คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8534/2549
#267607
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า โจทก์ยินยอมให้จำเลยทั้งสองเข้าไปปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์ ไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องการเช่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกประเด็นเรื่องการเช่าขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเห็นควรวินิจฉัยตามประเด็นที่ถูกต้อง โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 14293 และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยาน แล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 14293 ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกจากที่ดินของโจทก์ ส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องอีก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนหรือขนย้ายออกจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 14293 ของโจทก์ ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารกับทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและเรียกค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 2 เข้าปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์ มีกำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 9 ปี โดยโจทก์ขอคิดค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 2 ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ชั้นพิจารณาโจทก์แถลงยอมรับว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์ แต่ไม่มีข้อตกลงเรื่องกำหนดระยะเวลาและค่าเช่า ส่วนทนายจำเลยทั้งสองแถลงว่า ตามคำให้การไม่ได้ต่อสู้เรื่องการเช่า แต่ต่อสู้เรื่องบุคคลสิทธิในเรื่องสิทธิอาศัยเท่านั้น ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2544 เมื่อพิจารณาจากคำให้การของจำเลยทั้งสองแล้ว ก็ปรากฏว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 2 เข้าไปปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์ มีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 9 ปี โดยคิดค่าตอบแทนเดือนละ 3,000 บาท จำเลยทั้งสองหาได้ให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องการเช่าแต่อย่างใดไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกประเด็นเรื่องการเช่าขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยตามประเด็นที่ถูกต้อง โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง คำให้การ และคำแถลงของคู่ความว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภรรยาของจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ได้ตลอดมา แต่เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้อง แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ต่อไป จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ตั้งแต่เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามหนังสือบอกกล่าว

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนูศักดิ์ สมบูรณ์ทรัพย์
จำเลย — นายวันชัย ภูฆัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายศักดิ์เสถียร สวนสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางช่อฟ้า เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
อิศเรศ ชัยรัตน์
มงคล ทับเที่ยง
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8530/2549
#270943
เปิดฉบับเต็ม

ขณะส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันภัย สินค้าพิพาทมีสภาพกล่องที่เปียกน้ำ เปื่อย บุบยุบ ฉีกขาด และบางส่วนไม่ได้วางอยู่บนฐานรอง ซึ่งกล่องที่ไม่ได้วางอยู่บนฐานรองนี้แตกต่างจากสภาพสินค้าขณะที่จำเลยรับมอบไว้จากผู้ส่งตามใบตราส่ง ซึ่งระบุว่าสินค้าพิพาทมี 167 กล่อง วางอยู่บนฐานรองรวม 12 ฐาน ขณะที่พนักงานของผู้เอาประกันภัยได้ถ่ายภาพเพื่อเก็บหลักฐานความเสียหายที่ปรากฏในเบื้องต้นนั้น ได้มีการแสดงออกถึงการที่ยังไม่ยอมรับว่าสินค้าที่จำเลยส่งมอบอยู่ในสภาพเรียบร้อยให้พนักงานขับรถและส่งของของจำเลยได้ทราบแล้ว แม้พนักงานของผู้เอาประกันภัยจะลงลายมือชื่อรับสินค้านั้นไว้ก็เพราะปรากฏในเบื้องต้นว่าสินค้าส่งมาครบถ้วนเท่าจำนวนกล่องที่ระบุไว้ในใบตราส่งเท่านั้น จะถือว่าผู้เอาประกันภัยรับเอาสินค้านั้นไว้โดยไม่อิดเอื้อนไม่ได้ จำเลยจึงยังไม่หลุดพ้นความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 623 วรรคแรก ส่วนการอ้างประโยชน์ตามมาตรา 623 วรรคสอง ในกรณีความชำรุดบกพร่องมิได้ปรากฏแต่สภาพภายนอกซึ่งเจ้าของสินค้าต้องบอกกล่าวภายใน 8 วัน นับแต่วันรับมอบนั้น กรณีตามมาตรา 623 วรรคสอง ต้องปรากฏว่ามีการรับของโดยไม่อิดเอื้อนและมีการจ่ายค่าระวางพาหนะแล้ว ตามมาตรา 623 วรรคแรกด้วย ความรับผิดของจำเลยจึงจะสิ้นสุดลง เมื่อข้อเท็จจริงถือไม่ได้ว่าผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งได้รับของไว้โดยไม่อิดเอื้อนแล้ว แม้ผู้รับตราส่งจะมิได้แจ้งเกี่ยวกับความเสียหายให้จำเลยทราบภายใน 8 วัน ก็ตาม ความรับผิดของจำเลยก็ยังไม่สิ้นสุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 165,719.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 159,730 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งได้รับสินค้าโดยไม่อิดเอื้อนหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีพยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงมาเบิกความประกอบภาพถ่าย ซึ่งเป็นภาพถ่ายสินค้ารวม 11 ภาพ ตั้งแต่ยังอยู่บนรถบรรทุก จนถึงเมื่อมีการขนถ่ายลงมาแล้ว และมีจำนวน 10 ภาพ จากทั้งหมด 11 ภาพ ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพกล่องที่เปียกน้ำ เปื่อย บุบยุบ ฉีกขาด และที่ไม่ได้รองอยู่บนฐานรอง จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่เป็นเพียงพยานที่ได้รับคำบอกเล่าและมาเบิกความลอย ๆ โดยขาดพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยส่งมอบสินค้านั้นผู้เอาประกันภัยได้พบเห็นในเบื้องต้นว่าสินค้าน่าจะได้รับความเสียหาย แต่ยังไม่มีเวลาและโอกาสที่จะตรวจสอบโดยละเอียดจึงได้ถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐานตั้งแต่ขณะที่ยังไม่ขนถ่ายสินค้าลงจากรถที่ขนส่งสินค้าพิพาท โดยที่พนักงานขับรถของจำเลยเองก็ทราบดีถึงการถ่ายภาพเก็บหลักฐานของผู้เอาประกันภัย เพราะทางนำสืบของจำเลยก็ยอมรับว่ารถที่ขนสินค้าได้จอดรอการขนถ่ายสินค้านานกว่าครึ่งวัน เชื่อว่า ขณะส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้เอาประกันภัย สินค้าพิพาทมีสภาพดังที่ปรากฏในภาพถ่าย คือ มีสภาพกล่องที่เปียกน้ำ เปื่อย บุบยุบ ฉีกขาด และบางส่วนไม่ได้วางอยู่บนฐานรอง ซึ่งกล่องที่ไม่ได้วางอยู่บนฐานรองนี้แตกต่างจากสภาพสินค้าขณะที่จำเลยรับมอบไว้จากผู้ส่งตามใบตราส่งซึ่งระบุว่าสินค้าพิพาทมี 167 กล่อง วางอยู่บนฐานรองรวม 12 ฐาน และเชื่อว่าขณะที่พนักงานของผู้เอาประกันภัยได้ถ่ายภาพเพื่อเก็บหลักฐานความเสียหายที่ปรากฏในเบื้องต้นนั้น ได้มีการแสดงออกถึงการที่ยังไม่ยอมรับว่าสินค้าที่จำเลยส่งมอบอยู่ในสภาพเรียบร้อยให้พนักงานขับรถและส่งของของจำเลยได้ทราบแล้ว แม้พนักงานของผู้เอาประกันภัยจะลงลายมือชื่อรับสินค้านั้นไว้ก็เพราะปรากฏในเบื้องต้นว่าสินค้าส่งมาครบถ้วนเท่าจำนวนกล่องที่ระบุไว้ในใบตราส่งเท่านั้น จะถือว่าผู้เอาประกันภัยรับเอาสินค้านั้นไว้โดยไม่อิดเอื้อนไม่ได้ จำเลยจึงยังไม่หลุดพ้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 623 วรรคแรก ส่วนการอ้างประโยชน์ตามมาตรา 623 วรรคสอง ในกรณีความชำรุดบกพร่องมิได้ปรากฏแต่สภาพภายนอกซึ่งเจ้าของสินค้าต้องบอกกล่าวภายใน 8 วัน นับแต่วันรับมอบนั้น เห็นว่า กรณีตามมาตรา 623 วรรคสอง นั้น ต้องปรากฏว่ามีการรับของโดยไม่อิดเอื้อนและมีการจ่ายค่าระวางพาหนะแล้ว ตามมาตรา 623 วรรคแรกด้วย ความรับผิดของจำเลยจึงจะสิ้นสุดลง เมื่อข้อเท็จจริงถือไม่ได้ว่าผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งได้รับของไว้โดยไม่อิดเอื้อนแล้ว แม้ผู้รับตราส่งจะมิได้แจ้งเกี่ยวกับความเสียหายให้จำเลยทราบภายใน 8 วัน ก็ตาม ความรับผิดของจำเลยก็ยังไม่สิ้นสุดลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดในความเสียหายตามฟ้องต่อโจทก์ เพราะผู้เอาประกันภัยมิได้บอกกล่าวความบุบสลายแก่จำเลยภายใน 8 วัน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า สินค้าพิพาทได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่งหรือไม่ ถึงแม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ แต่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน เห็นว่า เมื่อตามใบตราส่งที่จำเลยออกไว้เป็นหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งและการรับของได้ระบุไว้โดยไม่มีข้อสงวนใด ๆ ว่า สินค้าที่ตกลงรับขนจากรัฐเซลังงอร์ ประเทศมาเลเซีย ไปยังโรงงานของผู้เอาประกันภัยที่จังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 167 กล่อง วางอยู่บนฐานรอง 12 ฐาน อยู่ในสภาพเรียบร้อย แต่ครั้นส่งสินค้าถึงโรงงานของผู้เอาประกันภัย ข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยไว้แล้วฟังได้ว่ากล่องสินค้าบางส่วนอยู่ในสภาพเปียกน้ำ เปื่อย บุบยุบ ฉีกขาด และไม่ได้วางอยู่บนฐานรอง พยานจำเลยคงมีเพียงนางชณิดากล่าวอ้างลอย ๆ ว่า ระหว่างการขนส่งสินค้าไม่มีฝนตก และมีการคลุมผ้าใบอย่างหนาได้มาตรฐานแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ฟังได้ว่า สินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างการขนส่งของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดในความเสียหายนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายเพียงใด เห็นว่า ตามรายงานการสำรวจความเสียหายประกอบภาพถ่ายระบุว่า สินค้าได้รับความเสียหาย 1,920 ชิ้น โดยเสียหายจากการเปียกน้ำ 1,917 ชิ้น แตกหัก 3 ชิ้น เป็นความเสียหายในลักษณะที่ไม่สามารถนำไปใช้งานได้ แต่สินค้าเปียกน้ำซึ่งตามรายงานการสำรวจความเสียหายอ้างว่าเสียหายโดยสิ้นเชิง เนื่องจากมีร่องรอยการออกซิเดชัน (สนิม) นั้น เห็นว่า ตามรายงานการสำรวจความเสียหายระบุว่า เป็นสินค้าซึ่งผลิตจากเหล็กหล่อ แตกต่างกับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและบันทึกถ้อยคำของนางสาวจิดาภาผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ ที่ระบุว่าสินค้าพิพาทเป็นแผ่นอลูมิเนียม จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าสินค้าที่เปียกน้ำเสียหายโดยสิ้นเชิง เมื่อโจทก์นำสืบถึงจำนวนค่าเสียหายไม่ได้แน่ชัด จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้เป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 เดือน และนับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 5,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 623
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอเชีย แปซิฟิค ชิปปิ้ง แอนด์ โลจีซทิคส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปรานี บุญโญภาส
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8498/2549
#269441
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะ นางสาว จ. เบิกความตอบอัยการโจทก์จะไม่มีนักจิตวิทยา แต่เมื่อนางสาว จ. เบิกความจบคำซักถามของอัยการโจทก์ นักจิตวิทยาได้เข้าร่วมพิจารณาและที่ปรึกษากฎหมายจำเลยและอัยการโจทก์ได้ถามค้านและถามติงพยานปากนี้ผ่านนักจิตวิทยาดังกล่าวโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดคัดค้าน คำเบิกความของนางสาว จ. จึงไม่เป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคหนึ่ง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 290

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 ขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 2 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมา มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง นายสมศักดิ์หรือกร ประจบจิตรหรือประจบจิตร์ และนายมานะหรือเกิง จงอ่อนกลาง กับพวกร่วมกันทำร้ายนายธวัชชัย โพธิ์ศรี จนเป็นเหตุให้นายธวัชชัยถึงแก่ความตาย ตามสำเนารายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.2 คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาหรือไม่ โจทก์มีนางสาวจันจิรา สายแสง กับนางสาวกนกพร ปลื้มกลางเป็นพยาน แต่พยานโจทก์ทั้งสองปากนี้ เบิกความแตกต่างกับที่ให้การต่อพนักงานสอบสวน กล่าวคือ พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเบิกความในชั้นพิจารณาสอดคล้องกับบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนในเหตุการณ์ตอนแรกว่า ขณะที่พยานทั้งสองกำลังพูดคุยกับเพื่อนที่บริเวณหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ผู้ตายเข้ามาพูดทักทายนางสาวจันจิรา นายสมศักดิ์เข้าทำร้ายผู้ตายกับนายสุชาติ ประดับศรี ซึ่งมากับผู้ตาย ผู้ตายกับนายสุชาติจึงขับรถจักรยานยนต์หลบหนี แต่นายสมศักดิ์กับนายมานะขับรถจักรยานยนต์ติดตามผู้ตายทันกันที่หน้าร้านชาติคาราโอเกะ พยานทั้งสองเห็นผู้ตายนอนอยู่บนพื้น นายสมศักดิ์กับพวกยืนรุมล้อมผู้ตายแล้วพวกของนายสมศักดิ์อุ้มผู้ตายขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายวัฒนาหรือวัฒ พิมพ์กิจ มีจำเลยนั่งประกบด้านหลังผู้ตาย แล้วขับพาผู้ตายไปทิ้งไว้ที่บริเวณสวนหย่อมใกล้สถานีรถไฟ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สวนหย่อม นางสาวจันจิราเบิกความว่า จำเลยและนายแก้วกับพวกอีก 7 ถึง 8 คน ยืนพูดคุยกัน ส่วนผู้ตายนอนอยู่ที่พื้นหญ้า พยานกับนางสาวกนกพรขอเงินนายมานะไปเติมน้ำมันและไม่ทราบเหตุการณ์ต่อมา ส่วนนางสาวกนกพรเบิกความเหตุการณ์ตอนนี้ว่าพยานเห็นนายสมศักดิ์ นายมานะ นายแก้วไม่ทราบชื่อสกุลจริงกับพวกประมาณ 5 ถึง 6 คน แต่ไม่เห็นจำเลยกำลังมุงดูผู้ตายซึ่งนอนอยู่บนพื้น เมื่อพยานกับนางสาวจันจิราได้เงินค่าน้ำมันจากนายมานะแล้วก็ไม่ทราบเหตุการณ์ต่อมา แต่พยานทั้งสองกลับให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เห็นจำเลยเข้ามาช่วยเตะผู้ตายหลายครั้งที่บริเวณหน้าร้านชาติคาราโอเกะ เมื่อพาผู้ตายมาที่สวนหย่อมแล้วจำเลยกับพวกยังรุมกระทืบผู้ตายอีก แล้วจึงแยกย้ายกันกลับ นางสาวจันจิรายังให้การต่อพนักงานสอบสวนอีกว่า ได้ยินเสียงพวกนายมานะพูดว่าเอาไปสวนหย่อมสถานีรถไฟกระทืบต่อตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 เห็นว่า นางสาวกนกพรและนางสาวจันจิราให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยความสมัครใจต่อหน้าพนักงานอัยการ นักจิตวิทยาและมารดาของนางสาวกนกพร โดยพยานทั้งสองให้การต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 และวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 ตามลำดับ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังเกิดเหตุไม่นาน จึงยังจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ซึ่งพวกที่รุมทำร้ายผู้ตายมีประมาณ 10 คน แต่นางสาวกนกพรและนางสาวจันจิราคงระบุชื่อเฉพาะที่รู้จักเท่านั้น และให้รายละเอียดว่าใครทำร้ายผู้ตายอย่างไร บันทึกคำให้การดังกล่าวจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง นางสาวกนกพรและนางสาวจันจิราเป็นเพื่อนผู้ตายและจำเลยกับพวก ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะให้การต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ร้ายแก่จำเลยทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นรายละเอียดที่ผู้ที่เห็นเหตุการณ์เท่านั้นที่จะให้การได้ และพยานทั้งสองยังได้ลงลายมือชื่อรับรองในแผนกที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย จ.6 ตามแผนที่สังเขปฯ ดังกล่าว มีรายละเอียดสอดคล้องกับที่นางสาวกนกพรและนางสาวจันจิราให้การไว้ จึงเชื่อว่านางสาวกนกพรและนางสาวจันจิราให้การต่อพนักงานสอบสวนตามข้อเท็จจริงที่ได้รู้ได้เห็นอันรับฟังเป็นความจริงยิ่งกว่าที่นางสาวกนกพรและนางสาวจันจิราเบิกความต่อศาล แม้ขณะนางสาวจันจิราเบิกความตอบอัยการโจทก์จะไม่มีนักจิตวิทยา แต่เมื่อนางสาวจันจิราเบิกความจบคำซักถามของอัยการโจทก์ นักจิตวิทยาได้เข้าร่วมพิจารณาและที่ปรึกษากฎหมายจำเลยและอัยการโจทก์ได้ถามค้านและถามติงพยานปากนี้ผ่านนักจิตวิทยาดังกล่าวโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดคัดค้าน คำเบิกความของนางสาวจันจิราจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคหนึ่ง (2) ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัย เมื่อนางสาวกนกพรและนางสาวจันจิราให้การต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่า จำเลยร่วมทำร้ายผู้ตายด้วย และจำเลยนำสืบรับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุและนั่งประกบด้านหลังผู้ตาย พาผู้ตายไปทิ้งที่สวนหย่อมโดยไม่ได้ทำร้ายผู้ตาย โดยมีนายสมศักดิ์ นายมานะเป็นพยานเบิกความสนับสนุน แต่ทั้งนานสมศักดิ์และนายมานะเป็นเพื่อนจำเลยน่าเชื่อว่า ได้เบิกความเพื่อช่วยจำเลยให้พ้นผิด โดยเฉพาะนายมานะให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เห็นนายสมศักดิ์กับพวกรุมกระทืบผู้ตาย ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.12 นายสมศักดิ์ตอบอัยการโจทก์ถามค้านว่า เมื่อนายมานะเรียกจำเลยกับพวกมาที่จุดผู้ตายนอนอยู่ นายมานะพูดว่าจะเอาไปกระทืบต่อที่สวนหย่อมจึงสอดคล้องกับที่นางสาวจันจิราให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ได้ยินนายมานะพูดว่าจะพาผู้ตายไปทำร้ายต่อที่สวนหย่อม ดังนั้น การที่จำเลยนั่งประกบด้านหลังผู้ตายไปด้วยเชื่อว่าจำเลยรู้ว่าจะพาผู้ตายไปทำร้ายต่อที่สวนหย่อมรถไฟ และตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.6 จำเลยและนายมานะได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานและผู้ต้องหาตามลำดับ โดยจำเลยและนายมานะไม่คัดค้านแผนที่สังเขปฯ ดังกล่าว ซึ่งแสดงจุดที่จำเลยกับพวกรุมทำร้ายผู้ตายที่สวนหย่อม ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยกับพวกนำผู้ตายไปทิ้งที่สวนหย่อม ไม่มีใครทำร้ายผู้ตายอีกจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เมื่อจำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดมาด้วยในส่วนของดุลพินิจในการลงโทษจำเลยซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวพันกัน ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวย่อมมีอำนาจพิจารณาไปด้วยว่าโทษที่ลงแก่จำเลยนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด โดยไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษของจำเลย เห็นว่า แม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่การกระทำของจำเลยกับพวกในคดีนี้มีลักษณะเป็นการร้ายแรงไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ทั้งจากรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของจำเลยยังปรากฏว่า จำเลยชอบเที่ยวเตร่เวลากลางคืน คบเพื่อนที่มีความประพฤติไม่เหมาะสมและชอบมั่วสุมตามสถานบับเทิงต่างๆ กรณีจึงไม่มีเหตุให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี และเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมมีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 ตรี
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายณัฐวุฒิหรือนัฐวุฒหรือหนุ่ย พิศวงษ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิชา มหาคุณ
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8484/2549
#269436
เปิดฉบับเต็ม

ในการวินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ป.วิ.อ. มาตรา 108 (ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ) บัญญัติให้พิจารณาข้อเหล่านี้ประกอบด้วย (1) ความหนักเบาแห่งข้อหา (2) พยานหลักฐานที่นำมาสืบแล้วมีเพียงใด (3) พฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร (4) เชื่อถือผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันได้เพียงใด (5) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนีหรือไม่ (6) ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใด หรือไม่ (7) ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องขังตามหมายศาล ถ้ามีคำคัดค้านของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือโจทก์แล้วแต่กรณี ศาลพึงรับฟังประกอบการวินิจฉัยได้ ดังนั้น การที่จำเลยสั่งในคำร้องลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 ที่ ต. ซึ่งเป็นผู้ขอประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวโจทก์ในระหว่างสอบสวนว่า โจทก์มีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ผู้ขอประกันไม่ใช่ญาติของโจทก์ ประกอบกับพนักงานสอบสวนกำลังขยายผลรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและฉ้อโกงประชาชน และคัดค้านการประกัน จึงไม่อนุญาตให้ประกัน ยกคำร้อง จึงเป็นการนำข้อเท็จจริงจากคำคัดค้านของพนักงานสอบสวนมาพิจารณาประกอบความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ววินิจฉัยคำร้องขอปล่อยชั่วคราวตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 108 อันเป็นการใช้ดุลพินิจสั่งคำร้องตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนหาใช่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใดไม่ และถึงแม้ว่าหลักทรัพย์ที่ใช้ขอปล่อยชั่วคราวมีจำนวนสูงถึง 542,640 บาท ก็ตาม แต่การพิจารณาหลักทรัพย์ที่ผู้ขอประกันเสมอมา เป็นเพียงเหตุหนึ่งในหลายเหตุที่ศาลจะนำมาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยคำร้องขอปล่อยชั่วคราว มิใช่ว่าหลักทรัพย์มีจำนวนสูงแล้ว ศาลต้องอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเสมอไป

ป.วิ.อ. มาตรา 87 วรรคสี่ (ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ) บัญญัติว่า ถ้าเกิดความจำเป็นที่จะควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่ากำหนดเวลาในวรรคก่อน เพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้นให้ส่งผู้ต้องหามาศาล ให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้...ฯลฯ... และมาตรา 87 วรรคหก บัญญัติว่า ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปี หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวันและรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินสี่สิบแปดวัน ซึ่งเป็นการให้อำนาจศาลในการพิจารณาคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนวันมีเหตุอันสมควรอนุญาตให้ฝากขังหรือไม่ และผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยได้ไต่สวนแล้ว เห็นว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังโจทก์ไว้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งอนุญาตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แม้ตามคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนดังกล่าวระบุว่าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่ก็ไม่มีมาตราใดใน ป.วิ.อ. ที่บังคับว่า ถ้าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพแล้ว ศาลต้องไม่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาไว้ ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยอนุญาตให้ฝากขังโจทก์จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว

ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลไม่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจสั่งคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวของผู้พิพากษาในศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดสุโขทัย ก่อนไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้โอนคดีไปศาลอาญา ประธานศาลฎีกาอนุญาตตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 26

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์มีมูลอันควรรับไว้พิจารณาหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 (ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ) บัญญัติให้พิจารณาข้อเหล่านี้ประกอบด้วย (1) ความหนักเบาแห่งข้อหา (2) พยานหลักฐานที่นำสืบมาแล้วมีเพียงใด (3) พฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร (4) เชื่อถือผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันได้เพียงใด (5) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนีหรือไม่ (6) ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใด หรือไม่ (7) ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องขังตามหมายศาล ถ้ามีคำคัดค้านของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือโจทก์แล้วแต่กรณี ศาลพึงรับฟังประกอบการวินิจฉัยได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุโขทัย ผู้ร้อง เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2545 ว่า ผู้ร้องขอฝากขังผู้ต้องหา (โจทก์คดีนี้) และคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากโจทก์มีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง และมีพฤติการณ์จะหลบหนีเพื่อไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน กับขอรับตัวโจทก์ไปควบคุมที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุโขทัยเพื่อสืบสวนขยายผลหาตัวผู้กระทำความผิดในคดีที่เกี่ยวข้องต่อไป ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยมีคำสั่งเรียกไต่สวน ในการไต่สวนดังกล่าวผู้ร้องให้ถ้อยคำว่าเหตุที่ต้องขอฝากขังโจทก์ต่อไปอีก เพราะโจทก์ต้องหาว่ากระทำผิดที่มีอัตราโทษจำคุกสูงกว่าห้าปี และโจทก์มีถิ่นที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง หากปล่อยตัวไปอาจหลบหนีหรือไม่มาตามนัดของพนักงานสอบสวนกับขอควบคุมตัวโจทก์ไว้ที่สถานีตำรวจเพราะต้องสืบสวนพยายผลหาตัวผู้ร่วมกระทำผิดและผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยพิจารณาแล้วอนุญาต ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุโขทัยยื่นคำร้องขอส่งตัวโจทก์คืนต่อศาลจังหวัดสุโขทัยและขอคัดค้านการประกันตัวโจทก์เนื่องจากอยู่ระหว่างพนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีโจทก์ในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและฉ้อโกงประชาชน ดังนั้น การที่จำเลยสั่งในคำร้องลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 ที่นางติ๋ม เจริญสุข ซึ่งเป็นผู้ขอประกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยโจทก์ชั่วคราวในระหว่างสอบสวนว่า โจทก์มีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ผู้ขอประกันไม่ใช่ญาติโจทก์ ประกอบกับพนักงานสอบสวนกำลังขยายผลรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและฉ้อโกงประชาชนและคัดค้านการประกัน จึงไม่อนุญาตให้ประกัน ยกคำร้อง จึงเป็นการนำข้อเท็จจริงจากคำคัดค้านของพนักงานสอบสวนมาพิจารณาประกอบความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ววินิจฉัยคำร้องขอปล่อยชั่วคราวตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 อันเป็นการใช้ดุลพินิจสั่งคำร้องตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน หาใช่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใดไม่ ที่โจทก์อ้างว่าหลักทรัพย์ที่ใช้ขอปล่อยชั่วคราวมีจำนวนสูงถึง 542,640 บาท แต่จำเลยหลีกเลี่ยงไม่นำมาพิจารณานั้น เห็นว่า การพิจารณาหลักทรัพย์ที่ผู้ขอประกันเสนอมาเป็นเพียงเหตุหนึ่งในหลายเหตุที่ศาลจะนำมาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยคำร้องขอปล่อยชั่วคราว มิใช่ว่าหลักทรัพย์มีจำนวนสูงแล้ว ศาลต้องอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเสมอไป ส่วนที่โจทก์อ้างต่อไปว่าตามคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุโขทัย ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2545 ระบุว่าโจทก์ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา แต่ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยอนุญาตให้ฝากขัง ทั้งที่เป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี เมื่อให้การรับสารภาพศาลสามารถพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยได้ทันทีโดยไม่ต้องสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 จึงไม่มีเหตุที่จะต้องฝากขังโจทก์ไว้อีกต่อไป การอนุญาตให้ฝากขังจึงไม่ชอบ จำเลยในฐานะผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจสั่งคำร้องของผู้พิพากษาในศาล การที่จำเลยไม่ตรวจสอบดังกล่าวจึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 วรรคสี่ (ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ) บัญญัติว่า ถ้าเกิดความจำเป็นที่จะควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่ากำหนดเวลาในวรรคก่อน เพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้นให้ส่งผู้ต้องหามาศาล ให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้...ฯลฯ... ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุโขทัยยื่นคำร้องขอฝากขังโจทก์ครั้งที่ 1 โดยอ้างเหตุว่าการสอบสวนยังไม่เสร็จต้องรอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือโจทก์และสอบปากคำพยานอีก 4 ปาก ขอฝากขังโจทก์อีก 12 วัน นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2545 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2545 จึงเป็นการปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งตามมาตรา 87 วรรคหก บัญญัติว่า ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าหกเดือนแต่ไม่ถึงสิบปีหรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติดๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกินสิบสองวัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินสี่สิบแปดวันซึ่งเป็นการให้อำนาจศาลในการพิจารณาคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนว่ามีเหตุสมควรอนุญาตให้ฝากขังหรือไม่ และผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยได้ไต่สวนแล้วเห็นว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังโจทก์ไว้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งอนุญาตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แม้ตามคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวนดังกล่าวระบุว่าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาตามที่โจทก์อ้างก็ตามแต่ก็ไม่มีมาตราใดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่บังคับว่า ถ้าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพแล้ว ศาลต้องไม่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาไว้ดังที่โจทก์เข้าใจ ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสุโขทัยอนุญาตให้ฝากขังโจทก์จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว ทั้งจำเลยในฐานะผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสุโขทัยไม่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจสั่งคำร้องของผู้พิพากษาในศาลแต่อย่างใด คดีโจทก์ไม่มีมูลพอรับฟังได้ว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 87 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกรรณิการ์ ตั้งพานิช
จำเลย — นายรัฐพลี ตั้งใจตรง
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8464/2549
#267790
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกาว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์เพียง 30,000 บาท ไม่ใช่ 200,000 บาท ที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงิน ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ซึ่งคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องได้ 5,257.16 บาท แล้วทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของจำเลยจึงต้องคำนวณหักจำนวนหนี้เงินกู้ซึ่งจำเลยไม่โต้แย้งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน 35,257.16 บาท ออกจากจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 จำเลยกู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ 200,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 บาท ต่อเดือน ตกลงชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2543 หลังจากกู้เงินและรับเงินกู้ดังกล่าว จำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 235,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 บาท ต่อเดือนของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ 200,000 บาท ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามหนังสือสัญญากู้เงินท้ายฟ้องไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 จำเลยกู้เงินโจทก์เพียง 30,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อเดือน ตามหนังสือสัญญากู้เงินอีกฉบับหนึ่งที่โจทก์เป็นผู้เก็บรักษาไว้ จำเลยมีหนี้ค้างชำระเป็นต้นเงิน 30,000 บาท และดอกเบี้ย 5,250 บาท เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญากู้ (วันที่ 1 มิถุนายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น โดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 1 สิงหาคม 2544) ไม่ให้คิดเกิน 35,000 บาท ตามที่โจทก์ขอมาในฟ้อง และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,500 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 35,000 บาท จำเลยฎีกาว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์เพียง 30,000 บาท ไม่ใช่ตามจำนวน 200,000 บาท ที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ซึ่งคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 1 สิงหาคม 2544) ได้ 5,257.16 บาท แล้วทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของจำเลยจึงต้องคำนวณหักจำนวนหนี้เงินกู้ซึ่งจำเลยไม่โต้แย้งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน 35,257.16 บาท ออกจากจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของจำเลยจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยนอกจากนี้ ปรากฏว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาสำหรับทุนทรัพย์จำนวน 235,000 บาท แต่ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของโจทก์มีจำนวนเท่ากับจำนวนเงินส่วนที่ขาดอยู่จากจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์โจทก์จึงเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เกินมา เห็นสมควรสั่งคืนแก่โจทก์เสียด้วย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยและคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเปรมกมล ทองมี
จำเลย — พันจ่าอากาศเอกสมชัย เกษา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8458/2549
#269424
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2525 และจำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนในวันที่ 30 ธันวาคม 2525 อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในวันดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลาเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 ดังนั้นแม้อายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2525 ตามข้ออ้างของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีก่อนในวันที่ 19 พฤษภาคม 2535 นับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2525 ถึงวันฟ้องคดีก่อน ไม่เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องกรณีนี้มีอายุความสิบปี ฟ้องโจทก์ในคดีก่อนก็ยังไม่ขาดอายุความและอายุความสะดุดหยุดลงอีกครั้งนับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) เมื่อคดีก่อนศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องอันถือได้ว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง อายุความจึงครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณาคดีก่อน แต่ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีก่อนเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2539 ให้ยกฟ้องโจทก์โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ โจทก์จึงฟ้องคดีใหม่เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2540 นับตั้งแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีใหม่เป็นเวลาไม่เกิน 60 วัน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาล หรือศาลให้ยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดี เพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด" ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าว

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง สาระสำคัญว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความ ดังนั้นการที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนย่อมผูกพันจำเลยทั้งสอง เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยและโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองได้ตามสัญญาอัตราร้อยละ 18 ต่อปี คดีนี้จึงต้องฟังว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี โจทก์จึงคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ได้ไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์โดยนายพชร อิศรเสนา ณ อยุธยา ประธานกรรมการมอบอำนาจให้นายกฤษณ์ สถานนท์ เป็นผู้ฟ้องคดีนี้แทน รวมทั้งมอบอำนาจช่วงได้ นายกฤษณ์มอบอำนาจช่วงให้นายบุญเหลือ พูนทรัพย์ เป็นผู้ดำเนินคดีอีกทอดหนึ่ง เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2520 จำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ สาขาบ้านนาสาร ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2521 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท โดยถือบัญชีเดินสะพัดดังกล่าวเป็นบัญชีแห่งหนี้ ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี กำหนดชำระเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์ทบดอกเบี้ยเข้ากับเงินต้นไป หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ตลอดมา ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดสัญญา จนกระทั่งวันที่ 30 พฤศจิกายน 2526 โจทก์หักทอนบัญชีเดินสะพัด ปรากฏว่าในวันดังกล่าว จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์จำนวน 1,053,510.18 บาท โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังเป็นเวลา 5 ปี คิดเป็นดอกเบี้ย 921,821.40 บาท รวมเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 1,975,331.58 บาท โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองในมูลหนี้ดังกล่าวมาแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องเนื่องจากการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ชอบ โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่โจทก์จึงมาฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,975,331.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,053,510.18 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า นายพชร อิศรเสนา ณ อยุธยา ไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เนื่องจากผู้กระทำการแทนโจทก์ได้คือกรรมการ 2 คน ลงชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์ การมอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์จริงแต่มีเงื่อนไขว่า หากเงินในบัญชีไม่พอจ่าย ห้ามโจทก์จ่ายเงินให้แก่ผู้ใด จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 200,000 บาท จึงไม่ต้องรับผิดในส่วนที่เกินวงเงินหากรับผิดในส่วนที่เกินวงเงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แบบไม่ทบต้น จำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ จึงไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และไม่เคยยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี และคิดดอกเบี้ยทบต้น จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขณะโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญากัน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกำหนดเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ข้อกำหนดเรื่องดอกเบี้ยจึงเป็นโมฆะ ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยเคลือบคลุม คดีโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์บอกเลิกสัญญาเกินกว่าสิบปีแล้ว อย่างไรก็ตาม จำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้โดยการโอนหนังสือสำคัญมูลภัณฑ์กันชนให้แก่โทก์จนครบถ้วนแล้ว โจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงไม่มีมูลหนี้ต่อกันอีก ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,975,331.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันฟัอง (ฟ้องวันที่ 3 มกราคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,975,331.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,053,510.18 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2520 จำเลยทั้งสองเปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ 621 กับโจทก์ สาขาบ้านนาสาร ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2521 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์ในวงเงิน 200,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี กำหนดชำระทุกวันสิ้นเดือน ถ้าผิดนัดให้ทบดอกเบี้ยเข้าเป็นเงินต้น โดยจำเลยที่ 1 ได้มอบหนังสือสำคัญมูลภัณฑ์กันชนให้โจทก์เป็นประกัน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองได้สั่งจ่ายเช็คเบิกเงินไปจากโจทก์

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 200,000 บาท โดยถือบัญชีเดินสะพัดกระแสรายวันที่จำเลยทั้งสองเปิดไว้กับโจทก์เป็นบัญชีแห่งหนี้ ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี และยอมให้คิดดอกเบี้ยทบต้น ได้มีการหักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายวันที่ 30 พฤศจิกายน 2526 จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ 1,053,510.18 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินต้นดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องย้อนหลังเป็นเวลา 5 ปี เป็นดอกเบี้ยจำนวน 921,821.40 บาท และมีเอกสารแนบมาท้ายฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยแต่ละช่วงเป็นจำนวนเงินเท่าใดคิดดอกเบี้ยแต่ละช่วงเท่าใดนั้น เป็นรายละเอียดในชั้นพิจารณาที่โจทก์ต้องนำสืบ และที่จำเลยให้การว่าเอกสารท้ายคำฟ้องเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ก็เป็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา การที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ จำเลยย่อมทราบดี จำเลยไม่หลงข้อต่อสู้ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม...

ปัญหาต่อมาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองนำเงินเข้าบัญชีครั้งสุดท้ายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2526 (ที่ถูกวันที่ 31 พฤษภาคม 2526) นับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีแรกวันที่ 19 พฤษภาคม 2535 จึงยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2525 เพราะไม่มีการเบิกเงินหลังวันดังกล่าว การที่จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าบัญชีวันที่ 30 กันยายน 2525 และในวันที่ 30 ธันวาคม 2525 และหากมีรายการอื่นอีกก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 นำเงินเข้าเพื่อชำระหนี้ไม่ใช่เพื่อให้มีการเดินสะพัดทางบัญชี สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเลิกกันตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2525 เรื่องอายุความจำเลยทั้งสองได้ต่อสู้มาตั้งแต่คดีก่อน และในคดีก่อนศาลฎีกาไม่ได้มีคำวินิจฉัยแต่อย่างใด เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นดังจำเลยทั้งสองฎีกาว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันในวันดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนในวันที่ 30 ธันวาคม 2525 (ที่ถูกจำเลยที่ชะระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 31 พฤษภาคม 2526 ตามเอกสารหมาย จ.14 ในคดีหมายเลขดำที่ 400/2535 ของศาลชั้นต้น) อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในวันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลาเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 ดังนั้นแม้อายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2525 ตามข้ออ้างของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีก่อนในวันที่ 19 พฤษภาคม 2535 นับตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2525 ถึงวันฟ้องคดีก่อน ไม่เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องกรณีนี้มีอายุความ 10 ปี ฟ้องโจทก์ในคดีก่อนก็ยังไม่ขาดอายุความ และอายุความสะดุดหยุดลงอีกครั้งนับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) เมื่อคดีก่อนศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องอันถือได้ว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง อายุความจึงครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณาคดีก่อน แต่ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีก่อนเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2539 ให้ยกฟ้องโจทก์โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ โจทก์จึงฟ้องคดีใหม่เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2540 นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีใหม่เป็นเวลาไม่เกิน 60 วัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลหรือศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถึงที่สุด" ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อมาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า หนี้ระงับไปโดยจำเลยทั้งสองโอนเงินตามหนังสือสำคัญมูลภัณฑ์กันชนตีใช้หนี้ให้โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด และดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ในคดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 3 (ขณะฟ้องคดีครั้งแรก) ได้วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้รับเงินตามหนังสือสำคัญมูลภัณฑ์กันชน และไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน หนี้จึงไม่ระงับ จำเลยทั้งสองต้องรับผิดทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองได้ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 18 ต่อปี ตามที่จำเลยที่ 1 ตกลงยินยอม แต่ในช่วงเดือนสิงหาคม 2524 ถึงเดือนเมษายน 2526 และช่วงเดือนมกราคม 2528 ถึงเดือนมิถุนายน 2528 โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 19 เกินอัตราที่จำเลยที่ 1 ยินยอม โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2526 ถึงเดือนเมษายน 2526 อัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ชอบ เห็นสมควรให้โจทก์คิดเสียใหม่ให้ถูกต้อง และพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ ศาลฎีกามีคำพิพากษายืน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง มีสาระสำคัญว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความ ดังนั้นการที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนย่อมผูกพันจำเลยทั้งสอง เมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยและโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองได้ตามสัญญาอัตราร้อยละ 18 ต่อปี คดีนี้จึงต้องฟังว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์จึงคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ไม่ได้เป็นโมฆะ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองไม่เป็นสาระแก่การวินิจฉัย

อนึ่ง ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองใช้ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรร์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องนั้นเป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับแก้เสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองใช้ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 193/17
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายกัมปนาท หิรัญวัฒน์ศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
องอาจ โรจนสุพจน์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8457/2549
#267866
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2545 เกินกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 และมาตรา 247 และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 89049 ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการและบ้านเลขที่ 100/260 หมู่ที่ 5 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวและให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าวให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

วันที่ 4 กรกฎาคม 2545 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยอ้างว่า จำเลยมอบอำนาจให้นายจตุรงค์ แสงเงิน ดำเนินคดีแทน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2544 จำเลยเดินทางไปทำงานที่ประเทศไอร์แลนด์และเดินทางกลับประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายน 2545 จึงไม่ทราบว่าถูกฟ้อง จำเลยเพิ่งทราบจากบุตรของจำเลยว่าถูกฟ้องเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2545 จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ตามคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์นอกเหนือไม่อาจบังคับได้ จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่เกินกำหนดเวลาตามมาตรา 199 จัตวา ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทน ทนายจำเลยจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่และยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น จึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 เพราะไม่ปรากฏหลักฐานในสำนวนเกี่ยวกับการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทน ทนายจำเลยจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่และยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ โดยต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ซึ่งครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 15 สิงหาคม 2545 จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2545 จึงเป็นการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเกินกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบที่จะปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบ มาตรา 246 และมาตรา 247 และถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของจำเลยให้คืนค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์จำนวน 40 บาท และค่าขึ้นศาลฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 234 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสาลินี ไกรแสงศรี
จำเลย — นางอัจฉรา ชวางกูร
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8444/2549
#269410
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 100 เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยได้ถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่กรณีของเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เงินเพิ่มภาษีอากรจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการนั้น เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2)ฯ ประกอบด้วย ซึ่งมาตรา 5 บัญญัติว่า "นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 30 ได้ก่อขึ้นมิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้" เมื่อลูกหนี้เป็นสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ มาตรา 30 แม้มูลหนี้ค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้จะมิใช่หนี้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจตามปกติของลูกหนี้ แต่ก็เป็นหนี้อันเนื่องมาจากลูกหนี้มิได้ปฏิบัติตามกฎหมาย คือจ่ายเงินได้พึงประเมินโดยมิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วนตาม ป.รัษฎากรฯ ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ลูกหนี้ได้ก่อขึ้นตามความในมาตรา 5 ดังกล่าว แต่บทบัญญัติมาตรา 5 นี้คงมีผลใช้บังคับแก่บรรดาเจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการที่คณะกรรมการ ปรส. ได้ตั้งขึ้นตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯ เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าว ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 5 ข้างต้นจึงไม่มีผลบังคับแก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เงินเพิ่มจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ชำระบัญชีร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 1,483,896.74 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าภาษีอากรเป็นเงินจำนวน 573,606.79 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130 (7) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน จากหนี้ค่าภาษีอากรปี 2540 และปี 2541 นับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 จนถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2544 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า บริษัทลูกหนี้เป็นสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจกรรมตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2540 และวันที่ 5 สิงหาคม 2540 และคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการแทนลูกหนี้ต่อมามีการขายทรัพย์สินและชำระบัญชีของลูกหนี้เนื่องจากไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ และผู้ชำระบัญชีได้ยื่นคำร้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2544 เจ้าหนี้จึงขอรับชำระหนี้ค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 1,483,896.74 บาท ตามมาตรา 3 เตรส, 50, 52 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งในรอบระยะเวลาบัญชี 1 มกราคม 2540 ถึง 31 ธันวาคม 2540 และ 1 มกราคม 2541 ถึง 31 ธันวาคม 2541 ลูกหนี้มีรายจ่ายประเภทเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (6) (8) แห่งประมวลรัษฎากรประจำปี 2540 จำนวน 1,564,206.52 บาท ประจำปี 2540 จำนวน 90,594.01 บาท จำนวนเงิน 1,654,800.53 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของเงินภาษีนับแต่เมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2544 เป็นเงินเพิ่มค่าภาษีอากรประจำปี 2540 จำนวน 986,636.40 บาท และประจำปี 2541 จำนวน 42,346.50 บาท รวมเป็นเงิน 1,028,982.90 บาท ร่วมค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 2,683,783.43 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กับเงินค่าภาษีที่ลูกหนี้มีสิทธิได้รับคืนจำนวน 1,199,886.69 บาท แล้วลูกหนี้ยังคงค้างภาษีและเงินเพิ่มประจำปี 2540 และปี 2541 เป็นเงินรวม 1,483,896.74 บาท โดยในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังข้อเท็จจริงว่า ลูกหนี้ค้างชำระภาษีประจำปี 2540 และปี 2541 เป็นเงินรวม 1,654,800.53 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของเงินภาษีนับแต่เมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 เป็นเงินเพิ่มค่าภาษีอากรประจำปี 2540 จำนวน 118,501.70 บาท และประจำปี 2541 จำนวน 191.25 บาท เป็นเงินเพิ่มรวม 118,692.95 บาท รวมเป็นเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้นจำนวน 1,773,493.48 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กับเงินค่าภาษีที่ลูกหนี้มีสิทธิได้รับคืนจากเจ้าหนี้จำนวน 1,199,886.69 บาท แล้ว เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวน 573,606.79 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในส่วนของเงินเพิ่มถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยเห็นว่านับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 อันเป็นวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 มาตรา 5 มีผลใช้บังคับเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้เงินเพิ่มอีกต่อไป แต่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระเงินเพิ่มจนถึงวันพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เงินเพิ่มจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 100 บัญญัติว่า "ดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้นไม่ได้ถือว่าเป็นหนี้ที่ขอรับชำระได้" ซึ่งหมายความว่าเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยหรืองเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยได้ถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่กรณีของเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้เงินเพิ่มภาษีอากรจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินการนั้น เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินนั้น (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ประกอบด้วย ซึ่งมาตรา 5 บัญญัติว่า "นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับดอกเบี้ยหรือเงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 30 ได้ก่อขึ้นมิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้" คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ลูกหนี้เป็นสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 30 แม้มูลหนี้ค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้จะมิใช่หนี้ที่เกิดจากการประกอบธุรกิจตามปกติของลูกหนี้ แต่ก็เป็นหนี้อันเนื่องมาจากลูกหนี้มิได้ปฏิบัติตามกฎหมาย คือจ่ายเงินได้พึงประเมินโดยมิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลรัษฎากร ถือได้ว่าเป็นหนี้ที่ลูกหนี้ได้ก่อขึ้นตามความในมาตรา 5 ดังกล่าว แต่บทบัญญัติมาตรา 5 นี้คงมีผลใช้บังคับแก่บรรดาเจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการที่คณะกรรมการ ปรส. ได้จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 30 แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าว ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 5 ข้างต้น จึงไม่มีผลบังคับแก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เงินเพิ่มจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 100
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
ผู้ชำระบัญชี — นายพนัศ อิงปัญจลาภ
ร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พารา จำกัด (มหาชน)
ล้มละลาย
เจ้าหนี้ — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8407/2549
#269452
เปิดฉบับเต็ม

บัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) เป็นบัญชีแสดงรายละเอียดสินค้าที่ส่งออกเป็นเอกสารที่นายเรือทุกลำซึ่งบรรทุกสินค้าออกหรือตัวแทนมีหน้าที่ยื่นต่อศุลกสถานของโจทก์ภายใน 6 วันเต็ม นับแต่วันที่ได้ออกใบปล่อยเรือขาออก ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 51 บัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) จึงเป็นพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่ามีการส่งสินค้าออกนอกราชอาญาจักรหรือไม่ เมื่อสินค้าที่ปรากฏในใบขนสินค้าขาออกทั้งสี่ฉบับไม่ตรงกับบัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้นำสืบหักล้างว่าเหตุใดจึงไม่ตรงกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าไม่มีการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรตามใบขนสินค้าขาออก จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีศุลกากรและจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 1 นำสำเนาใบขนสินค้าขาออกจำนวน 4 ฉบับ ใช้ประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร 1 ชุด โดยระบุโอนสิทธิในเงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จะได้รับให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งสิ้น 83,947.93 บาท ตามคำร้องขอรับโอนสิทธิในบัตรภาษี จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปชำระค่าภาษีอากรแทนเงินสดแล้ว ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรฯ ต่อมาโจทก์ตรวจสอบบัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) ตามที่จำเลยที่ 1 สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกพบว่าจำเลยที่ 1 มิได้ส่งสินค้าตามสำแดงออกไปนอกราชอาณาจักรโดยมีการจัดทำบัญชีสินค้าปลอมสอดแทรกไว้ในบัญชีสินค้าสำหรับเรือ เครื่องหมาย หมายเลข หีบห่อ ชนิดสินค้า และชื่อผู้รับสินค้าที่จำเลยที่ 1 แสดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกไม่ตรงกับบัญชีสินค้าสำหรับเรือ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสำแดงเท็จตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 99 และเป็นความผิดฐานยื่นคำขอชดเชยค่าภาษีอากรเป็นเท็จ ตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรฯ มาตรา 31 และ 32 จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ส่งออกและไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนจึงไม่มีสิทธิที่จะครอบครองและนำบัตรภาษีไปใช้ โจทก์มีสิทธิติดตามเอาเงินชดเชยในรูปบัตรภาษีคืนจากจำเลยที่ 1 ผู้โอน จำเลยที่ 2 ผู้รับโอน และจำเลยที่ 3 กับที่ 4 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ยังต้องรับผิดตามข้อตกลงในคำร้องขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีอันเนื่องจากการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 83,947.93 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันรับบัตรภาษีจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 58,786.55 บาท

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้นำสำเนาใบขนสินค้าขาออกจำนวน 4 ฉบับ ประกอบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร 1 ชุด โดยระบุโอนสิทธิในเงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จะได้รับแก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้รับภาษีไปจากโจทก์และนำไปใช้แล้ว เห็นว่า บัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) เป็นบัญชีแสดงรายละเอียดสินค้าที่ส่งออก เป็นเอกสารที่นายเรือทุกลำซึ่งบรรทุกสินค้าออกหรือตัวแทนมีหน้าที่ยื่นต่อศุลกสถานของโจทก์ภายใน 6 วันเต็ม นับแต่วันที่ได้ออกใบปล่อยเรือขาออก ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 51 บัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) จึงเป็นพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่ามีการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรหรือไม่ เมื่อสินค้าที่ปรากฏในใบขนสินค้าขาออกทั้งสี่ฉบับไม่ตรงกับบัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้นำสืบหักล้างว่าเหตุใดจึงไม่ตรงกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าไม่มีการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรตามใบขนสินค้าขาออกทั้งสี่ฉบับ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี ส่วนจำเลยที่ 2 ขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษีโดยให้สัญญาต่อโจทก์ว่าถ้าหากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น จำเลยที่ 2 จึงต้องผูกพันตามสัญญาที่ให้แก่โจทก์ เมื่อมีการนำบัตรภาษีไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแล้ว จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกันคืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาขอรับโอนสิทธิตามบัตรภาษี แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 มิได้บัญญัติเรื่องอายุความในกรณีนี้ไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2539 ซึ่งเป็นวันรับบัตรภาษี และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับแต่วันครบกำหนดเวลาที่โจทก์ทวงถามให้คืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษี เมื่อหนังสือขอให้คืนเงินชดเชย เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 26 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2547 ระบุให้จำเลยที่ 2 คืนบัตรภาษีหรือชดใช้เงินจำนวน 83,947.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ในหนังสือฉบับนี้ แต่ตามใบตอบรับในประเทศ เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 27 ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามดังกล่าววันที่ 20 ตุลาคม 2547 ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบว่า โจทก์มีเจตนาเช่นใดแน่ นับได้ว่ากรณีมีข้อสงสัยจึงต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 คือนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ได้ทราบถึงการทวงถาม ดังนั้น จึงครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 4 พฤศจิกายน 2547 เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ชำระหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันถัดไปคือวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 83,947.93 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องมิให้เกิน 58,786.55 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 ม. 17
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทแอ๊กเกรสเซอร์ เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8404/2549
#412559
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาทน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น และปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะ เป็นเหตุให้ อ. ผู้ขับ และ ช. ผู้โดยสารมาในรถยนต์กระบะคันดังกล่าวถึงแก่ความตาย ส่วน ส. ผู้ที่โดยสารมาอีกคนหนึ่งได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291, 300 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยได้กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ส. ได้รับอันตรายสาหัส อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 แต่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวมาด้วยเป็นการไม่ชอบ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้พิพากษาแก้ไขในข้อนี้ เพียงแต่วงเล็บบทมาตราดังกล่าวไว้ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อกล่าวถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง จึงพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 อีกบทหนึ่งอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ในการขับรถของจำเลยเป็นการขับรถที่ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ร่วมใช้เส้นทางสัญจรไปมาจนทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านว่า ภายหลังเกิดเหตุแล้วจำเลยมิได้หลบหนีและได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจ นอกจากนี้นายจ้างของจำเลยยังได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทายาทผู้ตายและผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่ให้เบาลงเพื่อเหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องว่าจำเลยได้กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นางสาวสุภาวดีได้รับอันตรายสาหัสอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 แต่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวมาด้วยเป็นการไม่ชอบ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้พิพากษาแก้ไขในข้อนี้เพียงแต่วงเล็บบทมาตราดังกล่าวไว้ในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อกล่าวถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อีกบทหนึ่ง อันเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกจำเลย 8 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 291 ม. 300
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายสมบัติ คำเกิด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายเรวันต์ แก่นภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุธี เทพสิทธา
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8392/2549
#269407
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 บังคับให้พนักงานอัยการฟ้องเรียกได้แค่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ยได้เพราะดอกเบี้ยไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด การที่พนักงานอัยการไม่ได้ขอเรียกดอกเบี้ยมาด้วยในคดีอาญานั้น จึงไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการสามารถฟ้องเรียกแทนผู้เสียหายได้แล้วแต่ไม่เรียก ฟ้องของโจทก์คดีแพ่งในส่วนของดอกเบี้ยจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์มีหน้าที่รับฝากเงินและจ่ายเงินให้แก่สมาชิกของโจทก์ ภายใต้การควบคุมดูแลของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 สมคบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันลักเงินของโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 44,173,253.84 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันใช้เงิน 44,173,253.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจหน้าที่รับฝากเงินและจ่ายเงินให้แก่สมาชิกของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นสมาชิกของโจทก์ จึงไม่มีสิทธิเปิดบัญชีเงินฝากกับโจทก์ และไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการบริหารของโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 4 ไม่ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 4 ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องให้หมายเรียกนางฉวีวรรณ ชำนาญพงศ์ นายวัชรินทร์ ภิรมย์ไกรภักดิ์ นายสุรพงษ์ ฟ้ารักษา และนางอรวรรณ สามารถ เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมที่ 1 ให้การว่า จำเลยร่วมที่ 1 ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดในคดีนี้จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยร่วมที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมที่ 4 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่อยู่ในความรับผิดชอบควบคุมดูแลของจำเลยร่วมที่ 4 และจำเลยร่วมที่ 4 ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

วันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องว่า มูลเหตุและประเด็นแห่งคดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงิน 44,173,253.84 บาท แล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1344/2546 ของศาลชั้นต้น ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1344/2546 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนทรัพย์สินให้แก่โจทก์โดยไม่ได้พิพากษาในส่วนของค่าเสียหายที่เป็นดอกเบี้ย ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในคดีอาญา พนักงานอัยการฟ้องและมีคำขอส่วนแพ่งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายตามปราะมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ถือว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีแทนผู้เสียหายด้วย เมื่อคดีอาญาอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ผู้เสียหายจะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคดีแพ่งให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายอีกโดยอ้างเหตุการณ์กระทำผิดในคดีอาญาจึงเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกันอีก อันเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ในคดีอาญาพนักงานอัยการจะไม่ได้มีคำขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระดอกเบี้ยด้วยก็ตาม จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ และให้พิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ที่ 5 (ที่ถูก เฉพาะจำเลยที่ 4) และจำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 4 ต่อไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคดีอาญา ฐานลักทรัพย์จำนวนเดียวกับที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ และมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนหรือใช้เงินที่ลักไป โดยไม่ได้ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนหรือใช้เงินที่ลักไป คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1344/2546 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคดีอาญาฐานลักทรัพย์จำนวนเดียวกับคดีนี้ และมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คืนเงินที่ลักไป อันเป็นคำขอในส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาจะมิได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาก็ตาม การที่พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิมีคำขอดังกล่าวก็เป็นการขอแทนโจทก์คดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 เมื่อศาลในคดีอาญาได้รับคำขอส่วนแพ่งของพนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิไว้พิจารณาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1344/2546 ของศาลชั้นต้น ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คดีนี้โดยอาศัยมูลละเมิดอันเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากมูลความผิดอาญาฐานลักเงินดังกล่าวซึ่งเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเดียวกับที่พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิขอให้บังคับในส่วนแพ่งแทนโจทก์แล้วย่อมมีผลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่นอีก ฟ้องโจทก์คดีนี่เรียกต้นเงินที่ถูกลักไปคืนจากจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1344/2546 ของศาลชั้นต้น ส่วนของดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดนับจากวันฟ้องนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บังคับให้พนักงานอัยการฟ้องเรียกได้แค่เฉพาะต้นเงินเท่านั้น สภาพไม่เปิดช่องให้เรียกดอกเบี้ยได้เพราะดอกเบี้ยไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญหายไปเนื่องจากการกระทำผิด การที่พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิไม่ได้ขอเรียกดอกเบี้ยมาด้วยในคดีแรกนั้น จึงไม่ใช่ค่าเสียหายที่พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิสามารถฟ้องเรียกแทนผู้เสียหายได้แล้วแต่ไม่เรียกฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ส่วนของดอกเบี้ยจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1344/2546 ของศาลชั้นต้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่วนที่ว่าฟ้องของโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ส่วนดอกเบี้ยเป็นฟ้องซ้อนกันคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1344/2546 ของศาลชั้นต้นนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ย ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173
ป.วิ.อ. ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูชัยภูมิ จำกัด
จำเลย — นางสาววรรณฉวี อักษรณรงค์หรือชำนาญพงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8391/2549
#269401
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยอมรับว่ามีข้อตกลงกับจำเลยว่าต่างฝ่ายต่างยอมให้อาศัยใช้ทางพิพาทออกสู่ถนนคลองชลประทานได้ เป็นการเอื้อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ทางพิพาทจึงไม่เป็นทางภาระจำยอมระหว่างโจทก์จำเลยเพราะต่างคนต่างยอมให้ผ่านในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นการยอมให้ผ่านทางพิพาทโดยถือวิสาสะซึ่งกันและกันนั่นเอง

ที่ดินโฉนดเลขที่ 15673 ของโจทก์ไม่ได้ถูกปิดล้อมโดยที่ดินโฉนดเลขที่ 15671 ของจำเลย แต่ถูกปิดล้อมโดยที่ดินโฉนดเลขที่ 15672 ของ ว. เพราะที่ดินตามโฉนดเลขที่ 15673 ของโจทก์จะผ่านไปสู่ถนนคลองชลประทานระยะทางที่ใกล้ที่สุดก็คือผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 15672 ของ ว. ดังนั้นทางพิพาทช่วงระยะที่ดินของจำเลยตามโฉนดเลขที่ 15671 จึงไม่เป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินของโจทก์ ตามโฉนดเลขที่ 15673

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและทางภาระจำยอมให้จำเลยรื้อถอนสิ่งกีดขวางที่ปิดกั้นทางพิพาทออก หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์รื้อถอนได้เองโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาท เป็นทางจำเป็น และหรือทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 15673 ของโจทก์ หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์วันละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งกีดขวางและเปิดทางพิพาทให้โจทก์และบริวารให้รถยนต์ผ่านเข้าออกได้

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 6722 และที่ดินโฉนดเลขที่ 15673 ตำบลหนองหมู อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 15671 ตำบลหนองหมู อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี แทรกอยู่ตรงกลางระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้ง 2 แปลง โดยมีถนนลูกรังพาดผ่านด้านบนสุดของที่ดินของโจทก์ทั้ง 2 แปลง, ที่ดินของจำเลยและที่ดินของนายวิชัย โสภณกนกรัฐกุล เพื่อจะไปเชื่อมต่อกับถนนคลองชลประทานด้านติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 6722 ของโจทก์ และด้านติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 15672 ของนายวิชัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ถนนลูกรังพิพาทซึ่งพาดผ่านตอนบนสุดของที่ดินของโจทก์ 2 แปลง, ที่ดินของจำเลย และที่ดินของนายวิชัยเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยอมรับว่ามีข้อตกลงกับจำเลยว่าต่างฝ่ายต่างยอมให้อาศัยใช้ทางพิพาทดังกล่าวเข้าออกสู่ถนนคลองชลประทานได้เป็นการเอื้อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ภายหลังโจทก์ทำประตูกั้นเปิดปิดในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 7622 ทำให้จำเลยเข้าออกไม่สะดวก ซึ่งเกิดทะเลาะโต้เถียงกัน จำเลยจึงไปซื้อที่ดินของนายพงษ์ศักดิ์ ซึ่งติดอยู่กับที่ดินของจำเลยทางด้านทิศตะวันออกทำถนนไปสู่ถนนคลองชลประทาน ส่วนที่ดินของโจทก์แปลงโฉนดเลขที่ 6722 สามารถออกไปสู่ถนนคลองชลประทานได้เพราะติดกับถนนคลองชลประทานอยู่แล้ว สำหรับที่ดินของโจทก์แปลงโฉนดเลขที่ 15673 ก็สามารถออกไปสู่ถนนคลองชลประทานอีกด้านหนึ่งโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 15672 ของนายวิชัย ซึ่งนายวิชัยก็มาเบิกความยินยอมให้โจทก์ผ่านทางออกไปสู่ถนนคลองชลประทานได้โดยไม่ขัดข้อง เช่นนี้ ทางพิพาทจึงไม่เป็นภาระจำยอมระหว่างโจทก์จำเลยเพราะต่างคนต่างยอมให้ผ่านในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นการยอมให้ผ่านทางพิพาทโดยถือวิสาสะซึ่งกันและกันนั่นเอง ส่วนจะเป็นทางจำเป็นหรือไม่นั้น เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 15673 ของโจทก์ไม่ได้ถูกปิดล้อมโดยที่ดินโฉนดเลขที่ 15671 ของจำเลย แต่ถูกปิดล้อมโดยที่ดินโฉนดเลขที่ 15672 ของนายวิชัย เพราะที่ดินตามโฉนดเลขที่ 15673 ของโจทก์จะผ่านไปสู่ถนนคลองชลประทานระยะทางที่ใกล้ที่สุดก็คือผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 15672 ของนายวิชัย ดังนั้นทางพิพาทช่วงระยะที่ดินของจำเลยตามโฉนดเลขที่ 15671 จึงไม่เป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินของโจทก์ ตามโฉนดเลขที่ 15673 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าทางพิพาทในกรณีนี้ไม่เป็นทั้งทางภาระจำยอมและทางจำเป็นนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสายบัว กระจ่างศรี
จำเลย — นายศิลปชัย อิศราวุธพงษา
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์พล ทองจีน
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8390/2549
#266913
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่จำเลยจะบอกเลิกสัญญาผนังของห้องชุดพิพาทมีรอยแตกร้าวซึ่งจำเลยรับว่าจะแก้ไขให้เรียบร้อย และในวันที่ 26 ธันวาคม 2539 มีการนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทซึ่งเป็นวันหลังจากที่จำเลยอ้างว่าได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว การนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีเจตนาเลิกสัญญากับโจทก์ในเดือนกันยายน 2539 ซึ่งหลังจากนั้นจำเลยยังได้ยินยอมให้โจทก์เข้าไปตรวจรับห้องชุดพิพาทว่ายังมีรอยแตกร้าวต้องซ่อมแซมแก้ไขและจำเลยได้นัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทในวันที่ 26 ธันวาคม 2539 แต่ในวันดังกล่าวไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์กันเนื่องจากจำเลยเรียกเงินจากโจทก์อีก 50,000 บาท อ้างว่าโจทก์รับโอนห้องชุดพิพาทล่าช้า หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ได้แจ้งให้โจทก์มารับโอนห้องชุดพิพาทอีก เมื่อสัญญายังไม่เลิกกันและจำเลยไม่โอนห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 151,097.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 149,470 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 148,000 บาท คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 กันยายน 2540) ต้องไม่เกิน 1,627.78 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,500 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 1,500 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายห้องชุดเพื่อบุคคลภายนอกในโครงการอาคารชุดพักอาศัยทรัพย์แก้วทาวน์เวอร์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยในราคา 740,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินในวันจอง 5,000 บาท ในวันทำสัญญา 5,000 บาท และชำระในระหว่างก่อสร้างห้องชุดจำนวน 24 งวด งวดละ 5,750 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ได้ชำระไปแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 148,000 บาท สำหรับเงินที่เหลืออีกจำนวน 592,000 บาท มีข้อตกลงให้ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยได้รับเงินจำนวน 148,000 บาท แล้ว แต่จำเลยมิได้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ จำเลยอ้างว่าจำเลยบอกเลิกแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2539 ก่อนที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยระงับสิ้นไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยอีก เห็นว่า ก่อนที่จำเลยจะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ ปรากฏว่าผนังของห้องชุดพิพาทมีรอยแตกร้าวซึ่งจำเลยรับกับโจทก์ว่าจะแก้ไขรอยแตกร้าวในห้องชุดพิพาทให้เรียบร้อย และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2539 จำเลยได้ให้โจทก์ตรวจรับห้องชุดพิพาทซึ่งพบว่าห้องชุดพิพาทมีรอยแตกร้าวต้องซ่อมแซม และในวันที่ 29 ธันวาคม 2539 ได้มีการนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทซึ่งเป็นวันหลังจากที่จำเลยอ้างว่าได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว การที่มีการนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทหลังจากที่จำเลยอ้างว่าได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้วนั้น แสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้มีเจตนาเลิกสัญญากับโจทก์ในเดือนกันยายน 2539 ทั้งหลังจากนั้นจำเลยยังได้ยินยอมให้โจทก์เข้าไปตรวจรับห้องชุดพิพาทและจำเลยได้นัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดกับโจทก์ในวันที่ 26 ธันวาคม 2539 แต่ในวันดังกล่าวไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์กัน เนื่องจากจำเลยเรียกเงินจากโจทก์อีก 50,000 บาท โดยอ้างว่าโจทก์รับโอนห้องชุดพิพาทล่าช้า หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ได้แจ้งให้โจทก์มารับโอนห้องชุดพิพาทอีก เมื่อสัญญายังไม่เลิกกันและจำเลยไม่โอนห้องชุดพิพาทให้โจทก์ตามสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนภิต อินทร์จันทร์
จำเลย — บริษัททรัพย์แก้ว จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรงศ์พร จิระภาค
ศาลอุทธรณ์ — นายสนั่น รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8390/2549
#269454
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่จำเลยจะบอกเลิกสัญญา ผนังของห้องชุดพิพาทมีรอยแตกร้าวซึ่งจำเลยรับว่าจะแก้ไขให้เรียบร้อย และในวันที่ 26 ธันวาคม 2539 มีการนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทซึ่งเป็นวันหลังจากที่จำเลยอ้างว่าได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้วเมื่อเดือนกันยายน 2539 การนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีเจตนาเลิกสัญญากับโจทก์ในเดือนกันยายน 2539 ซึ่งหลังจากนั้นจำเลยยังได้ยินยอมให้โจทก์เข้าไปตรวจรับห้องชุดพิพาทว่ายังมีรอยแตกร้าวต้องซ่อมแซมแก้ไขและจำเลยได้นัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทในวันที่ 26 ธันวาคม 2539 แต่ในวันดังกล่าวไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์กันเนื่องจากจำเลยเรียกเงินจากโจทก์อีก 50,000 บาท อ้างว่าโจทก์รับโอนห้องชุดพิพาทล่าช้า หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ได้แจ้งให้โจทก์มารับโอนห้องชุดพิพาทอีก เมื่อสัญญายังไม่เลิกกันและจำเลยไม่โอนห้องชุดพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายห้องชุดในโครงการอาคารชุดพักอาศัยทรัพย์แก้วทาวน์เวอร์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการดังกล่าว ห้องเลขที่ ซี 269 ชั้นที่ 19 เนื้อที่ 35.5 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 113428 ตำบลห้วยขวาง อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร กับจำเลยในราคา 740,000 บาท ตกลงชำระเงินในวันจอง 5,000 บาท ในวันทำสัญญา 5,000 บาท และระหว่างการก่อสร้างอาคารชุดจำนวน 24 งวด งวดละ 5,750 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2536 ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2538 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 148,000 บาท โดยให้ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินมัดจำ จำเลยตกลงจะส่งมอบห้องชุดในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ประมาณเดือนเมษายน 2539 สำหรับเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 592,000 บาท มีข้อตกลงให้ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ได้ชำระเงินครบถ้วนตามสัญญาและยังได้ชำระค่าตกแต่งเพิ่มเติมห้องชุดให้แก่จำเลยอีกจำนวน 1,470 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งสิ้นจำนวน 149,470 บาท เมื่อครบกำหนดส่งมอบปรากฏว่าผนังของห้องชุดดังกล่าวมีรอยร้าวเป็นแนวยาวจากเพดานถึงพื้นห้อง จำเลยจึงขอเลื่อนวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นวันที่ 26 ธันวาคม 2539 แต่จำเลยก็ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ตามที่ตกลงได้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและทวงถามขอเงินคืน แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยต้องรับผิดคืนเงินจำนวน 149,470 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2540 อันเป็นวันครบกำหนดให้จำเลยชำระเงินคืน คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 1,627.78 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 151,097.78 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 151,097.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 149,470 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี จำเลยทำสัญญาจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์ตามฟ้องจริง จำเลยไม่เคยแจ้งหรือตกลงว่าจะก่อสร้างและส่งมอบห้องชุดในสภาพเรียบร้อยให้แก่โจทก์ประมาณเดือนเมษายน 2539 แต่ตกลงว่าเมื่อจำเลยก่อสร้างเสร็จแล้วจะแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรแก่โจทก์เพื่อให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือและรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดในวันที่ 26 ธันวาคม 2539 และไม่เคยขอเลื่อนการโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยก่อสร้างอาคารชุดเสร็จประมาณต้นปี 2539 และได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรแก่โจทก์ให้ชำระเงินส่วนที่เหลือและนัดโอนกรรมสิทธิ์แล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย จนครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกันยายน 2539 จำเลยได้มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ชำระเงินให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ พร้อมกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 20 กันยายน 2539 หากพ้นกำหนดถือว่าโจทก์เป็นผู้ผิดสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายเลิกกัน เงินที่โจทก์ชำระมาแล้วจะริบเป็นของจำเลยทั้งหมด แต่โจทก์ยังคงเพิกเฉยเช่นเดิม โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาภายหลังสัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินมัดจำจำนวน 148,000 บาท คืน และไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าตกแต่งเพิ่มเติมห้องชุดจำนวน 1,470 บาท จากจำเลยเพราะจำเลยไม่เคยตกลงรับตกแต่งเพิ่มเติมห้องชุดและรับเงินจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 148,000 บาท คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 กันยายน 2540) ต้องไม่เกิน 1,627.78 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายห้องชุดเพื่อบุคคลภายนอกในโครงการอาคารชุดพักอาศัยทรัพย์แก้วทาวน์เวอร์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเลขที่ ซี 269 ชั้นที่ 19 เนื้อที่ 35.5 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 113428 ตำบลห้วยขวาง อำเภอห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ของโครงการดังกล่าวกับจำเลยในราคา 740,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินในวันจอง 5,000 บาท ในวันทำสัญญา 5,000 บาท และชำระในระหว่างก่อสร้างห้องชุดจำนวน 24 งวด งวดละ 5,750 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ได้ชำระไปแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 148,000 บาท สำหรับเงินที่เหลืออีกจำนวน 592,000 บาท มีข้อตกลงให้ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยได้รับเงินจำนวน 148,000 บาท แล้ว แต่จำเลยมิได้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การบอกเลิกสัญญาของโจทก์ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ จำเลยอ้างว่าจำเลยบอกเลิกแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2539 ก่อนที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงระงับสิ้นไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยอีก เห็นว่า ก่อนที่จำเลยจะบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ ปรากฏว่าผนังของห้องชุดพิพาทมีรอยแตกร้าวซึ่งจำเลยรับกับโจทก์ว่าจะแก้ไขรอยแตกร้าวในห้องชุดพิพาทให้เรียบร้อย และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2539 จำเลยได้ให้โจทก์เข้าตรวจรับห้องชุดพิพาทตามใบตรวจรับเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งพบว่าห้องชุดพิพาทมีรอยแตกร้าวต้องซ่อมแซม และในวันที่ 26 ธันวาคม 2539 ได้มีการนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทซึ่งเป็นวันหลังจากที่จำเลยอ้างว่าได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว การที่มีการนัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทหลังจากที่จำเลยอ้างว่าได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้วนั้น แสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้มีเจตนาเลิกสัญญากับโจทก์ในเดือนกันยายน 2539 ทั้งหลังจากนั้นจำเลยยังได้ยินยอมให้โจทก์เข้าไปตรวจรับห้องชุดพิพาทและจำเลยได้นัดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดกับโจทก์ในวันที่ 26 ธันวาคม 2539 แต่ในวันดังกล่าวไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์กัน เนื่องจากจำเลยเรียกเงินจากโจทก์อีก 50,000 บาท โดยอ้างว่าโจทก์รับโอนห้องชุดพิพาทล่าช้า หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ได้แจ้งให้โจทก์มารับโอนห้องชุดพิพาทอีก เมื่อสัญญายังไม่เลิกกันและจำเลยไม่โอนห้องชุดพิพาทให้โจทก์ตามสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนภิต อินทร์จันทร์
จำเลย — บริษัททรัพย์แก้ว จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8388/2549
#267578
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์มีเนื้อหาเกินควรกว่าที่จำเป็นและมีมากตอนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ อาทิ ฟ้องข้อ 1 ใช้ถ้อยคำว่า ข้อหาหรือฐานความผิดระหว่างพิจารณาเนื้อหาสาระผลงาน มาตรา 17, 24, 26 และ 27 พร้อมกฎกระทรวงฉบับที่ 21 และยื่นคำขอเป็นครั้งแรกละเมิดมาตรา 24, 25 และ 26 และข้อหาหรือฐานความผิดเบื้องหลังผลงานพ้นจากมาตรา 24, 25, 26 ไปแล้ว และได้เข้าสู่มาตรา 27 หรือในข้อ 2 มีถ้อยคำว่า ข้อหาหรือฐานความผิดละเมิดผิดสัตยาบรรณ รับรองผลไม่เสียหาย ซึ่งอ่านแล้วไม่เข้าใจว่าโจทก์ถูกจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายในเรื่องใด หรือการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร หรือฟ้องข้อ 3 มีข้อความว่า ข้อหาหรือฐานความผิด คำสั่งยกคำขอมิชอบด้วยกฎหมายโดยโจทก์กล่าวหาผู้อำนวยการสำนักสิทธิบัตรว่าเซ็นคำสั่งยกคำขอไม่ถูกต้องเพราะจะปฎิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามิได้เนื่องจากไปขัดข้ามตำแหน่งทางปกครองระดับกรมของรองอธิบดีซึ่งปกครองระดับสำนักงานและเป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ เป็นต้น จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตลอดจนคำขอบังคับอีกด้วย ทั้งคำฟ้องของโจทก์ยังมีความฟุ่มเฟือย อ่านไม่เข้าใจจึงเป็นคำฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องที่ยื่นในครั้งแรกแล้ว มีคำสั่งว่าคำฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 จึงให้คืนคำฟ้องแก่โจทก์เพื่อทำมาใหม่ให้ถูกต้องตามมาตรา 18 ต่อมาโจทก์ทำคำฟ้องมายื่นใหม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องฉบับที่โจทก์นำมายื่นใหม่แล้วมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่ได้ปฎิบัติตามคำสั่งของศาล โดยคำฟ้องยังคงเขียนฟุ่มเฟือยและอ่านไม่เข้าใจ เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่รับคำฟ้องของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 บัญญัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและตามข้อกำหนดในกรณีที่ไม่มีบัญญัติไว้ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น การฟ้องคดีแพ่งต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากจะต้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่งหรือจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้วกฎหมายยังได้กำหนดกรอบของคำฟ้องไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 67 และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ข้อ 6 รวมความว่า คำฟ้องจะต้องทำตามแบบพิมพ์ของศาลและต้องแสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ โดยมีคำอธิบายเป็นสังเขปไว้ในมาตรา 18 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า คำฟ้องต้องสามารถอ่านออก อ่านเข้าใจ ไม่เขียนฟุ่มเฟือย ต้องมีรายการและมีลายมือชื่อคู่ความ เป็นอาทิ ซึ่งชั้นตรวจรับคำฟ้องฉบับที่โจทก์ยื่นมาในครั้งแรก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์ไปจัดทำมาใหม่โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องคดีเองและบรรยายฟ้องอ่านไม่เข้าใจ ไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 จึงมีคำสั่งคืนคำฟ้องเพื่อให้โจทก์ไปจัดทำมาใหม่โดยมีข้อแนะนำประกอบ แต่เมื่อโจทก์นำคำฟ้องมายื่นใหม่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา โดยวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นคำฟ้องที่ไม่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับเพราะไม่อาจเข้าใจได้ว่า โจทก์ถูกจำเลยคนใดโต้แย้งสิทธิในเรื่องใดและจะบังคับจำเลยคนใดอย่างใด ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลถูกฟ้องได้ด้วยเหตุใด จึงเป็นปัญหาในชั้นนี้ว่าคำฟ้องที่โจทก์นำมายื่นใหม่นั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ที่นำมายื่นใหม่เนื้อหาสาระยังคงเดิมเกือบทุกประการโดยเฉพาะในส่วนคำบรรยายฟ้องที่มีความฟุ่มเฟือย กล่าวคือ มีเนื้อหาเกินควรกว่าที่จำเป็นและมีมากตอนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ อาทิ ฟ้องข้อ 1 ใช้ถ้อยคำว่า ข้อหาหรือฐานความผิดระหว่างพิจารณาเนื้อหาสาระผลงาน มาตรา 17, 24, 25, 26 และ 27 พร้อมกฎกระทรวงฉบับที่ 21 และยื่นคำขอเป็นครั้งแรกละเมิดมาตรา 24, 25 และ 26 และข้อหาหรือฐานความผิดเบื้องหลังผลงานพ้นจากมาตรา 24, 25 26 ไปแล้ว และได้เข้าสู่มาตรา 27 หรือในข้อ 2 มีถ้อยคำว่า ข้อหาหรือฐานความผิด ละเมิดผิดสัตยาบรรณ รับรองผลไม่เสียหาย ซึ่งอ่านแล้วไม่เข้าใจว่า โจทก์ถูกจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายในเรื่องใด หรือการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร หรือฟ้องข้อ 3 มีข้อความว่า ข้อหาหรือฐานความผิดคำสั่งยกคำขอมิชอบด้วยกฎหมายโดยโจทก์กล่าวหาผู้อำนวยการสำนักสิทธิบัตรว่าเซ็นคำสั่งยกคำขอไม่ถูกต้องเพราะจะปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามิได้เนื่องจากไปขัดข้ามตำแหน่งทางปกครองระดับกรมของรองอธิบดีซึ่งปกครองระดับสำนักงานและเป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ เป็นต้น คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตลอดจนคำขอบังคับอีกด้วย ทั้งคำฟ้องของโจทก์ยังมีความฟุ่มเฟือย อ่านไม่เข้าใจจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อกำหนดและบทมาตราดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิชิต ก้อนทรัพย์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8343/2549
#269396
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพียงกระทงเดียวมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพกัญชา โจทก์จะขอให้ศาลสั่งริบบ้องกัญชาที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชาหาได้ไม่ แม้จำเลยจะรับสารภาพว่ามีบ้องกัญชาดังกล่าวไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชา ศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบเพราะไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 (1) จึงไม่อาจริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 76, 102 ริบบ้องกัญชาของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 เดือน ปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน ปรับ 1,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อพนักงานคุมประพฤติจะได้สอบถามแนะนำ ช่วยเหลือตักเตือนในเรื่องความประพฤติและการประกอบอาชีพ ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมความประพฤติและจำเลยเห็นสมควร 36 ชั่วโมง ห้ามจำเลยคบหาสมาคมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษเที่ยวเตร่ตามสถานเริงรมย์ในเวลากลางคืน ดื่มสุรา เสพของมึนเมาทุกชนิด และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท กับให้จำเลยไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ณ สถานบำบัดยาเสพติดให้โทษโรงพยาบาลทับปุด จังหวัดพังงา ตามระยะเวลาที่สถานบำบัดยาเสพติดให้โทษและพนักงานคุมประพฤติกำหนดไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบบ้องกัญชาของกลางโดยอ้างว่าเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยใช้เสพกัญชานั้น โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาเสพกัญชามาด้วย บ้องกัญชาของกลางดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำผิดคดีนี้ ไม่อาจริบได้ตามขอ จึงให้ยกคำขอส่วนนี้คืนบ้องกัญชาของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าต้องริบบ้องกัญชาของกลางหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพียงกระทงเดียว มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพกัญชา โจทก์จะขอให้ศาลสั่งริบบ้องกัญชาที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชาหาได้ไม่ แม้จำเลยจะรับสารภาพว่ามีบ้องกัญชาดังกล่าวไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชา ศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบเพราะไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 (1) จึงไม่อาจริบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นายสมนึก สหะกิจ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8331/2549
#269387
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค ส่วนจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 บัญญัติให้บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในเช็คย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น เมื่อจำเลยทั้งหมดให้การต่อสู้ว่าได้ชำระหนี้ตามเช็คแล้ว โดยจำเลยที่ 2 โอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 2 คูหา ให้แก่โจทก์เป็นการตีใช้หนี้ อันเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดตามเช็ค หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสอง การที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 2 โอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ตีใช้หนี้ตามเช็คฉบับอื่น เป็นเพียงการนำสืบแก้ข้อกล่าวอ้างที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นโต้เถียงในคำให้การเท่านั้น หน้าที่นำสืบในประเด็นข้อนี้หาได้ตกอยู่แก่โจทก์ไม่

จำเลยทั้งสองมีหน้าที่นำสืบ แต่นำสืบให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์แล้วตามข้อกล่าวอ้าง หนี้ตามเช็คพิพาทจึงยังไม่ระงับสิ้นไป จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเนื้อความในเช็ค

แม้โจทก์จะอ้างเอกสารซึ่งเป็นเพียงสำเนาภาพถ่ายเฉพาะด้านหน้าของเช็คก็ตาม แต่โจทก์อ้างว่าได้มอบต้นฉบับเช็คคืนแก่จำเลยทั้งสองไปแล้ว จำเลยทั้งสองคงคัดค้านเพียงว่าเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนา มิได้คัดค้านว่า ต้นฉบับไม่มีหรือเอกสารปลอมหรือสำเนาไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 ทั้งมิได้แถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ต้นฉบับเช็คอยู่ที่จำเลยทั้งสองจริงหรือไม่ จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ศาลจึงรับฟังสำเนาเช็คดังกล่าวประกอบคำเบิกความของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,075,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,000 000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 75,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2540 สั่งจ่ายเงินฉบับละ 500,000 บาท รวม 2 ฉบับ ซึ่งจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังนำไปแลกเงินสดกับโจทก์ ต่อมาโจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2540 โดยให้เหตุผลว่า โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย จำเลยที่ 2 เคยทำหนังสือโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 2 คูหา ซึ่งจำเลยที่ 2 มีสิทธิที่จะเช่าจากบริษัทเมืองเชียงกง จำกัด มอบไว้แก่โจทก์ และภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ดำเนินการรับโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ทั้งสองคูหาเป็นของภริยาโจทก์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า หนี้ตามเช็คพิพาทระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท ส่วนจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลัง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 บัญญัติให้ บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในเช็คย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าได้ชำระหนี้ตามเช็คพิพาทแล้ว โดยจำเลยที่ 2 โอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ 2 คูหา ให้แก่โจทก์เป็นการตีใช้หนี้ อันเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาท หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงตกอยู่แก่จำเลยทั้งสอง การที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 2 โอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ตีใช้หนี้ตามเช็คฉบับอื่นไม่ใช่เช็คพิพาท เป็นเพียงการนำสืบแก้ข้อกล่าวอ้างที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นโต้เถียงในคำให้การเท่านั้น หน้าที่นำสืบในประเด็นข้อนี้หาได้ตกอยู่แก่โจทก์ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์เป็นฝ่ายนำสืบก่อน ซึ่งโจทก์นำสืบว่าสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ที่จำเลยที่ 2 โอนให้แก่โจทก์เป็นการตีใช้หนี้ส่วนหนึ่งของหนี้ตามเช็คอื่น 8 ฉบับ จำนวนเงินรวม 3,600,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 สลักหลังนำไปแลกเงินสดกับโจทก์ ซึ่งปรากฏว่าเช็ค 5 ฉบับแรกเป็นเช็คที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดทวีผลอะไหล่ยนต์และร้านทวีผลกลการเป็นผู้สั่งจ่าย โดยมีจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายบางฉบับ คือฉบับที่ 2 และฉบับที่ 3 ส่วนเช็คฉบับที่ 6 ถึงฉบับที่ 8 จำเลยที่ 1 ลงลายมือเป็นผู้สั่งจ่ายในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ 1 มิได้เบิกความปฏิเสธข้อนำสืบของโจทก์เกี่ยวกับเช็คดังกล่าว คงเบิกความเพียงว่า จำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาทไปเปลี่ยนเอาเช็คบางฉบับใน 8 ฉบับที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายคืนจากโจทก์ ซึ่งไม่อาจรับฟังได้ เพราะตามคำให้การต่อสู้คดีถือได้ว่าจำเลยที่ 1 รับแล้วว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คที่จำเลยที่ 2 นำไปแลกเงินสดกับโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 มิได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงตามฟ้อง ในส่วนนี้ ส่วนจำเลยที่ 2 ก็เบิกความลอยๆ เพียงว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเช็คทั้ง 8 ฉบับ แต่เมื่อตอบทนายโจทก์ถามค้านจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า จำเลยที่ 2 เคยนำเช็คไปแลกเงินสดกับโจทก์หลายครั้ง และรับว่าจำเลยที่ 1 เคยฝากเช็คของจำเลยที่ 1 รวมทั้งเช็คของลูกค้าให้จำเลยที่ 2 นำไปแลกเงินสดกับโจทก์ ซึ่งเจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า เมื่อจำเลยทั้งสองยังค้างชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ 6 ถึงฉบับที่ 8 อยู่ ย่อมไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะยอมให้จำเลยที่ 2 นำเช็คฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 5 ไปแลกเงินสดกับโจทก์อีกนั้น ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้ปรากฏเลยว่าเช็คฉบับใดมีการแลกเงินสดก่อนหลังกันอย่างไร ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า เช็ค 8 ฉบับ จำเลยที่ 2 มีความผูกพันโดยเป็นผู้สลักหลังนำไปแลกเงินสดกับโจทก์ ส่วนการโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์เพื่อตีใช้หนี้นั้น พยานจำเลยทั้งสองคงมีตัวจำเลยทั้งสองเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ทำหนังสือโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ให้แก่โจทก์เป็นการตีใช้หนี้ตามเช็คพิพาท ซึ่งหากเป็นความจริงจำเลยทั้งสองก็น่าจะขอเช็คพิพาทคืนจากโจทก์ ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเหตุที่มีได้ขอเช็คพิพาทคืนเป็นเพราะมีข้อตกลงให้โจทก์ไปรับโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์เป็นของโจทก์ได้ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหนี้ตามเช็คพิพาทมิใช่ให้โจทก์ไปรับโอนสิทธิการเช่าได้ทันทีนั้น นอกจากจะไม่ปรากฏตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 2 จะต้องชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาใดแล้ว ยังไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทำบันทึกเป็นหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งต่อกันไว้ด้วย ทั้งๆ ที่สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวมีราคาถึงคูหาละ 850,000 บาท ซึ่งสูงกว่าจำนวนเงินตามเช็คพิพาทมาก ข้อที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ให้นายสมนึก แซ่เอี้ยว พี่ชายจำเลยที่ 1 ออกเช็ค 14 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 50,000 บาท ชำระหนี้ตามเช็คเดิมบางส่วน และจำเลยที่ 2 นำอะไหล่รถยนต์ไปตีใช้หนี้อีกส่วนหนึ่งให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นไปแล้วนั้น จำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบโต้แย้งหรือนำนายสมนึกมาเบิกความหักล้างข้อนำสืบของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ในครั้งก่อนๆ ด้วย ซึ่งเจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์อีกประการหนึ่ง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยทั้งสองมีหน้าที่นำสืบแต่นำสืบให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์แล้วตามข้อกล่าวอ้าง หนี้ตามเช็คพิพาทจึงยังไม่ระงับสิ้นไป จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเนื้อความในเช็ค

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า เอกสารซึ่งเป็นสำเนาเช็ครวม 22 ฉบับ ต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 หรือไม่ เห็นว่า สำหรับเช็ค 8 ฉบับแรก ซึ่งโจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังนำไปแลกเงินสดกับโจทก์ก่อนเช็คพิพาทนั้น แม้เอกสารดังกล่าวจะเป็นเพียงสำเนาภาพถ่ายเฉพาะด้านหน้าของเช็คก็ตาม แต่ในการนำสืบสำเนาเช็คดังกล่าว โจทก์เบิกความว่าได้มอบต้นฉบับเช็คคืนแก่จำเลยทั้งสองไปแล้ว จำเลยทั้งสองคงคัดค้านเพียงว่าเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนา มิได้คัดค้านว่า ต้นฉบับไม่มีหรือเอกสารปลอมหรือสำเนาไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ทั้งมิได้แถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ต้นฉบับเช็คอยู่ที่จำเลยทั้งสองจริงหรือไม่ จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2) ศาลจึงรับฟังสำเนาเช็คดังกล่าวประกอบคำเบิกความของโจทก์ได้ ส่วนเช็คอีก 14 ฉบับนั้น โจทก์มิได้นำสืบอ้างว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังไว้ด้วยดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ข้อเท็จจริงในส่วนนี้โจทก์เบิกความเพียงว่า จำเลยที่ 1 ให้นายสมนึกพี่ชายจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวลำโพง ให้แก่โจทก์ 14 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ส่วนหนึ่งของหนี้ตามเช็ค 8 ฉบับแรก โดยโจทก์อ้างส่งสำเนาเช็คดังกล่าวเป็นพยานประกอบคำเบิกความของโจทก์ด้วยเท่านั้น ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบโต้แย้งว่าคำเบิกความของโจทก์ไม่เป็นความจริง ดังนั้น แม้หากจะไม่รับฟังสำเนาเช็ค 14 ฉบับนี้ ข้อเท็จจริงก็รับฟังตามคำเบิกความของโจทก์ได้อยู่แล้วว่า จำเลยที่ 1 ให้นายสมนึกสั่งจ่ายเช็ค 14 ฉบับ ชำระหนี้ส่วนหนึ่งของหนี้ตามเช็คเดิม 8 ฉบับ ให้แก่โจทก์จริง มิใช่ว่าจะต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากสำเนาเช็คซึ่งเป็นพยานเอกสารเพียงทางเดียว ปัญหาว่าสำเนาเช็คเอกสาร 14 ฉบับ จะรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาในข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 989
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 93 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเปรมศักดิ์ จิรนันท์ธวัช
จำเลย — นายแสวง แซ่เอี้ยว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8330/2549
#267705
เปิดฉบับเต็ม

การอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์นั้น พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฯ มิได้มีบทบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 4,851,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยลงประกาศผลคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ คมชัดลึก ผู้จัดการรายวัน กรุงเทพธุรกิจ และหนังสือพิมพ์ประเภทเดียวกัน ขนาดหน้าประกาศมีพื้นที่เศษหนึ่งส่วนสี่ของหน้าประกาศ จำนวน 7 วัน ติดต่อกันโดยจำเลยชำระค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยละเมิดต่อโจทก์อีก

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 15 (5) มิได้บัญญัติให้สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือ ต่างกับพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ที่มาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติให้สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ส่วนพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 16 ก็มิใช่บทบัญญัติที่กำหนดให้สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือ เป็นเพียงบทบัญญัติกำหนดให้การตัดสิทธิมิให้เจ้าของลิขสิทธิ์อนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์ที่มีการอนุญาตแล้วต้องระบุไว้ในหนังสืออนุญาตเท่านั้น อีกทั้งกรณีที่กฎหมายต้องการให้สัญญาเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เรื่องใดต้องทำเป็นหนังสือแล้วก็ต้องบัญญัติไว้ดังเช่นการโอนลิขสิทธิ์ซึ่งตามมาตรา 17 วรรคสาม บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าการโอนลิขสิทธิ์ซึ่งมิใช่ทางมรดกต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ต้องทำเป็นหนังสือ มิฉะนั้น สัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เป็นโมฆะ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ...

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 15 (5) ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพีดีเอ ไทยปาล์ม จำกัด
จำเลย — นายเธียรชัย เอี่ยมวรเมธ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปลื้มจิต จุลฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8320/2549
#269382
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาและสอบถามจำเลยเรื่องทนายความกับอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นได้บันทึกคำให้การจำเลยไว้ เมื่อปรากฏว่าความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนปืนของเจ้าพนักงานประทับและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีฯ ส่วนฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปีฯ และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 371 มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 100 บาท เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาได้โดยไม่ต้องสืบพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่เสียไปแม้โจทก์จะยังมิได้ลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 32, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาข้อแรกเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์และสอบคำให้การจำเลย ไม่ปรากฏว่าโจทก์มาศาลและลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา จำเลยได้ยื่นคำแถลงประกอบคำรับสารภาพว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องพกอาวุธปืนติดตัวเนื่องจากพื้นที่ที่จำเลยอาศัยและทำงานไม่มีความปลอดภัย จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด ดังนั้น โจทก์มีภาระหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าว แต่โจทก์กลับไม่มีพยานหลักฐานมาสืบ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาและสอบถามจำเลยเรื่องทนายความ กับอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง แล้วจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นได้บันทึกคำให้การจำเลยไว้ เมื่อปรากฏว่าความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีหมายแลขทะเบียนปืนของเจ้าพนักงานประทับและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีฯ ส่วนฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปีฯ และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 100 บาท เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาได้โดยไม่ต้องสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่เสียไปแม้โจทก์จะยังมิได้ลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา และที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดเป็นปัญหาที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่จำเลยให้การในวันนัดสอบคำให้การว่าขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง คดีย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งก็คือมีเจตนากระทำความผิดนั่นเอง จำเลยจะอุทธรณ์ว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดหาได้ไม่ เพราะมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้จึงชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้าย ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับและกระสุนปืน 6 นัด บรรจุในลูกโม่ในลักษณะพร้อมจะใช้งาน และยังพาติดตัวไปในร้านคาราโอเกะซึ่งตั้งอยู่ในเมือง นับว่าเป็นภัยต่อสาธารณชนทั่วไปอย่างมาก ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพนิจไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลย จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่โทษที่ศาลล่างทั้งสองลงแก่จำเลยในแต่ละกระทงนั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอัศวิน สุธรรม
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
พีรพล พิชยวัฒน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8314/2549
#267789
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาจำเลยมีสิทธิที่จะให้การอย่างใดหรือไม่ให้การเลยก็ได้ เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบพยานก่อนให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด จำเลยไม่จำต้องยกประเด็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การก็มีสิทธิที่จะนำสืบในประเด็นนั้นๆ ได้ และมีอำนาจนำพยานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยได้โดยไม่จำต้องซักถามพยานโจทก์ในเรื่องที่จำเลยจะนำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อไป

การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและทำการสอบสวนจำเลยแล้วได้สั่งปล่อยจำเลยชั่วคราวโดยมีประกันในวันเดียวกันไปจนถึงวันฟ้อง ถือได้ว่าเป็นการจับกุมจำเลยในวันที่จำเลยเข้ามอบตัวแล้วตามป.อ. มาตรา 136 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น เมื่อคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท จึงอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 2 และมาตรา 3 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 และมาตรา 9 พนักงานอัยการโจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดสี่สิบแปดชั่วโมง หรือต้องมีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องครั้งแรกภายในสี่สิบแปดชั่วโมง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2540 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยขับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน หนองคาย จ - 9676 มีนายธรณินทร์ ทวยเพียง นั่งซ้อนท้ายไปตามถนนบ้านโคกสะอาด-บ้านหนองแสง มุ่งหน้าไปบ้านหนองแสงด้วยความเร็วสูงล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถที่ขับสวนมาด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์กล่าวคือ ในสภาพถนนเช่นนั้น จำเลยต้องไม่ขับรถด้วยความเร็วสูงและบังคับรถให้อยู่ในทางเดินรถของตน และควรขับรถชิดด้านซ้ายของทางเดินรถที่จำเลยขับโดยให้ถือกึ่งกลางของทางเดินรถเป็นหลัก จำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จนเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับพุ่งเข้าชนรถยนต์คันที่นายอุ่นเรือน ปินตา ขับสวนมา ทำให้รถทั้งสองคันได้ความเสียหาย นายธรณินทร์ได้รับบาดเจ็บที่กระดูกก้านคอเป็นอัมพาตระดับคอลงมาได้รับอันตรายสาหัส ทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (8), 157, 160 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (8), 157, 160 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวันที่และเดือนที่จำเลยเข้ามอบตัวให้ผิดไปจากของเดิม โดยจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน มีการสอบสวนจำเลยไว้และจำเลยได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวนในวันเดียวกันคือวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 มิใช่วันที่ 8 มิถุนายน 2540 แสดงว่าจำเลยถูกจับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2540 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจากมูลฐานการผัดฟ้องฝากขังที่อ้างว่าจำเลยเข้ามอบตัววันที่ 8 มิถุนายน 2540 จึงไม่ถูกต้องและล่วงเลยเวลาแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติในชั้นนี้ โดยคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน หนองคาย จ-9676 โดยมีนายธรณินทร์ ทวยเพียง ซ้อนท้าย ชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน น-6312 หนองคาย ที่นายอุ่นเรือน ปินตา ขับสวนมาเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย และนายธรณินทร์ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังเกิดเหตุจำเลยได้เข้ามอบตัวต่อพันตำรวจโทอำนวย ศรัทธาธรรม พนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลย มีการสอบสวนจำเลยไว้ และจำเลยได้รับการประกันตัวไปในวันเดียวกัน ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2540 พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอผัดฟ้องจำเลยและนายอุ่นเรือนเป็นเวลา 6 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาต เมื่อครบกำหนดพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอผัดฟ้องต่ออีก 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอและครั้งสุดท้ายพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอผัดฟ้องเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2540 อีก 6 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตทุกครั้งจำเลยไม่ได้ไปศาลเพราะจำเลยมีประกันตัว ต่อมาภายในกำหนดเวลาที่ขอผัดฟ้อง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยเข้ามอบตัวในวันที่ 8 มิถุนายน 2540 และโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยโดยมีการขอผัดฟ้องไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ปัญหาสำคัญในเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่าจำเลยได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนวันใด พันตำรวจโทอำนวย ศรัทธาธรรม พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนอ้างว่าจำเลยเข้ามอบตัว พยานเป็นผู้จัดทำหลักฐานบันทึกการมอบตัวเอกสารหมาย จ.11 และเป็นคนสอบคำให้การจำเลยเอกสารหมาย จ.9 ส่วนจำเลยนำสืบว่าในวันที่จำเลยไปมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนนั้นจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว มีการทำสัญญาประกันไว้ด้วย จำเลยชำระเงินค่าสัญญาไป 2 บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.3 จำเลยมอบตัววันที่ 14 พฤษภาคม 2540 ไม่ใช่วันที่ 8 มิถุนายน 2540 ตามเอกสารหมาย จ.11 และบันทึกการมอบตัวเอกสารหมาย จ.11 มีการลบและแก้ไขวันที่กับเดือน เนื่องจากพนักงานสอบสวนหลงลืมผัดฟ้อง มีการเรียกให้นายประกันนำตัวจำเลยไปพบแล้วขอร้องให้ยินยอมในการแก้ไข ครั้งแรกจำเลยไม่ยอม มีการพาคนไปล้อมบ้านจำเลยตอนกลางคืน กลัวว่าจำเลยจะหลบหนี จำเลยก็ยังไม่ยอมให้แก้ไข บ่ายวันรุ่งขึ้นจำเลยจะไปทำงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ พันตำรวจโทอำนวยนำตำรวจไปดึงจำเลยลงจากรถ เอาตั๋วโดยสารจำเลยไปด้วย ไม่ยอมให้จำเลยไปกรุงเทพฯ สุดท้ายจำเลยแอบหลบไปพบทนายความเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ทนายความแนะนำไม่ให้จำเลยยอมให้แก้ไข แต่ในที่สุดจำเลยก็ต้องยอมให้พนักงานสอบสวนแก้ไขวันที่ตามเอกสารหมาย จ.11 เนื่องจากเกรงว่าจะถูกกลั่นแกล้งยัดเยียดข้อหาคดีอาญาอื่นให้อีก ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.9 ก็มีการแก้ไขวันที่และเดือน เห็นว่า แม้บันทึกการมอบตัวผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.11 จะระบุวันที่ในการมอบตัวเป็นวันที่ 8 มิถุนายน 2540 ก็ตาม แต่ในช่องวันที่และเดือนมีร่องรอยการแก้ไขจากของเดิมเป็นวันที่ 8 มิถุนายน ในการมอบตัวนั้นผู้ต้องหายินยอมให้พนักงานสอบสวนตรวจยึดรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า สีเหลือง หมายเลขทะเบียน หนองคาย จ-9676 คันที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวนจึงได้จัดให้มีการตรวจสภาพรถตามเอกสารหมาย จ.4 ปรากฏว่าในช่องวันที่และเดือนที่ทำการตรวจสภาพรถที่ร่องรอยการแก้ไขจากของเดิมเป็นวันที่ 9 มิถุนายน พันตำรวจโทอำนวยได้แจ้งข้อหาและสอบคำให้การจำเลยตามเอกสารหมาย จ.9 ปรากฏว่าในช่องวันที่และเดือนที่ทำการสอบสวนและบันทึกการตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนในช่องซ้ายมือของเอกสารหมาย จ.9 ก็มีร่องรอยการแก้ไขจากของเดิมเป็นวันที่ 8 มิถุนายน และ 8 มิ.ย. ร่องรอยการแก้ไขทุกแห่งเป็นการแก้ไขโดยใช้น้ำยาลบคำผิดสีขาวป้ายทับวันที่และเดือนเดิมแล้วลงวันที่และเดือนใหม่ทับลงไปโดยไม่มีการเซ็นชื่อกำกับการแก้ไข และโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า เหตุใดจึงต้องทำการแก้ไขดังกล่าว จึงเป็นพิรุธอย่างยิ่ง เมื่อศาลฎีกาได้ใช้แว่นขยายส่องดูที่ด้านหลังของเอกสารหมาย จ.9 ช่องซ้ายมือและ จ.11 ปรากฏว่ามองเห็นร่องรอยเดิมของวันที่และเดือนก่อนมีการแก้ไขว่าเป็นวันที่ 14 พ.ค. และ 14 พฤษภาคม ได้ชัดเจนซึ่งสอดคล้องตรงกับสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.3 ที่ศาลชั้นต้นหมายเรียกมาจากสถานีตำรวจภูธรตำบลหอคำ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นใบเสร็จรับเงินค่าคำร้องขอประกันที่พนักงานสอบสวนอนุญาตให้จำเลยประกันตัวในวันเดียวกับที่เข้ามอบตัวในคดีนี้ ตามพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยเท่าที่นำสืบมา ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า จำเลยได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาและทำการสอบคำให้การจำเลยแล้วได้อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยไปในวันเดียวกัน ต่อมาพนักงานสอบสวนหลงลืมไม่ได้ยื่นคำร้องขอผัดฟ้องจำเลยต่อศาล จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาหลายวัน จึงมีการแก้ไขวันที่และเดือนที่จำเลยเข้ามอบตัวใหม่แล้วยื่นคำร้องขอผัดฟ้องจำเลยตามที่ปรากฏในคดีนี้ ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมิได้นำใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.3 มาซักถามพันตำรวจโทอำนวย พยานโจทก์เพื่อให้มีโอกาสได้อธิบายถึงที่มาของเอกสาร ประกอบกับตามคำร้องขอประกันตัวที่ปรากฏในสำนวนปรากฏชัดเจนว่ามีการปิดอากรแสตมป์เพียง 1 บาท เท่านั้น จึงขัดแย้งกัน เอกสารหมาย ล.3 จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นใบเสร็จรับเงินค่าประกันตัว เห็นว่า จำเลยและนางสมจิตร บ่อแก้ว ผู้ประกันตัวจำเลยเป็นเพียงชาวบ้านที่มีการศึกษาน้อย ย่อมไม่ทราบเกี่ยวกับระเบียบราชการในการประกันตัวแต่อย่างใด เจ้าพนักงานตำรวจเรียกเงินค่าคำร้องขอประกันเท่าใดจำเลยก็ต้องจ่ายให้ และเอกสารหมาย ล.3 เป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงานตำรวจและศาลหมายเรียกจากสถานีตำรวจภูธรตำบลหอคำ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย เป็นใบเสร็จรับเงินที่เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้ทำขึ้นเอง มิใช่เอกสารที่ฝ่ายจำเลยทำขึ้นแล้วนำมาส่งศาลแต่อย่างใด ส่วนข้อที่ว่าจำเลยไม่นำเอกสารหมาย ล.3 มาซักถามพันตำรวจโทอำนวยก่อน จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น เห็นว่า ในคดีอาญาจำเลยมีสิทธิที่จะให้การอย่างใดหรือไม่ให้การเลยก็ได้ เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบพยานก่อนให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด จำเลยไม่จำต้องยกประเด็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การก็มีสิทธิที่จะนำสืบในประเด็นนั้นๆ ได้และมีอำนาจนำพยานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยได้โดยไม่จำต้องซักถามพยานโจทก์ในเรื่องที่จำเลยจะนำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อไป ดังนั้น สำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.3 จึงรับฟังได้ การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและทำการสอบสวนจำเลยแล้วได้สั่งปล่อยจำเลยชั่วคราวโดยมีประกันในวันเดียวกันไปจนถึงวันฟ้อง พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการจับกุมจำเลยในวันที่จำเลยเข้ามอบตัวแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 136 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น เมื่อคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท จึงอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 2 และมาตรา 3 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 7 และมาตรา 9 กล่าวคือ เมื่อมีการจับตัวผู้ต้องหาแล้วพนักงานสอบสวนต้องส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานอัยการฟ้องต่อศาลให้ทันภายในกำหนดสี่สิบแปดชั่วโมง หากจำเป็นไม่สามารถฟ้องได้ทันภายในกำหนด ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปได้อีกคราวละไม่เกินหกวัน รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 5 คราว และห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้องคดี เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 7 เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมอัยการ ปรากฏว่าคดีนี้จำเลยถูกจับกุมเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 พนักงานอัยการโจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดสี่สิบแปดชั่วโมง หรือต้องมีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องครั้งแรกภายในสี่สิบแปดชั่วโมง แต่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอผัดฟ้องครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2540 จึงพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 7 แล้ว เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 136 (เดิม) ม. 226
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นายแมนหรือตู่ บัณลิตหรือบัญลิต
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา