คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 787/2550
#267648
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิตต่อมาบริษัท ท. จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 โดยรับโอนงานในส่วนประกันชีวิตจากบริษัท ท. มา ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2535 ถึงวันที่ 26 มีนาคม 2543 บริษัท ท. ยังคงประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิตทั้งสองประเภทควบคู่มาด้วยกันโดยยังไม่ได้จัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามมาตรา 121 วรรคสอง แต่เป็นการประกอบธุรกิจประกันชีวิตภายใต้บทบัญญัติมาตรา 121 วรรคหนึ่ง ที่ให้กระทำต่อไปได้ภายใต้เงื่อนไขว่าบริษัท ท. ต้องแยกรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันชีวิตออกเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันวินาศภัย ดังนั้น งานในส่วนประกันวินาศภัยและงานในส่วนประกันชีวิตต่างก็เป็นงานของบริษัท ท. ผู้เป็นนายจ้างของโจทก์

หนังสือสัญญาข้อตกลงรับทราบเงื่อนไขในการจ้างทำขึ้นในตอนที่โจทก์เข้าเป็นลูกจ้างทดลองงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2547 แต่ข้อความตามหนังสือก็ระบุว่าเป็นเงื่อนไขในการจ้างในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัท ท. ไม่ได้ระบุว่าเป็นเงื่อนไขที่ใช้เฉพาะในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างทดลองงานเท่านั้น โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของบริษัท ท. และทำงานตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ดังนั้น การที่บริษัท ท. ให้โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานบริการวินาศภัยทำงานประกันชีวิตด้วย งานประกันชีวิตซึ่งเป็นธุรกิจส่วนหนึ่งของบริษัท ท. จึงเป็นงานในความรับผิดชอบของโจทก์โดยชอบด้วยเงื่อนไขในการจ้าง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างที่โจทก์ทำงานประกันชีวิตให้บริษัท ท. ต่อมาในวันที่ 27 มีนาคม 2543 จำเลยซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้น ก็รับโอนทรัพทย์สิน หนี้สิน ความรับผิดชอบตามกรมธรรม์และลูกจ้างในส่วนธุรกิจประกันชีวิตจากบริษัท ท. แต่ไม่ได้รับโอนโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างในส่วนธุรกิจประกันวินาศภัยมาด้วย และหลังจากวันที่ 27 มีนาคม 2543 ถึงวันที่โจทก์ถูกเลิกจ้าง จำเลยมิได้ให้โจทก์ทำงานประกันชีวิต โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิต ต่อมาได้แยกธุรกิจประกันวินาศภัยกับธุรกิจประกันชีวิตออกจากกันตามผลแห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ก่อนโจทก์เข้าทำงาน 3 ปี แต่สถานที่ทำงานของธุรกิจทั้งสองอยู่ในสำนักงานเดียวกัน โจทก์เข้าเป็นลูกจ้างของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ประจำสาขามหาสารคาม ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2537 ต่อมาย้ายไปประจำสาขานครราชสีมา แล้วถูกเลิกจ้างในวันที่ 22 เมษายน 2543 โจทก์ทำงานในตำแหน่งพนักงานบริการวินาศภัย สังกัดส่วนขยายงานวินาศภัย แผนกการตลาดวินาศภัย ฝ่ายวินาศภัย ซึ่งอยู่ในธุรกิจประกันวินาศภัย ต่อมาธุรกิจประกันวินาศภัยจดทะเบียนเป็นบริษัทมิตรแท้ประกันภัย จำกัด ธุรกิจประกันชีวิตจดทะเบียนเป็นบริษัทไทยประสิทธิเนชั่นไวด์ จำกัด ต่อมาจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเนชั่นไวด์ประกันชีวิต จำกัดแล้วจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทฟินันซ่าประกันชีวิต จำกัด คือจำเลย ตามสัญญาจ้างแรงงานโจทก์เป็นพนักงานประกันวินาศภัย ไม่มีส่วนควบงานประกันชีวิต จำเลยให้โจทก์ทำงานประกันชีวิตด้วย จึงเกิดเป็นสัญญาจ้างแรงงานเป็นรายวันโดยปริยาย โจทก์ทำงานประกันชีวิตตลอดเวลาที่ทำงานให้จำเลยแต่จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยต้องรับผิดในค่าจ้างวันทำงานปกติ 732 วัน วันละ 145 บาท เป็นเงิน 106,140 บาท ค่าทำงานในวันหยุด 269 วัน วันละ 290 บาท เป็นเงิน 78,010 บาท ค่าล่วงเวลา 48 วัน วันละ 4 ชั่วโมง เหมาจ่ายวันละ 150 บาท เป็นเงิน 7,200 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1,825 วัน เป็นดอกเบี้ย 143,512.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 334,862.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 334,862.50 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เดิมจำเลยประกอบธุรกิจประกันชีวิตรวมอยู่ในบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ต่อมาพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 121 วรรคสอง บังคับให้บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต และต้องแยกธุรกิจประกันวินาศภัยกับธุรกิจประกันชีวิตให้เสร็จสิ้นภายใน 8 ปี คือภายในวันที่ 10 เมษายน 2543 จำเลยเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่และรับโอนทรัพย์สิน หนี้สินความรับผิดชอบตามกรมธรรม์และลูกจ้างในส่วนธุรกิจประกันชีวิตทั้งหมดจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด จำเลยจดทะเบียนครั้งแรกใช้ชื่อว่าบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไทยประสิทธิเนชั่นไวด์ จำกัด บริษัทเนชั่นไวด์ประกันชีวิต จำกัด และครั้งสุดท้ายเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทฟินันซ่าประกันชีวิต จำกัด ในขณะที่โจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2537 จำเลยยังคงใช้ชื่อว่าบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ยังดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิต โจทก์ทำหน้าที่รับจ่ายเงินหรือบริการลูกค้าทั้งในส่วนธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิตที่จำเลยดำเนินกิจการควบคู่กันอยู่ทุกสาขาของจำเลย จำเลยเพิ่งแยกธุรกิจประกันชีวิตออกจากธุรกิจประกันวินาศภัยในวันที่ 27 มีนาคม 2543 จำเลยจึงได้รับโอนการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตออกมาจากธุรกิจประกันวินาศภัยตั้งแต่จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานจนถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 โจทก์ทำงานให้จำเลยคือบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ในธุรกิจทั้งสองส่วน จำเลยแบ่งการทำงานออกเป็นประกันวินาศภัยกับประกันชีวิตเฉพาะลูกจ้างที่ทำงานประจำสำนักงานใหญ่ ส่วนลูกจ้างที่ทำงานประจำสาขาซึ่งรวมถึงโจทก์ (ที่ทำงานที่สาขามหาสารคามแล้วย้ายมาที่สาขานครราชสีมา) ต้องรับผิดชอบงานทั้งประกันวินาศภัยและประกันชีวิต จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ตั้งแต่โจทก์เข้าทำงานถึงวันที่ 27 มีนาคม 2543 (วันที่จำเลยแยกประกอบธุรกิจประกันชีวิตออกจากธุรกิจประกันวินาศภัย) เป็นประจำทุกเดือนครบถ้วน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2538 ในตำแหน่งพนักงานบริการวินาศภัย ออกจากงานเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2543 (ที่ถูกวันที่ 22 เมษายน 2543 ตามเอกสารหมาย จ.ล.7) ระหว่างทำงานโจทก์ได้รับค่าจ้างจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด มาโดยตลอด บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด จดทะเบียนแยกธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 และได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อหลายครั้งจนเป็นบริษัทฟินันซ่าประกันชีวิต จำกัด จำเลย ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมจำเลยประกอบธุรกิจประกันชีวิตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานบริการวินาศภัย สังกัดส่วนขยายงานวินาศภัย แผนกการตลาดวินาศภัย ฝ่ายวินาศภัย สาขามหาสารคาม ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2538 (ที่ถูกวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 ตามหนังสือแจ้งบรรจุเอกสารหมาย จ.ล.5) บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด เลิกจ้างโจทก์วันที่ 22 เมษายน 2543 ระหว่างทำงานที่บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด โจทก์ทำงานทั้งประกันวินาศภัยและประกันชีวิต โจทก์ได้รับค่าจ้างจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ครบถ้วนจนถึงวันเลิกจ้าง จำเลยจดทะเบียนแยกบริษัทจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด มาตั้งบริษัทประกอบธุรกิจประกันชีวิตเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 จำเลยต้องรับโอนทรัพย์สิน หนี้สิน ความรับผิดชอบตามกรมธรรม์และลูกจ้างในส่วนธุรกิจประกันชีวิตจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด แล้ววินิจฉัยว่า ก่อนวันที่ 27 มีนาคม 2543 บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิตยังเป็นบริษัทเดียวกัน ธุรกิจประกันชีวิตไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่เป็นนายจ้างโจทก์ โจทก์ยังเป็นลูกจ้างบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด มอบหมายให้โจทก์ทำงานประกันวินาศภัยและประกันชีวิตอันเป็นการทำงานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด หลังจากจำเลยจดทะเบียนจัดตั้งในวันที่ 27 มีนาคม 2543 รับโอนงานในส่วนประกันชีวิตจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัยจำกัด แต่โจทก์อยู่ในสายงานประกันวินาศภัยจึงไม่ได้โอนมาเป็นลูกจ้างของจำเลย ยังคงเป็นลูกจ้างบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด การที่บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด นายจ้างของโจทก์มอบให้โจทก์ทำงานประกันชีวิตอีกหน้าที่หนึ่งโดยโจทก์ไม่โต้แย้ง ถือว่าโจทก์ทำงานให้นายจ้างตามคำสั่งของนายจ้าง เมื่อนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ครบถ้วนจนถึงวันเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ในส่วนธุรกิจประกันภัย บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ให้โจทก์ทำงานประกันวินาศภัยและประกันชีวิต บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกค่าจ้างจากจำเลยอีกหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิต ตำแหน่งพนักงานบริการวินาศภัยสังกัดส่วนขยายงานวินาศภัย แผนกการตลาดวินาศภัย ฝ่ายวินาศภัย สาขามหาสารคาม เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2538 บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ให้โจทก์ทำงานทั้งประกันวินาศภัยและประกันชีวิต จำเลยจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามใบอนุญาตเลขที่ 2/2543 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2543 ตามเอกสารหมาย จ.ล.2 รับโอนงานในส่วนประกันชีวิตจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 121 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ใช้บังคับ (ใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2535) ให้บริษัทนั้นประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามใบอนุญาตต่อไปได้ภายในเงื่อนไข "(2) ต้องแยกรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันชีวิตออกเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันวินาศภัย" วรรคสองบัญญัติให้บริษัทขึ้นใหม่เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 ให้แล้วเสร็จภายใน 8 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ใช้บังคับ แสดงว่าตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2535 ถึงวันที่ 26 มีนาคม 2543 บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ยังคงประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยและธุรกิจประกันชีวิตทั้งสองประเภทควบคู่มาด้วยกันโดยยังไม่ได้จัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามมาตรา 121 วรรคสอง แต่เป็นการประกอบธุรกิจประกันชีวิตภายใต้บทบัญญัติ มาตรา 121 วรรคหนึ่ง ที่ให้กระทำต่อไปได้ภายใต้เงื่อนไขว่าบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ต้องแย้งรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันชีวิตออกเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากรายรับและรายจ่ายของธุรกิจประกันวินาศภัย ดังนั้น งานในส่วนประกันวินาศภัยและงานในส่วนประกันชีวิตต่างก็เป็นงานของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ผู้เป็นนายจ้างของโจทก์ ปรากฏตามหนังสือสัญญาข้อตกลงรับทราบเงื่อนไขในการจ้างเอกสารท้ายคำแถลงการณ์หมายเลข 4 ของโจทก์ว่า "3.ในระหว่างการเป็นพนักงาน (ลูกจ้าง) ของบริษัทฯ (บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด) ข้าพเจ้า (โจทก์) จะปฏิบัติตามคำสั่งของบริษัทฯ... รวมทั้งการปฏิบัติงานอื่นๆ ของบริษัทฯ ตามที่ผู้บังคับบัญชาจะได้มอบหมายต่อไป" แม้ว่าหนังสือฉบับนี้จะทำขึ้นในตอนที่โจทก์เข้าเป็นลูกจ้างทดลองงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2547 แต่ข้อความตามหนังสือก็ระบุว่าเป็นเงื่อนไขในการจ้างในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ไม่ได้ระบุว่าเป็นเงื่อนไขที่ใช้เฉพาะในระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างทดลองงานเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการยกเลิกความข้อนี้โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามคำสั่งของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด และทำงานตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ดังนั้น การที่บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ให้โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานบริการวินาศภัยทำงานประกันชีวิตด้วย งานประกันชีวิตซึ่งเป็นธุรกิจส่วนหนึ่งของบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด จึงเป็นงานในความรับผิดชอบของโจทก์โดยชอบด้วยเงื่อนไขในการจ้าง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างที่โจทก์ทำงานประกันชีวิตให้บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด เพิ่มขึ้นจากค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ต่อมาในวันที่ 27 มีนาคม 2543 จำเลยซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามใบอนุญาตเลขที่ 2/2543 ก็รับโอนทรัพย์สิน หนี้สิน ความรับผิดชอบตามกรมธรรม์และลูกจ้างในส่วนธุรกิจประกันชีวิตจากบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด แต่ไม่ได้รับโอนซึ่งเป็นลูกจ้างในส่วนธุรกิจประกันวินาศภัยมาด้วย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามใบรับเงินเบี้ยประกันภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 และเอกสารท้ายคำแถลงการณ์หมายเลข 7 ของโจทก์ว่าหลังจากวันที่ 27 มีนาคม 2543 ถึงวันที่โจทก์ถูกเลิกจ้าง จำเลยได้ให้โจทก์ทำงานประกันชีวิต โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าจ้างจากจำเลยอุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนริศรา เขตแวงควง
จำเลย — บริษัทฟินันซ่าประกันชีวิต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 784 -ที่ 786/2550
#266988
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยไม่มีระบุถึงวิธีการคิดคำนวณในการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานกรณีเกษียณอายุ แต่ระบุให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์หรือผู้มีอำนาจกำหนด ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 และประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างว่าด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การใช้แรงงานหญิง การหักเงินเดือนค่าจ้างค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด และการรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงาน ก็มิได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานกรณีเกษียณอายุแต่อย่างใด จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 193/1 และมาตรา 193/6 มาเป็นหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาโดยเรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับและเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องเป็นใจความทำนองเดียวกัน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 224,040.91 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 229,696.47 บาท และโจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 229,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน

โจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์ทั้งสามออกจากงานหรือพ้นจากตำแหน่งเพราะเกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับหรือข้อกำหนดของจำเลย โจทก์ทั้งสามแต่ละคนมีสิทธิได้รับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานเป็นจำนวนเท่ากับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 47 และประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างว่าด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การใช้แรงงานหญิง การหักเงินเดือนค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด และการรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงาน ข้อ 7 โจทก์ทั้งสามได้รับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้าย 73,524 บาท 75,380 บาท และ 75,380 บาท ตามลำดับ จำเลยจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานกรณีเกษียณอายุให้แก่โจทก์ทั้งสามแล้วเป็นเงิน 588,192 บาท 603,040 บาท และ 603,040 บาท ตามลำดับ ที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์อ้างว่าจำเลยคำนวณจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานกรณีเกษียณอายุให้แก่โจทก์ทั้งสามไม่ครบถ้วนถูกต้อง จำเลยจะต้องคำนวณในการจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสามโดยใช้หลักเกณฑ์ตามประกาศเรื่องข้อบังคับเกี่ยวกับพนักงาน พ.ศ.2546 ข้อ 8.1 จำเลยจึงต้องจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานกรณีเกษียณอายุส่วนที่ขาดเป็นเงินจำนวน 224,040 บาท 229,696 บาท และ 229,700 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ทั้งสามตามลำดับนั้น เห็นว่า ข้อบังคับเกี่ยวกับพนักงาน พ.ศ.2546 ข้อ 8.1 เป็นหลักเกณฑ์ในการคำนวณค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดต่อหนึ่งชั่วโมง ส่วนข้อ 9 ก็เป็นหลักเกณฑ์ในการคำนวณคิดหักหรือตัดเงินเดือนค่าจ้างต่อหนึ่งวันโดยอาศัยหลักเกณฑ์การคิดคำนวณค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดต่อหนึ่งชั่วโมงตามข้อ 8.1 ซึ่งหลักเกณฑ์การคิดคำนวณทั้ง 2 ข้อดังกล่าวหาได้มีข้อความใดให้รวมถึงการคิดคำนวณในการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานกรณีเกษียณอายุไม่ และหากคิดคำนวณค่าจ้างต่อหนึ่งวันตามข้อ 8.1 และข้อ 9 ดังที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างในคำฟ้องถึงวิธีคิดคำนวณโดยนำเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายหารด้วย 173.8 คูณด้วย 8 ก็จะได้เป็นค่าจ้างจำนวน 1 วัน เฉพาะโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินเดือนค่าจ้างสุดท้ายจำนวน 73,524 บาท เมื่อคิดคำนวณค่าจ้างต่อ หนึ่งวัน ของโจทก์ที่ 1 ตามหลักเกณฑ์ข้างต้น โจทก์ที่ 1 จะได้รับค่าจ้างจำนวน 3,384.30 บาท ต่อหนึ่งวัน เมื่อคูณด้วย 30 โจทก์ที่ 1 จะมีเงินเดือนค่าจ้างสุดท้ายถึง 101,529 บาท ซึ่งไม่ถูกต้องตรงกับเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่โจทก์ที่ 1 ได้รับจริง นอกจากนี้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับพนักงาน พ.ศ.2546 ข้อ 14 ก็ระบุเรื่องการรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานกรณีเกษียณอายุว่า การรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานสำหรับพนักงานที่เกษียณอายุให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์หรือผู้มีอำนาจกำหนด ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 และประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างว่าด้วยข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การใช้แรงงานหญิง การหักเงินเดือนค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด และการรับเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงาน ก็มิได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานกรณีเกษียณอายุแต่อย่างใด กรณีจึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/1 และมาตรา 193/6 มาเป็นหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณเงินดังกล่าวโดยนำเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายของโจทก์แต่ละคนหารด้วย 30 และคูณด้วย 240 ก็จะเป็นจำนวนเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานกรณีเกษียณอายุ ซึ่งโจทก์แต่ละคนจะพึงได้รับ เมื่อจำเลยคิดคำนวณเงินดังกล่าวที่โจทก์แต่ละคนจะพึงได้รับเป็นจำนวนถูกต้องตามกฎเกณฑ์ข้างต้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามนั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/1 ม. 193/6
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชาติ นันทะแกล้ว กับพวก
จำเลย — บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 783/2550
#268034
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักประกันสังคมจังหวัด เมื่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดมีคำสั่งว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปี จึงไม่มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ โจทก์ก็อุทธรณ์ต่อจำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นคณะกรรมการอุทธรณ์ เมื่อจำเลยทั้งเก้ามีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง ดังนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ส่วนที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปี โจทก์จะยังมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่การไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคสอง

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติว่าหากผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในเวลาดังกล่าว จะมีผลทำให้สิทธิที่ได้รับประโยชน์ทดแทนระงับสิ้นไป จึงเป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิ ซึ่งต่างกับกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนไม่มารับประโยชน์ทดแทนภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ซึ่งมาตรา 56 วรรคสอง บัญญัติให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมภายในหนึ่งปีก็ไม่ถูกตัดสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2508 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์เป็นลูกจ้างธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด (มหาชน) และเป็นผู้ประกันตน โดยได้จ่ายเงินสมทบแก่กองทุนประกันสังคมครบถ้วนตามกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ได้รับหนังสือจากสำนักงานประกันสังคมที่ รง 0624/19153 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 แจ้งว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ และให้โจทก์ยื่นเรื่องภายในหนึ่งปี โจทก์จึงยื่นคำขอรับประโยชน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในวันเดียวกัน แต่พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งปฏิเสธการจ่ายประโยชน์ทดแทนดังกล่าวแก่โจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปีโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 เป็นกรรมการ ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2546 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์โดยจำเลยทั้งเก้ามีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์มิได้ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพในหนึ่งปีนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 จึงไม่มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนตามที่ขอ โจทก์เห็นคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกำจัดสิทธิการรับประโยชน์ทดแทนของโจทก์ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้า และให้จำเลยทั้งเก้ามีมติให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพให้โจทก์หากจำเลยทั้งเก้าไม่ดำเนินการดังกล่าว ให้ถือคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเก้าสั่งให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนให้โจทก์

จำเลยทั้งเก้าให้การว่า โจทก์เคยทำงานเป็นลูกจ้างของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และเป็นผู้ประกันตนโดยจ่ายเงินสมทบอันก่อให้เกิดสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 โจทก์เริ่มจ่ายเงินสมทบดังกล่าวตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2545 รวมเป็นเวลา 39 เดือน โจทก์สิ้นสภาพเป็นลูกจ้างโดยลาออกจากงานเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ขณะที่โจทก์มีอายุ 57 ปี และส่งสมทบไม่ครบ 180 เดือน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมประเภทบำเหน็จชราภาพ ตามมาตรา 54 (6) ประกอบมาตรา 77 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ซึ่งโจทก์จะต้องยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 56 คือต้องยื่นคำขอภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2546 สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 กรุงเทพมหานคร เห็นว่าใกล้จะพ้นกำหนดเวลาที่โจทก์มีสิทธิยื่นคำขอรับบำเหน็จชราภาพแล้ว แต่โจทก์ยังเพิกเฉยไม่ยื่นคำขอ จึงได้แจ้งให้โจทก์ทราบ ตามหนังสือสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 ที่ รง 0624/19153 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเงินบำเหน็จชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ต แต่ยื่นพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน จึงขาดอายุความตามมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ และคณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว เห็นว่าโจทก์ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนจึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนเงินบำเหน็จชราภาพตามที่ขอ และมีมติให้ยกอุทธรณ์ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตได้ส่งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความตามมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าและคำสั่งของงานประกันสังคม ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งเก้าเป็นคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2508 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์เป็นลูกจ้างของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เริ่มจ่ายเงินสมทบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2545 รวมเป็นเวลา 39 เดือน โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างโดยการลาออกจากงานดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ในขณะนั้นโจทก์มีอายุ 57 ปี และส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน ต่อมาสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 ส่งหนังสื่อที่ รง 0624/19153 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 แจ้งให้โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 และได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากสำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตในวันเดียวกันนั้นว่าโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปี จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ จำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นคณะกรรมการอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และสักนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตมีหนังสือฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 แจ้งผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบแล้ววินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนนั้น มิใช่อายุความที่จะตัดสิทธิของผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนที่จะใช้สิทธิยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมตามสิทธิของตน คำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นคณะกรรมการการอุทธรณ์ที่อ้างว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเนื่องจากยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนพ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน จึงไม่ชอบ เห็นสมควรให้เพิกถอนเสีย และเนื่องจากคำฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมซึ่งยังมีผลบังคับได้มาด้วย เมื่อเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าตามคำขอของโจทก์แล้วเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความเห็นสมควรให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับต่อไปส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าให้มีมติให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดในกรณีชราภาพให้โจทก์หากจำเลยทั้งเก้าไม่ดำเนินการดังกล่าว ให้ถือคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเก้าให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนให้โจทก์นั้น เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าและคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมแล้ว สำนักงานประกันสังคมจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายประโยชน์ทดแทนให้แก่โจทก์ตามที่โจกท์มีสิทธิจะได้รับต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่โจทก์ขออีก

มีปัญหาที่ต้องวินินฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าข้อแรกว่า การที่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น เป็นกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานบัญญัติกำหนดขั้นตอนและวิธีการให้โจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติในการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในชั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนนำคดีมาสู่ศาลแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปีแล้ว จึงเป็นการไม่ปฎิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานบัญญัติไว้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาปรากฏว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ต เมื่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปี จึงไม่มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ โจทก์ก็อุทธรร์ต่อจำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นคณะกรรมการอุทธรณ์ เมื่อจำเลยทั้งเก้ามีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง ดังนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ส่วนที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปี โจทก์จะยังมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่การปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคสอง ดังที่จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าข้อต่อไปมีว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานที่วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น มิใช้อายุความที่จะตัดสิทธิของผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนที่จะใช้สิทธิยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมตามสิทธิของตน และเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 และประสงค์ขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น และให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณาสั่งการโดยเร็ว" และวรรรคสองบัญญัติว่า "ประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งที่เป็นตัวเงิน ถ้าผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน" ดังนี้ แม้มาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนและประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บัญญัติว่าหากผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในเวลาดังกล่าว จะมีผลทำให้สิทธิที่ได้รับประโยชน์ทดแทนระงับสิ้นไป ระยะเวลาการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีดังกล่าวจึงเป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญติตัดสิทธิแต่อย่างใด ซึ่งต่างกับกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนไม่มารับประโยชน์ทดแทนภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ซึ่งมาตรา 56 วรรคสอง บัญญัติให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุนดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมภายในหนึ่งปีก็ไม่ถูกตัดสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางดังกล่าวข้างต้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรินทร์ เทิดเกียรติขจร
จำเลย — นายจำลอง ศรีประสาธน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 783/2550
#273632
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ต สำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งว่าโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปี จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ โจทก์ก็อุทธรณ์ต่อจำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นคณะกรรมการอุทธรณ์เมื่อจำเลยทั้งเก้ามีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง ดังนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ส่วนที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปี โจทก์จะยังคงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่การไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 8 วรรคสอง

แม้ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนและประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บัญญัติว่าหากผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในเวลาดังกล่าวจะมีผลทำให้สิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนระงับสิ้นไป ระยะเวลาการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีดังกล่าว จึงเป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิแต่อย่างใด ซึ่งต่างกับกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนไม่มารับประโยชน์ทดแทนภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ซึ่งมาตรา 56 วรรคสอง บัญญัติให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และให้จำเลยทั้งเก้ามีมติให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพให้โจทก์ หากจำเลยทั้งเก้าไม่ดำเนินการดังกล่าว ให้ถือคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเก้าสั่งให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนให้โจทก์

จำเลยทั้งเก้าให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าและคำสั่งของสำนักงานประกันสังคม ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งเก้าเป็นคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 โจทก์เป็นลูกจ้างของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เริ่มจ่ายเงินสมทบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2541 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2545 โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างโดยลาออกจากงานดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ในขณะนั้นโจทก์มีอายุ 57 ปี และส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน ต่อมาสำนักงานประกันสังคมแจ้งให้โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2546 และได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากสำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตในวันเดียวกันนั้นว่าโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปี จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ จำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นคณะกรรมการอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และสำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตแจ้งผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบแล้ววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น มิใช่อายุความที่จะตัดสิทธิของผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนที่จะใช้สิทธิยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมตามสิทธิของตน คำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นคณะกรรมการอุทธรณ์ที่อ้างว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเนื่องจากยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนพ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน จึงไม่ชอบ เห็นสมควรให้เพิกถอนเสีย และเนื่องจากคำฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งยังมีผลบังคับได้มาด้วย เมื่อเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าตามคำขอของโจทก์แล้ว เพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความเห็นสมควรให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับต่อไป ส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าให้มีมติให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพให้โจทก์ หากจำเลยทั้งเก้าไม่ดำเนินการดังกล่าวให้ถือคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเก้าให้สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนให้โจทก์นั้น เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าและคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมแล้ว สำนักงานประกันสังคมจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายประโยชน์ทดแทนให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับต่อไปโดยศาลไม่จำต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่โจทก์ขออีก

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าข้อแรกว่า การที่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น เป็นกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานบัญญัติกำหนดขั้นตอนและวิธีการให้โจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติในการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในชั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนนำคดีมาสู่ศาลแรงงาน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปีแล้ว จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานบัญญัติไว้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาปรากฏว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ต เมื่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งว่าโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปี จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ โจทก์ก็อุทธรณ์ต่อจำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นคณะกรรมการอุทธรณ์ เมื่อจำเลยทั้งเก้ามีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง ดังนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ส่วนที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินหนึ่งปี โจทก์จะยังคงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่การไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคสอง ดังที่จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเก้าข้อต่อไปมีว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น มิใช่อายุความที่จะตัดสิทธิของผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนที่จะใช้สิทธิยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมตามสิทธิของตน และเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นคณะกรรมการอุทธรณ์นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 และประสงค์ขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น และให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณาสั่งการโดยเร็ว" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งที่เป็นตัวเงิน ถ้าผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน" ดังนี้ แม้ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนและประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บัญญัติว่าหากผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในเวลาดังกล่าว จะมีผลทำให้สิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนระงับสิ้นไป ระยะเวลาการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีดังกล่าวจึงเป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิแต่อย่างใด ซึ่งต่างกับกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนไม่มารับประโยชน์ทดแทนภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ซึ่งมาตรา 56 วรรคสอง บัญญัติให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมภายในหนึ่งปีก็ไม่ถูกตัดสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางดังกล่าวข้างต้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งเก้าฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคสอง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรินทร์ เทิดเกียรติขจร
จำเลย — นายจำลอง ศรีประสาธน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 777/2550
#268432
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 มีองค์ประกอบความผิดที่เป็นสาระสำคัญ 2 ประการ ข้อแรก สาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดอยู่ที่ตัวเครื่องหมายการค้าว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงหรือเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้เสียหายไม่เคยอนุญาตให้ผู้ใดทำกล่องที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย เครื่องหมายการค้าบนกล่องจึงมิใช่เครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหายแต่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อฟังว่าเครื่องหมายการค้าบนกล่องมิใช่เครื่องหมายการค้าที่แท้จริงและจำเลยเสนอจำหน่ายสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยจึงเข้าองค์ประกอบประการแรกของความผิดฐานนี้แล้ว สำหรับองค์ประกอบความผิดข้อที่สอง เป็นสินค้าตามจำพวกที่จดทะเบียนไว้ เมื่อสินค้าตามวัตถุพยานเป็นหน่วยประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นสินค้าจำพวก 9 ตรงตามสินค้าที่ผู้เสียหายจดทะเบียนไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา แม้จะมีข้อความบนฉลากในกล่องระบุว่าอุปกรณ์ในกล่องประกอบด้วยหน่วยประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ระบายความร้อนประสิทธิภาพสูง แต่หน่วยประมวลผลกลางจะมีพัดลมเป็นส่วนหนึ่งของสินค้า ซึ่งมีความสำคัญและพัดลมเป็นส่วนควบของหน่วยประมวลผลกลาง ดังนั้น พัดลมระบายความร้อนจึงเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของหน่วยประมวลผลกลาง มิใช่เป็นสินค้าที่ประสงค์จะแยกขายต่างหาก การที่จำเลยเสนอขายพัดลมระบายความร้อนที่ไม่ได้ผลิตโดยผู้เสียหายพร้อมกับหน่วยประมวลผลกลางในลักษณะทำให้ผู้ซื้อหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหาย จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 273, 275, 32, 33 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 109, 110, 115 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (2) (ที่ถูกมาตรา 110 (1)) ประกอบมาตรา 109 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (2) (ที่ถูกมาตรา 110 (1)) ประกอบมาตรา 109 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 4,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางริบ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า AMD ซึ่งจดทะเบียนไว้นอกราชอาณาจักร และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า " " ซึ่งจดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักรในสินค้าจำพวก 9 รายการค้า หน่วยประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร์ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของจำเลยพร้อมยึดสินค้าหน่ายประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร์จำนวน 12 ชุด และกล่องสำหรับบรรจุสินค้า 21 กล่อง เป็นของกลาง ของกลางบางส่วนปรากฏตามกล่องเปล่าหมาย วจ.1 และสินค้าพร้อมกล่องหมาย วจ.2 โดยวัตถุพยานหมาย วจ.1 มีลักษณะเป็นกล่องพลาสติกใส ภายในบุด้วยฉลากที่มีตราเครื่องหมายการค้า 2 แผ่น ฉลากแผ่นแรกแสดงอยู่ด้านหน้ากล่องมีตราเครื่องหมายการค้า AMD ฉลากแผ่นที่ 2 แสดงอยู่ด้านหลังกล่อง มีตราเครื่องหมายการค้า สำหรับวัตถุพยานหมาย วจ.2 เป็นกล่องพลาสติกใสพร้อมฉลากเหมือนกับวัตถุพยานหมาย วจ.1 และมีสินค้าบรรจุภายในกล่อง 2 ชิ้น คือ หน่วยประมวลผลกลางคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีตราเครื่องหมายการค้า AMD ติดอยู่บนชิ้นสินค้า และพัดลมระบายความร้อนซึ่งมีตราเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นติดอยู่

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดฐานเสนอจำหน่าย มีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วนอกราชอาณาจักร และเป็นเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้นำตัวแทนจำหน่ายสินค้าของบริษัทแอดวานซ์ด ไมโครดิไวเซส อิงค์ ผู้เสียหาย มานำสืบว่า ผู้เสียหายมีตัวแทนจำหน่ายสินค้ากี่รายและตัวแทนได้รับอนุญาตให้ออกแบบกล่องบรรจุสินค้าได้เองได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าวัตถุพยานหมาย วจ.1 และ วจ.2 เป็นของปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายรุธร นพคุณ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายเบิกความว่า วัตถุพยานหมาย วจ.1 และ วจ.2 ผู้เสียหายไม่ได้อนุญาตให้ผู้อื่นทำขึ้นทั้งกล่องและตัวสินค้า กับมีนายพีรพล แก้วด้วง ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหาย เบิกความว่า สินค้าปลอมที่พบที่ร้านจำเลยแตกต่างกับสินค้าของแท้ตามวัตถุพยาน วจ.3 ตัวแทนจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหายแจ้งว่าจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหายตามรูปแบบบรรจุหมาย วจ.3 ซึ่งเป็นการขายหน่ายประมวลผลกลาง พัดลมและแผ่นระบายความร้อนรวมกันเป็นชุด กล่องที่บรรจุสินค้าหรือหีบห่อมีแบบเดียวคือตาม วจ.3 และผู้เสียหายยืนยันว่าไม่ได้อนุญาตให้จำเลยผลิตสินค้าหรือกล่องบรรจุสินค้าตามวัตถุพยานหมาย วจ.1 และ วจ.2 ส่วนจำเลยมิได้นำสืบว่าได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายให้จำหน่ายสินค้าของกลาง คงนำสืบลอยๆ เพียงว่าซื้อของกลางจากบริษัทไมโครชิบ จำกัด ทั้งยังเบิกความตอบอัยการโจทก์ตามค้านว่า จำเลยเปิดร้านขายอุทธรณ์คอมพิวเตอร์มา 7 ปี ถึง 8 ปี ในวันเกิดเหตุ จำเลยไม่ได้แสดงหลักฐานการซื้อสินค้าของกลางจากบริษัทไมโครชิบ จำกัด ให้นายพีรพลและเจ้าพนักงานตำรวจดู พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงฟังได้ว่า จำเลยรู้ว่าผู้เสียหายมิได้อนุญาตให้ผู้ใดรวมถึงจำเลยทำขึ้นซึ่งวัตถุพยาน วจ.1 และ วจ.2 วัตถุพยานดังกล่าวจึงเป็นสินค้าที่มีตราเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า พัดลมระบายความร้อนมิใช่สินค้าจำพวก 9 ที่ผู้เสียหายจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.1 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองนั้น เห็นว่า ความผิดฐานเสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้ในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 ตามฟ้องมีองค์ประกอบความผิดที่เป็นสาระสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก มีการเสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในราชอาณาจักรของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ประการที่สอง สินค้าที่จำหน่ายเป็นสินค้าตามจำพวกที่จดทะเบียนไว้

สำหรับองค์ประกอบความผิดข้อแรกที่ว่า มีการเสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในราชอาณาจักรของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า สาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดอยู่ที่ตัวเครื่องหมายการค้าว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงหรือเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของนายรุธร นพคุณ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายไม่เคยอนุญาตให้ผู้ใดทำกล่องที่มีเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายตามวัตถุพยานหมาย วจ.2 รายละเอียดที่วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น เครื่องหมายการค้าบนกล่อง วจ.2 จึงมิใช่เครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหาย แต่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อฟังว่าเครื่องหมายการค้าบนกล่อง วจ.2 มิใช่เครื่องหมายการค้าที่แท้จริงและจำเลยเสนอจำหน่ายสินค้า วจ.2 โดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยจึงเข้าองค์ประกอบประการแรกของความผิดฐานนี้แล้ว

สำหรับองค์ประกอบความผิดข้อที่สองว่า สินค้าที่จำหน่ายเป็นสินค้าจำพวกที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ เห็นว่า สินค้าตามวัตถุพยานหมาย วจ.2 เป็นหน่วยประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นสินค้าจำพวก 9 ตรงตามจำพวกสินค้าที่ผู้เสียหายจดทะเบียนไว้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.1 แม้จะมีข้อความบนฉลากในกล่อง วจ.2 ระบุว่าอุปกรณ์ในกล่องประกอบด้วยหน่วยประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ระบายความร้อนประสิทธิภาพสูงแต่ก็ปรากฏจากคำเบิกความของนายรุธรว่า หน่ายประมวลผลกลางจะมีพัดลมเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าซึ่งมีความสำคัญและพัดลมเป็นส่วนควบของหน่วยประมวลผลกลาง ดังนั้น พัดลมระบายความร้อนจึงเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของหน่วยประมวลผลกลางมิใช่เป็นสินค้าที่ประสงค์จะแยกขายต่างหากจากหน่วยประมวลผลกลางแต่อย่างใดดังปรากฏตามวัตถุพยานหมาย วจ.2 ซึ่งบรรจุหน่วยประมวลผลกลางและพัดลมระบายความร้อนไว้ในกล่องเดียวกันโดยใช้เครื่องหมายการค้าเดียวกันบนกล่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยประสงค์จะขายพัดลมระบายความร้อนเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยประมวลผลกลาง สินค้าที่จำเลยเสนอจำหน่ายจึงเป็นสินค้าจำพวก 9 ตรงตามที่ผู้เสียหายจดทะเบียนไว้แล้ว การที่จำเลยเสนอขายพัดลมระบายความร้อนที่ไม่ได้ผลิตโดยผู้เสียหายพร้อมกับหน่วยประมวลผลกลางในลักษณะทำให้ผู้ซื้อหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 109 ม. 110 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสุภา เชี่ยวชาญเวชกุล
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 773 -ที่ 776/2550
#268422
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดก็ตาม แต่หากคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องเพื่อให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าวได้ คดีนี้โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่เครื่องหมายเป็นเครื่องหมายประเภทรูปร่างและรูปทรงของวัตถุ และมีลักษณะทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจว่าสินค้าของโจทก์แตกต่างจากสินค้าอื่น ทั้งได้ใช้และโฆษณาแพร่หลายทั่วไปมานานจึงมีลักษณะบ่งเฉพาะ เท่ากับโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่คำขอเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้และการใช้สิทธิทางศาลในกรณีเช่นนี้ ไม่มีบทบัญญัติใดใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ หรือในกฎหมายอื่นบัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ได้แม้การยื่นฟ้องคดีนี้จะยื่นเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่โจทก์ทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรวมพิจารณาพิพากษาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกัน

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 154/2545, 153/2545, 158/2545 และ 159/2545 ทั้งให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 427425, 427424, 432225 และ 432226 ต่อไป

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสี่สำนวนให้การว่า คำสั่งของนายทะเบียนและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้วและการอุทธรณ์ต่อศาลต้องกระทำภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 38 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 154/2545, 153/2545, 158/2545 และ 159/2545 ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการเพื่อรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามคำขอเลขที่ 427425, 427424, 432225 และ 432226 ทั้งนี้ โดยให้กำหนดการแสดงปฏิเสธสิทธิตามมาตรา 17 และการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ตามที่เห็นสมควร

จำเลยทั้งสองทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่าโจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ทั้งโจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดก็ตาม แต่หากคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องเพื่อให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าวได้ คดีนี้ โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ยืนตามคำปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่เครื่องหมาย โดยให้เหตุผลว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่เครื่องหมายเมื่อนำมาใช้ตามที่ยื่นขอจดทะเบียนนับเป็นรูปที่บรรยายถึงตัวสินค้าและเป็นเครื่องหมายอันไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าอื่น จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โจทก์เห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่เครื่องหมายเป็นเครื่องหมายประเภทรูปร่างและรูปทรงของวัตถุ และมีลักษณะทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจว่าสินค้าของโจทก์แตกต่างจากสินค้าอื่น ทั้งได้ใช้และโฆษณาแพร่หลายทั่วไปมานานจึงมีลักษณะบ่งเฉพาะ เท่ากับโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่คำขอเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้และการใช้สิทธิทางศาลในกรณีเช่นนี้ ไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือในกฎหมายอื่นบัญญัติให้โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรือฟ้องคดีภายใน 90 วัน นับแต่วันทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ได้แม้การยื่นฟ้องคดีนี้จะยื่นเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่โจทก์ทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อมาว่า เครื่องหมายการค้าทั้ง 4 คำขอของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 427425 และคำขอเลขที่ 427424 ที่เป็นเครื่องหมายการค้ารูปที่จุดบุหรี่ เพื่อใช้กับสินค้าประเภทที่จุดบุหรี่ กล้องสูบซิการ์ และกล้องสูบบุหรี่ กับคำขอเลขที่ 432225 และคำขอเลขที่ 432226 ที่เป็นเครื่องหมายการค้ารูปปากกาเพื่อใช้กับสินค้าประเภท ปากกา ดินสอ นั้น มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาเครื่องหมายทั้งสี่คำขอที่โจทก์ขอจดทะเบียนคือรูปไฟแช็ก J1 (แบบจุดคล้ายประกายไฟ) ตาม และรูปไฟแช็ก J8 (แบบอิเล็กทรอนิกส์) ตาม กับเครื่องหมายรูปปากกา BIC คริสตัล ตาม และปากกา BIC 4 สี ตาม จะเห็นได้ว่าในส่วนของรูปทรงไฟแช็กทั้ง 2 แบบ คือ J1 และ J8 ก็มีรูปทรงเป็นไฟแช็กโดยทั่วไป แม้โจทก์จะอธิบายถึงรายละเอียดอื่น อาทิ J1 มีฝาครอบเป็นสามเหลี่ยม หรือ J8 มีรูระบายอากาศ 4 รู เป็นต้น แต่รายละเอียดดังกล่าวก็ไม่เด่นหรือมีลักษณะพิเศษเพียงพอให้เห็นว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะที่จะทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่ามีความแตกต่างจากสินค้าประเภทเดียวกันของรายอื่น ในทำนองเดียวกันรูปทรงปากกาทั้งแบบ BIC คริสตัล และ BIC สี่สี ก็มีลักษณะการใช้งานและรูปทรงเช่นเดียวกับสินค้าปากการายอื่นๆ ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดอยู่แล้ว เพราะแม้แบบ BIC สี่สี ที่มีไส้ปากกาหลายสีรวมอยู่ในด้ามเดียวกัน แต่การใช้งานก็เป็นการใช้ทีละไส้ปากกา ซึ่งมีวิธีใช้ไม่ต่างจากปากกาที่มีไส้เพียงอันเดียวแม้แต่ด้ามหนีบก็เหมือนกับสินค้าปากการายอื่นที่ทำไว้เสียบกับเสื้อส่วนการมีปุ่ม 4 ปุ่ม ไว้สำหรับกดเวลาเปลี่ยนไส้ปากกาแต่ละสีก็ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ โดยสรุป เครื่องหมายการค้าตามรูปทรงที่ขอจดทะเบียนทั้งสี่คำขอของโจทก์ มิได้มีการดัดแปลงหรือตกแต่งจนไม่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าทราบหรือเข้าใจว่ารูปร่างหรือรูปทรงของวัตถุดังกล่าวเป็นตัวสินค้า หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งผู้บริโภคยังคงรู้ว่าสินค้าของโจทก์เป็นไฟแช็ก และปากกา คำขอจดทะเบียนทั้งสี่คำขอจึงขาดลักษณะบ่งเฉพาะในตัวของ (Inherent Distinctiveness) ส่วนปัญหาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะด้วยการใช้ โดยมีการจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาแพร่หลายในประเทศไทย จนทำให้สาธารณชนรู้จักและยอมรับว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าประเภทเดียวกันของรายอื่นอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า แม้นายเจโรม บุสเคล พยานโจทก์จะเบิกความว่าสินค้าของโจทก์มีจำหน่ายแพร่หลายมานับหลายล้านหน่วย มีการลงโฆษณาอย่างต่อเนื่อง เครื่องหมายการค้ารูปทรงสินค้าไฟแช็กและปากกาที่โจทก์ขอจดทะเบียนมีการจำหน่ายแพร่หลายในประเทศไทยประมาณ 20 ถึง 30 ปี มาแล้ว แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าสินค้าของโจทก์ ได้มีการจำหน่ายเผยแพร่หรือลงโฆษณาแพร่หลายต่อเนื่องมาจนถึงขณะโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสี่คำขอนี้ เอกสารการใช้เครื่องหมายการค้าที่โจทก์อ้างส่งนายเจโรมก็รับว่าเป็นเอกสารการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ในต่างประเทศทั่วโลกยกเว้นประเทศไทย จึงฟังไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสี่คำขอของโจทก์ได้มีจำหน่ายแพร่หลายหรือมีการโฆษณาจนแพร่หลายในประเทศไทยแล้ว เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่คำขอจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะด้วยการใช้ ดังนั้นที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าลงมติไม่รับจดทะเบียนตามคำขอทั้งสี่ของโจทก์โดยให้เหตุผลว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสี่เครื่องหมาย ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงชอบแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำนวน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 38 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โซซิเอเต้ บิค
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 772/2550
#267028
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขอให้โจทก์ออกหนังสือประกันการปฏิบัติตามสัญญาของกิจการร่วมค้า อ. ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยจำเลยยอมประกันช่วงผูกพันตนด้วยเงื่อนไขทำนองเดียวกันต่อโจทก์ (Instructions and Counter Guarantee) โจทก์ออกหนังสือประกันการปฏิบัติตามสัญญา (Letter of Guarantee, Performance Security) ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว ต่อมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าได้บอกเลิกสัญญากับกิจการร่วมค้า อ. เพราะเหตุผิดสัญญา และขอให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือประกันดังกล่าว การที่โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบและเรียกให้จำเลยชำระเงินจึงเป็นการปฏิบัติไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันช่วงระหว่างโจทก์จำเลย จำเลยรับทราบแล้วแจ้งกลับมายังโจทก์เพียงว่า ศาลในประเทศอิตาลีมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ และกิจการร่วมค้า อ. แจ้งจำเลยว่าจะเชิญการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยให้ร่วมเจรจาระงับข้อพิพาทด้วยกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ขอให้โจทก์หยุดชำระเงินไว้ก่อน นั้น ทั้งสองเหตุดังกล่าวไม่ใช่เหตุผลที่จะปลดเปลื้องความรับผิดของโจทก์ที่มีต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหรือปลดเปลื้องจำเลยจากความรับผิดที่มีต่อโจทก์ตามสัญญาประกันช่วงแต่อย่างใด เพราะเป็นข้ออ้างที่ขัดกับข้อความรับผิดตามหนังสือประกันและสัญญาประกันช่วงนั้นเอง การที่โจทก์ไม่พิจารณาคำทักท้วงดังกล่าวหรือสืบหาข้อเท็จจริงตามข้ออ้างของจำเลยจึงไม่ใช่การกระทำโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด โจทก์ชำระเงินให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเมื่อถูกเรียกให้ชำระตามเงื่อนไขและภาระผูกพันในหนังสือประกันย่อมเป็นการกระทำโดยชอบแล้ว มิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประกันช่วง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

โจทก์ทวงถามเป็นหนังสือไปยังจำเลยโดยการส่งโทรพิมพ์ (First Written Demand by Tested Telex) ตรงตามเงื่อนไขในสัญญาประกันช่วงแล้ว จำเลยย่อมมีหน้าที่ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามจำนวนที่ระบุทันที เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัด เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าคู่สัญญาแสดงเจตนากำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยกันไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิกำหนดอัตราดอกเบี้ยฝ่ายเดียว คงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลในประเทศอิตาลีทำคำเสนอทางโทรพิมพ์มายังโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลในประเทศไทย โจทก์ไม่ได้ตกลงรับว่าจะออกหนังสือประกันให้ตามที่จำเลยเสนอมาในทันที แต่กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในคำสนองว่าโจทก์จะออกหนังสือประกันให้ก็ต่อเมื่อจำเลยยอมประกันช่วงแก่โจทก์ว่าจำเลยจะชดใช้เงินตามจำนวนที่โจทก์ชำระให้แก่ผู้รับประโยชน์คืนให้แก่โจทก์ เมื่อคำสนองดังกล่าวมีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัด หรือมีข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบด้วย จึงถือว่าเป็นคำบอกปัดไม่รับ ทั้งมีผลเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 359 วรรคสอง แม้จำเลยได้รับโทรพิมพ์ดังกล่าวแล้ว สัญญาขอให้ออกหนังสือประกันและสัญญาประกันช่วงระหว่างโจทก์จำเลยก็ยังหาได้เกิดขึ้นที่ประเทศอิตาลีดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใดไม่ เมื่อจำเลยมีโทรพิมพ์ ตอบกลับมายังโจทก์ว่าจำเลยให้อำนาจโจทก์ระบุข้อความรับผิดในการประกันช่วงดังกล่าวได้ โดยมิได้มีข้อความเพิ่มเติมหรือเงื่อนไขอย่างใดอีก โทรพิมพ์ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นคำสนองของจำเลย ดังนี้ สัญญาขอให้ออกหนังสือประกันและสัญญาประกันช่วงระหว่างโจทก์จำเลยย่อมเกิดขึ้นทันทีที่โจทก์ได้รับโทรพิมพ์ดังกล่าวที่ประเทศไทยตาม ป.พ.พ. มาตรา 361 วรรคแรกจึงต้องใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญาเกิดคือกฎหมายไทยบังคับและต้องฟ้องคดีต่อศาลไทย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 13

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 88,244,307.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีจากต้นเงิน 65,840,499.52 บาท และจำนวน 5,492,837.48 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีจากต้นเงิน 4,098,294.52 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลย 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์ชำระเงินให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยตามเงื่อนไขและภาระผูกพันในหนังสือประกันโดยชอบและโดยสุจริตหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า เหตุที่โจทก์ชำระเงินให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าได้บอกเลิกสัญญากับกิจการร่วมค้าอีดรีโก เอสพีเอ และขอให้โจทก์ชำระเงินตามหนังสือประกันการปฏิบัติตามสัญญา โจทก์ในฐานะผู้ออกหนังสือประกันจึงต้องรับผิดชอบตามภาระในสัญญาประกัน ซึ่งก่อนที่โจทก์จะชำระเงินให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โจทก์ได้มีโทรพิมพ์แจ้งไปยังจำเลยเกี่ยวกับการจะชำระเงินดังกล่าวแล้วจำเลยแจ้งกลับมายังโจทก์ว่าจำเลยไม่สามารถชำระเงินให้แก่โจทก์ได้เพราะศาลในประเทศอิตาลีมีคำสั่งให้จำเลยงดชำระเงินแก่โจทก์ไว้ก่อนโจทก์จึงได้ชำระเงินให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไปโดยชอบและโดยสุจริตนั้น เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาประกันการปฏิบัติตามสัญญา 8 ฉบับ โจทก์มีความผูกพันที่จะต้องชำระเงินให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยโดยเคร่งครัดเมื่อถูกทวงถามโดยไม่อาจอ้างเหตุใด ๆ ระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและกิจการร่วมค้าอีดรีโก เอสพีเอ ขึ้นปลดเปลื้องความรับผิดได้ ซึ่งข้อความในหนังสือประกันดังกล่าวเป็นไปตามที่โจทก์จำเลยตกลงกัน จำเลยจึงย่อมทราบดีว่าเมื่อโจทก์ออกหนังสือประกันที่มีข้อความเช่นนั้นให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้วโจทก์จะมีความรับผิดต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยอย่างเคร่งครัด เพราะจำเลยเป็นผู้ที่กำหนดเงื่อนไขความรับผิดเคร่งครัดเช่นนั้นให้โจทก์กระทำตาม ทั้งนี้จำเลยเองก็ตกลงผูกพันตนโดยเคร่งครัดในการประกันช่วงด้วยเงื่อนไขทำนองเดียวกันตอบแทนโจทก์ โจทก์ชำระเงินให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไปหลังจากได้รับแจ้งจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยว่ากิจการร่วมค้าอีดรีโกเอสพีเอ ผิดสัญญาและถูกบอกเลิกสัญญาแล้ว จึงเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ตามความผูกพันในหนังสือประกันนั้นเอง การที่โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบและเรียกให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาประกันช่วงก็เป็นการปฏิบัติไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันช่วงระหว่างโจทก์จำเลย จำเลยรับทราบแล้วแจ้งกลับมายังโจทก์เพียงว่า ศาลในประเทศอิตาลีมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ และกิจการร่วมค้าอีดรีโก เอสพีเอ แจ้งจำเลยว่าจะเชิญการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยให้ร่วมเจรจาระงับข้อพิพาทด้วยกระบวนการอนุญาโตตุลาการขอให้โจทก์หยุดชำระเงินไว้ก่อนนั้น เหตุผลที่อ้างดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างเหตุขัดข้องของจำเลยเองประการหนึ่ง กับเหตุขัดข้องตามสัญญากำจัดมลภาวะทางอากาศระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกับการร่วมค้าอีดรีโก เอสพีเอ อีกประการหนึ่ง ซึ่งทั้งสองเหตุดังกล่าวไม่ใช่เหตุผลที่จะปลดเปลื้องความรับผิดของโจทก์ที่มีต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยตามหนังสือประกันการปฏิบัติตามสัญญา หรือปลดเปลื้องจำเลยจากความรับผิดของจำเลยที่มีต่อโจทก์ตามสัญญาประกันช่วงแต่อย่างใด เพราะเป็นข้ออ้างที่ขัดกับข้อความรับผิดตามหนังสือประกันและสัญญาประกันช่วงที่ว่า "...โจทก์ยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้น ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการค้ำประกันเท่านั้น ในการชำระเงินให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยทันทีที่ถูกเรียกให้ชำระโดยจะไม่อ้างสิทธิใด ๆ เพื่อโต้แย้งและไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้ผู้รับจ้างชำระหนี้ก่อน..." เมื่อเงื่อนไขดังกล่าวผูกพันโจทก์ต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยอย่างเคร่งครัด เงื่อนไขทำนองเดียวกันนั้นก็ย่อมผูกพันจำเลยต่อโจทก์อย่างเคร่งครัดด้วยเช่นกัน และเนื้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าประสงค์ที่จะแยกความรับผิดของหนังสือประกันและสัญญาประกันช่วงออกจากความรับผิดสัญญาประธานหรือสัญญาอื่น ๆ โดยให้พิเคราะห์แต่การปฏิบัติตามเงื่อนไขเท่าที่ปรากฏในหนังสือประกันและสัญญาประกันช่วงเท่านั้น ดังนั้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นไปตามเหตุผลที่จำเลยแจ้งมาหรือไม่ ก็ไม่ทำให้โจทก์หลุดพ้นจากหนี้ที่มีต่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยตามหนังสือประกัน ทั้งไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันช่วงได้ การที่โจทก์ไม่พิจารณาคำทักท้วงดังกล่าวหรือสืบหาข้อเท็จจริงตามเหตุผลที่จำเลยแจ้งมาจึงไม่ใช่การกระทำโดยไม่สุจริตแต่อย่างใดโจทก์ชำระเงินให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเมื่อถูกเรียกร้องให้ชำระตามเงื่อนไขและภาระผูกพันในหนังสือประกันย่อมเป็นการกระทำโดยชอบแล้ว มิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เมื่อโจทก์มีโทรพิมพ์เรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาประกันช่วง จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพียงใด ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีหนังสือทวงถามมาถึงโจทก์เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2540 ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2540 โจทก์แจ้งเรื่องดังกล่าวทางโทรพิมพ์เรียกให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประกันช่วง ถือว่าโจทก์ได้ทวงถามเป็นหนังสือไปยังจำเลยโดยการส่งทางโทรพิมพ์ (First Written Demand by Tested Telex) ตรงตามเงื่อนไขในสัญญาประกันช่วงแล้ว จำเลยย่อมมีหน้าที่ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุทันที เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัด แต่ที่โจทก์อ้างว่า ขณะที่โจทก์ชำระเงินให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยโจทก์ประกาศอันตราดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลย จำเลยมิได้โต้แย้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2541 อันเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไปนั้น เห็นว่า ตามสัญญาประกันช่วงระหว่างโจทก์จำเลยไม่ปรากฏว่ามีการตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยไว้แต่อย่างใด ทั้งภายหลังเมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามแจ้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไปยังจำเลย แม้จำเลยไม่โต้แย้งแต่มิได้ตอบรับหรือแสดงเจตนากลับมายังโจทก์ว่ายินยอมให้โจทก์ใช้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าคู่สัญญาได้แสดงเจตนากำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิกำหนดอัตราดอกเบี้ยฝ่ายเดียว โจทก์คงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2541 อันเป็นวันที่โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเท่านั้น

จำเลยร้องขอให้โจทก์ออกหนังสือประกันการปฏิบัติตามสัญญาหรือ Letter of Guarantee ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยตามข้อความที่จำเลยระบุในโทรพิมพ์และให้โจทก์แจ้งยืนยันไปยังจำเลยถึงการออกหนังสือประกันดังกล่าว ในโทรพิมพ์ฉบับนี้คงมีแต่ข้อความที่จำเลยขอให้โจทก์ออกหนังสือประกัน (Instructions) แต่ไม่มีข้อความที่จำเลยเสนอตอบแทนโจทก์ในการที่โจทก์ออกหนังสือประกันนั้นแต่อย่างใด โทรพิมพ์แผ่นที่ 2 มีข้อความว่า จำเลยให้อำนาจโจทก์เพิ่มข้อความสัญญาประกันช่วง (Counter Guarantee) ดังที่ระบุในโทรพิมพ์นี้เพื่อเป็นการตอบแทนที่โจทก์ออกหนังสือประกันให้ และโทรพิมพ์แผ่นที่ 3 จำเลยเพิ่มข้อตกลงตามที่ระบุในโทรพิมพ์ลงในสัญญาประกันช่วงต่อไปว่า ระยะเวลาการประกันช่วงจะขยายออกไปโดยอัตโนมัติเมื่อจำเลยได้รับโทรพิมพ์ที่ทดสอบแล้วจากโจทก์ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเป็นคำสนองจากโจทก์นั้น ปรากฏว่าเป็นโทรพิมพ์ที่โจทก์ตอบกลับไปยังจำเลยเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2537 สรุปใจความได้ว่า โจทก์ขอให้จำเลยเพิ่มข้อความลงในสัญญาประกันช่วงว่า เพื่อตอบแทนการที่โจทก์ออกหนังสือประกันให้แก่ผู้รับประโยชน์จำเลยยอมผูกพันที่จะให้ค่าชดเชยแก่โจทก์ และให้คำมั่นโดยเพิกถอนไม่ได้ว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์ในโอกาสแรกเมื่อได้รับหนังสือทวงถาม (First Written Demand) โดยทางโทรพิมพ์ที่ทดสอบแล้ว (By Tested Telex) ระบุว่าโจทก์ถูกเรียกให้ชำระหนี้ตามหนังสือประกันของโจทก์เป็นจำนวนเงินที่ผู้รับประโยชน์เรียกร้องตามจริง หากแต่ไม่เกินจำนวน... ดังนี้ ข้อความดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ไม่ได้ตกลงรับว่าจะออกหนังสือประกันให้ตามที่จำเลยเสนอมาในทันที แต่โจทก์กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในคำสนองว่าโจทก์จะออกหนังสือประกันให้ตามที่ถูกร้องขอก็ต่อเมื่อจำเลยยอมประกันช่วงแก่โจทก์ว่าจำเลยจะชดใช้เงินตามจำนวนที่โจทก์ชำระให้แก่ผู้รับประโยชน์คืนให้แก่โจทก์ เมื่อคำสนองดังกล่าวมีข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัด หรือมีข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบด้วย จึงถือว่าเป็นคำบอกปัดไม่รับ ทั้งมีผลเป็นคำเสนอขึ้นใหม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 359 วรรคสอง และเมื่อโทรพิมพ์มิใช่คำสนองรับจากโจทก์ แม้จำเลยได้รับโทรพิมพ์ดังกล่าวที่ประเทศอิตาลี สัญญาขอให้ออกหนังสือประกันและสัญญาประกันช่วงระหว่างโจทก์จำเลยก็ยังหาได้เกิดขึ้นที่ประเทศอิตาลีดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใดไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ต่อไปว่า เมื่อจำเลยได้รับโทรพิมพ์ดังกล่าวจากโจทก์ จำเลยมีโทรพิมพ์แผ่นที่ 2 ตอบกลับมายังโจทก์ จำเลยให้อำนาจโจทก์ระบุข้อความรับผิดในการประกันช่วงดังกล่าวได้โดยจำเลยมิได้ขอให้มีข้อความเพิ่มเติมหรือเงื่อนไขอย่างใดอีก โทรพิมพ์ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นคำสนองของจำเลย ดังนี้ สัญญาขอให้ออกหนังสือประกันและสัญญาประกันช่วงระหว่างโจทก์จำเลยย่อมเกิดขึ้นทันทีที่โจทก์ได้รับโทรพิมพ์ดังกล่าวที่ประเทศไทย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361 วรรคแรก จึงต้องใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญาเกิดคือกฎหมายไทยบังคับและต้องฟ้องต่อศาลไทย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 13 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นฟ้องด้วยในผล

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 65,840,499.52 บาท และจำนวน 4,098,294.52 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 เมษายน 2543) มิให้เกิน 22,403,808.33 บาท และมิให้เกิน 1,394,542.96 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 6 ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 359 วรรคสอง ม. 361
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บังคา นาซีโอแนล เดล ลาโวโร เอสพีเอ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายจุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหัย
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 770/2550
#267841
เปิดฉบับเต็ม

การเพิ่มโทษตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นการเพิ่มโทษหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลังเมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จึงต้องระวางโทษตามมาตรา 335 วรรคสอง มาคำนวณประกอบกับระวางโทษตามมาตรา 336 ทวิ เพื่อกำหนดโทษสำหรับความผิดในคดีนี้ แล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92

ความผิดที่จำเลยกระทำกฎหมายกำหนดให้ลงโทษทั้งจำคุกและปรับ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลงแต่โทษจำคุกเพียงสถานเดียวก็ได้แต่ลงโทษปรับเพียงสถานเดียวไม่ได้ ตามป.อ. มาตรา 20

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 12 ธันวาคม 2548 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2548 เวลากลางวันก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกอีก 3 คน ร่วมกันลักแผ่นเหล็กแบบก่อสร้างขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร ยาว 120 เซนติเมตร จำนวน 18 แผ่น รวมราคา 5,400 บาท ของนายเนียน มีเปี่ยม ผู้เสียหายไปโดยทุจริตโดยจำเลยกับพวกร่วมกันใช้รถกระบะหมายเลขทะเบียน บฉ 8256 สุโขทัย ที่เตรียมมาเป็นยานพาหนะบรรทุกแผ่นเหล็กแบบก่อสร้างที่จำเลยกับพวกร่วมกันลักไปดังกล่าวเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ, 92 และเพิ่มโทษจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 2 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่าการเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 นั้น ให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง ซึ่งในคดีนี้จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จึงต้องนำระวางโทษตามมาตรา 335 วรรคสอง มาคำนวณประกอบกับระวางโทษตามมาตรา 336 ทวิ เพื่อกำหนดโทษสำหรับความผิดในคดีนี้ แล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยตามมาตรา 92 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษจำเลยจึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและลงโทษปรับเพียงสถานเดียวนั้น เห็นว่า ความผิดที่จำเลยกระทำกฎหมายกำหนดให้ลงโทษทั้งจำคุกและปรับ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลงแต่โทษจำคุกแต่เพียงสถานเดียวก็ได้ แต่จะลงโทษปรับเพียงสถานเดียวไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 ที่จำเลยใช้เงินจำนวน 10,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย และศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษจำเลยก่อนเพิ่มโทษและลดโทษให้จำคุกเพียง 2 ปี เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 20 ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — นายหัส สีขาว
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 767/2550
#412805
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) นั้น มีความมุ่งหมายถึงให้ริบตัวทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำความผิดนั้น ๆ โดยตรง คือทรัพย์สินนั้นจะต้องเกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดด้วย ซึ่งต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง ๆ ไป สำหรับคดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกลักทรัพย์โดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยกับพวกได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และโจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยานจึงฟังได้ว่าจำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์ของผู้เสียหาย หรือพาเอาทรัพย์ของผู้เสียหายที่จำเลยลักได้มานั้นไป หรือเพื่อให้จำเลยพ้นจากการจับกุมเท่านั้น รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยตรงที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนีอีก 2 คน ร่วมกันลักสายไฟฟ้าแบบตะกั่วตัดเป็นท่อน ๆ จำนวน 25 กิโลกรัม ราคา 9,800 บาท สายไฟฟ้าแบบทองแดงตัดเป็นท่อน ๆ จำนวน 25 กิโลกรัม ราคา 10,450 บาท รวมราคา 20,250 บาท ของบริษัทไทยซัมมิทแหลมฉบัง โอโตพาร์ท จำกัด ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยกับพวกไปโดยทุจริต โดยจำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 83 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (11) วรรคสาม (ที่ถูก วรรคสอง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 4 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 2 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 3 ปี และปรับ 15,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลย โดยกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นควรเป็นเวลา 36 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางและให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดโดยอาศัยโอกาสและความสัมพันธ์กระทำความผิดต่อนายจ้าง และยังใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกในการกระทำผิดอีกด้วย เป็นการกระทำโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่นและความสงบสุขของสังคม พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง การที่ผู้เสียหายซึ่งถูกประทุษร้ายได้ทรัพย์ของกลางคืนไปแล้ว ก็เนื่องจากเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมทรัพย์ดังกล่าว แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีประวัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ก็ตาม ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย โดยลงโทษปรับและคุมความประพฤติด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) นั้น มีความมุ่งหมายถึงให้ริบตัวทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำความผิดนั้น ๆ โดยตรง คือทรัพย์สินนั้นจะต้องเกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดด้วย ซึ่งเป็นพิจารณาถึงพฤติการณืที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง ๆ ไป สำหรับคดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกลักทรัพย์ โดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวจำเลยกับพวกได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง และโจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยานจึงฟังได้ว่าจำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์ของผู้เสียหาย หรือพาเอาทรัพย์ของผู้เสียหายที่จำเลยลักได้มานั้นไป หรือเพื่อให้จำเลยพ้นจากการจับกุมเท่านั้น รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์โดยตรง ที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางและให้คืนแก่เจ้าของนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายวิศณุหรือวิษณุ ศรีสุเพชรกุล
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
พิทักษ์ คงจันทร์
ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2550
#267646
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น ตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่นๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น

หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การแพ้คดีแล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา และมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นและมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้องและรับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ ภาค 1 เห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลย ก็ชอบที่จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดีเท่านั้น ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ก็ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามมาตรา 229

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบสลากออมสินพิเศษงวดวันที่ 16 หมายเลข เอช 8115443-8215442 คืนโจทก์ โดยให้จดทะเบียนแก้ชื่อผู้มีสิทธิ และ/หรือผู้เป็นเจ้าของในสลากออมสินดังกล่าวให้มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิและได้รับสิทธิประโยชน์ในสลากออมสินพิเศษดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยส่งมอบสลากออมสินพิเศษดังกล่าวและจดทะเบียนแก้ชื่อผู้มีสิทธิและ/หรือผู้เป็นเจ้าของให้มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิและได้รับสิทธิประโยชน์ในสลากออมสินพิเศษดังกล่าวเพียงผู้เดียว หากจำเลยไม่ส่งมอบและไม่ไปจดทะเบียนแก้ไขดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิและ/หรือผู้เป็นเจ้าของในสลากออมสินพิเศษนั้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 152/5 ถนนพหลโยธิน ซอย 55 แขวงอนุสาวรีย เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร โดยวิธีปิดหมาย เป็นการไม่ชอบ เพราะจำเลยได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 1354/29 ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอย 57 แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ได้แจ้งย้ายออกทางทะเบียน ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ หากจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จำเลยจะยื่นคำให้การต่อสู้คดี จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ หากจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีแล้วจำเลยมีโอกาสจะชนะคดี เพราะจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในสลากออมสินพิเศษตามฟ้องครึ่งหนึ่ง ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยจะมีสิทธิในสลากออมสินพิเศษดังกล่าวเมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายแล้วเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่เป็นความจริง ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่า หากศาลได้นำคดีขึ้นพิจารณาใหม่ จำเลยอาจเป็นฝ่ายชนะคดีได้อย่างไร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยเพียงแต่ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับคำร้อง นัดไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่ จึงไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ซึ่งบัญญัติบังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้น ใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่นๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้ปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบสลากออมสินพิเศษดังกล่าวและจดทะเบียนแก้ชื่อผู้มีสิทธิและ/หรือผู้เป็นเจ้าของให้มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิและได้รับสิทธิประโยชน์ในสลากออมสินพิเศษดังกล่าวเพียงผู้เดียวแล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา และมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นและมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้องและรับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบที่จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดีเท่านั้น การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในชั้นนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้นจำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมหมาย ทองประเสริฐ
จำเลย — นายนิเวชย์หรือนิเวศน์ เพิ่มวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2550
#268417
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 229 ซึ่งบัญญัติบังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่นๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้ปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบสลากออมสินพิเศษและจดทะเบียนแก้ชื่อผู้มีสิทธิและ/หรือผู้เป็นเจ้าของให้มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิและได้รับสิทธิประโยชน์ในสลากออมสินพิเศษเพียงผู้เดียวแล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบที่จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดีเท่านั้น การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในชั้นนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบสลากออมสินพิเศษงวดที่ 16 หมายเลข เอช 8115443 - 8215442 คืนโจทก์ โดยให้จดทะเบียนแก้ชื่อผู้มีสิทธิ และ/หรือผู้เป็นเจ้าของในสลากออมสินดังกล่าวให้มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิและได้รับสิทธิประโยชน์ในสลากออมสินพิเศษดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยส่งมอบสลากออมสินพิเศษดังกล่าวและจดทะเบียนแก้ชื่อผู้มีสิทธิและ/หรือผู้เป็นเจ้าของให้มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิและได้รับสิทธิประโยชน์ในสลากออมสินพิเศษดังกล่าวเพียงผู้เดียว หากจำเลยไม่ส่งมอบและไม่ไปจดทะเบียนแก้ไขดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิและ/หรือผู้เป็นเจ้าของในสลากออมสินพิเศษนั้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่า การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่บ้านเลขที่ 152/5 ถนนพหลโยธิน ซอย 55 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยวิธีปิดหมาย เป็นการไม่ชอบ เพราะจำเลยได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 1354/29 ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอย 57 แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ได้แจ้งย้ายออกทางทะเบียน ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ หากจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง จำเลยจะต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดี จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ หากจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีแล้วจำเลยมีโอกาสจะชนะคดี เพราะจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในสลากออมสินพิเศษตามฟ้องครึ่งหนึ่ง ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยจะมีสิทธิในสลากออมสินพิเศษดังกล่าวเมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายแล้วเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่เป็นความจริง ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่า หากศาลได้นำคดีขึ้นพิจารณาใหม่ จำเลยอาจเป็นฝ่ายชนะคดีได้อย่างไร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยเพียงแต่ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับคำร้องและมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่ จึงไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ซึ่งบัญญัติบังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้น ใช้บังคับเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้น ตลอดจนการอุทธรณ์คำสั่งอื่นๆ ของศาลชั้นต้นที่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลชั้นต้นเท่านั้น คดีนี้ปรากฏว่าหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบสลากออมสินพิเศษดังกล่าวและจดทะเบียนแก้ชื่อผู้มีสิทธิและ/หรือผู้เป็นเจ้าของให้มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิและได้รับสิทธิประโยชน์ในสลากออมสินพิเศษดังกล่าวเพียงผู้เดียวแล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา และมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นและมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้องและรับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยตามข้ออุทธรณ์ของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบที่จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดีเท่านั้น การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในชั้นนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้นจำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 จัตวา ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมหมาย ทองประเสริฐ
จำเลย — นายนิเวชย์หรือนิเวศน์ เพิ่มวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2550
#267837
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล มีอธิบดีเป็นผู้แทน การนับอายุความละเมิดตามป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่อธิบดีผู้แทนโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

น. เป็นนายช่างแขวงการทางซึ่งเป็นเพียงข้าราชการในกรมของโจทก์เท่านั้น ไม่ใช่ผู้แทนของโจทก์โดยตรง แม้ น. จะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ปี 2539 แล้ว แต่อธิบดีผู้แทนโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2546 จึงถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนวันที่ 26 กันยายน 2546 นับถึงวันที่ 12 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล โดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงคมนาคม มีนายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ เป็นอธิบดี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2538 เวลาประมาณ 5 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-2065 นครสวรรค์ มาตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 344 ตอนชลบุรี - บ้านบึง ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูงจนไม่สามารถบังคับรถให้แล่นอยู่ในทางเดินรถได้ตามปกติ เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 3+200 ที่เกิดเหตุ รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับได้เสียหลักออกนอกทางเดินรถพุ่งชนกระถางต้นไม้เกาะกลางถนนซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอมรับต่อพนักงานสอบสวนว่าเหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 โจทก์ซ่อมแซมทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 20,000 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จึงต้องร่วมกันรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,336.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 มิใช่นายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นายนคร วานิชจำเริญกุล เจ้าหน้าที่ของโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 31 มกราคม 2539 ทวงถามจำเลยที่ 2 ให้ชำระค่าเสียหายเป็นการกระทำการแทนโจทก์ โจทก์จึงทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2539 โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 12 มีนาคม 2547 เกินกำหนด 1 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 32,336.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,600 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2538 เวลาประมาณ 5 นาฬิกา

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-2065 นครสวรรค์ ของจำเลยที่ 2 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 มาถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 3+200 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ที่เกิดเหตุด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 โดยขับรถพุ่งชนกระถางกลางถนนซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 20,000 บาท ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2539 ผู้อำนวยการสำนักทางหลวงที่ 12 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่ง นายนคร วานิชจำเริญกุล นายช่างแขวงการทางชลบุรีได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ให้ชดใช้ค่าเสียหายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2539 ตามเอกสารหมาย จ.5 ต่อมากองนิติการในสังกัดโจทก์ได้รับรายงานผลการสอบสวนหาผู้รับผิดในทางแพ่งจากสำนักทางหลวงที่ 12 นายวินัย ธีรอภิศักดิ์กุล ผู้อำนวยการกองนิติการตรวจสอบสำนวนการสอบสวนแล้วเห็นว่าผู้ที่จะต้องรับผิดคือจำเลยทั้งสอง และได้บันทึกข้อความเสนอความเห็นลงวันที่ 23 กันยายน 2546 พร้อมทั้งได้จัดทำหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย และหนังสือแจ้งอัยการจังหวัดประจำศาลแขวงชลบุรีเพื่อพิจารณาดำเนินการฟ้องคดีแพ่งเพื่อให้นายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ อธิบดีโจทก์ลงนามด้วยปรากฏตามเอกสารหมาย จ.6 และนายเทิดศักดิ์ได้บันทึกท้ายหนังสือความเห็นของกองนิติการเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2546 ว่าลงนามแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล มีอธิบดีเป็นผู้แทนตามกฎหมายซึ่งมีอำนาจหน้าที่บริหารราชการตามกฎหมายและระเบียบของราชการ รวมทั้งเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกรม ฉะนั้น การนับอายุความละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่อธิบดีผู้แทนโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเหตุละเมิดเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2538 และนายนคร วานิชจำเริญกุล นายช่างแขวงการทางชลบุรีได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2539 ตามเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่แทนโจทก์ ถือว่าโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ปี 2539 แล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 12 มีนาคม 2537 จึงเกินกว่า 1 ปีนั้น เห็นว่า นายนครมีตำแหน่งเป็นนายช่างแขวงการทางชลบุรีซึ่งเป็นเพียงข้าราชการในกรมของโจทก์เท่านั้น ไม่ใช่ผู้แทนของโจทก์โดยตรง แม้เจ้าหน้าที่ของโจทก์จะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ปี 2539 แล้วก็ตาม แต่ได้ความจากนางสาวเย็นฤดี หอมแก้ว นิติกร 7 สำนักงานทางหลวงที่ 12 พยานโจทก์ว่า มีกรณีที่ทำละเมิดต่อทรัพย์สินของโจทก์เป็นพัน ๆ เรื่อง แต่มีเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่รับผิดชอบดูแลเรื่องดังกล่าวสิบกว่าคน จึงต้องทยอยทำเพื่อสนองเรื่องให้อธิบดีโจทก์ทราบ เป็นเหตุให้รายงานอธิบดีโจทก์ทราบช้า ดังนั้น เมื่อปรากฏว่านายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ อธิบดีผู้แทนโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2546 ตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ.6 จึงถือได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนวันที่ 26 กันยายน 2546 นับถึงวันที่ 12 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นายฉลอง ภูนวล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมศักดิ์ จันทรา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2550
#267890
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 อ้างว่าการผิดสัญญาหมั้นของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์ที่ 1 จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดใช้ค่าทดแทนความเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 2 อ้างว่าจำเลยทั้งสามไปสู่ขอโจทก์ที่ 1 โดยตกลงให้สินสอดแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นและไม่ชำระค่าสินสอด จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินสอดจำนวนดังกล่าว แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองต่างเกิดจากการผิดสัญญาหมั้น แต่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องให้รับผิดใช้ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์ที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1440 (1) ส่วนโจทก์ที่ 2 เรียกร้องให้ชำระค่าสินสอดแก่โจทก์ที่ 2 ตามมาตรา 1437 วรรคสาม จึงเป็นกรณีที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามต่อโจทก์แต่ละคนไม่เกินห้าหมื่นบาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามที่ว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นตั้งแต่วันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปี 2543 แต่โจทก์ทั้งสองเพิ่งจะยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2544 พ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันผิดสัญญาหมั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นเมื่อวันขึ้น 10 ค่ำ เดือนหก หรือเดือนมิถุนายน 2544 เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 มีอายุ 18 ปี เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 เมื่อเดือนธันวาคม 2541 จำเลยทั้งสามทำสัญญาหมั้นโจทก์ที่ 1 เพื่อให้สมรสกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมอบของหมั้นเป็นสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ในวันทำสัญญาหมั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงจะให้สินสอดจำนวน 50,000 บาท แก่บิดามารดาของโจทก์ที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1 สมรสกับจำเลยที่ 3 กำหนดวันจัดพิธีแต่งงานและจดทะเบียนสมรสในวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 หรือเดือนมิถุนายน 2542 แต่เมื่อถึงวันดังกล่าวจำเลยที่ 3 ไม่ยอมสมรสกับโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงคิดเป็นเงิน 50,000 บาท และจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชำระค่าสินสอดเป็นเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การว่า จำเลยทั้งสามไม่เคยสู่ขอหมั้นโจทก์ที่ 1 ให้สมรสกับจำเลยที่ 3 และไม่เคยตกลงว่าจะให้สินสอดจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายภายใน 6 เดือน ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความและตามคำฟ้องระบุว่าโจทก์ที่ 1 มีอายุ 20 ปี ซึ่งมีอำนาจฟ้องด้วยตนเองได้ แต่โจทก์ทั้งสองกลับบรรยายฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 อายุ 18 ปี เป็นผู้เยาว์มีโจทก์ที่ 2 เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมทำให้จำเลยทั้งสามไม่ทราบว่าโจทก์ที่ 1 อยู่ในฐานะอย่างไร และโจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องแทนโจทก์ที่ 1 ได้หรือไม่ ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท และชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า คดีของจำเลยทั้งสามต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดใช้ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์ที่ 1 และค่าสินสอดรวมกันเป็นเงิน 100,000 บาท สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองเกิดจากการผิดสัญญาหมั้น มูลคดีไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้ ต้องถือว่าคดีมีทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 100,000 บาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ที่ 1 อ้างว่าการผิดสัญญาหมั้นของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดใช้ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 2 อ้างว่าจำเลยทั้งสามไปสู่ขอโจทก์ที่ 1 โดยตกลงให้สินสอดแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นและไม่ชำระค่าสินสอด จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินสอดจำนวนดังกล่าว แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองต่างเกิดจากการผิดสัญญาหมั้นดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาก็ตาม แต่การใช้สิทธิของโจทก์ที่ 1 เป็นการเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดใช้ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์ที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1440 (1) ส่วนโจทก์ที่ 2 เรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินสอดแก่โจทก์ที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม จึงเป็นกรณีที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามต่อโจทก์แต่ละคนไม่เกินห้าหมื่นบาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้ไปสู่ขอและทำการหมั้นโจทก์ที่ 1 เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่า จำเลยทั้งสามได้ทำสัญญาหมั้นโจทก์ที่ 1 จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นตั้งแต่วันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปี 2543 แต่โจทก์ทั้งสองเพิ่งจะยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2544 พ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ผิดสัญญาหมั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นเมื่อวันขึ้น 10 ค่ำ เดือนหก หรือเดือนมิถุนายน 2544 เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม เป็นการสั่งรับอุทธรณ์โดยไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ย่อมจะต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสามทั้งหมดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
นางสาวนุจรินทร์ คำทอง โดยนายชูชาติ คำทอง
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นายบุญมา สุขี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 737/2550
#268377
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามที่ยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายและโดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นความผิดตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ กระทงหนึ่งส่วนความผิดฐานมีไม้แปรรูปเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตามมาตรา 48 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ. เดียวกันอีกระทงหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดในบทบัญญัติเดียวกันไม่ เมื่อ ป.อ. มาตรา 91 ซึ่งบัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรมมิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ ทั้งการที่กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตราย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์จะแยกความผิด 2 ฐานนี้ออกจากกัน ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จะมีไม้แปรรูปและไม้หวงห้ามที่ยังไม่ได้แปรรูปดังกล่าวไว้ในครอบครองในคราวเดียวกัน ก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันมีไม้หวงห้ามซึ่งยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม้เหล่านี้ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายและภายหลังร่วมกันแปรรูปไม้แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครอง แม้จะบรรยายถึงมูลเหตุจูงใจของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ด้วยว่า การทำไม้และแปรรูปไม้ดังกล่าว เป็นการกระทำตามที่ได้รับการใช้จ้างวานจากจำเลยที่ 6 ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จะไม่สามารถเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดในฐานดังกล่าวได้ เพราะไม่ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จะมีมูลเหตุจูงใจอย่างไรก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดแล้วกลับกลายเป็นเพียงผู้สนับสนุนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 11, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 75 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 84, 91 ริบของกลางทั้งหมด จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้แจ้งความนำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 6 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 6 เข้ามาเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 11 ปี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 5 ปี 6 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันแปรรูปไม้โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ กรณีเป็นเรื่องร้ายแรงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 คนละ 3 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกคนละ 1 เดือน 15 วัน เมื่อรวมกับโทษในความผิดกระทงอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 คนละ 5 ปี 1 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นสั่งรับมาข้อแรกว่า การกระทำความผิดฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองและฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองเป็นการกระทำกรรมเดียวหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันมีไม้แปรรูป และมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองในคราวเดียวกัน และเป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตราเดียวกันคือมาตรา 48 และ 73 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวหาใช่หลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามที่ยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายและโดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นความผิดมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 กระทงหนึ่ง ส่วนความผิดฐานมีไม้แปรรูปเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตามมาตรา 48 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันอีกกระทงหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดในบทบัญญัติเดียวกันอย่างที่อ้างไม่ เมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ซึ่งบัญญัติถึงการกระทำความผิดหลายกรรมมิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมจะเกิดขึ้นในวาระเดียวคราวเดียวไม่ได้ ทั้งการที่กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตราย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์จะแยกความผิด 2 ฐานนี้ออกจากกัน ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จะมีไม้แปรรูปและไม้หวงห้ามที่ยังมิได้แปรรูปดังกล่าวไว้ในครอบครองในคราวเดียวกัน ก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ข้อต่อไปว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์บางข้อของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฎีกาว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ข้อที่ว่า จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้มีเลื่อยโซ่ยนต์โดยชอบจึงไม่มีความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อที่ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ขาดเจตนาในการกระทำความผิดเพราะไม่รู้ว่าไม้ของกลางได้มาโดยไม่ชอบ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 สามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เองนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้มีเลื่อยโซ่ยนต์หรือไม่ก็ดี หรือมีเจตนาในการกระทำความผิดหรือไม่ก็ดีล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กระทำความผิดทุกข้อตามฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาไปได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้มีเลื่อยโซ่ยนต์แล้วตามหนังสือรับรองแจ้งการขอรับใบอนุญาตท้ายอุทธรณ์และอ้างว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่รู้ว่าจำเลยที่ 6 ได้ไม้ของกลางมาโดยไม่ชอบ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ขีดกับคำให้การรับสารภาพและย่อมเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หาใช่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยดังจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อ้างไม่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ข้อต่อไปว่าตามคำฟ้องของโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 6 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฎีกาอ้างว่าสำหรับความผิดฐานร่วมกันมีไม้ที่ยังมิได้แปรรูปและฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 น่าจะมีความผิดเพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 6 เพราะคำฟ้องโจทก์ปรากฏแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 รับจ้างแปรรูปไม้ให้จำเลยที่ 6 เพื่อประสงค์เงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 6 เท่านั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันมีไม้หวงห้ามซึ่งยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม้เหล่านี้ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายและภายหลังร่วมกันแปรรูปไม้แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครอง แม้จะบรรยายถึงมูลเหตุจูงใจของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ด้วยว่า การทำไม้และแปรรูปไม้ดังกล่าว เป็นการกระทำตามที่ได้รับการใช้จ้างวานจากจำเลยที่ 6 ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จะไม่สามารถเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดในฐานดังกล่าวได้ เพราะไม่ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จะมีมูลเหตุจูงใจอย่างไรก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดแล้วกลับกลายเป็นเพียงผู้สนับสนุนได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้จะเป็นคดีที่จำเลยฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ขึ้นมาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาและศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 หนักเกินไป ก็ย่อมมีอำนาจที่จะกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันทำไม้หรือแปรรูปไม้หวงห้ามในลักษณะเป็นนายทุนมีอิทธิพลเพื่อทำลายป่า จึงสมควรแก้ไขโทษเฉพาะความผิดฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เสียใหม่ให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 คนละ 2 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี รวมโทษจำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกคนละ 3 ปี รวมกับโทษในความผิดกระทงอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 คนละ 3 ปี 7 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 91
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 48 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายสมโภชน์ ธรรมวิเศษ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 736/2550
#272030
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยรวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ยตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่ง ป.รัษฎากร หมายถึงเงินได้ที่มีลักษณะเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ประธาน โดยคำนวณจากหนี้ประธานในอัตราและตามระยะเวลาที่กำหนดโดยนิติกรรมสัญญาหรือบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งฝ่ายที่เป็นลูกหนี้หรือตกเป็นลูกหนี้เป็นผู้จ่ายหรือชำระเพิ่มขึ้นจากหนี้ประธานตามข้อตกลงของนิติกรรมสัญญาหรือบทบัญญัติของกฎหมายให้แก่ฝ่ายที่เป็นเจ้าหนี้

ข้อตกลงตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยระหว่างสถาบันการเงินกับโจทก์ไม่ใช่สัญญากู้ยืมเงิน เพราะสถาบันการเงินไม่ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมจำนวนใดให้แก่โจทก์ และโจทก์ไม่ต้องชำระเงินจำนวนใดที่ได้รับไปคืนให้ เพียงให้โจทก์มีโอกาสได้รับประโยชน์ตามสัญญาโดยเฉพาะต่างหากจากสัญญากู้ยืมเงิน หากโจทก์มีผลกำไรที่ได้รับจากสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยแล้วนำเงินนั้นไปหักกลบลบหนี้กับจำนวนดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินก็เท่ากับเป็นการนำรายได้จากแหล่งอื่นไปชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืม มิใช่กรณีที่ถือว่าเงินที่โจทก์ได้รับตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกลายเป็นรายได้ประเภทดอกเบี้ยของผู้ให้กู้ซึ่งทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกับโจทก์ไปได้ และในกรณีกลับกันเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายต้องจ่ายเงินส่วนต่างแก่สถาบันการเงินคู่สัญญา เงินที่โจทก์จ่ายก็เป็นรายรับแก่คู่สัญญาโดยผลของสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยเฉพาะเช่นกัน มิใช่เงินได้จากดอกเบี้ย โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย และนำส่งตามมาตรา 70

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมายังโจทก์ให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยให้โจทก์ต้องรับผิดชำระภาษีและเงินเพิ่มกรณีได้ส่งเงินได้พึงประเมินออกไปให้นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยอันเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร แต่มิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วน ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ถึง 2543 ต่อมาโจทก์ได้ชำระภาษีพร้อมทั้งเงินเพิ่มตามการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์จึงได้ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าเงินที่โจทก์คิดคำนวณจากผลต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap) ที่โจทก์ทำกับสถาบันการเงินในต่างประเทศที่มิได้เป็นผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงินจำนวน 4 สัญญา เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ต้องหักภาษีจากเงินที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากรในส่วนนี้ ส่วนสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอีก 2 สัญญา ที่โจทก์ทำกับคู่สัญญาที่เป็นผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงินด้วยเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร จึงต้องหักภาษีจากเงินที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินเพิ่มนั้นไม่มีกฎหมายให้อำนาจงดหรือลดได้ โจทก์ไม่เห็นด้วยที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่คู่สัญญาตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่เป็นผู้ให้กู้ยืมเงินเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ที่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากโจทก์ได้มีการทำสัญญากู้ยืมเงินตราต่างประเทศแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัวจำนวน 795 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้ตกลงคิดอัตราดอกเบี้ยในลักษณะอัตราดอกเบี้ยลอยตัวอ้างอิงประเภท 3 เดือน หรือ 6 เดือน ("LIBOR") จากธนาคารและสถาบันการเงินหลายราย และเพื่อเป็นการป้องกันหรือปกป้องจากความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ยที่ไม่แน่นอน ที่อาจทำให้โจทก์ได้รับผลกระทบ โจทก์จึงได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่ใช้กันโดยทั่วไปในตลาดการเงินกับธนาคารและสถาบันการเงินต่างประเทศรวม 6 รายการที่โจทก์ทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไว้กับบุคคลทั้งสี่เป็นผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงินและบุคคลซึ่งมิได้เป็นผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงิน เนื่องมาจากโจทก์กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินหลายแห่งในต่างประเทศโดยเป็นผู้ให้กู้ร่วมกันซึ่งรวมถึงธนาคารบาร์คเลย์ส และธนาคารดิ อินดัสเตรียล แบ็งค์ ออฟ เจแปน ที่เป็นคู่คสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในคดีนี้ด้วย ในการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย โจทก์มีนโยบายทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ 40 ถึง 60 ของภาระเงินกู้โดยในการทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย โจทก์จะเรียกให้สถาบันการเงินที่สนใจเสนออัตราค่าธรรมเนียมและเงื่อนไข ในทำนองเดียวกับการประกวดราคาอันเป็นธุรกิจอีกประเภทหนึ่งของสถาบันการเงินนอกเหนือจากการให้กู้ยืมเงิน และโจทก์จะเลือกทำสัญญากับผู้ที่เสนอราคาและเงื่อนไขที่โจทก์เห็นว่าเหมาะสม โดยไม่คำนึงว่าคู่สัญญาจะเป็นผู้ให้กู้ยืมเงินหรือไม่ ส่วนจำนวนเงินต้นสมมติในสัญญาก็กำหนดตามที่คู่สัญญาเห็นชอบร่วมกันไม่เกี่ยวกับเงินต้นจริงตามสัญญา ดังจะเห็นได้ว่าโจทก์มีภาระเงินกู้กับธนาคารบาร์คเลย์สจำนวน 9.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่โจทก์ทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารดังกล่าวเป็นเงินถึง 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าภาระเงินต้นที่โจทก์มีต่อธนาคารดังกล่าวมาก สำหรับดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเดิมนั้นโจทก์ได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้ทุกรายการรวมทั้งธนาคารบาร์คเลย์ส และธนาคาร ดิ อินดัสเตรียล แบ็งค์ ออฟ เจแปน ซึ่งเป็นคู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยด้วยและได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยทั้งสี่จะอ้างว่าเงินที่จ่ายกันตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่ได้จัดทำขึ้นกับคู่สัญญาผู้ให้กู้ยืมเงินเป็นดอกเบี้ยอีก การจ่ายเงินให้แก่คู่สัญญาตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ทำไว้กับบุคคลซึ่งมิได้เป็นผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงินนั้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้วินิจฉัยว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนการจ่ายเงินให้แก่คู่สัญญาตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ทำไว้กับบุคคลที่เป็นผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงินนั้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กลัยวินิจฉัยว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งที่รูปแบบและวัตถุประสงค์ของสัญญาทั้งสองกรณีเป็นแบบเดียวกัน อีกทั้งสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ทำไว้กับบุคคลที่เป็นผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงินนั้น โจทก์ก็ได้ทำแยกเป็นสัญญาต่างหากจากสัญญากู้ยืมเงินและทำต่างวันและเวลากันกับสัญญากู้ยืมเงิน และไม่มีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์และผู้ให้กู้ยืมเงินจัดทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวขึ้นโดยมีเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงินเดิมให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยแต่ประการใด การที่จำเลยทั้งสี่วินิจฉัยว่าเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่คู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงินด้วยนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นการวินิจฉัยที่ขัดแย้งกันไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ตรงตามเจตนาของสัญญา เพราะสัญญากู้ยืมเงินกับสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยมีลักษณะที่แตกต่างกัน กล่าวคือ สัญญากู้ยืมเงินนั้นเป็นสัญญาที่ผู้กู้ได้ใช้เงินที่ยืมมาจากผู้ให้กู้ยืมเงินและผู้ให้กู้ยืมเงินได้รับดอกเบี้ยจากผู้กู้เป็นการตอบแทน ส่วนสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกรณีที่พิพาทในคดีนั้น เป็นสัญญาที่โจทก์ทำขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความเสี่ยงจากการที่อัตราดอกเบี้ยลอยตัวตามสัญญากู้ยืมเงินเพิ่มสูงเกินกว่าที่โจทก์จะรับภาระได้ โดยการตกลงกับคู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพื่อกำหนดเงินต้นสมมติขึ้นจำนวนหนึ่ง และตกลงกันว่าในวันที่สัญญาครบกำหนดต่างฝ่ายต้องจ่ายเงินให้แก่กันตามจำนวนที่คำนวณได้จากเงินต้นสมมติและอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกัน กล่าวคือ โจทก์จะจ่ายเงินที่คำนวณจากเงินต้นสมมติและอัตราดอกเบี้ยคงที่ให้แก่คู่สัญญา และคู่สัญญาก็จะจ่ายเงินที่คำนวณจากเงินต้นสมมติและอัตราดอกเบี้ยลอยตัวให้แก่โจทก์ โดยการหักกลบลบหนี้กันและจ่ายเฉพาะส่วนต่างด้วยวิธีนี้แม้อัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องจ่ายแก่ผู้ให้กู้ยืมเงินมีจำนวนสูง โจทก์ก็จะมีเงินที่ได้จากคู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยมาชดเชย ทำให้ภาระดอกเบี้ยของโจทก์จำกัดอยู่เพียงเท่ากับอัตราดอกเบี้ยคงที่เท่านั้น และสัญญากู้ยืมเงินนั้นมีเงินที่กู้ยืมกันเป็นหนี้ประธานมีดอกเบี้ยเป็นดอกผลนิตินัยตามมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยที่ดอกผลนิตินัยดังกล่าวจะเป็นดอกผลนิตินัยจากการที่ผู้กู้ได้ใช้แม่ทรัพย์คือต้นเงิน ส่วนสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนั้นเงินที่ชำระกันแน่นอนเป็นหนี้ประธานตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว มิได้จ่ายเพื่อตอบแทนการใช้แม่ทรัพย์ใด ๆ จึงมิใช่ดอกผล นอกจากนี้สัญญากู้ยืมเงินนั้นผู้ให้กู้ยืมเงินฝ่ายเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสจะได้รับประโยชน์ในรูปดอกเบี้ยจากผู้กู้เป็นผลตอบแทน ส่วนสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนั้น ทั้งโจทก์และคู่สัญญาต่างมีสิทธิในการรับเงิน และมีหน้าที่ในการจ่ายเงินตามสัญญาให้แก่กัน ส่วนฝ่ายใดจะได้รับประโยชน์ขึ้นอยู่กับความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจริงในตลาด ณ วันที่ต้องทำการจ่ายกันตามสัญญา จากความแตกต่างระหว่างสัญญากู้ยืมเงินกับสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่คู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไม่ว่าสัญญาดังกล่าวโจทก์จะได้ทำไว้กับคู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นผู้ให้กู้ยืมเงินหรือบุคคลอื่นจึงไม่ถือเป็นการจ่ายดอกเบี้ยตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่คู่สัญญาตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยมิใช่การจ่ายเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่คู่สัญญาตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยจึงเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 วินิจฉัยว่าการที่โจทก์จ่ายเงินตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่คู่สัญญาเป็นผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงินนั้น เป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งที่ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยชัดแจ้ง เป็นการตีความในลักษณะของการขยายความบทบัญญัติตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ในลักษณะที่เป็นโทษแก่ผู้เสียภาษี ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดแย้งกับแนวการตีความประมวลรัษฎากรที่ต้องตีความโดยเคร่งครัด จากกรณีดังกล่าวการที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 วินิจฉัยว่าการที่โจทก์จ่ายเงินตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่คู่สัญญาเป็นผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงินนั้นเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในระหว่างการตรวจสอบภาษีโจทก์ในคดีนี้โจทก์ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีด้วยดีตลอดมา อีกทั้งโจทก์ยังได้จัดส่งเอกสารและหลักฐานทางบัญชีต่าง ๆ ให้เจ้าพนักงานตรวจสอบรวมตลอดถึงให้ถ้อยคำตอบข้อซักถามของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ทุกประเด็น โจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ประเมินให้โจทก์ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร นั้น โจทก์เห็นว่าเงินเพิ่มดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเช่นเดียวกับเบี้ยปรับ และค่าเสียหายที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงสามารถลดหรืองดได้ ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ศภญ.ตส.1/05210011/2/000001 ถึง 000006 จำนวน 6 ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 ของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.4)/2 ถึง 7/2545 จำนวน 6 ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2545 กับให้ลดหรืองดเงินเพิ่ม

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์ฟังยุติได้ว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารและสถาบันการเงินในต่างประเทศหลายแห่งโดยตกลงเสียดอกเบี้ยในลักษณะอัตราดอกเบี้ยลอยตัว กำหนดชำระดอกเบี้ยเงินกู้ทุก 3 เดือน โจทก์ได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินในต่างประเทศที่มิใช่คู่สัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ 4 สัญญา และสถาบันการเงินที่เป็นคู่สัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ด้วยอีก 2 สัญญา รวมเป็น 6 สัญญา เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากการที่อัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินอาจลอยตัวเพิ่มสูงเกินกว่าที่โจทก์จะรับภาระได้ โดยตกลงกับคู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกำหนดเงินต้นสมมติขึ้นจำนวนหนึ่ง และตกลงกันว่าในวันที่สัญญานี้ครบกำหนดต่างฝ่ายต่างต้องจ่ายเงินให้แก่กันตามจำนวนที่คำนวณได้จากเงินต้นสมมติและอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกัน โจทก์จะจ่ายเงินที่คำนวณจากเงินต้นสมมติตามอัตราดอกเบี้ยคงที่ให้แก่คู่สัญญา และคู่สัญญาจะจ่ายเงินที่คำนวณจากเงินต้นสมมติตามอัตราดอกเบี้ยลอยตัวให้แก่โจทก์ โดยหักกลบลบหนี้กันและจ่ายเฉพาะส่วนต่าง เงินส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่สถาบันการเงินที่เป็นคู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนี้ โจทก์มิได้หักภาษีและนำส่งให้แก่จำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 เห็นว่า เงินที่โจทก์ส่งไปให้สถาบันการเงินในต่างประเทศตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นอุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยซึ่งโจทก์ทำไว้กับนิติบุคคลในต่างประเทศซึ่งเป็นคู่สัญญาที่มิใช่ผู้ให้กู้ยืมเงินรวม 4 สัญญา เงินผลต่างที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ทำกับสถาบันการเงินรายธนาคารบาร์คเลย์ส และธนาคาร ดิ อินดัสเตรียล แบ็งค์ ออฟ เจแปน ซึ่งต่างเป็นสถาบันการเงินที่โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินและทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารดังกล่าวด้วย รวม 2 สัญญา คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเงินผลต่างระหว่างเงินที่แต่ละฝ่ายต้องจ่ายแก่กันตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เป็นฝ่ายต้องจ่ายเงินผลต่างให้คู่สัญญาที่เป็นผู้ให้กู้ยืมเงินด้วยตามจำนวนเงินต้นสมมติหรือเงินต้นอ้างอิงที่กำหนดขึ้นเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ผู้อุทธรณ์มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร จึงถือว่าการประเมินของเจ้าพนักงานในส่วนนี้ชอบแล้ว โจทก์ต้องรับผิดชำระภาษี 16,999,385.42 บาท และเงินเพิ่ม 7,949,638.23 บาท รวมเป็นเงิน 24,949,023.65 บาท ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 11 ถึง 17

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินผลต่างระหว่างจำนวนเงินที่แต่ละฝ่ายต้องจ่ายให้แก่กันตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เป็นฝ่ายจ่ายให้แก่ธนาคารบาร์คเลย์ส และธนาคาร ดิ อินดัสเตรียล แบ็งค์ ออฟ เจแปน เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยทั้ง 6 สัญญา ที่โจทก์ทำกับสถาบันการเงินผู้ที่ให้โจทก์กู้ยืมเงินด้วย 2 สัญญา และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงิน 4 สัญญา รูปแบบของสัญญาและวัตถุประสงค์ของสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเหมือนกันทั้ง 6 สัญญา โดยโจทก์ตกลงกับคู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกำหนดเงินต้นสมมติขึ้นจำนวนหนึ่ง และตกลงกันว่าในวันที่สัญญาครบกำหนดต่างฝ่ายต่างต้องจ่ายเงินให้แก่กัน โดยโจทก์จะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนที่คำนวณจากเงินต้นสมมติตามอัตราดอกเบี้ยคงที่ที่กำหนดไว้ให้แก่คู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย และคู่สัญญาดังกล่าวก็จะต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนที่คำนวณจากเงินต้นสมมติตามอัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่กำหนดไว้ให้แก่โจทก์ โดยนำจำนวนเงินที่คิดคำนวณได้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กันและจะจ่ายเฉพาะส่วนต่างด้วยวิธีนี้แม้อัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องจ่ายแก่ผู้ให้กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจะมีจำนวนสูง โจทก์ก็มีเงินได้จากคู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามสัญญานี้มาชดเชย ซึ่งจำเลยทั้งสี่ก็รับว่าวิธีการคิดคำนวณเงินได้จากการทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยมีวิธีคิดดังที่กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้โจทก์ยังได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าโจทก์ได้ชำระดอกเบี้ยในส่วนสัญญากู้ยืมเงินแก่ผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงินครบทุกสัญญาแล้ว และการทำสัญญากู้ยืมเงินกับสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนั้น โจทก์กับคู่สัญญาทำแยกเป็นคนละสัญญาต่างหากจากกัน ซึ่งจำเลยทั้งสี่ก็มิได้นำสืบปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ว่ารูปแบบของสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยทั้ง 6 สัญญามีความแตกต่างทั้งรูปแบบและวัตถุประสงค์อย่างไร คงอ้างแต่เพียงว่าเงินผลต่างตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องจ่ายให้คู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นผู้ให้กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงินด้วยนั้น เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินที่จ่ายและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 11 ถึง 17 โดยตามบันทึกข้อความที่นายจักร เขื่อนธรรม นิติกร 7 ว. และนางสาวนฤมล นาคศรีชุ่ม นิติกร 8 ว. ทำความเห็นเสนออธิบดีของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล.4 หน้า 20 ถึง 29 ให้เหตุผลว่า ได้พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วเห็นว่าสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยซึ่งโจทก์ทำไว้รวม 4 สัญญา กับนิติบุคคลต่างประเทศรายอื่นที่มิใช่ผู้ให้กู้ยืมเงินแก่โจทก์เข้าลักษณะเป็นสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นสัญญาทางการเงินประเภทหนึ่งที่คู่สัญญาตกลงที่จะแลกเปลี่ยนภาระการชำระดอกเบี้ยให้แก่กันและกันเป็นการแลกเปลี่ยนส่วนที่เกี่ยวกับภาระดอกเบี้ยเท่านั้น ไม่มีการแลกเปลี่ยนเงินต้นกัน เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย 2 สัญญาที่พิพาทโต้แย้งกันนี้เป็นกรณีเนื่องจากนิติบุคคลต่างประเทศที่เป็นคู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกับโจทก์เป็นผู้ให้โจทก์กู้ยืมเงินด้วย เงินผลต่างที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ปรากฏเหตุผลแห่งการวินิจฉัยเลยว่า สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย 2 สัญญาที่พิพาทกันนี้มีรูปแบบและวัตถุประสงค์ต่างกันอย่างไรกับสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอีก 4 สัญญาดังกล่าวข้างต้น เห็นว่า ความหมายของเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยรวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ยตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร หมายถึง เงินได้ที่มีลักษณะเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ประธาน โดยคำนวณจากหนี้ประธานในอัตราและตามระยะเวลาที่กำหนดโดยนิติกรรมสัญญาหรือบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งฝ่ายที่เป็นลูกหนี้หรือตกเป็นลูกหนี้เป็นผู้จ่ายหรือชำระเพิ่มขึ้นจากหนี้ประธานตามข้อตกลงของนิติกรรมสัญญาหรือบทบัญญัติของกฎหมายให้แก่ฝ่ายที่เป็นเจ้าหนี้ แต่ข้อตกลงตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่สัญญากู้ยืมเงิน เพราะสถาบันการเงินที่ทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกับโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินกู้ยืมจำนวนใดให้แก่โจทก์ และไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์ต้องชำระเงินจำนวนใดที่ได้รับไปจากสถาบันการเงินที่ทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกับโจทก์คืนให้ ซึ่งสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยมีลักษณะเป็นสัญญาที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายอาจเป็นฝ่ายได้รับเงินจากคู่สัญญาอีกฝ่าย หรือเป็นฝ่ายต้องจ่ายเงินให้แก่คู่สัญาอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าของตัวแปรที่ตกลงกันนำมาใช้ประกอบการคำนวณตามหลักเกณฑ์ในวันที่กำหนดไว้ในข้อตกลงการกำหนดจำนวน โดยในส่วนเงินต้นอ้างอิงและอัตราดอกเบี้ยในข้อตกลงเป็นเพียงหลักเกณฑ์ในการคำนวณหาผลลัพธ์เพื่อทราบว่าคู่สัญญาฝ่ายใดต้องรับผิดชำระเงินให้แก่อีกฝ่ายตามข้อตกลงเป็นจำนวนเท่าใดเท่านั้น สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยจึงเป็นการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่ง ซึ่งขณะทำข้อตกลงคู่สัญญาแต่ละฝ่ายยังไม่ทราบว่าเมื่อถึงกำหนดเวลาปฏิบัติการชำระหนี้ตามข้อตกลงคู่สัญญาฝ่ายใดจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ และมีหนี้ที่จะชำระเป็นจำนวนเท่าใด คู่สัญญาแต่ละฝ่ายะจทราบถึงฐานะความเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของตนและจำนวนเงินที่จะต้องทำการชำระแก่กันต่อเมื่อได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ในวันที่กำหนดไว้ในข้อตกลงแล้ว จำนวนเงินที่ต้องชำระแก่กันดังกล่าวจึงเป็นหนี้ประธาน ซึ่งโจทก์อาจเป็นฝ่ายได้รับจากคู่สัญญาก็ได้ในกรณีที่ผลลัพธ์จากการคำนวณตามข้อตกลงรายพิพาทเป็นคุณแก่โจทก์ ต่างกับดอกเบี้ยซึ่งฝ่ายลูกหนี้ทราบล่วงหน้าว่ามีภาระต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้โดยไม่มีโอกาสที่ลูกหนี้จะได้รับจากเจ้าหนี้เลย ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าผลลัพธ์จากการคำนวณตามข้อตกลงไม่เป็นคุณแก่โจทก์ แต่กลับทำให้โจทก์ต้องจ่ายเงินให้คู่สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศ เงินที่โจทก์จ่ายไปดังกล่าวจึงมิใช่ดอกเบี้ยหรือเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ยตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าการทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยระหว่างโจทก์กับสถาบันการเงินที่ให้โจทก์กู้ยืมเงินด้วยนั้น โจทก์มีเจตนาให้มีผลเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงินให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย สัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนี้จึงเป็นสัญญาอันมีผลเพียงให้โจทก์มีโอกาสได้รับประโยชน์ตามสัญญานี้โดยเฉพาะต่างหากจากสัญญากู้ยืมเงินโดยหากโจทก์มีผลกำไรที่ได้รับจากสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยแล้วนำเงินนั้นไปหักกลบลบหนี้กับจำนวนดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินก็เท่ากับเป็นการนำรายได้จากแหล่งอื่นไปชำระดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืม หาใช่กรณีที่ถือว่าเงินที่โจทก์ได้รับตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกลายเป็นรายได้ประเภทดอกเบี้ยของผู้ให้กู้ซึ่งทำสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกับโจทก์ไปได้ไม่ และในกรณีกลับกันเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายต้องจ่ายเงินส่วนต่างตามสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยแก่สถาบันการเงินคู่สัญญา เงินที่โจทก์จ่ายก็เป็นรายรับแก่คู่สัญญานี้โดยผลของสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยเฉพาะเช่นกัน หาใช่เงินได้จากดอกเบี้ยไม่ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย และนำส่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ไม่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้ว จึงไม่ต้องวินิจฉัยปัญหาที่โจทก์ขอให้ลดหรืองดเงินเพิ่มให้แก่โจทก์อีก ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ ศภญ.ตส.1/05210011/2/000001 ถึง 000006 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามหนังสือเลขที่ ภญ.(อธ.4)/2 ถึง 7/2545 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2545 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 726/2550
#267887
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) นั้น ต้องเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใด ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น จึงต้องพิจารณาก่อนว่าการขายที่ดินของโจทก์เป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ ถ้าใช่ถึงจะต้องพิจารณาต่อไปว่า การขายนั้นอยู่ในหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาที่ให้ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่

โจทก์รับราชการครู มิได้มีอาชีพหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินที่โจทก์ขายไปโจทก์ได้รับยกให้จากน้องสาวตั้งแต่ปี 2522 โดยโจทก์มิได้ลงทุนซื้อหามาเอง การที่โจทก์ให้บริษัท อ. เช่าที่ดินเพื่อสร้างสถานีบริการน้ำมันก็เป็นการแสวงหาประโยชน์ตามปกติในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน แม้ที่ดินของโจทก์จะมีราคาสูงแต่ก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ขายที่ดินเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป เพราะราคาที่ดินย่อมขึ้นอยู่กับสภาพ ทำเลที่ตั้งและความพึงพอใจของคู่สัญญาเป็นตัวกำหนด การที่โจทก์ขายที่ดินไปยังถือไม่ได้ว่าเป็นทางค้าหรือหากำไรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2545 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นเป็นเงินรวม 9,372,000 บาท จากการขายที่ดิน โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์เห็นว่าการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ ที่ดินที่โจทก์ขายแต่เดิมเป็นของบิดาโจทก์ตั้งแต่ปี 2502 ต่อมาปี 2522 โจทก์ได้รับที่ดินดังกล่าวจากนางศรีประภา รื่นมณี พี่น้องร่วมบิดามารดาของโจทก์ยกให้แล้วโจทก์ให้ผู้อื่นเช่าในปี 2530 และขายที่ดินไปในปี 2536 โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะซื้อหาที่ดินนั้นมาเพื่อมุ่งหมายในทางการค้าหรือหากำไร โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ได้ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายที่ดินแก่จำเลยตามจำนวนที่เรียกเก็บเป็นเงิน 1,453,612 บาท หากโจทก์ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายที่ดินแปลงดังกล่าว โจทก์ก็จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินที่ได้จากการขายที่ดิน โจทก์ยังไม่ได้ขอภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายที่ดินที่จำเลยหักไว้ 1,453,612 บาท คืนจากจำเลย จำเลยจึงชอบที่จะนำเงินภาษีที่โจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียและยังไม่ได้ขอรับคืนดังกล่าวไปหักออกจากภาษีธุรกิจเฉพาะก่อน โจทก์ไม่มีเจตนาที่จะไม่ชำระภาษีและได้ให้ความร่วมมือต่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยในการตรวจสอบภาษี ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และหากโจทก์มีความรับผิดในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับการยกให้โดยเสน่หาซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 8108 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 95 ตารางวา จากนางศรีประภา รื่นมณี เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2522 แล้วโจทก์ถือครองที่ดินแปลงนี้มาโดยตลอด ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2530 โจทก์ได้ให้บริษัทเอสโซ่แสตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เช่าที่ดินดังกล่าวมีกำหนด 15 ปี และเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2536 โจทก์ได้ขายที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัทเพซเซตเตอร์เอ็นเตอร์ไพรเซส จำกัด ในราคา 71,000,000 บาท การที่โจทก์ให้บริษัทเอสโซ่แสตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เช่าที่ดินเพื่อจำหน่ายน้ำมัน โจทก์ย่อมมีรายได้จากการให้เช่าที่ดินดังกล่าว การให้เช่าดังกล่าวจึงถือเป็นการประกอบกิจการอย่างหนึ่ง โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบกิจการที่เป็นทางค้าหรือหากำไร และการขายที่ดินของโจทก์เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและไม่ได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จึงต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่า ของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (2) ประกอบมาตรา 91/21 (6) และเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 กรณีผู้ขายที่มีเงินได้จากการขายที่ดินซึ่งได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และได้เสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว เมื่อถึงกำหนดยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้ขายนั้นจะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกไม่ใช่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น การที่โจทก์ขอให้นำเงินจำนวน 1,453,612 บาท ไปหักออกจากภาษีธุรกิจเฉพาะที่โจทก์ต้องชำระก่อน จึงไม่ถูกต้อง การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ ก.16.2/1005300/6/101229 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/202/2546 ลงวันที่ 16 กันยายน 2546 ในส่วนของเบี้ยปรับเป็นให้ลดเบี้ยปรับให้โจทก์ โดยคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 8108 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยได้รับยกให้จากนางศรีประภา รื่นมณี น้องของโจทก์เมื่อปี 2522 ต่อมาเมื่อปี 2530 โจทก์ได้ให้บริษัทเอสโซ่แสตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เช่าที่ดินเพื่อสร้างสถานีบริการน้ำมันมีกำหนด 15 ปี แต่เมื่อให้เช่าได้ประมาณ 6 ปี โจทก์ตกลงขายที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัทเพซเซตเตอร์เอ็นเตอร์ไพรเซส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับบริษัทเอสโซ่แสตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาว่า การขายที่ดินของโจทก์เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) หรือไม่เสียก่อน เห็นว่า กรณีที่จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) นั้น ต้องเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใด ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น จึงต้องพิจารณาก่อนว่าการขายที่ดินของโจทก์เป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ ถ้าใช่ถึงจะต้องพิจารณาต่อไปว่า การขายนั้นอยู่ในหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาที่ให้ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ กรณีของโจทก์ได้ความว่า โจทก์มีอาชีพรับราชการครู มิได้มีอาชีพหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แต่อย่างใด ที่ดินที่โจทก์ขายไปนี้โจทก์ได้รับยกให้จากน้องสาวตั้งแต่ปี 2522 โดยโจทก์มิได้ลงทุนซื้อหามาเอง การที่โจทก์ให้บริษัทเอสโซ่แสตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เช่าที่ดินเพื่อสร้างสถานีบริการน้ำมันก็เป็นการแสวงหาประโยชน์ตามปกติในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นให้ผู้อื่นเช่าอีกอันจะเข้าลักษณะของการประกอบอาชีพหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้การที่โจทก์ขายที่ดินไปก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการขายเพื่อจะซื้อที่ดินแปลงใหม่แล้วนำมาให้เช่าหรือหากำไรอีกทอดหนึ่งแต่อย่างใด แม้ที่ดินของโจทก์จะมีราคาสูงแต่ก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ขายที่ดินเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป เพราะราคาที่ดินย่อมขึ้นอยู่กับสภาพ ทำเลที่ตั้งและความพึงพอใจของคู่สัญญาเป็นตัวกำหนด จากพฤติการณ์ดังกล่าวการที่โจทก์ขายที่ดินไปยังถือไม่ได้ว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยอีก ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโสพิศ พุทธประเสริฐ
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 726/2550
#268408
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีอาชีพรับราชการครู มิได้มีอาชีพหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แต่อย่างใด ที่ดินที่โจทก์ขายไปนี้ โจทก์ได้รับยกให้จากน้องของโจทก์เมื่อปี 2522 โดยโจทก์มิได้ลงทุนซื้อหามาเอง การที่โจทก์ให้บริษัท อ. เช่าที่ดินเพื่อสร้างสถานีบริการน้ำมันก็เป็นการแสวงหาประโยชน์ตามปกติในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นให้ผู้อื่นเช่าอีกอันจะเข้าลักษณะของการประกอบอาชีพหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ การที่โจทก์ขายที่ดินไปก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการขายเพื่อจะซื้อที่ดินแปลงใหม่แล้วนำมาให้เช่าหรือหากำไรอีกทอดหนึ่งแต่อย่างใด แม้ที่ดินของโจทก์จะมีราคาสูงแต่ก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ขายที่ดินเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไปเพราะราคาที่ดินย่อมขึ้นอยู่กับสภาพ ทำเลที่ตั้งและความพึงพอใจของคู่สัญญาเป็นตัวกำหนด จากพฤติการณ์ดังกล่าว การที่โจทก์ขายที่ดินไปยังถือไม่ได้ว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 91/2 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และหากโจทก์มีความรับผิดในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ ก.16.2/1005300/6/101229 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/202/2546 ลงวันที่ 16 กันยายน 2546 ในส่วนของเบี้ยปรับเป็นให้ลดเบี้ยปรับให้โจทก์โดยคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 8108 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยได้รับยกให้จากนางศรีประภา รื่นมณี น้องของโจทก์เมื่อปี 2522 ต่อมาเมื่อปี 2530 โจทก์ได้ให้บริษัทเอสโซ่แสตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เช่าที่ดินเพื่อสร้างสถานีบริการน้ำมันมีกำหนด 15 ปี แต่เมื่อให้เช่าได้ประมาณ 6 ปี โจทก์ตกลงขายที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัทเพซเซตเตอร์เอ็นเตอร์ไพรเซส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับบริษัทเอสโซ่แสตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายที่ดินดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ จึงเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาว่า การขายที่ดินของโจทก์เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) หรือไม่เสียก่อน เห็นว่า กรณีที่จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) นั้น ต้องเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใด ทั้งนี้เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น จึงต้องพิจารณาก่อนว่าการขายที่ดินของโจทก์เป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ ถ้าใช่ถึงจะต้องพิจารณาต่อไปว่า การขายนั้นอยู่ในหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาที่ให้ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ กรณีของโจทก์ได้ความว่าโจทก์มีอาชีพรับราชการครู มิได้มีอาชีพหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แต่อย่างใดที่ดินที่โจทก์ขายไปนี้โจทก์ได้รับยกให้จากน้องสาวตั้งแต่ปี 2522 โดยโจทก์มิได้ลงทุนซื้อหามาเอง การที่โจทก์ให้บริษัทเอสโซ่แสตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เช่าที่ดินเพื่อสร้างสถานีบริการน้ำมันก็เป็นการแสวงหาประโยชน์ตามปกติในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นให้ผู้อื่นเช่าอีกอันจะเข้าลักษณะของการประกอบอาชีพหรือทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้การที่โจทก์ขายที่ดินไปก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นการขายเพื่อจะซื้อที่ดินแปลงใหม่แล้วนำมาให้เช่าหรือหากำไรอีกทอดหนึ่งแต่อย่างใด แม้ที่ดินของโจทก์จะมีราคาสูงแต่ก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ขายที่ดินเป็นทางค้าหรือหากำไรเสมอไป เพราะราคาที่ดินย่อมขึ้นอยู่กับสภาพ ทำเลที่ตั้งและความพึงพอใจของคู่สัญญาเป็นตัวกำหนด จากพฤติการณ์ดังกล่าว การที่โจทก์ขายที่ดินไปยังถือไม่ได้ว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้โจทก์เสียภาษีเฉพาะจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยอีก ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโสพิศ พุทธประเสริฐ
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 719/2550
#412818
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มบริษัท อ. ซึ่งจดทะเบียนแล้วคือจำเลยที่ 2 ขึ้น จำเลยที่ 2 จึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ มาตรา 7 คณะกรรมการกองทุนจำเลยที่ 2 หรือผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพตามมาตรา 23 โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ ปัญหานี้แม้จำเลยจะมิได้ยกมาอุทธรณ์ แต่อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

แม้จำเลยที่ 2 จะมีข้อบังคับฯ ข้อ 9.15 ระบุว่า "ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าระหว่างนายจ้างกับบริษัทจัดการ หรือบริษัทจัดการกับสมาชิก ทายาท ตัวแทนของสมาชิก หรือผู้รับสิทธิประโยชน์ของสมาชิกผู้นั้น ในเรื่องเกี่ยวกับกองทุนหรือการบริหารกองทุนหรือสิทธิหรือผลประโยชน์อันสืบเนื่องมาจากกองทุนนี้ คณะกรรมการกองทุนจะเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทนั้นโดยคะแนนเสียงข้างมากตามที่ได้ระบุไว้ในวรรคแรกของข้อ 4.2.9" ก็ตาม แต่แนวทางระงับข้อพิพาทตามข้อบังคับฯ ดังกล่าวมิใช่ขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติก่อนจึงจะดำเนินการในศาลแรงงานได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 8 วรรคสอง แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้นำข้อพิพาทให้คณะกรรมการกองทุนตัดสินก่อนก็มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้

จำเลยที่ 2 มีข้อบังคับฯ ระบุข้อยกเว้นที่สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบเพียง 6 ประการ ซึ่งข้อยกเว้นดังกล่าวไม่รวมถึงกรณีลูกจ้างลาออกหรือการตกลงเลิกสัญญาจ้างแรงงานด้วย เมื่อโจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยมิได้กระทำผิดประการใดใน 6 ประการที่กำหนดไว้ จำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามสิบสี่ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามสิบสี่เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยที่ 1 ได้หักเงินจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งสามสิบสี่เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินสมทบให้แก่สมาชิกเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยที่ 2 โดยมีหลักเกณฑ์ให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 2 จ่ายเงินสะสมและเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวให้แก่สมาชิก เมื่อสมาชิกซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ออกจากงานโดยไม่ได้กระทำความผิด ต่อมาโจทก์ทั้งสามสิบสี่ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้กระทำความผิดแต่จำเลยทั้งสองไม่จ่ายเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามสิบสี่ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามสิบสี่

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสามสิบสี่กระทำผิดข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 8.1 ซึ่งระบุให้สมาชิกต้องแจ้งให้คณะกรรมการกองทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันสิ้นสุดสมาชิกภาพ หากสมาชิกไม่แจ้งล่วงหน้าให้คณะกรรมการกองทุนทราบ นายจ้างสงวนสิทธิที่จะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบได้ โจทก์ทั้งสามสิบสี่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าตามข้อกำหนดดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบ และข้อบังคับกองทุนข้อ 8.4 ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับจำนวนเงินที่สมาชิกจะได้รับเงินสมทบหรือไม่ เป็นอัตราส่วนเท่าไร ขึ้นอยู่กับอายุการทำงานของสมาชิกและวันที่สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ก่อนหรือหลังวันที่ 1 เมษายน 2544 โจทก์หลายคนมีอายุการทำงานไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับเงินสมทบหรือได้รับเงินสมทบเต็มจำนวนเท่ากับเงินสะสมของโจทก์แต่ละคน อีกทั้งตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 กำหนดให้ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าระหว่างนายจ้างกับบริษัทจัดการ หรือบริษัทจัดการกับสมาชิก ทายาท... ในเรื่องเกี่ยวกับกองทุนหรือการบริหารกองทุน หรือผลประโยชน์อันสืบเนื่องมาจากกองทุนนี้ คณะกรรมการกองทุนจะเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาท ฯลฯ โจทก์ทั้งสามสิบสี่นำคดีมาฟ้องโดยยังไม่ได้นำเรื่องเสนอให้คณะกรรมการของจำเลยที่ 2 ชี้ขาดข้อพิพาทเสียก่อนจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินสมทบ หรือผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 โจทก์ที่ 9 ถึงที่ 26 โจทก์ที่ 28 ถึงที่ 30 โจทก์ที่ 32 ถึงที่ 34 ตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในตารางเงินสมทบที่โจทก์เรียกร้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ยกฟ้องส่วนของโจทก์ที่ 8 โจทก์ที่ 27 และโจทก์ที่ 31

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า ได้มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มบริษัท ไอ. พี. ซึ่งจดทะเบียนแล้วคือจำเลยที่ 2 ขึ้น จำเลยที่ 2 จึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 คณะกรรมการกองทุนจำเลยที่ 2 หรือผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างสิ้นสภาพตามมาตรา 23 โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์ทั้งสามสิบสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มบริษัท ไอ. พี. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว (จำเลยที่ 2) ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบสี่ ปัญหานี้แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกมาอุทธรณ์ก็ตามแต่อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์ต่อไปเพียงว่า โจทก์ทั้งสามสิบสี่ยังมิได้ดำเนินการตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 ก่อน จะมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 ระบุว่า "ข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าระหว่างนายจ้างกับบริษัทจัดการ หรือบริษัทจัดการกับสมาชิก ทายาท ตัวแทนของสมาชิก หรือผู้รับสิทธิประโยชน์ของสมาชิกผู้นั้น ในเรื่องเกี่ยวกับกองทุนหรือการบริหารกองทุนหรือสิทธิหรือผลประโยชน์อันสืบเนื่องมาจากกองทุนนี้ คณะกรรมการกองทุนจะเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทนั้น โดยคะแนนเสียงฝ่ายข้างมากตามที่ได้ระบุไว้ในวรรคแรกของข้อ 4.2.9" ตามข้อบังคับดังกล่าวมีความหมายว่า หากมีข้อพิพาทระหว่างนายจ้าง หรือสมาชิก หรือทายาท หรือตัวแทนของสมาชิก หรือผู้รับสิทธิประโยชน์ของสมาชิกฝ่ายหนึ่งกับบริษัทจัดการฝ่ายหนึ่งในเรื่องของกองทุนการบริหารงานหรือสิทธิประโยชน์ที่เกิดขึ้น จะต้องให้คณะกรรมการกองทุนในฐานะตัวแทนของฝ่ายนายจ้างและฝ่ายสมาชิกตัดสินข้อพิพาทนั้น การกำหนดแนวทางระงับข้อพิพาทดังกล่าวเป็นการกำหนดเพื่อใช้ระหว่างนายจ้าง บริษัทจัดการ สมาชิกหรือทายาทหรือตัวแทนที่ยอมรับให้ใช้ระหว่างกันเป็นการภายใน แต่แนวทางระงับข้อพิพาทตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 นี้ มิใช่ขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติก่อนจึงจะดำเนินการในศาลแรงงานได้ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 วรรคสอง แต่อย่างใด จึงไม่ผูกพันโจทก์ทั้งสามสิบสี่ที่จะต้องนำข้อพิพาทนี้ให้คณะกรรมการกองทุนเป็นผู้ตัดสินตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 9.15 ก่อนจึงจะนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานได้ ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสามสิบสี่จะมิได้นำข้อพิพาทให้คณะกรรมการกองทุนตัดสินก่อนก็มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 โจทก์ที่ 9 ถึงที่ 26 โจทก์ที่ 28 ถึงที่ 30 และโจทก์ที่ 32 ถึงที่ 34 หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลุ่มบริษัท ไอ. พี. ซึ่งจดทะเบียนแล้ว เอกสารหมาย ล.6 ข้อ 8.1 ระบุว่า "เมื่อสมาชิกสิ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกกองทุน เพราะเหตุอื่นนอกจากกองทุนยกเลิกในเดือนใด ให้คณะกรรมการกองทุนแจ้งเป็นหนังสือต่อบริษัทจัดการภายใน 5 วันทำการ นับจากวันที่สมาชิกสิ้นสุดสมาชิกภาพโดยหนังสือดังกล่าวจะต้องแจ้งชื่อผู้รับประโยชน์ หรือบุคคลผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินจากกองทุนด้วย (ถ้ามี) ทั้งนี้สมาชิกต้องแจ้งให้คณะกรรมการกองทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันสิ้นสุดสมาชิกภาพ หากสมาชิกไม่ได้แจ้งล่วงหน้าให้คณะกรรมการกองทุนทราบ นายจ้างสงวนสิทธิที่จะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ" ตามข้อบังคับดังกล่าวกำหนดให้สมาชิกที่สิ้นสุดสมาชิกภาพจะต้องแจ้งให้คณะกรรมการกองทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันสิ้นสุดสมาชิกภาพ มิฉะนั้น นายจ้างสงวนสิทธิในการจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ ซึ่งตามข้อบังคับจำเลยที่ 2 ข้อ 8.3 ถึงข้อ 8.5 ปรากฏว่า เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงสมาชิกจะได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์จากเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ และมีข้อยกเว้นที่สมาชิกไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับจำเลยที่ 2 ข้อ 8.3 เพียง 6 ประการเท่านั้น ซึ่งข้อยกเว้นดังกล่าวไม่รวมถึงกรณีลูกจ้างลาออกหรือการตกลงเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างด้วย ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 มีโครงการให้พนักงานลาออกเพราะการนำเครื่องจักรมาใช้แทนพนักงานบางส่วนโดยจะจ่ายเงินให้ตามกฎหมาย แต่ไม่มีพนักงานคนใดลาออกจากเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2546 โจทก์ดังกล่าวได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 โดยระบุให้มีผลเป็นการลาออกในวันที่ 5 ธันวาคม 2546 จำเลยที่ 1 อนุมัติการลาออกในวันที่ 4 ธันวาคม 2546 และโจทก์ดังกล่าวได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 ตามสิทธิที่ระบุในโครงการเต็มใจจากกันด้วยดี ดังนั้น เมื่อโจทก์ดังกล่าวลาออกโดยไม่ปรากฏว่าได้กระทำผิดประการใดใน 6 ประการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับจำเลยที่ 2 ข้อ 8.3 จำเลยที่ 2 จึงต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับจำเลยที่ 2 ข้อ 8.4 และข้อ 8.5 แก่โจทก์ดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 7 ม. 23
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายละเอียด อ่อนอก กับพวก
จำเลย — บริษัท ไอ พี แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 718/2550
#268376
เปิดฉบับเต็ม

การที่ พ. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการมีฐานะเป็นผู้แทนของบริษัท ท. ขับรถยนต์ชนกับรถยนต์ของ ญ. ในระหว่างไปทำงานให้บริษัท ท. เป็นเหตุให้ ญ. ถึงแก่ความตายรถยนต์ได้รับความเสียหาย นอกจากจะถูกกล่าวหาว่าทำความผิดอาญาฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้ว ยังอาจเป็นการทำละเมิดในระหว่างการทำตามหน้าที่ของผู้แทนของบริษัท ท. ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะมีผลทำให้บริษัท ท. ต้องร่วมกับ พ. รับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 มาตรา 425 และมาตรา 427 การตกลงชดใช้ค่าเสียหายเป็นการประนีประนอมยอมความมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องเดิมระงับสิ้นไป คู่กรณีต้องผูกพันตามที่ตกลงกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และมาตรา 852 ดังนั้น หาก พ. สามารถเจรจาต่อรองให้ ด. ผู้เสียหายยอมลดค่าเสียหายลงได้มากเพียงใดย่อมทำให้บริษัท ท. ได้รับประโยชน์ด้วยเพียงนั้น จึงถือได้ว่าการไปเจรจาตกลงเรื่องค่าเสียหายของ พ. เป็นการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่บริษัท ท. ดังนั้น การที่ พ. สั่งให้ น. ขับรถยนต์ในวันเกิดเหตุ แม้ น. จะไม่ได้ป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง แต่ น. ก็ได้ทำงานตามคำสั่งของนายจ้างด้วย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า พ. และ น. ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายในระหว่างการเดินทางก่อนการเจรจาเรื่อง ค่าเสียหายโดยไม่ปรากฏสาเหตุ ไม่ได้ถูกยิงในระหว่างการเจรจาหรือสืบเนื่องมาจากการเจรจาเรื่องค่าเสียหาย ทั้งการถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงจนถึงแก่ความตายไม่ใช่สาเหตุที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นได้จากการเดินทาง ด้วยเหตุดังกล่าวแม้ พ. จะเดินทางไปทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างและ น. ได้ทำงานตามคำสั่งของนายจ้างแต่ความตายไม่ใช่ผลโดยตรงจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง จึงถือไม่ได้ว่า พ. และ น. ถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่บริษัท ท. หรือตามคำสั่งของบริษัท ท. ซึ่งเป็นนายจ้าง น. จึงไม่ได้ประสบอันตรายตามความในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย ที่ 43/2545 และให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลา 8 ปี พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่นายนพดลถึงแก่ความตายจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "การที่นายไพโรจน์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการมีฐานะเป็นผู้แทนของบริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ขับรถยนต์ชนกับรถยนต์ของนางเพ็ญในระหว่างไปทำงานให้บริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด เป็นเหตุให้นางเพ็ญถึงแก่ความตาย รถยนต์ได้รับความเสียหาย นอกจากจะถูกกล่าวหาว่าทำความผิดอาญาฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้ว ยังอาจเป็นการทำละเมิดในระหว่างการทำตามหน้าที่ของผู้แทนของบริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะมีผลทำให้บริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ต้องร่วมกับนายไพโรจน์รับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 มาตรา 425 และมาตรา 427 การตกลงชดใช้ค่าเสียหายเป็นการประนีประนอมยอมความมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องเดิมระงับสิ้นไป คู่กรณีต้องผูกพันตามที่ตกลงกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และ มาตรา 852 ดังนั้น หากนายไพโรจน์สามารถเจรจาต่อรองให้นายดอกบัวผู้เสียหายยอมลดค่าเสียหายลงได้มากเพียงใดย่อมทำให้บริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ได้รับประโยชน์ด้วยเพียงนั้น จึงถือได้ว่าการไปเจรจาตกลงเรื่องค่าเสียหายของนายไพโรจน์เป็นการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่บริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ดังนั้น การที่นายไพโรจน์สั่งให้นายนพดลขับรถยนต์ในวันเกิดเหตุแม้นายนพดลจะไม่ได้ป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง แต่นายนพดลก็ได้ทำงานตามคำสั่งของนายจ้างด้วย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายไพโรจน์และนายนพดลถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายในระหว่างการเดินทางก่อนการเจรจาเรื่องค่าเสียหายโดยไม่ปรากฏสาเหตุ ไม่ได้ถูกยิงในระหว่างการเจรจาหรือสืบเนื่องมาจากการเจรจาเรื่องค่าเสียหาย ทั้งการถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงจนถึงแก่ความตายไม่ใช่เหตุที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นได้จากการเดินทาง ด้วยเหตุดังกล่าวแม้นายไพโรจน์จะเดินทางไปทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างและนายนพดลได้ทำงานตามคำสั่งของนายจ้าง แต่ความตายไม่ใช่ผลโดยตรงจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง หรือตามคำสั่งของนายจ้าง จึงถือไม่ได้ว่านายไพโรจน์และนายนพดลถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่บริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด หรือตามคำสั่งของบริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้าง นายนพดลจึงไม่ได้ประสบอันตรายตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิภา โลหะทัศน์
คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
จำเลย — (สำนักงานกองทุนเงินทดแทน)
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 718/2550
#269054
เปิดฉบับเต็ม

การที่ น. ขับรถยนต์จากกรุงเทพมหานครไปที่จังหวัดชัยนาทตามคำสั่งของ พ. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท พ. และเป็นนายจ้างของ น. เพื่อพา พ. ไปเจรจาเพื่อชดใช้ความเสียหายกรณีที่ พ. เคยขับรถยนต์ชนกับรถยนต์ของบุคคลอื่นในระหว่างการทำตามหน้าที่ของผู้แทนบริษัท พ. เป็นการไปเพื่อตกลงชดใช้ค่าเสียหายประนีประนอมยอมความหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 850, 852 สำหรับการทำละเมิดของ พ. ที่บริษัท พ. อาจต้องรับผิดในความเสียหายด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 77, 425, 427 การไปเจรจาเพื่อชดใช้ความเสียหายของ พ. เป็นการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่บริษัท พ. ดังนั้น แม้ น. จะไม่ได้ป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างแต่ก็ได้ทำงานตามคำสั่งของนายจ้าง แต่ในระหว่างการเดินทางก่อนการเจรจาเรื่องค่าเสียหาย มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง น. และ พ. ถึงแก่ความตายโดยไม่ปรากฏสาเหตุการถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงไม่ได้เกิดในระหว่างการเจรจาหรือสืบเนื่องมาจากการเจรจาเรื่องค่าเสียหาย ทั้งไม่ใช่เหตุที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นได้จากการเดินทาง จึงมิใช่ผลโดยตรงจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง หรือตามคำสั่งของนายจ้าง การที่ น. และ พ. ถึงแก่ความตายจึงถือไม่ได้ว่าเนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่บริษัท พ. ซึ่งเป็นนายจ้าง น. จึงไม่ได้ประสบอันตรายตามความในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลย ที่ 43/2545 และให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลา 8 ปี พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่นายนพดลถึงแก่ความตายจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นมารดานายนพดล ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท กับค่าคอมมิชชั่นเดือนละประมาณ 25,000 บาท บริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด มีนายไพโรจน์เป็นกรรมการผู้จัดการ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2543 ระหว่างนายไพโรจน์เดินทางไปทำงานให้บริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด นายไพโรจน์ได้ขับรถยนต์เฉี่ยวชนกับรถยนต์ของนางเพ็ญ ที่อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เป็นเหตุให้นางเพ็ญถึงแก่ความตาย รถยนต์ได้รับความเสียหาย นายไพโรจน์ได้เจรจาขอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายดอกบัวสามีนางเพ็ญ แต่ตกลงกันไม่ได้จึงนัดเจรจากันอีกในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2543 เวลา 14 นาฬิกา ครั้นวันที่ 19 พฤศจิกายน 2543 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา นายไพโรจน์และนายนพดลได้ร่วมกันเดินทางด้วยรถยนต์ของบริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอหันคาเพื่อตกลงค่าเสียหายกับนายดอกบัว โดยนายไพโรจน์ให้นายนพดลเป็นผู้ขับรถ วันเดียวกันเวลาประมาณ 14 นาฬิกา ขณะนายนพดลขับรถอยู่บนถนนสายชัยนาท-สุพรรณบุรี ในท้องที่หมู่ที่ 9 ตำบลวังไก่เถื่อน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ได้มีกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายไพโรจน์และนายนพดลถึงแก่ความตายโดยไม่ปรากฏสาเหตุ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า นายนพดลถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ หรือตามคำสั่งของบริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด นายจ้างหรือไม่ เห็นว่า การที่นายไพโรจน์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการมีฐานะเป็นผู้แทนของบริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ขับรถยนต์ชนกับรถยนต์ของนางเพ็ญในระหว่างไปทำงานให้บริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด เป็นเหตุให้นางเพ็ญถึงแก่ความตาย รถยนต์ได้รับความเสียหาย นอกจากถูกกล่าวหาว่าทำความผิดอาญาฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้ว ยังอาจเป็นการทำละเมิดในระหว่างการทำตามหน้าที่ของผู้แทนของบริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะมีผลทำให้บริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ต้องร่วมกับนายไพโรจน์รับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 มาตรา 425 และ มาตรา 427 การตกลงชดใช้ค่าเสียหายเป็นการประนีประนอมยอมความมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องเดิมระงับสิ้นไป คู่กรณีต้องผูกพันตามที่ตกลงกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และมาตรา 852 ดังนั้น หากนายไพโรจน์สามารถเจรจาต่อรองให้นายดอกบัวผู้เสียหายยอมลดค่าเสียหายลงได้มากเพียงใดย่อมทำให้บริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ได้รับประโยชน์ด้วยเพียงนั้น จึงถือได้ว่าการไปเจรจาตกลงเรื่องค่าเสียหายของนายไพโรจน์เป็นการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่บริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ดังนั้น การที่นายไพโรจน์สั่งให้นายนพดลขับรถในวันเกิดเหตุ แม้นายนพดลจะไม่ได้ป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง แต่นายนพดลก็ได้ทำงานตามคำสั่งของนายจ้างด้วย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายไพโรจน์และนายนพดลถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายในระหว่างการเดินทางก่อนการเจรจราเรื่องค่าเสียหายโดยไม่ปรากฏสาเหตุ ไม่ได้ถูกยิงในระหว่างการเจรจาหรือสืบเนื่องมาจากการเจรจาเรื่องค่าเสียหาย ทั้งการถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงจนถึงแก่ความตายไม่ใช่เหตุที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นได้จากการเดินทาง ด้วยเหตุดังกล่าวแม้นายไพโรจน์จะเดินทางไปทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างและนายนพดลได้ทำงานตามคำสั่งของนายจ้าง แต่ความตายไม่ใช่ผลโดยตรงจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง หรือตามคำสั่งของนายจ้าง จึงถือไม่ได้ว่านายไพโรจน์และนายนพดลถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่บริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด หรือตามคำสั่งของบริษัท พี ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้าง นายนพดลจึงไม่ได้ประสบอันตรายตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทน ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 77 ม. 425 ม. 427 ม. 850 ม. 852
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิภา โลหะทัศน์
คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
จำเลย — (สำนักงานกองทุนเงินทดแทน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
นายพงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา