คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3675/2565
#686008
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านต้องนำสืบพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด เมื่อผู้คัดค้านนำสืบแต่เพียงลอย ๆ ว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง และไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของ ว. ขณะเกิดเหตุได้ให้ ป. เช่าช่วงรถไปประกอบธุรกิจโดยมีสำเนาหนังสือสัญญาเช่าช่วง ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่อาจทำขึ้นภายหลังเกิดเหตุได้โดยง่ายมาแสดง ทั้งไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ ทำให้มีน้ำหนักน้อย ผู้คัดค้านจึงยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าวมาแล้วข้างต้น นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ในชั้นตรวจยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ว. ให้การเกี่ยวกับรถบรรทุกขนหินว่าเจ้าของรถเป็นผู้ว่าจ้างให้ขับรถขนหิน ตามบันทึกการตรวจยึด/กล่าวโทษ ประกอบกับตามสำเนารายการจดทะเบียนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางระบุว่า รถทั้งสองคันมีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เป็นผู้ประกอบการขนส่ง มีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. และผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเชื่อว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าของรถเป็นผู้ว่าจ้าง ว. และสั่งให้ ว. ขับรถบรรทุกขนแร่หินทรายของกลาง ผู้คัดค้านจึงมีโอกาสทราบหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า ว. จะกระทำความผิดและมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม จึงไม่มีเหตุที่จะคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางให้แก่ผู้คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 73,340 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูง และรถพ่วงของกลาง ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องกับคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 73,340 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูง และรถพ่วงของกลาง ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานร่วมกันตรวจยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงขนหิน จำนวน 22 คัน ได้ที่บริเวณถนนสายอุบลราชธานี – เขมราฐ และถนนสายเขมราฐ – ปากแซง ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นของกลาง พร้อมจับกุมนายวะสรร ซึ่งเป็นคนขับรถบรรทุกลากจูง และรถพ่วง เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่นายวะสรรในความผิดฐานใช้ยานพาหนะที่มีน้ำหนักบรรทุกหรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าที่ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดินกำหนดเดินบนทางหลวงแผ่นดินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งต่อมาศาลพิพากษาลงโทษนายวะสรรและคดีถึงที่สุด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5291/2558 ของศาลชั้นต้น จากนั้นวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีทำการตรวจสอบหินที่บรรทุกมา ผลปรากฏว่าเป็นหินอุตสาหกรรม ชนิดแร่หินทราย น้ำหนัก 73,340 กิโลกรัม จึงแจ้งความดำเนินคดีแก่นายวะสรรในความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเขมราฐส่งมอบรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงพร้อมแร่หินทรายของกลางให้แก่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีไว้เพื่อเก็บรักษา อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่อนุมัติให้ขายแร่หินทรายของกลางเนื่องจากหากเก็บรักษาไว้อาจสูญหายและไม่มีผู้เก็บรักษาแร่หินทรายของกลางแทน ส่วนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีทำสัญญาฝากรักษาไว้กับผู้คัดค้านกำหนดระยะเวลาปีต่อปี ต่อมาผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวะสรรในความผิดฐานขนแร่หินทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเนื่องจากคดีขาดอายุความ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ริบแร่หินทราย รถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางเป็นคดีนี้ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเฉพาะรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ส่วนแร่หินทรายของกลางไม่มีผู้ใดยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบแร่หินทราย รถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ในส่วนของแร่หินทราย ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของกลางหรือไม่ โดยเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งให้ริบทรัพย์สินของกลางโดยปรับบทตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174 เป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะนายวะสรรกระทำความผิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 นั้น อยู่ในระหว่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ใช้บังคับ ต่อมามีพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ประกาศใช้บังคับ ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าว มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 และให้ใช้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 แทน แต่บทบัญญัติในเรื่องการริบทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่กับกฎหมายเดิมไม่แตกต่างกัน ต้องใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดี จึงต้องปรับบทตามมาตรา 154 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174 มานั้น จึงไม่ถูกต้อง การปรับบทกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า คดีนี้ผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวะสรรในความผิดฐานขนแร่หินทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเนื่องจากคดีขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) เจ้าพนักงานไม่มีอำนาจที่จะยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไว้อีกต่อไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลริบทรัพย์สินของกลาง นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 154 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ บัญญัติว่า "บรรดาแร่ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เนื่องในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 132 ทวิ ... มาตรา 148 ... ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" โดยมาตรา 148 เป็นบทลงโทษในความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายวะสรรขับรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางขนแร่หินทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กรณีจึงถือได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นแล้ว จึงต้องฟังว่ารถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันเป็นทรัพย์ที่ต้องริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ เนื่องจากเจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรา 154 นั้น ประสงค์ที่จะให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยมิต้องคำนึงว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ จึงไม่จำต้องฟ้องร้องหรือขอให้ลงโทษผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดมาด้วย และมีความหมายรวมตลอดไปถึงกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาอันเนื่องมาจากคดีขาดอายุความซึ่งมีผลในทำนองเดียวกันคือไม่มีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาลด้วย ดังนั้น การที่ผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวะสรรจึงหาได้กระทบถึงสิทธิการร้องขอให้ริบทรัพย์สินของกลางของผู้ร้องดังที่ผู้คัดค้านฎีกาไม่ ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อต่อไปว่า มีเหตุที่ศาลจะสั่งคืนรถบรรทุกลากจูงและรถบรรทุกพ่วงของกลางให้แก่ผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านต้องนำสืบพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด เมื่อผู้คัดค้านนำสืบแต่เพียงลอย ๆ ว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง และไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนายวะสรร ขณะเกิดเหตุได้ให้นายประลือชัย เช่าช่วงรถไปประกอบธุรกิจโดยมีสำเนาหนังสือสัญญาเช่าช่วง ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่อาจทำขึ้นภายหลังเกิดเหตุได้โดยง่ายมาแสดง ทั้งไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ ทำให้มีน้ำหนักน้อย ผู้คัดค้านจึงยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าวมาแล้วข้างต้นได้ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ในชั้นตรวจยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง นายวะสรรให้การเกี่ยวกับรถบรรทุกขนหินว่าเจ้าของรถเป็นผู้ว่าจ้างให้ขับรถขนหิน ตามบันทึกการตรวจยึด/กล่าวโทษ ประกอบกับตามสำเนารายการจดทะเบียนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางระบุว่า รถทั้งสองคันมีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เป็นผู้ประกอบการขนส่ง มีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. และผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเชื่อว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าของรถเป็นผู้ว่าจ้างนายวะสรรและสั่งให้นายวะสรรขับรถบรรทุกขนแร่หินทรายของกลาง ผู้คัดค้านจึงมีโอกาสทราบหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่านายวะสรรจะกระทำความผิดและมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม จึงไม่มีเหตุที่จะคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางให้แก่ผู้คัดค้านได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ริบรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของผู้คัดค้านข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 73,340 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูง และรถพ่วงของกลาง ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 154 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุบลราชธานี
ผู้คัดค้าน — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายเฉลิมศักดิ์ ชโลธร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3674/2565
#689155
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านต้องนำสืบพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่า ตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดหรือจะมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงตามที่ผู้คัดค้านนำสืบได้ความเพียงว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ขณะเกิดเหตุได้ให้ อ. เช่าช่วงรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปประกอบธุรกิจโดยมีสำเนาหนังสือสัญญาเช่าช่วง ซึ่งเป็นหลักฐานที่อาจทำขึ้นภายหลังเกิดเหตุได้โดยง่ายมาแสดง โดยไม่มีหลักฐานอื่นมาประกอบ ทำให้มีน้ำหนักน้อย ผู้คัดค้านจึงยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติได้ ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ในชั้นตรวจยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วง 22 คัน พ. ให้การเกี่ยวกับรถบรรทุกของกลางว่า มีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ประกอบด้วยบุคคล 6 คน หนึ่งในนั้นมีผู้คัดค้านรวมอยู่ด้วยเป็นเจ้าของรถเป็นผู้ว่าจ้าง พ. ขับรถขนหิน สอดคล้องกับสำเนารายการจดทะเบียนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ซึ่งระบุว่า รถทั้งสองคันมีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เป็นผู้ประกอบการขนส่งและมีผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของห้างในช่องผู้ประกอบการขนส่ง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเชื่อว่า ผู้คัดค้านเป็นหนึ่งในผู้ครอบครองรถและเป็นผู้ว่าจ้าง พ. ขับรถบรรทุกขนแร่หินทรายของกลาง ผู้คัดค้านย่อมมีโอกาสทราบหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า พ. จะกระทำความผิดและจะนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม เมื่อรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงต้องริบตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ไม่มีเหตุที่จะคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางให้แก่ผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 60,530 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูง และรถพ่วง ของกลาง ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 60,530 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูง และรถพ่วง ของกลาง ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานร่วมกันตรวจยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงขนหิน จำนวน 22 คัน ได้ที่บริเวณถนนสายอุบลราชธานี – เขมราฐ และถนนสายเขมราฐ – ปากแซง ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นของกลาง จากนั้นทำการตรวจสอบปริมาตรบรรทุกและน้ำหนักบรรทุกของรถแต่ละคัน ปรากฏว่ามีน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยมีนายพิเชษฐเป็นคนขับรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วง พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่นายพิเชษฐในความผิดฐานใช้ยานพาหนะที่มีน้ำหนักบรรทุกหรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าที่ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดินกำหนดเดินบนทางหลวงแผ่นดินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาศาลพิพากษาลงโทษนายพิเชษฐและคดีถึงที่สุดแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6042/2558 ของศาลชั้นต้น สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีได้ตรวจสอบหินดังกล่าว ผลปรากฏว่าเป็นหินอุตสาหกรรมชนิดแร่หินทราย น้ำหนัก 60,530 กิโลกรัม และคาดว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงแจ้งความดำเนินคดีแก่นายพิเชษฐในความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต่อมาผู้ร้องมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีแก่นายพิเชษฐเนื่องจากคดีขาดอายุความ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเขมราฐได้ส่งมอบแร่หินทรายกับรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีไปเก็บรักษา สำหรับรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีทำสัญญาฝากรักษาของกลางไว้กับผู้คัดค้านกำหนดระยะเวลาปีต่อปี ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอริบแร่ รถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางเป็นคดีนี้ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเฉพาะรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ส่วนแร่หินทรายของกลางไม่มีผู้ใดยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบแร่หินทราย รถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ในส่วนของแร่หินทรายที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบ ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของกลางหรือไม่ เห็นว่า ขณะนายพิเชษฐกระทำความผิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 นั้น อยู่ในระหว่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ใช้บังคับ ต่อมามีพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ประกาศใช้บังคับ ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าว มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 และให้ใช้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 แทน แต่เนื่องจากบทบัญญัติในเรื่องการริบทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดนั้นตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่กับกฎหมายเดิมไม่แตกต่างกัน ต้องปรับบทตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดี จึงต้องปรับบทตามมาตรา 154 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174 มานั้น จึงไม่ถูกต้อง การปรับบทกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องนายพิเชษฐในความผิดฐานขนแร่หินทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเนื่องจากคดีขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) เจ้าพนักงานไม่มีอำนาจที่จะยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไว้อีกต่อไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลริบทรัพย์สินของกลาง นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 154 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ บัญญัติว่า "บรรดาแร่ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เนื่องในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 132 ทวิ... มาตรา 148 ... ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" โดยมาตรา 148 เป็นบทลงโทษในความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อคดีได้ความว่า นายพิเชษฐขับรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางขนแร่หินทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กรณีจึงถือได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาตเกิดขึ้นแล้ว จึงต้องฟังว่ารถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันเป็นทรัพย์ที่ต้องริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ตามมาตรา 154 วรรคหนึ่ง ข้างต้น เนื่องจากเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ที่จะให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์สินโดยมิพักต้องคำนึงว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ จึงไม่จำต้องมีการฟ้องร้องหรือขอให้ลงโทษผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดมาด้วย และมีความหมายรวมตลอดไปถึงกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาอันเนื่องมาจากคดีขาดอายุความซึ่งมีผลในทำนองเดียวกันคือไม่มีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาลด้วย ดังนั้น การที่ผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องนายพิเชษฐนั้น จึงหาได้กระทบถึงสิทธิการร้องขอให้ริบทรัพย์สินของกลางของผู้ร้องดังที่ผู้คัดค้านฎีกาไม่ ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องในคดีนี้ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อต่อไปว่า มีเหตุที่ศาลจะสั่งคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางให้แก่ผู้คัดค้านหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านต้องนำสืบพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดหรือจะมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงตามที่ผู้คัดค้านนำสืบได้ความเพียงว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ขณะเกิดเหตุได้ให้นายอดุลย์ เช่าช่วงรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปประกอบธุรกิจโดยมีสำเนาหนังสือสัญญาเช่าช่วง ซึ่งเป็นหลักฐานที่อาจทำขึ้นภายหลังเกิดเหตุได้โดยง่ายมาแสดง ทั้งไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ ทำให้มีน้ำหนักน้อย ผู้คัดค้านจึงยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าวมาแล้วข้างต้นได้ นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ในชั้นตรวจยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วง จำนวน 22 คัน นายพิเชษฐให้การเกี่ยวกับรถบรรทุกของกลางว่า มีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ซึ่งประกอบด้วยบุคคล 6 คน หนึ่งในนั้นมีผู้คัดค้านรวมอยู่ด้วยเป็นเจ้าของรถเป็นผู้ว่าจ้างนายพิเชษฐขับรถขนหิน โดยได้ค่าขนหินเที่ยวละ 500 บาท ตามบันทึกการตรวจยึด/กล่าวโทษ สอดคล้องกับสำเนารายการจดทะเบียนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ซึ่งระบุว่า รถทั้งสองคันมีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เป็นผู้ประกอบการขนส่งและมีผู้คัดค้านเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของห้างในช่องผู้ประกอบการขนส่ง พฤติการณ์แห่งคดีจึงเชื่อว่า ผู้คัดค้านเป็นหนึ่งในผู้ครอบครองรถและเป็นผู้ว่าจ้างนายพิเชษฐขับรถบรรทุกขนแร่หินทรายของกลาง ผู้คัดค้านย่อมมีโอกาสทราบหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่านายพิเชษฐจะกระทำความผิดและจะนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม เมื่อรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางเป็นยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงต้องริบตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ไม่มีเหตุที่จะคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางให้แก่ผู้คัดค้านได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ริบรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของผู้คัดค้านข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 60,530 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 154 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุบลราชธานี
ผู้คัดค้าน — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายเฉลิมศักดิ์ ชโลธร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3649/2565
#687107
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 23 ศาลจะพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกได้ก็ต่อเมื่อคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน เมื่อคดีนี้ศาลลงโทษจำคุกจำเลยเกินกว่าสามเดือน จึงไม่อาจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนได้

ศาลจะพิพากษาจ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้ก็ต่อเมื่อมีการลงโทษปรับจำเลยด้วย เพราะจำนวนเงินค่าปรับจะต้องนำมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณว่าจะต้องจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับเป็นจำนวนเท่าใด เมื่อคดีนี้ศาลพิพากษาจำคุกจำเลยโดยไม่มีการลงโทษปรับด้วย จะให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 74 จัตวา ไม่ได้ และการที่จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เป็นการวางเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าไม่มีกรณีต้องพิพากษาตามคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายของโจทก์แล้วพิพากษายกคำขอในส่วนนี้เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 47, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 2, 3, 4, 9, 19 (2), 40, 42, 54, 55, 56, 58 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 9,352 บาท ให้แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

จำเลยให้การรับสารภาพในคดีส่วนอาญาและรับว่าการกระทำความผิดของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายตามฟ้องในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 17 (ที่ถูก มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, มาตรา 73 วรรคสอง (1) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (2), 40, 42 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันทำไม้ หรือทำอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่โทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยาง จำคุก 2 ปี และฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 9,352 บาท ให้แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ยาง จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้ยางแปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน เมื่อลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปและรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นของจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 24 เดือน ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในทำนองว่าไม่มีเจตนากระทำความผิด เนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะจำเลยเป็นชนเผ่ากะเหรี่ยงไม่ได้เรียนหนังสือ จึงไม่ทราบว่าการตัดไม้หวงห้ามที่ถูกพายุพัดโค่นเพื่อนำไม้ไปต่อเติมบ้านจะเป็นความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจะโต้เถียงว่ามิได้กระทำความผิดหาได้ไม่ เพราะขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาที่วินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว แม้จำเลยจะมีภาระครอบครัวที่ต้องดูแลย่าและมารดาซึ่งอยู่ในวัยชรา ภริยาที่ป่วย และบุตรผู้เยาว์ซึ่งเป็นนักเรียน แต่ก็ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ศาลจะพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกได้ ก็ต่อเมื่อคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน เมื่อคดีนี้ศาลลงโทษจำคุกจำเลยเกินกว่าสามเดือน จึงไม่อาจเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนได้ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 74 จัตวา นั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลจะพิพากษาให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้ ก็ต่อเมื่อมีการลงโทษปรับจำเลยด้วย เพราะจำนวนเงินค่าปรับจะต้องนำมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณว่าจะต้องจ่ายเงินสินบนนำจับเป็นจำนวนเท่าใด ฉะนั้น เมื่อคดีนี้ศาลพิพากษาจำคุกจำเลยโดยไม่มีการลงโทษปรับด้วยจะให้จำเลยจ่ายเงินสินบนนำจับตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 74 จัตวา ไม่ได้และการที่จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เป็นการวางเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าไม่มีกรณีต้องพิพากษาตามคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหายของโจทก์ แล้วพิพากษายกคำขอในส่วนนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ กับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่ให้ยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 74 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฮอด
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฮอด — นางมะลิวรรณ วิภาดาพรพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางมาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3647/2565
#697981
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2 ก. และ ข. ว่าจำเลยมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองจำนวน 2,488 ท่อน ปริมาตรรวม 24.58 ลูกบาศก์เมตร เป็นสองกระทงความผิด โดยตามฟ้องข้อ 2 ก. ยังบรรยายอีกว่า นอกจากจำเลยทำการแปรรูปไม้แล้วยังมีไม้แปรรูปจำนวนเดียวกันตามคำฟ้องข้อ 2 ข. อยู่อีกจำนวน 2,488 ท่อน ปริมาตรรวม 24.58 ลูกบาศก์เมตร เพื่อต้องการแยกการกระทำความผิดของจำเลยให้ชัดแจ้ง และบรรยายองค์ประกอบความผิดของแต่ละฐานความผิดให้ครบถ้วน คือ ฐานแปรรูปไม้ และมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น แม้ไม้ดังกล่าวจะเป็นจำนวนเดียวกันก็ตาม โจทก์ก็จะต้องบรรยายฟ้องให้มีรายละเอียดต่าง ๆ ของจำนวนไม้ท่อน และปริมาตรของไม้แปรรูป เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) มิใช่เป็นการบรรยายฟ้องซ้ำซ้อนแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 50 บัญญัติว่า "บทบัญญัติแห่งมาตรา 48 มิให้ใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้ (1)...(2)...(3)...(4) การแปรรูปไม้หรือมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองที่มิใช่ไม้หวงห้าม" การแปรรูปไม้และการมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองอันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง จึงต้องเป็นการกระทำต่อไม้หวงห้ามตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ซึ่งในกรณีที่เป็นไม้ที่ขึ้นในป่านั้น ไม้ชนิดใดจะเป็นไม้หวงห้ามประเภทใดจะต้องกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา คดีนี้โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่าภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ จำเลยทำการแปรรูปไม้และมีไม้แปรรูปชนิดอื่น ซึ่งมิใช่ไม้หวงห้ามประเภท ก. และประเภท ข. ตาม พ.ร.ฎ.กำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 จำนวน 2,488 ท่อน รวมคำนวณปริมาตรไม้ได้ 24.58 ลูกบาศก์เมตร และไม้แปรรูปที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ บานประตู 5 บาน วงกบหน้าต่าง 10 วง และบานหน้าต่าง 6 บาน ซึ่งเป็นไม้แปรรูปชนิดอื่นเป็นจำนวนเกินสองลูกบาศก์เมตรไว้ในความครอบครองของจำเลย ตามฟ้องโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าไม้ที่จำเลยแปรรูปและมีไว้ในครอบครองนั้นมิใช่ไม้หวงห้าม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 6, 7, 48, 73, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 11 ปี ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 11 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 5 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 12 เดือน ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าการบรรยายฟ้องในข้อ 2 ก. และ ข. ว่าจำเลยมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองจำนวน 2,488 ท่อน ปริมาตรรวม 24.58 ลูกบาศก์เมตร เป็นสองกระทงความผิด โดยตามฟ้องข้อ 2 ก. ยังบรรยายอีกว่า นอกจากจำเลยทำการแปรรูปไม้แล้วยังมีไม้แปรรูปจำนวนเดียวกันตามคำฟ้องข้อ 2 ข. อยู่อีกจำนวน 2,488 ท่อน ปริมาตรรวม 24.58 ลูกบาศก์เมตรเป็นการบรรยายฟ้องซ้ำซ้อนทั้งที่ไม้แปรรูปมีเพียงจำนวนเดียว เป็นการบรรยายฟ้องโดยมิชอบนั้น เห็นว่า ที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นข้อ 2 ก. และ ข. ก็เพื่อต้องการแยกการกระทำความผิดของจำเลยให้ชัดแจ้ง และบรรยายองค์ประกอบความผิดของแต่ละฐานความผิดให้ครบถ้วน คือ ฐานแปรรูปไม้ และมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น แม้ไม้ดังกล่าวจะเป็นจำนวนเดียวกันก็ตาม โจทก์ก็จะต้องบรรยายฟ้องให้มีรายละเอียดต่าง ๆ ของจำนวนไม้ท่อน และปริมาตรของไม้แปรรูป เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) มิใช่เป็นการบรรยายฟ้องซ้ำซ้อนแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงโทษจำเลยฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) มานั้นเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 50 บัญญัติว่า "บทบัญญัติแห่งมาตรา 48 มิให้ใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้ (1)...(2)...(3)...(4) การแปรรูปไม้หรือมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองที่มิใช่ไม้หวงห้าม" การแปรรูปไม้และการมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง จึงต้องเป็นการกระทำต่อไม้หวงห้ามตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง ซึ่งในกรณีที่เป็นไม้ที่ขึ้นในป่านั้น ไม้ชนิดใดจะเป็นไม้หวงห้ามประเภทใดจะต้องกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา คดีนี้โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่าภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ จำเลยทำการแปรรูปไม้และมีไม้แปรรูปชนิดอื่น ซึ่งมิใช่ไม้หวงห้ามประเภท ก. และประเภท ข. ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 จำนวน 2,488 ท่อน รวมคำนวณปริมาตรไม้ได้ 24.58 ลูกบาศก์เมตร และไม้แปรรูปที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ บานประตู 5 บาน วงกบหน้าต่าง 10 วง และบานหน้าต่าง 6 บาน ซึ่งเป็นไม้แปรรูปชนิดอื่นเป็นจำนวนเกินสองลูกบาศก์เมตรไว้ในความครอบครองของจำเลย ตามฟ้องโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าไม้ที่จำเลยแปรรูปและมีไว้ในครอบครองนั้นมิใช่ไม้หวงห้าม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองฐานมานั้นเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนไม้กระยาเลยแปรรูป โต๊ะเลื่อยวงเดือนพร้อมมอเตอร์บานประตู วงกบหน้าต่าง บานหน้าต่าง สมุดบันทึกรายวัน เงินยืม ค่าแรง จำนวน 31 เล่ม บิลไฟฟ้าปี 2558 ถึง 2561 จำนวน 17 ชุด ใบเบิกทางปี 2552 ถึง 2563 จำนวน 1 แฟ้ม ใบส่งของปี 2555 ถึง 2563 จำนวน 1 มัด ใบส่งของปี 2555 จำนวน 13 แฟ้ม เอกสารการซื้อขายสินค้า ใบเบิกทางปี 2560 ถึง 2563 บัญชีส่งของและแค็ตตาล็อก จำนวน 2 เล่ม และเอกสารอื่น ๆ จำนวน 1 แฟ้ม ของกลางนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดดังที่ได้วินิจฉัยมา จึงต้องคืนของกลางดังกล่าวให้แก่เจ้าของ

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนของกลางทั้งหมดให้แก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 7 วรรคหนึ่ง ม. 48 วรรคหนึ่ง ม. 50 ม. 73 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นางสาว ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายศุภชาติ อัครวรกุลชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวีรศักดิ์ ขจีจิตต์
ชื่อองค์คณะ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
เผด็จ ชมพานิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3646/2565
#687106
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ส่งความเห็นเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยมีข้ออ้างและคำขออย่างเดียวกันมาพร้อมกับฎีกา ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งไปแล้ว การที่จำเลยยังคงฎีกาในประเด็นดังกล่าวโดยขอให้ศาลฎีกาส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยและรอการพิพากษาคดีไว้ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 66/2557 เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน มีผลบังคับใช้วันที่ 17 มิถุนายน 2557 ในคำสั่งข้อ 6 เมื่อพิจารณาเนื้อหาของคำสั่งดังกล่าวเห็นว่าเป็นเพียงคำสั่งทางบริหารที่กำหนดแนวนโยบายการปฏิบัติงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกินเท่านั้น คำสั่งดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุให้ประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกินซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ไม่มีความผิด หรือมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ หรือให้งดเว้นการดำเนินคดีตามกฎหมายแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าบุคคลดังกล่าวยังมีความผิดตามกฎหมายอยู่ไม่ว่าบุคคลนั้นจะบุกรุกเข้าทำประโยชน์ก่อนหรือหลังวันที่ 17 มิถุนายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จำเลยไม่อาจที่จะอ้างคำสั่งดังกล่าวว่าตนได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุมาก่อนวันที่ 17 มิถุนายน 2557 เพื่อลบล้างความผิดของจำเลยได้

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเมื่อระหว่างวันที่ 18 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน การกระทำความผิดของจำเลยจึงยังคงเป็นความผิดอยู่ต่อเนื่องตลอดเวลาที่จำเลยยังยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 มีผลใช้บังคับในวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ซึ่งขณะนั้นจำเลยก็ยังคงยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซี่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำความผิดขณะที่กฎหมายเดิมยังมีผลใช้บังคับและขณะที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับแล้ว การกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 จึงชอบที่จะต้องนำ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 มาปรับใช้บังคับลงโทษแก่จำเลย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาในส่วนนี้ว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 6, 16, 19, 24, 29 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 6, 7, 19, 40, 41, 42, 54, 55, 58, 62 ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 22,467 บาท และสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งปฏิเสธความรับผิด อ้างว่า จำเลยไม่ได้ทำละเมิด จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16 (1) (4), 24 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 อันเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 21,000 บาท คำให้การและข้อต่อสู้ของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 14,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟัง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย 22,467 บาท แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ ยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินที่เกิดเหตุ เนื้อที่ 2 งาน 27 ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลห้วยไผ่ ซึ่งโอนมาจากหมู่ที่ 10 ตำบลห้วยยาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูโหล่นและอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 603 (พ.ศ. 2516) ตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2516 กำหนดให้ป่าดงภูโหล่นเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าภูโหล่น ในท้องที่ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร ตำบลหนามแท่ง อำเภอศรีเมืองใหม่ และตำบลนาโพธิ์กลาง ตำบลห้วยยาง ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2534 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2516 และวันที่ 31 ธันวาคม 2534 ตามลำดับ ทั้งมีการปิดประกาศให้ประชาชนทราบแนวเขตแล้ว จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุด้วยการแผ้วถางตัดฟันต้นไม้แล้วทำการปลูกข้าวเต็มพื้นที่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเคยได้ยื่นคำร้องขอให้ส่งความเห็นเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยมีข้ออ้างและคำขออย่างเดียวกันมาพร้อมกับฎีกา ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งไปแล้วสรุปใจความได้ว่า พระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงดังกล่าวมิใช่กฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เป็นกฎหมายที่ออกโดยองค์กรฝ่ายบริหารอันอาศัยอำนาจแห่งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติซึ่งเป็นกฎหมายแม่บท ดังนั้น บทบัญญัติของพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงจึงไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายในความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 212 วรรคหนึ่ง กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 212 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้องของจำเลย การที่จำเลยยังคงฎีกาในประเด็นดังกล่าว โดยขอให้ศาลฎีกาส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยและรอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาในทำนองว่า ภาพถ่ายดาวเทียมที่ดินที่เกิดเหตุไม่มีผู้เชี่ยวชาญอ่านค่าแปล วิเคราะห์ ตีความร่องรอยการทำประโยชน์ จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุสืบทอดมาจากบรรพบุรุษและเข้าทำประโยชน์มาก่อนวันที่ 17 มิถุนายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 66/2557 มีผลใช้บังคับ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง รวมทั้งที่ฎีกาว่าจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้มและเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูโหล่น จำเลยจึงขาดเจตนากระทำความผิด นั้น เห็นว่า โจทก์มีนายนครินทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติผาแต้ม และนายรุ่งทิตย์ พนักงานพิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่และไม่มีส่วนได้เสียในที่ดินที่เกิดเหตุเบิกความสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับที่มาของการเข้าตรวจยึดที่ดินที่เกิดเหตุและพบว่าเป็นพื้นที่ที่จำเลยบุกรุกภายหลังวันที่ 17 มิถุนายน 2557 โดยมีภาพถ่ายทางอากาศของพื้นที่ที่เกิดเหตุ ตั้งแต่ปี 2546, 2549, 2556, 2558 และ 2560 รวม 5 ภาพ มาสนับสนุน เมื่อพิจารณาภาพถ่ายทางอากาศทั้งห้าภาพแล้วเห็นได้ชัดเจนว่า ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 สภาพที่ดินที่เกิดเหตุยังคงเป็นป่ามีต้นไม้ปกคลุมเต็มพื้นที่ ส่วนภาพถ่ายทางอากาศ ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2558 มีสภาพเปลี่ยนแปลงไปลักษณะมีการแผ้วถางป่าจนเตียน ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุหลังจากวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไป สอดคล้องกับที่จำเลยนำสืบรับว่าจำเลยเข้าไปตัดต้นไม้ทั้งหมดออกจริงและปลูกมันสำปะหลังอย่างจริงจังในปี 2558 ที่จำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2498 นายบุญมี ปู่จำเลยแจ้งการครอบครองที่นาไว้ 16 ไร่ แต่ความจริงแล้วนายบุญมีครอบครองที่ดินมากกว่า 16 ไร่ นายบุญมีได้แบ่งที่ดินให้แก่บิดาจำเลยและบุตรรวม 6 คน คนละ 15 ไร่ ซึ่งรวมแล้วเป็นเนื้อที่ 90 ไร่ จำเลยได้รับส่วนแบ่งที่ดินจากบิดา 5 ไร่ เมื่อปี 2540 จำเลยจึงเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่บิดาแบ่งให้และจำเลยได้กันที่ดินที่เกิดเหตุไว้ปลูกเถียงนาและทำข้าวนาหยอด จากนั้นในปี 2546 จำเลยเริ่มไถพรวนที่ดินที่เกิดเหตุเพื่อปลูกมันสำปะหลังก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ขัดแย้งกับจำนวนเนื้อที่ของที่ดินที่มีการแจ้งการครอบครองไว้ทั้งข้อเท็จจริงจากการนำสืบของจำเลยก็ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดิน ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 10 เนื่องจากที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ดังกล่าวทุกด้านจดป่าไม่อาจยืนยันตำแหน่งที่แน่นอนของที่ดินได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยได้รับประโยชน์จากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557 เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 17 มิถุนายน 2557 นั้น คำสั่งในข้อ 2 ระบุว่า "ให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ยึดถือนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน ดังนี้ ข้อ 2.1 การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ จะต้องดำเนินการสอบสวน และพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป" เมื่อพิจารณาเนื้อหาของคำสั่งดังกล่าวเห็นว่าเป็นเพียงคำสั่งทางบริหารที่กำหนดแนวนโยบายการปฏิบัติงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกินเท่านั้น คำสั่งดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุให้ประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกินซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ไม่มีความผิด หรือมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ หรือให้งดเว้นการดำเนินคดีตามกฎหมายแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าบุคคลดังกล่าวยังมีความผิดตามกฎหมายอยู่ไม่ว่าบุคคลนั้นจะบุกรุกเข้าทำประโยชน์ก่อนหรือหลังวันที่ 17 มิถุนายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ดังนั้น คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557 จึงไม่มีผลเป็นการยกเลิกความผิด หรือมีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ หรือให้งดเว้นการดำเนินคดีตามกฎหมายแต่อย่างใด จำเลยไม่อาจที่จะอ้างคำสั่งดังกล่าวว่าตนได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุมาก่อนวันที่ 17 มิถุนายน 2557 เพื่อลบล้างความผิดของจำเลยได้ นอกจากนี้ การที่จำเลยนำสืบยอมรับว่าตนได้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุเมื่อปี 2540 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูโหล่นและอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ทั้งมีการปิดประกาศให้ประชาชนทราบแนวเขตแล้ว โดยในหมู่ที่ 10 ตำบลห้วยยาง อำเภอโขงเจียม ปิดประกาศที่ปิดประกาศผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2517 ย่อมต้องถือว่าประชาชนทั่วไปรวมทั้งจำเลยทราบว่าที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูโหล่นและอุทยานแห่งชาติผาแต้มแล้ว ทั้งจากการนำสืบของจำเลยแสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูโหล่นและอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เพียงแต่กล่าวอ้างว่าทางราชการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติทับซ้อนกับที่เกิดเหตุ แต่ไม่ปรากฏว่านายบุญมี ปู่ของจำเลย และนายแพง บิดาของจำเลยที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูโหล่นใช้บังคับในปี 2516 ได้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงใช้บังคับตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด เมื่อไม่ได้ยื่นคำร้องภายในกำหนดดังกล่าวก็ต้องถือว่าได้สละสิทธิหรือประโยชน์นั้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจยกข้ออ้างว่าจำเลยขาดเจตนากระทำความผิดขึ้นมาเพื่อปฏิเสธความผิดของตนได้เช่นกัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย และการที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุด้วยการแผ้วถางตัดฟันต้นไม้แล้วทำการปลูกข้าวนั้นย่อมเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปให้แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชด้วย ซึ่งค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยชดใช้มานั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเมื่อระหว่างวันที่ 18 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน การกระทำความผิดของจำเลยจึงมีขึ้นตั้งแต่วันที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุ และยังคงเป็นความผิดอยู่ต่อเนื่องตลอดเวลาที่จำเลยยังยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 มีผลใช้บังคับในวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ซึ่งขณะนั้นจำเลยก็ยังคงยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 จึงเป็นกรณีที่จำเลยกระทำความผิดขณะที่กฎหมายเดิมยังมีผลใช้บังคับและขณะที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับแล้ว การกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 จึงชอบที่จะต้องนำพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 มาปรับใช้บังคับลงโทษแก่จำเลย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาในส่วนนี้ว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 54 ม. 72 ตรี
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคหนึ่ง (ใหม่)
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ม. 16 (1) ม. 16 (4) ม. 24
คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายเส่ง แก้วเหลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวันชัย ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3637/2565
#689699
เปิดฉบับเต็ม

บัญชีและบัตรเอทีเอ็มเป็นของญาติใกล้ชิดที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ต้น และจำเลยที่ 1 เองก็เคยใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินออกจากบัญชี จำเลยที่ 1 ย่อมรู้ว่ามีการใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มกระทำความผิด โดยเฉพาะก่อนที่จำเลยที่ 1 ใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติด้วยตัวเอง มีการถอนเงินจากบัญชีหลายวันติดต่อกันทุกวัน และหลังจากจำเลยที่ 1 ถอนเงินแล้วก็ยังมีการถอนเงินในวันรุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องอีก แสดงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันครอบครองบัตรเอทีเอ็มไว้ตลอดเวลาเพื่อถอนเงิน และจำเลยที่ 1 ย่อมรับรู้การกระทำของพวกจำเลยที่ 1 ในการรับโอนเงินและถอนเงินแต่ละครั้งด้วย ไม่ว่าพวกของจำเลยที่ 1 เป็นผู้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ถอนเงิน หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มอบหมายให้พวกของจำเลยที่ 1 ถอนเงิน พฤติการณ์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมในการรับโอนเงินและถอนเงินทุกครั้งโดยแบ่งหน้าที่กันทำ จึงมีความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิดทุกกระทงตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโอนคดีจำเลยที่ 3 ไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี รวม 69 กระทง เป็นจำคุก 69 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 8 เดือน รวม 69 กระทง เป็นจำคุก 552 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 368 เดือน แต่ความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี จึงให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2)

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (2) (3), 9 วรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน กับฐานร่วมกันฟอกเงิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามฟ้องข้อ 1.24 ข้อ 1.42 และข้อ 1.69 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน จึงให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี ส่วนความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตามฟ้องข้ออื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายโจว เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงคำ ชื่อบัญชี นางไป่โล ซึ่งเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 บัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงคำ ชื่อบัญชี นายจิรายุทธ์ ซึ่งเป็นชื่อของจำเลยที่ 3 และบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเชียงคำ ชื่อบัญชี นายโจว ต่อมาคนร้ายใช้บัญชีเงินฝากทั้งสามดังกล่าวรับโอนเงินค่าซื้อขายยาเสพติด และใช้บัตรเอทีเอ็ม ที่ผูกติดกับบัญชีเงินฝากทั้งสามถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากข้างต้นผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติหลายครั้ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายโจวผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ รวม 3 ครั้ง โดยจำเลยที่ 1 รู้หรือควรรู้ว่าเงินที่ถอนออกไปนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินดังกล่าว และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินนั้นเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามฟ้องข้อ 1.1 กับฐานฟอกเงินตามฟ้องข้อ 1.24 ข้อ 1.42 และข้อ 1.69 จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกา แต่ทำคำแก้ฎีกาโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากดังกล่าว ไม่ได้กระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและฐานฟอกเงิน ขอให้ยกฟ้อง คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นการขอให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยยกฟ้องโจทก์ทุกข้อหา จำเลยที่ 1 ต้องทำเป็นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จะทำเป็นคำแก้ฎีกาหาได้ไม่ จึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินนั้นเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามฟ้องข้อ 1.1 และจำเลยที่ 1 ใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายโจวที่รับโอนเงินค่ายาเสพติดผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามฟ้องข้อ 1.24 ข้อ 1.42 และข้อ 1.69 การถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากที่รับโอนเงินค่ายาเสพติดถือว่าเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้มาหรือครอบครองทรัพย์สินโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นความผิดฐานฟอกเงิน แม้พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 ใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินออกจากบัญชีที่รับโอนเงินค่ายาเสพติดผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติตามฟ้องข้อ 1.24 ข้อ 1.42 และข้อ 1.69 รวมเพียง 3 ครั้ง แต่ที่พันตำรวจโทธนา เบิกความว่า พยานจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 เขียนคำให้การด้วยตนเองว่าจำเลยที่ 1 เป็นพี่เขยของจำเลยที่ 3 เมื่อ 2 ปี ที่แล้วจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 3 เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและทำบัตรเอทีเอ็ม แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 มอบสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มแก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และเป็นน้องภริยาของจำเลยที่ 1 และให้การทันทีที่ถูกจับกุม ซึ่งมีเหตุผลอันหนักแน่นให้เชื่อได้ว่าคำให้การของจำเลยที่ 3 เป็นความจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เปิดบัญชีธนาคารและทำบัตรเอทีเอ็มมอบให้จำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ขอ เช่นเดียวกับนายโจวญาติของจำเลยที่ 1 ซึ่งหลบหนี จากนั้นมีการรับโอนเงินเข้าบัญชีและใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินออกจากบัญชีตลอดเวลาเรื่อยมา เมื่อบัญชีและบัตรเอทีเอ็มเป็นของญาติใกล้ชิดที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ต้น และจำเลยที่ 1 เองก็เคยใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินออกจากบัญชีจำเลยที่ 1 ย่อมรู้ว่ามีการใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มกระทำความผิด โดยเฉพาะปรากฏว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 ใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติด้วยตัวเองตามฟ้องข้อ 1.24 ในวันที่ 26 มกราคม 2560 จากบัญชีจำเลยที่ 2 รวม 10 ครั้ง เป็นเงิน 200,000 บาท ตามฟ้องข้อ 1.42 ในวันเดียวกัน จากบัญชีจำเลยที่ 3 รวม 9 ครั้งเป็นเงิน 199,000 บาท และตามฟ้องข้อ 1.69 ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 จากบัญชีนายโจว รวม 9 ครั้ง เป็นเงิน 200,000 บาท นั้น มีการถอนเงินจากทุกบัญชีดังกล่าวหลายวันติดต่อกันทุกวัน และหลังจากจำเลยที่ 1 ถอนเงินแล้วก็ยังมีการถอนเงินในวันรุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องอีก แสดงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันครอบครองบัตรเอทีเอ็มไว้ตลอดเวลาเพื่อถอนเงิน และจำเลยที่ 1 ย่อมรับรู้การกระทำของพวกจำเลยที่ 1 ในการรับโอนเงินและถอนเงินแต่ละครั้งด้วย ไม่ว่าพวกของจำเลยที่ 1 เป็นผู้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ถอนเงิน หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มอบหมายให้พวกของจำเลยที่ 1 ถอนเงินพฤติการณ์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมในการรับโอนเงินและถอนเงินทุกครั้งตามฟ้องโดยแบ่งหน้าที่กันทำ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิดทุกกระทงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่เฉพาะที่จำเลยที่ 1 ถอนเงินด้วยตนเอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดอื่นนอกจากความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ข้อ 1.24 ข้อ 1.42 และข้อ 1.69 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เปิดบัญชีเงินฝาก แล้วจำเลยที่ 2 มอบบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มที่ผูกติดกับบัญชีเงินฝากดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นการซื้อขายยาเสพติด หรือรู้เห็นการจ่ายเงินค่าซื้อขายยาเสพติดโดยโอนเงินผ่านบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 2 ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นแม่ยายของจำเลยที่ 1 จึงอาจเปิดบัญชีเงินฝากและมอบบัตรเอทีเอ็มแก่จำเลยที่ 1 เพราะเกรงใจและเชื่อใจจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกเขยว่าจะไม่นำไปใช้กระทำความผิดก็ได้ พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 รู้หรือควรรู้ว่าเปิดบัญชีเงินฝากและมอบบัตรเอทีเอ็มแก่จำเลยที่ 1 เพื่อรับโอนเงินค่าซื้อขายยาเสพติดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (2) (3), 9 วรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน กับฐานร่วมกันฟอกเงิน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 ปี รวม 69 กระทง เป็นจำคุก 69 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้ว จึงให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 ม. 9 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางพรชนก ณ ถลาง
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3626/2565
#686569
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 345 หมายถึงให้คู่ความหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับดำเนินการขอรับเงินดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดห้าปี หากไม่ดำเนินการขอรับไปภายในห้าปีนับแต่คดีถึงที่สุด เงินดังกล่าวยังคงค้างจ่ายอยู่ก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการจัดทำระบบบัญชีการเงินต่าง ๆ ของศาลและการนําเงินส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2557 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและสั่งคืนค่าขึ้นศาล 10,000 บาท แก่โจทก์ โดยทนายโจทก์และในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์มาศาลจึงถือว่าทราบคำสั่งในวันดังกล่าวแล้ว ครั้นวันที่ 28 มกราคม 2558 โจทก์ยื่นคําแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตรวจคืนและออกเช็คคืนค่าขึ้นศาลแล้ว แต่โจทก์ไม่มารับ แสดงว่าเงินค่าขึ้นศาลที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้คืนแก่โจทก์ยังค้างจ่ายอยู่ในศาล เมื่อโจทก์เพิ่งมาแถลงขอรับเงินดังกล่าวในวันที่ 27 ธันวาคม 2562 จึงพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 345 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ดังนั้น หากนับระยะเวลาดังที่โจทก์อ้างว่าเมื่อศาลอนุญาตแล้วจะมารับเมื่อใดก็ได้ จะทำให้ระยะเวลาการรับเงินยืดเยื้อออกไปไม่สิ้นสุด ซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรานี้

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ทนายโจทก์และในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ยื่นคําแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืนเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเอาเงินค้างจ่ายภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและต้องเริ่มนับระยะเวลาสิทธิการเรียกเอาเงินค้างจ่ายนับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับเงินตามคำสั่งอนุญาตของศาลนั้น เป็นฎีกาข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมและสั่งคืนค่าขึ้นศาล 10,000 บาท แก่โจทก์ วันที่ 28 มกราคม 2558 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 ให้ตรวจคืนและออกเช็คคืนค่าขึ้นศาลวันเดียวกัน วันที่ 27 ธันวาคม 2562 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืนและเปลี่ยนวิธีการรับเงินคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินค่าขึ้นศาลคืนตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2557 แต่โจทก์มิได้ใช้สิทธิเรียกเอาภายใน 5 ปี เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 345 ให้ยกคำขอ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า โจทก์ต้องใช้สิทธิเรียกเอาเงินค่าธรรมเนียมศาลคืนภายในกำหนดเวลา 5 ปี ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 345 บัญญัติว่า "บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน" หมายถึงให้คู่ความหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับดำเนินการขอรับเงินดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดห้าปี หากไม่ดำเนินการขอรับไปภายในห้าปีนับแต่คดีถึงที่สุด เงินดังกล่าวยังคงค้างจ่ายอยู่ก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการจัดทำระบบบัญชีการเงินต่าง ๆ ของศาลและการนำเงินส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2557 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและสั่งคืนค่าขึ้นศาล 10,000 บาท แก่โจทก์ โดยทนายโจทก์และในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์มาศาลจึงถือว่าทราบคำสั่งในวันดังกล่าวแล้ว ครั้นวันที่ 28 มกราคม 2558 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตรวจคืนและออกเช็คคืนค่าขึ้นศาลแล้ว แต่โจทก์ไม่มารับ แสดงว่าเงินค่าขึ้นศาลที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้คืนแก่โจทก์ยังค้างจ่ายอยู่ในศาล เมื่อโจทก์เพิ่งมาแถลงขอรับเงินดังกล่าวในวันที่ 27 ธันวาคม 2562 จึงพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 345 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ดังนั้น หากนับระยะเวลาดังที่โจทก์อ้างข้างต้น กล่าวคือ เมื่อศาลอนุญาตแล้วจะมารับเมื่อใดก็ได้ จะทำให้ระยะเวลาการรับเงินยืดเยื้อออกไปไม่สิ้นสุด ซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ของบทบัญญัติมาตรานี้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ทนายโจทก์และในฐานะผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืนเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเอาเงินค้างจ่ายภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและต้องเริ่มนับระยะเวลาสิทธิการเรียกเอาเงินค้างจ่ายนับแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิรับเงินตามคำสั่งอนุญาตของศาลนั้น เป็นฎีกาข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาไม่คืนเงินให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 252 ม. 345
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายดวงแก้ว เทียนกระจ่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายกิตติ อารีรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3623/2565
#690544
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทรวม 13 ฉบับ ให้แก่ ย. ย. จึงเป็นบุคคลที่มีเช็คไว้ในครอบครองโดยฐานเป็นผู้รับเงิน ย. จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 904 ประกอบมาตรา 988 (4) แม้ ย. มีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในการรับเช็คพิพาทมาก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลทำให้โจทก์มีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าขณะที่ธนาคารตามเช็คพิพาทปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาท โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ตามเช็คฉบับหมาย จ.2 จ.10 จ.16 และ จ.20 จำคุกกระทงละ 2 เดือน ตามเช็คฉบับหมาย จ.4 จ.6 จ.8 จ.12 จ.14 จ.18 จ.22 จ.24 และ จ.26 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 13 กระทง เป็นจำคุก 17 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทรวม 13 ฉบับ ให้แก่นายยงศีล ต่อมาเมื่อเช็คถึงกำหนดชำระนายยงศีลนำเช็คพิพาททั้งสิบสามฉบับไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามใบแจ้งผลเช็คคืน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่ เห็นว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทรวม 13 ฉบับ ให้แก่นายยงศีล นายยงศีลจึงเป็นบุคคลที่มีเช็คไว้ในการครอบครองโดยฐานเป็นผู้รับเงิน นายยงศีลจึงเป็นผู้ทรงโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 ประกอบมาตรา 988 (4) แม้นายยงศีลมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในการรับเช็คพิพาทมาดังที่โจทก์กล่าวอ้างก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลทำให้โจทก์มีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าขณะที่ธนาคารตามเช็คพิพาทปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาท โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นางสาวจิราวรรณ ไชยศิรินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิกรม วรการ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3607/2565
#687062
เปิดฉบับเต็ม

แม้บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งตรงกับเอกสารที่แนบท้ายสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.11 และตรงกับเอกสารหมาย ล.19 ที่ออกเอกสารวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 และข้อมูลในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นหน้า 44 ระบุว่า ในปี 2561 โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1141 นอกจากนี้ในระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัท ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาสมุดบัญชีเอกสารของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ย่อมเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้นั้นทุกประการตามมาตรา 1024 แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ไม่เด็ดขาด คู่ความมีสิทธินำสืบหักล้างได้ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายได้ เมื่อจำเลยซึ่งเป็นประธานกรรมการบริษัท อ. มีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทำการเปลี่ยนหุ้นในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ย่อมมีผลกระทบต่อจำนวนหุ้นของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) จำคุก 6 เดือน และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปี (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่)) หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์กับจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัท อ. เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2562 จำเลยคัดข้อมูลจากสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นโดยมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นเอาโจทก์ออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดมาเป็นของจำเลย ทำให้จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น 90,000 หุ้น ส่งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ตามหนังสือขอส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งตรงกับเอกสารที่แนบท้ายสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.11 และตรงกับเอกสารหมาย ล.19 ที่ออกเอกสารวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 และข้อมูลในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นหน้า 44 ระบุว่า ในปี 2561 โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1141 นอกจากนี้ในระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัท ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาสมุดบัญชีเอกสารของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ย่อมเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้นั้นทุกประการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1024 แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ไม่เด็ดขาด คู่ความมีสิทธินำสืบหักล้างได้ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่ได้ความจากพยานบุคคลของจำเลยปากนายกฤษณ์ว่า การชำระเงินค่าหุ้นเป็นเรื่องระหว่างเจ้าของหุ้นกับผู้ซื้อหุ้น หากดูจากเอกสารหมาย ล.18 แผ่นที่ 3 ระบุว่า โจทก์และนางเมธ์วดี ยังไม่ได้ชำระค่าหุ้น บริษัทต้องเก็บต้นฉบับบัญชีผู้ถือหุ้นไว้ที่ทำการ ส่วนที่ส่งมายังสำนักทะเบียนพาณิชย์นั้นเป็นสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) ปากนางสาวอาภาภรณ์ว่า เป็นผู้ทำบัญชีงบการเงิน ในเอกสารหมาย ล.20 ระบุว่า หุ้นบริษัทมีจำนวน 15,000,000 บาท ปากนางสาวรัชนีวรรณว่า เป็นพนักงานบัญชีของบริษัท ว. ซึ่งมีโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ จำไม่ได้ว่าเอกสารหมาย ล.11 เป็นเอกสารอะไร และโจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงตามที่จำเลยแถลงว่า นางสาววนิดา เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัท อ. ในช่วงปี 2557 และในปีดังกล่าวมีการชำระเงินค่าหุ้นของบริษัทเป็นจำนวน 15,000,000 บาท แล้ว โดยมีผู้ถือหุ้น 4 คน ประกอบกับเมื่อพิจารณาเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งเป็นเอกสารข้อตกลงชำระค่าหุ้นที่มีโจทก์และจำเลยลงลายมือชื่อ มีนายภานุสิทธิ์ ลงลายมือชื่อในฐานะทนายความและเอกสารหมาย ล.6 ซึ่งเป็นมติของบริษัท อ. ที่ให้โอนหุ้นให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2559 ที่มีโจทก์และจำเลยลงลายมือชื่อแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายได้ เมื่อจำเลยซึ่งเป็นประธานกรรมการบริษัท อ. มีหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทำการเปลี่ยนหุ้นในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ย่อมมีผลกระทบต่อจำนวนหุ้นของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ที่จำเลยอ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 9677/2556 นั้น เป็นกรณีการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของบริษัท จะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกได้ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว แต่กรณียังมิได้ทำการโอนให้ถูกต้อง ซึ่งข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีนี้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่เคยชำระค่าหุ้นให้แก่จำเลยหรือผู้ถือหุ้นเดิมนั้น เป็นเรื่องของจำเลยหรือผู้ถือหุ้นเดิมสามารถว่ากล่าวกับโจทก์ได้ตามรูปการแห่งหนี้ทั่วไป ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาเรื่องอื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1024 ม. 1141
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ย.
จำเลย — นาย ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสุนิษา บรรเทา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ
ชื่อองค์คณะ
โสภณ โรจน์อนนท์
ชลิต กฐินะสมิต
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3603/2565
#685878
เปิดฉบับเต็ม

ในการร่วมลงทุนก่อสร้างอาคารชุดเพื่อขายนั้น โจทก์ ร. พ. และ ท. เป็นพี่น้องกันและได้ร่วมกันลงทุนกับจำเลยที่ 2 โดยฝ่ายจำเลยที่ 2 ตกลงลงทุน 25,000,000 บาท ส่วนโจทก์และพี่น้องตกลงลงทุน 25,000,000 บาท บ่งชี้ว่า การร่วมลงทุนดังกล่าวแบ่งผู้ลงทุนเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 2 โดยฝ่ายโจทก์มี ร. เป็นกรรมการที่มีอำนาจทำการผูกพันบริษัท ฝ่ายจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการที่มีอำนาจทำการผูกพันบริษัท โดย ร. และจำเลยที่ 2 ต้องลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท จึงจะมีอำนาจทำการผูกพันบริษัท แสดงว่า ร. และจำเลยที่ 2 ต่างเข้ามาเป็นกรรมการของบริษัทเพื่อดูแลผลประโยชน์ของฝ่ายตน เมื่อโจทก์เป็นพี่น้องของ ร. และร่วมลงทุนเป็นฝ่ายเดียวกับ ร. จึงเป็นปกติที่โจทก์จะต้องคอยติดตามการดำเนินงานของบริษัทผ่านทาง ร. เชื่อว่าโจทก์ทราบดีถึงการกระทำของ ร. แต่โจทก์ไม่ได้คัดค้าน ดังนั้น เมื่อ ร. มีส่วนรู้เห็นในการกระทำของจำเลยที่ 2 และยินยอมให้มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในรายงานการประชุมวิสามัญ และงบการเงินของบริษัท อ. ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับ ร. รู้เห็นและยินยอมให้มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารดังกล่าวด้วย โจทก์จึงมีส่วนในการกระทำความผิด ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 38, 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 137, 267, 268, 353

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ยกฟ้องเฉพาะความผิดตามฟ้อง ข้อ 2.3.4 และ ข้อ 4 ส่วนความผิดตามฟ้องข้ออื่นเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา 268 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 38 ให้ยก คงมีมูลให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 353 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) รวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามกระทงละ 8 เดือน รวม 4 กระทง จำคุกคนละ 32 เดือน

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อกลางปี 2555 โจทก์ นางสาวรติรส นายพูนอังกูล และนายทักษพงษ์ ซึ่งเป็นบุตรของนายอนันต์ ตกลงร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เพื่อทำธุรกิจก่อสร้างอาคารชุดเพื่อขาย ชื่อโครงการเซอราโน่ ใช้บริษัท อ. ในการดำเนินธุรกิจ เดิมบริษัทดังกล่าวก่อตั้งโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการซึ่งมีอำนาจลงลายมือผูกพันบริษัท การร่วมลงทุนดังกล่าวตกลงให้จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 50,999 หุ้น จำเลยที่ 3 ถือหุ้น 1 หุ้น รวมจำนวนหุ้นคิดเป็นร้อยละ 51 โจทก์ นางสาวรติรส นายพูนอังกูลและนายทักษพงษ์ถือหุ้นคนละ 12,250 หุ้น รวมจำนวนหุ้นคิดเป็นร้อยละ 49 ซึ่งได้จดทะเบียนให้โจทก์กับพวกเป็นผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2556 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงจำนวนและอำนาจของกรรมการเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2556 เพิ่มนางสาวรติรสเป็นกรรมการอีกคนหนึ่ง โดยจำเลยที่ 2 และนางสาวรติรสเป็นกรรมการที่มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทโดยลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 110788 เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 6.5 ตารางวา กับนายพงศ์ธวัช ในราคาตารางวาละ 45,000 บาท รวมเป็นเงิน 81,270,000 บาท วันที่ 23 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 76657 เนื้อที่ 1,786.50 ตารางวา กับนายอนันต์ ในราคาตารางวาละ 45,000 บาท รวมเป็นเงิน 80,392,500 บาท ภายหลังที่ดินโฉนดเลขที่ 110788 แบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 169185 เนื้อที่ 1 งาน 28.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 76657 แบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 169184 เนื้อที่ 86.5 ตารางวา ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 2 และนางสาววติรสในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท อ. ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 76657 โฉนดเลขที่ 169184 และโฉนดเลขที่ 169185 กับนายอนันต์และนายพงศ์ธวัช ในราคา 204,000,000 บาท 10,380,000 บาท และ 15,420,000 บาท ตามลำดับ และจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางขุนเทียน โดยจำเลยที่ 2 เสนอรายงานการประชุมวิสามัญครั้งที่ 6/2556 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2556 เรื่อง ซื้อที่ดินจำนวน 3 แปลง ต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อประกอบการทำนิติกรรมจดทะเบียน ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 2 และนางสาวรติรสในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท อ. ทำสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 110788 กับนายพงศ์ธวัช และจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยเสนอรายงานการประชุมวิสามัญครั้งที่ 7/2556 ประกอบการทำนิติกรรมจดทะเบียน ต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 บริษัท อ. นำส่งงบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยงบการเงินระบุว่า งบการเงินนี้ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ระบุว่าต้นทุนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 342,972,510.29 บาท และระบุว่ามีเงินกู้ระยะสั้นจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน 339,200,000 บาท วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 บริษัท อ. นำส่งงบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยงบการเงินระบุว่า งบการเงินนี้ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีครั้งที่ 1/2558 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 บริษัท อ. นำส่งงบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยงบการเงินระบุว่า งบการเงินนี้ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 บริษัท อ. นำส่งงบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยงบการเงินระบุว่า งบการเงินนี้ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2560 ความจริงแล้วบริษัท อ. ไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงินดังกล่าวข้างต้น ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มจำนวนผู้ถือหุ้นของบริษัท และที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 มีมติถอดถอนนางสาวรติรสออกจากการเป็นกรรมการ คดีสำหรับจำเลยทั้งสามในความผิดตามฟ้อง ข้อ 2.3.4 และ ข้อ 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ยกฟ้อง ส่วนความผิดตามฟ้องข้ออื่นเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 268 และพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 38 ศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.2 อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) หรือไม่ และตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 2.3.1 ถึง 2.3.3 และข้อ 3.1 ถึงข้อ 3.3 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่กับปัญหาตามฎีกาและคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) หรือไม่ ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาและคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสามเสียก่อนว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ เห็นว่า นางสาวรติรสเป็นกรรมการที่มีอำนาจทำการแทนบริษัท อ. โดยลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 2 และประทับตราสำคัญของบริษัท ถือว่านางสาวรติรสเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท อ. คนหนึ่ง เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญาขายที่ดินทั้งสามแปลง รายงานการประชุมวิสามัญ ครั้งที่ 6/2556 และงบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556 และรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 ปรากฏว่านางสาวรติรสลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 2 ในเอกสารดังกล่าว ดังนั้น เมื่อบริษัท อ. ไม่เคยประชุมวิสามัญครั้งที่ 6/2556 และไม่เคยประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อรับรองงบการเงินทั้งสี่ปีดังกล่าว แสดงว่านางสาวรติรสมีส่วนรู้เห็นในการกระทำของจำเลยที่ 2 และยินยอมให้มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารดังกล่าว ส่วนงบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 และรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ซึ่งแม้ไม่ปรากฏว่านางสาวรติรสและจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ แต่ก็เป็นงบการเงินที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจัดทำต่อเนื่องมาจากงบการเงินปีก่อนที่นางสาวรติรสและจำเลยที่ 2 เคยลงลายมือชื่อไว้ แสดงว่างบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 และรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 จัดทำขึ้นตามแนวทางเดิมที่นางสาวรติรสและจำเลยที่ 2 เคยปฏิบัติมาในปีก่อน ๆ ซึ่งหมายถึงการลงข้อความเท็จในงบการเงินว่างบการเงินนี้ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นแล้ว เชื่อว่านางสาวรติรสยินยอมให้มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในงบการเงินดังกล่าวเช่นกัน ในการร่วมลงทุนก่อสร้างอาคารชุดเพื่อขายนั้น โจทก์ นางสาวรติรส นายพูนอังกูลและนายทักษพงษ์เป็นพี่น้องกันและได้ร่วมกันลงทุนกับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ นางสาวรติรส นายพูนอังกูล และนายทักษพงษ์ถือหุ้นคนละ 12,250 หุ้น รวมจำนวนหุ้นคิดเป็นร้อยละ 49 จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 50,999 หุ้น จำเลยที่ 3 ถือหุ้น 1 หุ้น รวมจำนวนหุ้นคิดเป็นร้อยละ 51 เมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความของโจทก์และนางสาวรติรสที่เบิกความยืนยันว่าฝ่ายจำเลยที่ 2 ตกลงลงทุน 25,000,000 บาท ส่วนโจทก์และพี่น้องตกลงลงทุน 25,000,000 บาท แล้ว สอดรับกับการถือหุ้นดังกล่าว บ่งชี้ว่าการร่วมลงทุนดังกล่าวแบ่งผู้ลงทุนเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 2 โดยฝ่ายโจทก์มีนางสาวรติรสเป็นกรรมการที่มีอำนาจทำการผูกพันบริษัท ฝ่ายจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการที่มีอำนาจทำการผูกพันบริษัท โดยนางสาวรติรสและจำเลยที่ 2 ต้องลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทจึงจะมีอำนาจทำการผูกพันบริษัท แสดงว่านางสาวรติรสและจำเลยที่ 2 ต่างเข้ามาเป็นกรรมการของบริษัทเพื่อดูแลผลประโยชน์ของฝ่ายตน เมื่อโจทก์เป็นพี่น้องของนางสาวรติรสและร่วมลงทุนเป็นฝ่ายเดียวกับนางสาวรติรส จึงเป็นปกติที่โจทก์จะต้องคอยติดตามการดำเนินงานของบริษัทผ่านทางนางสาวรติรส เชื่อว่าโจทก์ทราบดีถึงการกระทำของนางสาวรติรสตลอดมาแต่โจทก์ไม่ได้คัดค้าน ดังนั้น เมื่อนางสาวรติรสมีส่วนรู้เห็นในการกระทำของจำเลยที่ 2 และยินยอมให้มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในรายงานการประชุมวิสามัญ ครั้งที่ 6/2556 งบการเงินของบริษัท อ. รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2556 รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 และรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับนางสาวรติรสรู้เห็นและยินยอมให้มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารดังกล่าวด้วย โจทก์จึงมีส่วนในการกระทำความผิด ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยทั้งสามในปัญหาอื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ก.
จำเลย — นาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสมศักดิ์ ธนากิจพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3591/2565
#687514
เปิดฉบับเต็ม

เดิมผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของ ร. ผู้ตาย โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือพินัยกรรมของ ร. ฉบับลงวันที่ 6 ธันวาคม 2557 ซึ่งพินัยกรรมระบุให้ผู้ร้องทั้งสองเป็นทายาทตามพินัยกรรม และให้ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประกาศตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองโดยชอบ ต่อมาผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านโดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมเพียงคนเดียวของผู้ตาย มีคำขอบังคับให้เพิกถอนพินัยกรรม อ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมจริง แต่ทำโดยการใช้กลฉ้อฉลและสำคัญผิด ตกเป็นโมฆะ และผู้ร้องทั้งสองมิใช่ทายาทโดยธรรม หรือผู้มีส่วนได้เสีย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำคัดค้านว่ารับคำคัดค้าน สำเนาให้ผู้ร้องทั้งสอง จึงให้ดำเนินคดีไปอย่างคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับดังต่อไปนี้ (1) ให้เริ่มคดีโดยการยื่นคำร้องขอต่อศาล ...(4) บุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นว่านี้มาเป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาท..." ซึ่ง ป.วิ.พ. มีบทบัญญัติเกี่ยวกับคดีมีข้อพิพาทไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 มาตรา 170 ถึงมาตรา 188 เมื่อคำคัดค้านของผู้คัดค้านมีคำขอบังคับเป็นประเด็นสำคัญสองประการคือ 1. ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนพินัยกรรมของผู้ตายโดยกล่าวอ้างว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ ด้วยเหตุการใช้กลฉ้อฉล และสำคัญผิด เท่ากับผู้คัดค้านโต้แย้งสิทธิโดยตรงต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน เพราะหากฟังได้ตามคำคัดค้านเท่ากับทายาทตามพินัยกรรมย่อมไม่ได้รับสิทธิที่ระบุไว้ในพินัยกรรม คำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเท่ากับเป็นคำฟ้องต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน และเป็นฟ้องแย้งต่อผู้ร้องทั้งสองด้วย ทั้งกรณีจะถือว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นตัวแทนของทายาทตามพินัยกรรมทุกคนก็มิได้ เนื่องจากยังไม่มีการตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายเรียกพร้อมสำเนาคำคัดค้านต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคนและผู้ร้องทั้งสองเพื่อให้การต่อสู้คดี 2. ผู้คัดค้านมีคำขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยอ้างสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมแต่เพียงผู้เดียว เมื่อปรากฏตามบัญชีเครือญาติเอกสารท้ายคำร้องของผู้ร้องทั้งสองว่ายังมีทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่อีก 7 คน รวมถึงผู้ร้องสอดในคดีด้วย และอาจยังมีทายาทโดยธรรมอื่นที่ยังไม่ปรากฎ รวมถึงอาจมีผู้มีส่วนได้เสียอื่นอีก ซึ่งบุคคลเหล่านี้ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะเข้ามาในคดี เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทแล้ว ชอบที่จะสั่งให้ผู้คัดค้านส่งหมายนัดพร้อมสำเนาคำคัดค้านให้ทายาทโดยธรรมทุกคนตามรายชื่อที่ปราฏในขณะนั้น รวมถึงให้มีการประกาศสาธารณะคำคัดค้านเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียอื่นที่อาจมีได้ทราบและเข้ามาปกป้องสิทธิ กรณีถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นกรณีเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการส่งคำคู่ความและการพิจารณาคดี อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และ 252 เห็นควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีสมร ผู้ตาย และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้พินัยกรรมฉบับดังกล่าวเป็นโมฆะ และยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองกับมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองและยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนางธัญญ์ชยาหรือชนัญญ์ชยา ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีสมร ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกาไม่อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมคดีนี้ ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ขอศาลตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีสมร ผู้ตาย โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ พินัยกรรมของนางศรีสมร ฉบับลงวันที่ 6 ธันวาคม 2557 ซึ่งพินัยกรรมมีข้อความระบุผู้ร้องทั้งสองเป็นทายาทตามพินัยกรรม และให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประกาศตามคำร้องขอ ผู้ร้องทั้งสองโดยชอบแล้ว ต่อมาผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คือ สิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมเพียงคนเดียวของนางศรีสมร ผู้ตาย มีคำขอบังคับให้ศาลเพิกถอนพินัยกรรม อ้างเหตุว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมจริง แต่ทำโดยการใช้กลฉ้อฉลและสำคัญผิดตกเป็นโมฆะ และอ้างเหตุว่าผู้ร้องทั้งสองมิใช่ทายาทโดยธรรม หรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำคัดค้านว่า "รับคำคัดค้านสำเนาให้ผู้ร้องทั้งสอง จึงให้ดำเนินคดีต่อไปอย่างคดีมีข้อพิพาท" เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 บัญญัติว่า "ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับดังต่อไปนี้ (1) ให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล...4) ถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาท ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรง หรือโดยอ้อม ให้ถือว่าบุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาท..." ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มีบทบัญญัติเรื่องวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น เกี่ยวกับคดีมีข้อพิพาทไว้ตาม ภาค 2 ลักษณะ 1 วิธีพิจารณาสามัญในศาลชั้นต้น มาตรา 170 ถึงมาตรา 188 ดังนี้ เมื่อคำคัดค้านของผู้คัดค้านมีคำขอบังคับเป็นประเด็นสำคัญสองประการ ประการแรก คือ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนพินัยกรรมของผู้ตายโดยผู้คัดค้านกล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่า พินัยกรรมตกเป็นโมฆะ ด้วยเหตุการการใช้กลฉ้อฉลและสำคัญผิด เท่ากับผู้คัดค้านโต้แย้งสิทธิโดยตรงต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน เพราะหากฟังได้ตามคำคัดค้านเท่ากับทายาทตามพินัยกรรมย่อมไม่ได้รับสิทธิตามที่ระบุในพินัยกรรมและกระทบกระเทือนโดยอ้อมตามข้ออ้างของผู้คัดค้านที่อ้างว่า มีการใช้กลฉ้อฉล และสำคัญผิด คำคัดค้านของผู้คัดค้านจึงเท่ากับเป็นคำฟ้องต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน และเป็นคำฟ้องแย้งต่อผู้ร้องทั้งสองด้วย ทั้งกรณีจะถือว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นตัวแทนของทายาทตามพินัยกรรมทุกคนก็มิได้ เพราะยังไม่มีการตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านนำส่งหมายเรียก พร้อมสำเนาคำคัดค้านต่อทายาทตามพินัยกรรมทุกคน และผู้ร้องทั้งสอง เพื่อให้การต่อสู้คดีตามบทบัญญัติในมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 57 (3) มาตรา 173 วรรคหนึ่งและมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวข้างต้น และเมื่อพิจารณาในส่วนของคำขอบังคับประการที่สอง ผู้คัดค้านมีคำขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยผู้คัดค้านอ้างสิทธิในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมแต่เพียงผู้เดียวของเจ้ามรดกผู้ตาย นั้น ตามเอกสารในสำนวนศาลชั้นต้นในขณะนั้น ปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง อ้างบัญชีเครือญาติผู้ตายระบุว่านางศรีสมร ผู้ตาย มีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย 3 คน คือ ผู้คัดค้าน, นายศรพร ซึ่งถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก (ไม่มีทายาท) และนายวัลลภ โดยระบุว่านายวัลลภ ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก มีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอีก 7 คน เท่ากับว่าหากพินัยกรรมตกเป็นโมฆะดังที่ผู้คัดค้านอ้าง ทรัพย์มรดกของผู้ตายย่อมตกเป็นสิทธิของทายาทโดยธรรม ซึ่งรวมถึงทายาทที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายวัลลภคือบุตรทั้ง 7 คน ดังกล่าวข้างต้นซึ่งรวมถึงผู้ร้องสอดในคดีนี้ด้วย นอกจากนี้ยังอาจมีทายาทโดยธรรมอื่นอีกที่ไม่ปรากฏรวมถึงอาจมีผู้มีส่วนได้เสียอื่นอีก เช่น เจ้าหนี้กองมรดก ซึ่งบุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียทั้งโดยตรงและโดยอ้อมที่มีสิทธิเข้ามาในคดีนี้ได้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทแล้ว จึงชอบที่จะต้องสั่งให้ผู้คัดค้านส่งหมายนัดพร้อมสำเนาคำคัดค้านให้ทายาทโดยธรรมทุกคนตามรายชื่อที่ปรากฏในขณะนั้น รวมถึงสั่งให้มีการประกาศสาธารณะคำคัดค้านเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียอื่นที่อาจมี ได้ทราบและเข้ามาปกป้องสิทธิได้ การที่ผู้คัดค้านอ้างในคำคัดค้านว่าเป็นทายาทโดยธรรมแต่เพียงผู้เดียว จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนและมีผลทำให้ผู้มีส่วนได้เสียอื่นรวมทั้งผู้ร้องสอด และผู้ร้องอื่นอีกหลายคนตามที่ปรากฏในเวลาต่อมา ไม่ทราบข้อโต้แย้งสิทธิตามคำคัดค้าน และเป็นเงื่อนไขให้เกิดข้อพิพาทขยายตัวทำให้การจัดการมรดกไม่อาจดำเนินการได้สำเร็จเรียบร้อย ถือว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นกรณีเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการส่งคำคู่ความ และการพิจารณาคดี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และ 252 เห็นควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามกระบวนการดังวินิจฉัยมาข้างต้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องสอด เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลคดี

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นนับแต่คำสั่งรับคำคัดค้าน ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ทั้งหมด โดยให้ดำเนินกระบวนการเกี่ยวกับการประกาศสาธารณะคำคัดค้านและการส่งคำคู่ความพร้อมหมายเรียกและหรือหมายนัดแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดใหม่แล้วให้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ยกฎีกาผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 188 ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย พ. กับพวก
ผู้ร้องสอด — นางสาว ศ.
ผู้คัดค้าน — นาง ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครนายก — นายทรงชัย รัตนปริญญานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรฤทธิ์ ธีระศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชลิต กฐินะสมิต
กีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3583/2565
#690545
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าอาวาสวัด ล. ซึ่งตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45 บัญญัติให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความใน ป.อ. เมื่อจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ล. ร่วมกับ น. เบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินโดยทุจริต และร่วมกระทำความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ราชการกระทำความผิด อันเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามความในมาตรา 5 (1) (2) และมาตรา 9 ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จำเลยจึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ทั้งนี้ตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 10, 11, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ อ.434/2561 ของศาลอาญา

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1) (2), 9, 10, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 13 กระทง เป็นจำคุก 39 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 26 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา มีสมณศักดิ์ชั้นพระครูชื่อพระครู ก. เป็นเจ้าอาวาสวัด ล. อำเภอ ช. และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ ช. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรมอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการพระพุทธศาสนาส่งเสริมพัฒนาพระพุทธศาสนาและดูแลรักษาศาสนสมบัติตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์และอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาตรา 46 (3) และมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 7 (4) มีผู้อำนวยการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการงานของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้เป็นไปตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 36 การแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้เป็นไปตามกฎกระทรวงซึ่งกฎหมายกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ข้อ 3 ให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นราชการบริหารส่วนกลางและราชการบริหารส่วนภูมิภาค นายนพรัตน์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระหว่าง พ.ศ. 2555 ถึง 2557 ในงบประมาณปี 2555 ถึงปี 2560 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโอนงบเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ดังนี้

1. ให้วัด ล. ซึ่งมีจำเลยเป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2555

2. ให้วัด ล. 3,000,000 บาท เข้าบัญชีข้างต้น เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2557

3. ให้วัด ค. ซึ่งมีพระครู ศ. เป็นเจ้าอาวาส 3,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2557

4. ให้วัด ญ. ซึ่งมีพระอธิการ ถ. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2557

5. ให้วัด ย. ซึ่งมีพระครู ส. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558

6. ให้วัด ง. ซึ่งมีพระอธิการ ห. เป็นเจ้าอาวาส เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558

7. ให้วัด อ. ซึ่งมีพระครู ผ. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558

8. ให้วัด ป. ซึ่งมีพระครู น. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558

9. ให้วัด ร. ซึ่งมีพระครู ว. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558

10. ให้วัด ห. ซึ่งมีพระอธิการ ล. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2558

11. ให้วัด ด. ซึ่งมีพระปลัด ป. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558

12. ให้วัด ท. ซึ่งมีพระครู ฐ. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558

13. ให้วัด บ. ซึ่งมีพระอธิการ ท. เป็นเจ้าอาวาส 2,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ได้นั้น จะต้องได้ความก่อนว่าเป็นการนำเงินหรือทรัพย์สินของกลางที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานหรือการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำที่เป็นความผิดมูลฐานอันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมาเปลี่ยนสภาพเป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยถูกต้อง กรณีจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินทั้ง 13 รายการข้างต้นไม่ชอบด้วยระเบียบ กฎหมาย อันเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ ทางไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความจากนายวิวัฒน์ นักวิชาการศาสนาชำนาญการพิเศษปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกลุ่มบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ สังกัดกองพุทธศาสนสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พยานโจทก์เบิกความประกอบบันทึกคำให้การว่า ในช่วงปี 2555 ถึง 2560 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้จัดสรรงบประมาณประเภทงบอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดให้แก่วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีขั้นตอนคือ กลุ่มบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ในสังกัดของกองพุทธศาสนสถานจะเสนอคำของบประมาณผ่านไปยังสำนักงานเลขาธิการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยส่วนแผนงานจะรวบรวมคำของบประมาณเสนอไปยังสำนักงบประมาณ เมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณตามพระราชบัญญัติว่าด้วยงบประมาณแต่ละปีงบประมาณแล้ว กลุ่มบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะจัดทำแผนโครงการซึ่งประกอบด้วยกรอบวงเงินที่จะใช้บูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดเสนอต่อผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด ชุดแรกเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์การขอรับเงินอุดหนุน ประกอบด้วยพระเถระชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นกรรมการมหาเถระสมาคม 4 รูป รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ดูแลกองพุทธศาสนสถานเป็นประธาน มีผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการระดับกองทุกกองในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นกรรมการ และผู้อำนวยการกลุ่มบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์จะเป็นกรรมการและเลขานุการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติในการที่จะจัดสรรงบอุดหนุนและบูรณปฏิสังขรณ์วัดให้แก่วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศและออกเป็นประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่องการขอรับเงินอุดหนุนและบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด ส่วนคณะกรรมการชุดที่ 2 จะเป็นคณะทำงานพิจารณาการขอรับเงินสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด ประกอบด้วยรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ดูแลกองพุทธศาสนสถานเป็นประธานผู้อำนวยการกองต่าง ๆ เป็นกรรมการ และมีผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาและศาสนสงเคราะห์เป็นเลขานุการ ทำหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณกรอบวงเงินที่จะจัดให้แก่วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศคณะกรรมการชุดนี้จะรวบรวมคำขอของวัดต่าง ๆ ที่เสนอขอรับเงินอุดหนุนมา และตรวจสอบว่ามีเอกสารประกอบคำขอครบถ้วนหรือไม่ คำขอเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ และวัดมีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ เมื่อเห็นว่าวัดมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนดแล้ว คณะกรรมการจะมีมติจัดสรรเงินงบประมาณแก่วัดต่าง ๆ และเลขานุการจะทำหนังสือรายงานเสนอขออนุมัติโอนเงินให้แก่วัดโดยผ่านกลุ่มบริหารการเงิน บัญชี และงบประมาณเพื่อตรวจสอบวงเงิน เมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้ว ก็จะเสนอผ่านรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่กำกับดูแลกองพุทธศาสนสถาน แล้วเสนอไปยังผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามลำดับ เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว เรื่องดังกล่าวจะกลับมาที่กลุ่มบริหารการเงินบัญชีและงบประมาณเพื่อโอนให้แก่วัดโดยตรงหรือผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแล้วแต่กรณี นอกจากนี้งบประมาณอีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้ที่ส่วนกลางที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อไว้จัดสรรเกี่ยวกับวัดที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร วัดที่ขออุดหนุนงบประมาณเป็นพิเศษ วัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่น เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามระเบียบกรมการศาสนา พ.ศ. 2513 แสดงให้เห็นว่า การจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัดจะต้องมีคำขอแสดงเหตุผลและความจำเป็นในการขอรับเงินอุดหนุน และการอนุมัติต้องกระทำในรูปแบบคณะกรรมการประกอบไปด้วยรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ดูแลกองพุทธศาสนสถานเป็นประธาน ผู้อำนวยการกองต่าง ๆ เป็นกรรมการและมีผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาศาสนสงเคราะห์เป็นเลขานุการล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการระดับสูงของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งโดยหลักปฏิบัติราชการทางปกครอง คณะกรรมการดังกล่าวจะต้องพิจารณาคำขอของแต่ละวัดอย่างรอบคอบเพื่อให้เป็นตามความจำเป็นและใช้งบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า วัดทั้งสิบสองวัดตามฟ้องไม่ได้ทำคำขอรับการสนับสนุนเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด แต่เอกสารคำขอมีผู้จัดทำขึ้นและยื่นให้คณะทำงานเพื่อพิจารณาการขอรับการสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัดด้วยวิธีพิเศษคือยื่นตรงต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งก็คือเจ้าหน้าที่ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินั่นเอง ในการประชุมอนุมัติก็ไม่ได้ประชุมอย่างแท้จริง ไม่มีการนำคำขอของแต่ละวัดมาพิจารณา หากแต่มีการเตรียมการประชุมมาล่วงหน้า คำขอระบุกว้าง ๆ แต่เพียงว่าบูรณะเสนาสนะเท่านั้น การกระทำในลักษณะดังกล่าวไม่สามารถกระทำคนเดียวได้จะต้องร่วมรู้หลายคนอันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติกำหนดให้ต้องปฏิบัติและเป็นการปฏิบัติราชการที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นและเป็นการกระทำโดยทุจริตให้มีการเบิกเงินงบประมาณ ซึ่งในการแสวงหาประโยชน์ดังกล่าวย่อมต้องมีการติดต่อกันกับวัดที่ไม่มีสิทธิรับเงินเพื่อขอรับเงินที่อนุมัติไปมิชอบคืนซึ่งต้องอาศัยความสัมพันธ์เป็นส่วนตัวและความไว้เนื้อเชื่อใจและจะต้องตกลงถึงส่วนแบ่งเงินก่อนที่วัดจะรับเงินซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย หากไม่มีข้อตกลงล่วงหน้าวัดที่รับเงินอาจไม่แบ่งเงินคืนให้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายนพรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระหว่าง พ.ศ. 2555 ถึง 2557 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่คุ้นเคยกับจำเลยมาตั้งแต่ยังเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ประสานงานติดต่อจำเลยในเรื่องการโอนเงินงบประมาณซึ่งนายนพรัตน์เองเป็นผู้อนุมัติ จำเลยแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายรับเงินงบประมาณที่โอนมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คืนเงินส่วนใหญ่ให้นายนพรัตน์ ส่วนที่เหลือนำเข้าบัญชีส่วนตัวใช้จ่ายส่วนตัว โดยไม่นำเข้าบัญชีวัดและใช้เพื่อการบูรณปฏิสังขรณ์หรือพัฒนาวัด โดยจำเลยรับโอนเงินที่โอนมายังวัด ล. ที่จำเลยเป็นเจ้าอาวาส 2 ครั้ง นอกจากนี้จำเลยยังเป็นผู้ดำเนินการชักจูงประสานงานให้วัดอื่นตามฟ้องอีก 11 วัด อยู่ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ 2 วัด จังหวัดตาก 3 วัด จังหวัดนครสวรรค์ 3 วัด และจังหวัดชุมพร อีก 3 วัด เข้าแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายโดยนำเงินไปใช้ส่วนตัวและให้นายนพรัตน์ หาได้มีการนำเงินไปบูรณปฏิสังขรณ์หรือพัฒนาวัดและจัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายเพื่อเสนอสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเพื่อตรวจสอบแต่อย่างใดไม่ จำเลยเป็นเจ้าคณะอำเภอย่อมทราบระเบียบดังกล่าวดี ซึ่งจำเลยก็เบิกความรับว่าจำเลยทราบถึงประเภทของงบประมาณและการทำบัญชี พฤติการณ์การกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นมีการวางแผนเป็นขั้นตอน มีผู้ร่วมกระทำผิดหลายคน และมีการแบ่งหน้าที่กันทำเริ่มตั้งแต่การติดต่อเจ้าอาวาสวัดที่ขอรับเงินคืนได้ การจัดทำคำขอรับเงินสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนบูรณ์ปฏิสังขรณ์วัดหรือพัฒนาวัดขึ้นเอง โดยระบุกว้าง ๆ แต่เพียงว่าบูรณะเสนาสนะเท่านั้น ไม่มีรายละเอียดในการของบประมาณโดยเจ้าอาวาสวัดที่จะโอนเงินดังกล่าวไปไม่ได้ทำคำขอและขอด้วยวิธีการพิเศษต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยตรง มีการตั้งคณะทำงานพิจารณาการขอรับการสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว แต่ละเลยไม่พิจารณากันตามอำนาจและหน้าที่ตลอดจนไม่ถูกต้องตามขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายบัญญัติ แต่มีการจัดเตรียมรายงานการประชุมมาเสนอต่อที่ประชุม หลังจากนั้นกองพุทธศาสนสถานเสนอผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อพิจารณาอนุมัติ จากนั้นโอนเงินไปยังวัดที่ติดต่อไว้ แล้วไปขอรับเงินส่วนใหญ่คืน แบ่งเงินส่วนน้อยให้ ซึ่งเป็นการร่วมกันกระทำเป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่กันทำและจะขาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งมิได้ มิฉะนั้นจะไม่สามารถโอนเงินงบประมาณและขอรับเงินส่วนใหญ่คืนได้ ซึ่งในปีงบประมาณ 2555 ถึง 2557 นายนพรัตน์ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจึงเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ทั้งมีความสนิทสนมกับจำเลยเป็นผู้ติดต่อจำเลยเรื่องวัดที่จะรับโอนเงินและรับเงินเองหรือให้ลูกน้องมารับ แม้หลังจากนั้นนายนพรัตน์จะเกษียณอายุราชการ แต่ช่วงก่อนหน้านั้นนายนพรัตน์เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นขบวนการล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ร่วมขบวนการ มีการกระทำในลักษณะเดียวกันติดต่อมา และการดำเนินการจะสำเร็จได้จะต้องติดต่อเจ้าอาวาสวัดที่ยินยอมคืนเงินส่วนใหญ่ให้อันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้จักคุ้นเคยส่วนตัวและเป็นที่ไว้วางใจได้ซึ่งจะต้องอาศัยนายนพรัตน์ที่สนิทสนมกับจำเลยสามารถติดต่อเจ้าอาวาสที่ยินยอมคืนเงินส่วนใหญ่ได้ ดังนั้น แม้นายนพรัตน์จะเกษียณอายุราชการก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อย ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดสรรและอนุมัติงบประมาณเกี่ยวกับเงินอุดหนุนและบูรณปฏิสังขรณ์วัดในปีงบประมาณตามฟ้องโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (5) โดยจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องและรู้ว่าเงินงบประมาณทั้ง 13 รายการตามฟ้องเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกกฎหมาย สำหรับความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่างบประมาณของวัด ล. เมื่อมีเงินโอนเข้าบัญชีเงินฝากของวัดแล้วจำเลยก็เบิกถอนและนำเงินบางส่วนคืนให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อนำไปให้นายนพรัตน์ ส่วนงบเงินอุดหนุนการปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด งบประมาณปี 2558 ของวัด ล. วัด ค. และวัด ญ. เมื่อมีการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากแล้วจำเลยก็รวบรวมเงินดังกล่าวของทั้งสามวัดบางส่วนส่งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อนำไปมอบให้นายนพรัตน์ และงบเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด งบประมาณปี 2559 ทั้ง 9 วัด เมื่อมีการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวบางส่วนก็มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยหรือนำมาให้จำเลยและพวกของจำเลย มีทั้งที่จำเลยนำไปใช้จ่ายและคืนให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยจำเลยรู้ว่าเงินงบประมาณที่โอนมาดังกล่าวนั้นได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังวินิจฉัยไว้ข้างต้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการโอน รับโอนทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด ทั้งมีการนำไปใช้เสมือนหนึ่งว่าเงินนั้นได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการปกปิด อำพรางลักษณะที่แท้จริงของการได้มาซึ่งเกี่ยวกับการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยจึงเป็นการสมคบกันกับพวกเพื่อกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากแต่ละรายการและมีการมาอนุมัติออกจากบัญชีดังกล่าว ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะอำเภอ อำเภอ ช. จึงถือว่าเป็นพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ จึงเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45 และได้กระทำความผิดตามความในหมวด 1 บททั่วไป ในมาตรา 5 (1) (2) และมาตรา 9 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จำเลยจึงต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ทั้งนี้ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันจะเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 11 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีฐานะเจ้าอาวาสวัด ล. ซึ่งตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45 บัญญัติให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา เมื่อจำเลยใช้อำนาจในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ล. ร่วมกับนายนพรัตน์เบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินโดยทุจริต และร่วมกระทำความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ราชการกระทำความผิด อันเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามความในหมวด 1 บททั่วไป ในมาตรา 5 (1) (2) และมาตรา 9 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จำเลยจึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ทั้งนี้ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ส่วนกรณีการกระทำความผิดเกี่ยวกับวัด ค. วัด ญ. วัด ย. วัด ง. วัด อ. วัด ป. วัด ร. วัด ห. วัด ด. วัด บ. และวัด ท. ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดข้างต้น จำเลยไม่ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในฐานะเจ้าอาวาสวัด ล. หรือเจ้าคณะอำเภอ ช. กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน หากแต่จำเลยกระทำในฐานะส่วนตัวและอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวของเจ้าอาวาสแต่ละวัดต่อ ๆ กันไป จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยในฐานะเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ราชการกระทำความผิด อันเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตามความในหมวด 1 บททั่วไป ในมาตรา 5 (1) (2) และมาตรา 9 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งจะต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 11 แต่เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยซึ่งกระทำความผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงไม่อาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เรียงกระทงลงโทษเป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ฟ้องจะต้องระบุอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด การกระทำความผิดหลายกรรมซึ่งจะต้องเรียงการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่กรณีที่กฎหมายบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดแต่อย่างใดไม่ จึงไม่จำต้องอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จึงมิใช่เรื่องพิพากษาเกินคำขอที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 แต่อย่างใด

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.434/2561 ของศาลอาญา เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลอาญาพิพากษายกฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.434/2561 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ.1648/2562 จึงไม่มีโทษจำคุกในคดีดังกล่าวที่จะนำมานับโทษของจำเลยในคดีได้ดังนี้ จึงไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้นได้

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 11 วรรคหนึ่ง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนที่กำหนดโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 45
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (1) (2) ม. 9 วรรคสอง ม. 11 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นายธรรมปรมัตถ์ ภูสีน้อยปริตร
ศาลอุทธรณ์ — นางฐิตยาภา เจริญเหรียญ
ชื่อองค์คณะ
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2565
#686038
เปิดฉบับเต็ม

ตามกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานพนักงานรายเดือนและพนักงานรายวัน ข้อ 9 วินัยในการปฏิบัติงาน ข้อย่อยที่ 18 กำหนดว่า "ห้ามพนักงานทุกคนนํายาเสพติดผิดกฎหมาย.... เข้ามาในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน และพนักงานทุกคนต้องยินยอมให้บริษัทตรวจหาสารเสพติดได้ตลอดเวลาและทุกกรณีพนักงานที่ฝ่าฝืนหรือไม่ให้ความร่วมมือจะพิจารณาโทษสูงสุดโดยการเลิกจ้าง" เมื่อยาเสพติดให้โทษเป็นสิ่งผิดกฎหมายและเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม กฎระเบียบดังกล่าวของจําเลยย่อมมีเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ที่จะห้ามมิให้พนักงานทุกคนของจําเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ว่ากรณีใดๆ มิได้เฉพาะแต่การนําหรือพกพายาเสพติดเข้ามาในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยเท่านั้น แต่รวมถึงการเสพยาเสพติดแล้วเข้ามาปฏิบัติงานในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยด้วย เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่จําเลยและผู้ปฏิบัติงานทุกคนในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยด้วย ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์ขณะปฏิบัติหน้าที่ในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยจึงเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบดังกล่าว ซึ่งจําเลยจะพิจารณาโทษสูงสุดโดยการเลิกจ้างได้

คดีนี้จําเลยสมัครใจเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" ของศูนย์อํานวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยเสพยาเสพติด ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 108/2557 ย่อมถือได้ว่า จําเลยสมัครใจที่จะปฏิบัติตามหรือให้ความร่วมมือกับมาตรการใด ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งในเงื่อนไขของโครงการดังกล่าวด้วย เมื่อจําเลยมีคำสั่งให้โจทก์หยุดงานเพื่อไปดำเนินการบำบัดฟื้นฟูตามโครงการดังกล่าวในค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐมในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2562 โดยโจทก์ก็ยินยอมเข้ารับการบําบัดฟื้นฟูด้วย ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่โจทก์เข้ารับการบําบัดฟื้นฟูดังกล่าว จําเลยก็มิได้ลงโทษหรือเลิกจ้างโจทก์จากการกระทำผิดของโจทก์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า จําเลยให้ความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินการบำบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติด "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" แล้ว จําเลยจึงต้องให้โอกาสแก่โจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปตามที่กำหนดไว้ และถือว่าจําเลยไม่ติดใจจะนํากฎระเบียบดังกล่าว ข้อ 9 ข้อย่อย 18 มาใช้บังคับแก่พนักงานที่ถูกพบสารเสพติดในปัสสาวะในโครงการดังกล่าวรวมถึงโจทก์ด้วย เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ การที่จําเลยไม่ให้โจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปและเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่โจทก์ได้รับการบําบัดฟื้นฟูสิ้นสุดลงตามกระบวนการ จําเลยย่อมต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 78,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 13,650 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชย และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 7 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 78,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานตรวจสอบคุณภาพสินค้า จำเลยมีนโยบายทำให้โรงงานปลอดยาเสพติดและเป็นโรงงานสีขาว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 ปลัดจังหวัดนครปฐมนำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบในสถานประกอบการจำเลย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์และโจทก์เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูในฐานะผู้ป่วยเสพยาเสพติด ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2562 โจทก์เข้าพบนายจองศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลย เพื่อขอกลับเข้ามาทำงานภายหลังโจทก์เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูเสร็จสิ้นตามกระบวนการแล้ว แต่จำเลยปฏิเสธไม่รับโจทก์เข้าทำงานตามเดิม แล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยไม่ให้โจทก์กลับเข้าทำงานเป็นการเลิกจ้างโจทก์ จำเลยรับทราบถึงการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของโจทก์ และยินยอมให้โจทก์เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูในฐานะผู้ป่วยโดยมิได้เลิกจ้างในทันที อันมีลักษณะเป็นการให้โอกาสโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นข้อที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยก่อความเสียหายจากการกระทำผิดดังกล่าว หรือทำให้จำเลยเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือผิดพลาด ในวันเกิดเหตุโจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ปรากฏว่าอยู่ในอาการผิดปกติหรือมึนเมา ดังนั้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรง ไม่เข้ากรณีที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) แต่การที่โจทก์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษกระทบต่อความไว้เนื้อเชื่อใจและการทำงานร่วมกับพนักงานอื่น จึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการเลิกจ้างถือว่ามีเหตุผลเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า การที่นายจ้างอาจเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) ซึ่งเป็นกรณีฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรงนั้น ต้องเป็นเรื่องที่นายจ้างมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งให้ลูกจ้างปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ลูกจ้างไม่ปฏิบัติตาม กฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 9. วินัยในการปฏิบัติงาน ข้อย่อย 18. กำหนดห้ามพนักงานทุกคนนำยาเสพติดผิดกฎหมายเข้ามาในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์ยังไม่สามารถถือได้ว่าโจทก์นำยาเสพติดผิดกฎหมายเข้ามาในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงานจำเลย อันจะเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้ออื่นต่อไป เพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฏีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยมีนโยบายมุ่งเน้นให้จำเลยเป็นโรงงานสีขาวปลอดจากยาเสพติด จึงแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" รุ่นที่ 3 ของศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครปฐม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาดำเนินการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของพนักงานจำเลยทุกคน ซึ่งโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายดำเนินการบำบัดผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด โดยหากพนักงานรายใดตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะก็สามารถยินยอมขอเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูกับหน่วยงานฝ่ายปกครองของจังหวัดนครปฐมต่อไปได้ จากนั้นวันที่ 24 เมษายน 2562 ปลัดจังหวัดนครปฐมได้นำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของพนักงานในสถานประกอบการของจำเลยตามโครงการดังกล่าว โดยโจทก์สมัครใจเข้าร่วมรับการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะด้วย ผลการตรวจเบื้องต้นพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์ โจทก์ยินยอมเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู ตามที่ศูนย์เพื่อการคัดกรองกำหนดให้ และยินยอมให้ติดตามดูแลภายหลังการบำบัดฟื้นฟูต่อเนื่องอีก 12 เดือน จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์หยุดงานเพื่อไปดำเนินการบำบัดฟื้นฟูตามโครงการดังกล่าวในค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐมซึ่งโจทก์ยินยอมและสมัครใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวและเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู นั้น ตามกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานพนักงานรายเดือนและพนักงานรายวัน ข้อ 9 วินัยในการปฏิบัติงาน ข้อย่อยที่ 18 กำหนดว่า "ห้ามพนักงานทุกคนนำยาเสพติดผิดกฎหมาย... เข้ามาในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน และพนักงานทุกคนต้องยินยอมให้บริษัทตรวจหาสารเสพติดได้ตลอดเวลาและทุกกรณี พนักงานที่ฝ่าฝืนหรือไม่ให้ความร่วมมือจะพิจารณาโทษสูงสุดโดยการเลิกจ้าง" เมื่อยาเสพติดให้โทษเป็นสิ่งผิดกฎหมายและเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม กฎหมายดังกล่าวของจำเลยย่อมมีเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ที่จะห้ามมิให้พนักงานทุกคนของจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ว่ากรณีใด ๆ มิได้เฉพาะแต่การนำหรือพกพายาเสพติดเข้ามาในที่ทำงานหรือโรงงานของจำเลยเท่านั้น แต่รวมถึงการเสพยาเสพติดแล้วเข้ามาปฏิบัติงานในที่ทำงานหรือโรงงานของจำเลยด้วย เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยและผู้ปฏิบัติงานทุกคนในที่ทำงานหรือโรงงานของจำเลยด้วย ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์ขณะปฏิบัติหน้าที่ในที่ทำงานหรือโรงงานของจำเลยจึงเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบดังกล่าว ซึ่งจำเลยจะพิจารณาโทษสูงสุดโดยการเลิกจ้างได้ แต่เมื่อคดีนี้จำเลยสมัครใจเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติการณ์จังหวัดนครปฐม" ของศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยเสพยาเสพติดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 108/2557 ย่อมถือได้ว่าจำเลยสมัครใจที่จะปฏิบัติตามหรือให้ความร่วมมือกับมาตราการใด ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งในเงื่อนไขของโครงการดังกล่าวด้วย เมื่อโจทก์ให้ความร่วมมือให้ตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์ เมื่อตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะโจทก์ก็ยินยอมเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู และยินยอมให้ติดตามดูแลภายหลังการบำบัดฟื้นฟูต่อเนื่องอีก 12 เดือน ซึ่งเป็นไปตามความประสงค์ในการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวของจำเลย จนกระทั่งโจทก์ผ่านการบำบัดฟื้นฟู โดยการประเมินตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข วันที่ 17 มิถุนายน 2562 ปลัดจังหวัดนครปฐมในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครปฐมจึงได้ทำหนังสือถึงจำเลย เพื่อขอความร่วมมือให้จำเลยสนับสนุนการดำเนินการบำบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติด "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" ในห้วงระยะเวลาที่โจทก์เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2562 และให้โอกาสโจทก์กลับเข้าทำงานต่อไป โดยให้จำเลยรับการรายงานตัวโจทก์ในวันทำการถัดไปหลังจากวันที่ทำการบำบัดฟื้นฟูฯ สิ้นสุดลงทั้งเมื่อหลังจากรับโจทก์กลับเข้าทำงานแล้วขอให้จำเลยเฝ้าระวัง/สอดส่องดูแลมิให้โจทก์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหรือกลับไปเสพซ้ำอีก ดังนั้น เมื่อจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์หยุดงานเพื่อไปดำเนินการบำบัดฟื้นฟูตามโครงการดังกล่าวในค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐมในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2562 โดยโจทก์ยินยอมเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูด้วย ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่โจทก์เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูดังกล่าว จำเลยก็มิได้ลงโทษหรือเลิกจ้างโจทก์จากการกระทำผิดของโจทก์ด้วย แสดงให้เห็นว่าจำเลยให้ความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินการบัดบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติด "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" แล้ว จำเลยจึงต้องให้โอกาสแก่โจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปตามที่กำหนดไว้ด้วย และถือว่าจำเลยไม่ติดใจจะนำกฎระเบียบดังกล่าว ข้อ 9 ข้อย่อย 18 มาใช้บังคับแก่พนักงานที่ถูกพบสารเสพติดในปัสสาวะในโครงการดังกล่าวรวมถึงโจทก์ด้วย เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ การที่จำเลยไม่ให้โจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปและเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่โจทก์ได้รับการบำบัดฟื้นฟูสิ้นสุดลงตามกระบวนการ จำเลยย่อมต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 78,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ศาลแรงงานภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้าง โดยมิได้ให้เหตุผลว่าเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอย่างไร จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ย่อมไม่ชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 5 กรกฎาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 วรรคหนึ่ง (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ณ.
จำเลย — บริษัท น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 7 — นายอาทิตย์ กิจชระภูมิ
- นายศราวุธ ภาณุธรรมชัย
ชื่อองค์คณะ
สันทัด สุจริต
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3549/2565
#685756
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ขายทองคำผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แต่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบทองคำที่ทำการขายทุกรายการภายในกำหนดเวลา 3 วันทำการนับแต่วันที่จำเลยส่งคำสั่งขายแต่ละรายการ โจทก์จึงใช้สิทธิตามสัญญาดำเนินการล้างฐานะเพื่อบังคับชำระหนี้โดยหักกลบลบหนี้เพื่อทอนบัญชีระหว่างจำนวนเงินค่าทองคำที่จำเลยสั่งขายกับจำนวนเงินค่าทองคำที่ได้จากการบังคับซื้อกลับ ซึ่งตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง ข้อ 5.1 ระบุว่า หากปรากฏพฤติการณ์ดังต่อไปนี้ไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่ง ให้ภาระหนี้สินทั้งหมดของลูกค้าในบัญชีของลูกค้าถึงกำหนดชำระโดยพลัน และให้บริษัทสามารถดำเนินการการล้างฐานะซื้อขายทองคำได้ทันที...(1) เมื่อลูกค้าผิดนัดไม่ชำระค่าซื้อและ/หรือขายทองคำ และ/หรือผิดนัดการวางหลักประกัน และ/หรือผิดนัดชำระหนี้ใด ๆ ตามสัญญานี้ ภายในระยะเวลา และ/หรือเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญานี้ หรือตามข้อกำหนดของบริษัท และ/หรือไม่ชำระเงินจำนวนใด ๆ ภายใต้สัญญานี้ตามจำนวนที่ต้องชำระเมื่อถึงกำหนดชำระ และข้อ 5.3 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่บริษัทล้างฐานะรายการซื้อขายทองคำของลูกค้าแล้ว ทำให้เกิดส่วนต่างของราคาทองคำที่ซื้อขาย และ/หรือผลขาดทุน และ/หรือ มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ลูกค้ายินดีรับผิดชอบชำระส่วนต่าง และ/หรือผลขาดทุน และ/หรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้กับบริษัททันทีที่ได้รับการทวงถามจากบริษัท พร้อมด้วยค่าเสียหายและดอกเบี้ยและ/หรือเบี้ยปรับ ในอัตราที่บริษัทกำหนดนับจากวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้บริษัทครบถ้วน การที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบทองคำให้โจทก์ตามกำหนด โจทก์จึงใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 5.1 (1) เพื่อดำเนินการล้างฐานะซื้อขายทองคำอันทำให้เกิดส่วนต่างของราคาทองคำที่ซื้อขายที่จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาข้อ 5.3 วรรคสอง ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องดังกล่าวจึงเป็นการเรียกเอาค่าเสียหายจากส่วนต่างของราคาทองคำเนื่องจากจำเลยมิได้ส่งมอบทองคำให้แก่โจทก์ภายในกำหนดตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว สิทธิเรียกร้องในลักษณะนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งมีกำหนด 10 ปี มิใช่อายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยฎีกาฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 478,470.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 398,475 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 478,470.22 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 398,475 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการซื้อขายทองคำและเป็นสมาชิกสมาคมค้าทองคำ จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 จำเลยเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่งเลขที่บัญชี 0009591 และทำสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง 96.5 % กับโจทก์ หลังทำสัญญาจำเลยสั่งซื้อและขายทองคำแท่งกับโจทก์เรื่อยมา โดยระหว่างวันที่ 29 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยสั่งให้โจทก์ขายทองคำ 36 รายการ รวมน้ำหนักทองคำ 1,705 บาท คิดเป็นเงิน 32,328,100 บาท แต่จำเลยไม่ส่งมอบทองคำภายในกำหนดเวลา 3 วัน ทำการนับแต่วันที่จำเลยสั่งขายโจทก์จึงบังคับหักทอนบัญชีส่งผลให้จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 2,338,800 บาท และเบี้ยปรับ 59,675 บาท รวมเป็นเงิน 2,398,475 บาท แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำหลักประกันของจำเลยหักชำระหนี้คงเหลือหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ 398,475 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยฎีกาสรุปว่าสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง 96.5 % ที่จำเลยทำกับโจทก์เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 455 มีอายุความ 2 ปี ไม่ใช่การซื้อขายล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ปัญหาว่าสัญญาซื้อขายทองคำแท่งระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่ นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมแผนกคดีผู้บริโภคเห็นว่า พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ในพระราชบัญญัตินี้... "สัญญาซื้อขายล่วงหน้า" หมายความว่า สัญญาที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่งหรือหลายลักษณะดังต่อไปนี้ (1) สัญญาที่กำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งส่งมอบสินค้าให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ชำระราคา ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตเป็นจำนวนและราคาตามที่กำหนดไว้ในสัญญา (2) สัญญาที่กำหนดให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้รับชำระเงินหรือต้องชำระเงินให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเท่ากับจำนวนเงินที่คำนวณได้จากส่วนต่างระหว่างราคา หรือมูลค่าของสินค้า หรือตัวแปรที่กำหนดไว้ในสัญญากับราคา หรือมูลค่าของสินค้า หรือตัวแปรที่เป็นอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งหรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตตามที่กำหนดไว้ในสัญญา (3) สัญญาที่กำหนดให้สิทธิแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งที่จะเรียกให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งส่งมอบสินค้าหรือชำระราคาของสินค้า หรือชำระเงินที่คำนวณได้จากส่วนต่างระหว่างราคา หรือมูลค่าของสินค้าหรือตัวแปรที่กำหนดไว้ในสัญญากับราคา หรือมูลค่าของสินค้า หรือตัวแปรที่เป็นอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง หรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตตามที่กำหนดไว้ในสัญญา หรือเรียกให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าทำสัญญาตาม (1) หรือ (2)..." แต่สัญญาซื้อขายทองคำแท่ง 96.5 % ที่จำเลยทำกับโจทก์ไม่มีลักษณะตามที่พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 มาตรา 3 บัญญัติไว้ สัญญาซื้อขายทองคำแท่ง 96.5 % จึงมิใช่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย

ส่วนปัญหาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ขายทองคำผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แต่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบทองคำที่ทำการขายทุกรายการภายในกำหนดเวลา 3 วันทำการนับแต่วันที่จำเลยส่งคำสั่งขายแต่ละรายการ โจทก์จึงใช้สิทธิตามสัญญาดำเนินการล้างฐานะเพื่อบังคับชำระหนี้โดยหักกลบลบหนี้เพื่อทอนบัญชีระหว่างจำนวนเงินค่าทองคำที่จำเลยสั่งขายกับจำนวนเงินค่าทองคำที่ได้จากการบังคับซื้อกลับ ซึ่งตามสัญญาซื้อขายทองคำแท่ง 96.5% ข้อ 5.1 ระบุว่า หากปรากฏพฤติการณ์ดังต่อไปนี้ไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่งให้ภาระหนี้สินทั้งหมดของลูกค้าในบัญชีของลูกค้าถึงกำหนดชำระโดยพลัน และให้บริษัทสามารถดำเนินการการล้างฐานะซื้อขายทองคำได้ทันที...(1) เมื่อลูกค้าผิดนัดไม่ชำระค่าซื้อและ/หรือขายทองคำและ/หรือผิดนัดการวางหลักประกัน และ/หรือผิดนัดชำระหนี้ใด ๆ ตามสัญญานี้ ภายในระยะเวลาและ/หรือเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญานี้ หรือตามข้อกำหนดของบริษัท และ/หรือไม่ชำระเงินจำนวนใด ๆ ภายใต้สัญญานี้ตามจำนวนที่ต้องชำระเมื่อถึงกำหนดชำระ และข้อ 5.3 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่บริษัทล้างฐานะรายการซื้อขายทองคำของลูกค้าแล้วทำให้เกิดส่วนต่างของราคาทองคำที่ซื้อขาย และ/หรือผลขาดทุน และ/หรือ มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ลูกค้ายินดีรับผิดชอบชำระส่วนต่าง และ/หรือผลขาดทุน และ/หรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้กับบริษัททันทีที่ได้รับการทวงถามจากบริษัท พร้อมด้วยค่าเสียหายและดอกเบี้ยและ/หรือเบี้ยปรับ ในอัตราที่บริษัทกำหนดนับจากวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้บริษัทครบถ้วนการที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบทองคำให้โจทก์ตามกำหนด โจทก์จึงใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 5.1 (1) เพื่อดำเนินการล้างฐานะซื้อขายทองคำอันทำให้เกิดส่วนต่างของราคาทองคำที่ซื้อขายที่จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาข้อ 5.3 วรรคสอง ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องดังกล่าวจึงเป็นการเรียกเอาค่าเสียหายจากส่วนต่างของราคาทองคำเนื่องจากจำเลยมิได้ส่งมอบทองคำให้แก่โจทก์ภายในกำหนดตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว สิทธิเรียกร้องในลักษณะนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งมีกำหนด 10 ปี มิใช่อายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยฎีกาฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่าหนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี...และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 398,475 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฮ.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี — นางสาวปวีณา เทียมเทศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาวมาลีรัตน์ เอื้อเพิ่มเกียรติ
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3529/2565
#687904
เปิดฉบับเต็ม

การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่คดี เป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรวินิจฉัยให้ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียวได้ และเพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่

พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 4 ให้คำนิยามของคำว่า เจ้าหน้าที่ หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือ... และคำว่า หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า... รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เมื่อโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นองค์การของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 และ พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. 2519 อันอยู่ในนิยามของคำว่า หน่วยงานของรัฐ และจำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์อันอยู่ในนิยามคำว่า เจ้าหน้าที่ จึงต้องใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่คดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 426 บัญญัติว่า นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างในกรณีทั่วไป พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีเหตุผลในการประกาศใช้บังคับซึ่งปรากฏอยู่ที่ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า การที่เจ้าหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ของหน่วยงานของรัฐนั้น หาได้เป็นไปเพื่อประโยชน์อันเป็นการเฉพาะตัวไม่ การปล่อยให้ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติงานในหน้าที่และเกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นไปตามหลักกฎหมายเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเป็นการไม่เหมาะสม... ดังนั้น จึงสมควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น... จึงเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายเฉพาะที่มีเจตนารมณ์ไม่ให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการไล่เบี้ยระหว่างนายจ้างและลูกจ้างซึ่งเกิดจากลูกจ้างทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกมาใช้บังคับ ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 426

ที่โจทก์ฎีกาว่า คำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ในฐานะนายจ้างชดใช้แก่ผู้เสียหายคืนแก่โจทก์ยังไม่ได้ถูกฟ้องขอให้เพิกถอน จึงมีผลในทางปฏิบัติต่อไป จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางและในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ก็มีอำนาจยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคหนึ่ง

จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ต้องพิจารณาจากการกระทำของจำเลยแล้วปรับเข้ากับบทบัญญัติของกฎหมาย เมื่อพิจารณาการกระทำของจำเลย บทบัญญัติของกฎหมาย และรูปคดีนี้แล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แม้คำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ดังกล่าวยังไม่ได้ถูกเพิกถอน ก็ถือได้ว่าคำสั่งดังกล่าวสิ้นผลบังคับไปโดยปริยาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,235,661.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,020,593.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อไปตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันและที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาเป็นยุติว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจและมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทองค์การของรัฐบาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. 2519 และเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขับรถโดยสาร เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2556 จำเลยปฏิบัติหน้าที่ขับรถโดยสารของโจทก์ด้วยความประมาทชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2 ราย อันเป็นการทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ศาลอาญาธนบุรีมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย จำคุก 3 ปี ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ตามคดีหมายเลขแดงที่ 768/2557 ของศาลอาญาธนบุรี มารดาของผู้ตายรายหนึ่งฟ้องโจทก์และจำเลย แต่ภายหลังได้มีการถอนฟ้องจำเลย ขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่มารดาของผู้ตายรายนั้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3232/2560 โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาของศาลฎีกาเป็นเงิน 2,455,032.87 บาท แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยขับรถเลี้ยวขวาเข้าซอย ไม่สามารถขับรถด้วยความเร็วได้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยเสพสารเสพติดหรือเมาสุรา จำเลยจึงขับรถด้วยความประมาทเท่านั้น มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ในขณะเกิดเหตุ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดทั้งมูลละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์หรือไม่ และโจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัย ย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ประกอบพยานหลักฐานอื่นไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์อย่างไร จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ จึงต้องบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 มาบังคับใช้ให้ขัดกับพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ และจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาจ้างแรงงาน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและเกินไปกว่าคำขอของโจทก์ เป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง และที่โจทก์อุทธรณ์ว่าคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่าการบังคับใช้กฎหมายเฉพาะตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่สามารถนำกฎหมายที่เป็นหลักกฎหมายทั่วไปมาบังคับใช้ได้อีกเป็นการไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายนั้น ไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป เป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยรับว่าเป็นลูกจ้างโจทก์แล้ว การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ส่งสัญญาจ้างแรงงานและหลักฐานอื่นใดว่าจำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงานอย่างไร เป็นการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงที่รับกันหรือถือว่ารับกันแล้วเป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและเกินไปกว่าคำขอของโจทก์ แล้วศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวชอบหรือไม่ เห็นว่า เดิมศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยในประเด็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ไม่ได้ผิดสัญญาจ้าง การที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อบังคับใช้กฎหมายเฉพาะตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 แล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 ซึ่งเป็นหลักกฎหมายทั่วไปมาบังคับใช้ให้ขัดกับกฎหมายดังกล่าวได้อีก แล้วศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวว่าไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้แล้ว เห็นได้ว่าการนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียวได้และเพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยคดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 หรือไม่ และตามที่โจทก์ฎีกาว่า คดีเดิม ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ในฐานะนายจ้างรับผิดร่วมกับจำเลยในผลของละเมิดที่จำเลยลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง โจทก์ชำระหนี้ให้แก่ผู้เสียหายแล้ว โจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ จนมีคำสั่งให้จำเลยในฐานะลูกจ้างชดใช้เงินคืนโจทก์ จำเลยไม่ได้ฟ้องเพิกถอนคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวจึงมีผลในทางปฏิบัติ โจทก์ในฐานะนายจ้างจึงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างชดใช้เงินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 ได้ ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เห็นว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 4 ให้คำนิยามของคำว่า เจ้าหน้าที่ หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือ ... และคำว่า หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า ...รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ขับรถโดยสารประจำทางด้วยความประมาทชนนางอัญชลี และนางสาวภาริศา ซึ่งเป็นผู้อื่นถึงแก่ความตาย นางนิสานาถ มารดานางสาวภาริศาฟ้องโจทก์เรียกค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่ง ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ชดใช้ ซึ่งโจทก์ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดแล้วคณะกรรมการมีความเห็นว่าพฤติกรรมของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เห็นสมควรให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และโจทก์ออกคำสั่งที่ 682/2560 ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนจากจำเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นองค์การของรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. 2519 อันอยู่ในนิยามของคำว่าหน่วยงานของรัฐ และจำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์อันอยู่ในนิยามคำว่าเจ้าหน้าที่ จึงต้องใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่คดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางว่า จำเลยกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามพระราชบัญญัติดังกล่าว แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 บัญญัติว่า นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างในกรณีทั่วไป พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีเหตุผลในการประกาศใช้บังคับซึ่งปรากฏอยู่ที่ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า การที่เจ้าหน้าที่ดำเนินกิจการต่าง ๆ ของหน่วยงานของรัฐนั้น หาได้เป็นไปเพื่อประโยชน์อันเป็นการเฉพาะตัวไม่ การปล่อยให้ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่ปฏิบัติงานในหน้าที่และเกิดความเสียหายแก่เอกชนเป็นไปตามหลักกฎหมายเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นการไม่เหมาะสม ... ดังนั้น จึงสมควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติงานในหน้าที่เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น ... จึงเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายเฉพาะที่มีเจตนารมณ์ไม่ให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการไล่เบี้ยระหว่างนายจ้างและลูกจ้างซึ่งเกิดจากลูกจ้างทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกมาใช้บังคับ ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426 ซึ่งศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า คำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เขตการเดินรถที่ 5 ที่ 682/2560 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ในฐานะนายจ้างชดใช้แก่ผู้เสียหายคืนแก่โจทก์ ยังไม่ได้ถูกฟ้องขอให้เพิกถอน จึงมีผลในทางปฏิบัติต่อไป จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่า ฎีกาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางและในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ก็มีอำนาจยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคหนึ่ง ในข้อนี้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด ต้องพิจารณาจากการกระทำของจำเลยแล้วปรับเข้ากับบทบัญญัติของกฎหมายว่าจำเลยต้องรับผิดตามบทบัญญัติของกฎหมาย่ใด หรือไม่ เพียงใด เมื่อพิจารณาการกระทำของจำเลย บทบัญญัติของกฎหมายและรูปคดีนี้ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แม้คำสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ดังกล่าวยังไม่ได้ถูกเพิกถอน ก็ถือได้ว่าคำสั่งดังกล่าวสิ้นผลบังคับไปโดยปริยาย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเฉพาะในส่วนที่ยกอุทธรณ์ของโจทก์ด้วยเหตุว่าไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 426
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 225 วรรคสอง ม. 252
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 57/1 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 8 วรรคหนึ่ง
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ.2519
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวัชรินทร์ ฤชุโรจน์
- นายยุคนธร พาณิชปฐมพงศ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3513 -ที่ 3526/2565
#689345
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบโรงเรียนของมูลนิธิจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ข้อ 15 ระบุไว้ว่า ครูที่ได้รับบำนาญจะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินบำนาญที่ได้รับในเดือนพฤษภาคม ข้อกำหนดดังกล่าวชัดแจ้งว่า การจะได้รับการปรับขึ้นเงินบำนาญในทุกปีการศึกษาใหม่จะต้องได้รับการพิจารณาเสียก่อน

คำว่า "พิจารณา" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายความว่า ตรวจตรา ตริตรอง สอบสวน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจตรา หรือตริตรอง หรือสอบสวน ก็ย่อมต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิจารณาเป็นสำคัญว่า สมควรปรับเพิ่มเงินบำนาญแก่ครูผู้มีสิทธิรับบำนาญหรือไม่ ระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวหาใช่บทกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ต้องปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ทั้งสิบสี่ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ไม่

ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนในระบบและเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนและจำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 24 เมื่อ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเอกชนในระบบมีฐานะเป็นผู้แทนของโรงเรียน และการดำเนินกิจการของโรงเรียน ให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริหารเพื่อบริหารกิจการโรงเรียนโดยที่ไม่ได้กำหนดเรื่องความรับผิดของผู้รับใบอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะต่างหาก จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820

โจทก์ทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นครูโรงเรียนเอกชนและเป็นลูกจ้างฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบรับอนุญาตและฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะโรงเรียนเอกชนและเป็นนายจ้าง เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในขอบอำนาจ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสี่สำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 14 เรียกจำเลยที่ 1 ทุกสำนวนว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 822/2561 ที่ 824/2561 ที่ 901/2561 ที่ 902/2561 และที่ 4511/2561 ว่า จำเลยที่ 2 และเรียกจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ 821/2561 ที่ 823/2561 ที่ 825/2561 ที่ 826/2561 ที่ 903/2561 ที่ 904/2561 และที่ 4512-4514/2561 ว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ทั้งสิบสี่สำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินบำนาญ เงินส่วนต่างของเงินบำนาญค้างจ่าย ค่าชดเชย เงินเพิ่ม และดอกเบี้ย พร้อมเพิ่มเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่อัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญที่ได้รับในเดือนพฤษภาคมของทุกปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันเกษียณอายุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 ดังนี้ โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 382,950 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 167,134.07 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 169,990 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 252,679.66 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 236,500 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 138,692.67 บาทโจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 235,190 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 137,924.44 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 282,700 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 208,539.66 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 331,480 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 393,689.26 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันเกษียณอายุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 ดังนี้ โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 187,890 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 279,286.90 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 253,400 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 301,476.58 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 226,660 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 303,848.60 บาท โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 198,070 บาท แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 235,893.23 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 11 และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันจ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 14 นับแต่วันที่โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 แต่ละคนเกษียณอายุเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 จะถึงแก่ความตาย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน เมื่อครบกำหนดการจ่ายในแต่ละคราว โดยกำหนดเป็นเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 ในเดือนพฤษภาคม 2561 ดังนี้ โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 21,361.73 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 26,277.24 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 13,189.91 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 12,350 บาท แต่ทั้งนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในเงินบำนาญเป็นการส่วนตัว และให้จำเลยทั้งสามพิจารณาขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ทั้งสิบสี่ทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ ของเงินบำนาญที่โจทก์แต่ละคนได้รับในเดือนพฤษภาคม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสิบสี่ จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขึ้นเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 แต่ละคนได้รับในเดือนพฤษภาคม ตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 เกษียณอายุเป็นต้นไป แล้วให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ร่วมกันชำระเงินส่วนต่างของเงินบำนาญแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 เสียใหม่ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินส่วนต่างนับแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 เกษียณอายุเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยคิดจากเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ดังนี้ โจทก์ที่ 1 จำนวน 28,338.30 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 9,394.50 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 4,015.82 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 18,751.60 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 6,020 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 5,986.65 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 15,866.20 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 7,563 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 14,135 บาท และโจทก์ที่ 10 จำนวน 22,541 บาท โดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในค่าชดเชยและเงินบำนาญเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นโรงเรียนเอกชนซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับใบอนุญาต โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ถึงที่ 14 เป็นลูกจ้างในตำแหน่งครู ทำงานให้แก่จำเลยที่ 3 ส่วนโจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 เป็นลูกจ้างในตำแหน่งครู ทำงานให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 มีระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2534 และว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 จำเลยที่ 2 มีคู่มือครูและบุคลากรทางการศึกษา จำเลยที่ 3 มีคู่มือครู โดยระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวใช้บังคับแก่โรงเรียนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ระหว่างวันที่ 15 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 โจทก์ทั้งสิบสี่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และเกษียณอายุการทำงาน โดยมีข้อมูลการเกษียณอายุ อายุงาน และเงินเดือนเดือนสุดท้ายของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จ่ายเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 และจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 เหตุผลที่แท้จริงที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 เขียนใบลาออกเนื่องจากเป็นการเกษียณอายุ ไม่ใช่ต้องการไปปฏิบัติหน้าที่อื่น จึงไม่ใช่การลาออกโดยสมัครใจ ส่วนโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 ไม่ลงลายมือชื่อในหนังสือลาออก ไม่ถือเป็นการลาออกโดยสมัครใจ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบสี่ด้วยเหตุเกษียณอายุ แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้แทนนิติบุคคล ทั้งพระราชบัญญัติดังกล่าวและระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 กำหนดหน้าที่ผู้รับใบอนุญาตเช่นเดียวกับนายจ้าง เช่น มีอำนาจกระทำการแทนโรงเรียนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้อำนาจในการบริหาร จ่ายค่าตอบแทน ค่าชดเชย และมีอำนาจบอกเลิกสัญญาการเป็นครู ดังนั้น จำเลยที่ 1 ถือเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบสี่ เมื่อโจทก์ทั้งสิบสี่เป็นครูของโรงเรียนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2534 และว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จึงมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสิบสี่ โดยระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 กำหนดให้การปรับขึ้นเงินบำนาญเป็นดุลพินิจของจำเลยทั้งสามที่จะพิจารณาปรับเงินบำนาญให้แก่ครูที่รับบำนาญโดยคำนึงถึงผลประกอบการ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ใช้หลักเกณฑ์การประเมินการปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 โดยกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ได้ปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 แล้ว จึงไม่มีส่วนต่างของเงินบำนาญที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 จะรับได้อีก การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ด้วยเหตุเกษียณอายุ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ไม่ได้จงใจไม่จ่ายค่าชดเชยโดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 มีหลักการและวัตถุประสงค์การจ่ายค่าชดเชยกับเงินบำนาญแตกต่างกัน การจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 ไม่เป็นการตัดสิทธิโจทก์ดังกล่าวไม่ให้ได้รับเงินบำนาญ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นครูโรงเรียนเอกชนลูกจ้างฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบอนุญาต และฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะโรงเรียนเอกชนนายจ้างที่มีคำสั่งเลิกจ้างขอให้จ่ายค่าชดเชยและเงินบำนาญอันเป็นสิทธิประโยชน์อื่น โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 มีสิทธิได้รับเงินบำนาญตามระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ซึ่งระเบียบดังกล่าวกำหนดชัดเจนให้ขึ้นเงินบำนาญร้อยละ 10 ของเงินบำนาญทุกปี โดยไม่ปรากฏข้อยกเว้นไว้ให้เป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 จึงต้องจ่ายส่วนต่างของเงินบำนาญที่ปรับขึ้นไม่ถึงร้อยละ 10 ของเงินบำนาญ ให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 และเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 จึงกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ได้รับในเดือนพฤษภาคม แม้โจทก์ดังกล่าวจะมิได้มีคำขอ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 จงใจไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จึงไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่เป็นนายจ้างโจทก์ทั้งสิบสี่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องปรับขึ้นเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยไว้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า ระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ไม่ได้กำหนดให้ปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่ครูทุกคนทันทีในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญเท่ากันทุกปี แต่เป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 2 หรือที่ 3 ที่จะพิจารณาปรับขึ้นเงินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยให้ปรับขึ้นเงินบำนาญในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญทุกปีการศึกษา จึงไม่ชอบ เห็นว่า ในส่วนของการปรับขึ้นเงินบำนาญนั้นปรากฏตามระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ข้อ 15 ที่ระบุไว้ว่า "ครูที่ได้รับบำนาญจะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินบำนาญที่ได้รับในเดือนพฤษภาคม" จะเห็นได้ว่า ข้อกำหนดดังกล่าวระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า การจะได้รับการปรับขึ้นเงินบำนาญในทุกปีการศึกษาใหม่จะต้องได้รับการพิจารณาเสียก่อน ซึ่งคำว่า "พิจารณา" นั้น ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายความว่า ตรวจตรา ตริตรอง สอบสวน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจตรา หรือตริตรอง หรือสอบสวน ก็ย่อมต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิจารณาเป็นสำคัญว่าสมควรปรับเพิ่มเงินบำนาญแก่ครูผู้มีสิทธิรับบำนาญหรือไม่ แม้ในระเบียบดังกล่าวไม่ได้ระบุอย่างชัดแจ้งว่าให้เป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ซึ่งต้องเป็นผู้พิจารณาขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ก็ตาม ระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว หาใช่บทกำหนดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ต้องปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ทั้งสิบสี่ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า ระเบียบดังกล่าวกำหนดไว้ชัดเจนว่าให้ขึ้นเงินบำนาญในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญทุกปี การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 ขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ไม่เท่ากันทุกคนและไม่ถึงอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญในปีการศึกษาที่ผ่านมาทุกปี เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว แล้วให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือที่ 3 จ่ายเงินส่วนต่างที่ขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 10 ไม่ถึงอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญ พร้อมดอกเบี้ยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ทั้งสิบสี่ และต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสิบสี่หรือไม่ เพียงใด ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เมื่อศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโจทก์ทั้งสิบสี่หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญชี้ขาดว่าจำเลยที่ 1 มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ทั้งสิบสี่อย่างไร ประกอบกับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้โดยเห็นว่าไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าโจทก์ทั้งสิบสี่ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนในระบบตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 และกฎหมายดังกล่าวไม่ได้กำหนดเรื่องความรับผิดของผู้รับใบอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะต่างหาก จึงต้องนำหลักความรับผิดของผู้แทนนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่ผู้รับใบอนุญาต นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 86 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กิจการของโรงเรียนในระบบเฉพาะในส่วนของผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และมาตรา 166 บัญญัติให้ในระหว่างที่ยังมิได้ออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นํากฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 มาใช้บังคับโดยอนุโลม เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ โดยในเรื่องค่าชดเชยของครูโรงเรียนเอกชนจึงต้องบังคับตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2542 ซึ่งข้อ 32 และข้อ 33 ซึ่งกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยให้แก่ครู จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตโดยไม่ต้องรับผิดในค่าชดเชยเป็นการส่วนตัวแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่นายจ้างก็เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ดังกล่าวย่อมไม่ทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมีผลเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 1 ไม่เป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสิบสี่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาและข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนในระบบและเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน และจำเลยที่ 1 เป็นผู้แทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 มาตรา 24 เมื่อพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเอกชนในระบบมีฐานะเป็นผู้แทนของโรงเรียน และการดำเนินกิจการของโรงเรียน ให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการให้มีคณะกรรมการบริหารเพื่อบริหารกิจการโรงเรียนโดยที่ไม่ได้กำหนดเรื่องความรับผิดของผู้รับใบอนุญาตไว้เป็นการเฉพาะต่างหาก จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820 คดีนี้โจทก์ทั้งสิบสี่ซึ่งเป็นครูโรงเรียนเอกชนและเป็นลูกจ้าง ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตและฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะโรงเรียนเอกชนและเป็นนายจ้าง เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในขอบอำนาจ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ต้องรับผิดในค่าชดเชยและเงินบำนาญเป็นการส่วนตัว และร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือที่ 3 พิจารณาปรับขึ้นเงินบำนาญ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขในส่วนนี้เสีย ปัญหาข้อดังกล่าวนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

อนึ่ง สำหรับที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 11 และจำเลยที่ 3 จ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 14 นับแต่วันที่โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 แต่ละคนเกษียณอายุเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 จะถึงแก่ความตาย พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน เมื่อครบกำหนดการจ่ายในแต่ละคราว โดยกำหนดเป็นเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 ในเดือนพฤษภาคม 2561 ดังนี้ โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 21,361.73 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 26,277.24 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 13,189.91 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 12,350 บาท นั้น เห็นว่า คดีนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาและข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์ที่ 11 ที่ 12 และที่ 14 มีสิทธิได้รับเงินบำนาญตามระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2549 โจทก์ที่ 11 และที่ 12 มีคุณสมบัติตามวิธีคำนวณในข้อ 26 ที่กำหนดว่า "ครูที่ปฏิบัติงานมาครบ 25 ปีขึ้นไปและอายุครบเกษียณอายุ 60 ปี ให้ตั้งเงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณด้วยจำนวนปีเวลาปฏิบัติงาน หารด้วย 50" และโจทก์ที่ 14 มีคุณสมบัติตามวิธีคำนวณบำนาญในข้อ 27 ที่กำหนดว่า "สำหรับครูที่ปฏิบัติงานมาไม่เกิน 25 ปี และอายุครบเกษียณอายุ 60 ปี ให้ตั้งเงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณด้วยจำนวนปีเวลาปฏิบัติงาน หารด้วย 55" และนับอายุงานตามข้อ 23 ที่กำหนดว่า "เวลาปฏิบัติงานสำหรับคำนวณบำนาญ ให้นับจำนวนปีเต็มเท่านั้น" โจทก์ที่ 11 มีจำนวนปีเวลาปฏิบัติงาน 29 ปี โจทก์ที่ 12 มีจำนวนปีเวลาปฏิบัติงาน 30 ปี และโจทก์ที่ 14 มีจำนวนปีเวลาปฏิบัติงาน 21 ปี โดยโจทก์ที่ 11 ได้เงินเดือนเดือนสุดท้าย 35,602.88 บาท โจทก์ที่ 12 ได้เงินเดือนเดือนสุดท้าย 42,302 บาท และโจทก์ที่ 14 ได้เงินเดือนเดือนสุดท้าย 30,875 บาท ดังนี้เมื่อคำนวณเงินบำนาญแล้ว โจทก์ที่ 11 จะได้รับเงินบำนาญเดือนละหรืองวดละ 20,649.67 บาท โจทก์ที่ 12 จะได้รับเงินบำนาญงวดละหรือเดือนละ 25,381.20 บาท และโจทก์ที่ 14 จะได้รับเงินบำนาญงวดละหรือเดือนละ 11,788.64 บาท การที่ศาลแรงงานกลาง กำหนดเงินบำนาญงวดแรกที่โจทก์ที่ 11 ที่ 12 และที่ 14 มีสิทธิได้รับตามระเบียบให้แก่โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 21,361.73 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 26,277.24 บาท และโจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 12,350 บาท ซึ่งมากกว่าจำนวนตามสิทธิ แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 11 กับให้จำเลยที่ 3 จ่ายเงินบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 12 และที่ 14 จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยดังกล่าวรับผิดเกินกว่าสิทธิของโจทก์ที่ 11 ที่ 12 และที่ 14 ตามความเป็นจริง และสำหรับเงินบำนาญซึ่งเป็นหนี้เงินที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 11 กับที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 14 ในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั้น เมื่อปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี จึงเห็นสมควรกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าว ปัญหาข้างต้นดังกล่าวนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง จึงให้จำเลยที่ 2 จ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 11 โดยกำหนดเป็นเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 11 ในเดือนพฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 20,649.67 บาท และให้จำเลยที่ 3 จ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 12 และที่ 14 โดยกำหนดเป็นเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 12 ในเดือนพฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 25,381.20 บาท และของโจทก์ที่ 14 ในเดือนพฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 11,788.64 บาท และให้คิดดอกเบี้ยของเงินบำนาญที่โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 มีสิทธิได้รับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีแต่ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้เสร็จ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 11 โดยกำหนดเป็นเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 11 ในเดือนพฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 20,649.67 บาท ให้จำเลยที่ 3 จ่ายบำนาญให้แก่โจทก์ที่ 12 และที่ 14 โดยกำหนดเป็นเงินบำนาญงวดแรกของโจทก์ที่ 12 ในเดือนพฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 25,381.20 บาท และของโจทก์ที่ 14 ในเดือนพฤษภาคม 2561 เป็นเงิน 11,788.64 บาท ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยของต้นเงินบำนาญแต่ละจำนวนเมื่อครบกำหนดการจ่ายในแต่ละคราวตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางแก่โจทก์ที่ 11 และให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระดอกเบี้ยของต้นเงินบำนาญแต่ละจำนวนเมื่อครบกำหนดการจ่ายในแต่ละคราวตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางแก่โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 14 ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 14 จำเลยที่ 3 ไม่ต้องจ่ายเงินส่วนต่างของเงินบำนาญพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 และที่ 10 จำเลยที่ 2 ไม่ต้องจ่ายเงินส่วนต่างของเงินบำนาญพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 8 และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ไม่ต้องขึ้นเงินบำนาญทุกปีการศึกษาใหม่ในอัตราร้อยละ 10 ของเงินบำนาญที่โจทก์ทั้งสิบสี่ได้รับในเดือนพฤษภาคม แต่ต้องพิจารณาปรับขึ้นเงินบำนาญให้แก่โจทก์ทั้งสิบสี่ทุกปีตามระเบียบโรงเรียนของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยบำนาญ พ.ศ. 2549 ข้อ 15 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 77 ม. 820
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525
พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ. กับพวก
จำเลย — มูลนิธิ ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ชัย เรืองกิจ
- นายสุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3503/2565
#687105
เปิดฉบับเต็ม

การสั่งนำเข้าวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จากสาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 แล้ว ยังเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 อีกด้วย ซึ่งในส่วนของความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ฐานนำเข้าสินค้าโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดและฐานยื่นใบขนสินค้าโดยสำแดงเท็จตามมาตรา 27 และมาตรา 99 นั้น เมื่อผู้กระทำความผิดยินยอมมอบของกลางทั้งหมดให้กรมศุลกากรเพื่อระงับคดีและผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังพิจารณาอนุมัติให้ระงับคดีแล้วจึงทำให้ความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ระงับไป ของกลางจึงอยู่ในอำนาจของอธิบดีกรมศุลกากรที่จะจำหน่ายต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสถานีพัฒนาที่ดินกรุงเทพมหานคร ขอรับการสนับสนุนของกลางเพื่อใช้เป็นวัสดุสำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้ทำบันทึกส่งมอบของกลางให้แก่สถานีพัฒนาที่ดินกรุงเทพมหานครไปแล้ว แม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมจะกำหนดให้กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมของกลางซึ่งเป็นวัตถุอันตรายตามบัญชี 1 แต่เมื่อของกลางคดีนี้เป็นของกลางในคดีที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งอยู่ในอำนาจของกรมศุลกากรด้วย เมื่อได้มีการจำหน่ายของกลางไปโดยชอบตามอำนาจหน้าที่ของกรมศุลกากรแล้ว ผู้กระทำความผิดหรือจำเลยทั้งสองย่อมไม่จำต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งและทำลายของกลางอีกต่อไป เนื่องจากไม่มีของกลางให้ขนส่งและทำลายอยู่ในความครอบครองของกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบอีกต่อไปแล้ว หากกรมวิชาการเกษตรเห็นว่ากรมศุลกากรไม่มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับของกลางก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานทั้งสองซึ่งเป็นส่วนราชการด้วยกันต้องดำเนินการต่อกันเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 23, 36, 45, 73, 78, 88 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบวัตถุอันตรายของกลาง และมีคำสั่งให้กรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบควบคุมวัตถุอันตรายของกลาง ทำลาย หรือจัดการตามที่เห็นสมควรต่อไป และให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของวัตถุอันตรายของกลางร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายในการขนส่งและในการทำลายวัตถุอันตรายของกลาง รวมเป็นเงิน 24,400,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 45 (4), 73, 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 45 (4), 78 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ริบวัตถุอันตรายของกลาง และให้กรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบควบคุมวัตถุอันตราย ทำลาย หรือจัดการวัตถุอันตรายของกลางตามที่เห็นสมควรต่อไป และในกรณีที่ต้องทำลายให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของวัตถุอันตรายของกลางร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายในการขนส่งและในการทำลายวัตถุอันตรายของกลางตามอัตราค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกิน 2,400,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายในการขนส่งและทำลายของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ได้สั่งนำเข้าคาร์โบฟูราน น้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม ไซโปรโคนาโซล น้ำหนัก 100 กิโลกรัม อิมิดาโคลพริด น้ำหนัก 2,000 กิโลกรัม ไพมีโทรซีน น้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม ไทอะโคลพริด น้ำหนัก 100 กิโลกรัม และเมโทมิล น้ำหนัก 16,000 กิโลกรัม จากผู้ขายในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งสินค้าที่นำเข้าดังกล่าวเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดรายชื่อของวัตถุอันตรายที่กระบวนการผลิตและลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายเป็นที่ทราบแน่ชัดโดยทั่วไป พ.ศ. 2543 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่ได้ขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. มีจำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันพร้อมประทับตราสำคัญกระทำการแทนได้ และเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 นายทะเบียนได้ขีดชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ออกจากทะเบียน ทำให้มีฐานะเป็นห้างหุ้นส่วนร้าง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากการสั่งนำเข้าวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ของกลางคดีนี้นั้น เป็นการกระทำของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. เท่านั้น จำเลยที่ 1 เพียงแต่ลงลายมือชื่อในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามกฎหมาย ไม่ได้ลงชื่อในฐานะส่วนตัว เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากแยกจากจำเลยที่ 1 อย่างเด็ดขาด เฉพาะห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. เท่านั้นที่เป็นผู้กระทำความผิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า แม้ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. จะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การกระทำหรือการแสดงออกของนิติบุคคลก็ต้องแสดงออกโดยผู้แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลตามกฎหมายนั่นเอง การบริหารงานของนิติบุคคลหรือการกระทำนิติกรรมใด ๆ ของนิติบุคคล ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลผูกพันกันในทางแพ่ง กฎหมายจึงได้มีบทบัญญัติไว้ให้ต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทน โดยเฉพาะห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ผู้มีอำนาจกระทำการแทนในกรณีนี้ก็คือจำเลยที่ 1 เท่านั้น เนื่องจากเป็นผู้ลงลายมือชื่อกระทำการแทนพร้อมประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ในทางอาญาจำเลยที่ 1 ย่อมต้องรู้อยู่เป็นอย่างดีในขณะกระทำการดังกล่าวแล้วว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. มีเจตนาต้องการกระทำการใด การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่มีเจตนากระทำร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. นั่นเอง เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมายก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกระทำผิดต่อกฎหมายด้วยกับห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. นั่นเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏแน่ชัดว่า การสั่งนำเข้าวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ของกลางคดีนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. กระทำการโดยจำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจกระทำการแทนเพียงแต่ผู้เดียวลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อด้วย แม้ตามหนังสือรับรองจะระบุว่าหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. มี 2 คน คือจำเลยที่ 1 และที่ 2 และการกระทำนิติกรรมใด ๆ ให้มีผลผูกพันห้างหุ้นส่วนจำกัด ให้หุ้นส่วนผู้จัดการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัดก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อในเอกสารการนำเข้าของกลางด้วยเช่นนี้ โจทก์ซึ่งกล่าวอ้างในฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดคดีนี้จึงต้องเป็นฝ่ายหาพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่า ความจริงเป็นไปตามที่กล่าวอ้างในฟ้อง แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีเพียงนายสัญญา ผู้รับมอบอำนาจจากกรมวิชาการเกษตรให้ไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีนี้เท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงที่พยานปากนี้ได้รู้เห็นมาด้วยตนเองก็เฉพาะที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุเท่านั้น เช่น ขณะที่มีการยึดและตรวจสอบของกลาง แต่ในขณะที่เกิดเหตุที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดนั้น พยานไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยเลย น่าเชื่อว่าเหตุที่มีการดำเนินคดีนี้กับจำเลยที่ 2 ก็คงเป็นเพราะเห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนหนึ่งของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. นั่นเอง แต่ข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 แม้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแต่ก็ไม่ได้ลงลายมือชื่อในการทำนิติกรรมสั่งซื้อนำเข้าของกลางคดีนี้แต่อย่างใด และหากพิจารณาใบแจ้งหนี้ที่ผู้ขายสินค้าของกลางคดีนี้ส่งถึงห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ซึ่งโจทก์อ้างว่ามีลายมือชื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในเอกสารนั้น จำเลยที่ 2 ก็ให้การต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่าไม่ได้ร่วมกระทำความผิด เนื่องจากไม่ได้ทำธุรกิจร่วมกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2551 แล้ว ปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาชั้นสอบสวน และยืนยันในชั้นอุทธรณ์ว่าลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นจำเลยที่ 2 นั้น ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 กับลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในเอกสารอื่น ๆ ที่เคยลงไว้ เช่น คำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและคำให้การชั้นสอบสวน หรือเอกสารต่าง ๆ ในสำนวนคดีนี้ก็จะเห็นได้ว่ามีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันได้เลย เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานใดแสดงให้เห็นได้เลยว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และไม่ปรากฏพฤติการณ์อื่นที่จะแสดงให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธต่อสู้คดีตลอดมา คดีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลต้องพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายในการขนส่งและทำลายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ของกลางตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ซึ่งโจทก์อ้างในฎีกาว่า ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ข้อ. 4 (1) กำหนดให้กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการควบคุมวัตถุอันตรายตามบัญชี 1 ซึ่งของกลางคดีนี้เป็นวัตถุอันตรายตามบัญชี 1 จึงอยู่ในอำนาจดำเนินการของกรมวิชาการเกษตร จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งและทำลายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ของกลางตามมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 นั้น เห็นว่า การสั่งนำเข้าวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ของกลางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนคดีนี้ นอกจากจะเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ตามฟ้องแล้ว ยังเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 อีกด้วย ซึ่งในส่วนของความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากนายปนิธิ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ มีหน้าที่พิจารณาความผิดเกี่ยวกับศุลกากรบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ยืนยันว่าของกลางคดีนี้ถูกยึดที่ท่าเรือแหลมฉบังโดยศุลกากรแหลมฉบัง ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วเป็นการกระทำความผิดฐานนำเข้าสินค้าโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดและฐานยื่นใบขนสินค้าโดยสำแดงเท็จตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 และมาตรา 99 แต่เนื่องจากผู้กระทำความผิดที่นำเข้าของกลางคือห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ยินยอมมอบของกลางทั้งหมดให้กรมศุลกากรเพื่อระงับคดีและผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังพิจารณาอนุมัติให้ระงับคดีแล้วจึงทำให้ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ระงับไป ของกลางจึงอยู่ในอำนาจของอธิบดีกรมศุลกากรที่จะจำหน่ายต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสถานีพัฒนาที่ดิน กรุงเทพมหานคร ขอรับการสนับสนุนของกลางเพื่อใช้เป็นวัสดุสำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้ทำบันทึกส่งมอบของกลางให้แก่สถานีพัฒนาที่ดินกรุงเทพมหานคร สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 กรมพัฒนาที่ดินไปแล้ว แม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมจะกำหนดให้กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมของกลางซึ่งเป็นวัตถุอันตรายตามบัญชี 1 แต่เมื่อของกลางคดีนี้เป็นของกลางในคดีที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งอยู่ในอำนาจของกรมศุลกากรด้วย เมื่อได้มีการจำหน่ายของกลางไปโดยชอบตามอำนาจหน้าที่ของกรมศุลกากรแล้ว ผู้กระทำความผิดหรือจำเลยทั้งสองย่อมไม่จำต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งและทำลายของกลางอีกต่อไป เนื่องจากไม่มีของกลางให้ขนส่งและทำลายอยู่ในความครอบครองของกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบอีกต่อไปแล้ว หากกรมวิชาการเกษตรเห็นว่ากรมศุลกากรไม่มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับของกลางก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานทั้งสองซึ่งเป็นส่วนราชการด้วยกันต้องดำเนินการต่อกันเอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้ยกคำขอในส่วนนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า วัตถุอันตรายของกลางคดีนี้มีจำนวนมาก ตามบันทึกและภาพถ่ายทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการนำเข้ามาเพื่อประโยชน์ในทางการค้าอันเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยเฉพาะ การนำเข้าของกลางซึ่งเป็นวัตถุอันตรายหน่วยงานของรัฐได้วางกฎระเบียบ วิธีการ เป็นแนวปฏิบัติไว้อย่างชัดเจนเพื่อความปลอดภัยของสังคมส่วนรวม จำเลยที่ 1 ซึ่งมีอาชีพทำการค้าในเรื่องเกี่ยวกับวัตถุอันตรายย่อมต้องทราบดีและควรต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎระเบียบของทางราชการ การหลีกเลี่ยงไม่ดำเนินการให้ถูกต้องดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายต่อสังคมส่วนรวมได้เป็นอย่างมาก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงถือเป็นเรื่องร้ายแรง เหตุผลส่วนตัวที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในฎีกายังไม่เพียงพอที่จะเป็นเหตุให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มานั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ม. 88
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายอัฐษฎา วิลัยทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
สุทิน นาคพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3487/2565
#687781
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลักเอาเช็คของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างไปกรอกข้อความ และปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ทำให้พนักงานของธนาคารโจทก์ร่วมที่ 3 หรือผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าลายมือชื่อปลอมดังกล่าวเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง จ่ายเงินตามเช็คและจำเลยได้เงินตามเช็คไป แม้การกระทำต่าง ๆ จะแยกเป็นขั้นตอนตั้งแต่ลักเอาเช็คมาปลอมข้อความและปลอมลายมือชื่อ ตลอดจนนำเช็คไปขึ้นเงินจากธนาคารก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวคือมุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นหลัก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 266, 268, 334, 335

ระหว่างพิจารณา บริษัท ฟ. ผู้เสียหาย นายวีรวัฒน์ และธนาคาร ท. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ สำหรับผู้เสียหายและนายวีรวัฒน์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนธนาคาร ท. ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาใช้ตั๋วเงินปลอม โดยเรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ โดยโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 993,555 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และโจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยยอมชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จำนวน 360,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2563 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยให้การรับสารภาพคดีส่วนอาญา และให้การคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4), 335 (11) วรรคแรก (เดิม), 335 (11) วรรคแรก (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักเช็คที่เป็นทรัพย์ของนายจ้าง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 47 กระทง ฐานปลอมตั๋วเงินและและใช้ตั๋วเงินปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง กับฐานลักเงินสดที่เป็นทรัพย์ของนายจ้างเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 47 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานลักเช็คที่เป็นทรัพย์ของนายจ้าง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 282 เดือน ฐานใช้ตั๋วเงินปลอม คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 282 เดือน รวมจำคุก 564 เดือน แต่ความผิดที่จำเลยกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 126,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่โจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นคำร้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ร่วมที่ 3 กับจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานลักเช็คที่เป็นทรัพย์ของนายจ้าง ฐานปลอมตั๋วเงิน ฐานใช้ตั๋วเงินปลอม และฐานลักเงินสดที่เป็นทรัพย์ของนายจ้าง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท รวม 47 กระทง เป็นจำคุก 47 ปี และปรับ 940,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 282 เดือน และปรับ 470,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง เป็นเวลา 2 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยโจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง 47 ครั้ง ซึ่งในการลักเช็คแต่ละครั้งย่อมเป็นเจตนาแยกต่างหากจากกันเป็นครั้ง ๆ ไป สำหรับความผิดฐานปลอมเช็คและใช้เช็คปลอมเป็นการกระทำความผิดคนละขั้นตอนกัน จำเลยปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมและลักเอาเงินสดของนายจ้างไปรวม 47 ครั้ง เป็นความผิด 47 กระทง แยกต่างหากจากความฐานลักทรัพย์นายจ้าง (ลักเช็ค) ศาลชอบที่จะลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันโดยเรียงกระทงลงโทษเป็นกระทงความผิดไป และพฤติการณ์ของจำเลยในการกระทำหลายกรรมต่อเนื่องกัน แม้จะชดใช้เงินให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ไปแล้วก็ตาม การรอการลงโทษอาจไม่ช่วยให้หลาบจำ และกลับมากระทำความผิดซ้ำอีกในอนาคตจึงไม่สมควรรอการลงโทษ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า การที่จำเลยลักเช็คและลักเงินสดของนายจ้างเป็นความผิดแยกต่างหากจากกันและต้องเรียงกระทงลงโทษเป็นแต่ละกระทงความผิด หรือไม่เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยในการลักเอาเช็คธนาคาร ท. ของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างไปกรอกข้อความ และปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ทำให้พนักงานของโจทก์ร่วมที่ 3 หรือผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าลายมือชื่อปลอมดังกล่าวเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง จึงจ่ายเงินตามเช็คและจำเลยได้เงินตามเช็คไป แม้การกระทำต่าง ๆ จะแยกเป็นขั้นตอนตั้งแต่ลักเอาเช็คมาปลอมข้อความและปลอมลายมือชื่อ ตลอดจนนำเช็คไปขึ้นเงินจากธนาคารก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวคือมุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นหลัก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันที่ต้องเรียงกระทงลงโทษไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยกระทำการลักเช็ค ปลอมเช็ค และนำเช็คไปเรียกเก็บเงินหลายครั้งก็ตามแต่จำเลยได้สำนึกในการกระทำแล้ว โดยได้บรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จนเป็นที่พอใจและแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเมื่อพิเคราะห์ถึงประวัติและรายงานการสืบเสาะแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีความประพฤติในทางเสื่อมเสียมาก่อน ทั้งจำเลยมีครอบครัวและมีบุตรต้องอุปการะเลี้ยงดู ถือได้ว่ามีเหตุอันควรปรานี เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามาในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาในเรื่องนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษายืน แต่สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงินที่ต้องชำระแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ให้จำเลยชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามที่กระทรวงการคลังตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ขอไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 266 (4) ม. 268 ม. 335 (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — บริษัท ฟ. กับพวก
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสมพงษ์ พุทธฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางอลิศรา มานะจิตต์
ชื่อองค์คณะ
ปราช ตัณฑศรี
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3477/2565
#687882
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ บ. มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมหลายข้อ โดยข้อ 2 ให้มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญา เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา เป็นโจทก์ร่วม และข้อ 6 ให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้ตัวแทนช่วงดำเนินการแทนตามความจำเป็นในทุกกรณีแห่งกิจการที่มอบหมาย จึงเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้ บ. ดำเนินคดีอาญาแทนโจทก์ร่วมได้ โดยไม่จำกัดตัวบุคคลใดที่จะถูกดำเนินคดี และอำนาจของ บ. ดังกล่าวยังสามารถมอบอำนาจช่วงได้อีกด้วย ฉะนั้น การที่ บ. มอบอำนาจช่วงให้ ช. แจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวก รวมทั้งเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาและเป็นโจทก์ร่วม จึงเป็นการมอบอำนาจช่วงโดยชอบภายในขอบอำนาจที่ บ. ได้รับมอบมา แม้ตามสำเนาหนังสือรับรองจะมีเงื่อนไขให้กรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท จึงจะกระทำการผูกพันโจทก์ร่วมได้ก็ตาม แต่การมอบอำนาจช่วงมิใช่กรณีที่ผู้แทนนิติบุคคลกระทำการแทนนิติบุคคล ซึ่งจะต้องมีการประทับตราสำคัญของบริษัทตามที่กำหนดไว้ในหนังสือรับรอง เมื่อตามหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมไม่ได้ระบุให้การมอบอำนาจช่วงต้องประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย การมอบอำนาจช่วงโดยไม่ประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ช. ผู้รับมอบอำนาจช่วงย่อมมีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกแทนโจทก์ร่วม มีผลให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้อง

สำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานพนักงานสอบสวนบันทึกข้อความที่ได้รับแจ้งจาก ช. ว่า ช. มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อยื่นหนังสือมอบอำนาจช่วง ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2558 เรื่อง กล่าวโทษดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ส. และจำเลยที่ 4 จากเหตุที่โจทก์ร่วมได้ขายรถแบ็กโฮ 2 คัน ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ต่อมาไม่สามารถติดตามหารถแบ็กโฮที่ขายให้ได้ ซึ่งโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ไม่มีการส่งค่างวด ถูกผู้เช่าซื้อปฏิเสธ จึงมาลงบันทึกประจำวันไว้ดังกล่าว ร้อยตำรวจโท ป. พนักงานสอบสวนได้รับหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้ง ช. เป็นผู้ดำเนินการแทนโจทก์ร่วมไว้แล้ว จะได้ดำเนินการสอบสวนตามกฎหมาย แต่วันนี้ผู้แจ้งไม่พร้อมที่จะให้ปากคำและจะมาให้การในวันต่อไป ดังนี้ แม้พนักงานสอบสวนจะรับแจ้งไว้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน แต่พนักงานสอบสวนก็รับเรื่องไว้ดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายต่อไป และจากข้อความที่พนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งบันทึกไว้ เมื่ออ่านประกอบกับหนังสือมอบอำนาจช่วงที่ ช. นำมายื่นต่อพนักงานสอบสวนในการแจ้งความซึ่งระบุมอบอำนาจให้ ช. แจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามกฎหมายเพื่อให้ดำเนินคดีทางอาญาแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกในฐานความผิดยักยอกหรือความผิดอาญาอื่นใดแล้ว พอเข้าใจได้ว่าโจทก์ร่วมในฐานะผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิดทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมกล่าวหาโดยมีเจตนาจะให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกได้รับโทษ การแจ้งความของ ช. ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 หาใช่เป็นแต่การแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้โดยยังไม่ประสงค์จะมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในเดือนกันยายน 2558 การที่โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2558 คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ 3 เดือน ตาม ป.อ. มาตรา 96

รายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเป็นเอกสารที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นในหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าคดีโจทก์ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ภายในอายุความตามกฎหมายแล้วดังที่โจทก์ได้บรรยายมาในฟ้อง ทำให้เชื่อได้ว่าเอกสารฉบับดังกล่าวรวมอยู่ในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ อันเป็นสรรพเอกสารตามบัญชีระบุพยานของโจทก์อันดับที่ 27 นั่นเอง เมื่อโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยระบุไว้ชัดเจนว่าขอถือเอาบัญชีระบุพยานและสรรพเอกสารในคดีนี้ของโจทก์เป็นของโจทก์ร่วมด้วย กรณีถือได้ว่าโจทก์ร่วมได้ยื่นบัญชีระบุพยานโดยแสดงความจำนงที่จะอ้างอิงรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเป็นพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 229/1 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แล้ว โจทก์ร่วมจึงชอบที่จะนำเอกสารดังกล่าวมาใช้ในการถามติงพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากร้อยตำรวจเอก ป. พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้จัดทำเอกสารฉบับนี้เพื่อยืนยันถึงวันที่ที่แน่นอนซึ่งโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ได้ หากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นว่าพยานเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ก็ชอบที่จะขออนุญาตศาลชั้นต้นซักถามร้อยตำรวจเอก ป. เพิ่มเติม หรือนำพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องมาสืบหักล้างในภายหลัง กรณีมิใช่เรื่องที่โจทก์ร่วมนำสืบพยานหลักฐานในลักษณะจู่โจมทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เสียเปรียบในการต่อสู้คดีดังข้ออ้างในฎีกา ดังนั้น สำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานจึงมิใช่พยานหลักฐานที่ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.อ. มาตรา 229/1 วรรคสี่ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 นับโทษจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3945/2558 ของศาลชั้นต้น นับโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3972/2556 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด และให้จำเลยทั้งสี่คืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 7,104,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก วรรคแรก (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก วรรคแรก (เดิม)) จำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ปรับ 6,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3945/2558 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3972/2556 ของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่คืน 7,104,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 คืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่คืน 7,104,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ลงโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 3 เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาข้อ 2.3, 2.4 และ 2.5 กับให้รับฎีกาของจำเลยที่ 4 ไว้พิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการรับเหมาขนส่งพืชผลทางการเกษตร มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 เป็นลูกพี่ลูกน้องกับจำเลยที่ 2 ส่วนนายสงกรานต์ เป็นคู่ค้าที่นำผลผลิตทางการเกษตรมาขายให้จำเลยที่ 1 ประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2558 จำเลยที่ 3 และนายสงกรานต์ติดต่อกับนายสรชัช พนักงานขายของโจทก์ร่วมว่าจำเลยที่ 1 มีความประสงค์จะซื้อรถแบ็กโฮจากโจทก์ร่วม วันที่ 3 กรกฎาคม 2558 นายสรชัชเดินทางไปยังสถานที่ประกอบการของจำเลยที่ 1 พบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2 ตกลงซื้อรถแบ็กโฮ 2 คัน และได้ลงลายมือชื่อในใบเสนอราคาที่นายสรชัชจัดทำมาพร้อมมอบเอกสารหลักฐานที่จำเป็นให้แก่นายสรชัชเพื่อเสนอโจทก์ร่วมพิจารณาให้สินเชื่อเช่าซื้อ โดยจำเลยที่ 3 และบิดามารดาของจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมอนุมัติสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว วันที่ 17 กรกฎาคม 2558 นายสงกรานต์เป็นผู้โอนเงินดาวน์งวดแรกสำหรับรถแบ็กโฮที่ให้เช่าชื้อ 2 คัน คันละ 300,000 บาท รวม 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม วันเดียวกันนั้นนายสรชัชนำรถแบ็กโฮที่ให้เช่าซื้อ 2 คัน ไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ยังสถานที่ประกอบการของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ลงลายมือชื่อรับมอบไว้แทนจำเลยที่ 1 วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 นายสงกรานต์พาจำเลยที่ 4 ซึ่งรับราชการครูอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ดมาพบจำเลยที่ 3 ที่ปั้มน้ำมัน ปตท.บ้านบัว จังหวัดร้อยเอ็ด จำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อรับมอบรถแบ็กโฮของโจทก์ร่วมทั้ง 2 คัน ในใบส่งมอบ จากนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยอมให้นายสงกรานต์นำรถแบ็กโฮทั้ง 2 คัน ไปได้ อันเป็นการร่วมกันเบียดบังรถแบ็กโฮของโจทก์ร่วมที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ไปเป็นของนายสงกรานต์โดยทุจริต ต่อมานายสรชัชนำสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันไปให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และบิดามารดาของจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ บุคคลดังกล่าวไม่ยอมลงลายมือชื่อ และจำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระค่างวดเช่าซื้อ โดยอ้างว่ามีการเปลี่ยนผู้เช่าซื้อเป็นจำเลยที่ 4 และรถแบ็กโฮอยู่ที่นายสงกรานต์แล้ว หลังจากนั้นนายสงกรานต์ติดต่อนายสรชัชขอเปลี่ยนผู้เช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ 4 นายสรชัชจึงไปรับสำเนาบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 4 มาจากจำเลยที่ 4 แต่เอกสารดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เช่าซื้อใหม่ได้ โจทก์ร่วมได้ติดตามหารถแบ็กโฮทั้ง 2 คันแล้วแต่ไม่พบ

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประการแรกว่า การมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วมตามหนังสือมอบอำนาจช่วงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมไม่ได้ระบุให้ฟ้องคดีจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่หนังสือมอบอำนาจช่วงกลับระบุให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ถูกต้อง อีกทั้งหนังสือมอบอำนาจช่วงไม่ได้ประทับตราของโจทก์ร่วมตามข้อกำหนดที่โจทก์ร่วมได้จดทะเบียนไว้ จึงไม่สมบูรณ์ ปัญหาตามฎีกาข้อนี้เกี่ยวพันถึงอำนาจฟ้องคดีของโจทก์ อันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้แม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสอง ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 เห็นว่า โจทก์ร่วมโดยนายวัชรกฤษณ์ และนายชลิต กรรมการของโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อร่วมกันพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทมอบอำนาจให้นายบริพัฒน์ มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมหลายข้อ โดยข้อ 2 ให้มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญา เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา เป็นโจทก์ร่วม และข้อ 6 ให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้ตัวแทนช่วงดำเนินการแทนตามความจำเป็นในทุกกรณีแห่งกิจการที่มอบหมาย จึงเป็นการมอบอำนาจทั่วไปให้นายบริพัฒน์ดำเนินคดีอาญาแทนโจทก์ร่วมได้ โดยไม่จำกัดตัวบุคคลใดที่จะถูกดำเนินคดี และอำนาจของนายบริพัฒน์ดังกล่าวยังสามารถมอบอำนาจช่วงได้อีกด้วย ฉะนั้น การที่นายบริพัฒน์มอบอำนาจช่วงให้นายชยุต แจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวก รวมทั้งเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาและเป็นโจทก์ร่วม จึงเป็นการมอบอำนาจช่วงโดยชอบภายในขอบอำนาจที่นายบริพัฒน์ได้รับมอบมา แม้ตามสำเนาหนังสือรับรองจะมีเงื่อนไขให้กรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัท จึงจะกระทำการผูกพันโจทก์ร่วมได้ก็ตาม แต่การมอบอำนาจช่วงมิใช่กรณีที่ผู้แทนนิติบุคคลกระทำการแทนนิติบุคคล ซึ่งจะต้องมีการประทับตราสำคัญของบริษัทตามที่กำหนดไว้ในหนังสือรับรอง เมื่อตามหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมไม่ได้ระบุให้การมอบอำนาจช่วงต้องประทับตราสำคัญของบริษัทด้วย การมอบอำนาจช่วงโดยไม่ประทับตราสำคัญของโจทก์ร่วมจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว นายชยุตผู้รับมอบอำนาจช่วงย่อมมีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกแทนโจทก์ร่วม มีผลให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 3 และของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประการต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า การแจ้งความของนายชยุต ผู้รับมอบอำนาจช่วง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2558 ไม่ถือเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย นายชยุตเพิ่งจะแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 เกิน 3 เดือน นับแต่เดือนกันยายน 2558 ที่โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน พนักงานสอบสวนบันทึกข้อความที่รับแจ้งจากนายชยุตไว้ว่า นายชยุตมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อยื่นหนังสือมอบอำนาจช่วง ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2558 เรื่อง กล่าวโทษดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 นายสงกรานต์ และจำเลยที่ 4 จากเหตุที่โจทก์ร่วมได้ขายรถแบ็กโฮ 2 คัน ให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ต่อมาไม่สามารถติดตามหารถแบ็กโฮที่ขายให้ได้ ซึ่งโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ไม่มีการส่งค่างวด ถูกผู้เช่าซื้อปฏิเสธ จึงมาลงบันทึกประจำวันไว้ดังกล่าว ร้อยตำรวจโทประสิทธิ์พนักงานสอบสวนได้รับหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้งนายชยุตเป็นผู้ดำเนินการแทนโจทก์ร่วมไว้แล้ว จะได้ดำเนินการสอบสวนตามกฎหมาย แต่วันนี้ผู้แจ้งไม่พร้อมที่จะให้ปากคำและจะมาให้การในวันต่อไป ดังนี้ แม้พนักงานสอบสวนจะรับแจ้งไว้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน แต่พนักงานสอบสวนก็รับเรื่องไว้ดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายต่อไป และจากข้อความที่พนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งบันทึกไว้ เมื่ออ่านประกอบกับหนังสือมอบอำนาจช่วงที่นายชยุตนำมายื่นต่อพนักงานสอบสวนในการแจ้งความซึ่งระบุมอบอำนาจให้นายชยุตแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจตามกฎหมายเพื่อให้ดำเนินคดีทางอาญาแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกในฐานความผิดยักยอกหรือความผิดอาญาอื่นใดแล้ว พอเข้าใจได้ว่าโจทก์ร่วมในฐานะผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกกระทำความผิดทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมกล่าวหาโดยมีเจตนาจะให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกได้รับโทษ การแจ้งความของนายชยุตดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 หาใช่เป็นแต่การแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้โดยยังไม่ประสงค์จะมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาโต้แย้งไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในเดือนกันยายน 2558 การที่โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ในวันที่ 14 ตุลาคม 2558 คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ 3 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประการต่อไปว่า โจทก์ร่วมนำสืบสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า โจทก์ร่วมมิได้ระบุพยานเอกสารดังกล่าวไว้ในบัญชีระบุพยาน จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 วรรคสี่ ปัญหาตามฎีกาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้แม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสอง ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 เห็นว่า รายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเป็นเอกสารที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นในหน้าที่ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าคดีโจทก์ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ภายในอายุความตามกฎหมายแล้วดังที่โจทก์ได้บรรยายมาในฟ้อง ทำให้เชื่อได้ว่าเอกสารฉบับดังกล่าวรวมอยู่ในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ อันเป็นสรรพเอกสารตามบัญชีระบุพยานของโจทก์อันดับที่ 27 นั่นเอง เมื่อโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยระบุไว้ชัดเจนว่าขอถือเอาบัญชีระบุพยานและสรรพเอกสารในคดีนี้ของโจทก์เป็นของโจทก์ร่วมด้วย กรณีถือได้ว่าโจทก์ร่วมได้ยื่นบัญชีระบุพยานโดยแสดงความจำนงที่จะอ้างอิงรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเป็นพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แล้ว โจทก์ร่วมจึงชอบที่จะนำเอกสารดังกล่าวมาใช้ในการถามติงพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากร้อยตำรวจเอกประสิทธิ์ พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้จัดทำเอกสารฉบับนี้เพื่อยืนยันถึงวันที่ที่แน่นอนซึ่งโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ได้ หากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นว่าพยานเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ก็ชอบที่จะขออนุญาตศาลชั้นต้นซักถามร้อยตำรวจเอกประสิทธิ์เพิ่มเติม หรือนำพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องมาสืบหักล้างในภายหลัง กรณีมิใช่เรื่องที่โจทก์ร่วมนำสืบพยานหลักฐานในลักษณะจู่โจมทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เสียเปรียบในการต่อสู้คดีดังข้ออ้างในฎีกา ดังนั้น สำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานจึงมิใช่พยานหลักฐานที่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการเบียดบังรถแบ็กโฮของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายสงกรานต์ ในอันที่จะเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดคดีนี้ นายสงกรานต์และนายสรชัชร่วมกันหลอกลวงจำเลยที่ 1 จนได้รถแบ็กโฮไปด้วยตัวเองโดยไม่ได้รับประโยชน์จากการที่จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อในใบส่งมอบแต่อย่างใด ปัญหาข้อนี้ ได้ความจากจำเลยที่ 3 ว่า นายสรชัชนำรถแบ็กโฮมาส่งมอบยังสถานที่ประกอบการของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 รับมอบไว้แทน ในวันดังกล่าวนายสงกรานต์ประสงค์จะนำรถแบ็กโฮไปใช้นอกสถานที่ประกอบการของจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นคนจ่ายเงินดาวน์ แต่จำเลยที่ 2 ให้นายสงกรานต์หาคนใหม่มาซื้อ วันรุ่งขึ้นนายสงกรานต์บอกว่าหาคนซื้อคนใหม่ได้แล้วคือ จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นครูอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด วันเดียวกันนายสงกรานต์พาจำเลยที่ 4 มาพบจำเลยที่ 3 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด จึงให้จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อในใบส่งมอบ หลังจากจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อรับมอบรถแล้ว นายสงกรานต์ได้นำรถแบ็กโฮออกไป เห็นว่า เหตุประการหนึ่งที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยอมให้นายสงกรานต์นำรถแบ็กโฮทั้ง 2 คัน ไปจากการครอบครองของจำเลยที่ 1 เป็นเพราะนายสงกรานต์ได้จัดให้จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับรถแล้วมอบใบรับรถให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ร่วม ดังนี้ การที่นายสงกรานต์ได้รับรถแบ็กโฮไปเป็นของตนเองจึงเกิดจากการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกของจำเลยที่ 4 ด้วย โดยไม่ต้องคำนึงว่าเกิดจากการที่นายสงกรานต์และนายสรชัชร่วมกันหลอกลวงจำเลยที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 4 ฎีกาด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ดี การสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นการกระทำอันหนึ่งซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 59 อันบุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา ดังนั้น การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด อันจะเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาที่จะช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิดนั้นด้วย แต่ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมมีเพียงจำเลยที่ 2 ที่ 3 และนายสงกรานต์ที่ติดต่อเช่าซื้อรถแบ็กโฮจากโจทก์ร่วมแทนจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นด้วย จำเลยที่ 4 เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีในขั้นตอนที่นายสงกรานต์จะนำรถแบ็กโฮไปจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 4 เบิกความว่า รู้จักนายสงกรานต์ซึ่งมีบ้านห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร และภริยาของนายสงกรานต์ติดต่อจำเลยที่ 4 ว่าประสงค์จะนำรถแบ็กโฮไปทำงานขอให้ลงลายมือชื่อรับรถ จำเลยที่ 4 จึงลงลายมือชื่อรับรถในใบส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 4 ให้การในชั้นสอบสวนว่า ภริยาของนายสงกรานต์เป็นญาติของสามีจำเลยที่ 4 พิจารณาใบส่งมอบรถดังกล่าวแล้วมีข้อความเพียงว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถแบ็กโฮให้จำเลยที่ 4 เรียบร้อยแล้วเท่านั้น ส่วนที่นายสรชัชไปพบจำเลยที่ 4 แจ้งให้ทราบว่านายสงกรานต์ให้มารับเอกสารหลักฐานของจำเลยที่ 4 เพื่อนำไปใช้ในการเปลี่ยนผู้เช่าซื้อรถแบ็กโฮจากจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยที่ 4 ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากนายสงกรานต์ได้รับรถแบ็กโฮไปแล้วหลายวัน อีกทั้งนายสงกรานต์เป็นคนนำรถแบ็กโฮไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้รับประโยชน์ใด ๆ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวมายังไม่อาจชี้ชัดว่าจำเลยที่ 4 ร่วมรู้เห็นเกี่ยวกับที่มาที่ไปของรถแบ็กโฮที่รับมอบ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า หลังจากนายสงกรานต์นำรถแบ็กโฮไปแล้ว จำเลยที่ 1 ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นายสรชัช นายสงกรานต์ และจำเลยที่ 4 จนพนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ยื่นฟ้องนายสรชัช ในความผิดฐานฉ้อโกงรถแบ็กโฮ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 656/2559 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้เบิกความตอบโจทก์ถามติงในคดีดังกล่าวว่า ตอนแรกจำเลยที่ 2 เข้าใจว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้จะมาทำสัญญาเช่าซื้อแทนจำเลยที่ 1 จึงดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 4 ด้วย ต่อมาจำเลยที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 4 เพราะเชื่อว่าจำเลยที่ 4 ถูกนายสงกรานต์หลอกลวงให้ลงลายมือชื่อรับรถ เนื่องจากนายสงกรานต์ต้องการนำรถไปขุดดินที่อื่น พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อรับรถแบ็กโฮให้นายสงกรานต์โดยรู้หรือไม่ว่านายสงกรานต์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำความผิดอาญา กรณีต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 โดยถือว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีเจตนาที่จะช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิด จำเลยที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานยักยอก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานเป็นผู้สนับสนุนและให้จำเลยที่ 4 คืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 229/1 วรรคหนึ่ง ม. 229/1 วรรคสี่
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
โจทก์ร่วม — บริษัท อ.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายปิติ แย้มชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3467/2565
#684397
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 3 ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด การที่จำเลยใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ที่ใช้ในขณะกระทำความผิด แต่ภายหลังจำเลยกระทำความผิดและก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 บัญญัติให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราอีกต่อไป แต่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งความผิดฐานกระทำอนาจารตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารตามมาตรา 279 (ที่แก้ไขใหม่) จึงชอบด้วยมาตรา 3 และเป็นบทกฎหมายที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ซึ่งศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่านั้น มิใช่ตามมาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) แต่ความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษเท่ากับระวางโทษตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 279

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง อ. ผู้เสียหาย โดยนาง ว. ยายของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้แทนเฉพาะคดียื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสองและวรรคห้า ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้นิ้วมือล่วงล้ำอวัยวะเพศ จำคุก 12 ปี ฐานพยายามกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้นิ้วมือล่วงล้ำอวัยวะเพศ คงจำคุก 6 ปี ฐานพยายามกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 9 ปี 4 เดือน

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม), 279 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 80 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้นิ้วมือล่วงล้ำอวัยวะเพศ จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด... การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1.1 เมื่อประมาณปลายเดือนเมษายน 2562 โดยจำเลยใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายนั้น เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ที่ใช้ในขณะกระทำความผิด แต่ภายหลังจำเลยกระทำความผิดและก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 บัญญัติให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราอีกต่อไป แต่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งความผิดฐานกระทำอนาจารตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 (ที่แก้ไขใหม่) จึงชอบด้วยมาตรา 3 และเป็นบทกฎหมายที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ซึ่งศาลย่อมลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่านั้น มิใช่ตามมาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้น แต่ความผิดตามมาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต เท่ากับระวางโทษตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ในส่วนระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) และเมื่อโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำคุก 4 ปี ก่อนลดโทษนั้น ต่ำกว่าโทษขั้นต่ำตามระวางโทษดังกล่าว แต่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นด้วย ศาลฎีกาจึงแก้ไขกำหนดโทษให้ถูกต้องได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในประการต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานหนักโดยไม่ลดโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 31 ปีเศษ ควรรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว แต่จำเลยกลับอาศัยความเป็นบิดาเลี้ยงที่สามารถครอบงำและใกล้ชิดผู้เสียหายกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 11 ปีเศษ โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายแก่ชีวิตและอนาคตของผู้เสียหาย ทั้งเกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและศีลธรรมอันดีของประชาชน พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องที่ร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นกว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนด ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่าไม่ควรลดโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง เนื่องจากจำเลยรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยโจทก์และโจทก์ร่วมยังมิได้สืบพยาน จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานคำรับสารภาพของจำเลยเป็นการให้ความรู้แก่ศาล อีกทั้งจำเลยยังได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้นโดยวางเงิน 30,000 บาท ต่อศาลชั้นต้น เพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย อันเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม), 279 วรรคสองและวรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 80 ความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ให้กำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) จำคุก 7 ปี ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ฐานพยายามกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 80 จำคุก 4 ปี และความผิดตามฟ้องข้อ 1.3 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 17 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) ม. 279 วรรคสาม (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง อ. โดยนาง ว. ผู้แทนเฉพาะคดี
จำเลย — นาย ง.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวมณีรัตน์ ธำรงวิทวัสพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
ชื่อองค์คณะ
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา