คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 712/2550
#272577
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ใจความว่า ด้วย ร.ม.ต.ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 47 และมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ออกประกาศกระทรวงเกษตรให้กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตลอดเขตท้องที่ทุกจังหวัดและโจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2 ใจความว่า ก. ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 จำเลยทั้งหกร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้ขึ้นที่บริเวณไม่มีเลขที่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลหนองย่างทอย อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยร่วมกันตั้งโรงงานทำเป็นสถานที่ขึ้นเพื่อทำการแปรรูปไม้ไผ่ซางโดยใช้เครื่องจักรกล ได้แก่แท่นเครื่องแปรรูปไม้ไผ่ซาง 4 แท่น แท่นเครื่องตัดไม้ไผ่ซางมีใบเลื่อยพร้อมมอเตอร์ 3 เครื่อง และตาชั่ง 1 เครื่อง เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ภายในโรงงาน ที่ใช้ทำการเลื่อยแปรรูปไม้ไผ่ซางให้เปลี่ยนรูป เปลี่ยนขนาด แปรเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ทั้งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่มีเหตุอันควรได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ข. จำเลยทั้งหกได้บังอาจร่วมกันทำไม้ภายในเขตป่าฝั่งซ้ายของแม่น้ำป่าสัก ในท้องที่ตำบลหนองย่างทอย อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยได้ร่วมกันนำไม้ไผ่ซางที่มีอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวมาผ่าเลื่อยให้เปลี่ยนรูป เปลี่ยนขนาด แปรเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม อันเป็นการกระทำให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ โดยจำเลยทั้งหกไม่ได้รับสัมปทานและมิได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันทำการแปรรูปไม้หรือกระทำด้วยประการอื่นใดแก่ไม้ อันเป็นการทำให้ไม้เปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิมโดยมิได้รับอนุญาตภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานแปรรูปไม้ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ อันเป็นความผิดคนละฐานซึ่งมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างจากความผิดฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ และความผิดฐานทำไม้ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องมา ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำความผิดฐานแปรรูปไม้ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตมาในฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บรรยายข้อเท็จจริงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุบทมาตราให้ลงโทษมาด้วย ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานนี้ได้ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งหกร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้ขึ้นเพื่อทำการแปรรูปไม้ไผ่ซาง โดยใช้เครื่องจักรกล ได้แก่ แท่นเครื่องแปรรูปไม้ไผ่ซาง 4 แท่น แท่นเครื่องตัดไม้ไผ่ซางมีใบเลื่อยพร้อมมอเตอร์ 3 เครื่อง ตาชั่ง 1 เครื่อง เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ภายในโรงงานที่ใช้ทำการเลื่อยแปรรูปไม้ไผ่ซางให้เปลี่ยนรูป เปลี่ยนขนาด แปรเปลี่ยนสภาพไปจากเดิมโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันควรได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ที่บริเวณไม่มีเลขที่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลหนองย่างทอย อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ และจำเลยทั้งหกร่วมกันทำไม้ภายในเขตป่าฝั่งซ้ายของแม่น้ำป่าสัก ท้องที่ตำบลหนองย่างทอย อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยร่วมกันนำไม้ไผ่ซางที่มีอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติมาผ่าเลื่อยให้เปลี่ยนรูป เปลี่ยนขนาด แปรเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม อันเป็นการกระทำให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยจำเลยทั้งหกไม่ได้รับสัมปทานและมิได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลหนองย่างทอย อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งหกได้พร้อมด้วยแท่นเครื่องแปรรูปไม้ไผ่ซาง 4 แท่น แท่นเครื่องตัดไม้มีใบเลื่อยจำนวน 1 แท่น พร้อมมอเตอร์ 3 เครื่อง ตาชั่ง 1 เครื่อง ไม้ไผ่ซางที่แปรรูปแล้ว 750 กิโลกรัม และไม้ไผ่ซางที่ยังไม่ได้แปรรูป 55 ลำ ที่จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้อุปกรณ์ และที่ได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากป่าสงวนแห่งชาติ และจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งหกขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่ปฏิเสธเฉพาะข้อหาทำในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยรับว่าร่วมกันแปรรูปไม้แต่มิได้กระทำภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ส่วนข้อหาตั้งโรงงานแปรรูปไม้ จำเลยทั้งหกมิได้ให้การ ถือว่าจำเลยทั้งหกยังคงให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท จำเลยทั้งหกให้การรับสภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 50,000 บาท ริบของกลาง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งหกจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับตามคำพิพากษา ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกไม่มีความผิดฐานร่วมกันแปรรูปไม้ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่ให้จ่ายสินบนนำจับ แต่ให้ริบของกลางเว้นแต่ไม้ไผ่ซางที่แปรรูปแล้วและที่ยังไม่ได้แปรรูปตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 74 ทวิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานแปรรูปไม้ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ใจความว่า ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 47 และมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ออกประกาศกระทรวงเกษตรให้กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตลอดเขตท้องที่จังหวัดทุกจังหวัด และโจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2 ใจความว่า ก. ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 จำเลยทั้งหกร่วมกันตั้งโรงงานแปรรูปไม้ขึ้นที่บริเวณไม่มีเลขที่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลหนองย่างทอย อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยร่วมกันตั้งโรงงานทำเป็นสถานที่ขึ้นเพื่อทำการแปรรูปไม้ไผ่ซาง โดยใช้เครื่องจักรกลได้แก่ แท่นเครื่องแปรรูปไม้ไผ่ซาง 4 แท่น แท่นเครื่องตัดไม้ไผ่ซางมีใบเลื่อยพร้อมมอเตอร์ 3 เครื่อง และตาชั่ง 1 เครื่อง เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ภายในโรงงานที่ใช้ทำการเลื่อยแปรรูปไม้ไผ่ซางให้เปลี่ยนรูป เปลี่ยนขนาด แปรเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ทั้งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่มีเหตุอันควรได้รับยกเว้นตามกฎหมาย ข. จำเลยทั้งหกได้บังอาจร่วมกันทำไม้ภายในเขตป่าฝั่งซ้ายของแม่น้ำป่าสัก ในท้องที่ตำบลหนองย่างทอย อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยได้ร่วมกันนำไม้ไผ่ซางที่มีอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวมาผ่า เลื่อย ให้เปลี่ยนรูป เปลี่ยนขนาด แปรเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม อันเป็นการกระทำให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ โดยจำเลยทั้งหกไม่ได้รับสัมปทานและมิได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันทำการแปรรูปไม้หรือกระทำด้วยประการอื่นใดแก่ไม้อันเป็นการทำให้ไม้เปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิมโดยมิได้รับอนุญาตภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานแปรรูปไม้ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 อันเป็นความผิดคนละฐานซึ่งมีองค์ประกอบความผิดต่างจากความผิดฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ และความผิดฐานทำไม้ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องมา ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำความผิดฐานแปรรูปไม้ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตมาในฟ้อง ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บรรยายข้อเท็จจริงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุบทมาตราให้ลงโทษมาด้วย ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานนี้ได้ ต้องห้ามตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ได้สั่งริบไม้ไผ่ซางที่แปรรูปแล้วและที่ยังไม่ได้แปรรูปของกลางแต่ไม่ได้ส่งคืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ"

พิพากษายืน แต่ให้คืนไม้ไผ่ซางที่แปรรูปแล้วและที่ยังไม่ได้แปรรูปของกลางตามฟ้องให้แก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
นายแดงหรือหนูแดง โกมินทร์
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 708/2550
#272592
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ว่า ว. หัวหน้าหน่วยงานคดี กองนิติการ สังกัดกรมโจทก์ ทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2535 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดนับตั้งแต่นั้นด้วย เพราะ ว. และอธิบดีกรมโจทก์ต่างก็ปฏิบัติราชการในหน้าที่ของโจทก์เช่นเดียวกัน เพียงแต่ปฏิบัติงานตามระเบียบการบังคับบัญชาที่แตกต่างกันตามหน้าที่เท่านั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 21 ธันวาคม 2544 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ แต่ในชั้นฎีกา จำเลยกลับฎีกาว่า คณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่งที่โจทก์ต่างแต่งตั้งได้สอบสวนหาตัวผู้กระทำละเมิดแล้วมีความเห็นว่า จำเลยเป็นผู้ต้องรับผิดชอบทางแพ่งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2535 จึงถือว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยเป็นผู้ต้องรับผิดชอบทางแพ่งแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 21 ธันวาคม 2544 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ แม้จำเลยจะอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาเดียวกันคือปัญหาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แต่ข้อที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาแตกต่างไปจากข้อที่เคยยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ ถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2535 จำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 7 ป - 4944 กรุงเทพมหานคร ไปตามทางหลวงหมายเลข 34 จากด้านจังหวัดชลบุรีมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังด้วยความเร็วสูง แล้วรถเกิดเสียหลักแฉลบไปชนเสาไฟฟ้าแสงสว่างชนิดกิ่งเดียวและเสาป้ายไม้ของโจทก์ซึ่งติดตั้งอยู่ริมถนนดังกล่าว บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 12 + 039 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับความเสียหาย โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2544 ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 39,423.64 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,145 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 7 ป - 4944 กรุงเทพมหานคร ในขณะเกิดเหตุ และไม่ได้เป็นนายจ้างหรือตัวการของผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ปลายปี 2535 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 21 ธันวาคม 2544 ซึ่งเกิน 1 ปี คดีจึงขาดอายุความ และค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกิน 15,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ว่า นายวินัย ธีรอภิศักดิ์กุล หัวหน้าหน่วยงานคดีกองนิติการ สังกัดกรมโจทก์ ทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2535 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบเหตุละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดนับตั้งแต่เดือนนั้นด้วย เพราะนายวินัยและอธิบดีกรมโจทก์ต่างก็ปฏิบัติราชการในหน้าที่ของโจทก์เช่นเดียวกันเพียงแต่ปฏิบัติงานตามระเบียบการบังคับบัญชาที่แตกต่างกันตามหน้าที่เท่านั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 21 ธันวาคม 2544 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ แต่ในชั้นฎีกาจำเลยกลับฎีกาว่า คณะกรรมการสอบสวนหาหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่งที่โจทก์แต่งตั้งได้สอบสวนหาตัวผู้กระทำละเมิดแล้วมีความเห็นว่า จำเลยเป็นผู้ต้องรับผิดชอบทางแพ่งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2535 จึงถือว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยเป็นผู้ต้องรับผิดชอบทางแพ่งแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 21 ธันวาคม 2544 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ แม้จำเลยจะอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาเดียวกันคือปัญหาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แต่ข้อที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาแตกต่างไปจากข้อที่เคยยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ ถือว่าเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นายซิมหรือชิณ ซิมทอง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 690/2550
#268405
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติใน พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) ฯ มาตรา 3 บัญญัติให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) อนุมาตราแต่ละอนุมาตรามีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้โดย พ.ร.ฎ.ซึ่งการขายที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในการเกษตรกรรมเป็นการขายที่ดินที่ผู้ขายมีไว้ประกอบกิจการนั้นเอง ไม่ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร การตีความกรณีการขายที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม ซึ่งไม่ถือเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามาตรา 3 (5) แห่ง พ.ร.ฎ. ดังกล่าว แต่หากขายไปภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งที่ดินจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น ย่อมเป็นการแปลขยายความ มาตรา 3 (6) ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ถือเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (5) กลายมาเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) อีก อันเป็นการแปลขยายความในทางเป็นผลร้ายแก่ผู้ขายที่ดินที่ตนใช้ในเกษตรกรรม แม้ทำให้รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี แต่กระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์และส่วนได้เสียของผู้ขายซึ่งได้ใช้ที่ดินนั้นในการเกษตรกรรม ทั้งตามมาตรา 3 (6) บัญญัติไว้เพื่อการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตามาตรา 3 (1) ถึง (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรก็ยังมีข้อยกเว้นอีกหลายกรณีด้วยแสดงว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้ที่ดินมา มิได้ถือเป็นการขายอันเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (5) ได้กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร การที่โจทก์ขายที่ดินมีไว้ใช้ในการประกอบเกษตรกรรม ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง จึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 1001011/6/100208 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 และเลขที่ 1001011/6/100330 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/26/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 และเลขที่ สภ.1(อธ.1)/27/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547

จำเลยให้การว่า การขายที่ดินของโจทก์ดังกล่าวกระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มา จึงถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 แม้เป็นการขายที่ดินที่ใช้ในเกษตรกรรม แต่โจทก์ได้ขายภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้มา ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ซึ่งต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมดอกเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นตามหนังสือแจ้งการประเมิน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) เลขที่ 1001011/6/100208 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 และเลขที่ 1001011/6/100330 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/26/2547 และเลขที่ สภ.1(อธ.1)/27/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายใช้ในเกษตรกรรม แต่ได้กระทำภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องอยู่ในบังคับเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรประกอบ มาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 91/2 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้...

(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." และขณะที่มีการขายที่ดินพิพาทนั้น พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรมีดังต่อไปนี้

(1) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการจัดสรรที่ดิน

(2) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียนเป็นอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

(3) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อขายหรือมีพฤติการณ์ของผู้ขายว่าปลูกสร้างเพื่อขาย รวมถึงการขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าว ไม่ว่าจะมีการแบ่งแยกหรือไม่

(4) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) หรือ (3) เฉพาะกรณีการแบ่งขายในลักษณะคล้ายคลึงกับการจัดสรรที่ดิน หรือการขายอาคารชุดหรือการแบ่งขายอาคาร หรือขายโดยไม่มีการแบ่งแยกแต่มีพฤติการณ์ของผู้ขายแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าจะมีการแบ่งแยกภายหลังการขาย

(5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม

(6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่

(ก) การขายหรือถูกเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืออสังหาริมทรัพย์

(ข) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดก

(ค) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และได้อาศัยเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น"

เมื่อบทบัญญัติในพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวบัญญัติให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) มี 6 อนุมาตรา แต่ละอนุมาตรามีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งการขายที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในการเกษตรกรรมเป็นการขายที่ดินที่ผู้ขายมีไว้ประกอบกิจการนั้นเอง ไม่ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร การตีความกรณีการขายที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรมซึ่งไม่ถือเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแต่หากขายไปภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งที่ดินจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น ย่อมเป็นการแปลขยายความ มาตรา 3 (6) ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ถือเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามาตรา 3 (5) กลายมาเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) อีก อันเป็นการแปลขยายความในทางเป็นผลร้ายแก่ผู้ขายที่ดินที่ตนใช้ในเกษตรกรรม แม้ทำให้รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีแต่กระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์และส่วนได้เสียของผู้ขายซึ่งได้ใช้ที่ดินนั้นในการเกษตรกรรม ทั้งตามมาตรา 3 (6) บัญญัติไว้เพื่อการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 3 (1) ถึง (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรก็ยังมีข้อยกเว้นอีกหลายกรณีด้วย แสดงว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้ที่ดินมา มิได้ถือเป็นการขายอันเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ม. 3 (5) ม. 3 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศุภพัฒน์หรือศุภลักษณ์ ทีปประสาน
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 690/2550
#272010
เปิดฉบับเต็ม

การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายใช้ในการเกษตรกรรม แม้ได้กระทำภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ป.รัษฎากร ประกอบมาตรา 3 (6) แห่ง พ.ร.ก.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2536 โจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9537 ตำบลช่างเหล็ก อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในราคา 4,000,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่ 4814 ตำบลช่างเหล็ก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในราคา 4,400,000 บาท ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2539 โจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5053 ตำบลบางภาษี อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ในราคา 22,000,000 บาท ที่ดินทั้ง 3 แปลง ดังกล่าวเป็นที่นาและไม่มีสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญาซื้อขาย แต่เป็นการยืมชื่อเพื่อการแบ่งแยกโฉนดที่ดิน ต่อมามีการจดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดทั้ง 3 แปลงดังกล่าวคืนมาเป็นของโจทก์บางส่วน โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 1001011/6/100208 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 แจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีเมษายน 2536 ให้โจทก์ต้องชำระทั้งสิ้น 1,824,372 บาท และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธรุกิจเฉพาะ เลขที่ 1001011/6/100330 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 ประเมินภาษีธรุกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2539 ให้โจทก์ต้องชำระรวมทั้งสิ้น 1,452,000 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/26/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 วินิจฉัยภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีเมษายน 2536 รวมภาษีที่โจทก์ต้องชำระ 912,186 บาท และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/27/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 วินิจฉัยเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีธันวาคม 2539 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ รวมภาษีที่โจทก์ต้องชำระ 1,452,000 บาท การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (5) ได้กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร การที่โจทก์ขายที่ดินมีไว้ใช้ในการประกอบเกษตรกรรมไม่มีสิ่งปลูกสร้าง จึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 1001011/6/100208 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 และเลขที่ 1001011/6/100330 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1(อธ.1)/26/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 และเลขที่ สภ.1(อธ.1)/27/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547

จำเลยให้การว่า โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4814 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2531 โฉนดเลขที่ 9537 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2531 และขายที่ดินทั้งสองแปลงเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2536 และโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5039 เมื่อปี 2536 และได้ขายที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 การที่โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นนั้น ถือเป็นการขายตามบทนิยามแห่งประมวลรัษฎากร และการขายที่ดินของโจทก์ดังกล่าวกระทำภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้มา จึงถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 แม้เป็นการขายที่ดินที่ใช้ในเกษตรกรรม แต่โจทก์ได้ขายภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้มา ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ซึ่งต้องเสียภาษีธรุกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นตามหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) เลขที่ 1001011/6/100208 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 และเลขที่ 1001011/6/100330 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/26/2547 และเลขที่ สภ.1(อธ.1)/27/2547 ลงวันที่ 28 มกราคม 2547 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายใช้ในเกษตรกรรม แต่ได้กระทำภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องอยู่ในบังคับเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรประกอบมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 91/2 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้...

(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." และขณะที่มีการขายที่ดินพิพาทนั้น พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรมีดังต่อไปนี้

(1) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการจัดสรรที่ดิน

(2) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียนเป็นอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

(3) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อขายหรือมีพฤติการณ์ของผู้ขายว่าปลูกสร้างเพื่อขาย รวมถึงการขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าว ไม่ว่าจะมีการแบ่งแยกหรือไม่

(4) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) หรือ (3) เฉพาะกรณีการแบ่งขายในลักษณะคล้ายคลึงกับการจัดสรรที่ดิน หรือการขายอาคารชุด หรือการแบ่งขายอาคาร หรือขายโดยไม่มีการแบ่งแยกแต่มีพฤติการณ์ของผู้ขายแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าจะมีการแบ่งแยกภายหลังการขาย

(5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการแต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรม

(6) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้อสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่

(ก) การขายหรือถูกเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

(ข) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดก

(ค) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และได้อาศัยเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น"

เมื่อบทบัญญัติในพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวบัญญัติให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) มี 6 อนุมาตรา แต่ละอนุมาตรามีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งการขายที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในการเกษตรกรรมเป็นการขายที่ดินที่ผู้ขายมีไว้ประกอบกิจการนั้นเอง ไม่ถือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร การตีความกรณีการขายที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรมซึ่งไม่ถือเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว แต่หากขายไปภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งที่ดินจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น ย่อมเป็นการแปลขยายความมาตรา 3 (6) ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ถือเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (5) กลายมาเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 3 (6) อีก อันเป็นการแปลขยายความในทางเป็นผลร้ายแก่ผู้ขายที่ดินที่ตนใช้ในเกษตรกรรม แม้ทำให้รัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี แต่กระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์และส่วนได้เสียของผู้ขายซึ่งได้ใช้ที่ดินนั้นในการเกษตรกรรม ทั้งตามมาตรา 3 (6) บัญญัติไว้เพื่อการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 3 (1) ถึง (5) ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรก็ยังมีข้อยกเว้นอีกหลายกรณีด้วย แสดงว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้ที่ดินมา มิได้ถือเป็นการขายอันเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศุภพัฒน์หรือศุภลักษณ์ ทีปประสาน
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 689/2550
#271899
เปิดฉบับเต็ม

โรงเรือนส่วนที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 10 ต้องเป็นโรงเรือนส่วนที่เจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษาและมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรม โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวพิพาทเป็นนิติบุคคล มีฐานะ สิทธิและหน้าที่ของตนต่างหากจากบุคคลธรรมดา และมีที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือที่ตั้งที่ทำการอันเป็นสถานประกอบการเป็นที่อยู่ แม้ ว. จะเป็นผู้แทนของโจทก์ แต่ก็เป็นบุคคลธรรมดา การที่ ว. อยู่อาศัยในตึกแถวพิพาทจึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของอยู่เองที่จะไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2538 มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 และวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2545 และ 2546 ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ได้รับใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.8) ให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเป็นเงินภาษีปีละ 117,245 บาท โจทก์ชำระเงินค่าภาษีจำนวนดังกล่าวแล้วและยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่โดยขอให้ลดค่าภาษีประจำปีภาษี 2545 ลง จำนวน 11,345 บาท และปีภาษี 2546 ลดลง 12,595 บาท เพราะบางส่วนของโรงเรือนใช้เป็นที่พักอาศัยของผู้แทนโจทก์ ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แต่จำเลยมีคำชี้ขาดให้ยืนตามการประเมิน โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินกับคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยดังกล่าวไม่ถูกต้อง ทำให้โจทก์ต้องชำระภาษีเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 6 เลขที่ 11 ลงวันที่ 19 เมษายน 2545 และเล่มที่ 5 เลขที่ 5 ลงวันที่ 18 เมษายน 2546 ใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 2 เลขที่ 35 และเล่มที่ 3 เลขที่ 10 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 ให้จำเลยคืนเงิน 26,279.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,940 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โรงเรือนรายพิพาทตามฟ้องโจทก์นำพื้นที่บางส่วนออกให้เช่าเป็นการใช้ประกอบการค้าตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ พื้นที่ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ได้นำออกให้เช่าและให้กรรมการของโจทก์อยู่อาศัย จึงไม่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย 1,000 บาท ส่วนค่าธรรมเนียมอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนางวิภาดา โอภาเฉลิมพันธุ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนซึ่งเป็นตึกแถว 4 ชั้น 2 คูหา และเป็นที่ตั้งสถานประกอบการของโจทก์ ปีภาษี 2545 โจทก์นำตึกแถวให้บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด เช่าชั้นล่างและชั้นลอยบางส่วนเพื่อประกอบการค้า ชั้นล่างและชั้นลอยส่วนที่เหลือจากการให้เช่าและชั้นสองกับชั้นสามโจทก์ให้นางวิภาดากับครอบครัวอยู่อาศัยโดยไม่คิดค่าเช่า ส่วนชั้นสี่ปิดไม่ได้ใช้ ปีภาษี 2546 โจทก์นำตึกแถวให้บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด เช่าชั้นล่างและชั้นลอยบางส่วนเพื่อประกอบการค้า กับให้บริษัทโอบราเดอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (2530) จำกัด เช่าชั้นล่างบางส่วน ชั้นล่างและชั้นลอยส่วนที่เหลือจากการให้เช่าและชั้นสองกับชั้นสามโจทก์ให้นางวิภาดากับครอบครัวอยู่อาศัยโดยไม่คิดค่าเช่า ส่วนชั้นสี่ปิดไม่ได้ใช้ โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 และ 2546 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินค่ารายปีพื้นที่ชั้นล่างและชั้นลอยส่วนที่โจทก์ไม่ได้ให้เช่า และชั้นสองกับชั้นสามที่โจทก์ให้นางวิภาดากับครอบครัวอยู่อาศัยโดยไม่คิดค่าเช่า แล้วแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2545 และ 2546 ให้โจทก์ชำระเป็นเงินปีละ 117,285 บาท โจทก์ชำระเงินค่าภาษีตามการประเมินและยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินทั้งสองปีภาษี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ชี้ขาดยืนตามการประเมิน โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พื้นที่ของตึกแถวพิพาทส่วนที่โจทก์ให้นางวิภาดากับครอบครัวอยู่อาศัยได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หรือไม่ เห็นว่า บทกฎหมายมาตราดังกล่าวบัญญัติว่า "โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ซึ่งเจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษา และซึ่งมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรม ท่านให้งดเว้นจากบทบัญญัติแห่งภาคนี้ตั้งแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นไป" โรงเรือนส่วนที่จะได้รับยกเว้นจึงต้องเป็นโรงเรือนส่วนที่เจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษาและมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบกิจการอุตสาหกรรม โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวพิพาทเป็นนิติบุคคล มีฐานะ สิทธิและหน้าที่ของตนต่างหากจากบุคคลธรรมดา และมีที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือที่ตั้งที่ทำการอันเป็นสถานประกอบการเป็นที่อยู่ แม้นางวิภาดาจะเป็นผู้แทนของโจทก์ แต่ก็เป็นบุคคลธรรมดา การที่นางวิภาดาอยู่อาศัยในตึกแถวพิพาทจึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของอยู่เองตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวี อาร์ บี ดี จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ทองหล่อ โฉมงาม
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 688/2550
#267836
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งสองฉบับมาฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกันแต่เป็นกรณีที่โจทก์ขายที่ดินคนละเดือนภาษีกัน ต้องถือว่าการฟ้องแต่ละเดือนภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นเป็นคนละข้อต่างหากจากกัน สิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงจึงต้องพิจารณาจากจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์แต่ละฉบับ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับที่เกินกว่า 50,000 บาท จึงอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2538 โจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5413 และ 5414 และที่ดินโฉนดเลขที่ 10705 ต่อมาจำเลยได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นเงิน 105,600 บาท โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2538 เป็นเงินภาษี 9,000 บาท เบี้ยปรับ 9,000 บาท เงินเพิ่ม 9,000 บาท และภาษีบำรุงเทศบาล 2,700 บาท รวมเป็นเงิน 29,700 บาท และให้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2538 เป็นเงินภาษี 15,000 บาท เบี้ยปรับ 15,000 บาท เงินเพิ่ม 15,000 บาท และภาษีบำรุงเทศบาล 4,500 บาท รวมเป็นเงิน 49,500 บาท โดยอ้างว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ถูกต้องเนื่องจากที่ดินที่โจทก์ขายเป็นที่ดินที่ใช้ในเกษตรกรรม จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (5) ขอให้เพิกถอนคำสั่งเรียกเก็บภาษีทั้งสิ้นตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ 1./(อธ.2)/122/2546 และเลขที่ สภ 1./(อธ.2) 123/2546

จำเลยให้การว่า เมื่อปี 2534 โจทก์ได้ซื้อที่ดินมีโฉนดรวม 6 แปลง ต่อมาโจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5413 และ 5414 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2538 และขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10704 ถึง 10707 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2538 ซึ่งเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีนี้แม้โจทก์นำจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งสองฉบับมาฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกัน แต่เป็นกรณีที่โจทก์ขายที่ดินคนละเดือนภาษีกัน ต้องถือว่าการฟ้องแต่ละเดือนภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นเป็นคนละข้อหาต่างหากจากกัน สิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงจึงต้องพิจารณาจากจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์แต่ละฉบับ ซึ่งจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับที่เกินกว่า 50,000 บาท คู่ความจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์แต่ละฉบับมีจำนวนไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง การที่ศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ขายที่ดินเป็นทางค้าหรือหากำไรจึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีมิใช่เป็นการขายที่ดินที่โจทก์ใช้ในเกษตรกรรมที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้ว่า ที่ดินที่ขายใช้ในเกษตรกรรม เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอากรกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 เป็นกฎหมายมหาชนต้องตีความโดยเคร่งครัด ข้อยกเว้นตามมาตรา 3 (5) ที่ว่าไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในเกษตรกรรมนั้น กฎหมายไม่ได้บัญญัติว่าไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเกษตรกรรม เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่าโจทก์ปลูกต้นไม้เป็นปกติในที่ดินจึงเข้าข้อยกเว้นของกฎหมายดังกล่าวแล้วนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอากรกลาง โดยประสงค์ให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรรับฟังข้อเท็จจริงไปตามพยานหลักฐานของโจทก์เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย อันถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลภาษีอากรกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีอากรไม่วินิจฉัยให้"

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานพ พลจันทร์
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 687/2550
#267883
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทโจทก์มิได้ให้กรรมการและผู้อื่นกู้ยืมเงินเป็นปกติ แต่ให้กรรมการและผู้อื่นกู้ยืมเงินทุกปีอันเนื่องมาจากการเพิ่มทุนโดยออกหุ้นใหม่เพียงคราวเดียวเท่านั้น โจทก์มิได้ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ให้ชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม 18,509,885.67 บาท ภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 ให้ชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม 13,024,162.83 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2535 ให้ชำระภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวม 1,771,287 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2536 ให้ชำระภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวม 1,467,812 บาท โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ลดภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นลงโดยให้เรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 รวม 11,999,530.87 บาท ภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 รวม 8,251,951.10 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2535 รวม 876,315.96 บาท และภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2536 รวม 757,459.32 บาท การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือเดิมโจทก์มีทุนจดทะเบียนจำนวน 1,000,000 บาท ต่อมาได้จดทะเบียนเพิ่มทุนอีกจำนวน 159,000,000 บาท โดยได้ระบุในรายการจดทะเบียนเพิ่มทุนว่าได้เรียกให้ชำระเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นเต็มตามมูลค่าของหุ้นแล้ว ซึ่งความจริงโจทก์มิได้เรียกชำระเงินค่าหุ้นแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีเงินสดและเงินฝากธนาคาร และไม่มีรายรับดอกเบี้ย สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่เจ้าพนักงานประเมินคิดคำนวณโดยถือตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารนั้นไม่ชอบ เพราะกรณีนี้มิได้มีการให้กู้ยืมเงินจริง แต่เจ้าพนักงานประเมินคาดคะเนเอง อัตราดอกเบี้ยจึงไม่สามารถใช้ราคาตลาดได้ นอกจากนี้ โจทก์ได้บันทึกค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาถูกต้องแล้ว การที่เจ้าพนักงานประเมินประเมินว่า โจทก์บันทึกค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาสูงไปจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งโจทก์ได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าการคำนวณของเจ้าพนักงานประเมินไม่ถูกต้องไว้แล้ว แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่าโจทก์ไม่ได้โต้แย้งการประเมิน การวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานพักตากอากาศและสนามกีฬา (สนามกอล์ฟ) แต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงิน จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินดอกเบี้ยจากโจทก์เพื่อให้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ได้ โจทก์ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบของเจ้าพนักงานจำเลยตลอดมา และมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษี แต่เหตุเกิดจากการประเมินเงินได้ตามทางบัญชีและข้อกฎหมาย ที่จำเลยเห็นว่าโจทก์ควรที่จะต้องเสียภาษีเพิ่ม การที่โจทก์ต้องเสียภาษีเพิ่มและเบี้ยปรับเงินเพิ่มจึงไม่เป็นธรรม เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการหรือ 5 ปี นับแต่โจทก์ได้ยื่นรายการแล้ว เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจไต่สวนและประเมินภาษีโจทก์ ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

จำเลยให้การว่า การออกหมายเรียกตรวจสอบชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 2007171/6/100079 และ 100080 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.1/3.3/24/2546 และ สภ.2/อธ.1/3.4/24/2546 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2546 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดประกอบกิจการสถานพักตากอากาศและสนามกีฬา (สนามกอล์ฟ) ไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงิน เดิมโจทก์มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ต่อมาได้จดทะเบียนเพิ่มทุนอีก 159,000,000 บาท โดยระบุในรายการจดทะเบียนเพิ่มทุนว่าได้เรียกให้ชำระเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นเต็มตามมูลค่าของหุ้นแล้ว ซึ่งความจริงยังมิได้มีการชำระเงินค่าหุ้นเพิ่ม ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ให้ชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม 18,509,885.67 บาท ภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 ให้ชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม 13,024,162.83 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2535 ให้ชำระภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวม 1,771,287 บาท และภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2536 ให้ชำระภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น รวม 1,467,812 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 179 ถึง 182 โจทก์อุทธรณ์ตามคำอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 175 ถึง 178 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ลดภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น โดยให้เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 11,999,530.87 บาท ภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 พร้อมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวม 8,251,951.10 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2535 พร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวม 876,315.96 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2536 พร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวม 757,459.32 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 37 ถึง 44 มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2535 และเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2536 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2533 ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2533 ได้เพิ่มทุนอีก 159,000,000 บาท โดยออกหุ้นใหม่ โจทก์ระบุว่าได้เรียกชำระเงินค่าหุ้นครบถ้วนแล้วตั้งแต่ปี 2533 แต่ในงบการเงินปี 2535 และ 2536 โจทก์ได้ให้กู้ยืมเงินในจำนวนดังกล่าวทุกปี ถือว่าเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ที่ทำเป็นปกติ เจ้าพนักงานมีอำนาจประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะโดยกำหนดดอกเบี้ยรับแก่โจทก์ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) และมาตรา 91/16 (6) นั้น เห็นว่า จำเลยมีนางสาวจิตรา ไสลรวม กับนางสาวจุลีรัตน์ บุญรวม เป็นพยาน นางสาวจิตราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 5 สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 7 ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ตรวจสอบภาษีคดีนี้ต่อจากนางมารยาท เพียรพิทักษ์ เจ้าพนักงานประเมินคนเดิม เบิกความในส่วนของภาษีธุรกิจเฉพาะว่ากรณีดอกเบี้ยมีข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเนื่องจากเงินสดและเงินฝากธนาคารตามงบการเงินเฉพาะส่วนที่เกิน 1,200,000 บาท นั้น ถือเป็นเงินที่กรรมการนำไปใช้ส่วนตัว จึงฟังว่าโจทก์ให้กรรมการหรือผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เมื่อโจทก์มิได้นำดอกเบี้ยไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะเจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/15 และมาตรา 91/16 (6) กำหนดดอกเบี้ยเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยรับจำนวนเดียวกับกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนนางสาวจุลีรัตน์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 6 สำนักงานสรรพากรภาค 2 และเป็นผู้ตรวจคำอุทธรณ์ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะคดีนี้ก็เบิกความในส่วนของภาษีธุรกิจเฉพาะแต่เพียงว่าโจทก์มีรายรับจากดอกเบี้ยเนื่องจากการให้กรรมการและผู้อื่นกู้ยืม เข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามคำเบิกความของพยานจำเลยดังกล่าวไม่ได้ยืนยันว่า โจทก์ให้กรรมการและผู้อื่นกู้ยืมเงินเป็นปกติแต่อย่างใด การที่งบการเงินปี 2535 และ 2536 ของโจทก์ปรากฏว่าโจทก์ได้ให้กรรมการและบุคคลอื่นกู้ยืมเงินทุกปี แต่ก็เป็นการให้กู้ยืมเงินอันเนื่องมาจากการเพิ่มทุนโดยออกหุ้นใหม่เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2533 เพียงคราวเดียวเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพรอยัลคันทรีคลับ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 685/2550
#267834
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติถึงวิธีการหรือหลักเกณฑ์ในการขอแก้ไขคำฟ้องไว้ จึงต้องนำป.วิ.พ. มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

ตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 บัญญัติถึงการนัดพิจารณาไว้โดยเฉพาะแล้ว ไม่จำต้องนำเรื่องการชี้สองสถานตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 183 มาใช้บังคับ คดีแรงงานจึงไม่มีการชี้สองสถาน เมื่อไม่มีการชี้สองสถานโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน จึงมีสิทธิที่จะยื่นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนนทบุรีที่ 34/2545 ลงวันที่ 2 กันยายน 2545 ของจำเลยที่ 1 ที่สั่งให้จำเลยที่ 2 นายจ้างของโจทก์จ่ายค่าจ้างในวันลาป่วย ค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณี ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดเป็นเงิน 10,549.93 บาท ให้แก่โจทก์นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์สมควรได้รับเพิ่มขึ้นอีกได้แก่ค่าจ้างในวันลาป่วย ค่าทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ ค่าล่วงเวลาในวันหยุดพักผ่อนประจำปี และเงินที่นายจ้างต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 รวมเป็นเงิน 26,235 บาท และจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายเงินดังกล่าวเพิ่มให้แก่โจทก์และให้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ด้วย

จำเลยที่ 1 ให้การว่า คำสั่งของจำเลยที่ 1 สั่งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่าสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างรายวันของจำเลยที่ 2 ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ในการทำงานไม่ได้กำหนดวันทำงานที่แน่นอน อยู่ที่ความพอใจของโจทก์ที่จะมาทำงานวันใดหรือไม่มาก็ได้ โจทก์ได้รับค่าจ้างเฉพาะวันที่มาทำงาน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินต่าง ๆ ตามฟ้องเพราะโจทก์เป็นลูกจ้างรายวัน โจทก์นำคดีมาฟ้องด้วยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ ศาลแรงงานกลางได้ไกล่เกลี่ยแล้วยังตกลงกันไม่ได้ จึงกำหนดประเด็นข้อพิพาท และนัดสืบพยานโจทก์ไป

ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในวันนัดสืบพยานโจทก์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องภายหลังจากที่ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ว่าคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ถึงครึ่งเดือน ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติถึงวิธีการหรือหลักเกณฑ์ในการขอแก้ไขคำฟ้องไว้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ซึ่งมาตรา 180 บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน..." คดีนี้ได้ความว่าวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์คู่ความมาศาล ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้วยังตกลงกันไม่ได้ จึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วให้นัดสืบพยานโจทก์วันที่ 24 ธันวาคม 2545 ครั้นถึงวันนัด ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันสืบพยานดังกล่าวของศาลแรงงานกลางเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจาณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ไม่จำต้องนำเรื่องการชี้สองสถานตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 มาใช้บังคับ ถือได้ว่าคดีแรงงานไม่มีการชี้สองสถาน เมื่อคดีนี้ไม่มีการชี้สองสถาน โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับลงวันที่ 17 มิถุนายน 246 ซึ่งยื่นก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้ และเมื่อพิเคราะห์คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ในข้อ 1.1 ที่ขอแก้ไขจาก "จำเลยที่ 2 ได้เลิกจ้างโจทก์" เป็น "จำเลยที่ 2 ได้ผิดนัดชำระหนี้ค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์" ในข้อ 1.2 ที่ขอแก้ไขตั้งแต่บรรทัดที่ 1 ถึงบรรทัดที่ 4 ในคำฟ้องแผ่นที่ 4 หน้าแรกจาก "นอกจากนี้" ไปจนถึง "โจทก์จึงไม่ได้ไปทำงาน" เป็น "เนื่องจากในวันที่ 25 มีนาคม 2545 โจทก์ได้ยื่นหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ค่าจ้างค้างจ่ายที่จำเลยผิดนัดค้างจ่ายไว้ แต่จำเลยเพิกเฉย จงใจกลั่นแกล้งไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์ทำให้โจทก์ไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพเพื่อทำงานกับจำเลยตามปกติได้ ประกอบกับโจทก์ย่อมมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 โจทก์จึงไม่ได้ไปทำงานกับจำเลย และต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ไปตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2545" ส่วนคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ในข้อ 2 และข้อ 3 ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างในวันลาป่วย ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดเพิ่มเติม โดยให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน เห็นว่า คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์เป็นการแก้ไขในรายละเอียดและเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ซึ่งเป็นข้อที่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ทั้งโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันโจทก์จึงมีสิทธิขอแก้ไขคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 และมาตรา 180 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องและยกคำร้องของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรชัย กาบแก้ว
จำเลย — นางสุนันท์ วิลัย พนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 685/2550
#268360
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มิได้บัญญัติถึงวิธีการหรือหลักเกณฑ์ในการขอแก้ไขคำฟ้องไว้ จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ซึ่งมาตรา 180 บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน..." ดังนั้น การที่ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ คู่ความมาศาล ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้วยังตกลงกันไม่ได้จึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วนัดสืบพยานโจทก์ การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันนัดสืบพยานดังกล่าวของศาลแรงงานกลางเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 39 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วไม่จำต้องนำเรื่องการชี้สองสถานตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 183 มาใช้บังคับ ถือได้ว่าคดีแรงงานไม่มีการชี้สองสถาน เมื่อไม่มีการชี้สองสถาน โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องโดยเป็นการแก้ไขในรายละเอียดและเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ซึ่งเป็นข้อที่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ทั้งโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โจทก์จึงมีสิทธิขอแก้ไขคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 และมาตรา 180 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ของจำเลยที่ 1 ที่สั่งให้จำเลยที่ 2 นายจ้างของโจทก์จ่ายค่าจ้างในวันลาป่วย ค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณี ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดเป็นเงิน 10,549.93 บาท ให้แก่โจทก์นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายเงินดังกล่าวเพิ่มให้แก่โจทก์และให้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ ศาลแรงงานกลางได้ไกล่เกลี่ยแล้วยังตกลงกันไม่ได้ จึงกำหนดประเด็นข้อพิพาท และนัดสืบพยานโจทก์ไป

ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในวันนัดสืบพยานโจทก์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องภายหลังจากที่ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้ว ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ว่าคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ถึงครึ่งเดือน ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติถึงวิธีการหรือหลักเกณฑ์ในการขอแก้ไขคำฟ้องไว้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ซึ่งมาตรา 180 บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน..." คดีนี้ได้ความว่าวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์คู่ความมาศาล ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้วยังตกลงกันไม่ได้ จึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วให้นัดสืบพยานโจทก์วันที่ 24 ธันวาคม 2545 ครั้งถึงวันนัดศาลแรงงานกลางอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันสืบพยานดังกล่าวของศาลแรงงานกลางเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วไม่จำต้องนำเรื่องการชี้สองสถานตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 มาใช้บังคับ ถือได้ว่าคดีแรงงานไม่มีการชี้สองสถาน เมื่อคดีนี้ไม่มีการชี้สองสถาน โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องฉบับลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546 ซึ่งยื่นก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้และเห็นว่า คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์เป็นการแก้ไขในรายละเอียดและเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์ ซึ่งเป็นข้อที่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ทั้งโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โจทก์จึงมีสิทธิขอแก้ไขคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 และมาตรา 180 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องและยกคำร้องของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 17 มิถุนายน 2546
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 180 ม. 183
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรชัย กาบแก้ว
จำเลย — นางสุนันท์ วิลัย พนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 681/2550
#267828
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่ดินราชพัสดุตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) แล้ว ยังเป็นความผิดฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างและทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินของรัฐ อันเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ด้วย ซึ่งตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้างและบริวารของผู้กระทำความผิดออกจากที่ดินนั้นได้ อันมิใช่โทษตาม ป.อ. มาตรา 18 แต่เป็นมาตรการที่มุ่งประสงค์ให้รัฐสามารถเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินได้โดยไม่จำต้องฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีแพ่งอีกต่างหาก ดังนั้น แม้ศาลจะลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่เมื่อเป็นความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ด้วย ศาลก็มีอำนาจสั่งให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินของรัฐได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2546 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้าง ทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินราชพัสดุ ทะเบียน ชบ. 465 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ในความปกครองดูแลและใช้ประโยชน์ของกรมสวัสดิการทหารเรือ กองทัพเรือ อันเป็นที่ดินของรัฐที่ใช้เพื่อประโยชน์ต่อแผ่นดินโดยเฉพาะ และจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครอง โดยจำเลยกับพวกเข้าไปขุด ถาง ปรับสภาพพื้นดินเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 52 ตารางวา และปลูกสร้างบ้านพักอาศัย 1 หลัง พร้อมล้อมรั้วลวดหนาม อันเป็นการเข้าไปรบกวนการครอบครองและถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตน โดยไม่มีเหตุอันสมควร และโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 362, 363, 365 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (2) (3) ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง และวรรคสี่ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบด้วยมาตรา 362, 83 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท ข้อหาอื่นและคำขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐนั้นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท กล่าวคือ นอกจากจำเลยจะมีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่ดินราชพัสดุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) แล้ว จำเลยยังมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างและทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินของรัฐอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้างและบริวารของผู้กระทำความผิดออกจากที่ดินนั้นได้ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 แต่เป็นมาตรการที่มุ่งประสงค์ให้รัฐอันเป็นเจ้าของที่ดินสามารถเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินได้โดยเร็วโดยไม่จำต้องฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีแพ่งอีกต่างหาก ดังนั้น แม้ศาลจะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เมื่อการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ด้วย ศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินของรัฐได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 90 ม. 365
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายสมาน ตาปนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 681/2550
#268350
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกเข้าไปขุด ถาง ปรับสภาพพื้นดิน และปลูกสร้างบ้านพักอาศัยพร้อมล้อมรั้วลวดหนาม ในที่ดินราชพัสดุ ซึ่งอยู่ในความปกครองดูแลและใช้ประโยชน์ของกรมสวัสดิการทหารเรือ กองทัพเรือ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท กล่าวคือ นอกจากจำเลยจะมีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่ดินราชพัสดุตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) แล้ว จำเลยยังมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างและทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินของรัฐอันเป็นความผิดตาม ป.ที่ดินฯ มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ด้วย ซึ่งตาม ป.ที่ดินฯ มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้างและบริวารของผู้กระทำความผิดออกจากที่ดินนั้นได้ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิใช่โทษตาม ป.อ. มาตรา 18 แต่เป็นมาตรการที่มุ่งประสงค์ให้รัฐอันเป็นเจ้าของที่ดินสามารถเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินได้โดยเร็วโดยไม่จำต้องฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีแพ่งอีกต่างหาก ดังนั้น แม้ศาลจะลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่เมื่อการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดตาม ป.ที่ดินฯ มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ด้วย ศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินของรัฐได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง ทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินราชพัสดุ ซึ่งอยู่ในความปกครองดูแลและใช้ประโยชน์ของกรมสวัสดิการทหารเรือกองทัพเรือ อันเป็นที่ดินของรัฐที่ใช้เพื่อประโยชน์ต่อแผ่นดินโดยเฉพาะ และจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครอง โดยจำเลยกับพวกเข้าไปขุด ถาง ปรับสภาพพื้นดินเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 52 ตารางวา และปลูกสร้างบ้านพักอาศัย 1 หลัง พร้อมล้อมรั้วลวดหนามอันเป็นการเข้าไปรบกวนการครอบครองและถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนโดยไม่มีเหตุอันสมควร และโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 362, 363, 365 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 (2) (3) ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง และวรรคสี่ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐด้วย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบด้วยมาตรา 362, 83 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท ข้อหาอื่นและคำขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐนั้นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท กล่าวคือ นอกจากจำเลยจะมีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่ดินราชพัสดุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) แล้ว จำเลยยังมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างและทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินของรัฐอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวารของผู้กระทำความผิดออกจากที่ดินนั้นได้ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 แต่เป็นมาตรการที่มุ่งประสงค์ให้รัฐอันเป็นเจ้าของที่ดินสามารถเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินได้โดยเร็วโดยไม่จำต้องฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีแพ่งอีกต่างหาก ดังนั้น แม้ศาลจะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เมื่อการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ด้วย ศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินของรัฐได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินของรัฐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 365 (2)
ป.ที่ดิน ม. 9 (1) ม. 9 ม. 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 108 ทวิ วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายสมาน ตาปนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 680/2550
#272575
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยข่มขืนใจผู้เสียหายคดีนี้กับผู้เสียหายอื่นในคดีก่อนในวันเดียวกันใช้วิธีการอย่างเดียวกัน และสถานที่เกิดเหตุเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยได้กระทำต่อผู้เสียหายต่างรายกันและเรียกค่าไถ่ทรัพย์สินจากผู้เสียหายแต่ละรายมากน้อยแตกต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับทรัพย์สินของผู้เสียหายแต่ละคนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยได้ชัดว่า จำเลยมีเจตนาแยกการกระทำของตนเป็นหลายกรรมต่างกัน ถือว่าจำเลยกระทำการหลายกรรมต่างกัน การกระทำของจำเลยคดีนี้จึงเป็นคนละกรรมต่างกันกับการกระทำของจำเลยในคดีก่อนของศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยข่มขืนใจนายอาวินด์ ซิงห์ ผู้เสียหาย ให้ยอมให้หรือยอมจะให้เงิน 800 บาท แก่จำเลย โดยจำเลยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพและทรัพย์สินของผู้เสียหาย จำเลยได้ยึดกระเป๋าผ้าไนลอน 1 ใบ ราคา 300 บาท และทรัพย์สินประเภทเสื้อผ้าที่บรรจุอยู่ในกระเป๋าดังกล่าว ได้แก่ เสื้อผ้า 150 ตัว ราคา 15,000 บาท และผ้าส่าหรี 12 ผืน ราคา 1,440 บาท รวมราคาทรัพย์ 16,740 บาท ของผู้เสียหายซึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศทางท่าอากาศยานกรุงเทพไว้ โดยจำเลยไม่มีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วขู่เข็ญผู้เสียหายว่าจะแจ้งเจ้าพนักงานจับผู้เสียหาย หรือจะทำลายทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ยึดไว้ หากผู้เสียหายไม่ยอมจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยเป็นค่าไถ่ทรัพย์สินดังกล่าว ผู้เสียหายกลัวว่าจะถูกจับหรือทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้จะถูกทำลาย จึงตกลงยินยอมจะให้เงิน 800 บาท แก่จำเลยตามที่ถูกจำเลยข่มขืนใจ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 จำคุก 2 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 211 - 212/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นการกระทำคราวเดียวเจตนาเดียวและมูลคดีเดียวกับผู้เสียหายสามคน คือผู้เสียหายคดีนี้ นายธรรม ดีโอกุปต้า และนายอาจิต กุมารราย ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 211 -212/2546 ของศาลชั้นต้น ในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำการอันเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองให้ยอมมอบเงินให้แก่จำเลยโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพหรือทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 211 - 212/2546 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยข่มขืนใจนายธรรม ดีโอกุปต้า ผู้เสียหายที่ 1 และนายอาจิต กุมารราย ผู้เสียหายที่ 2 ให้ยอมให้หรือยอมจะให้เงินคนละ 1,400 บาท แก่จำเลย โดยจำเลยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพและทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสอง โดยจำเลยได้ยึดกระเป๋าผ้าไนลอนของผู้เสียหายทั้งสองคนละ 2 ใบ และผ้าส่าหรีที่บรรจุอยู่ในกระเป๋าดังกล่าวคนละ 60 ผืน รวมราคาทรัพย์สินคนละ 9,000 บาท ที่ผู้เสียหายทั้งสองนำเข้ามาจากต่างประเทศทางท่าอากาศยานกรุงเทพไว้ แล้วขู่เข็ญผู้เสียหายทั้งสองว่าจะแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม หรือจะทำลายทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสองที่ยึดไว้ หากผู้เสียหายทั้งสองไม่ยอมจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยเป็นค่าไถ่ทรัพย์สินดังกล่าว ผู้เสียหายทั้งสองกลัวว่าจะถูกจับหรือทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้จะถูกทำลาย จึงตกลงยินยอมจะจ่ายเงินให้คนละจำนวน 1,400 บาท แก่จำเลยตามที่ถูกจำเลยข่มขืนใจ เห็นว่า แม้จำเลยข่มขืนใจผู้เสียหายคดีนี้กับผู้เสียหายทั้งสองในคดีดังกล่าวในวันเดียวกัน ใช้วิธีการอย่างเดียวกัน และสถานที่เกิดเหตุเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยได้กระทำต่อผู้เสียหายต่างรายกันและเรียกค่าไถ่ทรัพย์สินจากผู้เสียหายแต่ละรายมากน้อยแตกต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับทรัพย์สินของผู้เสียหายแต่ละคนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยได้ชัดว่า จำเลยมีเจตนาแยกการกระทำของตนเป็นหลายกรรมต่างกัน ถือว่าจำเลยกระทำการหลายกรรมต่างกัน การกระทำของจำเลยคดีนี้จึงเป็นคนละกรรมต่างกันกับการกระทำของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 211 - 212/2546 ของศาลชั้นต้น แม้คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโจทก์และคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม ฟ้องโจทก์คดีนี้ก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่มีระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายประทีป กุมารจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 678/2550
#268348
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย ดังนั้น นอกจากจำเลยจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว จำเลยต้องให้การโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏด้วย กล่าวคือ ต้องบรรยายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว การที่จำเลยให้การเพียงว่ามูลหนี้ตามคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้อง โดยมิได้กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏ จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลย ก็มิใช่เหตุที่ทำให้เกิดประเด็นข้อพิพาทตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,500,829.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า มูลหนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,500,829.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 สิงหาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างโจทก์โดยให้เหตุผลว่ามูลหนี้ตามคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องและศาลชั้นต้นก็ได้มีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยทั้งสองไว้แล้ว คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง กำหนดให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย ดังนั้น นอกจากจำเลยทั้งสองจะต้องให้การโดยชัดแจ้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว จำเลยทั้งสองต้องให้การโดยแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏด้วย กล่าวคือ ต้องบรรยายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้องคดีขาดอายุความไปแล้ว การที่จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่ามูลหนี้ตามคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้อง โดยมิได้กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏ จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยทั้งสอง ก็มิใช่เหตุที่ทำให้เกิดประเด็นข้อพิพาทตามกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำให้การจำเลยทั้งสองไม่มีประเด็นเรื่องอายุความชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความจึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจุฬาวิศวกรรม จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตีรวัฒน์สุรินทร์ก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 677/2550
#266916
เปิดฉบับเต็ม

การครอบครองที่ดินของผู้อื่น อันจะเป็นเหตุให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 นั้น ต้องเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่นที่ได้ออกโฉนดแล้วเท่านั้น ทั้งจะต้องครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีด้วย เมื่อทางราชการเพิ่งออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งห้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2539 นับถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้ง ยังไม่ถึงสิบปี จำเลยทั้งสองจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์

จำเลยทั้งสองจะนับระยะเวลาที่ครอบครองที่พิพาทก่อนที่พิพาทออกโฉนดรวมเข้าด้วยไม่ได้เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้แต่เฉพาะที่ดินมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านดังกล่าว ขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินที่เช่าโฉนดเลขที่ 241768 ดังกล่าวของโจทก์ทั้งห้า และส่งมอบที่ดินดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ทั้งห้า กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2528 โดยปลูกบ้านบนที่ดินพิพาทเป็นเวลากว่าสิบปี จำเลยทั้งสองไม่เคยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งห้า ค่าเสียหายไม่เกินเดือนละ 500 บาท ฟ้องของโจทก์ทั้งห้าเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 241768 ดังกล่าว เนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองโดยการครอบครอง ห้ามโจทก์ทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินส่วนดังกล่าว กับให้โจทก์ทั้งห้าจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา เป็นของจำเลยทั้งสอง หากโจทก์ทั้งห้าไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งห้า

โจทก์ทั้งห้าให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองมิได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายกู้เกียรติ ตันอังสนากุล จำเลยที่ 2 ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเลขที่ 280 พร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 241768 ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ แล้วส่งมอบที่ดินในสภาพที่เรียบร้อยให้แก่โจทก์ทั้งห้า ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 สิงหาคม 2540) จนกว่าจะส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ทั้งห้า และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 บัญญัติว่า "บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี...ไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์" หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ที่จะถูกครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์นั้น จะต้องเป็นของบุคคลอื่น ซึ่งก็คือบุคคลนั้นจะต้องมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง หลักฐานที่แสดงว่าผู้ใดเป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้น คือโฉนดที่ดินเพราะเป็นหลักฐานทางทะเบียนของทางราชการ ดังนั้น การครอบครองที่ดินของผู้อื่น อันจะเป็นเหตุให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์นั้นจะต้องเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่นที่ได้ออกโฉนดแล้วเท่านั้น ทั้งจะต้องครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีด้วย เมื่อทางราชการเพิ่งออกโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ. 7 ให้แก่โจทก์ทั้งห้า เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2539 เช่นนี้ การนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปเท่านั้น ระยะเวลาที่ครอบครองก่อนที่ดินพิพาทออกโฉนดไม่อาจนำมานับรวมกันได้ ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5279/2537 เมื่อคิดถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองจึงยังไม่ถึงสิบปี จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์นั้นชอบแล้ว

อนึ่ง คำพิพากษาศาลชั้นต้นมิได้กล่าวยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองและสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งด้วยนั้นยังไม่ถูกต้อง ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเสียด้วย ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์ทั้งห้า ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพยวน แก้วเกตุทอง กับพวก
จำเลย — นายกมล ตันอังสนากุล โดยนายกู้เกียรติ ตันอังสนากุล ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสมบัติ เดียวอิศเรศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบัณฑิต รชตะนันท์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 677/2550
#268398
เปิดฉบับเต็ม

การครอบครองปรปักษ์ที่ดินของผู้อื่นจนได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 นั้น อสังหาริมทรัพย์ที่จะถูกครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ จะต้องเป็นของบุคคลอื่น ซึ่งก็คือบุคคลนั้นจะต้องมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง หลักฐานที่แสดงว่าผู้ใดเป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้นคือโฉนดที่ดินเพราะเป็นหลักฐานทางทะเบียนของทางราชการ ดังนั้น การครอบครองที่ดินของผู้อื่น อันจะเป็นเหตุให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์นั้นจะต้องเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่นที่ได้ออกโฉนดแล้วเท่านั้น ทั้งจะต้องครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีด้วย เมื่อทางราชการเพิ่งออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งห้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2539 เช่นนี้ การนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปเท่านั้นระยะเวลาที่ครอบครองก่อนที่ดินพิพาทออกโฉนดไม่อาจนำมานับรวมกันได้ เมื่อคิดถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองจึงยังไม่ถึงสิบปีจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านดังกล่าว ขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และส่งมอบที่ดินดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ทั้งห้า กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองโดยการครอบครอง ห้ามโจทก์ทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว กับให้โจทก์ทั้งห้าจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 32 ตารางวา เป็นของจำเลยทั้งสอง หากโจทก์ทั้งห้าไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งห้า

โจทก์ทั้งห้าให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายกู้เกียรติ ตันอังสนากุล จำเลยที่ 2 ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้าน พร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วส่งมอบที่ดินในสภาพที่เรียบร้อยให้แก่โจทก์ทั้งห้า ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 15 สิงหาคม 2540) จนกว่าจะส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ทั้งห้า

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาข้อกฎหมายทำนองว่าการครอบครองปรปักษ์ที่ดินของผู้อื่นจนได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น กฎหมายมิได้บัญญัติว่าต้องเป็นการครอบครองเฉพาะที่ดินที่มีโฉนดที่ดินแล้วแต่อย่างใด กฎหมายคงบัญญัติเพียงว่าเป็นการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นเท่านั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปี จำเลยทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้วนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 บัญญัติว่า "บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี... ไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์" หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ที่จะถูกครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์นั้น จะต้องเป็นของบุคคลอื่น ซึ่งก็คือบุคคลนั้นจะต้องมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง หลักฐานที่แสดงว่าผู้ใดเป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้น คือโฉนดที่ดินเพราะเป็นหลักฐานทางทะเบียนของทางราชการ ดังนั้น การครอบครองที่ดินของผู้อื่น อันจะเป็นเหตุให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์นั้นจะต้องเป็นการครอบครองที่ดินของผู้อื่นที่ได้ออกโฉนดแล้วเท่านั้น ทั้งจะต้องครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีด้วย เมื่อทางราชการเพิ่งออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งห้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2539 เช่นนี้ การนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปเท่านั้น ระยะเวลาที่ครอบครองก่อนที่ดินพิพาทออกโฉนดไม่อาจนำมานับรวมกันได้ ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5279/2537 ระหว่างนางลักษณา สามแสน โจทก์ นางรัตติยา แสงสว่าง หรือพลไทยสงค์ จำเลย เมื่อคิดถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยการครอบครองจึงยังไม่ถึงสิบปี จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเสียด้วย ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์ทั้งห้า ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพยวน แก้วเกตุทอง กับพวก
นายกมล ตันอังสนากุล โดยนายกู้เกียรติ ตันอังสนากุล
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 675/2550
#267833
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ ม. มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่ขณะที่ซื้อขายกันที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินมือเปล่า ม. จึงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อ ม. ส่งมอบที่ดินพิพาทและโจทก์เข้าครอบครองแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตามมาตรา 1377 และ 1378 อันเป็นการได้สิทธิครอบครองมาด้วยการครอบครองตามกฎหมาย มิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย ม. ย่อมไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นทายาทของ ม. ให้ดำเนินการเพิกถอนชื่อ ม. ออกจากโฉนดที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 16552 จำเลยทั้งสองเป็นทายาทของนายมา ชาดี ผู้ที่มีชื่อในโฉนดที่ดินร่วมกับโจทก์ นายมาซึ่งถึงแก่ความตายไปนานแล้ว มิใช่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง เดิมที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 416 มีชื่อโจทก์และนายมาเป็นผู้ถือครอบครองโดยออกตาม ส.ค. 1 เลขที่ 146 ซึ่งมีชื่อนางฟอง ชาดี เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ หลังจากนางฟองถึงแก่ความตายนายมาผู้เป็นสามีได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ต่อมา จนกระทั่งปี 2519 นายมาได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์และครอบครัวได้ร่วมกันเข้าครอบครองทำประโยชน์มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 25 ปี จำเลยทั้งสองผู้เป็นทายาทของนางฟองและนายมา รวมทั้งทายาทคนอื่น ๆ ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยว จนกระทั่งปลายปี 2543 จำเลยที่ 1 ได้ทวงสิทธิเรียกร้องที่ดินพิพาทคืนอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวจำเลยทั้งสองให้ไปทำการเพิกถอนชื่อนายมาออกจากโฉนดที่ดินพิพาทแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันไปดำเนินการเพิกถอนชื่อนายมาออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 16552 ตำบลกุดชมภู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี หากจำเลยทั้งสองไม่ไปดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 146 ตำบลกุดชมภู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มีชื่อนางฟอง ชาดี เป็นเจ้าของ หลังจากนางฟองถึงแก่ความตายนายมา ชาดี ซึ่งเป็นสามีได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ และทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2519 ตามเอกสารหมาย จ.5 โดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่คงส่งมอบการครอบครองให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเท่านั้นต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2519 ทางราชการได้ออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 416 ตำบลกุดชมภู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มีชื่อโจทก์และนายมาเป็นเจ้าของร่วมกัน หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี นายมาถึงแก่ความตาย ต่อมาที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 16552 ตำบลกุดชมภู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มีชื่อโจทก์และนายมาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายมาให้ดำเนินการเพิกถอนชื่อนายมาออกจากโฉนดที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนายมาจะไม่ชอบเพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่ขณะที่ซื้อขายกันที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินมือเปล่า นายมาจึงมีเพียงสิทธิครอบครองแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 และ 1378 อันเป็นการได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาด้วยการครอบครองตามกฎหมาย มิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย นายมาย่อมไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายมาให้ดำเนินการเพิกถอนชื่อนายมาออกจากโฉนดที่ดินพิพาท ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 1377 ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวน แสงโสม
จำเลย — นายบัวลี ชาดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 675/2550
#268392
เปิดฉบับเต็ม

แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ ม. จะไม่ชอบเพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่ขณะที่ซื้อขายกันที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินมือเปล่า ม. จึงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อ ม.ส่งมอบที่ดินพิพาทและโจทก์เข้าครอบครองแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 และ 1378 อันเป็นการได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาด้วยการครอบครองตามกฎหมาย มิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย ม. ย่อมไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ ม. ให้ดำเนินการเพิกถอนชื่อ ม. ออกจากโฉนดที่ดินพิพาทปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันไปดำเนินการเพิกถอนชื่อนายมาออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 16552 ตำบลกุดชมพู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี หากจำเลยทั้งสองไม่ไปดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 146 ตำบลกุดชมพู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มีชื่อนางฟอง ชาดี เป็นเจ้าของ หลังจากนางฟองถึงแก่ความตายนายมา ชาดี ซึ่งเป็นสามีได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ และทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2519 ตามเอกสารหมาย จ.5 โดยมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คงส่งมอบการครอบครองให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเท่านั้น ต่อมาวันที่ 13 สิงหาคม 2519 ทางราชการได้ออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 416 ตำบลกุดชมพู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มีชื่อโจทก์และนายมาเป็นเจ้าของร่วมกัน หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี นายมาถึงแก่ความตาย ต่อมาที่ดินพิพาทได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 16552 ตำบลกุดชมพู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีมีชื่อโจทก์และนายมาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายมาให้ดำเนินการเพิกถอนชื่อนายมาออกจากโฉนดที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนายมาจะไม่ชอบเพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่ขณะที่ซื้อขายกันที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินมือเปล่า นายมาจึงมีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อนายมาส่งมอบที่ดินพิพาทและโจทก์เข้าครอบครองแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 และ 1378 อันเป็นการได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองตามกฎหมาย มิใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย นายมาย่อมไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายมาให้ดำเนินการเพิกถอนชื่อนายมาออกจากโฉนดที่ดินพิพาท ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 1377 ม. 1378
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวน แสงโสม
จำเลย — นายบัวลี ชาดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 663/2550
#267823
เปิดฉบับเต็ม

ครบกำหนดอุทธรณ์วันที่ 3 มิถุนายน 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2548 ซึ่งตรงกับวันศุกร์ จำเลยมีทนายความและรูปคดีไม่มีข้อยุ่งยากสลับซับซ้อน ย่อมสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลได้ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว แต่จำเลยหาได้ยื่นอุทธรณ์ไม่ การที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 20 มิถุนายน 2548 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไปอีก 3 วัน โดยอ้างว่า ทนายจำเลยนำอุทธรณ์ไปยื่นต่อศาลชั้นต้นแต่ระหว่างทางการจราจรติดขัดเนื่องจากมีการก่อสร้างสะพานใหม่และมีรถเฉี่ยวชนกัน ทำให้ทนายจำเลยเดินทางไปถึงศาลชั้นต้นเลยเวลาทำการไปเกือบ 30 นาที และไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันกำหนดนั้น ล้วนเป็นเหตุที่สามารถป้องกันและคาดหมายได้ล่วงหน้า กรณีมิใช่เหตุสุดวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 ที่จำเลยจะขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2548 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 8, 9, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย จำคุก 3 เดือน ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2548 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2548 ครั้นวันที่ 20 มิถุนายน 2548 จำเลยยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2548 ซึ่งเป็นวันศุกร์ ทนายจำเลยนำอุทธรณ์ไปยื่นต่อศาลชั้นต้น แต่ระหว่างเดินทางการจราจรติดขัดเนื่องจากมีการก่อสร้างสะพานใหม่และมีรถเฉี่ยวชนกัน ทำให้ทนายจำเลยเดินทางไปถึงศาลชั้นต้นเลยเวลาทำการไปเกือบ 30 นาที จึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันกำหนด ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก 3 วัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า เหตุที่จำเลยอ้างไม่ใช่เหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่จำเลยจะขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ได้วิเคราะห์ศัพท์คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2548 ในเบื้องต้นจำเลยมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนด 1 เดือน คือวันที่ 3 มิถุนายน 2548 ต่อมาในวันครบกำหนดอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2548 จำเลยมีทนายความและรูปคดีของจำเลยไม่มีข้อยุ่งยากสลับซับซ้อน จำเลยย่อมสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลได้ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว แต่จำเลยหาได้ยื่นอุทธรณ์ไม่ การที่ทนายจำเลยอ้างว่า ทนายจำเลยนำอุทธรณ์ไปยื่นต่อศาลชั้นต้น แต่ระหว่างทางการจราจรติดขัดเนื่องจากมีการก่อสร้างสะพานใหม่และมีรถเฉี่ยวชนกัน ทำให้ทนายจำเลยเดินทางไปถึงศาลชั้นต้นเลยเวลาทำการไปเกือบ 30 นาที และไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันกำหนดนั้น ล้วนเป็นเหตุที่สามารถป้องกันและคาดหมายได้ล่วงหน้า กรณีมิใช่เหตุสุดวิสัยที่จำเลยจะขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายสายชล เชื้อดี
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 661/2550
#267819
เปิดฉบับเต็ม

พระภิกษุ พ. มีถิ่นที่อยู่ 2 แห่ง คือที่วัดหัวป่าและวัดผู้คัดค้าน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 38 ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น จึงต้องถือว่าวัดหัวป่าเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุเพิ่มแห่งหนึ่งด้วย ผู้ร้องในฐานะเป็นพนักงานอัยการย่อมมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 จัตวา วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้รับคำร้องจากนายพ่วง คงจันทร์ ไวยาวัจกร ของวัดหัวป่า ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ว่าพระภิกษุเพิ่ม คุณวโร ได้ถึงแก่มรณภาพขณะเป็นเจ้าอาวาสวัดหัวป่า ก่อนมรณภาพพระภิกษุเพิ่ม มีภูมิลำเนาอยู่ที่วัดหัวป่า คดีมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์สินของพระภิกษุเพิ่ม ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนายพ่วงให้เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุเพิ่ม ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า วัดหัวป่าไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะได้รับทรัพย์สินอันเป็นมรดกของพระภิกษุเพิ่ม คุณวโร เพราะพระภิกษุเพิ่มไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ที่วัดหัวป่า แต่พระภิกษุเพิ่มมีภูมิลำเนาอยู่ที่วัดของผู้คัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายพ่วง คงจันทร์ เป็นผู้จัดการทรัพย์สิน (ที่ถูก เป็นผู้จัดการมรดก) ของพระภิกษุเพิ่ม คุณวโร ซึ่งถึงแก่มรณภาพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนั้นให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ?พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยว่า นายพ่วง คงจันทร์ ไม่ได้เป็นไวยาวัจกรของวัดหัวป่าโดยชอบด้วยกฎหมาย พระภิกษุเพิ่มมิใช่เจ้าอาวาสของวัดหัวป่า และวัดหัวป่าไม่มีสิทธิได้รับมรดกของพระภิกษุเพิ่ม เนื่องจากวัดหัวป่าไม่ใช่ภูมิลำเนาของพระภิกษุเพิ่มนั้น เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกรายนี้โดยได้รับคำร้องจากนายพ่วง ไวยาวัจกร ของวัดหัวป่า การโต้แย้งของผู้คัดค้านจึงเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านโต้แย้งอำนาจยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ร้องอันเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 ข้อเท็จจริงจากการนำสืบของผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ความว่า พระภิกษุเพิ่มอุปสมบทที่วัดหัวป่าเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2499 ตามหนังสือสุทธิประจำตัวพระภิกษุเอกสารหมาย ร.4 ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2514 พระภิกษุเพิ่มได้ย้ายไปอยู่ที่วัดผู้คัดค้านเพราะประสงค์จะศึกษาต่อ โดยพระภิกษุเพิ่มเดินทางไปมาระหว่างวัดทั้งสองแห่งจนกระทั่งวันที่ 1 เมษายน 2540 เจ้าคณะจังหวัดสงขลาได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้พระภิกษุเพิ่มเป็นเจ้าอาวาสวัดหัวป่าตามตราตั้งเจ้าอาวาสเอกสารหมาย ร.3 พระภิกษุเพิ่มเจ็บป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหลายแห่งตลอดมา จนกระทั่งมรณภาพเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ-หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามใบมรณบัตรเอกสารหมาย ร.5 มีทรัพย์มรดกเป็นเงินฝากที่ธนาคารออมสินสาขาระโนด จังหวัดสงขลา จำนวน 200,233.73 บาท และเงินฝากที่ธนาคารออมสิน สาขาพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการจำนวน 939,986.09 บาท ดังนี้ เห็นได้ว่าพระภิกษุเพิ่มมีถิ่นที่อยู่ 2 แห่ง คือที่วัดหัวป่าและวัดผู้คัดค้าน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น จึงต้องถือว่าวัดหัวป่าเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุเพิ่มแห่งหนึ่งด้วย เมื่อปรากฏว่า พระภิกษุเพิ่มมีทรัพย์มรดกและมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ผู้ร้องในฐานะเป็นพนักงานอัยการย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา วรรคหนึ่ง ให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1713 และที่ผู้ร้องขอให้แต่งตั้งนายพ่วง คงจันทร์ เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุเพิ่มนั้น เห็นว่า นายพ่วงเป็นไวยาวัจกรของวัดหัวป่า และไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1718 นายพ่วงจึงเป็นผู้สมควรที่จะจัดการมรดกรายนี้ ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยไม่ยกคำคัดค้านและสั่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไข?

พิพากษาแก้เป็นว่าให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกคำคัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 38
ป.วิ.พ. ม. 4 จัตวา
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
ผู้คัดค้าน — วัดจวนดำรงค์ราชพลขันธ์
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 661/2550
#268390
เปิดฉบับเต็ม

พระภิกษุ พ. มีถิ่นที่อยู่ 2 แห่ง คือที่วัด ห. และวัดผู้คัดค้าน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 38 ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น จึงต้องถือว่าวัด ห. เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ พ. อีกแห่งหนึ่งด้วย เมื่อพระภิกษุ พ. มีทรัพย์มรดกและมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ผู้ร้องในฐานะเป็นพนักงานอัยการย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 จัตวา วรรคหนึ่ง ให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนายพ่วงให้เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุเพิ่ม ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอนี้

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายพ่วง คงจันทร์ เป็นผู้จัดการทรัพย์สิน (ที่ถูก เป็น ผู้จัดการมรดก) ของพระภิกษุเพิ่ม คุณวโร ซึ่งถึงแก่มรณภาพ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยว่า นายพ่วง คงจันทร์ไม่ได้เป็นไวยาวัจกรของวัดหัวป่าโดยชอบด้วยกฎหมาย พระภิกษุเพิ่มมิใช่เจ้าอาวาสของวัดหัวป่า และวัดหัวป่าไม่มีสิทธิได้รับมรดกของพระภิกษุเพิ่ม เนื่องจากวัดหัวป่าไม่ใช่ภูมิลำเนาของพระภิกษุเพิ่มนั้น เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกรายนี้โดยได้รับคำร้องจากนายพ่วง ไวยาวัจกรของวัดหัวป่า การโต้แย้งของผู้คัดค้านจึงเป็นกรณีที่ผู้คัดค้านโต้แย้งอำนาจยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ร้องอันเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 ข้อเท็จจริงจากการนำสืบของผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ความว่า พระภิกษุเพิ่มอุปสมบทที่วัดหัวป่าเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2499 ตามหนังสือสุทธิประจำตัวพระภิกษุ ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2514 พระภิกษุเพิ่มได้ย้ายไปอยู่ที่วัดผู้คัดค้านเพราะประสงค์จะศึกษาต่อ โดยพระภิกษุเพิ่มเดินทางไปมาระหว่างวัดทั้งสองแห่งจนกระทั่งวันที่ 1 เมษายน 2540 เจ้าคณะจังหวัดสงขลาได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้พระภิกษุเพิ่มเป็นเจ้าอาวาสวัดหัวป่า ตามตราตั้งเจ้าอาวาส พระภิกษุเพิ่มเจ็บป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหลายแห่งตลอดมา จนกระทั่งมรณภาพเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2543 ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ - หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามใบมรณบัตร มีทรัพย์มรดกเป็นเงินฝากที่ธนาคารออมสิน สาขาระโนด จังหวัดสงขลา จำนวน 200,233.72 บาท และเงินฝากที่ธนาคารออมสิน สาขาพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 939,986.09 บาท ดังนี้ เห็นได้ว่าพระภิกษุเพิ่มมีถิ่นที่อยู่ 2 แห่ง คือที่วัดหัวป่าและวัดผู้คัดค้าน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 ให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้นจึงต้องถือว่าวัดหัวป่าเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุเพิ่มแห่งหนึ่งด้วย เมื่อปรากฏว่าพระภิกษุเพิ่มมีทรัพย์มรดกและมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ผู้ร้องในฐานะเป็นพนักงานอัยการย่อมมีสิทธิร้องขอต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา วรรคหนึ่ง ให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1713 และที่ผู้ร้องขอให้แต่งตั้งนายพ่วง คงจันทร์ เป็นผู้จัดการมรดกของพระภิกษุเพิ่มนั้น เห็นว่า นายพ่วง เป็นไวยาวัจกรของวัดหัวป่า และไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1718 นายพ่วงจึงเป็นผู้สมควรที่จะจัดการมรดกรายนี้ ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ยกคำคัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 38 ม. 1713
ป.วิ.พ. ม. 4 จัตวา วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
ผู้คัดค้าน — วัดจวนดำรงค์ราชพลขันธ์
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ