คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2972/2565
#686570
เปิดฉบับเต็ม

การขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามที่ได้แสดงไว้ในคำขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (4) โดยมีกำหนดระยะเวลาการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ตามมาตรา 23 (5) และมีหน้าที่ดูแลสาธารณูปโภค ตามมาตรา 43 วรรคหนึ่ง ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วดังนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตาม พ.ร.บ.นี้หรือตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการบำรุง ดูแล รักษา... (2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ จากบทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดหน้าที่และการสิ้นสุดหน้าที่การบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้จัดสรรที่ดินเป็น 2 ระยะ ระยะแรกผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่บำรุงรักษาตามกำหนดเวลาที่ระบุในแผนผังโครงการที่ดินจัดสรรที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (5) และระยะที่สอง เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลารับผิดชอบดังกล่าว ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อไปจนกว่าจะมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ผู้จัดสรรที่ดินจึงต้องดำเนินการก่อสร้างสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตเพื่อโอนให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรรับไปดำเนินการจัดการดูแลเพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้ใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคได้โดยสมบูรณ์ภายในเวลาอันสมควร ข้อตกลงที่มีผลผลักความรับผิดค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

สำหรับค่าบริการสาธารณะเป็นคนละกรณีกับค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ความรับผิดค่าบริการสาธารณะจึงไม่ตกอยู่ในบังคับมาตรา 43 และ 44 แห่งพ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดใน พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดความรับผิดในค่าบริการสาธารณะที่เกิดขึ้นก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนการบำรุงรักษาและจัดการสาธารณูปโภค เมื่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะโดยตรง ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรย่อมมีหน้าที่ต้องรับผิดในค่าบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดในค่าบริการสาธารณะจึงบังคับกันได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่โจทก์อ้างส่งสำเนาสัญญาบริการระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองแนบท้ายฎีกา มีข้อตกลงว่า จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าใช้จ่ายให้โจทก์รายเดือน นั้น แม้โจทก์จะเพิ่งส่งเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาซึ่งล่วงพ้นระยะเวลาการอ้างพยานหลักฐานตามกฎหมายแล้ว แต่พยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานเอกสารสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญแห่งคดี และเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงสมบูรณ์ครบถ้วนเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ยื่นคำแก้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรรับฟังสำเนาสัญญาบริการแนบท้ายฎีกา เป็นพยานศาลตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 33 และรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาบริการกันจริง เมื่อบริการที่โจทก์จัดทำเป็นบริการสาธารณะ สัญญาบริการจึงใช้บังคับกันได้

แม้โจทก์จะได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินฉบับเดิมปี 2539 ซึ่งออกตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 แต่การที่โจทก์ขอขยายโครงการและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครให้ทำการแก้ไขแผนผังโครงการจัดสรรในปี 2545 ภายหลัง พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องบังคับตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 อัตราที่เรียกเก็บจึงต้องไม่เกินอัตราที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 53 เช่นกัน เมื่อโจทก์ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครในอัตราที่เรียกเก็บจำเลยยังคงต้องรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะ นั้น และเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในอัตราที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกับการกำหนดค่าเสียหายคดีแพ่งทั่วไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 62,457.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 58,174.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด หนึ่งในวัตถุประสงค์คือการจัดสรรที่ดิน โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินโครงการหมู่บ้านสัมมากรนิมิตรใหม่ ได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2539 ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2545 ได้รับอนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินครั้งที่ 1 มีการจัดทำสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ มีกำหนดเวลาบำรุงรักษาสาธารณูปโภค 2 ปี เป็นเงิน 1,020,000 บาท จำเลยทั้งสองเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรโครงการหมู่บ้านสัมมากรนิมิตรใหม่โดยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 59809 เนื้อที่ 60 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ปัจจุบันยังไม่มีการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โจทก์ เรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตามสัดส่วนเนื้อที่จัดสรรรวม 4 อัตรา ตั้งแต่ปี 2546 ตารางวาละ 5 บาทต่อเดือน ตั้งแต่ปี 2547 ตารางวาละ 7 บาท ต่อเดือน ตั้งแต่ปี 2555 ตารางวาละ 10 บาทต่อเดือน ในปี 2556 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2556 ตารางวาละ 12 บาทต่อเดือน และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 จนปัจจุบัน ตารางวาละ 10 บาทต่อเดือน ซึ่งมิใช่อัตราที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร จำเลยทั้งสองค้างชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 จนปัจจุบัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภครวมทั้งบริการสาธารณะจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามที่แสดงไว้ในคำขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (4) โดยมีกำหนดระยะเวลาการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) สำหรับหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภค พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (เดิม) ให้ผู้จัดสรรที่ดินพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วตามลำดับดังต่อไปนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษาภายในเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้จัดสรรที่ดิน (2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ จากบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดหน้าที่และการสิ้นสุดหน้าที่ในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้จัดสรรที่ดินไว้เป็น 2 ระยะ ระยะแรกผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่บำรุงรักษาตามกำหนดเวลาที่ระบุในแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (5) และระยะที่สองเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลารับผิดชอบดังกล่าวผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อไปจนกว่าจะจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ผู้จัดสรรที่ดินจึงต้องดำเนินการก่อสร้างสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตเพื่อโอนให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรรับไปดำเนินการจัดการดูแลหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้ใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคได้โดยสมบูรณ์ครบถ้วนภายในเวลาอันสมควร มิฉะนั้นผู้จัดสรรที่ดินไม่อาจพ้นจากความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคได้ บทกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรมิให้ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธาณูปโภคก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ดังจะเห็นได้จากมาตรา 49 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เริ่มเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเมื่อเริ่มจัดตั้งนิติบุคคลตามมาตรา 44 (1) หรือเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการตามมาตรา 44 (2) ดังนี้ ข้อตกลงที่มีผลเป็นการผลักภาระความรับผิดค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 สำหรับค่าบริการสาธารณะนั้นกฎหมายได้บัญญัติไว้เป็นคนละกรณีกับค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ความรับผิดชอบค่าบริการสาธารณะจึงไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 43 และมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดความรับผิดในค่าบริการสาธารณะที่เกิดขึ้นก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ให้ตกเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินต้องรับผิดเหมือนดังเช่นการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค เมื่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเป็นผู้ได้รับประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันจากบริการสาธารณะโดยตรง ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรย่อมมีหน้าที่ต้องรับผิดในค่าบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดในค่าบริการสาธารณะจึงบังคับกันได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่โจทก์ฎีกาโดยอ้างสำเนาสัญญาบริการระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองแนบท้ายฎีกาหมายเลข 3 มีข้อตกลงว่าจำเลยทั้งสองตกลงชำระค่าใช้จ่ายให้โจทก์รายเดือนนั้น เห็นว่า แม้โจทก์เพิ่งส่งพยานเอกสารดังกล่าวในชั้นฎีกาซึ่งล่วงพ้นระยะเวลาการอ้างพยานหลักฐานตามกฎหมายแล้วก็ตาม แต่พยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญแห่งคดี และเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงสมบูรณ์ครบถ้วนเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ยื่นคำแก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านสำเนาสัญญาบริการแนบท้ายสำเนาฎีกาที่ส่งให้แก่จำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรรับฟังสำเนาสัญญาบริการระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองท้ายฎีกา เป็นพยานศาลตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 33 และรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ตกลงทำสัญญาบริการดังกล่าวกันจริง ได้ความจากคำเบิกความของนายฤที ผู้รับมอบอำนาจช่วง พยานโจทก์ว่าบริการสาธารณะที่โจทก์เป็นผู้ให้บริการ ได้แก่ ไฟฟ้าส่องสว่างภายในหมู่บ้าน การรักษาความสะอาด ความปลอดภัย และจัดจ้างพนักงานเพื่อให้บริการสาธารณะ ซึ่งล้วนเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยทั้งสองสัญญาบริการระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองจึงบังคับกันได้ ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกำหนดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 53 ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2539 โดยเริ่มดำเนินการโครงการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2537 จึงอยู่ในบังคับประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินเรียกเก็บเงินค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบในอัตราเรียกเก็บจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินก่อนนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อปี 2543 ตามมาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าว การขออนุญาตตลอดจนการดำเนินการจัดสรรที่ดินหลังจากพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ดังนี้ แม้โจทก์ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินฉบับเดิมเมื่อปี 2539 ซึ่งออกตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 แต่การที่โจทก์ขอขยายโครงการและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ให้ทำการแก้ไขผังโครงการจัดสรรที่ดินหมู่บ้านสัมมากรนิมิตรใหม่ (แก้ไขแผนครั้งที่ 1) ในปี 2545 ภายหลังพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ใช้บังคับแล้ว จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ทั้งปรากฏว่าคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ได้ออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามที่โจทก์ได้ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินครั้งที่ 1 ฉบับใหม่ ก็โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 การจัดสรรที่ดินหลังจากนั้นจึงอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 นอกจากนี้ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 บัญญัติให้การบำรุงรักษาบริการสาธารณะให้นำมาตรา 53 ซึ่งเป็นเรื่องการเรียกเก็บค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาสาธารณะได้ตามอัตราที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบมาใช้บังคับแก่การจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ด้วย ดังนี้ การเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่ว่าเป็นการได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 หรือตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ก็ต้องเรียกเก็บตามอัตราเรียกเก็บที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินเช่นกัน ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าบริการสาธารณะจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นอัตราเรียกเก็บที่มิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครหรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ไม่ได้รับความเห็นชอบในอัตราที่เรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครนั้นมิใช่เหตุที่จะทำให้จำเลยทั้งสองหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะ หรือทำให้หนี้ค่าบริการสาธารณะระงับไปอันจะทำให้จำเลยทั้งสองได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะโดยไม่ต้องเสียค่าบริการแต่อย่างใด ทั้งหากศาลไม่รับบังคับหนี้ค่าบริการสาธารณะย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพความเป็นอยู่และความสงบสุขโดยรวมของผู้ที่อาศัยอยู่ในโครงการที่ดินจัดสรรที่มิได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร การที่โจทก์ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครในอัตราที่เรียกเก็บจำเลยทั้งสองก็ยังคงต้องรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะนั้น และเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ในอัตราที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกับอำนาจศาลในการกำหนดค่าเสียหายในคดีแพ่งทั่วไปทั้งนี้เพราะไม่มีอัตราเรียกเก็บที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครให้ศาลจำต้องถือตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายโดยอ้างว่าเป็นค่าบริการสาธารณะคิดตามสัดส่วนของเนื้อที่ดินจัดสรรแต่ละราย ได้ความว่าที่ดินของจำเลยทั้งสอง เนื้อที่ 60 ตารางวา โจทก์เรียกค่าบริการสาธารณะตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 ถึงเดือนตุลาคม 2561 โดยมีอัตราเรียกเก็บในช่วงปี 2552 ถึงปี 2554 ตารางวาละ 7 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 420 บาทต่อเดือน) ปี 2555 ตารางวาละ 10 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 600 บาท ต่อเดือน) ปี 2556 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ตารางวาละ 12 บาทต่อเดือน (เท่ากับ 720 บาท ต่อเดือน) และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 ตารางวาละ 10 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 600 บาท ต่อเดือน) เห็นว่า เมื่อคำนึงถึงเนื้อที่ดินจำเลยมี 60 ตารางวา บริการสาธารณะที่โจทก์จัดให้มีขึ้นได้แก่ ไฟฟ้าส่องสว่างภายในหมู่บ้าน การดูแลรักษาความสะอาดและความปลอดภัย และการจัดจ้างพนักงานบริการสาธารณะ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยทั้งสองรับผิดปี 2554 เป็นเงินเดือนละ 350 บาท รวม 12 เดือน เป็นเงิน 4,200 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2555 ถึงเดือนตุลาคม 2561 รวม 82 เดือน เป็นเงินเดือนละ 500 บาท เป็นเงิน 41,000 บาท รวมเป็นเงิน 45,200 บาท สำหรับดอกเบี้ยผิดนัดนั้น โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดเป็นรายเดือนที่ผิดนัดนั้น เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาบริการ ไม่มีกำหนดเวลาชำระค่าบริการสาธารณะที่จำเลยทั้งสองต้องชำระรายเดือนเมื่อใด จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบอกกล่าวทวงถามแล้วไม่ชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 ได้ความว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าบริการสาธารณะ แต่จากหลักฐานการส่งหนังสือบอกกล่าวที่ปรากฏด้านหลังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าได้ส่งให้แก่จำเลยทั้งสองวันใด เพียงแต่ระบุข้อความว่าคืนผู้ฝากไม่มารับตามกำหนด ทั้งนายฤทีซึ่งเป็นพยานโจทก์เพียงปากเดียวก็มิได้เบิกความยืนยันว่าได้ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งสองวันใด จึงไม่อาจกำหนดวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยผิดนัดให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์ก่อนฟ้องได้ จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป สำหรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนั้นปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2564 โดยในมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบัญญัติความขึ้นใหม่ โดยมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ความใหม่บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" วรรคสองบัญญัติว่า "อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาโดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปีให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์" ส่วนมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ความใหม่บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..." ประกอบกันแล้วดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ มีอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่เมื่อใด ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว บัญญัติว่า "บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ" โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยทั้งสองอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) นับแต่วันฟ้องซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ใช้บังคับ และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามบทบัญญัติใหม่ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้สอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 45,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 23 ม. 43 ม. 44 ม. 49 ม. 53
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายสุรเชษฐ์วริศ มหัทธนะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ช่างสลัก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2971/2565
#684390
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลัง ท. ถึงแก่ความตาย ได้มีผู้ไถ่ถอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงซึ่งมีชื่อ ท. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และในการที่ บ. ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ท. ก็ได้ระบุว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์มรดก ดังนั้น โฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงอยู่ในครอบครองของ บ. แล้ว ต่อมาที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีการจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 1 โดยมีลายมือชื่อ ท. เป็นผู้มอบอำนาจและมี ส. ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ซึ่ง บ. มิได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนมาเป็นชื่อของตนในฐานะผู้จัดการมรดกเสียก่อน แต่กลับมีผู้นำหนังสือมอบอำนาจของ ท. ไปโอนขายแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีลายมือชื่อของ ส. เป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจของทั้งสองฝ่าย แม้ตามสัญญาซื้อขายระหว่าง ท. กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่า บ. มีส่วนเกี่ยวข้องทำหนังสือมอบอำนาจให้ แต่ ส. ย่อมมีหนังสือมอบอำนาจที่ ท. ลงลายมือชื่อไว้ล่วงหน้าโดยมีชื่อ ส. เป็นพยาน ดังนั้น ในการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเชื่อได้ว่า ส. เป็นผู้ดำเนินการภายหลัง ท. ถึงแก่ความตายแล้ว จึงสามารถนำโฉนดที่ดินพิพาทมาคืนแก่ บ. ได้ การที่ บ. มอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้ ส. ไปดำเนินการโอนขายแก่จำเลยที่ 1 นับว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของ บ. หรืออาจเป็นเพราะ บ. ทราบจาก ส. ว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินใส่ชื่อ บ. ในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจดทะเบียนขายต่อบุคคลภายนอกจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 2 ครั้ง พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้ บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของ ท. ไม่อาจยกเอาความบกพร่องของตนมาใช้ยันแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งรับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนให้รับความเสียหาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของ บ. และ ฮ. จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หนังสือสัญญาจำนองที่ดินและการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16275 และที่ดินโฉนดเลขที่ 10932 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ตกเป็นโมฆะ และให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองในเอกสารสิทธิทั้งสองแปลงให้กลับสู่ฐานะเดิม พร้อมทั้งส่งมอบเอกสารสิทธิทั้งสองฉบับคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีดำเนินการเพิกถอนสัญญาจำนองและเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองและเอกสารสิทธิในที่ดินโฉนดทั้งสองแปลงให้กลับสู่ฐานะเดิม

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16275 และที่ดินโฉนดเลขที่ 10932 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 คืนโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงแก่กองมรดกของนางสาวทัศนียาโดยปลอดจำนอง หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า นางสาวทัศนียา เป็นบุตรของนายฮง และนางบุญรวม มีพี่น้องด้วยกันอีก 5 คน คือ นายสาโรจน์ นางสุนทรี (ตาย) โจทก์ นายธีระชัย และนางสาวจุไรรัตน์ ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2546 นางสาวทัศนียาถึงแก่ความตาย โดยไม่มีคู่สมรสและบุตร วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบุญรวมเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา ครั้นวันที่ 10 ตุลาคม 2555 นางบุญรวมถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายฮง เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา ในวันที่ 22 ธันวาคม 2555 ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2558 นายฮงถึงแก่ความตาย เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 16275 และ 10932 เนื้อที่รวม 85 ไร่ 1 งาน 84.9 ตารางวา มีชื่อนางสาวทัศนียาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยซื้อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2535 ในปี 2547 ภายหลังจากนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายแล้ว มีการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวจากบริษัท บ. ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2549 นางสาวจินตนา นำใบมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 8 ธันวาคม 2549 ที่ระบุว่านางสาวทัศนียา เป็นผู้มอบอำนาจไปประกอบการทำสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 1 โดยนางสาวจินตนา เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อเช่นเดียวกัน จากนั้นวันที่ 10 กันยายน 2552 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อเป็นประกันเงินที่บริษัท ธ. และ/หรือจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ต่อจำเลยที่ 2 วงเงินจำนอง 40,000,000 บาท ต่อมาบริษัท ธ. และจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 จึงยื่นฟ้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.1523/2557 หมายเลขแดงที่ ผบ.1094/2558 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ 2 นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาททั้งสองแปลง เพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2561 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 875/2561 หมายเลขแดงที่ 1085/2561 จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินระหว่างนางสาวทัศนียากับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2549 คดีถึงที่สุด จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.754/2561

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างนางสาวทัศนียากับจำเลยที่ 1 คงมีหลักฐานหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 8 ธันวาคม 2549 ที่นางสาวทัศนียามอบอำนาจให้นางสาวจินตนาขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ซึ่งในคดีหมายเลขดำที่ 875/2561 หมายเลขแดงที่ 1085/2561 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่ผู้รับมอบอำนาจนำหนังสือมอบอำนาจที่กระทำขึ้นภายหลังนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยคือจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยมิชอบ เพราะเป็นเอกสารที่มีการทำปลอมขึ้น จึงไม่ผูกพันคู่สัญญา นางสาวทัศนียายังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาโดยตลอด อย่างไรก็ดีการพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนอง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้หรือไม่ เป็นอีกกรณีหนึ่ง หาใช่ว่าเมื่อผู้จำนองไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่จำนองแล้ว ผู้รับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่อาจยกเหตุใด ๆ ขึ้นต่อสู้เจ้าของที่แท้จริงทุกกรณีไม่ คดีนี้ได้ความว่า ภายหลังนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายแล้ว ได้มีผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในปี 2547 และในการที่นางบุญรวมร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียาก็ได้ระบุที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกไว้สองแปลง คือ ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10932 และที่ดินโฉนดเลขที่ 35015 ย่อมแสดงว่า โฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและโฉนดที่ดินเลขที่ 35015 อยู่ในความครอบครองของนางบุญรวมแล้ว จากนั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2549 นางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดกได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้สิบเอกอนุวัฒน์ จดทะเบียนลงชื่อนางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียาในที่ดินโฉนดเลขที่ 35015 แล้วไถ่ถอนจำนองกับขายที่ดินดังกล่าว โดยมีนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ซึ่งสิบเอกอนุวัฒน์ได้ไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และจดทะเบียนขายให้แก่สิบเอกอนุวัฒน์ในวันเดียวกัน ส่วนที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ซึ่งมีการจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 1 ในภายหลังกลับปรากฏว่า มีลายมือชื่อนางสาวทัศนียาเป็นผู้มอบอำนาจ โดยนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยานเช่นเดียวกัน นางบุญรวมมิได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนมาเป็นชื่อของตนในฐานะผู้จัดการมรดกเสียก่อน แต่กลับมีผู้นำหนังสือมอบอำนาจของนางสาวทัศนียาไปให้นางสาวจินตนาไปโอนขายแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีลายมือชื่อของนายสุรพงษ์เป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจของทั้งสองฝ่าย เมื่อปรากฏว่านายสุรพงษ์เป็นผู้ดำเนินการให้นางบุญรวมเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแล้ว นายสุรพงษ์ย่อมทราบดีว่านางสาวทัศนียามีทรัพย์สินเป็นที่ดินกี่แปลงและตั้งอยู่ที่ใดบ้าง ดังจะเห็นได้จากเมื่อนางบุญรวมถึงแก่ความตายภายในปี 2555 นายสุรพงษ์ก็ช่วยดำเนินการให้นายฮงร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา โดยมิได้ระบุถึงที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกับที่ดินโฉนดเลขที่ 35015 แต่กลับระบุถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 34989 และเลขที่ 36867 ว่าเป็นทรัพย์มรดกของนางสาวทัศนียา ซึ่งปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 36867 มีการไถ่ถอนจำนองจากกองทุนรวม บ. ในวันที่ 17 กันยายน 2547 อันเป็นวันเดียวกับที่ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ต่อมานายฮงในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา ทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวษิญาภา ขายที่ดินแปลงดังกล่าวแก่นางสาวษิญาภาเองในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 โดยนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 34989 นายฮงทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวอริสา ไปดำเนินการรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ฉบับลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ซึ่งมีนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยานเช่นเดียวกันภายหลังนายฮงถึงแก่ความตายแล้ว กลับปรากฏว่ามีหนังสือมอบอำนาจที่นายฮงลงลายมือชื่อไว้ ระบุวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 มอบอำนาจให้นางสาวษิญาภา ไปดำเนินการรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม โดยนายสุรพงษ์ลงลายมือชื่อเป็นพยาน เห็นได้ว่า ขณะศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางบุญรวมและนายฮงเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวทัศนียา นั้น บุคคลทั้งสองมีอายุ 81 ปี และ 84 ปี ตามลำดับ โดยไม่มีบุตรคนใดช่วยเหลือในการจัดการมรดก ทั้งนายสุรพงษ์ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและมีความใกล้ชิดกับนางบุญรวมและนายฮง ย่อมเป็นปกติวิสัยที่บุคคลทั้งสองจะไว้วางใจให้นายสุรพงษ์ช่วยดำเนินการเกี่ยวกับการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดิน แม้ตามสัญญาซื้อขายระหว่างนางสาวทัศนียากับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่านางบุญรวมมีส่วนเกี่ยวข้องทำหนังสือมอบอำนาจให้ แต่นายสุรพงษ์ย่อมมีหนังสือมอบอำนาจที่นางสาวทัศนียาลงลายมือชื่อไว้ล่วงหน้าโดยมีชื่อนายสุรพงษ์เป็นพยาน ดังนั้นในการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเชื่อได้ว่า นายสุรพงษ์เป็นผู้ดำเนินการภายหลังนางสาวทัศนียาถึงแก่ความตายแล้ว จึงสามารถนำโฉนดที่ดินพิพาทมาคืนแก่นางบุญรวมได้ การที่นางบุญรวมมอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้นายสุรพงษ์ไปดำเนินการโดยนายสุรพงษ์ให้นางสาวจินตนาไปติดต่อกับเจ้าพนักงานที่ดินแล้วโอนขายแก่จำเลยที่ 1 นับว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของนางบุญรวม หรืออาจเป็นเพราะนางบุญรวมทราบจากนายสุรพงษ์ว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินใส่ชื่อนางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดก แล้วจดทะเบียนขายต่อบุคคลภายนอกจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 2 ครั้ง ดังที่นางสุภา อดีตเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรีเบิกความ พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้นางบุญรวมในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของนางสาวทัศนียาไม่อาจยกเอาความบกพร่องของตนมาใช้ยันแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งรับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนให้รับความเสียหาย โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิของนางบุญรวมและนายฮง จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 ม. 705 ม. 1299
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ว.
จำเลย — นาย ธ. โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายพงษ์นรินทร์ ศรีประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสัมพันธ์ บุนนาค
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
พิชัย เพ็งผ่อง
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2970/2565
#684771
เปิดฉบับเต็ม

การขออนุญาตจัดสรร ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามที่ได้แสดงไว้ในคำขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (4) โดยมีกำหนดระยะเวลาการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ตามมาตรา 23 (5) และมีหน้าที่ดูแลสาธารณูปโภค ตามมาตรา 43 และมาตรา 44 (เดิม) ให้ผู้จัดสรรที่ดินพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูโภคตามมาตรา 23 (5) แล้ว ดังนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตาม พ.ร.บ. นี้หรือตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการบำรุง ดูแล รักษา...(2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ จากบทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดหน้าที่และการสิ้นสุดการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้จัดสรรที่ดินเป็น 2 ระยะ ระยะแรกผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่บำรุงรักษาตามกำหนดเวลาที่ระบุในแผนผังโครงการที่ดินจัดสรรที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (5) และระยะที่สอง เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลารับผิดชอบดังกล่าว ผู้จัดสรรที่ดินยังมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อไปจนกว่าจะมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตาม มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ผู้จัดสรรที่ดินจึงต้องดำเนินการก่อสร้างสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตเพื่อโอนให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรรับไปดำเนินจัดการดูแลเพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้ใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคได้โดยสมบูรณ์ภายในเวลาอันควร ข้อตกลงที่มีผลผลักความรับผิดค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตาม มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

สำหรับค่าบริการสาธารณะเป็นคนละกรณีกับค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ความรับผิดค่าบริการสาธารณะจึงไม่ตกอยู่ในบังคับมาตรา 43 และ 44 แห่ง พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดใน พ.ร.บ. ดังกล่าวกำหนดความรับผิดในค่าบริการสาธารณะที่เกิดขึ้นก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนการบำรุงรักษาและจัดการสาธารณูปโภค เมื่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะโดยตรง ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรย่อมมีหน้าที่ต้องรับผิดในค่าบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดในค่าบริการสาธารณะจึงบังคับกันได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาบริการจึงใช้บังคับกันได้แต่ต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกำหนดตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 53 เมื่อโจทก์ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครในอัตราที่เรียกเก็บ จำเลยยังคงต้องรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะนั้น และเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในอัตราที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกับการกำหนดค่าเสียหายคดีแพ่งทั่วไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 73,043.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 68,074.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด หนึ่งในวัตถุประสงค์ คือการจัดสรรที่ดิน โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินโครงการหมู่บ้าน ส. กรุงเทพมหานคร ได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2539 ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2545 โจทก์ได้รับอนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินครั้งที่ 1 มีการจัดทำสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ มีกำหนดเวลาบำรุงรักษาสาธารณูปโภค 2 ปี เป็นเงิน 1,020,000 บาท จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรโครงการหมู่บ้าน ส. โดยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17302 เนื้อที่ 60 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ปัจจุบันยังไม่มีการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โจทก์เรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรตามสัดส่วนเนื้อที่ดินจัดสรร รวม 4 อัตรา ตั้งแต่ปี 2546 ตารางวาละ 5 บาท ต่อเดือน ตั้งแต่ปี 2547 ตารางวาละ 7 บาท ต่อเดือน ตั้งแต่ปี 2555 ตารางวาละ 10 บาท ต่อเดือน ในปี 2556 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2556 ตารางวาละ 12 บาท ต่อเดือน และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 จนถึงปัจจุบัน ตารางวาละ 10 บาท ต่อเดือน ซึ่งมิใช่อัตราที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร จำเลยค้างชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าวตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 จนถึงปัจจุบัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าไม่มีกฎหมายห้ามมิให้โจทก์เรียกเก็บค่าบำรุงรักษาและจัดการสาธารณูปโภครวมถึงค่าบริการสาธารณะ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากจำเลยได้ เห็นว่า การขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่ต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามที่แสดงไว้ในคำขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (4) โดยมีกำหนดระยะเวลาการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) สำหรับหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภค พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้คงสภาพดังเช่นที่จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และมาตรา 44 วรรคหนึ่ง (เดิม) ให้ผู้จัดสรรที่ดินพ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 43 เมื่อได้มีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินรับผิดชอบการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคตามมาตรา 23 (5) แล้วตามลำดับดังต่อไปนี้ (1) ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัตินี้ หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น เพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษาภายในเวลาที่ผู้จัดสรรที่ดินกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้จัดสรรที่ดิน (2) ผู้จัดสรรที่ดินได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (3) ผู้จัดสรรที่ดินจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ จากบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดหน้าที่และการสิ้นสุดหน้าที่ในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้จัดสรรที่ดินไว้เป็น 2 ระยะ ระยะแรกผู้จัดสรรที่ดินมีหน้าที่บำรุงรักษาตามกำหนดเวลาที่ระบุในแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (5) และระยะที่สอง เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลารับผิดชอบดังกล่าวผู้จัดสรรที่ดินยังมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อไปจนกว่าจะมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ผู้จัดสรรที่ดินจึงต้องดำเนินการก่อสร้างสาธารณูปโภคให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาตามแผนผังโครงการที่ได้รับอนุญาตเพื่อโอนให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรรับไปดำเนินจัดการดูแลหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้ใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคได้โดยสมบูรณ์ครบถ้วนภายในเวลาอันควร มิฉะนั้นผู้จัดสรรที่ดินไม่อาจพ้นจากความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคได้ บทกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรมิให้ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ดังจะเห็นได้จากมาตรา 49 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เริ่มเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคเมื่อเริ่มจัดตั้งนิติบุคคลตามมาตรา 44 (1) หรือเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการตามมาตรา 44 (2) ดังนี้ ข้อตกลงที่มีผลเป็นการผลักภาระความรับผิดค่าบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคไปให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ย่อมเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 สำหรับค่าบริการสาธารณะนั้นกฎหมายบัญญัติไว้เป็นคนละกรณีกับค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ความรับผิดชอบค่าบริการสาธารณะจึงไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 43 และมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดความรับผิดในค่าบริการสาธารณะที่เกิดขึ้นก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) ให้ตกเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินต้องรับผิดเหมือนดังเช่นการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค เมื่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเป็นผู้ได้รับประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันจากบริการสาธารณะโดยตรง ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรย่อมมีหน้าที่ต้องรับผิดในค่าบริการสาธารณะ ข้อตกลงที่ให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดในค่าบริการสาธารณะจึงบังคับกันได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาบริการให้โจทก์เรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากจำเลยได้ มีข้อสัญญาเช่นเดียวกับตัวอย่างสำเนาสัญญาบริการ ซึ่งโจทก์ทำกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรายอื่น ส่วนสัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยได้สูญหาย โจทก์ได้แจ้งความเอกสารสูญหายไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลบางชัน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์ตามสัญญานั้น เห็นว่า ข้อความตามสำเนาสัญญาบริการมีลักษณะเป็นแบบฟอร์มทั่วไปที่จำเลยใช้กับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรในโครงการของจำเลย กับโจทก์มีสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายมาแสดงยืนยันว่าสัญญาบริการระหว่างโจทก์และจำเลยสูญหายไป รับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาบริการมีข้อความทำนองเดียวกับสำเนาสัญญาบริการ ดังฎีกาของโจทก์ ได้ความจากคำเบิกความของนายฤที ผู้รับมอบอำนาจช่วง พยานโจทก์ว่า บริการสาธารณะที่โจทก์เป็นผู้ให้บริการ ได้แก่ ไฟฟ้าส่องสว่างภายในหมู่บ้าน การรักษาความสะอาด ความปลอดภัย และจัดจ้างพนักงานเพื่อให้บริการสาธารณะ ซึ่งล้วนเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการสาธารณะที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย สัญญาบริการระหว่างโจทก์และจำเลยจึงบังคับกันได้ ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกำหนดตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 53 ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2539 โดยเริ่มดำเนินการโครงการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2537 จึงอยู่ในบังคับประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้จัดสรรที่ดินเรียกเก็บเงินค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรร โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบในอัตราเรียกเก็บจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินก่อนนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อปี 2543 ตามมาตรา 3 ให้ยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าว การขออนุญาตตลอดจนการดำเนินการจัดสรรที่ดินหลังจากพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ดังนี้แม้โจทก์ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินฉบับเดิมเมื่อปี 2539 ซึ่งออกตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 แต่การที่โจทก์ขอขยายโครงการและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ให้ทำการแก้ไขผังโครงการจัดสรรที่ดินหมู่บ้าน ส. (แก้ไขแผนครั้งที่ 1) ในปี 2545 ภายหลังพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ทั้งปรากฏว่าคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ได้ออกใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามที่โจทก์ได้ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการจัดสรรที่ดินครั้งที่ 1 ฉบับใหม่ ก็โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 การจัดสรรที่ดินหลังจากนั้นจึงอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 นอกจากนี้ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 บัญญัติให้การบำรุงรักษาบริการสาธารณะให้นำมาตรา 53 ซึ่งเป็นเรื่องการเรียกเก็บค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาสาธารณะได้ตามอัตราที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบมาใช้บังคับแก่การจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ด้วย ดังนี้ การเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่ว่าเป็นการได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 หรือตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ก็ต้องเรียกเก็บตามอัตราเรียกเก็บที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินเช่นกัน ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าบริการสาธารณะจากจำเลยซึ่งเป็นอัตราเรียกเก็บที่มิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครหรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ไม่ได้รับความเห็นชอบในอัตราที่เรียกเก็บค่าบริการสาธารณะจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครนั้นมิใช่เหตุที่จะทำให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะ หรือทำให้หนี้บริการสาธารณะระงับไปอันจะทำให้จำเลยได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะโดยไม่ต้องเสียค่าบริการแต่อย่างใด ทั้งหากศาลไม่รับบังคับหนี้ค่าบริการสาธารณะย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพความเป็นอยู่และความสงบสุขโดยรวมของผู้ที่อาศัยอยู่ในโครงการที่ดินจัดสรรที่มิได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร การที่โจทก์ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครในอัตราที่เรียกเก็บจำเลยยังคงต้องรับผิดในหนี้ค่าบริการสาธารณะนั้น และเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ในอัตราที่เหมาะสมได้เช่นเดียวกับอำนาจศาลในการกำหนดค่าเสียหายในคดีแพ่งทั่วไปทั้งนี้เพราะไม่มีอัตราเรียกเก็บที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครให้ศาลจำต้องถือตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าบริการสาธารณะคิดตามสัดส่วนของเนื้อที่ดินของผู้จัดสรรที่ดินแต่ละราย โจทก์เรียกค่าบริการสาธารณะตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 ถึงเดือนตุลาคม 2561 รวม 116 งวด อัตราเรียกเก็บในช่วงปี 2552 ถึงปี 2554 ตารางวาละ 7 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 420 บาทต่อเดือน) ปี 2555 ตารางวาละ 10 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 600 บาท ต่อเดือน) ปี 2556 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ตารางวาละ 12 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 720 บาท ต่อเดือน) และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556 จนถึงปัจจุบัน ตารางวาละ 10 บาท ต่อเดือน (เท่ากับ 600 บาท ต่อเดือน) เห็นว่า เมื่อคำถึงเนื้อที่ดินของจำเลยที่มี 60 ตารางวา บริการสาธารณะที่โจทก์จัดให้มีขึ้นได้แก่ ไฟฟ้าส่องสว่างภายในหมู่บ้าน การดูแลรักษาความสะอาดและความปลอดภัย และการจัดจ้างพนักงานบริการสาธารณะ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา นับว่าทำให้จำเลยได้รับความสะดวกสบายและความปลอดภัยตามสมควร ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าบริการสาธารณะให้จำเลยรับผิดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 ถึงเดือนธันวาคม 2554 เป็นเงินเดือนละ 350 บาท รวม 34 เดือน เป็นเงิน 11,900 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2555 ถึงเดือนตุลาคม 2561 รวม 82 เดือน เป็นเงินเดือนละ 500 บาท เป็นเงิน 41,000 บาท รวมเป็นเงิน 52,900 บาท สำหรับดอกเบี้ยผิดนัดนั้น โจทก์เรียกให้จำเลยรับผิดเป็นรายเดือนที่ผิดนัดนั้น เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาบริการไม่มีกำหนดเวลาชำระค่าบริการสาธารณะที่จำเลยต้องชำระรายเดือนเมื่อใด ถือว่าจำเลยผิดนัดเมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบอกกล่าวทวงถามแล้วไม่ชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 ได้ความว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะ แต่จากหลักฐานการส่งหนังสือบอกกล่าวที่ปรากฏด้านหลังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าได้ส่งให้แก่จำเลยในวันใดเพียงแต่ระบุข้อความว่าคืนผู้ฝากไม่มารับตามกำหนด ทั้งนายฤทีซึ่งเป็นพยานโจทก์เพียงปากเดียวก็มิได้เบิกความยืนยันว่าได้ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยวันใด จึงไม่อาจกำหนดวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยผิดนัดให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ก่อนฟ้องได้ จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป สำหรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนั้น ปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2564 โดยในมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติความขึ้นใหม่ โดยมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ความใหม่บัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" และวรรคสองบัญญัติว่า "อัตราตามวรรคหนึ่งอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยปกติให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปีให้ใกล้เคียงกับอัตราเฉลี่ยระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์" ส่วนมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ความใหม่บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี..." ประกอบกันแล้วดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ มีอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่เมื่อใด ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว บัญญัติว่า "บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ" โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เดิม นับแต่วันฟ้องซึ่งเป็นวันก่อนวันที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ใช้บังคับและอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามบทบัญญัติใหม่ นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้สอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 52,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มกราคม 2562) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 23 (4) ม. 23 (5) ม. 43 ม. 44 (1) ม. 44 (2) ม. 44 (3) ม. 49 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นางแก้วตา พันธุ์อุไร
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ช่างสลัก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2960/2565
#686037
เปิดฉบับเต็ม

การปรับโครงสร้างเงินเดือนของจำเลยก็ดี การย้ายโจทก์ให้ไปทำงานในตำแหน่งอื่นก็ดี เป็นอำนาจการบริหารจัดการของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างที่มีอำนาจกระทำได้ แต่ต้องไม่ทำให้ลูกจ้างได้รับความเสียหายหรือเสียเปรียบ

โจทก์เริ่มเข้าทำงานตำแหน่งบรรณารักษ์ ระดับ 4 วุฒิการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์ ขณะที่จำเลยเปลี่ยนโครงสร้างเงินเดือนปี 2551 โจทก์ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 สังกัดแผนกบำรุงรักษาสวน กองอาคารสถานที่ ถูกปรับให้อยู่ในตำแหน่งเดิมคือเจ้าหน้าที่ธุรการกองอาคารสถานที่ แต่ปรับลดระดับให้อยู่ในโครงสร้างเงินเดือนระดับ 2 ซึ่งคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ในระดับ 2 นั้น ต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือมัธยมมีประสบการณ์ ฐานเงินเดือนขั้นต่ำของระดับ คือ 7,700 บาท เงินเดือนขั้นสูงสุด 17,600 บาท และขณะจำเลยปรับโจทก์ให้อยู่ในระดับ 2 โจทก์ได้รับเงินเดือน เดือนละ 22,960 บาท สูงกว่าเพดานเงินเดือนของโครงสร้างเงินเดือนระดับ 2 (ใหม่) การที่จำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ กองอาคารสถานที่ เมื่อจำเลยปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือน จำเลยตีค่างานดังกล่าวอยู่ในระดับ 2 แล้วจำเลยปรับโครงสร้างเงินเดือนใหม่ โดยให้โจทก์อยู่ในระดับ 2 โดยโครงสร้างเงินเดือนของโจทก์เกินเพดานระดับ 2 ถึง 5,360 บาท แม้จำเลยจะมิได้ปรับลดเงินเดือนของโจทก์หรือทำให้เงินเดือนของโจทก์ลดลง แต่ย่อมเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทำให้โจทก์ไม่มีโอกาสได้ปรับขึ้นเงินเดือนในอนาคตอย่างแน่แท้ เว้นแต่จำเลยจะปรับฐานเงินเดือนขั้นสูงสุดให้สูงกว่าเงินเดือนที่โจทก์ได้รับอยู่ ทั้งที่จำเลยสามารถที่จะปรับย้ายโจทก์ให้ไปทำงานอยู่ในแท่งค่างานที่ใช้คุณวุฒิปริญญาตรีเท่ากับระดับตำแหน่งที่รับโจทก์เข้ามาทำงานได้ แต่จำเลยมิได้กระทำ การปรับโครงสร้างเงินเดือนของจำเลยย่อมทำให้โจทก์เสียเปรียบและได้รับความเสียหายจากการขาดโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือน

ปัญหาว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใด เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัย จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาข้างต้นประกอบข้อเท็จจริงที่ยุติต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินเดือนส่วนที่โจทก์ไม่ได้รับการปรับเพิ่ม 1,104,431.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว ในระหว่างเวลาผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยผิดนัดคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 625,805.95 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังและข้อเท็จจริงที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2537 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งบรรณารักษ์ ระดับ 4 ประจำสำนักหอสมุดกลาง โดยใช้วุฒิการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์ ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2549 จำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานตำแหน่งบรรณารักษ์ 4 สังกัดฝ่ายบริหาร วันที่ 12 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2552 จำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 สังกัดแผนกบำรุงรักษาสวน กองอาคารสถานที่ โดยในปี 2550 โจทก์ได้รับการปรับเพิ่มเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ ทำให้เงินเดือนอยู่ในสถานะเกินเพดาน ในปีการศึกษา 2551 จำเลยเปลี่ยนโครงสร้างเงินเดือนจากโครงสร้างจำแนกตามระดับเป็นโครงสร้างเงินเดือนตามค่างาน ซึ่งตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ กองอาคารสถานที่อยู่ในโครงสร้างเงินเดือนระดับ 2 และเงินเดือนของโจทก์อยู่ในสถานะเกินเพดานเช่นเดิมตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 จำเลยย้ายโจทก์ให้ไปช่วยงานที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งปีการศึกษา 2553 จำเลยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเงินเดือนเป็น 10 ระดับ โดยกรณีของโจทก์กำหนดอยู่ในกระบอกเงินเดือนระดับ 2 และเงินเดือนของโจทก์อยู่ในสถานะเกินเพดานเช่นเดิม วันที่ 1 กันยายน 2553 ถึงวันที่ 2 กันยายน 2555 โจทก์ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ช่วยงานบัณฑิตวิทยาลัย และตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2555 เป็นต้นไป จำเลยย้ายโจทก์กลับไปต้นสังกัดคือให้ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ กองอาคารสถานที่ โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัย ห. จำเลยจึงได้ปรับระดับตำแหน่งงานของโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 เช่นเดิม โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2558 เป็นต้นไป ทำให้โจทก์ได้รับการปรับเงินเดือนขึ้นจากเดิมเดือนละ 24,380 บาท เป็นเดือนละ 31,250 บาท และต่อมาจำเลยได้นำเงินจำนวน 531,678 บาท ไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 โดยคำนวณจากอัตราเงินเดือนโจทก์ทำงานอยู่ในระดับ 4 ตามที่โจทก์ร้องเรียนนับแต่วันที่มีการปรับโครงสร้างเงินเดือนในปี 2551 เป็นต้นไป แต่โจทก์ไม่ยอมรับเงินเดือนดังกล่าวเนื่องจากโจทก์เห็นว่าจำเลยคำนวณการปรับขึ้นเงินเดือนให้โจทก์ไม่ถูกต้อง โดยโจทก์เห็นว่าที่ถูกต้องนั้นโจทก์ควรได้รับเงินเดือนส่วนต่างปรับขึ้นเป็นร้อยละ 6 ทุกปีการศึกษาเพราะก่อนปี 2551 โจทก์อ้างว่าโจทก์เคยได้รับการปรับอัตราเงินเดือนขึ้นตลอดมา เมื่อคำนวณเงินส่วนต่างที่โจทก์ควรได้รับการปรับขึ้นในอัตราดังกล่าวตั้งแต่ปี 2551 ถึงเดือนตุลาคม 2561 ขณะยื่นฟ้องคิดเป็นเงิน 1,104,431.29 บาท แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งบรรณารักษ์ 4 ต่อมาจำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 สังกัดแผนกบำรุงรักษาสวน กองอาคารสถานที่ โดยพิจารณาตามความเหมาะสมตามคำสั่งและข้อบังคับของจำเลย ซึ่งโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านและไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ดังนั้นในขณะที่จำเลยปรับโครงสร้างเงินเดือนปี 2551 ตำแหน่งของโจทก์คือเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 สังกัดแผนกบำรุงรักษาสวน กองอาคารสถานที่ ซึ่งการปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนเป็นการพิจารณาจากค่างาน ความรู้ความสามารถ และผลการปฏิบัติงาน ไม่ได้พิจารณาจากวุฒิการศึกษา ทั้งจำเลยไม่ได้ปรับลดเงินเดือนของโจทก์ และข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าการปรับระดับของโจทก์ จำเลยเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ ส่วนที่โจทก์เรียกเงินเพิ่มร้อยละ 6 ของทุกปีการศึกษา ก็ฟังไม่ได้ว่าก่อนปีการศึกษา 2551 จำเลยปรับเพิ่มเงินเดือนร้อยละ 6 ทุกปี และพนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนตามโครงสร้างใหม่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานและโครงสร้างของการปรับเงินเดือนของจำเลย ไม่ได้ปรับขึ้นเงินเดือนในอัตราเท่ากันทุกคนและมิได้ปรับขึ้นในอัตราเท่ากันทุกปี โดยสภามหาวิทยาลัยจะพิจารณาจากผลประกอบการหรือรายได้ในแต่ละปีด้วย เมื่อโจทก์มีอัตราเงินเดือนเกินเพดานเงินเดือนระดับ 2 จึงไม่สามารถปรับเงินเดือนให้โจทก์ได้ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจากการปรับโครงสร้างเงินเดือนของจำเลย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ในปัญหาว่าโจทก์ควรได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในอัตราร้อยละ 6 ตามที่โจทก์เรียกร้องมานั้นเพียงพอที่จะรับฟังตามที่โจทก์กล่าวอ้างแล้ว เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการปรับโครงสร้างเงินเดือน คำสั่งและข้อบังคับของจำเลยที่ให้มีการปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือน ออกโดยไม่ถูกต้องตามระเบียบขั้นตอนและกฎหมายจึงบังคับไม่ได้นั้น เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลแรงงานกลาง สำหรับอุทธรณ์ที่ว่าคำสั่งและข้อบังคับดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าการกระทำที่จะถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างนั้นจะต้องได้ความว่าเป็นการลดตำแหน่งหรือค่าจ้างของลูกจ้างและเป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง แต่กรณีลดระดับตำแหน่งของโจทก์จากระดับ 4 เป็นระดับ 2 เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินเดือนจากเดิมที่จำแนกตามระดับเป็นจำแนกตามค่างาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งระบบมิได้เจาะจงกลั่นแกล้งบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แม้โจทก์จะถูกปรับลดระดับตำแหน่งเป็นระดับ 2 แต่หน้าที่งานในความรับผิดชอบและอัตราค่าจ้างมิได้ลดลงไปด้วย และแม้ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้เงินเดือนโจทก์อยู่ในฐานะเกินเพดานและไม่ได้รับการปรับเงินเดือนตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นไป ก็ตาม ดังนั้น คำสั่งและข้อบังคับของจำเลยที่ให้มีการปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนจึงหาใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนจากการจำแนกตามระดับเป็นโครงสร้างเงินเดือนตามค่างาน เป็นการกระทำที่เป็นผลให้สถานะของโจทก์ต่ำลงทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยหลังบังคับใช้โครงสร้างเงินเดือนใหม่ โดยปรับลดระดับตำแหน่งโจทก์จากระดับ 4 เป็นระดับ 2 โดยโจทก์ไม่ยินยอม ทำให้โจทก์ไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนจากการที่เงินเดือนเกินเพดาน เป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การปรับโครงสร้างเงินเดือนของจำเลยก็ดี การย้ายโจทก์ให้ไปทำงานในตำแหน่งอื่นก็ดี เป็นอำนาจการบริหารจัดการของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างที่มีอำนาจกระทำได้ แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้ลูกจ้างได้รับความเสียหายหรือเสียเปรียบ โจทก์เริ่มเข้าทำงานตำแหน่งบรรณารักษ์ ระดับ 4 วุฒิการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์ ขณะที่จำเลยเปลี่ยนโครงสร้างเงินเดือนปี 2551 โจทก์ทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 สังกัดแผนกบำรุงรักษาสวน กองอาคารสถานที่ ถูกปรับให้อยู่ในตำแหน่งเดิมคือเจ้าหน้าที่ธุรการ กองอาคารสถานที่ แต่ปรับลดระดับให้อยู่ในโครงสร้างเงินเดือนระดับ 2 ซึ่งคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ในระดับ 2 นั้นต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือมัธยม มีประสบการณ์ ฐานเงินเดือนขั้นต่ำของระดับ คือ 7,700 บาท เงินเดือนขั้นสูงสุด 17,600 บาท และขณะจำเลยปรับโจทก์ให้อยู่ในระดับ 2 โจทก์ได้รับเงินเดือน เดือนละ 22,960 บาท สูงกว่าเพดานเงินเดือนของโครงสร้างเงินเดือนระดับ 2 (ใหม่) ดังนั้น การที่จำเลยย้ายโจทก์ไปทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ กองอาคารสถานที่ ซึ่งเมื่อจำเลยปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนจำเลยตีค่างานดังกล่าวอยู่ในระดับ 2 แล้วจำเลยปรับโครงสร้างเงินเดือนใหม่โดยให้โจทก์อยู่ในระดับ 2 โดยโครงสร้างเงินเดือนของโจทก์เกินเพดานระดับ 2 ถึง 5,360 บาท แม้จำเลยจะมิได้ปรับลดเงินเดือนของโจทก์หรือทำให้เงินเดือนของโจทก์ลดลง แต่ย่อมเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทำให้โจทก์ไม่มีโอกาสได้ปรับขึ้นเงินเดือนในอนาคตอย่างแน่แท้ เว้นแต่จำเลยจะปรับฐานเงินเดือนขั้นสูงสุดให้สูงกว่าเงินเดือนที่โจทก์ได้รับอยู่ ทั้งที่จำเลยสามารถที่จะปรับย้ายโจทก์ให้ไปทำงานอยู่ในแท่งค่างานที่ใช้คุณวุฒิปริญญาตรีเท่ากับระดับตำแหน่งที่รับโจทก์เข้ามาทำงานได้ แต่จำเลยมิได้กระทำ การปรับโครงสร้างเงินเดือนของจำเลยย่อมทำให้โจทก์เสียเปรียบและได้รับความเสียหายจากการขาดโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ลดเงินเดือนโจทก์ไม่ได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยเพียงใดนั้น แม้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าคณะกรรมการคุ้มครองการทำงานประจำมหาวิทยาลัยจำเลยได้มีความเห็นจนทำให้จำเลยทบทวนคำสั่งปรับระดับตำแหน่งของโจทก์กลับมาเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ ระดับ 4 ดังเดิม และได้นำเงินส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์มีสิทธิได้ปรับขึ้นเงินเดือนตั้งแต่ปี 2551 ถึงปี 2561 จำนวน 531,678 บาท ไปวางทรัพย์เพื่อชำระให้แก่โจทก์ อันอาจเป็นค่าเสียหายอย่างน้อยที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัย จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาข้างต้นประกอบข้อเท็จจริงที่ยุติต่อไป ส่วนฎีกาในข้อปลีกย่อยอื่นของโจทก์ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับเป็นว่า การที่จำเลยปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดแล้วพิพากษาไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — มหาวิทยาลัย ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางชุติมา รางชางกูร
- นางดณยา วีรฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2950/2565
#684775
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไปดำเนินการกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยลงลายมือชื่อแทนโจทก์ร่วมในเอกสาร ก็เนื่องมาจากได้ปรึกษากันแล้วภายในครอบครัวให้จำเลยเป็นผู้ไปดำเนินการ ดังเช่นการดำเนินการของบริษัทตั้งแต่เริ่มก่อการที่มีการจดทะเบียนบริษัทและลงลายมือชื่อแทนกรรมการผู้เริ่มก่อการทุกคน จำเลยก็เป็นผู้ดำเนินการลงลายมือชื่อแทนกรรมการดังกล่าวและโจทก์ร่วมด้วยความยินยอมของทุกคนตลอดมา รวมทั้งการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัท ดังนั้นการที่จำเลยลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมในเอกสารต่าง ๆ ทุกฉบับรวมทั้งเอกสารตามฟ้อง จึงเชื่อว่าจำเลยได้รับความยินยอมจากโจทก์ร่วมให้ไปดำเนินการ โจทก์ร่วมจึงไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารกับปลอมเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารดังกล่าวปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ท. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 (เดิม) และ 265 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1.7 ฐานใช้เอกสารปลอม จำคุก 1 ปี และลงโทษตามฟ้องข้อ 1.5 ฐานใช้เอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมเป็นจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติว่า โจทก์ร่วม จำเลย และนางสาวธัสสพร เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โดยจำเลยเป็นพี่ชายคนโต โจทก์ร่วมเป็นน้องสาวคนกลางและนางสาวธัสสพรเป็นน้องสาวคนเล็ก นางสาวธัสสพรมีสามีชื่อนายสุขสันต์ มีอาชีพประกอบธุรกิจ เมื่อประมาณปี 2555 นางสาวธัสสพรมีปัญหาเรื่องการเงินเนื่องจากบริษัทของสามีประสบปัญหาขาดทุนและสามีไปมีหญิงอื่น จำเลยจึงให้คำปรึกษาแนะนำให้นางสาวธัสสพรนำทรัพย์สินที่ทำมาหาได้มาฝากไว้ในชื่อของจำเลย นางสาวธัสสพรได้โอนที่ดินที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีให้จำเลย ส่วนบ้านสองหลังพร้อมที่ดินพิพาท นางสาวธัสสพรเห็นว่ามีราคาสูงจึงประสงค์จะโอนให้แก่โจทก์ร่วม แต่จำเลยเสนอให้โอนบ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัท ข. โดยให้โจทก์ร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2555 จึงมีการทำหนังสือสัญญาขายบ้านทั้งสองหลังพร้อมที่ดินสองโฉนดให้แก่บริษัท ข. โดยไม่มีการชำระเงินกันจริง ต่อมาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 บริษัท ข. ได้ขายบ้านพร้อมที่ดินทั้งสองโฉนดให้แก่จำเลย และจำเลยได้นำบ้านพร้อมที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจำนองไว้กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และต่อมามีการนำเงิน 17,200,000 บาท เข้าบัญชีของบริษัท ข. ที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หลังจากนั้นได้มีการถอนและโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีของจำเลย 14,000,000 บาทเศษ แล้วโอนให้บุคคลภายนอก 3,000,000 บาทเศษ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมก่อนว่า จำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมปลอมในเอกสารตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า รายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.3 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเอกสารหมาย จ.4 สำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.5 บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.6 และข้อมูลลูกค้าเอกสารหมาย จ.7 ที่จำเลยและนายณัฐนำไปขอเปิดบัญชีของบริษัท ข. กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย นั้น ได้ความจากนางสาวอุบล เจ้าหน้าที่ผู้รับเปิดบัญชีที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้ว่า วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 นายณัฐกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทฯ มาขอเปิดบัญชีของบริษัทและลงลายมือชื่อในเอกสารของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และมีจำเลยผู้รับมอบฉันทะลงลายมือชื่อด้วย สำหรับโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไป และในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทฯ เจ้าหน้าที่ธนาคารตรวจสอบรายการเอกสารเกี่ยวกับการขอเปิดบัญชีดังกล่าวแล้วจึงมอบเอกสารข้อมูลลูกค้าการขอเปิดบัญชีตามการทำธุรกรรมของธนาคารเพื่อนำไปให้โจทก์ร่วมลงนามในเอกสาร หลังจากนั้นประมาณ 2 ถึง 3 วัน มีบุคคลนำเอกสารขอเปิดบัญชีของโจทก์ร่วมมาให้กับธนาคาร และจากการตรวจสอบลายมือชื่อในเอกสารของโจทก์ร่วมประธานที่ประชุมของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทำธุรกรรมของธนาคาร ปรากฏว่าตรงกับลายมือชื่อที่ได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานการประชุมของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 จากคำให้การของนางสาวอุบลแสดงว่าขณะมีการยื่นเอกสารข้อมูลลูกค้าให้แก่นางสาวอุบลเจ้าหน้าที่ผู้รับเปิดบัญชีนั้น ยังไม่มีการเขียนข้อความและโจทก์ร่วมไม่ได้ลงลายมือชื่อต่อหน้านางสาวอุบล นางสาวอุบลจึงมอบเอกสารข้อมูลลูกค้าในการขอเปิดบัญชีเพื่อนำไปให้โจทก์ร่วมลงนาม ซึ่งโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้เขียนและลงลายมือชื่อในเอกสารที่ส่งมอบให้แก่ธนาคารตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.7 และโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อเป็นภาษาไทยไม่เคยลงลายมือชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ประกอบกับเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับลายมือชื่อของโจทก์ร่วมที่เป็นภาษาอังกฤษตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวมีความแตกต่างกับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในเอกสารกรรมการเข้าใหม่ด้วย นอกจากนี้ยังได้ความจากผลการตรวจพิสูจน์และความเห็นของผู้ชำนาญการว่า ลายมือชื่อของโจทก์ร่วมตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.7 กับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ร่วม เขียนเป็นคนละแบบกัน ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่า สำเนารายงานการประชุม สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน (สำเนาทะเบียนบ้าน) สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และสำเนาข้อมูลลูกค้าเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.7 ที่มีลายมือชื่อของโจทก์ร่วมเป็นภาษาอังกฤษดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความสนับสนุนว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารดังกล่าวก็ตาม แต่ปรากฏว่าในชั้นพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2562 ยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ร่วมและนางสาวธัสสพร เพียงแต่กล่าวอ้างว่าได้รับความยินยอมจากโจทก์ร่วมและนางสาวธัสสพรแล้วเท่านั้น ดังนี้จึงถือได้ว่าจำเลยยอมรับแล้วว่าจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมปลอมในเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.7 จริง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมปลอมในเอกสารดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารกับปลอมเอกสารราชการตามที่โจทก์ร่วมฎีกา และฐานใช้เอกสารปลอมกับฐานใช้เอกสารราชการปลอม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยลงลายมือชื่อปลอมของโจทก์ร่วม จำเลยได้รับความยินยอมจากโจทก์ร่วมแล้ว จึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมนั้น จำเลยมีตัวจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า เดิมบิดามีที่ดินที่ใส่ชื่อนายการุณ รวม 5 แปลง ต่อมาปี 2558 จะขายที่ดินดังกล่าว บิดาและครอบครัวตกลงกันให้นางสาวธัสสพรน้องสาวไปติดต่อกับนายสุขสันต์สามีเพื่อไปขอกู้เงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยมีชื่อนางสาวธัสสพรเป็นผู้กู้และใช้ที่ดินทั้ง 5 แปลงดังกล่าวเป็นหลักประกัน ทำสัญญาซื้อขายระหว่างนายการุณกับนางสาวธัสสพร และจดทะเบียนจำนองกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 43,700,000 บาท ตกลงให้ฝ่ายครอบครัวจำเลย 15,000,000 บาท แต่มีการจ่ายจริงเพียง 4,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 11,000,000 บาท และทำสัญญากู้ยืมเงินโดยจำเลยและนางสาวธัสสพรเป็นผู้กู้ในวงเงิน 15,000,000 บาท จากบริษัทของนายสุขสันต์ แต่จำเลยและนางสาวธัสสพรไม่ได้ลงลายมือชื่อ หลังจากนั้นจำเลยไปจดทะเบียนตั้งบริษัท ข. เพื่อรับซื้อผลผลิตจากปาล์ม ในการจัดตั้งบริษัท จำเลยแจ้งให้บุคคลที่มีชื่อเป็นกรรมการทราบแล้ว โดยไปจดทะเบียนที่จังหวัดระนอง มีจำเลย โจทก์ร่วม นางสาวธัสสพร นายมโน นางสาวพัชราภรณ์ นางสาวปานวาด นายณัฐ เป็นผู้เริ่มก่อการ การจดทะเบียนตั้งบริษัทดังกล่าวนั้นทุกคนให้จำเลยลงลายมือชื่อแทน เนื่องจากต้องลงลายมือชื่อตัวอย่างแต่ละคนไว้เพื่อใช้ในการดำเนินการของบริษัทต่อไป หลังจากนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนจำเลยก็เป็นผู้ลงลายมือชื่อแทนทุกคนแต่เพียงผู้เดียวโดยได้รับความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวแล้ว ประมาณเดือนมกราคม 2555 นางสาวธัสสพรเล่าให้จำเลยฟังที่บ้านเลขที่ 88/17 ของนางสาวธัสสพรว่านายสุขสันต์และบริษัทมีปัญหา นางสาวธัสสพรกลัวว่าจะถูกฟ้องล้มละลายถูกยึดทรัพย์ จึงขอเอาทรัพย์สินมาฝากไว้ที่บริษัทฯ นางสาวธัสสพร โอนบ้านทั้งสองหลังพร้อมที่ดินมาไว้ที่บริษัทฯ ของจำเลย ต่อมาเมื่อนางสาวธัสสพรถูกฟ้องเป็นคดีแพ่ง โจทก์ในคดีดังกล่าวยินยอมให้ไถ่ถอนที่ดิน 5 แปลงข้างต้นในวงเงิน 28,000,000 บาท แล้วจะถอนฟ้องนางสาวธัสสพร หลังจากนั้นบิดา จำเลย นางสาวธัสสพร และโจทก์ร่วมตกลงให้เอาบ้านพร้อมที่ดินพิพาทไปจำนองกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และเอาที่ดินเขาชายที่ติดจำนองกับโจทก์ในคดีแพ่งไปขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ต่อมาธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย อนุมัติเงินกู้ให้ 17,850,000 บาท และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร อนุมัติวงเงิน 22,000,000 บาท โดยการดำเนินการดังกล่าวได้แจ้งไว้ในคดีแพ่งแล้วเพื่อขอเลื่อนการพิจารณาคดี วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยอนุมัติเงิน จำเลยได้โอนเงินไปไว้ในบัญชีของจำเลยที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสินเชื่อของธนาคารดังกล่าว การดำเนินการตั้งแต่ต้นนางสาวธัสสพรและโจทก์ร่วมทราบและยินยอมโดยตลอด โดยก่อนวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 นางสาวธัสสพรได้บอกให้จำเลยติดต่อญาติ ๆ เพื่อมาทำบันทึกการเจรจาตกลงกัน หลังจากมีการพูดคุยกันแล้วได้ทำบันทึก ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2557 วันดังกล่าวนางสาวธัสสพรไม่ได้มาร่วมพูดคุยด้วย ก่อนที่จะมีการจัดทำบันทึกดังกล่าว นายบุญโชค อาของจำเลยได้นำ น.ส.3 ข. เป็นที่ดิน 2 แปลง ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมาคืนให้เนื่องจากชำระหนี้ให้แล้ว โจทก์ร่วมขอให้ใส่ชื่อโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว จำเลยจึงทำหนังสือมอบอำนาจ เพื่อให้โจทก์ร่วมไปดำเนินการด้วยตนเอง วันรุ่งขึ้นโจทก์ร่วมก็ไปดำเนินการ ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 จำเลย นางสาวธัสสพร และนายสุขสันต์ไปที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ เพื่อทำสัญญากัน วันดังกล่าวนายสุขสันต์และนางสาวธัสสพรแจ้งว่าต้องแบ่งเงินที่ได้จากการจำนองบ้านทั้งสองหลังและที่ดินไว้กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยให้ด้วย 10,000,000 บาท เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ทั้งสองคนทำมาหาได้ร่วมกัน แต่จำเลยปฏิเสธ วันดังกล่าวจึงไม่มีการทำสัญญากับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หลังจากนั้นนายสุขสันต์และนางสาวธัสสพรกับโจทก์ร่วมได้ข่มขู่จำเลย จำเลยได้ฟ้องเป็นคดีที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยโอนเงินที่ได้จากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเข้าบัญชีจำเลยที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 8,000,000 บาท อีก 3,000,000 บาท โอนให้แก่นายบุญโชคเพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และนายบุญโชคได้คืน น.ส.3 ข. ให้แก่จำเลย ส่วนเงินที่เหลือ 11,000,000 บาท ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งของบิดาและสร้างบ้านให้บิดาพักอาศัยที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2557 หลังจากได้ดำเนินการเปิดบัญชีและได้กู้เงิน 1 วัน นางสาวธัสสพรได้นัดจำเลย โจทก์ร่วม และญาติ ๆ ซึ่งเป็นพี่และน้อง ๆ ของบิดามาตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินของครอบครัวต่อหน้าบิดาและมารดา โดยมีการบันทึกทรัพย์สินทั้งหมดว่าเป็นของผู้ใดบ้างและระบุขั้นตอนในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าว โดยที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 88/17-18 เป็นของนางสาวธัสสพรคนเดียว และระบุต่อไปว่าให้จำเลยนำหลักฐานดังกล่าวเข้าจำนองต่อธนาคารเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ของนางสาวธัสสพรตามวงเงินที่ธนาคารอนุมัติ และได้ระบุต่อไปด้วยว่า จำเลยจะไม่นำหลักทรัพย์ดังกล่าวข้างต้นไปเพิ่มวงเงินกู้ซึ่งบันทึกดังกล่าวจำเลยและโจทก์ร่วมได้ลงนามร่วมกัน โดยมีมารดาและญาติซึ่งเป็นพี่และน้องของบิดาร่วมลงนามเป็นพยาน อันสอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมนำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้มีการโอนกรรมสิทธิ์บ้านทั้งสองหลังและที่ดินพิพาทของนางสาวธัสสพรที่โจทก์ร่วมกับนางสาวธัสสพรอาศัยอยู่ไปเป็นของบริษัท ข. โดยให้ใส่ชื่อโจทก์ร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจและถือหุ้นส่วนใหญ่ และโจทก์ร่วมรับว่าได้ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกข้อความ โดยมีรายละเอียดตามที่จำเลยนำสืบจริง โดยเฉพาะมีการระบุให้จำเลยนำหลักฐานดังกล่าวเข้าจำนองต่อธนาคารเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ของนางสาวธัสสพรตามวงเงินที่ธนาคารอนุมัติ อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมและนางสาวธัสสพรยินยอมให้จำเลยนำเอกสารดังกล่าวไปติดต่อดำเนินการกับธนาคาร นอกจากนี้ในการก่อตั้งบริษัทฯ ตลอดจนการดำเนินการเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการของบริษัทฯ รวมทั้งการนำโจทก์ร่วมเข้ามาเป็นกรรมการเข้าใหม่ของบริษัทฯ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมเข้าไปดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการของบริษัทด้วยตนเอง เนื่องจากไม่ปรากฏว่ารายการเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการมีการลงลายมือชื่อของโจทก์ร่วมแต่อย่างใด คงมีเพียงลายมือชื่อที่เป็นภาษาอังกฤษในนามโจทก์ร่วมพร้อมประทับตราบริษัทฯ ไว้ตามเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วเท่านั้น จึงน่าเชื่อว่าการจดทะเบียนตั้งบริษัทดังกล่าวนั้น ทุกคนรวมทั้งโจทก์ร่วมให้จำเลยลงลายมือชื่อแทนเนื่องจากต้องลงลายมือชื่อตัวอย่างแต่ละคนไว้เพื่อใช้ในการดำเนินการของบริษัทฯ ต่อไป หลังจากนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนจำเลยก็เป็นผู้ลงลายมือชื่อแทนทุกคนแต่เพียงผู้เดียวโดยได้รับความยินยอมแล้ว นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า โฉนดที่ดินพิพาทของนางสาวธัสสพร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเอกสารหมาย จ.4 และสำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน (สำเนาทะเบียนบ้าน) ของโจทก์ร่วมเอกสารหมาย จ.5 นั้น โจทก์ร่วมรับว่าได้ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องไว้ในเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ดังกล่าวไว้แล้วจริง โดยเอกสารดังกล่าวและโฉนดที่ดินพิพาทเก็บรักษาไว้ในตู้เซฟของนางสาวธัสสพรที่บ้านของนางสาวธัสสพร หากโจทก์ร่วมและนางสาวธัสสพรไม่ทราบและไม่รู้เห็นยินยอมให้จำเลยนำโฉนดที่ดินและเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ดังกล่าวไปดำเนินการเปิดบัญชี และทำนิติกรรมกู้ยืมเงินและจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยดังกล่าวแล้ว โฉนดที่ดินและเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ซึ่งเก็บอยู่ในตู้เซฟภายในห้องของนางสาวธัสสพร จำเลยก็ไม่สามารถที่จะนำออกไปได้ ที่โจทก์ร่วมและนางสาวธัสสพรเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2557 ทราบจากแม่บ้านชาวพม่าว่ามารดามาที่บ้านและออกจากห้องนอนของโจทก์ร่วมโดยถือกระดาษไว้ในมือ ในทำนองว่ามารดาเอาโฉนดที่ดินและเอกสารของโจทก์ร่วมจากตู้เซฟที่อยู่ในห้องนอนไปนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่ได้นำแม่บ้านชาวพม่ามาเบิกความยืนยันต่อศาล กลับได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ตู้เซฟเป็นที่เก็บทรัพย์สินของโจทก์ร่วมรวมทั้งเอกสารของนางสาวธัสสพร และนางสาวธัสสพรเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามทำนองเดียวกันว่า ประมาณเดือนพฤษภาคม 2557 แม่บ้านชาวพม่าแจ้งว่ามารดามาที่บ้านและเข้าไปในห้องนอนของนางสาวธัสสพร ขณะที่เดินออกมาจากห้องนอนถือเอกสารออกมาด้วย แล้วก็ออกจากบ้านไป ก่อนเกิดเหตุไม่ได้เปิดตู้เซฟจึงไม่ทราบว่าโฉนดที่ดินหายไป เชื่อว่ามารดาเป็นคนเอาโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงไป เพราะก่อนหน้านี้มารดาเคยขอยืมเครื่องประดับของนางสาวธัสสพรหลายครั้ง ซึ่งนางสาวธัสสพรได้กดรหัสตู้เซฟต่อหน้ามารดา นั้น คำเบิกความของโจทก์ร่วมและนางสาวธัสสพรดังกล่าวก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งขัดต่อเหตุผล เพราะแม้นางสาวธัสสพรจะอ้างว่าเคยกดรหัสตู้เซฟต่อหน้ามารดาก็ตาม แต่นางสาวธัสสพรเบิกความรับว่ามารดาไม่ทราบรหัสการเปิด ซึ่งการเปิดตู้เซฟดังกล่าวลำตัวและมือของนางสาวธัสสพรก็น่าจะบังสายตาของมารดาไม่สามารถที่จะเห็นและจดจำรหัสตู้เซฟได้ ประกอบกับขณะนั้นมารดาอายุมากถึง 66 ปี แล้วและป่วยมีโรคประจำตัวหลายอย่าง สภาพร่างกายไม่แข็งแรงตามธรรมชาติ สายตาและความทรงจำไม่แม่นยำเหมือนกับบุคคลที่อายุยังน้อย นางสาวธัสสพรเพียงแต่สันนิษฐานเอาเองว่ามารดาจดจำรหัสตู้เซฟได้ทั้ง ๆ ที่ไม่ปรากฏว่ามารดาเคยเปิดตู้เซฟมาก่อน และเป็นการผิดปกติวิสัยที่มารดาจะเป็นผู้ลักทรัพย์สินของบุตรสาวตนเอง อีกทั้งหากนางสาวธัสสพรและโจทก์ร่วมทราบว่ามารดาลักเอาเอกสารไป ก็น่าจะต้องเปิดตู้เซฟดูว่ามีทรัพย์สินและเอกสารใดหายไปบ้าง แต่ก็ไม่มีการเปิดดูจึงไม่ทราบว่าโฉนดที่ดินได้หายไป และไม่เคยสอบถามหรือโต้แย้งกับมารดา แต่กลับปล่อยปละละเลยมานาน จึงเป็นพิรุธและไม่สมเหตุผล กลับน่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่า การที่จำเลยไปดำเนินการกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยลงลายมือชื่อแทนโจทก์ร่วมในเอกสารเองก็เนื่องมาจากได้ปรึกษากันแล้วภายในครอบครัวให้จำเลยเป็นผู้ไปดำเนินการ ดังเช่นการดำเนินการของบริษัทตั้งแต่เริ่มก่อการที่มีการจดทะเบียนบริษัทและลงลายมือชื่อแทนกรรมการผู้เริ่มก่อการทุกคน จำเลยก็เป็นผู้ดำเนินการลงลายมือชื่อแทนกรรมการดังกล่าวรวมทั้งโจทก์ร่วมด้วยความยินยอมของทุกคนตลอดมา รวมทั้งการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัท ดังนั้น การที่จำเลยลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมในเอกสารต่าง ๆ ทุกฉบับรวมทั้งเอกสารตามฟ้องจึงเชื่อว่าจำเลยได้รับความยินยอมจากโจทก์ร่วมให้ไปดำเนินการตามที่จำเลยนำสืบ โจทก์ร่วมจึงไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารกับปลอมเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารปลอมกับฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้น โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 (เดิม) ม. 265 (เดิม) ม. 267 (เดิม) ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ท.
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายอุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
สนิท ตระกูลพรายงาม
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2943/2565
#684395
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องและคําขอท้ายฟ้องเป็นกรณีโจทก์ทั้งสองโต้แย้งเกี่ยวกับมติที่ประชุมใหญ่โดยอ้างว่ามติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจําเลย และมีคําขอบังคับขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ซึ่งกฎหมายกำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิไว้เป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องให้จําเลยรับผิดในมูลละเมิด จึงต้องนําอายุความละเมิดมาใช้บังคับกับกรณีการขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่หาได้ไม่

แม้ข้อบังคับนิติบุคคลจําเลย จะมีข้อความว่าต้องร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติในการประชุมครั้งนั้นภายใน 30 นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ โดยไม่ปรากฏหน่วยนับเป็นวัน เดือน หรือปี แต่ข้อบังคับนิติบุคคลดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานที่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีเอกสารมาแสดงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) จึงไม่ต้องห้ามที่จะนําพยานบุคคลมานําสืบแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร เมื่อผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมาเบิกความยืนยันว่าการร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ที่ลงมติโดยฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ จะต้องยื่นคําร้องขอต่อศาลภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันลงมติ สอดคล้องกับกฎกระทรวงว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบและการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ. 2545 ข้อ 15 ดังนั้น ตามข้อบังคับของนิติบุคคลจําเลย การร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ต้องยื่นฟ้องต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ

ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43, 44 ประกอบมาตรา 48 สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าว แต่ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่นี้เมื่อมีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว โดยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ซึ่งมีคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้ดำเนินการภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิก กรณีจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของจําเลยตามกฎหมายรวมทั้งตามข้อบังคับและมติของที่ประชุมใหญ่ในการดูแลถนนในหมู่บ้านเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร เหตุที่จําเลยนํากรวยหรือนําหมุดไปปักบริเวณถนนสายหลักข้างบ้านโจทก์ทั้งสองและบริเวณหัวมุมถนนซอยเท่าที่จําเป็นก็เพื่อมิให้สมาชิกในหมู่บ้านนํารถยนต์มาจอด เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการขับรถเลี้ยวโค้ง เข้า - ออก บริเวณหัวมุมถนน ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจําเลยตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ในการบริหารจัดการอํานวยความสะดวกในการใช้สาธารณูปโภค ตลอดจนการใช้พื้นที่ส่วนกลางในหมู่บ้านที่พักอาศัยร่วมกันของสมาชิกทั้งหมด การกระทำดังกล่าวของจําเลยมิได้เลือกปฏิบัติเฉพาะสมาชิกผู้หนึ่งผู้ใด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 ข้อ 5.2.2 และมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 ในส่วนที่กำหนดสิทธิให้สมาชิกมีรถยนต์ได้ตามสิทธิ ให้จำเลยยุติการกระทำที่เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก โดยให้จำเลยเคลื่อนย้ายเครื่องกีดขวางที่ได้ตั้งขวางเพื่อมิให้รถยนต์เข้าจอดได้

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 55567 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กรุงเทพมหานคร และเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ธ. โจทก์ทั้งสองใช้บ้านเลขที่ 559/201 ดังกล่าวเป็นที่ตั้งสำนักงานบริษัท อ. ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มีหน้าที่บริหารจัดการดูแลทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภค และกระทำการเพื่อประโยชน์สูงสุดในการอยู่อาศัยของสมาชิกหมู่บ้านจัดสรร ตลอดจนออกข้อบังคับกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการใช้สาธารณูปโภค การอยู่อาศัยและการจราจรภายในที่จัดสรร วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งสองเรื่องการกำหนด ค่าจอดรถในพื้นที่ส่วนกลาง อ้างว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิจอดรถได้ 4 คัน ในบ้าน 3 คัน หน้าบ้าน 1 คัน ส่วนรถที่เกินมา 4 คัน โจทก์ทั้งสองต้องเสียค่าจอดรถในพื้นที่ส่วนกลางเพิ่มอัตราคันละ 6,000 บาท ต่อคันต่อปี ตามรายงานการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2558 และหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งสองเรื่องการกำหนด ค่าจอดรถในพื้นที่ส่วนกลางตามมติที่ประชุมใหญ่ประจำปี 2558 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2560 จำเลยจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2560 ที่ประชุมได้ลงมติเรื่องการจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคประจำปี 2561 ข้อ 5.2.2 อนุมัติการปรับขึ้นค่าสาธารณูปโภคบ้านที่ทำพาณิชย์ เป็นเงิน 1,000 บาท ต่อตารางวาต่อปี จากเดิมที่คิด 700 บาท ต่อตารางวาต่อปี โดยจะเริ่มเก็บในปี 2561 โจทก์ทั้งสองไม่ยินยอมชำระ ค่าจอดรถส่วนที่เกินสิทธิตามที่จำเลยแจ้งและชำระค่าส่วนกลางประจำปี 2561 ให้จำเลยในอัตราเดิมเป็นเงิน 40,670 บาท ส่วนยอดเงินอีก 17,430 บาท ตามที่จำเลยแจ้ง โจทก์ทั้งสองยังไม่ชำระ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกมีว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2558 ที่กำหนดให้สมาชิกจอดรถได้เพียงตามจำนวนสิทธิที่มีเท่านั้น โดยคิดค่าจอดรถกรณีนำรถยนต์มาจอดในพื้นที่ส่วนกลางเกินสิทธิ กับขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2560 ข้อ 5.2.2 ที่อนุมัติให้ปรับขึ้นค่าสาธารณูปโภคบ้านที่ทำพาณิชย์จากอัตราเดิม 700 บาท ต่อตารางวาต่อปี เป็น 1,000 บาท ต่อตารางวาต่อปี หรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาในทำนองว่า การลงมติของที่ประชุมใหญ่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 และเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องร้องขอต่อศาลภายใน 1 เดือน หรือ 30 วัน นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องสรุปสาระสำคัญได้ว่า ในการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2558 ที่ประชุมลงมติให้สมาชิกจอดรถยนต์ภายในบ้านและหน้าบ้านตามสิทธิที่มีอยู่เท่านั้น ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีเนื้อที่ 58.10 ตารางวา ซึ่งหากคำนวณตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ควรจอดรถได้ 7 คัน แต่จำเลยกลับกำหนดให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิจอดรถเพียง 4 คัน โดยให้จอดในบ้าน 3 คัน และหน้าบ้าน 1 คัน เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ขัดต่อกฎหมายและไม่สอดคล้องกับอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ บริษัท ธ. ผู้จัดสรรที่ดินและเจ้าของโครงการได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเป็นที่พักอาศัยประเภทเดียว แต่ในการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2560 ที่ประชุมกลับลงมติให้แบ่งประเภทบ้านออกเป็นบ้านพักอาศัยและบ้านที่ทำพาณิชย์ และอนุมัติให้จำเลยจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคบ้านที่ทำพาณิชย์ในอัตรา 1,000 บาท ต่อตารางวาต่อปี อันเป็นการเพิ่มภาระแก่โจทก์ทั้งสอง ไม่ชอบด้วยระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการจัดการสาธารณูปโภค และการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อีกทั้งยังเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต จึงไม่มีผลบังคับใช้ นอกจากนี้มติดังกล่าวยังให้อำนาจคณะกรรมการจำเลยที่จะใช้ดุลพินิจในการบริหารจัดการตามความเหมาะสมหากมีบ้านที่ทำพาณิชย์มาต่อรองขอลดค่าบริการ ทั้งที่ไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ โจทก์ทั้งสองเจรจากับจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่รับฟัง และมีคำขอท้ายฟ้องโดยขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 ข้อ 5.2.2 และมติที่ประชุมใหญ่ประจำปี 2558 ในส่วนที่กำหนดสิทธิให้สมาชิกมีรถยนต์ได้ตามสิทธิ ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองโต้แย้งเกี่ยวกับมติที่ประชุมใหญ่โดยอ้างว่ามติของที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกทั้ง 2 ครั้ง เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลย และมีคำขอบังคับขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ซึ่งกฎหมายกำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิไว้เป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด จึงต้องนำอายุความละเมิดมาใช้บังคับกับกรณีการขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่หาได้ไม่ ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาต่อมาว่า ข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ธ. ข้อ 41 มีข้อความกำหนดไว้เพียงว่า ต้องร้องขอเพิกถอนภายใน 30 โดยมิได้ระบุหน่วยนับเป็นวัน เดือน หรือปี การที่ศาลอุทธรณ์นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 มาปรับใช้วินิจฉัยคดีในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ว่าต้องขอภายในกำหนดเดือนหนึ่งหรือ 30 วัน นับแต่วันลงมติ นั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยไม่ปฏิบัติหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1171 ถึงมาตรา 1195 เห็นว่า แม้ข้อบังคับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ธ. ข้อ 41 จะมีข้อความว่า ในการประชุมใหญ่ครั้งใด ถ้าได้มีการประชุมหรือการลงมติโดยไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ สมาชิกอาจร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติในการประชุมครั้งนั้นได้ แต่ต้องร้องขอต่อศาลภายใน 30 นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ โดยไม่ปรากฏหน่วยนับเป็น วัน เดือน หรือปี แต่ข้อบังคับนิติบุคคลดังกล่าว มิใช่พยานหลักฐานที่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีเอกสารมาแสดงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) จึงไม่ต้องห้ามที่จะนำพยานบุคคลมานำสืบแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร ซึ่งจำเลยมีนางสาวกุสุมา ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มาเบิกความยืนยันว่า การร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ที่ลงมติโดยฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ จะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันลงมติ จึงมิใช่การนำสืบเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร ไม่ขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าว ประกอบกับโจทก์ทั้งสองเองก็มิได้นำสืบโต้แย้งหรือคัดค้านว่าที่พยานจำเลยเบิกความว่าหน่วยนับเป็นวันนั้น ไม่ถูกต้องอย่างไร ทั้งคำเบิกความของพยานจำเลยปากนี้สอดคล้องกับกฎกระทรวงว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบและการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ. 2545 ข้อ 15 ที่กำหนดว่าในการประชุมใหญ่ครั้งใด ถ้าได้มีการประชุมหรือการลงมติโดยไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ สมาชิกอาจร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติในการประชุมใหญ่ครั้งนั้นได้ แต่ต้องร้องขอต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ตามข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจำเลย การร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวต้องยื่นฟ้องต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า มติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2558 และมติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2560 ที่โจทก์ทั้งสองร้องขอเพิกถอน มีการลงมติเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2558 และ 30 กรกฎาคม 2560 ตามลำดับ แต่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องต่อศาลขอเพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2561 จึงพ้นกำหนดเวลาที่จะร้องขอต่อศาลตามข้อบังคับของจำเลย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาอื่นของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับประเด็นนี้อีกต่อไปเพราะเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการต่อมามีว่า การกระทำของจำเลยที่ตั้งเครื่องกีดขวางบริเวณถนนในหมู่บ้าน ทาสีขาวแดงบนขอบทางเท้า และนำกรวยมาตั้ง ขึงเชือกแต่ต่อมาเหลือแต่การตั้งกรวย หรือปักเสาหมุด และขึงเชือก เพื่อมิให้โจทก์ทั้งสองและสมาชิกอื่นนำรถยนต์มาจอด กับตีช่องจอดรถในพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แห่งที่ดินจัดสรร ทำให้โจทก์ทั้งสองต้องนำรถยนต์ไปจอดบริเวณพื้นที่ส่วนกลางหน้าบ้านที่ยังไม่มีผู้พักอาศัย เป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43, 44 ประกอบมาตรา 48 สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าว แต่ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่นี้เมื่อมีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว โดยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ซึ่งมีคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้ดำเนินการภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิก กรณีจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามกฎหมายรวมทั้งตามข้อบังคับและมติของที่ประชุมใหญ่ในการดูแลถนนในหมู่บ้านเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรดังกล่าว ซึ่งในข้อนี้นางสาวกุสุมาพยานจำเลยเบิกความสรุปได้ความว่า การที่จำเลยปักหมุด 1 ช่อง ขนาดเท่ากับรถยนต์จอดได้บริเวณถนนสายหลักด้านข้างบ้านโจทก์ทั้งสองเพื่อมิให้สมาชิกนำรถยนต์มาจอด เนื่องจากถนนข้างบ้านโจทก์ทั้งสองเป็นถนนสายหลักและเป็นหัวมุมซอยซึ่งมีขนาดไม่กว้างมาก อยู่ใกล้ป้อมยามลักษณะเป็นทางบีบแคบเหมือนคอขวด หากมีผู้นำรถยนต์ไปจอดบริเวณดังกล่าวจะกีดขวางรถยนต์ที่ขับเข้า – ออก ทำให้สมาชิกในหมู่บ้านไม่สะดวกและไม่ปลอดภัย จำเลยจึงปักหมุดเท่าที่จำเป็น 1 ช่องเดินรถบริเวณหัวมุมทางโค้งซอยต่าง ๆ ที่เห็นว่าไม่ปลอดภัยเพื่อให้ผู้ขับขี่รถสามารถเลี้ยวโค้งได้สะดวก นายคมสัน สามีโจทก์ที่ 1 และเป็นประธานบริษัท อ. ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ตามแผนผังแสดงพื้นที่จอดรถส่วนกลางของหมู่บ้าน บ้านของโจทก์ทั้งสองตั้งอยู่ตรงพื้นที่สีชมพูมีหมายเลข 201 กำกับ ซึ่งอยู่หัวมุม หากขับรถออกจากหมู่บ้านตรงไปจะผ่านป้อมยามที่ตั้งอยู่กลางถนนซึ่งต้องขับเบี่ยงออกเล็กน้อยจากป้อมยามเพื่อออกไปนอกหมู่บ้าน การปักเสาและทำแนวกั้นจะมีเฉพาะบริเวณหัวโค้งและส่วนที่เป็นถนนหลักบางส่วน ไม่ได้ทำเต็มพื้นที่ทั้งหมดเจือสมกับคำเบิกความพยานจำเลย ทำให้เชื่อได้ว่า เหตุที่จำเลยนำกรวยหรือนำหมุดไปปักบริเวณถนนสายหลักข้างบ้านโจทก์ทั้งสองและบริเวณหัวมุมถนนซอยเท่าที่จำเป็นก็เพื่อมิให้สมาชิกในหมู่บ้านนำรถยนต์มาจอด โดยไปกำหนดช่องจอดรถบนถนนซอยแทน ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการขับรถเลี้ยวโค้ง เข้า – ออก บริเวณหัวมุมถนนเนื่องจากถนนในหมู่บ้านไม่ได้กว้างมาก และถนนสายหลักมีผู้ขับรถผ่านมากกว่าถนนซอย อีกทั้งทางเข้า – ออกหมู่บ้านก็มีเพียงทางเดียว คือ ใช้ถนนหลัก เข้า – ออก ผ่านป้อมยาม ซึ่งอยู่ใกล้กับถนนข้างบ้านของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ในการบริหารจัดการอำนวยความสะดวกในการใช้สาธารณูปโภค ตลอดจนการใช้พื้นที่ส่วนกลางในหมู่บ้านที่พักอาศัยร่วมกันของสมาชิกทั้งหมด การกระทำดังกล่าวของจำเลยมิได้เลือกปฏิบัติเฉพาะสมาชิกผู้หนึ่งผู้ใด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกแต่อย่างใด ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคหนึ่ง (ข)
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43 ม. 44 ม. 48
กฎกระทรวง ว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบและการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก. กับพวก
จำเลย — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวุฒิเกียรติ กิติคุณไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
อรุณ เรืองเพชร
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
พิชัย เพ็งผ่อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2941/2565
#685877
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดนัดรวมตัวกันเพื่อเล่นการพนันชนไก่ อันเป็นการรวมตัวกันทำกิจกรรมร่วมกันและเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ที่ให้ปิดสถานที่ที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดที่มีคนแออัดเบียดเสียด เช่น สนามชนไก่ ฯลฯ อันเป็นอำนาจของคณะกรรมการดังกล่าวตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1) และโจทก์บรรยายฟ้องอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ที่ให้ปิดสนามชนไก่กับความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่มาคนละข้อต่างหากจากกัน แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นพนันชนไก่ดังกล่าวอันหมายความว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่และที่จำเลยที่ 1 ไม่ปิดสนามชนไก่ก็เพื่อจัดให้มีการเล่นการพนันในสนามชนไก่นั้น แม้ความผิดทั้งสองฐานจะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหลายบทต่างกัน และจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพก็ตาม ก็ยังคงเป็นการกระทำความผิดโดยเกิดจากเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันไม่

ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 มิใช่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการเปิดหรือปิดสนามชนไก่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 เป็นเพียงผู้เข้าร่วมเล่นการพนันชนไก่ แม้จะเป็นการชุมนุมมั่วสุมทำกิจกรรมแต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องและประสงค์ให้ลงโทษ จึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1), 52 แม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่มาด้วย ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 ในความผิดฐานดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเจ็ดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1), 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 12 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 458/2562 ของศาลชั้นต้น และโทษจำคุกของจำเลยที่ 15 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 237/2563 ของศาลจังหวัดทุ่งสง เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 12 และที่ 15 ในคดีนี้ด้วย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 17 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 12 และที่ 15 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 12 (2) พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1), 52 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสิบเจ็ดเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน (ชนไก่) ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนัน (ชนไก่) ปรับจำเลยทั้งสิบเจ็ด คนละ 2,000 บาท ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ปรับจำเลยทั้งสิบเจ็ด คนละ 4,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 8,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 คนละ 6,000 บาท จำเลยทั้งสิบเจ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 คนละ 3,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ยกคำขอให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 12 และที่ 15

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและฐานเป็นผู้เข้าร่วมเล่นการพนัน เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และให้คุมความประพฤติไว้ในระหว่างรอการลงโทษ ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยที่ 1 ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 10 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน (ชนไก่) และฐานร่วมกันเล่นการพนัน (ชนไก่) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดเป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตนและเข้าร่วมเล่นด้วยมาในข้อเดียวกัน แต่ก็เข้าใจได้ว่าโจทก์บรรยายแยกกระทงเรียงลำดับกันไป และแม้มาตรา 12 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้แบ่งแยกกำหนดโทษของผู้จัดให้มีการเล่นและผู้เข้าพนันในการเล่นไว้ต่างหากจากกันก็ตาม แต่สภาพแห่งการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างกัน กล่าวคือ การจัดให้มีการเล่นก็โดยเจตนาเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่น จำเลยที่ 1 ก็ได้ผลประโยชน์แห่งตนแล้ว ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จไปกรรมหนึ่งและเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าร่วมเล่นการพนันอยู่ด้วย เป็นการที่จำเลยที่ 1 มีเจตนาเข้าพนันเอาเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นกับผู้ร่วมเล่นคนอื่นจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง มิใช่จำเลยที่ 1 มีเจตนาเดียวเพื่อที่จะเล่นการพนันตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดหลายกรรมต่างกันในส่วนนี้ สำหรับในส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ โจทก์บรรยายฟ้องในข้อหนึ่งว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดนัดรวมตัวกันเพื่อเล่นการพนันชนไก่ อันเป็นการรวมตัวกันทำกิจกรรมร่วมกันและเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ตามข้อ 2.1 ที่ให้ปิดสถานที่ที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดที่มีคนแออัดเบียดเสียด ได้แก่ สนามชนโค สนามชนไก่ บ่อนกัดปลา สนามมวยและสนามกีฬาจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย อันเป็นอำนาจของคณะกรรมการดังกล่าวตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1) ที่โจทก์มีคำขอมาท้ายฟ้อง และโจทก์บรรยายฟ้องอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ที่ให้ปิดสนามชนไก่ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดที่มีคนแออัดเบียดเสียด กับความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่มาคนละข้อต่างหากจากกัน แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นพนันชนไก่ดังกล่าวอันหมายความว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่และที่จำเลยที่ 1 ไม่ปิดสนามชนไก่ก็เพื่อจัดให้มีการเล่นพนันในสนามชนไก่นั้น แม้ความผิดทั้งสองฐานจะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหลายบทต่างกัน และจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพก็ตาม ก็ยังคงเป็นการกระทำความผิดโดยเกิดจากเจตนาเดียวกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ อย่างไรก็ตามในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 มิใช่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการเปิดหรือปิดสนามชนไก่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 เป็นเพียงผู้เข้าร่วมเล่นการพนันชนไก่ แม้จะเป็นการชุมนุมมั่วสุมทำกิจกรรมแต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องและประสงค์ให้ลงโทษ จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1), 52 แม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่มาด้วย ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 ในความผิดฐานดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และ 225 นอกจากนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันก่อนลดโทษ จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท นั้น เป็นการลงโทษเกินกว่าโทษปรับในความผิดฐานดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12 (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ส่วนปัญหาที่โจทก์ฎีกาขอให้วางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ และฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันมาด้วยนั้น เมื่อศาลฎีกามิได้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็วางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันแล้ว เพียงแต่รอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ไว้ ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง วรรคสาม, 12 (2) มาตรา 4 วรรคสอง วรรคสาม, 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1), 52 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง วรรคสาม, 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดให้มีการเล่นการพนันกับฐานฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนันปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 ลงโทษปรับคนละ 2,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนัน คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท ฐานร่วมกันเล่นการพนัน คงปรับ 1,000 บาท รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 คงปรับคนละ 1,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 17 ในข้อหาฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกระบี่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายจีรพงษ์ ตรงวานิชนาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชัยวัฒน์ เตชะวิจิตรชัย
ชื่อองค์คณะ
ธีรวัฒน์ ไตรวารี
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
วินิตย์ ศรีภิญโญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2939/2565
#687614
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบได้ต้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3 บัญญัตินิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึง การสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย และนิยามคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด" หมายความว่า เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และให้หมายความรวมถึง เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยการใช้เงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ซื้อหรือกระทำไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ให้เงินหรือทรัพย์สินนั้นเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนสภาพกี่ครั้ง และไม่ว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น โอนไปเป็นของบุคคลอื่นหรือปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลอื่นก็ตาม คดีนี้ผู้ร้องบรรยายคำร้องเกี่ยวกับคดียาเสพติดที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 เวลา 11.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทราร่วมกันจับกุม ว. (ผู้คัดค้านที่ 1) ย. ป. และ จ. พร้อมยึด กัญชาแห้งอัดแท่ง 747 แท่ง น้ำหนักรวม 772.30 กิโลกรัม อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ต่อมาผู้ร้องยื่นฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกดังกล่าวต่อศาลชั้นตันเป็นคดีหมายเลขดำที่ 3685/2558 (หลังจากนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุกผู้คัดค้านที่ 1 มีกำหนด 15 ปี และปรับ 900,000 บาท ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1740/2559) ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ออกใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษ ในประเภท 5 อีกต่อไป การผลิต นำเข้า ส่งออกจำหน่าย หรือมีพืชกัญชาไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/2, 26/3, 75, 76 และ 76/1 และ ป.ยาเสพติด มาตรา 93, 148 ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพันจากการเป็นผู้กระทำความผิด และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงสุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง เมื่อพืชกัญชา ไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ฉะนั้น การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกตามที่ผู้ร้องบรรยายมาในคำร้องจึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป และไม่ปรากฏจากคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกและผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษโดยประการอื่น ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามจึงไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดที่ศาลจะสั่งริบได้ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29 อีกต่อไป ประกอบกับไม่ปรากฏว่าเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสั่งให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดไปแล้ว จึงต้องคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่เจ้าของและผู้คัดค้านทั้งสามแต่ทรัพย์สินรายการที่ 8 และที่ 11 ไม่มีผู้ใดยื่นคำคัดค้านแสดงตนเป็นเจ้าของเข้ามาในคดี จึงเป็นเรื่องที่เจ้าของที่แท้จริงจะมาแสดงตนและขอรับคืนในภายหลัง ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 รวม 17 รายการข้างต้น ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2535 มาตรา 3, 15, 22, 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประกาศหนังสือพิมพ์ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้ง 17 รายการ ตามคำร้องตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2543 มาตรา 27, 29, 31

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประกาศหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว ยังไม่มีประกาศคำร้องในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันเพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนคดีถึงที่สุด แล้วพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นส่งประกาศคำร้องไปลงหนังสือพิมพ์รายวันสื่อโฆษณาสองวันติดต่อกัน ไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบเงินสด 1,000,000 บาท เงินสด 40,000 บาท ทองคำแท่ง 1 แท่ง น้ำหนักประมาณ 761.7 กรัม ทองคำแท่ง 4 แท่ง น้ำหนักแท่งละประมาณ 152.3 กรัม รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์นายปัญจพล รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน ยี่ห้อโตโยต้า ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์นายวัชรินทร์ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์นางสาวสมศรี เงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 118-2-71xxx-x ชื่อบัญชีนายบุญเลิศ เงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 118-2-79xxx-x ชื่อบัญชี นางสาวสมศรี เงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 260-2-77xxx-x ชื่อบัญชีนางสาวสมศรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 35700 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 88 ตารางวา ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์นางสาวสมศรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 35702 เนื้อที่ 3 งาน 79 ตารางวา ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์นางสาวสมศรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 35703 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 41 ตารางวา ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์นางสาวสมศรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 35964 เนื้อที่ 3 งาน 42 ตารางวา ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์นางสาวสมศรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ทรัพย์สินทั้ง 17 รายการ ตามคำร้อง) ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 27, 29, 31

ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 260-2-77xxx-x ชื่อบัญชี นางสาวสมศรี พร้อมดอกเบี้ย (ทรัพย์สินรายการที่ 13) แก่ผู้คัดค้านที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เนื่องจากในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ออกใช้บังคับและมีผลเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 โดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดแทน แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติดยังคงมีมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินและขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดแต่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" ดังนั้น กรณีที่มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามกฎหมายเดิมก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับและค้างพิจารณาอยู่ไม่ว่าในชั้นใด ก็ต้องดำเนินการต่อไปตามกฎหมายเดิมจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อคดีนี้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ จึงต้องพิจารณาพิพากษาต่อไปตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาขอให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 13 ด้วย เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ทรัพย์สินทั้ง 17 รายการ ยังคงเป็นทรัพย์สินที่พึงริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบได้ต้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3 บัญญัตินิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย และนิยามคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด" หมายความว่า เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับมาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และให้หมายความรวมถึง เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยการใช้เงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว ซื้อหรือกระทำไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ให้เงินหรือทรัพย์สินนั้นเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนสภาพกี่ครั้ง และไม่ว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น โอนไปเป็นของบุคคลอื่นหรือปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลอื่นก็ตาม คดีนี้ผู้ร้องบรรยายคำร้องเกี่ยวกับคดียาเสพติดที่ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 เวลา 11.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทราร่วมกันจับกุมนายวินัย (ผู้คัดค้านที่ 1) นายยงยุทธ์ นายประพิศ และนายจำปา พร้อมยึดกัญชาแห้งอัดแท่ง 747 แท่ง น้ำหนักรวม 772.30 กิโลกรัม อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ต่อมาผู้ร้องยื่นฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 3685/2558 (หลังจากนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุกผู้คัดค้านที่ 1 มีกำหนด 15 ปี และปรับ 900,000 บาท ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1740/2559) ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ออกใช้บังคับ ซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อีกต่อไป การผลิต นำเข้า ส่งออกจำหน่าย หรือมีพืชกัญชาไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/2, 26/3, 75, 76 และ 76/1 และประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 93, 148 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง เมื่อพืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ฉะนั้นการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 กับพวก ตามที่ผู้ร้องบรรยายมาในคำร้องจึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป และไม่ปรากฏจากคำร้องของผู้ร้องว่าผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกและผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษโดยประการอื่น ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามจึงไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดที่ศาลจะสั่งริบได้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 29 อีกต่อไป ประกอบกับไม่ปรากฏว่าเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสั่งให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดไปแล้ว จึงต้องคืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่เจ้าของและผู้คัดค้านทั้งสาม แต่ทรัพย์สินรายการที่ 8 และที่ 11 ไม่มีผู้ใดยื่นคำคัดค้านแสดงตนเป็นเจ้าของเข้ามาในคดี จึงเป็นเรื่องที่เจ้าของที่แท้จริงจะมาแสดงตนและขอรับคืนในภายหลัง ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 เมื่อไม่อาจริบทรัพย์สินดังกล่าวได้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ทรัพย์สินทั้ง 17 รายการ ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 2, 27, 29 ให้คืนทรัพย์สินทั้ง 17 รายการ แก่เจ้าของโดยเฉพาะทรัพย์สินรายการที่ 3 และที่ 4 คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 1 รายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 7 ที่ 10 ที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 2 ทรัพย์สินรายการที่ 9 คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 39 (5) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 29
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 26/2 ม. 26/3 ม. 75 ม. 76 ม. 76/1
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้คัดค้าน — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาววชิราพรรณ ณ กาฬสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเจษฎา สรณวิช
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
เมธี ประจงการ
เชด กวีบริบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2905/2565
#684565
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของโจทก์ร่วม เมื่อความผิดตามฟ้องมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วยเหตุผลว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายย่อมไม่กระทบอำนาจฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับการเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5, 16 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง ศ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (3) (7), 16 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุก 1 ปี ฐานประกอบกิจการให้สินเชื่อภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกรวม 16 เดือน ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย และให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างจดทะเบียนใช้ชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ข. เมื่อประมาณปลายปี 2558 โจทก์ร่วมไปพบจำเลยที่ 1 ที่ร้านค้าของจำเลยที่ 1 ติดต่อขอกู้ยืมเงิน 600,000 บาท เพื่อนำเงินไปเป็นทุนค้าขายหมากเคี้ยวตามคำแนะนำของเพื่อน แต่จำเลยที่ 1 ต้องการหลักประกันและให้ทำเป็นสัญญาขายฝาก โจทก์ร่วมเสนอที่ดินโฉนดเลขที่ 15902 ของโจทก์ร่วม เป็นหลักประกัน จำเลยที่ 1 ไปดูที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วพอใจ แต่ที่ดินติดจำนองธนาคารเป็นประกันหนี้ที่โจทก์ร่วมค้างชำระอยู่ 300,000 บาทเศษ ต้องนำเงินไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองก่อนนำที่ดินมาจดทะเบียนขายฝาก โจทก์ร่วมจึงต้องการเงิน 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2558 จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานของจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วม และนายบรรจบ สามีของโจทก์ร่วม เดินทางไปที่ธนาคาร จำเลยที่ 1 นำเงินชำระหนี้ของโจทก์ร่วมให้แก่ธนาคาร 300,000 บาทเศษ แล้วรับโฉนดที่ดินพร้อมทั้งเอกสารที่จำเป็นจากธนาคารพากันเดินทางไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาปรางค์กู่ ดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง จากนั้นโจทก์ร่วมจดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองมีกำหนด 1 ปี โดยระบุราคาขายฝาก 1,000,000 บาท และสินไถ่ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งหมดโดยจะนำมาหักออกจากจำนวนเงินที่มอบให้แก่จำเลยที่ 1 ในภายหลัง ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 หลังจากครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยทั้งสองขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นางจิ มารดาของโจทก์ร่วม ในราคา 1,400,000 บาท คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท โดยเรียกเก็บดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน หรือร้อยละ 36 ต่อปี หักวันแรกเป็นการชำระดอกเบี้ยล่วงหน้าระยะเวลา 1 ปี เป็นเงิน 360,000 บาท แล้วส่งมอบเงินให้โจทก์ร่วมเพียง 640,000 บาท อันเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แม้ทำเป็นสัญญาขายฝากแต่การที่จำเลยที่ 1 หักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ลักษณะของการขายฝาก การกระทำของจำเลยที่ 1 มีเจตนาให้กู้ยืมเงินโดยประสงค์ต่อดอกเบี้ย การขายฝากจึงเป็นการอำพรางการกู้ยืมเงิน ในข้อนี้ โจทก์มีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมขอกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท แบ่งเป็นไว้ใช้เอง 600,000 บาท ส่วนที่เหลือ 300,000 บาทเศษ ใช้ไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคาร แต่จำเลยที่ 1 แจ้งว่าต้องทำเป็นสัญญาขายฝาก โจทก์ร่วมต้องการใช้เงินจึงตกลงทำสัญญาขายฝากตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ หลังจากจดทะเบียนขายฝากที่ดินแล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งว่านอกจากต้องหักหนี้ไถ่ถอนจำนอง 300,000 บาทเศษแล้ว ยังมีค่าดำเนินการ ค่าภาษีเกี่ยวกับที่ดิน และหักดอกเบี้ยอีกประมาณ 360,000 บาท โจทก์ร่วมคงได้รับเงินเพียง 300,000 บาทเศษ ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า โจทก์ร่วมมาขอกู้ยืมเงินไปลงทุนค้าขาย จำเลยที่ 1 แจ้งว่าให้กู้ยืมเงินได้แต่ต้องมีหลักประกันและทำเป็นขายฝาก โจทก์ร่วมต้องการใช้เงินรวมประมาณ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ตกลงรับซื้อฝากในราคา 950,000 บาท ระยะเวลา 1 ปี ไถ่ถอนในราคา 1,000,000 บาท โจทก์ร่วมตกลง จำเลยที่ 1 มอบเงิน 350,000 บาท ให้โจทก์ร่วมนำไปใช้ในการไถ่ถอนจำนอง โดยชำระค่าไถ่ถอนจำนอง 300,000 บาทเศษ เหลือเงินสดอีก 10,000 บาทเศษ จำเลยที่ 1 มอบให้โจทก์ร่วมไปก่อน ส่วนที่เหลืออีก 600,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ไปถอนเงินจากธนาคารนำมามอบให้โจทก์ร่วมแล้ว รวมเป็นเงินที่โจทก์ร่วมได้รับไปทั้งสิ้น 950,000 บาท เห็นว่า ในส่วนของเงินที่ใช้ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองนั้น โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เบิกความรับกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มอบเงินให้โจทก์ร่วมนำไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองประมาณ 300,000 บาทเศษ คงมีปัญหาโต้แย้งกันเฉพาะเงินในส่วนที่เหลือ ซึ่งโจทก์ร่วมอ้างว่าได้รับเพียง 300,000 บาทเศษ โดยโจทก์ร่วมได้ฝากเข้าบัญชีธนาคารผ่านตู้รับฝากเงินอัตโนมัติ ตามรายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ แต่จำเลยที่ 1 อ้างว่ามอบให้โจทก์ร่วม 600,000 บาท โดยโจทก์ร่วมทำหลักฐานการรับเงินไว้ และมีจำเลยที่ 2 เบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนไปถอนเงินจากธนาคารซึ่งตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า จำนวน 200,000 บาท เมื่อเวลา 17.09 นาฬิกา และจำนวน 475,000 บาท เมื่อเวลา 17.11 นาฬิกา รวม 675,000 บาท แล้วมอบให้จำเลยที่ 1 จำนวน 600,000 บาท ศาลฎีกาพิจารณารายการเดินบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ปรากฏว่าหลังจากได้รับเงินมาโจทก์ร่วมนำฝากเข้าบัญชีธนาคารผ่านตู้รับฝากเงินอัตโนมัติในวันนั้นเลยตั้งแต่เวลา 16.15 ถึง 16.22 นาฬิกา รวม 4 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 300,000 บาท โดยในวันดังกล่าวไม่มีรายการฝากเงินจำนวนอื่นเข้าบัญชีอีก แต่ตามสำเนาบันทึกรายการธุรกรรมประจำวัน จำเลยที่ 2 เพิ่งจะทำรายการถอนเงินในวันเดียวกันเมื่อเวลา 17.09 และ 17.11 นาฬิกา เงินจำนวนนี้จึงไม่ใช่เงินที่จำเลยที่ 1 มอบให้แก่โจทก์ร่วมตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความ แม้โจทก์ร่วมทำหลักฐานการรับเงินไว้ให้จำเลยที่ 1 ระบุว่า ได้รับเงินจากจำเลยทั้งสอง 950,000 บาท ไปครบถ้วนแล้ว แต่ปรากฏจากบันทึกที่จำเลยที่ 1 เขียนขึ้นเองและมอบให้พนักงานสอบสวนเพื่อประกอบคดี ข้อ 4 และข้อ 5 ว่า จำเลยที่ 1 รับซื้อฝากไว้ในราคา 1,000,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเวลา 1 ปี โดยหักดอกเบี้ย 150,000 บาท ไว้ก่อน วันจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและขายฝากจำเลยที่ 1 มีเงินไป 850,000 บาท หลังจากชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแล้ว จำเลยที่ 1 ได้มอบเงินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ร่วมไป แสดงว่าจำนวนเงินที่โจทก์ร่วมได้รับไปจากจำเลยที่ 1 รวมทั้งสิ้นไม่ถึง 950,000 บาท ขัดกับที่จำเลยที่ 1 นำสืบ บ่งชี้ว่าหลักฐานการรับเงินเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ร่วมเขียนขึ้นไม่ตรงกับจำนวนเงินที่ได้รับไปจริง ข้อเท็จจริงเชื่อได้ตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 หักค่าดอกเบี้ยที่คิดไว้ล่วงหน้ารวมกับค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นเงินทั้งสิ้น 360,000 บาท แม้โจทก์จะนำสืบได้ไม่ชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีจำนวนเท่าใด แต่ก็ไม่น่าจะมีจำนวนที่มากนัก จึงเชื่อว่าเงินในส่วนของดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 หักไว้มีจำนวนมากกว่า 150,000 บาท อันเกิดจากการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อตามกฎหมายมิได้บัญญัติให้นิติกรรมขายฝากมีการเรียกดอกเบี้ยกันได้ การที่โจทก์ร่วมมาติดต่อเพื่อขอกู้ยืมเงิน แต่จำเลยที่ 1 กลับให้ทำเป็นสัญญาขายฝากโดยใช้วิธีคิดดอกเบี้ยจากราคาขายฝากในระยะเวลาไถ่ถอน 1 ปี แล้วหักเงินไว้ล่วงหน้า อันเป็นลักษณะของการเรียกค่าตอบแทนจากการให้กู้ยืมเงิน แทนที่จะกำหนดสินไถ่ให้สูงกว่าราคาขายฝาก อันเป็นลักษณะของการคิดผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายฝาก ส่อชัดว่าจำเลยที่ 1 หาได้มีเจตนาจะผูกนิติสัมพันธ์ตามสัญญาขายฝากดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ ส่วนที่โจทก์ร่วมยินยอมทำสัญญาขายฝากก็เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินกู้ในลักษณะที่จำยอมต้องกระทำตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 มิใช่ว่าโจทก์ร่วมเปลี่ยนเจตนาในการทำนิติกรรมจากกู้ยืมเงินมาเป็นการขายฝากโดยสมัครใจ สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยทั้งสองจึงทำขึ้นเพื่ออำพรางการให้กู้ยืมเงินโดยมีที่ดินเป็นหลักประกัน แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงินโดยทำเป็นสัญญาขายฝากอำพรางการให้กู้ยืมเงินดังที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกา แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์และโจทก์ร่วมสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงมีความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ต่อมามีการประกาศใช้พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 โดยให้ยกเลิกพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 แต่โดยที่มาตรา 4 (1) ของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 บัญญัติให้การให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ยังคงเป็นความผิดเช่นเดิม เพียงแต่แก้ไขโทษใหม่ กรณีจึงมิใช่เป็นการยกเลิกการกระทำอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายเดิมไปเสียทีเดียว ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงยังคงถือเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังด้วย แต่พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลังมีระวางโทษสูงกว่าที่พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) กำหนดไว้ ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 กรณีจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานประกอบกิจการอันมีสภาพคล้ายคลึงกับการธนาคาร และประกอบกิจการสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการให้กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ย เป็นการประกอบธุรกิจให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลังในทางการค้าปกติ โดยร่วมกันจัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้ผู้มีชื่อและบุคคลอื่นทั่วไปกู้ยืมเงิน โดยไม่มีทรัพย์หรือทรัพย์สินเป็นหลักประกัน อันเป็นกิจการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการธนาคาร และเป็นกิจการให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาต เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่านอกจากโจทก์ร่วมแล้ว ยังมีบุคคลอื่นใดที่จำเลยที่ 1 ให้กู้ยืมเงินโดยประสงค์ที่จะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลประโยชน์ตอบแทนอันเป็นทางค้าปกติของจำเลยที่ 1 แต่กลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพค้าขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างโดยจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด อีกทั้งยังได้ความจากพันตำรวจโทประยงค์ พนักงานสอบสวน พยานโจทก์ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ร้านค้าของจำเลยที่ 1 อยู่ห่างจากสถานีตำรวจเพียง 300 เมตร พยานไม่เคยได้ยินว่าจำเลยที่ 1 ปล่อยเงินกู้ หรือมีบุคคลใดมาร้องเรียนกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ปล่อยเงินกู้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จัดหามาซึ่งเงินทุนแล้วให้บุคคลทั่วไปกู้ยืมเงินเป็นทางค้าปกติ ลำพังการที่จำเลยที่ 1 ให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน ถือไม่ได้ว่าเป็นการประกอบกิจการอันมีสภาพคล้ายคลึงกับการธนาคาร และประกอบกิจการสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่อง สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (3) (7) และข้อ 16 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ นั้น เห็นว่า ปัญหาว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของโจทก์ร่วม เมื่อความผิดตามฟ้องมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วยเหตุผลว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหาย ย่อมไม่กระทบอำนาจฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับอำนาจในการเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้อนี้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 (ก) จำคุก 3 เดือน และปรับ 900 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 600 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับนอกจากให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงินแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินในลักษณะเดียวกันอีก พฤติการณ์กระทำความผิดไม่ร้ายแรงนัก โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
โจทก์ร่วม — นาง ศ.
จำเลย — นางสาว ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายจีรวัต สิทธิคงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวุฒิ มณีนิล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2891/2565
#685760
เปิดฉบับเต็ม

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์เป็นเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ หาใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิด้วย จึงเป็นเพียงเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 1 (8) เมื่อจำเลยปลอมและนำใบอนุญาตประกอบวิชาชีพปลอมดังกล่าวมาใช้ประกอบในการทำงานกับผู้เสียหายในตำแหน่งหน้าที่พยาบาล การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) แต่โจทก์ฟ้องคดีและได้ตัวจำเลยมายังศาลเกินสิบปี นับแต่วันกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 27, 28, 46

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 27, 46 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมนั้นเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี ฐานมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ กระทำการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 27, 46 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม กับฐานกระทำการพยาบาลหรือการผดุงครรภ์ หรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต เป็นการกระทำสองกรรมต่างกันหรือไม่ นั้น เห็นว่า ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์เป็นเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ หาใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิด้วย จึงเป็นเพียงเอกสารราชการตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยปลอมใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์และนำใบอนุญาตประกอบวิชาชีพปลอมดังกล่าวมาใช้ประกอบในการทำงานกับบริษัท ม. ผู้เสียหาย ในตำแหน่งหน้าที่พยาบาล การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงการปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) ไม่ใช่เป็นการปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งแม้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามที่ได้ความจากทางพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย แต่การจะลงโทษจำเลยก็ต้องพิจารณาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ด้วย เมื่อตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี แต่โจทก์ฟ้องคดีและได้ตัวจำเลยมายังศาลเกินสิบปี นับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) คดีของโจทก์สำหรับข้อหานี้จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และต้องพิพากษายกฟ้องในความผิดข้อหาดังกล่าว ตามมาตรา 185 วรรคหนึ่ง กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 27, 46 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (8) ม. 95 ม. 264 ม. 265 (เดิม) ม. 268 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นายกีรวัฒน์ ฤทธิเพชร์
ศาลอุทธรณ์ — นายกันตธรณ์ กันตธนาธรณ์
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2878/2565
#684596
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับซึ่งเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายกิจการ แต่ก่อนที่โจทก์จะนำเช็คพิพาททั้งสามฉบับไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ทั้งสองฝ่ายมีข้อขัดแย้งกันต่างฝ่ายต่างอ้างว่า อีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา กล่าวคือ จำเลยที่ 2 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์จดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อประกอบธุรกิจรับจ้างเหมาแรงงานอันเป็นการค้าแข่งกับกิจการตามสัญญาที่มีต่อกัน ส่วนโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 โอนกิจการของจำเลยที่ 1 ที่จะซื้อขายกันไปให้บริษัทอื่นในระหว่างผ่อนชำระหนี้ แม้เหตุในการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 2 โจทก์ยังโต้แย้งอยู่ว่าไม่มีข้อกำหนดในสัญญาให้สิทธิจำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาได้ก็ตาม แต่การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 2 และขอให้คืนกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 แก่โจทก์เท่ากับยอมรับที่จะเลิกสัญญากัน ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นผลผูกพันและทำให้ทั้งสองฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อสัญญาเลิกกันจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือและมีสิทธิระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดนั้นได้ การที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับจึงถือไม่ได้ว่ามีเจตนาทุจริต จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ขายกิจการรวมทั้งบริษัทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 40,000,000 บาท โดยให้ผ่อนชำระรวม 60 งวด ตามสัญญาขายธุรกิจ ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 มีการตกลง ทำสัญญากันใหม่เป็นสัญญาจะซื้อจะขายกิจการ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คของจำเลยที่ 1 เป็นเช็คธนาคาร จำนวน 60 ฉบับ ฉบับละ 350,000 บาท เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวให้แก่โจทก์ เช็คพิพาททั้งสามฉบับ คือ ฉบับลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 วันที่ 10 สิงหาคม 2562และวันที่ 10 กันยายน 2562 เป็นเช็คที่รวมอยู่ในจำนวน 60 ฉบับดังกล่าว เมื่อเช็คพิพาททั้งสามฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสามฉบับ โดยให้เหตุผลอย่างเดียวกันว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับซึ่งเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายกิจการ แต่ก่อนที่โจทก์จะนำเช็คพิพาท ทั้งสามฉบับไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ทั้งสองฝ่ายมีข้อขัดแย้งกันต่างฝ่ายต่างอ้างว่า อีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา กล่าวคือ จำเลยที่ 2 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์จดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อประกอบธุรกิจรับจ้างเหมาแรงงานอันเป็นการค้าแข่งกับกิจการตามสัญญาที่มีต่อกัน ส่วนโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 โอนกิจการของจำเลยที่ 1 ที่จะซื้อขายกันไปให้บริษัทอื่นในระหว่างผ่อนชำระหนี้ แม้เหตุในการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 2 โจทก์ยังโต้แย้งอยู่ว่าไม่มีข้อกำหนดในสัญญาให้สิทธิจำเลยที่ 2 บอกเลิกสัญญาได้ก็ตาม แต่การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 2 และขอให้คืนกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 แก่โจทก์เท่ากับยอมรับที่จะเลิกสัญญากัน ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นผลผูกพันและทำให้ทั้งสองฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อสัญญาเลิกกันจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือและมีสิทธิระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดนั้นได้ ที่โจทก์อ้างว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยระบุให้จำเลยที่ 2 โอนหุ้นและกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 คืนแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 มิได้ดำเนินการ สัญญาย่อมไม่ระงับ จำเลยที่ 2 ต้องผูกพันปฏิบัติตามสัญญา เช็คพิพาททั้งสามฉบับ จึงยังมีมูลหนี้อยู่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 จะต้องดำเนินการโอนหุ้นและกิจการ ของบริษัทจำเลยที่ 1 คืนให้แก่โจทก์เพื่อให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมนั้นเป็นเรื่องผลของการเลิกสัญญาซึ่งต้องกระทำภายหลังจากเลิกสัญญากันแล้ว หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ไม่มีผลทำให้สัญญาซึ่งเลิกกันแล้วกลับมีผลผูกพันกันต่อไปอีก การที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับจึงถือไม่ได้ว่ามีเจตนาทุจริต จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตามฟ้อง ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 284 – 285/2553 ที่โจทก์อ้างมานั้นเป็นกรณีธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คก่อนมีการบอกเลิกสัญญา ข้อเท็จจริงจึงไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์นอกจากนี้เป็นประเด็นปลีกย่อยไม่มีผลทำให้คดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — บริษัท ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวนิโลบล หิรัญรัศ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
สุวิชา นาควัชระ
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2868/2565
#684818
เปิดฉบับเต็ม

นิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงไม่ว่าจะกรณีใด สิทธิและหน้าที่อันเกิดจากการปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไปด้วย จำเลยย่อมไม่มีหน้าที่จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง น้ำมัน ค่าเที่ยว หรือค่าโทรศัพท์ตามสัญญาจ้างแรงงานให้แก่โจทก์อีกต่อไป เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์อีก

แม้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะมีคำสั่งที่ 378/2561 ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานพร้อมทั้งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับโจทก์กลับเข้าทำงาน เพราะเห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมก็ตาม แต่คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าวก็เป็นเพียงการใช้อำนาจตามที่กฎหมายแรงงานสัมพันธ์กำหนดไว้เท่านั้น หาใช่เป็นการถือเสมือนว่าจำเลยไม่เคยเลิกจ้างโจทก์ อำนาจการรับโจทก์กลับเข้าทำงานจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมเพื่อผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงานเดิมย่อมเป็นของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง เพราะหากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงานอาจต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ต่อเนื่องไปตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานจากจำเลยนับแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างซึ่งเป็นวันที่สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงแล้วได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหาย 816,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 598,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งกันและศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งพนักงานขับรถหัวลาก 18 ล้อ ส่งสินค้าให้ห้างเทสโก้โลตัสตามสาขาต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 9,775 บาท ได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงน้ำมันรายเดือน ค่าเที่ยวตามจำนวนเที่ยวที่วิ่งงานตามเงื่อนไขของจำเลย และค่าโทรศัพท์ที่ใช้ในธุรกิจของจำเลย โจทก์เป็นกรรมการสหภาพแรงงาน ล. เดือนกันยายน 2558 สหภาพแรงงาน ล. ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลย วันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 จำเลยไม่ได้มอบหมายงานให้โจทก์ไปส่งสินค้าตามต่างจังหวัด โจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งที่ 1-4/2559 ให้จำเลยมอบหมายงานในตำแหน่งที่โจทก์ทำงานตามปกติ ต่อมาจำเลยมีคำสั่งย้ายงานโจทก์ซึ่งต้องทำงานเป็นกะ ทำให้ไม่มีเวลาเข้างานและออกงานเช่นเดียวกับตำแหน่งเดิม วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งที่ 308/2559 วินิจฉัยว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม และมีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมกับจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับกลับเข้าทำงาน วันที่ 22 มิถุนายน 2559 จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถตามปกติ วันที่ 23 มิถุนายน 2559 จำเลยมีคำสั่งไม่ให้โจทก์ขับรถและไม่ให้เข้าพื้นที่ทำงาน วันที่ 6 กันยายน 2561 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งที่ 378/2561 วินิจฉัยว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม และมีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานพร้อมทั้งให้จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยฟ้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ตามคดีหมายเลขดำที่ ร.290/2562 คดีหมายเลขแดงที่ ร.3466/2562 ของศาลแรงงานกลางแล้ว ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ แต่กลับย้ายงานโจทก์ไม่ให้ทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถส่งสินค้าตามเดิมทำให้โจทก์ขาดรายได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ถูกบีบคั้นทางจิตใจ อันเป็นการกระทำใด ๆ อันอาจเป็นผลให้โจทก์ไม่สามารถทำงานอยู่ต่อไปได้ เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ ถือว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมดังที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์จากการที่ไม่มอบหมายงานตามปกติซึ่งเป็นค่าเที่ยวเดือนละ 8,000 บาท เงินรางวัลเดือนละ 16,000 บาท และค่าโทรศัพท์เดือนละ 1,000 บาท รวมเป็นเงินเดือนละ 25,000 บาท ส่วนค่าเดินทางที่โจทก์เรียกร้องไม่ปรากฏว่าจำเลยมีข้อตกลงจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว เมื่อคำนวณค่าเสียหายของโจทก์ถึงวันฟ้องแล้วคิดเป็นเงิน 598,000 บาท ส่วนศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า หลังจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 6 กันยายน 2561 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งที่ 378/2561 วินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานพร้อมทั้งจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงต้องถือเสมือนหนึ่งว่าจำเลยไม่เคยเลิกจ้างโจทก์ แม้ต่อมาจำเลยฟ้องเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจึงมีผลผูกพันจำเลย ต้องถือว่าโจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างจำเลยจนถึงวันฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 ย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนถึงวันฟ้องได้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาเพียงว่า จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์หลังจากวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 6 กันยายน 2561 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงน้ำมัน ค่าเที่ยว และค่าโทรศัพท์ โดยอ้างว่าจำเลยทำผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ ไม่ได้ขับรถส่งสินค้า โจทก์ต้องขาดประโยชน์ในเงินดังกล่าว ซึ่งเป็นการเรียกค่าเสียหายอันมีมูลมาจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น หากนิติสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงไม่ว่าจะกรณีใด สิทธิและหน้าที่อันเกิดจากการปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไปด้วย จำเลยย่อมไม่มีหน้าที่จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงน้ำมัน ค่าเที่ยว หรือค่าโทรศัพท์ตามสัญญาจ้างแรงงานให้แก่โจทก์อีกต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่าในวันที่ 6 กันยายน 2561 จำเลยเลิกจ้างโจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์อีก แม้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะมีคำสั่งที่ 378/2561 ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานพร้อมทั้งให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับโจทก์กลับเข้าทำงาน เพราะเห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมก็ตาม แต่คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าวก็เป็นเพียงการใช้อำนาจตามที่กฎหมายแรงงานสัมพันธ์กำหนดไว้เท่านั้น หาใช่เป็นการถือเสมือนว่าจำเลยไม่เคยเลิกจ้างโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยไว้ไม่ อำนาจการรับโจทก์กลับเข้าทำงานจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมเพื่อผูกพันตามสัญญาจ้างแรงงานเดิมย่อมเป็นของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง เพราะหากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงานอาจต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ต่อเนื่องไปตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยยังไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานจากจำเลยนับแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างซึ่งเป็นวันที่สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงแล้วได้อีก โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายที่ศาลแรงงานภาค 1 กำหนดให้เดือนละ 25,000 บาท คิดถึงวันเลิกจ้างเป็นจำนวน 20 เดือน 6 วัน คิดเป็นเงิน 505,000 บาท เท่านั้น ที่ศาลแรงงานภาค 1 กำหนดค่าเสียหายให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง แม้ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเป็นหนี้เงินที่โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกรณีดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดของค่าเสียหายในขณะเกิดเหตุคดีนี้ แต่เมื่อในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี โดยไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 505,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 ธันวาคม 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 40 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — บริษัท ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายสิงห์ชัย สุพรรณพงษ์
- นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2862/2565
#689124
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกต่างทราบดีอยู่แล้วว่าเงินที่ต่างเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องได้มาจากการค้ายาเสพติด โดยจำเลยกับพวกสมคบกันกระทำการเพื่อโอนและรับโอนเงินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดนั้นด้วยเจตนาปกปิดแหล่งที่มาของเงินดังกล่าว อันเป็นการฟอกเงิน ด้วยการใช้บัญชีเงินฝากของ ท. ม. ส. อ. และ ว. เพื่อโอนและรับโอนเงิน แล้วจำเลยรวบรวมเงินที่ได้รับมาไปมอบให้แก่กลุ่มผู้ค้ายาเสพติด จึงต้องถือว่าการที่ ท. ม. ส. อ. และ ว. ฟอกเงินด้วยการโอนและรับโอนเงินที่ได้มาดังกล่าวเป็นการกระทำของจำเลยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 100 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 66 ปี 8 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เฉพาะตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.10 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี ยกฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึงข้อ 1.9 และข้อ 1.11

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2561 เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมกันจับกุมนายคชา ตามหมายจับของศาลจังหวัดสมุทรปราการในข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) และได้มีการสืบสวนขยายผลจนนำไปสู่การจับกุมนายไพบูลย์ นายสิทธิพงค์ และนางสาวสุชาดา โดยกล่าวหาว่าร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 61,054 เม็ด และชนิดเกล็ดน้ำหนักประมาณ 589 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 7 เครื่อง กับทรัพย์สินอื่นหลายรายการเป็นของกลาง และวันที่ 2 เมษายน 2561 จับกุมนายอภิชิต และนายรณชัย ด้วยข้อกล่าวหาเดียวกัน พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 1,832 เม็ด ที่แตกหักเป็นซีกและป่นน้ำหนักประมาณ 10 กรัม และชนิดเกล็ด 4 ซอง น้ำหนักประมาณ 37 กรัม เป็นของกลาง นางสาวทับทิม มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 024-3-67xxx-x นางสาวเมวิกา มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 024-1-72xxx-x นางสาวสุกัญญา มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 017-1-87xxx-x นางสาวอภิญญา มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 271-2-17xxx-x นางสาวเมวิสา มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 030-3-38xxx-x ส่วนจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 176-2-55xxx-x ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย นางสาวทับทิม และนางสาวเมวิกา โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามบันทึกการจับกุม ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา และนางสาวเมวิสาแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยกับพวกสมคบกันกระทำความผิดฐานฟอกเงินและร่วมกับนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา และนางสาวเมวิสากระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกัน อันเป็นความผิดหลายกรรมตามฟ้องนั้น โจทก์มีพันตำรวจโทอุดมรัตน์ รองผู้กำกับการ กองบังคับการข่าวกรองยาเสพติด เป็นพยานเบิกความถึงพฤติการณ์ก่อนจับกุมจำเลยว่า สืบเนื่องมาจากหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายคชาแล้ว พยานได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายคชาพบข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์เรื่องนัดหมายส่งมอบยาเสพติดกัน จึงขยายผลการสอบสวนจนเจ้าพนักงานตำรวจสามารถติดตามจับกุมนายไพบูลย์ นายสิทธิพงค์ นายอภิชิต และนายรณชัยได้พร้อมของกลางหลายรายการ และจากการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายไพบูลย์ยังพบข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์แจ้งหมายเลขบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมให้สมาชิกในกลุ่มไลน์ทราบจึงดำเนินการสืบสวนต่อมา และจากการสืบสวนต่อมาพบว่ามีกระแสเงินหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกาจำนวนมาก โดยเป็นการรับโอนเงินจากที่ต่าง ๆ และเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากที่ธนาคารสาขาต่าง ๆ ในตัวอำเภอแม่สายซึ่งเป็นการผิดปกติ จึงได้แจ้งให้พันตำรวจโทปัญญา ทราบเพื่อสะกดรอยติดตาม และโจทก์มีพันตำรวจโทปัญญา สารวัตรกองกำกับการ 3 กองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด เป็นพยานเบิกความว่า พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการสืบสวนพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินของผู้เกี่ยวข้องกับเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดของนายไพบูลย์กับพวกที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้แล้ว โดยในเบื้องต้นทราบว่านายไพบูลย์โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมซึ่งทำงานที่ห้างสรรพสินค้า ห. ในตัวอำเภอแม่สาย พยานกับพวกจึงเฝ้าติดตามดูพฤติกรรมของนางสาวทับทิมอย่างต่อเนื่อง ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 ช่วงพักเที่ยง พยานเห็นนางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกาซึ่งทำงานที่เดียวกัน ขับรถจักรยานยนต์ไปธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาแม่สาย นางสาวทับทิมเข้าไปในธนาคารเพียงคนเดียว ไม่นานก็ถือซองสีน้ำตาลออกมายื่นให้นางสาวเมวิกาแล้วพากันกลับไปยังที่ทำงาน แล้วนางสาวเมวิกานำซองสีน้ำตาลไปเก็บที่ตู้ล็อกเกอร์ของห้างสรรพสินค้า ห. สำหรับให้พนักงานใช้เก็บสัมภาระ จนเวลาประมาณ 18 นาฬิกา นางสาวเมวิกาได้ไปนำซองสีน้ำตาลดังกล่าวออกมามอบให้จำเลยซึ่งทำงานที่ห้างสรรพสินค้า ห. เช่นกัน ก่อนที่จำเลยจะนำซองสีน้ำตาลใส่กระเป๋าเป้ให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งนำข้ามไปยังฝั่งประเทศเมียนมา วันที่ 8 มีนาคม 2561 พยานกับพวกเฝ้าดูอยู่ที่หน้าห้างสรรพสินค้า ห. เวลาประมาณ 17 นาฬิกา เห็นจำเลยเดินไปเปิดตู้ล็อกเกอร์ หยิบสิ่งของคล้ายซองใส่เงินนำใส่กระเป๋าแล้วขับรถจักรยานยนต์ไปที่ร้านกาแฟชื่อ ฮ. ของนางสาวสุกัญญา และจากการสืบสวนพบว่าจำเลยไปที่ร้านกาแฟดังกล่าวบ่อย ๆ จากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปทางตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย แล้วไม่มีความเคลื่อนไหวใดอีก วันรุ่งขึ้นจำเลยก็มีพฤติการณ์ทำนองเดียวกัน เพียงแต่เมื่อจำเลยเปิดตู้ล็อกเกอร์นำซองสีน้ำตาลออกมาและเดินออกไปทางบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า ห. แล้ว พยานตามจำเลยไปไม่ทัน ครั้นวันที่ 21 มีนาคม 2561 ช่วงเวลาบ่าย พยานเห็นนางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกาขับรถจักรยานยนต์ไปที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) อีกครั้ง นางสาวทับทิมเข้าไปในธนาคารและกลับออกมาพร้อมซองสีน้ำตาลแล้วเดินทางกลับ จนกระทั่งเวลาประมาณ 20 นาฬิกา พยานเห็นจำเลยเดินไปเปิดตู้ล็อกเกอร์พร้อมกับหยิบซองสีน้ำตาลใส่กระเป๋าแล้วเดินทางมุ่งหน้าไปยังพรมแดนแม่สาย เมื่อทำพิธีการที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเสร็จแล้วจึงเดินข้ามสะพานไปยังฝั่งประเทศเมียนมา พยานจึงทำรายงานเสนอพนักงานสอบสวนตามบันทึกผลการสืบสวน ซึ่งปรากฏรายละเอียดการสืบสวนและพฤติการณ์ของนางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกาเป็นระยะ รวมทั้งสำเนาข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ของนายไพบูลย์กับพวกที่พาดพิงถึงการโอนเงินและเลขที่บัญชีของนางสาวทับทิมอันเป็นมูลเหตุให้มีการสืบสวนขยายผลต่อมา กับมีรายละเอียดการโอนและรับโอนเงินในบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา และนางสาวเมวิสามากมายหลายรายการและจากท้องที่ต่าง ๆ กัน บางวันมีการทำธุรกรรมกันหลายครั้ง แต่ละรายการเป็นเงินจำนวนมากตั้งแต่หลักหลายหมื่นบาท หลายแสนบาทถึงล้านบาท ซึ่งมีทั้งภาพถ่ายบุคคลและสำเนาเอกสารสอดคล้องกับแต่ละเหตุการณ์ อันแสดงให้เห็นว่าเจ้าพนักงานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างดำเนินการสืบสวนไปตามหน้าที่อย่างจริงจังโดยละเอียดและเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับเรื่อยมา กับโจทก์มีร้อยตำรวจเอกวีรศักดิ์ รองสารวัตร และพันตำรวจโทธนา รองผู้กำกับการ กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 เป็นพยานเบิกความว่า ร้อยตำรวจเอกวีรศักดิ์เป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยได้ที่ร้าน ฮ. ส่วนพันตำรวจโทธนาร่วมจับกุมนางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกา แล้วพาไปตรวจค้นที่ห้างสรรพสินค้า ห. พร้อมกัน จากการตรวจค้นตู้ล็อกเกอร์หมายเลข 18 ของจำเลย พบเงิน 2,118,000 บาท กับสมุดบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา และนางสาวอภิญญา ซึ่งสนับสนุนให้เชื่อได้ว่า จำเลย นางสาวทับทิม และนางสาวเมวิกาต่างมีความเกี่ยวข้องและมีพฤติการณ์ตามทางการสืบสวนของพันตำรวจโทอุดมรัตน์และพันตำรวจโทปัญญาจริง ซึ่งในข้อนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกวีรศักดิ์ประกอบบันทึกการตรวจยึดท้ายบันทึกการจับกุม ด้วยว่า ในชั้นตรวจค้นและยึดของกลางนั้น พยานสอบถามจำเลย นางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกาแล้ว ต่างให้ถ้อยคำไปในทำนองเดียวกันว่าจำเลยเป็นผู้สั่งการให้นางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกาไปเบิกถอนเงินสดแล้วนำมาเก็บไว้ในตู้ล็อกเกอร์ เมื่อเลิกงานแล้วจำเลยจะนำเงินดังกล่าวไปมอบให้นายเล ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง ชาวเมียนมาที่ฝั่งประเทศเมียนมา นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโทธานินทร์ พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้สอบคำให้การนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา และจำเลยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งแม้บุคคลทั้งสามจะให้การปฏิเสธ แต่ก็ให้การตรงกันในสาระสำคัญสรุปความได้ว่า จำเลยเป็นผู้ชักชวนและขอใช้บัญชีเงินฝากธนาคารของนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา และนางสาวเมวิสาเพื่อโอนและรับโอนเงินแล้วจำเลยจะรวบรวมเงินที่ได้รับมาไปมอบให้นายเลชาวเมียนมา อันเป็นพฤติการณ์ตรงกับที่พันตำรวจโทอุดมรัตน์และพันตำรวจโทปัญญาได้มาจากการสืบสวนข้างต้น จำเลยเองก็ไม่ได้นำสืบปฏิเสธว่าพฤติการณ์ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรวมทั้งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยกับพวกตามบันทึกคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้อง อันจะแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำตามที่โจทก์กล่าวอ้างอย่างไร ส่วนข้อที่จำเลยกล่าวอ้างในชั้นสอบสวนว่า จำเลยเพียงทราบจากนายเลว่าเงินที่จะรับโอนมาเป็นเงินที่ญาติของนายเลขายที่ดินในประเทศไทย ก็ขัดต่อเหตุผล เพราะการโอนและรับโอนเงินแต่ละครั้งได้กระทำขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นระยะ ๆ แต่ละครั้งเป็นเงินจำนวนมาก และในบางวันยังมีการรับโอนเงินหลายครั้ง ผิดวิสัยของการค้าขายปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังปรากฏจากแผนภูมิเชื่อมโยงบัญชีเงินฝากและข้อมูลการทำรายการอิเล็กทรอนิกส์ผ่านบัญชีเงินฝาก ประกอบคำเบิกความของพันตำรวจโทธานินทร์ และรายการบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา นางสาวเมวิสา และจำเลย ด้วยว่า จำนวนเงินที่มีการโอนและรับโอนนั้น ล้วนแต่เกินฐานะและรายได้ของแต่ละคนทั้งสิ้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยกับพวกต่างทราบดีอยู่แล้วว่าเงินที่ต่างเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องดังกล่าวได้มาจากการค้ายาเสพติด ทั้งนี้โดยจำเลยกับพวกสมคบกันกระทำการเพื่อโอนและรับโอนเงินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดด้วยเจตนาปกปิดแหล่งที่มาของเงินดังกล่าว อันเป็นการฟอกเงิน ด้วยการใช้บัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา และนางสาวเมวิสาเพื่อโอนและรับโอนเงินแล้วจำเลยรวบรวมเงินที่ได้รับมาไปมอบให้แก่กลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ดังนั้น จึงต้องถือว่าการที่นางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา และนางสาวเมวิสาฟอกเงินด้วยการโอนและรับโอนเงินที่ได้มาดังกล่าวเป็นการกระทำของจำเลยด้วย หาใช่รับฟังได้เพียงว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องเฉพาะกรณีที่นางสาวทับทิมรับโอนเงินจากนายสิทธิพงค์และนายอภิชิตเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2561 และวันที่ 24 มกราคม 2561 ตามคำให้การชั้นสอบสวนของพันตำรวจโทธานินทร์และพันตำรวจโทอุดมรัตน์เท่านั้น ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่อย่างใดไม่ และเมื่อปรากฏจากแผนภูมิเชื่อมโยงบัญชีเงินฝากและข้อมูลการทำรายการอิเล็กทรอนิกส์ผ่านบัญชีเงินฝากว่า ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2561 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมผ่านเครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติ (เครื่องเอทีเอ็ม) เข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิกา 34 ครั้ง เป็นเงิน 13,965,000 บาท ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2561 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิกาผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม 25 ครั้ง เป็นเงิน 11,986,000 บาท ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 17 มีนาคม 2560 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวสุกัญญาผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย 2 ครั้ง เป็นเงิน 219,000 บาท ระหว่างวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2561 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวอภิญญาผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวสุกัญญา 11 ครั้ง เป็นเงิน 4,999,000 บาท ระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวสุกัญญา 18 ครั้ง เป็นเงิน 8,740,000 บาท วันที่ 31 ตุลาคม 2561 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิสาผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม 1 ครั้ง เป็นเงิน 100,000 บาท วันที่ 26 สิงหาคม 2560 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิสา 2 ครั้ง เป็นเงิน 1,000,000 บาท ระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิสาผ่านเครื่องเอทีเอ็มเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิกา 3 ครั้ง เป็นเงิน 1,030,000 บาท ระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 มีการถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิม 191 ครั้ง เป็นเงิน 228,876,000 บาท และระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 มีการถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากของนางสาวเมวิกา 30 ครั้ง เป็นเงิน 99,468,000 บาท ตรงตามที่โจทก์ฟ้องกับมีคำขอให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามแต่ละช่วงเวลา เช่นนี้ จำเลยจึงมีความผิดรวม 10 กระทง ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 10 กระทง โดยให้บังคับโทษจำเลยไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (1) ม. 5 (2) ม. 9 วรรคสอง ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ห.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรพันธุ์ บุญช่วย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
กาญจนา ชัยคงดี
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2825/2565
#684763
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเปิดบริษัท ท. ประกอบกิจการอันเป็นการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ อันเป็นข้อห้ามที่ระบุในกฎผู้ถือหุ้น การที่จำเลยถูกริบหุ้นนำออกขายทอดตลาดเพื่อชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กฎผู้ถือหุ้น ข้อ 6. ระบุถึงผลแห่งการที่ผู้ถือหุ้นทำการก่อตั้งบริษัทซึ่งกระทำธุรกิจประเภทเดียวกันกับบริษัทซึ่งส่งผลให้บริษัทเกิดความเสียหายว่า ผู้ถือหุ้นดังกล่าวยินยอมให้ริบหุ้นส่วนทั้งหมดที่ครอบครองอยู่และยินยอมชดใช้ค่าปรับอีกหนึ่งร้อยเท่าของความเสียหายที่ประเมินได้ และหรือความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินได้ซึ่งความเสียหายประเภทนี้จะใช้การคาดการณ์ความเสียหายเป็นมูลค่าแทน ข้อตกลงเช่นนี้เป็นการกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้นเหตุหมดสิทธิจากบริษัทอันเป็นการชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทเมื่อผู้ถือหุ้นนั้นล่วงละเมิดข้อตกลงในระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกันที่จะไม่กระทำการค้าขายแข่งขันกับบริษัท ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เกิดจากความสมัครใจและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่ตกเป็นโมฆะ สามารถใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 1,496,905.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ริบหุ้นของจำเลย หมายเลขหุ้น 142501 ถึง 202500 จำนวน 60,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดตามกฎหมาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 916,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบหุ้นของจำเลย หมายเลขหุ้น 142501 ถึง 202500 จำนวน 60,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดตามกฎหมายนำเงินมาชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยไม่ต้องชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจำหน่ายเคมีภัณฑ์ ผสมหรือแบ่งบรรจุหรือผลิตน้ำยาล้างทำความสะอาดผิวโลหะหรือน้ำยาเคลือบผิวโลหะ มีนายสรธภพผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ 60,000 หุ้น เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2547 ผู้ถือหุ้นและบริษัทโจทก์ร่วมกันทำข้อตกลงเกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นของผู้เกี่ยวข้อง การบริหารจัดการบริษัท การถอนหุ้น ตลอดจนการห้ามผู้ถือหุ้นทำการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ ซึ่งอาจทำให้บริษัทโจทก์ได้รับความเสียหาย รวมทั้งบทลงโทษสำหรับผู้ถือหุ้นที่ฝ่าฝืน กฎผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย ตามกฎผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ ข้อ 6 ระบุว่า ผู้ถือหุ้นท่านใดกระทำการแข่งขันรวมถึงสนับสนุนบริษัทอื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งของบริษัทและหรือก่อตั้งบริษัทซึ่งกระทำธุรกิจประเภทเดียวกับบริษัท ซึ่งส่งผลให้บริษัทเกิดความเสียหายทั้งทางตรงและหรือทางอ้อม ทั้งปัจจุบันและอนาคตถือว่าผู้ถือหุ้นท่านนั้นหมดสิทธิจากสภาพการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท รวมถึงยินยอมให้ริบหุ้นทั้งหมดที่ครอบครองอยู่และยินยอมชดใช้ค่าปรับอีกหนึ่งร้อยเท่าของความเสียหายที่ประเมินได้ ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 จำเลยจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท ท. มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจำหน่ายเคมีภัณฑ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายมีรายได้ลดลงเพียงใด เมื่อพิจารณาทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างแล้ว หุ้นซึ่งจำเลยถือทั้งหมดมูลค่า 600,000 บาท น่าจะพอสมควรแก่ความเสียหายที่โจทก์ได้รับ จึงให้ริบหุ้นทั้งหมดของจำเลยเพียงประการเดียว แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1143 บัญญัติห้ามมิให้บริษัทจำกัดเป็นเจ้าของถือหุ้นตนเอง จึงให้ริบหุ้นของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดตามกฎหมาย และพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบหุ้นของจำเลยหมายเลขหุ้น 142501 ถึง 202500 จำนวน 60,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดตามกฎหมายนำเงินมาชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยไม่ต้องชำระเงินตามมูลค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แสดงว่า โจทก์พอใจในจำนวนค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโดยพิจารณาตามมูลค่าหุ้นของจำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า การเปิดบริษัท ท. ของจำเลย เป็นการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ตามข้อห้ามที่ระบุในกฎผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยเปิดบริษัทใหม่เป็นการประกอบอาชีพโดยสุจริตเพราะกรรมการบริษัทโจทก์ทำการทุจริตปลดจำเลยออกจากการเป็นพนักงานบริษัทโจทก์ เป็นเหตุให้จำเลยไม่มีรายได้ใด ๆ การที่ลูกค้าบริษัทโจทก์มาซื้อสินค้าจากบริษัทจำเลยเพราะทราบเรื่องความขัดแย้งกันในบริษัทโจทก์ จึงประสงค์เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนการค้าของจำเลย มิใช่เกิดจากการที่จำเลยทำการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ ปัญหานี้โจทก์มีนายสรธภพผู้รับมอบอำนาจเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ จำเลยก่อตั้งบริษัท ท. มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการจำหน่ายสารเคมีและผลิตภัณฑ์เคมี ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์เป็นอย่างเดียวกับโจทก์ เพื่อประโยชน์ในการแข่งขันทางธุรกิจการค้ากับโจทก์ บุคคลทั่วไปที่จำเลยค้าขายด้วยเข้าใจว่าเป็นสินค้าของบริษัทโจทก์ จำเลยขายสินค้าของบริษัท ท. ของจำเลยให้แก่ลูกค้าของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยจำเลยให้การรับว่าบุคคลที่ติดต่อค้าขายกับจำเลยส่วนใหญ่ต่างทราบเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์และต่างเต็มใจและเห็นใจที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนจำเลย ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยจัดตั้งบริษัท ท. ภายหลังจากที่จำเลยถูกปลดออกจากการเป็นพนักงานของบริษัทโจทก์แล้ว แต่จำเลยยังมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ ผลประกอบการของบริษัท ท. ยังคงขาดทุน ไม่ได้มีผลกำไรตามคำฟ้อง เห็นว่า วันที่ 12 พฤษภาคม 2557 จำเลยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ท. ขณะนั้นจำเลยยังคงมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ เมื่อจำเลยให้การรับว่า บุคคลที่ติดต่อค้าขายกับจำเลยส่วนใหญ่ต่างทราบเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ ทั้งต่างเต็มใจและเห็นใจที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนจำเลย เท่ากับจำเลยรับว่าลูกค้าของบริษัท ท. ที่จำเลยจัดตั้งขึ้นนั้นเป็นลูกค้าของบริษัทโจทก์ด้วย แม้สถานที่ตั้งของบริษัทโจทก์และบริษัท ท. ที่จำเลยจัดตั้งขึ้นจะมีสถานที่ตั้งต่างพื้นที่กัน โดยบริษัทโจทก์มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนบริษัท ท. ของจำเลยมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครก็ตาม แต่การที่ลูกค้าของบริษัททั้งสองซึ่งอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกันกลับเป็นข้อบ่งชี้ว่า บริษัท ท. ของจำเลย สามารถประกอบกิจการค้าแข่งขันกับการประกอบกิจการของบริษัทโจทก์ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ จำเลยมิได้ปฏิเสธว่าบริษัท ท. ประกอบธุรกิจต่างประเภทกับธุรกิจของบริษัทโจทก์ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์การประกอบธุรกิจและฐานลูกค้าของบริษัททั้งสองประกอบกันแล้ว ย่อมรับฟังได้ว่า การเปิดบริษัท ท. ของจำเลยเป็นการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์อันเป็นข้อห้ามที่ระบุในกฎผู้ถือหุ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อสุดท้ายว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ริบหุ้นของจำเลยที่ถืออยู่ในบริษัทโจทก์ชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายจากการริบหุ้นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำมาชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการกำหนดค่าเสียหายเกินกว่าความเป็นจริง การกำหนดเบี้ยปรับเป็นการริบหุ้นไม่เหมาะสมกับความเสียหายที่โจทก์ได้รับนั้น

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กฎผู้ถือหุ้น ข้อ 6. ระบุถึงผลแห่งการที่ผู้ถือหุ้นทำการก่อตั้งบริษัทซึ่งกระทำธุรกิจประเภทเดียวกันกับบริษัทซึ่งส่งผลให้บริษัทเกิดความเสียหายว่า ผู้ถือหุ้นดังกล่าวยินยอมให้ริบหุ้นส่วนทั้งหมดที่ครอบครองอยู่และยินยอมชดใช้ค่าปรับอีกหนึ่งร้อยเท่าของความเสียหายที่ประเมินได้ และหรือความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินได้ซึ่งความเสียหายประเภทนี้จะใช้การคาดการณ์ความเสียหายเป็นมูลค่าแทน ข้อตกลงเช่นนี้เป็นการกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้นเหตุหมดสิทธิจากบริษัทอันเป็นการชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทเมื่อผู้ถือหุ้นนั้นล่วงละเมิดข้อตกลงในระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกันที่จะไม่กระทำการค้าขายแข่งขันกับบริษัทซึ่งเป็นข้อตกลงที่เกิดจากความสมัครใจและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่ตกเป็นโมฆะ สามารถใช้บังคับได้ เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นล่วงละเมิดข้อตกลงในระหว่างผู้ถือหุ้นกระทำการเปิดบริษัท ท. ค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามข้อตกลง หาใช่เป็นการกำหนดเบี้ยปรับด้วยการริบหุ้นซึ่งไม่เหมาะสมกับความเสียหายที่โจทก์ได้รับดังที่จำเลยฎีกาไม่ ปัญหาต่อไปจึงมีว่าโจทก์เสียหายเพียงใดนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าคิดเทียบจากกำไรของบริษัท ท. ในปี 2557 และปี 2558 แต่เมื่อพิจารณางบกำไรขาดทุนดังกล่าวกลับปรากฏว่า ในปี 2557 และปี 2558 บริษัท ท. มีผลประกอบการขาดทุน 891,041.31 บาท และ 605,864.68 บาท ตามลำดับ จึงไม่อาจนำงบกำไรขาดทุนดังกล่าวมาคิดเทียบเพื่อพิจารณาค่าเสียหายที่โจทก์ควรมีสิทธิได้รับจากการทำการค้าขายแข่งขันของจำเลยได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์การประกอบธุรกิจและลูกค้าของบริษัทจำเลยซึ่งมาจากกลุ่มลูกค้าของโจทก์ย่อมส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของโจทก์โดยตรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายด้วยการให้โจทก์ริบหุ้นซึ่งจำเลยถืออยู่ในบริษัทโจทก์นำออกขายทอดตลาดเหมาะสมแล้ว และเมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเพิ่มเติมแก่โจทก์อีกซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่จำเลย การกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวจึงไม่เกินกว่าความเป็นจริงดังที่จำเลยฎีกา การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ริบหุ้นของจำเลยที่ถืออยู่ในบริษัทโจทก์นำออกขายทอดตลาดนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ก.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายชาญศักดิ์ สมประโยชน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสมพร ธิติรังสี
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
สุทิน นาคพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2811/2565
#693453
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกไปจากห้องชุดพิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ว่า ห้องชุดพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง คดีฟ้องขับไล่จึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์อันเป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วย โดยหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยทั้งสองหากเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาท โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทคืนแก่จำเลยทั้งสองตามฟ้องแย้ง ดังนั้น การฟ้องขับไล่โดยมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ห้องชุด จึงเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีนั้นทั้งหมดแทนจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 จำเลยที่ 1 ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปโดยยื่นฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องชุดเลขที่ 25/57 อาคารชุด อ. ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 7475, 7477, 40551 ถึง 40555 และส่งมอบห้องชุดดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดของโจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 25/57 อาคารชุด อ. ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 7475, 7477, 40551 ถึง 40555 คืนแก่จำเลยทั้งสอง หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ กับให้โจทก์ส่งมอบหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทฉบับเจ้าของห้องชุดแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดเลขที่ 25/57 ชั้นที่ 23 อาคารชุด อ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 11/2536 ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 7475, 7477, 40551 ถึง 40555 พร้อมส่งมอบห้องชุดพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 75,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กันยายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดพิพาทจนเสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนฟ้องแย้งให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นออกหมายแจ้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 2 มกราคม 2566 เมื่อครบกำหนดแล้วปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระ จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น เป็นการทิ้งฎีกาในส่วนฟ้องแย้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 247 ให้จำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งออกจากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เนื่องจากในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย หมายเลขแดงที่ ล.1656/2562 จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แถลงขอเข้าว่าคดีเฉพาะส่วนฟ้องแย้งซึ่งเป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เข้ามาในคดีส่วนฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่ในส่วนฟ้องขับไล่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยตรง จึงไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จะดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) ให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะประเด็นฟ้องขับไล่ นั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกไปจากห้องชุดพิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ว่า ห้องชุดพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง คดีฟ้องขับไล่จึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์อันเป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วย โดยหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยทั้งสองหากเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาท โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทคืนแก่จำเลยทั้งสองตามฟ้องแย้ง ดังนั้น การฟ้องขับไล่โดยมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ห้องชุด จึงเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีนั้นทั้งหมดแทนจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปโดยยื่นฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะในส่วนเกี่ยวกับฟ้องขับไล่ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทไว้แทนจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เมื่อรูปคดีตามคำให้การและฟ้องแย้งกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทโดยโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน จึงไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น ฎีกาในประเด็นการครอบครองปรปักษ์จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 และ 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อตามข้อเท็จจริงนั้น โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทที่ได้จดทะเบียนแล้ว ย่อมสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 โจทก์เป็นฝ่ายได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์เป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน จึงมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ซึ่งจากข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองว่าการจดทะเบียนโอนขายห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดีให้ขายทอดตลาดห้องชุดพิพาทนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากร โดยจำเลยที่ 1 มอบหมายให้นายซันจีฟ (MR. SANJEEP) พนักงานของบริษัท พ. ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน มีจำเลยที่ 1 กับนายฮาริส น้องชายของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัท ทำการโอนเงินจำนวน 230,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9,857,800 บาท ของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นหลักฐานทางการเงินของโจทก์ในการนำมาแสดงต่อกรมที่ดินสำหรับการจดทะเบียนซื้อขายห้องชุดพิพาทให้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน โดยไม่ได้ให้โจทก์ชำระค่าซื้อห้องชุดพิพาทอย่างใด เมื่อพิจารณาสำเนารายงานการขายเงินตราต่างประเทศให้ตัวแทนรับอนุญาต ซึ่งระบุว่านายซันจีฟเป็นผู้ส่งเงิน แต่เอกสารดังกล่าวหาได้มีข้อความแสดงหรือสื่อความหมายว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าซื้อห้องชุดพิพาทตามจำนวนเงินที่นายซันจีฟเป็นผู้ส่งเงิน หรือจำเลยที่ 1 ใช้เงินของบริษัท พ. จึงรับฟังได้เพียงเป็นหลักฐานการขายเงินตราต่างประเทศผ่านธนาคารพาณิชย์ตัวแทนที่ได้รับอนุญาตระหว่างนายซันจีฟ ผู้ส่ง กับโจทก์ ผู้ขายเงินตราต่างประเทศเท่านั้น ไม่อาจเป็นหลักฐานแสดงว่านายซันจีฟ โอนเงินของจำเลยที่ 1 หรือบริษัท พ. มาให้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการจดทะเบียนขายห้องชุดพิพาทให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน โดยในขณะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทยังไม่มีระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดของคนต่างด้าวและนิติบุคคลซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นคนต่างด้าว พ.ศ. 2547 ใช้บังคับ การจดทะเบียนซื้อขายห้องชุดพิพาทเป็นไปตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 19 (5) และแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 ว่า คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ต่อเมื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ดังนั้น ลำพังแต่สำเนารายงานการขายเงินตราต่างประเทศให้ตัวแทนรับอนุญาต จึงเป็นเพียงหลักฐานประกอบการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์คนต่างด้าวเท่านั้น มิใช่หลักฐานการนำเงินของจำเลยที่ 1 หรือจากบริษัท พ. มาใช้เป็นค่าซื้อห้องชุดพิพาทเอง โดยจำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบคำถามค้านเรื่องการขายห้องชุดพิพาทว่า ไม่มีการทำหลักฐานให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทแทนกับไม่มีพยานบุคคลใดรู้เห็น ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านางสาวอรุณี รู้เห็นเรื่องการโอนเงินของจำเลยที่ 1 นั้น นางสาวอรุณีซึ่งเป็นพนักงานบัญชีของบริษัท พ. บริษัทในเครือที่จดทะเบียนจัดตั้งอยู่ในราชอาณาจักรไทยและเป็นเลขานุการส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 บอกพยานเรื่องให้นายซันจีฟโอนเงิน 230,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9,857,800 บาท จากบริษัท พ. เข้ามาในราชอาณาจักรผ่านธนาคาร ฮ. โดยพยานพาจำเลยที่ 1 กับโจทก์ไปรับเงินจากธนาคาร สำนักงานสาขาในราชอาณาจักรไทย และเบิกความตอบคำถามค้านว่า ตามสำเนารายงานการขายเงินตราต่างประเทศให้ตัวแทนรับอนุญาต ไม่มีรายละเอียดว่าเงินที่ส่งให้โจทก์มาจากบริษัท พ. และหลังจากโจทก์ได้รับเงินที่ส่งมาแล้วได้ออกแคชเชียร์เช็คชำระหนี้จำนองห้องชุดพิพาทให้แก่กองทุนรวม ก. ผู้ที่จะยืนยันว่ามีการโอนเงินค่าห้องชุดพิพาทจากจำเลยที่ 1 เพื่อเปลี่ยนชื่อให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนคือนายซันจีฟ ตามคำเบิกความดังกล่าวแสดงว่านางสาวอรุณีเป็นเพียงได้รับฟังมาว่าการขายเงินตราต่างประเทศตามเอกสารดังกล่าวเป็นเงินของจำเลยที่ 1 เอง เมื่อนายซันจีฟไม่ได้มาเบิกความในคดี จึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งมิได้รู้เห็นการส่งเงินตามสำเนารายงานการขายเงินตราต่างประเทศ ไม่อาจนำมารับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 หรือบริษัท พ. เป็นผู้ส่งเงินชำระค่าซื้อห้องชุดพิพาท ส่วนเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 1 เกี่ยวกับการสืบหาทรัพย์สินของโจทก์ในสหราชอาณาจักรเพื่อเป็นหลักฐานว่าโจทก์ไม่อยู่ในฐานะมีเงินพอจะซื้อห้องชุดพิพาทได้ และเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 2 เรื่องการโอนเงินระหว่างนายฮาริส น้องชายของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ นั้น เป็นการอ้างเอกสารเพิ่มเติมจากบัญชีระบุพยานที่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้น โดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นพร้อมกับบัญชีระบุพยานและสำเนาบัญชีระบุพยาน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยพยานหลักฐานมาตรา 88 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงไม่อาจนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ กรณีเช่นนี้เมื่อจำเลยที่ 1 นำสืบไม่ได้ว่าสำเนารายงานการขายเงินตราต่างประเทศให้ตัวแทนรับอนุญาต เป็นการชำระค่าซื้อห้องชุดพิพาทโดยจำเลยที่ 1 เอง ก็ต้องฟังว่าโจทก์เป็นผู้ชำระเงินค่าซื้อห้องชุดพิพาท มิฉะนั้นแล้ว การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทและการมีต้นฉบับหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทไว้ในครอบครองของโจทก์ย่อมไม่อาจมีขึ้นได้ แม้โจทก์ไม่มีหลักฐานการนำเงินค่าซื้อห้องชุดพิพาทมอบให้แก่นายซันจีฟเพื่อให้ทำหลักฐานการโอนเงินตราต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทยหรือหลักฐานแสดงข้อตกลงระหว่างกันให้มีการซื้อห้องชุดพิพาทคืนต่อไปหากจำเลยที่ 1 มีฐานะดีขึ้น ก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 กลับมีน้ำหนักเหตุผลให้รับฟังได้ เมื่อภาระการพิสูจน์เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 กับครอบครัวอยู่อาศัยในห้องชุดพิพาทโดยไม่เก็บค่าเช่าหรือโจทก์ไม่เคยเข้ามาพักอาศัย หาใช่เป็นการยอมรับความเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ในห้องชุดพิพาท ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบอยู่ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันครอบครัวเนื่องจากโจทก์สมรสกับน้องสาวของภริยานายฮาริส และมีปัญหาเรื่องหนี้สิน การให้ความช่วยเหลือดังกล่าวไม่พอฟังว่าเป็นการกระทำในฐานะของผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน เมื่อจำเลยที่ 1 มีหน้าที่นำสืบตามที่อ้างให้เห็นว่าโจทก์ซื้อห้องชุดพิพาทโดยมิได้มีการชำระเงินตามสำเนารายงานการขายเงินตราต่างประเทศให้ตัวแทนรับอนุญาต เนื่องจากเป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์แทน แต่พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ได้ตามที่นำสืบ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทตามที่ได้จดทะเบียนซื้อมาจากจำเลยทั้งสอง มิใช่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — นาย ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวศิญาภัสร์ พีรสิทธิ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
ขนิษฐา อรุณวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2810/2565
#684564
เปิดฉบับเต็ม

การทำหนังสือสัญญาธุรกิจระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. และการทำคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์และคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีความเกี่ยวพันและเป็นลำดับสืบเนื่องกันมา ถือได้ว่า อ. เป็นตัวแทนของโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 จึงมีผลผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวถึงหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ไว้ในหนังสือสัญญาธุรกิจ และโจทก์ยื่นคำร้องโดยระบุข้อความว่า ขอถอนฟ้อง ประกอบกับโจทก์ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินลงทุนทั้งหมด ส่วนโจทก์เป็นผู้บริหารกิจการโดยมิได้ออกเงินลงทุนเพิ่มเติม แสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้คดียุติลงอย่างแท้จริง โดยนำหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้แปลงเป็นทุนในการทำธุรกิจร่วมกัน และโจทก์ยอมสละสิทธิในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1

การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาธุรกิจและยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและคำร้องขอถอนอุทธรณ์ จึงเป็นข้อตกลงในชั้นบังคับคดีที่โจทก์ยอมรับในศาลแล้ว เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยแปลงเป็นทุนในการทำธุรกิจร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาธุรกิจครบถ้วนแล้ว หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ย่อมระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยยึดและอายัดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้ หมายบังคับคดีและการบังคับคดีที่ศาลชั้นต้นดำเนินการจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,775,806.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 โจทก์และจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้จึงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ถอนอุทธรณ์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคาร ก. เป็นเงิน 9,143,427.32 บาท จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า หลังจากยื่นอุทธรณ์แล้วโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันตามหนังสือสัญญาธุรกิจ ให้นำหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้แปลงเป็นทุนเพื่อทำธุรกิจร่วมกัน และจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามหนังสือสัญญาธุรกิจครบถ้วนแล้ว หนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นระงับสิ้นไปตามเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ 1 การกระทำของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี การบังคับคดีและยกเลิกคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคาร ก.

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างยื่นอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 นายโอทำสัญญาร่วมลงทุนกับฝ่ายจำเลยที่ 1 โดยในสัญญาข้อ 14 มีข้อความทำนองว่า ทันทีที่ลงนามในสัญญาต่อกัน ให้ฝ่ายนายโอรับผิดชอบในการยกเลิกการฟ้องร้องคดีทั้งหมดที่โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นวันที่ 26 ธันวาคม 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง และจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งว่า การขอถอนฟ้องของโจทก์พอแปลความได้ว่าโจทก์ขอถอนอุทธรณ์ จึงอนุญาตให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ถอนอุทธรณ์ แต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 โจทก์กลับยื่นคำขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องในเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อธนาคาร ก.

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า หมายบังคับคดีและการบังคับคดีบกพร่องผิดพลาดหรือฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้หนังสือสัญญาธุรกิจพร้อมคำแปล เป็นสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายโอ ก็ตามแต่ก็ได้ความตามคำเบิกความของนายซอง กรรมการจำเลยที่ 1 ที่ตอบทนายจำเลยที่ 1 ซักถามว่า นายโอ ร่วมกับนางสาวกุญญดา ก่อตั้งบริษัทโจทก์และเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ ในการติดต่อประสานงานกับจำเลยที่ 1 หรือบริษัทแม่ของจำเลยที่ 1 ที่ประเทศเกาหลี นายโอเป็นตัวแทนติดต่อประสานงานแทนโจทก์ทั้งหมด เนื่องจากนางสาวกุญญดาไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาเกาหลีได้ นอกจากนี้นายโอ ยังแสดงตนโดยเปิดเผยต่อคนทั่วไปว่า ตนเองเป็นเจ้าของหรือตัวแทนของโจทก์ ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือบริคณห์สนธิ ที่ระบุว่า นายโอ เป็นผู้เริ่มก่อการและเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ ประกอบกับสัญญาว่าจ้างผลิตชิ้นงาน ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 พิพาทกันในคดีนี้ นายโอก็เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวแทนโจทก์ นอกจากนี้ภายหลังจากที่นายโอทำสัญญาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาธุรกิจพร้อมคำแปล ซึ่งมีข้อตกลงในข้อ 14 ว่า "...ทันทีที่ลงนามในสัญญาต่อกันให้ฝ่าย ข (คือนายโอ) รับผิดชอบในการยกเลิกการฟ้องร้องคดีทั้งหมดที่ TSE (คือโจทก์) ได้ฟ้องร้องต่อบริษัท T. (คือจำเลยที่ 1)" แล้ว ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและจำเลยที่ 1 ต่างยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ โดยคำร้องของโจทก์ระบุว่า เนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้ โจทก์จึงไม่มีความประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไป จึงขออนุญาตถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย โดยนางสาวกุญญดาซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ในคำร้องขอถอนฟ้องด้วยตนเองและจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไม่คัดค้าน ส่วนคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นางสาวกุญญดาได้ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญของโจทก์ไม่คัดค้านเช่นเดียวกัน ดังนี้ จะเห็นได้ว่า การทำหนังสือสัญญาธุรกิจระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายโอ และการทำคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์และคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีความเกี่ยวพันและเป็นลำดับสืบเนื่องกันมา จึงถือได้ว่านายโอเป็นตัวแทนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 ในการทำหนังสือสัญญาธุรกิจกับฝ่ายจำเลยที่ 1 ผู้เป็นบุคคลภายนอก จึงมีผลผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 เมื่อพิจารณาเจตนาของโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 1 ในการทำหนังสือสัญญาธุรกิจ ประกอบคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์และคำร้องขออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว จะเห็นได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะยุติคดีที่มีการฟ้องร้องต่อกันทั้งหมด เพราะหากโจทก์และจำเลยที่ 1 ประสงค์ให้หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ยังมีอยู่ต่อไปและโจทก์ประสงค์ถอนอุทธรณ์เท่านั้น คำร้องของโจทก์น่าจะต้องระบุข้อความชัดเจนว่า ขอถอนอุทธรณ์ และน่าจะต้องระบุความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไว้ให้ชัดเจนในหนังสือสัญญาธุรกิจด้วยว่า โจทก์ยังติดใจที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีนี้ การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวถึงหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ไว้ในหนังสือสัญญาธุรกิจ และยื่นคำร้องโดยระบุข้อความว่า ขอถอนฟ้อง ประกอบกับโจทก์ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินลงทุนทั้งหมดในอัตราร้อยละร้อยเป็นเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐ ส่วนโจทก์เป็นผู้บริหารกิจการโดยมิได้ออกเงินลงทุนเพิ่มเติม ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้คดียุติลงอย่างแท้จริงโดยนำหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้แปลงเป็นทุนในการทำธุรกิจร่วมกัน และโจทก์ยอมสละสิทธิในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 นอกจากนี้ภายหลังโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาธุรกิจแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาธุรกิจครบถ้วน คงเหลือเพียงแต่การถอนฟ้องคดีนี้เท่านั้นที่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ล่วงเลยเวลาตามกฎหมายที่จะถอนฟ้องแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงทำได้เพียงการถอนอุทธรณ์เท่านั้น ดังนั้น การถอนอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ย่อมมีผลเท่ากับเจตนาที่จะให้หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้สิ้นสุดลงทั้งหมด การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาธุรกิจและยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและคำร้องขอถอนอุทธรณ์ตามคำร้องลงวันที่ 26 ธันวาคม 2561 จึงเป็นข้อตกลงในชั้นบังคับคดีที่โจทก์ยอมรับในศาลแล้ว เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยแปลงเป็นทุนในการทำธุรกิจร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาธุรกิจครบถ้วนแล้ว โดยการก่อตั้งบริษัท ว. ที่ประเทศเมียนมา มีนายโอเป็นกรรมการ ตามหนังสือรับรอง หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ย่อมระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยยึดและอายัดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้ การที่โจทก์ขอให้บังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หมายบังคับคดีและการบังคับคดีที่ศาลชั้นต้นดำเนินการจึงไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ตามหมายบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 797 ม. 820
ป.วิ.พ. ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ท.
จำเลย — บริษัท ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายศรายุธ การะเกตุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายมงคล แสงอรุณ
ชื่อองค์คณะ
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2794/2565
#685228
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีหมายเลขแดงที่ 11988/2561 ให้โจทก์ในฐานะนายจ้างชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิดของลูกจ้างเป็นค่าขนส่งสินค้าไปกลับและค่าตรวจเช็กสภาพเครื่องให้แก่บริษัท อ. และให้จำเลยในฐานะผู้รับจ้าง บริษัท อ. ดำเนินการทางพิธีการศุลกากรนำสินค้าออกจากคลังสินค้าของโจทก์ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายดังกล่าวก็ตาม แต่ระหว่างโจทก์ผู้ทำการขนย้ายสินค้าออกจากคลังเก็บสินค้า กับจำเลยผู้รับจ้างให้ดำเนินการเกี่ยวกับการนำสินค้าเข้าผ่านพิธีการศุลกากรและนำสินค้าออกจากคลังสินค้าของโจทก์จะมีความรับผิดต่อกันหรือไม่อย่างไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าจำเลยมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า พนักงานขับรถยกของโจทก์กระทำโดยประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียวเป็นเหตุให้ลังสินค้าพลิกตกกระแทกพื้นสินค้าได้รับความเสียหาย โดยจำเลยมิได้มีส่วนกระทำโดยประมาทเลินเล่อด้วย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ความรับผิดของลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 296 ที่บัญญัติให้ต่างคนต่างต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นดังที่โจทก์ฎีกานั้น จะบังคับแก่กรณีนี้ได้ต่อเมื่อลูกหนี้ร่วมแต่ละคนจะมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นเท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย แม้โจทก์ได้ชำระหนี้เต็มจำนวนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับจำเลย โจทก์ก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยให้จำเลยชำระเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนที่โจทก์ชำระได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 70,660.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 69,265.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เดิมบริษัท อ.สั่งซื้อเครื่องเอกซเรย์ฟัน 2 เครื่อง จากบริษัท ร. ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี โดยว่าจ้างจำเลยเป็นผู้ดำเนินการนำสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรและนำสินค้าออกจากโกดังของโจทก์ส่งมอบให้แก่บริษัท อ. แต่ระหว่างสินค้าอยู่ในความครอบครองของโจทก์ พนักงานของโจทก์ได้ขับรถยกเคลื่อนย้ายสินค้าโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้สินค้าเครื่องเอกซเรย์ฟัน 1 เครื่อง ซึ่งบรรจุหีบห่ออยู่ในลังตกจากรถยกกระแทกพื้น บริษัท อ. ได้รับความเสียหายโดยต้องเสียค่าใช้จ่ายส่งสินค้ากลับไปให้ผู้ขายตรวจสอบตามมาตรฐานที่ผู้ขายกำหนดมาและส่งกลับคืนมากับค่าตรวจเช็คสภาพเครื่องเป็นเงินรวม 116,708.47 บาท จึงฟ้องจำเลยให้รับผิดต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ม 440/2559 ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นได้หมายเรียกโจทก์นี้เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำขอของจำเลย ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ม 1412/2560 ให้จำเลยร่วม (โจทก์คดีนี้) ชำระเงิน 116,708 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มกราคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท อ. และยกฟ้องจำเลย แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยและจำเลยร่วม (โจทก์คดีนี้) ร่วมกันชำระเงิน 116,708.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มกราคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท อ. คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยให้ร่วมกันวางเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 โจทก์นำเงิน 116,708.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มกราคม 2560 ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 เป็นเงิน 21,822.89 บาท รวมเป็นเงิน 138,531.36 บาท ซึ่งรวมส่วนที่จำเลยต้องร่วมรับผิดมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่บริษัท อ. ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์รับช่วงสิทธิฟ้องไล่เบี้ยให้จำเลยชำระเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนที่โจทก์ชำระไปได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีหมายเลขแดงที่ 11988/2561 ให้โจทก์ในฐานะนายจ้างชำระหนี้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิดของลูกจ้างเป็นค่าขนส่งสินค้าไปกลับและค่าตรวจเช็กสภาพเครื่องให้แก่บริษัท อ. และให้จำเลยในฐานะผู้รับจ้างบริษัท อ. ดำเนินการทางพิธีการศุลกากรนำสินค้าออกจากคลังสินค้าของโจทก์ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายดังกล่าวก็ตาม แต่ระหว่างโจทก์กับผู้ทำการขนย้ายสินค้าออกจากคลังเก็บสินค้า กับจำเลยผู้รับจ้างให้ดำเนินการเกี่ยวกับการนำสินค้าเข้าผ่านพิธีศุลกากรและนำสินค้าออกจากคลังสินค้าของโจทก์จะมีความรับผิดต่อกันหรือไม่อย่างไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าจำเลยมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าพนักงานขับรถของโจทก์กระทำโดยประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียวเป็นเหตุให้ลังสินค้าพลิกตกกระแทกพื้นสินค้าได้รับความเสียหาย โดยจำเลยมิได้มีส่วนกระทำโดยประมาทเลินเล่อด้วยจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ความรับผิดของลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 296 ที่บัญญัติให้ต่างคนต่างรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ดังที่โจทก์ฎีกานั้น จะบังคับแต่กรณีนี้ได้ต่อเมื่อลูกหนี้ร่วมแต่ละคนจะมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นเท่านั้น เมื่อจำเลยมิได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย แม้โจทก์ได้ชำระหนี้เต็มจำนวนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับจำเลย โจทก์ก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยให้จำเลยชำระเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนที่โจทก์ชำระได้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 229 ม. 296 ม. 420 ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การท่าเรือแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัท ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายประยุทธ ประชุมชน
ศาลอุทธรณ์ — นายพิศาล อัยยะวรากุล
ชื่อองค์คณะ
นพเรศ พันธุ์นรา
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2787/2565
#684566
เปิดฉบับเต็ม

พ. ซึ่งร่วมกระทำความผิดกับจําเลยขับรถยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 ที่สี่แยกบ้านไผ่แล้วพาไปส่งที่ท่าอากาศยานดอนเมือง จากนั้นผู้เสียหายที่ 2 โดยสารเครื่องบินไปหาจําเลยที่ประเทศญี่ปุ่น การพรากผู้เยาว์ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่ พ. ขับรถยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 ที่สี่แยกบ้านไผ่แล้ว หาได้เพิ่งเกิดขึ้นขณะที่จําเลยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ จึงเป็นกรณีที่การกระทำส่วนหนึ่งในความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ได้กระทำในราชอาณาจักรและอีกส่วนหนึ่งได้กระทำนอกราชอาณาจักร ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรตาม ป.อ. มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ศาลจึงลงโทษจําเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8, 83, 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317, 319

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาและที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังได้ว่านางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 2 เกิดวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ขณะเกิดเหตุตามคำฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 มีอายุ 14 ปีเศษ ขณะเกิดเหตุตามคำฟ้องข้อ 1.7 มีอายุ 15 ปีเศษ และอยู่ในความปกครองดูแลของนางสาว ข. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา จำเลยเป็นบุคคลสัญชาติญี่ปุ่นเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยหลายครั้งต่อปี โดยมีนาย พ. ให้การต้อนรับขณะที่จำเลยอาศัยอยู่ในประเทศไทย ผู้เสียหายที่ 2 กับจำเลยรู้จักกันในประเทศไทยตั้งแต่กลางปี 2561 ในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร และฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อระหว่างวันที่ 16 ถึง 21 เมษายน 2562 ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 มีอายุ 15 ปีเศษ จำเลยร่วมกับนาย พ. พรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาเพื่อการอนาจาร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามคำฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เป็นประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าว สาเหตุที่ไม่ปรากฏหลักฐานการจองห้องพักของนาย พ. ในโรงแรมที่เกิดเหตุในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2561 อาจเป็นเพราะจำเลยใช้บุคคลอื่นให้จองห้องพักแทนนาย พ. และสาเหตุที่พยานโจทก์ปาก นางสาว ศ. เบิกความว่าไม่เคยเห็นผู้เสียหายที่ 2 ในโรงแรมที่เกิดเหตุ เป็นเพราะนางสาว ศ. ซึ่งเป็นพนักงานของโรงแรมที่เกิดเหตุกลัวว่าการให้เด็กเข้าพักในโรงแรมจะทำให้เจ้าของโรงแรมเดือดร้อน นั้น โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อกลางปี 2561 นาย พ. ชวนผู้เสียหายที่ 2 ไปทำงานดูแลคนสูงอายุที่โรงแรมที่เกิดเหตุ โดยนาย พ. พาผู้เสียหายที่ 2 ไปพบจำเลยในห้องพัก จำเลยกอดจูบและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการใช้อวัยะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 พยายามขัดขืนจำเลยแล้วแต่ไม่เป็นผล ผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในห้องพักดังกล่าวจนถึงเวลา 8 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น แล้ว นาย พ. เดินทางมารับตัวผู้เสียหายที่ 2 โดยจำเลยให้เงิน 10,000 บาท แก่นาย พ. ซึ่งนาย พ. แบ่งเงินให้ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 5,000 บาท จากนั้นอีก 2 วันต่อมานาย พ. แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปหาจำเลยที่ห้องพักในโรงแรมที่เกิดเหตุอีก ผู้เสียหายที่ 2 เดินทางไปหาจำเลยที่ห้องพักดังกล่าวแล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการใช้อวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 จากนั้น นาย พ. ให้เงินผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 5,000 บาท อีก 1 สัปดาห์ต่อมานาย พ. แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปหาจำเลยอีก แต่ผู้เสียหายที่ 2 ปฏิเสธว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนนาย พ. ใช้ให้ลูกน้องมาดักใช้อาวุธมีดขู่ว่าจะแทงผู้เสียหายที่ 2 จนผู้เสียหายที่ 2 กลัว แล้ว นาย พ. เดินทางมารับตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปหาจำเลยที่ห้องพักในโรงแรมอีกแห่งหนึ่ง จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 ด้วยการใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ยังคงอยู่ในห้องพักดังกล่าวจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วนาย พ. เดินทางมารับตัวผู้เสียหายที่ 2 และให้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 6,000 บาท ต่อมาเมื่อปี 2562 นาย พ. ถามผู้เสียหายที่ 2 ว่าสนใจเดินทางไปหาจำเลยที่ประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ ผู้เสียหายที่ 2 อยากเดินทางไปเที่ยวจึงตอบว่าสนใจนาย พ. เดินทางมารับตัวผู้เสียหายที่ 2 ไปส่งที่ท่าอากาศยาน แล้วผู้เสียหายที่ 2 โดยสารเครื่องบินเดินทางไปหาจำเลยที่ประเทศญี่ปุ่น จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปยังสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งโดยที่ไม่มีเพศสัมพันธ์กัน แต่จำเลยหอมแก้มผู้เสียหายที่ 2 หนึ่งครั้ง ครั้นผู้เสียหายที่ 2 เดินทางกลับประเทศไทย ผู้เสียหายที่ 2 มีอาการปวดท้อง ผู้เสียหายที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปตรวจดูอาการที่โรงพยาบาลบ้านไผ่ ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 มีอาการมดลูกอักเสบ ผู้เสียหายที่ 2 เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายที่ 1 ฟัง จากนั้นผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 เดินทางไปยังโรงแรมที่เกิดเหตุ พบจำเลยกับนาย พ. อยู่ในที่ดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 2 ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่ แต่ผู้เสียหายทั้งสองได้รับคำแนะนำจากเจ้าพนักงานตำรวจให้ไปร้องทุกข์ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดขอนแก่น ผู้เสียหายที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวน และมีผู้เสียหายที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ปี 2562 ผู้เสียหายที่ 2 มีอาการปวดท้อง ผู้เสียหายที่ 1 จึงพาผู้เสียหายที่ 2 ไปตรวจอาการที่โรงพยาบาลบ้านไผ่ แล้วผู้เสียหายที่ 2 เล่าให้ฟังว่าตนถูกจำเลยซึ่งมีสัญชาติญี่ปุ่นใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศ โดยมีนาย พ. ทำหน้าที่เป็นคนพาผู้เสียหายที่ 2 ไปหาจำเลย จากนั้น 1 เดือนต่อมา ผู้เสียหายที่ 2 แจ้งว่าจำเลยเดินทางมาที่อำเภอบ้านไผ่ และนัดให้ผู้เสียหายที่ 2 เดินทางไปหาจำเลยอีก ผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังโรงแรมที่เกิดเหตุโดยผู้เสียหายที่ 1 ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ภายนอกโรงแรม ผู้เสียหายที่ 1 เห็นนาย พ. พาผู้เสียหายที่ 2 เดินไปที่หน้าห้องพัก แล้วจำเลยเปิดประตูห้องพักรับผู้เสียหายที่ 2 เข้าห้องไปตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา จนถึงเวลา 13 นาฬิกาเศษ ผู้เสียหายที่ 1 ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน และมีนางสาว ศ. พนักงานโรงแรมที่เกิดเหตุเป็นพยานเบิกความว่านาย พ. เปิดใช้บริการห้องพักของโรงแรมโดยมีจำเลยเป็นผู้ชำระเงินหลายครั้ง ดังนี้ ตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ระบุว่าเหตุครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เกิดขึ้นห่างกันประมาณ 2 วัน และเหตุครั้งที่ 3 เกิดขึ้นห่างจากครั้งที่ 2 ประมาณ 1 สัปดาห์ โดยในครั้งที่ 3 ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมไปหาจำเลยตามที่ นาย พ. สั่งการนาย พ. จึงให้ลูกน้องมาดักใช้อาวุธมีดขู่ผู้เสียหายที่ 2 กลัวจนยอมไปหาจำเลย สอดคล้องกับที่ผู้เสียหายที่ 2 ให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า ภายหลังจากที่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมทำตามที่นาย พ. สั่งในครั้งที่ 3 แล้ว ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 ไปเดินเที่ยวดูรถแห่ในตลาด มีหญิงประมาณ 10 คน เข้ามารุมกระชากผมและตบตีผู้เสียหายที่ 2 โดยมีคนชักอาวุธมีดออกมาข่มขู่ผู้เสียหายที่ 2 ด้วย แต่ภายหลังจากนั้นจนกระทั่งผู้เสียหายที่ 2 เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น และผู้เสียหายที่ 1 ทราบเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 ได้เบิกความหรือให้การว่ามีเหตุการณ์ที่ตนถูกรุมทำร้ายอีก และผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่ได้เบิกความว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวอีกเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 แล้ว กลับปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 1 ให้การว่านาย พ. ส่งคนมารุมทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2562 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่ในวันเดียวกันนั้น ซึ่งสอดคล้องกับรายละเอียดที่ผู้เสียหายที่ 1 แจ้งความไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า "เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2562 บุตรสาวของผู้แจ้งไปเที่ยวงานรถแห่ แต่ได้ถูกกลุ่มวัยรุ่นทำร้ายร่างกาย ซึ่งผู้แจ้งเชื่อว่าเป็นฝีมือของนาย พ. ที่สั่งให้กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวรุมทำร้ายบุตรสาวตน" จึงเชื่อได้ว่า เหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 2 อ้างว่าถูกพวกของนาย พ. รุมทำร้ายและใช้อาวุธมีดขู่ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 ดูรถแห่ในตลาด กับเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 แจ้งความว่าผู้เสียหายที่ 2 ถูกพวกของนาย พ. รุมทำร้ายในงานรถแห่เป็นเหตุการณ์เดียวกัน เพราะหากเป็นคนละเหตุการณ์กันแล้ว ผู้เสียหายทั้งสองย่อมต้องเบิกความถึงเรื่องดังกล่าวต่อศาล เนื่องจากเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ตัดสินใจเดินทางไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านไผ่ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายทั้งสองอ้างถึงวันเวลาในการกระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 แตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงเป็นพิรุธ ประกอบกับเมื่อพิจารณาใบเสร็จรับเงินของโรงแรมแล้ว ไม่ปรากฏว่านาย พ. ได้จองห้องพักโรงแรมที่เกิดเหตุในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2561 อันเป็นช่วงเวลาตามฟ้องแต่อย่างใด อีกทั้งไม่ปรากฏจากทางนำสืบโจทก์ด้วยว่านอกจากนาย พ. แล้วยังมีบุคคลอื่นทำหน้าที่จองห้องพักและจัดหาเด็กหญิงมาให้จำเลยกระทำชำเราหรือกระทำอนาจารอีก นอกจากนี้ พยานโจทก์ปากนางสาว ศ. ซึ่งเป็นพนักงานโรงแรมที่เกิดเหตุยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านโดยปราศจากข้อพิรุธสงสัยว่าตนไม่เคยเห็นผู้เสียหายที่ 2 เข้ามาในโรงแรมที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดในราชอาณาจักร จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายไทย เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงตามใบต่อคำให้การเพิ่มเติมของผู้เสียหายที่ 2 ที่ได้ความว่านาย พ. ซึ่งร่วมกระทำความผิดกับจำเลยขับรถยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 ที่สี่แยกบ้านไผ่แล้วพาไปส่งที่ท่าอากาศยานดอนเมือง จากนั้นผู้เสียหายที่ 2 โดยสารเครื่องบินไปหาจำเลยที่ประเทศญี่ปุ่น เห็นได้ว่าการพรากผู้เยาว์ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่นาย พ. ขับรถยนต์มารับผู้เสียหายที่ 2 ที่สี่แยกบ้านไผ่แล้ว หาได้เพิ่งเกิดขึ้นขณะที่จำเลยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ จึงเป็นกรณีที่การกระทำส่วนหนึ่งในความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ได้กระทำในราชอาณาจักร และอีกส่วนหนึ่งได้กระทำนอกราชอาณาจักร ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ศาลจึงลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ค.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายวิศณุกร แทนรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายทองเพียร มูลกาย
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2781/2565
#684352
เปิดฉบับเต็ม

การพาอาวุธใด ๆ ไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรจะต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 371 แต่หากเป็นการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุสมควรแล้ว ย่อมจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง อีกบทหนึ่ง ซึ่งมีโทษหนักกว่าการพาอาวุธทั่ว ๆ ไป ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่า กฎหมายบัญญัติความผิดและบทลงโทษแยกไว้สำหรับกรณีพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นอีกความผิดหนึ่ง ทั้งวัตถุของกลางเป็นคนละประเภทกัน แสดงว่าเจตนาในการพาไปย่อมแตกต่างกัน และความผิดแต่ละประเภทย่อมสำเร็จแล้วนับตั้งแต่การพาเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ แม้จำเลยจะพาอาวุธปืนและอาวุธมีดไปในเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบอาวุธปืนและอาวุธมีดปลายแหลมของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และฐานพาอาวุธมีดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 9 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง ส่วนอาวุธมีดของกลางให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอบโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 500 บาท รวมเป็นโทษจำคุก 9 เดือน และปรับ 500 บาท ริบอาวุธมีดของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยประการเดียวว่าความผิดฐานพาอาวุธปืนและฐานพาอาวุธมีด เป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า การพาอาวุธใด ๆ ไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรจะต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 แต่หากเป็นการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุสมควรจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง อีกบทหนึ่ง ซึ่งมีโทษหนักกว่าการพาอาวุธทั่ว ๆ ไป ย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่า กฎหมายบัญญัติความผิดและบทลงโทษแยกไว้สำหรับกรณีพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นอีกความผิดหนึ่ง ทั้งวัตถุของกลางก็เป็นคนละประเภทกัน แสดงว่าเจตนาในการพาไปแตกต่างกัน และความผิดแต่ละประเภทสำเร็จแล้ว นับตั้งแต่พาเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน และแยกบรรยายฟ้องความผิดฐานพาอาวุธปืนและฐานพาอาวุธมีดออกมาคนละข้อ การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในแต่ละข้อต่างเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง ต่างกรรมต่างวาระ และโจทก์ยังมีคำขอให้ลงโทษเป็นหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาท้ายคำฟ้องด้วย แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ แม้จำเลยพาอาวุธปืนและอาวุธมีดไปในเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 371
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาตลิ่งชัน — นายวิญญู พิชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายวิทยา พรหมประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2775/2565
#686084
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 องค์ประกอบที่สำคัญประการหนึ่ง คือ เช็คนั้นต้องออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ในกรณีของการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ป.พ.พ. มาตรา 538 กำหนดว่า การเช่าอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ สัญญาเช่าทำขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561 ตกลงให้การเช่ามีผลย้อนหลังเป็นการเช่าตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไปซึ่งเป็นข้อตกลงเช่าอสังริมทรัพย์มีกำหนดเวลา 5 เดือน โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ การเช่าในระยะเวลาย้อนหลังดังกล่าวจึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีได้ การที่จำเลยที่ 1 ออกเช็ครวม 5 ฉบับ เพื่อชำระค่าเช่าเดือนมิถุนายน 2561 ถึงตุลาคม 2561 แม้ต่อมาได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แต่สัญญาเช่าดังกล่าวกระทำภายหลังจากจำเลยที่ 1 ออกเช็คทั้ง 5 ฉบับแล้ว และถึงแม้ว่าจะได้กระทำในวันเดียวกันก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการออกเช็คที่มีหนี้อยู่จริง แต่หนี้นั้นไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นการขาดองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 นอกจากนี้ตามสัญญาเช่าที่ดิน ข้อ 7.2 ระบุว่า เมื่อผู้ให้เช่าได้รับค่าเช่าและค่าตอบแทนการจดสิทธิเก็บกินที่ผู้เช่าค้างชำระ... ครบถ้วนแล้ว ผู้ให้เช่าตกลงจะคืนเช็คพิพาททั้ง 10 ฉบับ ให้แก่ผู้เช่า แสดงว่าจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทเพื่อประกันการชำระหนี้หาใช่เพื่อชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุกกระทงละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 10 กระทง จำคุก 40 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า หนี้ตามสัญญาเช่าเป็นหนี้ที่ไม่มีอยู่จริง เนื่องจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องทั้ง 4 แปลง ซึ่งมีการทำสัญญาขายฝากและขายให้แก่โจทก์ในครั้งแรกและต่อมาโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าจากโจทก์นั้น นิติกรรมการขายฝากและซื้อขายดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินซึ่งโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ค่าเช่าที่กำหนดไว้ในสัญญาแท้จริงแล้วคือดอกเบี้ยเงินกู้เกินอัตราที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 อันเป็นมูลหนี้ที่ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าหนี้ค่าเช่าดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายจึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ใช้วิธีคัดลอกข้อความในอุทธรณ์แบบคำต่อคำ แม้มีเพิ่มเติมเข้ามาบ้างในข้อ 5 และข้อ 6 ก็เป็นเพียงการขยายความเพียงเล็กน้อยจากเนื้อหาในอุทธรณ์เดิมนั้นเอง และแก้ไขชื่อศาลที่โต้แย้งจากศาลชั้นต้นเป็นศาลอุทธรณ์ภาค 8 ส่วนศาลที่ขอให้วินิจฉัยแก้ไขจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นศาลฎีกาเพื่อให้ตรงตามความเป็นจริงเท่านั้น โดยเนื้อหาในฎีกายังคงเป็นเช่นเดียวกับอุทธรณ์แทบทั้งสิ้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องนิติกรรมอำพรางไว้โดยมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยที่เพิ่มเติมมากขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้ว แต่ฎีกาของจำเลยที่ 1 กลับมิได้โต้แย้งเหตุผลในข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ควรวินิจฉัยอย่างไรและด้วยเหตุผลใด ข้อความในฎีกาของจำเลยที่ 1 เช่นนี้จึงต้องถือว่าเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่เช่นเดิม ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นนี้มาก็เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อย่างไรก็ดี คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยต่อไปว่า หนี้ค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดินรวม 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การออกเช็คซึ่งต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 องค์ประกอบความผิดที่สำคัญประการหนึ่งคือเช็คนั้นต้องออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงขณะที่ออกเช็คนั้นและหนี้นั้นจะต้องบังคับได้ตามกฎหมาย ในกรณีของการเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 บัญญัติว่า "เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่..." สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561 โดยให้การเช่าดังกล่าวมีผลย้อนหลังเป็นการเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไป ซึ่งเมื่อนับถึงวันที่ทำสัญญาเช่าจะเห็นได้ว่า คู่สัญญามีข้อตกลงเช่าอสังหาริมทรัพย์กันเป็นระยะเวลา 5 เดือน โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ หนี้การเช่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คเลขที่ 24732031 ถึง 24732035 รวม 5 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าในงวดเดือนมิถุนายน 2561 ถึงเดือนตุลาคม 2561 ซึ่งแม้ต่อมาได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์ อันเป็นหลักฐานเป็นหนังสือว่าจำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจากโจทก์ แต่สัญญาเช่าดังกล่าวได้กระทำภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คทั้ง 5 ฉบับแล้ว และถึงแม้ว่าจะได้กระทำในวันเดียวกันก็ตาม ก็ยังต้องถือว่าในขณะที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าทั้ง 5 เดือน ซึ่งแม้เป็นหนี้ที่มีอยู่จริง แต่หนี้นั้นก็ไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย การออกเช็คทั้ง 5 ฉบับ ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดสำหรับการออกเช็คทั้ง 5 ฉบับ ประกอบกับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 บัญญัติว่า "อันว่าเช่าทรัพย์สินนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้เช่า ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น" แสดงให้เห็นถึงวัตถุที่ประสงค์ของสัญญาให้เช่าทรัพย์สินก็เพื่อที่ผู้ให้เช่าจะได้รับค่าเช่าจากการที่ตนนำทรัพย์สินไปให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ ซึ่งตามสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ข้อ 2 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าต้องชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 1,500,000 บาท และจำเลยที่ 1 ออกเช็คเป็นการชำระค่าเช่ามอบให้แก่โจทก์สำหรับการเช่าในระยะเวลา 8 เดือน ตั้งแต่งวดเดือนมิถุนายน 2561 ถึงงวดเดือนกุมภาพันธ์ 2562 รวม 8 ฉบับ อันแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าที่ประสงค์จะได้รับค่าเช่าจากการทำธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารของจำเลยที่ 1 เป็นรายเดือน แต่ในสัญญาเช่าดังกล่าวกลับระบุไว้ว่าให้ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ในคราวเดียวเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการเช่าในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นเงิน 12,000,000 บาท โดยวันที่ลงในเช็คทั้ง 8 ฉบับ ก็เป็นวันเดียวกับวันสิ้นสุดระยะเวลาการเช่าดังกล่าวและเมื่อพิจารณาตามสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ข้อ 7.2 ที่ระบุว่า "...เมื่อผู้เช่า (ที่ถูก ผู้ให้เช่า) ได้รับค่าเช่าและค่าตอบแทนการจดสิทธิเก็บกินที่ผู้เช่าค้างชำระพร้อมทั้งค่าซื้อขายทรัพย์สินที่เช่าจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 134,700,000 บาท (หนึ่งร้อยสามสิบสี่ล้านเจ็ดแสนบาทถ้วน) ครบถ้วนแล้ว ผู้ให้เช่าตกลงจะคืนเช็คตามสัญญาข้อ 2.1 และ 6.2 ให้กับผู้เช่า..." การที่ผู้ให้เช่าตกลงจะคืนเช็คตามสัญญาข้อ 2.1 ให้แก่ผู้เช่าเมื่อชำระเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้วโดยที่ตามสัญญาไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้ครบถ้วน ก่อนที่เช็คจะถึงกำหนดเรียกเก็บเงินย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของการออกเช็คทั้ง 8 ฉบับดังกล่าวว่า คู่สัญญามีเจตนาให้เช็คดังกล่าวเป็นพียงการประกันหนี้เท่านั้น หาใช่เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าในแต่ละงวดเดือนไม่ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 สำหรับทั้ง 8 ฉบับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามเช็คชำระค่าเช่าทั้ง 8 ฉบับนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

สำหรับเช็คอีก 2 ฉบับ คือเช็ค เลขที่ 24732029 และ 24732030 ซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,200,000 บาท และ 1,500,000 บาท ตามลำดับ มอบให้แก่โจทก์เป็นค่าตอบแทนการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า "จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระค่าตอบแทนการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าตอบแทนสิทธิเก็บกินให้แก่โจทก์สำหรับเดือนเมษายน 2561 จำนวน 1,200,000 บาท และเดือนพฤษภาคม 2561 จำนวน 1,500,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,700,000 บาท โดยตกลงชำระในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 และได้สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ส่งมอบเช็คให้แก่โจทก์ไว้เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย..." ซึ่งไม่ปรากฏในคำฟ้องรวมถึงในสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างว่า โจทก์จดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้แก่จำเลยที่ 1 สำหรับที่ดินแปลงใด และมีข้อตกลงเรื่องการชำระค่าตอบแทนกันไว้อย่างไร ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นฟ้องที่มิได้บรรยายให้ครบถ้วนถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคล หรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยที่ 1 เข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 อีกทั้งตามสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ข้อ 7.2 ระบุถึงการคืนเช็คตามข้อ 6.2 ด้วย โดยเมื่อมีการชำระค่าเช่า ค่าตอบแทนการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินและค่าซื้อขายทรัพย์สินที่เช่าครบถ้วนแล้ว โจทก์จะคืนเช็คตามสัญญาข้อ 6.2 ให้ด้วย ซึ่งเช็คตามข้อ 6.2 ได้แก่ เช็ค การที่สัญญาระบุให้มีการคืนเช็คทั้ง 2 ฉบับ นี้ด้วย เมื่อมีการชำระเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้ว การออกเช็คจึงเป็นการออกเพื่อประกันการชำระหนี้ค่าตอบแทนการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินด้วยเช่นกัน จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามเช็คทั้ง 2 ฉบับ นี้ได้ ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามเช็คทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวเป็นความผิด 2 กรรม นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเช่นกัน

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 538
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ร.
จำเลย — นางสาว น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงภูเก็ต — นายทวีป เหมะรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมหวัง คล้ำชื่น
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา