คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659 -ที่ 660/2550
#268388
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ทนายจำเลยที่ 2 จำเวลานัดสืบพยานคลาดเคลื่อนมิได้มีเจตนาประวิงคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 2 และมีคำสั่งให้สืบพยานจำเลยที่ 2 ต่อไป หากเป็นจริงดังอ้าง จำเลยที่ 2 ก็มิได้จงใจขาดนัดพิจารณากรณีจึงต้องไต่สวนคำร้องเสียก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) และ (4) ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องโดยไม่ทำการไต่สวนเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบที่จะต้องมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 เสียก่อนแล้วมีคำสั่ง ไม่สมควรก้าวล่วงข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยวินิจฉัยตามคำร้องและอุทธรณ์คำสั่งคำร้องของจำเลยที่ 2 เลยไปว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ประวิงคดี ฟังยังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ติดใจสืบพยาน และสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 2 ต่อไป แล้วพิพากษาใหม่กรณีไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และ (2) ประกอบด้วย มาตรา 247 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 31323, 31334, 31335, 31336 ตำบลนครสวรรค์ตก (ปากน้ำโพ) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 17056 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วในวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยาน

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งและให้สืบพยานจำเลยที่ 2 ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 31323, 31334, 31335, 31336 ตำบลนครสวรรค์ตก (ปากน้ำโพ) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 17056 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2540 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยาน และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยจำเลยที่ 2 สืบพยานต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2545 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 นัดแรก ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 เวลา 9 นาฬิกา ศาลออกนั่งพิจารณาเวลา 11.45 นาฬิกา แต่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องเมื่อเวลา 13.35 นาฬิกา มีใจความสรุปว่า ทนายจำเลยที่ 2 ลงเวลานัดในสมุดนัดเป็นเวลา 13.30 นาฬิกา จึงไม่ได้มาศาลและแจ้งเหตุขัดข้องในเวลาเช้าโดยได้เดินทางจากกรุงเทพมหานครถึงศาลในเวลาบ่ายเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาจึงทราบว่าศาลมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 และนัดฟังคำพิพากษาไปแล้ว ทนายจำเลยที่ 2 จำเวลานัดคลาดเคลื่อนมิได้มีเจตนาที่จะละทิ้งคดีหรือประวิงคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 2 และมีคำสั่งให้สืบพยานจำเลยที่ 2 ต่อไปศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง เห็นว่า ทนายจำเลยที่ 2 อ้างว่ามาศาลตามกำหนดวันนัดแล้ว เหตุที่ไม่ได้อยู่ในขณะที่ศาลพิจารณาคดีก็เพราะทนายจำเลยที่ 2 ลงเวลานัดในสมุดนัดเป็นเวลา 13.30 นาฬิกา ประกอบทั้งในวันนัดดังกล่าวทนายจำเลยที่ 2 ก็ได้มาศาลในเวลา 13.30 นาฬิกาจริง ฉะนั้นหากเป็นจริงดังที่ทนายจำเลยที่ 2 อ้าง จำเลยที่ 2 ก็มิได้จงใจขาดนัดพิจารณา จึงควรไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่ทนายจำเลยที่ 2 กล่าวอ้างหรือไม่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของทนายจำเลยที่ 2 โดยไม่ทำการไต่สวนนั้นเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ประวิงคดี ฟังยังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยาน ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยานและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยให้จำเลยที่ 2 สืบพยานต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ก็ไม่ชอบเช่นกัน เพราะตามคำร้องของทนายจำเลยที่ 2 นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) และ (4) บัญญัติว่า ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติว่า คำขออันใดจะทำได้แต่ฝ่ายเดียว ห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้นๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่นๆ มีโอกาสคัดค้านก่อน... และถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่าศาลต้องออกคำสั่งอนุญาตตามคำขอที่ได้เสนอต่อศาลนั้น โดยไม่ต้องทำการไต่สวนแล้วก็ให้ศาลมีอำนาจทำการไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควรก่อนมีคำสั่งตามคำขอนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบที่จะต้องมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของทนายจำเลยที่ 2 เสียก่อนแล้วมีคำสั่ง ไม่สมควรก้าวล่วงข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้โดยวินิจฉัยตามคำร้อง และอุทธรณ์คำสั่งคำร้องของทนายจำเลยที่ 2 เลยไปว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ประวิงคดี ฟังยังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ติดใจสืบพยาน และสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 2 ต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ กรณีไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และ (2) ประกอบด้วยมาตรา 247 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป"

พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำร้องฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2545 ของทนายจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์และไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (2) ม. 21 (4) ม. 243 (1) ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรรณี สิทธิชนาสุทธิ์
จำเลย — นางสุนันทา เดชสถาพรกิติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659 -ที่ 660/2550
#410788
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ทนายจำเลยที่ 2 จำเวลานัดสืบพยานคลาดเคลื่อน มิได้มีเจตนาประวิงคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 2 และมีคำสั่งให้สืบพยานจำเลยที่ 2 ต่อไป หากเป็นจริงดังอ้างจำเลยที่ 2 ก็มิได้จงใจขาดนัดพิจารณา กรณีจึงต้องไต่สวนคำร้องเสียก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) และ (4) ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องโดยไม่ทำการไต่สวน เป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบที่จะต้องมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 เสียก่อนแล้วมีคำสั่ง ไม่สมควรก้าวล่วงข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยวินิจฉัยตามคำร้องและอุทธรณ์คำสั่งคำร้องของจำเลยที่ 2 เลยไปว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ประวิงคดี ฟังยังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ติดใจสืบพยาน และสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 2 ต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ กรณีไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และ (2) ประกอบด้วย มาตรา 247 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 31323, 31334, 31335, 31336 ตำบลนครสวรรค์ตก (ปากน้ำโพ) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 17056 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วในวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 ฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยาน

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งและให้สืบพยานจำเลยที่ 2 ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 31323, 31334, 31335, 31336 ตำบลนครสวรรค์ตก (ปากน้ำโพ) อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 17056 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2540 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยาน และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยให้จำเลยที่ 2 สืบพยานต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2545 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 นัดแรก ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยที่ 2 เวลา 9 นาฬิกา ศาลออกนั่งพิจารณาเวลา 11.45 นาฬิกา แต่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องเมื่อเวลา 13.35 นาฬิกา มีใจความสรุปว่า ทนายจำเลยที่ 2 ลงเวลานัดในสมุดนัดเป็นเวลา 13.30 นาฬิกา จึงไม่ได้มาศาลและแจ้งเหตุขัดข้องในเวลาเช้า โดยได้เดินทางจากกรุงเทพมหานครถึงศาลในเวลาบ่ายเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณา จึงทราบว่าศาลมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2 และนัดฟังคำพิพากษาไปแล้ว ทนายจำเลยที่ 2 จำเวลานัดคลาดเคลื่อนมิได้มีเจตนาที่จะละทิ้งคดีหรือประวิงคดี ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 2 และมีคำสั่งให้สืบพยานจำเลยที่ 2 ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง เห็นว่า ทนายจำเลยที่ 2 อ้างว่ามาศาลตามกำหนดวันนัดแล้ว เหตุที่ไม่ได้อยู่ในขณะที่ศาลพิจารณาคดีก็เพราะทนายจำเลยที่ 2 ลงเวลานัดในสมุดนัดเป็นเวลา 13.30 นาฬิกา ประกอบทั้งในวันนัดดังกล่าวทนายจำเลยที่ 2 ก็ได้มาศาลในเวลา 13.30 นาฬิกา จริง ฉะนั้นหากเป็นจริงดังที่ทนายจำเลยที่ 2 อ้าง จำเลยที่ 2 ก็มิได้จงใจขาดนัดพิจารณาจึงควรไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่ทนายจำเลยที่ 2 กล้าวอ้างหรือไม่ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของทนายจำเลยที่ 2 โดยไม่ทำการไต่สวนนั้นเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ประวิงคดี ฟังยังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยาน ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยานและยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยให้จำเลยที่ 2 สืบพยานต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ก็ไม่ชอบเช่นกัน เพราะตามคำร้องของทนายจำเลยที่ 2 นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) และ (4) บัญญัติว่า ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติว่า คำขออันใดจะทำได้แต่ฝ่ายเดียว ห้ามมิให้ศาลทำคำสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ มีโอกาสคัดค้านก่อน... และถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่าศาลต้องออกคำสั่งอนุญาตตามคำขอที่ได้เสนอต่อศาลนั้น โดยไม่ต้องทำการไต่สวนแล้ว ก็ให้ศาลมีอำนาจทำการไต่สวนได้ตามที่เห็นสมควรก่อนมีคำสั่งตามคำขอนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบที่จะต้องมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของทนายจำเลยที่ 2 เสียก่อนแล้วมีคำสั่ง ไม่สมควรก้าวล่วงข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้โดยวินิจฉัยตามคำร้อง และอุทธรณ์คำสั่งคำร้องของทนายจำเลยที่ 2 เลยไปว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ประวิงคดี ฟังยังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ติดใจสืบพยาน และสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 2 ต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ กรณีไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และ (2) ประกอบด้วยมาตรา 247 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป

พิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำร้องฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2545 ของทนายจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์และไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 (2) ม. 21 (4) ม. 142 (5) ม. 243 (1) ม. 243 (2) ม. 247 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรรณี สิทธิชนาสุทธิ์
จำเลย — นางสุนันทา เดชสถาพรกิติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวรพีพร วัฒนะชีวะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 654/2550
#267695
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบอันเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบอันเป็นการพนันตามบัญชี ข. หมายเลข 16 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการให้มีการเล่นขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน และร่วมกันเป็นผู้เล่นโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ส่วนพวกของจำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมเล่น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางและสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (ที่ถูก 12 (1)), 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ฐานร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันสลากกินรวบ จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบ จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 12 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน โพยสลากกินรวบและเงินของกลางจำนวนมาก ไม่รอการลงโทษ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 เดือน ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน และให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้อง โดยเติมข้อความว่า "ริบของกลาง" ต่อจากคำว่า "ไม่รอการลงโทษ" นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงข้อเดียวว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองตามฟ้องเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดให้มีการเล่นขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน และร่วมกันเป็นผู้เล่นโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และขอให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาท้ายฟ้องด้วย แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองรวมมาในข้อเดียวกันและระบุว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดในวันเวลาและสถานที่เดียวกัน แต่ความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและความผิดฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อคำฟ้องโจทก์ระบุยืนยันว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นทั้งผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ และจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดทั้งในฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันสลากกินรวบและฐานเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบอันเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ซึ่งศาลต้องพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลำปาง
จำเลย — นางเบญจวรรณ มีคุณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
เกษม วีรวงศ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 649/2550
#267643
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยที่ 1 มีรูปช้างสามเศียรหรือช้างเอราวัณ และอาจเรียกขานว่าเครื่องหมายการค้าตราช้างสามเศียรหรือตราช้างเอราวัณได้เช่นกัน แต่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์มิได้มีเฉพาะรูปช้างเท่านั้น หากยังมีวงกลมสองวง และมีอักษรภาษาไทยว่า บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด หรือปูนซีเมนต์ตราเอราวัณ มั่นใจได้ กับอักษรโรมันว่า THE SIAM CEMENT CO., LTD. อยู่ภายในวงกลมสองวงซ้อนกันและมีอักษรโรมันขนาดเล็กว่า RAPID-HARDENING PORTLAND CEMENT อยู่ในวงกลมชั้นในด้วย ขณะที่ของจำเลยที่ 1 ไม่มีจึงแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด สินค้าที่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง แต่สินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นข้าวสาร ย่อมไม่มีโอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าว่าสินค้าข้าวสารของจำเลยที่ 1 เป็นของโจทก์หรือโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้บริษัทโจทก์จะตั้งขึ้นก่อนและใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มาก่อนและไม่ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปหรือไม่ ก็ชอบที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจผลิต จำหน่าย ปูนซีเมนต์ และวัสดุที่ใช้หรือเกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างหลายชนิด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าข้าว และพืชผลการเกษตรทุกชนิด จำเลยที่ 2 เป็นส่วนราชการเป็นกรม มีฐานะเป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 3 เป็นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 เป็นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปช้างเอราวัณหรือช้างสามเศียรและรูปช้างในลักษณะต่างๆ โดยได้รับการจดทะเบียนหลายรายการในสินค้าจำพวก 17 (เก่า) และ 19 (ใหม่) รายการสินค้าปูนซีเมนต์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2539 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปช้างสามเศียรประดิษฐ์ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 30 รายการสินค้าข้าวสาร ตามคำขอเลขที่ 316872 โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนดังกล่าวว่า เครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนนั้นเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ วันที่ 18 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 3 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ยกคำคัดค้านของโจทก์โดยให้เหตุผลว่า เครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนนั้นไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าอันประกอบด้วยจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 เพื่อให้พิจารณายกคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและมีคำสั่งระงับหรือเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของจำเลยที่ 1 ต่อไป การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงทางการค้าเพราะประชาชนขาดความเชื่อถือในคุณภาพของสินค้าที่จำเลยที่ 1 ผลิตและใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดว่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ผลิตเป็นสินค้าของโจทก์ ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 ที่ 748/2544 และคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ที่ 61/2541 โดยให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 316872 ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าข้าว ส่งออก ขายส่ง ขายปลีกวัตถุดิบเกษตร ผลิตและจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพและเพื่อการอุปโภคบริโภค จำเลยที่ 1 ไม่เคยประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง หรือธุรกิจอื่นๆ ดังเช่นที่โจทก์ประกอบ โจทก์ไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าทุกเครื่องหมายที่โจทก์จดทะเบียนไว้ โจทก์ไม่เคยใช้เครื่องหมายการค้ารูปช้างสามเศียร คงใช้แต่เฉพาะรูปช้างในกรอบหกเหลี่ยมมีเส้นไขว้ ตราสำคัญของโจทก์ไม่ใช่รูปช้างสามเศียร ดังนั้น โจทก์จึงมิได้มีเจตนาที่จะใช้เครื่องหมายการค้าตราช้างสามเศียรหรือตราช้างเอราวัณเพื่อให้สาธารณชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายแทนบริษัทโจทก์ และรูปเครื่องหมายการค้าช้างสามเศียรประดิษฐ์ที่จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนก็ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปช้างสามเศียรของโจทก์ที่จดทะเบียนแล้ว อีกทั้งโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าจำพวก 19 รายการสินค้าปูนซีเมนต์ ส่วนจำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 30 รายการ สินค้าข้าวสาร ซึ่งเป็นคนละจำพวกกัน จึงไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า นายทะเบียนจึงเห็นว่าเครื่องหมายการค้ารูปช้างสามเศียรที่จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนมีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย และไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิด และรับจดทะเบียนให้ โจทก์ไม่อาจเรียกค่าเสียหายได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 เพียงแต่ยื่นคำขอจดทะเบียนและนายทะเบียนก็ยังไม่ได้จดทะเบียนให้ โดยที่จำเลยที่ 1 ยังไม่เคยใช้เครื่องหมายที่ขอจดทะเบียนกับสินค้าของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้มีคำวินิจฉัยโดยอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยถูกต้องและสุจริตตามแนวทางคำวินิจฉัยที่ได้เคยปฏิบัติมา โดยมิได้เลือกปฏิบัติ จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและละเมิดต่อโจทก์ กล่าวคือ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเห็นว่า รูปลักษณ์ของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยที่ 1 แตกต่างกัน และใช้กับสินค้าต่างจำพวกกัน มีรายการสินค้าไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะจดทะเบียนใช้กับสินค้าปูนซีเมนต์จนเป็นที่แพร่หลายพอสมควรแล้วก็ตาม แต่เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ใช้กับสินค้าข้าวสาร จึงไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 จึงชอบที่จะรับจดทะเบียนได้โดยไม่ขัดต่อมาตรา 13 และไม่ต้องห้ามตามมาตรา 8 (9) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ข้อแรกว่า เครื่องหมายการค้ารูปช้างสามเศียรหรือช้างเอราวัณที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปช้างสามเศียรหรือช้างเอราวัณในวงกลมสองวงซ้อนกันของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จะมีรูปช้างสามเศียรหรือช้างเอราวัณเช่นเดียวกัน และอาจเรียกขานว่าเครื่องหมายการค้าตราช้างสามเศียรหรือตราช้างเอราวัณได้เช่นกัน แต่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของโจทก์หาได้มีเฉพาะรูปช้างเท่านั้น หากยังมีวงกลมสองวงซ้อนกันเป็นสองชั้น และมีอักษรภาษาไทยว่า บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด หรือปูนซีเมนต์ตราเอราวัณ มั่นใจได้ กับอักษรโรมันว่า THE SIAM CEMENT CO., LTD อยู่ภายในวงกลมสองวงซ้อนกันนั้น และมีอักษรโรมันขนาดเล็กว่า RAPID - HARDENING PORTLAND CEMENT อยู่ในวงกลมชั้นในประกอบอยู่ในส่วนสาระสำคัญด้วย ขณะที่เครื่องหมายรูปช้างสามเศียรของจำเลยที่ 1 ไม่มีวงกลมและอักษรอื่นใดประกอบ รูปลักษณะโดยรวมของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงสินค้าที่โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวซึ่งเป็นสินค้าปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างอันเป็นสินค้าอุปโภคแต่สินค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งใช้เครื่องหมายการค้านั้นเป็นสินค้าข้าวสารอันเป็นสินค้าบริโภค แต่สินค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งใช้เครื่องหมายการค้านั้นเป็นสินค้าข้าวสารอันเป็นสินค้าบริโภคในชีวิตประจำวัน เป็นสินค้าต่างจำพวก และไม่มีลักษณะอย่างเดียวกันย่อมไม่มีโอกาสที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าว่าสินค้าข้าวสารของจำเลยที่ 1 และไม่ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาก่อนจำเลยที่ 1 และไม่ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปหรือไม่ก็ตาม คำวินิจฉัยของจำเลยที่ 3 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 11 ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้ยกคำคัดค้านของโจทก์และให้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ต่อไปจึงชอบแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเคล อินเตอร์เทรด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 645/2550
#267633
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาที่ผู้คัดค้านถูกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีจึงต้องบทบัญญัติมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 การยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ผู้ร้องอ้างว่าเนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านย่อมสิ้นสุดลงศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้ จึงไม่จำต้องพิจารณาในประเด็นที่ว่า ทรัพย์สินนั้นเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ รวมทั้งผู้คัดค้านได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยทุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะหรือไม่ ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าวอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกอีก 2 คน ในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1940/2542 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ใช้อำนาจตามกฎหมายตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง รวม 29 รายการ คือ (1) ธนบัตรไทยจำนวน 5,971,710 บาท (2) ธนบัตรประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 8,700 ดอลลาร์สหรัฐ (3) ธนบัตรฮ่องกง จำนวน 179,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (4) ธนบัตรประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 4,700 หยวน (5) ธนบัตรประเทศออสเตรเลีย จำนวน 200 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (6) โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโมโตโรล่า รุ่นไมโครแท็คหมายเลขเครื่อง ซีเอที 42514/38 ไม่มีแบตเตอรี่ (7) โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียหมายเลขเครื่อง ปท.6409351/39 พร้อมแบตเตอรี่ จำนวน 1 ก้อน (8) โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย หมายเลขเครื่อง ปท.6406255/38 พร้อมแบตเตอรี่ จำนวน 1 ก้อน (9) โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่นจีเอสเอ็ม หมายเลขเครื่อง ปท.490520/30/2284850/0 พร้อมแบตเตอรี่จำนวน 1 ก้อน (10) สร้อยคอทอง ลายห่วงสลับปล้องฉลุลาย จำนวน 1 เส้นน้ำ หนักประมาณ 45 กรัม (11) สร้อยคอทอง ลายเกลียวบิดห้อยระย้า จำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 30 กรัม (12) สร้อยคอทอง ลายเกลียวบิด จำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 15 กรัม (13) สร้อยข้อมือทอง ลายห่วงสลับปล้องพร้อมลูกตุ้มหัวใจฉลุลาย จำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 30 กรัม (14) รูปหล่อหลวงพ่อคูณล้อม พลอยขาวพร้อมกรอบทอง จำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 12 กรัม (15) พระผงสมเด็จพุฒาจารย์โตพร้อมกรอบทอง จำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 17 กรัม (16) พระผงเนื้อสีน้ำตาลพร้อมกรอบทองจำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 15 กรัม (17) พระผงปางสมาธิสีน้ำตาลเข้มพร้อมกรอบทอง จำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 5 กรัม (18) พระผงปางสมาธิเนื้อสีแดงพร้อมกรอบทอง จำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 5 กรัม (19) จี้ทองกระบอกฉลุลาย จำนวน 1 อัน น้ำหนักประมาณ 6 กรัม (20) แหวนทองประดับเพชร 9 เม็ด จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 10 กรัม (21) แหวนทองประดับพลอยแดงล้อมพลอยขาว จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 5 กรัม (22) แหวนทองสัญลักษณ์กรมตำรวจประดับเพชร จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 17 กรัม (23) แหวนทองรูปผีเสื้อประดับเพชร จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 4 กรัม (24) แหวนทองประดับพลอยสีฟ้าประดับเพชร 2 เม็ด จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 6 กรัม (25) แหวนทองรูปหัวใจ 5 ดวง ประดับพชร 5 เม็ด จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 1 กรัม (26) แหวนทองสลับเงินประดับเพชร 1 เม็ด จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 3 กรัม (27) นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ เรือนสีทองสลับเงิน จำนวน 1 เรือน (28) นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ ตัวเรือนประดับเพชร (สายหนัง) จำนวน 1 เรือน (29) นาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อโรเล็กซ์ เรือนสีทอง จำนวน 1 เรือน ผู้คัดค้านทั้งสองไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือได้รับโอนทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง จำนวน 29 รายการ ตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 167/2542 ผู้รัองขอให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง จำนวน 29 รายการ และให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์เข้ามาในคดี

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์สินจำนวน 29 รายการ เป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งได้มาโดยสุจริต ไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด ไม่ได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดในการค้ายาเสพติด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้ง 29 รายการ ให้ตกเป็นของกอทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามมาตรา 29, 31 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2541 เวลา 8.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดร่วมกันจับกุมผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกอีก 2 คน กล่าวหาว่าร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและยึดทรัพย์สินจำนวน 29 รายการ ต่อมาผู้รัองเป็นโจทก์ฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกเป็นจำเลยข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายหลังจับกุมผู้คัดค้านทั้งสองกับพวก คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง รวม 29 รายการ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง รวม 29 รายการดังกล่าว ให้ตกเป็นกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น เห็นว่า คดีอาญาที่ผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกถูกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องสำหรับผู้คัดค้านทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นรวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องดับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." เมื่อศาลฎีกาพิพากษาฟ้องสำหรับผู้คัดค้านทั้งสอง การยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองที่ผู้ร้องอ้างว่าเนื่องจากเกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านทั้งสองย่อมสิ้นสุดลง ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้ จึงไม่จำต้องพิจารณาในประเด็นที่ว่า ทรัพย์สินนั้นเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ รวมทั้งผู้คัดค้านทั้งสองได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยทุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะหรือไม่ ตามาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ริบทรัพย์สิน รวม 29 รายการ ของผู้คัดค้านทั้งสองนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และให้คืนทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองตามคำร้องรวม 29 รายการ แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 ม. 32
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายปีเตอร์สัน วอง จูน เฮา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 645/2550
#268386
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาที่ผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกถูกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องสำหรับผู้คัดค้านทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใดให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." การยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองที่ผู้ร้องอ้างว่าเนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านทั้งสองย่อมสิ้นสุดลง ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกอีก 2 คน ในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1940/2542 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ใช้อำนาจตามกฎหมายตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง รวม 29 รายการ คือ (1) ธนบัตรไทย จำนวน 5,971,710 บาท (2) ธนบัตรประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 8,700 ดอลลาร์สหรัฐ (3) ธนบัตรฮ่องกง จำนวน 179,000 บาท ดอลลาร์ฮ่องกง (4) ธนบัตรประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 4,700 หยวน (5) ธนบัตรประเทศออสเตรเลีย จำนวน 200 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (6) โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโมโตโรล่า รุ่นไมโครแท็ค หมายเลขเครื่องซีเอที 42514/38 ไม่มีแบตเตอรี่ (7) โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียหมายเลขเครื่อง ปท.6409351/39 พร้อมแบตเตอรี่ จำนวน 1 ก้อน (8) โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียหมายเลขเครื่อง ปท.6406255/38 พร้อมแบตเตอรี่ จำนวน 1 ก้อน (9) โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่นจีเอสเอ็ม หมายเลขเครื่อง ปท.490520/30/2284850/0 พร้อมแบตเตอรี่ จำนวน 1 ก้อน (10) สร้อยคอทอง ลายห่วงสลับปล้องฉลุลาย จำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 45 กรัม (11) สร้อยคอทอง ลายเกลียวบิดห้อยระย้า จำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 30 กรัม (12) สร้อยคอทองลายเกลียวบิด จำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 15 กรัม (13) สร้อยข้อมือทอง ลายห่วงสลับปล้องพร้อมลูกตุ้มหัวใจฉลุลาย จำนวน 1 เส้น น้ำหนักประมาณ 30 กรัม (14) รูปหล่อหลวงพ่อคูณล้อมพลอยขาวพร้อมกรอบทองจำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 12 กรัม (15) พระผงสมเด็จพุฒาจารย์โตพร้อมกรอบทอง จำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 17 กรัม (16) พระผงเนื้อสีน้ำตาลพร้อมกรอบทอง จำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 15 กรัม (17) พระผงปางสมาธิสีน้ำตาลเข้มพร้อมกรอบทอง จำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 5 กรัม (18) พระผงปางสมาธิเนื้อสีน้ำตาลแดงพร้อมกรอบทอง จำนวน 1 องค์ น้ำหนักประมาณ 5 กรัม (19) จี้ทองทรงกระบอกฉลุลาย จำนวน 1 อัน น้ำหนักประมาณ 6 กรัม (20) แหวนทองประดับเพชร 9 เม็ด จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 10 กรัม (21) แหวนทองประดับพลอยแดงล้อมพลอยขาว จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 5 กรัม (22) แหวนทองสัญลักษณ์กรมตำรวจประดับเพชร จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 17 กรัม (23) แหวนทองรูปผีเสื้อประดับเพชร จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 4 กรัม (24) แหวนทองประดับพลอยสีฟ้า ประดับเพชร 2 เม็ด จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 6 กรัม (25) แหวนทองรูปหัวใจ 5 ดวง ประดับเพชร 5 เม็ด จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 1 กรัม (26) แหวนทองสลับเงินประดับเพชร 1 เม็ด จำนวน 1 วง น้ำหนักประมาณ 3 กรัม (27) นาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อโรเล็กซ์ เรือนสีทองสลับเงิน จำนวน 1 เรือน (28) นาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อโรเล็กซ์ ตัวเรือนประดับเพชร (สายหนัง) จำนวน 1 เรือน (29) นาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อโรเล็กซ์ เรือนสีทอง จำนวน 1 เรือน ผู้คัดค้านทั้งสองไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือได้รับโอนทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริต และมีค่าตอบแทน หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี หรือในทางกุศลสาธารณะ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง จำนวน 29 รายการ ตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 167/2542 ผู้ร้องขอให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง จำนวน 29 รายการ และให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์สินจำนวน 29 รายการ เป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งได้มาโดยสุจริต ไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด ไม่ได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดในการค้ายาเสพติด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้ง 29 รายการ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามมาตรา 29, 31 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2541 เวลา 8.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดร่วมกันจับกุมผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกอีก 2 คน กล่าวหาว่าร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและยึดทรัพย์สินจำนวน 29 รายการ ต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกเป็นจำเลยข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายหลังจับกุมผู้คัดค้านทั้งสองกับพวก คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง รวม 29 รายการ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสอง รวม 29 รายการดังกล่าว ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น เห็นว่า คดีอาญาที่ผู้คัดค้านทั้งสองกับพวกถูกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องสำหรับผู้คัดค้านทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใดให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องสำหรับผู้คัดค้านทั้งสอง การยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองที่ผู้ร้องอ้างว่าเนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านทั้งสองย่อมสิ้นสุดลง ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้ จึงไม่จำต้องพิจารณาในประเด็นที่ว่า ทรัพย์สินนั้นเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่รวมทั้งผู้คัดค้านทั้งสองได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะหรือไม่ ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ริบทรัพย์สินรวม 29 รายการ ของผู้คัดค้านทั้งสองนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และให้คืนทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองตามคำร้องรวม 29 รายการ แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 ม. 32
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายปีเตอร์สัน วอง จูน เฮา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 635/2550
#267560
เปิดฉบับเต็ม

ขณะผู้ร้องอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้คัดค้านโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แม้ผู้ร้องจะยังไม่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ตามกฎหมาย แต่การที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรจะมีผลให้ผู้เยาว์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ผู้ร้องย่อมมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามกฎหมาย แม้จะเป็นเรื่องหน้าที่ที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากการที่ผู้เยาว์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านก็มีอำนาจฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เข้ามาในคดีที่ผู้ร้องขอจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรได้เสียทีเดียวเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน

คดีนี้ผู้ร้องขอจดทะเบียนเด็กหญิง อ. ผู้เยาว์เป็นบุตรของผู้ร้องโดยผู้คัดค้านยอมรับว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของผู้ร้องจริง ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ผู้เยาว์อายุประมาณ 3 ขวบเศษ อยู่ในวัยไร้เดียงสาไม่อาจให้ความยินยอมได้ การที่ผู้ร้องมิได้ยื่นคำขอจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรต่อนายทะเบียนก่อน แต่ดำเนินการยื่นคำร้องขอต่อศาลนั้นกระทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1548 วรรคสาม ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรจึงมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องอยู่กินฉันสามีภรรยากับผู้คัดค้านโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงอันธิกาผู้เยาว์ ต่อมาได้แยกกันอยู่ ผู้ร้องเคยติดต่อขอจดทะเบียนรับรองบุตรแต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ผู้เยาว์ยังไร้เดียงสา ไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนรับรองบุตรต้องมีคำพิพากษา ขอทำการไต่สวนคำร้องและมีคำพิพากษาให้ผู้ร้องจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรได้

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เด็กหญิงอันธิกาผู้เยาว์เป็นบุตรของผู้คัดค้านกับผู้ร้องระหว่างอยู่กินฉันสามีภรรยา ไม่คัดค้านการขอจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตร แต่ระหว่างอยู่กินฉันสามีภรรยา เมื่อผู้ร้องเมาสุราจะทำร้ายบุตร จนผู้คัดค้านต้องพาไปอยู่กับนางหมอนมารดาเลี้ยง หลังจากแยกกันอยู่ผู้ร้องไม่เคยไปเยี่ยมเยียนให้ความอุปการะผู้เยาว์ ผู้คัดค้านประกอบอาชีพมั่นคง ขอพิพากษาให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์แต่ผู้เดียวให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ 2,000 บาท จนกว่าอายุ 12 ปี เดือนละ 3,000 จนกว่าอายุ 18 ปี และเดือนละ 4,000 บาท จนกว่าอายุ 20 ปี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอของผู้คัดค้านในส่วนที่ขอใช้อำนาจปกครองและขอให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู เนื่องจากเป็นคนละส่วนกับคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องจดทะเบียนเด็กหญิงอันธิกาเป็นบุตรของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้รับคำขอของผู้คัดค้านในส่วนที่ขอใช้อำนาจปกครองและคำขอเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคำขอส่วนนี้แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องจดทะเบียนเด็กหญิงอันธิกาผู้เยาว์เป็นบุตรของผู้ร้อง ผู้คัดค้านจะขอให้ศาลสั่งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่ผู้เดียวได้หรือไม่ ได้ความตามคำเบิกความของผู้ร้องว่า ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้ศาลสั่งให้ผู้ร้องจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรของผู้ร้องนั้น ผู้เยาว์มีอายุ 3 ปีเศษ หากศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ผู้ร้องก็จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ร่วมกับผู้คัดค้านมารดาของผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 ซึ่งแสดงให้เห็นความเกี่ยวข้องของการจดทะเบียนรับผู้เยาว์เป็นบุตรที่จะก่อให้เกิดสถานะความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายกับอำนาจปกครองที่จะเกิดตามมาโดยผลของกฎหมาย ผู้คัดค้านจึงชอบที่จะยื่นคำขอในส่วนของการใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์มาพร้อมกับคำคัดค้านได้และการที่ผู้คัดค้านร้องเข้ามาในคำคัดค้านขอให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเยาว์นั้น เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะยังไม่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ตามกฎหมาย แต่การที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตร จะมีผลให้ผู้เยาว์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ผู้ร้องย่อมมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ตามกฎหมาย แม้จะเป็นเรื่องหน้าที่ที่จะเกิดขึ้นในภายหลังจากการที่ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านก็มีอำนาจฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เข้ามาในคดีที่ผู้ร้องขอจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรได้เสียทีเดียวเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในส่วนที่ให้รับคำขอใช้อำนาจปกครองและคำขอเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูของผู้คัดค้านจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องขอจดทะเบียนเด็กหญิงอันธิกาผู้เยาว์เป็นบุตรของผู้ร้องโดยผู้คัดค้านยอมรับว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของผู้ร้องจริง ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไว้แล้วว่า ผู้เยาว์อายุประมาณ 3 ขวบเศษ อยู่ในวัยไร้เดียงสาไม่อาจให้ความยินยอมได้ การที่ผู้ร้องมิได้ยื่นขอจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรต่อนายทะเบียนก่อน แต่ดำเนินการยื่นคำร้องขอต่อศาลนั้นกระทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1548 วรรคสาม ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องจดทะเบียนผู้เยาว์เป็นบุตรจึงมิชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ในส่วนที่ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องจดทะเบียนเด็กหญิงอันธิกาเป็นบุตรผู้ร้องโดยให้บังคับตามคำขอส่วนนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1548 วรรคสาม ม. 1566
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสมชัย ลี้ภัย
ผู้คัดค้าน — นางสาวปุยเมฆ ดวงอินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา — นางสมลักษณ์ ยอดรัก
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายรังสรรค์ กุลาเลิศ
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อร่าม เสนามนตรี
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 623/2550
#417609
เปิดฉบับเต็ม

ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ สิทธิของผู้ร้องในกองมรดกมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้นไม่ทำให้ผู้ร้องเสียประโยชน์จึงไม่มีเหตุที่จะขอทุเลาการบังคับ ทั้งไม่เป็นกรณีที่จะขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งรวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่า ผู้ร้อง เรียกผู้ร้องในสำนวนหลังซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และเรียกผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งนายดนัยผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม และมีคำสั่งแต่งตั้งนางจารุณีผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกในส่วนทรัพย์นอกพินัยกรรม กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน

ผู้คัดค้านที่ 2 แถลงคัดค้าน ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "คดีนี้เป็นเรื่องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก ซึ่งผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ สิทธิของผู้ร้องในกองมรดกมีอยู่อย่างไรก็คงมีอยู่อย่างนั้นไม่ทำให้ผู้ร้องเสียประโยชน์ จึงไม่มีเหตุที่จะขอทุเลาการบังคับ ทั้งไม่เป็นกรณีที่จะขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1711
ป.วิ.พ. ม. 231 ม. 264
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายทวีศักดิ์ สวนธนาศิริ
ผู้คัดค้าน — นายดนัย สวนธนาศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2550
#268379
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่ว่า หลังจากจำเลยทั้งสองถูกจับในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรคดีนี้แล้วจำเลยทั้งสองยังได้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดรถยนต์อีกจำนวน 3 คัน ซึ่งถูกคนร้ายลักเอาไป มิได้เป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองรับของโจรรถยนต์ทั้งสี่คันในคราวเดียวกัน อันจะถือได้ว่าเป็นความผิดกรรมเดียว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 93, 264, 265, 268, 335, 357, 336 ทวิ ริบของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1644/2546 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 2022/2545 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5551/2546 ของศาลชั้นต้น และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5551/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก, 357 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานรับของโจร จำคุกคนละ 3 ปี ฐานใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม จำคุกคนละ 3 ปี รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งในความผิดฐานรับรองของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 7 เดือน 15 วัน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1644/2546 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5551/2546 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5551/2546 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2022/2545 ของศาลชั้นต้นปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 จึงนับโทษต่อให้ไม่ได้ ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ (ปลอม) หมายเลข บท 7860 จันทบุรี ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์ของผู้เสียหายโดยมีแผ่นป้ายทะเบียน บท 7860 จันทบุรี ซึ่งเป็นแผ่นป้ายทะเบียนปลอมติดไว้ที่รถยนต์คันดังกล่าว แต่โจทก์นำสืบได้ข้อเท็จจริงแต่เพียงว่าร้อยตำรวจเอกนำเกียรติกับพวกเห็นจำเลยทั้งสองกับนายพิชอบกำลังจะนำรถยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากที่เกิดเหตุและเมื่อจำเลยทั้งสองกับพวกเห็นเจ้าพนักงานตำรวจต่างพากันวิ่งหลบหนีเท่านั้น ก่อนถูกจับและหลังถูกจับข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองได้อ้างใช้แผ่นป้ายทะเบียนปลอมดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมหรือผู้อื่นเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือผู้อื่นหลงเชื่อว่าแผ่นป้ายทะเบียนปลอมนั้นเป็นเอกสารราชการที่แท้จริง ทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า ผู้ใดเป็นคนขับรถยนต์ของผู้เสียหายมาจอดไว้ยังที่เกิดเหตุและไม่ได้นำสืบว่าผู้ใดเป็นคนนำแผ่นป้ายทะเบียนปลอมมาติดไว้ที่รถยนต์คันดังกล่าวพยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วคดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่อีกต่อไป อนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาปัญหาข้อนี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

ปัญหาต่อไปมีว่า สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถูกโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานรับของโจรรวม 3 คดี ซึ่งเป็นเหตุการณ์รับของโจรในคราวเดียวกันและในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5551/2546 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าหลังจากจำเลยทั้งสองถูกจับในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรคดีนี้แล้ว จำเลยทั้งสองยังได้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดรถยนต์อีกจำนวน 3 คัน ซึ่งถูกคนร้ายลักเอาไป ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้เป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองรับของโจรรถยนต์ทั้งสี่คันในคราวเดียวกัน อันจะถือได้ว่าเป็นความผิดกรรมเดียวสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม คงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานรับของโจร จำคุกคนละ 3 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 3 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน 15 วัน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1644/2546 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5551/2546 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5551/2546 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมศักดิ์ หรือจันทร์ มูลคำดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 613/2550
#267629
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับและระเบียบสหกรณ์จำเลยว่าด้วยการรับเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ พ.ศ.2536 หมวด 3 ข้อ 11 ที่ว่ากรณีถอนเงินฝากประจำในระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน จำเลยจะไม่จ่ายดอกเบี้ยให้ หมายถึงการฝากและถอนเงินในภาวะปกติ แต่กรณีของโจทก์เป็นเรื่องเงินฝากสูญหายไปจากบัญชีโดยมิใช่ความผิดของโจทก์ ทั้งเป็นเรื่องการทุจริตภายในองค์ของจำเลย โดยความประมาทเลินเล่อไม่ใช้ความระมัดระวังเท่าที่ควรของจำเลยเอง เมื่อกรณีเป็นการฝากเงินที่ไม่ได้ตกลงกำหนดระยะเวลาคืนเงินกัน โจทก์ย่อมถอนเงินคืนเมื่อใดก็ได้ การที่จำเลยไม่คืนเงินฝากแก่โจทก์ย่อมเป็นการผิดสัญญาฝากทรัพย์ เมื่อโจทก์เรียกร้องให้จำเลยคืนเงินตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2544 จนถึงวันที่ 9 เมษายน 2544 จำเลยก็ยังไม่คืน ถือว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้โดยให้ระยะเวลาพอสมควรแล้ว โจทก์จึงเลิกสัญญาได้ การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งความประสงค์ขอถอนเงินฝากทั้งหมดเพื่อปิดบัญชี เพราะทราบว่าเงินฝากสูญหายไปจากบัญชีเงินฝาก ถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญากับจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 แล้ว มีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม และหากมีเงินอันจะต้องใช้คืนให้บวกดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ตามมาตรา 391 นอกจากจำเลยต้องคืนเงินฝากให้แก่โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5.25 ต่อปีนับตั้งแต่เวลาที่รับไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2544 จำเลยรับฝากเงินจากโจทก์ทั้งสองจำนวน 6,650,000 บาท ตกลงอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5.25 ต่อปี จำเลยรับเงินครบถ้วนและลงรายการในบัญชีเงินฝากพร้อมออกสมุดคู่ฝากให้โจทก์ทั้งสองยึดถือไว้ โดยจำเลยบันทึกรายการจำนวนเงินฝากที่ได้รับในสมุดคู่ฝากตรงกับจำนวนเงินที่จำเลยรับฝาก ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2544 โจทก์ทั้งสองนำสมุดคู่ฝากตรวจสอบรายการทางบัญชี จึงทราบว่ายอดเงินในบัญชีเงินฝากไม่มีเงินเหลืออยู่โดยมีจำนวนคงเหลือเป็นศูนย์ โจทก์ทั้งสองไม่ได้ถอนเงิน ในฐานะจำเลยเป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งต้องควบคุมดูแล ตรวจสอบการรับจ่ายและเก็บรักษาเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสอง แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เงินฝากดังกล่าวถูกโยกย้ายถ่ายเทถอนออกไปไม่มีเงินเหลือโดยการกระทำทุจริตของพนักงานของจำเลย ทำให้โจทก์ทั้งสองขาดผลประโยชน์ตอบแทนที่ควรจะได้รับ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายนับแต่วันที่รับฝากเงินไว้ จำเลยไม่มีสิทธินำระเบียบของจำเลยเกี่ยวกับการชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี หรือไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ทั้งสอง จำนวน 6,650,000 บาท แต่ไม่ชดใช้ค่าขาดประโยชน์และค่าเสียหายอื่นได้แก่ ค่าขาดประโยชน์ดอกเบี้ยเงินฝากจำนวน 44,711.11 บาท ค่าว่าจ้างทนายความ จำนวน 66,500 บาท โจทก์ทั้งสองต้องเสียเวลาไปพบจำเลยเรื่องรายการทางบัญชีเป็นเหตุให้ขาดรายได้จากการประกอบการค้าปกติของโจทก์ที่ 1 จำนวน 6,000 บาท โจทก์ทั้งสองทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 117,211.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์จำกัด โจทก์ทั้งสองฝากเงินไว้กับจำเลยประเภทฝากประจำ 6 เดือน โจทก์ทั้งสองทราบดีแล้วว่าผู้ฝากต้องนำเงินฝากกับจำเลยครบกำหนดตามสัญญา จึงจะมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามเงื่อนไข ค่าว่าจ้างทนายความติดตามเงินเป็นเรื่องไกลกว่าเหตุและไม่มีกฎหมายให้สิทธิเรียกร้อง การที่โจทก์ทั้งสองเสียเวลาไปพอจำเลยเรื่องรายการทางบัญชีเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการติดต่อและเป็นความสมัครใจของโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 44,711.11 บาท และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 3,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลให้จำเลยชำระเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟ้งได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2544 โจทก์ทั้งสองฝากเงินจำนวน 6,650,000 บาทไว้กับจำเลยประเภทบัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน บัญชีเลขที่ 01 - 0 - 000252 - 0 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5.25 ต่อปี เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2544 โจทก์ทั้งสองทราบว่าเงินฝากจำนวนดังกล่าวสูญหายไปจากบัญชีเงินฝากทั้งหมด จึงแจ้งให้จำเลยชดใช้เงิน แต่จำเลยไม่ยอมชดใช้ โจทก์ทั้งสองทราบว่าเงินฝากจำนวนดังกล่าวสูญหายไปจากบัญชีเงินฝากทั้งหมด จึงแจ้งให้จำเลยชดใช้เงิน แต่จำเลยไม่ยอมชดใช้ โจทก์ทั้งสองจึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินฝากคืนทั้งหมด เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2544 ตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.10 ต่อมาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2544 จำเลยทำบันทึกยอมรับผิดชดใช้เงินฝากคืนให้โจทก์ทั้งสองทั้งหมดตามสำเนาบันทึกเอกสารหมาย จ.16 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองขอถอนเงินฝากคืนก่อนครบกำหนด 3 เดือน ตามสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5.25 ต่อปี ตามสัญญาให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า แม้ตามข้อบังคับและระเบียบของจำเลยว่าด้วยการรับเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ พ.ศ.2536 หมวด 3 ข้อ 11 ตามเอกสารหมาย จ.5 จะมีข้อความว่า กรณีถอนเงินฝากประจำในระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน สหกรณ์ (จำเลย) จะไม่จ่ายดอกเบี้ยให้นั้น หมายถึงการฝากและถอนเงินในภาวะปกติ แต่กรณีของโจทก์ทั้งสองเป็นเรื่องเงินฝากสูญหายไปจากบัญชีโดยมิใช่ความผิดของโจทก์ทั้งสอง ทั้งเป็นเรื่องการทุจริตภายในองค์กรของจำเลย โดยความประมาทเลินเล่อไม่ใช้ความระมัดระวังเท่าที่ควรของจำเลยเอง เมื่อกรณีเป็นการฝากเงินที่ไม่ได้ตกลงกำหนดระยะเวลาคืนเงินกัน โจทก์ทั้งสองย่อมถอนเงินคืนเมื่อใดก็ได้ การที่จำเลยไม่คืนเงินฝากแก่โจทก์ทั้งสอง ย่อมเป็นการผิดสัญญาฝากทรัพย์ โจทก์ทั้งสองเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2544 จนถึงวันที่ 9 เมษายน 2544 จำเลยก็ยังไม่คืนเงินแก่โจทก์ทั้งสอง ถือว่าโจทก์ทั้งสองได้บอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้โดยให้ระยะเวลาพอสมควรแล้ว เมื่อจำเลยไม่ชำระโจทก์ทั้งสองจึงเลิกสัญญาได้ โจทก์ทั้งสองมอบให้ทนายความมีหนังสือแจ้งความประสงค์ขอถอนเงินฝากทั้งหมดเพื่อปิดบัญชีตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.10 เพราะทราบว่าเงินฝากสูญหายไปจากบัญชีเงินฝากทั้งหมดดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาฝากทรัพย์กับจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 แล้ว มีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม และหากมีเงินอันจะต้องใช้คืนให้บวกดอกเบี้ยนับตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ตามมาตรา 391 จำเลยจะอ้างว่าสัญญาฝากเงินยังไม่เลิกแล้วต่อกันหาได้ไม่ ดังนี้ นอกจากจำเลยต้องคืนเงินฝากให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยยังต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5.25 ต่อปี นับตั้งแต่เวลาที่รับไว้ คือ วันที่ 14 มีนาคม 2544 คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสอง 1,300 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยศิษฐ์ เกรียงเกษม กับพวก
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูชัยภูมิ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 608/2550
#267694
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชอบด้วยกฎหมาย โดยฟังข้อเท็จจริงตามที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ฟังมาเป็นยุติว่า โจทก์เลิกจ้างเพราะผู้กล่าวหาไม่ให้ความร่วมมือในการทำงานล่วงเวลา และเรื่องโจทก์ประสบภาวะขาดทุนโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างมาแต่แรกในหนังสือเลิกจ้าง ดังนั้น ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาเพราะผู้กล่าวหาขาดประสิทธิภาพในการทำงาน และโจทก์ขาดทุน อีกทั้งเป็นการเลิกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จึงเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (4) ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างในการกระทำอันไม่เป็นธรรมของนายจ้างได้และตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่ได้กำหนดให้ถือเอาเงินช่วยเหลือพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นเงินค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำอันไม่เป็นธรรม เงินช่วยเหลือพิเศษดังกล่าวเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างผู้กล่าวหาเป็นกรณีพิเศษที่โจทก์เลิกจ้างโดยไม่มีความผิดเท่านั้น จึงเป็นการจ่ายเงินคนละกรณีกัน โจทก์จะถือว่าการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษเป็นการจ่ายค่าเสียหายจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมไม่ได้ และเมื่อจำเลยในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้พิจารณากำหนดค่าเสียหายโดยการนำเอาเงินช่วยเหลือพิเศษที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ลูกจ้างแล้วมาประกอบการพิจารณาด้วย ย่อมเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว และมิใช่กรณีที่จำเลยกำหนดค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างผู้กล่าวหาเกินไปกว่าคำร้องขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 และวันที่ 13 มิถุนายน 2543 นางสาวนฤมล ครุฑอุ่น กับพวกรวม 63 คน และนางสาวเกวารีย์ คงสมบูรณ์ กับพวกรวม 7 คน ได้ร้องกล่าวหาโจทก์ต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ซึ่งจำเลยทั้งสิบสองเป็นกรรมการว่าถูกโจทก์เลิกจ้างเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสิบสองวินิจฉัยชี้ขาดตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 1183-1252/2543 ว่า การที่โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 53 และที่ 64 ถึงที่ 69 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 ส่วนผู้กล่าวหาที่ 54 ถึงที่ 60 ที่ 62 ที่ 63 และที่ 70 ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่อาจยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 124 และการที่โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 15 ที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 37 ที่ 39 ถึงที่ 45 ที่ 47 ที่ 49 ถึงที่ 53 ที่ 61 และที่ 65 ถึงที่ 68 เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 ให้ยกคำร้องของผู้กล่าวหาที่ 16 ที่ 18 ที่ 38 ที่ 46 ที่ 48 ที่ 54 ถึงที่ 60 ที่ 62 ถึงที่ 64 ที่ 69 และที่ 70 กับให้โจทก์จ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้กล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 15 ที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 37 ที่ 39 ถึงที่ 45 ที่ 47 ที่ 49 ถึงที่ 53 ที่ 61 และที่ 65 ถึงที่ 68 เป็นเงิน 1,518,488 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากโจทก์เลิกจ้างพนักงานรวมทั้งผู้กล่าวหาเนื่องจากโจทก์ประสบภาวะขาดทุน การเลิกจ้างพิจารณาจากประสิทธิภาพการทำงาน การขาดงานมาสายตลอดจนความเหมาะสมอื่น ๆ โดยให้หัวหน้าเป็นผู้ร่วมพิจารณา คำสั่งของจำเลยทั้งสิบสองไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่ได้มีการสอบข้อเท็จจริงจากผู้กล่าวหา แต่สอบพยานเฉพาะผู้รับมอบอำนาจจากผู้กล่าวหา คำร้องกล่าวหาไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากลายมือชื่อผู้กล่าวหาเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องการเลิกจ้างเนื่องจากปัญหาการขาดทุนแล้ว แต่จำเลยทั้งสิบสองไม่ได้นำเหตุดังกล่าวมาพิจารณา โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ระบุเหตุการขาดทุนไว้ในหนังสือเลิกจ้าง ก่อนเลิกจ้างโจทก์เรียกกรรมการสหภาพแรงงานและกรรมการลูกจ้างเข้าร่วมรับทราบในวันเลิกจ้างด้วย โจทก์ไม่ได้เลิกจ้างผู้กล่าวหาเนื่องจากไม่ให้ความร่วมมือในการทำงานล่วงเวลา โจทก์มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการทำงานตกลงจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่พนักงานที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด ข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์เลิกจ้างพนักงานตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว ไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสิบสองกำหนดค่าเสียหายขึ้นมาเอง เป็นค่าเสียหายที่ไม่เป็นความจริงและผู้กล่าวหาไม่ได้พิสูจน์ เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 นอกจากนี้จำเลยทั้งสิบสองกำหนดค่าเสียหายเกินกว่าคำขอของผู้กล่าวหา ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสิบสองและคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 1183-1252/2543 ฉบับลงวันที่ 27 กันยายน 2543 และหรือให้ถือเอาเงินช่วยเหลือพิเศษที่โจทก์จ่ายตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนอกเหนือจากค่าชดเชยที่โจทก์จ่ายให้แก่ผู้กล่าวหาเป็นค่าเสียหายที่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบสองให้การว่า คำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 1183-1252/2543 เป็นคำสั่งที่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว หนังสือเลิกจ้างมีข้อความระบุว่าโจทก์เลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากขาดประสิทธิภาพและขาดคุณสมบัติ แต่โจทก์ยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ว่าประสบปัญหาขาดทุนในการประกอบกิจการ เป็นการกล่าวอ้างภายหลังจากมีคำสั่งเลิกจ้างแล้ว โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้เห็นว่าลายมือชื่อของลูกจ้างที่กล่าวหารายใดบ้างที่เป็นลายมือชื่อปลอมจึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเลิกจ้างเป็นธรรมต่อลูกจ้างเพราะมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างขึ้นมาใหม่ และไม่ปรากฏหลักฐานในคำสั่ง จึงไม่อาจรับฟังได้ การวินิจฉัยของจำเลยถูกต้องชอบด้วยเหตุผลและกฎหมายแล้ว ส่วนการกำหนดค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างเป็นอำนาจของจำเลย ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาที่ 1 ถึงที่ 15 ที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 37 ที่ 39 ถึงที่ 45 ที่ 47 ที่ 49 ถึงที่ 53 ที่ 61 และที่ 65 ถึงที่ 68 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ ในการเลิกจ้างลูกจ้างดังกล่าวโจทก์อ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างว่า ลูกจ้างขาดประสิทธิภาพและไม่เหมาะสมที่จะเป็นพนักงานของโจทก์ ในการเลิกจ้างโจทก์ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษกรณีเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด ตามเอกสารหมาย จ.4

โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาตามกฎหมายและตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เอกสารหมาย จ.4 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 123 นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงตามที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ฟังมาเป็นยุติว่า โจทก์เลิกจ้างเพราะผู้กล่าวหาไม่ให้ความร่วมมือในการทำงานล่วงเวลา และเรื่องโจทก์ประสบภาวะขาดทุนโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างมาแต่แรกในหนังสือเลิกจ้าง ดังนั้น ที่โจทก์อุทธรณ์กล่าวอ้างว่า โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาเพราะผู้กล่าวหาขาดประสิทธิภาพในการทำงาน และโจทก์ขาดทุน อีกทั้งเป็นการเลิกจ้างตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เอกสารหมาย จ.4 จึงเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ประการต่อมาว่า โจทก์ได้จ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษให้แก่ลูกจ้างผู้กล่าวหา ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย จ.4 แล้ว ผู้กล่าวหาย่อมไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (4) อีก เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 41 (4) ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีอำนาจสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างในการกระทำอันไม่เป็นธรรมของนายจ้างได้ และตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย จ.4 ก็ไม่ได้กำหนดให้ถือเอาเงินช่วยเหลือพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นเงินค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมของนายจ้าง เงินช่วยเหลือพิเศษดังกล่าวเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่ลูกจ้างผู้กล่าวหาเป็นกรณีพิเศษที่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีความผิดเท่านั้น ส่วนเงินค่าเสียหายตามมาตรา 41 (4) เป็นค่าเสียหายที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างที่นายจ้างมีการกระทำอันไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้างนั้น จึงเป็นการจ่ายเงินคนละกรณีกัน โจทก์จะถือว่าการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย จ.4 เป็นการจ่ายค่าเสียหายจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมไม่ได้โจทก์ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ และเมื่อจำเลยทั้งสิบสองในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้พิจารณากำหนดค่าเสียหายโดยการนำเอาเงินช่วยเหลือพิเศษดังกล่าวที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ลูกจ้างแล้วมาประกอบการพิจารณาด้วย ย่อมเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว และมิใช่กรณีที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กำหนดค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างผู้กล่าวหาเกินไปกว่าคำร้องขอดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 41 ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอลเลคชั่น อินดัสเตรียล แอสโซซิเอท (กรุงเทพ) จำกัด
จำเลย — นายประมูล จันทรจำนง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
พิชิต คำแฝง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2550
#269059
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้ารวม 7 ฉบับ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการเสนอข้อหาต่อศาลรวม 7 ข้อหา ที่ไม่เกี่ยวข้องกันและสามารถแยกออกจากกันได้ โจทก์จึงต้องเสีย ค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาทั้ง 7 ข้อหา

เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8

การกำหนดให้คู่ความชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นดุลพินิจของศาล โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง ศาลภาษีอากรกลางจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยผู้ชนะคดีเสียค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ผู้แพ้คดีได้

คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ต้องทำเป็นหนังสือนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) ให้แสดงเหตุแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง ฉะนั้น เมื่อศาลต้องวินิจฉัยข้อหาในคำฟ้องทุกข้ออันเป็นเรื่องในประเด็นแห่งคดีแต่ค่าฤชาธรรมเนียมที่คู่ความต้องรับผิดตามมาตรา 161 มิใช่เรื่องในประเด็นแห่งคดี เพียงแต่มาตรา 141 (5) ให้มีคำวินิจฉัยตลอดทั้งค่าฤชาธรรมเนียมด้วยเท่านั้น ในส่วนค่าฤชาธรรมเนียมจึงไม่ต้องแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและขอแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 69,699,035.08 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อเดือนมกราคม 2536 ถึงเดือนเมษายน 2536 โจทก์ซื้อและนำเข้าน้ำมันองค์ประกอบ (Reformate) จากบริษัทวิทอล เอเชีย พีทีอี จำกัด ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ รวม 15 เที่ยว โดยสำแดงรายการสินค้าในประเภทพิกัด 2710.001 อัตราอากรลิตรละ 0.065 บาท ปรากฏตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาเจ้าพนักงานของจำเลยได้พิจารณาเห็นว่าสินค้า 7 เที่ยว ตามใบขนส่งสินค้าขาเข้า เลขที่ 0101 - 0016 - 1999 เลขที่ 0101 - 0026 - 1019 เลขที่ 0101 - 0026 - 0603 เลขที่ 0101 - 0046 - 1397 เลขที่ 0101 - 0016 - 3397 เลขที่ 0101 - 0046 - 0644 และเลขที่ 0101 - 0046 - 0645 อยู่ในประเภทพิกัด 2707.50 อัตราอากรร้อยละ 30 ของมูลค่านำเข้า จึงมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระอากรขาเข้าเพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภายในกำหนด 30 วัน นับตั้งแต่ได้รับแจ้งการประเมิน ต่อมาฝ่ายกรรมการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากรได้พิจารณาชี้ขาด คำอุทธรณ์ของโจทก์และแจ้งผลการพิจารณาหรือทบทวนหรืออุทธรณ์การวินิจฉัยประเภทพิกัดอัตราศุลกากรให้โจทก์ทราบโดยจำเลยมิได้ส่งคำอุทธรณ์ของโจทก์ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดตามกฎหมาย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลโดยเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์แยกได้เป็น 7 ข้อหา ตามใบขนสินค้าขาเข้าที่พิพาทแต่ละฉบับ และการคิดค่าขึ้นศาลต้องคำนวณแต่ละข้อหานั้นถูกต้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 และข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 มิได้บัญญัติเรื่องค่าขึ้นศาลไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เรื่องค่าขึ้นศาลมิได้บัญญัติว่าคดีหนึ่งจะต้องเสียค่าขึ้นศาลไม่เกิน 200,000 บาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินการนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้ารวม 7 ฉบับ ในการขนสินค้า 7 เที่ยว ซึ่งแต่ละข้อหาสามารถคิดคำนวณจำนวนเงินที่ขอให้เพิกถอนการประเมินและให้จำเลยคืนเงินแยกต่างหากออกจากกันได้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการเสนอข้อหาต่อศาลรวม 7 ข้อหา ที่ไม่เกี่ยวข้องกันและสามารถแยกออกจากกันได้ โจทก์จะฟ้องแต่ละข้อหาแยกเป็นรายคดีก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกโจทก์ได้ฟ้องรวมกันมา แต่ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาทั้ง 7 ข้อหา ที่ศาลภาษีอากรมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลโดยอาศัยคำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ 23/2542 ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น เห็นว่า คำสั่งดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพื่อให้การรับฟ้องเป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และได้วางหลักเกณฑ์การคำนวณค่าขึ้นศาลคดีภาษีอากรสอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเรื่องการคำนวณค่าขึ้นศาลมิได้ขัดกันแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงต้องห้ามฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 ศาลภาษีอากรกลางชอบที่จะยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยได้...

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งให้จำเลยผู้ชนะคดีชำระค่าธรรมเนียมแทนโจทก์ผู้แพ้คดี เป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ผู้แพ้หรือชนะคดีเป็นฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมหรือให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง คดีนี้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีอากรดังกล่าว โจทก์ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดแล้ว หน่วยงานของจำเลยคือฝ่ายกรรมการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากรได้พิจารณาชี้ขาดอุทธรณ์ของโจทก์เสียเอง โดยมิได้ส่งคำอุทธรณ์ของโจทก์ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชี้ขาด คำชี้ขาดอุทธรณ์ของผู้อำนวยการด้านมาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากรไม่มีผลเป็นการวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามกฎหมาย และต้องถือว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของโจทก์ ชอบที่จำเลยต้องส่งคำอุทธรณ์ของโจทก์ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยต่อไป แสดงว่าศาลภาษีอากรกลางคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความของคู่ความในข้อที่ว่า โจทก์ต้องฟ้องคดีนี้ด้วยเหตุจำเลยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย และถ้าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในเวลาต่อมา โจทก์อาจต้องกลับมาฟ้องคดีใหม่อีก ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงและเป็นการวินิจฉัยที่ใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะต้องแก้ไข อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางส่วนนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ปรากฏว่าศาลได้แสดงเหตุผลในเรื่องนี้ไว้ในคำพิพากษานั้น เห็นว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ต้องทำเป็นหนังสือนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) ให้แสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง ฉะนั้น เมื่อศาลต้องวินิจฉัยข้อหาในคำฟ้องทุกข้ออันเป็นเรื่องในประเด็นแห่งคดี แต่ค่าฤชาธรรมเนียมที่คู่ความต้องรับผิดตามมาตรา 161 มิใช่เรื่องในประเด็นแห่งคดี เพียงแต่มาตรา 141 (5) ให้มีคำวินิจฉัยตลอดทั้งค่าฤชาธรรมเนียมด้วยเท่านั้น ในส่วนค่าฤชาธรรมเนียมจึงไม่ต้องแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 (1) ม. 85 ม. 87 (1) ม. 141 (4) ม. 141 (5) ม. 142 (5) ม. 161
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายอรรณพ วิทูรากร
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ทองหล่อ โฉมงาม
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 578/2550
#267994
เปิดฉบับเต็ม

อำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ย่อมรวมทั้งอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินโดยการทวงหนี้ด้วย ทั้งการเข้าว่าคดีแพ่งที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลแทนจำเลยเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีแทนหรือไม่ เมื่อจำเลยมีข้อต่อสู้ว่าโจทก์ยังมีหนี้ค้างชำระแก่จำเลยซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ได้ดำเนินการทวงหนี้ที่โจทก์ค้างชำระตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 แล้ว และหากการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังได้ยุติว่าโจทก์ไม่มีหนี้ค้างชำระ หรือมีหนี้ค้างชำระแต่โจทก์ได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีอำนาจดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ได้ตามความประสงค์ อันจะทำให้ข้อพิพาททั้งปวงระหว่างโจทก์จำเลยเสร็จสิ้นไปในคราวเดียว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะไม่เข้าว่าคดีแทนจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลย โดยจำเลยได้อนุมัติสินเชื่อประเภทกู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋วแลกเงิน 260,000,000 บาท แก่โจทก์ มีกรรมการของโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและโจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 806, 2511, 799, 802, 804, 815, 814, 801, 805, 807, 820, 819, 818, 813, 809, 810, 816, 811, 800, 796, 797, 1711, 803, 1704, 1703, 1622, 793, 792, 791, 1443, 1434, 1433, 1442, 1440, 795, 1768, 782, 1439, 1435, 1705, 794, 808, 1436, 817, และ 1406 ตำบลวัฒนานคร อำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี รวม 45 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันในวงเงิน 260,000,000 บาท โจทก์ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินรวม 6 ฉบับ เป็นเงิน 260,000,000 บาท แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 โจทก์ได้ชำระหนี้จำนวน 260,000,000 บาท แก่จำเลยเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นโจทก์ได้ขอสินเชื่อจากจำเลยวงเงิน 50,000,000 บาท และได้ชำระเสร็จสิ้นแล้ว มีผลให้สัญญาจำนองระงับไป โจทก์แจ้งให้จำเลยไถ่ถอนจำนองและคืนโฉนดที่ดินโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 806, 2511, 799, 802, 804, 815, 814, 801, 805, 807, 820, 819, 818, 813, 809, 810, 816, 811, 800, 796, 797, 1711, 803, 1704, 1703, 1622, 793, 792, 791, 1443, 1434, 1433, 1442, 1440, 795, 1768, 782, 1439, 1435, 1705, 794, 808, 1436, 817, และ 1406 ตำบลวัฒนานคร อำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี รวม 45 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และคืนโฉนดที่ดินทั้งสี่สิบห้าโฉนดดังกล่าวให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้ครบถ้วน โจทก์ยังมีหนี้หุ้นกู้แปลงสภาพค้างชำระแก่จำเลยคิดถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2543 เป็นต้นเงินจำนวน 27,638,000 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 12,389,576.30 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 85,027,576.30 บาท โจทก์ยินยอมให้ถือเอาที่ดินจำนองเป็นหลักประกันของหุ้นกู้แปลงสภาพด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยยื่นคำร้องว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 อำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลยตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ประสงค์เข้าว่าคดีนี้แทนจำเลย ขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดี โจทก์แถลงคัดค้านว่าโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยไถ่ถอนหลักประกัน ไม่ได้ขอให้จำเลยชำระหนี้เป็นตัวเงิน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ โจทก์เสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ไม่คืนให้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีตามคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยชอบหรือไม่ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่

ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป

(2) เก็บรวบรวมและรับเงิน หรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจาก

ผู้อื่น

(3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้" กับ

มาตรา 25 บัญญัติว่า "ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจงดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้" เห็นว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด อำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลยตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ซึ่งรวมทั้งอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินโดยการทวงหนี้หุ้นกู้แปลงสภาพที่จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ค้างชำระแก่จำเลยและการไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยรับจำนองจากโจทก์ตามฟ้องด้วย ทั้งการเข้าว่าคดีแพ่งที่ค้างพิจารณาคดีอยู่ในศาลแทนจำเลยเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีแทนหรือไม่ เมื่อคดีนี้จำเลยมีข้อต่อสู้ว่าโจทก์ยังมีหนี้ค้างชำระแก่จำเลยซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ดำเนินการทวงหนี้ค่าหุ้นกู้แปลงสภาพที่โจทก์ค้างชำระตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 119 แล้ว และหากการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังได้ยุติว่าโจทก์ไม่มีหนี้ค้างชำระ หรือมีหนี้ค้างชำระแต่โจทก์ได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีอำนาจดำเนินการไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ได้ตามความประสงค์ อันจะทำให้ข้อพิพาททั้งปวงระหว่างโจทก์จำเลยเสร็จสิ้นไปในคราวเดียว ดังนี้จึงสมควรให้โจทก์จะไปดำเนินการทั้งหลายต่อในคดีล้มละลาย ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ตามคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 576/2550
#267048
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์อ้างเหตุประการแรกว่า จำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์ด้วยถ้อยคำว่า "โจทก์ยกที่ดินให้แล้ว ยังจะเอาคืน เสือกโง่เอง อย่าหวังว่าจะได้สมบัติคืนเลย" ข้อความนี้ เป็นเพียงการกล่าวถ้อยคำไม่สุภาพเท่านั้น ไม่ถึงขนาดเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์หรือทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงแต่อย่างใด ดังนั้นแม้หากจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กล่าวถ้อยคำตามคำฟ้องจริงก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเพิกถอนการให้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้กล่าวข้อความตามคำฟ้องหรือไม่

โจทก์บรรยายฟ้องต่อมาความว่า หลังจากโจทก์ยกที่ดินให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ตัดโค่นไม้ยางพาราเสียและรับเงินราคาค่าไม้ยางทั้งหมดและจงใจทอดทิ้งโจทก์เสีย ไม่ยอมส่งอาหารหรือปัจจัยสี่แก่โจทก์เลย โจทก์พักอาศัยอยู่คนเดียว จำเลยที่ 1 จงใจประพฤติเนรคุณโจทก์ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2542 ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส อาจได้รับอันตรายแก่ชีวิต ทั้งนี้จำเลยที่ 1 สามารถดูแลปรนนิบัติโจทก์ได้แต่จำเลยที่ 1 ละเลยทอดทิ้งเสียทั้งที่สามารถทำได้ ตามคำฟ้องของโจทก์และการนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่า โจทก์เคยขอและจำเลยที่ 1 บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์แต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าเหตุที่โจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงพิพาทเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถโอนที่ดินแปลงพิพาทได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณ เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้หรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 บัญญัติว่า "อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุที่ผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้

(1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดอาญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา หรือ

(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ

(3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้"

กรณีตามคำฟ้องโจทก์อ้างเหตุประการแรกว่า จำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์ด้วยถ้อยคำว่า "โจทก์ยกที่ดินให้แล้ว ยังจะเอาคืน เสือกโง่เอง อย่าหวังว่าจะได้สมบัติคืนเลย" เห็นว่า ข้อความเพียงเท่านี้ เป็นเพียงการกล่าวถ้อยคำไม่สุภาพเท่านั้น ไม่ถึงขนาดเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์หรือทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงแต่อย่างใด ดังนั้นแม้หากจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กล่าวถ้อยคำตามคำฟ้องจริงก็ไม่เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเพิกถอนการให้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้กล่าวข้อความตามคำฟ้องหรือไม่

ประการที่สอง โจทก์บรรยายฟ้องความว่า หลังจากโจทก์ยกที่ดินให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ตัดโค่นไม้ยางพาราเสียและรับเงินราคาค่าไม้ยางทั้งหมดและจงใจทอดทิ้งโจทก์เสีย ไม่ยอมส่งอาหารหรือปัจจัยสี่แก่โจทก์เลย โจทก์พักอาศัยอยู่คนเดียว จำเลยที่ 1 จงใจประพฤติเนรคุณโจทก์ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2542 ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส อาจได้รับอันตรายแก่ชีวิต ทั้งนี้จำเลยที่ 1 สามารถดูแลปรนนิบัติโจทก์ได้ แต่จำเลยที่ 1 ละเลยทอดทิ้งเสียทั้งที่สามารถทำได้ ดังนี้ ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์และการนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าโจทก์เคยขอและจำเลยที่ 1 บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์แต่อย่างใด กรณีจึงไม่เข้าเหตุที่โจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (3) อีกเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 (2) ม. 531 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจับ สร้อยรักษา
จำเลย — นางสาวณัฐวดี สร้อยรักษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายพายัพ สนองไทย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 575/2550
#272567
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 และยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตตามคำร้อง แต่การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 6 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานเจ้าหน้าที่ว่าให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา พอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว และแม้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาในคดีคนละส่วนไม่เกี่ยวข้องกัน อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทิ้งอุทธรณ์ไปแล้ว คดีตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้จึงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลโดยชอบ

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส. ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ ส. ทำไว้กับโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ อันเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของ ส. ฟ้องกองมรดกเพื่อบังคับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ซึ่งโจทก์จะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 6 หรือทายาทคนใดของ ส. ก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1737 โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 6 ให้รับผิดในฐานะส่วนตัว ดังนั้น แม้จำเลยที่ 6 จะถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่เมื่อไม่มีเจ้าหนี้รายใดฟ้องขอให้จัดการทรัพย์มรดกของ ส. ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 82 และศาลมิได้พิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของ ส. ตามมาตรา 84 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการทรัพย์สินในกองมรดกของ ส. หรือเข้ามาต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินในกองมรดกของ ส. แทนจำเลยที่ 6 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22 (1) (3) ได้ จำเลยที่ 6 จึงยังคงมีอำนาจต่อสู้คดีนี้ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส. ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน และให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรี โพธิรัตนังกูร ผู้ค้ำประกันอีกผู้หนึ่งซึ่งถึงแก่ความตาย หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำนองเป็นประกันหนี้และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้การต่อสู้คดี ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 5 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544 ในคดีหมายเลขแดงที่ 127/2544 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 5 ยื่นคำแถลงไม่ขอเข้าว่าคดี โจทก์แถลงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 5 ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2544 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 4 และที่ 6 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ 391/2544 และคดีหมายเลขแดงที่ 607/2544 ตามลำดับ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 4 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 6 ยื่นคำแถลงไม่ขอเข้าว่าคดีและขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 6 โจทก์ไม่คัดค้านการขอให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 แต่คัดค้านการขอให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 6 นั้น ศาลชั้นต้นเห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 6 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด อำนาจในการจัดการการทรัพย์สินจึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ขอเข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 6 จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 เช่นกัน ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 และยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตตามคำร้อง แต่การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 6 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานเจ้าหน้าที่ว่าให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา พอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว และแม้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาในคดีคนละส่วนไม่เกี่ยวข้องกัน อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทิ้งอุทธรณ์ไปแล้ว คดีตามอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้จึงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาโดยชอบ มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรี โพธิรัตนังกูร ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่นายสุกรีทำไว้กับโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์อันเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของนายสุกรีฟ้องกองมรดกเพื่อบังคับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ซึ่งโจทก์จะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 6 หรือทายาทคนใดของนายสุกรีก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1737 โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 6 ให้รับผิดในฐานะส่วนตัว ดังนั้น แม้จำเลยที่ 6 จะถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่เมื่อไม่มีเจ้าหนี้รายใดฟ้องขอให้จัดการทรัพย์มรดกของนายสุกรีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 82 และศาลมิได้พิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายสุกรีตามมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการทรัพย์สินในกองมรดกของนายสุกรี หรือเข้ามาต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินในกองมรดกของนายสุกรีแทนจำเลยที่ 6 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (1) (3) ได้ จำเลยที่ 6 จึงยังคงมีอำนาจต่อสู้คดีนี้ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรี ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 6 ให้ศาลชั้นต้นยกคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ขึ้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1737
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (1) (3) ม. 82 ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
บริษัทไทยคอตตอนมิลล์
จำเลย — (1964) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2550
#267693
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสัญชาติไทยก็ไม่ทำให้ขาดองค์ประกอบความผิดเพราะมิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการกระทำความผิดที่ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีอีก 1 คน ร่วมกันกระทำความผิดและร่วมกันสนับสนุนการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายพิชัย โคหนองบัว ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 3) และนายเชษฐา บุตรเวส เจ้าพนักงานปกครอง 3 ซึ่งเป็นนายทะเบียนและเจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบงานบัตรประจำตัวประชาชนของอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนมว่า พวกของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นชายสัญชาติลาวที่ยังหลบหนีดังกล่าวชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ จะขอทำบัตรประจำตัวประชาชน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้าน และจำเลยที่ 2 ร่วมกันให้การรับรองต่อนายพิชัยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานว่าพวกของจำเลยทั้งสองดังกล่าวชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ อันเป็นความเท็จ ความจริงชายสัญชาติลาวพวกของจำเลยทั้งสองมิได้ชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้นายพิชัย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้อื่นและประชาชนเสียหาย และโดยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวเป็นเหตุให้นายพิชัย และนายเชษฐาหลงเชื่อว่าเป็นความจริง นายพิชัยจึงสั่งให้นายเชษฐาจดข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวลงคำขอมีบัตร บัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน แบบ บ.ป. 1 อันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานการทะเบียนราษฎร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายพิชัย นายเชษฐา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้อื่นหรือประชาชน และจำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีอีก 2 คน ได้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่พวกของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน แบบ บ.ป. 1 โดยแจ้งข้อความเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวว่าตนชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ จริง และเป็นผู้มีสัญชาติไทย อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 โดยจำเลยทั้งสองช่วยเหลือแก่พวกของจำเลยทั้งสองที่หลบหนี โดยให้การรับรองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามฟ้องข้างต้นว่าพวกของจำเลยทั้งสองชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ เป็นผู้มีสัญชาติไทย อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วพวกของจำเลยทั้งสองตามฟ้องดังกล่าวไม่ได้ชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ แต่เป็นผู้มีสัญชาติลาว เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกจำเลยดังกล่าว ซึ่งสำเร็จสมดังเจตนาของจำเลยทั้งสอง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 137, 267 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองมีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ได้มีชายคนหนึ่งไปยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อนายพิชัย โคหนองบัว ปลัดอำเภอบ้านแพง อ้างว่าชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองแวง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม โดยมีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 ตำบลหนองแวง อำเภอบ้านแพง และจำเลยที่ 2 เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน 5 เป็นผู้ให้ถ้อยคำรับรองต่อนายพิชัยว่า ชายคนที่มายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวเป็นนายลาวัลย์ สุทธิ ผู้มีสัญชาติไทยและลงชื่อรับรองไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 จ.4 และ จ.5 เป็นเหตุให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ชายดังกล่าว ต่อมามีผู้ร้องเรียนต่อนายอำเภอบ้านแพงว่า จำเลยที่ 1 นำบุคคลต่างด้าวไปทำบัตรประจำตัวประชาชนแทนนายลาวัลย์ สุทธิ ให้สอบสวนหาข้อเท็จจริง ตามเอกสารหมาย จ.1 ผลการสอบสวนได้ความว่านายลาวัลย์ สุทธิ ถึงแก่ความตายตั้งแต่อายุประมาณ 8 ปี ส่วนชายที่มายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นบุคคลไม่มีสัญชาติไทย ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความเท็จตามเอกสารหมาย จ.28 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า นายลาวัลย์ สุทธิ บุตรของนางหนา สุทธิ ได้ถึงแก่ความตายไปก่อนที่จะมีการยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนและชายผู้ที่มายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตามเอกสารหมาย จ.2 ไม่ใช่นายลาวัลย์บุตรของนางหนา จำเลยทั้งสองไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในข้อนี้ ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังได้ว่า ข้อความที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำต่อนายพิชัย โคหนองบัว ปลัดอำเภอบ้านแพงว่าชายผู้มายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ ตามเอกสารหมาย จ.4, จ.5 นั้นเป็นเท็จ คงมีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองให้การรับรองตามเอกสารหมาย จ.4, จ.5 โดยรู้ว่าเป็นข้อความเท็จหรือไม่ โจทก์มีนายเชษฐา บุตรเวส เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากนายพิชัยแจ้งให้ชายที่อ้างว่าชื่อนายลาวัลย์นำหลักฐานใบรับรองของผู้ใหญ่บ้าน กำนันหรือข้าราชการมารับรองว่าเป็นผู้มีภูมิลำเนาตามที่ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน วันเดียวกันชายดังกล่าวได้พาจำเลยทั้งสองมารับรองว่าตนเป็นบุคคลสัญชาติไทย มีภูมิลำเนาอยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้านที่ยื่นพร้อมคำขอ พยานจึงได้บันทึกคำให้การรับรองของจำเลยทั้งสองไว้ ตามเอกสารหมาย จ.32 (ฉบับเดียวกับ จ.4) และ จ.33 (ฉบับเดียวกับ จ.5) และบันทึกคำรับรองของจำเลยที่ 1 ไว้ด้านหลังคำขอมีบัตรด้วยเพื่อป้องกันหลักฐานหาย แล้วดำเนินการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ผู้ยื่นคำขอมีบัตรไป เห็นว่า พยานโจทก์ไม่เคยมีสาเหตุกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ย่อมไม่เบิกความปรักปรำให้ร้ายแก่จำเลยทั้งสอง เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความตามความจริง ซึ่งตามเอกสารหมาย จ.4 (จ.32) และ จ.5 (จ.33) มีข้อความชัดเจนว่าจำเลยทั้งสองรับรองว่าผู้ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นบุคคลคนเดียวกับนายลาวัลย์ สุทธิ มีชื่ออยู่บ้านเลขที่ 48 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองแวง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม โดยจำเลยที่ 1 รับรองในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ส่วนจำเลยที่ 2 รับรองในฐานะรู้จักกัน โดยรับรองว่าจำเลยทั้งสองรู้จักนายลาวัลย์ดี และยังมีข้อความรับรองว่าถ้อยคำที่ให้ไว้เป็นความจริงทุกประการ แล้วลงชื่อจำเลยทั้งสอง ดังนั้น การที่ชายดังกล่าวสามารถนำพาจำเลยทั้งสองมาให้ถ้อยคำรับรองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนบันทึกคำรับรองไว้ได้ ย่อมบ่งชี้ว่าชายผู้ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนได้มีการเจรจาตกลงกับจำเลยทั้งสองจนยินยอมมาให้คำรับรองดังกล่าว ข้อที่จำเลยทั้งสองอ้างว่านายพิชัยปลัดอำเภอขอร้องให้จำเลยทั้งสองรับรองว่าผู้มายื่นคำขอมีบัตรเป็นคนสัญชาติไทยชื่อนายลาวัลย์บุตรของนางหนาจริง จำเลยทั้งสองเชื่อถือนายพิชัยจึงรับรองให้นั้น เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ และยังได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้าน จำเลยที่ 2 เป็นพัฒนากรตำบลในท้องที่ตามภูมิลำเนาที่ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน จำเลยทั้งสองย่อมต้องรู้จักบุคคลที่อยู่ภายในท้องที่ได้ดีและให้การรับรองผู้ที่ตนรู้จักเท่านั้น การที่จำเลยทั้งสองให้การรับรองโดยไม่ปรากฏว่ารู้จักกับผู้ยื่นคำขอมีบัตรมาก่อน ตามพฤติการณ์เชื่อว่าจำเลยทั้งสองให้การรับรองตามเอกสารหมาย จ.4, จ.5 โดยทราบดีว่าเป็นข้อความอันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ผู้ยื่นคำขอมีบัตร จึงเป็นการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และการกระทำของจำเลยทั้งสองยังเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ไม่มีสัญชาติไทยที่ยื่นคำขอมีบัตรที่แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยด้วย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามฟ้อง ข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเกิดขึ้นก่อนมีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 8 ที่ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 โดยเปลี่ยนองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องเป็น "ผู้ไม่มีสัญชาติไทย" เป็น "ผู้ใด" ซึ่งต้องใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสัญชาติไทย ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดต่อพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 14 เดิม เป็นฟ้องที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ข. ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันสนับสนุนโดยการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่พวกของจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน แบบ บ.ป. 1 โดยแจ้งข้อความเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยให้การรับรองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าพวกของจำเลยทั้งสองชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ เป็นผู้มีสัญชาติไทยอันเป็นเท็จ ความจริงพวกของจำเลยทั้งสองไม่ได้ชื่อนายลาวัลย์ สุทธิ แต่เป็นผู้มีสัญชาติลาว เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกของจำเลยทั้งสอง เช่นนี้จึงเป็นการฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสัญชาติไทยก็ไม่ทำให้ขาดองค์ประกอบความผิดเพราะมิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการกระทำความผิดที่ต้องมีคุณสมบัติเฉพาะเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นายทองพูน หารอาษา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 555/2550
#267628
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 บอกโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องการสมรสกับโจทก์ เป็นการบอกเลิกสัญญาหมั้นของจำเลยที่ 2 แต่เพียงฝ่ายเดียวไม่มีผลผูกพันโจทก์

โจทก์กับจำเลยที่ 2 สมัครใจเลิกสัญญาหมั้นกัน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้นั้น จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้คดีในปัญหาดังกล่าวไว้ แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจะหยิบยกปัญหาเรื่องการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 2 ขึ้นวินิจฉัยก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 จำเลยทั้งสองทำการหมั้นโจทก์ โดยตกลงว่าจำเลยที่ 2 จะสมรสกับโจทก์เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หลังจากหมั้นแล้วโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้อยู่กินด้วยกัน ต่อมาโจทก์สำเร็จการศึกษาแล้วจึงขอให้จำเลยที่ 2 สมรสกับโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่กายที่ต้องตกเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 และได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติยศและวงศ์ตระกูล ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองหมั้นโจทก์จริง แต่จำเลยที่ 2 ไม่เคยร่วมประเวณีและอยู่กินกับโจทก์ ในระหว่างหมั้นโจทก์ประพฤติตัวไม่เหมาะสม เที่ยวเตร่คบเพื่อนชายหลายคน ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความอับอายและเสียชื่อเสียง จึงตกลงกับโจทก์เลิกสัญญาหมั้น โจทก์และบิดามารดาโจทก์ไม่เคยขอให้จำเลยทั้งสองจัดพิธีสมรส จำเลยทั้งสองไม่ได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 11 เมษายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองว่ามีเหตุผลสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครับวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 จำเลยทั้งสองทำการหมั้นโจทก์ ตามสำเนาบันทึกหมั้น เอกสารหมาย จ.1 มีข้อตกลงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 จะสมรสกันเมื่อโจทก์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หลังจากหมั้นแล้วโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้อยู่กินร่วมกินฉันสามีภริยาระยะหนึ่งจนถึงวันที่ 1 กันยายน 2545 โจทก์กับจำเลยที่ 2 ทะเลาะกันจึงไม่ได้อยู่กินร่วมกันต่อไปและไม่ได้ติดต่อกันเลย ภายหลังจำเลยที่ 2 บอกโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องการสมรสกับโจทก์แล้ว ต่อมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 โจทก์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ทางฝ่ายโจทก์ได้ติดต่อจำเลยทั้งสองให้จำเลยที่ 2 สมรสกับโจทก์ โจทก์จึงแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า โจทก์ยังประสงค์ที่จะสมรสกับจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธไม่ยอมสมรสด้วย โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์กับจำเลยที่ 2 สมัครใจเลิกสัญญาหมั้นกันแล้วหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 สมัครใจเลิกสัญญาหมั้นเนื่องจากโจทก์ชอบเที่ยวกลางคืน มีเพื่อนมากทั้งผู้ชายและผู้หญิง เมื่อครั้งที่ทะเลาะกัน โจทก์ก็ใช้รองเท้าซึ่งเป็นของต่ำตบหน้าจำเลยที่ 2 ถือว่าเป็นการหมิ่นเกียรติ ลบหลู่ศักดิ์ศรี ไม่ให้ความนับถือชายผู้เป็นคู่หมั้น เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ และหลังจากทะเลาะกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างไม่เคยติดต่อกันอีกเลย จึงย่อมถือว่าสัญญาหมั้นเลิกกัน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ โดยจำเลยทั้งสองมีคำเบิกความของตนเองเป็นพยาน เห็นว่า ในช่วงที่จำเลยที่ 2 บอกโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องการสมรสกับโจทก์นั้น โจทก์ยังศึกษาอยู่ซึ่งได้ความจากโจทก์ว่าฝ่ายโจทก์ได้ปรึกษาเรื่องนี้กันแล้วมีความเห็นว่า สมควรรอให้โจทก์สำเร็จการศึกษาก่อนจึงจะเจรจากับฝ่ายจำเลยทั้งสอง ดังนั้น เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า หลังจากโจทก์สำเร็จการศึกษาแล้ว ฝ่ายโจทก์ติดต่อจำเลยทั้งสองให้จำเลยที่ 2 สมรสกับกับโจทก์จึงแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า โจทก์ยังประสงค์ที่จะสมรสกับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาหมั้นต่อไป ที่จำเลยที่ 2 บอกโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องการสมรสกับโจทก์ดังกล่าวมาข้างต้นจึงเป็นการบอกเลิกสัญญาหมั้นของจำเลยที่ 2 แต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่มีผลผูกพันโจทก์ คำเบิกความของจำเลยทั้งสองที่อ้างว่า โจทก์สมัครใจเลิกสัญญาหมั้นก็ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนจึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง แม้หลังจากโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทะเลาะกันแล้วต่างฝ่ายต่างไม่เคยติดต่อกันอีกก็มีเหตุผลให้เชื่อว่า คงเป็นเพราะโจทก์ต้องการศึกษาเล่าเรียนให้สำเร็จเสียก่อนจึงไม่มีพฤติการณ์ใดที่พอจะถือได้ว่าโจทก์สมัครใจเลิกสัญญาหมั้นเช่นเดียวกัน พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2 สมัครใจเลิกสัญญาหมั้นกันแล้ว ส่วนเรื่องที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้นั้น จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้คดีในปัญหาดังกล่าวไว้ แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจะหยิบยกปัญหาเรื่องการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 2 ขึ้นวินิจฉัยก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบัทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นฟ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1438
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอรปรียา สายบุตร
จำเลย — นางสมถวิล แก่นเมือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 552/2550
#267155
เปิดฉบับเต็ม

การออกเสียงลงมติของเจ้าหนี้มีผู้คัดค้านในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกว่าจะยอมรับคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยที่ 2 หรือไม่นั้น จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 35 วรรคสอง ซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้พิจารณาและมีคำสั่งว่าจะให้เจ้าหนี้ดังกล่าวที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว แต่ศาลยังไม่ได้พิจารณามีคำสั่งขอรับชำระหนี้ให้มีสิทธิออกเสียงในจำนวนหนี้เท่าใดเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถสั่งในขณะนั้นได้ ในคดีนี้ได้ความว่ามีเจ้าหนี้คัดค้านการออกเสียงของผู้ร้อง และผู้คัดค้านได้สอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องเสร็จสิ้นจนมีความเห็นให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องแล้ว แสดงว่าผู้คัดค้านสามารถพิจารณาสั่งให้ผู้ร้องออกเสียงได้เท่าใดหรือไม่จากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคำขอรับชำระหนี้แล้ว แม้ระหว่างระยะเวลาผู้คัดค้านแก้ฎีกาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้แล้วบางส่วน แต่ไม่ปรากฏว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด และไม่ว่าผู้ร้องจะมีสิทธิออกเสียงในการประชุมเต็มจำนวนหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ หรือเป็นจำนวนตามที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาต เมื่อนำยอดหนี้ดังกล่าวไปรวมกับยอดหนี้ของเจ้าหนี้ที่ลงมติไม่ยอมรับคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายแล้ว มติของเจ้าหนี้ที่ออกเสียงยอมรับคำขอประนอมหนี้ก็ยังคงเป็นมติพิเศษของเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมากที่มีจำนวนหนี้มากกว่าสามในสี่แห่งจำนวนหนี้ทั้งหมดของเจ้าหนี้ซึ่งได้เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนในมตินั้นตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ทั้งคำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่ให้ผู้ร้องออกเสียงลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกดังกล่าวหาได้มีผลไปถึงการประชุมเจ้าหนี้ในครั้งต่อไปหรือมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องที่จะได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้แต่ประการใด คำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องออกเสียงในที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายและที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกมีมติพิเศษยอมรับคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยที่ 2 โดยผู้คัดค้านมีคำสั่งไม่ให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 376 ออกเสียงในการลงมติเนื่องจากผู้คัดค้านมีความเห็นยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งของผู้คัดค้านและอนุญาตให้ผู้ร้องใช้สิทธิออกเสียงโดยมีเงื่อนไข

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้าน โดยให้ผู้คัดค้านดำเนินการจัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยที่ 2 ใหม่ หากยังไม่มีความเห็นของผู้คัดค้านเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องเป็นที่ยุติประการใด ก็ให้ผู้ร้องออกเสียงไปพลางก่อน โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าต่อไปผู้คัดค้านสั่งไม่ให้ออกเสียงเพียงใด การออกเสียงของผู้ร้องให้ถือว่าเป็นอันใช้ไม่ได้เพียงนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องออกเสียงในที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือในคราวที่เลื่อนไปว่าจะยอมรับคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 31 หรือไม่นั้น การออกเสียงลงมติของเจ้าหนี้ที่มีผู้คัดค้านคำขอรับชำระหนี้จะต้องดำเนินการตามมาตรา 35 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้ามีผู้คัดค้านคำขอรับชำระหนี้รายใด ก็ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งให้ออกเสียงในจำนวนหนี้ได้เท่าใดหรือไม่ ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่ายังสั่งในขณะนั้นไม่ได้ ก็ให้หมายเหตุการขัดข้องไว้แล้วให้เจ้าหนี้ออกเสียงไปพลางก่อน โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าต่อไปเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งไม่ให้ออกเสียงเพียงใด การออกเสียงของเจ้าหนี้นั้นให้ถือว่าเป็นอันใช้ไม่ได้เพียงนั้น" ตามบทบัญญัติดังกล่าวในกรณีที่มีผู้คัดค้านการออกเสียงของเจ้าหนี้รายใดก็ได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้พิจารณาและมีคำสั่งว่าจะให้เจ้าหนี้ดังกล่าวที่อาจขอรับชำระหนี้ได้และได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้วแต่ศาลยังไม่ได้พิจารณามีคำสั่งขอรับชำระหนี้ ให้มีสิทธิออกเสียงในจำนวนหนี้เท่าใดในการประชุมเจ้าหนี้หากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถสั่งในขณะนั้นได้ ซึ่งในคดีนี้ได้ความแล้วว่ามีเจ้าหนี้จำนวน 28 ราย คัดค้านการออกเสียงของผู้ร้อง และผู้คัดค้านได้สอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องเสร็จสิ้นจนมีความเห็นให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องแล้ว แสดงว่าผู้คัดค้านสามารถพิจารณาสั่งให้ผู้ร้องออกเสียงได้เท่าใดหรือไม่จากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคำขอรับชำระหนี้แล้ว แม้ระหว่างระยะเวลาผู้คัดค้านแก้ฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับที่ 2 เป็นเงิน 13,800,000 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และให้ยกคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อันดับอื่นตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์แล้วแต่ก็ไม่ปรากฏว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดแล้ว และไม่ว่าผู้คัดค้านจะอนุญาตให้ผู้ร้องมีสิทธิออกเสียงในการประชุมเจ้าหนี้ดังกล่าวเต็มจำนวนหนี้ที่ขอรับชำระหนี้จำนวน 643,350,000 บาท หรือเป็นจำนวน 13,800,000 บาท ตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง เมื่อนำยอดหนี้ดังกล่าวไปรวมกับยอดหนี้จำนวนรวม 2,544,613.29 บาท ของเจ้าหนี้จำนวน 22 ราย ที่ลงมติไม่ยอมรับคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยที่ 2 แล้ว มติของเจ้าหนี้ที่ออกเสียงยอมรับคำขอประนอมหนี้ดังกล่าวจำนวน 294 ราย ซึ่งมียอดหนี้รวม 14,077,305.11 บาท ก็ยังคงเป็นมติพิเศษของเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมากที่มีจำนวนหนี้มากกว่าสามในสี่แห่งจำนวนหนี้ทั้งหมดของเจ้าหนี้ซึ่งได้เข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนในมตินั้นตาม มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ทั้งคำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่ให้ผู้ร้องออกเสียงลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือในคราวที่เลื่อนไปดังกล่าว หาได้มีผลไปถึงการประชุมเจ้าหนี้ในครั้งต่อไปหรือมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องที่จะได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้แต่ประการใดคำสั่งของผู้คัดค้านจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 ม. 35 ม. 45 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
ผู้ร้อง — บริษัทออลซีซั่นส์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทกรีไทย ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 551/2550
#267844
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้แก้ไขคำคัดค้าน ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 ศาลแพ่งสั่งรับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2548 ศาลแพ่งตรวจพบว่าผู้คัดค้านมิได้ใช้แบบพิมพ์อุทธรณ์ซึ่งไม่ถูกต้อง ให้เพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่ให้คืนคำร้องให้ผู้คัดค้านทำอุทธรณ์มาใหม่ภายใน 7 วัน ผู้คัดค้านนำอุทธรณ์มายื่นในวันที่ 27 มกราคม 2548 ถือได้ว่าผู้คัดค้านได้ยื่นอุทธรณ์ก่อนวันที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 ใช้บังคับ แต่ศาลแพ่งยังมิได้สั่งรับอุทธรณ์ จึงต้องบังคับตามมาตรา 6 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ให้ถือว่าอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเป็นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบถึงมูลเหตุเพิกถอนการโอนเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2539 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านโดยขอตัดข้อความเดิมในเรื่องอายุความทั้งหมดและแก้ไขใหม่เป็นว่า การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนของผู้ร้องตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 ต้องร้องขอภายใน 1 ปี นับแต่รู้ถึงมูลเหตุแห่งการเพิกถอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 และ 240 โจทก์รู้ถึงมูลเหตุแห่งการเพิกถอนการโอนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2537 จึงขาดอายุความ ประเด็นที่ผู้คัดค้านต่อสู้ตามคำคัดค้านที่ขอแก้ไขใหม่เป็นประเด็นเดียวกับที่ผู้คัดค้านต่อสู้ไว้เดิมนั่นเอง โดยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่อ้างว่าโจทก์ทราบถึงมูลเหตุแห่งการเพิกถอนการโอนเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2539 เท่านั้น และได้ยื่นคำร้องต่อศาลภายในระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้แก้ไขคำคัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2539 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2542 ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2546 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 41609 และ 41443 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่าง นางสาวเบญจมาศหรือเบญจมาส อัศวกุล เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 ผู้โอน กับ ผู้คัดค้าน ผู้รับโอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 (เดิม) ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2546 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านมีใจความว่า การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 (เดิม) ต้องร้องขอให้เพิกถอนการโอนภายใน 1 ปี นับแต่รู้ถึงมูลเหตุแห่งการเพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 และ 240 โจทก์รู้ถึงมูลเหตุแห่งการเพิกถอนการโอนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2537 แต่เพิ่งมายื่นคำร้องต่อผู้ร้องเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2539 จึงขาดอายุความแล้ว

ศาลแพ่งมีคำสั่งว่า คดีนี้ผู้ร้องเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอน การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอแก้ไขคำคัดค้านอ้างว่าโจทก์มิได้ร้องขอให้เพิกถอนการโอนภายใน 1 ปี จึงขาดอายุความนั้น มิได้เกี่ยวข้องกับคดีของผู้ร้องและไม่ก่อให้เกิดประเด็น จึงไม่อนุญาตและให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอแก้ไขคำคัดค้าน ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 ศาลแพ่งสั่งรับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2548 ศาลแพ่งตรวจพบว่าผู้คัดค้านมิได้ใช้แบบพิมพ์อุทธรณ์ซึ่งไม่ถูกต้อง ให้เพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งใหม่ให้คืนคำร้อง ให้ผู้คัดค้านทำอุทธรณ์มาใหม่ภายใน 7 วัน ผู้คัดค้านนำอุทธรณ์มายื่นในวันที่ 27 มกราคม 2548 กรณีนี้ถือได้ว่าผู้คัดค้านได้ยื่นอุทธรณ์ก่อนวันที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 ใช้บังคับ แต่ศาลแพ่งยังมิได้สั่งรับอุทธรณ์ ซึ่งตามมาตรา 6 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ถือว่าอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเป็นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า มีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ผู้คัดค้านแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านตามคำร้องของผู้คัดค้าน ฉบับลงวันที่ 3 ธันวาคม 2546 หรือไม่ เห็นว่า ที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบถึงมูลเหตุเพิกถอนการโอนเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2539 ถือเป็นคำให้การปฏิเสธว่าคำร้องของผู้ร้องขาดอายุความ ซึ่งการแก้ไขคำให้การนั้นกฎหมายมิได้บัญญัติว่าข้อความที่แก้ไขใหม่จะต้องเกี่ยวข้องกับคำให้การเดิมหรือข้ออ้างเดิม ฉะนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านของผู้คัดค้านจะยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่กล่าวแก้ข้อหาของผู้ร้องซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคำคัดค้านเดิมหรือไม่ จึงไม่สำคัญ ทั้งการที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 3 ธันวาคม 2546 ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านโดยขอตัดข้อความเดิมในเรื่องอายุความดังกล่าวทั้งหมดและแก้ไขใหม่เป็นว่า การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 ต้องร้องขอให้เพิกถอนการโอนภายใน 1 ปี นับแต่รู้ถึงมูลเหตุแห่งการเพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 และ 240 โจทก์รู้ถึงมูลเหตุแห่งการเพิกถอนการโอนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2537 จึงขาดอายุความนั้น ประเด็นที่ผู้คัดค้านต่อสู้ตามคำคัดค้านที่ขอแก้ไขใหม่เป็นประเด็นเรื่องอายุความในการร้องขอให้เพิกถอนของผู้ร้องเช่นเดียวกับที่ผู้คัดค้านต่อสู้ไว้เดิมนั่นเอง เพียงแต่อ้างเหตุที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายหนึ่งทราบถึงเหตุแห่งการเพิกถอนการโอนตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2537 โดยเปลี่ยนแปลงไปจากข้อเท็จจริงเดิมที่อ้างว่าโจทก์ทราบถึงมูลเหตุแห่งการเพิกถอนการโอนเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2539 เท่านั้น และการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านของผู้คัดค้านดังกล่าวได้ยื่นต่อศาลภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 แม้ศาลแพ่งจะยังมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 181 (1) โดยมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านของผู้คัดค้านเสียก่อน แต่ศาลแพ่งก็ยังมิได้ไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนของผู้ร้อง ผู้ร้องสามารถนำสืบว่าคดีผู้ร้องไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใดได้อยู่แล้ว จึงไม่ทำให้ผู้ร้องเสียเปรียบแต่อย่างใด กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้คัดค้านแก้ไขคำคัดค้านตามคำร้องฉบับลงวันที่ 3 ธันวาคม 2546 ที่ศาลแพ่งมีคำสั่งไม่อนุญาตและยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้คัดค้านแก้ไขคำคัดค้านตามคำร้องฉบับลงวันที่ 3 ธันวาคม 2546 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 69 ม. 180 ม. 181
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นางนภาศิริ สินธวานุชิต
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด นิวสยามลักกี้เยมส์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 548/2550
#268373
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง... ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง..." คำว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) นั้น หมายถึงโทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 20 ปี แต่โทษจำคุกตามคำพิพากษาก็ยังต่ำกว่าโทษขั้นสูงตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังที่วางโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงถือไม่ได้ว่าโทษจำคุกตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษจำคุกตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 600 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 16.518 กรัม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 20 ปี โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2544 ต่อมาประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2547 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องทำนองว่าพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 กำหนดโทษสำหรับความผิดตามคำพิพากษาเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ขอให้ปรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 600 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 16,518 กรัม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 20 ปี หลังจากคดีถึงที่สุดแล้วได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน คดีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จะนำกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณมากำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานมีแมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวน 600 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 16.518 กรัม ในคดีนี้ต้องบทกำหนดโทษในมาตรา 66 วรรคสอง ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งตามมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงห้าล้านบาท ส่วนมาตรา 66 วรรคหนึ่งตามกฎหมายเดิม มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท โทษจำคุกขั้นต่ำตามมาตรา 66 วรรคสอง ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณมากกว่าโทษจำคุกตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ใช้ในขณะกระทำความผิด แต่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใดเว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ในกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง... ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง..." คำว่า โทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) นั้น หมายถึงโทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 20 ปี แต่โทษจำคุกตามคำพิพากษาก็ยังต่ำกว่าโทษขั้นสูงตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังที่วางโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงถือไม่ได้ว่าโทษจำคุกตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษจำคุกตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กรณีตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสมเกียรติ สัตยธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ