คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3246/2550
#271470
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้ารูปช้างอยู่ภายในวงกลมประดิษฐ์เป็นรูปเพชร และคำว่าตราช้างเพชร ของจำเลยที่ 1 กับเครื่องหมายการค้ารูปช้างในวงกลมซ้อนกันสองชั้น มีคำในวงกลมรอบนอกว่า บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด และ THE SIAM CEMENT CO., LTD. กับคำอื่น ๆ ที่เป็นส่วนประกอบปลีกย่อยเครื่องหมายการค้ารูปช้างในวงกลม และรูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมมีเส้นไขว้ มีคำว่า เครือซีเมนต์ไทย และเครื่องหมายการค้ารูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมมีเส้นไขว้ของโจทก์ซึ่งจดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว จะเห็นได้ชัดว่ามีรูปลักษณะและคำไม่เหมือนกันโดยเฉพาะเครื่องหมายการค้ารูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมมีเส้นไขว้ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้ารูปช้างในวงกลมของโจทก์ ซึ่งเป็นวงกลมซ้อนกันสองชั้น มีคำในระหว่างวงกลมรอบนอกและรอบใน แต่เครื่องหมายการค้ารูปช้างของจำเลยที่ 1 อยู่ในวงกลมชั้นเดียว ไม่มีคำในวงกลม และมีรูปประดิษฐ์เพชรในวงกลม ซึ่งแตกต่างกัน และเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปช้างในวงกลมของโจทก์ แม้จะมีรูปช้างเป็นส่วนประกอบสาระสำคัญหรือจุดเด่นเช่นเดียวกัน แต่ช้างเป็นสัตว์ตามธรรมชาติ หากอยู่ในท่ายืน แล้วมองอย่างผิวเผินย่อมคล้ายกัน อย่างไรก็ตาม ก็ต้องพิจารณาส่วนประกอบที่เป็นสาระสำคัญหรือจุดเด่นอื่นของเครื่องหมายการค้าที่มีอยู่ด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มีรูปประดิษฐ์รูปเพชรแปดเหลี่ยมในวงกลม แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มี ส่วนเครื่องหมายการค้ารูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมมีเส้นไขว้ของโจทก์ แม้มีรูปเหลี่ยมเช่นกัน แต่ก็มีหกเหลี่ยมและไม่อยู่ในวงกลมเช่นของจำเลยที่ 1 แม้โดยผิวเผินจะคล้ายในส่วนที่ว่าเป็นเครื่องหมายรูปช้างในกรอบเหลี่ยม แต่ก็แตกต่างกันในส่วนสาระสำคัญอื่นดังกล่าวข้างต้น สำหรับเสียงเรียกขาน แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะเรียกว่า ตราช้าง และสินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าเหล่านั้นจะเรียกว่า สินค้าตราช้าง แต่ช้างเป็นสัตว์ประจำชาติของไทย โอกาสที่สินค้าของผู้อื่นที่เรียกว่าสินค้าตราช้างก็อาจมีได้เพื่อให้เรียกชื่อกะทัดรัด และละข้อความต่อไปไว้ในฐานเป็นที่เข้าใจ โจทก์จะกล่าวอ้างว่าเสียงเรียกขานเหมือนกัน แล้วหวงกันผู้อื่นที่ใช้รูปช้างประกอบเป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าไม่ให้ใช้หาได้ไม่ ในเมื่อส่วนประกอบสาระสำคัญอื่นของเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ยังอาจทำให้เรียกขานว่าเป็นตราช้างเพชร ตามคำที่ใช้และขอจดทะเบียนได้ นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาที่ตัวสินค้า แม้โจทก์จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมมีเส้นไขว้ในจำพวก 50 (เก่า) ใช้กับสินค้าทั้งจำพวก (ยกเว้นกระดุม ไม้จิ้มฟัน ดินน้ำมัน ชอล์กขีดผ้า ชอล์กฝนหัวคิวบิลเลียด) ส่วนจำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับสินค้าพื้นรองเท้า หูรองเท้า ถุง กล้อง กระเป๋า และสินค้าทั้งมวลที่อยู่ในจำพวกนี้ ซึ่งเป็นสินค้าต่างชนิดกัน ทั้งได้ความว่า โจทก์ผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง มิได้ผลิตสินค้าประเภทรองเท้าออกจำหน่าย กลุ่มลูกค้าของโจทก์เป็นประชาชนที่ต้องการซื้อวัสดุก่อสร้างซึ่งเป็นคนละกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าของจำเลยที่ 1 ฉะนั้น สาธารณชนผู้ใช้สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจหลงผิดว่าเป็นสินค้าของโจทก์ แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะใช้แพร่หลาย จึงเห็นว่าเครื่องหมายการ่คารูปช้างอยู่ในวงกลมประดิษฐ์เป็นรูปเพชร และคำว่า ตราช้างเพชร ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นขอจดทะเบียนไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปช้างในวงกลม และรูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมของโจทก์ที่จดทะเบียนแล้วจนถึงนับได้ว่าเป็นการลวงสาธารณชนตามตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3)ฯ มาตรา 4 ประกอบ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 119 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 และคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 โดยให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ให้การอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้ารูปช้างอยู่ภายในวงกลมประดิษฐ์เป็นรูปเพชร และคำว่าตราช้างเพชร ของจำเลยที่ 1 กับเครื่องหมายการค้ารูปช้างในวงกลมซ้อนกันสองชั้น มีคำในวงกลมรอบนอกว่า บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด และ THE SIAM CEMENT CO., LTD. กับคำอื่น ๆ ที่เป็นส่วนประกอบปลีกย่อยเครื่องหมายการค้ารูปช้างในวงกลม และรูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมมีเส้นไขว้ มีคำว่าเครือซีเมนต์ไทย และเครื่องหมายการค้ารูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมมีเส้นไขว้ของโจทก์ซึ่งจดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว จะเห็ไนด้ชัดเจนว่ามีรูปลักษณะและคำไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะกับเครื่องหมายการค้ารูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมมีเส้นไขว้ของโจทก์กับเครื่องหมายการค้ารูปช้างในวงกลมของโจทก์ ซึ่งเป็นวงกลมซ้อนกันสองชั้นมีคำในระหว่างวงกลมรอบนอกและรอบใน แต่เครื่องหมายการค้ารูปช้างของจำเลยที่ 1 อยู่ในวงกลมชั้นเดียว ไม่มีคำในวงกลม และมีรูปประดิษฐ์เพชรในวงกลม ซึ่งแตกต่างกัน สำหรับปัญหาว่าคล้ายกันหรือไม่นั้น เห็นได้ว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปช้างในวงกลมของโจทก์ แม้จะมีรูปช้างเป็นส่วนประกอบสาระสำคัญหรือจุดเด่นเช่นเดียวกัน แต่ช้างเป็นสัตว์ตามธรรมชาติ หากอยู่ในท่ายืน แล้วมองอย่างผิวเผินย่อมคล้ายกัน อย่างไรก็ตามก็ต้องพิจารณาส่วนประกอบที่เป็นสาระสำคัญหรือจุดเด่นของเครื่องหมายการค้าที่มีอยู่ด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 มีรูปประดิษฐ์รูปเพชรแปดเหลี่ยมในวงกลม แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มี ส่วนเครื่องหมายรูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมมีเส้นไขว้ของโจทก์ แม้มีรูปเหลี่ยมเช่นกัน แต่ก็มีเพียงหกเหลี่ยมและไม่อยู่ในวงกลมเช่นของจำเลยที่ 1 แม้โดยผิวเผินจะคล้ายในส่วนที่ว่าเป็นเครื่องหมายรูปช้างในกรอบสี่เหลี่ยม แต่ก็แตกต่างกันในส่วนสาระสำคัญอื่นดังกล่าวข้างต้น สำหรับเสียงเรียกขาน แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะเรียกว่า ตราช้างและสินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าเหล่านั้นจะเรียกว่า สินค้าตราช้าง แต่ช้างเป็นสัตว์ประจำชาติของไทย โอกาสที่สินของผู้อื่นที่จะเรียกว่าสินค้าตราช้างก็อาจมีได้เพื่อให้เรียกชื่อกะทัดรัด และละข้อความต่อไปไว้ในฐานเป็นที่เข้าใจ โจทก์จะกล่าวอ้างว่าเสียงเรียกขานเหมือนกัน แล้วหวงกันผู้อื่นที่ใช้รูปช้างประกอบเป็นส่วนสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าไม่ให้ใช้หาได้ไม่ ในเมื่อส่วนประกอบสาระสำคัญอื่นของเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ยังอาจทำให้เรียกขานว่าเป็นตราช้างเพชรตามคำที่ใช้และขอจดทะเบียนได้ นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาที่ตัวสินค้า แม้โจทก์จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมมีเส้นไขว้ไว้ในจำพวก 50 (เก่า) ใช้กับสินค้าทั้งจำพวก (ยกเว้นกระดุม ไม้จิ้มฟัน ดินน้ำมัน ชอล์กขีดผ้า ชอล์กฝนหัวคิวบิลเลียด) ส่วนจำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับสินค้าพื้นรองเท้า หูรองเท้า ถุง กล้อง กระเป๋า และสินค้าทั้งมวลที่อยู่ในจำพวกนี้ ซึ่งเป็นสินค้าต่างชนิดกัน ทั้งได้ความว่า โจทก์ผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง มิได้ผลิตสินค้าประเภทรองเท้าออกจำหน่าย กลุ่มลูกค้าของโจทก์เป็นประชาชนที่ต้องการซื้อวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นคนละกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าของจำเลยที่ 1 ฉะนั้น สาธารณชนผู้ใช้สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจหลงผิดว่าเป็นสินค้าของโจทก์ แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะใช้แพร่หลาย ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าเครื่องหมายการค้ารูปช้างอยู่ในวงกลมประดิษฐ์เป็นรูปเพชร และคำว่า ตราช้างเพชรตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นขอจดทะเบียนไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปช้างในวงกลม และรูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมของโจทก์ที่จดทะเบียนแล้วตามฟ้องจนถึงนับได้ว่าเป็นการลวงสาธารณชน ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2504 มาตรา 4 ประกอบ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 119 (2) ที่ศาลทรัพย์ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 119 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชาญกิจ จิตวัฒนภักดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3240/2550
#272707
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ระบุวันเวลาเกิดเหตุระหว่างวันที่ 9 ถึง 12 มิถุนายน 2548 ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยพาคนต่างด้าว 15 คน เข้ามาในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องระบุโดยเฉพาะเจาะจงว่าจำเลยพาคนต่างด้าวแต่ละคน คนใดเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันเวลาใด คำฟ้องโจทก์จึงระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาที่เกิดการกระทำผิดพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 บัญญัติมีใจความว่า เมื่อความผิดนั้นเป็นความผิดต่อเนื่อง และกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ คดีนี้การกระทำความผิดฐานซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เกิดขึ้นต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ ตั้งแต่อำเภอแม่สอดจนถึงอำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมจึงมีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นความผิดที่กระทำต่อเนื่องกันซึ่งเกิดขึ้นในท้องที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก อีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน 2548 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2548 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ข้อ 1.1 จำเลยนำพาและช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ แก่นายจิเตยกับพวกรวม 15 คน ซึ่งเป็นคนต่างด้าว สัญชาติพม่า มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศสหภาพพม่า ให้เข้ามาในราชอาณาจักรทางตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ข้อ 1.2 ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2548 เวลากลางวัน ภายหลังจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.1 แล้ว จำเลยซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ แก่นายจิเตยกับพวก โดยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บฉ-7652 สุโขทัย พาบุคคลต่างด้าวดังกล่าวจากจังหวัดตากไปส่งที่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อให้นายจิเตยกับพวกพ้นจากการจับกุม ทั้งนี้ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่านายจิเตยกับพวกเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และตำบลบ้านด่าน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย เกี่ยวพันกัน เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยและยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย 1 เครื่อง ที่จำเลยใช้ติดต่อรับส่งนำพาคนต่างด้าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63, 64 ริบโทรศัพท์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 63 วรรคหนึ่ง, 64 วรรคหนึ่ง ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร จำคุก 2 ปี ฐานให้คนต่างด้าวพักอาศัย จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกรวม 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษฐานพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร จำคุก 1 ปี ฐานซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 9 เดือน ริบโทรศัพท์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ได้ระบุวันเวลาเกิดเหตุว่าจำเลยนำพาและช่วยเหลือนายจิเตยกับพวกรวม 15 คน ให้เข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน 2548 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2548 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน แต่ในการสืบพยานก่อนฟ้องคดี นายจิเตยเบิกความว่า วันที่ 10 มิถุนายน 2548 นายจิเตยอยู่ที่ประเทศสหภาพพม่าได้รับการติดต่อให้มาทำงานในกรุงเทพมหานคร และนายทุยคนต่างด้าวที่จำเลยพาเข้ามาในราชอาณาจักรอีกคนหนึ่งก็เบิกความว่า ประมาณวันที่ 9 หรือ 10 มิถุนายน 2548 นายทุยต้องการเดินทางมาประเทศไทยจึงติดต่อนายหน้า คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายเกี่ยวกับเวลากระทำผิดจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เพียงแต่บังคับว่าคำฟ้องต้องมีรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพาคนต่างด้าวรวม 15 คน เข้ามาในราชอาณาจักร การที่โจทก์ระบุวันเวลาเกิดเหตุระหว่างวันที่ 9 ถึง 12 มิถุนายน 2548 ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยพาคนต่างด้าว 15 คน เข้ามาในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องระบุโดยเฉพาะเจาะจงว่าจำเลยพาคนต่างด้าวแต่ละคน คนใดเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันเวลาใด คำฟ้องโจทก์จึงระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาที่เกิดการกระทำผิดพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่า เหตุตามฟ้องข้อ 1.1 เกิดที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ดังนั้น พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย จึงไม่มีอำนาจสอบสวนนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าจำเลยนำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องในข้อ 1.2 ว่า หลังจากจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 แล้วจำเลยได้ซ่อนเร้น ช่วยด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าวดังกล่าว โดยจำเลยขับรถยนต์กระบะพาคนต่างด้าวจากจังหวัดตากไปส่งที่จังหวัดพิษณุโลก เหตุเกิดที่ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และที่ตำบลบ้านด่าน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย เกี่ยวพันกัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 บัญญัติมีใจความว่า เมื่อความผิดนั้นเป็นความผิดต่อเนื่อง และกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ คดีนี้การกระทำความผิดฐานซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เกิดขึ้นต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ ตั้งแต่อำเภอแม่สอดจนถึงอำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจภูธร อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จึงมีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นความผิดที่กระทำต่อเนื่องกันซึ่งเกิดขึ้นในท้องที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตากด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายประเทือง ชมนก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3231/2550
#272832
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงขายทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควร เป็นอุทธรณ์ในประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตาม ป.วิ.อ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้วย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ซึ่งแก้ไขใหม่ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทเฉพาะกาลกำหนดว่าบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่โดย พ.ร.บ. นี้มิให้ใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับแต่อย่างใด จึงผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความทันที

การขายทอดตลาดที่มีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียว มิใช่ประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แต่เป็นประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 309 ทวิ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งศาลชั้นต้นตามวรรคสองของมาตรานี้เป็นที่สุด กรณีมิได้มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องมีผู้เข้าแข่งขันกันในการประมูลราคา ดังนั้น แม้การขายทอดตลาดทรัพย์สินคดีนี้จะมีผู้ซื้อทรัพย์เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียว เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปได้โดยชอบ

ป.วิ.พ. มาตรา 306 บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งวันขายทอดตลาดแก่บรรดาผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนหรือโดยประการอื่น คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 มิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ต้องแจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบก็ได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 400,000 บาท โดยผ่อนชำระเป็นงวดให้แก่โจทก์ หากผิดนัดให้โจทก์บังคับคดีได้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินที่ค้างชำระ จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 39859 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาในการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 265,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ก่อนขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งประกาศขายทอดตลาดและแจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบ จำเลยที่ 2 ไม่ทราบวันขายทอดตลาด จึงไม่ได้ไปดูแลการขาย การขายทอดตลาดมีผู้ซื้อทรัพย์เพียงรายเดียว ไม่มีการสู้ราคากัน ราคาขายทอดตลาดต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีและราคาท้องตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริตและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คบคิดกันฉ้อฉลกับโจทก์และผู้ซื้อทรัพย์เพื่อให้ผู้ซื้อทรัพย์ได้ซื้อทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดินของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์นำยึดไว้เป็นเงิน 290,000 บาท การขายทอดตลาดครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 ไม่มีผู้เข้าสู้ราคา ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2543 มีผู้เข้าสู้ราคา 1 ราย เสนอราคา 120,000 บาท ผู้แทนจำเลยที่ 2 ไม่คัดค้านราคา แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าราคาต่ำไป จึงให้งดการขาย ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเข้าสู้ราคารายเดียวในราคา 265,000 บาท โดยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำประกาศขายทอดตลาดไปปิดที่อาคารพาณิชย์เลขที่ 64 ถนนท้าวสุระ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ตามที่ปรากฏในสำเนาทะเบียนบ้านก่อนแล้ว จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อแรกสรุปความว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประเด็นที่ว่าการขายทอดตลาดมีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียว และเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงขายทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควร ยังไม่เป็นที่สุดตามคำสั่งศาลชั้นต้น เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่ เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องภายหลังวันที่ 9 มกราคม 2548 เป็นต้นไปเท่านั้น แต่คดีนี้ฟ้องเมื่อปี 2539 จึงไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยประเด็นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด" ซึ่งแก้ไขใหม่โดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2547 นั้น มาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทเฉพาะกาลกำหนดว่าบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับแต่อย่างใด มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัตินี้จึงผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความทันที อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงขายทรัพย์สินนราคาต่ำเกินสมควรเป็นอุทธรณ์ในประเด็นที่ต้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้วย่อมเป็นที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประเด็นดังกล่าวจึงแล้ว ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า การขายทอดตลาดมีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวนั้นมิใช่ประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แต่เป็นประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 309 ทวิ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งศาลชั้นต้นตามวรรคสองของมาตรานี้เป็นที่สุด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยใหม่ และเห็นว่า การขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นกฎหมายมิได้บัญญัติให้ต้องมีผู้เข้าแข่งขันกันในการประมูลราคา ดังนั้น แม้การขายทอดตลาดทรัพย์สินคดีนี้จะมีผู้ซื้อทรัพย์เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียว เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปได้โดยชอบ ไม่จำต้องรอให้มีผู้ประมูลราคารายอื่นเข้ามาแข่งขันก่อน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์จึงหาเป็นการไม่ชอบไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียเพราะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งประกาศแจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบด้วยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งวันขายทอดตลาดแก่บรรดาผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนหรือโดยประการอื่น คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 มิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ต้องแจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบก็ได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุดังกล่าว ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาประการสุดท้ายว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศขายทอดตลาดแก่จำเลยที่ 2 โดยวิธีปิดประกาศ ซึ่งนับถึงวันขายทอดตลาดยังไม่ครบกำหนดระยะเวลา 30 วัน ตามกฎหมายนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างไว้ในคำร้อง คดีย่อมไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงปัญหาดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรับวินิจฉัยให้ก็ไม่ชอบ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 509
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง ม. 306 ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอริยะโฮลดิ้ง จำกัด
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวษมาวดี เขมะสิงคิ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศุภกิจค้าวัสดุก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3231/2550
#272884
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด" ซึ่งแก้ไขใหม่โดยมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2547 นั้น มาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปโดยไม่มีบทเฉพาะกาลกำหนดว่ามิให้ใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัตินี้จึงผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความทันที

อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า การขายทอดตลาดมีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวจึงเป็นการไม่ชอบ มิใช่ประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แต่เป็นประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุอื่นตามมาตรา 309 ทวิ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งศาลชั้นต้นตามวรรคสองของมาตรานี้เป็นที่สุด

การขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา กฎหมายมิได้บัญญัติให้ต้องมีผู้เข้าแข่งขันกันในการประมูลราคา แม้จะมีผู้ซื้อทรัพย์เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียว เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปได้โดยชอบ ไม่จำต้องรอให้มีผู้ประมูลราคารายอื่นเข้ามาแข่งขันก่อน

ป.วิ.พ. มาตรา 306 บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งวันขายทอดตลาดแก่บรรดาผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนหรือโดยประการอื่น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 มิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่แจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบก็ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 400,000 บาท โดยผ่อนชำระเป็นงวดให้แก่โจทก์ หากผิดนัดให้โจทก์บังคับคดีได้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินที่ค้างชำระ จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 39859 ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาในการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ในราคา 265,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ก่อนขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งประกาศขายทอดตลาดและแจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบ จำเลยที่ 2 ไม่ทราบวันขายทอดตลาด จึงไม่ได้ไปดูแลการขาย การขายทอดตลาดมีผู้ซื้อทรัพย์เพียงรายเดียว ไม่มีการสู้ราคากัน ราคาขายทอดตลาดต่ำกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีและราคาท้องตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริตและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คบคิดกันฉ้อฉลกับโจทก์และผู้ซื้อทรัพย์เพื่อให้ผู้ซื้อทรัพย์ได้ซื้อทรัพย์ของจำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นการขายทอดตลาดที่ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 2 ทราบประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว และได้ตั้งตัวแทนไปดูแลการขายทอดตลาด แต่ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ดูแลการขาย เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดโดยชอบ ขอให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ได้คบคิดกันฉ้อฉลกับเจ้าพนักงานบังคับคดี ช่วงเช้าของวันขายทอดตลาด จำเลยที่ 2 ไปดูรายการขายทอดตลาดที่สำนักงานบังคับคดี แต่การขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 กระทำในตอนบ่าย จำเลยที่ 2 กลับเข้าไปคัดค้านการขายไม่ทัน จึงเป็นความประมาทของจำเลยที่ 2 เอง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดินของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์นำยึดไว้เป็นเงิน 290,000 บาท การขายทอดตลาดครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 ไม่มีผู้เข้าสู้ราคา ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2543 มีผู้เข้าสู้ราคา 1 ราย เสนอราคา 120,000 บาท ผู้แทนจำเลยที่ 2 ไม่คัดค้านราคา แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าราคาต่ำไป จึงให้งดการขาย ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเข้าสู้ราคารายเดียวในราคา 265,000 บาท โดยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำประกาศขายทอดตลาดไปปิดที่อาคารพาณิชย์เลขที่ 64 ถนนท้าวสุระ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ตามที่ปรากฏในสำเนาทะเบียนบ้านก่อนแล้ว จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อแรกสรุปความว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประเด็นที่ว่าการขายทอดตลาดมีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียว และเจ้าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงขายทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควรยังไม่เป็นที่สุดตามคำสั่งศาลชั้นต้น เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ที่แก้ไขใหม่ เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องภายหลังวันที่ 9 มกราคม 2548 เป็นต้นไปเท่านั้น แต่คดีนี้ฟ้องเมื่อปี 2539 จึงไม่อยู่ในบังคับของบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยประเด็นตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "คำสั่งศาลตามวรรคสองให้เป็นที่สุด" ซึ่งแก้ไขใหม่โดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2547 นั้น มาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2548 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทเฉพาะกาลกำหนดว่าบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับแต่อย่างใด มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัตินี้จึงผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความทันที อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าพนักงานบังคับคดีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงขายทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควร เป็นอุทธรณ์ในประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้วย่อมเป็นที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประเด็นดังกล่าวจึงชอบแล้ว ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า การขายทอดตลาดมีผู้เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียวนั้น มิใช่ประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แต่เป็นประเด็นที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 309 ทวิ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งศาลชั้นต้นตามวรรคสองของมาตรานี้เป็นที่สุด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยใหม่ และเห็นว่า การขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น กฎหมายมิได้บัญญัติให้ต้องมีผู้เข้าแข่งขันกันในการประมูลราคา ดังนั้น แม้การขายทอดตลาดทรัพย์สินคดีนี้จะมีผู้ซื้อทรัพย์เข้าสู้ราคาเพียงรายเดียว เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปได้โดยชอบ ไม่จำต้องรอให้มีผู้ประมูลราคารายอื่นเข้ามาแข่งขันก่อนการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์จึงหาเป็นการไม่ชอบไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพราะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งประกาศแจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบด้วยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งวันขายทอดตลาดแก่บรรดาผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดซึ่งทราบได้ตามทะเบียนหรือโดยประการอื่น คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 มิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จะขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ต้องแจ้งวันขายทอดตลาดให้จำเลยที่ 1 ทราบ ก็ได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอาศัยเหตุดังกล่าว ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาประการสุดท้ายว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งประกาศขายทอดตลาดแก่จำเลยที่ 2 โดยวิธีปิดประกาศ ซึ่งนับถึงวันขายทอดตลาดยังไม่ครบกำหนดระยะเวลา 30 วัน ตามกฎหมายนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างไว้ในคำร้อง คดีย่อมไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงปัญหาดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรับวินิจฉัยให้ก็ไม่ชอบ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 ม. 306 ม. 306 ทวิ
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2547 ม. 2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอริยะโฮลดิ้ง จำกัด
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวษมาวดี เขมะสิงคิ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศุภกิจค้าวัสดุก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3229/2550
#273676
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมได้อ่านคำพิพากษาตามยอมและคำบังคับให้คู่ความฟังแล้ว จึงให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าสำนวน และที่หน้าสำนวนระบุข้อความของคำบังคับไว้ว่า ให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มิฉะนั้นจะถูกบังคับคดีตามกฎหมาย โดยมีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นลงนามในฐานะเป็นผู้ออกคำบังคับ ข้อความที่ระบุไว้ที่หน้าสำนวนดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำบังคับแล้ว เมื่อโจทก์กับจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำพิพากษาตามยอมและคำบังคับ ย่อมถือได้ว่ามีการส่งคำบังคับไปยังจำเลยแล้ว ศาลจึงไม่จำต้องออกคำบังคับซ้ำอีก

โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดี แม้ท้ายคำขอระบุยอดหนี้คำนวณถึงก่อนยื่นคำขอ 1 วัน ก็ไม่ถือว่าโจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีผิดแผกแตกต่างไปจากคำพิพากษาตามยอม คำขอดังกล่าวชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 275

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 289,692,959.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 194,131,047.74 บาท และอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ของต้นเงิน 24,846,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2541 และดอกเบี้ยอัตราที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าชั้นดีประเภทเงินกู้ (MLR) ขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 15.50 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้เสร็จสิ้น โดยให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท และต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2544 หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดและจำเลยทั้งสองยินยอมชำระหนี้ให้โจทก์เต็มตามคำขอท้ายฟ้องและให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินที่จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งสองยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนหมายบังคับคดีและงดการบังคับคดีไว้ก่อน เนื่องจากคำขอให้ออกหมายบังคับคดีของโจทก์เป็นคำขอที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะยังไม่ได้ส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามก่อนแต่อย่างใด อีกทั้งในคำขอให้ออกหมายบังคับคดีโจทก์ระบุความรับผิดในหนี้ของจำเลยทั้งสองไม่ตรงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ไม่มีเหตุผลที่จะยกเลิกเพิกถอนคำสั่งที่ออกหมายบังคับคดี จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลได้มีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงได้ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ซึ่งศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า คำขอให้ออกหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากโจทก์ยังมิได้ขอและส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษานั้น เห็นว่า ตามหน้าสำนวนของคดีนี้ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 ศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมและได้อ่านคำพิพากษาตามยอมและคำบังคับในคดีเรื่องนี้ให้คู่ความฟังแล้วจึงได้ให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าสำนวนครบถ้วน และที่หน้าสำนวนดังกล่าวยังได้ระบุข้อความของคำบังคับไว้ว่า ให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มิฉะนั้นจะถูกบังคับคดีตามกฎหมาย โดยมีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นลงนามในฐานะเป็นผู้ออกคำบังคับ และโจทก์กับจำเลยต่างได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำบังคับดังกล่าวแล้ว ตามข้อความดังกล่าวที่ระบุว่า ให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมมีความหมายว่า ศาลมีคำบังคับกำหนดรายละเอียดให้จำเลยทั้งสองใช้เงินแก่โจทก์ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเอง ส่วนข้อความต่อไปที่ว่ามิฉะนั้นจะถูกบังคับคดีตามกฎหมายนั้น ย่อมมีความหมายว่าหากจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับภายในระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้จำเลยทั้งสองจะต้องถูกบังคับคดีโดยการถูกยึดทรัพย์หรือถูกจับและจำขังนั่นเอง ข้อความที่ระบุไว้ที่หน้าสำนวนดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำบังคับแล้ว เมื่อศาลได้มีคำบังคับดังกล่าวในวันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามยอม และโจทก์กับจำเลยได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำพิพากษาตามยอมและคำบังคับแล้ว ย่อมถือได้ว่ามีการส่งคำบังคับไปยังจำเลยทั้งสองแล้ว ศาลจึงไม่จำต้องออกคำบังคับซ้ำอีก ที่จำเลยที่ 2 อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อสนับสนุนข้ออ้างจำเลยที่ 2 นั้น ก็ปรากฏว่าข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ที่ว่าศาลยังมิได้ออกและส่งคำบังคับให้จำเลยปฏิบัตินั้นฟังไม่ขึ้น ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในอุทธรณ์อีกประการหนึ่งว่า คำขอให้ออกหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากระบุความรับผิดของจำเลยทั้งสองไม่เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมนั้น ศาลฎีกาได้ตรวจดูคำขอให้ออกหมายบังคับคดีของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าคำขอดังกล่าวได้ระบุโดยชัดแจ้งถึงรายละเอียดของสัญญาประนีประนอมยอมความครบทุกข้อตรงตามรายละเอียดที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามคำพิพากษา จึงถือได้ว่าคำขอของโจทก์ได้ระบุโดยชัดแจ้งซึ่งคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งจะขอให้มีการบังคับคดีตามนั้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 แล้ว แม้ข้อความตอนท้ายในคำขอของโจทก์ที่ระบุยอดหนี้คำนวณถึงก่อนวันยื่นคำขอ 1 วัน คือวันที่ 17 พฤษภาคม 2547 ว่า จำเลยแต่ละคนค้างชำระหนี้เพียงใดก็เป็นเพียงกรณีที่โจทก์ต้องการแยกให้เห็นว่าจำเลยแต่ละคนมีภาระหนี้ที่ค้างชำระคำนวณจนถึงขณะที่โจทก์ยื่นคำขอเป็นจำนวนเท่าใด ไม่ถือว่าโจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีผิดแผกแตกต่างไปจากคำพิพากษาตามยอม และเมื่อศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ก็ปรากฏว่าในหมายบังคับคดีระบุข้อความให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อจัดการยึดอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยศาลได้แนบรายละเอียดที่ต้องมีการบังคับคดีตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความไปด้วย ดังนั้น คำขอให้ออกหมายบังคับคดีของโจทก์ก็ดี หรือหมายบังคับคดีที่ศาลได้ออกก็ดี ล้วนทำขึ้นตรงตามรายละเอียดในคำพิพากษาตามยอมทั้งสิ้น กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีหรืองดการบังคับคดีตามที่จำเลยที่ 2 ร้องขอแต่ประการใด ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 70 ม. 272 ม. 275
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท ริมกก จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3214/2550
#410554
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลที่ให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่จำเลยต่อเติมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจยกเอาความเสียหายที่จะต้องได้รับมาปฏิเสธความรับผิดของจำเลยในอันที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กกล้าง 12 เมตร ยาว 12 เมตร ที่จำเลยก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมอาคารตึกแถวเลขที่ 214 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยไม่ได้รับอนุญาต และหากจำเลยไม่รื้อถอนอาคารต่อเติมดังกล่าวให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนได้เองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 400 บาท จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2543 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศกำหนดการรื้อถอนในวันที่ 14 ธันวาคม 2543 ครั้นครบกำหนดโจทก์เลื่อนการรื้อถอนไปเป็นวันที่ 31 มกราคม 2544 เนื่องจากจำเลยจะขอจัดการรื้อถอนเอง

ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ดำเนินการรื้อถอนอาคารส่วนที่จำเลยต่อเติมตามคำฟ้องและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดทำการรื้อถอนตามหมายบังคับคดี

ศาลชั้นต้นนัดพร้อม จำเลยแถลงว่า จำเลยได้ดำเนินการรื้อถอนอาคารส่วนต่อเติมตามคำพิพากษาแล้ว ส่วนดาดฟ้าของอาคารชั้นที่ 2 เป็นเพียงการติดตั้งลูกกรงล้อมรอบเท่านั้น โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงว่า จำเลยยังไม่รื้อถอนอาคารส่วนที่จำเลยต่อเติมตามคำพิพากษาภาพถ่ายหมาย ร.1 ซึ่งยังมีสภาพเช่นเดียวกับขณะมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำแถลงของคู่ความแล้วเห็นว่า จำเลยยังไม่ได้รื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมดัดแปลงตามคำพิพากษา จึงให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยได้รื้อถอนอาคารส่วนที่ต่อเติมชั้นที่ 3 เรียบร้อยแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนข้อเท็จจริงให้ได้ความชัดเจนเสียก่อนว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าวครบถ้วนแล้วหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ร.1 ที่โจทก์ส่งต่อศาลชั้นต้นประกอบกับคำแถลงของคู่ความและเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งมีหน้าที่เพื่อบังคับตามคำพิพากษาเป็นอันเพียงพอที่จะรับฟังได้แล้วว่าจำเลยยังมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะงดไต่สวนพยานแล้วมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถูกต้องครบถ้วนได้โดยหาจำต้องไต่สวนข้อเท็จจริงอันใดอีกไม่ การที่ศาลชั้นต้นงดการไต่สวนข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงชอบแล้ว ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า หากจำเลยจะต้องรื้อพื้นดาดฟ้าตามคำสั่งศาลชั้นต้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างมาก เพราะทำให้โครงสร้างเดิมได้รับความกระทบกระเทือนนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดที่ให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่จำเลยต่อเติมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยก็ย่อมไม่อาจยกเอาความเสียหายที่จะต้องได้รับมาปฏิเสธความรับผิดของจำเลยในอันที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นให้บังคับคดีแก่จำเลยต่อไปชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ปลัดเมืองพัทยา
จำเลย — นายบุญช่วย สุวรรณโครต
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3213/2550
#269485
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 574 บัญญัติไว้เพียงว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิริบเงินที่ผู้ให้เช่าซื้อรับไว้และกลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อเท่านั้น ถ้าโจทก์ยังมีสิทธิเรียกเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระด้วยก็ไม่มีเหตุที่กฎหมายจะบัญญัติไว้เพียงให้ริบเงินที่ส่งใช้ก่อนเลิกสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนเลิกสัญญาได้คงเรียกได้แต่เฉพาะค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์อยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถคันเช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ให้ชำระเงินแก่โจทก์ 159,063.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 100,063.55 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และให้ชดใช้ค่าเสียหายวันละ 500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถคันเช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท และให้ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 21,600 บาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจำนวน 5 งวด นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 บัญญัติไว้เพียงว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิริบเงินที่ผู้ให้เช่าซื้อรับไว้และกลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อเท่านั้น ถ้าโจทก์ยังมีสิทธิเรียกเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระด้วยก็ไม่มีเหตุที่กฎหมายจะบัญญัติไว้เพียงให้ริบเงินที่ส่งใช้แล้วก่อนเลิกสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนเลิกสัญญาได้ คงเรียกได้แต่ค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทรัพย์อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม และค่าเสียหายอื่นที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดนอกเหนือจากค่าเสียหายอันเกิดจากการใช้ทรัพย์โดยชอบ ค่าขาดประโยชน์โจทก์เรียกมาวันละ 500 บาท แต่โจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏว่า โจทก์ได้รับความเสียหายตามจำนวนดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าขาดประโยชน์ให้เดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ 4 ประจำวันที่ 15 กันยายน 2543 จนถึงวันฟ้อง (4 กรกฎาคม 2544) เป็นเวลา 9 เดือน 20 วัน และภายหลังจากวันฟ้องต่อไปอีกเป็นเวลา 12 เดือน รวม 21 เดือน 20 วัน คิดเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 130,000 บาท ส่วนที่โจทก์เรียกราคารถมา 450,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนรถคันที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ได้นั้น เห็นว่า ขณะทำสัญญาเช่าซื้อรถคันพิพาทเป็นรถที่ใช้แล้ว และย่อมชำรุดทรุดโทรมตามสภาพของการใช้งาน ราคาที่โจทก์เรียกมาจึงสูงเกินส่วน ทั้งปรากฏตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เห็นชอบด้วยกับราคารถยนต์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดราคารถยนต์ให้เป็นเงิน 300,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถคันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 300,000 บาท และให้ร่วมกันชำระเงินค่าขาดประโยชน์จำนวน 130,000 บาท แก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคสาม ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายรัชพล บุญจารุทัศน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวีระพงษ์ วิเศษรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3212/2550
#410450
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่จำเลยทำไว้กับโจทก์เป็นหลักฐาน โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะนำคดีไปฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ แต่เมื่อศาลพิพากษาว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นโมฆะโจทก์ไม่สามารถบังคับได้ หนี้เงินกู้ตามสัญญากู้จึงยังคงมีอยู่ไม่ระงับไป การที่โจทก์นำสัญญากู้มาฟ้องจึงเป็นการฟ้องเพื่อบังคับตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามกฎหมายถือไม่ได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2537 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ 100,000 บาท ได้รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยนำหลักฐานโฉนดที่ดินเลขที่ 20096 ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา มาให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้ หลังทำสัญญาจำเลยตกลงขายที่ดินโฉนดแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์แทนการชำระเงินคืน แต่ที่ดินต้องห้ามโอนภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2534 โจทก์และจำเลยจึงทำสัญญาจะซื้อจะขาย กำหนดโอนที่ดินในวันที่ 14 มีนาคม 2544 จำเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์แล้วนับแต่วันทำสัญญา โจทก์ได้ลงทุนปลูกต้นไม้ยืนต้น แต่เมื่อถึงกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยไม่ยอมโอนที่ดินให้ เนื่องจากอ้างว่าเป็นสัญญาขัดต่อกฎหมายบังคับใช้ไม่ได้ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องคืนเงินค่าที่ดิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 137,500 บาท และต้องชดใช้เงินที่โจทก์ลงทุนปลูกต้นไม้ยืนต้นตั้งแต่ปี 2537 โดยแบ่งเป็นค่าไถปรับปรุงที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ 66 ตารางวา ไร่ละ 200 บาท ครั้งละ 1,000 บาท รวม 4 ครั้ง เป็นเงิน 4,000 บาท ค่าพันธุ์ไม้ที่ปลูกครั้งแรก 300 ต้น ต้นละ 80 บาท เป็นเงิน 24,000 บาท ค่าจ้างคนงานขุดหลุมและปลูกต้นไม้ 35 คน คนละ 120 บาท ต่อวัน เป็นเงิน 4,200 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 32,200 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี รวมเป็นดอกเบี้ย 12,000 บาท ค่าเงินที่ลงทุนรักษาต้นไม้ตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบัน แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายใส่ปุ๋ยเคมีปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 5 กระสอบ กระสอบละ 300 บาท เป็นเงินปีละ 3,000 บาท รวม 7 ปี เป็นเงิน 21,000 บาท ค่าจ้างคนงานใส่ปุ๋ยพรวนดินปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 คน คนละ 120 บาทต่อวัน เป็นเงินปีละ 2,400 บาท รวม 7 ปี เป็นเงิน 16,800 บาท ค่าจ้างคนงานถากถางหญ้าต้นไม้ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 คน คนละ 120 บาทต่อวัน เป็นเงินปีละ 4,800 บาท รวม 7 ปี เป็นเงิน 33,600 บาท ค่าพันธุ์ไม้ซ่อมแซมทดแทนต้นไม้ที่ตาย ตั้งแต่ปี 2537 ถึง 2544 จำนวน 50 ต้น ต้นละ 80 บาท รวมเป็นเงิน 4,000 บาท และต้องชดใช้ค่าขาดรายได้จากผลไม้ที่คาดว่าจะได้ในภายภาคหน้า 40,000 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์เสียหายทั้งสิ้น 297,100 บาท ขอให้บังคับให้จำเลยใช้เงินค่าเสียหาย 297,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 247,600 บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินและรับเงินจากโจทก์ 100,000 บาท ความจริงจำเลยเคยกู้ยืมเงินจากโจทก์เพียง 20,000 บาท ได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้โดยยังไม่มีการกรอกข้อความ แต่สัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องมิใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ลงไว้ เป็นลายมือชื่อและสัญญากู้ปลอม โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตเนื่องจากเดิมโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 837/2544 ของศาลชั้นต้น บังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่ศาลพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าสัญญาตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่เคยแสดงสัญญากู้ยืมเงินต่อศาล แต่ภายหลังกลับนำสัญญากู้มาฟ้องบังคับจำเลยโดยกรอกตัวเลขในสัญญาเอาเองโดยให้เหมาะสมกับราคาที่ดิน เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยตกลงจะขายที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์ ไม่เคยได้รับเงินค่าที่ดิน 100,000 บาท สัญญาจะซื้อจะขายที่นำไปฟ้องในคดีเดิมเป็นเอกสารปลอม ลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อจะขายมิใช่ลายมือของจำเลยเป็นลายมือปลอม โจทก์จึงไม่อาจบังคับเอาเงินจากจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้เพราะโจทก์ยอมเสี่ยงภัยเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเอง จำเลยไม่เคยแจ้งหรือยินยอมให้โจทก์เข้าไปทำประโยชน์ โจทก์ต้องรับเอาความเสียหายไปเอง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์อ้างสัญญาจะซื้อจะขายตั้งแต่ปี 2537 และฟ้องเรียกค่าเสียหายเนื่องจากสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งมีอายุความ 2 ปี โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับจำเลย จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินที่ไม่เคยขายที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดถือโฉนดของจำเลยไว้ ขอให้พิพากษายกฟ้อง และขอให้โจทก์ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย หากไม่ส่งคืนหรือส่งมอบไม่ได้ให้ถือว่าโฉนดที่ดินสูญหายและให้ศาลมีคำสั่งให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทให้แก่โจทก์จริงและก่อนที่จะทำสัญญาจะซื้อจะขายจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ 100,000 บาท ได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ยึดถือไว้ โจทก์เข้าไปทำกินตั้งแต่บัดนั้น โจทก์จึงไม่ต้องคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ บังคับตามฟ้องแย้ง ให้โจทก์ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 20096 ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา คืนจำเลย กับให้โจทก์ให้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขอฟ้องแย้งอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงิน 100,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ คำขออื่นของโจทก์ให้ยกเสีย และให้ยกฟ้องแย้งจำเลย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งสองฝ่ายตกเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาว่า ในวันที่ 13 เมษายน 2537 จำเลยกู้เงินโจทก์ไป 100,000 บาท ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.2 และจำเลยได้มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 20096 ตำบลเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เอกสารหมาย จ.1 ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันและในวันเดียวกันนั้นจำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารดังกล่าวไว้กับโจทก์เป็นการชำระหนี้เงินกู้ โดยกำหนดโอนที่ดินในวันที่ 14 มีนาคม 2544 ต่อมาจำเลยไม่โอนที่ดินให้โจทก์ โจทก์จึงนำคดีไปฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยโอนที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆะคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 837/2544 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่โจทก์นำสัญญาจะซื้อจะขายไปฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายและศาลพิพากษายกฟ้องแล้วโจทก์กลับนำสัญญากู้มาฟ้องคดีนี้ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์มีสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่จำเลยทำไว้กับโจทก์เป็นหลักฐาน โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะนำคดีไปฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายได้ แต่เมื่อศาลพิพากษาว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นโมฆะโจทก์ไม่สามารถบังคับได้ หนี้เงินกู้ตามสัญญากู้จึงยังคงมีอยู่ไม่ระงับไป การที่โจทก์นำสัญญากู้มาฟ้องบังคับคดีนี้จึงเป็นการฟ้องเพื่อบังคับตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ตามกฎหมายถือไม่ได้ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบรรยง โหม่งสูงเนิน
จำเลย — นางสุวรรณ คนธ์สูงเนิน
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3209/2550
#402793
เปิดฉบับเต็ม

ป. กับโจทก์เป็นหุ้นส่วนในการขายที่ดินให้แก่จำเลย จำเลยไม่มีเงินชำระค่าที่ดินในส่วนของที่ดินที่เพิ่มขึ้น แต่จำเลยตกลงรับโอนกรรมสิทธิ์โดยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินให้ผู้จะขายไว้ โดยระบุว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เท่ากับเป็นการกู้เงินจากผู้จะขายมาชำระราคาที่ดินในส่วนเนื้อที่ที่เกินไปจากสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิลงลายมือชื่อในสัญญากู้ในฐานะผู้ให้กู้ได้และผูกพันจำเลย

หนี้เดิมเป็นการตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกัน ฝ่ายจำเลยไม่มีเงินพอจะจ่ายในส่วนของเนื้อที่ดินที่เกิน จึงตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นเพื่อชำระหนี้ค่าที่ดินส่วนที่เกิน ถือว่าเป็นการแปลงสาระสำคัญแห่งหนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่จากสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมาเป็นสัญญากู้ยืมเงินโดยผู้ให้กู้อยู่ในฐานะผู้จะขายเช่นกัน การแปลงหนี้ใหม่ในครั้งนี้จึงมิได้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ จึงมิใช่การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ที่จะต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องจำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 140,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระคืนเป็นรายเดือนเดือนละ 6,000 บาท จนกว่าจะครบ หลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดไม่เคยชำระหนี้ให้โจทก์ ขอให้จำเลยชำระเงิน 201,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ เมื่อปี 2539 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับนายประดิษฐ์ ยั่งยืน ในโครงการเพชรงามแพรกษา เนื้อที่ประมาณ 26 ตารางวา ในราคา 416,000 บาท เมื่อรวมกับค่าก่อสร้างเป็นเงิน 700,000 บาทเศษ ในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ นายประดิษฐ์แจ้งว่าที่ดินมีเนื้อที่เพิ่มอีกประมาณ 10 ตารางวา จำเลยจะต้องชำระเงินเพิ่มอีกตารางวาละ 26,000 บาท นายประดิษฐ์ได้ให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ไว้โดยมิได้มีการกู้ยืมเงินกันจริง สัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอำพรางไม่สามารถบังคับได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 140,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2539 จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในโครงการจัดสรรหมู่บ้านเพชรงามแพรกษา เนื้อที่ประมาณ 26 ตารางวา ราคา 416,000 บาท เมื่อรวมค่าก่อสร้างเป็นเงิน 700,000 บาทเศษ โดยมีนายประดิษฐ์ ยั่งยืน ลงลายมือชื่อเป็นผู้จะขาย จำเลยและนางสาวศรีสุดา สูขศรี ร่วมกันลงลายมือชื่อเป็นผู้จะซื้อตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.2 แต่เนื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินประมาณ 36 ตารางวา เมื่อถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 จำเลยไม่มีเงินชำระในส่วนของที่ดินที่เพิ่มขึ้น แต่จำเลยตกลงจะรับโอนกรรมสิทธิ์ โดยได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินให้ผู้จะขายไว้ โดยระบุว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 140,000 บาท กำหนดชำระงวดแรก 20,000 บาท ในวันที่ 3 ธันวาคม 2541 งวดที่ 2 ถึงงวดที่ 21 งวดละ 6,000 บาท ทุกวันที่ 3 ของเดือน ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน เอกสารหมาย จ.3 เมื่อได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้แล้ว ผู้จะขายจึงได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลย ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.3 จำเลยไม่ได้ชำระเงินกู้ตามสัญญาดังกล่าวแก่โจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงิน เอกสารหมาย จ.3 หรือไม่ เพียงใด จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลย เพราะมิใช่เป็นผู้จะขายที่ดิน ไม่มีสิทธิลงชื่อเป็นผู้ให้กู้จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ แต่จำเลยกลับให้การและเบิกความว่า นายประดิษฐ์เป็นคนบอกให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินให้ไว้แก่โจทก์ซึ่งจำเลยก็ได้ปฏิบัติตามโดยที่ไม่ได้โต้แย้งใด ๆ และยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงที่จะซื้อจากผู้ขายหลังจากทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแล้ว ประกอบกับนางสุกัญญา วิเศษปั้น พยานโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ได้เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่านายประดิษฐ์กับโจทก์เป็นหุ้นส่วนในการประกอบกิจการค้าขายบ้านด้วยกัน จึงเชื่อได้ว่าจำเลยเองก็ทราบว่านายประดิษฐ์กับโจทก์เป็นหุ้นส่วนในการขายที่ดินให้แก่จำเลยร่วมกัน การลงชื่อกู้เงินจากโจทก์จึงเท่ากับเป็นการกู้เงินจากผู้จะขายมาชำระราคาที่ดินในส่วนเนื้อที่ที่เกินไปจากสัญญาจะซื้อจะขายนั่นเอง โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิลงลายมือชื่อในสัญญากู้ในฐานะผู้ให้กู้ได้และผูกพันจำเลย ที่จำเลยฎีกาว่าการทำสัญญากู้ยืมเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคสาม นั้น เห็นว่า หนี้เดิมนั้นเป็นการตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกัน ฝ่ายจำเลยไม่มีเงินพอจะจ่ายในส่วนของเนื้อที่ดินที่เกินจำนวนประมาณ 10 ตารางวา จึงตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นเพื่อชำระหนี้ค่าที่ดินส่วนที่เกินมาดังกล่าว ถือว่าเป็นการแปลงสาระสำคัญแห่งหนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่จากสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมาเป็นสัญญากู้ยืมเงินโดยผู้ให้กู้อยู่ในฐานะผู้จะขายเช่นกัน และจำเลยก็ทราบดีอยู่แล้วขณะทำสัญญากู้ยืมเงิน การแปลงหนี้ใหม่ในครั้งนี้จึงมิได้เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้แต่อย่างใด แม้ตัวโจทก์และนายประดิษฐ์ ยั่งยืน จะมิได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ก็ตาม ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.3 จริง และยังมิได้ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยรับผิดนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ นรินทร์สุขสันต์
จำเลย — นายอารีย์ เจษฎจุฑารัตน์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3184/2550
#272702
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยมี ท. บิดาโจทก์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้วในขณะฟ้อง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เยาว์ที่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมสามารถทำการใด ๆ ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 21 แต่ขณะฟ้องโจทก์เป็นคนพิการทุพพลภาพพูดและเดินไม่ได้ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย ท. บิดาโจทก์ ชอบที่จะไปดำเนินการร้องขอต่อศาลขอให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถและตั้งผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณีก่อน ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งศาลให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถก็ต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลที่มีความสามารถทำการใด ๆ ได้ด้วยตนเองตามกฎหมาย ซึ่งรวมทั้งการฟ้องและดำเนินคดีต่อศาล การที่ ท. บิดาโจทก์ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความให้ฟ้องคดีแทนโจทก์ โดยยังไม่มีคำสั่งศาลให้ ท. เป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ของโจทก์ จึงเป็นความบกพร่องในเรื่องความสามารถตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 56 กรณีจึงต้องทำการแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 6 กันยายน 2549) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า นายทองรัตน์ เลขสันต์ มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยมีนายทองรัตน์บิดาโจทก์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้วในขณะฟ้อง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เยาว์ที่ต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมสามารถทำการใด ๆ ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 21 แต่ขณะฟ้องโจทก์เป็นคนพิการทุพพลภาพ พูดและเดินไม่ได้ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย นายทองรัตน์บิดาโจทก์ ชอบที่จะไปดำเนินการร้องขอต่อศาลขอให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถและตั้งผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณีก่อน ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งศาลให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถก็ต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลที่มีความสามารถทำการใด ๆ ได้ด้วยตนเองตามกฎหมาย ซึ่งรวมทั้งการฟ้องและดำเนินคดีต่อศาลการที่นายทองรัตน์บิดาโจทก์ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความให้ฟ้องคดีแทนโจทก์ โดยยังไม่มีคำสั่งศาลให้นายทองรัตน์เป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ของโจทก์จึงเป็นความบกพร่องในเรื่องความสามารถตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 กรณีจึงต้องทำการแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อน แต่ศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติกลับพิจารณาคดีต่อไปจนเสร็จ จึงเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถให้บริบูรณ์เสียก่อน แล้วดำเนินการต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นจัดการในเรื่องความสามารถในการฟ้องคดีของโจทก์ตามที่กล่าวมา แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 21 ม. 28 ม. 32 ม. 1566
ป.วิ.พ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
นายนัตร์ เลขสันต์
โจทก์ — โดยนายทองรัตน์ เลขสันต์ ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายเพิ่มศักดิ์ บุดดี
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3184/2550
#402791
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยมี ท. บิดาโจทก์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม แต่โจทก์เป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้วในขณะฟ้อง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เยาว์ที่ต้องอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมสามารถทำการใด ๆ ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 21 แต่ขณะฟ้องโจทก์เป็นคนพิการทุพพลภาพ พูดและเดินไม่ได้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย ท. ชอบที่จะไปดำเนินการร้องขอต่อศาลขอให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถและตั้งผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณีก่อน ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งศาลก็ต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลที่มีความสามารถทำการใด ๆ ได้ด้วยตนเองตามกฎหมาย ซึ่งรวมทั้งการฟ้องและดำเนินคดีต่อศาล การที่ ท. ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความให้ฟ้องคดีแทนโจทก์ โดยยังไม่มีคำสั่งศาลจึงเป็นความบกพร่องในเรื่องความสามารถตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 จึงต้องทำการแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อน แต่ศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติกลับพิจารณาคดีต่อไปจนเสร็จ ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถให้บริบูรณ์เสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถไถนาเดินตามชนิดมีกระบะพ่วงท้ายแล่นไปตามถนนสายบ้านกันจาน - บ้านสายเจริญ จากทางด้านบ้านกันจานมุ่งหน้าไปทางบ้านสายเจริญ โดยที่รถคันดังกล่าวไม่มีโคมไฟท้ายและจำเลยไม่ขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย อันเป็นการขับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขกร 454 บุรีรัมย์ ตามหลังรถจำเลยมองไม่เห็นรถจำเลยและขับเฉี่ยวชนรถจำเลยที่บริเวณบ้านกันจาน หมู่ที่ 7 ตำบลกุดเสลา อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสเลือดออกในสมอง เนื้อสมองช้ำบวมกลายเป็นคนพิการทุพพลภาพ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายคือค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นเงิน 80,000 บาท ค่าที่โจทก์ต้องเสียความสามารถประกอบการงานในอนาคตเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าที่โจทก์ต้องพิการทุพพลภาพ เสื่อมสุขภาพอนามัยและทนทุกขเวทนาเป็นเงิน 120,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เหตุเกิดจากความประมาทของโจทก์ฝ่ายเดียว นายทองรัตน์ เลขสันต์ ไม่มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์เพราะขณะเกิดเหตุโจทก์บรรลุนิติภาวะแล้วและไม่ได้มอบอำนาจให้นายทองรัตน์ฟ้องคดีนี้แทน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 6 กันยายน 2549) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า นายทองรัตน์ เลขสันต์ มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องของโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยมีนายทองรัตน์บิดาโจทก์เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ในขณะฟ้องโจทก์จึงไม่ใช่ผู้เยาว์ที่ต้องอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมสามารถทำการใด ๆ ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 21 แต่ขณะฟ้องโจทก์เป็นคนพิการทุพพลภาพ พูดและเดินไม่ได้ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย นายทองรัตน์บิดาโจทก์ชอบที่จะไปดำเนินการร้องขอต่อศาลขอให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถและตั้งผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณีก่อน ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งศาลให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถก็ต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลที่มีความสามารถทำการใด ๆ ได้ด้วยตนเองตามกฎหมาย ซึ่งรวมทั้งการฟ้องและดำเนินคดีต่อศาล การที่นายทองรัตน์บิดาโจทก์ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความให้ฟ้องคดีแทนโจทก์ โดยยังไม่มีคำสั่งศาลให้นายทองรัตน์เป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ของโจทก์ จึงเป็นความบกพร่องในเรื่องความสามารถตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 กรณีจึงต้องทำการแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนแต่ศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติกลับพิจารณาคดีต่อไปจนเสร็จ จึงเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถให้บริบูรณ์เสียก่อน แล้วดำเนินการต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นจัดการในเรื่องความสามารถในการฟ้องคดีของโจทก์ตามที่กล่าวมา แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 21
ป.วิ.พ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนัตร์ เลขสันต์ ฯ
จำเลย — นายเพิ่มศักดิ์ บุดดี
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3183/2550
#402786
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 นอกจากจะต้องเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้แล้ว ต้องเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมอย่างไรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ด้วย

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์อ้างว่าประมูลซื้อมาจากการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในฐานะที่โจทก์เป็นกองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 3 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลไม่อาจเป็นโจทก์ฟ้องคดี และไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากการดำเนินการตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนรวม การถือหน่วยลงทุน การจดทะเบียนกองทุนรวมต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตลอดจนการลงนามในสัญญาขายกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น ดังนี้ หากศาลรับฟังและวินิจฉัยว่า การจัดตั้งกองทุนรวมโจทก์และการลงนามในสัญญาขายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ก็ไม่มีสิทธิจะฟ้องขอให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องที่อ้างว่าประมูลซื้อมาได้และศาลย่อมพิพากษายกฟ้องอยู่แล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าการจดทะเบียนกองทุนรวมโจทก์ยังคงมีอยู่หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ผู้รับจดทะเบียนซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนได้เสียถึงกับจะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนกองทุนรวมโจทก์จึงไม่มีสภาพแห่งข้อหาว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 3 แต่เป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่อาจฟ้องแย้งรวมเข้ามาในคำให้การได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม

ฟ้องแย้งเป็นคำคู่ความซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจและมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 18 ถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในมาตรา 177 วรรคสามที่ว่า ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก จึงมีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับฟ้องแย้งอันเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 นั่นเอง การที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้จำเลยที่ 3 ฟ้องเป็นคดีต่างหาก จึงไม่มีผลทำให้เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมซึ่งได้จดทะเบียนตามมาตรา 124 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด เป็นผู้ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งและจัดการกองทุนรวมตามประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน รวมทั้งมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จำเลยที่ 4 เป็นทายาทโดยธรรมเป็นมารดาของนายถนอม อังคณะวัฒนา เดิมเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้ขอสินเชื่อและทำคำขอกู้เงินโดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 1,200,000 บาท โดยจำนองห้องชุด 4 ห้อง ในอาคารชุดพาร์คบีชคอนโดมิเนียมซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 695 และ 31673 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมส่วนควบเป็นประกันการชำระหนี้ และมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนายถนอมเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 กู้เงินและออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หลายครั้งหลายฉบับ และยังคงค้างชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2540 จำนวนเงิน 7,000,000 บาท ใช้เงินเมื่อทวงถาม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 30 ต่อปี ต่อมาองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเข้าควบคุมการดำเนินกิจการและนำทรัพย์สินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ออกจำหน่าย และดำเนินการชำระบัญชีตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 และพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 โจทก์เป็นผู้ชนะการประมูล จึงได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีต่อจำเลยทั้งสี่รวมทั้งสิทธิในหลักประกัน และโจทก์ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ โดยรับว่าในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้เงินต้นแก่โจทก์ 7,000,000 บาท กับดอกเบี้ย 6,939,205.55 บาท และขอผ่อนปรนโดยตกลงชำระเงินต้น 7,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปีนับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2542 จนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน แต่ทั้งนี้ต้องชำระหนี้ทั้งหมดไม่เกินวันที่ 30 พฤษภาคม 2545 ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขแล้ว โจทก์ตกลงจะปลดหนี้ที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 แต่หากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ให้ถือว่าการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการปลดหนี้เป็นอันยกเลิก หลังจากทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัดโดยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงครั้งเดียวเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 เป็นเงิน 3,600,000 บาท ซึ่งปรากฏว่าในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระเงินต้น 7,000,000 บาท กับดอกเบี้ย 3,359,342.54 บาท นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2544 โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 5,191,315.07 บาท รวมเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 15,550,657.61 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้แล้ว จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 15,550,657.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปีของเงินต้น 7,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่จนครบ

จำเลยที่ 3 ให้การและฟ้องแย้งว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด ไม่มีอำนาจจัดตั้งและจัดการกองทุนรวมโจทก์ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวไม่มีวัตถุประสงค์และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทจัดการกองทุนรวม การจดทะเบียนกองทุนรวมโจทก์ต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากมิได้จดทะเบียนภายใน 1 ปี นับถัดจากวันที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ และผู้ซื้อหน่วยลงทุนบางรายถือหน่วยลงทุนเกินร้อยละ 10 ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมด อันเป็นการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศดังกล่าว การจดทะเบียนกองทุนรวมโจทก์จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล และไม่อาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีได้ สิทธิเรียกร้องที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งหากผู้ชนะการประมูลต้องการเสนอให้ผู้อื่นลงนามในสัญญาขายแทน จะต้องระบุชื่อพร้อมกับยื่นเอกสารของผู้ที่จะลงนามในสัญญาขายเสนอต่อองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินภายใน 2 วัน นับจากวันประมูล คือภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2542 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ยังไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล เพราะยังไม่ได้จดทะเบียนกองทุนรวม โจทก์ไม่อาจลงนามในสัญญาขายกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในเวลาต่อมาได้สัญญาขายจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์โดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ไม่เคยทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจึงยังไม่ถึงกำหนดฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะไม่อาจเข้าใจได้ว่าโจทก์ฟ้องบังคับตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หรือสัญญาจำนอง หรือตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 3 ได้รับความเสียหายโดยถูกโต้แย้งสิทธิจากการจดทะเบียนกองทุนรวมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาล ขอให้ยกฟ้อง และเพิกถอนการจดทะเบียนกองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 3 โจทก์ในคดีนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 3 ส่วนฟ้องแย้งศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่จำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 3 อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้แยกส่งสำนวนที่เกี่ยวข้องไปยังศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการฟ้องแย้งนั้นนอกจากจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้แล้ว ต้องเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมอย่างไรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ด้วย คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์อ้างว่าประมูลซื้อมาจากการขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ในฐานะที่โจทก์เป็นกองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้คดีในสาระสำคัญที่นำมาสู่การฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล ไม่อาจเป็นโจทก์ฟ้องคดี และไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากการดำเนินการตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนรวม การถือหน่วยลงทุนการจดทะเบียนกองทุนรวมต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนการลงนามในสัญญาขายกับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น ดังนี้ หากศาลรับฟังและวินิจฉัยว่า การจัดตั้งกองทุนรวมโจทก์และการลงนามในสัญญาขายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ก็ไม่มีสิทธิจะฟ้องขอให้บังคับตามสิทธิเรียกร้องที่อ้างว่าประมูลซื้อมาได้ และศาลย่อมพิพากษายกฟ้องอยู่แล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าการจดทะเบียนกองทุนรวมโจทก์ยังคงมีอยู่หรือไม่ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ผู้รับจดทะเบียนซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนได้เสียถึงกับจะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนกองทุนรวมโจทก์จึงไม่มีสภาพแห่งข้อหาว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 3 แต่เป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่อาจฟ้องแย้งรวมเข้ามาในคำให้การคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และแม้ว่าศาลชั้นต้นจะสั่งไม่รับฟ้องแย้งโดยมิได้สั่งให้จำเลยที่ 3 ฟ้องเป็นคดีต่างหากตามถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในมาตรา 177 วรรคสาม ก็ตาม แต่ฟ้องแย้งเป็นคำคู่ความซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจและมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในมาตรา 177 วรรคสามที่ว่า ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก จึงมีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับฟ้องแย้งอันเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 นั่นเอง การที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้จำเลยที่ 3 ฟ้องเป็นคดีต่างหาก จึงไม่มีผลทำให้เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ทั้งไม่มีเหตุที่จะต้องกำหนดเวลาเพื่อให้จำเลยที่ 3 ฟ้องเป็นคดีต่างหากตามที่ขอมาในอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 3
จำเลย — บริษัทพาร์คบีชรีสอร์ท จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3171/2550
#272697
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น ตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่น ๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้ปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวนี้ หากศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองในชั้นนี้ไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นผลบังคับแต่อย่างใด เมื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 485,000 บาท และค่าเสียหายเป็นเงิน 31,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จ

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นงดไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองเพราะเหตุจำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลกับพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วย..." บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น ตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่น ๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้ปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ให้ยกคำร้องจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ดังนี้ หากศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดี การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองในชั้นนี้ไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้สิ้นผลบังคับแต่อย่างใด เมื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 จัตวา ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกาฬสินธุ์มอเตอร์ จำกัด
จำเลย — นางหทัยรัตน์ โคตุทา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3169/2550
#410553
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยอาจฟ้องไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นที่จ่ายไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจากจำเลยทั้งสองได้ตั้งแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไปคือวันที่ 2 ธันวาคม 2540 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 ซึ่งขณะนั้น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 มีผลใช้บังคับแล้ว กำหนดอายุความจึงต้องถือตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ซึ่งตามมาตรา 31 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่าการใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด เมื่อโจทก์รู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิดตั้งแต่ก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2541 เกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิดแล้ว จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 รถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 3123 ร้อยเอ็ด ไว้จากนายอดุลย์ เกษมทรัพย์ มีระยะคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น - 0905 กาฬสินธุ์ ไปในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 3123 ร้อยเอ็ด ซึ่งนายอดุลย์เป็นผู้ขับเป็นเหตุให้นายอดุลย์ นางสาวประดับศรี ช่อประพันธ์ นางกาญจนา เกษมทรัพย์ นางสาวพยอม พาประโยชน์ และนายประยงค์ ทองเผือก ซึ่งโดยสารไปในรถยนต์คันดังกล่าวได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย โจทก์ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นให้แก่ผู้บาดเจ็บทั้งห้าคน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 เป็นเงินรวม 50,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายดังกล่าวจากจำเลยทั้งสอง โจทก์ติดตามทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 53,750 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 239 ประกอบมาตรา 247 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่า โจทก์รู้ตัวจำเลยที่ 1 ว่าเป็นผู้ซึ่งต้องรับผิดตั้งแต่ก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2540 มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การเริ่มนับอายุความใช้สิทธิไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยจากรถในคดีนี้เอาแก่บุคคลภายนอกต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ คดีนี้คือพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ที่แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งตามมาตรา 31 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 กำหนดให้โจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ยภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้จ่ายเงินค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัย หรือภายใน 5 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด นอกจากนั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 หาได้มีบทบัญญัติให้ใช้บังคับย้อนหลังไปถึงวันเกิดเหตุหรือให้ใช้บังคับนับแต่วันเกิดเหตุแต่อย่างใดไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป... ดังนั้น การที่โจทก์จะฟ้องไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นที่จ่ายไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจากจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงอาจบังคับใช้สิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไปคือวันที่ 2 ธันวาคม 2540 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 มีผลใช้บังคับแล้ว กำหนดอายุความจึงต้องถือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ซึ่งตามมาตรา 31 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่าในกรณีความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอกเมื่อบริษัทได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัย บริษัทมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าวได้ การใช้สิทธิดังกล่าวต้องกระทำภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด เมื่อตามข้อเท็จจริงที่ยุติได้ความว่าโจทก์รู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิด คือจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2541 จึงเกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ตัวผู้ซึ่งต้องรับผิดแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2540 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมนึก พันธ์ชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
สุรพล เจียมจูไร
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3152/2550
#272623
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม... เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำหรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่นรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง..." และมาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี (1)...(5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมในการผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์และสินค้าอื่น ๆ เมื่อพิจารณาชื่อของบริษัท ศ. ลูกหนี้แล้ว เห็นว่า เป็นบริษัทค้าวัสดุ และบริษัทดังกล่าวติดต่อซื้อปูนซีเมนต์ไปจากโจทก์ เมื่อปี 2536 ต่อมาปี 2537 จำเลยทั้งสองจึงผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับบริษัท ศ. เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อสินค้าปูนซีเมนต์ที่บริษัทดังกล่าวมีอยู่ต่อโจทก์ก่อนแล้ว หรือขณะทำสัญญาค้ำประกันรวมทั้งหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตโดยกำหนดต้นเงินค้ำประกันสูงถึง 6,000,000 บาท แสดงว่าการซื้อขายปูนซีเมนต์ระหว่างโจทก์กับบริษัท ศ. มิได้กระทำเพียงคราวเดียว แต่เป็นการซื้อขายปูนซีเมนต์จำนวนมากต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2536 จึงเชื่อว่า บริษัท ศ. ซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์ไปเพื่อจำหน่าย มิใช่ซื้อไปเพื่อให้เป็นการเฉพาะภายในบริษัท กรณีย่อมตกอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความห้าปี มิใช่สองปี

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้บริษัท ศ. ชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมจึงต้องร่วมรับผิดด้วย แต่โจทก์ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียวและการที่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งชำระหนี้นั้น ย่อมได้เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ ด้วย ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 291 และมาตรา 292 เพื่อมิให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาแก่บริษัท ศ. ในคดีอื่นซ้ำซ้อนกับจำเลยทั้งสองในคดีนี้ จึงกำหนดความรับผิดในการชำระหนี้ของจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับบริษัท ศ. ไว้ในคำพิพากษาคดีนี้ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมรับผิดกับบริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด ในมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด ชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง ส่วนจำเลยทั้งสองให้ยกฟ้อง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 275,563.84 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม มูลหนี้เดิมที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดคือมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายซึ่งมีอายุความสองปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด เข้าทำสัญญากับโจทก์ตั้งแต่ปี 2536 โจทก์จึงต้องฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดภายในปี 2538 โจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในหนี้ดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2544 เกินกว่าระยะเวลาดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การซื้อขายระหว่างโจทก์กับบริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด เป็นการซื้อขายระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าหรือุตสาหกรรมกับบริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด ซึ่งได้ซื้อปูนซีเมนต์ไปจากโจทก์เพื่อกิจการค้าของบริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความห้าปีนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตกรรม... เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำหรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง..." และมาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความห้าปี (1)...(5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมในการผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์และสินค้าอื่น ๆ เมื่อพิจารณาชื่อของบริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด แล้ว เห็นว่า เป็นบริษัทค้าวัสดุ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า บริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด ติดต่อซื้อปูนซีเมนต์ไปจากโจทก์เมื่อปี 2536 ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2537 จำเลยทั้งสองจึงผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับบริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด เพื่อชำระหนี้หนี้ค่าซื้อสินค้าปูนซีเมนต์ที่บริษัทดังกล่าวมีอยู่ต่อโจทก์ก่อนแล้ว หรือขณะทำสัญญาค้ำประกัน รวมทั้งหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยกำหนดต้นเงินค้ำประกันสูงถึง 6,000,000 บาท แสดงว่าการซื้อขายปูนซีเมนต์ระหว่างโจทก์กับบริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด มิได้กระทำเพียงครั้งหนึ่งคราวเดียวแต่เป็นการซื้อขายปูนซีเมนต์จำนวนมากต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2536 จึงเชื่อว่าบริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด ซื้อปูนซีเมนต์จากโจทก์ไปเพื่อจำหน่ายมิใช่ซื้อไปเพื่อใช้เป็นการเฉพาะภายในบริษัท กรณีย่อมตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความห้าปี มิใช่สองปี ศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 1077/2544 พิพากษาให้บริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด ชำระหนี้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อไป นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ แสดงว่าบริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด ผิดนัดนับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2543 เป็นต้นมา แม้นางสาวมัลลิกา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ จะเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองว่า หนี้ค่าซื้อปูนซีเมนต์ของบริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด ครบกำหนดชำระวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 ก็ตาม แต่เมื่อนับจากวันดังกล่าวถึงวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้ คือวันที่ 6 กันยายน 2544 แล้วก็ยังไม่ล่วงพ้นกำหนดอายุความห้าปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ สำหรับปัญหาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใดนั้น เนื่องจากโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงมาเสร็จสิ้นเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1077/2544 พิพากษา ให้บริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด ชำระเงินจำนวน 254,094.56 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 201,706.21 บาท นับถัดจากวันฟ้อง คือวันที่ 21 ธันวาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมจึงต้องร่วมรับผิดด้วย แต่โจทก์ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว และการที่ลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งชำระหนี้นั้นย่อมได้เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่น ๆ ด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 และมาตรา 292 เพื่อมิให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาแก่บริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1077/2544 ซ้ำซ้อนกับจำเลยทั้งสองในคดีนี้ จึงกำหนดความรับผิดในการชำระหนี้ของจำเลยทั้งสองไว้ในคำพิพากษานี้ด้วย"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 254,094.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 201,706.21 บาท นับถัดจากวันที่ 21 ธันวาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับบริษัทศรียนต์ค้าวัสดุ จำกัด ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1077/2544 ของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34 ม. 291 ม. 292
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเชิงชัช สุภาศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3127/2550
#268477
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าเมื่อผู้ใดมีลำไยสดอยู่ในความครอบครองไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือของญาติพี่น้อง แม้จะไม่มีพื้นที่ปลูกลำไยเป็นของตนเองก็สามารถเข้าร่วมโครงการรับซื้อลำไยสดจากเกษตรกรตามนโยบายของรัฐได้ จำเลยกระทำความผิดไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งเมื่อถูกดำเนินคดีก็ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด อันแสดงว่าจำเลยรู้สำนักในความผิดแห่งตน และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยเคยทำคุณงามความดี ทั้งเมื่อคำนึงถึงโทษจำคุกที่ได้รับเพียง 2 เดือน การให้จำเลยรับโทษจำคุกไปเสียเลย ย่อมไม่เป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวม สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกซึ่งได้แยกดำเนินคดีต่างหากร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมายผู้มีหน้าที่รับแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ปี 2547 ว่าจำเลยมีพื้นที่ปลูกลำไยให้ผลผลิตแล้วจำนวน 14 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 944 กิโลกรัมต่อไร่ รวมผลผลิตทั้งสิ้น 13,216 กิโลกรัม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 137, 267

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในประการแรกว่าจำเลยไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในทำนองว่าจำเลยมิได้มีเจตนากระทำความผิด และการกระทำของจำเลยมิได้ทำให้นางจรัสศรีและรัฐได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลฎีการับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวนั้น เห็นว่า ข้อที่จำเลยยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่รับว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ชอบแล้ว และเมื่อจำเลยยกปัญหาข้อเท็จจริงนี้ขึ้นโต้แย้งในชั้นฎีกาอีก จึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นเดียวกัน

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าเมื่อผู้ใดมีลำไยสดอยู่ในความครอบครองไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือของญาติพี่น้อง แม้จะไม่มีพื้นที่ปลูกลำไยเป็นของตนเองก็สามารถเข้าร่วมโครงการรับซื้อลำไยสดจากเกษตรกรตามนโยบายของรัฐได้ จำเลยกระทำความผิดไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งเมื่อถูกดำเนินคดีจำเลยให้การรับสารภาพมาโดยตลอด อันแสดงว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดแห่งตนและไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยมีเอกสารประกอบท้ายฎีกาว่า จำเลยเคยได้กระทำคุณงามความดีโดยเข้าร่วมทำงานเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยรับการฝึกอบรมไทยอาสาป้องกันชาติของจังหวัดลำพูน เป็นทหารกองประจำการเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรโครงการกองหนุนเพื่อความมั่นคงของชาติ ฝึกอบรมหลักสูตรแจ้งข่าวอาชญากรรมของสถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งหัวช้าง หลักสูตรการฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กระทรวงมหาดไทย หลักสูตรราษฎรอาสาสมัครตำรวจชุมชนรุ่นที่ 1 ของตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน และเป็นผู้ประสานพลังแผ่นดินของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ เมื่อคำนึงถึงโทษจำคุกที่จำเลยได้รับเพียง 2 เดือน ซึ่งมีระยะเวลาอันสั้นแล้ว การให้จำเลยต้องรับโทษจำคุกไปเสียเลยนั้น ย่อมไม่เป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีด้วยการรอการลงโทษให้จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยรู้สึกหลาบจำจึงเห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายรุ่งโรจน์ คำพรหม
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3126/2550
#272820
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 238 วรรคหนึ่งที่ว่า ต้นฉบับเอกสารเท่านั้นที่อ้างเป็นพยานได้ เป็นบทบัญญัติในภาค 5 ของ ป.วิ.อ. ซึ่งมุ่งหมายที่จะใช้บังคับแก่พยานหลักฐานซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ตามมาตรา 226 ผู้ร้องเพียงนำสืบว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เครื่องถ่ายเอกสารของกลางที่ศาลสั่งริบแล้วเพื่อขอให้ศาลสั่งคืนแก่ผู้ร้องตาม ป.อ. มาตรา 36 กรณีจึงไม่จำต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้โดยเคร่งครัด เมื่อผู้ร้องแนบสำเนาสัญญาเช่าซื้อซึ่งผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องรับรองว่าถูกต้องและมีจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสารของกลางและลงชื่อในสำเนาสัญญาเช่าซื้อมาเบิกความยืนยัน ซึ่งโจทก์ยื่นคำคัดค้านเพียงว่าโจทก์ไม่รับรองสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ร้องอ้าง โดยมิได้คัดค้านว่าสำเนาสัญญาเช่าซื้อมีข้อความไม่ตรงกับต้นฉบับและไม่ถูกต้องอย่างไร สำเนาสัญญาเช่าซื้อจึงรับฟังได้ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าผู้ร้องให้จำเลยเช่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสารของกลาง เมื่อจำเลยยังชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้องไม่ครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เครื่องถ่ายเอกสารของกลางและมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเครื่องถ่ายเอกสารของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 10, 12, 15 และริบเครื่องถ่ายเอกสารยี่ห้อโกดัก รุ่นอินเมทเซ็ท 50 หมายเลขเครื่อง 0002055 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยเช่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสารยี่ห้อโกดัก รุ่นอินเมทเซ็ท 50 หมายเลขเครื่อง 0002055 ของกลางไปจากผู้ร้อง จำเลยยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบ กรรมสิทธิ์เครื่องถ่ายเอกสารของกลางจึงยังเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนเครื่องถ่ายเอกสารของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์เครื่องถ่ายเอกสารของกลาง โจทก์ไม่รับรองสัญญาเช่าซื้อ ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้คืนเครื่องถ่ายเอกสารของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยนำเครื่องถ่ายเอกสารยี่ห้อโกดัก รุ่นอันเมทเซ็ท 50 หมายเลขเครื่อง 0002055 ของกลาง ไปใช้กระทำความผิดคดีนี้ และศาลมีคำพิพากษาให้ริบและคดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยที่โจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านได้ว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ในชั้นนี้คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เครื่องถ่ายเอกสารของกลางหรือไม่ ผู้ร้องมีจำเลยเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยเช่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสารของกลางจากผู้ร้องในราคา 120,000 บาท ชำระค่าเช่าซื้อ 12 งวด เริ่มชำระเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อ จำเลยผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้อง 6 งวด ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน หลังจากเครื่องถ่ายเอกสารของกลางถูกริบ จำเลยไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ร้องอีก เห็นว่า ผู้ร้องมีสำเนาสัญญาเช่าซื้อที่ นายมนัส ลี้สมบัติวัฒนะ ผู้รับมอบอำนาจรับรองว่าถูกต้องและมีจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสารของกลางและลงชื่อในสำเนาสัญญาเช่าซื้อมาเบิกความยืนยัน คดีนี้เป็นเรื่องที่ผู้ร้องร้องขอให้ศาลสั่งคืนเครื่องถ่ายเอกสารของกลางที่ศาลสั่งริบแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 จึงไม่จำต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 238 มาใช้บังคับโดยเคร่งครัด เพราะบทบัญญัติในภาค 5 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามุ่งหมายที่จะใช้แก่พยานหลักฐานซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ เมื่อผู้ร้องได้แนบสำเนาสัญญาเช่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสารของกลางมาท้ายคำร้องแล้ว โจทก์ยื่นคำคัดค้านเพียงว่าโจทก์ไม่รับรองสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ร้องอ้าง โดยโจทก์มิได้คัดค้านว่าสำเนาสัญญาเช่าซื้อมีข้อความไม่ตรงกับต้นฉบับและไม่ถูกต้องอย่างไร ทั้งจะแปลความคำคัดค้านของโจทก์ดังกล่าวว่าหมายถึงโจทก์คัดค้านทั้งความถูกต้องและความมีอยู่ของสัญญาเช่าซื้อดังที่โจทก์ฎีกามิได้ การที่ผู้ร้องไม่ส่งต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 238 วรรคหนึ่ง สำเนาสัญญาเช่าซื้อจึงรับฟังได้ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าผู้ร้องให้จำเลยเช่าซื้อเครื่องถ่ายเอกสารของกลาง เมื่อจำเลยยังชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้ร้องไม่ครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เครื่องถ่ายเอกสารของกลางและมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเครื่องถ่ายเอกสารของกลาง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาให้คืนเครื่องถ่ายเอกสารของกลางให้แก่ผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 238 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
ผู้ร้อง — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก๊อปปี้เทค ซัพพลายแอนด์เซอร์วิส
จำเลย — นายนิตย์ ภักดีสุจริต
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3125/2550
#272621
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องมีรถบรรทุกของกลางไว้เพื่อรับจ้าง การที่ผู้ร้องขึงผ้ากระสอบไว้เพื่อกำหนดความสูงมิให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างบรรทุกน้ำหนักเกิน และกำชับจำเลยไม่ให้บรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นเพียงวิธีการควบคุมเบื้องต้นและเป็นเรื่องภายในระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเท่านั้น แต่ผู้ร้องยังมีหน้าที่ตรวจตราโดยหาวิธีอื่นมาควบคุมมิให้จำเลยบรรทุกน้ำหนักเกินอีกด้วย มิใช่ปล่อยให้จำเลยขับรถบรรทุกของกลางไปบรรทุกข้าวเปลือกโดยไม่ควบคุมดูแลการบรรทุก ดังนั้น การที่ผู้ร้องปล่อยปละละเลยจนจำเลยขับรถบรรทุกของกลางบรรทุกข้าวเปลือกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 4, 61, 73 และริบรถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80-4857 สิงห์บุรี ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80-4857 สิงห์บุรี ของกลาง จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง วันเกิดหตุผู้ร้องใช้ให้จำเลยขับรถบรรทุกของกลางบรรทุกข้าวเปลือกของนายอนุสิทธิ์ เต่าแก้ว ไปส่งโรงสีตั้งพัฒนา ตามที่นายอนุสิทธิ์ว่าจ้าง ระหว่างทางเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในข้อหาใช้ยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และศาลมีคำสั่งริบรถบรรทุกของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ที่ผู้ร้องนำสืบว่า วันเกิดเหตุผู้ร้องสั่งให้จำเลยไปบรรทุกข้าวเปลือกเพียง 15 เกวียน แต่จำเลยบรรทุกข้าวเปลือกที่เหลืออีกประมาณ 1 เกวียนไปด้วย เป็นเหตุให้น้ำหนักบรรทุกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดนั้น ข้อเท็จจริงแตกต่างกับที่ผู้ร้องและจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การที่ว่าก่อนวันเกิดเหตุมีฝนตกหนัก ข้าวเปลือกที่บรรทุกไปมีความชื้นสูง เป็นเหตุให้น้ำหนักบรรทุกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ที่ผู้ร้องนำสืบว่าวันเกิดเหตุจำเลยบรรทุกข้าวเปลือกในปริมาณเกินกว่าที่ผู้ร้องสั่งให้บรรทุกจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่ผู้ร้องเบิกความว่า ได้ใช้ผ้ากระสอบเพื่อกำหนดความสูงมิให้จำเลยบรรทุกเกิน และผู้ร้องกำชับจำเลยไม่ให้บรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า ผู้ร้องมีรถบรรทุกของกลางไว้เพื่อรับจ้าง การที่ผู้ร้องขึงผ้ากระสอบไว้เพื่อกำหนดความสูงมิให้จำเลยบรรทุกเกินและกำชับจำเลยไม่ให้บรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นเพียงวิธีการควบคุมเบื้องต้น และเป็นเรื่องภายในระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเท่านั้น แต่ผู้ร้องยังมีหน้าที่ตรวจตราโดยหาวิธีอื่นมาควบคุมมิให้จำเลยบรรทุกน้ำหนักเกินอีกด้วย มิใช่ปล่อยให้จำเลยขับรถบรรทุกของกลางไปบรรทุกข้าวเปลือกโดยไม่ควบคุมดูแลการบรรทุก ดังนั้น การที่ผู้ร้องปล่อยปละละเลยจนจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถบรรทุกของกลางบรรทุกข้าวเปลือกน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้คืนรถบรรทุกของกลางแก่ผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
ผู้ร้อง — นายละออ คงดี
จำเลย — นายสุพัชนิ์ แช่มสุขขี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3119/2550
#272395
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 7/1 (2) จะบัญญัติให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้ในชั้นสอบสวนและมาตรา 134/3 บัญญัติว่าผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ และมาตรา 134/4 (2) บัญญัติในเรื่องการถามคำให้การผู้ต้องหานั้นให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่าผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ก็ตาม แต่ในบทบัญญัติของมาตรา 134/4 วรรคท้าย ก็บัญญัติไว้แต่เพียงว่า ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา 134/3 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้เท่านั้น ดังนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นก็หาทำให้การสอบสวนคดีไม่ชอบแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2541 เวลากลางวัน จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก 0.45 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อเป็นเงินจำนวน 500 บาท เหตุเกิดที่ตำบลไผ่ลิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน จำนวน 5 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายและยึดเงินจำนวน 500 บาท ซึ่งได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยและธนบัตรชนิดต่างๆ จำนวน 1,300 บาท ที่จำเลยได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลางเมทแอมเฟตามีนของกลางหมดไปในการตรวจพิสูจน์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 คืนเงินที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของและริบเงินจำนวน 1,300 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี คืนเงินล่อซื้อแก่เจ้าของ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษจำคุก 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเฉพาะฎีกาข้อ 2.2 ของจำเลยซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมมิได้เกิดจากความสมัครใจ เหตุที่จำเลยลงชื่อรับสารภาพในชั้นจับกุม เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายจำเลยจนจำเลยเกิดความกลัว เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา คำรับสารภาพในชั้นจับกุมจึงไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาที่โต้เถียงว่าจำเลยให้การรับสารภาพเพราะถูกทำร้ายร่างกายจนจำเลยเกิดความกลัวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็เป็นการสั่งโดยผิดหลง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยที่ว่าการตรวจค้นของพยานโจทก์ในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าการตรวจค้นของพยานโจทก์จะได้กระทำลงไปโดยไม่มีหมายค้นอันจะทำให้การค้นไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากลำพังเพียงเหตุดังกล่าวเพียงเหตุเดียวไม่มีผลถึงกับทำให้พยานโจทก์มีพิรุธตามที่จำเลยฎีกา ส่วนฎีกาข้อกฎหมายข้อสุดท้ายของจำเลยที่ว่า การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะพนักงานสอบสวนมิได้แจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหา (จำเลย) ทราบว่า ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ผู้ต้องหาไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำของตนได้และพนักงานสอบสวนมิได้ให้ทนายความหรือผู้ที่ผู้ต้องหาไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนด้วยนั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1 (2) จะบัญญัติให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้ในชั้นสอบสวนปากคำตนได้ในชั้นสอบสวนและมาตรา 134/3 บัญญัติว่าผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้และมาตรา 134/4 (2) บัญญัติในเรื่องการถามคำให้การผู้ต้องหานั้นให้พนักงานสอบสงนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่าผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ก็ตาม แต่ในบทบัญญัติของมาตรา 134/4 วรรคท้าย ก็บัญญัติไว้แต่เพียงว่าถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่งหรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา 134/3 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้เท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าพนักงานสอบสวนจะไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นก็ตามก็หาทำให้การสอบสวนคดีไม่ชอบแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ริบเงินของกลาง 1,300 บาท ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนรายอื่น แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ริบนั้นพอแปลได้ว่าศาลล่างทั้งสองเห็นควรคืนให้แก่เจ้าของ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรสั่งคืนแก่เจ้าของ"

พิพากษายืน แต่ให้คืนเงินของกลาง 1,300 บาท แก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 7/1 ม. 134/3 ม. 134/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายเทอดศักดิ์ เจริญศิริวัฒนะกุล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3115 -ที่ 3116/2550
#272812
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองเพราะเห็นว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีไม่จำต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยที่ 2 มีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุมขึ้นแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่จำเลยที่ 2 คงแก้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่เท่านั้น จำเลยที่ 2 หาได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมขึ้นแก้อุทธรณ์ด้วยไม่ ดังนั้น ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงไม่ใช่ปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในชั้นศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9201/2542 นั้น จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ และมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของโจทก์ทั้งสอง โดยมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1447/2543 นั้น ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานรับของโจรทรัพย์รวม 4 รายการ และมีคำสั่งให้คืนทรัพย์ทั้ง 4 รายการแก่โจทก์ที่ 2 โดยคดีอาญาทั้งสองเรื่องดังกล่าวไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ซึ่งในการฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 ในการรับเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไว้และโจทก์ที่ 2 ได้รับทรัพย์คืนจากจำเลยที่ 2 แล้ว 4 รายการ คือ ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 20, 24, 25 และ 26 รวมเป็นเงิน 8,700 บาท ส่วนทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 17 ได้รับคืนเฉพาะองค์พระส่วนทองคำที่ลอกไปยังไม่ได้คืน โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวนอื่นๆ นอกจากทรัพย์ 4 รายการพร้อมองค์พระดังกล่าว ซึ่งศาลในคดีอาญาทั้งสองคดีดังกล่าวยังมิได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้บางประเด็นจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 1 ถึงอันดับที่ 9 แก่โจทก์ที่ 1 หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 180,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 1 ถึงอันดับที่ 13 อันดับที่ 15 ถึงอันดับที่ 17 (เฉพาะทองคำที่ลอกไปจากองค์พระ) อันดับที่ 18, 19, 21 ถึงอันดับที่ 23 และอันดับที่ 27 ถึงอันดับที่ 29 แก่โจทก์ที่ 2 หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 468,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งสองและพยานจำเลยที่ 2 เฉพาะประเด็นที่มิใช่เป็นการฟ้องซ้ำแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 400 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองเพราะเห็นว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีไม่จำต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองไม่เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยที่ 2 มีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุมขึ้นแก้อุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่จำเลยที่ 2 คงแก้อุทธรณ์เฉพาะปัญหาว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่เท่านั้น จำเลยที่ 2 หาได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุมขึ้นแก้อุทธรณ์ด้วยไม่ ดังนั้นปัญหาว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ จึงไม่ใช่ปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในชั้นศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาเพียงข้อเดียวว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ สำหรับประเด็นข้อนี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้ลักทรัพย์ต่างๆ รวม 10 รายการ รวมเป็นเงิน 187,500 บาท ของโจทก์ที่ 1 และลักทรัพย์ต่างๆ รวม 29 รายการ รวมเป็นเงิน 489,000 บาท ของโจทก์ที่ 2 ไปโดยสุจริต ต่อมาจำเลยที่ 1 ถูกจับกุมและถูกฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 9256/2542 และศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์ของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 187,500 บาท และให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 480,300 บาท ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9201/2542 คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว และจำเลยที่ 2 ได้รับจี้สีขาวคล้ายเพชรรูปสมอเรือ จำนวน 1 อัน ราคา 1,200 บาท แหวนสีทองมีพลอยสีทับทิม จำนวน 1 วง ราคา 4,500 บาท จี้สีขาวคล้ายเพชรรูปดอกไม้ จำนวน 1 อัน ราคา 1,000 บาท และต่างหูคล้ายเพชร จำนวน 1 คู่ ราคา 2,000 บาท รวมราคาทรัพย์ทั้งสิ้น 8,700 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของโจทก์ที่ 2 ที่ถูกจำเลยที่ 1 ลักไป จากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาโดยการกระทำความผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ถูกจับกุมและถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 9256/2542 และศาลอาญากรุงเทพใต้ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ ซึ่งพนักอัยการโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ คือ คดีอาญาหมายเลขดำที่ 9451/2542 จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ฐานรับของโจร มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และให้คืนของกลางทั้ง 4 รายการแก่โจทก์ที่ 2 ด้วย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1447/2543 โดยคดีดังกล่าวโจทก์ทั้งสองเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 2 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เห็นว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9201/2542 นั้น จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ และมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของโจทก์ทั้งสอง โดยมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1447/2543 นั้น ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานรับของโจรทรัพย์รวม 4 รายการ และมีคำสั่งให้คืนทรัพย์ทั้ง 4 รายการแก่โจทก์ที่ 2 โดยคดีอาญาทั้งสองเรื่องดังกล่าวไม่มีประเด็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ซึ่งในการฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 1 ในการรับเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไว้และโจทก์ที่ 2 ได้รับทรัพย์คืนจากจำเลยที่ 2 แล้ว 4 รายการ คือ ทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 20, 24, 25 และ 26 รวมเป็นเงิน 8,700 บาท ส่วนทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 17 ได้รับคืนเฉพาะองค์พระ ส่วนทองคำที่ลอกไปยังไม่ได้คืน โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวนอื่นๆ นอกจากทรัพย์ 4 รายการพร้อมองค์พระดังกล่าว ซึ่งศาลในคดีอาญาทั้งสองคดีดังกล่าวยังมิได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้บางประเด็นจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ทั้งสองและพยานจำเลยที่ 2 เฉพาะประเด็นที่มิใช่เป็นการฟ้องซ้ำ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศราวุธ ศิวรักษ์ กับพวก
จำเลย — นางสาวโอ้ ชมนันท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ