คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3742 -ที่ 3743/2550
#272720
เปิดฉบับเต็ม

การจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 62 การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมติ คชก.ตำบล หรือ คชก.จังหวัด ที่ห้ามมิให้ผู้นั้นขัดขวางการทำนาของผู้มีสิทธิในนาหรือที่ให้ผู้นั้นออกจากนาจะต้องไม่มีเหตุอันสมควร แต่ คชก.ตำบล มีหนังสือแจ้งมติให้จำเลยทราบ ซึ่งจำเลยก็ยังโต้แย้งอยู่ว่าไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว แต่ภายหลัง ว. ผู้เสียหายกลับไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ทั้งที่วันดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างที่จำเลยจะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบล ต่อ คชก.จังหวัดได้ และจำเลยก็ได้อุทธรณ์โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน คชก.ตำบล ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 56 วรรคแรก และหลังจาก คชก.จังหวัด มีคำวินิจฉัยยืนตามมติ คชก.ตำบลแล้ว จำเลยก็ยังได้ยื่นฟ้องต่อศาล แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ การที่จำเลยยังไม่ออกจากที่นาพิพาทจึงเป็นกรณีมีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 5, 26, 37, 62

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 37 และ 62 ให้จำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในคดีที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยและมติ คชก. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยและมติ คชก. จังหวัดแล้ว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ จำเลยจึงขอสืบพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์นั้น เห็นว่า จำเลยได้นำสืบเกี่ยวกับการยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติ คชก. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว กรณีไม่มีเหตุจำเป็นต้องสืบพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอสืบพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 62 การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมติ คชก.ตำบล หรือ คชก.จังหวัดที่ห้ามมิให้ผู้นั้นขัดขวางการทำนาของผู้มีสิทธิในนาหรือที่ให้ผู้นั้นออกจากนาจะต้องไม่มีเหตุอันสมควร แต่คดีนี้ คชก.ตำบลคลองพระยาบันลือ มีหนังสือแจ้งมติให้จำเลยทราบลงวันที่ 21 มิถุนายน 2542 ซึ่งจำเลยก็ยังโต้แย้งอยู่ว่าไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว แต่ภายหลังนายหวัง ไทยเจริญ ผู้เสียหายกลับไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอลาดบัวหลวง เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งที่วันดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างที่จำเลยจะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลคลองพระยาบันลือ ต่อ คชก. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ และจำเลยก็ได้อุทธรณ์โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธาน คชก.ตำบลคลองพระยาบันลือเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2542 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำวินิจฉัย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 56 วรรคแรก และหลังจาก คชก.จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีคำวินิจฉัยยืนตามมติ คชก.ตำบลคลองพระยาบันลือแล้ว จำเลยก็ยังได้ยื่นฟ้องต่อศาล แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 การที่จำเลยยังไม่ออกจากที่นาพิพาทจึงเป็นกรณีมีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 56 ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายทองหล่อ สุขสุยุติ
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
ชาลี ทัพภวิมล
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3721/2550
#271940
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า ผู้อุทธรณ์จะต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่และให้คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด สำหรับคดีนี้ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตคำร้องของโจทก์ไปทันทีโดยที่ยังมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้คู่ความฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้าน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่อาจมีผลทำให้อุทธรณ์ของโจทก์ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบได้ คดีจึงยังไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ให้ได้ และการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 27 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากคดีนี้ได้พ้นระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำแก้อุทธรณ์แล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านไว้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า ผู้อุทธรณ์จะต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่และให้คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด สำหรับคดีนี้ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตคำร้องของโจทก์ไปทันทีโดยที่ยังมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้าน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่อาจมีผลทำให้อุทธรณ์ของโจทก์ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบได้ คดีจึงยังไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ให้ได้ และการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากคดีนี้ได้พ้นระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำแก้อุทธรณ์แล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านไว้ด้วย"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ โดยกำหนดไว้ในหมายนัดว่าหากจำเลยทั้งสองจะคัดค้านคำร้องดังกล่าวก็ให้ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำร้อง มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 223 ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายรุ่งเรือง อยู่จันทรา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3715/2550
#273677
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ด้วยตนเอง คงมีแต่เรื่องถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าทรัพย์ที่ยึดมิใช่ทรัพย์ของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งไปยังโจทก์ผู้ทำการยึดว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินการต่อไปอย่างไร ซึ่งการถอนการยึดเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้ หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งไปยังศาลเพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนการยึด การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งเพิกถอนการยึดเสียเองจึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญา ต่อมาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 11,066,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2542 แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 197791 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึด เนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าวมิใช่ทรัพย์ของจำเลย และแจ้งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายทอดตลาดและค่าใช้จ่ายชั้นบังคับคดีเป็นเงิน 56,825.75 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียกเว้นค่าธรรมเนียม แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียืนยันให้โจทก์ชำระ

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดำเนินการบังคับคดีโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินยังไม่ได้แก้ไขโฉนดฉบับเจ้าพนักงานที่ดิน โดยยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จากจำเลยเป็นผู้ที่ซื้อจากจำเลย การยึดทรัพย์ของโจทก์จึงเป็นการยึดทรัพย์ที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งถอนการยึดทรัพย์โดยโจทก์มิได้ขอให้ถอนการยึดทรัพย์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเท่ากับจำนวนค่าธรรมเนียมถอนการยึดทรัพย์ นอกจากนี้การชำระค่าธรรมเนียมจะต้องกระทำก่อนถอนการยึดทรัพย์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี หรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควรต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 197791 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ยึดให้เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2547 แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งการยึดทรัพย์และขอทราบราคาประเมินที่ดินไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินนั้นจำเลยขายให้นางโสมพรรณ วัชรเสถียร ไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2531 แต่เจ้าพนักงานที่ดินยังมิได้จดแจ้งในสารบัญจดทะเบียน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งถอนการยึดทรัพย์และแจ้งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจถอนการยึดทรัพย์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหามีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ด้วยตนเองไม่ คงมีแต่เรื่องถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีในกรณีต่อไปนี้ (1) เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีนั้นเอง หรือถอนโดยคำสั่งศาล แล้วแต่กรณี เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้วางเงินต่อศาลหรือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดี หรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี หรือหาประกันมาให้จนเป็นที่พอใจของศาลสำหรับจำนวนเงินเช่นว่านี้ ดังนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะถอนการบังคับคดีได้ต่อเมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้วางเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าทรัพย์ที่ยึดนั้นมิใช่ทรัพย์ของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งไปยังโจทก์ผู้ทำการยึดว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินการต่อไปอย่างไร ซึ่งการถอนการยึดทรัพย์สินเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องแจ้งไปยังศาลเพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งเพิกถอนการยึดเสียเองจึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นฟังว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจถอนการยึดทรัพย์ได้โดยไม่ต้องรอให้โจทก์เป็นผู้ถอนและชำระค่าธรรมเนียมก่อนนั้นจึงไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น และให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 197791 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกระปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทรัตนการเคหะ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2550
#412836
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถหรือสัตว์และให้ความช่วยเหลือตามสมควรและพร้อมทั้งแสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที..." การที่จำเลยหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุโดยไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามที่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวบังคับไว้ ทั้งเมื่อพิจารณาอาการบาดเจ็บของจำเลยแล้วเห็นได้ว่าจำเลยมิได้รับบาดเจ็บมากจนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ที่ถูกฐานขับรถโดยประมาทและฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย) เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูกต้องระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ด้วย) ให้จำคุก 3 ปี ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแล้วไม่หยุดช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดและให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยได้รับอันตรายสาหัสต้องรีบทำการรักษาอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นจำเลยอาจต้องเสียชีวิตลงเช่นกันตามใบรับรองแพทย์ และภาพถ่ายอาการบาดเจ็บของจำเลย จำเลยไม่มีเจตนาที่จะหลบหนีนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถ หรือสัตว์และให้ความช่วยเหลือตามสมควรและพร้อมทั้งแสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที..." จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การที่จำเลยหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุโดยไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบังคับไว้ทั้งเมื่อพิจารณาอาการบาดเจ็บของจำเลยตามใบรับรองแพทย์และภาพถ่ายอาการบาดเจ็บของจำเลยแล้วเห็นได้ว่าจำเลยมิได้รับบาดเจ็บมากจนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าวดังที่อ้างมาในฎีกาได้ จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง และต้องรับโทษตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายบุญเลิศ เนตรช่วงโชติ
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ณรงค์ ธนะปกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3667/2550
#271904
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นอุทธรณ์ที่คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยอ้างว่าผู้ร้องทิ้งคำร้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวมิได้สั่งในเนื้อหาของคำร้องดังกล่าวของผู้ร้องแต่ประการใด จึงมิได้เป็นคำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาซึ่งผู้ร้องจะต้องอุทธรณ์ภายใน 7 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย แต่คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ผู้ร้องมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านได้ภายในกำหนด 1 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ประกอบด้วยมาตรา 229 ข้อเท็จจริงได้ความตามท้องสำนวนว่าผู้ร้องทราบคำสั่งยกคำร้องของศาลชั้นต้นดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2548 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด 1 เดือน ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะรับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 43,445,544.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อม สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งสามแปลง เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา สำเนาให้โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ผู้ร้องนำส่งภายใน 5 วัน หากส่งไม่ได้ให้ผู้ร้องแถลงภายใน 15 วันนัดไต่สวนพยานผู้ร้อง ต่อมาเมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ ผู้ร้องไม่แถลงต่อศาลตามคำสั่งศาล จึงมีคำสั่งว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้ยกคำร้อง ให้ผู้ร้องนำค่าธรรมเนียมศาลมาวางศาลภายใน 15 วัน ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า ผู้ร้องไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ว่า ผู้ร้องไม่ชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลตามคำสั่งศาล จึงถือว่า ผู้ร้องทิ้งคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ให้จำหน่ายคดีขอปล่อยทรัพย์ของผู้ร้องออกจากสารบบความ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งว่า ผู้ร้องได้ตรวจสอบและติดตามผลหมายโดยตลอดแต่ปรากฏว่ารายงานการเดินหมายยังไม่เข้าสำนวน จึงไม่สามารถทราบได้ว่าส่งหมายให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้หรือไม่ หากศาลให้โอกาสผู้ร้องนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนอนาถาศาลก็จะเชื่อว่าผู้ร้องเป็นคนยากจนไม่มีเงินที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลจริง ขอศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและให้รับคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ด้วย

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเกินกำหนด 7 วันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะรับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้พิจารณาหรือไม่ ปรากฏว่าอุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา โดยอ้างว่าผู้ร้องทิ้งคำร้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวมิได้สั่งในเนื้อหาของคำร้องดังกล่าวของผู้ร้องแต่ประการใด จึงมิได้เป็นคำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาซึ่งผู้ร้องจะต้องอุทธรณ์ภายใน 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย แต่คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ผู้ร้องมีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านได้ภายในกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบมาตรา 229 ข้อเท็จจริงได้ความตามท้องสำนวนว่าผู้ร้องทราบคำสั่งยกคำร้องของศาลชั้นต้นดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2548 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนด 1 เดือน ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะรับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ร้องนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของผู้ร้องไว้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 ม. 223 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล
ผู้ร้อง — นายวรรณชัย แซ่อึ้ง
จำเลย — บริษัทคาบานาอีเลคทริค เซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3665/2550
#273697
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ได้ตกลงทำสัญญากับ ผ. เพื่อรับดูแลรักษารถยนต์ของ ผ. ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษารถยนต์ของ ผ. ตามสัญญา การที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลูกจ้างของจำเลยไม่ได้ตรวจตราและมีคนลักเอารถยนต์ของผ.ไปจากบริเวณหมู่บ้านจัดสรรจึงไม่เป็นการกระทำที่ผิดสัญญาหรือละเมิดต่อ ผ. จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อ ผ. ทั้งในเรื่องสัญญาและละเมิด โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของ ผ. จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิจาก ผ. มาเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในกรณีที่รถยนต์ของ ผ. สูญหายไปได้

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วปรากฏว่าข้อกล่าวอ้างตามคำฟ้องเห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งงดสืบพยานโจทก์ จำเลย และพิพากษายกฟ้องไปได้เลย โดยไม่จำต้องให้คู่ความนำพยานเข้าสืบก่อน

ศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาเป็นหนังสือและมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยกับคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดีครบถ้วนแล้ว ย่อมเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141 แม้ว่าคำพิพากษาดังกล่าวจะเกษียนไว้ในคำฟ้องก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 8 ผ - 9964 กรุงเทพมหานครไว้จากนายผไทรัฐ วงษ์วิวัฒนาวุฒิมีอายุการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2537 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2538 จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับจ้างดูแลรักษาความปลอดภัย ตลอดจนดูแลและป้องกันการขโมยทรัพย์สินในบริเวณสถานที่หมู่บ้านอยู่เจริญ แขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2538 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายผไทรัฐขับรถยนต์คันดังกล่าวไปจอดภายในหมู่บ้านอยู่เจริญ ณ บ้านเลขที่ 24/765 ซึ่งเป็นบริเวณที่จำเลยได้รับการว่าจ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยต่อทรัพย์สินในบริเวณดังกล่าว ปรากฏว่ารถยนต์ได้ถูกโจรกรรมสูญหายไป จำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยและดูแลทรัพย์สินภายในหมู่บ้านมิให้สูญหาย กลับปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้ามาภายในหมู่บ้าน และโดยจงใจหรือปราะมาทเลินเล่อ ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ปล่อยให้มีการโจรกรรมรถยนต์คันที่โจทก์เอาประกันภัยไว้ โจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์แล้วเป็นเงิน 270,000 บาท โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิในค่าเสียหายดังกล่าว ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ในค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ขอให้บังคับจำเลยนำรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ผ - 9964 กรุงเทพมหานคร คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 432,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 270,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีนิติสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยรถยนต์ซึ่งโจทก์ได้รับประกันภัยไว้แต่อย่างใด อันจะทำให้โจทก์สามารถอาศัยสิทธิของผู้เอาประกันภัยไปฟ้องไล่เบี้ยเอากับจำเลยได้ ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยฟ้องให้ จำเลยรับผิดได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจิฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดกรณีที่รถยนต์ของผู้เอาประกันภัยสูญหายไปหรือไม่ โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้รับประกันภัยรถยนต์ ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน 8 ผ - 9964 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายผไทรัฐ วงษ์วิวัฒนาวุฒิ มีอายุการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2537 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2538 จำเลยได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยความสงบเรียบร้อยตลอดจนดูแลและป้องกันการขโมยทรัพย์สินในบริเวณสถานที่หมู่บ้านอยู่เจริญ แขวงตลาดบางเขน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2538 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายผไทรัฐได้นำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์เข้าไปจอดที่บ้านเลขที่ 24/765 ภายในหมู่บ้านอยู่เจริญ เช้าวันรุ่งขึ้นนายผไทรัฐทราบว่ารถยนต์ของตนสูญหายไป จำเลยซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยและดูแลรักษาทรัพย์สินภายในหมู่บ้านอยู่เจริญมิให้สูญหาย ได้กระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้ามาโจรกรรมเอารถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไป โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าสินไหมทดแทนคืนทุนประกันให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยแล้วเป็นเงินจำนวน 270,000 บาท โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยผู้ทำละเมิด เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยได้ตกลงทำสัญญากันนายผไทรัฐเพื่อรับดูแลรักษารถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ผ - 9964 กรุงเทพมหานคร อันเป็นทรัพย์ของนายผไทรัฐตามสัญญา การที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลูกจ้างของจำเลยไม่ได้ตรวจตราและมีคนลักเอารถยนต์คันเกิดเหตุไปจากบริเวณหมู่บ้านอยู่เจริญได้ จึงไม่เป็นการกระทำที่ผิดสัญญาหรือละเมิดต่อนายผไทรัฐ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อนายผไทรัฐทั้งในเรื่องสัญญาและละเมิด โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิจากนายผไทรัฐมาเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในกรณีที่รถยนต์ของนายผไทรัฐสูญหายไปได้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3332/2538 ระหว่างบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด โจทก์ บริษัทแอร์การ์ด จำกัด จำเลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยมิได้รับฟังพยานหลักฐานก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วปรากฏว่าข้อกล่าวอ้างตามคำฟ้องเห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งงดสืบพยานโจทก์ จำเลย และพิพากษายกฟ้องไปได้เลย โดยไม่จำต้องให้คู่ความนำพยานเข้าสืบก่อน

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นเขียนคำพิพากษาไว้ในคำฟ้องหน้าแรกของโจทก์จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาเป็นหนังสือและมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยกับคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดีครบถ้วนแล้วย่อมเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่าคำพิพากษาดังกล่าวจะเขียนไว้ในคำฟ้องก็ตาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880
ป.วิ.พ. ม. 131 ม. 141 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทแอร์การ์ด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2550
#412026
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดซึ่งพิพากษาให้โจทก์ส่งรถยนต์คันพิพาทที่โจทก์เช่าซื้อไปจากจำเลยคืนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หากคืนไม่ได้ก็ให้ใช้ราคาแทน หนี้ที่จะต้องชำระตามคำพิพากษามีลักษณะบังคับโจทก์ให้ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามลำดับก่อนหลัง แต่การบังคับตามคำพิพากษาถือว่าเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ที่ตามคำพิพากษาที่อาจยอมรับการชำระหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดตามคำพิพากษาได้ แม้จะมิได้เป็นไปตามลำดับในคำพิพากษา เมื่อจำเลยยอมรับเงินที่โจทก์นำไปวางชำระต่อกรมบังคับคดีครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้ว ถือได้โดยปริยายว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทให้เป็นของโจทก์ โดยจำเลยได้รับชดใช้ราคาแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์พร้อมส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทคืนให้แก่โจทก์.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ว - 1148 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามหลักฐานทางทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางบกพร้อมกับส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนและชำระค่าภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายรายวัน วันละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมโจทก์เช่าซื้อรถยนต์คันพิพาทหมายเลขทะเบียน 6 ว - 1148 กรุงเทพมหานคร จากจำเลย แล้วโจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นเรื่องเช่าซื้อ ค้ำประกัน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนแก่จำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้โจทก์ใช้ราคาเพียง 1,200,000 บาท และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ยกับค่าเสียหายรายเดือนและค่าธรรมเนียมแทนจำเลย วันที่ 24 สิงหาคม 2544 โจทก์ได้นำเงินไปวางที่กรมบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยเท่ากับราคารถยนต์คันพิพาทที่โจทก์ต้องใช้แทนและค่าเสียหายกับค่าฤชาธรรมเนียมตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 จำเลยได้รับเงินดังกล่าวไปจากกรมบังคับคดีแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดซึ่งพิพากษาให้โจทก์ส่งรถยนต์คันพิพาทที่โจทก์เช่าซื้อไปจากจำเลยคืนให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หากคืนไม่ได้ก็ให้ใช้ราคาแทน แม้หนี้ที่ต้องชำระตามคำพิพากษามีลักษณะบังคับโจทก์จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามลำดับก่อนหลัง กล่าวคือ โจทก์จะมีสิทธิใช้ราคาแทนได้ก็ต่อเมื่อไม่สามารถคืนรถยนต์คันพิพาทให้แก่จำเลย มิใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเลือกปฏิบัติการชำระหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 198 แต่การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลนั้นถือว่าเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และในกรณีที่การชำระหนี้ตามคำพิพากษามีหลายอย่าง แม้ลูกหนี้ตามคำพิพากษามีหน้าที่จะต้องกระทำการเพื่อชำระหนี้ตามลำดับก่อนหลังก็เป็นสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่อาจยอมรับการชำระหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดตามคำพิพากษาได้ แม้การชำระหนี้ดังกล่าวจะมิได้เป็นไปตามลำดับในคำพิพากษานั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายอมรับเงินที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษานำไปวางชำระต่อกรมบังคับคดีตามจำนวนเท่ากับราคารถยนต์คันพิพาท รวมทั้งค่าเสียหายกับค่าฤชาธรรมเนียมโดยครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้ว แสดงว่าจำเลยยอมรับชำระหนี้ในลำดับหลังด้วยการชำระราคารถยนต์คันพิพาทแทนการให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทคืนอันเป็นหนี้ในลำดับแรก แม้สัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันไปแล้วก็ตาม แต่การที่จำเลยยอมรับชำระราคารถยนต์คันดังกล่าวถือได้โดยปริยายว่าจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทให้เป็นของโจทก์โดยจำเลยได้รับชดใช้ราคาแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์พร้อมส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ กรณีมิใช่เรื่องการบังคับตามคำพิพากษาเดิมที่จำเลยจะอ้างว่าจำเลยไม่มีหน้าที่ตามคำพิพากษาที่จะต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พร้อมส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น...

พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ว - 1148 กรุงเทพมหานคร ให้มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของตามหลักฐานทางทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางบกพร้อมกับส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนและชำระค่าภาษีประจำปีสำหรับรถยนต์ดังกล่าว ทั้งนี้ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจดทะเบียนโอนและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194 ม. 198 ม. 213
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145
ชื่อคู่ความ
นางสาวกมลรัตน์ แซ่ลิ้ม
โจทก์ — หรือนางกมลลักษณ์ เลิศพรทวี
จำเลย — บริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวมานิสา รัฐปัตย์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3636/2550
#272719
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดของจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมและฉ้อโกงนั้น เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก, 341 การกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุ ป.อ. มาตรา 266 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง แต่โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยปลอมหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ และข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์สืบสม จึงเป็นการอ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาชอบที่แก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3432/2544 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 341 ริบของกลางและให้จำเลยคืนเงิน 880,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 880,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินจากพันโทหญิงอารี ศรีวโรทัย และได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 364 ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์มอบให้ผู้เสียหายยึดถือไว้เป็นหลักประกัน ต่อมาผู้เสียหายไปตรวจสอบหลักฐานที่ดินที่สำนักงานที่ดินอำเภอปากช่อง ปรากฏว่า น.ส. 3 ก. ดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมและไม่มีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมและฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่รู้จักกับนายเล็กมาก่อน การที่จำเลยจะให้นายเล็กกู้ยืมเงินย่อมต้องใช้ความระมัดระวังในการให้กู้ยืมเงินเป็นอย่างยิ่ง การที่นายเล็กไปจดทะเบียนโอนที่ดินใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินก่อนที่จำเลยจะมอบเงินให้ ย่อมส่อให้เห็นข้อพิรุธเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสารบัญจดทะเบียนใน น.ส. 3 ก. ดังกล่าว ก็ปรากฏว่านายเล็กได้จดทะเบียนขายที่ดินแก่จำเลยในวันที่ 10 มกราคม 2533 อันเป็นวันก่อนที่จำเลยจะมอบหลักฐานการจดทะเบียนให้แก่นายเล็ก ขัดกับทางนำสืบของจำเลยจึงเป็นข้อพิรุธมากยิ่งขึ้น และหนังสือที่จำเลยตกลงยินยอมโอนที่ดินคืนแก่นายเล็กก็ไม่มีเหตุผลว่าเพราะเหตุใดนายเล็กจึงยินยอมให้เอกสารสำคัญนี้อยู่กับจำเลยทั้งที่จำเลยควรจะเป็นฝ่ายส่งมอบให้แก่นายเล็ก พฤติการณ์ของจำเลยแสดงให้เห็นว่าจำเลยนำ น.ส. 3 ก. ปลอมไปวางเป็นหลักประกันเงินกู้และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ผู้เสียหายว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง แล้วจำเลยได้เงินจากผู้เสียหายไปโดยจำเลยรู้ดีอยู่แล้วเป็น น.ส. 3 ก. ปลอมหาใช่ไม่มีเจตนาไม่ จึงไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การกระทำความผิดของจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมและฉ้อโกงนั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก, 341 การกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง แต่โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยปลอมหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ และข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์สืบสม จึงเป็นการอ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341 และให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นั้นไม่ถูกต้องปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาชอบที่แก้ไขให้ถูกต้องโดยลงโทษเท่าเดิมได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก, 341 การกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 265 ม. 266 ม. 268 วรรคแรก ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นางขันทอง คำภูมี
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3630/2550
#272718
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่จำเลยทำร้ายทุบบริเวณท้ายทอยและหลังของผู้เสียหายที่ 2 ในตอนแรก มีสาเหตุจากการที่ผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปปลุกจำเลยขณะหลับอยู่บนรถโดยสารมินิบัสของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งขณะนั้นจำเลยมีการเมาสุรา เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ถามจำเลยว่าจะลงจากรถหรือไม่ จำเลยตอบว่าลง และเดินไปที่ประตูด้านหลังของรถยนต์มินิบัสแต่กลับย้อนมาทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 อีก ผู้เสียหายที่ 2 พยายามใช้กระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารต่อสู้กับจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยแย่งเอากระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารแล้วลงจากรถวิ่งหนีไปเป็นเพราะจำเลยเมาสุราและไม่ประสงค์จะต่อสู้กับผู้เสียหายที่ 2 ประกอบกับผู้เสียหายที่ 2 ใช้กระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารทำร้ายจำเลยด้วย การที่จำเลยแย่งเอากระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารจากผู้เสียหายที่ 2 ไป ก็เพราะไม่ประสงค์ให้ผู้เสียหายที่ 2 ใช้กระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารติดตามมาทำร้ายจำเลยอีก หากจำเลยประสงค์จะชิงทรัพย์จำเลยอาจหยิบเอาเฉพาะเงินจากกระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสาร ทิ้งกระบอกตั๋วไว้แล้วหลบหนีไปก็อาจกระทำได้ การที่จำเลยยังคงมีกระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารติดตัวอยู่ ทำให้เห็นว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้ผู้ใดนำกระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารมาทำร้ายจำเลยอีก การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นการพาเอาทรัพย์ไปจากผู้เสียหายที่ 2 แต่ไม่ได้เกิดโดยเจตนาทุจริต จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ศาลลงโทษจำเลย มีอัตราโทษขั้นต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพและจำเลยไม่สืบพยานก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ได้ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 และเมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215

การทำให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 นั้น จะต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยและบาดแผลของผู้เสียหายที่ 2 ประกอบกัน ผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยใช้กำปั้นและมือทุบตีบริเวณท้ายทอยและด้านหลังหลายครั้ง ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ไม่ปรากฏบาดแผล ทั้งตามคำฟ้องโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายบริเวณใบหน้าของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 2 ครั้ง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นอันตรายแก่กายและจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 295 แต่เป็นเพียงความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 391 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งรวมการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายอยู่ในตัว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 58 และให้นำโทษที่ศาลรอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 5 ปี และให้บวกโทษจำคุก 1 เดือน ที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุก 5 ปี 1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 4 เดือน ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี กำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 เดือนต่อครั้ง ตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยโดยสารรถยนต์มินิบัสของผู้เสียหายที่ 1 มีผู้เสียหายที่ 2 เป็นพนักงานเก็บเงินค่าโดยสาร ต่อมาจำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 บนรถ จำเลยแย่งกระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารจากผู้เสียหายที่ 2 ลงจากรถวิ่งหลบหนี หลังเกิดเหตุมีชาวบ้านช่วยกันจับจำเลยไว้ได้พร้อมกระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารที่ตัวจำเลย และจำเลยถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารมีมูลค่า 300 บาท พร้อมเงินที่บรรจุอยู่ภายใน 60 บาท ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับคืนแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยโดยสารมาบนรถยนต์มินิบัสตั้งแต่ต้นทางที่ศูนย์การค้าฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต โดยมาคนเดียว ผู้เสียหายที่ 2 สังเกตเห็นจำเลยมีอาการคล้ายคนเมาสุรา เมื่อเข้าไปเก็บเงินค่าโดยสารจากจำเลยแล้วสักพักจำเลยเมาหลับไปจนรถยนต์โดยสารมินิบัสแล่นถึงปลายทาง ผู้โดยสารคนอื่นลงจากรถหมดแล้วเหลือจำเลยยังนั่งหลับอยู่เพียงคนเดียว ผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปปลุกจำเลย โดยปลุกอยู่ 2 ครั้ง จำเลยไม่ยอมตื่น เมื่อปลุกครั้งที่ 3 จำเลยจึงตื่น แล้วผู้เสียหายที่ 2 เดินจะไปนั่งที่เบาะนั่งด้านหน้าข้างคนขับ จำเลยเข้ามาใช้กำปั้นทุบท้ายทอยผู้เสียหายที่ 2 เมื่อผู้เสียหายที่ 2 หันไปดูจำเลยเข้ามาทุบหลังของผู้เสียหายที่ 2 อีก ผู้เสียหายที่ 2 ถามจำเลยว่าจะลงหรือไม่ จำเลยตอบว่าลง และเดินไปที่ประตูหลัง แต่จำเลยกลับเดินย้อนกลับมาทุบหลังผู้เสียหายที่ 2 อีก ผู้เสียหายที่ 2 พยายามใช้กระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารต่อสู้กับจำเลย ผู้เสียหายที่ 2 สู้ไม่ได้ จำเลยแย่งเอากระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารแล้วลงจากรถวิ่งหนีไป เมื่อพิเคราะห์จากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 แล้ว เห็นว่า เหตุที่จำเลยทำร้ายทุบบริเวณท้ายทอยและหลังของผู้เสียหายที่ 2 ในตอนแรก เชื่อว่ามีสาเหตุมาจากการที่ผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปปลุกจำเลยขณะหลับ และยังเชื่อว่าจำเลยเมาสุราอยู่ด้วยเพราะแม้แต่ผู้เสียหายที่ 2 ก็ยังเบิกความว่าจำเลยเมาหลับบนรถ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ถามจำเลยว่าจะลงจากรถยนต์มินิบัสหรือไม่ จำเลยก็ตอบว่าลง และเดินไปที่ประตูด้านหลังของรถยนต์มินิบัสแต่กลับย้อนมาทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 อีก ในตอนนี้ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่าพยายามใช้กระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารต่อสู้กับจำเลย ดังนั้น การที่จำเลยแย่งเอากระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารแล้วลงจากรถวิ่งหนีไป ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นเพราะจำเลยเมาสุราและไม่ประสงค์จะต่อสู้กับผู้เสียหายที่ 2 ประกอบกับผู้เสียหายที่ 2 ใช้กระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารทำร้ายจำเลยด้วย การที่จำเลยแย่งเอากระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารจากผู้เสียหายที่ 2 ไป ก็เพราะไม่ประสงค์ให้ผู้เสียหายที่ 2 ใช้กระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารติดตามมาทำร้ายจำเลยอีก หากจำเลยประสงค์จะชิงทรัพย์ จำเลยอาจหยิบเอาเฉพาะเงินจากกระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสาร ทิ้งกระบอกตั๋วไว้แล้วหลบหนีไปก็อาจกระทำได้ การที่จำเลยยังคงมีกระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารติดตัวอยู่ ทำให้เห็นว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้ผู้ใดนำกระบอกตั๋วเก็บเงินค่าโดยสารมาทำร้ายจำเลยอีก การกระทำของจำเลยแม้จะเป็นการพาเอาทรัพย์ไปจากผู้เสียหายที่ 2 แต่ไม่ได้เกิดโดยเจตนาทุจริต จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์ จำเลยรับสารภาพและจำเลยไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานชิงทรัพย์ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาโดยอ้างคำเบิกความของพยานโจทก์ที่ว่าจำเลยมีทีท่าเหมือนคนเมาสุรา การที่ศาลอุทธรณ์ยกประเด็นที่ว่า ขณะกระทำผิดจำเลยอยู่ในอาการเมาสุราขึ้นวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบเพราะไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นและไม่ใช่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เองนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ศาลลงโทษจำเลย มีอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพและจำเลยไม่สืบพยาน ก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ได้ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 และเมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยใช้กำปั้นและมือทุบตีบริเวณท้ายทอยและด้านหลังของผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 นั้น เห็นว่า การทำให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 นั้น จะต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยและบาดแผลของผู้เสียหายที่ 2 ประกอบกัน คดีนี้ผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยใช้กำปั้นและมือทุบตีบริเวณท้ายทอยและด้านหลังหลายครั้ง ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ไม่ปรากฏบาดแผล ทั้งตามคำฟ้องโจทก์บรรยายเพียงว่า จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายบริเวณใบหน้าของผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 ครั้ง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นอันตรายแก่กายและจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แต่เป็นเพียงความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานชิงทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งรวมการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายอยู่ในตัว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษในความผิดฐานทำร้ายร่างกายดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ปรับ 800 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 400 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 295 ม. 339 ม. 391
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 185 ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายรัฐพงษ์ โคชาหรือโคซา
ชื่อองค์คณะ
เอกชัย ชินณพงศ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3611/2550
#272648
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายและ ว. ไปเที่ยวงานวัด แต่การจราจรติดขัด ว. จอดรถจักรยานยนต์รออยู่บนถนน ขณะเดียวกัน ณ. วิ่งมาต่อยหน้าผู้เสียหาย 1 ครั้ง ผู้เสียหายวิ่งหนีจำเลย น. และ ย. วิ่งไล่ตาม ณ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัด ผู้เสียหายวิ่งไปได้ 30 เมตรก็หมดแรงล้มลง จำเลย ณ. น. และ ย. เข้าไปรุมทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย โดยจำเลยใช้อาวุธมีดดาบฟันผู้เสียหาย ผู้เสียหายยกมือทั้งสองข้างกันไว้ จึงถูกคมมีด พวกจำเลยรุมเตะผู้เสียหาย แต่มีคนช่วยผู้เสียหายหลบหนีไปได้ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายไปเที่ยวงานวัดแล้วพบ ณ. กับจำเลยและพวกนั้นน่าจะเป็นเหตุบังเอิญ และที่ ณ. เข้าไปชกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทันทีและต่อมาก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายนั้นเป็นการกระทำและตัดสินใจของ ณ. โดยลำพัง ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้สมคบกระทำการดังกล่าวกับ ณ. จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในผลการกระทำดังกล่าวร่วมกับ ณ. แต่จำเลยต้องรับผิดเฉพาะผลการกระทำของตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 11 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 1 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายณัฐพลหรือดิ้น ทับทิมทอง จำเลยคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2065/2546 ของศาลชั้นต้น ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัด ศาลชั้นต้นพิพากษาว่านายณัฐพลมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย มีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว ส่วนจำเลยใช้อาวุธมีดดาบฟันผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและฐานพาอาวุธปืน โจทก์ไม่ฎีกาในส่วนนี้ ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนายณรงค์ศักดิ์ โคมทอง ผู้เสียหายและนายวิสูตร เพ็งรัศมี เป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายและนายวิสูตรไปเที่ยวงานเทศกาลสงกรานต์ที่วัดดอนกระเบื้อง แต่ไปยังไม่ถึงวัด เพราะมีคนเล่นสาดน้ำสงกรานต์บนถนนทำให้การจราจรติดขัด นายวิสูตรจอดรถจักรยานยนต์รอ ขณะเดียวกันนายณัฐพลวิ่งมาต่อยหน้าผู้เสียหาย 1 ครั้ง ผู้เสียหายวิ่งหนีจำเลย นายนุและนายนัยวิ่งไล่ตาม นายณัฐพลใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัด ผู้เสียหายวิ่งไปได้ 30 เมตร ก็หมดแรงล้มลง จำเลย นายณัฐพล นายนุ และนายนัยเข้าไปรุมทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย โดยจำเลยใช้อาวุธมีดดาบฟันผู้เสียหาย ผู้เสียหายยกมือทั้งสองข้างกันไว้ จึงถูกคมมีด พวกจำเลยรุมเตะผู้เสียหาย ผู้เสียหายวิ่งหนีไปได้ประมาณ 30 เมตร มีคนขับรถบรรทุกหกล้อพาผู้เสียหายหลบหนีได้ เห็นว่า การที่ผู้เสียหายไปเที่ยวงานสงกรานต์แล้วพบนายณัฐพลกับจำเลยและพวกนั้นน่าจะเป็นเหตุบังเอิญ การที่นายณัฐพลเข้าไปชกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทันทีและต่อมานายณัฐพลก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายน่าเชื่อว่าเป็นการกระทำและตัดสินใจของนายณัฐพลโดยลำพังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้สมคบกระทำการดังกล่าวกับนายณัฐพล ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในผลการกระทำดังกล่าวร่วมกับนายณัฐพล แต่จำเลยต้องรับผิดเฉพาะผลการกระทำของตนที่ใช้อาวุธมีดดาบฟันผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 288 ม. 297
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายมานิตหรือนิต อยู่พ่วง
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3605/2550
#273640
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ...ถ้าปรากฏหลักฐานว่าจำเลยหรือผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาเงินหรือทรัพย์สินที่ผู้นั้นมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะ หรือความสามารถในการประกอบอาชีพ หรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 เกินปริมาณที่รัฐมนตรีกำหนดไว้ในการครอบครองเพื่อขาย จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ผู้ร้องขอให้ริบย่อมต้องตามข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวตามมาตรา 29 (1) (2) ว่า ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 นั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือได้ทรัพย์สินมาโดยสุจริต ที่ผู้คัดค้านที่ 2 นำสืบว่า ทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากการประกอบกิจการบริษัท 2 แห่ง โดยมีหลักฐานเป็นสำเนาใบสำคัญรับและใบเสร็จรับเงิน และเคยชำระภาษีตามสำเนาใบสำคัญจ่าย 2 ฉบับ นั้นไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 2 มีหลักฐานทางบัญชีแสดงรายรับและรายจ่ายของบริษัททั้ง 2 แห่ง หรือบริษัททั้ง 2 แห่ง เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อกรมสรรพากร อันแสดงให้เห็นว่าการประกอบกิจการของบริษัทดังกล่าวมีรายได้เพียงใด ข้อนำสืบของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สิน 1 รายการของผู้คัดค้านที่ 1 และ 6 รายการของผู้คัดค้านที่ 2 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีในหนังสือพิมพ์รายวันที่จำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นรวม 2 วัน ติดต่อกันแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งปล่อยทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ รถยนต์และเงินฝากในธนาคารที่ถูกยึดและอายัดตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 2 ได้มาจากการประกอบกิจการบริษัทครอสโอเวอร์ แทรเวิล จำกัด และบริษัทซันเซ็ท ทราเวล แอนด์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด อันเป็นการประกอบอาชีพโดยสุจริต ขอให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งปล่อยทรัพย์สินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยึดดทรัพย์สิน 6 รายการแรกและอายัดทรัพย์สิน 2 รายการหลัง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบทรัพย์สินทั้งแปดรายการตามคำร้องให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกเป็นจำเลยในข้อหากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และความผิดต่อพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4198/2546 ของศาลชั้นต้น และเนื่องจากทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องคดีนี้เพื่อให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าหมายเลขทะเบียน วก 9517 กรุงเทพมหานคร เงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพัฒนาการ เลขที่บัญชี 198-2-15130-6 เงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพัฒนาการ เลขที่บัญชี 065-3-01259-001 และ 065-3-01259-002 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ทรัพย์สินมาจากการประกอบกิจการบริษัทครอสโอเวอร์ แทรเวิล จำกัด และบริษัทซันเซ็ท ทราเวล แอนด์ อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ...ถ้าปรากฏหลักฐานว่าจำเลยหรือผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาเงินหรือทรัพย์สินที่ผู้นั้นมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะ หรือความสามารถในการประกอบอาชีพ หรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนั้น เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาร่วมกันผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขาย จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ผู้ร้องขอให้ริบย่อมต้องตามข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวตามมาตรา 29 (1) (2) ว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 นั้นไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือได้ทรพัย์สินมาโดยสุจริต ที่ผู้คัดค้านที่ 2 นำสืบว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากการประกอบกิจการบริษัท 2 แห่ง โดยมีหลักฐานเป็นสำเนาใบสำคัญรับและใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ค.12 และเคยชำระภาษีตามสำเนาใบสำคัญจ่าย 2 ฉบับ ที่รวมอยู่ในเอกสารหมาย ค.13 นั้น ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 2 มีหลักฐานทางบัญชีแสดงรายรับและรายจ่ายของบริษัททั้งสอง 2 แห่ง หรือบริษัททั้ง 2 แห่ง เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อกรมสรรพากร อันแสดงให้เห็นว่าการประกอบกิจการของบริษัทดังกล่าวมีรายได้เพียงใด ข้อนำสืบของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายเอเดรียน คอนเนลลี่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
รัตน กองแก้ว
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3587/2550
#267536
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามสิทธิของโจทก์ที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 84 ซึ่งการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมนี้กฎหมายมิได้กำหนดกรอบเวลาไว้ เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมดังกล่าวภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น ตามมาตรา 84/1 (1) จึงถือว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากรแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดเลขที่ กค 0710.01/6.3/4488 - 4504 ลงวันที่ 5 กันยายน 2546 จำนวน 17 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 753,695.48 บาท ให้จำเลยชำระเงินค่าดอกเบี้ยอีก 8,153,090.13 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อีก 4,118,842 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอคืนหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อพ้นกำหนดวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษีที่ขอคืนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83 จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ข้อ 2 นั้น เห็นว่า ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 2 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "การคิดดอกเบี้ยตามข้อ 1 จะคิดให้ต่อเมื่อได้มีการยื่นแบบแสดงรายการหรือคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือภายในเวลาที่ได้รับการขยายหรือเลื่อนให้" กรณีของโจทก์ปรากฎว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งแรกภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามสิทธิของโจทก์ที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 84 ซึ่งการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมนี้กฎหมายมิได้กำหนดกรอบเวลาไว้ เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมดังกล่าวภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้นตามมาตรา 84/1 (1) จึงถือว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดตามกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอคืน ข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83 ด้วย จึงจะมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนั้น เป็นการขยายความกฎหมายให้เป็นผลร้ายแก่ผู้เสียภาษีอากรซึ่งไม่ชอบ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่โจทก์มีคำขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดและศาลภาษีอากรกลางยกคำขอนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรให้เพิกถอนหนังสือแจ้งสั่งการคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดเลขที่ กค 0710.01/6.3/4488 - 4504 ลงวันที่ 5 กันยายน 2546 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 83 ม. 84
กฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟิลิปส์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ทองหล่อ โฉมงาม
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3587/2550
#272437
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อพ้นกำหนดวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษีที่ขอคืนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 83 จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามกฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ข้อ 2 นั้น เห็นว่า กฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 2 วรรคหนึ่งระบุว่า "การคิดดอกเบี้ยตามข้อ 1 จะคิดให้ต่อเมื่อได้มีการยื่นแบบแสดงรายการหรือคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือภายในเวลาที่ได้รับการขยายหรือเลื่อนให้" กรณีของโจทก์ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งแรกภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามสิทธิของโจทก์ที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 84 ซึ่งการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมนี้กฎหมายมิได้กำหนดกรอบเวลาไว้ เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมดังกล่าวภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้นตามมาตรา 84/1 (1) จึงถือว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดตามกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอคืนข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาตาม ป.รัษฎากร มาตรา 83 ด้วย จึงจะมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนั้นเป็นการขยายความกฎหมายให้เป็นผลร้ายแก่ผู้เสียภาษีอากรซึ่งไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 เมื่อปี 2539 และปี 2542 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) เพิ่มเติมสำหรับเดือนภาษีมกราคม พฤษภาคม สิงหาคม กันยายน ธันวาคม 2538 และเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2540 เนื่องจากยอดซื้อและภาษีซื้อที่โจทก์แสดงไว้ในแบบแสดงรายการของเดือนภาษีดังกล่าวที่ยื่นต่อจำเลยไว้เดิมมีจำนวนต่ำเกินไป ในการยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมดังกล่าว โจทก์มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีจากจำเลย โจทก์จึงระบุขอคืนภาษีเป็นเงินสดในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ยื่นเพิ่มเติมไว้ เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) เพิ่มเติมแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งให้โจทก์นำส่งเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง และโจทก์ได้ส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานของจำเลยทุกครั้ง เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2546 เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 18,842,387.39 บาท และดอกเบี้ย 753,695.48 บาท เนื่องจากเจ้าพนักงานของจำเลยพิจารณาให้ดอกเบี้ยเพียงบางส่วนแก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ขอรับดอกเบี้ยตามกฎหมายจากจำเลยในส่วนที่จำเลยไม่พิจารณาให้ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานของจำเลยกลับมีหนังสือมายังโจทก์รวม 17 ฉบับ ให้โจทก์นำส่งดอกเบี้ยจำนวน 753,695.48 บาท ที่พิจารณาให้แก่โจทก์มาตั้งแต่ต้นคืน โดยกล่าวอ้างว่าการแจ้งคืนดอกเบี้ยตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร 17 ฉบับ นั้น เป็นการแจ้งคืนผิดพลาด การยื่นแบบ ภ.พ. 30 ฉบับเพิ่มเติมเกินกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ย โจทก์เห็นว่าการพิจารณาของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ 753,695.48 บาท ตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ดอกเบี้ย) 17 ฉบับ และการพิจารณาของเจ้าพนักงานที่ให้โจทก์ต้องนำส่งดอกเบี้ยคืน 753,695.48 บาท ตามหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด 17 ฉบับ นั้น ไม่ถูกต้อง โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากภาษีที่โจทก์ได้รับคืน การที่เจ้าพนักงานของจำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ตามกฎหมายทั้งยังมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำส่งดอกเบี้ยจำนวน 753,695.48 บาท คืนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยทั้งสิ้น 8,906,785.61 บาท จำเลยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์แล้ว 753,695.48 บาท จึงยังขาดอยู่อีก 8,153,090.13 บาท ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดเลขที่ กค 0710.01/6.3/4488 - 4504 ลงวันที่ 5 กันยายน 2546 จำนวน 17 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 753,695.48 บาท ให้จำเลยชำระเงินค่าดอกเบี้ยอีก 8,153,090.13 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อีก 4,118,842 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอคืนหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อพ้นกำหนดวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษีที่ขอคืนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83 จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ข้อ 2 นั้น เห็นว่า ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 2 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "การคิดดอกเบี้ยตามข้อ 1 จะคิดให้ต่อเมื่อได้มีการยื่นแบบแสดงรายการหรือคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือภายในเวลาที่ได้รับการขยายหรือเลื่อนให้" กรณีของโจทก์ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งแรกภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามสิทธิของโจทก์ที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 84 ซึ่งการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมนี้กฎหมายมิได้กำหนดกรอบเวลาไว้ เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมดังกล่าวภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้นตามมาตรา 84/4 (1) จึงถือว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดตามกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอคืน ข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83 ด้วย จึงจะมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนั้น เป็นการขยายความกฎหมายให้เป็นผลร้ายแก่ผู้เสียภาษีอากรซึ่งไม่ชอบ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่โจทก์มีคำขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งสั่งการคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดและศาลภาษีอากรกลางยกคำขอนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรให้เพิกถอนหนังสือแจ้งสั่งการคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดเลขที่ กค 0710.01/6.3/4488 - 4504 ลงวันที่ 5 กันยายน 2546 เสียด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 83 ม. 84 ม. 84/1 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟิลิปส์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ทองหล่อ โฉมงาม
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3587/2550
#273694
เปิดฉบับเต็ม

กฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรข้อ 2 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "การคิดดอกเบี้ยตามข้อ 1 จะคิดให้ต่อเมื่อได้มีการยื่นแบบแสดงรายการหรือคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือภายในเวลาที่ได้รับการขยายหรือเลื่อนให้" โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งแรกภายในกำหนดเวลา ต่อมาโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามสิทธิของโจทก์ที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 84 ซึ่งการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมนี้กฎหมายมิได้กำหนดกรอบเวลาไว้ เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้นตามมาตรา 84/1 (1) จึงถือว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดตามกฎกระทรวงแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 เมื่อปี 2539 และปี 2542 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) เพิ่มเติมสำหรับเดือนภาษีมกราคม พฤษภาคม สิงหาคม กันยายน ธันวาคม 2538 และเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2540 เนื่องจากยอดซื้อและภาษีซื้อที่โจทก์แสดงไว้ในแบบแสดงรายการของเดือนภาษีดังกล่าวที่ยื่นต่อจำเลยไว้เดิมมีจำนวนต่ำเกินไป ในการยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมดังกล่าว โจทก์มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีจากจำเลย โจทก์จึงระบุขอคืนภาษีเป็นเงินสดในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ยื่นเพิ่มเติมไว้ เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) เพิ่มเติมแล้ว พนักงานของโจทก์ติดตามทวงถามเจ้าพนักงานของจำเลยที่ประจำอยู่ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ 9 ซึ่งเป็นเขตพื้นที่รับผิดชอบมาโดยตลอด แต่ได้รับแจ้งว่ายังไม่มีการพิจารณาคำร้องขอคืนเงินภาษีของโจทก์ จนกระทั่งวันที่ 7 มิถุนายน 2544 เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือมายังโจทก์โดยแจ้งความประสงค์จะขอเข้ามาตรวจปฏิบัติการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีมกราคม พฤษภาคม สิงหาคม กันยายน ธันวาคม 2538 และเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2540 ณ ที่ทำการของโจทก์ในวันที่ 8 มิถุนายน 2544 โจทก์ได้อำนวยความสะดวกและนำเอกสารมาให้เจ้าพนักงานตรวจสอบตามความประสงค์ทุกประการ ต่อมาเจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งให้โจทก์นำส่งเอกสารเพื่อประกอบพิจารณาเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง และโจทก์ได้ส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานของจำเลยทุกครั้ง เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2546 เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือขอเชิญพบมายังโจทก์โดยนัดหมายให้ไปพบในวันที่ 20 มกราคม 2546 เวลา 10 นาฬิกา พร้อมทั้งให้นำส่งหลักฐานประกอบการชำระเงินให้แก่บริษัทเอ็นแอนด์วี เทคโนโลยี จำกัด แต่เนื่องจากโจทก์ได้รับหนังสือฉบับนี้หลังจากเลยกำหนดนัดแล้ว จึงไม่อาจส่งมอบเอกสารให้ได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือขอเชิญพบ (ครั้งที่ 2) มายังโจทก์โดยนัดหมายให้ไปพบในวันที่ 3 มีนาคม 2546 เวลา 10 นาฬิกา พร้อมกับให้นำส่งหลักฐานเช่นเดียวกับครั้งแรก วันที่ 18 มีนาคม 2546 โจทก์ไปพบและส่งมอบเอกสารที่มีอยู่ที่โจทก์บางส่วนให้แก่เจ้าพนักงานของจำเลย ส่วนรายการเอกสารอื่นนั้นอยู่ระหว่างโจทก์ประสานไปยังผู้ออกใบกำกับภาษีเพื่อให้ส่งเอกสารตามที่จำเลยประสงค์จะตรวจสอบมาให้โจทก์ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2546 เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือมายังโจทก์ทางโทรสารให้ส่งมอบเอกสารเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงรวบรวมเอกสารดังกล่าวทั้งหมดนำไปส่งมอบให้แก่เจ้าพนักงานของจำเลยเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2546 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2546 เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 18,842,387.39 บาท และดอกเบี้ย 753,695.48 บาท เนื่องจากเจ้าพนักงานของจำเลยพิจารณาให้ดอกเบี้ยเพียงบางส่วนแก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ขอให้รับดอกเบี้ยตามกฎหมายจากจำเลยในส่วนที่จำเลยไม่พิจารณาให้ ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานของจำเลยกลับมีหนังสือมายังโจทก์รวม 17 ฉบับ ให้โจทก์นำส่งดอกเบี้ยจำนวน 753,695.48 บาท ที่พิจารณาให้แก่โจทก์มาตั้งแต่ต้นคืนโดยกล่าวอ้างว่าการแจ้งคืนดอกเบี้ยตามหนังสือแจ้งคืนภาษีอากร 17 ฉบับ นั้น เป็นการแจ้งคืนผิดพลาด การยื่นแบบ ภ.พ.30 ฉบับเพิ่มเติมเกินกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ย โจทก์เห็นว่า การพิจารณาของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ 753,695.48 บาท ตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร (ดอกเบี้ย) 17 ฉบับ และการพิจารณาของเจ้าพนักงานที่ให้โจทก์ต้องนำส่งดอกเบี้ยคืน 753,695.48 บาท ตามหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด 17 ฉบับ นั้น ไม่ถูกต้อง โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากภาษีที่โจทก์ได้รับคืนในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือน โดยเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดเวลา 3 เดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน ทั้งนี้ตามข้อ 1 (2) และวรรคสองของกฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ. 30) เพิ่มเติม เพื่อขอคืนเงินภาษีของเดือนภาษีมกราคม พฤษภาคม สิงหาคม กันยายน ธันวาคม 2538 และเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2540 โดยโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2539 วันที่ 26 มกราคม 2539 วันที่ 30 สิงหาคม 2539 และวันที่ 7 มิถุนายน 2542 แล้วแต่กรณีตามลำดับ การคิดดอกเบี้ยสำหรับจำนวนภาษีที่คืนให้แก่โจทก์จึงต้องคำนวณนับแต่วันที่ 15 เมษายน 2539 วันที่ 26 เมษายน 2539 วันที่ 30 พฤศจิกายน 2539 และวันที่ 7 กันยายน 2542 แล้วแต่กรณีตามลำดับ จนถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2546 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ เมื่อคำนวณแล้วโจทก์จะได้รับดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 8,906,785.61 บาท นอกจากนี้จากรายการที่เจ้าพนักงานของจำเลยขอให้โจทก์ส่งมอบเอกสารและรายการเชิญพบต่างๆ จะเห็นได้ว่าความล่าช้าในการคืนเงินภาษีเกิดจากฝ่ายจำเลยเอง ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะตัดดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิได้รับให้เหลือเพียง 753,695.48 บาท และต่อมายังแจ้งให้โจทก์คืนเงินดอกเบี้ยดังกล่าวอีกเท่ากับว่าเจ้าพนักงานของจำเลยปฏิเสธไม่ให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามกฎหมาย การคำนวณและแจ้งคืนดอกเบี้ยของเจ้าพนักงานของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่เจ้าพนักงานแจ้งให้โจทก์นำส่งดอกเบี้ยคืนจำนวน 753,695.48 บาท โดยกล่าวอ้างว่าการแจ้งคืนดอกเบี้ยตามหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร 17 ฉบับ เป็นการแจ้งคืนผิดพลาด เพราะเป็นกรณียื่นแบบ ภ.พ. 30 ฉบับเพิ่มเติมกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนั้นไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามข้อ 2 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ได้กำหนดไว้ว่า "การคิดดอกเบี้ยตามข้อ 1 จะคิดให้ต่อเมื่อได้มีการยื่นแบบแสดงรายการหรือคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือภายในเวลาที่ได้รับการขยายหรือเลื่อนให้" ซึ่งเจ้าพนักงานของจำเลยแปลความข้อ 2 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) เพียงว่า ดอกเบี้ยที่จะได้รับจะต้องเกิดจากการขอคืนที่ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปตามมาตรา 83 แห่งประมวลรัษฎากรเท่านั้น เมื่อโจทก์ยื่นแบบ ภ.พ. 30 เพิ่มเติม หลังจากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ย โจทก์เห็นว่าการแปลความของเจ้าพนักงานไม่ถูกต้อง เพราะข้อ 2 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) กำหนดไว้เป็น 2 กรณี คือ การยื่นแบบแสดงรายการหรือคำร้องขอคืนเงินภาษี โดยแบบแสดงรายการตามประมวลรัษฎากรนั้นมี 2 ประเภท คือ แบบแสดงรายการที่เป็นคำร้องขอคืนภาษีในตัวเองด้วย เช่น แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90, ภ.ง.ด. 91) หรือแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีภาษีขอคืน (ภ.พ.30) เป็นต้น อีกประเภทหนึ่งคือ แบบแสดงรายการที่ไม่เป็นคำร้องขอคืนภาษีในตัวเอง เช่น แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) ซึ่งแบบแสดงรายการประเภทนี้หากมีภาษีขอคืนจะต้องยื่นคำร้องขอคืนภาษีต่างหาก แต่แบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมที่โจทก์ยื่นเป็นแบบแสดงรายการประเภทที่เป็นคำร้องขอคืนภาษีในตัวเอง โจทก์จึงมีสิทธิยื่นได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น ตามมาตรา 84/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ.2539 ได้กำหนดไว้ให้ถือว่าแบบ ภ.พ. 30 เพิ่มเติมเป็นแบบคำร้องดังที่ปรากฏในข้อ 4 ของบทนิยามความหมายของคำว่า "คำร้อง" และ ข้อ 6 ว่าด้วยแบบคำร้องที่ใช้ในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) ที่โจทก์ยื่นเพิ่มเติมเป็นแบบขอคืนภาษีในตัวเอง และโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าวเพื่อขอคืนภาษีภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น ตามมาตรา 84/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จึงเท่ากับโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามข้อ 2 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) การที่เจ้าพนักงานของจำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ตามกฎหมายทั้งยังมีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำส่งดอกเบี้ยจำนวน 753,695.48 บาท คืนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยทั้งสิ้น 8,906,785.61 บาท จำเลยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์แล้ว 753,695.48 บาท จึงยังขาดอยู่อีก 8,153,090.13 บาท ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดเลขที่ กค 0710.01/6.3/4488 - 4504 ลงวันที่ 5 กันยายน 2546 จำนวน 17 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 753,695.48 บาท ให้จำเลยชำระเงินค่าดอกเบี้ยอีก 8,153,090.13 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การที่จำเลยพิจารณาเรื่องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ล่าช้า เนื่องจากกรณีที่โจทก์ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีมกราคม พฤษภาคม สิงหาคม กันยายน ธันวาคม 2538 และทุกเดือนภาษีของปี 2540 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 18,842,387.39 บาท นั้น จำเลยยังมิได้มีการตรวจปฏิบัติการก่อนการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์มาก่อน และโจทก์ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกันมากกว่า 500,000 บาท จำเลยจำเป็นต้องตรวจปฏิบัติการการเสียภาษีทุกประเภทของโจทก์ จึงได้ส่งเรื่องของโจทก์ให้ทีมตรวจสอบตรวจสอบภาษีเงินได้นิติบุคคลและส่งให้ทีมตรวจสอบ 2 ตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งโจทก์ขอร้องให้ทำการตรวจปฏิบัติการที่สำนักงานของโจทก์ และจำเลยสั่งให้โจทก์ส่งเอกสารประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมให้แก่จำเลย ซึ่งโจทก์ส่งเอกสารประกอบการพิจารณาครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2542 (ที่ถูกวันที่ 18 เมษายน 2546) และจำเลยพิจารณาคืนภาษีให้แก่โจทก์โดยออกหนังสือแจ้งการคืนภาษีทั้งสิ้น 18,842,387.39 บาท และดอกเบี้ย 753,695.48 โดยจำเลยพิจารณาให้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ข้อ 2 วรรค 3 จำเลยคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันที่โจทก์ส่งเอกสารประกอบการพิจารณาให้ครบถ้วน (วันที่ 18 เมษายน 2546) จนถึงวันที่จำเลยมีหนังสือแจ้งคืนภาษีและดอกเบี้ย คือวันที่ 27 มิถุนายน 2546 ซึ่งการแจ้งคืนภาษีและดอกเบี้ยดังกล่าวเกิดจากการเข้าใจข้อกฎหมายผิดพลาดและไม่ถูกต้อง เมื่อจำเลยพิจารณากฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) แล้วเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเนื่องจากข้อ 2 วรรค 1 และ 2 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ระบุว่าการคิดดอกเบี้ยที่จะให้แก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรจะคิดให้ต่อเมื่อได้มีการยื่นแบบแสดงรายการหรือคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือที่ได้รับการขยายหรือเลื่อนให้ และผู้ยื่นต้องนำเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปแสดงเพื่อพิสูจน์ด้วย ดังนั้น โจทก์จะต้องยื่นแบบแสดงรายการหรือคำร้องขอคืนภาษีอากรภายในเวลาที่กำหนด และโจทก์จะต้องแนบเอกสารหรือหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไปแสดงต่อเจ้าพนักงานเพื่อพิสูจน์ว่าได้เสียภาษีอากรเกินไปด้วย แต่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) เพิ่มเติมเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 83 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น เมื่อแบบ ภ.พ. 30 เพิ่มเติมที่โจทก์ยื่นไว้นั้นมีการขอคืนภาษีอยู่ด้วย ซึ่งแม้เป็นการขอคืนภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้นตามมาตรา 84/1 ก็ตาม แต่เป็นการยื่นแบบแสดงรายการเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 83 จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามมาตรา 84/3 ประกอบมาตรา 4 ทศ จำเลยจึงมีหนังสือขอให้โจทก์นำส่งดอกเบี้ยจำนวน 753,695.48 บาท ที่พิจารณาให้แก่โจทก์มาตั้งแต่ต้นคืน เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยจากเงินภาษีคืนดังกล่าวแล้ว จำเลยก็ไม่ต้องชำระดอกเบี้ยจำนวน 8,153,090.13 บาท ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามหากศาลฟังว่าโจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินภาษีคืน การคำนวณดอกเบี้ยของโจทก์ตามฟ้องยังไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยระหว่างที่เจ้าพนักงานของจำเลยมีคำสั่งเรียกให้โจทก์ส่งเอกสารหลักฐานต่างๆ มาเพื่อตรวจสอบในการขอคืนภาษีของโจทก์จึงต้องระงับการคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาที่ผู้ขอคืนภาษีขอขยายเวลาส่งเอกสารจนถึงวันที่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ข้อ 2 วรรค 3 ซึ่งตามข้อเท็จจริงเจ้าพนักงานของจำเลยได้ออกหมายเรียกให้โจทก์ส่งเอกสารหรือหลักฐานเพื่อตรวจสอบเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2544 โจทก์นำส่งเอกสารหลักฐานให้จำเลยตรวจสอบครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2546 ต่อมาด้วยความเข้าใจผิดข้อกฎหมายของจำเลยเกี่ยวกับกฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) จึงมีคำสั่งอนุมัติจ่ายดอกเบี้ยในวันที่ 27 มิถุนายน 2546 โดยจำเลยได้แจ้งหนังสือคืนภาษีจำนวน 18,842,387.39 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ส่งเอกสารครบถ้วน (18 เมษายน 2546) จนถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2546 เป็นจำนวนดอกเบี้ยทั้งสิ้น 753,695.48 บาท ให้แก่โจทก์ไปแล้ว ดังนั้น หากฟังว่าโจทก์จะได้รับดอกเบี้ย ดอกเบี้ยนั้นต้องคิดนับจาก 3 เดือน หลังจากยื่นคำร้องขอคืนภาษีแต่ละครั้ง หากจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยจะต้องนับแต่วันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนจนถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2544 อันเป็นวันที่เจ้าพนักงานของจำเลยออกหมายเรียกให้โจทก์ส่งเอกสารหรือหลักฐานเพื่อตรวจสอบเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นดอกเบี้ยทั้งสิ้น 4,118,842 บาท มิใช่คิดถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2546 เพราะดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ส่งเอกสารครบถ้วน (18 เมษายน 2546) จนถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2546 นั้นโจทก์ได้รับไว้แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อีก 4,118,842 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอคืนหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อพ้นกำหนดวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษีที่ขอคืนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83 จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ข้อ 2 นั้น เห็นว่า ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ 2 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "การคิดดอกเบี้ยตามข้อ 1 จะคิดให้ต่อเมื่อได้มีการยื่นแบบแสดงรายการหรือคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือภายในเวลาที่ได้รับการขยายหรือเลื่อนให้" กรณีของโจทก์ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งแรกภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามสิทธิของโจทก์ที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 84 ซึ่งการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมนี้กฎหมายมิได้กำหนดกรอบเวลาไว้ เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมดังกล่าวภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้นตามมาตรา 84/1 (1) จึงถือว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดตามกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขอคืน ข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า โจทก์จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 83 ด้วย จึงจะมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนั้น เป็นการขยายความกฎหมายให้เป็นผลร้ายแก่ผู้เสียภาษีอากรซึ่งไม่ชอบ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่โจทก์มีคำขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งสั่งการคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดและศาลภาษีอากรกลางยกคำขอนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรให้เพิกถอนหนังสือแจ้งสั่งการคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาดเลขที่ กค 0710.01/6.3/4488 - 4504 ลงวันที่ 5 กันยายน 2546 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 83
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟิลิปส์ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ทองหล่อ โฉมงาม
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3584/2550
#272420
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เงินค่าทดแทนที่จะให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 นั้น ถ้ามิได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษใน พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดโดยเฉพาะแล้วให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับ พ.ร.ก. ... (4) สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และ (5) เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม" ซึ่งการดำเนินการเพื่อการเวนคืนตาม พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อขยายทางหลวงเทศบาล สายรามคำแหง ตอนสะพานข้ามคลองลาดบังขาว - บรรจบถนนสุวินทวงศ์ฯ มิได้มี พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดบัญญัติในเรื่องเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำหลักตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ และบริษัทที่ปรึกษาได้พิจารณาถึงที่ตั้งของที่ดิน สภาพถนน และซอยด้านหน้าของที่ดิน ลักษณะกายภาพของที่ดินสาธารณูปโภค การใช้ประโยชน์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ราคาที่ซื้อขายกันจริงตามปกติในท้องตลาดในช่วงปี 2539 ดังนั้น การที่บริษัทที่ปรึกษาเห็นว่าควรกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 58,500 บาท และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ เห็นด้วยจึงเป็นอัตราที่เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมแล้ว

การเวนคืนที่ดิน ที่ดินทุกแปลงที่อยู่ติดถนนย่อมได้รับประโยชน์จากผลของการเวนคืนแต่มากน้อยต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพที่ดินที่เป็นอยู่เดิมและจำนวนเนื้อที่ดินส่วนที่เหลือ หรือบางรายอาจไม่ได้รับประโยชน์เลยหากถูกเวนคืนจนเหลือเนื้อที่ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้หรือใช้ได้อย่างจำกัด ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนมีอัตราเท่ากันหรือใกล้เคียงกันทุกแปลงแม้จะอยู่บริเวณเดียวกันก็ตาม เนื่องจากต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงอื่นซึ่งอาจเป็นตัวแปรที่ทำให้ที่ดินแต่ละแปลงมีราคาที่แตกต่างกันประกอบด้วยตามที่กล่าวข้างต้น

การเวนคืนเป็นกรณีโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนกันได้ตามความในมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์จึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนทั้งหมด ซึ่งรวมถึงเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนส่วนที่รังวัดขาดไปจำนวน 2,603,250 บาท ให้แก่โจทก์ภายใน 120 วัน นับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ครบกำหนด 120 วัน ตามมาตรา 10 อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ให้แก่โจทก์ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 เมื่อยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนจำนวนนี้ให้แก่โจทก์ จึงต้องถือว่าเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวนนี้เป็นเงินที่จ่ายล่าช้ากว่ากำหนดเวลาตามความในมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 33 กำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าอสังหาริมทรัพย์หรือเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่จ่ายล่าช้าดังกล่าว นับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาการจ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์หรือเงินค่าทดแทนตามมาตรา 10 กรณีนี้มิใช่กรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลกำหนดเงินค่าทดแทนเพิ่มให้แก่โจทก์ตามมาตรา 26 วรรคสาม โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากต้นเงิน 2,603,250 บาท ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 10,837,960.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของต้นเงิน 9,762,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,470,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,603,250 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6118 แขวงมีนบุรี (แสนแสบ) เขตมีนบุรี (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 76 ตารางวา ที่ดินของโจทก์บางส่วนถูกเวนคืนอันเนื่องจากการดำเนินการของฝ่ายจำเลยตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อขยายทางหลวงเทศบาล สายรามคำแหง ตอนสะพานข้ามคลองลาดบัวขาว - บรรจบถนนสุวินทวงศ์ พ.ศ.2537 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 เนื้อที่ 124.50 ตารางวา (เดิมจำเลยทั้งสองแจ้งว่า 80 ตารางวา) คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 58,500 บาท โดยคิดตามเนื้อที่เดิม 80 ตารางวา รวมเป็นเงิน 4,680,000 บาท โจทก์ทำสัญญาการจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 และไปรับเงินตามสัญญาแล้วเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2540 และวันที่ 20 สิงหาคม 2541 แต่โจทก์ยังไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าว จึงได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มเป็นตารางวาละ 130,000 บาท แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดโจทก์จึงมาฟ้องต่อศาลขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มเป็นตารางวาละ 116,000 บาท เนื้อที่ 124.50 ตารางวา เป็นเงิน 14,442,000 บาท โจทก์รับเงินมาแล้ว 4,680,000 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีกตารางวาละ 15,000 บาท รวมเป็นตารางวาละ 73,500 บาท และคิดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ตามเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนจริง 124.50 ตารางวา รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์ได้รับทั้งสิ้น 9,150,750 บาท โจทก์ได้รับแล้ว 4,680,000 บาท คงเหลือที่จำเลยทั้งสองต้องชำระเพิ่ม 4,470,750 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิจารณาแล้วเห็นด้วยกับจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้ แต่ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเพิ่มจาก 80 ตารางวา เป็น 124.50 ตารางวา คือ 44.50 ตารางวา ตารางวาละ 58,500 บาท เป็นเงิน 2,603,250 บาท โจทก์ฎีกา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนด เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนควรเป็นตารางวาละ 73,500 บาท เท่ากับที่ศาลชั้นต้นกำหนด เห็นว่า หลักเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนให้แก่ผู้ถูกเวนคืนนั้นได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 ซึ่งในวรรคหนึ่งบัญญัติว่า "เงินค่าทดแทนที่จะให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18 นั้น ถ้ามิได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดโดยเฉพาะแล้ว ให้กำหนดโดยคำนึงถึง

(1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6

(2) ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่

(3) ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

(4) สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และ

(5) เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม" ซึ่งการดำเนินการเพื่อการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อขยายทางหลวงเทศบาล สายรามคำแหง ตอนสะพานข้ามคลองลาดบัวขาว - บรรจบถนนสุวินทวงศ์ พ.ศ.2537 มิได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดบัญญัติในเรื่องเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำหลักตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้วางหลักเกณฑ์การกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนโดยพิจารณาถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2538 มาตรา 38 วรรคสอง พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 18, 19, 20, 21, 22 และ 24 ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2534 ข้อ 1 และพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 68 มีการประชุมกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนจำนวน 355 แปลงโดยตรวจสอบข้อมูลราคาต่างๆ ของที่ดินตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ตามตารางเปรียบเทียบราคาต่างๆ ของที่ดินเป็นรายแปลง คือ 1. ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีบำรุงท้องที่ของที่ดินริมถนนรามคำแหง (สุขาภิบาล 3) ในท้องที่แขวงมีนบุรี แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ราคาไร่ละ 40,000 บาท 2. ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ปี 2539 ถึงปี 2542 ราคาตารางวาละ 4,000 บาท ถึงตารางวาละ 50,000 บาท และ 3. ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้พิจารณาถึงวิธีการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการกำหนดเงินค่าทดแทนแก่ผู้ถูกเวนคืน เพื่อให้การอุทธรณ์เรื่องเงินค่าทดแทนลดลง จึงได้มีการอนุมัติจ้างบริษัทที่ปรึกษาในการสำรวจและประเมินราคาเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้ง 355 แปลง ซึ่งบริษัทที่ปรึกษาทั้งสองบริษัทได้แถลงถึงรายละเอียดในการกำหนดเงินค่าทดแทนตามหลักวิชาแก่ที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ นอกจากนี้ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ยังได้นำข้อมูลราคาที่ซื้อขายจริงตามปกติในท้องตลาดของที่ดินที่อยู่ติดถนนรามคำแหง (สุขาภิบาล 3) ซึ่งสรุปได้ว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวมีราคาซื้อขายกันจริงในปี 2537 ตารางวาละ 40,000 บาท ถึงตารางวาละ 80,000 บาท และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ยังเห็นอีกว่าการเวนคืนโครงการนี้เป็นการปรับปรุงและขยายแนวเขตถนนเดิมไม่ได้ทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือมีราคาสูงขึ้น จึงไม่มีการนำเอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทน

จากรายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ และบริษัทที่ปรึกษาทั้งสองบริษัทได้พิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรม โดยพิจารณาถึงที่ตั้งของที่ดิน สภาพถนน และซอยด้านหน้าของที่ดิน ลักษณะกายภาพของที่ดิน สาธารณูปโภค การใช้ประโยชน์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ราคาที่ซื้อขายกันจริงตามปกติในท้องตลาดในช่วงปี 2539 ตามที่โจทก์นำสืบ ดังนั้น การที่บริษัทที่ปรึกษาทั้งสองบริษัทเห็นว่าควรกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 58,500 บาท และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ เห็นด้วย จึงเป็นอัตราที่เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมแล้ว

ส่วนตามข้อฎีกาของโจทก์ที่ฎีกาขึ้นมานั้น เห็นว่า ไม่ปรากฏข้อที่เป็นการโต้แย้งคัดค้านรายงานการประชุมของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาที่ดินของบริษัทที่ปรึกษาทั้งสองบริษัท โจทก์เพียงแต่โต้แย้งว่า ที่ดินของผู้อื่นที่ถูกเวนคืนได้เงินค่าทดแทนที่ดินมากกว่าที่ดินของโจทก์ โจทก์เห็นว่าควรได้รับเท่ากัน ซึ่งในข้อนี้เห็นว่าตามคำเบิกความของโจทก์ การเวนคืนที่ดินในคดีนี้เป็นไปเพื่อขยายถนนรามคำแหงซึ่งเดิมเป็นถนนลาดยางกว้าง 30 เมตร มี 2 ช่องเดินรถ ไม่มีทางเท้า และท่อระบายน้ำให้กลายเป็นถนนคอนกรีตกว้าง 50 เมตร มี 6 ช่องเดินรถ มีทางเท้า ท่อระบายน้ำ และสาธารณูปโภคครบครัน ดังนั้น ที่ดินทุกแปลงที่อยู่ติดถนน ย่อมได้รับประโยชน์จากผลของการเวนคืนแต่มากน้อยต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพที่ดินที่เป็นอยู่เดิมและจำนวนเนื้อที่ดินส่วนที่เหลือ หรือบางรายอาจไม่ได้รับประโยชน์เลยหากถูกเวนคืนจนเหลือเนื้อที่ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้หรือใช้ได้อย่างจำกัด ด้วยเหตุนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนมีอัตราเท่ากันหรือใกล้เคียงกันทุกแปลงแม้จะอยู่บริเวณเดียวกันตาม เนื่องจากต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงอื่นซึ่งอาจเป็นตัวแปรที่ทำให้ที่ดินแต่ละแปลงมีราคาที่แตกต่างกันประกอบด้วยตามที่กล่าวข้างต้น คดีนี้โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นถึงราคาซื้อขายที่ดินในท้องตลาดของโจทก์ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา และไม่สามารถนำสืบให้เห็นชัดเจนว่าเหตุใดที่ดินของโจทก์จึงควรได้เงินค่าทดแทนที่ดินในอัตราที่เท่ากับที่ดินที่อยู่ใกล้เคียงในขณะที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า ได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาถึง 2 บริษัท มาทำการศึกษาวิจัยตามหลักวิชาการเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้อย่างเป็นธรรมที่สุด โดยบริษัทที่ปรึกษาดังกล่าวแบ่งประเภทที่ดินออกเป็น 4 ประเภท ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดิน สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะการใช้ประโยชน์ของที่ดินโจทก์ปรากฏว่าเดิมที่ดินโจทก์เป็นที่ว่างเปล่า ยังไม่ได้ถม ต่อมามีผู้มาเช่าที่ดินโจทก์ทำกิจการขายไม้ดอกไม้ประดับ ผู้เช่าจึงถมดินเฉพาะส่วนที่เช่า 1 ไร่ ตามสัญญา และก่อสร้างอาคารไม้ชั้นเดียวไว้เป็นสำนักงานและที่พักชั่วคราว ซึ่งเมื่อครบกำหนดอายุสัญญา ผู้เช่าจะต้องรื้อถอนออกไป จึงมิใช่สิ่งปลูกสร้างถาวร รวมทั้งกิจการขายไม้ดอกไม้ประดับก็ต้องเลิกกิจการ ดังนั้น ลักษณะการใช้และการพัฒนาที่ดินของโจทก์จึงไม่มีลักษณะเป็นที่ดินประเภทพาณิชยกรรมตามความหมายที่แท้จริงในบทนิยามที่คณะศึกษาวิจัยได้กำหนดไว้ ส่วนที่ดินที่โจทก์อ้างและจะนำมาเทียบเคียงกับที่ดินของโจทก์ คือที่ดินของนางประไพ แสวงผล ซึ่งมีการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้ตารางวาละ 115,500 บาท ก็ปรากฏว่ามีการใช้ที่ดินและปรับปรุงที่ดินด้วยการสร้างอาคารพาณิชย์ 4.5 ชั้น ส่วนที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งเป็นของนางประไพเช่นเดียวกัน แต่มีลักษณะของการใช้ที่ดินและปรับปรุงที่ดินด้วยการสร้างอาคารไม้ชั้นเดียว บริษัทที่ปรึกษาทั้งสองก็เห็นว่าควรกำหนดราคาเงินค่าทดแทนที่ดินให้เท่ากับที่ดินของโจทก์คือตารางวาละ 58,500 บาท ที่ดินที่โจทก์อ้างอีกแปลงหนึ่งคือที่ดินของนายวิรุฬห์ ขจรเกียรติพาณิชย์ กับพวก ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ดินของโจทก์ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 116,000 บาท ก็ปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่มีการพัฒนาแล้วด้วยการสร้างอาคารไว้ในพื้นที่ มีลักษณะเป็นที่ดินพาณิชยกรรมแท้จริง ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดินและการพัฒนาที่ดินของโจทก์แล้วจะเห็นว่าศักยภาพในการใช้ประโยชน์และการพัฒนาที่ดินอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ดินของผู้อื่นที่อยู่ใกล้เคียง จึงนำมาเทียบเคียงกับที่ดินของโจทก์ไม่ได้ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนการถูกเวนคืนที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินแปลงใหญ่มีเนื้อที่ถึง 9 ไร่ 3 งาน 76 ตารางวา มีลักษณะเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว อยู่ลึกเข้าไปจากถนนรามคำแหงมากถึง 400 เมตร แม้จะถูกเวนคืนตัดส่วนด้านหน้ากว้างของที่ดินนับจากแนวถนนลึกเข้าไป 15 เมตร ยังคงเหลือความลึกของที่ดินอีกถึง 385 เมตร มีที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอีก 9 ไร่ 2 งาน 51.50 ตารางวา ในขณะที่ที่ดินของนายวิรุฬห์เป็นที่ดินแปลงเล็ก 2 แปลง มีเนื้อที่เพียงแปลงละ 25 ตารางวาเท่านั้น แต่ถูกเวนคืนที่ดินลึก 15 เมตร เท่ากับโจทก์ ดังนั้นโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากผลของการเวนคืนมากกว่า ทั้งในเรื่องความสะดวกจากการใช้สอยที่ดินส่วนที่เหลือและผลประโยชน์ของราคาที่เพิ่มขึ้นจากผลของการขยายถนน เปลี่ยนสภาพทำเลที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ให้เจริญขึ้นจากเดิมที่อยู่ติดถนนลาดยางขนาด 2 ช่องเดินรถเป็นอยู่ติดถนนคอนกรีตขนาด 6 ช่องเดินรถ ดังนั้นการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินจะต้องนำข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาประกอบด้วย นอกจากนี้มีที่ดินอีกหลายแปลงซึ่งไม่ได้อยู่บริเวณเดียวกับที่ดินของโจทก์แต่ถูกเวนคืนโครงการเดียวกันและอยู่ติดถนนรามคำแหงเหมือนกัน ที่โจทก์อ้างว่าได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละประมาณ 100,000 บาท ขึ้นไป ก็ปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวนี้มีการพัฒนาแล้ว เช่น ที่ดินของนางประจวบ แต่งตั้ง ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 106,500 บาท ก็เป็นที่ตั้งของสถานีบริการน้ำมัน Q8 ที่ดินของนางขนิษฐา แต่งตั้ง ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 116,000 บาท ก็เป็นที่ตั้งอาคารสำนักงาน 2 ชั้น ที่ดินของนางแสนสุข หมอปาน ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 109,500 บาท ก็เป็นที่ตั้งของสถานีบริการน้ำมัน JET และที่ดินของนายศุภชัย ใกล้ชิด ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละ 113,500 บาท ก็เป็นตึก 2 ชั้น

จากข้อวินิจฉัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้นแสดงว่า ทั้งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ และบริษัทที่ปรึกษาทั้งสองบริษัทได้พิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดวันคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดิน 2,603,250 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2540 อันเป็นวันที่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวนแรกนั้น เห็นว่า เงินจำนวน 2,603,250 บาท ดังกล่าวเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ในส่วนที่เกิดจากการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของโจทก์แล้วพบว่ามีเนื้อที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่สำรวจไว้เดิมอีก 44.50 ตารางวา โดยการสำรวจเนื้อที่ดินของโจทก์ส่วนที่จะต้องถูกเวนคืนทั้งหมดในครั้งแรกมีความคลาดเคลื่อนเนื้อที่ดินของโจทก์ที่จะต้องถูกเวนคืนตามจำนวนที่ถูกต้องคือ 124.50 ตารางวา ซึ่งหากฝ่ายจำเลยดำเนินการรังวัดจำนวนเนื้อที่ดินของโจทก์ในส่วนที่ถูกเวนคืนทั้งหมดถูกต้องครบถ้วนมาตั้งแต่แรกแล้ว เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ก็จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์พร้อมกันเต็มจำนวนตามเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนจริง และโดยเหตุที่การเวนคืนในคดีนี้เป็นกรณีโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนกันได้ตามความในมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์จึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนทั้งหมด ซึ่งรวมถึงเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนส่วนที่รังวัดขาดไปจำนวน 2,603,250 บาท ดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 120 วัน นับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย และคดีนี้โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ครบกำหนด 120 วัน ตามมาตรา 10 อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ให้แก่โจทก์ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 เมื่อยังไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนจำนวนนี้ให้แก่โจทก์ จึงต้องถือว่าเงินค่าทดแทนที่ดินจำนวนนี้เป็นเงินที่จ่ายล่าช้ากว่ากำหนดเวลาตามความในมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 33 กำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าอสังหาริมทรัพย์หรือเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่จ่ายล่าช้าดังกล่าวนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาการจ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์หรือเงินค่าทดแทนตามมาตรา 10 กรณีนี้มิใช่กรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลกำหนดเงินค่าทดแทนเพิ่มให้แก่โจทก์ตามมาตรา 26 วรรคสาม โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากต้นเงิน 2,603,250 บาท ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2540 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 18 ม. 19 ม. 20 ม. 21 วรรคหนึ่ง ม. 22 ม. 24 ม. 26 วรรคสาม ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประดับ กิมยงค์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ชาลี ทัพภวิมล
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3576/2550
#267730
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ศาลจะลงโทษจำคุกจำเลย แต่เป็นความผิดที่จำเลยกระทำโดยประมาท จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก ที่จะนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี ให้นำโทษจำคุก 8 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2877/2547 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ (ที่ถูกต้องปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก มาด้วย) รวมเป็นโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยมีอาชีพรับจ้างขับรถมา 10 ปี แล้ว จำเลยย่อมทราบดีว่าผู้ขับรถจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ มิฉะนั้น อาจเกิดอุบัติเหตุเป็นอันตรายแก่ตัวเองและผู้อื่นได้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่ได้พักผ่อนแล้วยังฝืนขับรถในระยะทางไกลจึงเป็นความประมาทร้ายแรงของจำเลย ซึ่งจำเลยได้วูบหลับไป เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างมากทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น แม้จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวและได้พยายามบรรเทาความเสียหายแล้ว ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษจำคุกจำเลยให้เบาลงอีก และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่คดีนี้แม้ศาลจะลงโทษจำคุกจำเลย แต่เป็นความผิดที่จำเลยกระทำโดยประมาท จึงไม่อาจต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก ที่จะนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นำโทษจำคุกที่จำเลยรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2877/2547 ของจังหวัดกาฬสินธุ์ มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2877/2547 ของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ คงให้จำคุกจำเลย 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายเทพมนตรี ศิริบุรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายธนากร ภัทรากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3567 -ที่ 3568/2550
#272717
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่ามีลายชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 แต่การที่จะให้จำเลยทั้งสองแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิจารณาพิพากษาคดีนี้เสร็จไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีมาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 297

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (8) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองกับนายทองคำ หรือเหิม สุดตาซ้าย จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3982/2542 ของศาลชั้นต้น นายไพฑูรย์หรือโต เกิดทวีพันธ์ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2207/2543 ของศาลชั้นต้น และนายโทน หลั่นทองหลาง จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1595/2546 ของศาลชั้นต้น มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (8) ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูกไม่ต้องกล่าวถึงจำเลยในคดีอื่น) การกระทำของจำเลยทั้งสองกับนายทองคำ นายไพฑูรย์ และนายโทน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 แต่การที่จะให้จำเลยทั้งสองแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิจารณาพิพากษาคดีนี้เสร็จไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีมาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองกับยกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161 วรรคหนึ่ง ม. 163 ม. 208 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายมานะ ถิ่นสูงเนิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3559/2550
#271715
เปิดฉบับเต็ม

โจกท์ร่วมและบิดามารดากับ อ. พี่สาวโจทก์ร่วมได้ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร้านทองร่วมกัน โดยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025 เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนมิได้ตกลงกันไว้ในกระบวนจัดการห้างหุ้นส่วนไว้ ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นได้ทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1033 ดังนั้น โจทก์ร่วมซึ่งเป็นหุ้นส่วนในกิจการร้านทอง ย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้สอบสวนคดีนี้ได้ โดยไม่จำต้องมีหลักฐานการมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมมีอำนาจดำเนินคดีแทนร้านทอง

จำเลยกับพวกหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าจะรับทองรูปพรรณจากร้านทองของโจทก์ร่วมไปจำหน่ายแก่ลูกค้าซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยขอใบบันทึกรายการขายของร้านทองของโจทก์ร่วมไปให้ลูกค้าชำระเงินค่าทองรูปพรรณให้แก่โจทก์ร่วมด้วยบัตรเครดิต โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงมอบทองรูปพรรณและใบบันทึกรายการขายที่รูดกับเครื่องรูดบัตรของทางร้านซึ่งปรากฏชื่อร้านและหมายเลขสมาชิกของร้านทองแล้วให้จำเลยไป เมื่อจำเลยขายทองรูปพรรณให้แก่ลูกค้าได้แล้ว จำเลยจะได้จัดให้ลูกค้านำบัตรเครดิตของลูกค้ามารูดกับเครื่องรูดบัตรอีกเพื่อให้ปรากฏหมายเลขบัตรของลูกค้า วันหมดอายุบัตร และขออนุมัติวงเงินจากธนาคาร กรอกรายละเอียดวันที่ จำนวนเงินที่ลูกค้าชำระ และให้ลูกค้าลงลายมือชื่อในใบบันทึกรายการขายแล้วจำเลยจะได้ส่งใบบันทึกรายการขายนั้นให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อให้โจกท์ร่วมนำไปขอรับเงินจากธนาคารต่อไป แต่เมื่อหลอกลวงได้ทองรูปพรรณและใบบันทึกรายการขายจากโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยกลับใช้บัตรเครดิตปลอมมารูดกับเครื่องรูดบัตรเพื่อลงใบบันทึกรายการขาย แล้วส่งใบบันทึกรายการขายปลอมดังกล่าวมาให้โจทก์ร่วมเพื่อขอรับเอาทองรูปพรรณและใบบันทึกรายการขายไปจากโจทก์ร่วมอีก โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบทองรูปพรรณให้จำเลยรับไปคิดเป็นเงิน 889,400 บาท ซึ่งเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง และจำเลยยังได้ร่วมกับพวกใช้ใบบันทึกรายการขายปลอมเป็นเอกสารประกอบการฉ้อโกงโดยส่งไปให้โจทก์ร่วม เพื่อให้โจทก์ร่วมนำส่งใบบันทึกรายการขายปลอมนั้นไปขอรับเงินจากธนาคาร ก. และธนาคาร ท. แต่ละวันแยกต่างหากจากกันตามที่ปรากฏในใบบันทึกรายการขาย การกระทำของจำเลยกับพวกในส่วนนี้จึงเป็นความผิดฐานใช้มบบันทึกรายการขายซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมรวม 24 กระทง ตามฟ้อง

การที่จำเลยกับพวกใช้ใบบันทึกรายการขายทั้ง 24 กรรมนั้น จำเลยได้กระทำโดยมีเจตนาเดียวเพื่อฉ้อโกงโจทก์ร่วม บันทึกรายการขายปลอมที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้โดยจัดส่งไปให้โจทก์ร่วมก็เพื่อเป็นอุบายหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบทองรูปพรรณให้จำเลยกับพวกนั่นเอง ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่จำเลยกับพวกกระทำต่อโจทก์ร่วมจึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมทั้ง 24 กระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 341 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 889,400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายปราโมทย์ เขาเหิน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 268 ประกอบมาตรา 265, 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกง จำคุก 2 ปี กระทงหนึ่ง ร่วมกันปลอม (ที่ถูกปลอมและใช้) เอกสารสิทธิ ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นรายกระทงไปอีก 24 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 48 ปี รวมจำคุก 50 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดให้กึ่งหนึ่งจำเลยในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน แต่เนื่องจากกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กำหนดให้ลงโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดยี่สิบปี จึงลงโทษจำคุกจำเลย 20 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 889,400 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่รับกันฟังได้เป็ยยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์และชี้ให้เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามแผนก 4 กองกำกับการ 2 จับกุมจำเลย กล่าวหาว่าร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ตามบันทึกจับกุม พร้อมกับมอบใบบันทึกรายการขายของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวมจำนวน 37 ฉบับ ให้พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐาน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกก่อนว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกคดีนี้หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเบิกความในปัญหาข้อนี้ว่า โจทก์ร่วมประกอบอาชีพค้าขายทองรูปพรรณโดยเปิดร้านที่บ้านของโจทก์ร่วมใช้ชื่อร้านว่าร้านทองสมสมัย โดยร่วมลงทุนกับบิดามารดาและพี่สาว ซึ่งความข้อนี้แม้โจทก์ร่วมจะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า ร้านทองสมสมัยไม่ได้จดะเบียนเป็นนิติบุคคล มีเพียงทะเบียนการค้าซึ่งจดทะเบียนในนามนายปั้น เขาเหิน บิดาโจทก์ร่วม บัญชีเงินฝากของร้านที่เปิดไว้กับธนาคารต่าง ๆ เปิดในนามของบิดามารดาและเสียภาษีในนามของบิดามารดาก็ตามแต่โจทก์ร่วมก็เบิกความตอบอัยการโจทก์ถามติงยืนยันว่า ร้านทองสมสมัยเป็นของบิดามารดาโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมและพี่สาวเป็นเจ้าของร่วมกันทำธุรกิจแบบกงสีผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนดังกล่าวสามารถใช้จ่ายเงินที่ได้จากการค้าทองได้ทุกคนเป็นการค้าแบบคนจีน อีกทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนางสาวอโนมา เขาเหิน พี่สาวโจทก์ร่วมมาเบิกความสนับสนุนคำพยานโจทก์ร่วมดังกล่าวว่า ร้านทองสมสมัยมีเจ้าของเป็นคนในครอบครัวคือบิดามารดา โจทก์ร่วมและพยานเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมในปัญหาข้อนี้ จำเลยมิได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เป็นยุติตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมและบิดามารดากับนางสาวอโนมาพี่สาวโจทก์ร่วมได้ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร้านทองสมสมัยร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025 เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนมิได้ตกลงกันไว้ในกระบวนการจัดการห้างหุ้นส่วนไว้ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นได้ทุกคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1033 ดังนั้น โจกท์ร่วมซึ่งเป็นหุ้นส่วนในกิจการร้านทองสมสมัยย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเป็นคดีนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานการมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมมีอำนาจดำเนินคดีแทนร้านทองสมสมัยดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยอ้างเหตุในฎีกาว่า ขณะโจทก์ร่วมร้องทุกข์ร้านทองสมสมัยยังไม่ได้ชำระเงินคืนแก่ธนาคารเพราะยังไม่ได้รับหลักฐานการเรียกเงินคืนจากใบบันทึกรายการขายฉบับใดจากธนาคารว่ามีบุคคลใดเป็นเจ้าของบัตรเครดิต และยังระบุไม่ได้ว่าเป็นรายการที่เกิดความเสียหายมาจากข้อกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำของจำเลยหรือเป็นลูกค้าของร้านทองสมสมัยเองเสียด้วยซ้ำ รวมทั้งยอดความเสียหายก็ยังไม่ทราบเป็นที่แน่นอนนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติแล้วว่า ในการร้องทุกข์โจทก์ร่วมได้มอบใบบันทึกรายการขายของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวมจำนวน 37 ฉบับ ให้พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐานด้วย ประกอบกับโจกท์และโจทก์ร่วมยังมีนายศักดิ์ฎา ลิ่มพันธ์ กับนางสาวสโรชา สุวณิช พนักงานของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ฝ่ายบัตรเครดิต และนายสมชาย พิชิตสุรกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ มาเบิกความรับรองเอกสารหมาย จ.5 กับเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.12 ยืนยันข้อเท็จจริงตรงกันว่า เมื่อธนาคารทั้งสองแห่งดังกล่าวตรวจสอบพบว่าใบบันทึกรายการขายปลอมทั้ง 37 ฉบับ ดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมเพราะรูดจากบัตราเครดิตปลอม ธนาคารทั้งสองแห่งนั้นได้หักบัญชีเรียกเก็บเงินจากร้านทองสมสมัยของโจทก์ร่วมคืนแล้ว ซึ่งข้อความข้อนี้ฝ่ายจำเลยก็มิได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เป็นยุติว่าขณะที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์นั้น ร้านทองสมสมัยของโจทก์ร่วมได้ชำระเงินตามใบบันทึกรายการขายปลอมทั้ง 37 ฉบับ แก่ธนาคารทั้งสองแห่งแล้ว ความเสียที่โจทก์ร่วมได้รับก็มีจำนวนแน่นอนเป็นเงิน 889,400 บาท ตามยอดร่วมที่ปรากฏในใบบันทึกรายการขายปลอม ข้ออ้างตามฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานใช้ใบบันทึกรายการขายปลอมและฉ้อโกงโจทก์ร่วมจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนางสาวอโนมาพี่สาวของโจทก์ร่วมเบิกความสอดคล้องกัน ได้ความโดยสรุปว่า เมื่อประมาณเดือนพฤจิกายน 2538 นางรจนาพร คุปต์กาญจนากุล ภริยาจำเลยซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ กับมารดาโจกท์ร่วมได้พาจำเลยไปร้านทองสมสมัยเพื่อเจรจาขอรับทองรูปพรรณไปขายให้แก่ลูกค้าชาวต่างประเทศ โดยขอใบบันทึกรายการขายของทางร้านไปเพื่อนำไปให้ลูกค้าชำระเงินด้วยบัตรเครดิตผ่านธนาคาร โจทก์ร่วมตกลงมอบใบบันทึกรายการขายที่รูดกับเครื่องรูดบัตรของทางร้าน ซึ่งจะปรากฏชื่อร้านและหมายเลขสมาชิกให้จำเลยไปเมื่อจำเลยขายทองรูปพรรณให้แก่ลูกค้าแล้ว จำเลยจะนำบัตรเครดิตของลูกค้ามารูดกับเครื่องรูดบัตรอีกเพื่อให้ปรากฏหมายเลขบัตรของลูกค้า วันหมดอายุบัตร และขออนุมัติวงเงินจากธนาคารแล้วกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ จำนวนเงิน และให้ลูกค้าลงชื่อในใบบันทึกรายการขาย แล้วจำเลยจะต้องส่งใบบันทึกรายการขายเช่นว่านั้นให้แก่โจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่าการขายทองรูปพรรณโดยใช้ใบบันทึกรายการขายเช่นว่านี้นำมาใช้เฉพาะแก่จำเลยเท่านั้น และเมื่อทางร้านได้รับเงินแล้วก็จะมอบทองรูปพรรณแก่จำเลยไปขายให้แก้ลูกค้าอีก จนกระทั่งต่อมาประมาณเดือนมกราคม 2539 โจทก์ร่วมได้รับแจ้งจากธนาคารว่าใบบันทึกรายการขายทางร้านไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ เพราะลูกค้าปฏิเสธว่าไม่ได้ซื้อสินค้า แต่เป็นการปลอมใบบันทึกรายการขายของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 26 ฉบับ และของธนาคารกรุงไทย จัด (มหาชน) จำนวน 11 ฉบับ รวมทั้งสิ้น 37 ฉบับ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมมีใบบันทึกรายการขายทั้ง 37 ฉบับ เป็นหลักฐานสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองคนดังกล่าว อีกทั้งในประเด็นที่ว่าใบบันทึกรายการขายทั้ง 37 ฉบับ เป็นเอกสารปลอมนั้น โจกท์และโจทก์ร่วมก็มีนายศักดิ์ฎา ลิ่มพันธ์ และนางสาวสโรชา สุวณิช พนักงานของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ฝ่ายบัตรเครดิตมาเบิกความเป็นพยานประกอบสำเนาโทรสารของธนาคารผู้ออกบัตรยืนยันผลการตรวจสอบบัตรว่า ลูกค้าผู้ถือบัตรไม่ได้นำบัตรเครดิตไปชำระค่าสินค้าที่ร้านทองสมสมัยแต่อย่างใด และนายศักดิ์ฎายังเบิกความถึงข้อพิรุธในใบบันทึกรายการขายด้วยว่า ตัวอักษรภาษาอังกฤษซึ่งเป็นคำขึ้นต้น "วีซ่า" นั้น ปรากฏในใบบันทึกรายการขายไม่ชัดเจนหากเป็นบัตรที่แท้จริงแล้วตัวอักษรภาษาอังกฤษ "วี" จะปรากฏให้เห็นชัดเจน นอกจากนี้ ลายมือชื่อที่ลงในช่องผู้ใช้บัตรเครดิตปรากฏว่าไม่ใช่รายมือชื่อของชาวต่างประเทศหรือลักษณะไม่ใช่ลายมือชื่อของชาวต่างประเทศ อีกทั้งรายมือชื่อในใบบันทึกรายการขายหลายฉบับตามที่พยานตรวจสอบนั้นน่าเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จึงได้หักเงินในบัญชีของร้านทองสมสมัยคืนตามเอกสารหมาย จ.5 สำหรับใบบันทึกรายการของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) นั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายสมชาย พิชิตสุรกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่มาเบิกความสนับสนุนว่า ตามสำเนาเอกสารของธนาคารยูซีการ์ดประเทศญี่ปุ่นซึ่งออกบัตรวีซ่าและบัตรมาสเตอร์การ์ดแจ้งว่า ใบบันทึกรายการขายของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ถือบัตรปฏิเสธการใช้บัตรและใบบันทึกรายการขายของร้านทองสมสมัยเป็นเอกสารปลอม โดยมีการตรวจสอบลายมือชื่อแล้วเห็นว่าลายมือชื่อผู้ถือบัตรในใบบันทึกรายการขายของร้านทองสมสมัยแตกต่างจากลายมือซึ่งผู้ถือบัตรตามเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.12 หมายเลขบัตรวันที่บัตรหมดอายุ และตัวอักษรภาษีอังกฤษว่า "พี.วี." ที่ปรากฏในใบบันทึกรายการเป็นอักษรที่ปลอมไม่ได้มาตรฐาน ธนาคารจึงมีหนังสือแจ้งหักเงินในบัญชีของร้านค้าทองสมสมัยคืนเนื่องจากร้านค้าได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขการใช้บัตรโดยนำเครื่องรูดบัตรและใบบันทึกรายการขายไปใช้นอกร้านค้า และพยานปากนี้ยังเบิกความตอบคำถามของทนายจำเลยยืนยันว่าเกี่ยวกับคดีนี้ทางธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้เรียกเก็บเงินจากร้านค้าทองสมสมัยคืนเรียบร้อยแล้วด้วย ยิ่งกว่านั้นโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีร้อยตำรวจเอก (หญิง) ปัทมาวดี สนองนารถ และร้อยตำรวจเอกพิทักษ์ อุทัยธรรม มาเบิกความสอดคล้องกันว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ตรวจสอบผู้ถือบัตรชาวต่างประเทศนี้แล้วได้ความว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุ นักท่องเที่ยวเจ้าของบัตรไม่ได้เข้ามาในประเทศไทย นอกจากนี้ โจทก์และโจกท์ร่วมยังมีพันตำรวจตรีพิชิต นนทสุวรรณ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับจำเลยมาเบิกความรับรองบันทึกการจับกุมว่าในชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดร่วมกับนายวิรัตน์ หนูคง โดยจำเลยกับนายวิรัตน์ได้รับทองจากโจทก์ร่วมไป จากนั้นได้ใช้บัตรเครดิตรูดกับเครื่องรูดบัตรเพื่อนำใบบันทึกรายการขายไปมอบให้แก่โจทก์ร่วม เพื่อแสดว่าผู้ซื้อทองและได้มีการชำระราคาแล้ว และจำเลยยังแจ้งด้วยว่าใบบันทึกรายการขายได้รูดมาจากบัตรเครดิตปลอมด้วย ซึ่งคำพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากนี้ที่เบิกความยืนยันว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมในบันทึกการจับกุมดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายจำเลยก็มิได้ถามค้านหรือนำสืบพยานหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เป็นยุติดังที่พยานได้เบิกความรับรองเอกสารดังกล่าวต่อศาล ทั้งปรากฏด้วยว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพทันทีที่โจทก์ร่วมชี้ตัวพยานจับกุมโดยที่จำเลยมิได้มีโอกาสคิดหรือปรึกษาผู้ใดเพื่อหาแนวทางต่อสู้คดีมาก่อน เมื่อปรากฏว่าจำเลยให้การด้วยความสมัครใจโดยเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ขู่เข็ญหรือพูดจาหว่านล้อมจูงใจให้จำเลยให้การด้วยความสมัครใจโดยเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ขู่เข็ญหรือพูดจาหว่ายล้อมจงใจให้จำเลยให้การรับสารภาพโดยมิชอบด้วยประการใด ๆ คำรับสารภาพของจำเลยเช่นนี้ย่อมมีน้ำหนักที่ศาลรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่น ๆ ของโจทก์และโจทก์ร่วมได้อย่างสนิทใจ ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกับพวกได้หลอกลวงโจทก์ร่วมว่าจะรับทองรูปพรรณจากร้านทองสมสมัยของโจทก์ร่วมไปจำหน่ายแก่ลูกค้าซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยขอใบบันทึกรายการขายของร้านทองสมสมัยของโจทก์ร่วมไปให้ลูกค้าชำระเงินค่าทองรูปพรรณให้แก่โจทก์ร่วมด้วยบัตรเครดิต โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงมอบทองรูปพรรณและใบบันทึกรายการขายที่รูดกับเครื่องรูดบัตรของทางร้านซึ่งปรากฏชื่อร้านและหมายเลขสมาชิกของร้านทองสมสมัยแล้วให้จำเลยไป เมื่อจำเลยขายทองรูปพรรณให้แก่ลูกค้าได้แล้วจำเลยจะได้จัดให้ลูกค้านำบัตรเครดิตของลูกค้ามารูดกับเครื่องรูกบัตรอีก เพื่อให้ปรากฏหมายเลยบัตรของลูกค้า วันหมดอายุบัตร และขออนุมัติวงเงินจากธนาคาร กรอกละเอียดวันที่ จำนวนเงินที่ลูกค้าชำระ และให้ลูกค้าลงลายมือชื่อในใบบันทึกรายการขาย แล้วจำเลยจะได้ส่งใบบันทึกรายการขายนั้นให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อให้โจทก์ร่วมนำไปขอรับเงินจากธนาคารต่อไป แต่เมื่อหลอกลวงได้ทองรูปพรรณและใบบันทึกรายการขายจากโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยกลับใช้บัตรเครดิตปลอมมารูดกับเครื่องรูดบัตรเพื่อลงใบบันทึกรายการขาย แล้วส่งใบบันทึกรายการขายปลอมดังกล่าวมาให้โจทก์ร่วมเพื่อขอรับเอาทองรูปพรรณและใบบันทึกรายการขายไปจากโจทก์ร่วมอีก โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบทองรูปพรรณให้จำเลยรับไปคิดเป็นเงิน 889,400 บาท ซึ่งเป็นความผิดฐานฉ้อโกงจริงตามฟ้อง และจำเลยยังได้ร่วมกับพวกใช้ใบบันทึกรายการขายปลอมเป็นเอกสารประกอบการฉ้อโกงโดยส่งไปให้โจทก์ร่วมเพื่อให้โจทก์ร่วมนำส่งใบบันทึกรายการขายปลอมนั้นไปขอรับเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แต่ละวันแยกต่างหากจากกันตามที่ปรากฏในใบบันทึกรายการขาย การกระทำของจำเลยกับพวกส่วนนี้จึงเป็นความผิดฐานใช้ใบบันทึกรายการขายซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมรวม 24 กระทง ตามฟ้องดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ความผิดฐานร่วมกับพวกฉ้อโกงโจทก์ร่วมเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง แยกต่างหากจากความผิดฐานร่วมกับพวกใช้เอกสารสิทธิปลอม รวม 24 กระทง นั้น เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกใช้ใบบันทึกรายการขายทั้ง 24 กรรมนั้น จำเลยได้กระทำโดยมีเจตนาเดียวเพื่อฉ้อโกงโจทก์ร่วม บันทึกรายการขายปลอมที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้โดยจัดส่งไปให้โจทก์ร่วมก็เพื่อเป็นอุบายหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบทองรูปพรรณให้จำเลยกับพวกนั่นเอง ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่จำเลยกับพวกกระทำต่อโจทก์ร่วมจึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมทั้ง 24 กระทง หาใช่เป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากกัน ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาไม่ และปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น กำหนดโทษจำคุกฐานร่วมกับพวกใช้เอกสารสิทธิปลอมกระทงละ 2 ปี ก็เป็นการลงโทษที่หนักเกินสมควร ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับลดให้เบาลงเพื่อให้เหมาะสมแก่ความผิดที่จำเลยกระทำด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกับพวกฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกับพวกใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบมาตรา 265, 83 ให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกับพวกใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งมีกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 24 กระทง เป็นโทษจำคุก 144 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม และมิได้ถามค้านเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมกับนำสืบโต้เถียงเป็นอย่างอื่น เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาล เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 96 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 265 ม. 268 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายปราโมทย์ เขาเหิน
จำเลย — นายสมพร คุปต์กาญจนากุล
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
นินนาท สาครรัตน์
วีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3553/2550
#272713
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีพลตรี ส. ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ ทั้งพลตรี ส. และโจทก์เป็นผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงที่มีหน้าที่ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง โจทก์จึงเป็นบุคคลที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจติดตามพฤติกรรมและย่อมวิพากษ์วิจารณ์ได้ เหตุคดีนี้เกิดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจพลตรี ส. โดยร้อยตำรวจเอก ฉ. เป็นผู้อภิปรายเสนอข้อมูลต่าง ๆ ว่ามีการวิ่งเต้นช่วยเหลือ อ. ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองในฐานะสื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้ประชาชนทราบโดยเสนอข้อมูลในการอภิปรายดังกล่าวและเสนอข่าวสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีนี้ เป็นการตั้งข้อสงสัยพฤติกรรมของโจทก์ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิ่งเต้นช่วยเหลือ อ. หรือไม่เท่านั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้นมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น ติชมและวิพากษ์วิจารณ์มิได้เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์รับสินบนแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จำเลยทั้งสองจึงได้รับยกเว้นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 329 (3) นั้นชอบแล้ว

แม้ในคดีที่ ว. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสงขลา ต่อมา ว. กับจำเลยตกลงกันได้และ ว. ขอถอนฟ้องแล้วก็ตามก็เป็นเรื่องระหว่าง ว. กับจำเลยในคดีอาญาอื่น หาได้มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้ศาลที่พิจารณาคดีจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาอื่น แม้คดีทั้งสองนั้นจะมีมูลกรณีเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกัน ดังนั้น คดีนี้จึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงในคดีที่ ว. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกในข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาทดังที่โจทก์เข้าใจ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 91, 83 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 และให้จำเลยทั้งสองร่วมโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์รายวันด้วยตัวอักษรขนาดเท่าที่จำเลยทั้งสองได้เสนอข่าว เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกันโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน มีจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 และฉบับประจำวันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 ลงบทความระบุชื่อและรูปพรรณของโจทก์ในคอลัมน์วิเคราะห์และเชิงอรรถฯ สถานการณ์ ตามลำดับ ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้ข้อความจะไม่ระบุชัดแจ้งว่าโจทก์รับสินบนจากนายอูลริค วูล์ฟกัง แต่การกล่าวถึงข้อเท็จจริงและความเห็นโดยรวมแล้ว พอสรุปให้ผู้อ่านเข้าใจได้ว่าโจทก์มีส่วนในการรับสินบนจากนายอูลริค วูล์ฟกัง ซึ่งเป็นการเสนอความเห็นที่ชี้นำผู้อ่านโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ ปัญหาข้อนี้คู่ความไม่ได้ฎีกาจึงต้องฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จึงได้รับการยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) หรือไม่ จะเห็นได้ว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ ทั้งพลตรีสนั่นและโจทก์เป็นผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงที่มีหน้าที่ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง โจทก์จึงเป็นบุคคลที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจติดตามพฤติกรรมและย่อมวิพากษ์วิจารณ์ได้ เหตุคดีนี้เกิดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจพลตรีสนั่น โดยร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้อภิปรายเสนอข้อมูลต่าง ๆ ว่ามีการวิ่งเต้นช่วยเหลือนายอูลริค วูล์ฟกัง ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองในฐานะสื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้ประชาชนทราบโดยเสนอข้อมูลในการอภิปรายดังกล่าวและเสนอข่าวสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีนี้ เป็นการตั้งข้อสงสัยพฤติกรรมของโจทก์ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวิ่งเต้นช่วยเหลือนายอูลริค วูล์ฟกัง หรือไม่เท่านั้น กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้นมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น ติชมและวิพากษ์วิจารณ์ มิได้เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์รับสินบนแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จำเลยทั้งสองจึงได้รับยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) แล้วพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า นายวินัย เสนเนียม เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดสงขลาในข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาท เหตุเกิดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2542 ในหนังสือพิมพ์มติชนฉบับเดียวกัน คอลัมน์เดียวกับคดีของโจทก์ คดีดังกล่าวจำเลยขอขมาและยอมรับว่าทำให้นายวินัยเสียหาย คดีของโจทก์กับนายวินัยเป็นเหตุลักษณะเดียวกัน ข้อเท็จจริงเดียวกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอ้างว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการติชมโจทก์ด้วยความเป็นธรรม เท่ากับโจทก์อ้างว่าคดีนี้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้ในคดีที่นายวินัยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดสงขลา ต่อมานายวินัยกับจำเลยตกลงกันได้และนายวินัยขอถอนฟ้องแล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องระหว่างนายวินัยกับจำเลยในคดีอาญาอื่น หาได้มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้ศาลที่พิจารณาคดีจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาอื่น แม้คดีทั้งสองนั้นจะมีมูลกรณีเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกัน ดังนั้น คดีนี้จึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงในคดีที่นายวินัยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกในข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาทดังที่โจทก์เข้าใจ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 329 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถาวร เสนเนียม
บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3552/2550
#273667
เปิดฉบับเต็ม

จ. เจ้ามรดกถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2532 ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนไร้ความสามารถแต่ศาลฎีกาพิพากษากลับเป็นให้ยกคำร้อง ซึ่งเป็นผลให้ จ. ยังคงเป็นคนไร้ความสามารถอยู่ตามเดิม แม้ในระหว่างที่คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ จ. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ คำสั่งที่ให้ จ. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถดังกล่าวก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงยกเลิก เพิกถอนหรือลบล้างคำสั่งศาลชั้นต้นศาลเดียวกันที่ได้สั่งให้ จ. เป็นคนไร้ความสามารถมาก่อน ทั้งไม่มีผลทำให้สถานภาพการเป็นคนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาลต้องขาดช่วงไปหรือสะดุดหยุดชั่วคราวในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด การที่ จ. โดยความยินยอมของผู้พิทักษ์ได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2535 ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ จ. ตกเป็นคนไร้ความสามารถพินัยกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงผู้เดียวของพันโทพระเหี้ยมใจหาญ (นายเหม ยศธร) กับนางเจียร ยศธร ขณะที่โจทก์ฟ้องคดี บิดาและมารดาของโจทก์ถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อประมาณปี 2532 มารดาของโจทก์ซึ่งมีอายุ 90 ปี ป่วยเป็นอัมพาต สมองเสื่อม ตอบคำถามโดยไม่คิดว่าผิดหรือถูก ตามองเห็นเพียงร้อยละ 60 ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการดำรงชีพได้ โจทก์จึงได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งว่า มารดาของโจทก์เป็นคนไร้ความสามารถและให้ตั้งโจทก์เป็นผู้อนุบาล ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่โจทก์ร้องขอ หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวแล้ว โจทก์ขอรับเอามารดาโจทก์ไปดูแลตามหน้าที่ แต่จำเลยและบิดาของจำเลยไม่ยอมให้โจทก์รับเอามารดาของโจทก์ไปอุปการะเลี้ยงดูโดยอ้างว่าจะเป็นผู้ดูแลเอง ทั้งนี้จำเลยและบิดาของจำเลยหวังจะได้ทรัพย์สินจากมารดาของโจทก์ ต่อมาจำเลยกับบิดาของจำเลยร่วมกับบุคคลอื่นและเจ้าหน้าที่ปกครองประจำเขตภาษีเจริญทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของมารดาโจทก์ ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 โดยทำปลอมขึ้นทั้งฉบับ ซึ่งจำเลยกับบุคคลดังกล่าวทราบอยู่แล้วว่ามารดาของโจทก์เป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆ ได้ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถรับมรดกของมรดาโจทก์ได้ ขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองดังกล่าวเป็นโมฆะ

จำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพันโทพระเหี้ยมใจหาญ กับนางเจียร ยศธร เนื่องจากพันโทพระเหี้ยมใจหาญเป็นหมันไม่สามารถมีบุตรได้ พันโทพระเหี้ยมใจหาญกับนางเจียรจึงรับพันตำรวจโทศุภศักดิ์ ยศธร บิดาของจำเลย และนางตระการเฉลิมชัย เป็นบุตรบุญธรรม โจทก์ไม่ใช่ทายาทของนางเจียรจึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมของนางเจียร จำเลยและบิดาของจำเลยเลี้ยงดูอยู่ร่วมบ้านกับนางเจียรตลอดมา จนกระทั่งนางเจียรถึงแก่ความตาย นางเจียรเคยป่วยเนื่องจากเส้นโลหิตในสมองตีบร่างกายซีกขวาเป็นอัมพาต จำเลยพาไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลจนกระทั่งมีอาการดีขึ้นพอที่จะช่วยเหลือตนเองได้บ้าง แต่โจทก์แอบไปยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งว่านางเจียรเป็นคนไร้ความสามารถโดยขอให้แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้อนุบาล ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ เมื่อนางเจียรทราบว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตนเป็นคนไร้ความสามารถได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านางเจียรเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้เพิกถอนคำสั่งที่ว่านางเจียรเป็นคนไร้ความสามารถ ซึ่งบิดาของจำเลยได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งให้นางเจียรเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและขอให้ตั้งบิดาของจำเลยเป็นผู้พิทักษ์ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่านางเจียรเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งบิดาของจำเลยเป็นผู้พิทักษ์ และคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมานางเจียรได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามฟ้องขึ้นในขณะที่นางเจียรมีสติสัมปชัญญะดี และบิดาของจำเลยในฐานะเป็นผู้พิทักษ์ก็ได้ให้ความยินยอมแล้ว พินัยกรรมดังกล่าวจึงใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้สืบสันดานของนางเจียรเจ้ามรดก ไม่มีส่วนได้เสียในคดี ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้เพิกถอนพินัยกรรมของนางเจียร คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่น พิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนางเจียร ยศธร ฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 เป็นโมฆะ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2532 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้นางเจียร ยศธร เจ้ามรดก ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 90 ปี เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีดังกล่าว เนื่องจากได้ความว่านางเจียรป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตในสมองอุดตันประกอบกับความชราทำให้นางเจียรไม่สามารถช่วยตนเองได้ต้องอยู่ในความดูแลของผู้อื่นตลอดเวลาตามคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 4004/2532 ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2533 พันตำรวจโทศุภศักดิ์ ยศธร บิดาของจำเลยซึ่งอ้างว่าเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้ามรดกได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนโจทก์จากการเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดกและตั้งพันตำรวจโทศุภศักดิ์เป็นผู้อนุบาลแทน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2533 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เพิกถอนโจทก์จากการเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดกและตั้งพันตำรวจโทศุภศักดิ์เป็นผู้อนุบาลแทนเนื่องจากเห็นว่าเจ้ามรดกยังเป็นคนไร้ความสามารถ โจทก์ฎีกาซึ่งต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องของพันตำรวจโทศุภศักดิ์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2535 แต่ในขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นางเจียรเจ้ามรดกได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2533 ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้นางเจียรเป็นคนไร้ความสามารถ โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2534 ให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนไร้ความสามารถ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์และคดีที่พันตำรวจโทศุภศักดิ์ฟ้องขอให้เพิกถอนโจทก์จากการเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดกอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา พันตำรวจโทศุภศักดิ์ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2534 ขอให้สั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ครั้นวันที่ 3 กันยายน 2534 ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้นางเจียรเจ้ามรดกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความพิทักษ์ของพันตำรวจโทศุภศักดิ์ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2534 นางเจียรเจ้ามรดกโดยความยินยอมของพันตำรวจโทศภุศักดิ์ผู้พิทักษ์ตามสำเนาหนังสือให้ความยินยอมเอกสารหมาย ล.13 ได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเป็นโมฆะในคดีนี้ตามสำเนาพินัยกรรมท้ายคำฟ้องซึ่งตรงกับสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.12 แต่ครั้นวันที่ 23 พฤศจิกายน 2534 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่พันตำรวจโทศุภศักดิ์เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยเรื่องขอให้เพิกถอนโจทก์ในคดีนี้จากการเป็นผู้อนุบาลของนางเจียรเจ้ามรดก โดยศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิกถอนโจทก์ในคดีนี้จากการเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดกเป็นให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2535 และต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2537 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่นางเจียรเจ้ามรดกขอให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้นางเจียรเป็นคนไร้ความสามารถซึ่งมีโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้คัดค้าน โดยศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้นางเจียรเจ้ามรดกเป็นคนไร้ความสามารถเป็นให้ยกคำร้องขอของนางเจียรเจ้ามรดกตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3370/2537

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องผู้อนุบาล การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้อนุบาลจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ใช่ประเด็นข้อพิพาทและไม่ได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เห็นว่า นอกจากโจทก์จะบรรยายคำฟ้องว่าโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงคนเดียวที่มีสิทธิรับมรดกของนางเจียรเจ้ามรดก การที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามฟ้องขึ้น ทำให้โจทก์ไม่สามารถรับมรดกของนางเจียรได้แล้ว โจทก์ยังได้บรรยายฟ้องไว้อย่างชัดเจนอีกว่านางเจียรเจ้ามรดกซึ่งทำพินัยกรรมฉบับพิพาทไว้เป็นคนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยมีโจทก์เป็นผู้อนุบาลตามสำเนาคำพิพากษาท้ายคำฟ้อง กรณีจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิในการฟ้องคดีนี้ในสองฐานะ คือ ในฐานะเป็นผู้อนุบาลของนางเจียรเจ้ามรดกคนไร้ความสามารถฐานะหนึ่งและในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมชั้นบุตรผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนางเจียรเจ้ามรดกอีกฐานะหนึ่ง และประเด็นข้อพิพาทหลักในคดีก็คือพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 ของนางเจียรเจ้ามรดกมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถานีเพียงว่าโจทก์เป็นบุตรของนางเจียรเจ้ามรดกหรือไม่ก็เห็นว่าเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์นั่นเองซึ่งข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์เป็นบุตรของนางเจียรเจ้ามรดกจริงหรือไม่ ก็เป็นรายละเอียดข้อหนึ่งที่รวมอยู่ในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ดังกล่าว แต่ในปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ใช้สิทธิในฐานะเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดกนั้น ปรากฏว่าจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้จึงต้องถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในข้อนี้ อันเป็นข้อที่ได้ยกว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตั้งแต่ในคำฟ้องและทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายตลอดจนคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องซึ่งเป็นการสมประโยชน์แก่จำเลย เช่นนี้จึงถือว่าเป็นรายละเอียดของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่รวมอยู่ในประเด็นข้อพิพาทแล้ว ทั้งเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ กรณีดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามหรือขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ดังที่จำเลยยกขึ้นโต้แย้งในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้อนุบาลของเจ้ามรดกจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในข้อที่ว่าโจทก์เป็นทายาทโดยธรรมชั้นบุตรผู้มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกจริงหรือไม่

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่าพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 ที่เจ้ามรดกทำขึ้นมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับสถานภาพของนางเจียร ยศธร เจ้ามรดกซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถนั้น ทั้งในคดีที่พันตำรวจโทศุภศักดิ์ซึ่งอ้างว่าเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้ามรดกยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดก และในคดีที่นางเจียรตัวเจ้ามรดกเองยื่นคำร้องขอต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้นางเจียรเป็นคนไร้ความสามารถตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3073/2535 และ 3370/2537 ปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้เพิกถอนโจทก์ในคดีนี้จากการเป็นผู้อนุบาลของเจ้ามรดก เป็นให้ยกฟ้อง ดังนั้น ผลของคดีดังกล่าวจึงทำให้โจทก์ในคดีนี้ยังคงเป็นผู้อนุบาลของนางเจียรเจ้ามรดกตามเดิมและเมื่อศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งที่สั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนไร้ความสามารถเป็นให้ยกคำร้องของเจ้ามรดก ซึ่งเป็นผลให้เจ้าของมรดกยังคงเป็นคนไร้ความสามารถอยู่ตามเดิมเช่นกัน ผลของคำพิพากษาของศาลฎีกาทั้งสองคดีดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านางเจียรเจ้ามรดกยังคงเป็นคนไร้ความสามารถและอยู่ในความอนุบาลของโจทก์ตลอดมา เมื่อเป็นเช่นนี้แม้ในระหว่างที่คดีทั้งสองดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้นางเจียรเจ้ามรดกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถโดยให้อยู่ในความพิทักษ์พันตำรวจโทศุภศักดิ์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 3418/2534 ของศาลชั้นต้นก็ตาม คำสั่งที่ให้นางเจียรเจ้ามรดกเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถดังกล่าวก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลง ยกเลิก เพิกถอนหรือลบล้างคำสั่งศาลชั้นต้นศาลเดียวกันที่ได้สั่งให้นางเจียรเจ้ามรดกเป็นคนไร้ความสามารถมาก่อน ทั้งไม่มีผลทำให้สถานภาพการเป็นคนไร้ความสามารถของนางเจียรเจ้ามรดกซึ่งเป็นสภาพบุคคลตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2532 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 4004/2532 ของศาลชั้นต้นต้องขาดช่วงไปหรือสะดุดหยุดอยู่ชั่วคราวในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุดแต่ประการใดไม่ ดังนั้นเมื่อนางเจียรเจ้ามรดกทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองตามสำเนาท้ายคำฟ้องหรือเอกสารหมาย ล.23 ตามที่จำเลยส่งอ้างเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2535 ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่นางเจียรเจ้ามรดกมีสภาพบุคคลตกเป็นคนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 4004/2532 พินัยกรรมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704 ไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ทรัพย์มรดกทั้งปวงของนางเจียรเจ้ามรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้"

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1704
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญอเนก ยศธร
จำเลย — พันตำรวจโทพรกุศล ยศธร
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา