คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4561/2565
#687518
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุ ...หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ แม้ดอกเบี้ยของราคาใช้แทนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจักรยานยนต์ และค่าหนังสือบอกกล่าวทวงถามตลอดจนค่าติดตามเอารถคืน มิใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดที่ให้พนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 แต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยที่เบียดบังเอารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต จึงชอบที่โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ การที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 26,016 บาท นั้น เป็นกรณีที่หากจำเลยไม่ส่งมอบรถจักรยานยนต์ดังกล่าวคืนให้โจทก์ร่วม จำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงิน 26,016 บาท ได้ตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 225 เมื่อไม่ปรากฏว่าเวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาอันหมายถึงเวลาที่ไม่สามารถส่งมอบรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อเกิดขึ้นเมื่อใด โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นวันที่ศาลกำหนดราคาใช้แทนให้ ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมมีคำขอและฎีกาขอเรียกดอกเบี้ยของราคาใช้แทนนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้อง อันเป็นช่วงเวลาก่อนวันที่ศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจกำหนดให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 26,016 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 26,016 บาท นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดถึงวันที่ โจทก์ฟ้องเป็นเงิน 933 บาท ค่าขาดประโยชน์ 5,000 บาท และค่าหนังสือบอกกล่าวทวงถามและค่าติดตามรถจักรยานยนต์ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 8,933 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ให้การให้ในคดีส่วนแพ่ง แต่ระหว่างพิจารณาจำเลยชำระเงินค่าเสียหาย 26,016 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี ปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษ จำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 ยกคำขอให้คืนรถจักรยานยนต์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 26,016 บาท แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้ว คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์เฉพาะคดีส่วนแพ่ง โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง (ที่ถูก รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้)

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกาเฉพาะคดีส่วนแพ่ง โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2561 จำเลยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าไปจากโจทก์ร่วมในราคา 64,500 บาท (ราคาเงินสด 45,500 บาท) ชำระเงินในวันทำสัญญา 5,000 บาท แล้วผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์อีกเป็นเงิน 14,484 บาท ต่อมาระหว่างวันเวลาดังกล่าวถึงวันที่ 26 มกราคม 2562 เวลากลางวันติดต่อกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยเบียดบังเอารถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต สำหรับความผิดฐานยักยอก ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีส่วนอาญาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ร่วมได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยของราคาใช้แทน 26,016 บาท นับแต่วันที่จำเลยผิดนัด (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561) ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 933 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงินค่าขาดประโยชน์ 5,000 บาท และมีสิทธิเรียกค่าหนังสือบอกกล่าวทวงถามตลอดจนค่าติดตามเอารถคืน เป็นเงิน 3,000 บาท จากจำเลยหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุ ...หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ แม้ดอกเบี้ยของราคาใช้แทน ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจักรยานยนต์ และค่าหนังสือบอกกล่าวทวงถามตลอดจนค่าติดตามเอารถคืน มิใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดที่ให้พนักงานอัยการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 แต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยที่เบียดบังเอารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไปเป็นของจำเลยโดยทุจริต จึงชอบที่โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ การที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ ที่เช่าซื้อหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 26,016 บาท นั้น เป็นกรณีที่หากจำเลยไม่ส่งมอบ รถจักรยานยนต์ดังกล่าวคืนให้โจทก์ร่วม จำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเพื่อราคาวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัด โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงิน 26,016 บาท ได้ตั้งแต่เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 225 แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า เวลาอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาอันหมายถึงเวลาที่ไม่สามารถส่งมอบรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อเกิดขึ้นเมื่อใด โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยราคาใช้แทนนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาอันเป็นวันที่ศาลกำหนดราคาใช้แทนให้ ดังนั้น การที่โจทก์ร่วมมีคำขอและฎีกาขอเรียกดอกเบี้ยของราคาใช้แทนนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้อง อันเป็นช่วงเวลาก่อนวันที่ศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจกำหนดให้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ร่วมอาจนำรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อออกให้เช่าได้ค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 เดือน คิดเป็นเงิน 5,000 บาท และค่าหนังสือบอกกล่าวทวงถามตลอดจนค่าติดตามเอาคืน 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 8,000 บาท นั้น เป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การที่จำเลยไม่นำรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมคงมีเพียงนายเอกวัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม เป็นพยานเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายตามจำนวนดังกล่าว จึงเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ให้ตามควรแก่พฤติการณ์รวมเป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปีและกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมาย อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 30 พฤษภาคม 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมใน คดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — บริษัท อ.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นางสาวดาวน้อย รักนอบน้อม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเกียรติศักดิ์ ชัยวงษ์
ชื่อองค์คณะ
รัชนี สุขใจ
นันทวัน เจริญชาศรี
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4536/2565
#687906
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานกระทำอนาจาร พยายามกระทำชำเรา และกระทำชำเรา ผู้เสียหายเท่านั้นเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดดังกล่าว มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายได้ และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหาย แต่ขณะเกิดเหตุผู้คัดค้านและจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 1 คน จึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลย แม้ภายหลังจะจดทะเบียนหย่ากัน แต่ยังคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน อีกทั้งโจทก์คัดค้านคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้คัดค้าน เพราะมีพฤติการณ์กระทำการเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ อาจทำให้คดีของโจทก์เสียหาย เชื่อได้ว่าผู้คัดค้านมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้แทนเฉพาะคดีเพราะเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้เสียหาย จึงทำให้ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจาร พยายามกระทำชำเรา และกระทำชำเราเด็กหญิง ช. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็กอายุ 9 ปีเศษ โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม ก่อนวันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การจำเลยและตรวจพยานหลักฐาน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รับคำร้อง สำเนาให้จำเลย รอสอบคำให้การส่วนแพ่งจำเลยในวันนัด ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบิดาจึงมีฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหาย ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รอสั่งวันนัด ครั้นถึงวันนัดผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหาย เนื่องจากผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาและผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เสียหาย มีพฤติการณ์ประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้เสียหาย หากศาลอนุญาตให้ผู้คัดค้านเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายแล้ว ผู้ร้องเกรงว่าจะเป็นผลร้ายแก่ผู้เสียหาย ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 6 ในวันเดียวกันผู้คัดค้านแถลงคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีอำนาจปกครองผู้เสียหายแต่เพียงผู้เดียว และยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดี มีอำนาจดำเนินคดีแทนผู้เสียหาย ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้คัดค้าน และอนุญาตให้ผู้เสียหายโดยผู้ร้องในฐานะผู้แทนเฉพาะคดีเข้าร่วมเป็นโจทก์

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เด็กหญิง ช. ผู้เสียหาย เกิดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องและผู้คัดค้าน ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2558 ผู้ร้องและผู้คัดค้านจดทะเบียนหย่า โดยมีข้อตกลงให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงอยู่ในความดูแลของผู้คัดค้าน ต่อมาผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับจำเลย มีบุตรด้วยกัน 1 คน และหลังโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 ผู้คัดค้านจดทะเบียนหย่ากับจำเลย ในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ดังที่ผู้คัดค้านฎีกาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจาร พยายามกระทำชำเรา และกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายเท่านั้นเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้คัดค้านในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านต่อไปว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องในฐานะผู้แทนเฉพาะคดีเข้าร่วมเป็นโจทก์แทนผู้เสียหาย และให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์แทนผู้เสียหายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์นั้น แม้ผู้แทนโดยชอบธรรมจะมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายดังกล่าวมาข้างต้น แต่หากปรากฏว่าผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย ญาติของผู้นั้น หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องอาจร้องต่อศาลขอให้ตั้งเขาเป็นผู้แทนเฉพาะคดีก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ซึ่งการที่ศาลจะตั้งผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้แทนเฉพาะคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวก็โดยคำนึงถึงประโยชน์เฉพาะตัวของผู้เสียหายเท่านั้น และหากศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลใดเป็นผู้แทนเฉพาะคดีแล้ว ผู้แทนโดยชอบธรรมก็ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) อีกต่อไป ดังนั้น การวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านดังกล่าว จึงต้องพิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนเฉพาะคดีหรือไม่ ในข้อนี้ผู้คัดค้านฎีกาอ้างว่า ผู้คัดค้านไม่มีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย การที่ผู้คัดค้านมีหนังสือถึงพนักงานอัยการขอให้สอบผู้เสียหายเพิ่มเติม เนื่องจากผู้เสียหายบอกต่อผู้คัดค้านว่าจำเลยไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย กับนำจดหมายที่ผู้เสียหายเป็นผู้เขียนว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดส่งมอบแก่พนักงานอัยการ และทำหนังสือพร้อมส่งมอบคลิปวิดีโอแก่พนักงานอัยการ เพราะต้องการพิสูจน์ว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายหรือไม่ อันเป็นการกระทำเพื่อรักษาเกียรติยศชื่อเสียงของผู้เสียหาย ส่วนการพิสูจน์ความผิดของจำเลยเป็นอีกส่วนที่ต้องว่ากล่าวกันต่อไปนั้น เห็นว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวนอกจากจะไม่สมเหตุผลและขัดแย้งกับพฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าไม่ติดใจให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยตามกฎหมายจนถึงที่สุด เนื่องจากเป็นการแย่งสิทธิการปกครองผู้เสียหายแล้ว ยังเป็นการพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของความเห็นแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ระบุว่าผู้เสียหายอาจจะผ่านการร่วมประเวณี อันมีผลเป็นการช่วยเหลือจำเลยในการต่อสู้คดีด้วย ครั้นเมื่อนำไปพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางไต่สวนว่า ขณะเกิดเหตุผู้คัดค้านและจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 1 คน และจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของทุกคนในครอบครัวรวมถึงค่าใช้จ่ายของผู้เสียหาย อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลยและความจำเป็นที่ผู้คัดค้านต้องพึ่งพาอาศัยจำเลยในการดำรงชีพแล้ว ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ผู้คัดค้านจะช่วยเหลือจำเลยในการต่อสู้คดี ทั้งนี้ แม้ผู้คัดค้านจะเบิกความปฏิเสธว่า ผู้คัดค้านกับจำเลยจดทะเบียนหย่ากันแล้ว เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 แต่การกระทำดังกล่าวก็ไม่อาจยืนยันความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลยได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภายหลังจดทะเบียนหย่าไม่ถึงหนึ่งเดือนผู้คัดค้านได้ส่งหนังสือขอรับความเป็นธรรมฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2563 ถึงพนักงานอัยการ เพื่อขอให้ดำเนินการสอบคำให้การผู้เสียหายเพิ่มเติม กับให้ขอผลตรวจร่างกายผู้เสียหายจากโรงพยาบาล ซึ่งผู้คัดค้านเป็นผู้พาผู้เสียหายไปตรวจในภายหลัง และขอให้สอบสวนแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหาย หลังจากนั้นผู้คัดค้านยังส่งหนังสือถึงพนักงานอัยการเพื่อยืนยันขอให้สอบผู้เสียหายเพิ่มเติม กับนำจดหมายที่ผู้เสียหายเป็นผู้เขียนว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดส่งมอบแก่พนักงานอัยการ และทำหนังสือพร้อมส่งมอบคลิปวิดีโอแก่พนักงานอัยการ ทำให้น่าเชื่อว่าภายหลังจดทะเบียนหย่าผู้คัดค้านและจำเลยยังคงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มิฉะนั้นผู้คัดค้านคงไม่กระทำการที่มีผลเป็นการช่วยเหลือจำเลยในการต่อสู้คดีเช่นนี้ ส่วนที่ผู้คัดค้านเบิกความต่อไปว่า ภายหลังจดทะเบียนหย่าผู้คัดค้านต้องดูแลรับผิดชอบครอบครัวของตนเองนั้น ก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน จึงเป็นคำเบิกความลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้น เมื่อประมวลข้อเท็จจริงที่ได้จากทางไต่สวนและพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่ได้วินิจฉัยมาเข้าด้วยกันแล้ว ประกอบกับโจทก์แถลงคัดค้านคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้คัดค้าน โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากมีพฤติการณ์กระทำการเป็นปฏิปักษ์กับโจทก์ อาจทำให้คดีของโจทก์เสียหายตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ทำให้เชื่อได้ว่าผู้คัดค้านมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหายในคดีนี้จริง กรณีจึงมีความจำเป็นต้องตั้งผู้แทนเฉพาะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 6 การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้แทนเฉพาะคดีถือได้ว่าเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้เสียหาย และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงมีผลทำให้ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2) อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องในฐานะผู้แทนเฉพาะคดีเข้าร่วมเป็นโจทก์แทนผู้เสียหาย และให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์แทนผู้เสียหายมานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของผู้คัดค้านในข้ออื่นเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 3 (2) ม. 5 (1) ม. 6 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นาย น.
ผู้คัดค้าน — นาง ร.
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นางสาวเกศวดี กีรติเรืองรอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเดชวิมล สุมาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
เผด็จ ชมพานิชย์
ธีระพล ศรีอุดมขจร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4533/2565
#689694
เปิดฉบับเต็ม

แม้การร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปหรือชักพาผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อการอนาจาร หรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี รวมทั้งการร่วมกันชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ที่กระทำแก่ผู้เสียหายแต่ละคนในแต่ละครั้งอาจเป็นความผิดหลายกระทงได้ แต่การที่ผู้เสียหายทั้งสองขายบริการทางเพศคนละ 4 ครั้ง เกิดจากเจตนาร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่ที่ร่วมกันกระทำแก่ผู้เสียหายทั้งสองตั้งแต่แรกเพียงเจตนาเดียว การขายบริการทางเพศที่เนื่องมาย่อมไม่เป็นความผิดต่างกรรมไปจากความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวแต่ละฐานอีก จึงไม่อาจลงโทษในการกระทำที่กระทำแก่ผู้เสียหายทั้งสองแยกเป็นคนละ 4 กระทงได้ ปัญหานี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยซึ่งมิได้อุทธรณ์หรือฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ คม.75/2561 ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายพรชัย จำเลย และหมายเลขแดงที่ คม.77/2561 ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาวนางหรือเก๋ หรือ Miss Somvang จำเลย โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ คม.75/2561 ว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ คม.77/2561 ว่า จำเลยที่ 4 แต่คดีหมายเลขแดงที่ คม.75/2561 สำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขแดงที่ คม.77/2561 สำหรับจำเลยที่ 4 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 91, 282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 35, 52 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26, 78 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 335,440 บาท และ 382,740 บาท ตามลำดับ บวกโทษจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษเข้ากับโทษในคดีนี้กับขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย ริบรถจักรยานยนต์และถุงยางอนามัยของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 แก้คำให้การเป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม และข้อหาร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ส่วนข้อหาอื่นคงให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและขอเพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนแล้วหลบหนีไป ศาลชั้นต้นออกหมายจับแล้วแต่ยังจับตัวมาไม่ได้ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยที่ 3 ได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 33 (3)

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสองและวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคหนึ่ง) วรรคสอง และวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสองและวรรคสาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (2) (ที่ถูก 26 (3)), 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และฐานร่วมกันชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 9 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 36 ปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และฐานร่วมกันชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 12 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 48 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 87 ปี เฉพาะจำเลยที่ 1 เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 116 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม และฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ส่วนจำเลยที่ 4 คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 77 ปี 2 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 58 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นำโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6298/2559 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี 6 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ 1 คัน และถุงยางอนามัย 2 ชิ้น ของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 335,440 บาท และให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 382,740 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง พันตำรวจโทนรามินธร์ สืบทราบว่ามีหญิงอายุต่ำกว่าสิบแปดปีหลายคนมีพฤติการณ์ขายบริการทางเพศที่ร้านคาราโอเกะ จึงวางแผนล่อซื้อ โดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท 100 บาท 50 บาท และ 20 บาท จำนวนหลายฉบับ เป็นเงิน 3,000 บาท ไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ แล้วมอบให้ร้อยตำรวจเอกชาติวรรธน์ และดาบตำรวจณัฐวัฒน์ ไปล่อซื้อ ต่อมาดาบตำรวจณัฐวัฒน์เดินทางไปที่ร้านคาราโอเกะดังกล่าวและล่อซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีอายุ 13 ปีเศษ โดยมอบธนบัตรที่เตรียมไว้ให้จำเลยที่ 1 รับไป แล้วพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่โรงแรม ก. สักพักร้อยตำรวจเอกชาติวรรธน์กับพวกเดินทางโดยรถยนต์ไปที่ร้านคาราโอเกะดังกล่าวและล่อซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอายุ 16 ปีเศษ โดยมอบธนบัตรที่เตรียมไว้ให้จำเลยที่ 1 รับไป จากนั้นร้อยตำรวจเอกชาติวรรธน์กับพวกเดินทางไปรอที่โรงแรม ล. จำเลยที่ 1 มอบเงินที่ได้จากการขายบริการทางเพศให้แก่นางสาวโบ สักพักจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ของกลางพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่โรงแรมดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และติดตามตรวจยึดธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อทั้งหมดกลับคืนมาได้ ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจขยายผลและติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ ทั้งนี้ ผู้เสียหายทั้งสองค้าประเวณีที่ร้านที่เกิดเหตุก่อนเจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อบริการมาคนละ 3 ครั้ง แล้ว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 335,440 บาท และแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 382,740 บาท

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่มีเหตุจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 โดยไม่เป็นความจริง ทั้งผู้เสียหายทั้งสองก็เป็นเด็กซึ่งอยู่ในวัยที่ไม่มีจริตเสแสร้งแกล้งแต่งเรื่องขึ้นเอง และยังเบิกความสอดรับกันในสาระสำคัญเป็นลำดับตั้งแต่ถูกชักชวนให้มาขายบริการทางเพศที่ประเทศไทยจนกระทั่งเจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อและจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้ เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองเบิกความตามความจริง แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมในการชักชวนผู้เสียหายทั้งสองมาทำงานขายบริการทางเพศ และขณะเจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ที่ร้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 เดินทางไปรับตัวผู้เสียหายทั้งสองที่จังหวัดนครราชสีมาด้วยตนเอง และยังให้ผู้เสียหายทั้งสองนอนค้างคืนที่บ้านของจำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 1 สลับกันขับรถกระบะพาผู้เสียหายทั้งสองมาที่ร้านที่เกิดเหตุ ก่อนผู้เสียหายทั้งสองขายบริการทางเพศจำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้หนึ่งที่บอกผู้เสียหายทั้งสองว่ามีหน้าที่แต่งตัวมานั่งที่หน้าร้าน และจะให้ส่วนแบ่งจากการขายบริการทางเพศแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละครึ่ง ซึ่งเป็นการบอกขั้นตอนของการขายบริการทางเพศแก่ผู้เสียหายทั้งสอง ชั้นสอบสวนร้อยตำรวจเอกณัฏฐพร พนักงานสอบสวนได้สอบสวนขยายผลโดยได้สัญญาเช่าบ้าน ซึ่งเป็นร้านที่เกิดเหตุมาเป็นหลักฐาน ปรากฏว่าสัญญาเช่ามีจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่า และจำเลยที่ 2 เป็นพยาน ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นผู้เช่าร้านที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นพยาน แต่จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นจับกุมว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างจากนางเล็กและนายหน่องหรืออ้วนในการรับเงินค่าบริการทางเพศและส่งหญิงบริการให้แก่ลูกค้า และจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 3 เป็นคนรักของนายหน่องหรือนายอนุชิตซึ่งเป็นชื่อเล่นและชื่อจริงของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นคนขับรถของจำเลยที่ 2 และเป็นผู้ดูแลร้านที่เกิดเหตุ นางสาวเก๋ซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 4 ชักชวนผู้เสียหายทั้งสองมาทำงานที่ร้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยที่ 4 ขอจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับตัวผู้เสียหายทั้งสองมาทำงานขายบริการทางเพศที่ร้านที่เกิดเหตุ ดังนี้ แม้คำให้การดังกล่าวเป็นพยานซัดทอดและจำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงชื่อในบันทึกการจับกุม แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 2 และไม่มีเรื่องโกรธเคืองกัน ไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะแกล้งให้การปรักปรำจำเลยที่ 2 เจ้าพนักงานตำรวจก็จัดทำบันทึกคำให้การดังกล่าวโดยปฏิบัติไปตามหน้าที่ กรณีมีเหตุผลอันหนักแน่นจึงรับฟังคำให้การดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังเคยเดินทางไปที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวพร้อมกัน คือ วันที่ 8 สิงหาคม 2560 เวลา 13.09 นาฬิกา และเวลา 13.10 นาฬิกา และกลับพร้อมกันในวันที่ 8 สิงหาคม 2560 เวลา 19 นาฬิกา เลขกำกับที่ 12/11 และ 12/9 พฤติการณ์ตามคำให้การดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นสอดรับกัน บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และมีส่วนในการเช่าร้านที่เกิดเหตุ คำให้การของจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวนในส่วนที่ว่าจำเลยที่ 4 ขอจำเลยที่ 2 ให้รับผู้เสียหายทั้งสองมาขายบริการทางเพศที่ร้านที่เกิดเหตุก็สอดรับกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ตามคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสอง บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการจัดหาผู้เสียหายทั้งสองมาขายบริการทางเพศและได้รับส่วนแบ่งจากเงินค่าขายบริการทางเพศ ส่วนที่ดาบตำรวจประยูร พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบเงินที่ใช้ล่อซื้อบริการทางเพศแก่นางสาวโบ ไม่ได้ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมได้ความว่าขณะนั้นจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ จึงมอบเงินให้แก่นางสาวโบเก็บไว้ ข้อนี้จึงหาเป็นพิรุธไม่ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักหักล้าง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผู้เสียหายทั้งสองเป็นชาวลาว แต่ในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาพนักงานสอบสวนและโจทก์ไม่ได้จัดหาล่ามให้แก่ผู้เสียหายทั้งสอง คำให้การและคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองจึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองเข้าใจภาษาไทยโดยสามารถฟังและพูดภาษาไทยได้ ไม่จำเป็นต้องจัดหาล่ามให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองอีก คำให้การและคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองจึงรับฟังได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกตั้งแต่สามคนขึ้นไปสมคบกันจัดหาผู้เสียหายทั้งสองมาค้าประเวณีที่ร้านที่เกิดเหตุและได้รับส่วนแบ่งจากการค้าประเวณีของผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งผู้เสียหายทั้งสองได้ขายบริการทางเพศแล้วคนละ 4 ครั้ง จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องโดยแบ่งหน้าที่กัน อย่างไรก็ตาม แม้การร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปหรือชักพาผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีรวมทั้งการร่วมกันชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ที่กระทำแก่ผู้เสียหายแต่ละคนในแต่ละครั้งอาจเป็นความผิดหลายกระทงได้ แต่การที่ผู้เสียหายทั้งสองขายบริการทางเพศคนละ 4 ครั้ง ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.2 ถึงข้อ 1.9 เกิดจากเจตนาร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่ที่ร่วมกันกระทำแก่ผู้เสียหายทั้งสองตั้งแต่แรกเพียงเจตนาเดียว การขายบริการทางเพศที่เนื่องมาย่อมไม่เป็นความผิดต่างกรรมไปจากความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวแต่ละฐานอีก จึงไม่อาจลงโทษในการกระทำที่กระทำแต่ผู้เสียหายทั้งสองแยกเป็นคนละ 4 กระทงได้ และปัญหานี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้อุทธรณ์หรือฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี จำคุกคนละ 9 ปี กระทงเดียว และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุกคนละ 12 ปี กระทงเดียว เมื่อรวมกับโทษฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำคุกคนละ 3 ปี เป็นจำคุกคนละ 24 ปี เฉพาะจำเลยที่ 1 เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 32 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 21 ปี 4 เดือน และคงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 16 ปี นำโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้รวมเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 21 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 282
ป.วิ.อ. ม. 213
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 ม. 9 ม. 10 ม. 52
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายปริญญา ปานเพชร
ศาลอุทธรณ์ — นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4523/2565
#688892
เปิดฉบับเต็ม

แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นได้ก็ตาม แต่ทรัพย์จำนองมีราคาประเมินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ประกอบกับเหตุที่การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้น มิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ ดังนั้น การยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้ก่อน แต่ห้ามนำออกขายทอดตลาดจนกว่าจะมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองและได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนจึงค่อยนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ซึ่งไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดี และน่าจะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หาทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยแต่ฝ่ายเดียวไม่ โจทก์จึงมีสิทธินำยึดที่ดินดังกล่าวของจำเลยเพิ่มเติมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,173,744.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,890,685.58 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 111510 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดและอยู่ระหว่างการขายทอดตลาด โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์อื่นของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อศาลชั้นต้น ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย และอนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การบังคับคดีต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา เมื่อยังไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง จึงยังไม่อาจทราบได้ว่าเมื่อขายแล้วจะพอชำระหนี้หรือไม่ ซึ่งหากได้ราคาเพียงพอก็ไม่จำต้องยึดทรัพย์สินอื่น คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้ว ส่วนคำขอขยายระยะเวลาในการบังคับคดีนั้น ไม่ใช่เหตุตามกฎหมายที่จะขอขยายได้ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธินำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพิ่มเติมหรือไม่ และสมควรขยายระยะเวลาบังคับคดีของโจทก์ออกไปหรือไม่ เห็นว่า แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้ต้องบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อน หากไม่ครบจำนวนหนี้จึงจะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอันได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง ต้นเงิน 2,890,685.58 บาท วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,173,744.38 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 จากนั้นวันที่ 4 เมษายน 2554 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้แทนโจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง โดยเจ้าหนี้รายอื่นตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2554 คดีนี้ไม่มีการไต่สวนและไม่มีรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าเหตุใดจึงไม่มีการขายทอดตลาด หลังจากนั้นวันที่ 21 กันยายน 2555 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและมีการส่งคำบังคับให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดคำบังคับวันที่ 6 ตุลาคม 2555 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ถือได้ว่าโจทก์ขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองภายในกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีแล้วและกรณียังไม่พอฟังว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่รีบดำเนินการบังคับคดีให้เสร็จสิ้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ว่าจำเลยมีหนี้ค้างชำระคิดถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เป็นเงิน 7,949,315.17 บาท ขณะทรัพย์จำนองมีราคาประเมิน 2,680,000 บาท ทรัพย์จำนองจึงมีราคาประเมินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ประกอบกับเหตุที่การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองยังไม่เสร็จสิ้นนั้น มิใช่เกิดจากความผิดของโจทก์ ดังนั้นการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้ก่อน แต่ห้ามนำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดจนกว่าจะมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองและได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนเสียก่อนจึงค่อยนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ซึ่งไม่ขัดต่อขั้นตอนการบังคับคดี และน่าจะเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หาทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยแต่ฝ่ายเดียว โจทก์จึงมีสิทธินำยึดที่ดินของจำเลยเพิ่มเติมได้ ส่วนที่โจทก์ขอขยายระยะเวลาบังคับคดีออกไปนั้น ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ก่อนสิ้นระยะเวลาบังคับคดีตามกฎหมาย ถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เห็นสมควรขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้โจทก์ออกไปอีก 180 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพิ่มเติมและไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาในการบังคับคดีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีให้โจทก์ 180 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง ให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 175462 และ 175464 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยตามคำขอยึดทรัพย์ของโจทก์ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 แต่ให้รอการขายไว้ก่อนจนกว่าการขายทรัพย์จำนองเสร็จสิ้นและได้เงินไม่พอชำระหนี้จึงอนุญาตให้นำที่ดินที่ยึดไว้ดังกล่าวนี้ออกขาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 271 (เดิม) ม. 274
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายชัยวัฒน์ ยัพวัฒนพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4503/2565
#690199
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1726 บัญญัติว่า ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกทรัพย์จากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 เพื่อทำการแบ่งปันให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 ถือว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีร่วมกับ ธ. ผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่ง แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้แต่ผู้เดียว จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แต่โจทก์บรรยายฟ้องตอนหนึ่งว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกทั้งสองตามบันทึกข้อตกลงซึ่งเป็นข้อตกลงของบรรดาทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 จึงเห็นได้ว่าโจทก์ขอแบ่งปันมรดกในฐานะทายาทด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในฐานะทายาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1461 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 3784 ให้กลับคืนกองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ ให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการแทนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเอกสารสิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ เพื่อนำไปแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 ก่อนจึงดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกในส่วนของเจ้ามรดกที่ 2 แก่ทายาทต่อไป หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ ให้จำเลยที่ 1 ชำระราคาตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดก 1,783,741.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้กลับคืนกองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการ ให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการแทนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบเอกสารสิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการ ให้จำเลยที่ 2 ชำระราคาตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดก 4,833,333.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1461 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 5 ใน 12 ส่วน แล้วจดทะเบียนโอนกลับสู่กองมรดกของนายณรงค์ศักดิ์ เจ้ามรดกที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าว จำนวน 5 ใน 12 ส่วน ให้แก่ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ซึ่งได้แก่ โจทก์กับนายธาตรี สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แปลงละ 5 ใน 12 ส่วน กลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินแต่ละแปลง จำนวน 5 ใน 12 ส่วน ให้แก่ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ซึ่งได้แก่ โจทก์กับนายธาตรี ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 นำไปแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1461 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 7 ส่วน ใน 12 ส่วน ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 2 ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 2 โดยปลอดจำนอง ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ว่า "ให้จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1461 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 5 ใน 12 ส่วน แล้วจดทะเบียนโอนกลับสู่กองมรดกของนายณรงค์ศักดิ์ เจ้ามรดกที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าว จำนวน 5 ใน 12 ส่วน ให้แก่ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ซึ่งได้แก่ โจทก์กับนายธาตรี สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แปลงละ 5 ใน 12 ส่วน กลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินแต่ละแปลง จำนวน 5 ใน 12 ส่วน ให้แก่ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ซึ่งได้แก่ โจทก์กับนายธาตรี ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 นำไปแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1" ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และนายธาตรี เป็นผู้จัดการมรดกของนายณรงค์ เจ้ามรดกที่ 1 และโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางพิสมัยหรือพิศมัย เจ้ามรดกที่ 2 ภายหลังเจ้ามรดกที่ 1 ถึงแก่ความตายทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 ได้ทำสัญญาแบ่งปันทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 บัญญัติว่า ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกทรัพย์จากจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 เพื่อทำการแบ่งปันให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 ถือว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีร่วมกับนายธาตรีผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่ง แต่โจทก์ฟ้องคดีแต่ผู้เดียว จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์ฟ้องขอแบ่งปันมรดกในฐานะทายาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องตอนหนึ่งว่าจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสิทธิที่โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวเป็นข้อตกลงของบรรดาทายาทของเจ้ามรดกที่ 1 แบ่งปันมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 จึงเห็นได้ว่าโจทก์ขอแบ่งปันมรดกในฐานะทายาทด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในฐานะทายาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น จึงเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกของเจ้ามรดกทั้งสองเพียงใด เห็นสมควรวินิจฉัยมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ก่อน ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า ภายหลังเจ้ามรดกที่ 1 ถึงแก่ความตายบรรดาทายาททุกคนของเจ้ามรดกที่ 1 รวมทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองด้วย ได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งมรดกของเจ้ามรดกที่ 1 ทายาททุกคนที่ร่วมทำบันทึกดังกล่าวรวมทั้งจำเลยทั้งสองต้องผูกพันตามบันทึกนั้นซึ่งตามบันทึกโจทก์ได้ส่วนแบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2219, 2981, 2598 จำนวน 1.5 ส่วน ใน 12 ส่วน และได้รับส่วนแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1461 จำนวน 3 ส่วน ใน 12 ส่วน เมื่อที่ดินดังกล่าวมีชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง จำเลยทั้งสองจึงต้องจดทะเบียนโอนให้แก่โจทก์ตามสิทธิที่โจทก์ได้รับตามบันทึกข้อตกลง ที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่าคดีโจทก์ในส่วนนี้ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งปันมรดกไม่ใช่คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ตามที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ ส่วนในข้อที่โจทก์ขอแบ่งปันมรดกของเจ้ามรดกที่ 2 นั้น เห็นว่า เมื่อเจ้ามรดกที่ 1 ถึงแก่ความตาย เจ้ามรดกที่ 2 โจทก์ จำเลยทั้งสองและทายาทคนอื่น ๆ ของเจ้ามรดกที่ 1 ได้ทำบันทึกตกลงแบ่งทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 1 กันเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 หลังจากนั้นวันที่ 2 สิงหาคม 2549 เจ้ามรดกที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินคือโฉนดเลขที่ 2219, 2981 และ 2598 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยในสารบัญจดทะเบียนระบุประเภทการจดทะเบียนว่าให้ จำเลยที่ 2 จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวในส่วนของเจ้ามรดกที่ 2 ที่โจทก์อ้างว่าเจ้ามรดกที่ 2 จดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทนนั้น โจทก์มีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า เจ้ามรดกที่ 2 บอกว่าให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทน และมีนายวิษณุ เบิกความว่าได้สอบถามเจ้ามรดกที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเจ้ามรดกที่ 2 บอกว่าให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แทน พยานทั้งสองล้วนเป็นพยานบอกเล่า ห้ามมิให้ศาลรับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้ามรดกที่ 2 ได้ยกที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2219, 2981, 2598 ในส่วนของตนให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว ก่อนตาย ที่ดินส่วนดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ 2 ในอันที่โจทก์จะมีอำนาจจัดการหรือขอแบ่งปันได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทนเป็นผลให้ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1461 ให้แก่โจทก์ 3 ส่วน ใน 12 ส่วน โดยปลอดจำนองหากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคา 438,750 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2219, 2981, 2598 แปลงละ 1.5 ส่วน ใน 12 ส่วน ให้แก่โจทก์ หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคา 2,500,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสองชำระพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ทั้งนี้สำหรับดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719 ม. 1726
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาววราภรณ์ มณีชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4502/2565
#690200
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทมีเงื่อนไขความคุ้มครองกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องสำหรับกรณีที่มีสาเหตุมาจากผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 และกำหนดนิยามของคำว่าผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 ว่าหมายถึงผู้จัดส่งสินค้าซึ่งจัดส่งสินค้าหรือบริการโดยตรงให้แก่โรงงานหรือสถานประกอบการของ ฟ. กับกำหนดนิยามของผู้จัดส่งสินค้าชั้น 2 ว่าหมายถึงผู้จัดส่งสินค้าหรือบริการโดยตรงให้แก่ผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่บริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้จัดส่งสินค้าโดยตรงให้แก่บริษัท ต. ไม่สามารถผลิตและจัดส่งสินค้าวัสดุอุปกรณ์จนทำให้บริษัท ต. ไม่อาจผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์เพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ได้ กรณีจึงถือได้ว่าบริษัท ต. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และบริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 2 จากที่พยานโจทก์เบิกความประกอบกับตามเอกสารแนบท้ายสัญญาซื้อขายรถยนต์ นิติบุคคลที่เป็นผู้ซื้อรถยนต์สำหรับจำหน่ายในประเทศไทยคือบริษัท ด. และนิติบุคคลที่เป็นผู้ซื้อรถยนต์สำหรับจำหน่ายนอกประเทศไทยคือ ท. ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้ที่ซื้อรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ประกอบสำเร็จหรือรถยนต์แบบผลิตเป็นชิ้นส่วนตลอดจนชิ้นส่วนและอุปกรณ์ซึ่งผลิตโดยบริษัท ต. คือ บริษัท ด. และ ท. มิใช่โจทก์ ต้องถือว่าบริษัท ต. และบริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ตามลำดับ ของบริษัท ด. และ ท. มิใช่ของโจทก์ และเมื่อบริษัท ด. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตาม ป.พ.พ. จึงเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้นทั้งหลายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1015 และ ท. เป็นกิจการที่ตั้งอยู่ในมลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงอักษรย่อ LLC ที่ต่อท้ายชื่อของกิจการแล้ว น่าเชื่อว่าเป็นกิจการประเภทบริษัทจำกัดความรับผิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ลงทุนในบริษัท บริษัท ด. และ ท. จึงเป็นคนละนิติบุคคลกับโจทก์ ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าโจทก์จะอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกิจการของบริษัท ด. และ ท. โดยผ่านการถือหุ้นร้อยละ 100 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ด้วยอาศัยวิธีการใดก็ตาม ความเสียหายและสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจากจำเลยสำหรับกรณีที่เกิดภาวะธุรกิจหยุดชะงักของบริษัท ด. และ ท. หากจะพึงมี ก็มิใช่ความเสียหายและสิทธิเรียกร้องของโจทก์

ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องสำหรับกรณีตามคำฟ้องเพราะโจทก์เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและต้องจัดทำงบการเงินโดยใช้หลักเกณฑ์ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าของกิจการของบริษัทย่อยเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของส่วนของเจ้าของทั้งหมด ก็จะต้องแสดงผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยไว้เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินของโจทก์และความเสียหายของบริษัทย่อยก็จะถูกนำมารวมอยู่ในงบการเงินของโจทก์นั้น แม้จะฟังว่ามีการจัดทำงบการเงินตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่กิจการของโจทก์ บริษัท ด. และ ท. ก็ยังคงมีการดำเนินกิจการในฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันและกัน และย่อมมีการจัดทำงบการเงินของแต่ละกิจการไว้ต่างหากจากกันตามกฎหมาย การจัดทำงบการเงินของโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการจัดทำรายงานทางการเงินเสมือนหนึ่งว่าโจทก์ บริษัท ด. และ ท. เป็นกิจการเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการแสดงฐานะของกลุ่มบริษัทในเครือเดียวกันต่อผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ก็หาได้มีผลทำให้โจทก์ บริษัท ด. และ ท. ควบเข้ากันเป็นนิติบุคคลเดียวกันในทางกฎหมาย นอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏว่ามีการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีในศาลโดยใช้สิทธิเรียกร้องแทนกันและกันได้แต่อย่างใด ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยจึงมิใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องของโจทก์จากการที่มีบริษัท ต. และบริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ตามลำดับ โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อยแทนบริษัท ด. และ ท. ในความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 41,021,240.94 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยคำนวณเป็นสกุลเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ศาลมีคำพิพากษา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายรถยนต์ จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยโดยได้รับอนุญาตให้เปิดสาขาในประเทศไทย โจทก์และบริษัท ส. ทำสัญญาร่วมทุนจัดตั้งบริษัท ต. เพื่อประกอบกิจการโรงงานผลิตรถยนต์ ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม อ. จังหวัดระยอง จำเลยเป็นผู้เคยค้ากับกลุ่มบริษัทโจทก์มาก่อนเกิดเหตุ ช่วงเกิดเหตุพิพาทจำเลยเป็นผู้รับประกันภัยซึ่งให้ความคุ้มครองกรณีที่เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะธุรกิจหยุดชะงัก โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 ให้ความคุ้มครองในวงเงิน 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ระบุชื่อธนาคาร พ. ในฐานะตัวแทนหลักประกันเป็นผู้รับประโยชน์ ซึ่งมีข้อตกลงให้ใช้กฎหมายของประเทศไทยบังคับแก่กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ อีกทั้งบรรดาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยให้อยู่ภายใต้อำนาจของศาลในประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2554 เกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย บริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้จัดส่งสินค้าโดยตรงให้แก่บริษัท ต. ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยดังกล่าวโดยไม่สามารถผลิตและจัดส่งสินค้าวัสดุอุปกรณ์จนทำให้บริษัท ต. ไม่อาจผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ได้ จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทให้แก่บริษัท ต. โดยนำเงินเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยแล้ว รวม 57,964,961 ดอลลาร์สหรัฐ

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะชนะคดีในศาลชั้นต้นก็ตาม จำเลยก็ยังมีสิทธิที่จะตั้งประเด็นชั้นอุทธรณ์ในส่วนที่จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาในคำแก้อุทธรณ์ได้ ซึ่งจำเลยโต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน โดยจำเลยโต้แย้งว่า การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมิได้กระทำโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ และเป็นเอกสารที่ทำขึ้นในต่างประเทศ โดยไม่มีกงสุลสยามหรือเจ้าหน้าที่สถานทูตรับรองความถูกต้องนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายเดเนียล (Mr.Daniel) รองผู้อำนวยการฝ่ายประกันภัยองค์กรของโจทก์เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.61 และ จ.62 โดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า นายแบรดลีย์ (Mr.Bradley) ซึ่งเป็นเลขานุการบริษัทโจทก์ออกหนังสือรับรองว่านายริชาร์ดหรือริค (Mr.Richard or Rick) เป็นทนายความของโจทก์ซึ่งตามอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์สามารถมอบอำนาจให้แก่ที่ปรึกษาภายนอกทำการฟ้องคดีในนามของโจทก์ได้ ต่อมานายริชาร์ดหรือริคมอบอำนาจให้นายรัฐการ เป็นที่ปรึกษาภายนอกสำหรับการฟ้องคดีนี้ในนามของโจทก์ แล้วต่อมานายรัฐการลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความเพื่อแต่งให้นายภุมมะ เป็นทนายโจทก์ซึ่งลงลายมือชื่อในคำฟ้องในการยื่นฟ้องคดีนี้ แม้เอกสารหมาย จ.61 และ จ.62 จะได้ทำขึ้นในมลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็นเอกสารต้นฉบับซึ่งมีเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกลงลายมือชื่อเป็นพยานรับรองในเอกสารดังกล่าวไว้ด้วย และแม้เอกสารดังกล่าวจะไม่มีใบสำคัญของรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาแสดงว่าผู้ที่เป็นพยานรับรองนั้นเป็นเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกผู้มีอำนาจเป็นพยานในเอกสารดังกล่าวก็ตาม แต่จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่าเอกสารดังกล่าวไม่ใช่ใบมอบอำนาจอันแท้จริง กรณีย่อมไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเอกสารดังกล่าวจะไม่ใช่ใบมอบอำนาจอันแท้จริง ใบมอบอำนาจนั้นจึงไม่ต้องทำตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 วรรคสาม และไม่จำต้องมีกงสุลสยามหรือเจ้าหน้าที่สถานทูตรับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอ้างในคำแก้อุทธรณ์อีกว่า เอกสารหมาย จ.61 ระบุว่า นายริคมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์เฉพาะคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่คดีนี้มีทุนทรัพย์เริ่มต้นคือ 69,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกินกว่าจำนวนทุนทรัพย์ที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกเรื่องนี้เป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การและถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นก็ตาม แต่ปัญหาเรื่องการตีความหนังสือมอบอำนาจซึ่งได้แนบมาท้ายคำฟ้องด้วยนั้นเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยสามารถยกขึ้นอ้างในคำแก้อุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง เมื่อตามเอกสารหมาย จ.61 ให้อำนาจในการฟ้องคดีแทนโจทก์โดยมิได้จำกัดจำนวนทุนทรัพย์ไว้ แต่ที่มีการระบุจำนวนเงินในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำใด ๆ การฟ้องร้อง และการดำเนินคดี ข้อ 11 (2) ว่าจะต้องไม่เกิน 50,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นั้นหมายถึง จำนวนเงินที่โจทก์จะได้รับชำระในการทำข้อตกลงระงับข้อพิพาท (Settlement) กับผู้ที่ถูกโจทก์ฟ้องคดีเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการฟ้องคดีแทนโจทก์ นายริคย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์และมอบอำนาจให้นายรัฐการฟ้องคดีนี้ได้ โจทก์จึงมอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า โจทก์จำเลยผูกพันตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทหรือไม่ เพียงใด ในข้อนี้เห็นควรพิจารณาปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท เป็นคู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลย และเป็นผู้ได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทนั้น โจทก์มีนายเดเนียล (Mr.Daniel) รองผู้อำนวยการฝ่ายประกันภัยองค์กรของโจทก์มาเบิกความว่า โจทก์ประกอบธุรกิจทั่วโลก เดิมธุรกิจทั้งหมดของโจทก์รวมทั้งบริษัท ต. ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้า (Joint Venture Company : JVC) ที่จัดตั้งขึ้นตามสัญญาร่วมทุนระหว่างโจทก์และบริษัท ส. ล้วนได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดซึ่งกำหนดความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเองเป็นจำนวนหนึ่ง ในปี 2542 คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตามสัญญาร่วมทุนต้องการที่จะจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยฉบับท้องถิ่น เพื่อให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดด้วย ทำให้มีการเจรจาเพื่อจัดทำกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีเงื่อนไขความคุ้มครองตรงกับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดซึ่งให้ความคุ้มครองสำหรับกรณีที่เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน (Property Damage) รวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption) และภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่อง (Contingent Business Interruption) ซึ่งจำเลยตกลงเป็นผู้รับประกันภัยเรื่อยมาจนกระทั่งในปี 2554 จำเลยออกกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทซึ่งแผ่นที่ระบุว่าหน้า 2 จากทั้งหมด 44 หน้า ระบุว่า ผู้เอาประกันภัยทั้งหมดประกอบไปด้วยบริษัท ต. โจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่งโจทก์อาจใช้อำนาจควบคุมกิจการได้ โดยมีระยะเวลาเอาประกันภัยตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 และให้ความคุ้มครองในวงเงิน 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลานั้นผู้รับประกันภัยรายอื่นได้ตกลงรับประกันภัยธุรกิจของโจทก์ทั้งหมดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดซึ่งระบุว่า ผู้เอาประกันภัยทั้งหมดประกอบไปด้วยโจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่งโจทก์มีอำนาจควบคุมกิจการได้ โดยมีการให้ความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องในวงเงิน 1,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นความคุ้มครองสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 และมีการกำหนดความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเอง (DEDUCTIBLES) เป็นจำนวน 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมีนางปรียา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเงินอาเซียนของบริษัท ป. และเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท มาเบิกความว่า บริษัท ต. เป็นผู้รับบริการหลายประเภทจากบริษัท ป. และบริษัท ซ. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของโจทก์และโจทก์ถือหุ้นในบริษัททั้งสองเป็นจำนวนร้อยละ 99 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยบริษัท ป. ยังเป็นผู้ให้บริการด้านการบริหารเงินด้วย ซึ่งการบริหารเงินนี้รวมถึงการจัดหากรมธรรม์ประกันภัยฉบับท้องถิ่นซึ่งมีเงื่อนไขความคุ้มครองตรงกับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดให้แก่บริษัท ต. โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายเดเนียล (Mr.Daniel) และมีการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัย ฉบับท้องถิ่นเป็นครั้งแรกในปี 2544 ซึ่งในขณะนั้นโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดและมีอำนาจบริหารกิจการของบริษัท ส. ต่อมาปี 2553 โจทก์ขายหุ้นดังกล่าวและไม่มีอำนาจบริหารกิจการของบริษัท ส. อีกต่อไป การจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยฉบับท้องถิ่นกระทำโดยวิธีการประมูลราคาซึ่งจำเลยจัดทำใบเสนอราคาส่งมาให้ทุกปี และนายเดเนียล (Mr.Daniel) เป็นผู้อนุมัติการจัดซื้อทุกครั้ง สำหรับการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทนั้น เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2554 จำเลยได้รับหนังสือเชิญให้ทำการเสนอราคาตามสำเนาหนังสือเชิญ ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2554 จำเลยส่งใบเสนอราคาซึ่งระบุด้วยว่าผู้เอาประกันภัยทั้งหมดประกอบไปด้วยบริษัท ต. โจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่ง โจทก์อาจใช้อำนาจควบคุมกิจการได้ จนกระทั่งมีการอนุมัติให้จัดซื้อและชำระค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลย และมีนายจอห์นหรือจอห์นนี่ (Mr.John or Johnnie) ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการทั่วไป ส่วนบริหารฝ่ายวางแผนและการเงินของบริษัท ต. ระหว่างปี 2552 ถึงปี 2556 มาเบิกความว่า บริษัท ต. เป็นกิจการที่โจทก์และบริษัท ส. ใช้เงินลงทุนร่วมกันประมาณ 2,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในการประกอบกิจการดังกล่าวจะมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไปยังโจทก์และบริษัท ส. หรือมีการผลักภาระค่าใช้จ่ายผ่านทางราคาซื้อขายรถยนต์ที่ผลิตได้ เป็นวิธีการที่โจทก์ บริษัท ส. และบริษัท ต. ตกลงกันซึ่งเรียกว่าวิธีการเรียกคืนเงินทุนที่เสียไป (Return on Capital Employed หรือ ROCE) แม้บริษัท ต. จะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทให้แก่จำเลย แต่ก็ได้รับชำระคืนตามวิธีการดังกล่าวเช่นกัน ส่วนจำเลยมีนางรัตนา รองประธานอาวุโสของจำเลย ซึ่งมีหน้าที่พิจารณารับประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินและธุรกิจหยุดชะงัก มาเบิกความว่า ในการพิจารณารับประกันภัยนั้น ผู้ที่ประสงค์จะเอาประกันภัยจะต้องเปิดเผยข้อมูลว่าทรัพย์สินใดจะมีการเอาประกันภัยไว้ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยและจะให้คุ้มครองถึงกรณีธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งหากจะให้จำเลยรับประกันภัยกรณีธุรกิจหยุดชะงักก็จะต้องเอาประกันภัยทรัพย์สินกับจำเลยด้วย สำหรับการคำนวณเบี้ยประกันภัยจะพิจารณาจากประเภทของกรมธรรม์ประกันภัย ความเสี่ยงภัยของผู้เอาประกันภัย และความเสี่ยงจากลักษณะการประกอบกิจการของผู้เอาประกันภัย และหากเป็นการรับประกันภัยกรณีธุรกิจหยุดชะงักสำหรับกำไรขั้นต้นก็จะต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกำไรขั้นต้นของผู้ที่ประสงค์จะเอาประกันภัย เพื่อประกอบการพิจารณารับประกันภัยและคำนวณเบี้ยประกันภัยด้วย เบี้ยประกันภัยที่คำนวณได้จะกำหนดเป็นร้อยละของมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นที่มีการเปิดเผย (Declared Values) ซึ่งจะต้องไม่เกินร้อยละ 2.5 ของจำนวนเงินเอาประกันภัยต่อปี เมื่อปี 2544 บริษัท ต. เป็นผู้ขอเอาประกันภัยทรัพย์สินและกรณีธุรกิจหยุดชะงักกับจำเลย ซึ่งมีการออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่บริษัทดังกล่าวระหว่างปี 2544 ถึงปี 2553 เมื่อปี 2554 จำเลยได้รับหนังสือเชิญจากบริษัทดังกล่าวให้ทำการเสนอราคาสำหรับการประกันภัยซึ่งมีการแสดงมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นของบริษัทดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่มีการแสดงมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นของโจทก์หรือบริษัทย่อยของโจทก์ เมื่อจำเลยทำการเสนอราคาแล้วบริษัทดังกล่าวส่งหนังสือแจ้งว่าตกลงตามรายละเอียดและเงื่อนไขที่จำเลยเสนอ โดยที่ไม่ปรากฏชื่อโจทก์ในเอกสารดังกล่าว จำเลยออกกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทซึ่งมีการระบุชัดเจนว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้เอาประกันภัยแต่เพียงผู้เดียวในตารางกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท และบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยแต่เพียงผู้เดียวสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทให้แก่จำเลย ต่อมามีการออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่บริษัทดังกล่าวระหว่างปี 2555 ถึงปี 2558 โจทก์ไม่มีความเสี่ยงที่จะเอาประกันภัยกรณีธุรกิจหยุดชะงักในประเทศไทยกับจำเลยเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำเลยไม่สามารถประเมินความเสี่ยงภัยเกี่ยวกับทรัพย์สินและธุรกิจของโจทก์ในต่างประเทศได้ และมีนายไดซึเกะ (Mr.Daisuke) ซึ่งเคยเป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดของจำเลยระหว่างปี 2552 ถึงปี 2558 และเป็นผู้รับหนังสือเชิญให้จำเลยเสนอราคาสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทมาเบิกความว่า ผู้ที่ประสงค์จะเอาประกันภัยตามหนังสือเชิญดังกล่าวคือบริษัท ต. มิใช่โจทก์หรือบริษัทย่อยของโจทก์ ซึ่งมีการแสดงมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นเฉพาะของบริษัท ต. เท่านั้นเพื่อใช้ในการคำนวณเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท และระบุด้วยว่าจะต้องมีเงื่อนไขความคุ้มครองตรงกับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ด สาเหตุที่ปรากฏชื่อของโจทก์และบริษัทย่อยของโจทก์ในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทก็เพื่อทำให้คล้ายคลึงกับ กรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ด เป็นการคัดลอกข้อความมาใส่ไว้โดยผิดพลาด ซึ่งความจริงแล้วควรจะต้องแก้ไขให้ระบุว่าบริษัท ต. เป็นผู้เอาประกันภัยแต่เพียงผู้เดียว และมีนายอัตทสึชิ (Mr.Atsushi) ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการทั่วไปของแผนกกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัท ส. ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการบริษัทที่เกิดจากการร่วมทุนรวมทั้งบริษัท ต. ระหว่างปี 2553 ถึงปี 2555 และเคยเป็นผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน (Chief Financial Officer หรือ CFO) และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ (Executive Vice President) ของบริษัท ต. ระหว่างปี 2556 ถึงปี 2559 มาเบิกความว่า บริษัท ต. ชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทในนามของตนเอง และบริษัท ส. ไม่เคยได้รับการร้องขอให้ชำระเบี้ยประกันภัยดังกล่าว และมีนายวิชัย รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส ของจำเลยและเป็นผู้ลงนามในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท มาเบิกความว่า เมื่อปี 2552 ถึงปี 2553 เกิดเหตุลูกจ้างของบริษัท ต. นัดหยุดงาน บริษัทดังกล่าวเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีธุรกิจหยุดชะงักจากจำเลย แต่โจทก์ไม่เคยเรียกร้องหรืออ้างว่าเป็นผู้เอาประกันภัย ทั้งที่กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมีเนื้อหาคล้ายกับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท และในการต่ออายุการประกันภัยแต่ละปีนั้นจำเลยไม่เคยติดต่อโจทก์หรือบริษัทย่อยของโจทก์ หากบริษัท ต. เป็นผู้ทดรองจ่ายเบี้ยประกันภัยแทนโจทก์ ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์และบริษัทย่อยของโจทก์มิได้เป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท เห็นว่า สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทนั้น โจทก์อ้างว่าเป็นไปตามเอกสารหมาย จ.1 ส่วนจำเลยอ้างว่าเป็นไปตามเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งปรากฏว่าเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวมีส่วนที่ตรงกันคือ รายละเอียดเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งประกอบไปด้วยเอกสารแผ่นที่ระบุว่าหน้า 1 จากทั้งหมด 44 หน้า เป็นปกของรายละเอียดเงื่อนไขดังกล่าว แผ่นที่ระบุว่าหน้า 2 ถึงหน้า 4 จากทั้งหมด 44 หน้า เป็นรายละเอียดเงื่อนไขในส่วนที่จำเลยจัดทำขึ้น และแผ่นที่ระบุว่า หน้า 5 ถึงหน้า 44 จากทั้งหมด 44 หน้า เป็นรายละเอียดเงื่อนไขในส่วนที่อ้างอิงมาจาก กรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ด แต่เอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวมีส่วนที่แตกต่างกันคือเอกสารหมาย จ.1 แผ่นแรก เป็นปกของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับ ซึ่งไม่มีตารางกรมธรรม์ประกันภัยแนบมาด้วย ส่วนเอกสารหมาย ล.2 แผ่นแรก เป็นตารางกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งไม่มีปกของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับติดมาด้วย เมื่อจำเลยรับในคำแก้ฎีกาว่าปกของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นแรก เป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ซึ่งเอกสารฉบับดังกล่าวมีข้อความระบุว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้มีตารางกรมธรรม์ประกันภัยแนบมาด้วย ส่วนตารางกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.2 แผ่นแรกนั้น โจทก์ก็มิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่ากรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับประกอบไปด้วยปกของกรมธรรม์ประกันภัยตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นแรก ตารางกรมธรรม์ประกันภัยตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นแรก ปกของรายละเอียดเงื่อนไขและรายละเอียดเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทตามเอกสารหมาย จ.1 หรือ ล.2 แผ่นที่ระบุว่าหน้า 1 ถึงหน้า 44 จากทั้งหมด 44 หน้า เมื่อปกของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับเอกสารหมาย จ.1 แผ่นแรก มีข้อความระบุด้วยว่ากรมธรรม์ประกันภัยซึ่งรวมถึงตารางกรมธรรม์ประกันภัยนั้นอยู่ภายใต้ข้อกำหนด ข้อยกเว้นและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยหรือที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัย ดังนั้น ในการพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจึงต้องพิจารณาจากกรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับ แม้ตารางกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.2 แผ่นแรก จะระบุว่าบริษัท ต. เป็นผู้เอาประกันภัย แต่รายละเอียดเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแผ่นที่ระบุว่าหน้า 2 จากทั้งหมด 44 หน้า ระบุชื่อผู้เอาประกันภัย (Insured Name) ประกอบไปด้วย บริษัท ต. โจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่งโจทก์อาจใช้อำนาจควบคุมกิจการได้ ถ้อยคำในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจึงระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าผู้เอาประกันภัย (Insured Name) หมายถึงบุคคลใด ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจึงมิได้มีเพียงบริษัท ต. เท่านั้นแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า บริษัท ต. เป็นผู้ออกหนังสือเชิญให้จำเลยทำใบเสนอราคาสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท มิใช่โจทก์นั้น ได้ความตามหนังสือเชิญว่า นางปรียาซึ่งเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทได้ออกหนังสือเชิญดังกล่าวโดยมีข้อความระบุว่าบริษัท ต. ขอเชิญให้จำเลยทำการเสนอราคาสำหรับจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งจะต้องมีเงื่อนไขความคุ้มครองตรงกับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดที่แนบมาด้วย ซึ่งเอกสารที่แนบดังกล่าวก็ระบุว่าโจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่งโจทก์อาจใช้อำนาจควบคุมกิจการได้ เป็นผู้เอาประกันภัยด้วย การออกหนังสือเชิญดังกล่าวจึงเป็นการแสดงความประสงค์อย่างชัดแจ้งแล้วว่ากรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจะต้องให้ความคุ้มครองแก่โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยด้วย ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า โจทก์มิได้เปิดเผยมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นซึ่งจำเป็นต่อการพิจารณารับประกันภัยและคำนวณเบี้ยประกันภัยนั้น เมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยฉบับก่อนเกิดเหตุตั้งแต่ปี 2544 ถึงช่วงเกิดเหตุปี 2554 ถึง 2555 ต่อเนื่องถึงปี 2558 ตามข้อ 3.ที่ระบุจำนวนเงินเอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยแตกต่างกัน ตั้งแต่ยอดเงิน 4.4 พันล้านบาท ถึง 140.304 พันล้านบาท โดยปี 2554 ซึ่งเป็นปีเกิดเหตุอุทกภัย ระบุจำนวนเงินเอาประกันภัย 71.285 พันล้านบาท จึงเชื่อว่าโจทก์และกลุ่มบริษัทในเครือโจทก์มีการเปิดเผยมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นเพื่อแสดงยอดเงินที่จะเอาประกันภัยแล้ว มิฉะนั้นจำเลยจะได้ยอดเงินเอาประกันนับหมื่นล้านบาทในการคำนวณเบี้ยประกันภัยที่แตกต่างกันแต่ละปีจากแห่งใด ทั้งเมื่อหนังสือเชิญเป็นการแสดงความประสงค์อย่างชัดแจ้งว่ากรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจะต้องให้ความคุ้มครองแก่โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยด้วย แม้จะปรากฏหลักฐานว่าจำเลยเคยแจ้งให้ผู้ออกหนังสือเชิญดังกล่าวเปิดเผยมูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นของโจทก์เพื่อประโยชน์ในการพิจารณารับประกันภัยและคำนวณเบี้ยประกันภัยก่อนตกลงทำสัญญาประกันภัยหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ออกใบเสนอราคาสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท เช่นนี้ย่อมต้องถือว่ามูลค่าทรัพย์สินและกำไรขั้นต้นของโจทก์มิใช่ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับจำเลยในการพิจารณาก่อนที่จะรับประกันภัยและคำนวณเบี้ยประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท หรือข้อมูลที่ปรากฏตามหนังสือเชิญ เป็นข้อมูลเพียงพอที่จำเลยจะรับประกันภัยและคำนวณเบี้ยประกันภัยได้แล้ว ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทมีการคัดลอกข้อความมาจากกรมธรรม์ประกันภัยฉบับทั่วโลกของฟอร์ดโดยผิดพลาด ซึ่งความจริงแล้วควรจะต้องแก้ไขให้ระบุว่าบริษัท ต. เป็นผู้เอาประกันภัยแต่เพียงผู้เดียวนั้น เมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยเคยออกให้ในปี 2544 ถึงปี 2553 ซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นแล้ว ปรากฏว่ามีการระบุว่าโจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่งโจทก์อาจใช้อำนาจควบคุมกิจการได้เป็นผู้เอาประกันภัยด้วยมาโดยตลอด แสดงให้เห็นว่ามีการปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นเวลานานก่อนที่จำเลยจะออกกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแล้ว แม้เอกสารหมาย ล.29 ถึง ล.42 ของจำเลยจะเป็นเพียงตารางหน้ากรมธรรม์แผ่นแรกเพียงแผ่นเดียว แต่จำเลยไม่แสดงถึงเอกสารแนบท้าย (ATTACHED) ใด ๆ ทั้งที่มีการระบุถึงเอกสารแนบท้ายในกรมธรรม์ประกันภัยแต่ละฉบับ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า มีเอกสารระบุรายละเอียดอื่นอีกมาก มิใช่กรมธรรม์ประกันภัยมีเพียงตารางกรมธรรม์ประกันภัยแผ่นแรกแผ่นเดียว นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประกอบความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจประกันภัยของจำเลยมานานกว่า 95 ปี ตามคำให้การจำเลย ย่อมเป็นการยากที่จะมองว่าเป็นการคัดลอกข้อความมาโดยผิดพลาด ทั้งเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารที่จำเลยเองลงนามยืนยันรับรองข้อความไว้ด้วย เป็นเรื่องผิดปกติวิสัยมืออาชีพด้านการประกันภัยเช่นจำเลยที่จะจัดพิมพ์สัญญาในส่วนสาระสำคัญผิดพลาด ทั้งเมื่อพิจารณาตามรายชื่อพื้นที่และประเทศต่าง ๆ ของธุรกิจโจทก์ในเงื่อนไขความคุ้มครอง เช่น เนเธอร์แลนด์ เม็กซิโก ตุรกี ญี่ปุ่น อิตาลี มลรัฐแคลิฟอร์เนีย อเมริกา เยอรมนี ซึ่งตามกรมธรรม์พิพาทแผ่นที่ระบุหน้า 5 และ 6 จาก 44 หน้า มีรายละเอียดเหมือนเอกสารใบเสนอรับทำสัญญา และต่างจากใจความในเอกสารเชิญชวนก่อนหน้า แสดงว่ากรมธรรม์ประกันภัยพิพาทผ่านการตรวจสอบคัดกรองถ้อยคำจากจำเลยแล้ว จึงเชื่อว่าโจทก์จำเลยมีเจตนาที่จะทำสัญญาประกันภัยพิพาทให้มีผลผูกพันกันมาแต่แรก ซึ่งมิใช่ให้เฉพาะบริษัท ต. เป็นผู้เอาประกันภัย มิฉะนั้นก็อาจทำสัญญากรมธรรม์ประกันภัยกับจำเลยดังเช่นกรมธรรม์ประกันภัยตามที่ปรากฏในปีหลังเกิดเหตุปี 2556 ถึง 2559 ที่ระบุชื่อผู้เอาประกันภัยอย่างชัดเจนว่าหมายถึงบริษัท ต. เท่านั้น ต่างจากปี 2554 ถึง 2555 ที่เกิดเหตุพิพาทหรือปีก่อนหน้า ทั้งแต่ละปีก็มีเนื้อหารายละเอียดต่างกัน บ่งชี้ว่ามีการเจรจากำหนดเนื้อหาสัญญาระหว่างคู่สัญญา มิใช่ทำแบบสัญญาสำเร็จรูป แต่มีการต่อรองในการบริหารความเสี่ยงซึ่งกันและกันของทั้งสองฝ่ายอย่างเสมอภาคโดยผ่านการตรวจสอบและกำหนดนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ทั้งการระบุความเป็นผู้เอาประกันภัย ลูกค้า หรือผู้จัดส่งสินค้า (SUPPLIER) และกำหนดปัจจัยที่สำคัญอื่น เช่น พื้นที่เสี่ยงภัย ทรัพย์สิน และกิจกรรมที่มีธุรกิจสัมพันธ์กันในฐานการผลิตของโจทก์ในประเทศไทย จึงปรากฏตามกรมธรรม์ประกันภัยแต่ละปีรวมถึงกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นสอดคล้องกับทางนำสืบโจทก์ที่แสดงถึงรายละเอียดในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท เปรียบเทียบกับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับอื่นที่ชี้ว่าโจทก์จำเลยเป็นผู้เคยค้ากันตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ทำในปีอื่น และเป็นข้อสนับสนุนถึงเจตนาของโจทก์จำเลยว่าเจตนาจะผูกพันกันตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า บริษัท ต. เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยแต่เพียงผู้เดียวสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทนั้น จำเลยระบุในหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแผ่นแรก ว่าบริษัท ต. เป็นผู้เอาประกันภัย การที่บริษัท ต. ชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทให้แก่จำเลยจึงมิใช่เรื่องผิดปกติ เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแผ่นที่ระบุว่าหน้า 2 จากทั้งหมด 44 หน้า ระบุชัดเจนว่าผู้เอาประกันภัยทั้งหมดประกอบไปด้วยบริษัท ต. โจทก์ บริษัทย่อย และนิติบุคคลอื่น ๆ ซึ่งโจทก์อาจใช้อำนาจควบคุมกิจการได้ ก็ต้องถือว่าผู้เอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ทั้งหมดเป็นคู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 861 และ 862 และเมื่อได้ความว่าจำเลยได้รับชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์พิพาทจากบริษัท ต. ครบถ้วนแล้ว คู่สัญญาฝ่ายผู้เอาประกันภัยก็ไม่มีหน้าที่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยอีก ทั้งต้องถือว่าจำเลยได้รับชำระเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยทั้งหมดที่มีชื่อระบุไว้แล้ว หาใช่ได้รับชำระเบี้ยประกันภัยจากบริษัท ต. แต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า หากบริษัท ต. เป็นผู้ทดรองจ่ายเบี้ยประกันภัยแทนโจทก์แล้วอาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ข้อที่จำเลยนำสืบดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานของจำเลยเอง ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อความเป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ทั้งเป็นเรื่องภายในของฝ่ายผู้เอาประกันภัยด้วยกัน เมื่อจำเลยตกลงรับเบี้ยประกันภัยและได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแล้ว ย่อมมีผลบังคับผูกพันระหว่างจำเลยกับผู้เอาประกันภัยทั้งหมดมีชื่อระบุไว้ ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีธุรกิจหยุดชะงักจากกรณีลูกจ้างของบริษัท ต. นัดหยุดงานเมื่อปี 2552 ถึงปี 2553 ในฐานะผู้เอาประกันภัยนั้น ก็อาจเป็นไปได้ว่าบริษัท ต. เท่านั้นที่เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า โจทก์ไม่มีความเสี่ยงที่จะเอาประกันภัยกรณีธุรกิจหยุดชะงักเนื่องจากไม่ได้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย และที่จำเลยอ้างในคำแก้ฎีกาว่า ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเป็นทรัพย์สินของบริษัท ต. ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยทั้งหมดนั้น ได้ความตามที่พยานโจทก์ปากนายเดเนียล (Mr.Daniel) เบิกความโดยจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นประการอื่นว่า โจทก์ประกอบธุรกิจทั่วโลก และในข้อที่จำเลยอ้างเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัยทั้ง 4 แห่ง ตามที่ระบุไว้ในแผ่นที่ระบุว่าหน้า 2 จากทั้งหมด 44 หน้า ก็เป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับความคุ้มครองต่อความเสียหายแก่ทรัพย์สินเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความคุ้มครองต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักและภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องซึ่งมีการระบุไว้ในแผ่นที่ระบุว่าหน้า 7 จากทั้งหมด 44 หน้า ว่ามีอาณาเขตความคุ้มครองทั่วโลกเว้นแต่ต้องด้วยข้อยกเว้นบางประการเท่านั้น ส่วนที่จำเลยอ้างอีกว่า ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 36/2558 ของเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยในฐานะนายทะเบียน กำหนดนิยามคำว่า ผู้เอาประกันภัย หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลตามที่ปรากฏชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยในตารางกรมธรรม์ประกันภัย และตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 16/2555 ของเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยในฐานะนายทะเบียน กำหนดนิยามคำว่า ผู้เอาประกันภัย หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลตามที่ปรากฏชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยในตารางกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งตกลงจะชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยนั้น คำสั่งนายทะเบียนที่ 36/2558 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป ส่วนคำสั่งนายทะเบียนที่ 16/2555 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป ซึ่งล้วนเป็นเวลาภายหลังจากที่กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทได้เริ่มต้นความคุ้มครองเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2554 แล้ว และมิได้มีการระบุให้คำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวมีผลใช้บังคับย้อนหลังด้วยหรือมีบทบังคับว่าหากมีการชำระเบี้ยประกันภัยแทนกันจะมีผลเช่นไร ทั้งพยานจำเลยปากนางรัตนาก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า กรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้งฉบับได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยแล้ว ข้อที่จำเลยอ้างในคำแก้ฎีกาดังกล่าวจึงหาได้มีผลกระทบต่อความเป็นผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท นอกจากนี้พยานจำเลยปากนางสาวพัฒนาพร ซึ่งจำเลยนำเข้าเบิกความในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายประกันภัย เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า หากหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยไม่สามารถระบุชื่อผู้เอาประกันภัยได้ครบถ้วน ก็สามารถระบุชื่อผู้เอาประกันภัยเพิ่มเติมในเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยได้ และพยานจำเลยปากนายวิชัย ซึ่งจำเลยนำเข้าเบิกความในฐานะเป็นผู้บริหารระดับสูงของจำเลยและเป็นผู้ลงนามในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า การแก้ไขกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทสามารถกระทำได้โดยทำเป็นใบสลักหลัง เมื่อพิจารณาประกอบกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ที่ระบุว่า กรมธรรม์ประกันภัยนี้มีเอกสารแนบท้าย "COVERAGE,CONDITIONS,CLAUSES : AS LIST ATTACHED" และแผ่นที่ระบุว่าหน้า 3 จากทั้งหมด 44 หน้า ซึ่งเป็นเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยระบุยอมรับเนื้อหาของกรมธรรม์โดยมีลายมือชื่อผู้แทนจำเลยพร้อมประทับตราบริษัทจำเลยกำกับ ซึ่งเท่ากับจำเลยรับรองชื่อผู้เอาประกัน (Insured Name) ให้รวมถึงบริษัทโจทก์ด้วย ดังนี้ เมื่อมีการระบุชื่อบุคคลใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้ในเอกสารแนบท้ายดังกล่าวแล้วก็ต้องถือว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เอาประกันภัยซึ่งมีสถานะเต็มเช่นเดียวกับผู้เอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัยด้วย และเมื่อถ้อยคำในกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทระบุไว้อย่างชัดเจนซึ่งไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้แล้ว ประกอบกับพฤติการณ์ในการทำสัญญาประกันภัยดังที่พิจารณามา พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย ส่วนฎีกาของโจทก์ประการอื่นในข้อนี้เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้อ้างว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท เพราะเป็นสิทธิของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท มิใช่เป็นสิทธิเรียกร้องของโจทก์นั้น เห็นว่า แม้กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทมีการระบุให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอันมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกก็ตาม แต่สิทธิของผู้รับประโยชน์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนี้ย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่ผู้รับประโยชน์ได้แสดงเจตนาแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 มิใช่เพียงแต่มีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาแล้วจะทำให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ตามสัญญาทันที และตราบใดที่ผู้รับประโยชน์ยังมิได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยและจำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาประกันภัยตามปกติ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ากรมธรรม์ประกันภัยพิพาทมีการกำหนดวงเงินความคุ้มครองไว้ 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยต้องหักความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเอง 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทให้แก่บริษัท ต. แล้ว โดยนำเงินเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย รวม 57,964,961 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อหักความรับผิดส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองแล้วยังเหลือวงเงินความคุ้มครอง 41,035,039 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่ปรากฏว่าธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทได้แสดงเจตนาแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาสำหรับวงเงินความคุ้มครองส่วนที่เหลือ เช่นนี้ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงยังคงมีหน้าที่ต้อง ปฏิบัติตามสัญญาประกันภัยพิพาทโดยให้ความคุ้มครองแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยสำหรับวงเงินความคุ้มครองส่วนที่ยังเหลือนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทเพียง 41,021,240.94 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังอยู่ในวงเงินความคุ้มครองส่วนที่เหลือ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยผูกพันตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท ข้ออ้างของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับประเด็นข้อพิพาทอื่นซึ่งศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยนั้น เมื่อคดีได้มีการสืบพยานของคู่ความในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นมาทุกประเด็นพิพาทแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว โดยไม่ย้อนสำนวน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า โจทก์มีส่วนได้เสียในกรณีความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิได้ซื้อสินค้าจากบริษัท ต. หรือผู้จัดส่งสินค้าของบริษัท ต. จึงมิได้ประสบกับภาวะธุรกิจหยุดชะงักอันเนื่องมาจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม 2554 นั้น เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยพิพาท แผ่นที่ระบุว่าหน้า 2 จากทั้งหมด 44 หน้า ในส่วนที่กล่าวถึงภัยที่ได้รับความคุ้มครอง (Perils Insured) ระบุว่ากรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ครอบคลุมถึงทรัพย์สินซึ่งเอาประกันภัยไว้และภาวะธุรกิจหยุดชะงักเมื่อเกิดการสูญหายหรือเสียหายทางกายภาพ (Physical loss or damage) ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับความคุ้มครองกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักนี้ยังรวมไปถึงความคุ้มครองกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องด้วย โดยจะเห็นได้จากกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท แผ่นที่ระบุว่าหน้า 6 จากทั้งหมด 44 หน้า มีเงื่อนไขความคุ้มครองกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องสำหรับกรณีที่มีสาเหตุมาจากผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ซึ่งความคุ้มครองนี้จะไม่ครอบคลุมไปถึงกรณีที่มีสาเหตุมาจากผู้จัดส่งสินค้าชั้นถัดลงไป (No coverage beyond Tier Two Suppliers) และแผ่นที่ระบุว่าหน้า 25 และ 27 จากทั้งหมด 44 หน้า ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณค่าสินไหมทดแทนกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงัก ได้แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ แบบฟอร์ม ก. (Form A) คำนวณจากการสูญเสียกำไร (Loss of Profits) และแบบฟอร์ม ข. (Form B) คำนวณจากกำไรขั้นต้น (Gross Earnings) ก็ล้วนแล้วแต่ให้ความคุ้มครองต่อการสูญเสีย อันเป็นผลโดยตรงมาจากการหยุดชะงักของธุรกิจที่จำเป็นซึ่งเกิดจากการสูญเสีย ความเสียหาย หรือการถูกทำลายของทรัพย์สินต่าง ๆ เช่น ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ ทรัพย์สินของบุคคลอื่น ทรัพย์สินของผู้จัดส่งสินค้า ทรัพย์สินของลูกค้า ทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างการขนส่ง และทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างการติดตั้ง การปลูกสร้าง หรือการก่อสร้าง ในส่วนนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าโดยตรงให้แก่บริษัท ต. ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามสัญญาร่วมทุนระหว่างโจทก์และบริษัท ส. โดยคู่สัญญาแต่ละฝ่ายลงทุนฝ่ายละเท่า ๆ กัน และยังได้ความตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์ บริษัท ส. และบริษัท ต. มีข้อตกลงว่าบริษัท ต. จะขายรถยนต์ที่ผลิตได้ให้แก่โจทก์ บริษัท ส. หรือนิติบุคคลอื่นใดที่โจทก์หรือบริษัท ส. กำหนดขึ้น และคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทอันสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนตุลาคม 2554 เกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย บริษัท อ. ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยดังกล่าวโดยไม่สามารถผลิตและจัดส่งสินค้าวัสดุอุปกรณ์จนทำให้บริษัท ต. ไม่อาจผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์เพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ได้ ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องจากจำเลย จึงเป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งอยู่ในวงจรที่ต้องมีการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและวัสดุอื่น ๆ เพื่อนำไปผ่านกระบวนการต่าง ๆ จนกลายเป็นสินค้าสำเร็จ ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อที่โจทก์จะได้นำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าต่อไป อันเป็นวงจรของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) หากเกิดความเสียหายแก่การดำเนินธุรกิจของผู้จัดส่งสินค้าชั้น 2 ซึ่งเป็นผู้เคลื่อนย้ายวัตถุดิบและวัสดุอื่น ๆ เข้าสู่กระบวนการผลิต หรือของผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าสำเร็จที่ต้องเกิดภาวะหยุดชะงักก็ย่อมจะส่งผลให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการไม่มีรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ นำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยจึงมีความสัมพันธ์กับกิจการอันเป็นทรัพย์สินของผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ดังกล่าว และหากเกิดภาวะธุรกิจหยุดชะงักแก่กิจการของผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ดังกล่าวแล้ว ก็อาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่อง ซึ่งสามารถประมาณเป็นเงินได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในกรณีความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทตามฟ้องโจทก์ ข้อต่อสู้ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องตามความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิได้ซื้อสินค้าจากบริษัท ต. โจทก์เป็นเพียงผู้ถือหุ้นในบริษัทย่อยเท่านั้น ธุรกิจของโจทก์มิได้หยุดชะงักเพราะเหตุที่บริษัท ต. ไม่สามารถผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์อันเนื่องมาจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม 2554 นั้น เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทแผ่นที่ระบุว่าหน้า 6 จากทั้งหมด 44 หน้า มีเงื่อนไขความคุ้มครองกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องสำหรับกรณีที่มีสาเหตุมาจากผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ว่าความคุ้มครองนี้จะไม่ครอบคลุมไปถึงกรณีที่มีสาเหตุมาจากผู้จัดส่งสินค้าชั้นถัดลงไป และแผ่นที่ระบุว่าหน้า 44 จากทั้งหมด 44 หน้า กำหนดนิยามของคำว่า "ผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1" (Tier One Supplier) ว่าหมายถึงผู้จัดส่งสินค้าซึ่งจัดส่งสินค้าหรือบริการโดยตรงให้แก่โรงงานหรือสถานประกอบการของฟอร์ด (Ford Facility) กับกำหนดนิยามของคำว่า "ผู้จัดส่งสินค้าชั้น 2" (Tier Two Supplier) ว่าหมายถึงผู้จัดส่งสินค้าหรือบริการโดยตรงให้แก่ผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 ซึ่งในข้อนี้โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่บริษัท อ. ซึ่งเป็นผู้จัดส่งสินค้าโดยตรงให้แก่บริษัท ต. ไม่สามารถผลิตและจัดส่งสินค้าวัสดุอุปกรณ์จนทำให้บริษัท ต. ไม่อาจผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์เพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์ได้ กรณีจึงถือได้ว่าบริษัท ต. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และบริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 2 และในข้อนี้เองพยานโจทก์ปากนายเดเนียล เบิกความว่า การประกอบธุรกิจของโจทก์ในทวีปเอเชียนั้นจะกระทำผ่านบริษัท ด. ซึ่งเป็นผู้รับซื้อรถยนต์ที่ผลิตโดยบริษัท ต. เพื่อนำมาจำหน่ายในประเทศไทย และบริษัทที่ใช้ชื่อว่า ร. ซึ่งเป็นผู้รับซื้อรถยนต์ที่ผลิตโดยบริษัท ต. เพื่อส่งออกไปจำหน่ายในประเทศอื่น ๆ ประกอบกับสัญญาซื้อขายรถยนต์อันเป็นเอกสารของโจทก์เอง มีข้อตกลงว่าบริษัท ต. จะขายรถยนต์ที่ผลิตได้ให้แก่ผู้ซื้อ โดยมีการกำหนดนิยามของคำว่า "ผู้ซื้อ" ว่าหมายถึงโจทก์ บริษัท ส. หรือนิติบุคคลอื่นใดที่โจทก์หรือบริษัท ส. กำหนดขึ้น ซึ่งเอกสารแนบท้าย 3.1 (Exhibit 3.1) ระบุว่านิติบุคคลที่โจทก์กำหนดว่าเป็นผู้ซื้อรถยนต์สำหรับจำหน่ายในประเทศไทยคือบริษัท ด. และนิติบุคคลที่โจทก์กำหนดว่าเป็นผู้ซื้อรถยนต์สำหรับจำหน่ายนอกประเทศไทยคือบริษัท ท. สอดคล้องกับที่พยานโจทก์ปากนายโจเซฟ หรือโจ (Mr.Joseph or Joe) หัวหน้าฝ่ายจัดการค่าสินไหมทดแทนการประกันภัยและหุ้นส่วนสำนักงานบัญชี พ. ในมลรัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากบริษัท ต. ให้คำนวณค่าสินไหมทดแทนจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม 2554 ด้วยวิธีการบัญชีนิติวิทยา (Forensic Accounting) เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่า บริษัท ต. จะนำรถยนต์ที่ผลิตได้ไปจำหน่ายให้แก่บริษัท ด. และบริษัทที่ใช้ชื่อว่า ร. ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับบริษัทที่ใช้ชื่อว่า ร. นั้น พยานโจทก์ปากนายจอห์นนี่หรือจอห์น เบิกความว่า หมายถึงบริษัท ท. ทั้งอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ก็บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้รับซื้อรถยนต์ที่ผลิตโดยบริษัท ต. ไว้เช่นนี้ และยังบรรยายอีกว่าโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าของกิจการของบริษัท ด. และบริษัท ท. โดยผ่านการถือหุ้นเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด แม้พยานโจทก์ปากนางปรียาจะเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยรับว่า บริษัทที่เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ด. ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นนั้น ล้วนเป็นบรรดาบริษัทที่โจทก์เป็นเจ้าของ และแม้จะไม่ปรากฏว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นเจ้าของกิจการของบริษัท ท. รวมทั้งบริษัทที่เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ด. ในลักษณะใดจริงหรือไม่ ก็ตาม ข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่า ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ซื้อรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ประกอบสำเร็จหรือรถยนต์แบบผลิตเป็นชิ้นส่วนตลอดจนชิ้นส่วนและอุปกรณ์ซึ่งผลิตโดยบริษัท ต. คือ บริษัท ด. และบริษัท ท. มิใช่โจทก์ ต้องถือว่าบริษัท ต. และบริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ตามลำดับ ของบริษัท ด. และบริษัท ท. มิใช่ของโจทก์ เมื่อพิเคราะห์ถึงวิธีการคำนวณค่าสินไหมทดแทนกรณีภาวะธุรกิจหยุดชะงักตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาท แผ่นที่ระบุว่าหน้า 25 และ 27 จากทั้งหมด 44 หน้า หากใช้วิธีคำนวณจากการสูญเสียกำไร (Form A: Loss of Profits) โดยหลักแล้วจะต้องพิจารณาจาก การลดลงของยอดขาย (Reduction in Sales) ซึ่งหมายถึงยอดขายที่ลดลงของบริษัท ด. และบริษัท ท. มิใช่ของโจทก์ หรือหากใช้วิธีคำนวณจากกำไรขั้นต้น (Form B : Gross Earnings) โดยหลักแล้วจะต้องพิจารณาจาก ยอดขายรวมสุทธิ (Total Net Sales) หักด้วยต้นทุนขายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ ซึ่งหมายถึงยอดขายและต้นทุนขายของบริษัท ด. และบริษัท ท. มิใช่ของโจทก์เช่นกัน และเมื่อบริษัท ด. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้นทั้งหลายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 และเป็นคนละนิติบุคคลกับโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าโจทก์จะอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกิจการของบริษัท ด. โดยผ่านการถือหุ้นเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ด้วยอาศัยวิธีการใดก็ตาม ความเสียหายและสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจากจำเลยสำหรับกรณีที่เกิดภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องของบริษัท ด. หากจะพึงมี ก็มิใช่ความเสียหายและสิทธิเรียกร้องของโจทก์ และในทำนองเดียวกันในส่วนของบริษัท ท. นั้น ได้ความว่าเป็นกิจการที่ตั้งอยู่ในมลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงอักษรย่อ LLC ที่ต่อท้ายชื่อของกิจการแล้ว น่าเชื่อว่าเป็นกิจการประเภทบริษัทจำกัดความรับผิด (Limited Liability Company) ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหาก (Separate Legal Entity) จากผู้ลงทุน (Member) ในบริษัทประเภทนี้ และเป็นคนละนิติบุคคลกับโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าโจทก์จะอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกิจการของบริษัท ท. โดยผ่านการลงทุนในกิจการเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของส่วนของผู้ลงทุนทั้งหมด (Membership Interest) ด้วยอาศัยวิธีการใดก็ตาม ความเสียหายและสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยพิพาทจากจำเลยสำหรับกรณีที่เกิดภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องของบริษัท ท. หากจะพึงมีก็มิใช่ความเสียหายและสิทธิเรียกร้องของโจทก์เช่นกัน ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องสำหรับกรณีตามคำฟ้องเพราะโจทก์เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาและต้องจัดทำงบการเงินโดยใช้หลักเกณฑ์ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปในประเทศสหรัฐอเมริกา (Generally Accepted Accounting Principles ซึ่งเรียกโดยย่อว่า GAAP หรือ US GAAP) เมื่อโจทก์มีฐานะเป็นเจ้าของกิจการของบริษัทย่อยเป็นจำนวนร้อยละ 100 ของส่วนของเจ้าของทั้งหมด ก็จะต้องแสดงผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยไว้เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินของโจทก์และความเสียหายของบริษัทย่อยก็จะถูกนำมารวมอยู่ในงบการเงินของโจทก์นั้น แม้จะฟังว่ามีการจัดทำงบการเงินของโจทก์โดยแสดงผลการดำเนินงานและความเสียหายของบริษัทย่อยไว้ด้วยตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่กิจการของโจทก์ บริษัท ด. และบริษัท ท. ก็ยังคงมีการดำเนินกิจการในฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันและกัน และย่อมมีการจัดทำงบการเงินของแต่ละกิจการไว้ต่างหากจากกันตามกฎหมาย การจัดทำงบการเงินของโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงการจัดทำรายงานทางการเงินเสมือนหนึ่งว่าโจทก์ บริษัท ด. และบริษัท ท. เป็นกิจการเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการแสดงฐานะของกลุ่มบริษัท (Group Company) ในเครือเดียวกันต่อผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ก็หาได้มีผลทำให้โจทก์ บริษัท ด. และบริษัท ท. ควบเข้ากันเป็นนิติบุคคลเดียวกันในทางกฎหมาย นอกจากนี้ก็ไม่ปรากฏว่ามีการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีในศาลโดยใช้สิทธิเรียกร้องแทนกันและกันได้แต่อย่างใด ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยจึงมิใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องของโจทก์จากการที่มีบริษัท ต. และบริษัท อ. เป็นผู้จัดส่งสินค้าชั้น 1 และชั้น 2 ตามลำดับ โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทย่อย (Holding Company) แทนบริษัท ด. และบริษัท ท. ในความเสียหายจากภาวะธุรกิจหยุดชะงักต่อเนื่องได้ แม้กรมธรรม์ประกันภัยพิพาทผูกพันโจทก์จำเลยตามคำฟ้อง ข้ออ้างของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1015
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฟ.
จำเลย — บริษัท ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเลิศชาย สุธรรมพร
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4500/2565
#689695
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) และมาตรา 24 บัญญัติห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลาย ภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 โดยเด็ดขาดแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ในมูลหนี้จำนองตามมาตรา 95 ประกอบมาตรา 22 การที่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติเห็นชอบให้จำเลยที่ 1 งดดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ไปดำเนินการตามกฎหมายอื่น มีผลเป็นการสละสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามมาตรา 145 (3) ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงย่อมไม่ใช่ทรัพย์สินในกองทรัพย์สินในคดีล้มละลายของจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 ต้องมีหน้าที่รวบรวมนำมาขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นเพื่อนำมาแบ่งแก่บรรดาเจ้าหนี้ และไม่มีอำนาจต่อสู้คดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามมาตรา 22 (3) แทนจำเลยที่ 2 อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงด้วยตนเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 และเมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงดังเช่นคดีแพ่งทั่วไป การที่ศาลล่างมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 นำเงินจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ผู้ล้มละลายมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 1,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสัญญาจำนอง 1,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 86489, 85125, 86492 และ 99003 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้นำมูลหนี้ตามฟ้องมายื่นขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 และไม่อาจขอให้นำทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้แก่โจทก์ สำหรับกรณีที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 86489, 85125, 86492 และ 99003 จดทะเบียนเพิ่มจำนองไว้ต่อโจทก์ ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป และมูลหนี้ประธานมีลักษณะเป็นเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องบังคับจำนองคดีนี้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 จึงเกิน 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ มูลหนี้ประธานจึงขาดอายุความ โจทก์มีสิทธิเพียงที่จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองไว้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยค้างชำระย้อนหลังเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดลำปาง คดีหมายเลขแดงที่ 597/2543 โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์จากทรัพย์สินอื่นนอกเหนือจากทรัพย์จำนอง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินไถ่ถอนจำนอง 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562) ย้อนขึ้นไป หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 1 ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 86489, 85125, 86492 และ 99003 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินไถ่ถอนจำนอง 845,344.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562) ย้อนหลังไปไม่เกิน 5 ปี และให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2538 จำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้เงิน 1,000,000 บาท จากธนาคาร น. นำที่ดินโฉนดเลขที่ 98280 และ 98283 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันในวงเงิน 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ ธนาคาร น. จึงฟ้องบังคับชำระหนี้และบังคับจำนองจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดลำปาง ศาลจังหวัดลำปางมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ ตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 597/2543 ธนาคาร น. นำยึดที่ดินจำนองทั้งสองแปลง วันที่ 29 มิถุนายน 2544 ธนาคาร น. ได้โอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิรับจำนองที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. วันที่ 25 กันยายน 2544 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. และปลดจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 98283 เพื่อโอนขายแก่ผู้ซื้อโดยจำเลยที่ 2 นำเงินมาชำระหนี้ 340,000 บาท และจดทะเบียนจำนองเพิ่มหลักประกันที่ดินพิพาทรวม 4 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 86489, 85125, 86492 และ 9903 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันให้แก่ธนาคาร น. วันที่ 17 กรกฎาคม 2546 ธนาคาร น. ทำบันทึกข้อตกลงเรื่องโอนสิทธิการรับจำนองเพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันดังกล่าวให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ตามบันทึกถ้อยคำข้อตกลงเรื่องการโอนสิทธิจำนอง วันที่ 7 พฤษภาคม 2547 บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 2 และสิทธิการรับจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2549 บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ทำบันทึกข้อตกลงเรื่องการโอนสิทธิการรับจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2551 ศาลจังหวัดลำปางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนโจทก์เดิมในคดีแพ่ง เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2553 โจทก์เข้าประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 98280 ได้จากการขายทอดตลาด จำเลยที่ 2 เป็นหนี้โจทก์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 จำนวน 2,478,584.39 บาท วันที่ 18 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 2 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย หมายเลขแดงที่ ล.2605/2556 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ให้ยึดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 วันที่ 8 สิงหาคม 2561 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ไปดำเนินการตามกฎหมายอื่น ต่อมามีประกาศของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ปลดจำเลยที่ 2 จากการเป็นบุคคลล้มละลาย นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561

ก่อนวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้หรือไม่เสียก่อน เห็นว่า แม้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) และมาตรา 24 บัญญัติห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลายก็ตาม แต่ได้ความว่าหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 2 เด็ดขาดแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันผู้รับโอนสิทธิจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการบังคับคดียึดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ในมูลหนี้จำนองโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 95 ประกอบมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 การที่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติเห็นชอบให้จำเลยที่ 1 งดดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ไปดำเนินการตามกฎหมายอื่น ย่อมมีผลเป็นการสละสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 145 (3) ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงย่อมมิใช่ทรัพย์สินในกองทรัพย์สินในคดีล้มละลายของจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 ต้องมีหน้าที่รวบรวมนำมาขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นนำเงินมาแบ่งแก่บรรดาเจ้าหนี้ ตลอดจนไม่มีอำนาจฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) แทนจำเลยที่ 2 อีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับจำนองแก่ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง ทั้งมีผลทำให้จำเลยที่ 2 ลูกหนี้มีอำนาจฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงได้ด้วยตนเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 และเมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีแล้วย่อมร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับจำนองแก่ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงดังเช่นคดีแพ่งทั่วไปต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ตลอดจนกระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจหน้าที่ยึดที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงออกขายทอดตลาดอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3) ม. 24 ม. 95 ม. 145 (3)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บริหารสินทรัพย์ ส.
จำเลย — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนางสาว ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งตลิ่งชัน — นายวิริยะ แดงบรรจง
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4479/2565
#685988
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ตาม ป.อ. มาตรา 288 จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์เกินกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่อาจฎีกาได้ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 242 (1), 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ระหว่างพิจารณา นางสาวเจนจิรา และนางสาวสาลินี บุตรนายสาคร ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าใช้จ่ายพิธีบำเพ็ญกุศลศพ 200,000 บาท และค่าที่โจทก์ร่วมที่ 2 ขาดไร้อุปการะ 40,199 บาท รวมเป็นเงิน 240,199 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าเสียหายสูงเกินจริง ขอให้ศาลพิจารณาตามที่เห็นสมควร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน แต่เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษอื่นมารวมได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง 200,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 40,199 บาท รวมเป็นเงิน 240,199 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิด (วันที่ 18 กันยายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เนื่องจากยื่นอุทธรณ์พ้นระยะเวลาที่ศาลอนุญาตขยายระยะเวลา และส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่อาจฎีกาได้ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1), 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 245 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 242 (1) ม. 252
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 4 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
โจทก์ร่วม — นางสาว จ. กับพวก
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นางสาวศิริลักษณ์ อรุณประดิษฐ์กุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ธนิต รัตนะผล
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4478/2565
#689696
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถสำหรับรถบรรทุกคันเกิดเหตุส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกําหนดให้จำเลยร่วมที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต ส่วนจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับความเสียหายต่อชีวิตกำหนดไว้เป็นเงิน 35,000 บาท และจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย แสดงว่าในกรณีที่ผู้รับประกันภัยได้ชําระค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไป 35,000 บาท แล้ว ย่อมนํามาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ผู้รับประกันภัยต้องชําระทั้งหมด 300,000 บาท ได้ ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองอีกเพียง 265,000 บาท การจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 เช่นนี้ เฉพาะแต่ค่าเสียหายเบื้องต้นซึ่งผู้รับประกันภัยชําระแก่โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยเท่านั้นที่ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ไม่รวมถึงค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าขาดไร้อุปการะตามที่โจทก์ฟ้องเรียกมา ส่วนค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 265,000 บาท นั้น เมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้จึงถือเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องเรียกมาด้วย

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยร่วมที่ 1 ชําระค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถบรรทุกส่วนหัวลากให้แก่โจทก์ 265,000 บาท โดยระบุรายการสินไหมว่าเป็นค่าปลงศพ และชําระค่าเสียหายเบื้องต้นรวมกับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถบรรทุกส่วนพ่วงให้แก่โจทก์ 300,000 บาท โดยระบุรายการสินไหมว่าเป็นค่าปลงศพเช่นเดียวกัน พฤติการณ์แห่งคดีชี้ให้เห็นเจตนาของโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 ว่าประสงค์ให้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถบรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วงเป็นจำนวนเงินชดเชยค่าปลงศพเพียงอย่างเดียว ไม่รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องเรียกมาด้วย จึงไม่อาจนําเงินซึ่งจำเลยที่ 1 ชําระแก่โจทก์เป็นค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถบรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกรมธรรม์ละ 265,000 บาท รวม 2 กรมธรรม์ เป็นเงิน 530,000 บาท ไปหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามขอให้เรียกบริษัท ท. และบริษัท ส. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกว่าจำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยร่วมทั้งสองอ้างว่า จำเลยร่วมทั้งสองได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ครบจำนวนตามกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสามฉบับแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยร่วมทั้งสองออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายมนัส ผู้ตาย จำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยประเภทคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ รถยนต์บรรทุกพ่วงส่วนหัวลาก และส่วนพ่วง ระยะเวลาประกันภัยระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2559 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 ส่วนจำเลยร่วมที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจรถยนต์บรรทุกพ่วงส่วนหัวลาก ระยะเวลาประกันภัยระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2559 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2560 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ในระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 1 ทำละเมิดขับรถยนต์บรรทุกพ่วงที่จำเลยร่วมทั้งสองรับประกันภัยไปตามถนนสายหนองชาก - พนัสนิคม จากด้านตำบลหนองอิรุณมุ่งหน้าไปอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ด้วยความประมาท เมื่อถึงที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วเกินสมควรจนไม่สามารถหยุดรถเพื่อไม่ให้ชนรถคันหน้าจึงขับรถยนต์บรรทุกพ่วงหลบเข้าไปในทางเดินรถฝั่งตรงข้ามเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับมา ทำให้รถยนต์ของผู้ตายเสียหาย ผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุ พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรียื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ระหว่างพิจารณาคดีอาญาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 1 วางเงินบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 จำนวน 5,000 บาท วันที่ 4 สิงหาคม 2560 จำนวน 10,000 บาท และวันที่ 5 ตุลาคม 2560 จำนวน 25,000 บาท รวมเป็นเงิน 40,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับไปแล้วตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น และคำร้องขอวางเงินของจำเลยที่ 1 จำเลยร่วมที่ 2 วางเงินชำระค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา 300,000 บาท เต็มตามวงเงินคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ. เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2560 ซึ่งโจทก์ได้รับไปแล้ว ส่วนจำเลยร่วมที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกรมธรรม์ละ 300,000 บาท รวม 2 กรมธรรม์เป็นเงิน 600,000 บาท เต็มตามความคุ้มครองแล้ว ดังนี้ วันที่ 21 เมษายน 2560 ชำระค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่าปลงศพตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลาก 35,000 บาท ให้แก่บริษัท ป. ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฒน 8143 ที่ผู้ตายขับ วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เหลือตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากอีก 265,000 บาท ให้แก่โจทก์ และวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ชำระค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เหลือตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนพ่วง 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประเด็นนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ 2,160,000 บาท โจทก์ไม่ฎีกา จำนวนค่าขาดไร้อุปการะจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงข้อเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำเงิน 600,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับจากจำเลยร่วมที่ 1 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมาหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องชอบหรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถสำหรับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกำหนดให้จำเลยร่วมที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต ส่วนจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับความเสียหายต่อชีวิตกำหนดไว้เป็นเงิน 35,000 บาท และกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยังระบุด้วยว่า จำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย แสดงว่าในกรณีที่ผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยไป 35,000 บาทแล้ว ย่อมนำมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ผู้รับประกันภัยต้องชำระทั้งหมด 300,000 บาทได้ ในกรณีเช่นนี้ ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากผู้รับประกันภัยอีกเพียง 265,000 บาท การจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งมาตรา 4 ให้คำจำกัดความค่าเสียหายเบื้องต้นในกรณีทำให้เขาถึงตาย ได้แก่ ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น และผู้ประสบภัยหมายความรวมถึงทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยที่ถึงแก่ความตายด้วย เช่นนี้ เฉพาะแต่ค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกที่เป็นค่าเสียหายเบื้องต้นซึ่งผู้รับประกันภัยชำระแก่โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยเท่านั้นที่ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ไม่รวมถึงค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าขาดไร้อุปการะตามที่โจทก์ฟ้องเรียกมา การที่ศาลล่างทั้งสองนำเงินค่าเสียหายเบื้องต้นตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วง กรมธรรม์ละ 35,000 บาท รวม 2 กรมธรรม์เป็นเงิน 70,000 บาท หักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่กำหนดให้โจทก์จึงไม่ถูกต้อง ส่วนค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 265,000 บาท นั้น เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ทั้งกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของจำเลยร่วมที่ 1 ระบุว่า เป็นความคุ้มครองสำหรับการเสียชีวิต หรือทุพพลภาพอย่างถาวร ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถนี้จึงถือเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องเรียกมาด้วย อย่างไรก็ตาม คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามเอกสารท้ายคำแถลงของจำเลยร่วมที่ 1 ฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ว่า จำเลยร่วมที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากให้แก่โจทก์ 265,000 บาท โดยระบุรายการสินไหมว่าเป็นค่าปลงศพ และชำระค่าเสียหายเบื้องต้นรวมกับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนพ่วงให้แก่โจทก์ 300,000 บาท โดยระบุรายการสินไหมว่าเป็นค่าปลงศพเช่นเดียวกัน และโจทก์ได้รับเงินทั้งสองจำนวนไปครบถ้วนแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีชี้ให้เห็นเจตนาของโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 ว่า ทั้งสองฝ่ายประสงค์ให้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากและรถยนต์บรรทุกส่วนพ่วงเป็นจำนวนเงินเพื่อชดเชยค่าปลงศพเพียงอย่างเดียว ไม่รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องเรียกมาด้วย จึงไม่อาจนำเงินซึ่งจำเลยร่วมที่ 1 ชำระแก่โจทก์เป็นค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถยนต์บรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกรมธรรม์ละ 265,000 บาท รวม 2 กรมธรรม์เป็นเงิน 530,000 บาท นี้ไปหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำเงิน 600,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับจากจำเลยร่วมที่ 1 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมาหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น คดีนี้ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ 2,160,000 บาท เมื่อหักเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ 40,000 บาท และหักเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจที่จำเลยร่วมที่ 2 ชำระแก่โจทก์ 300,000 บาท แล้ว คงเหลือเงินซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 1,820,000 บาท สำหรับความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าว โจทก์มีคำขอท้ายฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จึงกำหนดดอกเบี้ยให้ตามช่วงระยะเวลาที่โจทก์ขอ

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) นอกจากนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยกำหนดค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ 2,160,000 บาท แต่ให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสองชำระแก่โจทก์แล้วหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่กำหนดให้ คงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ 1,220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาเฉพาะประเด็นที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไม่นำเงิน 600,000 บาท ที่จำเลยร่วมที่ 1 ชำระตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถไปหักออกจากจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลล่างทั้งสองกำหนด ซึ่งหากศาลฎีกาพิพากษาให้ตามคำขอท้ายฎีกาของโจทก์ โจทก์จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาอีก 600,000 บาท ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงเท่ากับส่วนต่างของจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากับจำนวนเงินที่โจทก์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คือ 600,000 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 12,000 บาท และค่าขึ้นศาลอนาคต 100 บาท ในส่วนดอกเบี้ย แต่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 26,500 บาท เกินมา 14,400 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมานี้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 14,400 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443 วรรคหนึ่ง ม. 443 วรรคสาม
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ต.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายพรชัย แสงชัยสุคนธ์กิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายภัคพงศ์ ภัคพงศ์สิริ
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ทรงพล สงวนพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4461/2565
#690288
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และฐานพาอาวุธปืนตาม ป.อ. มาตรา 80, 288, 371 และ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตาม ป.อ. มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง อันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก อันเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกหรือระยะเวลาการฝึกอบรมของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4/2562 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสงคราม

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุเกิน 18 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ปรับ 3,000 บาท รวมจำคุก 8 เดือน และปรับ 3,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 1,500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นและยกคำขอให้นับโทษต่อ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ทางนำสืบและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานพยายามฆ่าผู้อื่น 4 ปี 5 เดือน 10 วัน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 2 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 11 เดือน 10 วัน ไม่ปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีอาวุธปืนพกและกระสุนปืนขนาด .45 (11 มม.) จำนวนเท่าใดไม่ปรากฏชัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วจำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในที่เกิดเหตุ จากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนยิงในที่เกิดเหตุรวม 4 นัด หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืน ขนาด .45 (11 มม.) ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ 4 ปลอก จึงยึดเป็นของกลาง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า ที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความอ้างว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ยืนอยู่กับกลุ่มของนายปานฉัตร ได้ยินเสียงร้องให้ผู้เสียหายที่ 1 ระวังปืน ผู้เสียหายที่ 1 มองไปที่กลุ่มวัยรุ่นเห็นจำเลยชักอาวุธปืนออกจากเอวเล็งไปทางผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปทางผู้เสียหายที่ 1 และขณะวิ่งหลบหนีก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 4 นัด แต่ผู้เสียหายที่ 1 กลับเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินเสียงร้องจึงหันไปเห็นจำเลยใช้สองมือถืออาวุธปืน ผู้เสียหายที่ 1 ตกใจจึงวิ่งหลบหนีไปในทันที ทั้งบริเวณที่เกิดเหตุค่อนข้างมืด สามารถมองเห็นกันได้ชัดในระยะห่างไม่เกิน 2 เมตร แต่ขณะนั้นจำเลยยืนอยู่ห่างไปประมาณ 10 เมตร ผู้เสียหายที่ 1 ไม่อาจยืนยันว่าจำเลยเล็งอาวุธปืนไปทางผู้เสียหายที่ 1 หรือผู้ใด ที่ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าจำเลยถืออาวุธปืนเล็งไปทางผู้เสียหายที่ 1 จึงน่าเชื่อว่าเกิดจากความเข้าใจของผู้เสียหายที่ 1 เอง ส่วนที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า เห็นจำเลยถืออาวุธปืนเล็งไปทางผู้เสียหายที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหลบหนี จำเลยก็วิ่งตามแล้วใช้อาวุธปืนยิงไป 4 นัด ก็ปรากฏตามภาพถ่ายประกอบสำนวนว่า หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืน ขนาด 11 มม. รวม 4 ปลอก ตกอยู่บนถนนหน้ากุฏิชี โดยกระสุนปืนดังกล่าวตกอยู่ในบริเวณเดียวกัน หากจำเลยวิ่งตามผู้เสียหายที่ 1 แล้วจึงใช้อาวุธปืนยิง ปลอกกระสุนปืนคงไม่ตกอยู่ในบริเวณเดียวกันเช่นนี้ จึงแสดงให้เห็นว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงทั้ง 4 นัด โดยยืนอยู่ในที่เดิม มิได้วิ่งไล่ตามผู้เสียหายที่ 1 แล้วใช้อาวุธปืนยิงไป 4 นัด ดังที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความ ทั้งผู้เสียหายที่ 2 ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ขณะเสียงปืนดังขึ้นนัดแรก ผู้เสียหายที่ 2 ยังไม่ทราบว่าเป็นเสียงปืนจากทิศทางใด เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ถูกผลักล้มลง ก็ได้ยินเสียงปืนนัดที่สอง และเนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุค่อนข้างมืด มองเห็นเพียงเงาคน ผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่แน่ใจว่าจำเลยเล็งอาวุธปืนไปทางผู้เสียหายที่ 1 หรือเล็งไปตามทางที่ผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหลบหนีหรือไม่ คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมุ่งที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 โดยตรงแต่อย่างใดเช่นกัน โดยเฉพาะจำเลยกับผู้เสียหายทั้งสองต่างไม่รู้จักกันมาก่อน เพียงเหตุที่พวกของจำเลยมีเหตุวิวาทกับพวกของผู้เสียหายทั้งสองยังมิใช่เป็นเหตุถึงขนาดจูงใจให้จำเลยคิดฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ทั้งขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองกับพวกยืนรวมกันเป็นกลุ่มอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนจำเลยกับพวกยืนเป็นกลุ่มอยู่อีกด้านหนึ่ง หากจำเลยมีเจตนาที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองกับพวก ก็สามารถใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มของผู้เสียหายในขณะนั้น อันจะทำให้กระสุนปืนยิงถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือผู้หนึ่งผู้ใดในกลุ่มได้โดยง่าย แต่จำเลยก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ กลับได้ความว่าเมื่อมีเสียงร้องให้ผู้เสียหายที่ 1 ระวังปืน กลุ่มของผู้เสียหายทั้งสองก็วิ่งหลบหนีในทันที จากนั้นจึงมีเสียงปืนดังขึ้น แสดงว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงหลังจากผู้เสียหายที่ 1 กับพวกต่างวิ่งหลบหนีกันแล้วเจือสมตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า หลังจากผู้เสียหายที่ 1 วิ่งหลบหนีแล้ว จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงไปบริเวณที่ไม่มีคนรวม 4 นัด พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 376 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และฐานพาอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง อันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก อันเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาในความผิดฐานนี้หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนปัญหาว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่นั้น เห็นว่า อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงสามารถใช้ยิงทำอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย ทั้งการที่จำเลยพาอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนติดตัวไปที่เกิดเหตุซึ่งมีเหตุทะเลาะวิวาท ก็นับเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการที่จำเลยอาจใช้อาวุธปืนดังกล่าวกระทำความผิดร้ายแรงอื่นได้ ประกอบกับปรากฏตามรายการประวัติการกระทำความผิดว่า ขณะยังเป็นเยาวชน จำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่จำเลยก็ไม่เข็ดหลาบ กลับมากระทำความผิดในลักษณะที่ร้ายแรงขึ้นกว่าเดิม ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคแรก ม. 192 วรรคท้าย
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นางสาวปวีรยา จินดาวสุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสายัณห์ ศรีดวม
ชื่อองค์คณะ
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
ธงชัย จันทร์วิรัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4460/2565
#688766
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน ตาม ป.อ. มาตรา 80, 288, 371 และ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตาม ป.อ. มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง อันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก อันเป็นการมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายณรงค์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืน ไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับอนามัยและจิตใจเป็นเงิน 300,000 บาท

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 16 เดือน และให้จำเลยชำระเงิน 20,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 10 วัน เมื่อรวมโทษจำคุก 12 เดือน ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 12 เดือน 10 วัน ให้ยกฟ้องจำเลยฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่น และยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยซึ่งเป็นรักษาการแทนไวยาวัจกรวัดหิรัญญาราม ให้คนงานไปทำงานบริเวณด้านหลังกุฏิอดีตเจ้าอาวาส ขณะนั้นโจทก์ร่วมกับพวกประมาณ 10 คน นั่งอยู่ใต้ถุนกุฏิพระดังกล่าว โจทก์ร่วมต่อว่าคนงานของจำเลยเรื่องถอนต้นมันเทศที่อดีตเจ้าอาวาสปลูกไว้ จึงเกิดการทะเลาะโต้เถียงและชกต่อยกับจำเลย หลังจากนั้น เวลาประมาณ 15 นาฬิกา โจทก์ร่วมเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า ระหว่างการชกต่อย จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 1 นัด แต่กระสุนปืนไม่ถูก แล้วนำพนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุในเบื้องต้น รุ่งขึ้น จำเลยเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า พยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยให้การปฏิเสธโดยไม่ให้การในรายละเอียด ในวันเดียวกัน เจ้าพนักงานตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดพิจิตรไปตรวจที่เกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยหรือวัตถุพยานใดในที่เกิดเหตุ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ร่วม นายสาธิตและนางมณีจะมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน แต่ไม่ปรากฏว่านางสาวประยงค์มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยด้วย ทั้งหลังเกิดเหตุ โจทก์ร่วมยังเข้าร้องทุกข์และนำพนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุเบื้องต้นทันที ส่วนนายสาธิตและนางมณีก็ให้การต่อพนักงานสอบสวนทันทีในวันเดียวกัน โจทก์ร่วม นายสาธิตและนางมณีย่อมไม่มีเวลาแต่งเรื่องขึ้นเพื่อปรักปรำใส่ร้ายจำเลยให้ได้รับโทษร้ายแรงกว่าที่เป็นจริง ส่วนจำเลยเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้ทราบจำเลยกลับให้การปฏิเสธลอย ๆ โดยไม่ให้การในรายละเอียด ทั้ง ๆ ที่อ้างว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการทะเลาะโต้เถียงชกต่อยกัน ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น จำเลยน่าจะให้การในรายละเอียดได้บ้าง แต่มิได้ให้การใด ๆ นอกจากนี้ในที่เกิดเหตุ ยังมีคนงานของจำเลยซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับโจทก์ร่วมและพยานของโจทก์กับโจทก์ร่วมเช่นกัน และบุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลใกล้ชิดกับจำเลย จำเลยน่าจะสามารถอ้างเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวนและนำมาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณาได้โดยไม่ยากนัก แต่ก็มิได้กระทำ คงอ้างตนเองเป็นพยานเพียงปากเดียว จึงมีน้ำหนักน้อย ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมและนายสาธิตพยายามหลีกเลี่ยงไม่เบิกความถึงลักษณะอาวุธปืนที่จำเลยใช้ในวันเกิดเหตุเพื่อมิให้พบพิรุธข้อแตกต่างนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมและนายสาธิตเห็นอาวุธปืนในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงครู่เดียว ทั้งนางสาวประยงค์ซึ่งไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ใดยังเบิกความยืนยันว่าได้ยินเสียงปืน การที่โจทก์ร่วมและนายสาธิตเบิกความลักษณะดังกล่าวยังไม่พอเป็นพิรุธให้สงสัย พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักและเหตุผลมั่นคงพยานหลักฐานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพนักงานสอบสวนไม่สามารถติดตามหาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานได้ จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่า อาวุธปืนที่จำเลยมีและใช้เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานดังกล่าวมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์ร่วมว่า ขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม จำเลยอยู่ห่างจากโจทก์ร่วมประมาณ 1.5 เมตร ซึ่งเป็นระยะประชิด ชั้นสอบสวน โจทก์ร่วมให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมนั้น จำเลยถืออาวุธปืนในลักษณะเอียง 45 องศา ทำให้วิถีกระสุนพุ่งตรงไปที่บริเวณเอว และเบิกความตอบคำถามค้านว่า หากจำเลยยกแขนยิงในลักษณะตั้งแขนตรง 90 องศา กระสุนปืนจะถูกบริเวณศีรษะโจทก์ร่วมเนื่องจากจำเลยสูงกว่าโจทก์ร่วม แสดงว่าจำเลยมีโอกาสเลือกยิงโจทก์ร่วมที่อวัยวะสำคัญของร่างกายได้ แต่จำเลยเลือกที่จะยิงเฉพาะช่วงล่างของร่างกายโจทก์ร่วมซึ่งเป็นอวัยวะที่ไม่สำคัญและไม่สามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ ทั้งยังปรากฏต่อไปอีกว่า ขณะโจทก์ร่วมวิ่งหนี จำเลยวิ่งไล่ตามโจทก์ร่วมไปห่างเพียงประมาณ 3 เมตร ซึ่งยังคงเป็นระยะประชิด ทั้งโจทก์ร่วมยังหันหลังวิ่งหลบหนี ซึ่งเปิดโอกาสให้จำเลยสามารถเลือกยิงอวัยวะสำคัญของร่างกายได้อีก แต่จำเลยก็มิได้ยิงโจทก์ร่วมซ้ำอีก แสดงว่า จำเลยมิได้เจตนาฆ่าโจทก์ร่วม ส่วนการยิงด้วยเจตนาทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมหรือไม่นั้น ตามภาพถ่ายประกอบคดี ซึ่งเป็นภาพจำลองเหตุการณ์ที่โจทก์ร่วมนำชี้ ปรากฏว่าจำเลยเล็งอาวุธปืนไปที่เอวของโจทก์ร่วมในลักษณะกดต่ำลง เมื่อคำนึงถึงระยะห่างที่จำเลยยืนอยู่ห่างจากโจทก์ร่วมประมาณ 1.5 เมตรประกอบแล้ว หากโจทก์ร่วมเอี้ยวตัวหลบได้ทันดังที่อ้าง กระสุนปืนน่าจะพุ่งลงกระทบพื้นดินบริเวณนั้นอานุภาพของกระสุนปืนน่าจะทำให้พื้นดินบริเวณนั้นมีร่องรอยที่พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดพิจิตรจะพบเห็นหรือตรวจสอบได้ แต่เจ้าพนักงานทั้งสองกลับไม่พบร่องรอยใด ๆ ข้อที่อาจมีผู้อื่นยักย้าย กลบเกลื่อนหรือปิดบังอำพรางร่องรอยหรือพยานหลักฐานใด ๆ นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า หลังเกิดเหตุ คนงานของจำเลยพาจำเลยออกจากที่เกิดเหตุไป ในบริเวณที่เกิดเหตุจึงมีแต่พยานของโจทก์และโจทก์ร่วมอยู่ ดังนั้น นับแต่เวลาเกิดเหตุจนกระทั่งโจทก์ร่วมพาพนักงานสอบสวนไปถึงที่เกิดเหตุ จึงไม่น่าจะมีผู้ใดสามารถยักย้าย กลบเกลื่อนหรือปิดบังอำพรางร่องรอยหรือพยานหลักฐานใด ๆ ได้ การที่พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดพิจิตรไม่พบร่องรอยหรือวัตถุพยานใดในที่เกิดเหตุ คำเบิกความและการนำชี้ของโจทก์ร่วมจึงมีเหตุให้สงสัยว่า จำเลยเล็งยิงไปที่เอวของโจทก์ร่วมหรือยิงไปยังทิศทางอื่น พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมในส่วนนี้ยังมีข้อสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฐานพยายามทำร้ายร่างกายผู้อื่นมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยมีความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371 และตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ทั้งการกระทำความผิดตามมาตรา 376 ก็มิใช่การกระทำซึ่งรวมอยู่ในความผิดตามโจทก์ฟ้อง อันศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก อันเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อมาว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องของโจทก์ร่วมหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมในระหว่างการชกต่อยนั้น เป็นกระทำต่อเนื่องจากการกระทำเดิมระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยที่สมัครใจเข้าวิวาทชกต่อยกัน อันเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมและจำเลยต่างทำละเมิดต่อกันและกัน โจทก์ร่วมและจำเลยจึงจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่กันและกัน มิใช่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อโจทก์ร่วมเพียงฝ่ายเดียว ส่วนที่ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงเพื่อพยายามฆ่าโจทก์ร่วมนั้น ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นการทำละเมิด เมื่อจำเลยใช้อาวุธปืนยิงในระหว่างทะเลาะวิวาทชกต่อยกับโจทก์ร่วมแล้ว การใช้อาวุธปืนยิงย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำละเมิดที่จำเลยกระทำต่อโจทก์ร่วมและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งการกระทำนั้นเช่นนั้น ส่วนการกำหนดค่าสินไหมทดแทนระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ศาลย่อมวินิจฉัยตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดของแต่ละฝ่ายประกอบกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 เมื่อจำเลยใช้อาวุธปืนยิงในการทะเลาะวิวาทชกต่อยกัน จำเลยจึงเป็นฝ่ายกระทำผิดและละเมิดต่อกฎหมายร้ายแรงมากกว่าโจทก์ร่วม จึงเห็นสมควรให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน 10,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำขอของโจทก์ร่วมมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยอายุ 60 ปีแล้ว การลงโทษจำคุกในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่น่าจะเป็นประโยชน์และไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขจำเลยได้ เมื่อคำนึงถึงอายุ สภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว มีเหตุอันควรปรานี ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน การให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่าที่จะลงโทษจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ ไม่หวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 คงลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับกระทงละ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อรวมทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 376
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคแรก ม. 192 วรรคท้าย
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
โจทก์ร่วม — นาย ณ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นางพิมพ์ชนา รัฐศักดิ์นิชากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
กฤตพงศ์ เอี่ยมวรเมธ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4459/2565
#688901
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบธุรกิจในการทำตลาดสินค้าหรือบริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยการสื่อสารข้อมูลบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ของจำเลย เพื่อเสนอขายสินค้าหรือบริการของจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่นโดยตรงต่อบุคคลทั่วไปในฐานะเป็นผู้บริโภคที่สมัครเข้ารับบริการในเว็บไซต์ของจำเลย ซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละรายตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่น เข้าลักษณะตามนิยามศัพท์คำว่า "ตลาดแบบตรง" ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560

การนำหลัก "เสรีภาพในการทำสัญญา" มาใช้บังคับดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในขณะที่ฝ่ายผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรองหรือไม่มีอำนาจเหนือจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ย่อมไม่อาจนำมาใช้ได้ในขณะที่ธุรกิจการค้าขายในสภาพสังคมและเศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องบังคับใช้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12

การระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของผู้รับบริการโดยเป็นดุลพินิจฝ่ายเดียวของจำเลยโดยไม่จำต้องแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักฐานให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจควบคุมและกำกับดูแลจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงได้มีโอกาสตรวจสอบความชอบและถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายผู้รับบริการหากจะยกเลิกการรับบริการต้องบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน มีลักษณะเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงที่ไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม และเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิของผู้บริโภครายอื่นที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการและสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (1) (3)

จำเลยระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมิได้แจ้งเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้า จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

การเยียวยาให้โจทก์สามารถกลับไปเข้าถึงบัญชีของโจทก์ในเว็บไซต์ของจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้จำเลยกระทำการได้และเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมยิ่งกว่าการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอดังกล่าวมา ศาลก็มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับที่เหมาะสมได้ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39

ค่าเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นอำนาจของศาลที่จะกำหนดให้ตามจำนวนที่เห็นสมควรโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์ได้เสียไป รวมทั้งลักษณะและวิธีการดำเนินคดีของโจทก์ตามตาราง 7 ท้าย ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

การกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลได้กำหนดวิธีการบรรเทาความเสียหายอื่นให้แก่โจทก์อย่างเหมาะสมแล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 302,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคสอง แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการจากจำเลย โดยโจทก์ใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) ในการสมัคร จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และเป็นผู้ขายปลีกสินค้าบางรายการบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ www.xxx.co.th และแอปพลิเคชันของจำเลยทั้งเวอร์ชันไอโอเอสและแอนดรอยด์ ก่อนคดีนี้โจทก์ซึ่งประกอบอาชีพทนายความและนางสุชาดา ภริยาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีผู้บริโภคต่อศาลชั้นต้นรวม 7 คดี คือ คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.8199/2561 คดีถึงที่สุดในศาลชั้นต้น คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.8200/2561 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สำหรับอีก 5 คดี โจทก์ นางสุชาดา จำเลยและผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม จำเลยเห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิในการใช้บริการซื้อสินค้าโดยไม่สุจริต ฟ้องร้องจำเลยและผู้ใช้บริการสินค้าบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ของจำเลยต่อศาลเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบหลายครั้ง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการใช้บริการของจำเลย หากจำเลยปล่อยปละละเลยให้โจทก์ใช้บริการต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยและผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 จำเลยจึงยกเลิกการให้บริการเว็บไซต์ของจำเลยแก่โจทก์ โดยระงับชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบธุรกิจในการทำตลาดสินค้าหรือบริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยการสื่อสารข้อมูลบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ของจำเลย เพื่อเสนอขายสินค้าหรือบริการของจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่นโดยตรงต่อบุคคลทั่วไปในฐานะเป็นผู้บริโภคที่สมัครเข้ารับบริการในเว็บไซต์ของจำเลย ซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละรายตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่น เข้าลักษณะตามนิยามศัพท์คำว่า "ตลาดแบบตรง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะใช้บังคับแก่ข้อพิพาทในคดีนี้ ซึ่งการประกอบกิจการตลาดแบบตรงอยู่ในความควบคุมของ "นายทะเบียน" คือ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา 29/2 และอยู่ในกำกับดูแล ติดตามและสอดส่องพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงของ "คณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง" ตามมาตรา 13 (3) โดยจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงต้องวางหลักประกันต่อนายทะเบียนเพื่อเป็นหลักประกันความรับผิดในความเสียหายอันเนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายสินค้าและบริการ หรือมีพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนทะเบียนตามมาตรา 38/5 และมาตรา 41/5 ทั้งนี้ เนื่องจากการซื้อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ต่าง ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าย่อมไม่อาจเห็นและทดสอบสินค้าโดยประจักษ์ในขณะที่มีการตกลงซื้อขายสินค้า และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคในวงกว้างเพราะสามารถเข้าถึงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้โดยง่าย จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานทางปกครองเข้ามาควบคุมและกำกับดูแล ในส่วนของศาลจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยความระมัดระวัง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับผู้บริโภคตามสัดส่วนที่เหมาะสม อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงของประชาชน สำหรับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นอันเป็นมูลข้อพิพาทที่จำเลยปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีของโจทก์มี 5 คดี คือ

1. คดีระหว่าง นายปรากฏการณ์ โจทก์ บริษัท ล. จำเลย โดยโจทก์สั่งซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่จากผู้ขายและชำระเงินค่าสินค้าแล้ว แต่สินค้ามีอาการขัดข้อง โจทก์ขอคืนสินค้าให้แก่จำเลยภายในกำหนด 7 วัน แต่ระบบของจำเลยขัดข้องไม่สามารถคืนสินค้าได้ จึงฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าคืนพร้อมค่าติดตามทวงถาม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ขอคืนสินค้าภายในระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสินค้า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

2. คดีระหว่าง นายปรากฏการณ์ โจทก์ บริษัท ล. จำเลย โดยโจทก์สั่งซื้อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 2 เครื่อง ต่อมาจำเลยยกเลิกคำสั่งซื้อและต่อมาขึ้นราคาสินค้าแต่ละชิ้นสูงขึ้น คดีตกลงกันได้โดยจำเลยตกลงชำระเงิน 10,867.31 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว

3. คดีระหว่าง นายปรากฏการณ์ โจทก์ บริษัท ล. ที่ 1 บริษัท น. ที่ 2 จำเลย โดยโจทก์สั่งซื้ออุปกรณ์และเครื่องแต่งกายกีฬา 9 รายการ ต่อมาจำเลยยกเลิกคำสั่งซื้อรวม 4 รายการ และมีการขึ้นราคาสินค้าแต่ละชิ้นสูงขึ้น 3 รายการ คดีตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 2 ตกลงชำระเงิน 9,268.27 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว

4. คดีระหว่าง นายปรากฏการณ์ โจทก์ บริษัท ล. ที่ 1 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ที่ 2 จำเลย โดยโจทก์สั่งซื้อไฟเส้นเปลี่ยนสีอัจฉริยะ 1 เส้น แต่ไม่สามารถใช้การได้โดยต้องซื้อตัวต่อขยายเพิ่มเติมเพื่อเป็นปลั๊ก เนื่องจากจำเลยทั้งสองมิได้โฆษณาให้ชัดแจ้ง คดีตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 2 ตกลงชำระเงิน 6,526.76 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว

5. คดีระหว่าง นายปรากฏการณ์ โจทก์ บริษัท ล. ที่ 1 บริษัท ฟ. ที่ 2 จำเลย โดยโจทก์คดีดังกล่าวสั่งซื้อโคมไฟเปลี่ยนสีอัจฉริยะไร้สาย 1 ดวง แต่ไม่มีความสว่างเพียงพอตามที่โฆษณาไว้ โจทก์คืนสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสองภายในกำหนด 15 วัน ตามข้อตกลงด้วยสาเหตุเปลี่ยนใจ แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธไม่รับคืนอ้างว่าสินค้าผ่านการใช้งานแล้ว ไม่เข้าเงื่อนไขกรณีเปลี่ยนใจ คดีตกลงกันได้โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงิน 9,585 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว

ส่วนคดีอื่นนอกจากนั้น เป็นคดีที่นางสุชาดาฟ้องจำเลยกับผู้ขายสินค้ารายอื่นเป็นจำเลย โดยแยกวินิจฉัยเป็นคดีต่างหาก ซึ่งตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการซื้อสินค้าหรือบริการจากการขายตรงหรือจากการขายผ่านตลาดแบบตรงผู้บริโภคมีสิทธิเลิกสัญญาโดยการส่งหนังสือแสดงเจตนาภายในเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการ ไปยังผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง..." เหตุผลของหลักการดังกล่าวเนื่องจากฝ่ายผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภคไม่อาจทดลองสินค้าอันเห็นได้ประจักษ์ก่อนว่าตรงตามสรรพคุณที่โฆษณาในเว็บไซต์ไว้หรือไม่ อันเป็นเรื่องปกติทางการค้าของการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง การใช้สิทธิของโจทก์ในการคืนสินค้าตามคดีในข้อ 1 และข้อ 5 ภายในกำหนดจึงเป็นไปโดยกฎหมายและข้อสัญญา คดีในข้อ 2 และข้อ 3 โจทก์กล่าวอ้างว่าฝ่ายผู้ขายผิดสัญญา โดยยกเลิกคำสั่งซื้อและเปลี่ยนราคาสินค้าที่สั่งซื้อสูงขึ้น คดีในข้อ 4 จำเลยขายสินค้าโดยไม่เปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน ซึ่งคดีตามข้อ 2 ถึงข้อ 5 ในที่สุดฝ่ายจำเลยตกลงชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม ส่วนคดีตามข้อ 1. อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เห็นได้ชัดว่าการฟ้องคดีของโจทก์ทั้งห้าคดีเกิดขึ้นเนื่องจากมีการโต้แย้งสิทธิตามบทบัญญัติของกฎหมายและข้อสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม ที่จำเลยกล่าวแก้มาในฎีกาทำนองว่า จำเลยมิได้ใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่า การที่จำเลยปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีของโจทก์ แต่โจทก์ก็ยังสามารถใช้บริการจากผู้ให้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อเสียงรายอื่นได้นั้น โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า โจทก์ยังมีสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ค้างอยู่ในบัญชีของโจทก์ จำเลยไม่ปฏิเสธความข้อนี้ การระงับการใช้บริการของจำเลยจึงกระทบต่อสิทธิของโจทก์โดยตรง และแม้เงื่อนไขในการใช้บริการของจำเลยกำหนดให้จำเลยมีดุลพินิจใช้สิทธิฝ่ายเดียวตามข้อ 2.4 (ข) ป้องกันหรือจำกัดการเข้าใช้ยังแพลตฟอร์มและหรือบริการของลูกค้า (จ) หยุดการใช้งาน ยกเลิก ลบ ห้าม ระงับและจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มและหรือบริการของและโดยบัญชีของจำเลยใด ๆ ลูกค้า และหรือบุคคลใด ไม่ว่าชั่วคราวหรือถาวรโดยไม่ต้องให้เหตุผลหรือบอกกล่าวล่วงหน้า และการยกเลิกตามข้อ 9.1 กำหนดให้เป็นดุลพินิจแต่ฝ่ายเดียวของจำเลยและไม่ว่าจะบอกกล่าวไปยังผู้รับบริการหรือไม่ จำเลยอาจจะยกเลิกการใช้แพลตฟอร์มและหรือบริการของผู้รับบริการ และหรือระงับชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของผู้รับบริการ จำเลยอาจจะยกเลิกการเข้าใช้แพลตฟอร์มและหรือบริการ (หรือส่วนหนึ่งส่วนใด) ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม รวมทั้งเนื่องจากการกระทำผิดเงื่อนไขใด ๆ ในการใช้บริการนี้ หรือเมื่อจำเลยเชื่อว่าผู้รับบริการได้ฝ่าฝืนหรือกระทำการที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขหรือข้อกำหนดใด ๆ ที่กำหนดไว้ หรือหากในความเห็นของจำเลยหรือความเห็นของหน่วยงานกำกับดูแลใด ๆ เป็นการไม่เหมาะสมที่จะยังคงปล่อยให้มีบริการเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม โดยให้การที่ระบุในข้อนี้มีผลในทันทีที่จำเลยได้ใช้ดุลพินิจดังกล่าว ข้อ 9.2 การยกเลิกโดยฝ่ายผู้รับบริการ กำหนดให้ผู้รับบริการอาจจะยกเลิกเงื่อนไขในการใช้บริการนี้โดยการบอกกล่าวล่วงหน้า 7 วัน เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้น การนำหลัก "เสรีภาพในการทำสัญญา" มาใช้บังคับดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในขณะที่ฝ่ายผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรองหรือไม่มีอำนาจเหนือจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงย่อมไม่อาจนำมาใช้ได้ในขณะที่ธุรกิจการค้าขายในสภาพสังคมและเศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 ที่บัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี ผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำด้วยความสุจริต โดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม" การระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของผู้รับบริการโดยเป็นดุลพินิจฝ่ายเดียวของจำเลยโดยไม่จำต้องแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักฐานให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจควบคุมและกำกับดูแลจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงได้มีโอกาสตรวจสอบความชอบและถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายผู้รับบริการหากจะยกเลิกการรับบริการต้องบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน จึงมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงที่ไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม และเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิของผู้บริโภครายอื่นที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการและสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (1) (3) เมื่อข้อเท็จจริงดังได้วินิจฉัยมาข้างต้นฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริต ไม่ปรากฏการกระทำประการอื่นใดนอกจากนี้ที่เป็นพฤติการณ์ร่วมมือกับภริยาโจทก์ในการป่วนตลาด การที่จำเลยระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมิได้แจ้งเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้า จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า แม้ประเด็นดังกล่าวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้นแล้ว และเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง 300,000 บาท โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า หากจำเลยยินยอมเปิดการใช้บัญชีของโจทก์พร้อมคืนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมทั้งสิทธิในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่โจทก์ตามเดิม โจทก์ก็ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหาย 300,000 บาท การเยียวยาให้โจทก์สามารถกลับไปเข้าถึงบัญชีของโจทก์ในเว็บไซต์ของจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้จำเลยกระทำการได้และเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมยิ่งกว่าการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอดังกล่าวมาท้ายฟ้องก็ตาม แต่ศาลก็มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับที่เหมาะสมได้เพราะเป็นเรื่องที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบ และเพื่อให้การบังคับคดีประเภทหนี้กระทำการในคดีผู้บริโภคมีประสิทธิภาพ เห็นสมควรกำหนดระยะเวลาให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา หากจำเลยไม่ดำเนินการให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 1,000 บาท จนกว่าจำเลยจะดำเนินการแล้วเสร็จ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39 ส่วนที่โจทก์ขอค่าเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 2,500 บาท นั้น เห็นว่า เป็นอำนาจของศาลที่จะกำหนดให้ตามจำนวนที่เห็นสมควร โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์ได้เสียไป รวมทั้งลักษณะและวิธีการดำเนินคดีของโจทก์ในคำพิพากษาได้อยู่แล้วตามตาราง 7 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 สำหรับข้อที่โจทก์ขอให้ศาลกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ นั้น เห็นว่า การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลได้กำหนดวิธีการบรรเทาความเสียหายให้แก่โจทก์ข้างต้นอย่างเหมาะสมแล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้อีก ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยยกเลิกการปิดกั้นการเข้าถึงการให้บริการเว็บไซต์ www.xxx.co.th และแอปพลิเคชันของจำเลยแก่โจทก์ โดยให้โจทก์สามารถใช้บัญชีและรหัสผ่าน รวมทั้งคืนสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมของโจทก์กลับมาใช้ได้ตามปกติภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากพ้นกำหนดแล้วจำเลยไม่ดำเนินการ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 1,000 บาท จนกว่าจำเลยจะดำเนินการแล้วเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ โดยให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามศาลรวม 2,500 บาท และค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 9,000 บาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 420
ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 12 ม. 39 ม. 42
พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ม. 3
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4 (1)
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 4 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางสาวสุภาวดี ชุมพาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุทัศน์ สงวนปรางค์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4458/2565
#689605
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบธุรกิจในการทำตลาดสินค้าหรือบริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยการสื่อสารข้อมูลบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ของจำเลย เพื่อเสนอขายสินค้าหรือบริการของจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่นโดยตรงต่อบุคคลทั่วไปในฐานะเป็นผู้บริโภคที่สมัครเข้ารับบริการในเว็บไซต์ของจำเลย ซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละรายตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่น เข้าลักษณะตามนิยามศัพท์คำว่า "ตลาดแบบตรง" ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560

การนำหลัก "เสรีภาพในการทำสัญญา" มาใช้บังคับดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในขณะที่ฝ่ายผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรองหรือไม่มีอำนาจเหนือจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ย่อมไม่อาจนำมาใช้ได้ในขณะที่ธุรกิจการค้าขายในสภาพสังคมและเศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องบังคับใช้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12

การระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของผู้รับบริการโดยเป็นดุลพินิจฝ่ายเดียวของจำเลยโดยไม่จำต้องแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักฐานให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจควบคุมและกำกับดูแลจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงได้มีโอกาสตรวจสอบความชอบและถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายผู้รับบริการหากจะยกเลิกการรับบริการต้องบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน มีลักษณะเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงที่ไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม และเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิของผู้บริโภครายอื่นที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการและสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (1) (3)

จำเลยระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมิได้แจ้งเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้า จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

การเยียวยาให้โจทก์สามารถกลับไปเข้าถึงบัญชีของโจทก์ในเว็บไซต์ของจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้จำเลยกระทำการได้และเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมยิ่งกว่าการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอดังกล่าวมา ศาลก็มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับที่เหมาะสมได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39

ค่าเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นอำนาจของศาลที่จะกำหนดให้ตามจำนวนที่เห็นสมควรโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์ได้เสียไป รวมทั้งลักษณะและวิธีการดำเนินคดีของโจทก์ตามตาราง 7 ท้าย ป.วิ.พ. ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

การกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลได้กำหนดวิธีการบรรเทาความเสียหายอื่นให้แก่โจทก์อย่างเหมาะสมแล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 302,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 วรรคสอง ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการจากจำเลย โดยโจทก์ใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) ในการสมัคร ส่วนนายปรากฏการณ์ ซึ่งเป็นสามีโจทก์ประกอบอาชีพทนายความใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์อีกบัญชีในการสมัคร จำเลยมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และเป็นผู้ขายปลีกสินค้าบางรายการบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ www.xxx.co.th และแอปพลิเคชันของจำเลยทั้งเวอร์ชันไอโอเอสและแอนดรอยด์ ก่อนคดีนี้โจทก์และนายปรากฏการณ์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีผู้บริโภคต่อศาลชั้นต้นรวม 7 คดี คือ คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.8199/2561 คดีถึงที่สุดในศาลชั้นต้น คดีหมายเลขแดงที่ ผบ.8200/2561 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา สำหรับอีก 5 คดี โจทก์ นายปรากฏการณ์ จำเลยและผู้ขายสินค้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม จำเลยเห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิในการใช้บริการซื้อสินค้าโดยไม่สุจริต ฟ้องร้องจำเลยและผู้ใช้บริการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ของจำเลยต่อศาลเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบหลายครั้งอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการใช้บริการของจำเลย หากจำเลยปล่อยปละละเลยให้โจทก์ใช้บริการต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยและผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 จำเลยจึงยกเลิกการให้บริการเว็บไซต์ของจำเลยแก่โจทก์ โดยระงับชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของโจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบธุรกิจในการทำตลาดสินค้าหรือบริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยการสื่อสารข้อมูลบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ของจำเลย เพื่อเสนอขายสินค้าหรือบริการของจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่นโดยตรงต่อบุคคลทั่วไปในฐานะเป็นผู้บริโภคที่สมัครเข้ารับบริการในเว็บไซต์ของจำเลย ซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละรายตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากจำเลยและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายอื่น เข้าลักษณะตามนิยามศัพท์คำว่า "ตลาดแบบตรง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะใช้บังคับแก่ข้อพิพาทในคดีนี้ ซึ่งการประกอบกิจการตลาดแบบตรงอยู่ในความควบคุมของ "นายทะเบียน" คือ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา 29/2 และอยู่ในกำกับดูแล ติดตามและสอดส่องพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงของ "คณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง" ตามมาตรา 13 (3) โดยจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงต้องวางหลักประกันต่อนายทะเบียนเพื่อเป็นหลักประกันความรับผิดในความเสียหายอันเนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายสินค้าและบริการหรือมีพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนทะเบียนตามมาตรา 38/5 และมาตรา 41/5 ทั้งนี้ เนื่องจากการซื้อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มในเว็บไซต์ต่าง ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าย่อมไม่อาจเห็นและทดสอบสินค้าโดยประจักษ์ในขณะที่มีการตกลงซื้อขายสินค้า และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคในวงกว้างเพราะสามารถเข้าถึงผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้โดยง่าย จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานทางปกครองเข้ามาควบคุมและกำกับดูแล ในส่วนของศาลจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยความระมัดระวัง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับผู้บริโภคตามสัดส่วนที่เหมาะสม อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงของประชาชน สำหรับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นอันเป็นมูลข้อพิพาทที่จำเลยปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีของโจทก์มี 2 คดี คือ

1. คดีระหว่าง นางสุชาดา โจทก์ บริษัท ล. จำเลย โดยโจทก์สั่งซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่จากผู้ขายและชำระเงินค่าสินค้าแล้ว ภายหลังโจทก์คืนสินค้าให้แก่จำเลยภายในกำหนด 7 วัน ตามข้อตกลงของผู้ขายด้วยสาเหตุเปลี่ยนใจ จึงฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าคืนพร้อมค่าติดตามทวงถาม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คดีถึงที่สุดแล้ว

2. คดีระหว่างนางสุชาดา โจทก์ บริษัท ล. ที่ 1 บริษัท ฟ. ที่ 2 จำเลย โดยโจทก์สั่งซื้อหลอดไฟ 6 หลอด และมีของแถมเป็นโมชัน เซ็นเซอร์ (motion sensor) ราคา 1,290 บาท แต่ของแถมใช้การไม่ได้จึงส่งสินค้าทั้งหมดคืน แล้วฟ้องเรียกเงินค่าสินค้าคืนพร้อมค่าติดตามทวงถาม คดีตกลงกันได้โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงิน 13,259 บาท ให้แก่โจทก์ในวันทำสัญญา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว

ส่วนคดีอื่นนอกจากนั้น เป็นคดีที่นายปรากฏการณ์ฟ้องจำเลยกับผู้ขายสินค้ารายอื่นเป็นจำเลย โดยแยกวินิจฉัยเป็นคดีต่างหาก ซึ่งตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการซื้อสินค้าหรือบริการจากการขายตรงหรือจากการขายผ่านตลาดแบบตรงผู้บริโภคมีสิทธิเลิกสัญญาโดยการส่งหนังสือแสดงเจตนาภายในเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการ ไปยังผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง..." เหตุผลของหลักการดังกล่าวเนื่องจากฝ่ายผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้บริโภคไม่อาจทดลองสินค้าอันเห็นได้ประจักษ์ก่อนว่าตรงตามสรรพคุณที่โฆษณาในเว็บไซต์ไว้หรือไม่ อันเป็นเรื่องปกติทางการค้าของการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง การใช้สิทธิของโจทก์ในการคืนสินค้าตามคดีในข้อ 1 และข้อ 2 ภายในกำหนดจึงเป็นไปโดยกฎหมายและข้อสัญญาโดยเฉพาะคดีในข้อ 2 ในที่สุดฝ่ายจำเลยตกลงชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม เห็นได้ชัดว่าการฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองคดีเกิดขึ้นเนื่องจากมีการโต้แย้งสิทธิตามบทบัญญัติของกฎหมายและข้อสัญญา อันเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม ที่จำเลยกล่าวแก้มาในฎีกาทำนองว่า จำเลยมิได้ใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่า การที่จำเลยปิดกั้นการเข้าถึงบัญชีของโจทก์ แต่โจทก์ก็ยังสามารถใช้บริการจากผู้ให้บริการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อเสียงรายอื่นได้นั้น โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า โจทก์ยังมีสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ค้างอยู่ในบัญชีของโจทก์ จำเลยไม่ปฏิเสธความข้อนี้ การระงับการใช้บริการของจำเลยจึงกระทบต่อสิทธิของโจทก์โดยตรง และแม้เงื่อนไขในการใช้บริการของจำเลย กำหนดให้จำเลยมีดุลพินิจใช้สิทธิฝ่ายเดียวตามข้อ 2.4 (ข) ป้องกันหรือจำกัดการเข้าใช้ยังแพลตฟอร์มและหรือบริการของลูกค้า (จ) หยุดการใช้งาน ยกเลิก ลบ ห้าม ระงับและจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มและหรือบริการของและโดยบัญชีของจำเลยใด ๆ ลูกค้า และหรือบุคคลใด ไม่ว่าชั่วคราวหรือถาวรโดยไม่ต้องให้เหตุผลหรือบอกกล่าวล่วงหน้า และการยกเลิกตามข้อ 9.1 กำหนดให้เป็นดุลพินิจแต่ฝ่ายเดียวของจำเลยและไม่ว่าจะบอกกล่าวไปยังผู้รับบริการหรือไม่ จำเลยอาจจะยกเลิกการใช้แพลตฟอร์มและหรือบริการของผู้รับบริการ และหรือระงับชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านของผู้รับบริการ จำเลยอาจจะยกเลิกการเข้าใช้แพลตฟอร์มและหรือบริการ (หรือส่วนหนึ่งส่วนใด) ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม รวมทั้งเนื่องจากการกระทำผิดเงื่อนไขใด ๆ ในการใช้บริการนี้ หรือเมื่อจำเลยเชื่อว่าผู้รับบริการได้ฝ่าฝืนหรือกระทำการที่ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขหรือข้อกำหนดใด ๆ ที่กำหนดไว้ หรือหากในความเห็นของจำเลยหรือความเห็นของหน่วยงานกำกับดูแลใด ๆ เป็นการไม่เหมาะสมที่จะยังคงปล่อยให้มีบริการเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม โดยให้การที่ระบุในข้อนี้มีผลในทันทีที่จำเลยได้ใช้ดุลพินิจดังกล่าว ข้อ 9.2 การยกเลิกโดยฝ่ายผู้รับบริการกำหนดให้ผู้รับบริการอาจจะยกเลิกเงื่อนไขในการใช้บริการนี้โดยการบอกกล่าวล่วงหน้า 7 วัน เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้น การนำหลัก "เสรีภาพในการทำสัญญา" มาใช้บังคับดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในขณะที่ฝ่ายผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรองหรือไม่มีอำนาจเหนือจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงย่อมไม่อาจนำมาใช้ได้ในขณะที่ธุรกิจการค้าขายในสภาพสังคมและเศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 ที่บัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี ผู้ประกอบธุรกิจต้องกระทำด้วยความสุจริต โดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม" การระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของผู้รับบริการโดยเป็นดุลพินิจฝ่ายเดียวของจำเลยโดยไม่จำต้องแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักฐานให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานทางปกครองที่มีอำนาจควบคุมและกำกับดูแลจำเลยผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงได้มีโอกาสตรวจสอบความชอบและถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่ฝ่ายผู้รับบริการหากจะยกเลิกการรับบริการต้องบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน จึงมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิตามข้อตกลงที่ไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม และเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิของผู้บริโภครายอื่นที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการและสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 (1) (3) เมื่อข้อเท็จจริงดังได้วินิจฉัยมาข้างต้นฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริต ไม่ปรากฏการกระทำประการอื่นใดนอกจากนี้ที่เป็นพฤติการณ์ร่วมมือกับสามีโจทก์ในการป่วนตลาด การที่จำเลยระงับการเข้าใช้บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านของโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมิได้แจ้งเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบล่วงหน้า จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า แม้ประเด็นดังกล่าวศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว และเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง 300,000 บาท โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า หากจำเลยยินยอมเปิดการใช้บัญชีของโจทก์พร้อมคืนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมทั้งสิทธิในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่โจทก์ตามเดิม โจทก์ก็ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหาย 300,000 บาท การเยียวยาให้โจทก์สามารถกลับไปเข้าถึงบัญชีของโจทก์ในเว็บไซต์ของจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะบังคับคดีให้จำเลยกระทำการได้และเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมยิ่งกว่าการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายแม้โจทก์จะมิได้มีคำขอดังกล่าวมาท้ายฟ้องก็ตาม แต่ศาลก็มีอำนาจกำหนดวิธีการบังคับที่เหมาะสมได้เพราะเป็นเรื่องที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบ และเพื่อให้การบังคับคดีประเภทหนี้กระทำการในคดีผู้บริโภคมีประสิทธิภาพ เห็นสมควรกำหนดระยะเวลาให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา หากจำเลยไม่ดำเนินการให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 1,000 บาท จนกว่าจำเลยจะดำเนินการแล้วเสร็จ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 39 ส่วนที่โจทก์ขอค่าเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 2,500 บาท นั้น เห็นว่า เป็นอำนาจของศาลที่จะกำหนดให้ตามจำนวนที่เห็นสมควร โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์ได้เสียไป รวมทั้งลักษณะและวิธีการดำเนินคดีของโจทก์ในคำพิพากษาได้อยู่แล้วตามตาราง 7 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 สำหรับข้อที่โจทก์ขอให้ศาลกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษ นั้น เห็นว่า การใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลได้กำหนดวิธีการบรรเทาความเสียหายให้แก่โจทก์ข้างต้นอย่างเหมาะสมแล้ว จึงไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้อีก ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยยกเลิกการปิดกั้นการเข้าถึงการให้บริการเว็บไซต์ www.xxx.co.th และแอปพลิเคชันของจำเลยแก่โจทก์ โดยให้โจทก์สามารถใช้บัญชีและรหัสผ่าน รวมทั้งคืนสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมของโจทก์กลับมาใช้ได้ตามปกติภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากพ้นกำหนดแล้วจำเลยไม่ดำเนินการ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 1,000 บาท จนกว่าจำเลยจะดำเนินการแล้วเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ โดยให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามศาลรวม 2,500 บาท และค่าทนายความทั้งสามศาลรวม 9,000 บาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 420
ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7 ม. 12 ม. 39 ม. 42
พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ม. 3
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 4 (1) ม. 4 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางสาวสุภาวดี ชุมพาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุทัศน์ สงวนปรางค์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4457/2565
#690841
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 29 กำหนดเงื่อนไขที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ก็ต่อเมื่อห้องชุดดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง ส่วน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2558 ซึ่งใช้บังคับในช่วงเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือไปยังผู้ร้อง ที่บัญญัติเพิ่มมาตรา 309 จัตวา ซึ่งวรรคสองและวรรคสามของมาตราดังกล่าวเป็นทำนองเดียวกับมาตรา 335 แห่ง ป.วิ.พ. ซึ่งใช้บังคับขณะเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดนั้นเป็นเพียงการยกเว้นให้ไม่ต้องใช้หนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 สำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดกรณีที่ซื้อห้องชุดได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระแก่นิติบุคคลอาคารชุดในกรณีที่นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลา เพื่อมิให้ผู้ซื้อห้องชุดในอาคารชุดจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องรับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระ อันเป็นการจูงใจและลดอุปสรรคในการขายทอดตลาดห้องชุดให้สามารถจำหน่ายได้ในเวลาที่รวดเร็ว ส่งผลดีต่อผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีและระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม หาใช่บทบัญญัติที่เปลี่ยนแปลงลำดับบุริมสิทธิของค่าใช้จ่ายตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 ให้เป็นอย่างอื่น หากนิติบุคคลอาคารชุดไม่แจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลา เมื่อผู้ร้องมีหนังสือแจ้งยอดค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จึงต้องด้วย พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสอง ที่บัญญัติว่า บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่ง ป.พ.พ. และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุดและถ้าผู้จัดการได้ส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วให้ถือว่าอยู่ในลำดับก่อนจำนอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถเครน (ทาวเวอร์เครน) ยี่ห้อ POTAIN รุ่น FO/23 ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 3,208,334 บาท และหากโจทก์ได้รับรถเครน (ทาวเวอร์เครน) ที่เช่าซื้อคืนแล้วขายทอดตลาดยังขาดราคาอยู่เท่าใด จำเลยต้องรับผิดในส่วนที่ขาดดังกล่าว โดยเมื่อรวมราคารถเครนที่โจทก์ได้รับทั้งหมดต้องไม่เกินราคาใช้แทนจำนวน 3,208,334 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเครน (ทาวเวอร์เครน) ที่เช่าซื้อเป็นเงิน 80,208 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 ธันวาคม 2558) กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 99/28 ชั้นที่ 5 อาคารที่ เอ และห้องชุดเลขที่ 99/109 ชั้นที่ 9 อาคารที่ บี ชื่ออาคารชุด ภ. ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1155 และ 3922 ออกขายทอดตลาด ผู้คัดค้านและธนาคาร ก. ต่างยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองห้องชุดเลขที่ 99/28 และเลขที่ 99/109 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านได้รับชำระหนี้จำนองห้องชุดเลขที่ 99/28 ก่อนเจ้าหนี้อื่นและมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคาร ก. มีสิทธิได้รับเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองห้องชุดเลขที่ 99/109 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่ขอให้กันเงินจำนวน 511,716.99 บาท ที่ได้จากการขายทอดตลาดนำมาชำระให้แก่ผู้ร้องก่อนผู้รับจำนอง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 จำนวน 511,716.99 บาท จากการขายทอดตลาดห้องชุดเลขที่ 99/28 ชั้นที่ 5 อาคารที่ เอ ชื่ออาคารชุด ภ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2552 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1155, 3922 ที่มีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และห้องชุดเลขที่ 99/109 ชั้นที่ 9 อาคารที่ บี ชื่ออาคารชุด ภ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2552 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1155, 3922 ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ก่อนเจ้าหนี้จำนอง กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลอาคารชุดชื่อ นิติบุคคลอาคารชุด ภ. มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 99/109 อาคารที่ บี และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 99/28 อาคารที่ เอ ชื่ออาคารชุด ภ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2552 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1155 และ 3922 แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีหนี้ค้างชำระสำหรับห้องชุดเลขที่ 99/109 เป็นค่าส่วนกลางค้างชำระถึงเดือนธันวาคม 2561 จำนวน 238,379.54 บาท ค่าเงินกองทุนค้างชำระตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ถึงเดือนสิงหาคม 2561 จำนวน 29,616 บาท ค่าน้ำประปาประจำเดือนพฤศจิกายน 2561 จำนวน 865 บาท และค่าเบี้ยปรับจำนวน 74,978.91 บาท รวมเป็นเงิน 343,839.45 บาท และจำเลยที่ 3 มีหนี้ค้างชำระ สำหรับห้องชุดเลขที่ 99/28 เป็นค่าส่วนกลางค้างชำระถึงเดือนธันวาคม 2561 จำนวน 120,326.22 บาท ค่าเงินกองทุนค้างชำระตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 ถึงเดือนสิงหาคม 2561 จำนวน 20,942.40 บาท ค่าน้ำประปาประจำเดือนพฤศจิกายน 2561 จำนวน 690 บาท และค่าเบี้ยปรับจำนวน 25,918.92 บาท รวมเป็นเงิน 167,877.54 บาท เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2559 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 99/28 และห้องชุดเลขที่ 99/109 กับมีหนังสือแจ้งการยึดให้ผู้ร้องทราบและให้แจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 30 วัน นับแต่วันรับหนังสือ ผู้ร้องได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 แต่ผู้ร้องไม่ได้แจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดห้องชุดทั้งสองห้องดังกล่าว โดยกำหนดขายทอดตลาดนัดที่ 1 ในวันที่ 19 มกราคม 2562 ผู้ร้องมีหนังสือลงวันที่ 20 ธันวาคม 2561 แจ้งยอดค่าใช้จ่ายที่ค้างชำระของห้องชุดทั้งสองห้องดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินลงรายการบัญชีรับแจ้งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิที่อยู่ในลำดับก่อนจำนองตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคท้าย หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 29 กำหนดเงื่อนไขที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ก็ต่อเมื่อห้องชุดดังกล่าวปลอดจากหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 โดยต้องมีหนังสือรับรองการปลอดหนี้คราวที่สุดจากนิติบุคคลอาคารชุดมาแสดง ส่วนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2558 ซึ่งใช้บังคับในช่วงเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือไปยังผู้ร้อง บัญญัติเพิ่มมาตรา 309 จัตวา โดยวรรคสองของมาตราดังกล่าว ซึ่งใช้บังคับขณะเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งการยึดให้ผู้ร้องทราบบัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดเป็นห้องชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ก่อนทำการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบอกกล่าวให้นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพื่อการออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำบอกกล่าว เมื่อขายทอดตลาดแล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไว้เพื่อชำระหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวจนถึงวันขายทอดตลาดแก่นิติบุคคลอาคารชุดก่อนเจ้าหนี้จำนอง และให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ต้องใช้หนังสือรับรองการปลอดหนี้ และวรรคสามบัญญัติว่า หากนิติบุคคลอาคารชุดไม่แจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระ ดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลาตามวรรคสองหรือแจ้งว่าไม่มีหนี้ที่ค้างชำระให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ต้องใช้หนังสือรับรองการปลอดหนี้อันเป็นทำนองเดียวกับบทบัญญัติมาตรา 335 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้บังคับขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาด นั้น กรณีเป็นเพียงการยกเว้นให้ไม่ต้องใช้หนังสือรับรองการปลอดหนี้ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 สำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดกรณีที่ซื้อห้องชุดได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระแก่นิติบุคคลอาคารชุดในกรณีที่นิติบุคคลอาคารชุดแจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลา ทั้งนี้เพื่อมิให้ผู้ซื้อห้องชุดในอาคารชุดจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องรับภาระในหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระอันเป็นการจูงใจและเพื่อลดอุปสรรคในการขายทอดตลาดห้องชุดให้สามารถจำหน่ายออกไปได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว ส่งผลดีต่อผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีและระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม หาใช่บทบัญญัติที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงลำดับบุริมสิทธิของค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 ให้เป็นอย่างอื่นหากนิติบุคคลอาคารชุดไม่แจ้งรายการหนี้ที่ค้างชำระดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในกำหนดเวลาแต่อย่างใดไม่ ดังนั้นการที่ผู้ร้องมีหนังสือลงวันที่ 20 ธันวาคม 2561 แจ้งยอดค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระของห้องชุดทั้งสองห้องดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยเจ้าพนักงานที่ดินลงรายการบัญชีรับแจ้งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2561 กรณีจึงต้องด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสอง ที่บัญญัติว่า บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุด และถ้าผู้จัดการได้ส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วให้ถือว่าอยู่ในลำดับก่อนจำนอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

อนึ่ง หนี้ที่ผู้ร้องจะมีบุริมสิทธิเหนือห้องชุดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 41 (2) มีเฉพาะหนี้อันเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง อันได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการให้บริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางเท่านั้น สำหรับค่าน้ำประปานั้น ตามสำเนาข้อบังคับของผู้ร้อง ข้อ 15 กำหนดเป็นค่าสาธารณูปโภคและค่าใช้บริการซึ่งเจ้าของร่วมเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง จึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางที่ผู้ร้องจะมีบุริมสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ผู้ร้องนำค่าน้ำประปาค้างชำระสำหรับห้องชุดเลขที่ 99/109 จำนวน 865 บาท และสำหรับห้องชุดเลขที่ 99/28 จำนวน 690 บาท ไปรวมเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางแล้วแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่ชอบ และต้องแก้ไขให้ถูกต้อง และเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี เห็นสมควรกำหนดจำนวนเงินที่ผู้ร้องมีบุริมสิทธิในแต่ละห้องชุดให้ชัดเจนเสียด้วย

พิพากษากลับ ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนวน 342,974.45 บาท และจำนวน 167,187.54 บาท จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดห้องชุดเลขที่ 99/109 อาคารที่ บี และห้องชุดเลขที่ 99/28 อาคารที่ เอ ชื่ออาคารชุด ภ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 1/2552 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 1155 และ 3922 ตามลำดับ ก่อนเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 จัตวา
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 29 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
ผู้ร้อง — นิติบุคคลอาคารชุด ภ.
ผู้คัดค้าน — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท ซ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชาญ ศรีสิงห์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4443/2565
#693654
เปิดฉบับเต็ม

การขอขยายระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลมีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว จึงต้องมีเหตุสุดวิสัย จำเลยอ้างเหตุว่าจำเลยเจ็บป่วยกะทันหันและถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ได้ คำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ จึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยฟัง ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนั้น การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ ซึ่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิให้แก่จำเลยที่จะฎีกา

อนึ่ง เอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ แต่ใบโปรโมชั่นที่จำเลยปลอมเป็นเพียงเอกสารที่ให้ห้างโฮมโปรใช้เพื่อคำนวณเงินส่วนลดหรือส่วนชดเชยแต่ละช่วงเวลาที่ห้างโฮมโปรขายสินค้าของโจทก์ให้แก่ลูกค้าแล้วนำไปหักทอนกับเงินค่าสินค้าที่โจทก์จำหน่ายให้แก่ห้างโฮมโปร หาเป็นเอกสารซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิไม่ การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารดังกล่าวจึงเป็นการปลอมและใช้เอกสารธรรมดา มิใช่เป็นการปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 264 วรรคหนึ่ง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 21 มีนาคม 2560

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 265 (ใหม่), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 265 (ใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 27 กระทง เป็นจำคุก 162 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 81 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 30 วัน โดยอ้างเหตุว่าจำเลยเจ็บป่วยกะทันหันและถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน อันเป็นเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้และเป็นเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัย อนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 หลังจากนั้นจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 27 เมษายน 2564 และวันดังกล่าวจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ เห็นว่า การขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นการขอขยายระยะเวลาตาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลมีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งเป็นการยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้เฉพาะเมื่อมีเหตุสุดวิสัย ตามคำร้องดังกล่าวจำเลยอ้างเหตุว่าจำเลยเจ็บป่วยกะทันหันและถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ได้ คำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 และอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก 2 ครั้ง ตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 และวันที่ 25 มีนาคม 2564 จึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยฟัง ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนั้น การที่จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 ซึ่งล่วงเลยกำหนดยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิให้แก่จำเลยที่จะฎีกา

อนึ่ง เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ แต่ใบโปรโมชั่นที่จำเลยปลอม เป็นเพียงเอกสารที่ให้ห้างโฮมโปรใช้เพื่อคำนวณเงินส่วนลดหรือส่วนชดเชยแต่ละช่วงเวลาที่ห้างโฮมโปรขายสินค้าของโจทก์ให้แก่ลูกค้าแล้วนำไปหักทอนกับเงินค่าสินค้าที่โจทก์จำหน่ายให้แก่ห้างโฮมโปร หาเป็นเอกสารซึ่งเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิไม่ การที่จำเลยปลอมและใช้เอกสารดังกล่าวจึงเป็นการปลอมและใช้เอกสารธรรมดา มิใช่เป็นการปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ โดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 264 วรรคหนึ่ง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 21 มีนาคม 2560

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กับยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย และแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม) สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 2.1 และมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (ใหม่), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (ใหม่) สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 2.2 ถึงข้อ 2.27 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 27 กระทง เป็นจำคุก 81 เดือน เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 40 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 264 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 264 วรรคหนึ่ง (ใหม่) ม. 268 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 198 วรรคหนึ่ง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — นางสาว ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางนพวรรณ ภู่พัทธยากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
วิเชียร อภิรัตน์มนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4442/2565
#685989
เปิดฉบับเต็ม

กรณีโจทก์ร่วมและผู้ร้องไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและผู้ร้องจะต้องคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ โจทก์ร่วมและผู้ร้องจะคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนค่าสินไหมทดแทนโดยทำเป็นคำแก้อุทธรณ์หาได้ไม่ เมื่อในชั้นอุทธรณ์โจทก์ร่วมและผู้ร้องไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้โดยเพียงแต่แก้อุทธรณ์ของจำเลยและขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น ปัญหาเรื่องค่าสินไหมทดแทนสำหรับโจทก์ร่วมและผู้ร้องจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาในศาลฎีกาได้อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินแก่ผู้ร้องเพิ่มอีกจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 277 ทวิ, 279, 280, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ท. ผู้เสียหายที่ 1 และในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิง ส. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 โดยนางสาว ท. ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่เสรีภาพ 100,000 บาท และค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 100,000 บาท รวม 200,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และชำระค่ารักษาพยาบาล 80,000 บาท ค่าพาหนะเดินทางไปรักษาพยาบาล 20,000 บาท และค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน 300,000 บาท รวม 400,000 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 280 (1) (ที่แก้ไขใหม่), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 18 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี รวมเป็นจำคุก 28 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 50,000 บาท และแก่ผู้ร้อง 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วม ผู้ร้อง และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นมารดาของผู้ร้อง ผู้ร้องเกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2558 โดยในช่วงระหว่างวันเกิดเหตุ ผู้ร้องพักอาศัยอยู่ในความปกครองดูแลของนาง บ. ผู้เป็นย่า วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ผู้ร้องเข้าเรียนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบล ก. และใช้บริการรถตู้รับส่งนักเรียนของศูนย์ในการเดินทางไปกลับ โดยมีจำเลยซึ่งเป็นพนักงานขับรถขององค์การบริหารส่วนตำบล ก. ทำหน้าที่ขับรถตู้ ต่อมาผู้ร้องมีอาการเจ็บบริเวณอวัยวะเพศและอวัยวะเพศมีอาการบวมแดง นาง บ. พาผู้ร้องไปรักษาหลายครั้ง แต่อาการเป็น ๆ หาย ๆ ครั้งสุดท้ายผู้ร้องมีไข้และอาเจียนนาง บ. พาผู้ร้องไปรักษาที่โรงพยาบาล ช. แพทย์แจ้งว่าอวัยวะเพศของผู้ร้องอักเสบเนื่องจากติดเชื้อและจัดให้ผู้ร้องคุยกับนักจิตวิทยาของโรงพยาบาล วันที่ 27 มิถุนายน 2562 นาง บ. ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหากระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีไปเพื่อการอนาจาร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 5 ปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นมารดาและนาง บ. เป็นผู้ปกครองดูแลมีความใกล้ชิดกับผู้ร้องและพบเห็นอาการผิดปกติของอวัยวะเพศของผู้ร้อง ทั้งได้สอบถามสาเหตุของอาการเจ็บบวมที่อวัยวะเพศของผู้ร้องมาตลอด จนกระทั่งทราบเรื่องที่ผู้ร้องถูกจำเลยกระทำอนาจารจากผู้ร้องโดยตรง ซึ่งเรื่องราวที่พยานทั้งสองปากเบิกความดังกล่าวมีความสอดคล้องเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกัน โจทก์ร่วมและนาง บ. ต่างรู้จักกับจำเลย และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลย น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมและนาง บ. เบิกความไปตามที่พบเห็นและทราบมาจากผู้ร้อง ทั้งโจทก์ร่วมและนาง บ. ให้การในเรื่องเช่นเดียวกันนี้ต่อพนักงานสอบสวน โดยร้อยตำรวจเอก ส. พนักงานสอบสวน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมมาเบิกความยืนยัน คำเบิกความของโจทก์ร่วมและนาง บ. จึงมีน้ำหนักให้รับฟังและถือเป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีที่สนับสนุนคำเบิกความของผู้ร้องให้มีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังได้ความจากนางสาว ว. น้องสาวของนาง บ. พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกว่า ช่วงสงกรานต์ปี 2562 นางสาว ว. เดินทางกลับไปที่บ้าน พบว่าอวัยวะเพศของผู้ร้องมีลักษณะบวมแดง ต่อมาวันที่ 23 มิถุนายน 2562 นางสาว ว. กลับไปที่บ้านเพื่อร่วมงานบวชที่วัดท่ากรวด พบจำเลยกับภริยาจึงทักทายกัน จำเลยเห็นผู้ร้องจึงเดินเข้าไปหา แต่ผู้ร้องมีอาการหวาดกลัวและใช้มือทุบที่บริเวณเป้ากางเกงจำเลยหลายครั้ง นางสาว ว. สงสัยในปฏิกิริยาของผู้ร้อง จึงชวนผู้ร้องไปนอนที่บ้านและสอบถาม ผู้ร้องเล่าให้ฟังว่า จำเลยบีบคอผู้ร้อง ถอดกางเกง และจับขาของผู้ร้องถ่างออกแล้วใช้อวัยวะเพศทิ่มบริเวณอวัยวะเพศของผู้ร้อง และข่มขู่ไม่ให้ผู้ร้องบอกผู้อื่น แม้คำเบิกความของนางสาว ว. จะเป็นพยานบอกเล่า แต่ก็ได้รับฟังมาจากผู้ร้องโดยตรง อันสืบเนื่องมาจากนางสาว ว. สงสัยในปฏิกิริยาของผู้ร้องต่อจำเลย ถือได้ว่าตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ศาลย่อมรับฟังประกอบการพิจารณาได้ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลเชื่อได้ว่า การที่ผู้ร้องมีอาการเจ็บที่อวัยวะเพศต่อเนื่องตลอดมาดังกล่าว มีสาเหตุมาจากผู้ร้องถูกจำเลยกระทำอนาจารในรถยนต์ของจำเลยหลายครั้ง หาใช่ผู้ร้องมีอาการเจ็บอวัยวะเพศเพราะเม็ดทรายและมีอาการเจ็บก่อนมาสนิทสนมกับจำเลยตามที่จำเลยอ้างในฎีกาไม่ ผู้ร้องเบิกความว่า จำเลยกระทำต่อผู้ร้องทุกครั้งที่มาส่งผู้ร้องด้วยรถยนต์ส่วนตัว และเบิกความตอบศาลถามว่า เวลาจำเลยกระทำต่ออวัยวะเพศของผู้ร้อง จำเลยจะลงจากรถด้านคนขับมาด้านหลังที่ผู้ร้องนั่งอยู่ แสดงให้เห็นว่าจำเลยลงมือกระทำอนาจารผู้ร้องด้านหลังรถยนต์ของจำเลยซึ่งเป็นสถานที่ปกปิดมิดชิด ย่อมไม่เป็นที่สังเกตสงสัยของบุคคลที่ผ่านไปมาในบริเวณนั้น การที่ผู้ร้องเบิกความตอบศาลว่า จำเลยแวะจอดรถและกระทำอนาจารที่ด้านหลังรถยนต์ของจำเลยจึงเชื่อว่ามีมูลความจริง แม้จำเลยจะฎีกาอ้างว่า ผู้ร้องเบิกความว่า เวลาเด็กหญิง ฟ. นั่งไปด้วย จำเลยก็กระทำต่ออวัยวะเพศของผู้ร้องให้เด็กหญิง ฟ. เห็น แต่พนักงานสอบสวนไม่นำเด็กหญิง ฟ. มาเป็นพยาน ถือเป็นข้อพิรุธนั้น เชื่อว่าเพราะเด็กหญิง ฟ. เป็นเด็กเช่นเดียวกันกับผู้ร้อง ย่อมไม่เข้าใจในสิ่งที่จำเลยกำลังกระทำและอาจไม่ได้จดจำเหตุการณ์ดังกล่าวก็เป็นได้ กรณีดังกล่าวจึงหาเป็นข้อพิรุธตามที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยอ้างว่าผลการตรวจเยื่อพรหมจารีอวัยวะเพศของผู้ร้องตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ และรายงานการชันสูตรผู้ป่วยคดี มีความแตกต่างกัน ไม่อาจรับฟังเพื่อเอาผิดจำเลยได้นั้น ก็ได้ความว่าแพทย์ผู้ตรวจที่โรงพยาบาล ช. ให้ความเห็นว่า การที่อวัยวะเพศของผู้ร้องอักเสบเนื่องจากติดเชื้อ และให้นาง บ. พาผู้ร้องไปพบนักจิตวิทยาของโรงพยาบาล จากนั้นแนะนำให้นาง บ. พาผู้ร้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน แสดงว่าแพทย์ผู้ตรวจเห็นแล้วว่าผู้ร้องถูกล่วงละเมิดทางเพศที่บริเวณอวัยวะเพศแล้วจึงได้แนะนำให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พยานหลักฐานที่ผู้ร้องถูกล่วงละเมิดทางเพศจึงมีความสมบูรณ์อยู่แล้วในชั้นสอบสวน ส่วนที่รายงานการชันสูตรผู้ป่วยคดีของโรงพยาบาล ต. ระบุว่าเยื่อพรหมจารีของผู้ร้องพบร่องรอยฉีกขาดเก่า ตำแหน่ง 2 ถึง 4 นาฬิกา เป็นเพราะนาง บ. พาผู้ร้องไปร้องเรียนที่ศูนย์ของ นาง ป. และทางศูนย์แนะนำให้พาผู้ร้องไปรับการตรวจวินิจฉัยที่โรงพยาบาล ต. โดยผลการตรวจชันสูตรทั้งสองครั้งไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่กลับเป็นการยืนยันผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ ด้วยว่าผู้ร้องถูกล่วงละเมิดทางเพศจริง พยานหลักฐานดังกล่าวจึงมีความชัดเจนพอเอาผิดกับจำเลย ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักให้รับฟังได้มั่นคงว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสำหรับการกระทำความผิดดังกล่าวเพียงใด เห็นว่า จำเลยพรากผู้ร้องไปเสียจากโจทก์ร่วมเพื่อการอนาจารและกระทำอนาจารแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 3 ปีเศษ โดยลงมือกระทำอย่างต่อเนื่องจนเกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ร้อง ต้องเข้ารับการรักษาร่างกายและสภาพจิตใจที่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ร้องมีความสนิทสนมกับจำเลย และจำเลยเป็นที่ไว้วางใจของโจทก์ร่วมและนาง บ. ผู้ปกครองของผู้ร้อง แต่จำเลยกลับอาศัยโอกาสดังกล่าวลงมือกระทำความผิดต่อผู้ร้องหลายครั้งต่อเนื่องกันมา โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจที่จะเกิดแก่ผู้ร้องในอนาคต ถือเป็นการกระทำที่อุกอาจและไม่มีความสำนึกรับผิดชอบ อีกทั้งการกระทำดังกล่าวเป็นการทำร้ายจิตใจของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดากับบรรดาญาติของผู้ร้อง ที่ต้องเลี้ยงดูผู้ร้องและเยียวยารักษาฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ร้องให้กลับมาเป็นปกติ พฤติการณ์ถือเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุอันควรปรานีลดโทษให้แก่จำเลยและสมควรลงโทษจำเลยในสถานหนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษสำหรับการกระทำผิดของจำเลยมานั้น ยังไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งรูปคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและผู้ร้องต่อไปว่า สมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมและผู้ร้องเพียงใด โจทก์ร่วมและผู้ร้องฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะเดินทาง 68,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการนำผู้ร้องไปเรียนต่อที่กรุงเทพมหานคร ปีละ 40,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี และค่าเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน 300,000 บาท นั้น เห็นว่า หากโจทก์ร่วมและผู้ร้องไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและผู้ร้องจะต้องคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ โจทก์ร่วมและผู้ร้องจะคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนค่าสินไหมทดแทนโดยทำเป็นคำแก้อุทธรณ์หาได้ไม่ เมื่อคดีนี้ปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์โจทก์ร่วมและผู้ร้องไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้โดยเพียงแต่แก้อุทธรณ์ของจำเลยและขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น ปัญหาเรื่องค่าสินไหมทดแทนสำหรับโจทก์ร่วมและผู้ร้องจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมและผู้ร้องไม่มีสิทธิหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาในศาลฎีกาได้อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินแก่ผู้ร้องเพิ่มอีก 50,000 บาท จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละสามต่อปี และในกรณีหนี้เงิน ให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 18 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี รวมเป็นจำคุก 28 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 50,000 บาท และแก่ผู้ร้อง 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมและผู้ร้อง แต่อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 หากมีพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 40
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — นางสาว ท.
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ส. โดยนางสาว ท. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นางสาวเนตรนารี สิริยากรนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุชาติ ชาติปัญญาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4425/2565
#689607
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคหนึ่ง, 391 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และวรรคสี่ มิได้กำหนดว่าผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ใช้เงินเป็นค่าการงานที่ได้กระทำไปแล้วต้องมิใช่ผู้ที่เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนั้น แม้จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์ได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว จำเลยก็มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ใช้เงินเป็นค่าการงานที่จำเลยได้กระทำให้แก่โจทก์ไปแล้วได้ เพียงแต่หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลย โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 20,005,325.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 19,519,999 บาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 6,060,690 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องแย้งเป็นเวลา 191 วัน เป็นเงิน 237,861.33 บาท รวมเป็นเงิน 6,298,551.33 บาท แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 ถึงวันฟ้อง คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 3,247,856.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2560 ตามขอ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 12 ธันวาคม 2560) ต้องไม่เกิน 237,861.33 บาท ตามขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2559 โจทก์ว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคารเก็บสินค้า 1 หลัง ในราคา 13,290,000 บาท โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 กำหนดแล้วเสร็จวันที่ 31 มีนาคม 2560 ตามสัญญารับจ้างพร้อมเอกสารแนบท้าย ก. และ ข. จำเลยทำงานและส่งมอบงานงวดงานเสาเข็ม ฐานราก คานคอดิน และได้รับสินจ้างสำหรับงานงวดดังกล่าวเป็นเงิน 2,148,193 บาท ตามรายละเอียดการแบ่งงวดชำระเงินเอกสารแนบท้าย ข. งวดที่ 1.1.1 ถึง 1.1.4 ไปจากโจทก์แล้ว กับทำงานงวดที่ 1.2.1, 1.2.2, 1.3.1, 1.3.2 และ 1.3.3 โดยได้รับสินจ้างสำหรับงานงวดดังกล่าวเป็นเงิน 5,081,117 บาท ไปจากโจทก์แล้ว และทำงานงวดที่ 2 ถึงงวดที่ 4 ได้บางส่วนแต่ยังไม่ได้รับสินจ้างไปจากโจทก์ โดยโจทก์แจ้งให้จำเลยแก้ไขงานก่อนถึงจะพิจารณาจ่ายสินจ้างให้ วันที่ 16 มีนาคม 2560 จำเลยมีหนังสือชี้แจงการส่งมอบงานและรายการงานที่ต้องแก้ไข วันที่ 21 มีนาคม 2560 จำเลยมีหนังสือเสนอแผนงานแก้ไขงานดังกล่าว และวันที่ 29 มีนาคม 2560 จำเลยมีหนังสือเสนอแนวทางใหม่ในการแก้ไขงานกับมีหนังสือขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ต่อมาวันที่ 6 เมษายน 2560 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ปฏิเสธข้ออ้างของจำเลยรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยว่า โจทก์ไม่ต้องชำระเงิน 6,298,551.33 บาท ตามฟ้องแย้งให้แก่จำเลย เพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ดำเนินการก่อสร้างอาคารเก็บสินค้าให้ถูกต้องตามแบบแปลน ตารางการทำงาน รายละเอียด และข้อกำหนดในสัญญาก่อสร้าง ทั้งการทำงานของจำเลยไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่มีวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญทางด้านงานโครงสร้างดูแลและควบคุมการก่อสร้าง ทำให้งานมีความชำรุดบกพร่องจำนวนมาก เป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถส่งมอบงานตามงวดที่กำหนดไว้ในสัญญา จนกระทั่งโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จในเวลาที่กำหนดไว้ โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย อันเป็นการปฏิเสธข้ออ้างของจำเลยรวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ไม่ต้องชำระเงินตามฟ้องแย้งแก่จำเลย เนื่องจากจำเลยไม่ทำงานให้ถูกต้องตามสัญญา และงานมีความชำรุดบกพร่องจำนวนมาก เป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถส่งมอบงานตามงวดที่กำหนดไว้ในสัญญา โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย ส่วนในรายละเอียดว่างานที่จำเลยทำมีความชำรุดบกพร่องหรือไม่ถูกต้องตามสัญญาอย่างไรบ้าง เป็นเรื่องที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา คำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง และมาตรา 178 วรรคสอง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าโจทก์ให้การปฏิเสธนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาประการแรกของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์จะต้องใช้สินจ้างแก่จำเลยตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด ปัญหานี้ที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานที่ทำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม ต้องมิใช่ผู้ผิดสัญญาและถูกบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้วนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 เป็นบทบัญญัติในบรรพ 2 ลักษณะ 2 หมวด 4 เลิกสัญญา ซึ่งมีมาตรา 386 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาหรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้น ย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง" มาตรา 391 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่" มาตรา 391 วรรคสาม บัญญัติว่า "ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น" และมาตรา 391 วรรคสี่ บัญญัติว่า "การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่" ซึ่งเห็นได้ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดว่าผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ใช้เงินเป็นค่าการงานที่ได้กระทำไปแล้วต้องมิใช่ผู้ที่เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนั้น แม้จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์ได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว จำเลยก็มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ใช้เงินเป็นค่าการงานที่จำเลยได้กระทำให้โจทก์ไปแล้วได้ เพียงแต่หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลย โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า งานงวดที่ 2 รายการ 1.4.1 ติดตั้งโครงเมนพร้อมแปหลังคา ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 778,486.16 บาท ยังไม่แล้วเสร็จ งานงวดที่ 2 รายการ 1.4.2 ติดตั้งรางน้ำสแตนเลส ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 178,058.16 บาท จำเลยทำงานแล้วเสร็จร้อยละ 50 คิดเป็นเงิน 89,029.28 บาท งานงวดที่ 2 รายการ 1.4.3 การจัดส่งวัสดุหลังคาและผนังถึงหน้างาน ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 913,758.32 บาท จำเลยทำงานแล้วเสร็จร้อยละ 40 คิดเป็นเงิน 365,503.32 บาท งานงวดที่ 2 รายการ 1.4.4 ระบบท่อน้ำทิ้ง ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 104,539.85 บาท จำเลยทำงานแล้วเสร็จร้อยละ 40 คิดเป็นเงิน 41,815.94 บาท งานงวดที่ 3 รายการ 1.5.1 ติดตั้งแผ่นหลังคา ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 182,751.66 บาท จำเลยทำงานแล้วเสร็จร้อยละ 60 คิดเป็นเงิน 109,650.99 บาท งานงวดที่ 3 รายการ 1.5.2 วางเหล็กเสริมพื้นที่ กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 564,541.47 บาท จำเลยยังไม่ได้ทำงาน งานงวดที่ 3 รายการ 1.5.3 ติดตั้งโครงสร้างผนัง ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 778,486.16 บาท จำเลยทำงานแล้วเสร็จร้อยละ 20 คิดเป็นเงิน 155,697.23 บาท งานงวดที่ 4 รายการ 1.6.1 เทคอนกรีตพื้น ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 1,129,082.94 บาท จำเลยยังไม่ได้ทำงาน งานงวดที่ 4 รายการ 1.6.3 ติดตั้งท่อน้ำฝน ที่กำหนดสินจ้างเป็นเงิน 77,816.81 บาท จำเลยทำงานแล้วเสร็จร้อยละ 60 คิดเป็นเงิน 46,690.08 บาท รวมงานงวดที่ 2 ถึงที่ 4 ที่จำเลยทำแล้วเสร็จคิดเป็นเงิน 813,387.64 บาท นั้น โจทก์มีนายกษิดิ์เดช กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ และนายกิตติศักดิ์ พนักงานของโจทก์เป็นพยานเบิกความรวม 2 ปาก แต่พยานโจทก์ทั้งสองปากมิได้เบิกความถึงการทำงานของจำเลยว่าแล้วเสร็จไปตามปริมาณงานที่โจทก์ฎีกา ส่วนจำเลยนำสืบโดยอ้างส่งภาพถ่ายว่า งานตามรายการ 1.4.1 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.4.2 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.4.3 แล้วเสร็จร้อยละ 70 งานตามรายการ 1.4.4 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.5.1 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.5.2 แล้วเสร็จร้อยละ 30 งานตามรายการ 1.5.3 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.6.1 แล้วเสร็จร้อยละ 30 และงานตามรายการ 1.6.3 แล้วเสร็จทั้งหมด พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ น่าเชื่อว่าจำเลยทำงานแล้วเสร็จไปมากกว่าที่โจทก์ฎีกา โดยพยานจำเลยปากหนึ่งคือ นายชัยพร ซึ่งรับราชการในตำแหน่งหัวหน้าควบคุมอาคาร สำนักงานเขตบางคอแหลม เบิกความว่า เมื่อพิจารณาการก่อสร้างตามภาพถ่ายที่จำเลยอ้างส่งแล้วพยานเห็นว่า งานตามรายการ 1.4.1 แล้วเสร็จทั้งหมดแล้ว งานตามรายการ 1.4.2 แล้วเสร็จร้อยละ 60 งานตามรายการ 1.4.3 แล้วเสร็จเกือบร้อยละ 60 งานตามรายการ 1.4.4 แล้วเสร็จร้อยละ 60 งานตามรายการ 1.5.1 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.5.2 แล้วเสร็จร้อยละ 10 งานตามรายการ 1.5.3 แล้วเสร็จทั้งหมด งานตามรายการ 1.6.1 แล้วเสร็จร้อยละ 10 งานตามรายการ 1.6.3 แล้วเสร็จร้อยละ 80 เห็นว่า นายชัยพรรับราชการในตำแหน่งที่มีหน้าที่ตรวจสอบการก่อสร้างอาคารด้วย และเป็นพยานซึ่งมิได้มีส่วนได้เสียกับโจทก์และจำเลย คำเบิกความของพยานมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ รับฟังได้ว่าจำเลยก่อสร้างแล้วเสร็จตามที่พยานเบิกความ จึงกำหนดค่าการงานที่ได้กระทำไปแล้วให้แก่จำเลยตามรายการ 1.4.1 ทั้งหมด เป็นเงิน 778,486.16 บาท งานตามรายการ 1.4.2 ร้อยละ 60 เป็นเงิน 106,834.89 บาท งานตามรายการ 1.4.3 ร้อยละ 55 เป็นเงิน 502,567.07 บาท งานตามรายการ 1.4.4 ร้อยละ 60 เป็นเงิน 62,723.91 บาท งานตามรายการ 1.5.1 ทั้งหมด เป็นเงิน 182,751.66 บาท งานตามรายการ 1.5.2 ร้อยละ 10 เป็นเงิน 56,454.14 บาท งานตามรายการ 1.5.3 ทั้งหมด เป็นเงิน 778,486.16 บาท งานตามรายการ 1.6.1 ร้อยละ 10 เป็นเงิน 112,908.29 บาท งานตามรายการ 1.6.3 ร้อยละ 80 เป็นเงิน 62,253.44 บาท รวมเป็นเงินค่าการงานที่ได้กระทำไปแล้วซึ่งโจทก์ต้องชำระแก่จำเลย 2,643,465.72 บาท ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ต้องว่าจ้างบุคคลภายนอกแก้ไขงานที่จำเลยก่อสร้างชำรุดบกพร่องเป็นเงิน 120,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากเงินค่าก่อสร้างหรือค่าการงานที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ โจทก์มิได้อุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าการงานที่จำเลยได้กระทำให้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนด โจทก์มีอำนาจบอกเลิกสัญญา และมีสิทธิเรียกค่าเสียหายกับค่าปรับได้ ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยต้องชำระค่าปรับ 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ คงพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินตามฟ้องแย้งแก่จำเลยเท่านั้น ย่อมเป็นการไม่ชอบ และหลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และ มาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่ ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี และกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดหลังจากวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหาทั้งสองประการเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 18,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 แก่โจทก์ กับให้โจทก์ชำระเงิน 2,643,465.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย แต่ถ้ามีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามพระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งพระโขนง — นางมาณพิกา มุลพรม อาภาศิริผล
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
กษิดิศ มงคลศิริภัทรา
ศิริชัย ศิริกุล
ณรงค์ ประจุมาศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4413/2565
#685879
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีส่วนแพ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีส่วนอาญานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาว ร. เป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายที่ 1 เนื่องจากนาง อ. มารดาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่ได้

เด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ร. ผู้แทนเฉพาะคดี ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการทำละเมิดของจำเลย ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับความเสียหายแก่ร่างกายและจิตใจเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การในส่วนแพ่งว่า ค่าเสียหายที่ผู้เสียหายที่ 1 เรียกร้องมาสูงเกินไป จำเลยนำเงิน 20,000 บาท มาวางต่อศาลเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 ในความผิดที่ให้การรับสารภาพแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม (ที่ถูก วรรคสองและวรรคสาม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานโดยทุจริต ซื้อ จำหน่าย หรือรับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งถูกพรากไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 7 ปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มจากเงินที่นำมาวางศาลแล้วอีกจำนวน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งถูกพรากไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 2 ปี ในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และการไม่ส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้ผู้ร้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว ร. ผู้แทนเฉพาะคดี ผู้ร้อง ยื่นคำร้องในส่วนแพ่งขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องมาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทั้งไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ผู้ร้องฟัง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 และมาตรา 182 ประกอบมาตรา 215 และกระทบต่อสิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาของผู้ร้อง นอกจากนี้เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นเพียงแต่สั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้พนักงานอัยการโจทก์โดยไม่ได้สั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง ย่อมทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิในการทำคำแก้อุทธรณ์ตามกฎหมายจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 237 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาคดีโดยมิได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเสียก่อน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีส่วนแพ่งจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีส่วนอาญานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวกับผู้ร้องให้ถูกต้องดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา เมื่อศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีในส่วนอาญาต่อไป

ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2548 เป็นบุตรของนาง อ. ผู้เสียหายที่ 2 และนาย ป. ซึ่งถึงแก่กรรม ขณะเกิดเหตุคดีนี้ผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 13 ปีเศษ สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม กับฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร แม้เด็กนั้นจะยินยอมก็ตาม โจทก์และจำเลยไม่ได้ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งถูกพรากไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 1 ยังอยู่ในความปกครองของผู้เสียหายที่ 2 การที่จำเลยซื้อประเวณีผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งถูกพรากไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า มีการกระทำความผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า คำว่า "พราก" ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 หมายความว่า พาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน โดยบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก ทั้งนี้ ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ที่ใด หากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลา ดังนี้ การพรากเด็กไม่ว่าเด็กจะออกจากบ้านเองหรือมีผู้ชักนำเด็กก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น ข้อเท็จจริงได้ความจากผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า นับตั้งแต่เด็กจนโตผู้เสียหายที่ 1 มีย่าของผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ดูแล เนื่องจากผู้เสียหายที่ 2 และนายปี บิดาผู้เสียหายที่ 1 ต้องไปทำงานรับจ้างที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ผู้เสียหายที่ 2 จะกลับมาเยี่ยมเดือนละประมาณ 2 ครั้ง ทั้งคอยส่งค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนให้กับผู้เสียหายที่ 1 จนกระทั่งผู้เสียหายที่ 1 เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้เสียหายที่ 1 จึงได้เดินทางไปอยู่อาศัยกับผู้เสียหายที่ 2 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากย่าผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่กรรม แสดงว่าแม้ผู้เสียหายที่ 1 มีย่าดูแลตั้งแต่เด็กจนโต แต่ผู้เสียหายที่ 2 ก็ยังคงดูแลช่วยส่งเสียในการศึกษาเล่าเรียนไม่ได้ทอดทิ้ง ดังนั้น อำนาจปกครองผู้เสียหายที่ 1 จึงอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ตลอดมา แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้จากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 มีปากเสียงกับผู้เสียหายที่ 2 จนผู้เสียหายที่ 1 ต้องไปอยู่กับป้า ก็เป็นการไปโดยความยินยอมของผู้เสียหายที่ 2 หลังจากนั้นเมื่อผู้เสียหายที่ 1 หนีออกจากบ้านป้า โดยผู้เสียหายที่ 2 และป้าไม่ทราบเรื่อง แล้วผู้เสียหายที่ 1 ไปอยู่กับนางสาว น. เป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งสอดคล้องกับที่ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า หลังจากผู้เสียหายที่ 1 ไปอยู่กับป้าชื่อนาง ส. ได้ประมาณ 3 วัน ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับการติดต่อจากนาง ส. ว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้หนีออกจากบ้านไป เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ทราบเรื่องก็ได้พยายามติดตามหาตัวผู้เสียหายที่ 1 แต่ไม่พบ ต่อมาผู้เสียหายที่ 2 ทราบจากเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดแม่ฮ่องสอนว่าผู้เสียหายที่ 1 ป่วยอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้เสียหายที่ 2 รีบเดินทางไปพบผู้เสียหายที่ 1 ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้เสียหายที่ 1 เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ผู้เสียหายที่ 2 ฟัง ผู้เสียหายที่ 2 จึงได้เข้าพบเจ้าพนักงานตำรวจและแจ้งความ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 2 ยังติดตามตัวผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งหนีออกจากบ้านโดยไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 มีอิสระตามใจชอบ เมื่อทราบเหตุก็ไปแจ้งความอันแสดงถึงความประสงค์ให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีแก่จำเลย จึงถือได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ยังคงอยู่ในความปกครองของผู้เสียหายที่ 2 และเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ยังคงอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 กับได้ความจากคำเบิกความผู้เสียหายที่ 1 ว่า ผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินนางสาว พ. พูดคุยกับจำเลยและพวกเกี่ยวกับเรื่องเงินและได้ยินมีการต่อรองราคากันด้วย แต่จะเป็นเงินค่าอะไรผู้เสียหายที่ 1 ไม่ทราบ ผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินนางสาว พ. พูดว่า 3,000 บาท ต่อเด็ก 2 คน จำเลยกับพวกตอบตกลง และนาย ย. โอนเงินผ่านแอปพลิเคชันทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แก่นางสาว พ. ซึ่งคำเบิกความส่วนนี้ของผู้เสียหายที่ 1 ย่อมหมายความว่า นางสาว พ. ตกลงให้ผู้เสียหายที่ 1 ค้าประเวณีแก่จำเลยกับพวกโดยนางสาว พ. ได้รับเงินจากค่าตัวของผู้เสียหายที่ 1 การที่นางสาว พ. ให้ผู้เสียหายที่ 1 ค้าประเวณีโดยรับเงินค่าตัวของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว ย่อมเป็นการทำโดยปราศจากอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นการพรากตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 และเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจาร เมื่อต่อมาจำเลยซึ่งให้การรับสารภาพในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม รับตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้ เพื่อกระทำดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการรับตัวผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กที่ถูกพรากไปเพื่อการอนาจาร เป็นความผิดฐานโดยทุจริต รับตัวเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งถูกพรากไปเพื่อการอนาจารตามฟ้องอีกกระทงหนึ่งด้วย ที่จำเลยแก้ฎีกาในทำนองว่า ผู้เสียหายที่ 1 พ้นจากอำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จึงไม่เป็นการพรากตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 นั้น ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่แก้ฎีกาว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีคำพิพากษายกฟ้องนางสาว น. ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว นั้น เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่านางสาว พ. กระทำผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 แม้ฟังได้ว่านางสาว น. ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดคำแก้ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า คดีส่วนอาญาให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เฉพาะคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องฟังและส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้ผู้ร้องแก้ หากผู้ร้องอุทธรณ์หรือไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แก้อุทธรณ์หรือไม่แก้อุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นรวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/2 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — เด็กหญิง น. โดยนางสาว ร. ผู้แทนเฉพาะคดี
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน — นางสาวจิตเมตต์ เพ็ญธิสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมศักดิ์ เชื่อมไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4404/2565
#689606
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคโดยจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพในคำขอเอาประกันภัยว่า โจทก์มีส่วนสูง 163 เชนติเมตร น้ำหนัก 85 กิโลกรัม ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาน้ำหนักลดลง 2 กิโลกรัม เนื่องจากออกกำลังกาย และในระหว่าง 3 ปีที่แล้วมา โจทก์เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลรักษาตัวโดยโจทก์เคยตรวจประจำของบริษัทที่โจทก์เป็นพนักงาน โจทก์เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูกที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผลชิ้นเนื้อปกติ แต่จำเลยที่ 2 กรอกข้อความในแบบพิมพ์คำขอเอาประกันชีวิตไม่ตรงกับที่โจทก์แจ้ง เป็นว่า โจทก์มีส่วนสูง 163 เซนติเมตร น้ำหนัก 65 กิโลเมตร ในระหว่าง 3 ปีที่แล้ว โจทก์ไม่เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลรักษาตัว และไม่มีข้อความว่า โจทก์ผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูกที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และข้อเท็จจริงได้ความเพิ่มเติมจากพนักงานของจำเลยที่ 1 ตอบคำถามค้านว่า ขั้นตอนการขอทำประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 นั้น ลูกค้าจะต้องกรอกแบบคำขอทำประกันชีวิต โดยจะแจ้งให้ตัวแทนกรอกให้หรือจะกรอกเองก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนขายประกันของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2552 ได้สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของลูกค้าจำเลยที่ 1 ในเรื่องส่วนสูง น้ำหนัก ความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักภายในรอบ 6 เดือน สาเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลง การเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ผลการตรวจโลหิต ความดันโลหิต ปัสสาวะ เอกซเรย์ หัวใจ หรือตรวจอย่างอื่น ที่ปรากฎในแบบฟอร์มคำขอเอาประกันภัยของจำเลยที่ 1 แล้วกรอกข้อมูลลงในคำขอเอาประกันชีวิตแทนโจทก์ส่งไปให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 ได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากลูกค้าอีก และถือเอาข้อมูลที่จำเลยที่ 2 กรอกลงในคำขอเอาประกันชีวิตเป็นสาระสำคัญ ดังนี้ เมื่อโจทก์ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของตนตามความเป็นจริง แต่จำเลยที่ 2 กลับกรอกข้อมูลไม่ตรงกับที่โจทก์แจ้ง และส่งไปให้จำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมไม่มีทางทราบได้ แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการรับประกันชีวิตแทนจำเลยที่ 1 แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 สอบถามรายละเอียดของข้อมูลสุขภาพของลูกค้าและถือเอาข้อมูลดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 1 ในการสอบถามข้อมูลสุขภาพดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 วรรคสอง แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยได้

แม้คำฟ้องของโจทก์ระบุด้วยว่า จำเลยทั้งสามทำละเมิดต่อโจทก์ โดยร่วมกันทำคำขอเอาประกันภัยของโจทก์ไม่ตรงกับที่โจทก์แจ้ง แต่สภาพแห่งข้อหาเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาประกันภัยด้วยการปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ สาระสำคัญของคำฟ้องเป็นเรื่องการผิดสัญญาโดยตรง ทั้งในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ซึ่งห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่รับวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 โดยปริยาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,000,000 บาท นับถัดจากวันที่โจทก์ทราบการละเมิด (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากค่าเสียหายที่แท้จริงตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงิน 386,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยส่วนที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำมาชำระในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ชำระตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาล และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจประกันภัย จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนขายประกันของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2559 โจทก์ยื่นคำขอเอาประกันภัยต่อจำเลยที่ 1 ผ่านจำเลยที่ 2 แบบประกันภัยคุ้มธนกิจ 99/20 (เอ็น) ชำระเบี้ยประกันภัยราย 12 เดือน ความคุ้มครองแบบทั่วไป จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัย 2,330 บาท และสัญญาพิเศษเพิ่มเติม การยกเว้นชำระเบี้ยประกันภัยกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง (ทพ.) จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัยไม่ต้องชำระ คุ้มครองการเสียชีวิต ทุพพลภาพ และโรคร้ายแรง 44 โรค (ท.44) จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัย 1,190 บาท (สพ.) การประกันสุขภาพ (วพ.5) วีไอพี แบบมีความรับผิดชอบส่วนแรก เบี้ยประกันภัยปรับตามอายุ จำนวนเงินเอาประกันภัย วพ.5 เบี้ยประกันภัย 5,904 บาท การประกันสุขภาพ 80 เบี้ยประกันปรับตามอายุ (สพ.2) จำนวนเงินเอาประกันภัย 2,000 บาท เบี้ยประกันภัย 7,847 บาท ค่ารักษาพยาบาลรายวัน (รพ.) เบี้ยประกันภัยปรับขึ้นตามอายุ จำนวนเงินเอาประกันภัยวันละ 1,000 บาท เบี้ยประกันภัย 2,500 บาท เบี้ยประกันภัยรวม 19,771 บาท โดยจำเลยที่ 3 ภริยาจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นตัวแทน ต่อมาวันที่ 6 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 1 รับประกันภัยโจทก์ หลังจากทำสัญญาโจทก์เป็นมะเร็งเต้านมเข้ารับการผ่าตัด ณ โรงพยาบาล พ. ระหว่างวันที่ 28 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 แล้วนำเอกสารค่ารักษาพยาบาลไปขอรับค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์จากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่า โจทก์มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ เคยเข้ารับการรักษาตัวในสถานพยาบาลด้วยโรคเนื้องอกในมดลูก มีผลเอกซเรย์ทรวงอกผิดปกติ มีภาวะน้ำหนักตัวสูงเกินเกณฑ์ปกติ มาก่อนทำประกันชีวิต และแถลงข้อมูลน้ำหนักตัวไม่ตรงตามความเป็นจริง ไม่แถลงข้อความจริงซึ่งเป็นสาระสำคัญให้จำเลยที่ 1 ทราบ หากแถลงจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจรับประกันภัยได้ เป็นผลให้สัญญาประกันภัยเป็นโมฆียะ ขอบอกล้างสัญญากรมธรรม์ โดยจำเลยที่ 2 นำหนังสือแจ้งผลการพิจารณาสินไหมพร้อมเช็คคืนค่าเบี้ยประกันภัยมามอบให้โจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับและยืนยันว่าได้แจ้งข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญให้จำเลยทั้งสามทราบแล้ว จากนั้นโจทก์ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เปิดเผยข้อมูลเรื่องสุขภาพให้จำเลยที่ 2 ทราบ ไม่มีเจตนาปกปิด แต่จำเลยที่ 2 ไม่นำไปลงในแบบพิมพ์คำขอเอาประกันชีวิต เป็นการจงใจละเว้นไม่ลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนประกันชีวิตรับเบี้ยประกันจากโจทก์ ใช้แบบพิมพ์คำขอเอาประกันของจำเลยที่ 1 และชักชวนให้ทำสัญญาประกันชีวิต พฤติการณ์เท่ากับจำเลยที่ 1 เชิดให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการติดต่อรับประกันชีวิตนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคโดยจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพในคำขอเอาประกันภัย หน้า 2 ข้อ 12 ว่า โจทก์มีส่วนสูง 163 เซนติเมตร น้ำหนัก 85 กิโลกรัม ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาน้ำหนักลดลง 2 กิโลกรัม เนื่องจากออกกำลังกาย และข้อ 14 ว่า ในระหว่าง 3 ปีที่แล้วมา โจทก์เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลรักษาตัวโดยโจทก์เคยตรวจประจำของบริษัท (บริษัท ท.) ที่โจทก์เป็นพนักงาน โจทก์เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูกที่โรงพยาบาล จ. ผลชิ้นเนื้อปกติ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2559 แต่จำเลยที่ 2 กรอกข้อความไม่ตรงกับที่โจทก์แจ้ง เป็นว่า โจทก์มีส่วนสูง 163 เซนติเมตร น้ำหนัก 65 กิโลกรัม ในระหว่าง 3 ปีที่แล้ว โจทก์ไม่เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลรักษาตัว และไม่มีข้อความในข้อ 16 ว่า โจทก์ผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูกที่โรงพยาบาล จ. และข้อเท็จจริงได้ความเพิ่มเติมจากนางสาวอรทัย พนักงานของจำเลยที่ 1 ตอบคำถามค้านว่า ขั้นตอนการขอทำประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 นั้น ลูกค้าจะต้องกรอกแบบคำขอทำประกันชีวิต โดยจะแจ้งให้ตัวแทนกรอกให้หรือจะกรอกเองก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนขายประกันของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2552 ได้สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของลูกค้าจำเลยที่ 1 ในเรื่องส่วนสูง น้ำหนัก ความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักภายในรอบ 6 เดือน สาเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลง การเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ผลการตรวจโลหิต ความดันโลหิต ปัสสาวะ เอกซเรย์ หัวใจ หรือตรวจอย่างอื่น ดังที่ปรากฏในแบบฟอร์มคำขอเอาประกันภัยของจำเลยที่ 1 แล้วกรอกข้อมูลลงในคำขอเอาประกันชีวิตแทนโจทก์ส่งไปให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากลูกค้าอีก และถือเอาข้อมูลที่จำเลยที่ 2 กรอกลงในคำขอเอาประกันชีวิตเป็นสาระสำคัญ ดังนี้ เมื่อโจทก์ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของตนตามความเป็นจริง แต่จำเลยที่ 2 กลับกรอกข้อมูลไม่ตรงกับที่โจทก์แจ้งและส่งไปให้จำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมไม่มีทางทราบได้ แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการรับประกันชีวิตแทนจำเลยที่ 1 แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 สอบถามรายละเอียดของข้อมูลสุขภาพของลูกค้าและถือเอาข้อมูลดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 1 ในการสอบถามข้อมูลสุขภาพดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 วรรคสอง แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ทำกิจการธุรกิจตามที่ได้รับมอบหมายในขอบเขตของตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 807, 810, 812 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์ระบุด้วยว่า จำเลยทั้งสามทำละเมิดต่อโจทก์โดยร่วมกันทำคำขอเอาประกันภัยของโจทก์ไม่ตรงกับที่โจทก์แจ้ง แต่สภาพแห่งข้อหาเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามผิดสัญญาประกันภัยด้วยการปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ สาระสำคัญของคำฟ้องเป็นเรื่องการผิดสัญญาโดยตรง ทั้งในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ซึ่งห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่รับวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 โดยปริยาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษากลับ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ชำระในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยให้ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยได้ตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — บริษัท ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอุดม แสนบุญศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชื่อองค์คณะ
ประสาร กีรานนท์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4398/2565
#691591
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนัน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ จำเลยทั้งยี่สิบสามมีเจตนาเล่นการพนันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบสามจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสามตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 91 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 34 (1), 51 ริบของกลาง และจ่ายสินบนนำจับให้แก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งยี่สิบสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (1) พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2), 18 และพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 34 (1), 51 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนัน ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 ลงโทษฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนันให้ปรับคนละ 2,000 บาท ความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับจำเลยทั้งยี่สิบสามคนละ 5,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 9,000 บาท และปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 7,000 บาท จำเลยทั้งยี่สิบสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 4,500 บาท และคงปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 3,500 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งยี่สิบสามใช้สินบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนัน ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน โดยไม่ลงโทษปรับ ความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ ให้ลงโทษตามพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน และให้จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 1 เดือน และปรับคนละ 20,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 เดือน เมื่อรวมโทษปรับในความผิดฐานเป็นผู้ร่วมเล่นการพนันตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา รวมจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 1 เดือน และปรับคนละ 22,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน 15 วัน คงจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 15 วัน และปรับคนละ 11,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 ให้รอการลงโทษไว้คนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 จ่ายสินบนนำจับในความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ในการเล่นการพนัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินใช้เล่นพนันไพ่แปดเก้า โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 ร่วมเล่นการพนันด้วย ซึ่งถือว่ามีผู้เล่นจำนวนมาก ทั้งเมื่อพิจารณาบันทึกการจับกุมและภาพถ่ายประกอบบันทึกการจับกุมเอกสารท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านปรากฏว่า เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดได้ไพ่ 2 สำรับ เงินสด 10,020 บาท ผ้าปูเล่น 1 ผืน แผ่นบอกเลขขาที่เล่น 17 ชิ้น โต๊ะพับสีขาว 2 ตัว เป็นของกลาง โดยมีการเปิดบ้านพักให้เช่าและตั้งโต๊ะเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกัน มีลักษณะเป็นบ่อนการพนัน อันเป็นการก่อให้ประชาชนลุ่มหลงในอบายมุข ทำให้เกิดปัญหาสังคมและอาชญากรรมตามมาหลายประการ ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนส่วนรวม โดยมุ่งหวังประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว ทั้งขณะเกิดเหตุมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ห้ามมิให้มีการร่วมชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกันในสถานที่แออัดอันจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีเหตุผลความจำเป็นส่วนตัวตามที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 มานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนัน ฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ จำเลยทั้งยี่สิบสามมีเจตนาเล่นการพนันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งยี่สิบสามจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสาม ฐานร่วมกันเล่นการพนัน และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงเป็นการไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และกรณีเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 2,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 23 คนละ 1,000 บาท เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นกักขัง 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 12 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ม. 34 (1) ม. 51
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ม. 9 วรรคหนึ่ง (2) ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพัทยา
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพัทยา — นายวิชญ์พล มากกิตติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ปราช ตัณฑศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา