คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8170/2549
#267471
เปิดฉบับเต็ม

แบบผลิตภัณฑ์หลอดดูดของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตรมีลักษณะที่แท้จริงเป็นหลอดดูดชนิดยืดหดได้ โดยมีส่วนปลายตัดเฉียงเช่นเดียวกับหลอดดูด ซึ่งโจทก์เป็นผู้ผลิต แสดงว่าลักษณะภายนอกของแบบผลิตภัณฑ์หลอดดูดของจำเลยมีความคล้ายกันกับของโจทก์ แม้จำเลยจะอ้างว่าหลอดดูดของจำเลยไม่มีลักษณะเป็นหลอดหลบซ่อนอยู่ข้างในอย่างหลอดดูดของโจทก์ หากมีลักษณะเหมือนพู่กันทาปากซึ่งเวลาใช้งานจะถอดส่วนหัวนำมาเสียบด้านล่างก็ตาม แต่การพิจารณาความใหม่ของแบบผลิตภัณฑ์วัตถุมุ่งเน้นที่รูปทรงหรือแบบที่ปรากฏให้เห็นภายนอก โดยไม่คำนึงถึงวิธีการใช้หรือเทคนิคการใช้งานของวัตถุ ซึ่งแบบผลิตภัณฑ์วัตถุที่จะถือว่ามีความใหม่นั้นต้องมีความแตกต่างชัดเจนมากเพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจของประชาชนได้ เมื่อปรากฏว่าหลอดดูดของจำเลยตามภาพที่ 1 ถึงภาพที่ 6 มีรูปทรงภายนอกคล้ายกันกับหลอดดูดของโจทก์ ทั้งยังมีรูปทรงภายนอกคล้ายกับภาพหลอดดูดที่ได้มีการขอจดสิทธิบัตรไว้นอกราชอาณาจักรอีกหลายประเทศ แบบผลิตภัณฑ์หลอดดูดของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตรจึงมีลักษณะคล้ายกับหลอดดูดที่ได้มีการยื่นขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์แล้ว ข้ออ้างเกี่ยวกับลักษณะหลอดดูดของจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงเทคนิคการใช้งานไม่ใช่ข้อสาระสำคัญของการตรวจสอบความใหม่ในกรณีนี้

การตรวจสอบความใหม่ตามคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ สามารถตรวจสอบได้จากภาพที่ปรากฏอยู่ในคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เพราะตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร ฯ มาตรา 57 (2) บัญญัติไว้เพียงว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องไม่เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้ว ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร ดังนั้นหากมีการเปิดเผยภาพในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ใด ๆ ไม่ว่าเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ หรือสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์แล้วย่อมทำให้สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะรับสิทธิบัตรขาดความใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า แบบผลิตภัณฑ์หลอดดูดที่มีลักษณะยืดหดได้ซึ่งเป็นสาระสำคัญตามคำขอรับสิทธิบัตรจำเลยได้มีการเปิดเผยในเอกสารประกอบคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักรแล้วก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์หลอดดูดของจำเลยจึงไม่ใช่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญจนเห็นได้ว่าเป็นการเลียนแบบ จึงเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร ฯ มาตรา 56, 57 (2) (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าสิทธิบัตรเลขที่ 6100 ของจำเลยเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์และขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ "หลอดดูด" เลขที่ 6100 ของจำเลยเป็นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่ เห็นว่า แบบผลิตภัณฑ์หลอดดูดของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตรมีลักษณะที่แท้จริงเป็นหลอดดูดยืดหดได้ โดยมีส่วนปลายตัดเฉียงเช่นเดียวกับหลอดดูดซึ่งโจทก์เป็นผู้ผลิต แสดงว่าลักษณะภายนอกของแบบผลิตภัณฑ์หลอดดูดของจำเลยมีความคล้ายกันกับของโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่าหลอดดูดของจำเลยไม่มีลักษณะหลอดหลบซ่อนอยู่ข้างในอย่างหลอดดูดของโจทก์ แต่มีลักษณะเหมือนพู่กันทาปากเวลาใช้งานจะถอดส่วนหัวนำมาเสียบด้านล่างก็ตาม แต่การพิจารณาความใหม่ของแบบผลิตภัณฑ์วัตถุมุ่งเน้นที่รูปทรงหรือแบบที่ปรากฏให้เห็นภายนอก โดยไม่คำนึงวิธีการใช้หรือเทคนิคการใช้งานของวัตถุ ซึ่งแบบผลิตภัณฑ์วัตถุที่จะถือว่ามีความใหม่นั้นต้องมีความแตกต่างชัดเจนมากเพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจของประชาชนได้ เมื่อปรากฏว่าหลอดดูดตามภาพที่ 1 ถึงภาพที่ 6 มีรูปทรงภายนอกคล้ายกันกับหลอดดูดของโจทก์ ทั้งยังมีรูปทรงภายนอกคล้ายกับภาพหลอดดูดที่ได้มีการขอจดสิทธิบัตรไว้นอกราชอาณาจักรอีกหลายประเทศ ข้ออ้างเกี่ยวกับลักษณะหลอดดูดของจำเลยเป็นเพียงเทคนิคการใช้งานซึ่งไม่ใช่ข้อสาระสำคัญของการตรวจสอบความใหม่ในกรณีนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าจำเลย ฟังได้ว่าแบบผลิตภัณฑ์หลอดดูดของจำเลยตามคำขอรับสิทธิบัตรมีลักษณะคล้ายกับหลอดดูดที่ได้มีการยื่นขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์แล้ว

การตรวจสอบความใหม่ตามคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ สามารถตรวจสอบได้จากภาพที่ปรากฏอยู่ในคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เพราะตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 57 (2) บัญญัติไว้เพียงว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องไม่เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยภาพ สาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ที่ได้เผยแพร่อยู่แล้วไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร ดังนั้นหากมีการเปิดเผยภาพในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ใด ๆ ไม่ว่าเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ หรือสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์แล้ว ย่อมทำให้สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะรับสิทธิบัตรขาดความใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า แบบผลิตภัณฑ์หลอดดูดที่มีลักษณะยืดหดได้ซึ่งเป็นสาระสำคัญตามคำขอรับสิทธิบัตรจำเลยได้มีการเปิดเผยภาพในเอกสารประกอบคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักรแล้วก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์หลอดดูดของจำเลยจึงไม่ใช่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการเปิดเผยสาระสำคัญจนเห็นได้ว่าเป็นการเลียนแบบ จึงเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 56, 57 (2) (4) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ 6100 ของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,500 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 56 ม. 57 (2) ม. 57 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเต็ดตราแพ้ค (ไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวจฬิญญา ขันธพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8143/2549
#267859
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาจ้างทำของ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยชำระค่าจ้างแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์นำความอันเป็นเท็จมาฟ้องทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยอันเป็นเรื่องละเมิด สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องและฟ้องแย้งเป็นคนละเรื่อง คนละเหตุ ไม่เกี่ยวข้องกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 10 เมษายน 2545 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2546 จำเลยจ้างโจทก์ทำสติกเกอร์ชนิดและประเภทต่างๆ หลายครั้ง โจทก์ส่งมอบสติกเกอร์ถูกต้องตามชนิดและจำนวนที่จำเลยสั่งทำให้แก่จำเลยแล้ว เป็นค่าจ้างทั้งสิ้น 1,459,424.50 บาท แต่จำเลยไม่ชำระค่าจ้างตามกำหนด โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,576,909.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,459,424.50 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ทำสติกเกอร์ต่างๆ และได้รับสติกเกอร์ดังกล่าวจากโจทก์จริง แต่จำเลยชำระค่าจ้างทำสติกเกอร์แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่เคยค้างชำระค่าจ้างทำสติกเกอร์ดังกล่าว โจทก์ตกลงจะรับจ้างทำสติกเกอร์ให้แก่จำเลยแต่เพียงผู้เดียว แต่กลับแอบรับจ้างทำสติกเกอร์ให้แก่ผู้อื่นโดยใช้รูปแบบสติกเกอร์ที่จำเลยคิดประดิษฐ์ขึ้น อันเป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา นอกจากนี้โจทก์ปลอมแปลงบิลเงินสด ใบส่งของชั่วคราว และสร้างพยานหลักฐานเป็นเท็จมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ทั้งๆ ที่โจทก์ทราบดีว่าจำเลยไม่ได้ค้างชำระหนี้โจทก์ โจทก์ใช้สิทธินำคดีมาฟ้องโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีเจตนากลั่นแกล้งให้จำเลยได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียง หรือเกียรติคุณ หรือทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของจำเลย ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องแย้งในมูลละเมิดซึ่งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาจ้างทำของ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยชำระค่าจ้างแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์นำความอันเป็นเท็จมาฟ้องทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยอันเป็นเรื่องละเมิด คดีนี้ สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องและฟ้องแย้งเป็นคนละเรื่อง คนละเหตุ ไม่เกี่ยวข้องกันฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จำเลยไม่อาจฟ้องแย้งรวมมาในคำให้การได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษํทสติ๊กเกอร์ แอนด์เลเบิ้ล จำกัด
จำเลย — นายไพงาม กุลกรินีธรรม
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8141/2549
#268525
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่จะมีการบันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างต่อกัน โจทก์และจำเลยมีข้อพิพาทกันหลายเรื่องได้มีการเจรจากันหลายครั้งก่อนหน้านี้ และโจทก์เป็นผู้คิดคำนวณเรียกร้องเงินช่วยเหลือจากจำเลยเองโดยมีจำนวนเงินสูงกว่าสิทธิที่โจทก์ควรจะได้รับโดยรวมเงินค่าจ้างค้างและเงินค่าตำแหน่งไว้แล้ว และตามบันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้าง ข้อ 3 ระบุว่าโจทก์พอใจในข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวโดยไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งอื่นใด ๆ อีกต่อไป เช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์ได้สละสิทธิที่จะเรียกร้องเอาเงินค่าจ้างค้างชำระและเงินค่าตำแหน่งเพราะได้นำไปรวมไว้ในเงินช่วยเหลือตามบันทึกข้อตกลงแล้ว บันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 850

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินทั้งสองจำนวนให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเป็นเวลา 4 ปี โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 130,000 บาท กับเงินค่าตำแหน่งอีก 30,000 บาท รวมเป็นเงินเดือนละ 160,000 บาท ระหว่างโจทก์เป็นอธิการบดีของจำเลย โจทก์มีส่วนทำให้มหาวิทยาลัยเจริญก้าวหน้าแต่ขณะเดียวกันโจทก์มีความขัดแย้งและมีข้อพิพาทกับบุคลากรหลายฝ่ายรวมทั้งบุคคลในกลุ่มผู้ได้รับใบอนุญาตให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยจำเลย จนมีคดีฟ้องร้องกันหลายคดี ต่อมาก่อนที่โจทก์และจำเลยจะลงนามในบันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 21 กันยายน 2544 ได้มีการเจรจากันระหว่างโจทก์กับฝ่ายจำเลย มีข้อตกลงที่จะเลิกสัญญาจ้างกันโดยจำเลยจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์จำนวนหนึ่ง ได้มีการคิดคำนวณจำนวนเงินช่วยเหลือซึ่งโจทก์เห็นว่าเหมาะสมและเห็นพ้องด้วย โจทก์และจำเลยสมัครใจเลิกสัญญาจ้างต่อกัน เพราะฝ่ายจำเลยต้องการยุติเรื่องวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงที่โจทก์เป็นอธิการบดี และโจทก์ก็ไม่ต้องการมีเรื่องยุ่งยากและไม่ประสงค์ทำงานต่อไป หากมีการสอบสวนเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ แล้วได้ความว่าโจทก์มีความผิด โจทก์จะไม่ได้รับเงินใด ๆ จากจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แล้ววินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างยอมจ่ายเงินช่วยเหลือและเงินตอบแทนรายปีให้แก่โจทก์ และโจทก์พอใจไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใด ๆ จากจำเลยอีกต่อไป ดังนั้น บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 โจทก์อุทธรณ์ว่า ขณะทำบันทึกตกลงเลิกสัญญาจ้างนั้น โจทก์มิได้มีข้อพิพาทใดกับจำเลย และการนำเงินค่าจ้างที่พิพาทในคดีนี้รวมเป็นเงินตามบันทึกตกลงเลิกสัญญาจ้างเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บันทึกตกลงเลิกสัญญาจ้างจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างค้างชำระระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2544 กับเงินค่าตำแหน่งจากจำเลย เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 บัญญัติว่า "อันว่าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน" ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า ก่อนที่จะมีการทำบันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างต่อกัน โจทก์และจำเลยมีข้อพิพาทกันหลายเรื่อง ได้มีการเจรจากันหลายครั้งก่อนหน้านี้และโจทก์เป็นผู้คิดคำนวณเรียกร้องเงินช่วยเหลือจากจำเลยเอง โดยมีจำนวนเงินสูงกว่าสิทธิที่โจทก์ควรจะได้รับ โดยรวมเงินค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2544 และเงินค่าตำแหน่งไว้ด้วยแล้ว ทั้งตามข้อตกลงก็ได้บันทึกไว้ในสัญญาข้อ 3 ว่า โจทก์พอใจในข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าว ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งอื่นใด ๆ อีกต่อไป เช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์ได้สละสิทธิ์ที่จะเรียกร้องเอาเงินค่าจ้างค้างชำระและเงินค่าตำแหน่งเพราะได้นำไปรวมไว้ในเงินช่วยเหลือตามบันทึกข้อตกลงแล้ว และกรณีมิใช่เรื่องหักเงินค่าจ้างค้างชำระเพื่อชำระหนี้อื่นของจำเลยดังที่โจทก์อุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างค้างชำระและเงินค่าตำแหน่งพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยอีก ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า บันทึกข้อตกลงเลิกสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 มีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 575 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธัชทอง วิริยเวชกุล
จำเลย — มหาวิทยาลัยเกริก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุพล พันธุมโน
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8114/2549
#267576
เปิดฉบับเต็ม

อ. ทำสัญญาเช่าอาคารกับจำเลยที่ 1 หลังจากที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์แล้วสัญญาเช่าระหว่าง อ. กับจำเลยที่ 1 จึงไม่ผูกพันโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 305 เพราะการเช่าของจำเลยที่ 1 เป็นสิทธิที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ก่อให้เกิดขึ้นในทรัพย์สินภายหลังที่ถูกยึดแล้ว ผู้ซื้อจึงได้ทรัพย์สินไปโดยปลอดการเช่า ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 1 จะทำสัญญาเช่าโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนได้ โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 194488 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเลขที่ 438/32 ซึ่งโจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลและได้รับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าไปครอบครองใช้ประโยชน์ได้เนื่องจากจำเลยทั้งสามได้ครอบครองอาศัยและใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสามครอบครองและอาศัยต่อไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวกับให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง และค่าเสียหายอัตราเดือนละ 25,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนแก่โจทก์ และออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทในฐานะผู้เช่าจากนายอมรเทพ เลิศพลากร ผู้ทรงสิทธิในทรัพย์พิพาทในขณะนั้น การเช่าดังกล่าวจำเลยที่ 1 กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนมาแต่เดิม โดยทำสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2541 มีระยะการเช่าตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 ถึง 15 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้ทรงสิทธิรายเดิมย่อมต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่มีอยู่ต่อจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้สิทธิในฐานะบริวารของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสามมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์พิพาทโดยชอบ จึงไม่ได้เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสามได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 194488 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 438/32 ซอยสุขุมวิท 63 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2542 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จและค่าเสียหายอัตราเดือนละ 25,000 บาท นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทคืนโจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 194488 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเลขทะเบียนที่ 438/32 ซอยสุขุมวิท 63 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของนายอมรเทพ เลิศพลากร ซึ่งนายอมรเทพได้นำมาจำนองไว้ต่อโจทก์ แล้วนายอมรเทพไม่ชำระหนี้ โจทก์ฟ้องบังคับจำนองโดยฟ้องนายอมรเทพเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 9194/2538 ของศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากการขายทอดตลาดของศาล มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นชื่อของโจทก์เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 แต่ได้มีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินรายนี้ก่อนวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลชั้นต้นจึงมีหนังสือลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาพระโขนง จดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินให้แก่โจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.4 มีปัญหาต้องพิจารณาในชั้นฎีกาว่า สัญญาเช่าที่จำเลยที่ 1 ทำกับนายอมรเทพเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2541 มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า นายอมรเทพทำสัญญาเช่าอาคาร (สิ่งปลูกสร้าง) กับจำเลยที่ 1 ในวันที่ 12 สิงหาคม 2541 ตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นเวลาหลังจากที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์แล้ว สัญญาเช่าระหว่างนายอมรเทพกับจำเลยที่ 1 จึงไม่ผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 305 เพราะการเช่าของจำเลยที่ 1 เป็นสิทธิที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ก่อให้เกิดขึ้นในทรัพย์สินภายหลังที่ถูกยึดแล้ว ผู้ซื้อจึงได้ทรัพย์สินไปโดยปลอดการเช่า ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 1 จะทำสัญญาเช่าโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์และให้ชำระค่าเสียหายนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 305
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเวก้า โมดส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8104/2549
#266875
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 32 และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดี อ้างว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67987 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และบ้านเลขที่ 32 และผู้ร้องทั้งสองได้ยื่นฟ้องโจทก์กับพวกต่อศาลชั้นต้นเป็นอีกคดีหนึ่งเพื่อขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อผู้ร้องทั้งสองเป็นเพียงผู้ที่ได้ยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยต่อศาล และแม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิครอบครองในบ้านเลขที่ 32 และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 67987 ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ก็ตาม แต่เมื่อคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดก็ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 280 ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 32 และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากบ้านดังกล่าว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อขับไล่จำเลยและบริวาร

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสองได้ยื่นฟ้องโจทก์และนางสาวสมจิตต์ เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น เพื่อขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์และสารบัญการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 67987 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 32 ที่จำเลยและบริวารอาศัยอยู่ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67987 ผู้ร้องไม่ยื่นคำร้องภายใน 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองมีว่า ผู้ร้องทั้งสองมีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินในคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านเลขที่ 32 กับให้ใช้ค่าเสียหายและค่าฤชาธรรมเนียม และคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อแจ้งให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ดังกล่าว ต่อมาผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดี อ้างว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 67987 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และบ้านเลขที่ 32 ดังกล่าว และผู้ร้องทั้งสองได้ยื่นฟ้องโจทก์กับพวกต่อศาลชั้นต้นเป็นอีกคดีหนึ่งเพื่อขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว เห็นว่า การที่ผู้ร้องทั้งสองจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีได้ผู้ร้องทั้งสองจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่มีการบังคับคดีในคดีนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 280 กล่าวคือ จะต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา และในกรณีที่มีการอายัดสิทธิเรียกร้อง ลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องนั้น หรือหากเป็นบุคคลอื่นก็ต้องเป็นผู้ที่ชอบจะใช้สิทธิอันได้จดทะเบียนไว้โดยชอบ หรือที่ได้ยื่นคำร้องขอตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 288, 289 และ 290 อันเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องเช่นว่ามานั้น เมื่อผู้ร้องทั้งสองเป็นเพียงผู้ที่ได้ยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลยต่อศาล และแม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิครอบครองในบ้านเลขที่ 32 และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 67987 ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ก็ตาม แต่เมื่อคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดก็ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีบังคับคดีอันเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 280 ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี? ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 280 ม. 296 จัตวา (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววัชรี จันทะสะเร
ผู้ร้อง — นายจวน ทองแกมแก้ว กับพวก
จำเลย — นายโกสินทร์ อุดมทรัพย์ศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายศุภชัย นารถพจนานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8079/2549
#266848
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยและผู้เสียหายมีสาเหตุขุ่นข้องหมองใจกันจนต่างฝ่ายต่างหวาดระแวงว่าอีกฝ่ายจะมาทำร้ายตน ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ผู้เสียหายเรียกชื่อจำเลยและชักอาวุธปืนออกมาจากเอว วิญญูชนเช่นจำเลยย่อมเข้าใจได้ว่าผู้เสียหายจะใช้อาวุธปืนนั้นยิงจำเลย ถือได้ว่าเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงตาม ป.อ. มาตรา 68 แล้ว การที่จำเลยหยิบอาวุธมีดพร้าที่วางอยู่พื้นถนนซึ่งเป็นของบุคคลอื่นฟันทำร้ายผู้เสียหายไปเพียงครั้งเดียวแล้ววิ่งหลบหนีไป จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 33 ริบมีดปลายแหลมของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คืนของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบมีดปลายแหลมของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดพร้าของกลางฟันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส นิ้วก้อยมือข้างซ้ายขาด และบริเวณข้อมือขวามีบาดแผลฉีกขาดรายละเอียดปรากฏตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ ผู้เสียหายใช้อาวุธปืนสั้นยิงจำเลย ทำให้จำเลยมีบาดแผลกระสุนเข้าและออกที่ขาขวา กับบาดแผลที่อกด้านซ้ายมีกระสุนฝังในผนังทรวงอก รายละเอียดปรากฏตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายเรียกชื่อจำเลยและชักอาวุธปืนออกจากเอวจำเลยจึงคว้าอาวุธมีดพร้าของกลางซึ่งเป็นของชาวบ้านที่วางอยู่ที่พื้นถนนฟันไปที่ผู้เสียหาย 1 ครั้ง แล้วหลบหนีไป เมื่อจำเลยและผู้เสียหายมีสาเหตุขุ่นข้องหมองใจกันจนแต่ละฝ่ายต่างหวาดระแวงว่าอีกฝ่ายจะมาทำร้ายตน ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ผู้เสียหายเรียกชื่อจำเลยพร้อมชักอาวุธปืนออกมานั้น วิญญูชนเช่นจำเลยย่อมเข้าใจได้ว่าผู้เสียหายจะใช้อาวุธปืนนั้นยิงจำเลยนั่นเอง ถือได้ว่าเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 แล้ว ดังนั้น การที่จำเลยหยิบอาวุธมีดพร้าของกลางที่วางอยู่ที่พื้นถนน ซึ่งเป็นของบุคคลอื่นฟันทำร้ายผู้เสียหายไปเพียงครั้งเดียวแล้ววิ่งหลบหนีไป จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันพอสมควรแก่เหตุเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง มีดปลายแหลมของกลางไม่ใช่ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดหรือเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงไม่อาจริบได้

พิพากษากลับให้ยกฟ้องคืนของกลางแก่เจ้าของ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง
จำเลย — นายศรคีรี รัตนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นางอรอุษา กฤษณะโลม จรัญรัตนศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
มานะ ศุภวิชัยกุล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8077 -ที่ 8078/2549
#269025
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลแรงงานเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เอง และตามข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน (ฉบับที่ 3) ข้อ 6 ได้กำหนดวิธีการยื่นบัญชีระบุพยานของศาลแรงงานเป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้ในการดำเนินคดีแรงงาน ส่วนบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ใช้บังคับแก่กรณีที่นายจ้างซึ่งเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง หากไม่ได้ระบุเหตุผลที่อ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดที่จะเป็นไปตามกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 (1) ถึง (6) ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบแล้ว จะยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้เท่านั้น ไม่บังคับรวมถึงการนำพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีที่จะเกินกว่าที่พยานนั้นเคยให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหาย และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชย และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์ทั้งสองเป็นพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ที่ 1 มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นรักษาการเจ้าหน้าที่บังคับบัญชา 11 ฝ่ายอำนวยการสาขาและรักษาการผู้จัดการสาขาจันทบุรี ส่วนโจทก์ที่ 2 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ 7 ฝ่ายอำนวยการสาขา และดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อ 7 สาขาจันทบุรีด้วย ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสือร้องเรียนว่า พนักงานในสาขาจันทบุรีร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากลูกค้าสินเชื่อรายที่ขอปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พบว่าโจทก์ทั้งสองกระทำผิดแล้วเสนอคณะกรรมการพิจารณาโทษทางวินัย ต่อมาได้มีมติให้โจทก์ทั้งสองออกจากงาน ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ต่อมาจำเลยรับโอนกิจการ สินทรัพย์ หนี้สินรวมทั้งภาระผูกพันของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ที่มีอยู่มาเป็นของจำเลย

ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทำนองเดียวกันว่า จำเลยนำพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีเกินกว่าที่ให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวน เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ทนายจำเลยมิได้นำส่งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่แถลงต่อศาลแรงงานกลาง คำเบิกความพยานจึงรับฟังไม่ได้ ทนายจำเลยเบิกความโดยไม่ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจให้เบิกความแทนและไม่ได้ระบุให้หนังสือมอบอำนาจเป็นพยานในบัญชีระบุพยาน ทนายจำเลยไม่ได้เป็นผู้ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความที่เบิกความต่อศาลด้วยตนเองโดยตรง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) มาตรา 88 มาตรา 95 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร" บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และตามข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน (ฉบับที่ 3) ข้อ 6 ได้กำหนดวิธีการยื่นบัญชีระบุพยานของศาลแรงงาน จึงเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงานเป็นการเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้แก่การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ได้ ส่วนบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ใช้บังคับแก่กรณีที่นายจ้างซึ่งเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง หากไม่ได้ระบุเหตุผลที่อ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดที่จะเป็นไปตามกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 (1) ถึง (6) ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบแล้ว จะยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่ได้เท่านั้น ไม่รวมถึงการนำพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีที่จะเกินกว่าที่พยานนั้นเคยให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด ส่วนการรับฟังคำเบิกความของทนายจำเลยนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางมีอำนาจที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองหรือกำหนดให้คู่ความนำพยานหลักฐานมาสืบโดยจะให้ยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่ก็ได้ หรือหากเห็นว่าพยานบุคคลใดยังไม่อาจให้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีแล้ว ศาลแรงงานกลางก็ยังเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองดังที่กล่าวมา การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานบุคคลและรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 88 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 45 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอะโนทัย ชัยตระกูล กับพวก
จำเลย — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายนพรัตน์ รุพันธ์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
พิชิต คำแฝง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8072/2549
#266871
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบกับการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องการลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม ฯ มาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 2 ในฐานะนายกแพทยสภาเป็นประธานคณะกรรมการแพทยสภาโดยตำแหน่ง และเป็นผู้แทนแพทยสภาในกิจการต่าง ๆ ตามมาตรา 22 (1) (ก) (ข) (ค) ส่วนจำเลยที่ 3 ในฐานะเลขาธิการแพทยสภาเป็นเลขานุการคณะกรรมการแพทยสภาตามมาตรา 22 (4) (จ) เมื่อคณะกรรมการแพทยสภาซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานและจำเลยที่ 3 เป็นเลขานุการได้ใช้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ทั้งสี่ตามมาตรา 39 วรรคสาม (2) และจำเลยที่ 1 ได้ให้ความเห็นชอบตามมาตรา 25 แล้วจึงต้องออกเป็นคำสั่งแพทยสภาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 39 วรรคสี่ ดังนั้น จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายในการทำคำสั่งลงโทษว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ทั้งสี่โดยตรง เพียงแต่มาตรา 39 วรรคสี่ ให้ทำเป็นคำสั่งแพทยสภา จำเลยทั้งสามหาใช่บุคคลภายนอกที่ศาลไม่อาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสี่ได้ โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งแพทยสภาดังกล่าวได้

การลงมติและการทำคำสั่งลงโทษว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ทั้งสี่เป็นการใช้ดุลพินิจตามข้อเท็จจริงจากการสอบสวนของคณะกรรมการแพทยสภา เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นไปโดยไม่สุจริตหรือเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่ มติและคำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายอันเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม ฯ มาตรา 39 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ลงโทษว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ทั้งสี่ตามคำสั่งแพทยสภาที่ 28/2543

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่กับให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของแพทยสภาได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบกับการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องการลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยที่ 2 ในฐานะนายกแพทยสภาเป็นประธานคณะกรรมการแพทยสภาโดยตำแหน่ง และเป็นผู้แทนแพทยสภาในกิจการต่าง ๆ ตามมาตรา 22 (1) (ก) (ข) (ค) ส่วนจำเลยที่ 3 ในฐานะเลขาธิการแพทยสภาเป็นเลขานุการคณะกรรมการแพทยสภาตามมาตรา 22 (4) (จ) เมื่อคณะกรรมการแพทยสภาซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นประธาน และจำเลยที่ 3 เป็นเลขานุการได้ใช้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ทั้งสี่ตามมาตรา 39 วรรคสาม (2) และจำเลยที่ 1 ได้ให้ความเห็นชอบกับคำวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าวตามมาตรา 25 แล้วจึงต้องออกเป็นคำสั่งแพทยสภาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 39 วรรคสี่ ดังนั้น จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายในการทำคำสั่งลงโทษว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ทั้งสี่โดยตรงเพียงแต่มาตรา 39 วรรคสี่ ให้ทำเป็นคำสั่งแพทยสภา จำเลยทั้งสามหาใช่บุคคลภายนอกที่ศาลไม่อาจออกคำบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสี่ได้ โจทก์ทั้งสี่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งแพทยสภาดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าไม่อาจบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสี่ได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า คำสั่งแพทยสภาให้ลงโทษว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ทั้งสี่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกันว่า การลงมติและการทำคำสั่งลงโทษว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ทั้งสี่เป็นการใช้ดุลพินิจตามข้อเท็จจริงจากการสอบสวนของคณะกรรมการแพทยสภา เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นไปโดยไม่สุจริตหรือเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่ มติและคำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายอันเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 39 วรรคสี่ ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ม. 22 (1) (ก) (ข) (ค) ม. 22 (4) (จ) ม. 25 วรรคหนึ่ง (4) ม. 39 วรรคสาม (2) ม. 39 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแพทย์เพรา นิวาตวงศ์ กับพวก
ในฐานะสภา — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยนายกร ทัพพะรังสี
จำเลย — นายกพิเศษแห่งแพทยสภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8071/2549
#269442
เปิดฉบับเต็ม

อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลทางหลวงแผ่นดินทั่วราชอาณาจักร การเวนคืนที่ดินเพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินจึงเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจหน้าที่ของจำเลย การกระทำของอธิบดีกรมทางหลวงในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในกิจการอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยในฐานะผู้แทนและตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยจึงผูกพันจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลด้วย กรณีเช่นนี้ถือว่าโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

ราคาที่ดินของโจทก์ขณะถูกเวนคืนมีราคาในท้องตลาดตารางวาละ 120,000 บาท โดยโจทก์เทียบเคียงกับราคาที่ดินที่ซื้อขายเพื่อสร้างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งอยู่ติดถนนเพชรเกษม ห่างจากที่ดินของโจทก์ 300 ถึง 400 เมตร และที่ดินที่ขายให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งอยู่ห่างที่ดินของโจทก์ประมาณ 1,200 เมตร แต่การซื้อขายที่ดินดังกล่าว เป็นการซื้อขายที่ฝ่ายผู้ซื้อต้องการได้ที่ดินไปเพื่อใช้เป็นที่ทำการและเป็นการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นการซื้อขายที่มีวัตถุประสงค์พิเศษแตกต่างจากการซื้อขายของบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ขายสามารถเรียกราคาได้สูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดได้ จึงไม่อาจนำมาเปรียบเทียบโดยตรงเพื่อกำหนดเป็นราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ได้

ที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนตามโฉนดเลขที่ 25506 เนื้อที่ 19.30 ตารางวา นั้น เดิมที่ดินแปลงนี้อยู่ติดถนนเพชรเกษมอยู่แล้ว หลังถูกเวนคืนอาคารพาณิชย์ของโจทก์ 2 ห้องที่ปลูกบนที่ดินดังกล่าว ซึ่งโจทก์ทำการค้าโดยเปิดร้านอาหารนั้นยังใช้ประโยชน์ได้ ก่อนหน้าที่ดินของโจทก์แปลงนี้จะถูกเวนคืนลูกค้าของโจทก์ก็ต้องจอดรถที่หน้าร้านบนถนนเพชรเกษมอยู่แล้ว การที่ที่ดินของโจทก์แปลงนี้ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1.70 ตารางวา และต้องมาอยู่ใกล้มุมสี่แยกซึ่งจำเลยมีข้อกำหนดไม่ยอมเปิดทางเพื่อเข้าออกสู่ทางหลวงก็ตาม แต่หลังจากมีการขยายทางหลวงตามแนวเขตที่ดินที่ถูกเวนคืน ลูกค้าของโจทก์สามารถจอดรถบริเวณหน้าร้านของโจทก์ได้เช่นเดิม ประโยชน์จากการใช้ที่ดินแปลงนี้มิได้ลดลงไปจากเดิม แต่จากสภาพทำเลใหม่ที่มีการปรับปรุงทางแยกให้กว้างขึ้นทำให้ทัศนียภาพบริเวณดังกล่าวดีขึ้นกว่าเดิมและอาคารพาณิชย์ของโจทก์กลับดูเด่นเป็นสง่าเพราะด้านซ้ายมือเป็นหน้าต่างหรือใส่กระจกเพื่อรับแสงสว่างและอากาศบริสุทธิ์ได้ซึ่งต่างจากสภาพอาคารเดิมก่อนถูกเวนคืนที่ผนังอาคารด้านซ้ายมือเป็นผนังคอนกรีตทึบอยู่ติดอาคารพาณิชย์ของผู้อื่นตลอดแนวที่ดินของโจทก์แปลงนี้ที่เหลือจากการเวนคืนมิได้มีราคาลดลง ส่วนเรื่องเงินค่าทดแทนสำหรับอาคารส่วนที่เหลือซึ่งโจทก์อ้างว่ามีราคาลดลงนั้น อาคารของโจทก์ส่วนที่เหลือยังใช้ประโยชน์ได้ดังเดิม อาคารส่วนที่เหลือของโจทก์จึงไม่ได้มีราคาลดลง การที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนที่เหลือให้โจทก์นั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว

โจทก์ไม่จำต้องนำสืบถึงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารออมสินว่ามีอัตราเท่าใดเพราะเป็นกรณีที่มีกฎหมายพิเศษให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้นแต่จะได้รับอัตราเท่าใดต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงแต่ต้องไม่เกินอัตราตามคำขอของโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มีภาระการพิสูจน์โดยจะต้องนำสืบในเรื่องอัตราดอกเบี้ยแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในยอดเงินค่าตอบแทนที่ได้รับเพิ่มขึ้นรวมกันนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 11 กำหนดให้เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะต้องจ่ายเงินตามสัญญาให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 25506 พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 10 จึงไม่มีวันต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 วันเริ่มต้นคำนวณดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนจำนวนนี้ย่อมเป็นวันถัดจากวันครบกำหนดให้ไปรับเงินค่าทดแทน ตามหนังสือเอกสารหมาย ล.14 อันเป็นวันที่จำเลยต้องนำเงินค่าทดแทนจำนวนนี้ไปวางตามมาตรา 28 วรรคสอง ซึ่งเป็นวันที่ต้องมีการวางเงินค่าทดแทนมาตรา 26 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน 2 แปลง ตั้งอยู่ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 8547 เนื้อที่ 73 ตารางวา ถูกเวนคืนหมดทั้งแปลงตามโฉนดที่ดินเลขที่ 25506 เนื้อที่ 21 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1.70 ตารางวา อันเนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ดังกล่าวอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ-คลองพรวน ตอนวังมะนาว-อำเภอชะอำ พ.ศ.2536 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ไร่ละ 6,000,000 บาท เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง 3.5 ชั้น เป็นเงิน 22,703 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนมีมติเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์จากไร่ละ 6,000,000 บาท เป็นไร่ละ 9,600,000 บาท และเพิ่มเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้อีก 9,416 บาท ซึ่งไม่ถูกต้องและเป็นธรรม ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลง มีราคาซื้อขายในท้องตลาดขณะเวนคืนตารางวาละ 120,000 บาท ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนรวมเนื้อที่ 74.7 ตารางวา โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดอีก 7,843,500 บาท และมีสิทธิรับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างที่ถูกรื้อถอนออกไป ตารางเมตรละ 5,000 บาท รวมเนื้อที่ 9 ตารางเมตร เป็นเงิน 45,000 บาท เมื่อหักกับที่ได้รับมาแล้ว 22,703 บาท คงเหลือที่จำเลยต้องชำระเป็นเงิน 22,297 บาท และอาคารสิ่งปลูกสร้างที่เหลืออยู่ 215 ตารางเมตร ราคาลดลงเพราะประโยชน์การใช้อาคารดังกล่าวลดลง คิดเป็นเงินตารางเมตรละ 2,000 บาท เป็นเงิน 430,000 บาท จากการเวนคืนทำให้ที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ตรงมุมสี่แยกมีประโยชน์การใช้ลดลง ทำให้ที่ดินดังกล่าวมีราคาลดลงร้อยละ 60 ของราคาท้องตลาด คิดค่าเสียหายส่วนนี้ตารางวาละ 72,000 บาท เนื้อที่ 19.30 ตารางวา เป็นเงิน 1,389,600 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มเกี่ยวกับที่ดินเป็นเงิน 9,233,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,424,975.10 บาท และมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 452,297 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 67,844.55 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินจำนวน 11,178,216.65 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงิน 9,685,397 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า เงินค่าทดแทนที่โจทก์ได้รับถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนจำนวน 1,195,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยนั้นต้องไม่เกินในอัตราร้อยละสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน)

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนจำนวน 1,208,081 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 8547 และ 25506 ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 73 ตารางวา และเนื้อที่ 21 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ. 1 และ จ. 2 ตามลำดับพร้อมอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นครึ่ง เนื้อที่ 224 ตารางเมตร ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 25506 เมื่อปี 2536 มีการประกาศใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ-คลองพรวน ตอนวังมะนาว-อำเภอชะอำ พ.ศ.2536 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2536 การดำเนินการของฝ่ายจำเลยตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 8547 ถูกเวนคืนทั้งแปลง ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 25506 ถูกเวนคืนบางส่วนเป็นเนื้อที่ 1.70 ตารางวา และอาคารพาณิชย์ของโจทก์ต้องถูกรื้อถอนไปเป็นเนื้อที่ 9 ตารางเมตร คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ตารางวาละ 15,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,120,500 บาท และเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 22,703 บาท เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2540 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายและรับเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 8547 จำนวน 1,095,000 บาท ไปแล้ว แต่เงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในโฉนดเลขที่ 25506 จำนวน 48,203 บาท โจทก์ไม่ทำสัญญาและไม่ไปรับเงิน เจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงนำเงินดังกล่าวไปฝากธนาคารออมสินสาขาหัวหินในนามของโจทก์เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2540 โจทก์ไม่พอใจจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขอให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นตารางวาละ 120,000 บาท และขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งมีราคาลดลงตารางวาละ 105,000 บาท รวม 19.30 ตารางวา เป็นเงิน 2,026,500 บาท เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือซึ่งมีราคาลดลงเป็นเงินจำนวน 384,000 บาท เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รื้อถอนไปจำนวน 45,000 บาท คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ พิจารณาแล้วมีมติเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 24,000 บาท และเพิ่มเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รื้อถอนไปเป็นจำนวน 32,119 บาท แต่ไม่กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนและเงินค่าทดแทนสำหรับสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือซึ่งโจทก์อ้างว่ามีราคาลดลง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยเห็นชอบด้วย แต่โจทก์ซึ่งไม่พอใจและไม่ไปรับเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนขึ้นเป็นตารางวาละ 40,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยอีกตารางวาละ 16,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,195,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่ไม่กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนกับสิ่งปลูกสร้างที่เหลือจากการรื้อถอนซึ่งโจทก์อ้างว่ามีราคาลดลง และไม่เพิ่มเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รื้อถอนให้แก่โจทก์อีก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้เพิ่มเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รื้อถอนให้โจทก์อีก 12,881 บาท เท่านั้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 สายกรุงเทพฯ-คลองพรวน ตอนวังมะนาว-อำเภอชะอำ พ.ศ.2536 มาตรา 4 ได้บัญญัติให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกานี้ อีกทั้งมาตรา 6 ก็ยังบัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ซึ่งชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวว่าไม่ได้ประสงค์จะให้กรมทางหลวงหรือกระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากออกจากกันเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนหรือเป็นผู้รักษาการแทนตามพระราชกฤษฎีกาแต่อย่างใด เจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนดังกล่าวข้างต้นประสงค์จะให้เฉพาะอธิบดีกรมทางหลวงเท่านั้นเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเท่านั้นเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา การใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีกรมทางหลวงหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นการกระทำที่มีผลผูกพันเฉพาะตัวอธิบดีกรมทางหลวงหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นการกระทำของจำเลย จำเลยจึงมิได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์อันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า อธิบดีกรมทางหลวงซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลทางหลวงแผ่นดินทั่วราชอาณาจักร การเวนคืนที่ดินเพื่อขยายทางหลวงแผ่นดินจึงเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจหน้าที่ของจำเลย การกระทำของอธิบดีกรมทางหลวงในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในกิจการอันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยในฐานะผู้แทนและตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยจึงผูกพันจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลด้วย กรณีเช่นนี้ถือว่าโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยข้อต่อไปว่า เงินค่าทดแทนที่ดินและเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยให้จ่ายเพิ่มขึ้นแก่โจทก์นั้นเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความว่า ราคาที่ดินของโจทก์มีราคาในท้องตลาดขณะถูกเวนคืนตารางวาละ 120,000 บาท โดยโจทก์เทียบเคียงกับราคาที่ดินที่ซื้อขายเพื่อสร้างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งอยู่ติดถนนเพชรเกษม ห่างจากที่ดินของโจทก์ 300 ถึง 400 เมตร และที่ดินที่ขายให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยซึ่งอยู่ห่างที่ดินของโจทก์ประมาณ 1,200 เมตร ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.17 และ จ.20 กับ จ.21 โดยมีนายสมศักดิ์ กรีฑาธรณ์ เจ้าของที่ดินที่ขายที่ดินให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด และนายวิจักษ์ ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นพนักงานธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) พยานโจทก์มาเบิกความสนับสนุน แต่การซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการซื้อขายที่ฝ่ายผู้ซื้อต้องการได้ที่ดินไปเพื่อใช้เป็นที่ทำการ โดยเฉพาะการซื้อขายที่ดินเพื่อใช้เป็นที่ทำการของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เป็นการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นการซื้อขายที่มีวัตถุประสงค์พิเศษแตกต่างจากการซื้อขายของบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ขายสามารถเรียกราคาได้สูงกว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดได้ จึงไม่อาจนำมาเปรียบเทียบโดยตรงเพื่อกำหนดเป็นราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ได้ ส่วนที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเพิ่มให้อีกร้อยละ 50 ของราคาประเมินของกรมที่ดินที่ประกาศใช้เมื่อปี 2539 ซึ่งมีราคาไร่ละ 6,400,000 บาท หรือตารางวาละ 16,000 บาท โดยกำหนดเพิ่มให้เป็นไร่ละ 9,600,000 บาท หรือตารางวาละ 24,000 บาท ตามความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ซึ่งยอมรับว่าแม้ไม่ปรากฏหลักฐานการซื้อขายที่ดินในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ ใช้บังคับ แต่ราคาซื้อขายที่ดินในท้องตลาดขณะนั้นน่าจะสูงกว่าราคาประเมินของกรมที่ดินนั้นก็เป็นการกำหนดเพิ่มให้แก่ที่ดินที่ถูกเวนคืนโดยทั่วไปโดยมิได้ให้เหตุผลเป็นพิเศษโดยเฉพาะเป็นรายแปลงไปจึงไม่ชัดเจนว่าอัตราเงินค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยเพิ่มให้แก่โจทก์จะเป็นราคาที่ดินที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ แต่อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์และจำเลยไม่อาจนำสืบถึงราคาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนในวันที่ใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ศาลก็มีอำนาจกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมได้โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 8547 เนื้อที่ 73 ตารางวา นั้น มีรูปที่ดินเป็นสามเหลี่ยมชายธงไม่มีสิ่งปลูกสร้าง แม้จะมีด้านหน้าที่ดินยาวติดถนนเพชรเกษมแต่ทำเลไม่สู้ดีนัก การใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ย่อมถูกจำกัดตามสภาพรูปที่ดิน ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินแปลงนี้มากกว่าที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยเป็นตารางวาละ 40,000 บาท นั้น เห็นว่า สูงเกินไป แต่อัตราค่าทดแทนที่ดินที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยตารางวาละ 24,000 บาท ก็ต่ำไปไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ จึงเห็นสมควรเพิ่มให้เป็นตารางวาละ 38,000 บาท เพิ่มจากที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยอีกตารางวาละ 14,000 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 25506 นั้นมีรูปที่ดินเกือบเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทั้งยังมีอาคารพาณิชย์ตั้งอยู่ การใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ ย่อมมีมากกว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8547 พอสมควร ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินแปลงนี้ให้มากกว่าที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยอีกตารางวาละ 16,000 บาท เป็นตารางวาละ 40,000 บาท นั้น เหมาะสมเป็นธรรมแก่โจทก์และสังคมแล้ว โจทก์จึงได้เงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 8547 เพิ่มขึ้นจากรัฐมนตรีฯ วินิจฉัยอีกจำนวน 1,022,000 บาท และได้เงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 25506 เพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยอีกจำนวน 27,200 บาท รวมแล้วเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์ได้รับเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยอีกจำนวน 1,049,200 บาท

สำหรับที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนตามโฉนดเลขที่ 25506 เนื้อที่ 19.30 ตารางวา นั้น เห็นว่า เดิมที่ดินแปลงนี้อยู่ติดถนนเพชรเกษมอยู่แล้ว แม้ตามแผนที่หมาย จ.3 กับภาพถ่ายหมาย จ.4 ภาพที่ 1 ที่ดินแปลงนี้จะอยู่ห่างจากสี่แยกถนนเพชรเกษมตัดกับถนนเลียบคลองชลประทานสาย 3 เล็กน้อยตามที่ศาลชั้นต้นทำเครื่องหมายดอกจันสีน้ำเงินไว้ 2 แห่ง ในแผนที่หมาย จ.3 ก็ตาม แต่ตัวโจทก์ก็เบิกความรับว่าหลังจากถูกเวนคืนแล้ว อาคารพาณิชย์ของโจทก์ 2 ห้อง ซึ่งโจทก์ทำการค้าโดยเปิดร้านอาหารนั้นยังใช้ประโยชน์ได้ ก่อนหน้าที่ดินของโจทก์แปลงนี้จะถูกเวนคืนลูกค้าของโจทก์ก็ต้องจอดรถที่หน้าร้านบนถนนเพชรเกษมอยู่แล้ว การที่ที่ดินของโจทก์แปลงนี้ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1.70 ตารางวา และต้องมาอยู่ใกล้มุมสี่แยกซึ่งจำเลยมีข้อกำหนดไม่ยอมเปิดทางเพื่อเข้าออกสู่ทางหลวงตามเอกสารหมาย จ.24 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาตามแผนผังการกำหนดราคาค่าที่ดินในเอกสารหมาย ล.9 และแผนผัง R.O.W. แสดงเขตที่ดินที่ขออนุมัติและจ่ายเงินค่าทดแทนในเอกสารหมาย ล.10 ประกอบภาพถ่ายหมาย จ.26/1 แล้วเชื่อว่าเป็นภาพถ่ายอาคารพาณิชย์ของโจทก์ดังกล่าวหลังจากมีการขยายทางหลวงตามแนวเขตที่ดินที่ถูกเวนคืน ตลอดจนคำเบิกความของนายอัมพร จินดาวัฒน์ พยานจำเลยซึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ เห็นได้ชัดเจนว่าการเวนคืนที่ดินของโจทก์แปลงนี้และที่ดินบุคคลอื่นอีกหลายคนที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ก็เพื่อปรับปรุงทางแยกให้มีความกว้างมากขึ้น พื้นที่ตรงมุมตึกซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์มิได้เป็นผิวพื้นจราจรแต่เป็นพื้นที่ว่างห่างจากทางที่เป็นผิวพื้นจราจรอยู่มากพอสมควร ลูกค้าของโจทก์สามารถจอดรถบริเวณหน้าร้านของโจทก์ได้เช่นเดิม ประโยชน์จากการใช้ที่ดินแปลงนี้มิได้ลดลงไปจากเดิม แต่จากสภาพทำเลใหม่ที่มีการปรับปรุงทางแยกให้กว้างขึ้น ทำให้ทัศนียภาพบริเวณดังกล่าวดีขึ้นกว่าเดิมและอาคารพาณิชย์ของโจทก์กลับดูเด่นเป็นสง่าเพราะด้านซ้ายมือของตัวอาคารจะอยู่ติดพื้นที่โล่งและโจทก์สามารถเจาะผนังอาคารด้านซ้ายมือเป็นหน้าต่างหรือใส่กระจกเพื่อรับแสงสว่างและอากาศบริสุทธิ์ได้ซึ่งต่างจากสภาพอาคารเดิมก่อนถูกเวนคืนที่ผนังอาคารด้านซ้ายมือจะเป็นผนังคอนกรีตทึบอยู่ติดอาคารพาณิชย์ของผู้อื่นตลอดแนว ด้วยเหตุผลดังกล่าวเห็นได้ว่าที่ดินของโจทก์แปลงนี้ที่เหลือจากการเวนคืน มิได้มีราคาลดลงตามที่โจทก์อ้างมาในฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์ สำหรับที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนนั้นชอบแล้ว

ส่วนสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเป็นเนื้อที่ 9 ตารางเมตร นั้น โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า โจทก์คิดค่าเสียหายตารางเมตรละ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 45,000 บาท โดยโจทก์มีนายสำราญมาเบิกความสนับสนุนว่า พยานเคยประเมินราคาค่าสิ่งปลูกสร้างสำหรับอาคารพาณิชย์ใกล้ที่ดินที่ถูกเวนคืนคดีนี้เบื้องต้นปี 2537 ตารางเมตรละ 4,500 บาท ถึง 6,000 บาท แม้โจทก์ไม่มีรายการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนมาแสดงเช่นที่จำเลยได้นำสืบให้เห็นตามเอกสารหมาย ล.18 ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับค่าวัสดุ ค่าแรงงาน ค่าเสียหาย ค่ารื้อถอน ค่าขนย้าย ค่าดำเนินการ กำไรและภาษีก็ตาม แต่หลักการคำนวณค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยตามที่ปรากฏในบัญชีเปรียบเทียบฯ ในเอกสารหมาย ล.18 นั้น มีหมายเหตุระบุในตอนท้ายทำให้เห็นว่าตัวเลขที่แสดงไว้นั้นอาจแปรเปลี่ยนไปได้โดยขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่ามีการใช้ช่างฝีมือในการก่อสร้างหรือไม่ เมื่อคำนึงถึงว่าการปรับปรุงอาคารพาณิชย์โดยการรื้อแล้วปรับปรุงใหม่ในส่วนมุมของอาคารที่ถูกเวนคืนเป็นรูปสามเหลี่ยมทั้งสามชั้นเช่นนี้ วิญญูชนทั่วไปย่อมจะต้องจ้างช่างฝีมือมาดำเนินการให้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้อยู่อาศัยในตัวอาคาร ดังนั้น จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า โจทก์คงใช้ช่างฝีมือดีมาดำเนินการซึ่งย่อมจะต้องมีค่าจ้างสูงกว่าเงินค่าทดแทนที่ฝ่ายจำเลยคำนวณเพิ่มให้อยู่บ้าง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 45,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยเพิ่มค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์อีก 12,881 บาท นั้นชอบแล้ว

ส่วนเรื่องเงินค่าทดแทนสำหรับอาคารส่วนที่เหลือซึ่งโจทก์อ้างว่ามีราคาลดลงนั้น เห็นว่า อาคารของโจทก์ส่วนที่เหลือยังใช้ประโยชน์ได้ดังเดิม ทั้งผลจากการเวนคืนทำให้อาคารพาณิชย์ของโจทก์ด้านซ้ายมือไม่ติดกับอาคารพาณิชย์ของบุคคลอื่นอีก ทำให้โจทก์สามารถปรับปรุงอาคารของโจทก์ให้อยู่อาศัยด้วยความสุขสบายมากกว่าเดิมตามที่ได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว ด้วยเหตุนี้อาคารส่วนที่เหลือของโจทก์จึงไม่ได้มีราคาลดลง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนที่เหลือให้โจทก์นั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้วเช่นกัน รวมแล้วโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินและเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยอีก 1,062,081 บาท ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้นเป็นบางข้อ

อนึ่ง คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กับจำเลยเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 8547 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 25506 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ไม่ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กับจำเลย และจำเลยได้วางเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์รายการนี้โดยฝากไว้กับธนาคารออมสินแล้ว ดังนั้น การหาวันเริ่มต้นคำนวณดอกเบี้ยของยอดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ทั้งสองจำนวนจะต้องใช้วิธีการแตกต่างกัน ทั้งโจทก์ก็ไม่จำต้องนำสืบถึงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารออมสินว่ามีอัตราเท่าใด เพราะเป็นกรณีที่มีกฎหมายพิเศษให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนที่เพิ่มขึ้น แต่จะได้รับอัตราเท่าใดต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงแต่ต้องไม่เกินอัตราตามคำขอของโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มีภาระการพิสูจน์โดยจะต้องนำสืบในเรื่องอัตราดอกเบี้ยแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในยอดเงินค่าทดแทนที่ได้รับเพิ่มขึ้นรวมกัน ทั้งกรณีที่มีการทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และกรณีที่มีการวางเงินค่าทดแทนนับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2540 อันเป็นวันที่ซึ่งลงในหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินและเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างในโฉนดที่ดินเลขที่ 25506 ตามเอกสารหมาย ล.14 โดยที่หนังสือฉบับนี้กำหนดให้โจทก์ไปรับเงินอย่างช้าที่สุดในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 นั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ สำหรับปัญหานี้ เห็นว่า สำหรับเงินค่าทดแทนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 8547 ซึ่งโจทก์ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กับจำเลยนั้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 11 กำหนดให้เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะต้องจ่ายเงินตามสัญญาดังกล่าวให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์วันสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะต้องจ่ายเงินตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้แก่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ก็คือ วันที่หนึ่งร้อยยี่สิบนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์วันดังกล่าวนี้จึงเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคสาม เมื่อเงินค่าทดแทนจำนวนนี้มีวันที่ต้องมีการจ่ายแล้วก็จะต้องนับวันเริ่มต้นคำนวณดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 8547 นับแต่วันดังกล่าวโดยไม่ต้องคำนึงถึงวันที่วางเงินค่าทดแทนอีก โจทก์ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 8547 กับจำเลยเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2540 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีวินิจฉัยจำนวน 1,022,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไป ส่วนที่ดินตามโฉนดเลขที่ 25506 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1.70 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเนื้อที่ 9 ตารางวา โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยจำนวน 27,200 บาท กับเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยอีก 12,881 บาท ซึ่งรวมเป็นเงิน 40,081 บาท โจทก์ไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 25506 พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 10 จึงไม่มีวันต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 วันเริ่มต้นคำนวณดอกเบี้ยสำหรับเงินค่าทดแทนจำนวนนี้ย่อมเป็นวันถัดจากวันครบกำหนดให้ไปรับเงินค่าทดแทนตามหนังสือเอกสารหมาย ล.14 อันเป็นวันที่จำเลยต้องนำเงินค่าทดแทนจำนวนนี้ไปวางตามมาตรา 28 วรรคสอง ซึ่งเป็นวันที่ต้องการวางเงินค่าทดแทนมาตรา 26 วรรคสาม คือวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 นั่นเอง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยอีก 1,062,081 บาท แก่โจทก์ และชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ สำหรับยอดเงินจำนวน 1,022,000 บาท ให้นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2540 ส่วนยอดเงิน 40,081 บาท ให้นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249 วรรคสอง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 11 ม. 26 วรรคสาม ม. 28 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพศาล แสงอรุณ
จำเลย — กรมทางหลวง
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ธานิศ เกศวพิทักษ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8066/2549
#267573
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) บัญญัติให้บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ เท่านั้น มิได้บัญญัติให้ระบุว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าเกิดการกระทำความผิดในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาที่ชัดแจ้งและทำให้จำเลยเข้าใจได้ดียิ่งกว่าบรรยายว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนเสียอีก จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีกัญชาแห้งอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายซึ่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 7 (5) ได้บัญญัติไว้แล้วว่ากัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จึงไม่จำเป็นต้องอ้างประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่องการระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยมีกัญชาแห้งอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จำนวน 20 แท่ง น้ำหนัก 17.500 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลรัตนวาปี กิ่งอำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้กัญชาดังกล่าวและโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการติดต่อซื้อขายกัญชาดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 76/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 (ที่ถูกมาตรา 26 วรรคสอง), 76/1 วรรคสอง จำคุก 8 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และปรับ 100,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาข้อนี้มาเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่บรรยายเกี่ยวกับวันเกิดเหตุให้ชัดแจ้งว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนทำให้จำเลยหลงต่อสู้ จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติให้บรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ เท่านั้น มิได้บัญญัติให้ระบุว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนด้วยแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าเกิดการกระทำความผิดในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นเวลาที่ชัดแจ้งและทำให้จำเลยเข้าใจได้ดียิ่งกว่าบรรยายว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืนเสียอีกจึงเป็นการบรรยายฟ้องตรงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอ้างว่า โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและจำเลยทราบประกาศนี้แล้ว โดยไม่ได้บรรยายว่าจำเลยได้ทราบประกาศเมื่อใดอย่างไร ทำให้จำเลยไม่เข้าใจและหลงต่อสู้เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังกล่าวที่เกี่ยวกับคดีนี้ก็คือ ประกาศชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ให้กัญชาหมายความรวมถึงทุกส่วนของพืชกัญชาและวัตถุหรือสารต่างๆ ที่อยู่ในพืชกัญชา คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีกัญชาแห้งอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเทศ 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายซึ่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 7 (5) ได้บัญญัติไว้แล้วว่ากัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยไม่จำต้องอ้างประกาศกระทรวงดังกล่าว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษปรับสุทธิเหลือ 100,000 บาท โดยไม่ได้ระบุว่าให้ขังเกิน 1 ปี ด้วยหรือไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนโดยมิได้แก้ไขให้ถูกต้องเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่สำหรับโทษปรับ หากมีการกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นายค่าย สุวรรณวงศ์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8052/2549
#267563
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุเด็กหญิง ท. ทะเลาะกับโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาและหนีออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่หอพัก โจทก์ร่วมยังเคยไปตามหาเด็กหญิง ท. ที่หอพักดังกล่าว แต่ไม่พบ บิดามารดายังเอาใจใส่ติดตามตัวอยู่ พฤติการณ์บ่งชี้แสดงให้เห็นว่าเด็กหญิง ท. ยังคงอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ดังนั้นการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์มารับเด็กหญิง ท. ที่หอพักแล้วพาไปนั่งรถเล่นกับพาไปนั่งฟังเพลงต่อที่ห้องพักของเพื่อนจำเลย และขณะอยู่ในห้องพักจำเลยได้กอดจูบเด็กหญิง ท. จึงเป็นการพาเด็กหญิง ท. ออกจากหอพักไปเที่ยวเล่นโดยเจตนามุ่งหมายที่จะล่วงเกินทางเพศหรือกระทำอนาจารโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากบิดามารดา ย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์ของบิดามารดาได้ถูกพรากจากไปโดยปริยาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมววลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกันมาตลอด จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ กล่าวคือจำเลยพรากเด็กหญิงทวีพร ยอดรัก ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากนายสำราญ ยอดรัก และนางสมพิศ ยอดรัก ซึ่งเป็นบิดามารดาและผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร และจำเลยกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงทวีพรโดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดรัดโดยเด็กหญิงทวีพรไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317, 279, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา นางสมพิศ ยอดรัก ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 5 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก ให้ปรับ 9,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับฟังมาซึ่งโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เด็กหญิงทวีพร ยอดรัก เป็นบุตรของนายสำราญ ยอดรัก และโจทก์ร่วม เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2530 ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.1 คำนวณอายุถึงวันเกิดเหตุคือช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2543 ยังมีอายุไม่เกิน 15 ปี และอยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดาที่บ้านเลขที่ 28 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ กับเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2543 เด็กหญิงทวีพรทะเลาะกับโจทก์ร่วมแล้วหนีออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่หอพัก โจทก์ร่วมเคยไปตามหาที่หอพักดังกล่าว แต่ไม่พบ ในช่วงเดือนนั้นเองจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์มารับเด็กหญิงทวีพรที่หอพัก พาไปนั่งเล่นในเมืองบุรีรัมย์แล้วพาไปนั่งฟังเพลงต่อที่ห้องพักของเพื่อนจำเลยซึ่งอยู่บนชั้นบนของบ้านที่ตั้งอยู่ในชุมชนบุลำดวนใต้ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ขณะอยู่ในห้องพักดังกล่าวจำเลยได้กอดเด็กหญิงทวีพรจนถึงเวลาประมาณ 12 นาฬิกา จึงพากลับไปส่งที่หอพัก จำเลยพาเด็กหญิงทวีพรไปกระทำในลักษณะเช่นนี้ 2 ครั้ง ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2543 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มารับเด็กหญิงทวีพรที่หอพักและพาไปที่ห้องพักของเพื่อนจำเลยอีก พบเพื่อนจำเลย 2 คน อยู่ในห้องพัก ครั้นเพื่อนจำเลยทั้งสองคนออกไปซื้ออาหาร จำเลยนอนกอดจูบกับเด็กหญิงทวีพรอยู่บนพื้นโดยเด็กหญิงทวีพรยินยอม ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมและญาติได้พาเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมตัวจำเลยส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี และข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงฟังเป็นยุติด้วยว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงทวีพรอายุไม่เกิน 15 ปี อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก ตามฟ้อง คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กหญิงทวีพรอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่งตามฟ้องโจทก์หรือไม่เท่านั้น เห็นว่า แม้ก่อนเกิดเหตุเด็กหญิงทวีพรจะทะเลาะกับโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาและหนีออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่หอพักก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ร่วมยังเคยไปตามหาเด็กหญิงทวีพรที่หอพักดังกล่าว แต่ไม่พบ ย่อมแสดงให้เห็นว่าแม้ในขณะที่เด็กหญิงทวีพรพักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่หอพักดังกล่าวนั้น บิดามารดาก็ยังเอาใจใส่ติดตามตัวอยู่ พฤติการณ์บ่งชี้แสดงให้เห็นว่าเด็กหญิงทวีพรยังคงอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ดังนั้น การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์มารับเด็กหญิงทวีพรที่หอพักแล้วพาไปนั่งรถเล่นที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์กับพาไปนั่งฟังเพลงต่อที่ห้องพักของเพื่อนจำเลยและขณะอยู่ในห้องพักจำเลยได้กอดจูบเด็กหญิงทวีพร จึงเป็นการพาเด็กหญิงทวีพรออกจากหอพักไปเที่ยวเล่นโดยเจตนามุ่งหมายที่จะล่วงเกินทางเพศหรือกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงทวีพรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากบิดามารดาของเด็กหญิงทวีพรนั่นเองซึ่งผลของการกระทำของจำเลยเช่นนี้ย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์ของบิดามารดาที่มีต่อเด็กหญิงทวีพรได้ถูกพรากจากไปโดยปริยาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เด็กหญิงทวีพรเข้าไปในห้องพักที่เกิดเหตุและอยู่ในห้องดังกล่าวกับจำเลยเป็นเวลานานหลายครั้งด้วยความเต็มใจของเด็กหญิงทวีพรเอง และในช่วงเกิดเหตุนั้นเป็นภาวะที่เด็กหญิงทวีพรหนีออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับเพื่อนหญิง มิใช่เป็นเพราะถูกจำเลยชักจูงให้หนีออกจากบ้าน การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เข้าลักษณะเป็นการพาไปหรือแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลของบิดามารดาอันจะทำให้ความปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือกระทบกระเทือนนั้น เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 กฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะปกป้องคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครอง เมื่อการกระทำของจำเลยดังที่ได้วินิจฉัยมามีผลทำให้อำนาจปกครองของบิดามารดาถูกพรากจากไปเสียโดยปริยาย แม้การกระทำของจำเลยนั้น เด็กจะเต็มใจหรือสมัครใจไปกับจำเลยด้วย ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม มานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — นางสมพิศ ยอดรัก
จำเลย — นายเอนก มิดแสง
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
นินนาท สาครรัตน์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8052/2549
#269449
เปิดฉบับเต็ม

แม้ก่อนเกิดเหตุเด็กหญิง ท. จะทะเลาะกับโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาและหนีออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่หอพักก็ตาม แต่โจทก์ร่วมยังเคยไปตามหาเด็กหญิง ท. ที่หอพักดังกล่าว แต่ไม่พบ ย่อมแสดงให้เห็นว่าแม้ในขณะที่เด็กหญิง ท. พักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่หอพักดังกล่าวนั้น บิดามารดาก็ยังเอาใจใส่ติดตามตัวอยู่ พฤติการณ์บ่งชี้แสดงให้เห็นว่าเด็กหญิง ท. ยังคงอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ดังนั้น การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์มารับเด็กหญิง ท.ที่หอพักแล้วพาไปนั่งรถเล่นกับพาไปนั่งฟังเพลงต่อที่ห้องพักของเพื่อนจำเลย และขณะอยู่ในห้องพักจำเลยได้กอดจูบเด็กหญิง ท. จึงเป็นการพาเด็กหญิง ท. ออกจากหอพักไปเที่ยวเล่นโดยเจตนามุ่งหมายที่จะล่วงเกินทางเพศหรือกระทำอนาจารแก่เด็กหญิง ท. โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากบิดามารดาของเด็กหญิง ท. นั่นเอง ซึ่งผลของการกระทำของจำเลยเช่นนี้ย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์ของบิดามารดาที่มีต่อเด็กหญิง ท. ได้ถูกพรากจากไปโดยปริยาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตาม ป.อ. มาตรา 317 กฎหมายมีเจตนาที่จะปกป้องคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครอง เมื่อการกระทำของจำเลยทำให้อำนาจปกครองของบิดามารดาถูกพรากจากไปเสียโดยปริยาย แม้การกระทำของจำเลยนั้น เด็กจะเต็มใจหรือสมัครใจไปกับจำเลยด้วย ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317, 279, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง พ. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 5 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก ให้ปรับ 9,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับฟังมาซึ่งโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่าเด็กหญิง ท. เป็นบุตรีของนาย ส. และโจทก์ร่วม เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2530 คำนวณอายุถึงวันเกิดเหตุคือช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2543 ยังมีอายุไม่เกิน 15 ปี และอยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดาที่บ้านเลขที่ 28 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ กับเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียน บ. เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2543 เด็กหญิง ท. ทะเลาะกับโจทก์ร่วมแล้วหนีออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่หอพัก โจทก์ร่วมเคยไปตามหาที่หอพักดังกล่าว แต่ไม่พบ ในช่วงเดือนนั้นเอง จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์มารับเด็กหญิง ท. ที่หอพัก พาไปนั่งรถเล่นในเมื่องบุรีรัมย์แล้วพาไปนั่งฟังเพลงต่อที่ห้องพักของเพื่อนจำเลยซึ่งอยู่บนชั้นบนของบ้านที่ตั้งอยู่ในชุมชนมุลำดวนใต้ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ขณะอยู่ในห้องพักดังกล่าวจำเลยได้กอดเด็กหญิง ท. จนถึงเวลาประมาณ 12 นาฬิกา จึงพากลับไปส่งที่หอพัก จำเลยพาเด็กหญิง ท. ไปกระทำในลักษณะเช่นนี้ 2 ครั้ง ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2543 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มารับเด็กหญิง ท. ที่หอพักและพาไปที่ห้องพักของเพื่อนจำเลยอีก พบเพื่อนจำเลย 2 คน อยู่ในห้องพักครั้นเพื่อนจำเลยทั้งสองคนออกไปซื้ออาหาร จำเลยนอนกอดจูบกับเด็กหญิง ท. อยู่บนพื้นห้องโดยเด็กหญิง ท. ยินยอม ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมและญาติได้พาเจ้าพนักงานตำรวจมาจับกุมตัวจำเลยส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี และข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงฟังเป็นยุติด้วยว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานกระทำอนาจารเด็กหญิง ท. อายุไม่เกิน 15 ปี อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก ตามฟ้อง คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยมีความผิดฐานพรากเด็กหญิง ท. อายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่งตามฟ้องโจทก์หรือไม่เท่านั้น เห็นว่า แม้ก่อนเกิดเหตุเด็กหญิง ท. จะทะเลาะกับโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาและหนีออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่หอพักก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ร่วมยังเคยไปตามหาเด็กหญิง ท. ที่หอพักดังกล่าวแต่ไม่พบ ย่อมแสดงให้เห็นว่าแม้ในขณะที่เด็กหญิง ท. พักอาศัยอยู่กับเพื่อนที่หอพักดังกล่าวนั้น บิดามารดาก็ยังเอาใจใส่ติดตามตัวอยู่ พฤติการณ์บ่งชี้แสดงให้เห็นว่าเด็กหญิง ท. ยังคงอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ดังนั้นการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์มารับเด็กหญิง ท. ที่หอพักแล้วพาไปนั่งรถเล่นที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์กับพาไปนั่งฟังเพลงต่อที่ห้องพักของเพื่อนจำเลย และขณะอยู่ในห้องพักจำเลยได้กอดจูบเด็กหญิง ท. จึงเป็นการพาเด็กหญิง ท. ออกจากหอพักไปเที่ยวเล่นโดยเจตนามุ่งหมายที่จะล่วงเกินทางเพศหรือกระทำอนาจารแก่เด็กหญิง ท. โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากบิดามารดาของเด็กหญิง ท. นั่นเอง ซึ่งผลของการกระทำของจำเลยเช่นนี้ย่อมทำให้อำนาจปกครองดูแลบุตรผู้เยาว์ของบิดามารดาที่มีต่อเด็กหญิง ท. ได้ถูกพรากจากไปโดยปริยาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เด็กหญิง ท. เข้าไปในห้องพักที่เกิดเหตุและอยู่ในห้องดังกล่าวกับจำเลยเป็นเวลานานหลายครั้งด้วยความเต็มใจของเด็กหญิง ท. เองและในช่วงเกิดเหตุนั้นเป็นภาวะที่เด็กหญิง ท. หนีออกจากบ้านไปพักอาศัยอยู่กับเพื่อนหญิงมิใช่เป็นเพราะถูกจำเลยชักจูงให้หนีออกจากบ้าน การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เข้าลักษณะเป็นการพาไปหรือแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลของบิดามารดาอันจะทำให้ความปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือกระทบกระเทือนนั้น เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 กฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะปกป้องคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการกระทบกระทั่งต่ออำนาจปกครองเมื่อการกระทำของจำเลยดังที่ได้วินิจฉัยมามีผลทำให้อำนาจปกครองของบิดามารดาถูกพรากจากไปเสียโดยปริยาย แม้การกระทำของจำเลยนั้น เด็กจะเต็มใจหรือสมัครใจไปกับจำเลยด้วย ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — นาง พ.
จำเลย — นายเอนก มิดแสง
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
นินนาท สาครรัตน์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8049/2549
#267857
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท โดยทำนาทุกปีด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา แต่ปรากฏตามคำฟ้องว่า จำเลยได้โต้แย้งว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยและห้ามโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท คำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่พิพาท และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป สภาพแห่งคำฟ้องและคำขอบังคับจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินที่พิพาทที่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่จำเลยมาเป็นของโจทก์ ซึ่งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองหรือความเป็นเจ้าของในที่พิพาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาท เมื่อมีราคาไม่เกินสามแสนบาท จึงอยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตาม พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2518 นายสูญหรือศูนย์หรือสูนย์ แต้มทอง ได้ยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 13 ตำบลยาง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ราคา 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอน โจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ทำนาทุกปีตลอดมาโดยเจตนาเป็นเจ้าของด้วยความสงบเปิดเผยเป็นเวลากว่า 20 ปี ต่อมาปลายปี 2546 จำเลยได้ห้ามโจทก์มิให้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายสูญหรือศูนย์หรือสูนย์บิดาจำเลยที่ตกทอดได้แก่จำเลย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 13 ตำบลยาง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทโดยทำนาทุกปีตลอดมาโดยเจตนาเป็นเจ้าของด้วยความสงบ เปิดเผย ตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปี เมื่อปลายปี 2546 จำเลยได้ห้ามโจทก์มิให้เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายสูญหรือศูนย์หรือสูนย์บิดาจำเลยที่ตกทอดได้แก่จำเลย ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทและห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไปดังนี้ เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์จะกล่าวอ้างว่าโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท โดยทำนาทุกปีด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาแล้วก็ตาม แต่ปรากฏตามคำฟ้องว่า จำเลยได้โต้แย้งว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยและห้ามโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทคำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่พิพาท และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป สภาพแห่งคำฟ้องและคำขอบังคับจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินที่พิพาท ที่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่จำเลยมาเป็นของโจทก์ ซึ่งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองหรือความเป็นเจ้าของในที่พิพาทจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินที่พิพาท เมื่อที่พิพาทมีราคาไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแก้วลา สร้อยเพชร
จำเลย — นางทิพย์ สร้อยเพชร
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8046/2549
#267212
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบสองร่วมเล่นแชร์วงพิพาท โจทก์ทั้งสิบสองได้ส่งเงินค่างวดให้แก่จำเลยครบตามข้อตกลงรวม 24 เดือน ต่อมาเมื่อเดือนมกราคม 2540 จำเลยได้ขอให้โจทก์ทั้งสิบสองและลูกวงแชร์ที่ยังไม่ได้ประมูลหยุดส่งเงิน โดยจำเลยจะเป็นผู้เรียกเก็บเงินพร้อมดอกแชร์จากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปก่อนแล้วมาชำระให้โจทก์ทั้งสิบสองจนครบ โดยจำเลยแบ่งลูกแชร์ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มของโจทก์ 12 คน จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบชำระเงินให้เดือนละ 18,627.50 บาท เป็นเวลา 26 เดือน ส่วนอีก 25,800 บาท โจทก์ทั้งสิบสองจะเป็นผู้เรียกเก็บจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปแล้วซึ่งรับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชและรับผิดชอบเงินจำนวนดังกล่าวเอง โดยให้กลุ่มของโจทก์ทั้งสิบสองจัดการแบ่งเงินแต่ละเดือนกันเอง จำเลยได้นำเงินที่เรียกเก็บจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปแล้วส่งให้แก่โจทก์ทั้งสิบสองถึงเดือนมกราคม 2541 เพียง 13 เดือนเท่านั้น ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 จำเลยได้เรียกเก็บเงินค่างวดจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปแล้ว แต่ไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ทั้งสิบสอง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 242,157.50 บาท โจทก์ทั้งสิบสองทวงถามให้จำเลยชำระเงินค่างวดและดอกแชร์ดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสองดังกล่าวจะเห็นได้ว่า แม้โจทก์ทั้งสิบสองจะร่วมเล่นแชร์ในวงแชร์มีจำเลยเป็นนายวง แต่โจทก์แต่ละคนก็ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 การคำนวณทุนทรัพย์จึงต้องแยกตามจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องให้จำเลยรับผิด เมื่อโจทก์แต่ละคนไม่ได้ระบุจำนวนเงินที่เรียกร้อง ก็ต้องถือว่าโจทก์แต่ละคนเรียกร้องจำนวนเงินเท่า ๆ กัน ซึ่งคือคนละ 20,179.75 บาท คดีของโจทก์แต่ละคนจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยได้ชำระเงินค่าแชร์ให้โจทก์ทั้งสิบสองครบถ้วนแล้ว ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่เรียกเก็บจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปก่อนแล้ว แต่ไม่นำมาชำระแก่โจทก์ทั้งสิบสองจำนวน 242,157 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 169,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ทั้งสิบสองเสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 242,157 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 169,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสิบสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสิบสองไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบสองร่วมเล่นแชร์วงพิพาท โจทก์ทั้งสิบสองได้ส่งเงินค่างวดให้แก่จำเลยครบตามข้อตกลงรวม 24 เดือน ต่อมาเมื่อเดือนมกราคม 2540 จำเลยได้ขอให้โจทก์ทั้งสิบสองและลูกวงแชร์ที่ยังไม่ได้ประมูลหยุดส่งเงิน โดยจำเลยจะเป็นผู้เรียกเก็บเงินพร้อมดอกแชร์จากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปก่อนแล้วมาชำระให้โจทก์ทั้งสิบสองจนครบ โดยจำเลยแบ่งลูกแชร์ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มของโจทก์ 12 คน จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบชำระเงินให้เดือนละ 18,627.50 บาท เป็นเวลา 26 เดือน ส่วนอีก 25,800 บาท โจทก์ทั้งสิบสองจะเป็นผู้เรียกเก็บจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปแล้วซึ่งรับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชและรับผิดชอบเงินจำนวนดังกล่าวเอง โดยให้กลุ่มของโจทก์ทั้งสิบสองจัดการแบ่งเงินแต่ละเดือนกันเอง จำเลยได้นำเงินที่เรียกเก็บจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปแล้วส่งให้แก่โจทก์ทั้งสิบสองถึงเดือนมกราคม 2541 เพียง 13 เดือนเท่านั้น ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 จำเลยได้เรียกเก็บเงินค่างวดจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปแล้ว แต่ไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ทั้งสิบสอง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 242,157.50 บาท โจทก์ทั้งสิบสองทวงถามให้จำเลยชำระเงินค่างวดและดอกแชร์ดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสองดังกล่าวจะเห็นได้ว่า แม้โจทก์ทั้งสิบสองจะร่วมเล่นแชร์ในวงแชร์มีจำเลยเป็นนายวง แต่โจทก์แต่ละคนก็ไม่มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกัน กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสิบสองมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 การคำนวณทุนทรัพย์จึงต้องแยกตามจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องให้จำเลยรับผิด เมื่อโจทก์แต่ละคนไม่ได้ระบุจำนวนเงินที่ตนเรียกร้อง ก็ต้องถือว่าโจทก์แต่ละคนเรียกร้องจำนวนเงินเท่า ๆ กัน ซึ่งคือคนละ 20,179.75 บาท คดีของโจทก์แต่ละคนจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยได้ชำระเงินค่าแชร์ให้โจทก์ทั้งสิบสองครบถ้วนแล้ว ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ยกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาอากาศตรีหญิง ศรีจันทร์ บุญหลง กับพวก
จำเลย — นาวาอากาศเอกหญิง พิกุล จริยพันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประเสริฐ โกวิทยา
ศาลอุทธรณ์ — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8046/2549
#269360
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสิบสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่างวดและดอกแชร์ที่จำเลยได้เรียกเก็บจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปแล้ว แต่ไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ทั้งสิบสองรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 242,157.50 บาท แม้โจทก์ทั้งสิบสองจะร่วมเล่นแชร์ในวงแชร์ที่มีจำเลยเป็นนายวง แต่โจทก์แต่ละคนก็ไม่มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกัน กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสิบสองมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 การคำนวณทุนทรัพย์จึงต้องแยกตามจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องให้จำเลยรับผิด เมื่อโจทก์แต่ละคนไม่ได้ระบุจำนวนเงินที่ตนเรียกร้องก็ต้องถือว่าโจทก์แต่ละคนเรียกร้องจำนวนเงินเท่าๆ กัน ซึ่งคือคนละ 20,179.75 บาท คดีของโจทก์แต่ละคนจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบสองฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2538 จำเลยตั้งวงแชร์ขึ้นโดยจำเลยเป็นนายวงแชร์ มีโจทก์ทั้งสิบสองและบุคคลอื่นๆ รวม 44 ราย เป็นลูกวงแชร์ มีข้อตกลงว่าจะมีการประมูลแชร์กันทุกวันสิ้นเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2542 ลูกวงแชร์ที่ประมูลไปแล้วจะต้องส่งค่างวดพร้อมทั้งดอกแชร์ที่ประมูลได้จนครบทุกเดือน ภายในวันที่ 2 ของเดือน จำเลยในฐานะนายวงแชร์จะได้รับเงินค่างวดในเดือนแรกโดยไม่ต้องประมูล แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องเก็บรวบรวมค่างวดพร้อมทั้งดอกแชร์ตามจำนวนที่ลูกวงแชร์ประมูลได้ไปก่อนแล้วเพื่อส่งให้แก่ผู้ที่ประมูลได้ภายในวันที่ 3 ของเดือน หากลูกวงแชร์คนใดไม่ชำระเงินค่างวดและดอกแชร์หรือวงแชร์ต้องเลิก จำเลยยอมรับผิดชดใช้ค่างวดรวมทั้งดอกแชร์ที่ลูกวงแชร์ประมูลได้ไปก่อนแล้วให้แก่ลูกวงแชร์ที่ยังไม่ได้ประมูลจนครบ โจทก์ทั้งสิบสองส่งเงินค่างวดให้แก่จำเลยครบถ้วนตามข้อตกลงรวม 24 เดือน ต่อมาเมื่อเดือนมกราคม 2540 จำเลยขอให้โจทก์ทั้งสิบสองและลูกวงแชร์ที่ยังไม่ได้ประมูลหยุดส่งเงิน โดยจำเลยจะเรียกเก็บเงินค่างวดพร้อมดอกแชร์จากผู้ที่ประมูลได้ไปก่อนแล้วมาชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิบสองจนครบ จำเลยได้นำเงินที่เรียกเก็บจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปก่อนแล้วมาชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิบสองเพียง 13 เดือน ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 จำเลยได้เรียกเก็บเงินจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปก่อนแล้ว แต่ไม่นำมาชำระให้โจทก์ทั้งสิบสอง เป็นเงินค่างวดจำนวน 169,000 บาท และดอกแชร์จำนวน 73,157.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 242,157.50 บาท โจทก์ทั้งสิบสองทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 242,157 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 196,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ทั้งสิบสองเสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสิบสองเคลือบคลุม จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ทั้งสิบสองตามฟ้อง จำเลยมีหน้าที่รับเงินจากลูกวงแชร์ที่ยังประมูลไม่ได้และจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้แล้วส่งมอบให้แก่ผู้ที่ประมูลได้ในลำดับถัดไป ซึ่งจำเลยได้ดำเนินการตามหน้าที่ครบถ้วน จำเลยไม่ได้รับเงินที่โจทก์ทั้งสิบสองมีสิทธิจะได้รับไว้เป็นการส่วนตัว โจทก์ทั้งสิบสองได้เรียกและรับเงินจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปก่อนแล้วไปแบ่งสันปันส่วนกันเองตลอดมาเป็นเวลา 1 ปีเศษ โดยไม่แจ้งให้จำเลยรับทราบ ต่อมาโจทก์ทั้งสิบสองเรียกเก็บเงินจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปแล้วไม่ได้ จึงมาฟ้องจำเลยรับผิดขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 242,157 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 169,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบสอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบสองร่วมเล่นแชร์วงพิพาท โจทก์ทั้งสิบสองได้ส่งเงินค่างวดให้แก่จำเลยจนครบตามข้อตกลงรวม 24 เดือน ต่อมาเมื่อเดือนมกราคม 2540 จำเลยได้ขอให้โจทก์ทั้งสิบสองและลูกวงแชร์ที่ยังไม่ได้ประมูลหยุดส่งเงิน โดยจำเลยจะเป็นผู้เรียกเก็บเงินพร้อมดอกแชร์จากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปก่อนแล้วมาชำระให้โจทก์ทั้งสิบสองจนครบ โดยจำเลยแบ่งลูกวงแชร์ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มของโจทก์ 12 คน จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบชำระเงินให้เดือนละ 18,627.50 บาท เป็นเวลา 26 เดือน ส่วนอีก 25,800 บาท โจทก์ทั้งสิบสองจะเป็นผู้เรียกเก็บจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปแล้วซึ่งรับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชและรับผิดชอบเงินจำนวนดังกล่าวเอง โดยให้กลุ่มของโจทก์ทั้งสิบสองจัดการแบ่งเงินแต่ละเดือนกันเอง จำเลยได้นำเงินที่เรียกเก็บจากลูวงแชร์ที่ประมูลได้ไปแล้วส่งให้แก่โจทก์ทั้งสิบสองถึงเดือนมกราคม 2541 เพียง 13 เดือนเท่านั้น ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 จำเลยได้เรียกเก็บเงินค่างวดจากลูกวงแชร์ที่ประมูลได้ไปแล้ว แต่ไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ทั้งสิบสอง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 242,157.50 บาท โจทก์ทั้งสิบสองทวงถามให้จำเลยชำระเงินค่างวดและดอกแชร์ดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสองดังกล่าวจะเห็นได้ว่า แม้โจทก์ทั้งสิบสองจะร่วมเล่นแชร์ในวงแชร์ที่มีจำเลยเป็นนายวง แต่โจทก์แต่ละคนก็ไม่มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกัน กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสิบสองมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 การคำนวณทุนทรัพย์จึงต้องแยกตามจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องให้จำเลยรับผิด เมื่อโจทก์แต่ละคนไม่ได้ระบุจำนวนเงินที่ตนเรียกร้อง ก็ต้องถือว่าโจทก์แต่ละคนเรียกร้องจำนวนเงินเท่าๆ กัน ซึ่งคือคนละ 20,179.75 บาท คดีของโจทก์แต่ละคนจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยได้ชำระเงินค่าแชร์ให้โจทก์ทั้งสิบสองครบถ้วนแล้ว ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ยกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาอากาศตรีหญิง ศรีจันทร์ บุญหลง กับพวก
จำเลย — นาวาอากาศเอกหญิง พิกุล จริยพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8023/2549
#269433
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยพรากและพาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เยาว์อายุ 15 ปีเศษ ซึ่งเป็นบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา โดยใช้อุบายหลอกลวงเท่านั้น คำฟ้องโจทก์หาได้บรรยายให้ปรากฏไม่ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจาร คำฟ้องของโจทก์จึงบรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก แม้คำขอท้ายฟ้องโจทก์จะระบุอ้างขอให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวมาด้วย และทางพิจารณาจะฟังได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารด้วยก็ตาม แต่ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 284 วรรคแรก ดังกล่าวได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวแก้ในคำแก้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 284, 319, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 284 วรรคแรก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า นางสาว ป. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นบุตรสาวของนาง ท. ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2527 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 15 ปีเศษ ผู้เสียหายทั้งสองทำงานที่ร้านดวงดาวนวดแผนโบราณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพักอาศัยอยู่ในร้านดังกล่าวด้วย เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยไปดื่มสุราที่ร้านดวงดาวนวดแผนโบราณ และต่อมาได้พาผู้เสียหายที่ 2 ออกจากร้านดังกล่าวไปรับประทานอาหารข้างนอก และในคืนนั้นผู้เสียหายที่ 2 ได้กลับมายังที่พักในร้านดวงดาวนวดแผนโบราณเอง ที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องนั้น เห็นว่า สำหรับข้อหาความผิดตามฟ้องฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก นั้น ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเชื่อว่าจำเลยสำคัญผิดคิดว่าผู้เสียหายที่ 2 อายุเกินกว่า 18 ปีแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดตามฟ้องในข้อหาดังกล่าวย่อมยุติลง โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวได้อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงและฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก และมาตรา 278 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่เท่านั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ตาม แต่โจทก์ก็มีบันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.5 ยืนยันการกระทำของจำเลยว่าในคืนเกิดเหตุจำเลยชักชวนผู้เสียหายที่ 2 ออกไปนอกร้านอ้างว่าจะพาไปรับประทานอาหารที่ร้านครัวเสนาซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เพื่ออวดคู่รักเก่าของจำเลยที่ชื่อ น. จำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปนั่งในร้านอาหารถึง 2 ร้าน แต่ก็ไม่พบคู่รักเก่าของจำเลยดังกล่าว ครั้นผู้เสียหายที่ 2 เห็นว่า ดึกมากแล้วและขอร้องให้จำเลยพากลับบ้าน จำเลยกลับพาผู้เสียหายที่ 2 ขึ้นรถจักรยานยนต์นั่งซ้อนท้ายไปคนละทางกับทางกลับบ้านโดยพาไปสถานที่เปลี่ยว ผู้เสียหายที่ 2 จึงกระโดดลงจากรถลงมายืน จำเลยจอดรถจักรยานยนต์แล้วเดินตรงเข้ามากอดผู้เสียหายที่ 2 ด้วยมือสองข้างรัดแน่นพร้อมกับพูดว่า "อย่าร้องนะ ถ้าร้องจะไม่ไปส่ง" ผู้เสียหายที่ 2 ร้องไห้พร้อมตะโกนว่า "ช่วยหนูด้วย ๆ" จำเลยเงื้อมือซ้ายทำท่าจะตบ ผู้เสียหายที่ 2 จึงทรุดตัวลงนั่งจนหลุดจากการกอดแล้วรีบวิ่งลงข้างทางซึ่งเป็นลำคลองไปหลบในที่มืด ผู้เสียหายที่ 2 ยังจำได้ว่าในช่วงที่จำเลยเข้ามากอดจำเลยได้ใช้มือสองข้างจับและบีบที่หน้าอกผู้เสียหายที่ 2 ด้วย ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบว่าจะต้องถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราอย่างแน่นอน จึงตัดสินใจวิ่งหนีลงน้ำ จำเลยพยายามร้องบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 ขึ้นมา แต่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมขึ้น ค่อย ๆ คลานข้ามคลองแล้วเดินลัดท้องนากลับมาบ้านโดยมีพลเมืองดีพามาส่ง ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนาง ท. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของผู้เสียหายที่ 2 ที่เบิกความต่อศาลว่าคืนเกิดเหตุพยานเป็นห่วงผู้เสียหายที่ 2 พยานนั่งคอยผู้เสียหายที่ 2 อยู่ที่ร้านจนกระทั่งเวลาประมาณตีหนึ่ง ผู้เสียหายที่ 2 จึงกลับมาโดยมีคนยามพามาส่ง แต่ที่เนื้อตัวของผู้เสียหายที่ 2 เปียกน้ำและเปื้อนขี้โคลนและมีบาดแผล ผู้เสียหายที่ 2 เล่าเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยกระทำให้ฟัง พยานจึงพาผู้เสียหายที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สำหรับเหตุการณ์ต่อจากนั้นโจทก์ก็มีพันตำรวจโทเกียรติศักดิ์ บุญพูล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเสนามาเบิกความสนับสนุนว่า วันที่ 19 สิงหาคม 2542 เวลา 1.45 นาฬิกา ขณะที่พยานปฏิบัติหน้าที่เป็นร้อยเวรสอบสวนอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเสนา ได้มีพลเมืองดีพาผู้เสียหายที่ 2 ในสภาพเสื้อผ้าเปียก มีโคลนดิน และเศษหญ้าติดตามร่างกายและเสื้อผ้ามาพบพยาน พยานสอบถามผู้เสียหายที่ 2 ว่าเรื่องอะไร ผู้เสียหายที่ 2 ได้เล่าเหตุการณ์ที่ถูกจำเลยกระทำให้พยานฟัง พยานจึงรับแจ้งความไว้ ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ.4 หลังจากนั้นพยานได้ให้ผู้เสียหายที่ 2 พาไปดูสถานที่เกิดเหตุ ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ตามเอกสารหมาย จ.3 และ ป.จ.1 ต่อมาพันตำรวจโทเกียรติศักดิ์ พนักงานสอบสวนทราบจากทางร้านดวงดาวนวดแผนโบราณว่าคนร้ายผู้กระทำความผิดคดีนี้คือจำเลย จึงนัดผู้เสียหายที่ 2 ไปดูตัวจำเลยในวันที่ 5 กันยายน 2542 ผู้เสียหายที่ 2 ก็ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้าย พนักงานสอบสวนจึงได้สอบปากคำผู้เสียหายที่ 2 ไว้ตามเอกสารหมาย จ.5 ดังนี้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.5 ของผู้เสียหายที่ 2 มิใช่เพียงแต่มีลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผลเท่านั้น หากแต่จำเลยเองก็เบิกความยอมรับถึงการพาผู้เสียหายที่ 2 ออกไปรับประทานอาหารที่ร้านเหมือนฝันเจือสมดังคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 ดังกล่าวข้างต้นด้วย เพียงแต่จำเลยบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงว่า ระหว่างทางที่พาผู้เสียหายที่ 2 กลับไปส่งที่ร้านดวงดาวนวดแผนโบราณ จำเลยจอดรถเพื่อปัสสาวะข้างทาง ครั้นเสร็จกิจเดินกลับมาที่รถผู้เสียหายที่ 2 ยืนอยู่ข้างรถปฏิเสธไม่ให้จำเลยไปส่งบอกว่ากลับเองได้ จากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ก็วิ่งหนีไป จำเลยวิ่งตามหาไม่พบ โดยไม่ปรากฏเหตุผลอะไรที่ผู้เสียหายที่ 2 จะต้องปฏิเสธไม่ยอมให้จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งและต้องวิ่งหนีไปเช่นนั้น ทางนำสืบของจำเลยจึงขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แต่กลับเจือสมพยานหลักฐานโจทก์ให้เชื่อถือได้มากขึ้นว่าเป็นเพราะจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกนอกเส้นทางกลับบ้านไปทางที่เปลี่ยวและลงมือกอดปล้ำกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 เกรงว่าจะถูกข่มขืนกระทำชำเราจึงตัดสินใจวิ่งหนีลงน้ำ ค่อย ๆ คลานข้ามคลองแล้วเดินลัดท้องนากลับบ้าน และข้อเท็จจริงตามคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 ที่ให้การว่าต้องหนีภัยคลานข้ามคลองเดินลัดท้องนากลับบ้านนั้นก็สอดคล้องกับสภาพของเนื้อตัวและร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ที่ผู้เสียหายที่ 2 และพันตำรวจโทเกียรติศักดิ์พยานพฤติเหตุแวดล้อมภายหลังเกิดเหตุที่เบิกความตรงกันว่า ขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 กลับมาถึงบ้าน และผู้เสียหายที่ 1 พาไปแจ้งความต่อพันตำรวจโทเกียรติศักดิ์นั้น ผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในสภาพเสื้อผ้าเปียก มีโคลนดิน และเศษหญ้าติดตามร่างกายและเสื้อผ้าด้วย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างสมเหตุสมผล รับฟังเชื่อถือได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงและกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 จริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อย่างไรก็ตามสำหรับข้อหาความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงนั้น โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ก. เพียงว่า จำเลยพรากและพาผู้เสียหายที่ 2 ผู้เยาว์อายุ 15 ปีเศษ ซึ่งเป็นบุคคลอายุว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา โดยใช้อุบายหลอกลวงเท่านั้น คำฟ้องโจทก์หาได้บรรยายให้ปรากฏไม่ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจาร คำฟ้องข้อ 1 ก. ของโจทก์จึงบรรยายไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก แม้คำขอท้ายฟ้องโจทก์จะระบุอ้างขอให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวมาด้วย และทางพิจารณาจะฟังได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปเพื่อการอนาจารด้วยก็ตาม แต่ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 284 วรรคแรก ดังกล่าวได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวแก้ในคำแก้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 จำคุก 3 เดือน จำเลยไม่เคยต้องรับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้มีโอกาสได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีภายหลังพ้นโทษแล้ว จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 284
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายดิเรก ทองคำ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8021/2549
#267561
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีข้อตกลงให้จำเลยริบเงินค่าที่ดินที่โจทก์ได้ชำระแล้ว ดังนั้นแม้จำเลยจะมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาโดยระบุว่าหากโจทก์ไม่ดำเนินการจะริบเงินทั้งหมดแล้วโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะริบเงินดังกล่าวได้ และเมื่อจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยต้องให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยต้องคืนเงินค่าที่ดินที่ได้รับไว้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่เวลาที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ดอกเบี้ยดังกล่าวมีลักษณะเป็นการทดแทนความเสียหายอย่างหนึ่งเพื่อให้โจทก์ได้กลับคืนฐานะที่เป็นอยู่เดิมจึงมิใช่ดอกเบี้ยค้างส่งหรือดอกเบี้ยค้างชำระซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1873 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 39 ตารางวา กับโจทก์ในราคา 1,004,250 บาท ในวันทำสัญญาโจทก์ชำระเงินมัดจำ 334,750 บาท และชำระราคาที่ดินหลังจากทำสัญญาอีก 504,750 บาท จำเลยทั้งสองไม่ยอมรังวัดแบ่งแยกที่ดินเพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ตามสัญญา แต่กลับขายที่ดินให้บุคคลภายนอก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1873 ตำบลดอนกำยาน (สามนาก) อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 39 ตารางวา แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการเจตนา หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ 1,004,250 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามฟ้องโฉนดเลขที่ 1873 และรับเงินมัดจำ 334,750 บาท จากโจทก์ตามฟ้องจริง ตามสัญญาไม่มีข้อตกลงให้จำเลยทั้งสองทำการรังวัดแบ่งแยกก่อน โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาชำระราคาส่วนที่เหลือไม่ครบโดยชำระเพียง 170,000 บาท หลังจากนั้นก็ไม่ชำระอีกจำเลยทั้งสองทวงถามแล้วโจทก์ไม่ชำระ จำเลยทั้งสองจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์และโจทก์ได้รับแล้ว เมื่อถึงวันนัดโจทก์ไม่ไปสำนักงานที่ดินเพื่อรับโอนที่ดินและชำระราคาส่วนที่เหลือแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 170,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเฉพาะเท่าที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยทั้งสองในราคา 1,004,250 บาท โดยโจทก์ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญา 334,750 บาท ส่วนราคาที่ดินที่เหลือโจทก์ชำระแก่จำเลยทั้งสองเพียง 170,000 บาท อันเป็นการผิดสัญญา จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาและริบเงินทั้งหมดที่โจทก์ได้ชำระแก่จำเลยทั้งสอง พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิริบเงินจำนวน 170,000 บาท ที่ได้รับไว้จากโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาโดยระบุว่าหากโจทก์ไม่ดำเนินการจะริบเงินทั้งหมด จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิริบเงินค่าที่ดินจำนวน 170,000 บาท ด้วยนั้น เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีข้อตกลงให้จำเลยริบเงินค่าที่ดินที่โจทก์ได้ชำระมาแล้ว ดังนั้นแม้จำเลยทั้งสองจะมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาโดยระบุว่าหากโจทก์ไม่ดำเนินการจะริบเงินทั้งหมดแล้วโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยทั้งสองที่จะริบเงินดังกล่าวได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิริบเงินค่าที่ดินจำนวน 170,000 บาท และเมื่อจำเลยทั้งสองใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้วจำเลยทั้งสองก็ต้องให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมกล่าวคือจำเลยทั้งสองต้องคืนเงินค่าที่ดินจำนวน 170,000 บาท ที่ได้รับไว้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่เวลาที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสองฎีกาประการต่อมาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 170,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2536 เป็นต้นไปเป็นการคิดดอกเบี้ยค้างส่งเกินกว่า 5 ปี เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวไว้ในคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังมิได้วินิจฉัยจึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) แต่เมื่อคดีได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและข้อเท็จจริงตามสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยก่อนปัญหาว่าดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นดอกเบี้ยค้างส่งหรือไม่นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามบทบัญญัติของมาตรา 391 วรรคสอง ดอกเบี้ยดังกล่าวมีลักษณะเป็นการทดแทนความเสียหายอย่างหนึ่งเพื่อให้โจทก์ได้กลับคืนฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมจึงมิใช่ดอกเบี้ยค้างส่งหรือดอกเบี้ยค้างชำระซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 ดังที่จำเลยทั้งสองเข้าใจ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายงี่เต้น ศรีมากผล
จำเลย — นายน้อม ถีคง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8019/2549
#266903
เปิดฉบับเต็ม

แม้สำเนาใบส่งของจะเป็นสำเนาเอกสารก็ตาม แต่โจทก์นำสืบฟังได้ว่าต้นฉบับถูกทำลายไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้ ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนามาท้ายฟ้อง จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าว เพียงแต่คัดค้านว่าเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนามิใช่ต้นฉบับ จึงฟังได้ว่าเอกสารดังกล่าวถูกต้องเป็นจริงแล้ว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 476,928 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การทำนองเดียวกันกับที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 476,928 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 3 ธันวาคม 2542) ต้องไม่เกิน 17,247.81 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 7,500 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ใบวางบิลทั้งสองฉบับเป็นต้นฉบับมิใช่สำเนาเอกสาร ส่วนสำเนาใบส่งของ แม้จะเป็นสำเนาเอกสารก็ตาม แต่นางสาวณัฐผู้ดำเนินคดีแทนโจกท์ได้เบิกความฟังได้ว่าต้นฉบับถูกทำลายไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้ ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนามาท้ายคำฟ้อง จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าวโดยเพียงแต่คัดค้านว่าเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนามิใช่ต้นฉบับ จึงฟังได้ว่าเอกสารดังกล่าวถูกต้องเป็นจริงแล้ว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงสามารถรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ 5,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยซินสตีล จำกัด
จำเลย — บริษัทที.ซี.มอเตอร์อินดัสเทรียล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวศิณีนาถ เกียรติกังวาฬไกล
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8002 -ที่ 8012/2549
#267559
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกับจำเลยจะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยได้ประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบว่าบริษัท ก. ได้ขยายระยะเวลาว่าจ้างจำเลยออกไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 และให้ลูกจ้างทั้งหมดเข้าทำสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยต่อไปจนครบกำหนดระยะเวลาที่บริษัท ก. ขยายออกไป แต่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้ทำบันทึกเสนอต่อฝ่ายบุคคลของจำเลยว่าไม่ประสงค์ต่อสัญญากับจำเลยและคืนบัตรลูกจ้างในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 อันเป็นวันสิ้นสุดสัญญาจ้างแล้วไม่ไปทำงานอีกเลย จำเลยมิได้กระทำการใดๆ เพื่อมิให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบเอ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นดคีเดียวกัน โดยเรียกชื่อโจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องใจความทำนองเดียวกันว่า ระหว่างเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2547 จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่พนักงานขับรถยกและช่างซ่อมบำรุง ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ยกเว้นเฉพาะโจทก์ที่ 9 ซึ่งเป็นช่างซ่อมบำรุงเพียงผู้เดียวที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 6,744 บาท โดยสัญญาจ้างแรงงานที่จำเลยทำกับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดนั้นมีกำหนดเวลาสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ครั้นเมื่อสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลงตามกำหนดดังกล่าว โจทก์ทั้งสิบเอ็ดและจำเลยไม่ได้ต่อสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวกันอีกต่อไป ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดแล้ว โจทก์ทั้งสิบเอ็ดทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาระหว่างครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ถึงครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเงินตามจำนวนที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวนแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ด ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ด พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์แต่ละคน

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2544 บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาว่าจ้างให้จำเลยเป็นผู้ทำการขนส่งและขนถ่ายสินค้า วัสดุ สิ่งของ ภายในกองคลังสินค้าของบริษัทดังกล่าว มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 โดยตกลงให้จำเลยเป็นผู้จัดหารถยก (รถโฟร์คลิฟท์) พร้อมคนขับ ซึ่งจำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างพนักงานให้ทำงานในโครงการดังกล่าว 239 คน ซึ่งรวมโจทก์ทั้งสิบเอ็ดด้วย โดยตกลงให้สัญญาจ้างสิ้นสุดในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 แต่ก่อนที่สัญญาจ้างบริการระหว่างบริษัทดังกล่าวกับจำเลยจะสิ้นสุดลง บริษัทดังกล่าวได้ขยายระยะเวลาตามสัญญาจ้างบริการกับจำเลยออกไปอีกจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 จำเลยจึงแจ้งให้พนักงานทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งสิบเอ็ดที่มีความประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไปตามกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างบริการที่ขยายระยะเวลาออกไปให้เข้าทำสัญญาจ้างแรงงานกับจำลย ปรากฏว่าพนักงานส่วนใหญ่ได้เข้าทำสัญญาจ้างและทำงานกับจำเลยต่อไป เว้นแต่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดที่กลับแจ้งแก่จำเลยว่าไม่ประสงค์จะทำสัญญาจ้างใหม่กับจำเลยต่อไปอีก โดยโจทก์ที่ 3 ได้ยื่นหนังสือลาออกจากงานแล้ว โจทก์ทั้งสิบเอ็ดก็ไม่ได้ทำงานให้จำเลยอีก กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ด จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการหลักในการให้เช่ารถยนต์ทุกประเภท เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2544 บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาจ้างบริการว่าจ้างจำเลยให้ทำการขนส่งและขนถ่ายสินค้า วัสดุ สิ่งของภายในกองคลังสินค้าของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) มีกำหนดเวลาจ้าง 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยจึงได้ทำสัญญาจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดเพื่อไปทำงานดังกล่าว โดยว่าจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 6 และที่ 10 เข้าทำงานวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานวันที่ 6 ธันวาคม 2545 โจทก์ที่ 3 เข้าทำงานวันที่ 26 เมษายน 2545 โจทก์ที่ 4 และที่ 5 เข้าทำงานวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์ที่ 7 เข้าทำงานวันที่ 3 มีนาคม 2547 โจทก์ที่ 8 เข้าทำงานวันที่ 12 กรกฎาคม 2547 โจทก์ที่ 9 เข้าทำงานวันที่ 22 มกราคม 2545 และโจทก์ที่ 11 เข้าทำงานวันที่ 6 เมษายน 2545 แต่ในสัญญาว่าจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกำหนดให้สัญญาจ้างสิ้นสุดพร้อมกันในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 ต่อมาเมื่อเดือนมกราคม 2548 บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งขยายระยะเวลาว่าจ้างจำเลยออกไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 จำเลยจึงประกาศแจ้งให้ลูกจ้างจำเลยทราบและให้ลูกจ้างทั้งหมดเข้าทำสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยในโครงการดังกล่าวต่อไปจนครบกำหนดระยะเวลาที่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ขยายออกไปคือจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 ลูกจ้างของจำเลยในโครงการดังกล่าวส่วนใหญ่ประสงค์จะทำงานต่อไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 แต่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้ทำบันทึกเสนอต่อฝ่ายบุคคลของจำเลยว่าไม่ประสงค์ต่อสัญญากับจำเลยและขอคืนบัตรพนักงานในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 อันเป็นวันสิ้นสุดสัญญาจ้างของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด สำหรับโจทก์ที่ 3 ยังได้ยื่นใบลาออกลงวันที่ 15 มกราคม 2548 ตามแบบพิมพ์ของจำเลยแจ้งความประสงค์ขอลาออกเนื่องจากครบกำหนดสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไป โจทก์ทั้งสิบเอ็ดทำงานให้จำเลยจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 แล้วไม่ได้ทำงานให้จำเลยอีกต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป และไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" ซึ่งหมายความว่า นายจ้างต้องกระทำการใดๆ เพื่อไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้จึงจะเป็นการเลิกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า ก่อนที่สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกับจำเลยจะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยได้ประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบว่าบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ขยายระยะเวลาว่าจ้างจำเลยออกไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 และให้ลูกจ้างทั้งหมดเข้าทำสัญญาจ้างแรงงานกับจำเลยในโครงการดังกล่าวต่อไปจนครบกำหนดระยะเวลาที่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ขยายออกไป แต่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้ทำบันทึกเสนอต่อฝ่ายบุคคลของจำเลยว่าไม่ประสงค์ต่อสัญญากับจำเลยและคืนบัตรลูกจ้างในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 อันเป็นวันสิ้นสุดสัญญาจ้างแล้วไม่ไปทำงานอีกเลย ทั้งโจทก์ที่ 3 ยังได้ยื่นใบลาออกลงวันที่ 15 มกราคม 2548 โดยลาออกตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไป ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว เห็นได้ว่าจำเลยยังไม่ประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดทำงานต่อไป แต่ฝ่ายโจทก์ทั้งสิบเอ็ดเองที่ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไป จำเลยหาได้กระทำการใดๆ เพื่อมิให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้แต่อย่างใดไม่ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลิม ศรีเที่ยงตรง กับพวก
จำเลย — บริษัทเอ็น.เอ็ม.เร้นท์ อะคาร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8000/2549
#268567
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง กำหนดให้ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกันหรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออกหรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุแล้วแต่กรณี และตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงาน หรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ข้อ 7 กำหนดให้นายจ้างนำเงินประกันฝากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินตามบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคน เพื่อคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยแก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันโดยนายจ้างจะเก็บรักษาเงินประกันวิธีอื่นหรือนำไปจัดหาผลประโยชน์อื่นใดนอกจากนี้มิได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้แยกบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคนไว้และนำดอกเบี้ยของลูกจ้างแต่ละคนโอนมารวมกันไว้ที่กองทุนสวัสดิการของพนักงานโดยจ่ายปันผลคืนแก่ลูกจ้างในรูปแบบสินค้ามิใช่ดอกเบี้ย จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 10 วรรคสอง และประกาศกระทรวงดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เคยมีหนังสือภาคทัณฑ์ลูกจ้างเพราะบันทึกสต๊อกสินค้าบกพร่องมิได้กล่าวถึงเรื่องบันทึกสต๊อกสินค้ามีมูลค่าสูงเกินจริงแต่อย่างใด ที่โจทก์อุทธรณ์เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่าลูกจ้างกระทำการยักยอกทรัพย์ทำให้โจทก์เสียหาย จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และอุทธรณ์โจทก์ที่กล่าวอ้างว่าศาลแรงงานกลางไม่ให้สืบพยานโจทก์ในระหว่างพิจารณาก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งดังกล่าวในสำนวน อุทธรณ์โจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย ที่ 2/2547 ลงวันที่ 19 มกราคม 2547

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เก็บเงินประกันการทำงานจากลูกจ้างผู้ร้องจำนวน 4,000 บาท และนำฝากที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด บัญชีเลขที่ 077-1-28595-6 แต่ไม่ได้แยกบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคนไว้ เพียงแต่ทำบัญชีแยกรายชื่อไว้เท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยจะโอนมารวมกันที่กองทุนสวัสดิการของพนักงานและจ่ายปันผลแก่ลูกจ้างทุกสิ้นปี ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง กำหนดให้ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุแล้วแต่กรณี และเพื่อให้สามารถดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงได้มีประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงาน หรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 กำหนดจำนวนเงินและวิธีการเก็บรักษา โดยข้อ 7 กำหนดให้นายจ้างนำเงินประกันฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นโดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคน และให้แจ้งชื่อธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชี ให้ลูกจ้างทราบเป็นหนังสือภายในเจ็ดวันนั้นแต่วันที่รับเงินประกัน ดังนั้น เพื่อให้ลูกจ้างได้รับเงินประกันคืนภายในเจ็ดวันพร้อมดอกเบี้ย นายจ้างจึงต้องนำเงินประกันฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นโดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคน และคืนเงินประกันในบัญชีเงินฝากนั้นพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี แก่ลูกจ้างต่อไปโดยนายจ้างจะเก็บรักษาเงินประกันวิธีอื่นหรือนำไปจัดหาผลประโยชน์อื่นใดนอกจากนี้มิได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้แยกบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคนไว้และนำดอกเบี้ยของลูกจ้างแต่ละคนโอนมารวมกันไว้ที่กองทุนสวัสดิการของพนักงาน ทั้งการจ่ายปันผลแก่ลูกจ้างทุกสิ้นปีก็เป็นการปันผลคืนแก่ลูกจ้างในรูปแบบของสินค้ามิใช่ดอกเบี้ย จึงเป็นการปฏิบัติไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง และวิธีการตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงาน หรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ข้อ 7

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ประการต่อไปว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ลูกจ้างผู้ร้องบันทึกสต็อกของสินค้าผิดพลาด มีมูลค่าสูงเกินจริงซึ่งโจทก์ถือว่ายังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากศาลแรงงานกลางเพราะเหตุว่าตามคำฟ้องและคำเบิกความของพยานโจทก์ที่นำเสนอต่อศาลแรงงานกลางยืนยันชัดเจนว่าลูกจ้างผู้ร้องจงใจจัดทำรายการสถิติการขายเป็นเท็จแจ้งแก่โจทก์เพื่อเบียดบังยักยอกทรัพย์ไปโดยทุจริต อีกทั้งในคำพิพากษาซึ่งระบุว่าเพิ่งตรวจสอบหลังจากลูกจ้างผู้ร้องลาออกไปแล้วและเป็นการตรวจสอบโดยโจทก์ฝ่ายเดียวเป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนจากวิธีการตรวจสอบของโจทก์นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในเรื่องความเสียหายที่อ้างว่าลูกจ้างผู้ร้องบันทึกสต็อกสินค้าผิดพลาด มีมูลค่าสูงเกินจริงนั้น เหตุเกิดมาตั้งแต่ปี 2544 แต่เพิ่งตรวจสอบหลังจากลูกจ้างผู้ร้องลาออกไปแล้วและเป็นการตรวจสอบโดยโจทก์ฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่เคยทักท้วงหรือแจ้งให้ลูกจ้างผู้ร้องทราบมาก่อน ทั้งที่โจทก์เคยมีหนังสือภาคทัณฑ์ลูกจ้างผู้ร้องเพราะบันทึกสต็อกสินค้าบกพร่องเรื่องรายงานสินค้าสลับสีสลับขนาดเท่านั้น มิได้กล่าวถึงเรื่องบันทึกสต็อกสินค้ามีมูลค่าสูงเกินจริงแต่อย่างใด และเพิ่งแจ้งให้ลูกจ้างผู้ร้องทราบพร้อมกันแจ้งเรื่องสินค้าเปื้อนหลังจากลูกจ้างผู้ร้องออกจากงานไปแล้ว ทั้งรอยเปื้อนที่เสื้อเป็นเพียงจุดเล็กๆ และสีจางๆ ไม่แจ้งชัดว่าเปื้อนตั้งแต่เมื่อใด โดยโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าสินค้าเปื้อนขณะอยู่ในความรับผิดชอบของลูกจ้างผู้ร้อง จึงรับฟังไม่ได้ว่าลูกจ้างผู้ร้องได้ก่อความเสียหายแก่โจทก์ ที่โจทก์อุทธรณ์ข้างต้นก็เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่าลูกจ้างผู้ร้องกระทำการยักยอกทรัพย์ทำให้โจทก์เสียหาย จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

โจทก์อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ศาลแรงงานกลางระบุอย่างชัดเจนในระหว่างการพิจารณาว่า ประเด็นที่จำเลยกับพวกกระทำละเมิดสิทธิของโจทก์โดยการข่มขู่และขัดขวางการปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์นั้น มิใช่เหตุในการเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นเหตุให้โจทก์มิได้นำสืบเพื่อต่อสู้ในประเด็นนี้ตลอดกระบวนการพิจารณา แต่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า จำเลยมิได้ข่มขู่หรือกระทำการใดอันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์จึงเป็นคำพิพากษาที่มิได้ให้โอกาสโจทก์สืบพยานตามคำฟ้องนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่ให้สืบพยานโจทก์ในประเด็นดังกล่าว ระหว่างพิจารณาก่อนที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งดังกล่าวในสำนวน อุทธรณ์ของโจทก์ประการนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูเนี่ยนยูนิเวอร์ส จำกัด
จำเลย — นางปลื้มสุข ลาภะสัมปันนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางอรพินท์ เศรษฐมานิต
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา