คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3541 -ที่ 3542/2550
#410612
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ไว้ในข้อ 1 ว่า "เมื่อระหว่างตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้บังอาจกระทำชำเราเด็กหญิง ส. อายุ 12 ปีเศษ (เกิดวันที่ 27 ตุลาคม 2532) ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี และมิใช่ภริยาของจำเลย โดยเด็กหญิง ส. ยินยอม เหตุเกิดที่แขวงใดเขตใดไม่ปรากฏชัด ในกรุงเทพมหานคร" คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอที่จะทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดีว่าวันเวลาที่จำเลยที่ 2 กระทำความผิดเป็นวันเวลาใด และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดที่ใด โดยโจทก์หาต้องบรรยายระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าจะต้องเป็นวันที่เท่าใด เดือนใด เวลาอะไรที่แน่นอน และหาต้องบรรยายระบุเหตุเกิดที่แขวงใด เขตใดที่แน่นอนในกรุงเทพมหานคร คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

ป.วิ.อ. มาตรา 237 ทวิ เป็นบทบัญญัติในหมวด 2 พยานบุคคล ที่กำหนดให้ศาลชั้นต้นที่ได้รับคำร้องจากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนให้สืบพยานไว้ก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุจำเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า เช่น อาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นแก่ผู้เสียหาย หรือมีเหตุจูงใจบางอย่างที่จะทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถมาเบิกความเป็นพยานในภายหน้าได้ เป็นต้น การสืบพยานดังกล่าวจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 172 วรรคสอง และคดีนี้ปรากฏว่าในวันนัดสืบพยานก่อนฟ้องคดีต่อศาล พนักงานอัยการได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยที่ 3 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 3 ไม่มาศาลและไม่แต่งตั้งทนายความ แสดงว่าจำเลยที่ 3 ไม่ติดใจที่จะถามค้านผู้เสียหาย การสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4531/2545 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสองสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้ว ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 282, 283, 312 ตรี, 317 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 796/2545 ของศาลอาญาธนบุรี

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม, 317 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 83, 90, 91 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม และวรรคสี่ พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 91 เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กรวมทั้งป้องปรามมิให้มีการล่อลวงเด็กไปทำการค้าประเวณี เห็นควรลงโทษสถานหนัก กำหนดโทษจำเลยที่ 1 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม และวรรคสี่ พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5,7 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 15 ปี จำนวน 16 กระทง เป็นจำคุก 240 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ลงโทษฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุก 2 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี จำคุกกระทงละ 8 ปี จำนวน 2 กระทง รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 18 ปี คำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสาม, 317 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 83, 90, 91 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานเป็นธุระจัดหาหญิงเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 15 ปี จำนวน 16 กระทง เป็นจำคุก 240 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 จำคุกฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี มีกำหนด 4 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี จำนวน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 16 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่าเด็กหญิง ส. ผู้เสียหาย เกิดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2532 เป็นบุตร ช. กับ ว. ตามสำเนาสูติบัตร ขณะเกิดเหตุคดีนี้ผู้เสียหายอายุ 12 ปีเศษ พักอาศัยอยู่กับ พ. เพื่อเรียนหนังสือ จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจาก ว. และ พ. มารดา ผู้ปกครองและผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร และเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น จำเลยที่ 1 กับพวกเป็นธุระจัดหาชักพาผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและเพื่อทำการค้าประเวณีโดยผู้เสียหายยอมให้บุคคลหลายคนกระทำชำเรา จำเลยที่ 1 กับพวกได้รับเงินเป็นค่าตอบแทนจากบุคคลดังกล่าว อันเป็นการสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าเด็ก ทั้งนี้ เพื่อแสวงหารายได้จากการค้าประเวณีของผู้เสียหาย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะที่ผู้เสียหายอยู่บ้านจำเลยที่ 1 นางสาวอุมาพรหรือบี แซ่ตั้ง พาผู้เสียหายไปพบจ่าหวังหรือจำเลยที่ 2 ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านจำเลยที่ 1 วันดังกล่าวจำเลยที่ 2 แต่งเครื่องแบบตำรวจ ผู้เสียหายทราบว่าจำเลยที่ 2 รับราชการอยู่ที่สถานีตำรวจนครบาลบุปผาราม จำเลยที่ 2 มอบเงินให้แก่นางสาวอุมาพร นางสาวอุมาพรแยกตัวกลับไป จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายไปที่โรงแรมธนบุรีโฮเต็ล และให้ผู้เสียหายไปอาบน้ำ ผู้เสียหายอาบน้ำเสร็จแล้วได้นุ่งผ้าขนหนูออกจากห้องน้ำ จำเลยที่ 2 เข้าไปอาบน้ำ เมื่อจำเลยที่ 2 ออกจากห้องน้ำก็ถอดผ้าขนหนูของผู้เสียหายออกแล้วให้ผู้เสียหายนอนบนเตียง จำเลยที่ 2 ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง แล้วแต่งเครื่องแบบตำรวจพาผู้เสียหายนั่งรถยนต์เก๋งของจำเลยที่ 2 ออกจากโรงแรมไปส่งที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นผู้เสียหายกลับไปที่บ้านจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มอบเงินให้ผู้เสียหาย 800 หรือ 1,000 บาท ผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน เห็นว่า เหตุเกิดเวลากลางวัน ผู้เสียหายอยู่ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 2 เป็นเวลานานพอสมควร ย่อมจำรูปร่างลักษณะของจำเลยที่ 2 ได้ ทั้งในชั้นสอบสวนผู้เสียหายได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตอนหนึ่งว่า "พบชายชื่อหวังแต่งเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งหนูไม่ทราบยศตำแหน่ง ซึ่งชายคนชื่อหวังได้บอกกับหนูว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ สน.บุปผาราม" และผู้เสียหายได้ให้การเกี่ยวกับรายละเอียดของการร่วมเพศกับจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย ตามบันทึกคำให้การของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 2 ถูกจับกุม ผู้เสียหายได้ไปชี้ตัวจำเลยที่ 2 ที่กองปราบปราม ยืนยันว่าจำเลยที่ 2 คือ นายหวัง ไม่ทราบนามสกุล ที่กระทำชำเราตนตามที่ได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน และผู้เสียหายได้ไปชี้โรงแรมธนบุรีโฮเต็ลว่าเป็นโรงแรมที่จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายไปกระทำชำเรา ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเคยรู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อนจึงไม่มีเหตุที่จะทำให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องได้รับโทษโดยปราศจากมูลความจริงแต่อย่างใด เชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามความสัตย์จริงที่ได้พบเห็นมา ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผู้เสียหายให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนไม่แน่ใจว่าจำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีที่โรงแรมโรสอินทร์ หรือโรงแรมธนบุรี แต่ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ตอนหนึ่งว่า ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะพาผู้เสียหายไปโรงแรมธนบุรีนั้น ผู้เสียหายเคยไปร่วมประเวณีกับนายจิ๋วที่โรงแรมดังกล่าวมาก่อน หากจำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีที่โรงแรมดังกล่าวจริงผู้เสียหายก็น่าจะให้การยืนยันสถานที่เกิดเหตุได้ตั้งแต่ในชั้นสอบสวนแล้วเพราะเป็นระยะเวลาที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่อ้างว่าไปร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจดจำไม่ได้ว่าไปร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2 ณ สถานที่ใดนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 1 พาไปให้ผู้อื่นร่วมประเวณีเกือบทุกวันและไปโรงแรมหลายแห่ง ประกอบกับวันไปชี้สถานที่เกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้พาผู้เสียหายไปชี้สถานที่หลายแห่งอาจจะทำให้ผู้เสียหายจำสับสนไปบ้างซึ่งก็ไม่เป็นข้อพิรุธแต่อย่างใด และในการชี้สถานที่เกิดเหตุครั้งต่อมาผู้เสียหายยืนยันว่าโรงแรมที่จำเลยที่ 2 พาไปร่วมประเวณีคือโรงแรมธนบุรีโฮเต็ล ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ในการชี้ตัวจำเลยที่ 2 กระทำหลังจากเกิดเหตุ 45 วัน วันที่ผู้เสียหายชี้ตัว จำเลยที่ 2 มิได้สวมเสื้อผ้าคล้ายคลึงกับเวลาเกิดเหตุแต่สวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนสีฟ้า ซึ่งแตกต่างจากบุคคลอื่น ทั้งการชี้ตัวจำเลยที่ 2 กระทำหลังจากเกิดเหตุถึง 45 วัน จึงเชื่อว่าผู้เสียหายจะต้องเห็นภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ก่อนทำการชี้ตัวเพราะพันตำรวจโทอารี สินธุรา เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า หลังจากผู้เสียหายให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้วทางกองปราบปรามมีหนังสือขอให้สถานีตำรวจนครบาลบุปผารามส่งภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 มาให้ ผู้เสียหายเห็นภาพถ่ายดังกล่าวในขณะชี้ภาพการชี้ตัวจำเลยที่ 2 จึงไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดจากความทรงจำของผู้เสียหายอย่างแท้จริงนั้น เห็นว่า หลังจากผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า "พบชายชื่อหวังแต่งเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งหนูไม่ทราบยศตำแหน่ง ซึ่งชายคนชื่อหวังได้บอกกับหนูว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจอยู่ สน.บุปผาราม" เพียง 3 วัน พันตำรวจเอกวินัย ทองสอง รองผู้บังคับการกองปราบปราม หัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน จึงมีหนังสือไปขอภาพถ่ายข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบุปผารามที่มีชื่อเล่นว่า "หวัง" มาเพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวน เมื่อจำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัว ผู้เสียหายยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับนายหวังที่กระทำชำเราผู้เสียหาย ซึ่งพันตำรวจโทวิโรจน์ จันทร์หอม พนักงานสอบสวน และ ว. มารดาผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านยืนยันว่า ผู้เสียหายไม่ได้ดูภาพถ่ายของจำเลยที่ 2 ก่อนที่จะให้ผู้เสียหายทำการชี้ตัวจำเลยที่ 2 และเมื่อพิจารณาภาพถ่าย ภาพที่ 1 และภาพที่ 4 จำเลยที่ 2 จะยืนเข้าแถวปะปนกับบุคคลอื่นอีก 5 คน ทุกคนสวมเสื้อยึดคอกลมสีขาวที่พนักงานสอบสวนจัดไว้ให้ ส่วนกางเกงที่สวมใส่สีไม่เหมือนกัน มีทั้งกางเกงยีนสีน้ำเงิน กางเกงสีดำและกางเกงสีกากี การที่ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยที่ 2 ได้ถูกต้องเชื่อว่าผู้เสียหายจดจำจำเลยที่ 2 ได้ และการชี้ตัวดังกล่าวพนักงานสอบสวนปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบว่าด้วยการชี้ตัวผู้ต้องหาแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดวันใดและกระทำชำเราผู้เสียหายกี่ครั้ง ทั้งโจทก์ไม่ได้ระบุสถานที่เกิดเหตุว่าอยู่ที่ใด แขวงใด เขตใด อันเป็นสาระสำคัญแห่งการกระทำความผิดทำให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถเข้าใจคำฟ้องได้ดี คำฟ้องของโจทก์จึงเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ไว้ในข้อ 1 ว่า "เมื่อระหว่างตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยงวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้บังอาจกระทำชำเราเด็กหญิง ส. อายุ 12 ปีเศษ (เกิดวันที่ 27 ตุลาคม 2532) ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี และมิใช่ภริยาของจำเลย โดยเด็กหญิง ส. ยินยอม เหตุเกิดที่แขวงใดเขตใดไม่ปรากฏชัด ในกรุงเทพมหานคร" คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอที่จะทำให้จำเลยที่ 2 เข้าใจข้อหาได้ดีว่าเวลาที่จำเลยที่ 2 กระทำผิดเป็นวันเวลาใด และจำเลยที่ 2 กระทำความผิดที่ใด โดยโจทก์หาต้องบรรยายระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าจะต้องเป็นวันที่เท่าใด เดือนใด เวลาอะไรที่แน่นอน และหาต้องบรรยายระบุเหตุเกิดที่แขวงใด เขตใดที่แน่นอนในกรุงเทพมหานคร คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ล้วนเป็นข้อปลีกย่อย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงและรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ ฝ่ายโจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า หลังจากที่ผู้เสียหายร่วมประเวณีกับนายเชาว์แล้วได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านจำเลยที่ 1 จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นนางสาวอุมาพรหรือบีติดต่อผู้เสียหายให้ไปร่วมประเวณีกับอาศักดาหรือจำเลยที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 1 นางสาวอุมาพรและนางสาวปรียาหรือจอยพาผู้เสียหายไปที่ห้องทำงานของจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่ที่ชั้น 3 ของสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี ครั้งแรกจำเลยที่ 3 ไม่อยู่ มีคนบอกว่าจำเลยที่ 3 กำลังรับประทานอาหาร สักครู่จำเลยที่ 3 แต่งเครื่องแบบตำรวจมาที่ห้องทำงาน นางสาวอุมาพรและนางสาวปรียาไหว้จำเลยที่ 3 แล้วเดินตามเข้าไปในห้องทำงาน ผู้เสียหายเดินตามเข้าไปด้วย จำเลยที่ 3 เรียกนางสาวอุมาพรไปพูดคุยที่โต๊ะทำงาน ส่วนผู้เสียหายและนางสาวปรียานั่งอยู่ที่โซฟาภายในห้องทำงาน ต่อมาจำเลยที่ 3 เรียกผู้เสียหายเข้าไปพูดคุยและสอบถามว่าเรียนอยู่ที่ไหน อายุเท่าไร ผู้เสียหายบอกว่าเรียนอยู่ที่โรงเรียน ศ. ชั้นประถมปีที่ 5 อายุ 12 ปี จากนั้นจำเลยที่ 3 ให้นางสาวอุมาพรและนางสาวปรียาออกไปนอกห้อง แล้วลุกจากโต๊ะทำงานเข้ามากอดผู้เสียหายและพาไปนั่งที่โซฟาถอดเสื้อยกทรงผู้เสียหายออก จำเลยที่ 3 จูบหน้าอกผู้เสียหาย นางสาวอุมาพรเคาะประตูห้อง จำเลยที่ 3 ให้ผู้เสียหายรีบใส่เสื้อยกทรง เมื่อผู้เสียหายแต่งตัวเรียบร้อย จำเลยที่ 3 เปิดประตูให้นางสาวอุมาพรเข้ามาในห้อง จำเลยที่ 3 บอกผู้เสียหายว่าไม่ให้บอกนางสาวอุมาพรว่าจำเลยที่ 3 ทำอะไรผู้เสียหาย นางสาวอุมาพรถามจำเลยที่ 3 ว่า "ว่างหรือไม่ เด็กอยากไปเที่ยวกับอาศักดา" ผู้เสียหายบอกว่า "ไม่ไป" จำเลยที่ 3 จึงพูดว่า "ถ้าเด็กไม่ไป ก็ไม่ต้องให้เด็กไป เพราะอาศักดาไม่ว่าง" จำเลยที่ 3 ให้เงินนางสาวอุมาพรและผู้เสียหายคนละ 500 บาท ผู้เสียหาย นางสาวอุมาพร นางสาวปรียาและจำเลยที่ 1 จึงกลับมาที่บ้านจำเลยที่ 1 ต่อมาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ เวลาประมาณ 18 ถึง 19 นาฬิกา นางสาวอุมาพรและผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ 3 ที่ห้องทำงานสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี วันดังกล่าวจำเลยที่ 3 แต่งเครื่องแบบตำรวจ นางสาวอุมาพรถามจำเลยที่ 3 ว่า "วันนี้อาศักดาว่างหรือไม่" ผู้เสียหายพร้อมที่จะไปกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 หันมาถามผู้เสียหายว่า "พร้อมจริงหรือ" นางสาวอุมาพรหยิกขาผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงบอกจำเลยที่ 3 ว่าพร้อมจำเลยที่ 3 ให้ผู้เสียหายและนางสาวอุมาพรไปรออยู่ที่ป้ายรถโดยสารประจำทางใกล้สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี สักครู่จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์กระบะสีขาวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมารับผู้เสียหายและนางสาวอุมาพรไปที่โรงแรมเพนท์เฮาส์ ถนนสุขุมวิท ก่อนถึงโรงแรม จำเลยที่ 3 ให้นางสาวอุมาพรไปซื้อวาสลินที่ร้านขายยาเมื่อถึงโรงแรมจำเลยที่ 3 ให้ผู้เสียหายไปอาบน้ำ ผู้เสียหายอาบน้ำเสร็จ จำเลยที่ 3 ให้นางสาวอุมาพรเข้าไปในห้องน้ำ ขณะที่ผู้เสียหายออกมาจากห้องน้ำเห็นจำเลยที่ 3 ใช้วาสลินทาอวัยวะเพศ จำเลยที่ 3 ขึ้นไปยืนบนเตียงย่อเข่าแล้วอุ้มผู้เสียหายขึ้นไปนั่งบนหน้าขาของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 หมุนตัวผู้เสียหาย 2 ถึง 3 รอบ แล้วร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย แต่ไม่สำเร็จความใคร่ เนื่องจากผู้เสียหายบอกจำเลยที่ 3 ว่าเจ็บ จำเลยที่ 3 จึงหยุดแล้วสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ขณะจำเลยที่ 3 ร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย อวัยวะเพศของจำเลยที่ 3 เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 3 จ่ายเงินให้นางสาวอุมาพร 3,000 บาท และพาผู้เสียหายกับนางสาวอุมาพรมาส่งที่ป้ายรถโดยสารประจำทางที่รับมา ผู้เสียหายและนางสาวอุมาพรกลับมาที่บ้านจำเลยที่ 1 นางสาวอุมาพรมอบเงินที่รับมาจากจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แบ่งเงินให้ผู้เสียหาย 1,000 บาท หลังจากนั้นเกือบ 2 สัปดาห์ เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยที่ 1 นางสาวอุมาพรและนางสาวอ้อพาผู้เสียหายไปที่ห้องทำงานของจำเลยที่ 3 นางสาวอุมาพรถามจำเลยที่ 3 ว่าว่างหรือไม่ ผู้เสียหายจะไปกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 บอกว่าว่าง และให้ไปรอที่ป้ายรถโดยสารประจำทางข้างสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์กระบะคันเดิมมารับผู้เสียหายและนางสาวอุมาพรไปที่โรงแรมเพนท์เฮาท์ จำเลยที่ 3 ให้ผู้เสียหายไปอาบน้ำ เมื่อผู้เสียหายอาบน้ำเสร็จ จำเลยที่ 3 ให้นางสาวอุมาพรเข้าไปรออยู่ในห้องน้ำ จำเลยที่ 3 ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ครั้งหลังนี้ผู้เสียหายไม่รู้สึกเจ็บเหมือนครั้งแรก จำเลยที่ 3 จ่ายเงินให้ผู้เสียหาย 1,000 บาท โดยบอกว่าเอาไปก่อนครั้งหลังจะเพิ่มให้ จากนั้นจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์กระบะไปส่งผู้เสียหายและนางสาวอุมาพรที่ป้ายรถโดยสารประจำทางที่เดิม ผู้เสียหายมอบเงินที่รับจากจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มอบเงินให้ผู้เสียหาย 500 บาท แต่ผู้เสียหายกลับมาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 3 ว่า ผู้เสียหายเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อนเรื่องที่ผู้เสียหายกับเพื่อนไปเที่ยวที่สวนลุมพินี จำเลยที่ 3 ด่าผู้เสียหายกับเพื่อนว่า "พวกมึงเป็นกะหรี่ ไปหากินแถวอื่น อย่ามาหากินแถวนี้" และเมื่อผู้เสียหายท้องเสียไปเข้าห้องน้ำที่ชั้น 3 ของสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี จำเลยที่ 3 มาพบ จึงด่าผู้เสียหายว่า "อีกะหรี่ไปหากินที่อื่น อย่ามาหากินที่นี่ ที่นี่เป็นโรงพัก" สาเหตุดังกล่าวปรากฏในเอกสารที่ผู้เสียหายเขียนด้วยลายมือของตนเอง ผู้เสียหายเขียนเอกสารดังกล่าวด้วยความสมัครใจ ไม่มีผู้ใดบังคับข่มขู่โดยมีมารดาผู้เสียหายลงลายมือชื่อรับรอง จำเลยที่ 3 ไม่เคยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย เห็นว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่มาเบิกความเป็นพยานโจทก์มีรายละเอียดเป็นขั้นเป็นตอนลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่พบจำเลยที่ 3 ครั้งแรกและไปร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 3 ที่โรงแรมเพนท์เฮาส์ ถ้าหากไม่เป็นความจริงก็ยากที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็ก แม้จะผ่านการร่วมประเวณีกับชายอื่นมาหลายคนจะปั้นแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 3 ได้ และเมื่อจำเลยที่ 3 เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ได้มีการจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยที่ 3 ผู้เสียหายสามารถชี้ตัวจำเลยที่ 3 ได้ถูกต้อง ตามบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 และภาพถ่าย อีกทั้งผู้เสียหายสามารถชี้สถานที่เกิดเหตุตั้งแต่สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี ทางเข้าไปพบจำเลยที่ 3 ห้องทำงานของจำเลยที่ 3 รถยนต์กระบะสีขาวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่จำเลยที่ 3 ขับไปรับผู้เสียหาย และโรงแรมกับห้องที่จำเลยที่ 3 พาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีได้อย่างถูกต้องตามภาพถ่าย (14 ภาพ) คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวน ตามบันทึกคำให้การของพยาน ซึ่งในชั้นสอบสวนกองปราบปรามและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ตั้งพนักงานสืบสวนสอบสวนขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายเนื่องจากเป็นคดีที่สื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจกับมีข้าราชการตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ตามคำสั่งกองปราบปรามและสำเนาคำสั่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในการสอบคำให้การของผู้เสียหายได้กระทำต่อหน้าบุคคลที่ผู้เสียหายร้องขอ มารดาผู้เสียหาย นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนซึ่งผู้เสียหายให้การหลังจากเกิดเหตุไม่นานย่อมจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่ตนเองได้ จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่พนักงานสอบสวนหรือคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนที่กองปราบปรามและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางตั้งขึ้นมาจะกลั่นแกล้งหรือเสี้ยมสอนผู้เสียหายให้ให้การปรักปรำจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจด้วยกัน การที่ผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 3 ในภายหลังว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยกระทำอนาจาร และกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายโกรธจำเลยที่ 3 ที่ด่าว่าผู้เสียหาย จึงแกล้งให้การปรักปรำจำเลยที่ 3 ต่อมาผู้เสียหายสำนึกผิดจึงมาเล่าความจริงให้บิดามารดาฟัง บิดามารดาผู้เสียหายบอกว่าอย่าไปใส่ความจำเลยที่ 3 จะเป็นบาป ผู้เสียหายจึงเขียนจดหมายด้วยตนเองนั้น น่าจะเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ 3 เพื่อให้พ้นความผิด เพราะเมื่อ ว. มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ ทนายจำเลยที่ 3 ก็มิได้ถาม ว. เกี่ยวกับเรื่องข้อความในจดหมายว่าเป็นความจริงหรือไม่อย่างไร และ ว. ได้บอกผู้เสียหายว่าอย่าไปใส่ความจำเลยที่ 3 หรือไม่ ดังนั้น คำเบิกความของผู้เสียหายที่เบิกความในวันสืบพยานผู้ร้องก่อนฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 277 ทวิ เป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่มาเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 3 และรับฟังเป็นพยานลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า การนำสืบพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ที่อ้างว่ามีเหตุจำเป็นจะต้องนำสืบพยานไว้ทันทีก่อนมีการฟ้องคดีเกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 3 ไม่เป็นธรรมและขัดต่อกฎหมาย เพราะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและเหตุผลอันใดที่จำเลยที่ 3 จะต้องไปใช้สิทธิหรืออิทธิพลข่มขู่พยานของโจทก์ หรือก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงกับพยานของโจทก์ที่จะนำมาสืบพยานในชั้นศาล หรือกระทำประการอื่นใดตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาตามคำร้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ เป็นบทบัญญัติในหมวด 2 พยานบุคคลที่กำหนดให้ศาลชั้นต้นที่ได้รับคำร้องจากพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนให้สืบพยานก่อนฟ้องคดีต่อศาล เมื่อมีเหตุจำเป็นอื่นอันเป็นการยากแก่การนำพยานนั้นมาสืบในภายหน้า เช่น อาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นแก่ผู้เสียหาย หรือมีเหตุจูงใจบางอย่างที่จะทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถมาเบิกความเป็นพยานในภายหน้าได้ เป็นต้น ดังนั้น การสืบพยานผู้เสียหายดังกล่าวจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 172 วรรคสอง และคดีนี้ปรากฏจากรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2545 ว่า ในวันนัดสืบพยานก่อนฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 ทวิ พนักงานอัยการได้แจ้งวันนัดสืบพยานให้จำเลยที่ 3 ทราบแล้ว จำเลยที่ 3 แจ้งต่อพนักงานอัยการว่ากำลังเดินทางมาศาล ศาลชั้นต้นรอจำเลยที่ 3 อยู่จนกระทั่งเวลา 13 นาฬิกา พนักงานอัยการแถลงต่อศาลว่าจำเลยที่ 3 แจ้งว่าป่วย ไม่สามารถมาศาลได้ พนักงานอัยการจึงนำผู้เสียหายเข้าสืบจนถึงเวลา 20.30 นาฬิกา จึงเห็นได้ว่าในการสืบพยานดังกล่าวพนักงานอัยการได้แจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 3 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 3 ไม่มาศาลและไม่แต่งตั้งทนายความ แสดงว่าจำเลยที่ 3 ไม่ติดใจที่จะถามค้านผู้เสียหาย การสืบพยานผู้เสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์มีผู้เสียหายเพียงปากเดียวที่เป็นประจักษ์พยาน แต่ผู้เสียหายเบิกความไม่อยู่กับร่องกับรอยทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ส่วนพยานหลัฐานอื่นของโจทก์ล้วนเป็นพยานบอกเล่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ได้นั้น เห็นว่า การกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายเพียงปากเดียวมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 3 กระทำอนาจาร และกระทำชำเราผู้เสียหายโดยไม่มีพยานแวดล้อมอื่นมานำสืบสนับสนุนก็ตาม เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วในตอนต้นว่าคำเบิกความของผู้เสียหายมีน้ำหนักน่าเชื่อว่าเป็นความจริงก็สามารถรับฟังลงโทษจำเลยที่ 3 ได้ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาเรื่องความสำคัญผิดเกี่ยวกับเรื่องอายุของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายมีรูปร่างใหญ่โตกว่าเด็กอายุเพียงแค่ 12 ปี โดยโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นอย่างชัดแจ้งเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายพอที่จะทำให้จำเลยที่ 3 เข้าใจ จะถือว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนารู้สำนึกในการกระทำและรู้องค์ประกอบของความผิดนั้นย่อมไม่ได้ เรื่องนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายตอนหนึ่งว่า เมื่อนางสาวอุมาพร นางสาวปรียาและผู้เสียหายไปหาจำเลยที่ 3 ที่ห้องทำงาน จำเลยที่ 3 เรียกผู้เสียหายเข้าไปพูดคุยและสอบถามว่าเรียนอยู่ที่ไหน อายุเท่าไร ผู้เสียหายบอกว่าเรียนอยู่ที่โรงเรียน ศ. ชั้นประถมปีที่ 5 อายุ 12 ปี ซึ่งจำเลยที่ 3 มิได้ถามค้านผู้เสียหายเกี่ยวกับเรื่องอายุของผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายได้บอกถึงเรื่องอายุของผู้เสียหายแก่จำเลยที่ 3 ทราบแล้ว จำเลยที่ 3 จะอ้างเรื่ององค์ประกอบความผิดเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นจากความผิดมิได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 3 อ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาเกี่ยวกับเรื่องฟ้องเคลือบคลุมนั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเรื่องดังกล่าวไว้แล้วในฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ไม่สามารถรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงและรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 3 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี จำคุก 8 ปี และจำคุก 16 ปี ตามลำดับนั้น เห็นว่า หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของรูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี และลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 14 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุก 14 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 237 ทวิ
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ
โจทก์ — สำนักงานอัยการสูงสุด
จ่าสิบตำรวจอนันต์
จำเลย — นาคสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศิริชัย จิระบุญศรี
ณรงค์ ธนะปกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3535/2550
#273685
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจำนองที่ดินระหว่างกรมสรรพากรโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นประกันการผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อตกลงว่า ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกัน เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในเงินนั้น อันเป็นการยกเว้นบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 733 กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว คือ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด ทั้งมาตรา 733 มิได้มีข้อจำกัดการใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนภาษีอากรของจำเลยที่ 1 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 และการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากประมาณการกำไรสุทธิตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกแล้วแต่มิได้ส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีเพื่อใช้คำนวณภาษีให้เจ้าพนักงานตามหมายเรียก อ้างว่าบัญชีและเอกสารสูญหาย เจ้าพนักงานของโจทก์จึงทำการตรวจสอบตามเอกสารที่ปรากฏ พบว่า จำเลยที่ 1 มีรายได้จากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจำนวน 12,000,000 บาท แต่มิได้ยื่นแบบประมาณการกำไรสุทธิตามมาตรา 67 ทวิ เพื่อเสียภาษี เจ้าพนักงานของโจทก์จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 71 (1) ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ต้องเสียภาษีเป็นเงิน 300,000 บาท เบี้ยปรับ 600,000 บาท เงินเพิ่ม 60,000 บาท รวมเป็นเงิน 960,000 บาท นอกจากนี้ยังตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 และมิได้นำส่งบัญชีเอกสารให้เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีตามหมายเรียก จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 71 (1) ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายได้ก่อนหักรายจ่ายปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ต้องเสียภาษีเป็นเงิน 600,000 บาท เงินเพิ่ม 90,000 บาท รวมเป็นเงิน 690,000 บาท หักเครดิตภาษี 420,000 บาท คงเหลือภาษีที่ต้องชำระ 270,000 บาท และเจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ในเดือนเมษายน 2540 รวม 8 แปลง เป็นเงิน 21,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะระบุว่าไม่มีรายรับจึงได้ออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2540 ถึงพฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 ส่งมอบบัญชีให้เจ้าพนักงานของโจทก์เพียง 1 เล่ม คือ สมุดรายการรายรับการขายที่ดินพร้อมกับยอมรับว่ามีการขายที่ดินพร้อมอาคารตามราคาที่ปรากฏในหลักฐานสัญญาของทางราชการในเดือนเมษายน 2540 จำนวน 21,000,000 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์จึงได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 91/15, 91/16, 91/21 (5) (6) ทำการประเมินภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 91/21 (5) สำหรับเดือนภาษีเมษายน 2540 เป็นเงินภาษี 630,000 บาท เบี้ยปรับ 630,000 บาท เงินเพิ่ม 94,500 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 135,400 บาท (ที่ถูก 135,450 บาท) รวมเป็นเงิน 1,489,950 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ได้แจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับให้ต่ำสุดของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยไม่งดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลให้จำเลยที่ 1 ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะเห็นควรลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นอกจากจำเลยที่ 1 มีหนี้ภาษีอากรค้างชำระดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ยังมีหนี้ภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีตุลาคม 2534 ค้างชำระเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะเพิ่มเติมครั้งที่ 1 แสดงยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายเป็นจำนวนเงิน 12,000,000 บาท ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเงิน 360,000 บาท เบี้ยปรับ 72,000 บาท เงินเพิ่ม 32,400 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 46,440 บาท รวมเป็นเงิน 510,840 บาท แต่จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าภาษีพร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการเพียง 85,840 บาท คงต้องชำระจำนวน 425,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากรจำนวนดังกล่าว และได้ผ่อนชำระหลายงวดแล้วไม่ชำระอีก ยังค้างชำระจำนวน 240,565 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากรค้างสำหรับยอดภาษีที่ค้างชำระตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ ภ.ธ.40 ซึ่งได้รับอนุมัติให้ผ่อนชำระได้ ในการทำสัญญาผ่อนชำระของจำเลยที่ 1 ตามคำร้องดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12646, 12649, 12651 ถึง 12675, 12681, 12687 และ 12688 รวม 30 แปลง เพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้ภาษีอากร ภายหลังที่จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาผ่อนชำระ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดโดยผ่อนชำระไม่เป็นไปตามงวดหลายครั้งอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำร้องที่จำเลยที่ 1 ขอผ่อนชำระต่อโจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งบอกเลิกการผ่อนชำระไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ได้นำเงินค่าภาษีที่ค้างมาชำระเฉพาะค่าภาษีจนหมดคงค้างแต่เบี้ยปรับ เป็นเงิน 719,060 บาท เงินเพิ่ม 778,336.70 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 70,735.34 บาท รวมเป็นเงิน 1,568,132.31 บาท โจทก์ได้ติดตามทวงถามจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ทราบแล้วแต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,568,132.31 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์ส่งต้นฉบับเอกสารท้ายฟ้องและสำนวนการตรวจสอบรวมทั้งสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลแทนการสืบพยาน

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระภาษีบำรุงเทศบาล เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 1,568,132.31 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12646, 12649, 12651 ถึง 12675, 12681, 12687 และ 12688 ตำบลอุดมธัญญา อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากขายทอดตลาดแล้วได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ยังขาดจำนวนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า เจ้าพนักงานประเมินอาศัยอำนาจตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากรประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 เป็นเงิน 600,000 บาท เงินเพิ่ม 90,000 บาท รวมเป็นเงิน 690,000 บาท หักเครดิตภาษี 420,000 บาท คงเหลือภาษีที่ต้องชำระ 270,000 บาท และประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 เป็นเงิน 300,000 บาท เบี้ยปรับ 600,000 บาท เงินเพิ่ม 60,000 บาท รวมเป็นเงิน 960,000 บาท กับอาศัยอำนาจตามมาตรา 91/15, 91/16, 91/21 (5) และ (6) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 91/21 (5) ให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับเดือนภาษีเมษายน 2540 เป็นเงินภาษี 630,000 บาท เบี้ยปรับ 630,000 บาท เงินเพิ่ม 94,500 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 135,450 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,489,950 บาท และเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่งดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะเห็นควรลดเบี้ยปรับให้ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังมีหนี้ภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีตุลาคม 2539พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มค้างชำระอยู่อีก 425,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระค่าภาษีจำนวนดังกล่าวและได้ผ่อนชำระหลายงวด แต่ต่อมาไม่ชำระอีกยังค้างอยู่จำนวน 240,565 บาท ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากรค้างและได้รับอนุมัติให้ผ่อนชำระได้โดยมีจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12646, 12649, 12651 ถึง 12675, 12681, 12687 และ 12688 อำเภออุดมธัญญา อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ รวม 30 แปลง เพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้ภาษีอากรของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ผ่อนชำระตามงวดหลายครั้ง โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งบอกเลิกการผ่อนชำระไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ได้ชำระเฉพาะค่าภาษีจนหมดคงค้างชำระเบี้ยปรับ 719,060 บาท เงินเพิ่ม 778,336.70 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 70,735.34 บาท รวมเป็นเงิน 1,568,132.31 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระ จึงได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองและฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,568,132.31 บาท ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ยังขาดจำนวนแก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 แล้วได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาดอยู่หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 บัญญัติว่า "...ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น" ปรากฏว่าสัญญาจำนองที่ดินทั้ง 30 แปลง ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อตกลงว่า ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกัน เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในเงินนั้น อันเป็นการยกเว้นบทบัญญัติของมาตรา 733 ดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว คือ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 จะหลุดพ้นความรับผิดก็ต่อเมื่อได้ชำระค่าภาษีอากรค้างเสร็จสิ้นแล้ว และคดีนี้มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินของตนเองมาจำนอง จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 733 นั้น เห็นว่า บทบัญญัติแห่งมาตรา 733 หาได้มีข้อจำกัดการใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้นดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ข้ออ้างตามอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ยังขาดจำนวนแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้นไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกหนี้ร่วมแต่เป็นผู้จำนองที่ดินประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,568,132.31 บาท แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 733
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท พิษณุโลกอาเขต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3535/2550
#410609
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 733 บัญญัติว่า "...ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น" ปรากฏว่าสัญญาจำนองที่ดินทั้ง 30 แปลง ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อตกลงว่า ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันเงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในเงินนั้น อันเป็นการยกเว้นบทบัญญัติของมาตรา 733 ดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว คือหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 จะหลุดพ้นความรับผิดก็ต่อเมื่อได้ชำระค่าภาษีอากรค้างเสร็จสิ้นแล้ว และคดีนี้มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินของตนเองมาจำนอง จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 733 นั้น บทบัญญัติแห่งมาตรา 733 หาได้มีข้อจำกัดการใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากรค้างสำหรับยอดภาษีที่ค้างชำระตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ และแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ ภ.ธ.40 ซึ่งได้รับอนุมัติให้ผ่อนชำระได้ ในการทำสัญญาผ่อนชำระของจำเลยที่ 1 ตามคำร้องดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินรวม 30 แปลง เพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้ภาษีอากรภายหลังที่จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาผ่อนชำระ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดโดยผ่อนชำระไม่เป็นไปตามงวดหลายครั้งอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำร้องที่จำเลยที่ 1 ขอผ่อนชำระต่อโจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งบอกเลิกการผ่อนชำระไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ได้นำเงินค่าภาษีที่ค้างมาชำระเฉพาะค่าภาษีจนหมดคงค้างแต่เบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นรวมเป็นเงิน 1,568,132.31 บาท โจทก์ได้ติดตามทวงถามจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระแต่อย่างใด โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ทราบแล้วแต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,568,132.31 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์ส่งต้นฉบับเอกสารท้ายฟ้องและสำนวนการตรวจสอบรวมทั้งสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลแทนการสืบพยาน

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระภาษีบำรุงเทศบาลเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 1,568,132.31 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากขายทอดตลาดแล้วได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ยังขาดจำนวนแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 แล้วได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ยังขาดอยู่หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 บัญญัติว่า "...ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่นั้นก็ดี เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในเงินนั้น" ปรากฏว่าสัญญาจำนองที่ดินทั้ง 30 แปลง ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อตกลงว่า ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกัน เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในเงินนั้น อันเป็นการยกเว้นบทบัญญัติของมาตรา 733 ดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว คือ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 จะหลุดพ้นความรับผิดก็ต่อเมื่อได้ชำระค่าภาษีอากรค้างเสร็จสิ้นแล้ว และคดีนี้มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินของตนเองมาจำนอง จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 733 นั้น เห็นว่า บทบัญญัติแห่งมาตรา 733 หาได้มีข้อจำกัดการใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น ข้ออ้างตามอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้วได้เงินจำนวนสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ ส่วนที่ยังขาดจำนวนแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อนึ่ง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกหนี้ร่วม แต่เป็นผู้จำนองที่ดินประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,568,132.31 บาท แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 733
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
บริษัทพิษณุโลกอาเขต จำกัด
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2550
#267916
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนหน้าคดีนี้ จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์กับพวกกระทำผิดสัญญาหุ้นส่วนและไม่แบ่งปันผลกำไรขอให้ใช้เงินคืน ซึ่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือโจทก์กับจำเลยเป็นหุ้นส่วนทำฟาร์มเลี้ยงกบด้วยกันและจำเลยไม่คืนเงินลงทุนและแบ่งกำไรให้โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2547 คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่า จำเลยจงใจและใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์ต้องรับภาระในการลงทุนที่หนักกว่าที่โจทก์จะยอมรับโดยปกติ โดยโจทก์จะต้องออกเงินลงทุนในการเลี้ยงกบไปถึง 131,377 บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินคืนโจทก์จำนวนครึ่งหนึ่ง แม้ข้อหาที่จำเลยฟ้องโจทก์ในคดีก่อนจะเป็นเรื่องผิดสัญญาหุ้นส่วนและขอให้ใช้เงินคืน และข้อหาในคดีนี้โจทก์เปลี่ยนแปลงรูปคดีใหม่เป็นเรื่องกลฉ้อฉลก็ตาม แต่แท้ที่จริงประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก็สืบเนื่องมาจากมูลฐานและข้ออ้างอย่างเดียวกันคือ โจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนทำฟาร์มเลี้ยงกบกันหรือไม่ และเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกมาก็เป็นเงินลงหุ้นตามสัญญาหุ้นส่วนที่ศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงกบตามส่วนที่ลงหุ้น อันเป็นการวินิจฉัยชี้ชาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว เมื่อคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มารื้อร้องฟ้องจำเลยในคดีนี้อีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ 65,688 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2547 ของศาลชั้นต้นหรือไม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2547 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เว้นแต่..." เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกเป็นจำเลยว่าผิดสัญญาหุ้นส่วนและไม่แบ่งปันผลกำไรขอให้ใช้เงินคืน ซึ่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือ โจทก์กับจำเลยเป็นหุ้นส่วนทำฟาร์มเลี้ยงกบด้วยกันและจำเลยไม่คืนเงินลงทุนและแบ่งกำไรให้โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ (จำเลยคดีก่อน) ฟ้องจำเลย (โจทก์คดีก่อน) ว่า จำเลยจงใจและใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์ต้องรับภาระในการลงทุนที่หนักกว่าที่โจทก์จะยอมรับโดยปกติโดยโจทก์ต้องออกเงินลงทุนในการเลี้ยงกบไปถึง 131,377 บาท ขอให้จำเลยใช้เงินคืนโจทก์จำนวนครึ่งหนึ่ง แม้ข้อหาของโจทก์ในคดีก่อนจะเป็นเรื่องผิดสัญญาหุ้นส่วนและขอให้ใช้เงินคืน และข้อหาในคดีนี้โจทก์จะเปลี่ยนแปลงตั้งรูปคดีใหม่เป็นเรื่องกลฉ้อฉลก็ตาม แต่แท้จริงประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก็สืบเนื่องมาจากมูลฐานและข้ออ้างอย่างเดียวกันคือ โจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนทำฟาร์มเลี้ยงกบกันหรือไม่ และเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกมาก็เป็นเงินลงหุ้นตามสัญญาหุ้นส่วนที่ศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงกบตามส่วนที่ลงหุ้น อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว เมื่อคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มารื้อร้องฟ้องจำเลยในคดีนี้อีกในประเด็นที่ได้รับวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางม้วย แซ่ย่อ
จำเลย — นายทวี นุ่นคง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นายชัยยุทธ วัชรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมคักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2550
#273645
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกเป็นจำเลยว่าผิดสัญญาหุ้นส่วนและไม่แบ่งปันผลกำไร ขอให้ใช้เงินคืน ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่า จำเลยจงใจและใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์ต้องรับภาระในการลงทุนที่หนักกว่าที่โจทก์จะยอมรับโดยปกติ โดยโจทก์ต้องออกเงินลงทุนในการเลี้ยงกบไปถึง 131,377 บาท ขอให้จำเลยใช้เงินคืนโจทก์จำนวนครึ่งหนึ่ง ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยสืบเนื่องมาจากมูลฐานและข้ออ้างอย่างเดียวกันคือ โจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนทำฟาร์มเลี้ยงกบกันหรือไม่ และเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกมาก็เป็นเงินลงหุ้นตามสัญญาหุ้นส่วนที่ศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงกบอันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว เมื่อคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มารื้อร้องฟ้องจำเลยในคดีนี้อีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2545 จำเลยพูดจาหว่านล้อมชักชวนโจทก์ให้ร่วมลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงกบ โดยจำเลยอวดอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงและบอกโจทก์ว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการเลี้ยงที่คุ้มค่า โจทก์หลงเชื่อจึงร่วมลงทุนโดยโจทก์และจำเลยตกลงกันว่าจะลงทุนกันคนละครึ่ง แต่จำเลยหลอกลวงให้โจทก์ออกเงินลงทุนแต่เพียงผู้เดียว เป็นค่าเช่าที่ดินสำหรับทำฟาร์มเลี้ยงกบ ค่าวัสดุอุปกรณ์การทำบ่อเลี้ยงและค่าอาหารกบ รวมเป็นเงิน 95,377 บาท และค่าจ้างคนงานเป็นเงิน 36,000 บาท รวมเงินลงทุนที่โจทก์จ่ายไปก่อนเป็นเงิน 131,377 บาท จำเลยในฐานะผู้ลงทุนร่วมกับโจทก์จึงต้องคืนเงินครึ่งหนึ่งเป็นจำนวน 65,688 บาทแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 65,688 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เดิมจำเลยเคยฟ้องโจทก์ในข้อหาผิดสัญญาร่วมลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงกบและเรียกเงินคืน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์คดีนี้ชำระเงินให้แก่จำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2547 คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนี้ในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2547 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2547 ของศาลชั้นต้นหรือไม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจกท์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟ้งได้เป็นยุติว่า เดิมจำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยเรื่องผิดสัญญาร่วมลงทุนและเรียกเงินลงทุนคืน จำเลย (โจทก์คดีนี้) ให้การว่า จำเลยเป็นผู้ออกเงินลงทุนในการเลี้ยงกบแต่เพียงผู้เดียวโดยโจทก์หลอกลวงจำเลยว่าจะนำเงินมาร่วมลงทุนครึ่งหนึ่ง ให้จำเลยออกเงินลงทุนไปก่อน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ไม่ได้ออกเงินลงทุนคนละครึ่งตามที่ตกลงกันไว้ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดข้อตกลง ทั้งการเลี้ยงกบพิพาทก็ขายกบได้เงิน 46,800 บาท จึงเป็นการเลี้ยงที่ขาดทุน เมื่อนำเงินลงทุนของโจทก์และจำเลย (โจทก์คดีนี้) มารวมเป็นต้นทุนโดยโจทก์ลงทุนไป 22,149 บาท จำเลยลงทุน 95,377 บาท คิดเป็นเงินลงทุนรวม 117,526 บาท เมื่อคำนวณไปตามสัดส่วนที่ลงทุนแล้วเห็นสมควรให้โจทก์ได้รับเงินทุนคืนจำนวน 8,800 บาท พิพากษาให้จำเลย (โจทก์คดีนี้) ชำระเงิน 8,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (จำเลยคดีนี้) ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2547 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2547 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เว้นแต่..." เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกเป็นจำเลยว่าผิดสัญญาหุ้นส่วนและไม่แบ่งปันผลกำไรขอให้ใช้เงินคืน ซึ่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือโจทก์กับจำเลยเป็นหุ้นส่วนทำฟาร์มเลี้ยงกบด้วยกันและจำเลยไม่คืนเงินลงทุนและแบ่งกำไรให้โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ (จำเลยคดีก่อน) ฟ้องจำเลย (โจทก์คดีก่อน) ว่า จำเลยจงใจและใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงให้โจทก์ต้องรับภาระในการลงทุนที่หนักกว่าที่โจทก์จะยอมรับโดยปกติโดยโจทก์ต้องออกเงินลงทุนในการเลี้ยงกบไปถึง 131,377 บาท ขอให้จำเลยใช้เงินคืนโจทก์จำนวนครึ่งหนึ่ง แม้ข้อหาของโจทก์ในคดีก่อนจะเป็นเรื่องผิดสัญญาหุ้นส่วนและขอให้ใช้เงินคืน และข้อหาในคดีนี้โจทก์จะเปลี่ยนแปลงตั้งรูปคดีใหม่เป็นเรื่องกลฉ้อฉลก็ตาม แต่แท้ที่จริงประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยก็สืบเนื่องมาจากมูลฐานและข้ออ้างอย่างเดียวกันคือ โจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนทำฟาร์มเลี้ยงกบกันหรือไม่ และเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกมาก็เป็นเงินลงหุ้นตามสัญญาหุ้นส่วนที่ศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงกบตามส่วนที่ลงหุ้น อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว เมื่อคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์มารื้อร้องฟ้องจำเลยในคดีนี้อีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจกท์มานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางม้วย แซ่ย่อ
จำเลย — นายทวี นุ่นคง
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3507/2550
#273643
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของ น. ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของ น. จากจำเลยทั้งสองโดยให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการโอนที่ดินและนำมาแบ่งแยกเป็น 5 ส่วน แล้วโอนให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละหนึ่งส่วนคิดเป็นเนื้อที่คนละ 2 งาน 71 ตารางวา จึงเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยทั้งสองเฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้โดยลำพัง แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกต่างหากจากกัน เมื่อโจทก์ทั้งสามตีราคาที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 339,250 บาท และโจทก์ที่ 2 ขอให้โอนที่ดินแก่โจทก์ที่ 2 เพียง 1 ใน 5 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 2 งาน 71 ตารางวา คิดเป็นเงิน 67,850 บาท เฉพาะโจทก์ที่ 2 จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทซึ่งต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นบุตรของนายน้อย ชอุ่มภักดิ์ กับนางลาด ชอุ่มภักดิ์ ต่อมาปี 2482 นางลาดถึงแก่ความตาย นายน้อยได้นางเลี้ยว ชอุ่มภักดิ์ เป็นภริยา และมีบุตรด้วยกัน 6 คน รวมทั้งโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ด้วย วันที่ 1 มกราคม 2528 นายน้อยถึงแก่ความตาย นายน้อยมีทรัพย์สินเป็นมรดกคือที่ดินโฉนดที่ดิน 2171 และ 2173 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2535 นางเลี้ยวเป็นผู้จัดการมรดกของนายน้อยตามคำสั่งของศาล และได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดที่ 2171 ออกเป็น 5 แปลง ได้แก่ที่ดินโฉนดที่ 2171 และ 26573 ถึง 26576 วันที่ 6 กันยายน 2536 นางเลี้ยวขายที่ดินโฉนดที่ 26576 ให้แก่นายเกรียงศักดิ์ เลาหะวัฒน์ และวันที่ 25 ตุลาคม 2536 โอนมรดกที่ดินโฉนดที่ 26573 ให้นางสาวเอมอร ชอุ่มภักดิ์ และโอนที่ดินโฉนดที่ 26574 ให้นางสาวกลอยใจ ชอุ่มภักดิ์ วันที่ 13 กันยายน 2539 นางเลี้ยวถึงแก่ความตายโดยยังจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายน้อยไม่เสร็จสิ้น ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้เป็นผู้จัดการมรดกของนายน้อยตามคำสั่งของศาลในวันที่ 26 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายน้อยโอนที่ดินโฉนดที่ดิน 2171 ให้แก่จำเลยที่ 2 และวันที่ 5 มกราคม 2541 โอนที่ดินโฉนดที่ 2173 และโฉนดที่ 26575 ให้แก่นางสาววราภรณ์ ชอุ่มภักดิ์ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายน้อยโอนที่ดินโฉนดที่ 2171 เป็นของตนเองโดยไม่แบ่งปันให้แก่ทายาทซึ่งยังไม่ได้รับมรดกอีก 4 คน คือโจทก์ทั้งสามและนางสาวเทวีรัตน์ ชอุ่มภักดิ์ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดที่ 2171 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และนำมาแบ่งแยกเป็น 5 ส่วน แล้วโอนให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละหนึ่งส่วนคิดเป็นเนื้อที่คนละ 2 งาน 71 ตารางวา โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองและทายาทอื่นตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันแล้ว โดยโจทก์ที่ 2 ได้รับส่วนแบ่งมรดกเป็นที่ดินโฉนดที่ 6594 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เนื้อที่ 3 ไร่เศษ ส่วนโจทก์ที่ 3 ได้รับส่วนแบ่งเป็นที่ดินโฉนดที่ 25898 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เนื้อที่ 4 ไร่เศษไปแล้ว และโจทก์ที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความสละมรดกให้ไว้แก่จำเลยทั้งสอง ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 และทายาทอื่นแสดงออกโดยชัดแจ้งว่าจะไม่ขอรับมรดกอีกโดยทำหนังสือสละมรดกไว้ จำเลยที่ 2 รับโอนและเข้าครอบครองที่ดินโฉนดที่ 2171 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร โดยสุจริต ทายาททุกคนให้ความยินยอม โดยครอบครองเพียงผู้เดียวนับแต่นายน้อยเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อปี 2528 ทายาทอื่นไม่เคยเกี่ยวข้อง คดีโจทก์จึงขาดอายุความ 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย และที่ดินโฉนดที่ 2171 เป็นสินสมรสของนายน้อยและนางเลี้ยวจะแบ่งเป็น 5 ส่วนไม่ได้ ทั้งมีทายาท 8 คน จะต้องแบ่งให้คนละ 1 ใน 8 ส่วน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 1 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเพิกถอนการโอนที่ดินตามโฉนดที่ 2171 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ระหว่างจำเลยทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองแล้วให้จำเลยที่ 1 นำมาแบ่งเป็น 5 ส่วน โดยให้โจทก์ที่ 2 รับไป 1 ใน 5 ส่วน แต่ต้องไม่เกิน 2 งาน 71 ตารางวา ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ที่ 3 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งอนุญาตให้นายมนต์ชัย พลวารินทร์ เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ว่า ให้ยกฟ้องสำหรับโจทก์ที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกิน 3,390 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของนายน้อย ชอุ่มภักดิ์ ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของนายน้อยจากจำเลยทั้งสองโดยให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดที่ 2171 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และนำมาแบ่งแยกเป็น 5 ส่วน แล้วโอนให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละหนึ่งส่วนคิดเป็นเนื้อที่คนละ 2 งาน 71 ตารางวา ดังนี้ จึงเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยทั้งสองเฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้โดยลำพัง แม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกต่างหากจากกัน เมื่อโจทก์ทั้งสามตีราคาที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 339,250 บาท และโจทก์ที่ 2 ขอให้โอนที่ดินแก่โจทก์ที่ 2 เพียง 1 ใน 5 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 2 งาน 71 ตารางวา คิดเป็นเงินเท่ากับ 67,850 บาท เฉพาะโจทก์ที่ 2 จึงมีราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทซึ่งต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 ไม่เคยได้รับทรัพย์มรดกของนายน้อย ไม่เคยตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก และไม่เคยทำหนังสือสละมรดกนั้น ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้โจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเชษฐ เบ็ญทอง กับพวก
จำเลย — นางสาวพรพิศ ชอุ่มภักดิ์ฯ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3504/2550
#272412
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เสนอคำฟ้องโดยระบุว่าจำเลยที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ประกอบมาตรา 5 แม้ต่อมาโจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 โดยภูมิลำเนาที่ขอแก้ไขใหม่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าขณะโจทก์เสนอคำฟ้องนั้นจำเลยที่ 3 มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 อาจเปลี่ยนภูมิลำเนาภายหลังที่โจทก์เสนอคำฟ้องแล้วก็เป็นได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นคดีก็ยังคงอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาต่อไปได้ เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ปรากฏแน่ชัด จะอ้างว่าเป็นความบกพร่องของศาลชั้นต้นที่ไม่สั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและไม่จำหน่ายคดีหาได้ไม่ นอกจากนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การก็ได้ยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ เมื่อรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นขณะโจทก์เสนอคำฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียได้โดยไม่ต้องคำนึ่งว่าโจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นโดยสุจริตหรือไม่ เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) และมาตรา 5 มิได้บัญญัติเปิดช่องให้ศาลที่รับคำฟ้องพิจารณาถึงความสุจริตของผู้เสนอคำฟ้อง หากเป็นกรณีที่โจทก์เสนอคำฟ้องผิดเขตอำนาจศาล การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องจึงหาเป็นการไม่ชอบไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 224,336 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า มูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดกำแพงเพชร และจำเลยทั้งสามมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง แต่จำเลยที่ 3 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายในอายุความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามสำนวนรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในมูลละเมิด ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 สถานที่ที่มูลคดีเกิดรวมทั้งภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่นอกเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์ระบุในคำฟ้องว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 181/1-5 ถนนสรวศ์ แขวงสุริยวงค์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น แต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 3 ไม่อาจกระทำได้ เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าไม่พบภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 ตามฟ้อง โจทก์จึงขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 เป็นบ้านเลขที่ 499/9-11 หมู่ที่ 3 อาคารเบญจินดา ชั้น 4 ถึงชั้น 6 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้ว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล ศาลชั้นต้นสืบพยานเสร็จแล้วพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลชั้นต้น เนื่องจากขณะโจทก์เสนอคำฟ้อง จำเลยที่ 3 มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจศาล มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุที่คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลนั้นชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาสรุปความได้ว่า จำเลยที่ 3 เคยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตบางรัก เมื่อโจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเป็นว่าจำเลยที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจตุจักร และจำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้คดีเรื่องเขตอำนาจศาล ศาลชั้นต้นจะต้องตรวจพิจารณาคำฟ้องอีกครั้ง หากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจ ก็ชอบที่จะมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ แต่ศาลชั้นต้นเพิกเฉย จึงต้องถือว่าศาลชั้นต้นรับคดีโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาแล้ว อีกทั้งโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลชั้นต้นโดยสุจริต การที่ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้วหยิบยกปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นวินิจฉัยในคำพิพากษาจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์เสนอคำฟ้องโดยระบุว่าจำเลยที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ประกอบมาตรา 5 แม้ต่อมาโจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 โดยภูมิลำเนาที่ขอแก้ไขใหม่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าขณะโจทก์เสนอคำฟ้องนั้นจำเลยที่ 3 มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 อาจเปลี่ยนภูมิลำเนาภายหลังที่โจทก์เสนอคำฟ้องแล้วก็เป็นได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นคดีก็ยังคงอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาต่อไปได้ เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ปรากฏแน่ชัด จะอ้างว่าเป็นความบกพร่องของศาลชั้นต้นที่ไม่สั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและไม่สั่งจำหน่ายคดีหาได้ไม่ นอกจากนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การก็ได้ยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นขณะโจทก์เสนอคำฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นโดยสุจริตหรือไม่ เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) และมาตรา 5 มิได้บัญญัติเปิดช่องให้ศาลที่รับคำฟ้องพิจารณาถึงความสุจริตของผู้เสนอคำฟ้อง หากเป็นกรณีที่โจทก์เสนอคำฟ้องผิดเขตอำนาจศาล การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องจึงหาเป็นการไม่ชอบดังที่โจทก์ฎีกาไม่"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายรวม เรืองเขตการณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
อิศเรศ ชัยรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3480/2550
#271578
เปิดฉบับเต็ม

ในการยื่นบัญชีระบุพยาน โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ เนื่อจากต้นฉบับอยู่ในความครอบครองดูแลของทางราชการ และทางราชการมีความจำเป็นต้องใช้ต้นฉบับเอกสารดังกล่าวอยู่ ซึ่งศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ใช้สำเนาเอกสารที่รับรองโดยถูกต้องแทนต้นฉบับได้ ทั้งบัญชีสินค้าสำหรับเรือเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องนำพยานดังกล่าวมาสืบ เมื่อศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ โจทก์จึงมีสิทธินำสำเนาบัญชีสินค้าสำหรับเรือมาสืบได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 20 ประกอบข้อกำหนดคดีภาษีอากรฯ ข้อ 16 วรรคสอง

เมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจึงต้องพิจารณาว่าคำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ หากมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลก็ต้องพิจารณาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีไปตามคำฟ้องของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาภาษีอากรฯ มาตรา 17 ซึ่งคดีนี้โจทก์มีผู้จัดการฝ่ายเอกสารของบริษัทตัวแทนเรือเบิกความยืนยันว่ารายละเอียดสินค้าตามบัญชีสินค้าสำหรับเรือที่บริษัทตันแทนเรือรวบรวมนำส่งโจทก์ไม่ปรากฏสินค้าตามที่จำเลยที่ 1 สำแดงในใบขนสินค้าขาออก แสดงว่าเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ลงลายมือชื่อรับรองการตรวจสินค้าและรับรองการรับบรรทุกในใบขนสินค้าขาออกพิพาทไม่มีการตรวจสอบจริงและจำเลยที่ 1 มิได้ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศตามที่สำแดงในใบขนสินค้าขาออกพิพาทนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกในรูปบัตรภาษี การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกโดยสำแดงใบขนสินค้าขาออกเป็นเท็จ จึงเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ต้องรับผิดคืนเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดคือวันที่จำเลยที่ 2 รับบัตรภาษีพิพาท

ในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษี จำเลยที่ 2 สัญญาว่า กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น นั้น เป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ว่าในการขอรับสิทธิตามบัตรภาษี หากปรากฏว่าการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของผู้โอนสิทธิเกิดจากการทุจริตและเกิดความเสียหายแก่โจกท์ไม่ว่ากรณีใด จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้ง เป็นข้อตกลงที่ไม่มีกฎหมายห้ามและมิใช่ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้โจทก์ต้องรับผิดเพื่อความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 373 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 จึงใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแทนเงินสดแล้ว จึงมีความรับผิดตามสัญญาต้องใช้เงินคืนโจทก์ตามมูลค่าบัตรภาษีรายพิพาทที่เกิดจากการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 ซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินชดเชยค่าภาษีอากรเป็นเงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 99,516.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันรับบัตรภาษีจนถึงวันฟ้องจำนวน 74,015.71 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 173,532.63 บาท ให้แก่โจทก์ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 173,532.63 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินค่าภาษีอากรตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 99,516.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2538 ส่วนจำเลยที่ 2 นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ยื่นขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกต่อโจทก์ และขอให้โอนสิทธิในบัตรภาษีดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีดังกล่าวโดยมีข้อความระบุว่า กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดชเยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น โจทก์จ่ายบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับโอน จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีพิพาทจำนวน 99,516.92 บาท ไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแทนเงินสดแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการแรกมีว่า โจกท์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 โดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนนี้โดยอาศัยสิทธิตามคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษี ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ทำข้อตกลงให้ไว้แก่โจทก์ว่า กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการ โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น อันเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีตามข้อตกลงในสัญญาที่จำเลยที่ 2 ให้ไว้แก่โจทก์ก่อนรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีพิพาท จึงหาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมีสาเหตุจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์หรือไม่ เป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 จะต้องไปว่ากล่าวดำเนินการกันเองต่อไป อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกพิพาทออกไปนอกราชอาณาจักรหรือหรือไม่ เห็นว่า แม้ในใบขนสินค้าขาออกด้านหลังจะระบุว่ามีการเปิดตรวจ ควบคุมบรรทุกโดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ลงลายมือชื่อรับรองไว้ก็ตาม แต่มิได้หมายความว่าสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกดังกล่าวได้มีการส่งออกจริง เพราะกระบวนการดังกล่าวเป็นขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากร การตรวจปล่อยสินค้า และการรับบรรทุก ก่อนนำสินค้าลงเรือเท่านั้น แต่จะมีการนำสินค้าลงเรือหรือไม่ ต้องพิจารณาควบคู่กับบัญชีสินค้าสำหรับเรือด้วย และตามคำสั่งกองตรวจสินค้าขาออกดังกล่าว กรณีเรือคอนเทนเนอร์ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่นายตรวจประจำเรือมีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการควบคุมการรับบรรทุก ต้องดำเนินการควบคุมการบรรทุกของลงเรือลำที่ได้รับมอบหมาย และรับเอกสารการนำของลงเรือ (Tally Sheet) จากตัวแทนเรือแล้วนำส่ง ฝคบ. ภายในวันรุ่งขึ้นนับจากวันเรือออก ส่วนเอกสารอื่นนั้นตัวแทนเรือยังคงต้องปฏิบัติตามระเบียบเดิม จึงเห็นได้ว่าเอกสารดังกล่าวก็เป็นกระบวนการในขั้นตอนการรับบรรทุกสินค้าเข้าตู้สินค้าก่อนนำตู้สินค้าลงเรือ ซึ่งระบุเพียงชื่อเรือ วันเดือนปีและเวลาที่เรือออก จำนวนตู้สินค้า ชื่อศุลการักษ์ผู้ตรวจสอบ สารวัตรฯ หรือนายตรวจฯ ลงนามพร้อมลงวันเดือนปีกำกับเท่านั้น ซึ่งเมื่อใบขนสินค้าขาออกพิพาทมีความแตกต่างจากบัญชีสินค้าสำหรับเรือในรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร จึงต้องพิจารณาว่าเอกสารใดมีความถูกต้องมากกว่ากัน สำหรับบัญชีสินค้าสำหรับเรือนั้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 51 กำหนดให้นายเรื่อทุกลำซึ่งบรรทุกสินค้าขาออกยื่นหรือจัดให้ตัวแทนยื่นบัญชีสินค้าสำหรับเรือ ซึ่งต้องมีรายละเอียดแห่งสินค้าตามที่ระบุไว้ในบัญชีรายชื่อสินค้าขาออกของศุลกากรนั้นต่อศุลกสถานภายในหกวันเต็มนับแต่วันที่ได้ออกใบปล่อยเรือขาออกให้ บัญชีสินค้าสำหรับเรือนี้ให้ทำเป็นสองฉบับมีข้อความต้องกัน และต้องมีใบรับรองสินค้าตามแบบที่กำหนดไว้ในใบแนบ 8 แห่งพระราชบัญญัตินี้ติดไปด้วย บัญชีสินค้าสำหรับเรือนั้นถูกจัดทำขึ้นโดยบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียกับโจทก์และจำเลยทั้งสอง และเป็นเอกสารที่กฎหมายกำหนดให้จัดทำขึ้นหลังจากที่ได้มีการปล่อยเรือออกไป ข้อมูลในบัญชีสินค้าสำหรับเรือดังกล่าวจึงสามารถนำมาเปรียบเทียบกับใบขนสินค้าขาออกได้ว่า จำเลยที่ 1 มีการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักรตามใบขนสินค้าขาออกพิพาทจริงหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า โจทก์ไม่มีสิทธินำสำเนาบัญชีสินค้าสำหรับเรือมาเป็นหลักฐานในการสืบพยานตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 16 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการไม่ส่งต้นฉบับแล้วนั้น เห็นว่า ในการยื่นบัญชีระบุพยานโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับเนื่องจากอยู่ในความครอบครองดูแลของทางราชการ และทางราชการยังมีความจำเป็นต้องใช้เอกสารเหล่านั้นอยู่ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 15 มิถุยายน 2548 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ใช้สำเนาเอกสารที่รับรองโดยถูกต้องแทนต้นฉบับได้ ทั้งบัญชีสินค้าสำหรับเรือเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี และเพื่อประโยชน์แห่งความบุติธรรมจำเป็นจะต้องนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาสืบ เมื่อศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ส่งสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับ โจทก์จึงมีสิทธินำบัญชีสินค้าสำหรับเรือมาสืบได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 20 ประกอบข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ข้อ 16 วรรคสอง แม้เอกสารที่จำเลยที่ 1 นำมายื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกจะประกอบไปด้วยใบแจ้งการโอนเงินหรือใบเข้าบัญชีอันเป็นเอกสารที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยได้ออกให้แก่ผู้ส่งออกเพื่อแสดงว่าผู้ส่งออกได้รับชำระค่าสินค้าที่ส่งออกก็ตาม แต่เอกสารดังกล่าวก็ยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่า จำเลยที่ 1 ส่งออกสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกพิพาทจริง เมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและจำเลยที่ 2 คงอ้างแต่เพียงว่าใบขนสินค้าขาออกพิพาทมีรายการบันทึกการผ่านพิธีการศุลกากร การตรวจปล่อยสินค้าและการรับบรรทุกของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ครบถ้วนเท่านั้น ศาลจึงต้องพิจารณาว่าคำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มีมูลและขัดต่อกฎหมายหรือไม่ หากมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลก็ต้องพิจารณาพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีไปตามคำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ซึ่งคดีนี้โจทก์มีผู้จัดการฝ่ายเอกสารของบริษัทตัวแทนเรือมาเบิกความยืนยันว่ารายละเอียดสินค้าตามบัญชีสินค้าสำหรับเรือที่บริษัทรวบรวมนำส่งให้โจทก์นั้น ไม่ปรากฏสินค้าตามจำเลยที่ 1 สำแดงในใบขนสินค้าขาออกที่พิพาท จึงแสดงว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ลงลายมือชื่อรับรองการตรวจสินค้าและการรับบรรทุกในใบขนสินค้าขาออกพิพาทไม่มีการตรวจสอบจริงและจำเลยที่ 1 มิได้ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกพิพาทนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกในรูปบัตรภาษี การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกโดยสำแดงใบขนสินค้าขาออกเป็นเท็จ จึงเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ ต้องรับผิดคืนเงินจำนวน 99,516.92 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดคือวันที่จำเลยที่ 2 รับบัตรภาษีพิพาทไป อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า ข้อตกลงในคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีรายพิพาทจำเลยที่ 2 สัญญาว่า กรณีที่เกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดต่อโจทก์ทุประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น ตามคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีข้างต้น ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ว่า ในการขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีรายพิพาท หากปรากฏว่าการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของผู้โอนสิทธิเกิดจากการทุจริต และเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใด ๆ จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนยินยอมรับผิดต่อโจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ และมิใช่ความตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นข้อความยกเว้นมิให้โจทก์ต้องรับผิดเพื่อความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 373 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จึงใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ได้นำบัตรภาษีรายพิพาทไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแทนเงินสดหมดแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามสัญญา ต้องใช้เงินคืนโจทก์ตามมูลค่าบัตรภาษีรายพิพาทที่เกิดจากการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นำไปใช้ชำระภาษีเป็นเงิน 99,516.92 บาท แล้ว ซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 193/30 ม. 206 ม. 373 ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 20
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทแอ็กเกรสเซอร์ เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3475/2550
#273636
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 22 วรรคแรก บัญญัติว่า "โทษจำคุกให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น" คำว่า ถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษานั้น หมายความว่า ต้องถูกคุมขังอยู่ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษา การที่จำเลยถูกคุมขังในคดีอื่นและผู้ประกันมิได้ร้องขอส่งตัวจำเลย เพื่อให้ศาลออกหมายขังจำเลยในคดีนี้จึงไม่อาจหักวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ริบของกลางทั้งหมดเว้นแต่ธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อให้แก่กระทรวงสาธารณสุข ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2537 และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ผู้ประกันได้ถอนหลักประกัน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2537 วันที่ 25 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้รับการปล่อยชั่วคราวอีกครั้ง ต่อมาวันที่ 23 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมในอีกคดีหนึ่งตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1965/2539 ของศาลจังหวัดอ่างทอง แล้วถูกคุมขังมาโดยตลอด มิได้รับการปล่อยชั่วคราว ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาคดีนี้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ศาลชั้นต้นได้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดที่ 993/2541 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2541 โดยหักวันที่ถูกคุมขังมาแล้วให้จำเลยที่ 1 เพียง 45 วัน มิได้หักวันที่ถูกคุมขังนับแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2538 จนถึงวันที่ศาลฎีกาพิพากษาคดีนี้ออกจากระยะเวลาจำคุกของจำเลยที่ 1 แม้ผู้ประกันจะมิได้ถอนหลักประกันคดีนี้ แต่จำเลยที่ 1 ก็ถูกคุมขังอยู่จริง ทั้งคดีทั้งสองต่างดำเนินกระบวนพิจารณาไปพร้อมกัน จึงขอให้ศาลชั้นต้นหักวันที่ถูกคุมขังดังกล่าวออกจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า วันที่ 23 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอื่นที่ศาลจังหวัดอ่างทองมิใช่ถูกคุมขังในคดีนี้ และผู้ประกันมิได้ร้องขอส่งตัวจำเลยที่ 1 เพื่อคุมขังจำเลยที่ 1 ไว้ในคดีนี้ จึงไม่อาจหักวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามที่จำเลยที่ 1 อ้างได้

ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งหักวันที่ถูกคุมขังดังกล่าวข้างต้นออกจากระยะเวลาจำคุกของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การหักวันที่ถูกคุมขังให้จำเลยที่ 1 ถูกต้องแล้ว ที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอื่นไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ไม่อาจนำมาหักได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก บัญญัติว่า "โทษจำคุกให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น" คำว่า ถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษานั้น หมายความว่า ต้องถูกคุมขังอยู่ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอื่นและผู้ประกันมิได้ร้องขอส่งตัวจำเลยที่ 1 เพื่อให้ศาลออกหมายขังจำเลยที่ 1 ในคดีนี้จึงไม่อาจหักวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกในคดีนี้ตามที่จำเลยที่ 1 อ้างได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายถาวร สัมฤทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3475/2550
#273639
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก บัญญัติว่า "โทษจำคุกให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น" คำว่า ถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา หมายความว่า ต้องถูกคุมขังอยู่ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอื่นและผู้ประกันมิได้ร้องขอส่งตัวจำเลยที่ 1 เพื่อให้ศาลออกหมายขังจำเลยที่ 1 ในคดีนี้จึงไม่อาจหักวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ลงโทษฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายจำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่ธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อให้แก่กระทรวงสาธารณสุข ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2537 และได้รับการปล่อยชั่วคราวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ผู้ประกันได้ถอนหลักประกันเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2537 วันที่ 25 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้รับการปล่อยชั่วคราวอีกครั้ง ต่อมาวันที่ 23 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมในอีกคดีหนึ่งตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1965/2539 ของศาลจังหวัดอ่างทอง แล้วถูกคุมขังมาโดยตลอด มิได้รับการปล่อยชั่วคราว ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาคดีนี้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ศาลชั้นต้นได้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดที่ 993/2541 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2541 โดยหักวันที่ถูกคุมขังมาแล้วให้จำเลยที่ 1 เพียง 45 วัน มิได้หักวันที่ถูกคุมขังนับแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2538 จนถึงวันที่ศาลฎีกาพิพากษาคดีนี้ออกจากระยะเวลาจำคุกของจำเลยที่ 1 แม้ผู้ประกันจะมิได้ถอนหลักประกันคดีนี้ แต่จำเลยที่ 1 ก็ถูกคุมขังอยู่จริง ทั้งคดีทั้งสองต่างดำเนินกระบวนพิจารณาไปพร้อมกัน จึงขอให้ศาลชั้นต้นหักวันที่ถูกคุมขังดังกล่าวออกจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า วันที่ 23 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอื่นที่ศาลจังหวัดอ่างทองมิใช่ถูกคุมขังในคดีนี้ และผู้ประกันมิได้ร้องขอส่งตัวจำเลยที่ 1 เพื่อคุมขังจำเลยที่ 1 ไว้ในคดีนี้จึงไม่อาจหักวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามที่จำเลยที่ 1 อ้างได้

ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งหักวันที่ถูกคุมขังดังกล่าวข้างต้นออกจากระยะเวลาจำคุกของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การหักวันที่ถูกคุมขังให้จำเลยที่ 1 ถูกต้องแล้ว ที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอื่นไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ไม่อาจนำมาหักได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก บัญญัติว่า "โทษจำคุกให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น" คำว่า ถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษานั้น หมายความว่าต้องถูกคุมขังอยู่ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในคดีอื่นและผู้ประกันมิได้ร้องขอส่งตัวจำเลยที่ 1 เพื่อให้ศาลออกหมายขังจำเลยที่ 1 ในคดีนี้จึงไม่อาจหักวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกในคดีนี้ตามที่จำเลยที่ 1 อ้างได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายถาวร สัมฤทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3438/2550
#272630
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เหตุเกิดในท้องที่แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร แต่ตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์ระบุว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนเป็นผู้สอบสวน จำเลยมิได้โต้แย้งว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนไม่มีอำนาจสอบสวน ดังนั้น ความผิดที่เกิดขึ้นจะฟ้องที่ศาลซึ่งท้องที่ที่สอบสวนอยู่ในเขตอำนาจก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4 เมื่อสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนอยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงธนบุรี โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยที่ศาลแขวงธนบุรีได้

โจทก์ฟ้องด้วยวาจา ซึ่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 19 ให้ศาลบันทึกใจความแห่งฟ้องไว้เป็นหลักฐานหาจำต้องบันทึกโดยละเอียดไม่ และก่อนบันทึกฟ้อง ศาลอาจจะสอบถามโจทก์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จำเลยกระทำความผิดได้ แต่ก็จะบันทึกไว้เฉพาะข้อความสำคัญ ส่วนบันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของฟ้องด้วยวาจาของโจทก์เท่านั้น เมื่อพิจารณาใจความที่ศาลบันทึกการฟ้องด้วยวาจาประกอบกับบันทึกการฟ้องด้วยวาจาที่โจทก์ส่งต่อศาลแล้วได้ความว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2547 จำเลยกับพวกที่หลบหนีและ ด. กับพวกรวม 4 คน ร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบอันเป็นการพนันตามบัญชี ข. อันดับที่ 16 ท้าย พ.ร.บ.การพนันฯ พนันเอาทรัพย์สินกัน โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้เป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วน ด. กับพวกเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้หรือผู้เล่น และโพยของกลางเป็นของ ด. กับพวกจำนวนเท่าใดเป็นรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา หากจำเลยให้การปฏิเสธ ทั้งคดีนี้จำเลยก็ให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์โดยมิได้หลงข้อต่อสู้ แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิใช่เจ้ามือรับกินรับใช้ จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงซึ่งขัดกับคำรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกที่หลบหนีและนางดวงพร สินทรัพย์สมบูรณ์ กับพวกรวม 4 คน จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4322/2547 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ อันเป็นการพนันตามบัญชี ข. อันดับที่ 16 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยถือเอาเลขท้ายสองตัวสามตัวของรางวัลที่ 1 และเลขท้ายสองตัวสามตัวของรางวัลเลขท้ายสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 เป็นเกณฑ์แพ้ชนะกัน โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ เหตุเกิดที่แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร คดีนี้มีผู้ประสงค์เงินสินบนนำจับนำเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้โพยสลากกินรวบ 114 แผ่น และโพยที่ถูกทำลาย 8 แผ่น รวม 122 แผ่น คิดเป็นเงิน 235,470 บาท เครื่องโทรสารยี่ห้อชาร์ป 1 เครื่อง สมุดฉีก 5 เล่ม ปากกา 10 ด้าม เครื่องคิดเลขยี่ห้อคาซิโอ 1 เครื่อง แม็กเย็บกระดาษ 1 ตัว และเงินสด 23,250 บาท อันเป็นสินพนันและเครื่องมือในการเล่นการพนันซึ่งจับได้ในวงการเล่นเป็นของกลาง ของกลางศาลชั้นต้นสั่งริบแล้ว ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 12, 15 และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 12 (ที่ถูก มาตรา 12 (1)), 15 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 15) จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน (ที่ถูก ต้องยกคำขอจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า คดีนี้เหตุเกิดในท้องที่แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โจทก์ต้องฟ้องจำเลยที่ศาลแขวงตลิ่งชันนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้เหตุเกิดในท้องที่แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร แต่ตามบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์ระบุว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนเป็นผู้สอบสวน จำเลยมิได้โต้แย้งว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนไม่มีอำนาจสอบสวน ดังนั้น ความผิดที่เกิดขึ้นจะฟ้องที่ศาลซึ่งท้องที่ที่สอบสวนอยู่ในเขตอำนาจก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 เมื่อสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนอยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงธนบุรี โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยที่ศาลแขวงธนบุรีได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์มิได้ระบุว่านางดวงพร สินทรัพย์สมบูรณ์ กับพวก เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้หรือผู้เล่น และโพยของกลางเป็นของนางดวงพรกับพวกจำนวนเท่าใด จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องด้วยวาจา ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 ให้ศาลบันทึกใจความแห่งฟ้องไว้เป็นหลักฐาน หาจำต้องบันทึกโดยละเอียดไม่ และก่อนบันทึกฟ้องศาลอาจจะสอบถามโจทก์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่จำเลยกระทำความผิดได้แต่ก็จะบันทึกไว้เฉพาะข้อความสำคัญ ส่วนบันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของฟ้องด้วยวาจาของโจทก์เท่านั้น เมื่อพิจารณาใจความที่ศาลบันทึกการฟ้องด้วยวาจาประกอบกับบันทึกการฟ้องด้วยวาจาที่โจทก์ส่งต่อศาลแล้วได้ความว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2547 จำเลยกับพวกที่หลบหนีและนางดวงพรกับพวกรวม 4 คน ร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบอันเป็นการพนันตามบัญชี ข. อันดับที่ 16 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ เป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนที่นางดวงพรกับพวกเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้หรือผู้เล่น และโพยของกลางเป็นของนางดวงพรกับพวกจำนวนเท่าใดเป็นรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา หากจำเลยให้การปฏิเสธ ทั้งคดีนี้จำเลยก็ให้การรับสารภาพตามฟ้องของโจทก์โดยมิได้หลงข้อต่อสู้แสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยมิใช่เจ้ามือรับกินรับใช้นั้น เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงซึ่งขัดกับคำรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาประการสุดท้าย ขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมโพยสลากกินรวบ 122 แผ่น คิดเป็นเงิน 235,470 บาท และเงินสด 23,250 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินค่อนข้างสูง พฤติการณ์บ่งบอกว่าจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบรายใหญ่ การกระทำของจำเลยกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและความสงบสุขของครอบครัว ทั้งยังเป็นบ่อเกิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่นตามมาอีกมากมาย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรงแม้จำเลยจะกระทำความผิดเพื่อหาเงินเลี้ยงดูบุตรและไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 22 (1) ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางวัลลภา อ่อนละเอียด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2550
#272626
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมกับจำเลยทำบันทึกกันไว้ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานซึ่งมีข้อความว่า คู่กรณีตกลงกันแล้วต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรียกร้องฟ้องกันทั้งทางแพ่งและอาญาต่อกัน โดยจำเลยได้ช่วยเหลือค่าเสียหายของกระบือที่ถูกยิงตายให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 7,000 บาท จะนำเงินมาจ่ายให้หมดในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 แล้วลงชื่อโจทก์ร่วมและจำเลย เช่นนี้ จึงเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358, 359 เป็นความผิดอันยอมความได้ จึงมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) แม้ต่อมาจำเลยจะไม่ชำระค่าเสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมก็ไม่มีสิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ หลังจากมีการยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วอีกได้ คงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 358, 359, 91 ให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางแดง ฉวีภักดิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 357 (ที่ถูก มาตรา 358), 359 (2) อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์ต่อปศุสัตว์ จำคุก 6 เดือน ฐานลักทรัพย์ จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน ให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยฐานมีอาวุธปืน 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน 6 เดือน รวมกับโทษจำคุกฐานทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีก 6 เดือน ด้วยแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี ยกฟ้องในข้อหาลักทรัพย์และยกคำขอที่ให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์ 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงกระบือ 1 ตัวของโจทก์ร่วมตาย แล้วจำเลยนำซากกระบือไปชำแหละเนื้อขาย สำหรับข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหาทำให้เสียทรัพย์เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ แม้โจทก์จะมีนายนิพนธ์ ปานทน เป็นพยานเบิกความว่า พยานขอซากกระบือกลับบ้าน แต่จำเลยไม่ยอมจะยึดซากกระบือไว้เพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่กระบือเหยียบย่ำสวนแตงโมจำเลยเสียหายและปฏิเสธว่าไม่ได้ยกซากกระบือให้จำเลย แต่นายนิพนธ์ก็ยอมรับว่า ตนเองได้อ้างว่าเป็นเจ้าของกระบือขณะเจรจากับจำเลย ทั้งยอมรับว่ากระบือเหยียบย่ำสวนแตงโมของจำเลยเสียหายจริง ซึ่งนายช่วง แสนภักดี ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า จำเลยมาแจ้งว่าทราบเจ้าของกระบือแล้วจึงพาพยานไปที่เกิดเหตุพบนายนิพนธ์ อ้างว่าเป็นเจ้าของกระบือจึงให้พูดคุยกับจำเลยโดยจำเลยเรียกค่าเสียหายที่กระบือเหยียบย่ำสวนแตงโมเสียหายเป็นเงิน 5,000 บาท นายนิพนธ์ไม่มีเงินให้และบอกว่ายกกระบือให้แก่จำเลยไป พยานทำบันทึกข้อตกลงไว้ เห็นว่า นายช่วงเป็นเจ้าพนักงานปกครองท้องที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวข้องกับฝ่ายใดจึงเป็นพยานคนกลางที่มีน้ำหนักเชื่อถือได้ ประกอบกับตามบันทึกมีข้อความว่าทั้งสองฝ่ายประนีประนอมตกลงยินยอมไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา แม้ไม่มีข้อความว่านายนิพนธ์ยอมยกซากกระบือให้จำเลย ก็เชื่อว่านายนิพนธ์ได้ตกลงยกซากกระบือให้แก่จำเลยดังที่นายช่วงเบิกความเจือสมข้อนำสืบของจำลย มิฉะนั้นจำเลยคงไม่ยินยอมเนื่องจากกระบือทำให้สวนแตงโมของจำเลยเสียหาย เช่นนี้ แม้ต่อมาข้อเท็จจริงจะได้ความว่ากระบือเป็นของโจทก์ร่วมแต่ขณะเกิดเหตุนายนิพนธ์ทำให้จำเลยเชื่อว่ากระบือเป็นของนายนิพนธ์มีสิทธิยกให้จำเลยเป็นการชดใช้ค่าเสียหาย การที่จำเลยนำซากกระบือไปชำแหละขายจึงกระทำไปโดยเข้าใจว่ามีสิทธิกระทำได้ จำเลยไม่มีเจตนาทุจริตการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับข้อหาทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 359 เป็นความผิดอันยอมความได้ และข้อเท็จจริงได้ความจากข้อนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2544 โจทก์ร่วมกับจำเลยได้ตกลงเกี่ยวกับค่าเสียหายที่กระบือของโจทก์ร่วมทำให้สวนแตงโมของจำเลยเสียหายและค่าเสียหายราคากระบือที่จำเลยยิงตายโดยทำบันทึกกันไว้ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ซึ่งมีข้อความว่า คู่กรณีตกลงกันแล้วต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรียกร้องฟ้องกันทั้งทางแพ่งและอาญาต่อกัน โดยจำเลยได้ช่วยเหลือค่าเสียหายของกระบือที่ถูกยิงตายให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 7,000 บาท จะนำเงินมาจ่ายให้หมดในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 แล้วลงชื่อโจทก์ร่วมและจำเลย เช่นนี้ จึงเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมายมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แม้ต่อมาจำเลยจะไม่ชำระค่าเสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมก็ไม่มีสิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ในวันที่ 29 ตุลาคม 2544 หลังจากมีการยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วอีกได้ คงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 359 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 358 ม. 359
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นางแดง ฉวีภักดิ์
จำเลย — นายวิรัตน์ วิจิตรโสภา
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3412/2550
#273638
เปิดฉบับเต็ม

กระบือเป็นของโจทก์ร่วม แต่ขณะเกิดเหตุ น. ทำให้จำเลยเชื่อว่ากระบือเป็นของ น. มีสิทธิยกให้จำเลยเป็นการชดใช้ค่าเสียหาย การที่จำเลยนำซากกระบือไปชำแหละขายจึงกระทำไปโดยเข้าใจว่ามีสิทธิกระทำได้ จำเลยไม่มีเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

โจทก์ร่วมกับจำเลยได้ตกลงเกี่ยวกับค่าเสียหายที่กระบือของโจทก์ร่วมทำให้สวนแตงโมของจำเลยเสียหายและค่าเสียหายราคากระบือที่จำเลยยิงตายโดยทำบันทึกไว้เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2544 คู่กรณีตกลงกันแล้วต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรียกร้องฟ้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา โดยจำเลยได้ช่วยเหลือค่าเสียหายของกระบือที่ถูกยิงตายให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 7,000 บาท จะนำเงินมาจ่ายให้หมดในวันที่ 1 ตุลาคม 2545 แล้วลงชื่อโจทก์ร่วมและจำเลย เป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมายมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) แม้ต่อมาจำเลยจะไม่ชำระค่าเสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมก็ไม่มีสิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาทำให้เสียทรัพย์หลังจากมีการยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วอีกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกมีอาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดไม่มีทะเบียน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนหลายนัดใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองและพาติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งปรัง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นำติดตัวไปยิงกระบือซึ่งเป็นปศุสัตว์ของนางแดง ฉวีภักดิ์ ผู้เสียหาย ตาย 1 ตัว ราคา 20,000 บาท อันเป็นการทำให้เสียหายทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น แล้วเอาซากกระบือของผู้เสียหายที่ถูกยิงตายนั้นไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 358, 359, 91 ให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางแดง ฉวีภักดิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 357 (ที่ถูก มาตรา 358), 359 (2) อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานทำให้เสียทรัพย์ต่อปศุสัตว์ จำคุก 6 เดือน ฐานลักทรัพย์ จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน ให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยฐานมีอาวุธปืน 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน 6 เดือน รวมกับโทษจำคุกฐานทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอีก 6 เดือน ด้วยแล้วเป็นจำคุก 6 ปี 6 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี ยกฟ้องในข้อหาลักทรัพย์และยกคำขอที่ให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์ 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์ จำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงกระบือ 1 ตัว ของโจทก์ร่วมตาย แล้วจำเลยนำซากกระบือไปชำแหละเนื้อขาย สำหรับข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหาทำให้เสียทรัพย์ เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ แม้โจทก์จะมีนายนิพนธ์ ปานทน เป็นพยานเบิกความว่า พยานขอซากกระบือกลับบ้าน แต่จำเลยไม่ยอมจะยึดซากกระบือไว้เพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่กระบือเหยียบย่ำสวนแตงโมจำเลยเสียหายและปฏิเสธว่าไม่ได้ยกซากกระบือให้จำเลย แต่นายนิพนธ์ก็ยอมรับว่า ตนเองได้อ้างว่าเป็นเจ้าของกระบือขณะเจรจากับจำเลย ทั้งยอมรับว่ากระบือเหยียบย่ำสวนแตงโมของจำเลยเสียหายจริง ซึ่งนายช่วง แสนภักดี ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า จำเลยมาแจ้งว่าทราบเจ้าของกระบือแล้วจึงพาพยานไปที่เกิดเหตุพบนายนิพนธ์อ้างว่าเป็นเจ้าของกระบือจึงให้พูดคุยกับจำเลยโดยจำเลยเรียกค่าเสียหายที่กระบือเหยียบย่ำสวนแตงโมเสียหายเป็นเงิน 5,000 บาท นายนิพนธ์ไม่มีเงินให้และบอกว่ายกกระบือให้แก่จำเลยไป พยานทำบันทึกข้อตกลงไว้ตามเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่า นายช่วงเป็นเจ้าพนักงานปกครองท้องที่ไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับฝ่ายใด จึงเป็นพยานคนกลางที่มีน้ำหนักเชื่อถือได้ประกอบกับตามบันทึกเอกสารหมาย จ.4 มีข้อความว่าทั้งสองฝ่ายประนีประนอมตกลงยินยอมไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา แม้ไม่มีข้อความว่านายนิพนธ์ยอมยกซากกระบือให้จำเลย ก็เชื่อว่านายนิพนธ์ได้ตกลงยกซากกระบือให้แก่จำเลยดังที่นายช่วงเบิกความเจือสมข้อนำสืบของจำเลย มิฉะนั้นจำเลยคงไม่ยินยอมเนื่องจากกระบือทำให้สวนแตงโมของจำเลยเสียหาย เช่นนี้แม้ต่อมาข้อเท็จจริงจะได้ความว่ากระบือเป็นของโจทก์ร่วมแต่ขณะเกิดเหตุนายนิพนธ์ทำให้จำเลยเชื่อว่ากระบือเป็นของนายนิพนธ์มีสิทธิยกให้จำเลยเป็นการชดใช้ค่าเสียหาย การที่จำเลยนำซากกระบือไปชำแหละขายจึงกระทำไปโดยเข้าใจว่ามีสิทธิกระทำได้ จำเลยไม่มีเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับข้อหาทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 359 เป็นความผิดอันยอมความได้ และข้อเท็จจริงได้ความจากข้อนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2544 โจทก์ร่วมกับจำเลยได้ตกลงเกี่ยวกับค่าเสียหายที่กระบือของโจทก์ร่วมทำให้สวนแตงโมของจำเลยเสียหายและค่าเสียหายราคากระบือที่จำเลยยิงตายโดยทำบันทึกกันไว้ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งมีข้อความว่าคู่กรณีตกลงกันแล้วต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรียกร้องฟ้องกันทั้งทางแพ่งและอาญาต่อกัน โดยจำเลยได้ช่วยเหลือค่าเสียหายของกระบือที่ถูกยิงตายให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 7,000 บาท จะนำเงินมาจ่ายให้หมดในวันที่ 1 ตุลาคม 2544 แล้วลงชื่อโจทก์ร่วมและจำเลย เช่นนี้ จึงเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมายมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แม้ต่อมาจำเลยจะไม่ชำระค่าเสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ร่วมก็ไม่มีสิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ในวันที่ 29 ตุลาคม 2544 หลังจากมีการยอมความกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วอีกได้ คงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 359 เสียด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นางแดง ฉวีภักดิ์
จำเลย — นายวิรัฒน์ วิจิตรโสภา
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2550
#273635
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปเพียง 1 เดือน นับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งระยะเวลาที่ขอขยายดังกล่าวประกอบกับเป็นการขอขยายเป็นครั้งแรกย่อมอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะคาดหมายว่าศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ตามขอ โจทก์จึงเชื่อโดยสุจริตว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาตามขอ แต่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาน้อยกว่าที่ขอ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าการที่โจทก์ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในครั้งที่ 2 ได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ขยายในครั้งแรกเป็นเหตุสุดวิสัย ที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาครั้งที่ 2 เพราะเห็นว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินเดือนละไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้เข้าพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายอื่น จำเลยให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง ต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2545 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 31 ธันว่าคม 2545 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2545 ครั้นวันที่ 23 ธันวาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาออกไปอีกศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ไปจนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2545 มิใช่วันที่ 31 ธันวาคม 2545 ดังที่โจทก์เข้าใจ โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2545 ทั้งที่ตามคำร้องมิใช่เหตุสุดวิสัยแต่เป็นเพียงพฤติการณ์พิเศษ โจทก์จึงต้องยื่นคำร้องขอขยายก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายในครั้งแรก เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องภายหลังระยะเวลาดังกล่าวสิ้นสุดลง จึงเป็นการไม่ชอบให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 7 มกราคม 2546 ขอให้พิจารณาคำสั่งใหม่ อ้างว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ศาลทำให้โจทก์ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และต่อมามีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2546 แล้วพิจารณาสั่งตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ รวมทั้งมีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2546 ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ของโจทก์ออกไปตามคำขอ กับให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ใหม่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้โดยเห็นว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า นายจิระศักดิ์พยานที่โจทก์นำมาไต่สวนเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2545 พยานได้ไปติดต่อขอทราบคำสั่งศาลโดยเปิดสมุดที่เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นได้บันทึกคำสั่งศาลดู พบว่าในช่องที่ต้องบันทึกคำสั่งของศาลชั้นต้นว่าอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือไม่มีเพียงข้อความที่ประทับด้วยตรายางว่า "อนุญาตให้ขยายอุทธรณ์ได้ถึงวันที่..." โดยไม่มีการระบุหรือกรอกวัน เดือน ปีที่อนุญาตไว้เหมือนคดีอื่น ทั้งพยานปากนี้ยังเบิกความยืนยันว่า ได้สอบถามนางสาวจิตราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ศาลที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานอุทธรณ์ฎีกาแล้ว ได้รับแจ้งว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ตามขอ ข้อเท็จจริงที่พยานปากนี้เบิกความดังกล่าวนอกจากจะสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจกท์ปากนายวัฒนา งอกขาว ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์และเป็นเจ้าของสำนักงานทนายความที่นายจีระศักดิ์ทำงานอยู่แล้ว จำเลยเองก็ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบพยานของตนให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งนางสาวจิตราเจ้าหน้าที่ศาลที่มาเบิกความเป็นพยานโจกท์ก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงที่พยานโจทก์ปากนายจีระศักดิ์เบิกความ ทั้งที่ข้อเท็จจริงบางตอนที่พยานปากดังกล่าวเบิกความมีผลกระทบถึงนางสาวจิตราโดยตรง เมื่อพิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ก็พบว่าโจทก์ขอขยายระยะเวลาออกไปเพียง 1 เดือน นับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งระยะเวลาที่ขอขยายดังกล่าวประกอบกับเป็นการขอขยายเป็นครั้งแรกย่อมอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะคาดหมายว่าศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ตามขอ ทั้งเมื่อพิจารณาช่วงเวลาที่โจทก์มายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 ธันวาคม 2545 ประกอบแล้วยิ่งทำให้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์เชื่อโดยสุจริตว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้ตามขอ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวมาถือว่าการที่โจทก์ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในครั้งที่ 2 ได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ขยายในครั้งแรกเป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ขยายะระยะเวลาได้ครั้งที่ 2 เพราะเห็นว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพัฒชะลี สุระคาย
จำเลย — นายนพรัตน์ สุวรรณกูล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3370/2550
#412826
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ หมวด 4 การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ส่วนที่ 1 ว่าด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรา 57 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติถึงวัตถุประสงค์ในการปรับโครงสร้างหนี้ไว้ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว และเพื่อให้ลูกหนี้ที่สุจริตอยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ภายในเวลาที่กำหนดและสามารถดำเนินกิจการเดิมหรือกิจการใหม่ได้ต่อไป และคำว่า "สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ" ตามบทนิยามมาตรา 3 หมายถึง "สินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ หรือเป็นสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้..."

การที่ลูกหนี้ทั้งสี่เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ร้องซึ่งได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค้างชำระที่ลูกหนี้ทั้งสี่มีต่อเจ้าหนี้เดิม โดยมียอดหนี้ค้างชำระถึงวันยื่นคำร้องเป็นจำนวนมาก รวมเป็นเงินทั้งสิน 904,377,813.29 บาท สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ลูกหนี้ทั้งสี่ไม่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้แล้ว และลูกหนี้ทั้งสี่มีหน้าที่จะต้องให้ข้อมูลต่าง ๆ เช่น สถานะทางการเงินที่แท้จริง ความสามารถในการชำระหนี้ หรือแผนการปรับโครงสร้างหนี้ที่ชัดเจนโดยเร็วเพื่อให้ผู้ร้องนำมาประกอบการพิจารณาได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่สุจริต สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้เนื่องจากยังอยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ภายในเวลาที่กำหนดและสามารถดำเนินกิจการเดิมหรือเริ่มกิจการใหม่ได้ต่อไป การที่ลูกหนี้ทั้งสี่มีพฤติการณ์เพิกเฉยมิได้ดำเนินการเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้พร้อมนำส่งเอกสารข้อมูลกิจการและทรัพย์สินส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในความรับรู้และการครอบครองของตนภายในระยะเวลาตามที่ผู้ร้องกำหนดโดยไม่ปรากฏเหตุผลอันสมควร และทำให้การแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของลูกหนี้ทั้งสี่ล่าช้าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ กรณีถือได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่ง โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ ผู้ร้องจึงดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดได้ตามมาตรา 58 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยที่ลูกหนี้ทั้งสี่อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

ลูกหนี้ทั้งสี่ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลล้มละลายกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ โดยที่ลูกหนี้ทั้งสี่อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพส่วนที่ 1 ว่าด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรา 57 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติถึงวัตถุประสงค์ในการปรับโครงสร้างหนี้ไว้ว่า การปรับโครงสร้างหนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและเพื่อให้ลูกหนี้ที่สุจริตอยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ภายในเวลาที่กำหนดและสามารถดำเนินกิจการเดิมหรือเริ่มกิจการใหม่ได้ต่อไป และคำว่า "สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ" ตามบทนิยามมาตรา 3 หมายถึง "สินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ หรือเป็นสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้..." เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค้างชำระที่ลูกหนี้ทั้งสี่มีต่อธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม และต่อมาภายหลังจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 6346/2546 ให้ลูกหนี้ทั้งสี่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ลูกหนี้ทั้งสี่ยังคงเพิกเฉยไม่ชำระหนี้โดยมียอดหนี้ค้างชำระถึงวันยื่นคำร้องเป็นจำนวนมาก รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 904,377,813.29 บาท สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ลูกหนี้ทั้งสี่ไม่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้แล้ว และลูกหนี้ทั้งสี่มีหน้าที่จะต้องให้ข้อมูลต่าง ๆ เช่น สถานะทางการเงินที่แท้จริง ความสามารถในการชำระหนี้ หรือแผนการปรับโครงสร้างหนี้ที่ชัดเจนโดยเร็วเพื่อให้ผู้ร้องนำมาประกอบการพิจารณาได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่สุจริตสามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้ เนื่องจากยังอยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้ภายในเวลาที่กำหนดและสามารถดำเนินกิจการเดิมหรือเริ่มกิจการใหม่ได้ต่อไป ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 ส่วนที่ 1 ซึ่งถ้าไม่มีการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวแล้วผู้ร้องก็อาจจะดำเนินการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันของลูกหนี้ทั้งสี่ได้ต่อไปตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 ส่วนที่ 3 เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติแล้วว่า ก่อนยื่นคำร้องคดีนี้ผู้ร้องได้มีหนังสือบอกกล่าวฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2546 และวันที่ 15 กันยายน 2546 ให้ลูกหนี้ทั้งสี่มาเสนอข้อมูลและจัดส่งเอกสารเพื่อประกอบในการพิจารณาแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ร้องภายในระยะเวลาที่กำหนดจำนวน 2 ครั้ง ตามสำเนาหนังสือและใบตอบรับไปรษณีย์ และเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทั้งสี่ทราบว่าได้ครบกำหนดระยะเวลาตามหนังสือบอกกล่าวทั้งสองฉบับและครบกำหนดที่ลูกหนี้ทั้งสี่ขอขยายเวลาออกไปในวันที่ 20 ตุลาคม 2546 แล้ว ให้ลูกหนี้ทั้งสี่ดำเนินการจัดส่งแผนปรับโครงสร้างหนี้พร้อมเอกสารทั้งหมดภายใน 14 วัน และให้ชี้แจงผลประโยชน์ที่ลูกหนี้ทั้งสี่จะได้รับในอนาคตภายหลังการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งเมื่อล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2546 ลูกหนี้ทั้งสี่เพียงแต่มีหนังสือถึงผู้ร้องขอเสนอโอนทรัพย์สินหลักประกันแทนการชำระหนี้แล้วขอปลดภาระหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมดของลูกหนี้ทั้งสี่ ตามสำเนาหนังสือและใบตอบรับไปรษณีย์เอกสารหมาย ร.18 และ ร.19 โดยผู้ร้องมีนางสกุณาเจ้าหน้าที่วิเคราะห์การเงินอาวุโสและนายสมชัยนิติกรของผู้ร้องเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าตามเอกสารหมาย ร.18 ดังกล่าวไม่มีข้อมูลและรายละเอียดที่สำคัญ เช่น รายการประเมินราคาทรัพย์สินหลักประกัน รายงานแสดงรายการทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสี่และผู้ค้ำประกัน และรายงานแสดงแหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของลูกหนี้ทั้งสี่ที่จะนำมาใช้พิจารณาในการปรับโครงสร้างหนี้ได้ และต่อมาระยะเวลาล่วงเลยมา 2 ถึง 3 ปี แล้ว ลูกหนี้ทั้งสี่ก็มิได้ไปเจรจากับผู้ร้อง และนอกจากมูลหนี้ตามคำร้องแล้วลูกหนี้ที่ 1 และที่ 4 ยังมีมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นอีก 9 คดี ที่ค้างชำระแก่ผู้ร้องเป็นจำนวนมากโดยคำนวณเฉพาะต้นเงินในคดีดังกล่าวรวมกันทั้งสิ้นก็ไม่น้อยกว่า 1,680,000,000 บาท แล้ว ตามสำเนาคำพิพากษา เจือสมกับคำเบิกความของลูกหนี้ที่ 1 ที่ตอบทนายผู้ร้องถามค้านยอมรับว่า ปัจจุบันลูกหนี้ที่ 1 และบริษัทต่าง ๆ ของลูกหนี้ที่ 1 มีหนี้ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องทั้งสิ้นประมาณ 10,000,000,000 บาท ส่วนทางนำสืบของลูกหนี้ทั้งสี่มีเพียงลูกหนี้ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เบิกความประกอบรายงานการประเมินทรัพย์สิน กล่าวอ้างว่า ลูกหนี้ทั้งสี่ได้เข้าไปพบเจ้าหน้าที่ของผู้ร้องและจัดส่งเอกสารเท่าที่มี เช่น รายงานการประเมินทรัพย์สิน ให้แก่ผู้ร้องแล้วนั้นเป็นเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนว่าลูกหนี้ทั้งสี่ได้จัดส่งบรรดาเอกสารและข้อมูลรายการประเมินราคาทรัพย์สินหลักประกันรายงานแสดงรายการทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสี่และผู้ค้ำประกัน รายงานแสดงแหล่งที่มาและใช้ไปของเงินทุนของลูกหนี้ทั้งสี่ และแผนปรับโครงสร้างหนี้หรือเอกสารอื่นใดให้แก่ผู้ร้องแล้ว ทั้งรายงานการประเมินทรัพย์สินดังกล่าวก็เป็นเพียงรายงานราคาประเมินทรัพย์สินของบริษัทไพรมารี่ อลายด์สตีลส์ จำกัด ที่ลูกหนี้ที่ 1 เป็นกรรมการบริษัท และมีราคาประเมินมูลค่าตลาดเพียง 2,380,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหนี้ค้างชำระทั้งหมดที่ลูกหนี้ทั้งสี่มีต่อผู้ร้อง พฤติการณ์ของลูกหนี้ทั้งสี่ดังกล่าวที่เพิกเฉยมิได้ดำเนินการเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้พร้อมนำส่งเอกสารข้อมูลกิจการและทรัพย์สินส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในความรับรู้และการครอบครองของตนภายในระยะเวลาตามที่ผู้ร้องกำหนดโดยไม่ปรากฏเหตุผลอันสมควรและทำให้การแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของลูกหนี้ทั้งสี่ล่าช้าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 หมวด 4 การบริหารสินทรัพย์ด้วยคุณภาพ ส่วนที่ 1 ว่าด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ กรณีถือได้ว่าลูกหนี้ทั้งสี่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่ง โดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสี่เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ประกอบพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ และให้ลูกหนี้ทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสี่ เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

??

??

??

??

2/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 3 ม. 57 วรรคหนึ่ง ม. 58 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — นายสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3340/2550
#412819
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทโดยนอกจากมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตาม ป.อ. มาตรา 157 แล้วยังมีความผิดต่อ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ฯ มาตรา 59 ซึ่งบัญญัติให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่ต่ำกว่าสี่ปีและไม่เกินแปดปีด้วย อันเป็นมาตรการที่มุ่งจะจำกัดสิทธิของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งซึ่งกระทำหน้าที่โดยทุจริตไม่ใช่โทษตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อศาลลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 ศาลก็ต้องสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย ตามที่กฎหมายบัญญัติบังคับไว้โดยไม่อาจใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่นได้ มิฉะนั้นจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 3 กรกฎาคม 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2542 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งเจ็ดและนายสุชาติจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6100/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งกรรมการตรวจคะแนน และกรรมการตรวจคะแนนไปพลางก่อนในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบางปู ประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 15 เขตเลือกตั้งที่ 3 กับพวกอีกหลายคนซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันลงเครื่องหมายกากบาทในช่องเครื่องหมายประจำตัวผู้สมัครหมายเลข 2 ในบัตรเลือกตั้ง จำนวน 100 ใบ นำไปวางไว้ที่โต๊ะกรรมการตรวจคะแนนเพื่อเตรียมนำบัตรเลือกตั้งดังกล่าวหย่อนลงไปในหีบบัตรเลือกตั้ง ร่วมกันลงเครื่องหมายกากบาทในช่องเครื่องหมายประจำตัวผู้สมัครหมายเลขใดไม่ปรากฏชัดในบัตรเลือกตั้ง จำนวน 303 ใบ หย่อนลงไปในหีบบัตรเลือกตั้ง และร่วมกันจดหมายเลขของบัตรประจำตัวประชาชนผู้เลือกตั้งลงในบัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้งจำนวน 409 หมายเลข ก่อนที่จะเปิดการเลือกตั้งเพื่อให้เข้าใจว่ามีผู้เลือกตั้งมาใช้สิทธิแล้วจำนวน 409 คน เมื่อถึงเวลาลงคะแนนจะได้เปิดการลงคะแนนโดยไม่เปิดหีบบัตรเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่าเป็นหีบเปล่าแล้วปิดหีบบัตรเลือกตั้ง ไม่ประกาศว่าเริ่มลงคะแนนได้แล้ว การกระทำของจำเลยทั้งเจ็ดกับพวกเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เทศบาลตำบลบางปู นายอำเภอเมืองสมุทรปราการและผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเพื่อช่วยเหลือผู้สมัครหมายเลข 2 ให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบางปู จงใจทำรายงานการเลือกตั้งไม่ตรงความเป็นจริง จงใจไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือกระทำการโดยเจตนาขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย กฎข้อบังคับอันเกี่ยวแก่การเลือกตั้ง ลงเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งซึ่งมิใช่ของตนโดยเจตนาทุจริต ลงคะแนนเลือกตั้งหรือพยายามลงคะแนนโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่มีสิทธิลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งนั้น ทอดบัตรและพยายามทอดบัตรมากกว่าบัตรหนึ่งหรือมากกว่าครั้งหนึ่งในการลงคะแนนเลือกตั้ง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 4, 29, 32, 33, 43, 45, 47, 59, 60, 71, 72 และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลยทั้งเจ็ดตามกฎหมาย

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 59, 60, 71, 72 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มีกำหนดคนละ 4 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 7

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 59 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ศาลต้องสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทโดยนอกจากมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้ว ยังมีความผิดต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 59 ซึ่งบัญญัติให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่ต่ำกว่าสี่ปีและไม่เกินแปดปีด้วย อันเป็นมาตรการที่มุ่งจะจำกัดสิทธิของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งซึ่งกระทำหน้าที่โดยทุจริตไม่ใช่โทษตามกฎหมายดังนั้น เมื่อศาลลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ศาลก็ต้องสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติบังคับไว้โดยไม่อาจใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่นได้ มิฉะนั้นจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้มีพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 และให้ใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้แทน ซึ่งมาตรา 75 และ 78 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติให้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดและมีบทลงโทษตามมาตรา 118 และ 126 ที่หนักกว่าพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 59 ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 4 ปีด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 157
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายไชยา ทับประเทือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3329/2550
#271972
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม... เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ...เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง..." และมาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความห้าปี (1)...(5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" ดังนั้น การที่โจทก์ขายเครื่องจักรอุตสาหกรรมเครื่องมือช่างทองให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่ชำระราคา และโจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระราคา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แต่นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยซึ่งต่างเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมสินค้าเครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องมือช่างทองด้วยกัน ทำสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างกันเอง โดยจำเลยซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์เพื่อขายต่อไปให้บุคคลอื่นซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลย จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ขายสินค้าเพื่อกิจการของจำเลยผู้ซื้อซึ่งเป็นลูกหนี้เองตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย ฉะนั้น อายุความฟ้องร้องคดีของโจทก์ที่เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยตามสัญญาซื้อขายจึงมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/12

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 47 วรรคสามบัญญัติเพียงว่า ใบมอบอำนาจที่ทำในเมืองต่างประเทศที่มีกงสุลสยาม ต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยาน ถ้าทำในเมืองต่างประเทศที่ไม่มีกงสุลสยามต้องให้โนตารีปับลิก ฯลฯ เป็นพยาน ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าผู้รับมอบอำนาจจะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ฉะนั้น แม้ ว. และ ช. ผู้รับมอบอำนาจไม่ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจก็ไม่ทำให้หนังสือมอบอำนาจนั้นเสียไป โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้

จำเลยสั่งจ่ายเช็ค 3 ฉบับ ส่งมอบแก่โจทก์ แล้วโจทก์ไม่นำไปเรียกเก็บเงิน ซึ่งไม่ว่าจำเลยจะสั่งจ่ายเช็ค 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์หรือเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้โดยการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ในต่างประเทศ จำเลยย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คในอันที่จะใช้เงินแก่โจทก์ผู้ทรงเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914, 989 วรรคหนึ่ง แต่การชำระหนี้ด้วยการออกเช็คซึ่งเป็นตั๋วเงิน หนี้นั้นจะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงินนั้นได้ใช้เงินแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคสาม เมื่อโจทก์ไม่ได้นำเช็ค 3 ฉบับ ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค หนี้ค่าสินค้าที่มีอยู่เดิมก็ไม่ระงับ แม้โจทก์เจ้าหนี้จะเป็นฝ่ายละเลยไม่นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเองก็ตาม อย่างไรก็ดี สำหรับจำนวนเงินค่าสินค้าครั้งหลังสุดจำนวน 1,219 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อจำเลยได้ชำระแล้วโดยหักจากเงินที่จำเลยสำรองจ่ายให้ ฟ. ตัวแทนของโจทก์บางส่วนและที่ ฟ. ให้จำเลยจ่ายค่าโรงแรมไปเป็นเงินรวม 99,177.05 บาท จึงรับฟังได้ว่าจำเลยชำระหนี้จำนวนนี้ด้วยการชำระหนี้อย่างอื่นแทนให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง ไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ความสัญญาซื้อขายเครื่องจักรอุตสาหกรรมจำนวน 98,813.24 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 4,282,170.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง หรือขอให้นำยอดเงินที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยมาหักออกจากจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องก่อน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่สัญญาเข้าหุ้นส่วน (สามัญไม่จดทะเบียน) โดยโจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าเครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องมือช่างทอง วัสดุและอะไหล่ ส่วนจำเลยมีอาชีพเป็นผู้จำหน่ายเครื่องจักรอุตสาหกรรมเพื่อใช้ผลิตทองรูปพรรณ จำเลยซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ 4 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2540 ครั้งที่สอง เดือนกุมภาพันธ์ 2540 และระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2540 อีก 2 ครั้ง แล้วยังค้างชำระค่าสินค้า 25,050 ดอลลาร์สหรัฐ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐ 47,520 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1,219 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ โจทก์หักค่าใช้จ่ายที่จำเลยใช้รับรองตัวแทนของโจทก์ให้จำนวน 2,833 ดอลลาร์สหรัฐ คงค้างชำระรวม 72,656 ดอลลาร์สหรัฐ

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม... เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ... เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง และมาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความห้าปี (1)... (5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1)... ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" ดังนั้นการที่โจทก์ขายเครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องมือช่างทองให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่ชำระราคา และโจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระราคา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ตามมาตรา 193/34 (1) คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การซื้อขายสินค้าดังกล่าวเป็นการที่โจทก์เจ้าหนี้ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยลูกหนี้เอง ตามความตอนท้ายของมาตรานี้อันจะทำให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมสินค้าเครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องมือช่างทอง ด้วยกัน ทำสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างกันเอง โดยจำเลยซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์เพื่อขายต่อไปให้บุคคลอื่นซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลย กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ขายสินค้าเพื่อกิจการของจำเลยผู้ซื้อซึ่งเป็นลูกหนี้เอง ตามมาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย ฉะนั้น อายุความฟ้องร้องคดีของโจทก์ที่เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยตามสัญญาซื้อขายจึงมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ตามมาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/12 หนี้ค่าสินค้าครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ซึ่งสั่งซื้อเมื่อเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ครบกำหนดระยะเวลาชำระที่โจทก์ขยายให้ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 เมื่อจำเลยไม่ชำระ โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2540 หนี้ค่าสินค้าครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ครบกำหนดชำระในวันที่ 5 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2540 โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 6 และวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2545 หนี้ค่าสินค้าดังกล่าวทั้งหมดจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะฟ้องเกิน 2 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนั้นได้ จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นข้อนี้ฟังขึ้น และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นข้อ 2 ข้อ 3 ที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และจำเลยจะต้องชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เนื่องจากคู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบพยานหลักฐานในประเด็นทั้งสองมาเพียงพอแก่การวินิจฉัยได้แล้ว และเพื่อมิให้คดีล่าช้า ประกอบกับโจทก์ได้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวมาในอุทธรณ์ด้วยแล้วศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยประเด็นทั้งสองอีกตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 55 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3)

สำหรับประเด็นที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีนายเอลิเซโอ ดี เมียโอ เป็นประธานกรรมการบริษัท มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ และเป็นผู้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจ มอบอำนาจให้นายวิชัยและหรือนายชัยสิทธิ์ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ และเอกสารแนบท้ายหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวปรากฏว่านายเออร์โค ลา ซิวิต้า โนตารีปับลิกในเมืองมิลานประเทศสาธารณรัฐอิตาลี ลงลายมือชื่อรับรองว่านายเอลิเซโอ ดี เมียโอ ในฐานะประธานกรรมการบริษัทลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจต่อหน้าโนตารีปับลิก ดังนั้น ที่จำเลยให้การว่าในหนังสือมอบอำนาจไม่มีลายมือชื่อของผู้รับมอบอำนาจนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 วรรคสาม บัญญัติเพียงว่า ใบมอบอำนาจที่ทำในเมืองต่างประเทศ ที่มีกงสุลสยาม ต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยาน ถ้าทำในเมืองต่างประเทศที่ไม่มีกงสุลสยามต้องให้โนตารีปับลิก ฯลฯ เป็นพยาน ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าผู้รับมอบอำนาจจะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ฉะนั้น แม้นายวิชัยและนายชัยสิทธิ์ผู้รับมอบอำนาจไม่ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ก็ไม่ทำให้หนังสือมอบอำนาจนั้นเสียไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ส่วนประเด็นว่า จำเลยจะต้องชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น เห็นว่า คู่ความสองฝ่ายนำสืบรับกันว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็ค 3 ฉบับ ส่งมอบแก่โจทก์ แล้วโจทก์ไม่นำไปเรียกเก็บเงิน ซึ่งไม่ว่าจำเลยจะสั่งจ่ายเช็ค 3 ฉบับเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ หรือเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้โดยการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ในต่างประเทศ จำเลยย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คในอันที่จะใช้เงินแก่โจทก์ผู้ทรงเช็ค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914, 989 วรรคหนึ่ง แต่การชำระหนี้ด้วยการออกเช็คซึ่งเป็นตั๋วเงิน หนี้นั้นจะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงินนั้นได้ใช้เงินแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม เมื่อรับกันว่าโจทก์ไม่ได้นำเช็ค 3 ฉบับนี้ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค หนี้ค่าสินค้าที่มีอยู่เดิมก็ไม่ระงับ แม้โจทก์เจ้าหนี้จะเป็นฝ่ายละเลยไม่นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเองก็ตาม อย่างไรก็ดี สำหรับจำนวนเงินค่าสินค้าครั้งหลังสุดจำนวน 1,219 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยนำสืบว่า ได้ชำระแล้วโดยหักจากเงินที่จำเลยสำรองจ่ายให้นายฟรานเชนคอน มาสสิโม ตัวแทนของโจทก์บางส่วนและที่นายฟรานเชนคอนมาสสิโม ให้จำเลยจ่ายค่าโรงแรมไปเป็นเงินรวม 99,177.05 บาท ซึ่งไม่ว่าจะคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25 บาท ตามที่จำเลยต่อสู้ หรือ 43.336 บาท ตามที่โจทก์เรียกก็ครบจำนวนหนี้จำนวนนี้แล้ว โจทก์มิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าสินค้าจำนวน 1,219 ดอลลาร์สหรัฐ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยชำระหนี้จำนวนนี้ด้วยการชำระหนี้อย่างอื่นแทนให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง ไปแล้ว...

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 71,437 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 23,917 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2540 และในต้นเงิน 47,520 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องคือวันที่ 26 เมษายน 2545 ต้องไม่เกิน 26,157.24 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีการใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันที่มีการใช้เงินแต่ทั้งนี้ไม่ให้เกินอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 43.366 บาท ตามที่โจทก์ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 25,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 47 วรรคสาม
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/33 ม. 193/34 (1) ม. 321 วรรคหนึ่ง ม. 900 วรรคหนึ่ง ม. 914 ม. 989
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมาริโอ ดี เมียโอ เอส.พี.เอ.
จำเลย — บริษัทเอส.พี.คาสติ้ง แอนด์ เชน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3329/2550
#410744
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ขายเครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องมือช่างทองให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่ชำระราคา และโจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระราคาเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบตามมาตรา 193/34 (1)

โจทก์และจำเลยต่างเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม สินค้าเครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องมือช่างทองด้วยกัน ทำสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างกันเองโดยจำเลยซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์เพื่อขายต่อไปให้บุคคลอื่นซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยกรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ขายสินค้าเพื่อกิจการของจำเลยผู้ซื้อซึ่งเป็นลูกหนี้เองตามมาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย ฉะนั้น อายุความฟ้องร้องคดีของโจทก์ที่เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยตามสัญญาซื้อขายจึงมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/12 หนี้ค่าสินค้าครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ซึ่งสั่งซื้อเมื่อเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2540 ครบกำหนดระยะเวลาชำระที่โจทก์ขยายให้ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 เมื่อจำเลยไม่ชำระโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2540 หนี้ค่าสินค้าครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ครบกำหนดชำระในวันที่ 5 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2540 โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 6 และวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2545 หนี้ค่าสินค้าดังกล่าวทั้งหมดจึงยังไม่ขาดอายุความ

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 47 วรรคสาม บัญญัติเพียงว่า ใบมอบอำนาจที่ทำในเมืองต่างประเทศที่มีกงสุลสยาม ต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยาน ถ้าทำในเมืองต่างประเทศที่ไม่มีกงสุลสยามต้องให้โนตารีปับลิก ฯลฯ เป็นพยาน ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าผู้รับมอบอำนาจจะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ฉะนั้น แม้ ว. และ ช. ผู้รับมอบอำนาจไม่ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ก็ไม่ทำให้หนังสือมอบอำนาจนั้นเสียไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าจำนวน 98,813.24 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 4,282,170.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะลายมือชื่อผู้มอบอำนาจไม่ใช่ของกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ไม่ปรากฏชื่อผู้รับมอบอำนาจ ไม่ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องจำเลย และไม่มีโนตารีปับลิกรับรองหนี้ค่าสินค้าตามฟ้องขาดอายุความ เพราะโจทก์เป็นผู้ประกอบอาชีพการค้าหรืออุตสาหกรรม ฟ้องเรียกค่าสินค้าที่ได้ส่งมอบ จึงมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันครบกำหนดเวลาชำระเงินค่าสินค้า ขอให้ยกฟ้องหรือขอให้นำยอดเงินที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยมาหักออกจากจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องก่อน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกัน และตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางซึ่งคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่สัญญาเข้าหุ้นส่วน (สามัญไม่จดทะเบียน) โดยโจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าเครื่องจักรอุตสาหกรรมเครื่องมือช่างทองวัสดุและอะไหล่ ส่วนจำเลยมีอาชีพผู้เป็นจำหน่ายเครื่องจักรอุตสาหกรรมเพื่อใช้ผลิตทองรูปพรรณ จำเลยซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ 4 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2540 ครั้งที่สอง เดือนกุมภาพันธ์ 2540 และระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2540 อีก 2 ครั้ง แล้วยังค้างชำระค่าสินค้า 25,050 ดอลลาร์สหรัฐ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐ 47,520 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1,219 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ โจทก์หักค่าใช้จ่ายที่จำเลยใช้รับรองตัวแทนของโจทก์ให้จำนวน 2,833 ดอลลาร์สหรัฐ คงค้างชำระรวม 72,656 ดอลลาร์สหรัฐ คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม... เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ...เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง..." และมาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี (1)... (5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1)... ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" ดังนี้ การที่โจทก์ขายเครื่องจักรอุตสาหกรรมเครื่องมือช่างทองให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่ชำระราคา และโจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระราคาจึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ตามมาตรา 193/34 (1) คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการซื้อขายสินค้าดังกล่าวเป็นการที่โจทก์เจ้าหนี้ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยลูกหนี้เองตามความตอนท้ายของมาตรานี้อันจะทำให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมสินค้าเครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องมือช่างทอง ด้วยกัน ทำสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างกันเอง โดยจำเลยซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์เพื่อขายต่อไปให้บุคคลอื่นซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลย กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ขายสินค้าเพื่อกิจการของจำเลยผู้ซื้อซึ่งเป็นลูกหนี้เอง ตามมาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย ฉะนั้น อายุความฟ้องร้องคดีของโจทก์ที่เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยตามสัญญาซื้อขายจึงมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/12 หนี้ค่าสินค้าครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ซึ่งสั่งซื้อเมื่อเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2540 ครบกำหนดระยะเวลาชำระที่โจทก์ขยายให้ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 เมื่อจำเลยไม่ชำระโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2540 หนี้ค่าสินค้าครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ครบกำหนดชำระในวันที่ 5 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2540 โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 6 และวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2545 หนี้ค่าสินค้าดังกล่าวทั้งหมดจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลทรัพย์สินทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะฟ้องเกิน 2 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องนั้นได้ จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นข้อนี้ฟังขึ้น และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้วินิจฉัยในประเด็นข้อ 2 ข้อ 3 ที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และจำเลยจะต้องชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เนื่องจากคู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบพยานหลักฐานในประเด็นทั้งสองมาเพียงพอแก่การวินิจฉัยได้แล้ว และเพื่อมิให้คดีล่าช้า ประกอบกับโจทก์ได้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวมาในอุทธรณ์ด้วยแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยประเด็นทั้งสองอีก ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3)

สำหรับประเด็นที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้อ้างส่งหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทของโจทก์พร้อมคำแปล และหนังสือมอบอำนาจพร้อมคำแปลว่า นายเอลิเซโอ ดี เมียโอ เป็นประธานกรรมการบริษัทโจทก์ ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ และนายเอลิเซโอ ดี เมียโอ มีอำนาจเต็มในการบริหารสามัญของบริษัท กับเป็นตัวแทนของบริษัทในการดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมทั้งการแต่งตั้งทนายความเพื่อว่าความแก้ต่างในการพิจารณาคดี โจกท์โดยนายเอลิเซโอ ดี เมียโอ แต่งตั้งให้นายวิชัย สมบูรณ์โชคพิศาล และหรือนายชัยสิทธิ์ เตชะธเนศ ฟ้องคดีแทน ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงตามเอกสารเหล่านี้ โดยจำเลยเพียงแต่ยื่นบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายสุมทร เอื้ออภิสิทธิ์วงศ์ กรรมการบริษัทจำเลยว่า จำเลยติดต่อการค้ากับนายมิเชล มัฟฟุกซี่ กรรมการของโจทก์นายคาโล ผู้จัดการทั่วไป และนายฟรานเชนคอน มาสสิโม ตัวแทนการค้าของโจทก์ไม่เคยพบกับนายเอลิเซโอ ดี เมียโอ ไม่รู้ว่าบุคคลนี้เป็นกรรมการของโจทก์หรือไม่เท่านั้น ฉะนั้น จึงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีนายเอลิเซโอ ดี เมียโอ เป็นประธานกรรมการบริษัทมีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ และเป็นผู้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจมอบอำนาจให้นายวิชัยและหรือนายชัยสิทธิ์ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์

ส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่มีโนตารีปับลิกรับรอง ก็ปรากฏว่ามีเอกสารแนบท้ายหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวว่า นายเออร์โค ลา ซิวิต้า โนตารีปับลิกในเมืองมิลาน ประเทศสาธารณรัฐอิตาลี ลงลายมือชื่อรับรองว่านายเอลิเซโอ ดี เมียโอ ในฐานประธานกรรมการบริษัทลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจต่อหน้าโนตารีปับลิก และที่จำเลยให้การว่าในหนังสือมอบอำนาจไม่มีลายมือชื่อของผู้รับมอบอำนาจนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 วรรคสาม บัญญัติเพียงว่า ใบมอบอำนาจที่ทำในเมืองต่างประเทศที่มีกงสุลสยาม ต้องให้กงสุลนั้นเป็นพยาน ถ้าทำในเมืองต่างประเทศที่ไม่มีกงสุลสยามต้องให้โนตารีปับลิก ฯลฯ เป็นพยาน ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่า ผู้รับมอบอำนาจจะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ฉะนั้น แม้นายวิชัยและนายชัยสิทธิ์ผู้รับมอบอำนาจไม่ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ ก็ไม่ทำให้หนังสือมอบอำนาจนั้นเสียไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

ส่วนประเด็นว่า จำเลยจะต้องชำระหนี้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยยังค้างชำระเงินค่าสินค้า 4 ครั้ง รวม 72,656 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยให้การและนำสืบต่อสู้ว่าชำระครบถ้วนแล้วด้วยเช็ค 3 ฉบับ ตามสำเนาเช็คเอกสารการจัดส่งและเอกสารการคิดบัญชีกับโดยการหักเงินค่าเช่าสถานที่จัดงานแสดงสินค้าของโจทก์และค่าโรงแรมของพนักงานโจทก์ที่จำเลยสำรองจ่ายไปก่อนตามเอกสารการคิดบัญชีและใบเสร็จรับเงิน แต่โจทก์ไม่นำเช็ค 3 ฉบับ ดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค ซึ่งโจทก์นำสืบว่า เช็คดังกล่าวจำเลยสั่งจ่ายเพื่อเป็นประกันการโอนเงินชำระค่าสินค้า ไม่ใช่ให้โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน เห็นว่า คู่ความสองฝ่ายนำสืบรับกันว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็ค 3 ฉบับ ส่งมอบแก่โจทก์ แล้วโจทก์ไม่นำไปเรียกเก็บเงิน ซึ่งไม่ว่าจำเลยจะสั่งจ่ายเช็ค 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ หรือเพื่อประกันการชำระหนี้โดยการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ในต่างประเทศ จำเลยย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คในอันที่จะใช้เงินแก่โจทก์ผู้ทรงเช็ค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914, 989 วรรคหนึ่ง แต่การชำระหนี้ด้วยการออกเช็คซึ่งเป็นตั๋วเงิน หนี้นั้นจะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงินนั้นได้ใช้เงินแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม เมื่อรับกันว่าโจทก์ไม่ได้นำเช็ค 3 ฉบับ ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค หนี้ค่าสินค้าที่มีอยู่เดิมก็ไม่ระงับ แม้โจทก์เจ้าหนี้จะเป็นฝ่ายละเลยไม่นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเองก็ตามอย่างไรก็ดี สำหรับจำนวนเงินค่าสินค้าครั้งหลังสุด จำนวน 1,219 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลย นำสืบว่า ได้ชำระแล้วโดยหักจากเงินที่จำเลยสำรองจ่ายให้นายฟรานเชนคอน มาสสิโม ตัวแทนของโจทก์บางส่วนและที่นายฟรานเชนคอน มาสสิโม ให้จำเลยจ่ายค่าโรงแรมไม่เป็นเงินรวม 99,177.05 บาท ซึ่งไม่ว่าจะคิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25 บาท ตามที่จำเลยต่อสู้ หรือ 43.336 บาท ตามที่โจทก์เรียกก็ครบจำนวนหนี้จำนวนนี้แล้ว โจทก์มิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าสินค้าจำนวน 1,219 ดอลลาร์สหรัฐ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยชำระหนี้จำนวนนี้ด้วยการชำระหนี้ออย่างอื่นแทนให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง ไปแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยมีสิทธิหักเงินค่าเครื่องจักร อุปกรณ์และค่าใช้จ่ายที่สั่งซื้อจากโจทก์มาทดสอบใช้งานให้ลูกค้าดู ออกจากเงินค่าสินค้าที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีเพียงนายสุนทรกับนางเพชรรัตน์ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทของจำเลยยื่นบันทึกถ้อยคำว่า โจทก์กับจำเลยตกลงกันให้จำเลยสามารถส่งคืนเครื่องจักรที่ไม่สามารถผลิตงานได้แก่โจทก์ตามข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2539 แต่จำเลยไม่มีเอกสารหลักฐานใดมาแสดงว่ามีข้อตกลงนี้ ส่วนเครื่องจักรบางส่วน เช่น เครื่องหล่อระบบสุญญกาศ และอื่นๆ ที่จำเลยอ้างว่าเป็นสินค้ารับคืน ตามรายงานส่งสินค้าคืน และใบส่งสินค้า ก็เป็นรายการสินค้าของปี 2538 และของต้นปีถึงกลางปี 2539 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จำเลยอ้างว่ามีการตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนที่มีข้อตกลงคืนสินค้ากันดังกล่าว ในปัญหานี้โจทก์มีนายชัยสิทธิ์ เตชะธเนศ เป็นพยานได้ยื่นบันทึกถ้อยคำปฏิเสธว่า โจทก์ไม่เคยได้รับแจ้งเรื่องความเสียหายของสินค้า และเรียกให้โจทก์ชำระค่าเสียหายกับค่าอะไหล่ในการซ่อมแซมตามที่จำเลยกล้าวอ้างแต่อย่างใด ฉะนั้น จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ตกลงให้จำเลยคืนสินค้าที่ไม่สามารถใช้ผลิตงานได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธินำเงินค่าสินค้า ค่าอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายจำนวน 308,129 บาท มาขอหักออกจากหนี้ค่าสินค้าที่ยังค้างชำระโจทก์ จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินค้าจำนวนที่เหลือจากการหักค่าสินค้าครั้งที่ 4 จำนวน 1,219 ดอลลาร์สหรัฐ ออกแล้ว คือจำนวน 71,437 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันผิดนัดชำระค่าสินค้าที่สั่งซื้อแต่ละครั้ง คือ ในต้นเงินจำนวน 23,917 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2540 และจำนวน 47,520 ดอลลาร์สหรัฐนับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2540 ไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่จำเลยใช้เงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง มิใช่อัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 43.336 บาท ตามที่โจทก์ขอมาในคำฟ้อง หรือเท่ากับ 25 บาท ตามที่จำเลยให้การ เพราะไม่มีข้อตกลงใดให้โจทก์ จำเลยคิดได้ดังที่กล่าวอ้าง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 71,437 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 23,917 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2540 และในต้นเงิน 47,520 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องคือวันที่ 26 เมษายน 2545 ต้องไม่เกิน 26,157.24 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่โจทก์ขอหากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีการใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันที่มีการใช้เงิน แต่ทั้งนี้ไม่ให้เกินอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 43.336 บาท ตามที่โจทก์ขอ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/33 ม. 193/34
ป.วิ.พ. ม. 47 วรรคสาม ม. 55
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมาริโอ ดี เมียโอ เอส.พี.เอ.
จำเลย — บริษัทเอส.พี.คาสติ้ง แอนด์ เชน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3320/2550
#272886
เปิดฉบับเต็ม

การอายัดเป็นการที่ศาลมีคำสั่งห้ามลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้งดเว้นการจำหน่ายสิทธิเรียกร้องและห้ามบุคคลภายนอกมิให้ชำระเงินหรือส่งมอบสิ่งของให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ให้ชำระหรือส่งมอบแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี แม้โจทก์จะใช้คำว่า อายัด ผิดพลาดก็ไม่ถือเป็นสาระสำคัญ ศาลย่อมพิจารณาจากลักษณะอันแท้จริงตามกฎหมายของกรณีนั้นๆ ว่าที่ถูกต้องแล้วเป็นการยึดหรืออายัด

โจทก์ชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 43 ซึ่งเป็นการชำระเงินค่าภาษีอากรตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 เงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งต้องห้ามมิให้ยึดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 285 (4) ซึ่งนำมาใช้บังคับแก่วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาด้วยโดยอนุโลมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 259 โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ยึดเงินดังกล่าวก่อนพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 254 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งห้าขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภ.ร.ด. 8 เล่มที่ 1 เลขที่ 41 ของจำเลยที่ 1 ใบแจ้งคำชี้ขาด ภ.ร.ด. 11 เล่มที่ 1 เลขที่ 1 กับขอให้กำหนดค่ารายปีของโรงเรือนที่ไม่มีเครื่องจักร 6,252,283.44 บาท ค่ารายปีของโรงเรือนที่มีเครื่องจักร 10,532,700 บาท และค่ารายปีของเครื่องจักร 20,514,617 บาท รวมต้องชำระภาษี 2,075,173.67 บาท หรือนำเอาอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐรวม 5 แห่ง มาถัวเฉลี่ยเพิ่มขึ้นหรือนำดัชนีราคาผู้บริโภคของกองดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มาเป็นเกณฑ์เพิ่มค่ารายปี ประจำปีภาษี 2544 และให้จำเลยที่ 1 รับเงินค่าภาษีที่ศาลได้กำหนดขึ้นใหม่แทน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีส่วนที่เกินจำนวน 87,445,757.01 บาท แก่โจทก์ ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ขอให้อายัดเงินจำนวน 87,445,757.01 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าค่าภาระภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จำเลยที่ 1 สมควรจะได้รับ

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาคำร้องแล้ว มีคำสั่งว่าเงินจำนวนที่โจทก์ขอให้อายัดเป็นเงินค่าภาษีที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 จึงจะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล กรณีมิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นผับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์จะขออายัดเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 87,445,757.01 บาท ได้หรือไม่ ข้อนี้ โจทก์ฎีกาว่าคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาของโจทก์อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) และตามคำร้องมีเหตุสมควรเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวมาบังคับใช้ เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้อายัดเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพิพาทนั้น แท้จริงแล้วกรณีตามคำร้องของโจทก์เป็นเรื่องการยึด มิใช่การอายัด เพราะการอายัดนั้นเป็นการที่ศาลมีคำสั่งห้ามลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้งดเว้นการจำหน่ายสิทธิเรียกร้องและห้ามบุคคลภายนอกมิให้ชำระเงินหรือส่งมอบสิ่งของให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ให้ชำระหรือส่งมอบแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่แม้โจทก์จะใช้คำว่า อายัดผิดพลาดหรือใช้ไขว้เขวก็ไม่ถือเป็นสาระสำคัญ ศาลย่อมพิจารณาจากลักษณะอันแท้จริงตามกฎหมายของกรณีนั้นๆ ว่า ที่ถูกต้องแล้วเป็นการยึดหรืออายัด ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 43 ซึ่งเป็นการชำระเงินค่าภาษีอากรตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 เงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งต้องห้ามมิให้ยึดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285 (4) ซึ่งนำมาใช้บังคับแก่วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาด้วยโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 259 โจทก์จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ยึดเงินดังกล่าวก่อนพิพากษาได้ คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาของโจทก์จึงไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
ป.วิ.พ. ม. 254 ม. 285
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบียร์ไทย (1991) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำเต้า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3279/2550
#272865
เปิดฉบับเต็ม

ในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสาม อันเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นบัญญัติว่า "ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยทั้งสองเรื่องทนายความแล้ว จำเลยที่ 1 แถลงไม่ต้องการทนายความแต่ศาลชั้นต้นให้มีหนังสือขอแรงทนายความให้จำเลยทั้งสอง ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 แต่หลังจากนั้นมีการตั้งทนายความให้จำเลยที่ 2 เพียงคนเดียวแล้วดำเนินคดีไปจนเสร็จการพิจารณา โดยไม่มีการตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 ด้วย แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาก็ตาม แต่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 พอใจในผลแห่งคำพิพากษาแล้ว โดยเห็นได้จากจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ กับเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีฝิ่นเพื่อจำหน่ายอีกกระทงหนึ่ง โดยเพิ่มเติมโทษขึ้นอีกตามอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ก็มิได้ฎีกาโต้เถียงแต่อย่างใด และเนื่องจากศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย แสดงว่าข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีทนายความในการต่อสู้คดีก็รับฟังได้มั่นคงเช่นนั้น เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่ใช้พิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ก็เป็นพยานหลักฐานเดียวกันกับที่ใช้พิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเห็นได้ว่าการทำหน้าที่ของทนายจำเลยที่ 2 ในการดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 มีผลเป็นการดูแลคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ด้วยในตัว ดังนี้ จำเลยที่ 1 จะมีทนายความในการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือไม่ย่อมไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ทั้งปรากฏด้วยว่า ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้วกว่า 2 ปี ด้วย ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิในฐานะนักโทษเด็ดขาดไปบ้างแล้ว แม้ปัญหาดังกล่าวจะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่ศาลฎีกาไม่เห็นเป็นการจำเป็นที่จะพิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 41, 62, 81 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 17, 66, 69, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 165/2547 ของศาลชั้นต้น และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 3 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเข้ามาในราชอาณาจักรตามช่องทางที่มิใช่ช่องทางที่รัฐมนตรีกำหนดและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 4 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (3), 17 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง และวรรคสาม, 69 วรรคหนึ่ง, 102 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรตามช่องทางที่มิใช่ช่องทางตามที่รัฐมนตรีกำหนด จำคุก 6 เดือน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 165/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรตามช่องทางที่มิใช่ช่องทางตามที่รัฐมนตรีกำหนด จำคุก 6 เดือน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 165/2547 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีนและฝิ่นของกลาง กับรถจักรยานยนต์ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (3), 17 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง และวรรคสาม, 69 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละตลอดชีวิตและปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงลงโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 3 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงซึ่งรวมโทษในความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ลงโทษจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น จำคุก 28 ปี 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานเข้ามาในราชอาณาจักรตามช่องทางที่มิใช่ช่องทางตามที่รัฐมนตรีกำหนด และความผิดฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างไม่อุทธรณ์จึงฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานมีเฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน และฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2545 เวลา 0.10 นาฬิกา นายอาทิตย์ จิตตางกูร ปลัดอำเภอฝาง และนายวสันต์ มหานาม เจ้าหน้าที่ปกครองอำเภอฝางร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดได้เฮโรอีนจำนวน 1 ขวด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 8.903 กรัม เมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,203 เม็ดคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 34.885 กรัม และฝิ่นจำนวน 1 ห่อ น้ำหนัก 384.79 กรัม อยู่ในถุงย่ามที่แขวนไว้ที่คันบังคับรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งแต่งตัวเป็นพระภิกษุนั่งซ้อนท้ายเป็นของกลาง เห็นว่า แม้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองมิได้ยึดยาเสพติดให้โทษของกลางได้จากตัวจำเลยที่ 2 แต่การที่จำเลยที่ 2 ร่วมเดินทางกับจำเลยที่ 1 ในเวลา 0.10 นาฬิกา ซึ่งเป็นยามวิกาลด้วยรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ที่ใช้ขนยาเสพติด ให้โทษของกลางหลายประเภท และแต่ละประเภทมีจำนวนมากอยู่ในถุงย่ามซึ่งแขวนไว้ที่คันบังคับรถจักรยานยนต์โดยเปิดเผย เป็นพฤติการณ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมรู้เห็นและเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษของกลาง นอกจากนี้โจทก์มีบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพไว้มีใจความว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 เดินทางไปรับยาเสพติดให้โทษของกลางจากนายไอ่อาลิ่งที่บ้านต้นฮุงใกล้บ้านเวียงหวายเพื่อนำไปส่งที่บ้านโล๊ะป่าไคร้ โดยนายไอ่จาลิ่งให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยายนต์ของนายไอ่จาลิ่งไปรับจำเลยที่ 2 ซึ่งรออยู่ที่ถนนใกล้วัดเวียงหวายไปด้วยและให้จำเลยที่ 2 ออกเงินค่าน้ำมันรถให้จำเลยที่ 1 ไปก่อน หลังจากรับจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนสันทราย - คลองน้อย ก็ถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจค้นและจับกุมพร้อมยึดยาเสพติดให้โทษของกลาง เจ้าหน้าที่ได้สอบถามถึงยาเสพติดให้โทษของกลาง จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นของจำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อนำไปส่งที่บ้านโล๊ะป่าไคร้ให้นายไอ่จาลิ่งเพื่อจำหน่ายจริง แม้คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่าและเป็นคำซัดทอดของผู้ที่กระทำความผิดด้วยกัน แต่คำซัดทอดดังกล่าวกอปรด้วยเหตุผลและมิได้เป็นเรื่องปัดความรับผิดของตนให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 คนเดียว อีกทั้งจำเลยที่ 1 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกับที่ถูกจับกุมย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองเพื่อปรักปรำหรือช่วยเหลือผู้หนึ่งผู้ใด เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้นจึงรับฟังคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 2 ได้เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลแล้ว เห็นว่า การขนยาเสพติดให้โทษของกลางเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีอัตราโทษสูง ปกติผู้กระทำความผิดต้องกระทำอย่างลับๆ เพื่อปกปิดไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้ หากจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะกล้าให้จำเลยที่ 2 ร่วมเดินทางไปด้วย ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่โจทก์นำสืบมาจึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานมีเฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน และฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลาง เหตุที่จำเลยที่ 2 ไปกับจำเลยที่ 1 เพราะรู้จักกันมาก่อนขณะบวชเป็นสามเณรด้วยกันที่ประเทศสหภาพพม่า และพบกันโดยบังเอิญจึงขอให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่อำเภอแม่อายเพื่อตามหาน้องสาว โดยจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุนนั้น เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยทั้งสองขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวน ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การว่าไม่รู้จักกันมาก่อน และคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ยังขัดกับที่จำเลยที่ 1 ได้ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า นายไอ่จาลิ่งให้จำเลยที่ 1 ไปรับจำเลยที่ 2 ก่อนนำยาเสพติดให้โทษของกลางไปส่งและยาเสพติดให้โทษของกลางเป็นของจำเลยทั้งสอง ทั้งคำเบิกความของจำเลยทั้งสองที่ว่า พบกันโดยบังเอิญที่วัดหนองบัว เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปเที่ยวงานปอยเตียนที่วัดดังกล่าวก็ขัดต่อเหตุผล เพราะยาเสพติดให้โทษของกลางเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดและมีจำนวนมาก ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะนำติดตัวไปเที่ยวก่อนนำไปส่งให้ผู้รับ เพราะอาจถูกตรวจค้นและจับกุมได้ง่าย ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 รับยาเสพติดให้โทษของกลางมาก่อนพบกับจำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 รับยาเสพติดให้โทษของกลางมาก่อนหรือหลังพบกับจำเลยที่ 2 มิใช่ข้อสำคัญที่จะแสดงว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนต่างด้าวไม่สามารถเข้าใจภาษาไทยได้ดี ไม่มีโอกาสคัดค้านความถูกต้องของคำให้การที่พนักงานสอบสวนพิมพ์ไว้นั้น ก็ขัดกับคำให้การของจำเลยทั้งสองซึ่งให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยทั้งสองพูดและฟังภาษาไทยได้รู้เรื่องดีอีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ซึ่งหากจำเลยที่ 2 กระทำความผิดจริง ก็คงรับสารภาพตั้งแต่แรกในชั้นจับกุมแล้วนั้น เห็นว่า การที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใดจะให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบุคคลไป จำเลยที่ 2 อาจให้การปฏิเสธทั้งๆ ที่ได้กระทำความผิดก็เป็นได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำเลยที่ 2 ในอัตราขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การรับสารภาพ คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำคุก 28 ปี 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท กับนับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 165/2547 ของศาลชั้นต้นนั้นปรากฏว่าในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม อันเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นบัญญัติว่า "ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้" ได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 18 ธันวาคม 2545 ว่าศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยทั้งสองเรื่องทนายความแล้วจำเลยที่ 1 แถลงไม่ต้องการทนายความ แต่ศาลชั้นต้นให้มีหนังสือขอแรงทนายความให้จำเลยทั้งสอง ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 แต่หลังจากนั้นมีการตั้งทนายความให้จำเลยที่ 2 เพียงคนเดียวแล้วดำเนินคดีไปจนเสร็จการพิจารณา โดยไม่มีการตั้งทนายความให้จำเลยที่ 1 ด้วย กรณีนี้แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณาก็ตามแต่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 พอใจในผลแห่งคำพิพากษาแล้ว โดยเห็นได้จากจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ กับเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีฝิ่นเพื่อจำหน่ายอีกกระทงหนึ่งโดยเพิ่มเติมโทษขึ้นอีกตามอุทธรณ์ของโจทก์แล้วจำเลยที่ 1 ก็มิได้ฎีกาโต้เถียงแต่อย่างใด และเนื่องจากคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย แสดงว่าข้อเท็จจริงในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีทนายความในการต่อสู้คดีก็รับฟังได้มั่นคงเช่นนั้น เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ที่ใช้พิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ก็เป็นพยานหลักฐานเดียวกันกับที่ใช้พิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเห็นได้ว่าการทำหน้าที่ของทนายจำเลยที่ 2 ในการดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 มีผลเป็นการดูแลคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ด้วยในตัว ดังนี้ จำเลยที่ 1 จะมีทนายความในการดำเนินกระบวนพิจารณาหรือไม่ย่อมไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ทั้งปรากฏด้วยว่า ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้วกว่า 2 ปีด้วย ซึ่งทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับสิทธิในฐานะนักโทษเด็ดขาดไปบ้างแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่า แม้ปัญหาดังกล่าวจะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่ศาลฎีกาไม่เห็นเป็นการจำเป็นที่จะพิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฝาง
จำเลย — นายทุน ลุงออ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ นิศามณี
นินนาท สาครรัตน์
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ