คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 866/2550
#411397
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 61 (เดิม) ที่ใช้ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ระบุเพียงว่า "เมื่อความปรากฏว่าได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์... ให้แก่ผู้ใดโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้ดำรงตำแหน่งต่อไปนี้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนแก้ไข...(2) ผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับจังหวัดอื่น..." หมายความว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนอกจากกรุงเทพมหานครเป็นผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกผิดพลาดนั้นได้ ซึ่งเป็นอำนาจทางปกครองเท่านั้น ส่วนอำนาจในการฟ้องร้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยไม่ชอบนั้นกฎหมายไม่ได้ระบุว่าเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดแต่เพียงผู้เดียว ทั้งตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 67, 117, 122 ประกอบ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 62 บัญญัติกำหนดให้อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินสาธารณะประโยชน์อันเป็นของกลางสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันนั้นเป็นของนายอำเภอ เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 29 ที่โจทก์อ้างว่าออกทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองหว้า" ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์ซึ่งเป็นนายอำเภอเมืองยโสธรจึงมีอำนาจฟ้องห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวนั้นได้ และหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 29 ที่ออกให้ในนาม ว. นั้นออกโดยผิดพลาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้นได้ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 61 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 29 ตำบลน้ำคำใหญ่ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เนื้อที่ 4 ไร่ ที่ออกให้ในนามนายวันดีทั้งแปลง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฟ้องมีใจความสรุปได้ว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในเขตอำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 29 ตำบลน้ำคำใหญ่ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เนื้อที่ 4 ไร่ ที่ออกให้นายวันดี นั้น เป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์ "หนองหว้า" ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน หนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 29 ดังกล่าวออกทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองหว้า" จึงออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายวันดีถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นบุตรได้เข้าครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวต่อมา จึงเป็นการครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 29 ดังกล่าว ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 29 ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินด้วย จำเลยให้การต่อสู้สรุปได้ว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 29 ที่ทางราชการออกให้นายวันดี นั้นไม่ใช่ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่เป็นที่ดินของนายวันดี และทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้นายวันดีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เช่นนี้ ประเด็นหลักหรือประเด็นสำคัญแห่งคดี คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 29 ที่ออกให้ในนามนายวันดี เป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่ เพราะหากฟังว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันแล้ว บุคคลใดรวมทั้งจำเลยและบริวารก็ไม่สามารถเข้าครอบครองยึดถือที่ดินดังกล่าวเป็นของตนได้ นายอำเภอก็ไม่มีอำนาจที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ใดได้ การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 29 จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นประเด็นต่อเนื่องมาจากประเด็นดังกล่าว ดังนั้นการขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 29 จึงหาใช่ประเด็นหลักหรือประเด็นสำคัญแห่งคดีดั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ และตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 (เดิม) ที่ใช้ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็ระบุเพียงว่า "เมื่อความปรากฏว่าได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์...ให้แก่ผู้ใดโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้ดำรงตำแหน่งต่อไปนี้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนแก้ไข...(2) ผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับจังหวัดอื่น..." หมายความว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนอกจากกรุงเทพมหานครเป็นผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกผิดพลาดนั้นได้ ซึ่งเป็นอำนาจทางปกครองเท่านั้น ส่วนอำนาจในการฟ้องร้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยไม่ชอบนั้น กฎหมายก็หาได้ระบุว่าเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดแต่เพียงผู้เดียวไม่ ทั้งตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 67, 117, 122 ประกอบพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 62 บัญญัติกำหนดให้อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินสาธารณประโยชน์ อันเป็นของกลางสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันนั้นเป็นของนายอำเภอ เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 29 ที่โจทก์อ้างว่าออกทับที่สาธารณประโยชน์ "หนองหว้า" ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์ซึ่งเป็นนายอำเภอเมืองยโสธรจึงมีอำนาจฟ้องห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวนั้นได้ และหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 29 ที่ออกให้ในนามนายวันดีนั้นออกโดยผิดพลาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้นได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรคท้าย ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 29 ที่พิพาทนั้นเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด จึงสมควรย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าวเสียก่อน

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งในคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 61
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 67 ม. 117 ม. 122
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอำเภอเมืองยโสธร
จำเลย — นางบัวกัน โสมณวัตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายรุ่งอรุณ หลินหะตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 859/2550
#267854
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ว่าขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมไม่ชัดเจนพอที่จะชี้ขาดว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานใดจึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดของจำเลย เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานจึงลงโทษจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขจจ อุดรธานี 899 ราคา 40,000 บาท ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายชะเอม จันทร์ทอง ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยในการลักทรัพย์ดังกล่าวคนร้ายร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนเป็นยานพาหนะ ผลักดันรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายให้เคลื่อนที่ ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม เหตุเกิดที่ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2547 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายเอกพล ป่าลั่นทม และนายวิสูจน์ โอทาตะวงศ์ พวกของจำเลยได้พร้อมเครื่องยนต์ ราคา 2,000 บาท คาร์บูเรเตอร์ ราคา 100 บาท คันสตาร์ต ราคา 100 บาท คันเกียร์ ราคา 100 บาท และสายไฟพร้อมติดตั้ง ราคา 100 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,400 บาท ซึ่งเป็นเครื่องยนต์และอะไหล่ของรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปเป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2547 จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุลักทรัพย์ จำเลยกับพวกเป็นคนร้ายร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป หรือมิฉะนั้นภายหลังเกิดเหตุลักทรัพย์จนถึงวันเวลาที่พวกของจำเลยถูกจับกุมดังกล่าว จำเลยกับพวกร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งเครื่องยนต์และอะไหล่ของรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายร่วมกันลักไป โดยจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เหตุรับของโจรเกิดที่ตำบลหมากแข้งและตำบลหมู่ม่น อำเภอเมืองอุดรธานีเกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ, 357

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาลักทรัพย์ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แสดงว่าโจทก์ประสงค์ขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาหนึ่งเพียงข้อหาเดียว เพราะความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดคนละฐานกันจะลงโทษจำเลยทั้งสองฐานความผิดดังกล่าวย่อมไม่ได้ คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ว่าขอให้การรับสารภาพตามฟ้องนั้น ย่อมไม่ชัดเจนพอที่จะชี้ขาดว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานใดจึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องสืบพยานให้ได้ความถึงการกระทำความผิดของจำเลย เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานจึงลงโทษจำเลยไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายณรงค์ บุตรธนู
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
เกษม วีรวงศ์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 845/2550
#267154
เปิดฉบับเต็ม

อายุความการฟ้องคดีอาญาแก่ผู้ถูกกล่าวหาที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ไต่สวนแล้วมีมติว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดทางอาญา ต้องพิจารณาตามความใน ป.อ. มาตรา 95 กำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ตามความใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 84 เป็นเพียงกำหนดระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้กล่าวหาต้องยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของตนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นับถัดจากวันที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น หาใช่อายุความฟ้องร้องคดีอาญาไม่

เมื่อความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 147 มีอัตราโทษจำคุกขั้นสูงคือ จำคุกตลอดชีวิต และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม ป.อ. มาตรา 157 มีอัตราโทษจำคุกขั้นสูงคือ 10 ปี อายุความการฟ้องคดีอาญาในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นไปตาม ป.อ. มาตรา 95 (1) และ (2) คือ 20 ปี และ 15 ปี ตามลำดับ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวนี้เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 วันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เป็นเวลาห่างกันเพียง 3 ปีเศษ คดียังไม่ขาดอายุความ โจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 149, 157

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อจะมีการฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 84 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือ โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยทั้งห้านับแต่พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐภายในกำหนดไม่เกิน 2 ปี เมื่อจำเลยทั้งห้าพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 ซึ่งเกิน 2 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อจะมีการฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 74 มาใช้บังคับโดยอนุโลม หาใช่มาตรา 84 ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกา ทั้งกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ตามมาตรา 84 ก็เป็นเพียงระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้กล่าวหาต้องยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของตนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นับถัดจากวันที่ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น หาใช่เป็นอายุความฟ้องร้องคดีอาญาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 แต่อย่างใดไม่ คดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องและมีปัญหาในชั้นฎีกาในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 นั้น มีอัตราโทษขั้นสูงคือจำคุกตลอดชีวิตและจำคุก 10 ปี ตามลำดับ อายุความฟ้องร้องคดีอาญาในข้อหาความผิดตามมาตรา 147 จึงมีถึง 20 ปี ตามมาตรา 5 (1) และในข้อหาความผิดตามมาตรา 157 มีถึง 15 ปี ตามมาตรา 95 (2) เมื่อคำนวณจากวันที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด คือวันที่ 3 เมษายน 2543 ถึงวันที่โจทก์ฟ้อง คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เป็นเวลา 3 ปีเศษ เห็นได้ว่าคดียังไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 95 ม. 147 ม. 157
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 74 ม. 84 ม. 97 ม. 98
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — สิบตำรวจโทรวมทรัพย์ สาขันธ์โคตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสมพงศ์ วงศ์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
นายพรเพชร วิชิตชลชัย
นายสมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 845/2550
#272603
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 94 บัญญัติว่า เมื่อมีการฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 74 มาใช้บังคับโดยอนุโลม หาใช่มาตรา 84 ไม่ ทั้งกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ตามมาตรา 84 ก็เป็นเพียงระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้กล่าวหาต้องยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของตนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นับถัดจากวันที่ผู้ถูกกล่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น หาใช่เป็นอายุความฟ้องร้องคดีอาญาดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 95 แต่อย่างใดไม่

จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 157 นั้น มีอัตราโทษขั้นสูงคือจำคุกตลอดชีวิตและจำคุก 10 ปี ตามลำดับ อายุความฟ้องร้องคดีอาญาในข้อหาความผิดตามมาตรา 147 จึงมีถึง 20 ปี ตามมาตรา 95 (1) และในข้อหาความผิดตามมาตรา 157 มีถึง 15 ปี ตามมาตรา 95 (2) เมื่อคำนวณจากวันที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด คือวันที่ 3 เมษายน 2543 ถึงวันที่โจทก์ฟ้องคือวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เป็นเวลา 3 ปีเศษ คดียังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้ามีหน้าที่จัดการเก็บรักษาเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3,600 เม็ด ที่ตรวจยึดได้เพื่อส่งมอบต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ผู้ต้องหาทั้งสาม แต่จำเลยทั้งห้าร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเบียดบังเอาเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้จำนวน 3,398 เม็ด ราคาเม็ดละ 150 บาท รวมเป็นเงิน 509,700 บาท เป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และจำเลยที่ 1 ได้เรียกรับทรัพย์สินเป็นเงินจำนวน 2,000 บาท จากผู้ต้องหาซึ่งถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยจะไม่ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย อันเป็นการกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยมิชอชด้วยหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 149, 157

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ต่อมาจำเลยทั้งห้าถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยจนจำเลยทั้งห้าพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 ตามสำเนาคำสั่งตำรวจภูธรภาค 1 หลังจากนั้นพันตำรวจเอกศุภกิจ ศรีจันทรนนท์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรียื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตนเองต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 ว่า จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ฯลฯ และสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องไว้ในวันดังกล่าว หลังจากไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดทางอาญา แล้วส่งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เป็นคดีนี้ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อจะมีการฟ้องคดีอาญาตามาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 84 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือ โจทก์จะต้องฟ้องจำเลยทั้งห้านับแต่พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐภายในกำหนดไม่เกิน 2 ปี เมื่อจำเลยทั้งห้าพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2543 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 ซึ่งเกิน 2 ปี โจทก์จึงไม่มีอำจาจฟ้อง เห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 98 บัญญัติว่า เมื่อจะมีการฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 97 ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 74 มาใช้บังคับโดยอนุโลมหาใช่มาตรา 84 ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกา ทั้งกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ตามมาตรา 84 ก็เป็นเพียงระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้กล่าวหาต้องยื่นคำกล่าวหาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของตนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นับถัดจากวันที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 ได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น หาใช่เป็นอายุความฟ้องร้องคดีอาญาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 แต่อย่างใดไม่ คดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 นั้น มีอัตราโทษขั้นสูงคือจำคุกตลอดชีวิตและจำคุก 10 ปี ตามลำดับ อายุความฟ้องร้องคดีอาญาในข้อหาความผิดตามมาตรา 147 จึงมีถึง 20 ปี ตามมาตรา 95 (1) และในข้อหาความผิดตามมาตรา 157 มีถึง 15 ปี ตามมาตรา 95 (2) เมื่อคำนวณจากวันที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด คือวันที่ 3 เมษายน 2543 ถึงวันที่โจทก์ฟ้อง คือวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เป็นเวลา 3 ปีเศษ เห็นได้ว่าคดียังไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 74 ม. 84 ม. 97 ม. 98
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — สิบตำรวจโทรวมทรัพย์ สาขันธ์โคตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
พรเพชร วิชิตชลชัย
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 840/2550
#267642
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้และคดีอาญา 35 คดี ดังกล่าว จำเลยเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยด้วยในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์และเอกสารโดยมีเจตนาเพื่อเบียดบังเอาเงินของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านที่มอบหมายให้จำเลยนำไปชำระหนี้กองทุนหมู่บ้านไปเป็นประโยชน์ส่วนตนลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจยื่นฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกันได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยให้นับโทษต่อรวมแล้วเกิน 20 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว หากปรากฏว่าการนับโทษต่อขัดต่อ ป.อ. มาตรา 91 (1) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีคำสั่งแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ให้ถูกต้องได้ ไม่เป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะเป็นเรื่องการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268, 352 ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4186/2546 ถึง 4207/2546, 52/2547 ถึง 54/2547 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 121/2547 ถึง 127/2547 และ 155/2547 ถึง 157/2547 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 9,540 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 265 และ 268 วรรคแรก ประกอบ มาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 9 เดือน ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิที่จำเลยปลอมนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 9 กระทง เป็นจำคุก 54 เดือน รวมเป็นจำคุก 63 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 31 เดือน 15 วัน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 153/2547 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 114/2547 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 155/2547 และ 156/2547 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ และที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่นๆ อีก ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้นับโทษต่อแล้ว จึงให้ยกคำขอ ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 9,540 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง

จำเลยยื่นคำร้องว่า ก่อนคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว 35 คดี รวมจำคุก 10 ปี 326 เดือน 15 วัน โดยนับโทษต่อกันทุกคดี รวมคดีนี้แล้วเป็นจำคุก 10 ปี 358 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4186/2546 ถึง 4207/2546, 52/2547 ถึง 54/2547 และ 105/2547 ถึง 114/2547 ของศาลชั้นต้น คดีนี้กับอาญา 35 คดีดังกล่าวเป็นคดีที่มีลักษณะแห่งคดีและความผิดอย่างเดียวกัน แต่โจทก์แยกฟ้องเป็นรายสำนวนและศาลชั้นต้นมิได้สั่งรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกในคดีก่อนที่ศาลนับโทษต่อกันครบ 20 ปี แล้ว จึงไม่อาจนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 114/2547 ของศาลชั้นต้น ขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดคดีนี้ให้จำเลยใหม่ โดยนับโทษคดีนี้นับแต่วันมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดเสียใหม่ โดยไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 114/2547 ของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 114/2547 ของศาลชั้นต้นได้นั้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมาแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ว่า คดีนี้กับคดีอาญา 35 คดีดังกล่าวซึ่งรวมถึงคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 114/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยกระทำความผิดในขณะเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทรรับมอบเงินจากชาวบ้านที่ชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนหมูบ้านบางไทร แล้วจำเลยยักยอกเงินดังกล่าวไป โดยปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิที่จำเลยปลอมขึ้นเป็นหลักฐานการชำระเงินกู้ยืมคืน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญา 35 คดีดังกล่าว โดยนับโทษต่อกันครบ 20 ปีแล้ว เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้และคดีอาญา 35 คดีดังกล่าว จำเลยเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทยซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยด้วยในทุกคดีโดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทรกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์และเอกสาร โดยมีเจตนาเพื่อเบียดบังเอาเงินของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านบางไทรที่มอบหมายให้จำเลยนำไปชำระหนี้กองทุนหมู่บ้านบางไทรไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจยื่นฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกันได้ คดีนี้และคดีอาญา 35 คดีดังกล่าวจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปีไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาและออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่โดยไม่ให้นับโทษต่อจากโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 114/2547 ของศาลชั้นต้น เป็นการแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 114/2547 ของศาลชั้นต้น รวมแล้วเกิน 20 ปี จนคดีถึงที่สุดแล้วก็ตามหากปรากฏว่าการนับโทษต่อดังกล่าวขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีคำสั่งแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ให้ถูกต้อง เป็นนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลยแดงที่ 114/2547 ของศาลชั้นต้นได้ ไม่เป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องการบังคับคดีที่ศาลจะต้องออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่โดยไม่นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 114/2547 ของศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 190
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายสุรพลหรือโก๊ะ พานทอง
ชื่อองค์คณะ
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2550
#268038
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนโดยเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยที่ว่าผู้รับมอบฉันทะของทนายจำเลยจดวัดนัดผิดพลาดฟังไม่ขึ้น ทั้งคำร้องของจำเลยมิได้แสดงข้อคัดค้านโดยชัดแจ้งซึ่งคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 207 ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยเพียงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นเพื่อให้จำเลยมีโอกาสนำพยานเข้าไต่สวนโดยไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยแพ้คดีโดยขาดนัดพิจารณา จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามมาตรา 229

คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยกล่าวเพียงว่า การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียว ทำให้จำเลยเสียเปรียบหากจำเลยมีโอกาสนำพยานเข้าสืบหลังจากโจทก์สืบพยานเสร็จแล้วย่อมมีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป มิได้กล่าวว่าจำเลยมีพยานหลักฐานอย่างใดที่จะนำมาหักพยานโจทก์อันจะแสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่แล้วตนอาจเป็นฝ่ายชนะ จึงเป็นคำร้องที่มิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวบกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบมาตรา 207 ถือว่าเป็นคำร้องที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาโดยจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 80,286,669 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ในต้นเงิน 74,310,000 บาท นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดบนที่ดินที่ได้จำนองโจทก์ไว้ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ดังกล่าวให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสองมิได้จงใจขาดนัดพิจารณา เนื่องจากผู้รับมอบฉันทะของทนายจำเลยทั้งสองจำวันนัดผิดพลาด หากจำเลยทั้งสองได้มีโอกาสนำพยานเข้าสืบหลังจากโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว ย่อมมีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องของจำเลยทั้งสองมิได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองมีข้อต่อสู้อย่างไร และมีข้อคัดค้านคำพิพากษาอย่างไร อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนี้ใหม่จะทำให้จำเลยทั้งสองชนะคดี จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบ และตามคำให้การของจำเลยทั้งสองไม่มีประเด็นที่จะนำสืบให้มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพาษาได้ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องเพื่อประวิงคดีมิให้โจทก์บังคับคดีขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่าจำเลยทั้งสองมิได้จงใจที่จะยื่นอุทธรณ์โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและมิใช่เป็นความผิดของจำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสั่งให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลภายในกำหนดเวลาที่ศาลมีคำสั่งเสียก่อนนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนคำร้องของจำเลยทั้งสองโดยเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยทั้งสองที่ว่าผู้รับมอบฉันทะของทนายจำเลยทั้งสองจดวันนัดผิดพลาดฟังไม่ขึ้น ทั้งคำร้องของจำเลยทั้งสองมิได้แสดงข้อคัดค้านโดยชัดแจ้งซึ่งคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 207 เป็นคำร้องที่ไม่ชอบให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น โดยเพียงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นเพื่อให้จำเลยทั้งสองมีโอกาสนำพยานเข้าไต่สวนคำร้องดังนี้ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแม้หากศาลอุทธรณ์เห็นชอบด้วย ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะพิพากายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่และมีคำสั่งต่อไปตามรูปคดีเท่านั้น โดยไม่มีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยทั้งสองแพ้คดีโดยขาดนัดพิจารณาจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นตามประมวลกฎหมายวีธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีคู่ความ ฝ่ายใดฎีกา แต่เนื่องจากคดีพอวินิจฉัยได้ เพื่อมิให้ล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยทั้งสองกล่าวเพียงว่า การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาของโจทก์ไปฝ่ายเดียว ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบหากจำเลยทั้งสองมีโอกาสนำพยานเข้าสืบหลังจากโจทก์สืบพยานเสร็จแล้วย่อมมีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปมิได้กล่าวว่าจำเลยทั้งสองมีพยานหลักฐานอย่างใดที่จะนำมาหักล้างพยานโจทก์อันจะแสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่แล้วตนอาจเป็นฝ่ายชนะจึงเป็นคำร้องที่มิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 199 จัตวา วรรคสอง ประกอบมาตรา 207 ถือว่าเป็นคำร้องที่ไม่ชอบดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและเป็นคำร้องที่ไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ ที่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ และให้บังคับตามศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 จัตวา ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — บริษัทไทยวิจัยพัฒนา จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
รัตน กองแก้ว
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 832/2550
#272594
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 229 ใช้บังคับแก่การอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งในทุกกรณี หาได้ใช้บังคับเฉพาะการอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้นไม่ แม้เป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา ผู้อุทธรณ์ก็อยู่ในบังคับต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์เช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ของคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีซึ่งเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาเท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและทำการสืบพยานจำเลยทั้งสามต่อไป การอุทธรณ์เช่นนี้ย่อมมีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรง จำเลยที่ 3 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 มา ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ย่อมจะต้องอยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่จะต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 3 ทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งเฉพาะของจำเลยที่ 3

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 3 เพราะเหตุจำเลยที่ 3 ไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์นั้นด้วย..." บทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแก่การอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งในทุกกรณี หาได้ใช้บังคับเฉพาะการอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้นไม่ แม้เป็นคำสั่ในระหว่างพิจารณา ผู้อุทธรณ์ก็อยู่ในบังคับต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์เช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีซึ่งเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาเท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและทำการสืบพยานจำเลยทั้งสามต่อไป การอุทธรณ์เช่นนี้ย่อมมีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรง จำเลยที่ 3 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 มา ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่รับวินิจฉัยให้แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ย่อมจะต้องอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่จะต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 3 ทั้งหมด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 วรรคหนึ่ง ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทลำปางสตีลฟาบริเคชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สมศักดิ์ เนตรมัย
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 829/2550
#267897
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "คำสั่งของศาลตามมาตรานี้" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 307 วรรคสอง มีความหมายว่า หากมีกรณียื่นคำร้องตามมาตรา 307 วรรคหนึ่งแล้ว คำสั่งใด ๆ ที่เกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งศาลตามมาตรานี้" ทั้งสิ้น เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนคำร้องขอตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ อ้างว่าจำเลยที่ 2 ป่วย จึงเป็นคำร้องตามมาตรา 307 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จึงเป็นที่สุด ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 307 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,697,187.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศโจทก์ ของต้นเงิน 2,195,971.01 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 ธันวาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 631, 633, 634, 635 และ 636 ตำบลหนองตาแต้ม อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวจำนวน 1,202,422.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศโจทก์ ของต้นเงิน 976,965.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 101 ตำบลหนองตาแต้ม (เขาน้อย) อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเพื่อนำออกขายทอดตลาด

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เพื่อมอบเงินรายได้ทั้งหมดหรือบางส่วนต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแทนการสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 วรรคหนึ่ง ครั้นถึงวันนัดไต่สวนคำร้อง ทนายความจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าจำเลยที่ 2 ท้องเสียเนื่องจากอาหารเป็นพิษ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ยกคำร้อง และถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานมาสืบให้เห็นว่ากรณีมีเหตุสมควรตั้งผู้จัดการทรัพย์สิน จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองเพื่อนำออกขายทอดตลาด จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำร้องและนัดไต่สวน เมื่อถึงวันนัดไต่สวนนัดแรก ทนายความจำเลยที่ 2 นำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเลื่อนคดีและคำร้องขอตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า "คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" ซึ่งคำว่า "คำสั่งของศาลตามมาตรานี้" มีความหมายว่า หากมีกรณียื่นคำร้องตามมาตรา 307 วรรคหนึ่งแล้ว คำสั่งใด ๆ ที่เกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวย่อมอยู่ในความหมายของคำว่า "คำสั่งของศาลตามมาตรานี้" ในบทบัญญัติในวรรคสองทั้งสิ้น เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนคำร้องขอตั้งผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ อ้างว่าจำเลยที่ 2 ป่วย เช่นนี้ จึงเป็นคำร้องตามมาตรา 307 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงเป็นที่สุด ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 307 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 307
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเฉลิม รูปเล็ก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 828/2550
#267853
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์พร้อมกับทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ดังกล่าวกับขอให้บังคับจำนอง ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยอ้างว่า ภาระหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์ตามฟ้องเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ แต่โจทก์ไม่โอนให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยภายในกำหนดเวลาที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยบริหารสินทรัพย์ไทยกำหนด โจทก์ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ขอให้บังคับโจทก์นำเงินค่าชดเชยมาหักชำระหนี้ของจำเลยดังกล่าว แม้ข้ออ้างของจำเลยตามฟ้องแย้งจะเกี่ยวกับหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์ตามฟ้อง แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยหรือไม่นั้นเป็นคนละส่วนกับมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องคดีเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกัน ชอบที่จะนำไปฟ้องเป็นต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2539 จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์รวมเป็นเงิน 7,000,000 บาท จำเลยได้จำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวและยอมให้โจทก์ทำสัญญาประกันภัยหลักทรัพย์ที่จำนองโดยจำเลยเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันและโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2543 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ยอมรับว่าจำเลยค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 11,684,968.89 บาท และทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อขยายเวลาชำระหนี้ แต่จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัด รวมหนี้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 9,865,718.16 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,865,718.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,276,600 บาท และชำระดอกเบี้ยค่าประกันภัยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,466.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้บังคับจำนองโดยขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามฟ้อง ดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองเป็นโมฆะ โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ชอบ ภาระหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพประเภทสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญ โจทก์มีหน้าที่ต้องโอนให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยภายในเวลาที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกำหนดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของจำเลยจากโจทก์ และจำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว ต่อมาบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบกำหนดวันรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของจำเลยวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 กรณีดังกล่าวเป็นการบอกกล่าวการโอนตามกฎหมายแล้ว บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงได้ไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งหมดสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแล้วจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดี การที่โจทก์ไม่โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามคำสั่งของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นรายวัน วันละ 500,000 บาท และต้องนำเงินดังกล่าวมาลดหย่อนหนี้ของจำเลย เมื่อโจทก์จงใจทำผิดกฎหมายโดยนำคดีมาฟ้องหลังจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกำหนดวันรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของจำเลยเป็นเวลา 51 วัน โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 25,500,000 บาท และต้องเสียค่าชดเชยนับถัดจากวันฟ้องวันละ 500,000 บาท จนกว่าโจทก์จะถอนฟ้อง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์นำเงินค่าชดเชยมาชำระหนี้ของจำเลย และปลดจำนองที่ดินทุกแปลงพร้อมกับคืนโฉนดที่ดินทั้งหมดให้แก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งไม่รับเนื่องจากไม่เกี่ยวกับฟัองเดิม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องแย้งเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามฟ้องเดิมเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์พร้อมกับทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์เพื่อขยายเวลาชำระหนี้ แต่จำเลยผิดนัด ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ดังกล่าวกับขอให้บังคับจำนอง ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องอ้างว่า ภาระหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์ตามฟ้องเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพประเภทจัดชั้นสงสัยจะสูญแต่โจทก์ไม่โอนให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยภายในกำหนดเวลาที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกำหนด โจทก์ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ขอให้บังคับโจทก์นำเงินค่าชดเชยมาหักชำระหนี้ของจำเลยดังกล่าว แม้ข้ออ้างของจำเลยตามฟ้องแย้งจะเกี่ยวกับหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์ตามฟ้อง แต่ก็เป็นเรื่องขอให้โจทก์รับผิดจ่ายค่าชดเชยเพราะเหตุไม่โอนหนี้ดังกล่าวให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามกฎหมายซึ่งการกระทำของโจทก์ดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยหรือไม่นั้นเป็นคนละส่วนกับมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องคดีเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกัน ชอบที่จะนำคดีไปฟ้องร้องเป็นอีกกรณีหนึ่งต่างหาก ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมเดช รื่นรวย
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 828/2550
#273637
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามฟ้องเดิมเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์พร้อมกับทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์เพื่อขยายเวลาชำระหนี้ แต่จำเลยผิดนัด ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ดังกล่าวกับขอให้บังคับจำนอง ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องอ้างว่า ภาระหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์ตามฟ้องเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพประเภทจัดชั้นสงสัยจะสูญ แต่โจทก์ไม่โอนให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยภายในกำหนดเวลาที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกำหนด โจทก์ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯ ขอให้บังคับโจทก์นำเงินค่าชดเชยมาหักชำระหนี้ของจำเลยดังกล่าว แม้ข้ออ้างของจำเลยตามฟ้องแย้งจะเกี่ยวกับหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์ตามฟ้อง แต่ก็เป็นเรื่องขอให้โจทก์รับผิดจ่ายค่าชดเชยเพราะเหตุไม่โอนหนี้ดังกล่าวให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามกฎหมาย ซึ่งการกระทำของโจทก์ดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยหรือไม่นั้นเป็นคนละส่วนกับมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องคดีเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกัน ชอบที่จะนำคดีไปฟ้องร้องเป็นอีกกรณีหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ จำเลยได้จำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวและยอมให้โจทก์ทำสัญญาประกันภัยหลักทรัพย์ที่จำนองโดยจำเลยเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยและโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ต่อมาจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ยอมรับว่าจำเลยค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 11,684,968.89 บาท และทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อขยายเวลาชำระหนี้ แต่จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัด ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,865,718.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,276,600 บาท และชำระดอกเบี้ยค่าประกันภัยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,466.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้บังคับจำนองโดยขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ

จำเลยให้การแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามฟ้อง ดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองเป็นโมฆะ โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ชอบ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นเอกสารปลอมและไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ภาระหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพประเภทสินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญ โจทก์มีหน้าที่ต้องโอนให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยภายในเวลาที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกำหนดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของจำเลยจากโจทก์ และจำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว ต่อมาบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบกำหนดวันรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของจำเลย กรณีดังกล่าวถือเป็นการบอกกล่าวการโอนตามกฎหมายแล้ว บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงได้ไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งหมดสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแล้วจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดี การที่โจทก์ไม่โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามคำสั่งของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นรายวัน วันละ 500,000 บาท และต้องนำเงินดังกล่าวมาลดหย่อนหนี้ของจำเลย เมื่อโจทก์จงใจทำผิดกฎหมายโดยนำคดีมาฟ้องหลังจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกำหนดวันรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของจำเลยเป็นเวลา 51 วัน โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 25,500,000 บาท และต้องเสียค่าชดเชยนับถัดจากวันฟ้องวันละ 500,000 บาท จนกว่าโจทก์จะถอนฟ้อง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์นำเงินค่าชดเชยมาชำระหนี้ของจำเลย และปลดจำนองที่ดินทุกแปลงพร้อมกับคืนโฉนดที่ดินทั้งหมดให้แก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ คำให้การเพิ่มเติม ส่วนฟ้องแย้งไม่รับเนื่องจากไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องแย้งเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามฟ้องเดิมเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์พร้อมกับทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์เพื่อขยายเวลาชำระหนี้ แต่จำเลยผิดนัด ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ดังกล่าวกับขอให้บังคับจำนอง ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องอ้างว่าภาระหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์ตามฟ้องเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพประเภทจัดชั้นสงสัยจะสูญ แต่โจทก์ไม่โอนให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยภายในกำหนดเวลาที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยกำหนด โจทก์ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ขอให้บังคับโจทก์นำเงินค่าชดเชยมาหักชำระหนี้ของจำเลยดังกล่าว แม้ข้ออ้างของจำเลยตามฟ้องแย้งจะเกี่ยวกับหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์ตามฟ้อง แต่ก็เป็นเรื่องขอให้โจทก์รับผิดจ่ายค่าชดเชยเพราะเหตุไม่โอนหนี้ดังกล่าวให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามกฎหมาย ซึ่งการกระทำของโจทก์ดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยหรือไม่นั้นเป็นคนละส่วนกับมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องคดีเดิมที่จะรวมพิจารณาพิพากษาไปในคดีเดียวกัน ชอบที่จะนำคดีไปฟ้องร้องเป็นอีกกรณีหนึ่งต่างหาก ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมเดช รื่นรวย
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2550
#267896
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 โดยอาศัยมูลหนี้ที่ ต. ได้นำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้จาก บ. เจ้าของรถยนต์ไปจอดในบริเวณโรงแรมของจำเลยที่ 1 แล้วเข้าพักในโรงแรม ต่อมารถยนต์หายไป จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมต้องรับผิดในความสูญหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 674 ซึ่งมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่คนเดินทางหรือแขกอาศัยออกไปจากสถานที่นั้นตามมาตรา 678 แม้โจทก์จะอ้างว่า ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาและมีคำขอให้คืนรถยนต์แต่โจทก์ก็ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมเท่านั้น จึงไม่ใช่เป็นการฟ้องในมูลละเมิดที่มีอายุความ 1 ปี เมื่อเหตุรถยนต์สูญหายเกิดขึ้นวันที่ 2 สิงหาคม 2540 โจทก์รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยตามมาตรา 880 มาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้จากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2541 เกินกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่ ต. ออกจากโรงแรมของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2540 เวลาประมาณ 0.30 นาฬิกา ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย นางสาวตติยา คำแดง ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ค-7908 ชลบุรี ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปเข้าพักที่โรงแรมสวัสดีเพลซ ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกิจการ และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 พานางสาวตติยานำรถยนต์ไปจอดไว้บริเวณที่จอดรถในบริเวณโรงแรมและรับรถอยู่ในความอารักขาตามหน้าที่ ครั้นเวลา 8 นาฬิกา นางสาวตติยาตื่นขึ้นมาพบว่ารถยนต์หายไป ทั้งนี้ โดยลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาในฐานะเจ้าสำนักโรงแรม ทำให้คนร้ายลักรถยนต์ไป โจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายบุญส่ง ออสุคนธ์ ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์ไป 190,000 บาท จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชำระเงิน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า นางสาวตติยา คำแดง ออกจากโรงแรมของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 3 สิงหาคม 2541 เกินกว่า 6 เดือน นับแต่คนเดินทางหรือแขกพักอาศัยออกไปจากสถานที่เข้าพักนั้น ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 678 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ค-7908 ชลบุรี เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2540 เวลา 0.30 นาฬิกา ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย นางสาวตติยา คำแดง ได้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปจอดบริเวณที่จอดรถภายในโรงแรมสวัสดีเพลซของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันเดียวกันเวลา 8 นาฬิกา พบว่ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายไป โจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วเป็นเงิน 190,000 บาท และคดีระหว่างโจทกับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 โดยอาศัยมูลหนี้ที่นางสาวตติยาได้นำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปจอดในบริเวณโรงแรมของจำเลยที่ 1 แล้วเข้าพักในโรงแรม ต่อมารถยนต์คันดังกล่าวหายไป จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมต้องรับผิดในความสูญหายของรถยนต์ที่ผู้พักอาศัยพามาจึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 ซึ่งการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้มีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่คนเดินทางหรือแขกอาศัยออกไปจากสถานที่นั้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 678 แม้โจทก์จะอ้างคำฟ้องว่า ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาและมีคำขอให้คืนรถยนต์แต่โจทก์ก็ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมเท่านั้น จึงไม่ใช่เป็นการฟ้องในมูลละเมิดที่มีอายุความ 1 ปี ดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า เหตุรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยสูญหาย เกิดขึ้นวันที่ 2 สิงหาคม 2540 หลังเกิดเหตุนางสาวตติยา ผู้นำรถคันที่สูญหายเข้าพักโรงแรมได้ออกจากโรงแรมของจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกัน โจทก์รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยตามบทบัญญัติมาตรา 880 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้จากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2541 เกินกำหนด 6 เดือนนับแต่นางสาวตติยาคนเดินทางหรือแขกอาศัยได้ออกจากโรงแรมของจำเลยที่ 1 แล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 674 ม. 678 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสวัสดีเพลซ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2550
#268449
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 โดยอาศัยมูลหนี้ที่ ต. ได้นำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปจอดในบริเวณโรงแรมของจำเลยที่ 1 แล้วเข้าพักในโรงแรม ต่อมารถยนต์คันดังกล่าวหายไป จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมต้องรับผิดในความสูญหายของรถยนต์ที่ผู้พักอาศัยพามาจึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใดๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามาตาม ป.พ.พ. มาตรา 674 ซึ่งการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้มีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่คนเดินทางหรือแขกอาศัยออกไปจากสถานที่นั้นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 678 แม้โจทก์จะอ้างคำฟ้องว่าลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาและมีคำขอให้คืนรถยนต์แต่โจทก์ก็ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมเท่านั้น จึงไม่ใช่เป็นการฟ้องในมูลละเมิดที่มีอายุความ 1 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชำระเงิน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันรถยนต์หมายเลขทะเบียน ค - 7908 ชลบุรี เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2540 เวลา 0.03 นาฬิกา ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัย นางสาวตติยา คำแดง ได้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปจอดบริเวณที่จอดรถภายในโรงแรมสวัสดีเพลซของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันเดียวกัน เวลา 8 นาฬิกา พบว่ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายไป โจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วเป็นเงิน 190,000 บาท และคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 โดยอาศัยมูลหนี้ที่นางสาวตติยาได้นำรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปจอดในบริเวณโรงแรมของจำเลยที่ 1 แล้วเข้าพักโรงแรม ต่อมารถยนต์คันดังกล่าวหายไป จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าสำนักโรงแรม ต้องรับผิดในความสูญหายของรถยนต์ที่ผู้พักอาศัยพามาจึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใดๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 ซึ่งการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้มีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่คนเดินทางหรือแขกอาศัยออกไปจากสถานที่นั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 678 แม้โจทก์จะอ้างคำฟ้องว่า ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาและมีคำขอให้คืนรถยนต์แต่โจทก์ก็ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมเท่านั้น จึงไม่ใช่เป็นการฟ้องในมูลละเมิดที่มีอายุความ 1 ปี ดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า เหตุรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยสูญหาย เกิดขึ้นวันที่ 2 สิงหาคม 2540 หลังเกิดเหตุนางสาวตติยา ผู้นำรถคันที่สูญหายเข้าพักโรงแรมได้ออกจากโรงแรมของจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกัน โจทก์รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยตามบทบัญญัติ มาตรา 880 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญหายของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้จากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2541 เกินกำหนด 6 เดือนนับแต่นางสาวตติยาคนเดินทางหรือแขกอาศัยได้ออกจากโรงแรมของจำเลยที่ 1 แล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 674 ม. 678
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสวัสดีเพลซ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2550
#267630
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 เป็นปู่ของโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ท. และจำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวร่วมกับกรรมการอีก 2 คน คือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ชดใช้เงินให้แก่บริษัท มิได้ให้ชดใช้เงินให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นการส่วนตัว ทั้งจำนวนเงินตามฟ้อง หากรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวหา ก็เป็นเงินของบริษัท มิใช่เงินของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1562

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ที.พี.เอ็น.อินดัสเตรียล จำกัด จำเลยทั้งสามเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าว ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระเงินผลกำไรจำนวน 64,000,000 บาทเศษ ดังกล่าวคืนให้แก่บริษัทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่บริษัท ที.พี.เอ็น.อินดัสเตรียล จำกัด จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งทำนองเดียวกันในหลายประเด็น ประเด็นหนึ่งอ้างว่า จำเลยที่ 1 มีศักดิ์เป็นปู่ของโจทก์ทั้งสอง ฟ้องของโจทก์ทั้งสองเฉพาะจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีอุทลุม โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นทำการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาดังกล่าวว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นคดีอุทลุม โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองเฉพาะจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสามต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้..." อันเป็นบทบัญญัติตัดสิทธิห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดฟ้องบุพการีของตน จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 โดยระบุว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ที.พี.เอ็น. อินดัสเตรียล จำกัด จำนวนคนละ 3,000 หุ้น และจำเลยทั้งสามอาศัยตำแหน่งหน้าที่ในฐานะเป็นกรรมการของบริษัท ร่วมกันจงใจทำหลักฐานอันเป็นเท็จว่า บริษัทเป็นหนี้เงินกู้ยืมจากกรรมการนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 รวมเป็นเงิน 64,120,132.28 บาท เท่ากับยอดเงินผลกำไรสุทธิจากการดำเนินกิจการของบริษัททั้งสิ้น ซึ่งจำเลยทั้งสามมีหน้าที่ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาแจกเป็นเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น และจัดสรรเป็นทุนสำรองของบริษัทแต่จำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวเพื่อนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 64,120,132.28 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท ที.พี.เอ็น อินดัสเตรียล จำกัด โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ที.พี.เอ็น อินดัสเตรียล จำกัด และจำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวร่วมกับกรรมการอีก 2 คน คือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ชดใช้เงินให้แก่บริษัท มิได้ให้ชดใช้เงินให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นการส่วนตัว ทั้งจำนวนเงินตามฟ้อง หากรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวหาก็เป็นเงินของบริษัท มิใช่เงินของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1562
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวธมลวรรณ พฤกษ์สถาพร กับพวก
จำเลย — นายกิตติ พฤกษ์สถาพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชาย พวงภู่
ศาลอุทธรณ์ — นายกานต์ วงศ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2550
#268444
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1562 บัญญัติว่า ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้..." อันเป็นบทบัญญัติตัดสิทธิห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดฟ้องบุพการีของตน จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 โดยระบุว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท และจำเลยทั้งสามเป็นกรรมการของบริษัท จำเลยทั้งสามอาศัยตำแหน่งหน้าที่ในฐานะเป็นกรรมการของบริษัท ร่วมกันจงใจทำหลักฐานอันเป็นเท็จว่า บริษัทเป็นหนี้เงินกู้ยืมจากกรรมการ เพื่อนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่บริษัท โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท และจำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวร่วมกันกรรมการอีก 2 คน คือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ชดใช้เงินให้แก่บริษัท มิได้ให้ชดใช้เงินให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นการส่วนตัว ทั้งจำนวนเงินตามฟ้องหากรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวหาก็เป็นเงินของบริษัทมิใช่เงินของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทที.พี.เอ็น. อินดัสเตรียล จำกัด จำเลยทั้งสามเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้พ้นจากการเป็นกรรมการของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2543 ทางบริษัทมียอดเงินกำไรสุทธิจากการดำเนินกิจการ 64,000,000 บาทเศษ ซึ่งจำเลยทั้งสามมีหน้าที่ที่จะต้องนำผลกำไรดังกล่าวมาแจกเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งรวมถึงโจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสามกลับทำหลักฐานเป็นเท็จว่าบริษัทได้กู้ยืมเงินจากจำเลยทั้งสามเท่ากับจำนวนเงินที่บริษัทมียอดผลกำไรซึ่งบริษัทมิได้ดำเนินการเรียกร้องหรือฟ้องร้องจำเลยทั้งสามให้ส่งมอบเงินผลกำไรคืนแก่บริษัท นางศิริพร พฤกษ์สถาพร ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม จึงยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสามชำระเงินผลกำไรจำนวน 64,000,000 บาทเศษ ดังกล่าวคืนให้แก่บริษัทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่บริษัทที.พี.เอ็น. อินดัสเตรียล จำกัด จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งทำนองเดียวกันในหลายประเด็น ประเด็นหนึ่งอ้างว่า จำเลยที่ 1 มีศักดิ์เป็นปู่ของโจทก์ทั้งสองฟ้องของโจทก์ทั้งสองเฉพาะจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีอุทลุม โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นเห็นว่า หากได้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ก่อนแล้ว จะทำให้ประเด็นสำคัญแห่งคดีข้อนี้เสร็จสิ้นไปได้ จึงทำการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นปัญหาดังกล่าวว่าฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นคดีอุทลุม โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองเฉพาะจำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสามต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 เป็นปู่ของโจทก์ทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ทั้งสองต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 บัญญัติว่า "ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้..." อันเป็นบทบัญญัติตัดสิทธิห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดฟ้องบุพการีของตน จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อคดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 โดยระบุว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ที.พี.เอ็น. อินดัสเตรียล จำกัด จำนวนคนละ 3,000 หุ้น และจำเลยทั้งสามเป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวเมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 จำเลยทั้งสามอาศัยตำแหน่งหน้าที่ในฐานะเป็นกรรมการของบริษัท ร่วมกันจงใจทำหลักฐานอันเป็นเท็จว่า บริษัทเป็นหนี้เงินกู้ยืมจากกรรมการนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 รวมเป็นเงิน 64,120,132.28 บาท เท่ากับยอดเงินผลกำไรสุทธิจากการดำเนินกิจการของบริษัททั้งสิ้น ซึ่งจำเลยทั้งสามมีหน้าที่ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาแจกเป็นเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น และจัดสรรเป็นทุนสำรองของบริษัทแต่จำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าว เพื่อนำเงินไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 64,120,132.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท ที.พี.เอ็น. อินดัสเตรียล จำกัด โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ที.พี.เอ็น. อินดัสเตรียล จำกัด และจำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวร่วมกับกรรมการอีก 2 คน คือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ชดใช้เงินให้แก่บริษัท มิได้ให้ชดใช้เงินให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นการส่วนตัว ทั้งจำนวนเงินตามฟ้อง หากรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวหาก็เป็นเงินของบริษัทมิใช่เงินของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1562
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวธมลวรรณ พฤกษ์สถาพร กับพวก
จำเลย — นายกิตติ พฤกษ์สถาพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819 -ที่ 820/2550
#272064
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำเลยฐานผิดสัญญาสัมปทานที่ป่าไม้เขตซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ระงับการทำป่าไม้ชายเลนเป็นการชั่วคราวตั้งแต่ปี 2539 เป็นการผิดสัญญาและทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าชดเชยความเสียหายแก่โจทก์และคืนเงินประกันแก่โจทก์ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินชดเชยและเรียกเงินประกันคืนหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีมีมติใหม่ให้ผู้ได้รับสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนต่อไปได้ โจทก์สามารถทำไม้ป่าชายเลนต่อไปจนสิ้นอายุสัมปทาน ขณะฟ้องคดีนี้อายุสัมปทานของโจทก์ยังคงมีอยู่ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องเงินชดเชยความเสียหายและเงินประกันความเสียหายตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนได้แล้วพิพากษายกฟ้อง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณาเข้าด้วยกันโดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนที่สองว่าโจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า จำเลยเป็นกระทรวงมีฐานเป็นนิติบุคคลมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการป่าไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2529 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2529 จำเลยให้สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนแก่โจทก์ที่ 1 ในป่าโครงการเกาะลูดู (กบ.45) ตำบลห้วยน้ำขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 3,767 ไร่ มีกำหนด 15 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2529 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544 และแก่โจทก์ที่ 2 ในป่าโครงการคลองลัดบ่อแหน (กบ.31) ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 3,016 ไร่ มีกำหนด 15 ปี ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 ต่อมาปลายปี 2539 โจทก์ทั้งสองได้รับแจ้งด้วยวาจาจากป่าไม้เขตนครศรีธรรมราชและป่าไม้จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลการทำไม้ป่าชายเลนของโจทก์และเป็นตัวแทนของจำเลยอ้างว่าจำเลยมีคำสั่งให้ระงับการทำไม้ป่าชายเลนของโจทก์ทั้งสองเป็นการชั่วคราวพร้อมทั้งประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ หากโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่งห้าม การกระทำของตัวแทนจำเลยที่ได้กระทำตามอำนาจหน้าที่ที่จำเลยมอบหมายทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่สามารถทำไม้ป่าชายเลนได้ อายุสัมปทานของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีอายุถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 และวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 จึงเป็นการผิดสัญญาที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองประสงค์จะขอรับเงินชดเชยความเสียหายจากอธิบดีกรมป่าไม้ ตามมาตรา 68 อัฏฐ แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ จึงได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้แทนจำเลยให้ดำเนินการแจ้งคำสั่งระงับการทำไม้ป่าชายเลนเป็นการชั่วคราวให้โจทก์ทราบเป็นหนังสือแต่จำเลยไม่ยอมดำเนินการใด ๆ โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ทั้งสองได้รับเงินชดเชยความเสียหาย ผลของการผิดสัญญาของจำเลยที่สั่งระงับการทำไม้ก่อนจะสิ้นอายุสัมปทาน ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายของโจทก์ที่ 1 เป็นเงินจำนวน 1,257,000 บาท และของโจทก์ที่ 2 จำนวน 1,660,520 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าชดเชยความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 1,257,000 บาท กับจำนวน 1,660,520 บาท และคืนเงินประกันแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่เคยมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองหยุดทำกิจการที่ได้รับสัมปทานตามฟ้องเป็นการชั่วคราว ทั้งไม่เคยมอบอำนาจหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นใดมีคำสั่งเช่นว่านั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินชดเชยจากจำเลยและไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งสองเข้าทำไม้สัมปทานก่อนฟ้องเป็นเวลา 10 ปี ผลประโยชน์และรายได้เกินคุ้มเงินลงทุนทั้งหมดที่โจทก์ทั้งสองใช้จ่ายไปแล้ว จึงไม่มีค่าเสียหายใด ๆ ที่จะเรียกร้องจากจำเลยได้อีก ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 68 สัตต ส่วนค่าชดเชยความเสียหายที่เป็นโรงเรือน บ้านพัก เตาเผาถ่าน เรือ แจวเรือไม้ ของโจทก์ที่ 1 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 อันดับที่ 1 ถึง 8 เป็นเงินจำนวน 1,257,000 บาท และของโจทก์ที่ 2 เป็นเงินจำนวน 1,660,520 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 อันดับที่ 1 ถึง 7 ไม่ได้เป็นสิ่งที่โจทก์ทั้งสองทำขึ้นใหม่ แต่ได้รับมอบมาจากผู้ประกอบการคนก่อนที่ได้รับสัมปทานทำไม้มาก่อน โจทก์ที่ 1 ไม่มีความเสียหายจะเรียกร้องได้ หากมีความเสียหายก็ไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับโจทก์ที่ 2 ไม่มีความเสียหายตามอันดับที่ 1 ถึง 7 และที่เรียกค่าเสียหายส่วนอันดับที่ 8 คือตาชั่งน้ำหนักไม้ไม่ใช่ทรัพย์สิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ในการทำสัมปทานไม้ แต่โจทก์ที่ 2 มีไว้เพื่อชั่งน้ำหนักไม้คำนวณจ่ายค่าจ้างคนงานจึงเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2529 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2529 จำเลยให้สัมปทานทำไม้ป่าชายเลนแก่โจทก์ที่ 1 ในป่าโครงการเกาะลูดู (กบ.45) ตำบลห้วยน้ำขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 3,767 ไร่ มีกำหนด 15 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2529 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544 และแก่โจทก์ที่ 2 ในป่าโครงการคลองลัดบ่อแหน (กบ.31) ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ 3,016 ไร่ มีกำหนด 15 ปี ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2529 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 ต่อมาปลายปี 2539 โจทก์ทั้งสองได้รับแจ้งด้วยวาจาจากป่าไม้เขตนครศรีธรรมราชและป่าไม้เขตจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลการทำไม้ป่าชายเลนของโจทก์และเป็นตัวแทนของจำเลย อ้างว่าจำเลยมีคำสั่งให้ระงับการทำไม้ป่าชายเลนของโจทก์ทั้งสองเป็นการชั่วคราวพร้อมทั้งประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ หากโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่งห้าม ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2543 สำนักงานป่าไม้เขตนครศรีธรรมราชแจ้งโจทก์ทั้งสองว่าอธิบดีกรมป่าไม้มีวิทยุสั่งการให้โจทก์ทั้งสองสามารถทำสัมปทานไม้ป่าชายเลนต่อไปได้จนกว่าจะหมดอายุสัมปทาน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า มีเหตุย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายฐานผิดสัญญาสัมปทานที่ป่าไม้เขตจังหวัดนครศรีธรรมราชและป่าไม้เขตจังหวัดกระบี่ซึ่งมีหน้าที่ดูแลการทำไม้ป่าชายเลนของโจทก์ทั้งสองและเป็นตัวแทนของจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสองระงับการทำไม้ป่าชายเลนทั้งสองเป็นการชั่วคราวตั้งแต่ปี 2539 เป็นการผิดสัญญาและทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าชดเชยความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง และคืนเงินประกันแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 10,000 บาท แต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวว่าการกระทำนั้นเป็นการผิดสัญญาหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองมีสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยความเสียหายและเรียกเงินประกันคืนจากจำเลยได้หรือไม่ กลับไปวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีมีมติใหม่เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 ให้ผู้ได้รับสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนต่อไปได้ จำเลยซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการยกเลิกการให้สัมปทานไม้ป่าชายเลนหรือมีคำสั่งให้ระงับการทำไม้เป็นการชั่วคราวตามมาตรา 68 ทวิ ย่อมเป็นอันหมดไป โจทก์ทั้งสองสามารถทำสัมปทานไม้ป่าชายเลนต่อไปจนสิ้นอายุสัมปทานของแต่ละคน ขณะฟ้องคดีนี้วันที่ 28 สิงหาคม 2543 และวันที่ 29 สิงหาคม 2543 อายุสัมปทานของโจทก์ทั้งสองยังคงมีอยู่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจเรียกร้องเงินชดเชยความเสียหายและเงินประกันความเสียหายตามสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนได้แล้วพิพากษายกฟ้อง อันเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการมีคำสั่งด้วยวาจาของป่าไม้เขตจังหวัดนครศรีธรรมราชและป่าไม้เขตจังหวัดกระบี่ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ให้โจทก์ทั้งสองระงับการทำไม้ป่าชายเลนชั่วคราวเป็นการผิดสัญญาและจำเลยต้องชำระเงินชดเชยความเสียหายกับคืนเงินประกันแก่โจทก์ทั้งสอง คำวินิจฉัยและพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองอีก"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดุลย์ อ๋องท่อ กับพวก
จำเลย — กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 815/2550
#267843
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคาร น. ในฐานะผู้รับอาวัลได้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่สำนักงานพระคลังข้างที่แล้ว ธนาคาร น. ย่อมได้สิทธิในอันจะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลที่ตนได้ประกันไว้ตามป.พ.พ. มาตรา 940 วรรคสาม ประกอบด้วย มาตรา 985 และเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เมื่อเจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวมาจากธนาคาร น. เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวภายในอายุความข้างต้นเช่นกัน

ธนาคาร น. ผู้รับอาวัลใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแทนลูกหนี้ไปเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 อันเป็นวันถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วดังกล่าว การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2545 ยังไม่เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงไม่ขาดอายุความ

พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 มาตรา 5 ใช้บังคับแก่บรรดาเจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการที่คณะกรรมการ ปรส. ได้ตั้งขึ้นตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 เท่านั้น เมื่อเจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าว บทบัญญัติมาตรา 5 ข้างต้นจึงไม่มีผลบังคับแก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้จนถึงวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นค่าอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 7,861,002.74 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเจ้าหนี้รายที่ 11 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจึงขาดอายุความ ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 (1) ควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามมาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติได้ว่า ลูกหนี้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่สำนักพระคลังข้างที่สัญญาจะจ่ายเงินจำนวน 3,800,000 บาท ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี โดยมีธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 ลูกหนี้มิได้ชำระเงินให้แก่สำนักงานพระคลังข้างที่เป็นเหตุให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับอาวัลได้ชำระเงินตามตั๋วพร้อมดอกเบี้ยให้แก่สำนักงานพระคลังข้างที่ จำนวน 4,218,000 บาท หลังจากนั้นธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อลูกหนี้ในมูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 และได้มีการบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังลูกหนี้แล้ว ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2545 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติข้างต้น เมื่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับอาวัลได้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่สำนักงานพระคลังข้างที่แล้ว ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ย่อมได้สิทธิในอันจะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลที่ตนได้ประกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 940 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 985 และเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อเจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวมาจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวภายในอายุความข้างต้นเช่นกันข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้รับอาวัลใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแทนลูกหนี้ไปจำนวน 4,218,000 บาท เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 อันเป็นวันถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วดังกล่าว การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2545 ยังไม่เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงไม่ขาดอายุความ คดีมีปัญหาต้องวินิจต่อไปว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงใด เห็นว่า ตามคำขอให้ธนาคารอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.5 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ลูกหนี้ขอให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่สำนักพระคลังข้างที่นั้น มีข้อความระบุว่าหากลูกหนี้ไม่สามารถชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเหตุให้ธนาคารต้องชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแทนไป ลูกหนี้ยอมชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่ธนาคารคิดจากผู้กู้ยืมซึ่งขณะทำสัญญาอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารจ่ายเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานที่เจ้าหนี้นำมาให้การสอบสวนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 24 ต่อปี โดยมิได้มีประกาศของธนาคารดังกล่าวมาแสดงให้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของธนาคารนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดเป็นจำนวนเท่าใด จึงเห็นสมควรกำหนดให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ตามที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินเท่านั้น สำหรับปัญหาที่ว่าเจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ถึงเมื่อใดนั้น เนื่องจากมีพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติไว้มีใจความว่า นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการได้ก่อขึ้นมิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้ โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ซึ่งลูกหนี้เป็นบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 5 ดังกล่าว แต่บทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับบรรดาเจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการที่คณะกรรมการ ปรส. ได้ตั้งขึ้นตามมาตรา 30 แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 เท่านั้น ส่วนกรณีของเจ้าหนี้ได้ความตามคำแก้อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าว ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 5 ข้างต้นจึงไม่มีผลบังคับแก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้จนถึงวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แม้ปัญหานี้จะมิได้ยกขึ้นพิจารณาในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และ 247 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 4,218,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 4,218,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 940
พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 30
ชื่อคู่ความ
นายพนม พละศักดิ์
ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
เจ้าหนี้ — บริษัท เจ.เอส.พี. สยาม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมชาย พงษธา
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 815/2550
#268383
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อธนาคาร น. ในฐานะผู้รับอาวัลได้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่สำนักงานพระคลังข้างที่แล้ว ธนาคาร น. ย่อมได้สิทธิในอันจะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลที่ตนได้ประกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 940 วรรคสาม ประกอบด้วย มาตรา 985 และเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อเจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวมาจากธนาคาร น. เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวภายในอายุความข้างต้นเช่นกัน เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังไม่เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงไม่ขาดอายุความ

พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2)ฯ มาตรา 5 บัญญัติไว้มีใจความว่า นับแต่วันที่ พ.ร.ก. นี้ใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้ โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ซึ่งลูกหนี้เป็นบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 5 ดังกล่าว แต่บทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแก่บรรดาเจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการที่คณะกรรมการ ปรส. ได้ตั้งขึ้นตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ เท่านั้น ส่วนเจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าว ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 5 ข้างต้นจึงไม่มีผลบังคับแก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้จนถึงวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นค่าอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 7,861,002.74 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เจ้าหนี้รายที่ 11 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจึงขาดอายุความ ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 (1) ควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามมาตรา 107 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติได้ว่าลูกหนี้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่สำนักพระคลังข้างที่สัญญาจะจ่ายเงินจำนวน 3,800,000 บาท ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี โดยมีธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินเมื่อถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 ลูกหนี้มิได้ชำระเงินให้แก่สำนักงานพระคลังข้างที่เป็นเหตุให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับอาวัลได้ชำระเงินตามตั๋วพร้อมดอกเบี้ยให้แก่สำนักงานพระคลังข้างที่ จำนวน 4,218,000 บาท หลังจากนั้นธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อลูกหนี้ในมูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 และได้มีการบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังลูกหนี้แล้ว ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2545 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่รับฟังยุติข้างต้น เมื่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับอาวัลได้ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่สำนักงานพระคลังข้างที่แล้ว ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ย่อมได้สิทธิในอันจะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลที่ตนได้ประกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 940 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 985 และเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อเจ้าหนี้ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวมาจากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวภายในอายุความข้างต้นเช่นกันข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้รับอาวัลใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแทนลูกหนี้ไปจำนวน 4,218,000 บาท เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 อันเป็นวันถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วดังกล่าว การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2545 ยังไม่เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงไม่ขาดอายุความ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงใด เห็นว่า ตามคำขอให้ธนาคารอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ลูกหนี้ขอให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่สำนักพระคลังข้างที่นั้น มีข้อความระบุว่าหากลูกหนี้ไม่สามารถชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเหตุให้ธนาคารต้องชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแทนไป ลูกหนี้ยอมชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่ธนาคารคิดจากผู้กู้ยืมซึ่งขณะทำสัญญาอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารจ่ายเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานที่เจ้าหนี้นำมาให้การสอบสวนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 24 ต่อปี โดยมิได้มีประกาศของธนาคารดังกล่าวมาแสดงให้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของธนาคารนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดเป็นจำนวนเท่าใด จึงเห็นสมควรกำหนดให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี ตามที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินเท่านั้น สำหรับปัญหาที่ว่าเจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ถึงเมื่อใดนั้น เนื่องจากมีพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติไว้มีใจความว่า นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ซึ่งลูกหนี้เป็นบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 5 ดังกล่าว แต่บทบัญญัติดังกล่าว มีผลใช้บังคับแก่บรรดาเจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการที่คณะกรรมการ ปรส. ได้ตั้งขึ้นตามมาตรา 30 แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 เท่านั้น ส่วนกรณีของเจ้าหนี้ได้ความตามคำแก้อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าว ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 5 ข้างต้นจึงไม่มีผลบังคับแก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้จนถึงวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แม้ปัญหานี้จะมิได้ยกขึ้นพิจารณาในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5), 246 และ 247 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 4,218,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 4,218,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 940 ม. 985
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 30
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
นายพนม พละศักดิ์ ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัท
เงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
เจ้าหนี้ — บริษัทเจ.เอส.พี สยาม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
สมชาย พงษธา
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2550
#267649
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาเท่านั้น โดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลาง ที่จำเลยฎีกาว่าการตรวจพิสูจน์ผิดพลาด จึงเป็นการโต้เถียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วและเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา อันเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2547 เวลากลางคืน จำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 400 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัดให้แก่นายมนตรี มหาโยธี ในราคา 30,000 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และวันที่ 14 มกราคม 2547 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 584 เม็ด น้ำหนัก 51.895 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 41.049 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 สเปเชี่ยล ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ 1 กระบอก กระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 สเปเชี่ยล 70 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ปฏิเสธข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ปฏิเสธข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีปริมาณสารบริสุทธิ์เกินกว่ายี่สิบกรัม จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การตรวจพิสูจน์คำนวณน้ำหนักสารบริสุทธิ์เมทแอมเฟตามีนของกลางผิดพลาด เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครอง 584 เม็ด น้ำหนัก 51.895 กรัม ไม่น่าจะมีน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ถึง 41.049 กรัม เพราะเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ต้องประกอบไปด้วยส่วนประกอบอื่นๆ ที่ไม่ใช่สารเมทแอมเฟตามีนกว่าร้อยละ 90 จึงน่าจะมีปริมาณเมทแอมเฟตามีนที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เพียง 5.19 กรัม เท่านั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า 1 (ข) ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 584 เม็ด น้ำหนัก 51.895 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 41.049 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องในข้อหาดังกล่าวและในชั้นสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองยอมรับว่าร้อยตำรวจเอกหญิงอัจฉรี วิลากุล เป็นผู้ตรวจพิสูจน์เมทแอมเฟตามีนและทำรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.13 โดยถูกต้อง ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 28 ตุลาคม 2547 ซึ่งในรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าว มีรายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนของกลางตรงตามฟ้อง ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วจำเลยทั้งสองอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบาเท่านั้น โดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งรายงานการตรวจพิสูจน์ดังกล่าว ดังนั้นที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการตรวจพิสูจน์ผิดพลาด จึงเป็นการโต้เถียงปัญหาข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วและเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา อันเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.....

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง โดยจำคุกจำเลยที่ 1 หลังลดโทษแล้ว มีกำหนด 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาทหรือประหารชีวิต การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท และลดโทษให้จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท นั้น เป็นการลงโทษขั้นต่ำ และลดโทษให้สูงสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ทั้งไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะลงโทษจำเลยทั้งสองให้น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำดังกล่าวได้ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกำหนดโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ให้ต่ำกว่านี้อีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายมนตรี ทัศบุตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 789/2550
#267894
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 แต่งตั้ง พ. ทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 เป็นการแต่งตั้งตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 15 ว่าด้วยตัวแทน แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการถึงแก่ความตายไปจะเป็นผลให้สัญญาตัวแทนระงับไปก่อนที่ พ. จะยื่นอุทธรณ์ แต่ พ. ก็ยังคงมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของจำเลยที่ 2 จะเข้ามาปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ได้ อำนาจทนายความหาหมดสิ้นไปทันทีเมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายไม่ พ. จึงมีอำนาจลงนามในฐานะทนายจำเลยที่ 2 ในอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ยืมเงิน กับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้บัตรเครดิตและฟ้องบังคับจำนองแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ขณะคดีอยู่ระหว่างการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์เป็นกรณีพิเศษ 146,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เวลา 9 นาฬิกา โดยในวันนัดมีทนายโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มา ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งพิพากษายืนให้โจทก์ฟังโดยถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบผลคำพิพากษาดังกล่าวตามกฎหมายแล้ว ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2546 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่าการที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เพราะการส่งหมายนัดฟังคำสั่งให้แก่ฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่ชอบ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายไปก่อนหน้าแล้ว และที่อยู่ตามหมายนัดที่ส่งให้แก่ทนายจำเลยที่ 2 ผิด

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ทนายจำเลยที่ 2 มีสิทธิลงชื่ออุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 หลังจากที่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 แต่งตั้งนายพัฒนพงศ์ สุขโกษา ทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 นั้น เป็นการแต่งตั้งตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 15 ว่าด้วยตัวแทน แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการถึงแก่ความตายไปจะเป็นผลให้สัญญาตัวแทนระงับไปก่อนที่นายพัฒนพงศ์ทนายจำเลยที่ 2 จะยื่นอุทธรณ์ก็ตาม แต่นายพัฒนพงศ์ก็ยังคงมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของจำเลยที่ 2 จะอาจเข้ามาปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ได้ อำนาจทนายความหาหมดสิ้นไปทันทีเมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายไม่ นายพัฒนพงศ์จึงมีอำนาจลงนามในฐานะทนายจำเลยที่ 2 ในอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุผลที่ทนายจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจลงชื่อในอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2542 จนถึงบัดนี้เกินกำหนด 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีผู้ใดยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงสมควรให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42"

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 828
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายนิพนธ์ คำควร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 789/2550
#268442
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 แต่งตั้ง พ. ทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60 นั้น เป็นการแต่งตั้งตัวแทนตาม ป.พ.พ. ลักษณะ 15 ว่าด้วยตัวแทน แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการถึงแก่ความตายไปจะเป็นผลให้สัญญาตัวแทนระงับไปก่อนที่ พ. ทนายจำเลยที่ 2 จะยื่นอุทธรณ์ก็ตาม แต่ พ. ก็ยังคงมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของจำเลยที่ 2 จะอาจเข้ามาปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ได้ อำนาจทนายความหาหมดสิ้นไปทันทีเมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายไม่ พ. จึงมีอำนาจลงนามในฐานะทนายจำเลยที่ 2 ในอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 ได้ แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2542 จนถึงบัดนี้เกินกำหนด 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีผู้ใดยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงสมควรให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้ยืมเงิน กับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้บัตรเครดิตและฟ้องบังคับจำนองแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ขณะคดีอยู่ระหว่างการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์เป็นกรณีพิเศษ 146,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เวลา 9 นาฬิกาโดยในวันนัดมีทนายโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มา ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งพิพากษายืนให้โจทก์ฟังโดยถือว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบผลคำพิพากษาดังกล่าวตามกฎหมายแล้ว ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2546 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า การที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เพราะการส่งหมายนัดฟังคำสั่งให้แก่ฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่ชอบเนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายไปก่อนหน้าแล้ว และที่อยู่ตามหมายนัดที่ส่งให้แก่ทนายจำเลยที่ 2 ผิด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ทนายจำเลยที่ 2 มีสิทธิลงชื่อยื่นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 หลังจากที่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 แต่งตั้งนายพัฒนพงศ์ สุขโกษา ทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 นั้น เป็นการแต่งตั้งตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 15 ว่าด้วยตัวแทน แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการถึงแก่ความตายไปจะเป็นผลให้สัญญาตัวแทนระงับไปก่อนที่นายพัฒนพงศ์ทนายจำเลยที่ 2 จะยื่นอุทธรณ์ก็ตาม แต่นายพัฒนพงศ์ก็ยังคงมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของจำเลยที่ 2 จะอาจเข้ามาปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ได้ อำนาจทนายความหาหมดสิ้นไปทันทีเมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายไม่นายพัฒนพงศ์จึงมีอำนาจลงนามในฐานะทนายจำเลยที่ 2 ในอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุผลที่ทนายจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจลงชื่อในอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2542 จนถึงบัดนี้เกินกำหนด 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีผู้ใดยื่นคำขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงสมควรให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42"

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 828
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายนิพนธ์ คำควร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ