ๆ มีอยู่ก่อนแล้วตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ประกอบด้วย การนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมนั้นหมายความเพียงว่า ให้ใช้บังคับเท่าที่จะบังคับได้ เมื่อตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง กำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินมีอำนาจอุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ได้ และ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ มาตรา 44 (เดิม) บัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคเมื่อได้โอนทรัพย์สินให้เป็นสาธารณประโยชน์ การที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์จึงชอบแล้ว แม้บุคคลทั่วไปนอกจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรสามารถใช้สอยที่ดินพิพาทในฐานะเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้ แต่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรยังคงใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจำยอมได้เป็นปกติดังเดิม ไม่ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแต่ประการใด จึงไม่ขัด ต่อ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดินฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 และ 216247 ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ให้กลับมาเป็นถนนสาธารณูปโภคของโครงการบ้านสวนนครินทร์ ในชื่อของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 และ 216247 ให้แก่โจทก์เพื่อดูแลและบำรุงรักษาตามกฎหมาย หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2551 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 5695 เป็นกรรมสิทธิ์ของนางทองคำ นางลิ้นจี่ และนางจินตนา แล้วนางทองคำกับพวกแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็น 543 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5696, 173504 ถึง 174044 และ 186375 และขออนุญาตจัดสรรที่ดินโดยระบุว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 เป็นถนนสาธารณูปโภค จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดิน ได้รับโอนที่ดินแปลงย่อยบางส่วนของนางทองคำกับพวกรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 แล้วนำมารวมโฉนดและแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 38 แปลง และขออนุญาตจัดสรรที่ดินชื่อ โครงการบ้านสวนนครินทร์ โดยระบุที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 เป็นสาธารณูปโภคของที่ดินจัดสรร ซึ่งได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2530 ตามสำเนาใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินเลขที่ 262/2530 และแผนผังโครงการจัดสรรที่ดิน จำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 216245 ถึง 216249 ต่อมาวันที่ 14 กรกฎาคม 2530 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และวันที่ 15 กรกฎาคม 2530 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 216247 ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และวันเดียวกันจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโฉนดเลขที่ 186375 และ 216247 เป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดินและระบบสาธารณูปโภคแก่ที่ดินที่จัดสรร วันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโฉนดเลขที่ 186375 เป็นภาระจำยอมเรื่องทางเดินและระบบสาธารณูปโภคแก่ที่ดินที่จัดสรรเพิ่มเติม ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2552 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 และ 216247 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ มีจำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 เป็นผู้ดูแลที่ดิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 186375 และ 216247 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 โดยที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 186375 และ 216247 เป็นถนนที่จำเลยที่ 1 ผู้จัดสรรที่ดินจัดให้มีขึ้นเป็นสาธารณูปโภคเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต ที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรร ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปมีหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดสรรที่ดิน และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 แต่จำเลยที่ 1 และผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณูปโภคของที่ดินจัดสรรให้เป็นสาธารณประโยชน์เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทได้ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้จัดสรรที่ดินโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ย่อมเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทอันเป็นภารยทรัพย์ ซึ่งมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เพียงแต่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มีหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทและมีสิทธิอุทิศที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณูปโภคของที่ดินจัดสรรให้เป็นสาธารณประโยชน์เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาที่ดินพิพาทตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมาขณะจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ได้มีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ โดยมาตรา 3 ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ซึ่งมาตรา 43 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรและให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ เช่นเดียวกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และมีบทเฉพาะกาล มาตรา 70 วรรคสาม บัญญัติว่าการพ้นจากความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้ได้รับใบอนุญาตหรือผู้รับโอนใบอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ให้นำมาตรา 44 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (เดิม) บัญญัติว่า ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้ว ตามลำดับ ดังต่อไปนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้ หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา ภายในเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้จัดสรรที่ดิน (2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ และวรรคสองบัญญัติว่า การดำเนินการตาม (1) และ (2) ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด... ดังนี้ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการเพื่อให้พ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่แตกต่างจากประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งถูกยกเลิกแล้ว จึงต้องใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่คดีนี้ บทบัญญัติมาตรา 70 วรรคสามประกอบมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (เดิม) กำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนใบอนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปพ้นจากการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเมื่อมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดใน 3 กรณี กล่าวคือ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนสาธารณูปโภค (2) ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนใบอนุญาตหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภค ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษา และ (3) ผู้จัดสรรที่ดินหรือผู้รับโอนใบอนุญาตหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสาธารณูปโภคจดทะเบียนโอนทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภคให้เป็นสาธารณประโยชน์ แต่เมื่อตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 70 วรรคสาม ให้นำมาตรา 44 (เดิม) มาใช้บังคับโดยอนุโลม กรณีจึงต้องพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ที่บุคคลต่าง ๆ มีอยู่ก่อนแล้วตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 มาประกอบด้วย การนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม นั้น ก็หมายความเพียงว่าให้ใช้บังคับเท่าที่จะบังคับได้ เมื่อตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินมีอำนาจอุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ หรือโอนให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งท้องที่ที่ดินจัดสรรอยู่ในเขตได้ และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (เดิม) บัญญัติให้ผู้จัดสรรที่ดินพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคเมื่อได้โอนทรัพย์สินให้เป็นสาธารณประโยชน์ การที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์จึงชอบแล้ว อีกทั้งการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมให้เป็นทางสาธารณประโยชน์นั้น แม้บุคคลทั่วไปนอกจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรสามารถใช้สอยที่ดินพิพาทในฐานะเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้ แต่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรยังคงใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางภาระจำยอมได้เป็นปกติดังเดิม ไม่ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแต่ประการใด กลับจะเป็นประโยชน์แก่โจทก์และผู้ซื้อที่ดินจัดสรรที่ไม่ต้องรับภาระบำรุงรักษาที่ดินพิพาทต่อไป การที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทอันเป็นสาธารณูปโภคให้เป็นทางสาธารณประโยชน์จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336 ม. 1390
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 3 ม. 43 ม. 44 (เดิม) ม. 70
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ.
จำเลย — บริษัท บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นายเอกวัตร จินตนาดิลก
ศาลอุทธรณ์ — นายฐานิต ศิริจันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา