คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 2/2566
#700190
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีที่ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ขอให้เพิกถอนคำสั่งเทศบาลนครลำปาง เรื่อง ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับทางราชการ กรณีการจัดซื้อที่ดินทิ้งขยะ ครั้งที่ 4 ในส่วนที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพิกถอนผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดลำปางยื่นฟ้องผู้ร้องกับพวกต่อศาลจังหวัดลำปาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 151, 157 ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จะอาศัยข้อเท็จจริงเดียวกันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ ครั้งที่ 4 ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 21 และข้อ 50 (6) ก็ตาม แต่ประเด็นแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องได้กระทำละเมิดในการจัดซื้อที่ดินทิ้งขยะเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพื่อนำไปสู่ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งเทศบาลนครลำปาง ที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหาย ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นแห่งคดีของศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ร้องกับพวกเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 , 86 หรือไม่ ดังนั้น แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ใช้ในการพิจารณาความรับผิดเป็นอย่างเดียวกัน คือ การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องในฐานะคณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษเป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 50 (6) หรือไม่ แต่เมื่อในการพิจารณาคดีของศาลปกครองเป็นไปเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งเทศบาลนครลำปาง ที่ให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับทางราชการ จากการที่ผู้ร้องทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ส่วนคดีของศาลยุติธรรมมุ่งประสงค์ตรวจสอบในประเด็นที่ว่า การกระทำของผู้ร้องเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83, 86 หรือไม่ เมื่อหลักเกณฑ์ที่จะพิจารณาความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งและทางอาญาอาจแตกต่างกันได้ ทั้งไม่ปรากฏว่ามีข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลแต่อย่างใด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องจึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามนัยมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ผู้ร้อง — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 1/2566
#700189
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 16 และข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ข้อ 6 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับองค์ประกอบและองค์ประชุมของคณะกรรมการ ตลอดจนความมีส่วนได้เสียในเรื่องที่จะประชุมว่า คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกสี่คน ได้แก่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โดยในการประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าคณะกรรมการคนใดมีผลประโยชน์ได้เสียในเรื่องที่ประชุม ห้ามกรรมการผู้นั้นออกเสียงลงคะแนนในเรื่องดังกล่าว

การที่กรมควบคุมมลพิษ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้ทบทวนและเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (คำสั่ง) ที่ 60/2565 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2565 โดยอ้างว่าการประชุมเพื่อพิจารณารับเรื่องและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (คำสั่ง) ที่ 60/2565 เป็นไปโดยไม่ครบองค์ประกอบและองค์ประชุมของคณะกรรมการ อันเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการประชุมครั้งที่ 10/2565 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 มีคณะกรรมการมาประชุมครบจำนวน 7 ท่าน จึงถือว่าครบองค์ประชุมและครบองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในการประชุมเรื่องดังกล่าวมีกรรมการที่ไม่อาจลงคะแนนเสียงด้วยเหตุที่เป็นผู้มีผลประโยชน์ได้เสียในเรื่องที่จะประชุมจำนวน 3 ท่าน การวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยโดยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่จำนวน 4 ท่าน ซึ่งสามารถกระทำได้ตามกฎหมายโดยใช้เสียงข้างมาก ตามมาตรา 16 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ดังนั้น คำวินิจฉัยในส่วนขององค์ประกอบและองค์ประชุมของคณะกรรมการในการพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้จึงชอบแล้ว

ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 กำหนด โดยเป็นกรณีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.139-140/2565 กับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2560 ขัดแย้งกัน เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับคำร้องเดิมของผู้ร้องตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (คำสั่ง) ที่ 60/2565 มีลักษณะเป็นการโต้แย้งเหตุผลที่ระบุในคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (คำสั่ง) ที่ 60/2565 อันเป็นการขอให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยซ้ำในเรื่องที่คณะกรรมการได้วินิจฉัยไว้แล้วซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นที่สุด ตามมาตรา 14 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 จึงเป็นการต้องห้ามตามข้อ 28 แห่งข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. 2544 ให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ผู้ร้อง — กรมควบคุมมลพิษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5097/2565
#690281
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2553 ความรับผิดชำระอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มีผลใช้บังคับอยู่ โดย พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา มิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พ.ย. 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับและให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างความรับผิดชำระเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มแม้จะเกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พ.ย. 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พ.ย. 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 ยังคงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว เมื่อพิจารณาแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) เงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 12 พ.ย. 2560 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ยังไม่เกินกว่าจำนวนอากรที่ต้องเสียเพิ่ม โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่ากับอากรขาเข้าตามการประเมินเท่านั้น ซึ่งปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินกว่าอากรขาเข้าหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นพิจารณาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 40,734,394.71 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่ชำระขาด 3,548,292 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม 40,095,700 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553 จำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อนำรถยนต์นั่งใหม่พร้อมอุปกรณ์ ยี่ห้อ Ferrari F430 Scuderia รุ่นปี 2007 (พ.ศ. 2550) หมายเลขตัวถัง ZFFKZ64C00016XXXX หมายเลขเครื่องยนต์ F136ED13XXXX ออกจากนิคมอุตสาหกรรม ล. ซึ่งเป็นเขตประกอบการเสรี พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปแล้ว ต่อมาคณะทำงานประเมินราคาและค่าภาษีอากรรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ที่ออกโดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ หมายเลขตัวถัง และหมายเลขเครื่องยนต์ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งมาให้โจทก์ที่ 1 ปรากฏว่าราคารถยนต์ที่จำเลยสำแดงต่ำกว่าราคาตามบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ที่บริษัทผู้ผลิตขายครั้งแรกจำนวนมาก คณะทำงานจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยไปชี้แจงพร้อมนำเอกสารต่าง ๆ ไปแสดง แต่จำเลยไม่ไปชี้แจง พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงใช้ราคาตามบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ของผู้ผลิตเป็นราคาแท้จริงของรถยนต์คันดังกล่าวพร้อมทั้งคำนวณภาษีอากรขาดแต่ละประเภทและออกแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) โดยประเมินอากรขาเข้า 3,548,292 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 เป็นเงิน 3,087,014 บาท ภาษีสรรพสามิต 8,870,730 บาท เบี้ยปรับภาษีสรรพสามิต 8,870,730 บาท เงินเพิ่มภาษีสรรพสามิต 8,870,730 บาท ภาษีเพื่อมหาดไทย 887,073 บาท เบี้ยปรับภาษีเพื่อมหาดไทย 887,073 บาท เงินเพิ่มภาษีเพื่อมหาดไทย 887,073 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,241,903 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,241,902 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,241,903 บาท รวมเป็นเงิน 39,634,423 บาท จำเลยได้รับแบบแจ้งการประเมินแล้วไม่อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม การประเมินเป็นอันยุติ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2553 ความรับผิดชำระอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับดังกล่าว จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มีผลใช้บังคับอยู่ โดยพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับและให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างความรับผิดชำระเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มแม้จะเกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 ยังคงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว เมื่อพิจารณาแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) เงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ยังไม่เกินกว่าจำนวนอากรที่ต้องเสียเพิ่ม โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่ากับอากรขาเข้าตามการประเมินเท่านั้น ซึ่งปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าเกินกว่าอากรขาเข้าหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวอรกานต์ พิพัฒน์นรเศรษฐ์
- นายณัฐพร ณ กาฬสิทธุ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ ตั้งธรรม
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
ปรีชา บุญโรจน์พงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5095/2565
#689154
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 67 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากร กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (6 เดือน) ภายใน 2 เดือน นับแต่วันสุดท้ายของครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ด้วยการยื่นแบบแสดงรายการประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ตามมาตรา 67 ทวิ (1) แห่ง ป.รัษฎากร โดยจัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิทั้งจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มาคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามเงื่อนไขของมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่ง ป.รัษฎากร แล้วให้ชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ซึ่งการประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิดังกล่าวเป็นการประมาณการซึ่งรวมการคาดหมายของผู้เสียภาษีในครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีหลังด้วย ดังนั้น มาตรา 67 ตรี แห่ง ป.รัษฎากร จึงกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประมาณการกำไรสุทธิขาดได้ถึงร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แต่หากประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิดังกล่าวจะต้องมีเหตุอันสมควร หากไม่มีเหตุอันสมควรจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 67 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากร โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ โดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานของจำเลยในช่วงระยะเวลาบัญชีพิพาท ข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวกำหนดว่า "กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วให้ถือว่าเป็นกรณีมีเหตุผลอันสมควร" แต่รอบระยะเวลาบัญชีพิพาทของโจทก์มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 รวม 12 เดือน ขณะที่รอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วของโจทก์ คือรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550 มีเพียง 3 เดือน จึงไม่อาจนำภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วมาใช้เปรียบเทียบกับการประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทของโจทก์เพื่อให้ฟังได้ว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วตามคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล (ตามมาตรา 20 และ 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร) ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2556 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ(อธ.2)/054/2561 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2561 ให้งดหรือลดเงินเพิ่ม และให้จำเลยคืนหลักประกันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร ก. เลขที่ 59 - 49 - 0XXX - X ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2559 และเลขที่ 59 - 49 - 0XXX - X ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล (ตามมาตรา 20 และ 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร) เลขที่ ภงด73.1 - 01007300 - 25560826 - 002 - 0XXXX ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2556 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ(อธ.2)/054/2561 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2556 (ที่ถูก ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2561) ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และให้จำเลยคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร ก. เลขที่ 59 - 49 - 0XXX - X ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2559 และเลขที่ 59 - 49 - 0XXX - X ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการผลิตและขายเหล็กข้ออ้อย เหล็กเส้นกลม เหล็กลวด และเหล็กเส้นขึ้นรูป เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจสอบการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลของโจทก์แล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ชำระภาษีไว้ไม่ครบถ้วนถูกต้อง วันที่ 13 มิถุนายน 2554 เจ้าพนักงานของจำเลยออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 และจากการตรวจสอบพบว่า โจทก์แสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ เจ้าพนักงานจึงประเมินให้โจทก์เสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 20 ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ได้รับอนุมัติให้ทุเลาการชำระภาษี โจทก์วางหลักประกันเป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร ก.

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล (ตามมาตรา 20 และ 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีเหตุอันสมควร และจำเลยยอมรับว่า โจทก์มีปริมาณการขายและราคาขายเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลังอยู่นอกเหนือการควบคุมและคาดการณ์ของโจทก์มีเหตุผลรับฟังได้ ส่วนวิธีการปรับปรุงกำไรขั้นต้นกับอัตรากำไรขั้นต้นของจำเลยไม่ถูกต้อง จำเลยนำอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 16.7 มาใช้ปรับปรุงกำไรสุทธินั้นไม่ถูกต้อง เพราะอัตรากำไรขั้นต้นดังกล่าวเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ได้รวมประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดการณ์ได้ไว้ด้วย จึงซ้ำซ้อนกัน ที่ถูกจะต้องนำอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 16.7 ลบด้วยอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 9.08 จะได้อัตรากำไรขั้นต้นที่คาดการณ์ไม่ได้ร้อยละ 7.63 แล้วนำไปคูณกับยอดขายครึ่งปีหลัง 7,930,083,647.95 บาท ได้กำไรขั้นต้นต่อยอดขายที่คาดการณ์ไม่ได้ 605,065,382.33 บาท เมื่อนำไปรวมกับประมาณการกำไรสุทธิ 117,020,881.14 บาท เท่ากับประมาณการกำไรสุทธิหลังปรับปรุง 722,086,263.47 บาท แล้วนำไปหักกับกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.50 จำนวน 877,565,455.12 บาท ได้ประมาณการกำไรสุทธิขาดไป 155,479,191.65 บาท คิดเป็นร้อยละ 17.71 จึงไม่เกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานของจำเลยเป็นผู้จัดทำกระดาษทำการโดยอาศัยข้อมูลของโจทก์ วิธีการปรับปรุงกำไรสุทธิตามเอกสารดังกล่าวจำเลยเป็นผู้จัดทำ แต่โจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวเพื่อความสะดวกในการนำสืบวิธีการปรับปรุงกำไรสุทธิตามคำฟ้องข้อ 4.4.3 เท่านั้น และโจทก์นำสืบยอดขายครึ่งปีหลัง 7,930,083,647.95บาท ไม่ใช่ 8,930,083,647.95 บาท โจทก์จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วหมายถึง 2 กรณี คือ รอบระยะเวลาบัญชี 12 เดือน และรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการเปลี่ยนแปลงนับรวมกับรอบระยะเวลา 12 เดือนก่อนมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสอดคล้องกับการตีความตามมาตรา 10 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่า "เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในเอกสารอาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ ให้ถือเอาตามนัยนั้นดีกว่าที่จะถือเอานัยที่ไร้ผล" ดังนั้น โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ขาดทุนสุทธิ 1,184,607,461.93 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550 ขาดทุนสุทธิ 939,486,568.18 บาท โจทก์จึงไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระในสองรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 โดยประมาณการกำไรสุทธิ 117,020,881.14 บาท จึงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว จึงเป็นไปตามแนวทางพิจารณาเหตุอันสมควรตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกําไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 1 และแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก. 53/2560 เรื่อง การพิจารณาเหตุอันสมควรตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 3.1 หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล (ตามมาตรา 20 และ 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร นั้น ปัญหานี้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 67 ทวิ บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนี้ (1) ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากที่กล่าวใน (2) ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แล้วให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น..." และมาตรา 67 ตรี วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ (1) โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือของภาษีที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี" โจทก์มีนายอภิชาติ ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ และนางไพฑิตย์ ผู้จัดการแผนกอาวุโส-บัญชี พนักงานของโจทก์ เบิกความทำนองเดียวกันว่า ในระหว่างช่วงเดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนมีนาคม 2551 ราคาซื้อขายเหล็กเกิดความผันผวนเป็นอย่างมากเนื่องจากสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องการใช้เหล็กในปริมาณมากเพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารสถานที่รองรับการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อน ครั้งที่ 29 ค.ศ. 2008 (พ.ศ 2551) ทำให้ราคาเหล็กจากปกติประมาณตันละ 18,771 บาท ปรับตัวสูงขึ้นเป็นราคาตันละ 27,613 บาท และเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (Iron and Steel Institute of Thailand) ได้จัดทำแผนภาพแสดงราคาเศษเหล็กและเหล็กแท่งยาว ณ ตลาดนำเข้า (East Asia) เดือนมกราคม 2547 ถึงเดือนมิถุนายน 2554 ระบุราคาเศษเหล็กจากเดิม 200 ถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ปรับราคาสูงขึ้นมากกว่า 700 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และราคาเหล็กแท่งยาวจากเดิม 400 ถึง 600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของโจทก์เนื่องจากโจทก์ได้รับคำสั่งซื้อเหล็กเพิ่มมากขึ้นและเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด.51) ไปแล้ว อีกทั้งโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549 แสดงผลขาดทุนสุทธิ 1,184,607,461.93 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550 แสดงผลขาดทุนสุทธิ 939,486,568.18 บาท ซึ่งไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องชำระ จึงเป็นการจัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน กรณีของโจทก์จึงถือว่ามีเหตุสมควรตามแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก. 53/2560 เรื่อง การพิจารณาเหตุอันสมควรตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร แล้ว ส่วนจำเลยมีนางสาวจุฑามาศ และนายเสกสรรค์ เจ้าพนักงานของจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด.51) แสดงประมาณการกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 จำนวน 117,020,881.14 บาท และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด.50) แสดงกำไรสุทธิโดยรวมทั้งกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน 877,565,455.12 บาท โจทก์จึงยื่นประมาณการกำไรสุทธิขาดไป 760,544,573.98 บาท เป็นการประมาณการกำไรสุทธิขาดไปอัตราร้อยละ 86.67 เมื่อโจทก์ชี้แจงสาเหตุที่ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิคลาดเคลื่อนแล้วเจ้าพนักงานของจำเลยจึงพิจารณาหลักฐานตามที่โจทก์แสดงแล้วพบว่าโจทก์มีปริมาณการขายและราคาขายเพิ่มขึ้นครึ่งปีแรกซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมและความคาดการณ์ของโจทก์ เจ้าพนักงานของจำเลยจึงปรับปรุงและคำนวณยอดขายจากปริมาณจริง (ตัน) คูณด้วยราคาขายจริงเฉลี่ย (บาท/ตัน) และยอดขายประมาณการจากปริมาณประมาณการ (ตัน) คูณด้วยราคาขายประมาณการเฉลี่ย (บาท/ตัน) คำนวณได้มูลค่าสินค้าที่ขายโดยไม่ได้คาดการณ์ไว้ 1,409,419,110 บาท เมื่อนำไปคำนวณอัตรากำไรขั้นต้นในอัตราร้อยละ 16.7 แล้วปรับปรุงให้เป็นกำไรจากรายได้ยอดขายสินค้าที่คาดการณ์ไม่ได้ 235,372,991.37 บาท แล้วคำนวณโดยเปรียบเทียบประมาณการกำไรสุทธิที่ปรับปรุงด้วยกำไรที่คาดการณ์ไม่ได้กับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 68 และมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด.50) แล้วโจทก์ยังประมาณการกำไรสุทธิขาดไปอีก 525,171,582.61 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราร้อยละ 59.84 นอกจากนี้ตามแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ มก.53/2560 เรื่อง การพิจารณาเหตุอันสมควรตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกําไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร นั้น หมายถึงรอบระยะเวลาบัญชีเต็ม 12 เดือน แต่รอบระยะเวลาบัญชีของโจทก์นั้นได้รับอนุญาตให้มีรอบระยะเวลาบัญชีเพียง 3 เดือน คือรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550 ดังนั้น จึงไม่สามารถนำมาใช้เปรียบเทียบกับประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์ได้ กรณีถือว่าโจทก์ยื่นประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 โดยไม่มีเหตุอันสมควรจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า มาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (6 เดือน) ภายใน 2 เดือน นับแต่วันสุดท้ายของครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ด้วยแบบ ภ.ง.ด.51 โดยการยื่นแบบแสดงรายการประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ตามมาตรา 67 ทวิ (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยการจัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิทั้งจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มาคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามเงื่อนไขของมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร แล้วให้ชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ซึ่งการประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิดังกล่าวเป็นการประมาณการซึ่งรวมการคาดหมายของผู้เสียภาษีในครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีหลังด้วย ดังนั้น มาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร จึงกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประมาณการกำไรสุทธิขาดได้ถึงร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แต่หากประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิดังกล่าวจะต้องมีเหตุอันสมควร หากไม่มีเหตุอันสมควรจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 คดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.51) แสดงประมาณการกำไรสุทธิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 จำนวน 117,020,881.14 บาท และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) มีกำไรสุทธิรวมทั้งกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และกิจการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน 877,565,455.12 บาท โจทก์จึงยื่นประมาณการกำไรสุทธิขาดไป 760,544,573.98 บาท คิดเป็นอัตราร้อยละของประมาณการกำไรสุทธิขาดไป 86.67 และเมื่อโจทก์ชี้แจงสาเหตุที่ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิคลาดเคลื่อน เจ้าพนักงานของจำเลยรับฟังและพิจารณาเอกสารหลักฐานตามประเด็นที่โจทก์ชี้แจงแล้ว พบว่า โจทก์มีปริมาณการขายและราคาขายเพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกจริง เพื่อความเป็นธรรม เจ้าพนักงานของจำเลยจึงทำการปรับปรุงประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์เสียใหม่ ซึ่งโจทก์ยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้จัดทำเอกสารดังกล่าวขึ้นมาโดยอาศัยข้อมูลที่โจทก์นำส่งและโจทก์มิได้โต้แย้งว่ารายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ในเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร จึงถือว่าข้อมูลในเอกสารดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่ฟังยุติได้ เมื่อพิจารณากระดาษทำการซึ่งเป็นตารางเปรียบเทียบกำไรขาดทุน สำหรับรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 ประกอบบันทึกที่ กค 0722/ธ.31/487 ลงวันที่ 16 มกราคม 2555 เจ้าพนักงานของจำเลยคำนวณหาอัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายสำหรับเดือนตุลาคม 2550 ถึงเดือนมีนาคม 2551 คำนวณได้อัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายร้อยละ 16.7 ส่วนยอดขายที่เกิดขึ้นจริงกับยอดขายตามประมาณการ สำหรับรอบระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 ถึงเดือนมีนาคม 2551 เจ้าพนักงานของจำเลยคำนวณยอดขายจริงจากปริมาณจริง (ตัน) คูณด้วยราคาขายจริงเฉลี่ย (บาท/ตัน) และยอดขายประมาณการจากปริมาณประมาณการ (ตัน) คูณด้วยราคาขายประมาณการ คำนวณได้มูลค่าสินค้าที่ขายโดยไม่ได้คาดการณ์ไว้ เมื่อนำไปคำนวณกับอัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายร้อยละ 16.7 ปรับปรุงให้เป็นกำไรจากรายได้ยอดขายสินค้าที่คาดการณ์ไม่ได้แล้ว คำนวณเปรียบเทียบประมาณการกำไรสุทธิที่ปรับปรุงด้วยกำไรที่คาดการณ์ไม่ได้กับกำไรสุทธิตามแบบ ภ.ง.ด.50 แต่ปรากฎว่า ภายหลังจากปรับปรุงหักให้แล้วประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์ก็ยังคงขาดไป 525,171,582.61 บาท และยังคิดเป็นอัตราร้อยละของประมาณการกำไรสุทธิขาดไปถึงร้อยละ 59.84 ซึ่งโจทก์อ้างสาเหตุของการประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเป็นเพราะว่าราคาซื้อขายเหล็กเกิดความผันผวนเป็นอย่างมากทำให้ราคาเหล็กปรับตัวสูงขึ้นเป็นเหตุให้ราคาขายเพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลังอยู่นอกเหนือการควบคุมและคาดการณ์ของโจทก์ ประกอบกับมีปริมาณความต้องการเหล็กสูงมากและเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อันเป็นเหตุผลที่ไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเนื่องจากเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของโจทก์แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีปริมาณการขายสินค้าเพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก 57,665 ตัน คิดเป็นอัตราเพียงร้อยละ 20.56 มีราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก 4,355.17 บาท ต่อตัน คิดเป็นอัตราเพียงร้อยละ 22.78 แต่โจทก์มีกำไรสูงถึง 877,565,455.12 บาท ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงลักษณะพื้นฐานของการประกอบธุรกิจในสภาวะที่ราคาสินค้าสูงขึ้นไม่ว่าจะด้วยปัจจัยใดก็ตาม ต้นทุนก็ย่อมเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องแปรผันตามราคาสินค้าที่สูงขึ้นด้วย แต่โจทก์ไม่นำสืบหรือแสดงให้เห็นว่าเพราะเหตุใดต้นทุนของโจทก์จึงไม่ผันตามราคาสินค้าที่สูงขึ้นด้วย อันเป็นเหตุให้โจทก์มีกำไรสูงเกินกว่าที่ประมาณการไว้อย่างมากถึงร้อยละ 86.67 ประกอบกับจำเลยปรับปรุงประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์โดยนำกำไรจากรายได้ยอดขายสินค้าที่คาดการณ์ไม่ได้มาหักคำนวณให้แล้ว 235,372,991.37 บาท ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์มากแล้ว แต่ประมาณการกำไรสุทธิของโจทก์ก็ยังขาดไปคิดเป็นอัตราร้อยละ 59.84 ซึ่งยังขาดไปเกินกว่าร้อยละ 25 อยู่มาก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า การนำอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 16.7 มาใช้ปรับปรุงประมาณการกำไรสุทธินั้นไม่ถูกต้อง เพราะอัตรากำไรขั้นต้นดังกล่าวเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ได้รวมประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดการณ์ได้ไว้ด้วยซึ่งซ้ำซ้อนกัน นั้น เห็นว่า จำเลยคำนวณหากำไรจากรายได้ยอดขายสินค้าที่คาดการณ์ไม่ได้ ด้วยการนำยอดขายจริงครึ่งปีหลังลบต้นทุนขายจึงได้กำไรขั้นต้น แล้วนำกำไรขั้นต้นมาหารยอดขายจริงครึ่งปีหลังคูณด้วย 100 ได้เป็นอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 16.7 จากนั้นนำอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 16.7 มาคูณกับผลต่างของยอดขายจริงครึ่งปีหลังกับยอดขายที่โจทก์ประมาณการ (สำหรับครึ่งปีหลัง) แล้วจึงได้กำไรจากรายได้จากการขายสินค้าที่คาดการณ์ไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าวิธีการคำนวณอัตรากำไรขั้นต้นของจำเลยเป็นการคำนวณจากยอดขายและกำไรที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้เป็นการคำนวณโดยรวมประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดการณ์ไว้ซ้ำซ้อนกันตามที่โจทก์อ้างแต่อย่างใด ดังนั้น วิธีการที่จำเลยคำนวณอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 16.7 ซึ่งคำนวณได้จากยอดขายและกำไรที่เกิดขึ้นจริงจึงเหมาะสมแก่กรณีนี้แล้ว ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์เสียภาษีครึ่งปีไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วตามแนวทางการพิจารณาของจำเลยนั้น เห็นว่า คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณา "เหตุอันสมควร" กรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานของจำเลยในช่วงระยะเวลาบัญชีพิพาท ข้อ 1 ของคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวกำหนดว่า "กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว ให้ถือว่าเป็นกรณีมีเหตุอันสมควร" แต่รอบระยะเวลาบัญชีพิพาทของโจทก์มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2551 รวม 12 เดือน ขณะที่รอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วของโจทก์ คือรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550 มีเพียง 3 เดือน จึงไม่อาจนำภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วมาใช้เปรียบเทียบกับการประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทของโจทก์เพื่อให้ฟังได้ว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้วตามคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าว กรณีจึงถือว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ โดยไม่มีเหตุอันสมควรตามมาตรา 67 ตรี หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุสมควรให้งดหรือลดเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่โจทก์หรือไม่ และจำเลยต้องคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ โดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี กรณีของโจทก์จึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเงินเพิ่มให้ และเมื่อโจทก์ต้องชำระเงินเพิ่มดังกล่าวให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่ต้องคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร ก. ตามฟ้องให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 67 ตรี ม. 67 ทวิ (1)
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.50/2537 เรื่อง แนวทางการพิจารณาเหตุอันสมควรกรณีแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไป ตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ห.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
- นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5094/2565
#690161
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำขอออกหมายบังคับคดีไว้โดยละเอียดถึงข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าได้มีการตกลงกันอย่างไร หากมีการผิดสัญญาจะต้องบังคับคดีกันอย่างไร ทั้งได้ระบุไว้ด้วยว่า "จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว" อันเป็นการกล่าวถึงคำพิพากษาที่จะขอให้มีการบังคับคดี หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องปฏิบัติตามคำบังคับ รวมถึงวิธีการที่โจทก์จะขอให้บังคับคดีแล้ว ส่วนข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร โจทก์บรรยายไว้โดยละเอียดแล้วตามคำขอออกคำบังคับของโจทก์ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 และโจทก์ประสงค์ให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว ประกอบกับศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งยกคำขอออกคำบังคับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เพียงให้เพิกถอนคำสั่งในการออกคำบังคับเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 เนื่องจากได้มีการออกคำบังคับไว้ที่หน้าปกสำนวนในวันที่อ่านคำพิพากษาตามยอมแล้วเท่านั้น ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่งตอนท้าย ให้อำนาจศาลในการมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามคำขอออกคำบังคับของโจทก์ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 มาประกอบการพิจารณาทำคำสั่งในการออกหมายบังคับคดีจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 275 และมาตรา 276

แม้บริเวณที่จำเลยทั้งสองทุบรั้วกำแพงจะอยู่ในบริเวณบ้านของจำเลยทั้งสองและทำเพื่อเป็นทางเข้าออกบริเวณบ้านของตนก็ตาม แต่เมื่อรั้วกำแพงดังกล่าวเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองทุบรั้วกำแพงดังกล่าวจึงเป็นการทำลายทรัพย์สินของโจทก์

สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5 ระบุให้จำเลยทั้งสองสร้างทางเข้าออกในบริเวณที่ดินของโจทก์ได้โดยโจทก์ไม่คัดค้าน มีความหมายแต่เพียงว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยทั้งสองสร้างทางเข้าออกบริเวณบ้านของจำเลยทั้งสองตามที่สร้างไว้เดิมเท่านั้น มิได้หมายความถึงขนาดให้จำเลยทั้งสองทุบกำแพงรั้วของโจทก์เพื่อสร้างทางเข้าออกเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ ในขณะที่มีทางเข้าออกเดิมอยู่แล้วแต่อย่างใด พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ทำลายทรัพย์สินของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 โจทก์มีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ยินยอมให้จำเลยทั้งสองพร้อมบุตรและหลาน คือนายชาคริต นายวิชิตพงษ์ เด็กชายกันต์ธีร์ เด็กหญิงวรลักษณ์ และเด็กชายกันตภณ มีสิทธิอาศัยบนที่ดินโฉนดเลขที่ 37985 เนื้อที่ 47 ตารางวา ซึ่งจำเลยทั้งสองปลูกบ้านเลขที่ 277 จนกว่าจะถึงแก่ความตายโดยความยินยอมของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองพร้อมบุตรหลานดังกล่าวจะไม่ก่อความเดือนร้อนรำคาญและไม่ดูหมิ่นโจทก์และบุคคลที่อาศัยอยู่ร่วมกับโจทก์ ก่อความวุ่นวายต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุขของโจทก์ รวมทั้งไม่ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินของโจทก์นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความหากจำเลยทั้งสองพร้อมบุตรหลานไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความถือว่าผิดนัด ผิดสัญญา จำเลยทั้งสองพร้อมบุตรหลานยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง คือบ้านเลขที่ 277 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันผิดสัญญาเป็นต้นไปโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองเองทั้งสิ้น ในระหว่างสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์หรือทายาทจะไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 37985 ให้แก่บุคคลอื่นและจำเลยทั้งสองยอมถอนฟ้องแย้งในคดีนี้ให้ออกจากสารบบความ รวมทั้งให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิสร้างทางเข้าออกบริเวณที่ดินของโจทก์ได้โดยโจทก์ไม่คัดค้าน คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีโดยอ้างว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามที่โจทก์ขอ

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งงดการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้มีการบังคับคดีให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลให้บังคับคดีโดยระบุให้ชัดแจ้งซึ่ง (1) หนี้ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับ (2) วิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีนั้น เมื่อพิจารณาคำขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์ได้บรรยายคำขอไว้โดยละเอียดถึงข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าได้มีการตกลงกันอย่างไร หากมีการผิดสัญญาจะต้องบังคับคดีกันอย่างไร อันเป็นการกล่าวถึงคำพิพากษาที่จะขอให้มีการบังคับคดี หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องปฏิบัติตามคำบังคับ รวมถึงวิธีการที่โจทก์จะขอให้บังคับคดีแล้ว ทั้งโจทก์ได้ระบุไว้ในคำขอออกหมายบังคับคดีด้วยว่า "จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว" ส่วนข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ก็ปรากฏตามคำขอออกคำบังคับของโจทก์ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ซึ่งโจทก์บรรยายไว้โดยละเอียดแล้วว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร และโจทก์ประสงค์ให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว อันเป็นข้อเท็จจริงในสำนวนที่ศาลชั้นต้นสามารถนำมาประกอบการพิจารณาทำคำสั่งในการออกหมายบังคับคดีได้ ประกอบกับศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งยกคำขอออกคำบังคับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 คงมีคำสั่งเพียงให้เพิกถอนคำสั่งในการออกคำบังคับเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 เนื่องจากได้มีการออกคำบังคับไว้ที่หน้าปกสำนวนในวันที่อ่านคำพิพากษาตามยอมแล้วเท่านั้น ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่งตอนท้าย ให้อำนาจศาลในการมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามคำขอออกคำบังคับของโจทก์ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 มาประกอบการพิจารณาทำคำสั่งในการออกหมายบังคับคดีจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 และมาตรา 276 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ระบุว่า จำเลยทั้งสองพร้อมบุตรหลานตามข้อ 1 จะไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญและไม่ดูหมิ่นโจทก์และบุคคลที่อาศัยอยู่ร่วมกับโจทก์ ก่อความวุ่นวายต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุขของโจทก์ รวมทั้งไม่ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินของโจทก์นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ ซึ่งได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ตอบทนายจำเลยทั้งสองซักถามว่า เดิมจำเลยที่ 1 ใช้ทางเข้าออกบริเวณข้างบ้าน แต่การใช้ทางดังกล่าวไม่สะดวกเนื่องจากต้องผ่านหญ้ารก จำเลยที่ 1 จึงทุบรั้วกำแพงเพื่อทำทางเข้าออกบ้านของจำเลยทั้งสอง ซึ่งแต่เดิมมีการทุบกำแพงเพื่อทำทางเข้าออกอยู่แล้ว แต่เนื่องจากที่บ้านของจำเลยทั้งสองมีผู้ป่วย จึงต้องทุบรั้วกำแพงเพื่อทำทางเข้าออกบ้านของจำเลยทั้งสองให้กว้างขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองซักถามว่า เดิมจำเลยที่ 2 เข้าออกทางป่าบริเวณข้างบ้าน ต่อมาได้เจาะกำแพงบริเวณหลังห้องครัวเพื่อทำทางเข้าออกหลังบ้าน โดยแต่เดิมเจาะเพียง 1 ช่อง ต่อมาที่บ้านของจำเลยทั้งสองมีผู้ป่วยอัมพาตจึงเจาะกำแพงให้กว้างขึ้นเป็นประตูที่ 2 โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยืนยันว่า จำเลยทั้งสองทุบกำแพงรั้วของโจทก์เพื่อสร้างทางเข้าออกเพิ่มเติม หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความคดีนี้แล้ว และโจทก์แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 ซึ่งหากมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง ย่อมไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายหลังที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ถึง 2 ปี เชื่อว่าจำเลยทั้งสองทุบกำแพงรั้วของโจทก์ในวันที่ 24 กันยายน 2563 แม้บริเวณที่จำเลยทั้งสองทุบรั้วกำแพงจะอยู่ในบริเวณบ้านของจำเลยทั้งสองและทำเพื่อเป็นทางเข้าออกบริเวณบ้านของตนก็ตาม แต่เมื่อรั้วกำแพงดังกล่าวเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองทุบรั้วกำแพงดังกล่าวจึงเป็นการทำลายทรัพย์สินของโจทก์ และแม้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 ระบุให้ จำเลยทั้งสองสร้างทางเข้าออกในบริเวณที่ดินของโจทก์ได้โดยโจทก์ไม่คัดค้านก็มีความหมายแต่เพียงว่า โจทก์อนุญาตให้จำเลยทั้งสองสร้างทางเข้าออกในบริเวณบ้านของจำเลยทั้งสองตามที่สร้างไว้เดิมเท่านั้น มิได้หมายความถึงขนาดให้จำเลยทั้งสองทุบกำแพงรั้วของโจทก์เพื่อสร้างทางเข้าออกเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ ในขณะที่จำเลยทั้งสองมีทางเข้าออกเดิมอยู่แล้วแต่อย่างใด พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ทำลายทรัพย์สินของโจทก์ภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ จึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 โจทก์มีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดีมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 275 ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ฐ.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางสาวโสมอรุณ กาญจนไพหาร เที่ยงธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุเมธ สุระคำแหง
ชื่อองค์คณะ
ธนิต รัตนะผล
วิธูร คลองมีคุณ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5093/2565
#688764
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากโจทก์ร่วมโอนที่ดินพร้อมอาคารให้บุตรสาวแล้วได้มีหนังสือแจ้งจําเลยว่า โจทก์ร่วมได้รับมอบอำนาจจากบุตรสาวให้เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับจําเลย เป็นการแสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมและผู้รับโอนที่ดินพร้อมอาคารยังมีเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอยู่ การที่จําเลยมีหนังสือขอหลักฐานการรับมอบอำนาจของโจทก์ร่วมพร้อมกับขอลดค่าเช่าจากเดิมที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความแสดงให้เห็นว่า จําเลยมิได้ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันไว้ แต่ยื่นข้อเสนอใหม่ที่แตกต่างจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากนั้นจําเลยก็ไม่ได้ทำสัญญาเช่ากับบุตรสาวของโจทก์ร่วม ทั้งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ออกหลังจากสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมกับจําเลยสิ้นสุดไปแล้ว จึงเชื่อได้ว่า ขณะศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี จําเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ คำสั่งของศาลที่หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดี หรือยกเลิกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและงดการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถว 2 คูหา บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 348 กับให้ชดใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 270,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ และค่าเสียหายอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะออกไปจากตึกแถวและที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

นางสาวสุดาพร ร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม อ้างว่าระหว่างพิจารณาคดีนี้โจทก์ได้ยกตึกแถวพร้อมที่ดินตามฟ้องให้ตนแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาต

ต่อมาโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความสรุปความว่า ข้อ.1 จำเลยตกลงชำระค่าเสียหาย 120,000 บาท และค่าเช่าตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2561 เป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 170,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมภายในวันที่ 18 กันยายน 2560 ข้อ.2 โจทก์ร่วมยินยอมให้จำเลยเช่าที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าวอีก 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2562 อัตราค่าเช่า 50,000 บาท โดยจะชำระค่าเช่าล่วงหน้าในวันทำสัญญาเช่า และในปีถัดไปจำเลยยอมให้โจทก์ร่วมขึ้นค่าเช่าเป็นปีละ 60,000 บาท ข้อ.3 หากจำเลยผิดนัดข้อหนึ่งข้อใดถือว่าผิดนัดทั้งหมดให้โจทก์กับโจทก์ร่วมบังคับคดีได้ทันที โดยให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินได้ทันที... ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

วันที่ 14 มกราคม 2563 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากตึกแถวและที่ดินดังกล่าวและเรียกค่าเสียหายปีละ 60,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยพร้อมบริวารอยู่โดยละเมิดจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีวันที่ 15 มกราคม 2563 และออกหมายบังคับคดีวันที่ 28 มกราคม 2563 แต่หมายบังคับคดีพิมพ์นามสกุลโจทก์ร่วมผิดพลาดจึงมีการออกหมายบังคับคดีใหม่วันที่ 18 มิถุนายน 2563

จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องในวันที่ 14 มกราคม 2563 โดยจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ร่วมเป็นฝ่ายผิดสัญญาข้อ.2 เนื่องจากได้โอนตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่บุคคลอื่นแล้วให้จำเลยไปตกลงเช่ากับเจ้าของคนใหม่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ร่วมคัดค้านว่า ระหว่างอายุสัญญาเช่าโจทก์ร่วมได้ยกตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่นางสาวปริญญา ต่อมาฝ่ายโจทก์ร่วมมีหนังสือสอบถามจำเลยเรื่องการเช่าต่อแต่จำเลยไม่ตอบกลับมา ทั้งยังขอลดค่าเช่าอันมิได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีออกโดยชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและเพิกถอนหมายบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวพร้อมที่ดินตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ.2 มีกำหนดเวลาเช่า 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2562 สิ้นสุดกำหนดเวลาเช่าวันที่ 22 มกราคม 2563 จำเลยชำระค่าเช่า 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมครบถ้วนแล้วตามสัญญาเช่าที่ดิน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและออกหมายบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากการไต่สวนพยานหลักฐานของโจทก์ร่วมว่า หลังจากโจทก์ร่วมโอนที่ดินพร้อมอาคารให้กับบุตรสาวของโจทก์ร่วมแล้วได้มีหนังสือแจ้งจำเลยว่าโจทก์ร่วมได้รับมอบอำนาจจากบุตรสาวให้เป็นตัวแทนทำสัญญาเช่ากับจำเลยซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมและผู้รับโอนที่ดินพร้อมอาคารยังมีเจตนาที่จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอยู่ การที่จำเลยกลับมีหนังสือขอหลักฐานการรับมอบอำนาจของโจทก์ร่วมพร้อมกับขอลดค่าเช่าจากเดิมที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความในอัตราปีละ 60,000 บาท เหลือปีละ 45,000 บาท โดยจะขอแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดละ 22,500 บาท ชำระครั้งแรกไม่เกินวันที่ 31 มกราคม 2563 ครั้งที่สองไม่เกินวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันไว้แต่จำเลยกลับเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอของจำเลยขึ้นใหม่ที่แตกต่างจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ได้ทำสัญญาเช่ากับบุตรสาวของโจทก์ร่วมแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงยังได้ความจากหลักฐานในสำนวนและคำแถลงของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2563 หลังจากนั้นได้ปิดประกาศขับไล่จำเลย จากข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว เห็นว่า หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ออกหลังจากสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพิพาทระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยสิ้นสุดไปแล้ว จึงเชื่อได้ว่า ขณะศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษายอมแล้ว คำสั่งของศาล ที่มีคำสั่งหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนหมายบังคับคดี หรือยกเลิกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและงดการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
โจทก์ร่วม — นางสาว ส.
จำเลย — นาง ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นางกาญจนา ผาณิตมาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5090/2565
#690166
เปิดฉบับเต็ม

บัตรเครดิตที่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ ถือเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 1 (14) (ก) ส่วนหมายเลขบนบัตรเครดิตจำนวนสิบหกหลัก วันหมดอายุ และเลขสามตัว (CVV) หลังบัตรเครดิต เป็นเพียงข้อมูลของบัตรเครดิต จึงไม่มีรูปร่างที่จะเป็นวัตถุแห่งการกระทำผิดเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต เมื่อจำเลยนำข้อมูลหลังบัตรเครดิตไปใช้ชำระค่าซื้อสินค้าหรือบริการกับผู้ขายสินค้าหรือร้านขายสินค้าออนไลน์บนเครือข่ายระบบอินเทอร์เน็ต จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 269/5, 269/7, 334, 341

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7, 334, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกง ฐานลักทรัพย์ ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/7 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูก มาตรา 90) จำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 35 กระทง เป็นจำคุก 315 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ (ที่ถูก กึ่งหนึ่ง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 157 เดือน 15 วัน

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกง ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการหรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/7 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 9 เดือน และปรับกระทงละ 3,000 บาท รวม 36 กระทง เป็นจำคุก 324 เดือน และปรับ 108,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 162 เดือน และปรับ 54,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษ ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดข้อหาลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14) หมายความว่า (ก) เอกสารหรือวัตถุอื่นใดไม่ว่าจะมีรูปลักษณะใดที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ ผู้มีสิทธิใช้ ซึ่งจะระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม โดยบันทึกข้อมูลหรือรหัสไว้ด้วยการประยุกต์ใช้วิธีการ ทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน ซึ่งรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทางแสงหรือวิธีการทางแม่เหล็กให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข รหัส หมายเลขบัตร หรือสัญลักษณ์อื่นใด ทั้งที่สามารถมองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (ข) ข้อมูล รหัส หมายเลขบัญชี หมายเลขชุดทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องมือ ทางตัวเลขใด ๆ ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ โดยมิได้มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ แต่มีวิธีการใช้ในทํานองเดียวกับ (ก) หรือ (ค) สิ่งอื่นใดที่ใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของ จากบทนิยามดังกล่าวข้างต้น บัตรเครดิตถือเป็น "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14) (ก) เนื่องจากผู้ออกได้ออกเอกสารคือบัตรเครดิตให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ โดยมีการบันทึกข้อมูลในชิปการ์ดและเทปแม่เหล็ก ซึ่งเป็นวิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน ส่วนหมายเลขบนบัตรเครดิตจำนวนสิบหกหลัก วันหมดอายุ และเลขสามตัว (CVV) หลังบัตรเครดิต เมื่อปรากฏอยู่บนบัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายที่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ จึงเป็นเพียงข้อมูลของบัตรเครดิต และไม่เป็น "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" ตามบทนิยามแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14) (ข) คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหาย ด้วยการนำข้อมูลหมายเลขบนบัตรเครดิตจำนวนสิบหกหลัก วันหมดอายุ และเลขสามตัว (CVV) หลังบัตรเครดิตไปใช้ชำระค่าซื้อสินค้าหรือบริการต่าง ๆ กับผู้ขายสินค้าหรือร้านขายสินค้าออนไลน์บนเครือข่ายระบบอินเทอร์เน็ต เมื่อเฉพาะแต่ข้อมูลบัตรเครดิตดังกล่าวตามฟ้องไม่ใช่บัตรเครดิตจึงไม่มีรูปร่างที่จะเป็นวัตถุแห่งการกระทำผิดเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าวมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (14) ม. 269/5 ม. 269/7 ม. 334 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวสรชา แสงวิรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ชื่อองค์คณะ
วินิตย์ ศรีภิญโญ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5089/2565
#689698
เปิดฉบับเต็ม

ใบถอนเงินฝากมีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหาย ยังไม่ได้กรอกจำนวนเงินที่ขอถอน ส่วนใบมอบฉันทะด้านหลังก็มีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหาย ยังมิได้กรอกข้อความว่ามอบฉันทะให้ผู้ใดเป็นผู้รับเงินที่ขอถอน จึงเป็นเอกสารที่ข้อความยังไม่สมบูรณ์ มิใช่เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) การกระทำของจำเลย คงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 264, 265, 268

ระหว่างพิจารณา นางเยาวลักษณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,630,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 4 ปี แต่คดีส่วนแพ่งให้ฟ้องใหม่โดยไม่ตัดสิทธิผู้ร้องที่จะฟ้องจำเลยในคดีส่วนแพ่งใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุก 8 เดือน ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้อื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยและผู้เสียหายรับราชการครู จำเลยและผู้เสียหายเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 ผู้เสียหายมอบคำขอกู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้จำเลยนำไปยื่นต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ต่อมาสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. อนุมัติให้ผู้เสียหายกู้เงิน 2,000,000 บาท หักเงินค่าหุ้นเพิ่มและอื่น ๆ แล้ว คงเหลือเงินมอบให้ผู้เสียหาย 1,580,300 บาท วันที่ 27 กันยายน 2561 นายธนัทชาติสามีของนางมยุรีไปขอรับเงินจำนวนดังกล่าวจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. โดยนายธนัทชาติลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินในใบถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหาย และลงลายมือชื่อในช่องผู้รับมอบฉันทะในใบมอบฉันทะ ซึ่งอยู่ด้านหลังใบถอนเงินฝาก เจ้าหน้าที่ประจำเคาน์เตอร์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. มอบเงินสด 1,580,300 บาท ให้นายธนัทชาติ วันเดียวกันนายธนัทชาตินำเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของนางมยุรี ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2561 จำเลยลงลายมือชื่อในบันทึกเรื่องร้องทุกข์ มีข้อความว่า จำเลยตกลงจะชำระเงิน 1,600,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยไม่ชำระ คดีในส่วนแพ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้อื่น ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม หรือไม่ เห็นว่า เหตุการณ์ภายหลังจำเลยยื่นคำขอกู้เงินของผู้เสียหายและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ปรากฏตามคำเบิกความของนางสาวทันญาพร เจ้าหน้าที่แผนกทะเบียนหุ้นและคอมพิวเตอร์ สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. พยานโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 จำเลยนำคำขอกู้เงินของผู้เสียหายไปให้นางสาวทันญาพรคำนวณยอดเงินกู้ ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2561 จำเลยไปพบนางสาวทันญาพรแจ้งว่าผู้เสียหายอยากได้เงินไปใช้ก่อน จำเลยขอให้นางสาวทันญาพรช่วยติดต่อขอกู้เงินจากนางมยุรี 800,000 บาท และมอบสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหาย ใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะรับเงินแทนที่มีลายมือชื่อเจ้าของบัญชีลงไว้ก่อนแล้ว รวมทั้งบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้เสียหายให้นางสาวทันญาพรเก็บไว้ ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2561 นางมยุรีไปพบนางสาวทันญาพรขอดูเอกสารที่ต้องใช้ในการเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย วันเดียวกันนางมยุรีส่งภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์แสดงการโอนเงิน 800,000 บาท แก่จำเลยมาให้นางสาวทันญาพร ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2561 สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. อนุมัติให้ผู้เสียหายกู้เงิน นางสาวทันญาพรโทรศัพท์แจ้งให้นางมยุรีทราบ นางมยุรีแจ้งว่าจะให้นายธนัทชาติไปรับเงิน นางสาวทันญาพรกรอกข้อความในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะที่มีลายมือชื่อเจ้าของบัญชีลงไว้ก่อนแล้ว และมอบเอกสารดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่การเงินแจ้งว่าจะมีคนมารับเงิน วันเดียวกันนายธนัทชาติไปติดต่อขอรับเงินจำนวนดังกล่าว คำเบิกความของนางสาวทันญาพร สอดคล้องกับคำเบิกความของนางมยุรีและนายธนัทชาติ นางมยุรียังเบิกความว่า จำเลยแจ้งว่าผู้ขอกู้จะให้ดอกเบี้ย 80,000 บาท นางมยุรีโอนเงิน 800,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2561 ช่วงเช้าจำเลยโทรศัพท์แจ้งนางมยุรีว่าผู้เสียหายต้องการเงินอีก 30,000 บาท นางมยุรีจึงโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีของจำเลย และวันเดียวกันช่วงบ่าย เมื่อนายธนัทชาติโอนเงิน 1,580,300 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนางมยุรี นางมยุรีหักเงินที่โอนให้จำเลยทั้งหมดและดอกเบี้ยตามที่ตกลงกัน แล้วโอนเงินส่วนที่เหลือ 670,300 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย คำเบิกความของนางมยุรีเกี่ยวกับการโอนเงินไปยังจำเลยดังกล่าวสอดคล้องกับรายการเดินบัญชี กรณีมีเหตุให้เชื่อได้ว่า นางมยุรีโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 จำนวน 800,000 บาท และวันที่ 27 กันยายน 2561 จำนวน 30,000 บาท กับจำนวน 670,300 บาท จริง เมื่อพิจารณาตัวเลขจำนวนเงิน 670,300 บาท ที่นางมยุรีโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย ภายหลังนายธนัทชาติโอนเงินที่รับมา 1,580,300 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนางมยุรี ประกอบกับคำเบิกความของนางมยุรีที่ว่า มีข้อตกลงให้ดอกเบี้ยแก่นางมยุรี 80,000 บาท และข้อเท็จจริงที่ว่าก่อนหน้านั้นนางมยุรีโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยไปแล้ว 830,000 บาท จะเห็นได้ว่า เงิน 670,300 บาท ที่นางมยุรีโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าว ตรงกับจำนวนเงินที่นายธนัทชาติรับมา 1,580,300 บาท หักด้วยเงินที่ขอกู้ 830,000 บาท และดอกเบี้ยตามจำนวนที่ตกลงกัน 80,000 บาท กรณีมีเหตุให้เชื่อได้ว่า มีการขอกู้ยืมเงินจากนางมยุรี 830,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจะชดใช้เงินที่กู้ยืมคืนพร้อมดอกเบี้ยด้วยเงินที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. อนุมัติให้ผู้เสียหายกู้ยืม จำเลยอ้างว่าผู้เสียหายขอให้จำเลยกู้ยืมเงินจากนางมยุรีให้ผู้เสียหาย แต่เมื่อนางมยุรีโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังจำเลย ไม่ปรากฏว่าจำเลยโอนหรือส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวต่อไปยังผู้เสียหาย จึงน่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นดังคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายเพียงแต่ขอกู้ยืมเงินจากจำเลย 270,000 บาท ไม่ได้ขอให้จำเลยกู้ยืมเงินจากนางมยุรีให้ผู้เสียหาย ผู้เสียหายยังเบิกความด้วยว่า ผู้เสียหายไม่ได้เป็นผู้กรอกข้อความและไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะกับไม่ได้มอบสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ให้จำเลย ซึ่งเมื่อพิจารณาลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะ เปรียบเทียบกับเอกสารอื่นที่ผู้เสียหายลงลายมือชื่อไว้ในช่วงเวลาใกล้เคียง รวมทั้งเอกสารอื่นในสำนวน ไม่ปรากฏว่ามีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับเมื่อผู้เสียหายลงลายมือชื่อในเอกสารอื่นที่เกี่ยวกับการขอกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ทั้งคำขอกู้เงินสามัญ และเอกสารประกอบการกู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ทุกฉบับ ผู้เสียหายเขียนชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายกำกับไว้ด้วยทุกครั้ง แตกต่างกับลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะที่ไม่มีการเขียนชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายกำกับไว้ด้วย ประการสำคัญก็คือการที่ผู้เสียหายปฏิเสธลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะดังกล่าวว่ามิใช่ลายมือชื่อของตน มิใช่เพื่อปฏิเสธความรับผิดในหนี้เงินกู้ที่มีต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. แต่เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้ขอถอนเงินฝากและไม่ได้มอบฉันทะให้ผู้อื่นไปรับเงินที่ขอถอนจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. แทนตนเท่านั้น คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวจึงมีน้ำหนักอันควรรับฟัง ข้อเท็จจริงฟังว่า ลายมือชื่อในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชีที่ใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของผู้เสียหาย ส่วนปัญหาว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารดังกล่าวหรือไม่นั้น แม้โจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะดังกล่าว แต่จำเลยเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากเงินที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. อนุมัติให้ผู้เสียหายกู้ยืมมากที่สุด และหากไม่มีลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะ ย่อมไม่อาจนำเงินที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. อนุมัติให้ผู้เสียหายกู้ออกมาจากบัญชีเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหายได้ ประกอบกับจำเลยเป็นผู้นำใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะที่มีลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายไปมอบให้นางสาวทันญาพร โดยผู้เสียหายไม่ทราบเรื่องและไม่ได้ยินยอม แสดงว่าจำเลยต้องมีส่วนร่วมในการปลอมเอกสารดังกล่าว และการที่จำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปมอบให้นางสาวทันญาพรเพื่อให้นำไปใช้ในการเบิกถอนเงินออกมาจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย ย่อมเป็นการใช้เอกสารดังกล่าวในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายด้วย อย่างไรก็ตามในขณะที่จำเลยนำใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะไปมอบให้นางสาวทันญาพร ในใบถอนเงินฝากมีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชี ยังมิได้กรอกจำนวนเงินที่ขอถอน ส่วนในใบมอบฉันทะด้านหลังใบถอนเงินฝากมีเพียงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายในช่องลายมือชื่อเจ้าของบัญชี ยังมิได้กรอกข้อความว่ามอบฉันทะให้ผู้ใดเป็นผู้รับเงินที่ขอถอน จึงเป็นเอกสารที่ข้อความยังไม่สมบูรณ์ มิใช่เอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารสิทธิตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม คงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นในชั้นฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหาย หรือไม่ เห็นว่า แม้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายเองว่า สมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหายไม่ได้อยู่ที่ผู้เสียหาย แต่เก็บรักษาอยู่ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. และไม่ปรากฏว่ามีพยานโจทก์คนใดเบิกความยืนยันว่าจำเลยได้รับสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าวมาจากเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. แต่ตามคำเบิกความของนางสาวทันญาพรปรากฏว่า ในวันที่จำเลยมอบใบถอนเงินฝากและใบมอบฉันทะ และบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้เสียหายให้นางสาวทันญาพรนั้น จำเลยมอบสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหายให้นางสาวทันญาพรด้วย ซึ่งมีเหตุให้เชื่อได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริง เพราะเอกสารดังกล่าวล้วนเป็นเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการเบิกถอนเงินออกมาจากบัญชีเงินฝากของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปมอบให้นางสาวทันญาพรเพื่อให้นำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการเบิกถอนเงินฝากของผู้เสียหายจากสหกรณ์ออมทรัพย์ ค. โดยที่ผู้เสียหายไม่ได้อนุญาต การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการเอาไปเสียซึ่งสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ ค. ของผู้เสียหาย ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการมุ่งคำนึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้เสียหาย ภายหลังเกิดเหตุจำเลยมิได้ขวนขวายหาเงินมาชดใช้คืนเพื่อบรรเทาผลร้ายที่เกิดแก่ผู้เสียหาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้สำนึกในการกระทำความผิดของตน จำเลยรับราชการเป็นครู สมควรประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์และบุคคลทั่วไป แต่กลับกระทำความผิดในลักษณะที่เป็นการหลอกลวงผู้เสียหายซึ่งรับราชการเป็นครูเช่นเดียวกันโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ฐานปลอมเอกสารและฐานใช้เอกสารปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารและเป็นผู้ใช้เอกสารปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 264 วรรคแรก ม. 265 ม. 268 วรรคแรก ม. 268 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
ผู้ร้อง — นาง ย.
จำเลย — นาง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายปวริศ หวังพินิจกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพิทยา หมื่นแก้ว
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
อุทัย โสภาโชติ
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5069/2565
#691382
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายทั้งห้าเป็นองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำฟ้องในคดีที่จำเลยเป็นผู้ฟ้องคดี เป็นการพิจารณาหรือพิพากษาคดีตาม ป.อ. มาตรา 198 และการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว คำว่า "ศาลหรือผู้พิพากษา" นั้น มิได้หมายความถึงเฉพาะศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจทำการอันเกี่ยวกับคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (1) เท่านั้น หากยังมีความหมายรวมถึงศาลหรือตุลาการศาลอื่นซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายด้วย ซึ่งการดูหมิ่นผู้พิพากษาตามบทบัญญัติมาตรานี้ หมายถึง การกระทำที่ลดคุณค่าในการพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาในสายตาของผู้กระทำการดูหมิ่น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 1 กับพวกเป็นผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลางตามคดีหมายเลขดำที่ 1921/2553 โดยจำเลยร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่าบริษัท ส. ผิดสัญญา ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยได้ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย หลังจากนั้นล่วงเลยมาร่วมสองปี จำเลยก็ไม่ได้รับผลการพิจารณา จำเลยมีหนังสือติดตามผลการพิจารณาแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อประกอบการพิจารณา จนกระทั่งถึงวันฟ้องเป็นเวลาเก้าปีเศษจำเลยมิได้รับผลการพิจารณาจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลาง ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาว่า จำเลยประสงค์จะฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าเนื่องจากพิจารณาหนังสือร้องเรียนของจำเลยล่าช้า ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลย มิใช่คดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีศาลปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) การฟ้องคดีดังกล่าวต้องยื่นฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีซึ่งก็คือวันที่จำเลยรู้หรือควรรู้ถึงการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรนั้นจะกระทำได้ต่อเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่จำเลยได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและไม่ได้รับหนังสือชี้แจงจากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดประกอบกับการฟ้องคดีนี้มิใช่การยื่นคำฟ้องคดีเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่ศาลจะรับคำฟ้องไว้พิจารณาตามมาตรา 52 วรรคสอง ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องของจำเลยไว้พิจารณาได้ จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น โดยมีนายชาญชัย นายนพดล นายสุชาติ นายมนูญ และนายสมรรถชัย ผู้เสียหาย ปฏิบัติหน้าที่องค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด ต่อมาจำเลยทำหนังสือเรื่องขอให้ผู้เสียหายทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย อันเนื่องมาคำสั่งดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยประการแรกที่ว่า นายวิเชษฐ อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูง 1 เป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้ฎีกาโดยมิใช่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ผู้เป็นโจทก์ ดำเนินคดีในศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) จึงไม่มีอำนาจฎีกา นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (14) ได้บัญญัติให้นิยามไว้ว่า "โจทก์" หมายถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาลหรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน และมาตรา 2 (5) ได้บัญญัติว่าให้นิยามไว้ว่า "พนักงานอัยการ" หมายความถึงเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ทั้งนี้ จะเป็นข้าราชการในกรมอัยการหรือเจ้าพนักงานอื่นผู้มีอำนาจเช่นนั้นก็ได้ จากบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์ หมายถึงพนักงานอัยการซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล และพนักงานอัยการหมายถึงเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ดังนั้น เมื่อพนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลย่อมมีอำนาจเรียงหรือแต่งฟ้องและลงลายมือชื่อในฟ้องและฎีกาได้ด้วยเพราะฎีกาเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่งตามคำนิยามในมาตรา 1 (3) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อีกทั้งพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 13 บัญญัติให้พนักงานอัยการซึ่งรับราชการประจำอยู่ในราชการส่วนกลางในกรุงเทพมหานครเป็นพนักงานอัยการประจำศาลชั้นต้นทุกศาล และมาตรา 15 บัญญัติให้พนักงานอัยการอื่นที่มิใช่อัยการสูงสุด รองอัยการสูงสุด และอธิบดีอัยการภาค มีอำนาจดำเนินคดีได้เฉพาะศาลแห่งท้องที่ที่พนักงานอัยการผู้นั้นรับราชการประจำ โดยมีข้อยกเว้นไว้ในอนุมาตรา 3 ว่า เมื่อคดีที่พนักงานอัยการได้ดำเนินไว้ในศาลชั้นต้นขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพนักงานอัยการผู้ดำเนินคดีนั้น หรือพนักงานอัยการผู้อื่นซึ่งประจำศาลชั้นต้นนั้นหรือพนักงานอัยการอื่นซึ่งได้รับแต่งตั้งหรือได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดมีอำนาจดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาได้ ดังนั้น เมื่อนายวิเชษฐเป็นพนักงานอัยการตำแหน่งอัยการอาวุโส สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูง ลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกาและผู้เรียงหรือแต่งฎีกา แม้มิใช่พนักงานอัยการผู้เป็นโจทก์ดำเนินคดีคดีในศาลชั้นต้นก็ตาม นายวิเชษฐก็ย่อมมีอำนาจเรียงหรือแต่งฎีกาและลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกาและเรียงฎีกาได้ ฎีกาของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 และ 225 คำแก้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยต่อไปที่ว่า ฎีกาของโจทก์ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด นั้น เห็นว่า ฎีกานั้นให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นและให้นำบทบัญญัติในมาตรา 198 มาตรา 200 และ 201 มาใช้บังคับโดยอนุโลมทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคสอง ดังนั้น โดยบทบัญญัติ มาตรา 216 วรรคสอง ประกอบมาตรา 198 วรรคหนึ่ง การยื่นฎีกาต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่ฎีกาฟัง คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์และจำเลยฟังเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2565 ซึ่งจะครบกำหนดหนึ่งเดือนในวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 แต่ก่อนสิ้นระยะเวลานั้นโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไป 1 เดือน ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้โจทก์ถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2565 โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และโจทก์ได้ยื่นฎีกาในวันที่ 10 มิถุนายน 2565 จึงเป็นการยื่นฎีกาภายในกำหนดระยะเวลา การยื่นฎีกาของโจทก์ชอบแล้ว คำแก้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนที่จำเลยแก้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่และคดีขาดอายุความหรือไม่ นั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งห้าเป็นองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีคำสั่งในคดีที่จำเลยเป็นผู้ฟ้องคดีและจำเลยได้อุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) ต่อศาลปกครองสูงสุด ที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น นั้น เป็นการพิจารณาหรือพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 และการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งคำว่า "ศาลหรือผู้พิพากษา" นั้น มิได้หมายความถึงเฉพาะศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาซึ่งมีอำนาจทำการอันเกี่ยวกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (1) เท่านั้น หากยังมีความหมายรวมถึงศาลหรือตุลาการศาลอื่นซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายด้วย เมื่อผู้เสียหายทั้งห้าเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุด และโดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 197 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และวรรคสองบัญญัติว่า ให้มีศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น กับมาตรา 188 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ และวรรคสองบัญญัติว่า ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็วเป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง ดังนั้น ผู้เสียหายทั้งห้าจึงเป็นผู้พิพากษาตามความหมายแห่งบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 ซึ่งการดูหมิ่นผู้พิพากษาอันจะเป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตรานี้นั้น หมายถึง การกระทำที่ลดคุณค่าในการพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาในสายตาของผู้กระทำการดูหมิ่น ไม่ว่าจะกระทำโดยการดูถูกเหยียดหยามหรือสบประมาทก็ตาม โดยไม่จำกัดว่าเป็นการกระทำด้วยการกล่าวถ้อยคำหรือกิริยาหรือลายลักษณ์อักษรหรือวิธีอื่นใด ข้อความตามหนังสือขอให้ชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยทำขึ้นและส่งไปยังผู้เสียหายทั้งห้าอันเนื่องมาจากกรณีที่ผู้เสียหายทั้งห้าปฏิบัติหน้าที่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดและเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีที่จำเลยในฐานะผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) ที่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาและมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) นั้น ปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า "ตีความและหรือแปลความทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนและขัดแย้งกันเองอันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จากการกระทำโดยสุจริต ยกขึ้นกล่าวซึ่งบทบัญญัติที่ไม่ปรากฏมีบัญญัติในกฎหมายใช้ประกอบการวินิจฉัยมีคำสั่งประหนึ่งบัญญัติกฎหมายขึ้นเองเพื่อใช้กับคดีนี้เป็นการเฉพาะ กระทำการประหนึ่งทนายความผู้แก้ต่างคดีให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี" ข้อความดังกล่าวเป็นที่เข้าใจได้ว่า ผู้เสียหายทั้งห้ามิได้อาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาใช้วินิจฉัยในการทำคำสั่งแต่กระทำดังหนึ่งเป็นผู้บัญญัติกฎหมายขึ้นเสียเองเพื่อใช้กับคดีของจำเลยเป็นการเฉพาะ อันมีความหมายไปในทางว่า ผู้เสียหายทั้งห้ามิได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ดุจประหนึ่งทำตามอำเภอใจและประพฤติตนเสมือนหนึ่งเป็นทนายความแก้ต่างคดีให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีอันเป็นการไม่เหมาะสมแก่หน้าที่ของตุลาการ ย่อมเป็นการลดคุณค่าในการพิจารณาวินิจฉัยคดีของผู้เสียหายทั้งห้าในฐานะตุลาการศาลปกครองสูงสุด ส่วนข้อความที่ว่า "น่าเชื่อได้ว่าคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ได้มีขึ้นนี้ เป็นผลอันเกิดจากการร่วมกันกระทำขึ้นโดยองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดร่วมกับองค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง (ผู้ทำคำสั่งศาลปกครองกลาง) หรือร่วมกับตุลาการศาลปกครองบางท่านในองค์คณะตุลาการศาลปกครองกลางดังกล่าว หรือผลอันเกิดจากองค์คณะตุลาการศาลปกครองกลางหรือตุลาการศาลปกครองกลางบางท่านดังกล่าวเป็นผู้กระทำขึ้นฝ่ายเดียวและจัดให้องค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดได้เป็นผู้ลงนามคำสั่ง (มิได้เป็นผลอันเกิดขึ้นจากการพิจารณา ดำเนินการเพียงลำพังขององค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด) ซึ่งหากการเป็นเช่นที่กล่าว ก็จักเห็นได้ว่าการกระทำของตุลาการศาลปกครองกลางผู้ร่วมกระทำเป็นการกระทำโดยมิชอบและหรือโดยทุจริต อันเป็นการกระทำผิดในทางอาญาถึง 2 กรรม (2 กระทง) ต่างกรรมต่างวาระ กล่าวคือ เป็นการกระทำผิดทั้งในชั้นศาลปกครองกลางและในชั้นศาลปกครองสูงสุด" นั้น เป็นการกล่าวหาว่า องค์คณะตุลาการศาลปกครองกลางกับองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดร่วมกันกระทำโดยมิชอบหรือโดยทุจริต โดยทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีพฤติการณ์ใดเกิดขึ้นจนทำให้จำเลยเชื่อได้ว่าองค์คณะตุลาการศาลปกครองกลางร่วมกับองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดในการทำคำสั่งขององค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดโดยมีเจตนาให้เป็นที่เสียหายแก่จำเลย หรือองค์คณะตุลาการศาลปกครองกลางเป็นผู้ทำคำสั่งและจัดให้องค์คณะศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำสั่งโดยมิได้เป็นการทำคำสั่งอันเกิดจากการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดเองอันเป็นการกระทำโดยมิชอบ กรณีเช่นนี้ จึงเป็นการคาดเดาเอาเองตามความรู้สึกของจำเลยโดยมิได้อาศัยพื้นฐานแห่งข้อเท็จจริงใด ๆ มาสนับสนุนถึงการร่วมกันกระทำดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ซึ่งการที่จำเลยยืนยันข้อเท็จจริงเช่นว่านี้ ย่อมเป็นการลดคุณค่าในการพิจารณาวินิจฉัยทำคำสั่งของผู้เสียหายทั้งห้าในฐานะองค์คณะศาลปกครองสูงสุดและมีความหมายไปในทางว่า ผู้เสียหายทั้งห้าในฐานะองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดมิได้มีการตรวจสอบคำสั่งศาลปกครองกลางว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากแต่ได้ร่วมมือกับองค์คณะตุลาการศาลปกครองดังกล่าวกระทำการโดยมิชอบและโดยทุจริตอันเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญา ดังจะเห็นได้จากข้อความที่จำเลยยืนยันข้อเท็จจริงว่า "ซึ่งจากการเป็นเช่นที่กล่าว ก็จักเห็นได้ว่าการกระทำของตุลาการศาลปกครองกลางผู้ร่วมกระทำเป็นการกระทำโดยมิชอบและหรือโดยทุจริต อันเป็นการกระทำผิดในฐานอาญา ถึง 2 กรรม (2 กระทง) ต่างกรรมต่างวาระ กล่าวคือ การกระทำผิดทั้งในชั้นศาลปกครองกลางและในชั้นศาลปกครองสูงสุด" นั่นเอง นอกจากนี้ยังได้ความตามทางนำสืบของจำเลยว่าจำเลยไม่ได้ต้องการเงินค่าเสียหายตามหนังสือขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยมิได้มีเจตนาอันแท้จริงที่ประสงค์จะเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้เสียหายทั้งห้าอันเป็นผลจากที่ผู้เสียหายทั้งห้าพิจารณาทำคำสั่งในชั้นศาลปกครองสูงสุดตามข้อเท็จจริงที่สุจริตชนพึงกระทำ แต่ได้ถือโอกาสเอาหนังสือดังกล่าววิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของผู้เสียหายทั้งห้าโดยมิใช่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์บนพื้นฐานอันชอบธรรมด้วยเหตุและผล ตามข้อเท็จจริงนั้น ๆ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการดูหมิ่นผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 ส่วนข้อความอื่นตามหนังสือขอให้ชดใช้ค่าเสียหายที่เกี่ยวกับระยะเวลาในการดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวน แม้จะมีข้อความว่ามิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มีคำสั่งโดยไม่สุจริตก็ตาม ก็พอให้เห็นเจตนาของจำเลยได้ว่าเป็นการกล่าวถึงกระบวนพิจารณาที่ล่าช้านั่นเอง ก็ยังไม่ถึงขนาดเป็นการลดคุณค่าในการพิจารณาวินิจฉัยทำคำสั่งของผู้เสียหายทั้งห้า แต่มีลักษณะเป็นการแสดงความคิดเห็นอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำได้ แต่ก็หาได้ลบล้างการกระทำในส่วนอื่นของจำเลยอันเป็นการดูหมิ่นผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดีดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หนังสือขอให้ผู้เสียหายทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเพียงข้อความในลักษณะปรับทุกข์ ติชมปรารภ หรือขอความเห็นใจ เท่านั้น อันเป็นการไม่สมควรเพราะเป็นการขาดคารวะ แต่ยังไม่ถึงขั้นพอที่จะให้เข้าใจว่าจำเลยมีความมุ่งหมายดูถูก เหยียดหยาม หรือสบประมาทผู้เสียหายทั้งห้าซึ่งเป็นองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนคำแก้ฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลย ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงแก้ไข จึงไม่จำต้องวินิจฉัย อย่างไรก็ดี เมื่อคำนึงถึงมูลเหตุก่อนที่จำเลยยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคผู้ถูกฟ้องที่ 1 ต่อศาลปกครองกลาง อันสืบเนื่องมาจากจำเลยได้ร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อห้องชุดโครงการอาคารชุดบ้านจิตรณรงค์ 4 ของบริษัท ส. เนื่องจากบริษัทดังกล่าวไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่จำเลยได้ต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แต่จำเลยไม่ได้รับทราบผลการพิจารณาข้อร้องเรียนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจนเวลาล่วงเลยร่วม 2 ปี เมื่อจำเลยมีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ได้รับแจ้งว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อประกอบการพิจารณา จนกระทั่งถึงวันที่จำเลยยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกับพวกต่อศาลปกครองกลางเป็นเวลาล่วงเลยมาถึง 9 ปี เศษ กรณีเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องบั่นทอนต่อความรู้สึกที่ดีของจำเลยอย่างยิ่งและทำให้จำเลยเข้าใจว่าตนไม่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิของผู้บริโภคที่กฎหมายรับรองคุ้มครองไว้ เมื่อการพิจารณาและมีคำสั่งของศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดไม่เป็นไปตามที่จำเลยคาดหวังไว้ ย่อมทำให้จำเลยเข้าใจไปได้ว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จนเป็นมูลเหตุให้จำเลยทำหนังสือขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย และเกิดเหตุเป็นคดีนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและสภาพความผิดประกอบกับขณะนี้จำเลยอายุ 68 ปี ทั้งนิสัยและความประพฤติของจำเลยประกอบแล้วไม่ปรากฏว่านิสัยและความประพฤติทั่วไปของจำเลยมีข้อเสียหายร้ายแรงและไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูจำเลยให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีได้อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเคยรับราชการและเคยได้รับคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2536 มาก่อน นับว่าจำเลยมีคุณความดีมาแต่ก่อน กรณีมีเหตุอันควรปรานีเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

อนึ่ง ภายหลังจำเลยกระทำความผิดได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 198 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน จึงเป็นกรณีที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณกว่า ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 (เดิม) จำคุก 2 ปี และปรับ 12,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอนุชา ทองวงศ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
สมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ระบิล จันทรภิรมย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5063/2565
#697519
เปิดฉบับเต็ม

หนี้เงินนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 (เดิม) กำหนดให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น และต่อมามีการประกาศใช้ พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และ 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และ 224 แห่ง ป.พ.พ. และให้ใช้ความใหม่แทน มีผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปัจจุบันปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี

เมื่อในคดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้านโดยไม่ได้ให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยไว้ ซึ่งเมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งสองฉบับ พบว่าไม่มีการระบุอัตราดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดไว้ การที่คำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่าที่ ป.พ.พ. มาตรา 224 กำหนดไว้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมาย อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

(คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเฉพาะส่วนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยให้บังคับได้เพียงในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่คำชี้ขาดไปถึงผู้ร้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.30/2562 หมายเลขแดงที่ ชม.61/2563 ที่ชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้เสนอข้อพิพาทตามกรมธรรม์ประกันภัย 2 ฉบับ เป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่คำวินิจฉัยชี้ขาดไปถึงผู้ร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในชั้นอนุญาโตตุลาการให้ผู้ร้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท ส่วนผู้คัดค้านเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายและทายาทโดยธรรมของนายพิชิต เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2557 นายพิชิตทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อการบริโภคจากธนาคารออมสินจำนวน 120,000 บาท โดยนายพิชิตทำสัญญาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลไว้กับผู้ร้องเป็นกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 14001-799-141325822 ระบุให้ธนาคารออมสินเป็นผู้รับประโยชน์ ระยะเวลาประกันภัยเริ่มวันที่ 25 มิถุนายน 2557 สิ้นสุดวันที่ 25 มิถุนายน 2562 จำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั่วไป 300,000 บาท ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัยและเอกสารแนบท้าย เอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 54 ถึง 83 และเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 นายพิชิตทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อการบริโภคจากธนาคารออมสินอีก 40,000 บาท โดยนายพิชิตทำสัญญาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลไว้กับผู้ร้องเป็นกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 14001-799-161508756 ระบุให้ธนาคารออมสินเป็นผู้รับประโยชน์ ระยะเวลาประกันภัยเริ่มวันที่ 24 มิถุนายน 2559 สิ้นสุดวันที่ 25 มิถุนายน 2564 จำนวนเงินเอาประกันภัยกรณีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั่วไป 300,000 บาท ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัยและเอกสารแนบท้ายเอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 84 ถึง 99 วันที่ 5 ธันวาคม 2560 นายพิชิตเสียชีวิตจากการจมน้ำในคูเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาธนาคารออมสินมีหนังสือให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับที่นายพิชิตทำไว้ ผู้คัดค้านเรียกร้องให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับ ผู้ร้องปฏิเสธโดยเห็นว่าตามเอกสารหลักฐานการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนพบแอลกอฮอล์ในน้ำในลูกตาเท่ากับ 424 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จึงมิได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย โดยเข้าข้อยกเว้นความสูญเสียอันเกิดจากการกระทำของผู้เอาประกันภัยขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรา ต่อมาผู้คัดค้านชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับให้แก่ธนาคารออมสินเสร็จสิ้นแล้ว วันที่ 5 เมษายน 2562 ผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.30/2562 ขอให้ชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่มีข้อตกลงไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย นับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า ตามเงื่อนไขในสัญญาประกันภัยทั้งสองฉบับไม่คุ้มครองเนื่องจากเป็นการกระทำของผู้เอาประกันภัยขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุราในเลือดตั้งแต่ 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และผู้เสนอข้อพิพาทไม่มีส่วนได้เสียเนื่องจากไม่ใช่ผู้รับประโยชน์จึงไม่มีอำนาจเสนอข้อพิพาท ขอให้ยกคำเสนอข้อพิพาท วันที่ 22 กรกฎาคม 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเป็นข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ ชม.61/2563 โดยวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิเสนอข้อพิพาท และไม่มีเงื่อนไขที่ผู้ร้องจะปฏิเสธความรับผิด จึงชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้านตามกรมธรรม์ประกันภัย 2 ฉบับ เป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่คำวินิจฉัยชี้ขาดไปถึงผู้ร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในชั้นอนุญาโตตุลาการ ให้ผู้ร้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งสิ้น วันที่ 13 สิงหาคม 2563 ผู้ร้องมีหนังสือขอให้พิจารณาแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงในคำชี้ขาด โต้แย้งผลลัพธ์การคำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ของคณะอนุญาโตตุลาการว่าผิดพลาดคลาดเคลื่อน และการให้ผู้ร้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นการอ้างตามคำสั่งนายทะเบียนที่ไม่ได้ใช้กับกรณีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยและยืนยันตามคำวินิจฉัยเดิม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามคำร้องนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายพิชิตทำสัญญาประกันภัยพิพาททั้งสองฉบับกับผู้ร้องโดยระบุให้ธนาคารออมสินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นผู้รับผลประโยชน์ กรณีจึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ซึ่งสิทธิของบุคคลภายนอกจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือประโยชน์จากสัญญานั้น ตราบใดที่บุคคลภายนอกยังไม่ได้แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น คู่สัญญาก็อาจเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิตามสัญญานั้นได้ เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าธนาคารออมสินได้แสดงเจตนาต่อผู้ร้องเพื่อขอรับค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยทั้งสองฉบับ ทั้งหลังจากนายพิชิตเสียชีวิต ผู้คัดค้านก็ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินสองฉบับที่ผู้ตายทำกับธนาคารออมสินไว้จนเสร็จสิ้นแล้ว ยิ่งทำให้เห็นได้ว่าธนาคารออมสินสละเจตนาที่จะถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยทั้งสองแล้ว นายพิชิตและผู้ร้องจึงเป็นคู่สัญญาที่มีสิทธิได้รับประโยชน์จากสัญญาซึ่งกันและกันตามหลักทั่วไป เมื่อนายพิชิตเสียชีวิต ประโยชน์ที่จะได้รับจากสัญญาประกันภัยจึงตกแก่ทายาทโดยธรรมของนายพิชิตผู้เอาประกันภัย ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบิดาและทายาทโดยธรรมของนายพิชิตย่อมสามารถเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการได้ ที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านมีสิทธิเสนอข้อพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า การคำนวณค่าความคลาดเคลื่อนของปริมาณแอลกอฮอล์จากน้ำในลูกตาของคณะอนุญาโตตุลาการผิดพลาด การชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นการใช้ดุลพินิจอันมิได้ประกอบด้วยเหตุผลอันชอบธรรม เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการพิจารณาตามอำเภอใจ หรือจงใจที่จะตัดสินคดีโดยไม่เป็นไปตามหลักธรรมนั้น คดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการตั้งประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้เอาประกันภัยจมน้ำตายอันเกิดจากการเสพสุราจนมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงเกินกว่าความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ และผู้ร้องจะต้องรับผิดชอบในเหตุที่เกิดขึ้นหรือไม่ เห็นว่า ในข้อนี้ตามเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับ ในหมวดที่ 3 ข้อยกเว้นทั่วไป ระบุเงื่อนไขเช่นเดียวกันว่า "การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง 1. ความสูญเสียหรือความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากหรือสืบเนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้ 1.1 การกระทำของผู้ได้รับความคุ้มครองขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรา สารเสพติด หรือยาเสพติดให้โทษจนไม่สามารถครองสติได้ คำว่า "ขณะอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุรา" นั้น ในกรณีที่มีการตรวจเลือดให้ถือเกณฑ์มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดตั้งแต่ 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ..." เมื่อคดีนี้ไม่มีการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือด กรณีย่อมมีข้อที่ต้องพิจารณาเพียงว่าผู้ตายอยู่ภายใต้ฤทธิ์สุราจนไม่สามารถครองสติได้หรือไม่เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลจะแทรกแซงโดยการเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการ แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือทำลายคำชี้ขาดไม่ได้ เว้นแต่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง เพราะมิฉะนั้นแล้วระบบอนุญาโตตุลาการย่อมไม่อาจบรรลุผลสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่อุทธรณ์ข้างต้นของผู้ร้องล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของคณะอนุญาโตตุลาการ ทั้งเรื่องการคำนวณค่าความคลาดเคลื่อนของปริมาณแอลกอฮอล์จากน้ำในลูกตาก็มิใช่วิธีการตามที่กรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับระบุไว้ อุทธรณ์ในส่วนนี้ย่อมไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่ผู้ร้องจะอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้ และที่อ้างทำนองว่าคณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาตามอำเภอใจเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือจงใจตัดสินคดีโดยไม่เป็นไปตามหลักธรรมนั้น เป็นข้อที่ผู้ร้องเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน สำหรับที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ผู้คัดค้านเสนอข้อพิพาทโดยอ้างคำสั่งนายทะเบียนที่ 28/2552 ซึ่งเป็นคำสั่งบังคับสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไม่ตรงกับสัญญาประกันภัยในคดีนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุให้ผู้ร้องต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว แต่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า หนี้เงินนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 (เดิม) กำหนดให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น และต่อมามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และ 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และ 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน มีผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปัจจุบันปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี คดีนี้ ผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการขอให้ชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่มีข้อตกลงไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย ผู้ร้องโต้แย้งว่าคำสั่งดังกล่าวของนายทะเบียนนั้นใช้เฉพาะเงื่อนไขตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับและภาคสมัครใจเท่านั้น ไม่ใช้กับกรมธรรม์ประกันภัยในคดีนี้ แต่ประเด็นนี้คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำเสนอข้อพิพาทของผู้คัดค้านโดยมิได้ให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยไว้ ซึ่งเมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งสองฉบับและเอกสารแนบท้ายตามเอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 54 ถึง 99 พบว่ากรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับเป็นกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล และไม่มีการระบุอัตราดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดไว้ ส่วนคำสั่งของนายทะเบียนที่ 28/2552 ที่ผู้คัดค้านอ้างนั้น เมื่อพิจารณาคำสั่งดังกล่าวตามเอกสารหมาย ร.2 แผ่นที่ 36 ถึง 38 ก็ปรากฏว่า เป็นเรื่อง "ให้แก้ไขแบบ ข้อความกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์รวมความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ" ซึ่งไม่ตรงกับการประกันภัยในคดีนี้ การที่คำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 กำหนดไว้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนนี้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลชั้นต้นไม่เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนอัตราดอกเบี้ยระหว่างเวลาผิดนัดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ในส่วนนี้ของผู้ร้องฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการสุดท้ายว่า คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งซึ่งกฎหมายบังคับให้ศาลต้องมีคำสั่งไม่ว่าผู้ร้องจักมีคำขอหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 ประกอบมาตรา 149 วรรคหนึ่ง และอยู่ในบังคับตาราง 7 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดให้ศาลมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร จึงเป็นดุลพินิจของศาลโดยแท้ มิใช่กรณีที่เมื่อผู้คัดค้านมิได้มีคำขอ ศาลต้องมีคำสั่งให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นพับสถานเดียว ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีมาด้วยนั้นชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้นแล้ว มิได้ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.30/2562 หมายเลขแดงที่ ชม.61/2563 เฉพาะส่วนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยให้บังคับได้เพียงในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่คำชี้ขาดไปถึงผู้ร้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้าน อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 42 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ท.
ผู้คัดค้าน — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายอนิรุทธิ์ วรินทร์
-
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2565
#689716
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 298 วรรคหนึ่งและวรรคสาม บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำยึด กับบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นอันศาลต้องวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ หากได้ความว่า ทรัพย์นั้นเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้วศาลจะมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำคัดค้านว่าทรัพย์ที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้ยึดนั้นมิใช่ของตนหาได้ไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้านของจำเลยไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้ในชั้นขออนุญาตฎีกาจำเลยจะได้รับอนุญาตให้ฎีกา แต่ก็ไม่ผูกมัดให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในเนื้อหา เมื่อฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ป.วิ.พ. มาตรา 298 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ยอมยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพราะมีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฎตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น ซึ่งคำร้องคัดค้านของโจทก์ได้กล่าวอ้างมูลเหตุที่มาในการยื่นคำร้องพร้อมทั้งเหตุผลสนับสนุน เพื่อขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของจำเลย คำร้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 298 วรรคสาม

โจทก์นำสืบให้เห็นว่าทรัพย์สินที่โจทก์ขอให้ยึดเป็นของจำเลยตามคำพิพากษาก็เพียงพอแล้ว หาจำต้องนำสืบให้เห็นว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นควรงดการยึดทรัพย์สินนั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญาจ้างทำของ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 37,467,789.89 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา (วันที่ 25 ธันวาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 101,770,729.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ตุลาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดอาคารโรงแรม ก. แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าใบอนุญาตก่อสร้างอาคารไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารโรงแรมที่โจทก์นำยึดและสารบัญโฉนดที่ดินไม่ปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงมีคำสั่งให้งดการยึดโรงแรมดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดโรงแรม ก. เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่าขอให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรมตามคำร้องเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารโรงแรมตามคำร้องและที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมนั้นก็ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดโรงแรม ก. แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาจ้าง ซึ่งสัญญาดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2535 เป็นสัญญาที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารคอนกรีต 23 ชั้น เพื่อเป็นอาคารโรงแรมชั้นหนึ่ง กำหนดแล้วเสร็จภายใน 18 เดือน นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2535 ตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 258,000,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ใช้อาคารที่ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างดังกล่าวขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม โดยใช้ชื่อว่าโรงแรม ร. โรงแรมประเภท 4 จำนวนห้องพัก 448 ห้อง สถานที่ตั้ง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ต่อจากนั้นวันที่ 9 มกราคม 2555 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กับนางศศิธร ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อโรงแรม ร. เป็นโรงแรม ก. ซึ่งเป็นโรงแรมพิพาท โดยโรงแรมพิพาทก่อสร้างอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 477, 478, 10656 ถึง 10661, 23993 ถึง 23998 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 2 ปรากฏชื่อในทะเบียนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และโฉนดเลขที่ 2877 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนางสมบุญ กับนายสมศักดิ์ ปรากฏชื่อในทะเบียนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เมื่อผู้แทนโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดโรงแรมพิพาท เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้งดการยึดโรงแรมพิพาท สำหรับผู้คัดค้าน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้เช่าอาคารโรงแรมพิพาทไม่มีอำนาจคัดค้าน โดยผู้คัดค้านมิได้ฎีกาข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โรงแรมพิพาทที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรม ก. ที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึด ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่า เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น หากเจ้าพนักงานบังคับคดีสงสัยว่าทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและไม่ยอมทำการยึดหรืออายัด ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายืนยันให้ยึดหรืออายัด เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น หรือจะสั่งงดการยึดหรืออายัดก็ได้..."วรรคสาม บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งงดการยึดหรือการอายัดตามวรรคหนึ่ง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาลส่งสำเนาคำร้องแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีและบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นทราบและบุคคลดังกล่าวอาจคัดค้านว่า ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้...และให้นำบทบัญญัติมาตรา 323 หรือมาตรา 325 แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยหากศาลมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องแล้ว บุคคลดังกล่าวที่ได้ยื่นคำคัดค้านตามวรรคนี้จะใช้สิทธิตามมาตรา 323 หรือ มาตรา 325 แล้วแต่กรณี อีกหาได้ไม่" เช่นนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้นำยึด กับบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นอันศาลต้องวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ หากได้ความว่า ทรัพย์นั้นเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้วศาลจะมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยื่นคำคัดค้านว่าทรัพย์ที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้ยึดนั้นมิใช่ของตนหาได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้านย่อมเป็นการไม่ชอบ และจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้ในชั้นขออนุญาตฎีกาจำเลยที่ 1 จะได้รับอนุญาตให้ฎีกา แต่ก็ไม่ผูกมัดให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในเนื้อหา เมื่อฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยให้ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 กับพวกอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ 2 กับพวก และตามสัญญาจ้างก็ไม่มีข้อความว่าจำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารในที่ดินได้ แม้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างโรงแรมพิพาทก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 อาจดำเนินการก่อสร้างแทนบุคคลหนึ่งคนใดหรือรับจ้างบริหารแทนผู้อื่นก็เป็นได้ โรงแรมพิพาทตกเป็นส่วนควบของที่ดินเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าของโรงแรมพิพาท อีกทั้งในสำนวนคดีหลัก ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าก่อสร้างไม่ได้วินิจฉัยว่าโรงแรมพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมพิพาท โจทก์ยื่นคำร้องเพื่อโต้แย้งคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอให้ศาลไต่สวนว่าทรัพย์ที่ขอยึดเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ต้องแสดงให้ศาลชั้นต้นเห็นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นควรงดดำเนินการยึดทรัพย์นั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร แต่โจทก์กลับไม่มีนำสืบพยานให้ศาลเห็นในประเด็นดังกล่าว และจำเลยที่ 2 กับเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพิพาทได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์โรงแรมพิพาท นั้น ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ก่อนว่า โจทก์ยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอให้ศาลไต่สวนว่าทรัพย์ที่ขอยึดเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ต้องนำสืบพยานให้ศาลเห็นว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นควรงดดำเนินการบังคับคดีดังกล่าวเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น หากเจ้าพนักงานบังคับคดีสงสัยว่าทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและไม่ยอมทำการยึดหรืออายัด ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายืนยันให้ยึดหรืออายัด เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น หรือจะสั่งงดการยึดหรือการอายัดก็ได้..." และวรรคสามบัญญัติว่า "เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งงดการยึดหรือการอายัดตามวรรคหนึ่ง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้ศาลส่งสำเนาคำร้องแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีและบุคคลผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องตามที่ปรากฏในทะเบียนหรือหลักฐานอย่างอื่นทราบและบุคคลดังกล่าวอาจคัดค้านว่าทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ โดยยื่นคำคัดค้านต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รับสำเนาคำร้อง..." จากบัญญัติดังกล่าวซึ่งเป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะคัดค้านคำสั่งที่ไม่ทำการยึดหรืออายัดในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยอมยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เพราะมีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น และเจ้าพนักงานบังคับคดีสงสัยว่าทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องนั้นไม่ใช่เป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและไม่ยอมทำการยึดหรืออายัด ซึ่งในการยื่นคำร้องดังกล่าว โจทก์ได้กล่าวชัดแจ้งแล้วว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 101,770,729.32 บาท พร้อมดอกเบี้ย คำพิพากษาถึงที่สุด โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากจำเลยที่ 1 วันที่ 28 มิถุนายน 2561 โจทก์แถลงยืนยันให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 คือ อาคารโรงแรม ก. แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมอุปกรณ์ของอาคารดังกล่าว ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 477, 478, 10656 ถึง 10661, 23993 ถึง 23998 และ 2877 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาจนครบถ้วน เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่า ตามเอกสารใบอนุญาตก่อสร้างอาคารไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างและตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินไม่ปรากฏว่ามีชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด กรณีมีเหตุสงสัยในการดำเนินการว่าทรัพย์ที่โจทก์แถลงให้ยึดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่สามารถดำเนินการตามคำขอได้ หากโจทก์ประสงค์จะคัดค้านให้ดำเนินการทางศาล โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี และประสงค์จะคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ดังที่ระบุไว้ในคำร้องข้อ 2 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อาคารโรงแรม ก. พร้อมอุปกรณ์ของอาคาร เป็นของจำเลยที่ 1 และในคำร้องคัดค้านข้อ 2 ได้กล่าวถึงเหตุที่แสดงว่าทรัพย์ที่โจทก์ขอให้ยึดเป็นของจำเลยที่ 1 ได้แก่ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระเงินค่าจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าวทั้งหมด โดยการสั่งจ่ายเช็คของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ นอกจากนี้ตามงบการเงินของบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ปรากฏทรัพย์สินไม่หมุนเวียนของบริษัทได้แก่ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ มีมูลค่าสูงเกินกว่า 200,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของโรงแรมเพียงแห่งเดียว คือ โรงแรม ก. ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า โรงแรม ร. และขณะนี้บริษัทจำเลยที่ 1 ยังคงเผยแพร่โฆษณาสมัครงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ระบุว่า โรงแรม ก. เป็นของจำเลยที่ 1 คำร้องของโจทก์ได้กล่าวอ้างมูลเหตุ ที่มาในการยื่นคำร้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง พร้อมทั้งเหตุผลในการสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าวและตามคำร้องคัดค้าน โจทก์ได้ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดอาคารโรงแรม ก. แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมอุปกรณ์ของอาคารเพื่อนำทรัพย์สินที่ยึดออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ต่อไป คำร้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 วรรคสาม ส่วนทางไต่สวนนั้น โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าทรัพย์สินที่โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำยึดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็เพียงพอแล้ว โจทก์หาจำต้องนำสืบให้เห็นว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นควรงดการยึดทรัพย์สินนั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรด้วยไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 กับเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพิพาทได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 นั้น เห็นว่า ในชั้นนี้ประเด็นแห่งคดีที่พิพาทกันมีแต่เพียงว่า โรงแรมพิพาทที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่เท่านั้น โจทก์ไม่ได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพิพาทด้วย จำเลยที่ 2 จะยกเอาข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ขึ้นมาเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้มีชื่อในทะเบียนที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมพิพาทหาได้ไม่ โจทก์จึงไม่จำต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรมพิพาทนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรมพิพาทเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุญาตก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทและที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมพิพาทไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทก็ตาม แต่การขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมซึ่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 (1) โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ประการหนึ่งคือ การควบคุมเกี่ยวกับความมั่นคงแข็งแรงและความปลอดภัยในการก่อสร้างอาคาร ลำพังการเป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างโรงแรม มิใช่กรณีที่จะฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ผู้ใดเป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารแล้ว ผู้นั้นเป็นเจ้าของอาคาร หรือผู้ใดไม่ได้เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารแล้ว ผู้นั้นจะไม่ได้เป็นเจ้าของอาคารนั้นด้วย หากแต่ความเป็นเจ้าของนั้นต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แวดล้อมอื่นประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาคารคอนกรีต 23 ชั้น ที่ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างนั้น ขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมโดยใช้ชื่อว่าโรงแรม ร. ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อมาเป็นชื่อโรงแรมพิพาทในเวลาต่อมา ซึ่งการขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมนั้น พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติว่า "การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด" และประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาการขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ข้อ 4 กำหนดไว้ว่า "ในกรณีต่อไปนี้ให้นายทะเบียนพิจารณาไม่อนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรม (1)... (4) ที่ดินและอาคารที่ใช้เป็นที่ตั้งโรงแรมผู้ขออนุญาตไม่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือไม่มีสิทธิครอบครองหรือไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารดังกล่าว เช่น สิทธิในการเช่า การยินยอมให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมเป็นต้น (5)..." จากบทบัญญัติและประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว การขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมนั้น หาจำเป็นต้องให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมด้วยไม่ เพียงแต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมก็เพียงพอแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นทั้งผู้ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารที่ใช้เป็นโรงแรมพิพาทและเป็นผู้ขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรม แม้จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งโรงแรมก็ตาม แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ และข้อเท็จจริงปรากฏตามใบอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลงอาคารหรือรื้อถอนอาคาร (แบบ อ.1) ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 ตามเอกสารแนบรายงานข้อเท็จจริงในการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้นในสำนวนคดีนี้ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารตึก 23 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้นในที่ดินตามโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 2 และของนางสมบุญเจ้าของที่ดินในขณะนั้น เพื่อใช้เป็นอาคารโรงแรมและจอดรถยนต์ สอดคล้องกับสัญญาจ้างที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารคอนกรีต 23 ชั้น เพื่อใช้เป็นโรงแรมชั้นหนึ่ง แม้การขออนุญาตก่อสร้างอาคารดังกล่าว จำเลยที่ 2 มิได้กระทำไปในนามของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ต้องดำเนินกิจการต่าง ๆ ให้ต้องตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 2 ได้ว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 ในการที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารคอนกรีตเพื่อใช้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 นั่นเอง และแสดงให้เห็นได้โดยปริยายว่า จำเลยที่ 1 ได้รับความยินยอมให้ใช้ประโยชน์ที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมพิพาทจากจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทและขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมจากนายทะเบียนแล้ว มิฉะนั้น จำเลยที่ 1 คงไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโรงแรมจากนายทะเบียนเป็นแน่ทั้งนางสมบุญเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งโรงแรมพิพาทบางส่วนก็มิได้คัดค้านเข้ามาในคดีว่าตนไม่ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเข้าไปในที่ดินของตนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และนางสมบุญยินยอมให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทในที่ดินของจำเลยที่ 2 และนางสมบุญ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารโรงแรมพิพาทได้ โรงแรมพิพาทไม่ตกเป็นส่วนควบกับที่ดินโฉนดเลขที่ 477, 478, 10656 ถึง 10661, 23993 ถึง 23998 และ 2877 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 เมื่อโรงแรมพิพาทไม่ตกเป็นส่วนควบกับที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงแรมพิพาท การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างโรงแรมพิพาทและเป็นผู้ตกลงชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์มาตั้งแต่ต้น ตลอดทั้งเป็นผู้ยื่นคำขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและได้ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยใช้โรงแรมพิพาทประกอบธุรกิจโรงแรมตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ตลอดมา ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า จำเลยที่ 1 อ้างสิทธิเหนือโรงแรมพิพาทอย่างเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ต้นที่เริ่มทำงานก่อสร้างโรงแรมพิพาทแล้ว แม้จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของโรงแรมพิพาท แต่ก็ไม่ได้ยกเหตุผลขึ้นคัดค้านด้วยว่าผู้ใดเป็นเจ้าของโรงแรมพิพาทที่แท้จริง ทั้งจำเลยที่ 2 มิได้นำพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า โรงแรมพิพาทที่โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดและเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งงดการยึดนั้น เป็นของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ชอบที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดอาคารโรงแรมพิพาทต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดโรงแรมพิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำคัดค้านและฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 127 ม. 247 ม. 249 ม. 298 วรรคหนึ่ง ม. 298 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
ผู้คัดค้าน — บริษัท ศ.
จำเลย — บริษัท ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจรัล เตชะวิจิตรา
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ช่างสลัก
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5037/2565
#690160
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว..." โจทก์นำสืบสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานต่อศาล ซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 ไม่ได้ระบุให้ปิดอากรแสตมป์ที่สำเนาเอกสาร และบัญชีอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่ง ป.รัษฎากรไม่มีอัตราอากรแสตมป์สำหรับสำเนาตราสารกู้ยืมเงินเพื่อปิดอากรแสตมป์ ดังนั้น การรับฟังสำเนาสัญญากู้ยืมเงินแทนต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ที่สำเนาสัญญากู้ยืมเงิน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (2)
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จ.
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางสาวเนาวรัตน์ อัชฌายกชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5003/2565
#690541
เปิดฉบับเต็ม

ในการอนุมัติให้ทำสัญญาเช่าพิพาทตามรายงานการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะประธานที่ประชุมนั้น มีการอนุมัติให้ทำสัญญาเช่าพิพาทหลายครั้งต่างวาระกัน แต่กลับระบุว่าเป็นการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ครั้งที่ 1/2550 ทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่ามีการจัดทำรายงานการประชุมดังกล่าวขึ้นเพียงเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอจดทะเบียนการเช่าเท่านั้น น่าเชื่อว่าในระหว่างที่จำเลยทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์นั้น จำเลยทั้งสองมิได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการประชุมต่าง ๆ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์อย่างแท้จริง ถึงแม้ในขณะนั้นจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ซึ่งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนไม่น้อยกว่าสองในสามของคะแนนเสียงทั้งหมดอยู่แล้ว แต่การจัดให้มีการประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของโจทก์เพี่อขอความเห็นชอบก่อนที่จะมีการทำสัญญาเช่าพิพาทก็เป็นช่องทางอย่างหนึ่งที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นข้างน้อยสามารถเข้าตรวจสอบการบริหารจัดการของจำเลยทั้งสองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตรวจสอบสัญญาเช่าพิพาทซึ่งเป็นการนำทรัพย์สินของโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยทั้งสองในฐานะส่วนตัว หาใช่ว่าเมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นข้างมากอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของโจทก์ก่อน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าพิพาทโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของโจทก์อันเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจที่จะกระทำการแทนโจทก์

คำฟ้องของโจทก์เป็นการแสดงออกชัดว่าไม่ได้ประสงค์จะเข้าผูกพันตามสัญญาเช่าพิพาท ค่าเช่าตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้นเป็นเพียงฐานในการกำหนดให้ใช้ราคาแทนในกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้มีการยกเลิกเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิการเช่าเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองได้รับจากบุคคลภายนอกเนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลภายนอก ก็ยิ่งมิใช่ค่าเช่าทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์หากสัญญาเช่าพิพาทดังกล่าวผูกพันโจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าอันจะเป็นการแสดงว่าโจทก์รับเอาผลแห่งนิติกรรมนั้น

แม้ตามสัญญาเช่าพิพาทจะระบุว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่โจทก์มิได้ใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสัญญาเช่าพิพาท จึงหาใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงและไม่อยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 94 ที่ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร

งบการเงินของโจทก์ซึ่งโจทก์นำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในแต่ละปีที่คู่ความแต่ละฝ่ายนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้นั้น ก็เป็นเอกสารทางบัญชีที่โจทก์จัดทำขึ้นตามที่กฎหมายกำหนด หาใช่เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรองหรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น และมิใช่เอกสารเอกชนที่มีคำพิพากษาแสดงว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127

งบการเงินรอบปีบัญชี 2549 และ 2550 ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้จากการให้เช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาเช่าพิพาท ซึ่งมีค่าเช่ารวม 27,900,000 บาท แต่ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้ค่าเช่าเพียง 2,118,132.42 บาท และมีเงินฝากสถาบันการเงินเพียง 170,714.90 บาท กับมีรายได้รับล่วงหน้า 279,497,498.52 บาท ส่วนงบการเงินรอบปีบัญชี 2556, 2557, 2558, 2559 และ 2560 ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้ค่าเช่าที่ดินรับล่วงหน้าในระยะยาวเป็นเวลา 30 ปี จากผู้เช่าจำนวน 62 ราย ซึ่งรวมจำเลยทั้งสองด้วย แต่งบการเงินดังกล่าวของโจทก์ไม่มีรายละเอียดที่จะสามารถบ่งบอกได้ว่า รายได้ค่าเช่าก็ดี เงินฝากสถาบันการเงินก็ดี รายได้รับล่วงหน้าก็ดี หรือรายได้ค่าเช่าที่ดินรับล่วงหน้าก็ดี นั้นมีส่วนใดบ้างที่เป็นรายได้จากการที่โจทก์ยอมรับชำระจากจำเลยทั้งสองไว้เป็นค่าเช่าตามสัญญาเช่าพิพาท ลำพังงบการเงินของโจทก์จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ยอมรับชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าพิพาทจากจำเลยทั้งสองไว้แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มิได้กระทำการใดอันเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาท เมื่อจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าพิพาทโดยปราศจากอำนาจที่จะกระทำการแทนโจทก์และโจทก์มิได้ให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาทแล้ว สัญญาเช่าพิพาทจึงไม่ผูกพันโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 823, 1167

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าและค่าเช่าที่ได้รับจากบุคคลภายนอกสำหรับอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 2 ชั้น 3 อาคารอี เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 19326 รวม 10,500,000 บาท และชำระเงินที่ให้บุคคลภายนอกรวมถึงจำเลยทั้งสองกู้ยืม 39,327,599.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกเลิกสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 19328 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า บี เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร และให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนยกเลิกสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 3 ชั้น 2 อาคารเอฟ เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า เอ เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร ให้กลับคืนเป็นของโจทก์โดยปลอดภาระผูกพันและส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยโดยให้จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 ชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินสำหรับสิทธิการเช่าแต่ละรายการ 9,900,000 บาท 3,600,000 บาท และ 9,900,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 29,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาแบ่งเช่าอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 3 ชั้น 2 อาคารเอฟ เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) บนที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และให้เพิกถอนสัญญาแบ่งเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 พร้อมอาคาร 2 ชั้น วิลล่า เอ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และให้เพิกถอนสัญญาแบ่งเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 19328 พร้อมอาคาร 2 ชั้น วิลล่า บี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ก่อนยื่นฎีกา นางเคทเทอรีน ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ซึ่งได้มรณะในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจซื้อ ขาย เช่าและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงจัดซื้อที่ดินแปลงใหญ่แล้วแบ่งออกเป็นแปลงย่อยเพื่อขายหรือให้เช่า จำเลยทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2552 โดยระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2552 นั้น มีนายธวัชเป็นกรรมการของโจทก์ด้วย จำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ระหว่างปี 2547 ถึงปี 2551 โดยระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม 2548 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2551 นั้น โจทก์มีทุนจดทะเบียน 2,007,200 บาท แบ่งออกเป็น 20,072 หุ้น หุ้นละ 100 บาท จำเลยทั้งสองถือหุ้นของโจทก์คนละ 4,680 หุ้นตามเลขหมายใบหุ้น 10401 ถึง 15080 และ 15081 ถึง 19760 ตามลำดับ รวม 9,360 หุ้น ซึ่งหุ้นตามเลขหมายใบหุ้นดังกล่าวล้วนเป็นหุ้นบุริมสิทธิจากจำนวนหุ้นบุริมสิทธิทั้งหมด 9,672 หุ้น ซึ่งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน 1 หุ้น ต่อ 10 เสียง ส่วนหุ้นจำนวนที่เหลือ 10,400 หุ้น นั้น เป็นหุ้นสามัญซึ่งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน 1 หุ้น ต่อ 1 เสียง นอกจากนี้ ข้อบังคับ ข้อ 33 (4) กำหนดให้การทำสัญญาซึ่งมีทุนทรัพย์เกินกว่า 2,000,000 บาท ในรอบสิบสองเดือนติดต่อกันจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของคะแนนเสียงทั้งหมดของโจทก์ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550 จำเลยทั้งสองนำอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 2 ชั้น 3 อาคารอี เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 อันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าสิ่งปลูกสร้างมีกำหนด 30 ปี ให้แก่จำเลยทั้งสองในฐานะส่วนตัว โดยกำหนดค่าเช่าตลอดอายุการเช่าเป็นเงิน 4,500,000 บาท และมีการจัดทำรายงานการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ ครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 อนุมัติให้มีการทำสัญญาเช่าดังกล่าวไว้ตามรายงานการประชุม ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2559 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่นางสาวเจนนิเฟอร์ และนายโรเบิร์ต โดยมีค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าว 6,000,000 บาท เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2550 จำเลยทั้งสองนำอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 3 ชั้น 2 อาคาร เอฟ เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าสิ่งปลูกสร้างมีกำหนด 30 ปี ให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว โดยกำหนดค่าเช่าตลอดอายุการเช่าเป็นเงิน 3,600,000 บาท และมีการจัดทำรายงานการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ ครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2550 อนุมัติให้มีการทำสัญญาเช่าดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 จำเลยทั้งสองนำที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า เอ เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร อันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีกำหนด 30 ปี ให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว โดยกำหนดค่าเช่าตลอดอายุการเช่าเป็นเงิน 9,900,000 บาท และเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 จำเลยทั้งสองนำที่ดินโฉนดเลขที่ 19328 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า บี เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร อันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีกำหนด 30 ปี ให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว โดยกำหนดค่าเช่าตลอดอายุการเช่าเป็นเงิน 9,900,000 บาท และมีการจัดทำรายงานการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ ครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 อนุมัติให้มีการทำสัญญาเช่าดังกล่าวไว้ สำหรับคดีในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินที่ให้บุคคลภายนอกกู้ยืม 39,327,599.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอดังกล่าวนั้น โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามคำขอดังกล่าว คดีในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ประกอบธุรกิจโดยให้บุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยถือหุ้นข้างมากในบริษัทแทนคนต่างด้าวอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายที่ดิน ทั้งโจทก์แต่งตั้งให้บริษัท บ. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการบริหารจัดการและดูแลโครงการ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่เช่าตามสัญญาเช่าพิพาทและเป็นผู้เรียกเก็บค่าบริการ ค่าบำรุงรักษาทรัพย์สินส่วนกลาง เงินกองทุนสำรองเพื่อชำระหนี้ (Sinking Fund) ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากผู้เช่าในโครงการซึ่งรวมถึงจำเลยทั้งสองกับนางสาวเจนนิเฟอร์ และนายโรเบิร์ต ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิการเช่าจากจำเลยทั้งสองมาโดยตลอดอันถือเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาทแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาเช่าพิพาทนั้น แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งถ้าคู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นก็อาจยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ได้ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ นอกประเด็น หรือไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายที่ดินและไม่ได้ให้การต่อสู้ด้วยว่าบริษัท บ. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการบริหารจัดการสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับลูกค้าซึ่งได้กระทำการใดอันเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาทแทนโจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นว่าบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยถือหุ้นข้างมากในบริษัทโจทก์แทนคนต่างด้าวหรือไม่ และไม่มีประเด็นว่าบริษัท บ. เป็นตัวแทนของโจทก์ซึ่งได้กระทำการใดอันเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาทแทนโจทก์หรือไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบอันเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในขณะนั้นได้ทำสัญญาเช่าพิพาททั้ง 4 ฉบับ โดยฝ่าฝืนข้อบังคับของโจทก์ ซึ่งพอแปลได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างว่าสัญญาเช่าพิพาททั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่ไม่มีผลทางกฎหมายเนื่องจากจำเลยทั้งสองนำทรัพย์สินของโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยทั้งสองโดยปราศจากอำนาจอันเป็นการฝ่าฝืนอำนาจกรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง สัญญาเช่าพิพาททั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่ไม่ผูกพันโจทก์ ฉะนั้นการที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนยกเลิกสิทธิการเช่าเพื่อให้ทรัพย์สินของโจทก์ปลอดภาระผูกพันหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ก็ให้ชดใช้เงินสำหรับสิทธิการเช่าแต่ละรายการแทนสำหรับการให้เช่าอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 3 ชั้น 2 อาคารเอฟ เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) ที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า เอ เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร และที่ดินโฉนดเลขที่ 19328 พร้อมบ้านพักอาศัยตึก 2 ชั้น วิลล่า บี เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร ก็ดี และฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ราคาเท่ากับค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองรับว่าจะชำระให้แก่โจทก์และค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองได้รับจากบุคคลภายนอก สำหรับการให้เช่าอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 2 ชั้น 3 อาคาร อี เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วก็ดี นอกจากจะเป็นการใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์สินเพื่อติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้แล้ว ยังเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิของตนขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 อีกด้วย ตามรูปเรื่องคดีนี้หาใช่ว่าโจทก์จะใช้สิทธิเพื่อติดตามและเอาคืนซึ่งสิทธิการเช่าอันเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างจากจำเลยทั้งสอง แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเพื่อจะให้มีการยกเลิกเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ได้ทำขึ้นโดยฝ่าฝืนอำนาจกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ซึ่งสามารถกระทำได้โดยไม่มีอายุความ ส่วนค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองรับว่าจะชำระให้แก่โจทก์และค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองได้รับจากบุคคลภายนอกนั้นก็เป็นเพียงฐานในการกำหนดให้ใช้ราคาแทน ในกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้มีการยกเลิกเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิการเช่าได้เท่านั้น มิใช่ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองกระทำผิดหน้าที่กรรมการ และมิใช่ค่าเช่าทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองค้างชำระแก่โจทก์ กรณีจึงมิใช่การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดแต่มูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง และมิใช่การใช้สิทธิเรียกร้องค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (3) ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมามีว่า สัญญาเช่าพิพาทผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในการอนุมัติให้ทำสัญญาเช่าพิพาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะประธานที่ประชุมนั้น มีการอนุมัติให้ทำสัญญาเช่าพิพาทดังกล่าวหลายครั้งต่างวาระกัน แต่กลับระบุว่าเป็นการประชุมคณะกรรมการของโจทก์ครั้งที่ 1/2550 ทั้งสิ้น แสดงให้เห็นว่ามีการจัดทำรายงานการประชุมดังกล่าวขึ้นเพียงเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอจดทะเบียนการเช่าเท่านั้น น่าเชื่อว่าในระหว่างที่จำเลยทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์นั้นจำเลยทั้งสองมิได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการประชุมต่าง ๆ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์อย่างแท้จริง ทั้งจำเลยทั้งสองนำสืบว่านายธวัชเป็นผู้ส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ไปยังผู้ถือหุ้นและจัดทำรายงานการประชุมใหญ่แต่กลับมิได้นำนายธวัชมาเบิกความเป็นพยานเพื่อยืนยันต่อศาล ข้อที่จำเลยทั้งสองนำสืบดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน ถึงแม้ในขณะนั้นจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ซึ่งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนไม่น้อยกว่าสองในสามของคะแนนเสียงทั้งหมดอยู่แล้ว แต่การจัดให้มีการประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของโจทก์เพี่อขอความเห็นชอบก่อนที่จะมีการทำสัญญาเช่าพิพาทก็เป็นช่องทางอย่างหนึ่งที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นข้างน้อยสามารถเข้าตรวจสอบการบริหารจัดการของจำเลยทั้งสองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตรวจสอบสัญญาเช่าพิพาทซึ่งเป็นการนำทรัพย์สินของโจทก์ไปจดทะเบียนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยทั้งสองในฐานะส่วนตัว หาใช่ว่าเมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นข้างมากอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของโจทก์ก่อน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าพิพาทโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของโจทก์ ข้อ 33 (4) อันเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจที่จะกระทำการแทนโจทก์

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าแสดงว่าโจทก์รับเอาผลแห่งนิติกรรมนั้น ทั้งโจทก์ได้ยอมรับชำระค่าเช่าจากจำเลยทั้งสองดังที่เห็นได้จากสัญญาเช่าพิพาทระบุว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าเช่าแล้วและโจทก์บันทึกรายได้รับชำระค่าเช่าล่วงหน้าจากจำเลยทั้งสองไว้ในงบการเงินของโจทก์ด้วย ถือว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาทแล้วนั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการแสดงออกชัดว่ามิได้ประสงค์จะเข้าผูกพันตามสัญญาเช่าพิพาท ส่วนค่าเช่าตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้นเป็นเพียงฐานในการกำหนดให้ใช้ราคาแทนในกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้มีการยกเลิกเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิการเช่าเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าเช่าที่จำเลยทั้งสองได้รับจากบุคคลภายนอกเนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลภายนอก ก็ยิ่งมิใช่ค่าเช่าทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์หากสัญญาเช่าพิพาทดังกล่าวผูกพันโจทก์ คำฟ้องของโจทก์จึงมิใช่การฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเช่าอันจะเป็นการแสดงว่าโจทก์รับเอาผลแห่งนิติกรรมนั้น นอกจากนี้ แม้ตามสัญญาเช่าพิพาทจะระบุว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่โจทก์มิได้ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้เพื่อบังคับตามสัญญาเช่าพิพาทจึงหาใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงและไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ที่ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารอย่างที่จำเลยทั้งสองฎีกา ส่วนงบการเงินของโจทก์ซึ่งโจทก์นำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในแต่ละปีที่คู่ความแต่ละฝ่ายนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้นั้น ก็เป็นเอกสารทางบัญชีที่โจทก์จัดทำขึ้นตามที่กฎหมายกำหนด หาใช่เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรองหรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น และมิใช่เอกสารเอกชนที่มีคำพิพากษาแสดงว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 อย่างที่จำเลยทั้งสองฎีกาเช่นกัน ในข้อที่เกี่ยวกับการบันทึกค่าเช่าเป็นรายได้ในงบการเงินนี้ เมื่อพิจารณาจากพยานเอกสารของโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้ว กล่าวคือ แบบนำส่งงบการเงิน ซึ่งเป็นงบการเงินของรอบปีบัญชี 2549 และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้จากการให้เช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แบบนำส่งงบการเงินซึ่งเป็นงบการเงินของรอบปีบัญชี 2550 และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้จากการให้เช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาเช่าพิพาท ซึ่งมีค่าเช่ารวม 27,900,000 บาท แต่ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้ค่าเช่าเพียง 2,118,132.42 บาท และมีเงินฝากสถาบันการเงินเพียง 170,714.90 บาท กับมีรายได้รับล่วงหน้า 279,497,498.52 บาท แบบนำส่งงบการเงินซึ่งเป็นงบการเงินของรอบปีบัญชี 2556, 2557, 2558, 2559 และ 2560 ตามลำดับ ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้ค่าเช่าที่ดินรับล่วงหน้าในระยะยาวเป็นเวลา 30 ปี จากผู้เช่าจำนวน 62 ราย 423,841,785.05 บาท แม้ว่าพยานโจทก์ปากนางสาวอุมาพรจะเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า ผู้เช่าจำนวน 62 รายดังกล่าวนั้น รวมจำเลยทั้งสองด้วย ประกอบกับคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองปากนางสาวสุชาดาซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีประจำบริษัท ด. และได้รับการว่าจ้างจากจำเลยทั้งสองให้ดำเนินการตรวจสอบสัญญาเช่าในโครงการ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่เช่าตามสัญญาเช่าพิพาท แล้วพบว่าโจทก์มีรายได้จากค่าเช่าอพาร์ทเม้นต์และวิลล่าในโครงการ จำนวน 423,908,000 บาท ซึ่งแตกต่างจากรายได้ค่าเช่าที่ดินรับล่วงหน้าตามแบบนำส่งงบการเงิน ซึ่งเป็นงบการเงินของรอบปีบัญชี 2560 เพียง 66,214.95 บาท ก็ตาม จะเห็นได้ว่างบการเงินของโจทก์ดังกล่าวไม่มีรายละเอียดที่จะสามารถบ่งบอกได้ว่ารายได้ค่าเช่าก็ดี เงินฝากสถาบันการเงินก็ดี รายได้รับล่วงหน้าก็ดี หรือรายได้ค่าเช่าที่ดินรับล่วงหน้าก็ดี นั้นมีส่วนใดบ้างที่เป็นรายได้จากการที่โจทก์ยอมรับชำระจากจำเลยทั้งสองไว้เป็นค่าเช่าตามสัญญาเช่าพิพาท ลำพังงบการเงินของโจทก์ดังกล่าวจึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ยอมรับชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าพิพาทจากจำเลยทั้งสองไว้แล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยทั้งสองโอนเงินชำระค่าเช่ามาจากบัญชีเงินฝากธนาคาร ฮ. ซึ่งตั้งอยู่ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ได้ปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวไปนานแล้วและไม่สามารถหาหลักฐานเพื่อนำมาแสดงต่อศาลได้ ก็เป็นเพียงข้อนำสืบลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนเช่นกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มิได้กระทำการใดอันเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาท เมื่อจำเลยทั้งสองทำสัญญาเช่าพิพาทโดยปราศจากอำนาจที่จะกระทำการแทนโจทก์และโจทก์มิได้ให้สัตยาบันแก่สัญญาเช่าพิพาทแล้ว สัญญาเช่าพิพาทจึงไม่ผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823, 1167 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ราคาแทนสำหรับสิทธิการเช่า เนื่องจากจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว อันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อสัญญาเช่าพิพาทดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์และการยกเลิกเพิกถอนสัญญาเช่าพิพาทดังกล่าวเพื่อให้สถานที่เช่ากลับมาเป็นทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งปลอดภาระผูกพันไม่อาจกระทำได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องชดใช้ราคาแก่โจทก์แทน และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า สิทธิการเช่าดังกล่าวมีราคา 6,000,000 บาท แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าวย่อมเป็นการตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องซึ่งมิใช่การพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ทั้งเมื่อสัญญาเช่าสำหรับการให้เช่าอาคารเลขที่ 110/69 (เฉพาะอาคารหมายเลข 3 ชั้น 2 อาคารเอฟ เนื้อที่ 124 ตารางเมตร) ที่ดินโฉนดเลขที่ 19326 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า เอ เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร และที่ดินโฉนดเลขที่ 19328 พร้อมบ้านพักอาศัย ตึก 2 ชั้น วิลล่า บี เนื้อที่ 369.6 ตารางเมตร ไม่ผูกพันโจทก์แล้ว กรณีจึงมีเหตุที่จะต้องเพิกถอนสัญญาเช่าพิพาท คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้เพิกถอนสัญญาเช่าพิพาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแก่โจทก์แทนสำหรับสิทธิการเช่าตามสัญญาเช่าพิพาท จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาเช่าพิพาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาแก่โจทก์ 6,000,000 บาท สำหรับสิทธิการเช่าตามสัญญาเช่าพิพาท จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ยกฟ้องจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ 6,000,000 บาท เป็นเงิน 120,000 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยทั้งสอง นอกจากนี้ภายหลังจากจำเลยทั้งสองยื่นฎีกาแล้วได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 ซึ่งตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 ที่อาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและบวกด้วยอัตราเพิ่มดังกล่าว แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่ปรับเปลี่ยนโดยพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 80,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 823 ม. 1167
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ.
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายสรายุทธ วราโห
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาวจริยา ปาละวงศ์
ชื่อองค์คณะ
กมล คำเพ็ญ
สิริกานต์ มีจุล
ทรงพล สงวนพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4995/2565
#689189
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทราบเงื่อนไขในสัญญาจ้างเหมาช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยว่าโจทก์จะเริ่มทำงานตามสัญญาจ้างเหมาช่วงได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำงานจากเจ้าของงานหรือที่ปรึกษาโครงการซึ่งเป็นที่รับรู้และเข้าใจตรงกันว่าการได้รับอนุมัติจากเจ้าของงานเป็นสาระสำคัญในการก่อความผูกพันแก่ทั้งสองฝ่าย จึงถือได้ว่าสัญญาจ้างเหมาช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 183 เมื่อที่ปรึกษาโครงการปฏิเสธไม่ให้โจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วง ถือว่าเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาไม่สำเร็จ สัญญาจ้างเหมาช่วงจึงไม่เป็นผลตาม ป.พ.พ. มาตรา 183 วรรคหนึ่ง โจทก์หาอาจกล่าวอ้างความผูกพันตามสัญญาจ้างเหมาช่วงได้ไม่ และเมื่อสัญญาจ้างเหมาช่วงไม่มีผลใช้บังคับเพราะติดเงื่อนไขบังคับก่อน ดังนั้น ทั้งโจทก์และจำเลยต่างฝ่ายต่างก็จะเรียกร้องค่าจ้างและค่าเสียหายโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวไม่ได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 250,959,782 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงิน 48,997,081 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 29,241,383 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 758,617 บาท แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 17 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2560 จำเลยทำสัญญาเป็นผู้รับเหมาหลักงานก่อสร้างโครงการขยายอายุการใช้งานท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 1 Reroute Section (RC – 670) กับบริษัท ป. ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการในการทำงานตามโครงการดังกล่าว จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงในงานส่วนหนึ่งของสัญญา โดยเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เจาะดึงท่อก๊าซขนาด 18 นิ้ว ในส่วนสภาพใต้ดินเป็น Soil ของโครงการขยายอายุการใช้งานท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 1 ก่อนทำสัญญา เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 โจทก์จัดทำใบเสนอราคาส่งให้จำเลย โดยโจทก์และจำเลยตกลงให้นำใบเสนอราคาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาว่าจ้าง ภายหลังทำสัญญาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 โจทก์จัดส่งแผนการดำเนินงานและบริษัทงานออกแบบด้านวิศวกรรมให้แก่จำเลย และส่งใบวางบิลเรียกเก็บเงินงวดที่ 2 จากจำเลย และเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 โจทก์จัดส่งเครื่องจักรไปเพื่อใช้ในงานและส่งใบวางบิลเรียกเก็บเงินงวดที่ 3 จากจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระเงินให้โจทก์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2561 จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งยกเลิกสัญญาแก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2561 จำเลยส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งยกเลิกสัญญาแก่โจทก์เป็นครั้งที่ 2 และต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2561 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้อีกฝ่ายหรือไม่ เพียงใด ก่อนที่จะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ทราบเงื่อนไขของสัญญาว่าจ้าง หรือไม่ว่า โจทก์จะเริ่มทำงานตามสัญญาจ้างเหมาช่วงได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำงานจากบริษัท ป. หรือที่ปรึกษาโครงการของบริษัท ป. และโจทก์ต้องผูกพันตามเงื่อนไขดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงกันว่า โดยที่จำเลยเป็นคู่สัญญากับบริษัท ป. เจ้าของงานตามสัญญาหลัก และโจทก์ทราบและเข้าใจสัญญาหลักดีแล้ว และยินดีร่วมมือกับจำเลยในการทำงานให้บรรลุถึงจุดประสงค์ของสัญญาหลัก และจะรับผิดชอบต่อจำเลยตามที่จำเลยต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของงาน ในเมื่อมีการระบุไว้ในสัญญาว่าจ้างเช่นนี้ โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยจึงต้องทราบหรือให้จำเลยแจ้งให้ทราบเงื่อนไขในสัญญาหลักว่าเป็นอย่างใด เพื่อที่โจทก์จะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องว่าจำเลยจะไม่นำงานทั้งหมดหรืองานบางส่วนไปจ้างเหมาช่วงโดยไม่ได้รับการยินยอมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของงานก่อน ซึ่งก่อนที่โจทก์และจำเลยจะทำสัญญากัน โจทก์ทำใบเสนอราคาซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาว่าจ้างว่า โจทก์จะนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์การเจาะดึงท่อและเริ่มงานก่อสร้างหลังจากจำเลยได้รับใบอนุญาตที่จำเป็นทั้งหมดแล้วและโจทก์ได้รับอนุญาตให้เริ่มงานก่อสร้าง ใบเสนอราคาดังกล่าวมีเงื่อนไขสอดคล้องกับสัญญาว่าจ้างและสัญญาหลัก นอกจากนี้ยังได้ความจากพยานจำเลยปากนายชัชวาลย์ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยว่าโจทก์ทราบดีว่าผู้มีอำนาจตามสัญญาในการอนุมัติให้โจทก์เข้าทำงานตามสัญญาช่วงคือบริษัท ป. และที่ปรึกษาโครงการ โดยโจทก์ได้เคยพยายามร้องขอให้เจ้าของงานและที่ปรึกษาโครงการอนุมัติให้โจทก์เข้าทำงานตามสัญญา โจทก์ตกลงให้ถือว่าสัญญาหลักเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาว่าจ้าง ดังนี้ จากข้อตกลงในสัญญาว่าจ้างและพฤติการณ์ของโจทก์ที่ทำใบเสนอราคา กับการที่โจทก์มีหนังสือถึงผู้บริหารของบริษัท ป. และพยานโจทก์ปากนายณพศักดิ์ ผู้บริหารของโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า การเริ่มงานนั้นจะต้องได้รับการอนุญาตจากที่ปรึกษา แสดงว่าโจทก์ทราบเงื่อนไขในสัญญาว่าจ้างว่า โจทก์จะเริ่มทำงานตามสัญญาจ้างเหมาช่วงได้ต่อเมื่อโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำงานจากบริษัท ป. หรือที่ปรึกษาโครงการของบริษัท ป. คือบริษัท ท. ซึ่งเป็นที่รับรู้และเข้าใจตรงกันว่า การได้รับอนุมัติจากเจ้าของงานเป็นสาระสำคัญในการก่อความผูกพันแก่ทั้งสองฝ่าย จึงถือได้ว่าสัญญาว่าจ้างเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 ซึ่งตามสัญญาว่าจ้างกำหนดว่า โจทก์ยินดีร่วมมือกับจำเลยในการทำงานให้บรรลุถึงจุดประสงค์ของสัญญาหลัก และจะรับผิดชอบต่อจำเลยตามที่จำเลยต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของงาน ซึ่งได้ความจากพยานจำเลยปากนายชัชวาลย์ว่า หลังจากโจทก์ทำสัญญาจ้างเหมาช่วงกับจำเลยแล้ว โจทก์ได้นำเสนอแผนงาน รายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องจักรและรายละเอียดของบุคลากรมายังจำเลย โดยจำเลยได้รีบนำเสนอผ่านไปยังที่ปรึกษาโครงการเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 แต่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ที่ปรึกษาโครงการซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาแทนเจ้าของงานได้มีหนังสือปฏิเสธไม่รับโจทก์ รวมทั้งบุคลากรของจำเลยด้วยเข้าทำงาน เนื่องจากยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับประสบการณ์การทำงานเจาะดึงท่อ ต่อมาเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2561 จำเลยได้นำเสนอรายละเอียดคุณสมบัติของทีมงานโจทก์ รวมถึงทีมงานของจำเลยไปยังที่ปรึกษาโครงการเพื่อพิจารณาขออนุมัติเป็นผู้รับเหมาช่วงในโครงการ แต่เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 ที่ปรึกษาโครงการมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาโดยยังคงปฏิเสธไม่อนุญาตให้โจทก์เข้าเป็นผู้รับเหมาช่วงในโครงการ จำเลยพยายามแจ้งให้โจทก์นำส่งเอกสารเพิ่มเติมเพื่อขออนุมัติจากที่ปรึกษาโครงการในการเข้าทำงานอีกหลายครั้ง แต่โจทก์กลับเพิกเฉยละเลยไม่รีบดำเนินการนำเสนอแผนการก่อสร้างฉบับใหม่ที่สร้างความมั่นใจให้แก่ที่ปรึกษาโครงการรวมถึงเจ้าของงาน และปรับแก้รายละเอียดของบุคลากรและเครื่องจักรให้สอดคล้องกับระยะเวลาการทำงานตามสัญญาที่ลดน้อยลง ให้จำเลยเสนอแก่ที่ปรึกษาโครงการอีกครั้ง โดยโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา ไม่จัดให้มีการอบรมบุคลากรก่อนการทำงานให้โจทก์ ที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาทำงานจากจำเลย จำเลยไม่สามารถพิจารณาให้ได้ เนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัติให้เข้าทำงานตามสัญญาจากที่ปรึกษาของเจ้าของโครงการ จำเลยจึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ ส่วนโจทก์มีนายณพศักดิ์ผู้บริหารของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 จำเลยได้เจตนาสร้างหลักฐานว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยจำเลยทำหนังสือเรียกให้โจทก์จัดส่งแผนงานการก่อสร้างให้จำเลยพิจารณา จำเลยทราบอยู่แล้วว่าแผนงานก่อสร้างเป็นงานที่ต้องดำเนินการร่วมกันทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย โดยจำเลยต้องให้ข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ในการจัดทำแผนงานก่อสร้างในเรื่องข้อมูลกรอบเวลาการทำงาน ปริมาณงาน ข้อมูลการสำรวจพื้นที่ทำงาน อีกทั้งจำเลยต้องตอบรับหนังสือขอขยายระยะเวลาการทำงานก่อน โจทก์จึงสามารถดำเนินการจัดทำแผนงานก่อสร้างใหม่ตามที่จำเลยเรียกร้องได้ และนายณพศักดิ์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เมื่อบริษัทที่ปรึกษาได้ปฏิเสธไม่ให้โจทก์ทำงานแล้ว ฝ่ายจำเลยได้ส่งเอกสารมายังพยาน เพื่อให้พยานเสนอแผนต่าง ๆ เพื่อให้บริษัทที่ปรึกษาไว้วางใจและเข้าทำงานได้ เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่ตามสัญญาว่าจ้างที่ต้องให้ความร่วมมือกับจำเลยในการทำงานให้บรรลุถึงจุดประสงค์ของสัญญาหลัก ซึ่งย่อมมีความหมายรวมถึงกรณีที่โจทก์ต้องได้รับอนุมัติจากเจ้าของงานหรือที่ปรึกษาโครงการของเจ้าของงานให้เป็นผู้รับเหมาช่วงได้ด้วย เมื่อจำเลยได้เสนอแผนงานของโจทก์ให้ที่ปรึกษาโครงการพิจารณา แต่ที่ปรึกษาโครงการปฏิเสธไม่รับโจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วง เนื่องจากยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับประสบการณ์การทำงานเจาะวางท่อลอดใต้ดินในแนวราบโดยไม่เปิดหน้าดิน จำเลยแจ้งให้โจทก์นำส่งเอกสารเพิ่มเติมเพื่อขออนุมัติจากที่ปรึกษาโครงการในการเข้าทำงานอีกหลายครั้ง โจทก์ต้องให้ความร่วมมือกับจำเลยโดยส่งเอกสารเพิ่มเติมให้จำเลย แต่โจทก์เพิกเฉยอ้างว่า จำเลยต้องให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่โจทก์ในการจัดทำแผนงานก่อสร้างในเรื่องข้อมูลกรอบเวลาการทำงาน ปริมาณงาน และข้อมูลการสำรวจพื้นที่ทำงาน ซึ่งหากโจทก์จะต้องการข้อมูลใดก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องแจ้งให้จำเลยทราบ การที่โจทก์เพิกเฉยถือว่าโจทก์ไม่ให้ความร่วมมือกับจำเลยในการทำงานให้บรรลุถึงจุดประสงค์ของสัญญาหลัก เพื่อที่โจทก์จะได้รับอนุมัติให้เป็นผู้รับเหมาช่วง จึงถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อตกลงเพื่อให้สามารถเข้าทำงานเป็นผู้รับเหมาช่วง แต่จำเลยมีส่วนผิดด้วยที่เลือกให้โจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วง โดยทราบอยู่แล้วว่าโจทก์ไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน และไม่ดูแลให้โจทก์ได้รับอนุมัติให้เป็นผู้รับเหมาช่วง โดยให้ข้อมูลแก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะได้เป็นผู้รับเหมาช่วง เมื่อสัญญาว่าจ้าง เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนว่า โจทก์จะเข้าทำงานเป็นผู้รับเหมาช่วงได้ต่อเมื่อเจ้าของงานหรือที่ปรึกษาโครงการของเจ้าของงานอนุญาต เมื่อที่ปรึกษาโครงการปฏิเสธไม่ให้โจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงและจำเลยก็ได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ ถือว่าเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาว่าจ้างยังไม่สำเร็จ สัญญาว่าจ้างจึงไม่เป็นผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 วรรคหนึ่ง โจทก์หาอาจกล่าวอ้างความผูกพันได้ไม่ ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระเงินที่โจทก์จัดส่งแผนการดำเนินการและเอกสารงานออกแบบด้านวิศวกรรมให้แก่จำเลยซึ่งเป็นงานงวดที่ 2 และเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 โจทก์จัดส่งเครื่องจักร ได้แก่ หัวเจาะและเครื่องจักรอื่น ๆ ซึ่งเป็นงานงวดที่ 3 และค่าเสียหายอื่น พร้อมดอกเบี้ยเป็นค่าเสียหาย 250,959,782 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์เรียกร้องโดยอาศัยมูลหนี้ตามสัญญา แต่เมื่อสัญญาว่าจ้างยังไม่มีผลใช้บังคับเพราะติดเงื่อนไขบังคับก่อนว่าโจทก์จะต้องได้รับอนุมัติให้เป็นผู้รับเหมาช่วงจากเจ้าของงานหรือที่ปรึกษาโครงการก่อน แต่โจทก์ไม่ได้รับอนุมัติ การที่โจทก์เตรียมแผนงานและเครื่องจักรไว้ก็เพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง ซึ่งหากโจทก์ได้รับอนุมัติให้เป็นผู้รับเหมาช่วงก็จะได้ทำงานได้ทันทีเท่านั้น โดยที่จำเลยยังมิได้ตรวจสอบให้แล้วเสร็จและรับรองความถูกต้องและอนุมัติ แผนงานและเครื่องจักรดังกล่าวคงเป็นเพียงการเตรียมความพร้อมของโจทก์ในการเข้าทำงาน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างและค่าเสียหายอื่นจากจำเลยได้ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินดังกล่าว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้จำเลย 30,000,000 บาท จากการที่จำเลยต้องว่าจ้างบุคคลอื่นเข้าทำงานแทนโจทก์ในราคาที่สูงกว่านั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาว่าจ้างไม่เกิดผลบังคับแล้ว จำเลยจะอาศัยข้อสัญญาข้อ 21 มาเรียกค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากโจทก์หาได้ไม่ ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุกิจ ศรีสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
กำพล ษมาคุณากร
พนมวรรณ ทองวิทูโกมาลย์
สมชาย ธารณธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2565
#689609
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญการพิเศษโดยยกฟ้องโจทก์ คดีมีประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) หรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) จึงยังไม่ถึงที่สุด เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้สิ้นสุดลงด้วยความตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 แล้วก่อนการหย่าโดยคำพิพากษาคดีนี้จะมีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1531 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันย่อมเป็นอันสิ้นผลไป การพิจารณาฎีกาของจำเลยที่ 1 และฎีกาของโจทก์ในเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรสเมื่อหย่าจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป ให้จำหน่ายคดีตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ออกจากสารระบบความของศาลฎีกา ทั้งเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดก

ส่วนความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่จะต้องร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์นั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) สิ้นผลไปแล้วเช่นนี้ สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปด้วย สำหรับความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 นั้น ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยจำเลยที่ 1 เป็นชู้ และมีชู้ และร่วมประเวณี กับอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกน้องที่ทำงานที่โรงพยาบาลในฐานะภริยา และให้เป็นกรรมการในบริษัทที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้น รวมทั้งยกย่องจำเลยที่ 2 ออกสังคมอย่างเปิดเผย โดยจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังเป็นชู้มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 โดยตั้งใจทำผิดต่อกฎหมายและศีลธรรมกับโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2 เข้ามาพักอาศัยหลับนอนกันที่อาคารโรงพยาบาล เมื่อศาลฟังว่าจำเลยที่ 1 ไปสู่ขอจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 อยู่กินหลับนอนฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 แสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 เท่ากับจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวแล้วด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะสิ้นสุดลงด้วยความตายของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาถึงความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 ได้ และแม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะมิได้อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 มีส่วนถึงขนาดที่ทำให้โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 จึงสมควรกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โดยให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้บังคับจำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสแก่โจทก์ 3,000,000,000 บาท หากไม่สามารถตกลงกันได้หรือแบ่งกันไม่ได้ให้นำสินสมรสดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กันยายน 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 แบ่งทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ได้แก่ ตามคำฟ้องข้อ 3.1 ห้องชุดเลขที่ 77/19 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 41.70 ตารางเมตร ตามคำฟ้องข้อ 3.4 ห้องชุดเลขที่ 63/14 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 25 ตารางเมตร ตามคำฟ้องข้อ 3.14 ที่ดินโฉนดเลขที่ 18952 จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 3 งาน 18 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.16 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4042 จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 24 ไร่ 39 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.18 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8472 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 20 ไร่ 26 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.19 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42829 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.22 ที่ดินโฉนดเลขที่ 5539 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 28 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.23 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 9 ไร่ 86 ตารางวา (ที่ถูก 8 ไร่ 3 งาน 68.7 ตารางวา) ตามคำฟ้องข้อ 3.24 ที่ดินโฉนดเลขที่ 6314 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 14 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.53 ที่ดินโฉนดเลขที่ 37143 จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 35 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.86 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26169 จังหวัดเพชรบุรี ตามคำฟ้องข้อ 3.130 ที่ดินโฉนดเลขที่ 15415 จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 2 งาน 4 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.131 ที่ดินโฉนดเลขที่ 15412 จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 งาน 4 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.133 ที่ดินโฉนดเลขที่ 5187 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.136 ที่ดินโฉนดเลขที่ 3896 จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 60 ไร่ ตามคำฟ้องข้อ 3.138 ที่ดินโฉนดเลขที่ 16551 จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 79 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.141 ที่ดินโฉนดเลขที่ 71480 จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 42.5/7 ตารางวา และตามคำฟ้องข้อ 3.143 ห้องชุดเลขที่ 441/15 จังหวัดชลบุรี หากไม่สามารถแบ่งกันได้ ให้นำทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินในส่วนของห้องชุดและที่ดินอันเป็นสินสมรสที่จำเลยที่ 1 ได้ขายไปแล้วแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ตามคำฟ้องข้อ 3.5 ห้องชุดเลขที่ 301 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 1,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.6 ห้องชุดเลขที่ 302 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 1,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.17 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42828 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 3,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.18 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8472 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 80,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.19 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42829 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 6,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.20 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42830 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 18,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.21 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42831 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 18,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.25 ที่ดินโฉนดเลขที่ 33654 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 1,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.26 ที่ดินโฉนดเลขที่ 7136 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 100,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.27 ที่ดินโฉนดเลขที่ 7135 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 100,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.54 ที่ดินโฉนดเลขที่ 48923 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 4,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.55 ที่ดินโฉนดเลขที่ 9443 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 25,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.129 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8855 จังหวัดเพชรบุรี เป็นเงิน 250,000 บาท รวมเป็นเงิน 359,250,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 64,870,208.83 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 424,120,208.83 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ในการจดทะเบียนหย่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสตามส่วนที่จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง คือ ตามคำฟ้องข้อ 3.8 และข้อ 3.9 ห้องชุดเลขที่ 160/854 และ 160/855 กรุงเทพมหานคร ข้อ 3.10 ห้องชุดเลขที่ 120/43 และ 120/42 กรุงเทพมหานคร ข้อ 3.12 ที่ดินโฉนดเลขที่ 7053 กรุงเทพมหานคร ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ 2,000 ส่วน ใน 4,154 ส่วน ข้อ 3.56 ถึง 3.63 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 366 ถึง 368, 375 ถึง 377, 396 และ 397 (โฉนดที่ดินเลขที่ 55668, 55667, 56465, 64403, 56511, 64402, 64401 และ 62171) จังหวัดเชียงใหม่ ข้อ 3.64 ถึง 3.69 และ 3.76 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 398 ถึง 403 และ 439 จังหวัดเชียงใหม่ ข้อ 3.70 ถึง 3.75, 3.77 ถึง 3.80, 3.81, 3.82, 3.84 และ 3.85 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 433 ถึง 438, 441 ถึง 444, 496, 755, 734 และ 334 (โฉนดที่ดินเลขที่ 55675, 55674, 5569, 56512, 62173, 62172, 64404, 64405, 62714, 64406, 55677, 56491, 56510 และ 55691) จังหวัดเชียงใหม่ ข้อ 3.137 และ 3.139 ที่ดินโฉนดเลขที่ 1392 และ 16235 จังหวัดเพชรบุรี ข้อ 3.142 ห้องชุดเลขที่ 63/399 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ข้อ 3.144 และ 3.145 ห้องชุดเลขที่ 270/102 และ 272/84 กรุงเทพมหานคร ข้อ 3.164 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26170 จังหวัดเพชรบุรี ข้อ 3.165 ถึง 3.170 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26585, 26584, 22962, 29098, 29321 และ 21891 จังหวัดเพชรบุรี โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกันเองก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถประมูลขายระหว่างกันเองได้ ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากตามคำฟ้องข้อ 3.175 แก่โจทก์ 46,418,524.94 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่ได้จากการขายสินสมรสให้แก่โจทก์ 177,019,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ใช้แทนเฉพาะส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 1 และชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ทำให้การสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 กรณีไม่มีเหตุจะวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องของโจทก์กับจำเลยทั้งสองต่อไป ขอให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ ศาลฎีกามีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลฎีกา ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 และวันที่ 2 ตุลาคม 2563 ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ และให้ดำเนินการให้โจทก์ส่งมรณบัตรจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารราชการเพื่อประกอบการพิจารณา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามท้องสำนวนว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก จนกระทั่งเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2560 จำเลยที่ 2 ขอถอนทนายความคนเดิมและตั้งแต่งนายชัยยันต์ เป็นทนายความคนใหม่ให้มีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา แม้นายชัยยันต์ซึ่งเป็นทนายความจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาไปจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 และทนายจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ในวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาตามที่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาก็ตาม ก็ไม่ทำให้อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ทั้งกระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายนั้นเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความร่วมที่มิได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วย อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 คำสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้นเป็นการไม่ชอบ และมีผลให้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และมาตรา 246, 247 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยยกฟ้องโจทก์ ส่วนโจทก์ฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้แบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสแก่โจทก์เพิ่มเติม คดีมีประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) หรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) จึงยังไม่ถึงที่สุด และตามทางไต่สวนการตายของจำเลยที่ 1 ได้ความตามคำเบิกความของโจทก์และพันตำรวจตรีณัฐพงศ์ สถาบันนิติเวชโรงพยาบาล ต. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการผ่าศพจำเลยที่ 1 ประกอบกับแบบรับรองรายการคนตาย (มรณบัตร) จำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจสืบพยาน น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 แล้วจริง และมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้สิ้นสุดลงด้วยความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 แล้วก่อนการหย่าโดยคำพิพากษาคดีนี้จะมีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันย่อมเป็นอันสิ้นผลไป การพิจารณาฎีกาของจำเลยที่ 1 และฎีกาของโจทก์ในเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรสเมื่อหย่าจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป ให้จำหน่ายคดีตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา ทั้งเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดก ส่วนความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่จะต้องร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์นั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) สิ้นผลไปแล้วเช่นนี้ สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปด้วย ส่วนความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยจำเลยที่ 1 เป็นชู้ และมีชู้ และร่วมประเวณี กับอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกน้องที่ทำงานที่โรงพยาบาลในฐานะภริยา และให้เป็นกรรมการในบริษัทที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้น รวมทั้งยกย่องจำเลยที่ 2 ออกสังคมอย่างเปิดเผย โดยจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังเป็นชู้มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 โดยตั้งใจทำผิดต่อกฎหมายและศีลธรรมกับโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2 เข้ามาพักอาศัยหลับนอนกันที่อาคารโรงพยาบาล เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า จำเลยที่ 1 ไปสู่ขอจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดเชียงราย และจำเลยที่ 1 อยู่กินหลับนอนฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 ที่โรงพยาบาล แสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 เท่ากับจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวแล้วด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะสิ้นสุดลงด้วยความตายของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาถึงความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 ได้ ส่วนปัญหาว่า ค่าทดแทนสมควรกำหนดเพียงใด ข้อนี้ แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะมิได้อาศัยอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2542 ก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 มีส่วนถึงขนาดที่ทำให้โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 เช่นนี้ จึงสมควรกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คำร้องของโจทก์ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 ที่ขอถอนคำร้องลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562 ที่ขอให้ศาลฎีกาจำหน่ายคดีนี้ และคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 24 มีนาคม 2565 และวันที่ 25 มีนาคม 2565 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะอีกต่อไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่มีการปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับใช้ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว และเมื่อคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 ในเรื่องเหตุฟ้องหย่าและการแบ่งสินสมรส ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนนี้ที่แต่ละฝ่ายเสียเกินมาด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยความตาย ให้จำหน่ายคดีตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 จากสารบบความของศาลฎีกา ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กันยายน 2557) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกานับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562, วันที่ 23 พฤศจิกายน 2564, วันที่ 24 และ 25 มีนาคม 2565 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เกินทุนทรัพย์ 1,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (1) ม. 1523 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายปรัชญา กำเนิดฤทธิ์
- นายเผดิม เพ็ชรกูล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อโนชา ชีวิตโสภณ
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4969/2565
#697288
เปิดฉบับเต็ม

การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ให้ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาซึ่งเป็นคู่สมรสอีกฝ่ายได้เฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) คือ กรณีที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือฉันสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ ดังนั้น การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ในกรณีนี้ นอกจากจำเลยที่ 1 จะอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาหรือเป็นชู้หรือร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) แล้วยังต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุดังกล่าวด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ด้วย แต่เมื่อในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงหย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ซึ่งการที่ศาลพิพากษาตามยอมให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันนี้ไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะมีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการหย่าตามมาตรา 1516 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง

แม้การกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานนี้เฉพาะจำเลยที่ 1 แต่เพียงลำพังที่เป็นผู้กู้ โดยที่โจทก์มิได้ผูกพันเป็นผู้กู้ร่วมหรือค้ำประกันในหนี้จำนวนนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน ผู้ให้กู้ด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์นำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนบุตรคนแรก การกู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาใช้เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้ร่วมกันตามมาตรา 1490 (1) ในจำนวนเงิน 1,566,600 บาท และต้องผูกพันชำระหนี้จนกว่าหนี้จะระงับและเจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากโจทก์หรือจำเลยที่ 1 แต่คนใดคนหนึ่งในฐานะลูกหนี้ร่วมให้ชำระหนี้โดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือกตามมาตรา 291 ส่วนกรณีตามมาตรา 1535 เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน ก็เป็นเรื่องการแบ่งความรับผิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้ที่ยังมีสิทธิเรียกร้องให้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมชำระหนี้ได้ แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นสามีภริยากันแล้วก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดแก่ตนได้ เพราะหากให้โจทก์ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ในจำนวนที่เป็นหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้จนสิ้นเชิง โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมก็ยังอาจถูกเจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวอีกได้จนกว่าหนี้จำนวนนี้จะระงับสิ้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองในชั้นมัธยมศึกษาคนละ 10,000 บาท ต่อเดือน และชั้นอุดมศึกษาคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะสำเร็จการศึกษาชั้นอุดมศึกษา ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในสินสมรสตามฟ้องโดยให้ใส่ชื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับโจทก์หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงฝ่ายเดียว ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ให้โจทก์จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 107206 (ที่ถูก 107000) พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 63/31 (ที่ถูก 62/31) ให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง หากจดทะเบียนแบ่งแยกไม่ได้ให้ขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง ให้โจทก์เบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) บัญชีชื่อโจทก์ นำมาแบ่งให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 783,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่นำเงินเข้าฝากจนกว่าจะชำระเสร็จ หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ หากมีเงินฝากในบัญชีไม่ครบจำนวนให้โจทก์ชำระเงิน 783,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสกึ่งหนึ่ง 1,686,615 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 มีข้อความว่า

ข้อ 1. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงหย่าขาดจากกัน โดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนของฝ่ายที่ผิดนัด

ข้อ 2. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเลี้ยงดูบุตร โดยในส่วนของบุตรคนแรกซึ่งศึกษาอยู่ที่เขตการปกครองสกอตแลนด์ อีก 1 ปี มีค่าใช้จ่าย 1,290,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งชำระเงินจำนวนดังกล่าวคนละครึ่งหนึ่ง ดังนี้

2.1 ชำระเป็นค่าเทอมคนละ 500,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562

2.2 ชำระเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 10,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าบุตรคนแรกจะจบการศึกษา โดยจะชำระภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกสิ้นเดือนพฤษภาคม 2562

2.3 ชำระค่าเดินทางของบุตรคนแรกคนละ 25,000 บาท ภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562

การชำระเงินดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 จะโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่บุตรคนแรกชื่อบัญชีนายฉัตรมงคล

ข้อ 3. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเลี้ยงดูบุตรในส่วนของบุตรคนที่สอง ดังนี้

3.1 ชำระค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 8,000 บาท ทุกเดือนจนถึงเดือนมีนาคม 2563 โดยจะชำระภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกสิ้นเดือนพฤษภาคม 2562

3.2 เมื่อบุตรคนที่สองเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีชำระค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 8,000 บาท เริ่มเดือนเมษายน 2563 จนจบชั้นปีที่ 1 หลังจากนั้นหากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระคนละครึ่งหนึ่งตามความเป็นจริงจนกว่าบุตรคนที่สองจะจบปริญญาชั้นสูงสุดที่บุตรคนที่สองจะสามารถเรียนได้

การชำระเงินดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 จะโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่บุตรคนที่สองชื่อบัญชีนางสาวพชรวรรณ

ข้อ 4. หากโจทก์และจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามข้อ 2. และข้อ 3. ยินยอมให้ฝ่ายที่มิได้ผิดนัดบังคับคดีได้ทันที

ข้อ 5. สำหรับที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ซึ่งตั้งอยู่ที่หน่วยที่ 1 เลขสำรวจที่ 270 หมู่ที่ 7 เนื้อที่ประมาณ 37 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 10443 เนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ 27 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 10396 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกันคนละครึ่ง โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกภายใน 2 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 จะออกชำระค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง ทั้งนี้หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ ให้นำที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวออกขายนำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง

ข้อ 6. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงว่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กน 2xxx มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 จะไปจดทะเบียนโอนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนของจำเลยที่ 1 ส่วนรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กม 1xxx มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 1 แถลงขอให้พิพากษาตามยอมและขอสละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมด คงให้เหลือเฉพาะประเด็นเรื่องค่าทดแทนที่โจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสอง 1,000,000 บาท และเรื่องหนี้สินของจำเลยที่ 1 ที่จะให้โจทก์ร่วมรับผิดชอบคนละกึ่งหนึ่งตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อ 3.1 ถึง 3.5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จะพิพากษาตามยอมพร้อมกับคำพิพากษาส่วนอื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 683,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งวันที่ 28 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วน ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนและยกคำขอฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่ให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสกึ่งหนึ่งในหนี้เงินกู้ยืมของสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ทั้งสองศาลให้เป็นพับและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้โดยยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2542 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายฉัตรมงคล อายุ 19 ปีเศษ และนางสาวพชรวรรณ อายุ 17 ปีเศษ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นเกี่ยวการหย่าขาด การอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะประเด็นตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับโจทก์รับผิดชำระหนี้เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ในครั้งที่ 3 จำนวนกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 783,300 บาท ตามฟ้องแย้งหรือไม่

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ให้ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาซึ่งเป็นคู่สมรสอีกฝ่ายได้เฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) คือ กรณีที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือฉันสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ ดังนั้น การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ในกรณีนี้นอกจากจำเลยที่ 1 จะอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาหรือเป็นชู้หรือร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณ อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) แล้ว ยังต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุดังกล่าวด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ด้วย แต่เมื่อในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงหย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ซึ่งการที่ศาลพิพากษาตามยอมให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันนี้ไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะมีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการหย่าตามมาตรา 1516 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ส่วนจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับโจทก์รับผิดชำระหนี้เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ในครั้งที่ 3 จำนวนกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 783,300 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งหรือไม่ โดยข้อเท็จจริงในส่วนนี้รับฟังได้โดยยุติแล้วว่า หนี้จำนวนดังกล่าวเป็นหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมจากสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ในครั้งที่ 3 จำนวนเงิน 2,500,000 บาท แต่มีการหักชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ในครั้งก่อนแล้วคงเหลือเงินจำนวน 1,566,600 บาท โดยหลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วได้โอนเงินที่ได้รับทั้งหมดให้โจทก์เพื่อนำไปซื้อที่ดิน แต่ในระหว่างนั้นบุตรคนแรกของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต้องไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ เขตการปกครองสกอตแลนด์ โจทก์จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนบุตรคนแรก โดยไม่ได้ซื้อที่ดิน ดังนั้น เงินกู้ยืมในจำนวน 1,566,600 บาท ที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากการกู้ยืมเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. จึงเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมนำมาใช้เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นหนี้ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง มาตรา 1535 ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดร่วมกันคนละกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 783,300 บาท นั้น เห็นว่าแม้การกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. นี้เฉพาะจำเลยที่ 1 แต่เพียงลำพังที่เป็นผู้กู้โดยที่โจทก์มิได้ผูกพันเป็นเป็นผู้กู้ร่วมหรือค้ำประกันในหนี้จำนวนนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ผู้ให้กู้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมในจำนวนเงิน 1,566,600 บาท ก็ยังผูกพันมีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. เจ้าหนี้ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมยังคงต้องผูกพันชำระหนี้จำนวนนี้อยู่จนกว่าหนี้จะระงับ และเจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากโจทก์หรือจำเลยที่ 1 แต่คนใดคนหนึ่งในฐานะลูกหนี้ร่วมให้ชำระหนี้โดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก ซึ่งโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องผูกพันอยู่จนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงตามมาตรา 291 ส่วนกรณีตามมาตรา 1535 เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน ก็เป็นเรื่องการแบ่งความรับผิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งจะไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้ที่ยังมีสิทธิเรียกให้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมให้ชำระหนี้ได้ แม้โจทก์กับจำเลย 1 จะไม่ได้เป็นสามีภริยากันแล้วก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. เจ้าหนี้ยังไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดให้แก่ตนได้ เพราะหากให้โจทก์ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ในจำนวนที่เป็นหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้จนสิ้นเชิง โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมก็ยังอาจถูกเจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวอีกได้จนกว่าหนี้จำนวนนี้จะระงับสิ้นไป เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันรับผิดในจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. จำเลยที่ 1 จึงยังไม่อาจเรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำขอฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่ 1 ที่จะฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ร่วมที่โจทก์จะต้องร่วมรับผิดจำนวน 783,300 บาท หลังจากที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้จำนวนนี้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ครบถ้วน หรือหนี้ระงับแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 1516 (1) ม. 1523 วรรคหนึ่ง ม. 1535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระยอง — นายภัทรพล เอกทันต์
- นางพนารัตน์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
อโนชา ชีวิตโสภณ
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4912/2565
#685876
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีน 1,140 เม็ด ที่จำเลยทั้งสองแบ่งมาไว้ที่ห้องเช่าเพื่อเสพและจำหน่ายนั้น เป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยทั้งสองซุกซ่อนไว้ที่คอกวัวของ ค. โดยจำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน เป็นเพียงแต่จำเลยทั้งสองแยกเอาเมทแอมเฟตามีนบางส่วนมาไว้ที่ห้องเช่า ส่วนที่เหลือจำเลยทั้งสองซุกซ่อนไว้มิได้นำติดตัวไปเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 1,140 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.738/2562 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อ AIS 1 เครื่อง ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิตเมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คำให้การในชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อ AIS 1 เครื่อง ของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.738/2562 ของศาลชั้นต้น นั้น เนื่องจากศาลตัดสินประหารชีวิตจำเลยที่ 1 จึงไม่นับโทษต่อให้ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.738/2562 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.216/2563 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนยึดของกลางในคดีนี้ได้ ในวันเดียวกันนั้นได้มีการตรวจยึดเมทแอมเฟตามีน 1,140 เม็ด ได้ที่ห้องเช่าของจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยที่ 2 จึงนำเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมจำเลยที่ 1 ไปตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางที่คอกวัวของนายเคนในเวลาต่อเนื่องกัน โดยนายเคนได้ให้การในชั้นจับกุมว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยทั้งสองนำมาซุกซ่อนในที่เกิดเหตุและฝากให้นายเคนดูแล โดยให้ค่าจ้าง ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นจับกุมว่า จำเลยทั้งสองและนายวิษณุร่วมกันไปรับ เมทแอมเฟตามีนจากบริเวณข้างถนนสายนครนายก แล้วนำมาไว้ในบริเวณที่เกิดเหตุและให้นายเคนดูแล จำเลยทั้งสองแบ่งเมทแอมเฟตามีนส่วนหนึ่งจำนวน 1,140 เม็ด มาไว้ที่ห้องเช่าเพื่อเสพและจำหน่าย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เมทแอมเฟตามีนที่พบที่ห้องเช่าของจำเลยทั้งสองเป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยทั้งสองซุกซ่อนไว้ที่คอกวัวของนายเคน โดยจำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกันเป็นแต่เพียงจำเลยทั้งสองแยกเอาเมทแอมเฟตามีนบางส่วนมาไว้ที่ห้องเช่า ส่วนที่เหลือจำเลยทั้งสองซุกซ่อนไว้มิได้นำติดตัวไปเท่านั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน เมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 1,140 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.216/2563 ของศาลชั้นต้นแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายสราวุธ บุญญกูล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุณิสา สมประสงค์
ชื่อองค์คณะ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ณรงค์ ประจุมาศ
วรวุฒิ ทวาทศิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4904/2565
#688903
เปิดฉบับเต็ม

การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านเต็มตามวงเงินสูงสุดตามกรมธรรม์ แต่ยังสงวนสิทธิให้ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนอีก ย่อมมีผลให้ผู้ร้องต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย อันเป็นการขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 877 วรรคท้าย ที่ห้ามมิให้คิดค่าสินไหมทดแทนเกินไปกว่าจำนวนซึ่งเอาประกันไว้ และ ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคสอง ที่ไม่ให้คิดค่าสินไหมทดแทนเกินไปกว่าจำนวนอันผู้รับประกันภัยจะพึงต้องใช้ตามสัญญา ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายอันทำให้ผู้ร้องต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยถือเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

คดีนี้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นหลังจากรับคำร้องของผู้ร้องแล้ว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และขอให้บังคับตามคำชี้ขาดโดยในตอนท้ายคำคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้ผู้ร้องจ่ายค่าขาเทียมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้คัดค้าน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้านอย่างเดียว โดยยังไม่มีคำสั่งคำร้องของผู้คัดค้าน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ อย่างไรก็ตามเมื่อคำชี้ขาดที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนกับคำชี้ขาดที่ผู้คัดค้านขอให้บังคับตามนั้นเป็นคำชี้ขาดฉบับเดียวกันซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างได้นำสืบพยานหลักฐานของฝ่ายตนจนเสร็จสิ้นแล้วไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว และตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านก็มิได้กล่าวอ้างถึงเหตุดังกล่าว คงอุทธรณ์เพียงขอให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องและบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดในส่วนค่าสินไหมทดแทนในการจัดทำขาเทียมเท่านั้น ทั้งประเด็นที่สำคัญที่ได้โต้แย้งกันในคดีนี้ก็มีเพียงว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนที่สงวนสิทธิให้ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีขาเทียมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่เท่านั้น กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวย่อมไม่ทำให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเสียเปรียบในทางคดี การที่จะแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่จึงไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด นอกจากจะทำให้ คู่ความต้องเสียเวลามากขึ้น กรณีจึงไม่สมควรแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.92/2563 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ ชม.129/2563 ที่ชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านเต็มตามวงเงินสูงสุดในกรมธรรม์ในกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุด เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินค่าเสียหายดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่ผู้คัดค้านเสร็จสิ้น และให้สงวนสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาเทียมไว้เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำวินิจฉัย ผู้ร้องไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดดังกล่าว โดยคดีนี้ผู้ร้องเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ซึ่งไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่ผู้คัดค้านโดยสารซ้อนท้ายเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องตัดขาขวา หลังเกิดเหตุผู้คัดค้านเรียกร้องค่าทดแทนจากผู้ร้อง ผู้ร้องพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีทุพพลภาพถาวรเป็นเงิน 300,000 บาท เต็มวงเงินความคุ้มครองให้ผู้คัดค้านแล้ว สำหรับในส่วนค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองเฉพาะภัยซึ่งมีวงเงินความคุ้มครองเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไม่เกิน 500,000 บาท นั้น ผู้ร้องเห็นว่าความเสียหายที่แท้จริงของผู้คัดค้านไม่เกิน 200,000 บาท ผู้คัดค้านปฏิเสธและยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ หลังจากคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามคำชี้ขาดจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้ผู้คัดค้านแล้ว แต่ผู้คัดค้านมาขอเบิกค่าทำขาเทียมจากผู้ร้อง ผู้ร้องปฏิเสธการชดใช้ค่าขาเทียมดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่า ตามคำชี้ขาดวินิจฉัยให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าขาเทียมเป็นเงิน 245,000 บาท อันเป็นค่าเสียหายที่แท้จริงสำหรับอุปกรณ์ขาเทียมให้แก่ผู้คัดค้านแล้ว การที่คำชี้ขาดยังให้สงวนสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาเทียมไว้เป็นเวลา 1 ปี จึงเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนที่ซ้ำซ้อนเกินความเสียหายที่แท้จริงทั้งยังเกินกว่าจำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัยไว้ตามกรมธรรม์ประกันภัย การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นย่อมจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของผู้ร้องและคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และขอให้บังคับตามคำชี้ขาด ให้ผู้ร้องจ่ายค่าจัดทำขาเทียมให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 อันเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ภาค 1 (เชียงใหม่) ในข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ ชม.129/2563 เฉพาะในข้อเกี่ยวกับการให้สงวนสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาเทียมไว้เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำวินิจฉัย ส่วนข้อความอื่นให้คงไว้ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า กรณีต้องอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคสอง จึงคืนสำนวนให้ศาลชั้นต้นเพื่อส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ ในประเภทประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัย มีวงเงินความรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไม่เกิน 500,000 บาท ต่อคน กรณีความเสียหายต่อทรัพย์สินไม่เกิน 1,000,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 อันอยู่ในระยะเวลาความคุ้มครองประกันภัย ผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์คันดังกล่าวเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ซึ่งผู้คัดค้านโดยสารซ้อนท้าย เป็นเหตุให้ผู้คัดค้านได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องตัดขาข้างขวาใต้เข่าจนเป็นบุคคลทุพพลภาพถาวร หลังเกิดเหตุผู้คัดค้านเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ร้อง ผู้ร้องพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีทุพพลภาพถาวรเต็มวงเงินความคุ้มครองเป็นเงิน 300,000 บาท และผู้คัดค้านได้รับเงินส่วนดังกล่าวแล้ว สำหรับในส่วนค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองเฉพาะภัยซึ่งมีวงเงินความคุ้มครองเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไม่เกิน 500,000 บาท นั้น ผู้ร้องเห็นว่าความเสียหายที่แท้จริงของผู้คัดค้านไม่เกิน 200,000 บาท ผู้คัดค้านปฏิเสธ วันที่ 19 มิถุนายน 2563 ผู้คัดค้านยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) ขอให้ชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้คัดค้านตามสัญญาประกันภัยภาคสมัครใจเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำที่ ชม.92/2563 ตามสำเนาคำเสนอข้อพิพาท วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านต่อสู้ในประเด็นเรื่องค่าเสียหายและรับผิดไม่เกินวงเงินตามกรมธรรม์ คือ 500,000 บาท วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าผู้ร้องต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยายาล 613,401 บาท ค่าขาเทียม 245,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบแพทย์ 14,400 บาท ความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 200,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ในปัจจุบันและอนาคต 480,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,552,801 บาท ผู้คัดค้านรับว่าได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับจากผู้ร้องแล้ว 300,000 บาท จึงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องต้องชำระ 1,253,801 บาท แต่ผู้คัดค้านเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพียง 1,000,000 บาท และความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัยกำหนดให้ผู้ร้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เป็นเงิน 500,000 บาท ต่อคน จึงมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านเต็มตามวงเงินสูงสุดในกรมธรรม์ในกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุด เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัยเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินค่าเสียหายดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่ผู้คัดค้านเสร็จสิ้น และให้สงวนสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาเทียมไว้เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำวินิจฉัย ตามสำเนาคำชี้ขาดข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ ชม.129/2563 โดยผู้คัดค้านและผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดดังกล่าวแล้วในวันที่ 31 มีนาคม 2564 และวันที่ 5 เมษายน 2564 ตามลำดับ วันที่ 28 เมษายน 2564 ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำชี้ขาดดังกล่าว รวมเป็นเงิน 564,315.07 บาท แก่ผู้คัดค้าน และผู้คัดค้านได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 ผู้คัดค้านขอให้ผู้ร้องจ่ายค่าทำขาเทียมจำนวน 245,000 บาท ผู้ร้องปฏิเสธอ้างว่าได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงินคุ้มครองสูงสุดให้ผู้คัดค้านแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามคำร้องนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไว้แล้วว่าความรับผิดของผู้ร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบคุ้มครองเฉพาะภัยกำหนดให้ผู้ร้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อบุคคลภายนอกกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เป็นเงิน 500,000 บาท ต่อคน การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้คัดค้านเต็มตามวงเงินสูงสุดตามกรมธรรม์ดังกล่าวเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแล้ว แต่ยังให้สงวนสิทธิให้ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาเทียมอีกเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการใช้ดุลพินิจกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ไว้เป็นเงิน 245,000 บาท ย่อมมีผลให้ผู้ร้องต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยอันเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877 วรรคท้าย ที่ห้ามมิให้คิดค่าสินไหมทดแทนเกินไปกว่าจำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัยไว้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคสอง ที่ไม่ให้คิดค่าสินไหมทดแทนเกินไปกว่าจำนวนอันผู้รับประกันภัยจะพึงต้องใช้ตามสัญญา ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายอันทำให้ผู้ร้องต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยนั้นถือเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อคดีได้ความว่า ภายหลังจากมีคำชี้ขาดผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำชี้ขาด และผู้คัดค้านได้รับเงินส่วนดังกล่าวไปแล้ว กรณีย่อมต้องถือว่าผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้คัดค้านเต็มวงเงินคุ้มครองสูงสุดตามสัญญาประกันภัยแล้ว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้มีการสงวนสิทธิให้ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีขาเทียมเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันมีคำวินิจฉัยนั้นเป็นการวินิจฉัยในทำนองให้ผู้ร้องต้องรับผิดเกินกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยตามสัญญา การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและเพิกถอนคำชี้ขาดในส่วนดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์อ้างว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าวงเงินความรับผิดซึ่งเป็นไปตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 11/2552 ซึ่งออกตามความในมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการมิได้วินิจฉัยหรืออ้างถึงคำสั่งดังกล่าวดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ทั้งคำสั่งดังกล่าวที่ผู้คัดค้านนำสืบนั้น เป็นเพียงการให้ใช้คู่มือตีความกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ฯลฯ ย่อมไม่อาจตีความให้มีผลขัดต่อกฎหมายได้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์มาด้วยในตอนท้าย ขอให้บังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดโดยจ่ายค่าสินไหมทดแทนในการจัดทำขาเทียมให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2564 อันเป็นวันที่ผู้ร้องผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่ผู้คัดค้านนั้น เห็นว่า คดีนี้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น หลังจากรับคำร้องของผู้ร้องแล้ว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและขอให้บังคับตามคำชี้ขาด โดยในตอนท้ายคำคัดค้านผู้คัดค้านขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการให้ผู้ร้องจ่ายค่าขาเทียมจำนวน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเฉพาะคำคัดค้าน โดยไม่ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้คัดค้าน และไม่ได้วินิจฉัยในส่วนคำร้องของผู้คัดค้านไว้ในคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะตรวจดูคำคัดค้านและคำร้องนั้น แล้วมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำคัดค้านอย่างเดียว โดยยังไม่มีคำสั่งคำร้องของผู้คัดค้าน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ อย่างไรก็ตามเมื่อคำชี้ขาดที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนกับคำชี้ขาดที่ผู้คัดค้านขอให้บังคับตามนั้นเป็นคำชี้ขาดฉบับเดียวกัน ซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างได้นำสืบพยานหลักฐานของฝ่ายตนจนเสร็จสิ้นแล้ว โดยไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว และตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านก็มิได้กล่าวอ้างถึงเหตุดังกล่าว คงอุทธรณ์เพียงขอให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ยกคำร้องของผู้ร้อง และบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดในส่วนค่าสินไหมทดแทนในการจัดทำขาเทียมเท่านั้น ทั้งประเด็นสำคัญที่ได้โต้แย้งกันในคดีนี้ก็มีเพียงว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนที่สงวนสิทธิให้ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีขาเทียมเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่เท่านั้น กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวย่อมไม่ทำให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเสียเปรียบในทางคดี การที่จะแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวโดยส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่จึงไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด นอกจากจะทำให้คู่ความต้องเสียเวลามากขึ้น กรณีจึงไม่สมควรแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวของศาลชั้นต้น ส่วนที่ผู้คัดค้านขอให้บังคับผู้ร้องให้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดในส่วนค่าสินไหมทดแทนในการจัดทำขาเทียมนั้น เมื่อได้วินิจฉัยไว้ในตอนต้นแล้วว่าการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนที่ให้มีการสงวนสิทธิให้ผู้คัดค้านมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนขาเทียมเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันมีคำวินิจฉัยนั้นจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีย่อมไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ส่วนในนี้อีกต่อไปเพราะถึงอย่างไรก็ไม่อาจบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนดังกล่าวได้

อนึ่ง คดีนี้ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลในส่วนคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการมาจำนวน 1,125 บาท ในวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่เมื่อศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งคำร้องในส่วนดังกล่าว จึงเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลในส่วนดังกล่าวให้ผู้คัดค้าน นอกจากนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดเฉพาะในข้อเกี่ยวกับการให้สงวนสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีค่าขาเทียมไว้เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้มีคำวินิจฉัย ส่วนข้อความอื่นให้คงไว้ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องและบังคับให้ผู้ร้องปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเรื่องเดียวกันโดยจ่ายค่าสินไหมทดแทนในการจัดทำขาเทียมให้แก่ผู้คัดค้านจำนวน 245,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ทุนทรัพย์ในส่วนที่พิพาทกันตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงเท่ากับ 245,000 บาท ซึ่งค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ตามตาราง 1 (1) (ข) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกรณีขอให้ศาลบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเทศหรือขอเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประเทศให้เรียกเก็บในอัตราร้อยละ 0.5 ของจำนวนที่ร้องขอให้ศาลบังคับ หรือเท่ากับ 1,225 บาท แต่ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มา 4,900 บาท สูงกว่าค่าขึ้นศาลที่ผู้คัดค้านต้องชำระ จึงสมควรมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่ผู้คัดค้าน

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 3,675 บาท แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 877 วรรควรรคท้าย ม. 887 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 40 วรรคสอง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ท.
ผู้คัดค้าน — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวจารุณี จีระออน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4903/2565
#685759
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 353 และมาตรา 354 ซึ่งมาตรา 356 ได้บัญญัติว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งการถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 126 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องทุกข์ที่จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ แต่การถอนคำร้องทุกข์อันจะเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) นั้นต้องเป็นการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเมื่อสิทธิถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกถือเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน การที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภูมีคำสั่งตั้ง น. เป็นผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้งสาม และให้ตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นผู้กำกับการปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสาม แต่ น. กลับเข้าทำบันทึกข้อตกลงซึ่งมีข้อความว่า ผู้ปกครองผู้เสียหายทั้งสามถอนคำร้องทุกข์คดีนี้ อันเป็นการทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นผู้เยาว์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภูจึงเป็นการไม่ชอบ การแสดงเจตนาตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาถอนคำร้องทุกข์โดยถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้การที่ น. ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวอันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภู จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1574 (12) ถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 353, 354 กับให้จําเลยคืนเงิน 367,485.39 บาท และรถยนต์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ประกอบมาตรา 353 การกระทําของจําเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จําคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจําคุก 8 ปี จําเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจําคุก 4 ปี กับให้จําเลยคืนเงิน 367,485.39 บาท และรถยนต์ที่ยังไม่ได้คืนหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 450,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวม 2 กระทง คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ระงับไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยกับผู้ปกครองผู้เสียหายทั้งสามตกลงกันตามสำเนาบันทึกข้อตกลง ซึ่งมีข้อความว่า ผู้ปกครองผู้เสียหายทั้งสามถอนคำร้องทุกข์คดีนี้ ในข้อนี้ได้ความตามสำนวนว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภูมีคำสั่งตั้งนายอำพล เป็นผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้งสาม และให้ตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นผู้กำกับการปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสาม แต่นายอำพลถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภูมีคำสั่งตั้งนางน้อย เป็นผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้งสามและให้ตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นผู้กำกับการปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสาม จากนั้นนางน้อยและจำเลยทำบันทึกข้อตกลงขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์ จำเลย นางน้อย และนายธีระชัย พนักงานคุมประพฤติชำนาญการรักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภูได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 28 กันยายน 2565 ว่า นางน้อยทำบันทึกข้อตกลงขอถอนคำร้องทุกข์กับจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภูและไม่ได้รับความยินยอมจากผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภู เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 และมาตรา 354 ซึ่งมาตรา 356 ได้บัญญัติว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งการถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ร้องทุกข์ที่จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ แต่การถอนคำร้องทุกข์อันจะเป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) นั้นต้องเป็นการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเมื่อสิทธิถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานยักยอกถือเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน การที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภูมีคำสั่งตั้งนางน้อยเป็นผู้ปกครองของผู้เสียหายทั้งสาม และให้ตั้งผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นผู้กำกับการปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสาม แต่นางน้อยกลับเข้าทำบันทึกข้อตกลงซึ่งมีข้อความว่า ผู้ปกครองผู้เสียหายทั้งสามถอนคำร้องทุกข์คดีนี้ อันเป็นการทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นผู้เยาว์ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดหนองบัวลำภูจึงเป็นการไม่ชอบ การแสดงเจตนาตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาถอนคำร้องทุกข์โดยถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้การที่นางน้อยทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวอันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองบัวลำภู จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) ถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 353 ม. 354 ม. 356
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 126 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 1574 (12)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นายนพรัตน์ อภิวิมลลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรชาญ พูลสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
กมล คำเพ็ญ
ทรงพล สงวนพงศ์
จรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4898/2565
#693464
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 295 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่าไม่ได้สมัครใจวิวาทกับจำเลย จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และพิพากษาแก้โทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกา ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ขอให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ส่วนความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 336 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาขอให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ฐานวิ่งราวทรัพย์ได้

ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจกับความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เป็นความผิดคนละกรรมกัน แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าโจทก์ร่วมสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย ก็มีผลทำให้โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจเท่านั้น แต่การกระทำดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เมื่อโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานนี้ โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 336 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาชิ้นส่วนของสร้อยคอทองคำ 56,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา นางสาวกิตสินีย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อครั้ง และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 26,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ข้อหาอื่นให้ยก และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น รวมจำคุก 1 ปี 1 เดือน ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกกับไม่คุมความประพฤติของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 116,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฏีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมและจำเลยต่างขับรถไปรับบุตรซึ่งเลิกเรียนที่โรงเรียน น. หลังจากรับบุตรแล้ว ขณะโจทก์ร่วมขับรถกระบะยี่ห้อ อีซูซุ แบบ 4 ประตู ส่วนจำเลยขับรถยนต์ ยี่ห้อ มิตซูบิชิ รุ่น ปาเจโร เพื่อออกจากลานจอดรถของโรงเรียนได้เกิดเหตุเฉี่ยวชนกันขึ้น จากนั้นจำเลยลงจากรถเข้าไปทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมด้วยการตบและข่วนที่ใบหน้าและหน้าอก เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายมีบาดแผลถลอกเป็นรอยแดงยาว ระหว่างถูกจำเลยทำร้าย สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท พร้อมเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ เลี่ยมทองคำที่โจทก์ร่วมสวมอยู่ที่คอขาดและกรอบเหรียญเลี่ยมทองคำแตกหักตกอยู่ที่พื้นบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งต่อมานายวิทูร ครูของโรงเรียนดังกล่าวนำไปมอบพนักงานสอบสวน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า จำเลยกระชากโจทก์ร่วมลงจากรถแล้วทำร้ายร่างกาย โดยโจทก์ร่วมเพียงแต่ใช้มือปัดป้อง ไม่ได้สมัครใจร่วมทะเลาะวิวาทกับจำเลย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย เท่ากับเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่าโจทก์ร่วมสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย โดยโจทก์ร่วมประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าเป็นไปดังที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเช่นนี้เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว กรณีต้องถือว่าปัญหาข้อนี้ได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าโจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในส่วนนี้ แล้วพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และพิพากษาแก้โทษในความผิดฐานดังกล่าวเป็นจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกา ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ขอให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกในความผิดฐานดังกล่าว ส่วนความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาขอให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ได้ พิจารณาฎีกาส่วนนี้ของจำเลยแล้ว เห็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจกับความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามฟ้องโจทก์เป็นความผิดคนละกรรมกัน แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าโจทก์ร่วมสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย ก็มีผลเพียงทำให้โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจเท่านั้น แต่การกระทำดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เมื่อโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานนี้ โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ชิ้นส่วนสร้อยคอทองคำตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า ขณะถูกจำเลยทำร้ายตบตี โจทก์ร่วมรู้สึกแสบที่บริเวณลำคอจึงจับที่คอพบว่าสร้อยคอทองคำพร้อมเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ เลี่ยมทองคำหายไป โจทก์ร่วมมองบริเวณพื้นและที่จำเลย เห็นสร้อยคอทองคำพร้อมเหรียญดังกล่าวอยู่ที่มือข้างซ้ายของจำเลยซึ่งแนบไว้ที่ลำตัว โจทก์ร่วมขอคืนจากจำเลย แต่จำเลยพูดว่า กูไม่ให้ ถ้าจะเอาคืนเดี๋ยวกูตบ โจทก์ร่วมจึงกลับขึ้นรถไป และมีเด็กหญิงนาตาชา บุตรสาวของโจทก์ร่วมซึ่งนั่งอยู่ในรถของโจทก์ร่วมด้านหน้าคู่คนขับเบิกความว่า เห็นจำเลยกำสร้อยคอของโจทก์ร่วมที่มือข้างซ้าย ได้ยินโจทก์ร่วมบอกจำเลยให้เอาสร้อยคอทองคำคืนมา แต่จำเลยไม่ให้ และบอกว่าถ้าจะเอาก็จะตบ โจทก์ร่วมจึงรีบวิ่งหนีขึ้นมาบนรถ แต่ความข้อนี้นายพชรภค ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ในรถของโจทก์ร่วมด้วยกลับเบิกความว่า หลังจากมีคนมาแยกโจทก์ร่วมและจำเลยมิให้ทะเลาะวิวาทกัน โจทก์ร่วมกลับขึ้นมานั่งบนรถ เห็นบริเวณลำคอของโจทก์ร่วมมีบาดแผล ขณะนั้นโจทก์ร่วมยังไม่ทราบว่าสร้อยคอทองคำขาด จนในระหว่างทางที่พูดคุยกัน โจทก์ร่วมรู้สึกตัวว่าสร้อยคอทองคำหายไป พยานจึงบอกโจทก์ร่วมว่าเห็นจำเลยกำสร้อยคอทองคำมีส่วนของสร้อยโผล่มาเล็กน้อย ซึ่งแตกต่างกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมและเด็กหญิงนาตาชาในข้อสาระสำคัญ ทำให้มีข้อสงสัยว่าประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากได้เห็นสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมอยู่ในมือของจำเลยจริงหรือไม่ นอกจากนี้ระหว่างที่โจทก์ร่วมทะเลาะตบตีกับจำเลย มีนายสุวัฒน์ คนขับรถรับส่งเด็กนักเรียน และนายวิทูร ครูโรงเรียน น. เข้ามาห้ามให้แยกจากกัน โดยคู่ความแถลงยอมรับข้อเท็จจริงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 ว่านายสุวัฒน์และนายวิทูรได้ให้การในชั้นสอบสวน จากคำให้การดังกล่าวไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้พูดขอคืนสร้อยคอทองคำจากจำเลยแต่อย่างใด คงได้ความเพียงว่าหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมรีบขึ้นรถขับออกไปจากโรงเรียนทันที ส่วนจำเลยขับรถไปจอดพูดคุยกับนายสุวัฒน์อยู่ใกล้ทางออกของโรงเรียน นายวิทูรสังเกตเห็นชิ้นส่วนสร้อยคอทองคำกับเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งกรอบทองคำแตกหักตกอยู่บนพื้นบริเวณที่เกิดเหตุจึงนำไปสอบถามจำเลย แต่จำเลยบอกว่าไม่ใช่ของตนและไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใด นายวิทูรจึงนำไปมอบให้พนักงานสอบสวน สนับสนุนให้เชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมมิได้รู้ตัวว่าสร้อยคอทองคำของตนขาดหลุดในขณะที่ทะเลาะวิวาทกับจำเลยและไม่ได้พูดขอคืนจากจำเลย เนื่องจากได้ความจากโจทก์ร่วมว่าสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท มีราคาประมาณ 70,800 บาท ส่วนเหรียญกรมหลวงชุมพรฯ เลี่ยมทองคำมีราคาประมาณ 18,000 บาท นับเป็นทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง หากโจทก์ร่วมทราบว่าสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมขาดและเห็นอยู่ในมือของจำเลยจริง โจทก์ร่วมย่อมต้องรีบทวงถามเอาคืนจากจำเลยทันทีก่อนที่จะกลับไปขึ้นรถ เพราะในขณะนั้นทั้งนายสุวัฒน์และนายวิทูรก็ยังอยู่ในที่เกิดเหตุ ยากที่จำเลยจะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมหรือทำร้ายโจทก์ร่วมได้อีก ข้อนี้ยังจะเห็นได้จากในวันเดียวกันนั้นหลังจากเกิดเหตุโจทก์ร่วมไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยโดยกล่าวถึงพฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยเพียงว่า จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมและกระชากสร้อยคอทองคำที่อยู่ที่คอขาดและสูญหายไป หาได้ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้เอาสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมที่ขาดหลุดไปไม่ ใช่แต่เท่านั้น โจทก์ร่วมยังเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมไว้อีกตอนหนึ่งว่า ในวันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุ เมื่อโจทก์ร่วมไปรับบุตรสาวที่โรงเรียน โจทก์ร่วมไปสอบถามครูที่ประจำอยู่บริเวณที่เกิดเหตุว่ามีผู้ใดพบเห็นสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมที่ขาดตกอยู่ที่พื้นบ้างหรือไม่ ยิ่งเป็นข้อบ่งชี้ชัดว่าโจทก์ร่วมไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นคนเอาสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมไป ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอดว่าจำเลยมิได้เป็นผู้เอาไป พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นผู้เอาชิ้นส่วนสร้อยคอทองคำของโจทก์ร่วมไปหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาชิ้นส่วนสร้อยคอทองคำที่สูญหายไปเป็นเงิน 56,000 บาท นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ นั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่โจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากคดีส่วนอาญาไม่ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 คดีนี้ คดีส่วนอาญาสำหรับความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ไม่อาจขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์คดีส่วนแพ่งจึงต้องพิจารณาจากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ปรากฏว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนของค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจมีจำนวนเกิน 50,000 บาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงมีอำนาจรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในคดีส่วนแพ่ง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจเป็นเงินรวม 60,000 บาท และคดีส่วนอาญาในความผิดฐานนี้ไม่อาจขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ สิทธิในการฎีกาคดีส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 ที่บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" มาตรา 247 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสองที่บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกาให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น..." แต่จำเลยยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีส่วนแพ่งเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในส่วนนี้ของจำเลยมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีส่วนอาญาในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 60,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนด ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เฉพาะส่วนที่ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ กับส่วนที่พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และที่ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาชิ้นส่วนสร้อยคอทองคำ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295 ม. 336 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
โจทก์ร่วม — นางสาว ก.
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นางสาวอรนภา เรืองกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสาววรรณดี วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา