คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8000/2549
#269420
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 10 วรรคสอง กำหนดให้ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุแล้วแต่กรณี และเพื่อให้สามารถดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงได้มีประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงาน หรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง กำหนดจำนวนเงินและวิธีการเก็บรักษา โดยข้อ 7 กำหนดให้นายจ้างนำเงินประกันฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น โดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคนและให้แจ้งชื่อธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีให้ลูกจ้างทราบเป็นหนังสือภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับเงินประกัน ดังนั้น เพื่อใช้ลูกจ้างได้รับเงินประกันคืนภายในเจ็ดวันพร้อมดอกเบี้ย นายจ้างจึงต้องนำเงินประกันฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นโดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคน และคืนเงินประกันในบัญชีเงินฝากนั้นพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี แก่ลูกจ้างต่อไปโดยนายจ้างจะเก็บรักษาเงินประกันวิธีอื่นหรือนำไปจัดหาผลประโยชน์อื่นใดนอกจากนี้มิได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้แยกบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคนไว้และนำดอกเบี้ยของลูกจ้างแต่ละคนโอนมารวมกันไว้ที่กองทุนสวัสดิการพนักงานทั้งการจ่ายเงินปันผลแก่ลูกจ้างทุกสิ้นปีก็เป็นการปันผลคืนสู่ลูกจ้างในรูปแบบของสินค้ามิใช่ดอกเบี้ย จึงเป็นการปฏิบัติไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 10 วรรคสอง และวิธีการตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงาน หรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ข้อ 7

อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่ให้สืบพยานโจทก์ในประเด็นที่จำเลยกับพวกกระทำละเมิดสิทธิของโจทก์โดยการข่มขู่และขัดขวางการปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์ ระหว่างพิจารณาก่อนที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งดังกล่าวในสำนวน อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายธนพล พูนศักดิ์อุดมสิน เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยเป็นนักวิชาการแรงงาน 6 ว ตำแหน่งพนักงานตรวจแรงงานพื้นที่ 10 จำเลยมีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานพื้นที่ 10 ที่ 2/2547 ลงวันที่ 19 มกราคม 2547 ให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวซึ่งโจทก์ได้รับทราบคำสั่งแล้วตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2547 แต่โจทก์เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งอันมิชอบ เพราะเกิดจากกระบวนการสอบสวนที่ไม่ให้ความเป็นธรรมต่อโจทก์ในการที่จะแสดงหลักฐานข้อเท็จจริงเพื่อโต้แย้งคำร้องของลูกจ้างผู้ร้อง คำสั่งดังกล่าวจึงเกิดจากการวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากลูกจ้างผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียวทั้งจำเลยยังมีพฤติกรรมการใช้อำนาจหน้าที่ละเมิดสิทธิของโจทก์ด้วยการข่มขู่พนักงานของโจทก์ที่เกี่ยวข้องและขัดขวางการปฏิบัติงานของพนักงานขายประจำห้างสรรพสินค้าของโจทก์ ไม่แสดงเอกสารแนะนำตัวและขอความร่วมมือจากโจทก์ให้ถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการ อันเป็นการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานโดยมิชอบ กล่าวคือ เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือเชิญให้ไปพบกับจำเลยครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวจุฑารัตน์ หอมขจร เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลนำเอกสารตามที่จำเลยระบุในหนังสือเชิญให้ไปพบไปมอบให้แก่จำเลยตามกำหนดนัด แต่จำเลยกลับอ้างว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเพียงมอบอำนาจให้ส่งเอกสารเท่านั้น มิได้ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงแต่อย่างใด และปฏิเสธที่จะมอบสำเนาบันทึกการเข้าพบจำเลยของผู้รับมอบอำนาจทั้ง ๆ ที่ผู้รับมอบอำนาจได้ร้องขอ ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2546 ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้เข้าพบจำเลยอีกครั้งหนึ่งเพื่อนำส่งเอกสาร แต่จำเลยยังคงอ้างเรื่องหนังสือมอบอำนาจและปฏิเสธที่จะบันทึกการเข้าพบของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 26 ธันวาคม 2546 แจ้งให้โจทก์ไปพบจำเลยอีกครั้งในวันที่ 30 ธันวาคม 2546 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา โดยมิได้ระบุว่าต้องการทราบข้อเท็จจริงในเรื่องใด อันจะทำให้โจทก์สามารถเตรียมเอกสารหลักฐานได้ถูกต้องแสดงว่าจำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบจำเลย ดังนั้น โจทก์จึงส่งจดหมายลงทะเบียนตอบรับกลับไปยังจำเลย ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2546 เพื่อให้จำเลยแจ้งข้อสงสัยในแต่ละประเด็น เพื่อให้โจทก์จะได้ทำหนังสือชี้แจง แต่จำเลยกลับมีหนังสือลงวันที่ 9 มกราคม 2547 แจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการตามที่โจทก์ร้องขอ เนื่องจากจะทำให้การดำเนินการล่าช้าไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และขอให้โจทก์ไปพบกับจำเลยอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 14 มกราคม 2547 โจทก์จึงให้ผู้รับมอบอำนาจและนายสุรวุฒิ ดวงพัตรา เข้าพบจำเลยตามกำหนดพร้อมทำหนังสือชี้แจงในทุกประเด็นที่จำเลยสอบถามในวันที่ 15 มกราคม 2547 นอกจากนี้คำสั่งในเรื่องที่ให้โจทก์ต้องคืนเงินประกันในการทำงานให้แก่ลูกจ้างผู้ร้อง โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในการเก็บและรักษาเงินประกันของลูกจ้างและไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างผู้ร้องกระทำความเสียหายให้แก่โจทก์ โจทก์จึงต้องคืนเงินประกันในการทำงานให้แก่ลูกจ้างผู้ร้องนั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เพราะโจทก์นำเงินประกันในการทำงานของลูกจ้างทั้งหมดฝากไว้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาไปรษณีย์กลาง ประเภทบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 077-1-28595-6 โดยโจทก์มอบใบเสร็จรับเงินประกันแก่ลูกจ้างทุกคนไว้เป็นหลักฐาน ทั้งโจทก์ยังโอนดอกผลอันเกิดจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวเข้าบัญชีกองทุนสวัสดิการพนักงานทุก 6 เดือน เพื่อปันผลคืนแก่ลูกจ้างในรูปของสินค้า ซึ่งลูกจ้างทุกคนรวมทั้งลูกจ้างผู้ร้องได้รับครบทุกครั้ง นอกจากนี้ โจทก์ยังได้ทำบัญชีเงินประกันแยกตามรายชื่อลูกจ้างทุกเดือนเพื่อประกอบกับบัญชีเงินฝากดังกล่าว และลูกจ้างทุกคนสามารถตรวจสอบบัญชีเงินฝากดังกล่าวได้ตลอดเวลา ในส่วนที่เกี่ยวกับความเสียหายที่ลูกจ้างผู้ร้องก่อขึ้นนั้น ปรากฏว่าในการตรวจนับสินค้าเพื่อส่งมอบนั้น โจทก์จะเปรียบเทียบกับรายงานสต็อกของพนักงานขายเท่านั้น แต่เมื่อนำรายงานไปเปรียบเทียบกับบัญชีลูกหนี้ของโจทก์ภายหลัง พบว่ารายงานผิดพลาดไป 4,929 บาท จึงมีจดหมายแจ้งความเสียหายไปยังลูกจ้างผู้ร้องเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 นอกจากนี้ โจทก์ยังตรวจพบว่าสินค้าที่อยู่ในความดูแลของลูกจ้างผู้ร้องเสียหายจากการเปื้อนรวม 3 ชิ้น ซึ่งไม่สามารถซ่อมแซมเพื่อนำไปจำหน่ายได้ เป็นเงิน 3,960 บาท โจทก์จึงมีสิทธิหักค่าเสียหายจากเงินประกันของลูกจ้างผู้ร้องได้ ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประกันฉบับลงวันที่ 15 สิงหาคม 2546 ที่ว่าโจทก์จะจ่ายเงินประกัน หลังจากลูกจ้างลาออกไปแล้ว 6 เดือน โจทก์จึงมีสิทธิหักเงินประกันของลูกจ้างผู้ร้อง คำสั่งของจำเลยที่ให้คืนเงินประกันเต็มจำนวนจึงมิชอบ

จำเลยให้การว่า ลูกจ้างผู้ร้องเป็นพนักงานขายเสื้อผ้าของโจทก์มาตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2522 ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2546 ลูกจ้างผู้ร้องลาออกจากงาน แต่โจทก์ยังค้างค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าคอมมิชชั่น กับไม่ยอมคืนเงินประกันในการทำงานจำนวน 4,000 บาท แก่ลูกจ้างผู้ร้อง ลูกจ้างผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อจำเลย จำเลยมีหนังสือเชิญโจทก์มาพบเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาคำร้องถึง 3 ครั้ง แต่โจทก์ไม่มา โดยมอบอำนาจให้นางสาวจุฑารัตน์ หอมขจร มาส่งเอกสาร จำเลยสอบข้อเท็จจริงจากนางสาวจุฑารัตน์แล้วเชื่อว่าโจทก์ค้างจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าคอมมิชชั่นแก่ลูกจ้างผู้ร้องจริง ส่วนความเสียหายที่โจทก์อ้างว่าลูกจ้างผู้ร้องบันทึกสต็อกผิดพลาดระหว่างปี 2544 ถึง 2546 มีมูลค่าสูงเกินจริงจำนวน 4,929 บาท นั้น เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2544 แต่โจทก์ไม่เคยหักเงินหรือทวงถามค่าเสียหายจากลูกจ้างผู้ร้องมาก่อน ทั้งข้ออ้างที่ว่าลูกจ้างผู้ร้องทำให้สินค้าเปื้อนจากการวางโชว์ที่เคาน์เตอร์ขายและไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ โดยโจทก์เพิ่งตรวจพบเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2546 ลูกจ้างจึงต้องชำระราคาสินค้าเต็มจำนวนเป็นเงิน 3,960 บาท ยังไม่พอฟังว่าลูกจ้างผู้ร้องทำให้เกิดความเสียหายดังกล่าว นอกจากนี้ โจทก์ยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องการเรียกหรือรับเงินประกันในการทำงาน การหักเงินประกันของโจทก์จึงมิชอบ จำเลยจึงมีคำสั่งที่ 2/2547 ลงวันที่ 19 มกราคม 2547 ให้โจทก์ปฏิบัติตาม ในการออกคำสั่งดังกล่าวจำเลยดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน รับฟังข้อเท็จจริงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายไม่มีเหตุที่โจทก์จะขอเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า หลังจากได้รับคำร้องของลูกจ้างผู้ร้องแล้ว จำเลยออกหนังสือเชิญฝ่ายโจทก์มาพบรวม 3 ครั้ง แต่กรรมการบริษัทโจทก์ไม่มา โดยมอบอำนาจให้นางสาวจุฑารัตน์ หอมขจร มาพบจำเลยและยื่นเอกสารต่อในวันที่ 6 มกราคม 2547 จำเลยเข้าไปที่โรงงานของโจทก์เพื่อขอพบกรรมการโจทก์ แต่ไม่ได้พบและไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ข่มขู่หรือกระทำการละเมิดสิทธิของโจทก์ แต่กรรมการโจทก์ไม่ยอมรับนัดเพื่อมาพบจำเลย จำเลยได้สอบปากคำนางสาวปิยะรัตน์ จำนงจิต ลูกจ้างผู้รับมอบงานต่อจากลูกจ้างผู้ร้องได้ความว่า ในวันที่ 18 กันยายน 2546 ลูกจ้างผู้ร้องได้ส่งมอบสินค้ามีจำนวนถูกต้องครบถ้วน ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2547 นางสาวจุฑารัตน์ หอมขจร มาพบจำเลยและส่งมอบเอกสารชี้แจงของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 กับได้ให้ปากคำเกี่ยวกับเรื่องสินค้าเปื้อน แต่ไม่ได้นำสินค้ามาให้ดู ในวันที่ 25 ธันวาคม 2546 โจทก์มีหนังสือแจ้งความเสียหายไปยังลูกจ้างผู้ร้อง ลูกจ้างผู้ร้องเคยถูกปรับเนื่องจากสินค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบ คือเสื้อ 4 ตัว ชำรุดและสีหมองรวม 2 ครั้ง เมื่อประมาณเดือนมีนาคมและเดือนพฤษภาคม 2546 และเคยลงลายมือชื่อรับทราบหนังสือภาคทัณฑ์ตามเอกสารหมาย จ.5 เนื่องจากรายงานสินค้าสลับสีสลับขนาด โจทก์เรียกเก็บเงินประกันในการทำงานจากลูกจ้างผู้ร้อง 4,000 บาท โดยโจทก์นำเงินประกันที่เรียกเก็บจากลูกจ้างทั้งหมดเข้าฝากไว้ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด บัญชีเลขที่ 077-1-28595-6 แต่ไม่ได้แยกบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคนไว้ เพียงแต่ทำบัญชีแยกรายชื่อไว้เท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยจะโอนมารวมกันที่กองทุนสวัสดิการของพนักงานและจ่ายปันผลคืนแก่ลูกจ้างทุกสิ้นปีและโจทก์ได้ออกใบเสร็จรับเงินประกันให้ลูกจ้างผู้ร้องไว้ด้วย ตามเอกสารหมาย จ.23 และ จ.24 ลูกจ้างผู้ร้องทำสัญญาประกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.4 โจทก์มีระเบียบในการคืนเงินประกันภายใน 6 เดือน เนื่องจากต้องตรวจสอบก่อนว่ามีกรณีทุจริตหรือฉ้อโกงสินค้าหรือไม่ ตามเอกสารหมาย จ.22 โจทก์อุทธรณ์ประการแรกว่า เหตุที่โจทก์นำเงินประกันการทำงานของพนักงานเปิดบัญชีในนามของกรรมการผู้มีอำนาจไม่ได้เปิดในนามบริษัทเพราะเป็นเงินประกันการทำงานของพนักงานไม่ใช่เงินของบริษัท อีกทั้งเพื่อเป็นประโยชน์ต่อดอกผลที่พนักงานจะได้รับ โจทก์ไม่เคยนำเงินไปใช้ในกิจการของโจทก์แต่อย่างใด การเบิกถอนเงินจะต้องเบิกจ่ายระบุชื่อพนักงานเจ้าของเงินประกันการทำงานทุกครั้ง ทั้งยังโอนดอกผลอันเกิดจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวเข้าบัญชีกองทุนสวัสดิการของพนักงานทุกหกเดือน เพื่อปันผลคืนแก่พนักงานในรูปแบบของสินค้า จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 และประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงาน หรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานลูกจ้าง นั้นเห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เก็บเงินประกันการทำงานจากลูกจ้างผู้ร้องจำนวน 4,000 บาท และนำฝากที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด บัญชีเลขที่ 077-1-28595-6 แต่ไม่ได้แยกบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคนไว้ เพียงแต่ทำบัญชีแยกรายชื่อไว้เท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยจะโอนมารวมกันที่กองทุนสวัสดิการของพนักงานและจ่ายปันผลแก่ลูกจ้างทุกสิ้นปี ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง กำหนดให้ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้างหรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุแล้วแต่กรณี และเพื่อให้สามารถดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงได้มีประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงาน หรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 กำหนดจำนวนเงินและวิธีการเก็บรักษา โดยข้อ 7 กำหนดให้นายจ้างนำเงินประกันฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นโดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคน และให้แจ้งชื่อธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชี ให้ลูกจ้างทราบเป็นหนังสือภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับเงินประกัน ดังนั้น เพื่อให้ลูกจ้างได้รับเงินประกันคืนภายในเจ็ดวันพร้อมดอกเบี้ย นายจ้างจึงต้องนำเงินประกันฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นโดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคนและคืนเงินประกันในบัญชีเงินฝากนั้นพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี แก่ลูกจ้างต่อไปโดยนายจ้างจะเก็บรักษาเงินประกันวิธีอื่นหรือนำไปจัดหาผลประโยชน์อื่นใดนอกจากนี้มิได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้แยกบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคนไว้และนำดอกเบี้ยของลูกจ้างแต่ละคนโอนมารวมกันไว้ที่กองทุนสวัสดิการพนักงาน ทั้งการจ่ายปันผลแก่ลูกจ้างทุกสิ้นปีก็เป็นการปันผลคืนแก่ลูกจ้างในรูปแบบของสินค้ามิใช่ดอกเบี้ย จึงเป็นการปฏิบัติไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง และวิธีการตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงาน หรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ข้อ 7 อุทธรณ์โจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

โจทก์อุทธรณ์ประการต่อไปว่า ลูกจ้างผู้ร้องเคยมีประวัติเกี่ยวกับสินค้าเปื้อนชำรุดและเคยถูกปรับมาแล้ว ลูกจ้างได้กระทำการปกปิดเรื่องของสินค้าเปื้อนชำรุดที่อยู่ในความครอบครองของลูกจ้าง และจงใจทำรายการสินค้าคงเหลืออันเป็นเท็จต่ำกว่าความจริงจำนวน 3 ชิ้น และมูลค่ารวมต่ำเกินจริงเพื่อยักยอกส่วนต่างของมูลค่าสินค้าคงเหลือ และที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้ต่อสู้คดีในศาลแรงงานกลางว่าลูกจ้างผู้ร้องยักยอกทรัพย์ของโจทก์ แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ลูกจ้างผู้ร้องบันทึกสต็อกของสินค้าผิดพลาด มีมูลค่าสูงเกินจริงซึ่งโจทก์ถือว่ายังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากศาลแรงงานกลางเพราะเหตุตามฟ้องและคำเบิกความของพยานโจทก์ที่นำเสนอต่อศาลแรงงานกลางยืนยันชัดเจนว่าลูกจ้างผู้ร้องจงใจจัดทำรายการสถิติการขายเป็นเท็จแจ้งแก่โจทก์เพื่อเบียดบังยักยอกทรัพย์ไปโดยทุจริต อีกทั้งในคำพิพากษาซึ่งระบุว่าเพื่อตรวจสอบหลังจากลูกจ้างผู้ร้องลาออกไปแล้วและเป็นการตรวจสอบโดยโจทก์ฝ่ายเดียว เป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนจากวิธีการตรวจสอบของโจทก์นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในเรื่องความเสียหายที่อ้างว่าลูกจ้างผู้ร้องบันทึกสต็อกสินค้าผิดพลาด มีมูลค่าสูงกว่าจริงนั้น เหตุเกิดมาตั้งแต่ปี 2544 แต่เพิ่งตรวจสอบหลังจากลูกจ้างผู้ร้องลาออกไปแล้วและเป็นการตรวจสอบโดยโจทก์ฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่เคยทักท้วงหรือแจ้งให้ลูกจ้างผู้ร้องทราบมาก่อน ทั้งที่โจทก์เคยมีหนังสือภาคทัณฑ์ลูกจ้างผู้ร้องเพราะบันทึกสต็อกสินค้าบกพร่องเรื่องรายงานสินค้าสลับสีสลับขนาดเท่านั้น มิได้กล่าวถึงเรื่องบันทึกสต็อกสินค้ามีมูลค่าสูงเกินจริงแต่อย่างใดและเพิ่งแจ้งให้ลูกจ้างผู้ร้องทราบพร้อมกับแจ้งเรื่องสินค้าเปื้อนหลังจากลูกจ้างผู้ร้องออกจากงานไปแล้ว ทั้งรอยเปื้อนที่เสื้อเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ และสีจาง ๆ ไม่แจ้งชัดว่าเปื้อนตั้งแต่เมื่อใด โดยโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าสินค้าเปื้อนขณะอยู่ในความรับผิดชอบของลูกจ้างผู้ร้อง จึงรับฟังไม่ได้ว่าลูกจ้างผู้ร้องได้ก่อความเสียหายแก่โจทก์ที่โจทก์อุทธรณ์ข้างต้นก็เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่าลูกจ้างผู้ร้องกระทำการยักยอกทรัพย์ทำให้โจทก์เสียหาย จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์อุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ศาลแรงงานกลางระบุอย่างชัดเจนในระหว่างการพิจารณาว่า ประเด็นที่จำเลยกับพวกกระทำละเมิดสิทธิของโจทก์โดยการข่มขู่และขัดขวางการปฏิบัติงานของพนักงานโจทก์นั้น มิใช่เหตุในการเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นเหตุให้โจทก์มิได้นำสืบเพื่อต่อสู้ในประเด็นนี้ตลอดกระบวนการพิจารณาแต่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า จำเลยมิได้ข่มขู่หรือกระทำการใดอันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ จึงเป็นคำพิพากษาที่มิได้ให้โอกาสโจทก์สืบพยานตามคำฟ้องนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่ให้สืบพยานโจทก์ในประเด็นดังกล่าวระหว่างพิจารณาพิจารณาก่อนที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางได้มีคำสั่งดังกล่าวในสำนวน อุทธรณ์ของโจทก์ประการนี้จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานกลางและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงาน หรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูเนี่ยนยูนิเวอร์ส จำกัด
จำเลย — นางปลื้มสุข ลาภะสัมปันนะ
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7995/2549
#270798
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ การประดิษฐ์ที่ขอรับอนุสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้ (1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และ (2) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมการประดิษฐ์ขึ้นใหม่นั้น มาตรา 6 ประกอบมาตรา 65 ทศ แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันให้หมายความไว้ว่าหมายถึงการประดิษฐ์ที่ไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว งานที่ปรากฏอยู่แล้วมาตรา 6 วรรคสอง ได้ให้ความหมายรวมถึงงานต่างๆไว้หลายประการ ประการหนึ่ง หมายความรวมถึงการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตร การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 458 ของจำเลยที่ 1 เป็นการประดิษฐ์ที่มีและใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ดังกล่าวจึงเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วตามมาตรา 6 วรรคสอง การประดิษฐ์ดังกล่าวจึงเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่อาจขอรับอนุสิทธิบัตรได้ตามมาตรา 65 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 อนุสิทธิบัตรดังกล่าวจึงเป็นอนุสิทธิบัตรที่ออกโดยไม่ชอบด้วย มาตรา 65 ทวิ ถือเป็นอนุสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งจำเลยที่ 2 เพิกถอนอนุสิทธิบัตรที่ได้ออกให้แก่จำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามถือเอาคำสั่งศาลเป็นเครื่องแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ระงับการใช้สิทธิตามอนุสิทธิบัตรและถอนการแจ้งความร้องทุกข์ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้แจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์ไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 คืนสินค้าที่ยึดไปจากโจทก์จนครบหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาตามท้องตลาดในขณะที่ส่งมอบคืนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง ให้โจทก์ระงับการกระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าศาลมีคำพิพากษาหรือโจทก์หยุดการกระทำการละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ก่อนชี้สองสถานโจทก์ขอสละคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้จำเลยที่ 1 ระงับการใช้สิทธิตามอนุสิทธิบัตรและถอนการแจ้งความร้องทุกข์และที่ขอให้จำเลยที่ 1 คืนสินค้าที่ยึดไปจากโจทก์จนครบจำนวนส่วนจำเลยที่ 1 ขอถอนฟ้องแย้ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้โจทก์ขอสละคำขอท้ายฟ้องตามขอและอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถอนฟ้องแย้งได้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 458 ของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่า การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 458 ของจำเลยที่ 1 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ การประดิษฐ์ที่ขอรับอนุสิทธิบัตรได้ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้ (1) เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และ (2) เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรมการประดิษฐ์ขึ้นใหม่นั้น มาตรา 6 ประกอบมาตรา 65 ทศแห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันให้หมายความไว้ว่าหมายถึงการประดิษฐ์ที่ไม่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว งานที่ปรากฏอยู่แล้วมาตรา 6 วรรคสอง ได้ให้ความหมายรวมถึงงานต่างๆ ไว้หลายประการ ประการหนึ่ง หมายความรวมถึงการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรคดีนี้พบว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวไม่มีความใหม่เนื่องจากสาระสำคัญของการประดิษฐ์เหมือนกับงานที่ปรากฏอยู่แล้ว คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 458 ของจำเลยที่ 1 เป็นการประดิษฐ์ที่มีและใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ดังกล่าวจึงเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วตามมาตรา 6 วรรคสอง การประดิษฐ์ดังกล่าวจึงเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่อาจขอรับอนุสิทธิบัตรได้ตามมาตรา 65 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 อนุสิทธิบัตรดังกล่าวจึงเป็นอนุสิทธิบัตรที่ออกโดยไม่ชอบด้วย มาตรา 65 ทวิ ถือเป็นอนุสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 458 ของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 6 วรรคสอง ม. 65 ทวิ ม. 65 นว วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสกุณตลา เกตุพงศ์สุดา
จำเลย — นายวันชัย มานะวิทยาการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7979/2549
#268529
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ลักสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 1 โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์โดยกระชากเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายทั้งสองไปโดยทุจริต โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามฉกฉวยเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายทั้งสองไปซึ่งหน้าอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานวิ่งราวทรัพย์ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ในข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานปล้นทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 309, 340, 340 ตรี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลรอการลงโทษไว้เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ส่วนข้อหาความผิดอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 18 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าเป็นผู้กระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 12 ปี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ เป็นจำคุกคนละ 12 ปี 6 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้วิ่งเข้าไปกระชากสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายที่ 1 สวมใส่อยู่ โดยไม่มีข้อเท็จจริงใดที่แสดงหรือบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวข้องหรือร่วมรู้เห็นในการกระทำของจำเลยที่ 1 ด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์หรือสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 2 โดยลำพัง มิได้มีการปรึกษาหารือกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาก่อน การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการลักเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายที่ 1 โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันปล้นทรัพย์โดยกระชากเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายทั้งสองไปโดยทุจริตโดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามฉกฉวยเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายทั้งสองไปซึ่งหน้าอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานวิ่งราวทรัพย์ แม้จำเลยที่ 1 จะรับสารภาพในความผิดฐานนี้ก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่ได้ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ในข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย เท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ความจากผู้เสียหายที่ 1 ว่าขณะที่จำเลยที่ 1 เข้าไปกระชากสร้อยคอนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ที่พวกจำเลยขับ ดังนี้ ในสภาวะที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์เพื่อรอจำเลยที่ 1 ที่จะเดินทางไปด้วยกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมต้องจ้องมองไปยังจำเลยที่ 1 และเห็นจำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอของผู้เสียหายที่ 2 แล้ววิ่งมาขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งรออยู่ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับจำเลยที่ 1 ขึ้นรถและขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยที่ 1 ซึ่งเพิ่งลักทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 2 มาในทันทีทันใดโดยที่การลักทรัพย์นั้นยังไม่ขาดตอนแล้วหลบหนีไปด้วยกัน ถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในขณะที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น และเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213, 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคสอง, 336 ทวิ, 309 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคสอง, 336 ทวิ ประกอบด้วยมาตรา 86, 309 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะมีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานสนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวมีกำหนดคนละ 2 ปี จำคุกจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันกระทำความผิดต่อเสรีภาพคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 3 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี 6 เดือน ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ให้คืนแก่เจ้าของ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายพรชัยหรือเปีย สุขสมบูรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายวิวุฒิ มณีนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัยพร สมบุญวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7975/2549
#267771
เปิดฉบับเต็ม

รถบรรทุกและข้าวสารบนรถบรรทุกของโจทก์ถูกยึดไว้เป็นของกลางในการดำเนินคดีอาญาโดยจำเลยที่ 3 เป็นพนักงานสอบสวน มีหน้าที่ดูแลรักษารถบรรทุกและข้าวสารของกลางไว้ระหว่างสอบสวนโดยต้องใช้ความระมัดระวังดูแลเหมือนเช่นวิญญูชนพึงดูแลทรัพย์สินของตนเอง เฉพาะอย่างยิ่งมีข้าวสารบรรจุกระสอบถึง 200 กระสอบ มูลค่าหลายแสนบาทบรรทุกอยู่บนรถจะต้องระมัดระวังยิ่งขึ้นมิให้สูญหายหรือได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ 3 นำรถบรรทุกไปจอดในรั้วของสถานีตำรวจได้ เป็นเพียงการนำรถบรรทุกไปจอดไว้เท่านั้น มิใช่เป็นการดูแลรักษาทรัพย์สิน แม้จะได้เก็บกุญแจรถไว้ แล้วเอาโซ่และกุญแจล็อกระหว่างพวงมาลัยกับคลัตซ์และได้ตรวจดูบ่อยๆ แต่การจอดรถบรรทุกไว้ข้างถนนโดยมิได้จัดให้มีผู้ดูแลรักษาตามสมควรย่อมเปิดโอกาสให้คนร้ายลักรถบรรทุกและข้าวสารไปได้โดยง่าย จำเลยที่ 3 จึงมิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลรถบรรทุกและข้าวสารเหมือนเช่นวิญญูชนพึงดูแลรักษาทรัพย์สินของตนเองเป็นเหตุให้รถบรรทุกและข้าวสารสูญหายไปถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80-4660 พิจิตร เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2541 นายเอกชน แสนสี ลูกจ้างของโจทก์ ได้ขับรถบรรทุกคันดังกล่าวบรรทุกข้าวสารจำนวน 200 กระสอบ จากจังหวัดพิจิตร เพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่บริษัทบางใหญ่ค้าข้าว จำกัด อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ครั้นวันที่ 18 สิงหาคม 2541 เวลาประมาณ 14.30 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชัน ได้จับกุมและยึดรถบรรทุกคันดังกล่าวพร้อมข้าวสารทั้งหมด อ้างว่าบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนด แล้วส่งมอบรถบรรทุกพร้อมข้าวสารดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นร้อยเวรในขณะนั้น ในสังกัดและในบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ดูแลรักษาทรัพย์และดำเนินการตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2541 โจทก์ทราบว่า รถบรรทุกของโจทก์และข้าวสารทั้งหมดซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาของจำเลยที่ 3 อันมีจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์ของกลางได้สูญหายไปเนื่องจากความประมาทเลิ่นเล่อของจำเลยดังกล่าว ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแล รักษาทรัพย์ของกลางให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและปลอดภัย แต่จำเลยดังกล่าวมิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูแลให้เพียงพอตามวิสัยและพฤติการณ์ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจะต้องมี ทำให้รถบรรทุกและข้าวสารดังกล่าวของโจทก์สูญหายไปทั้งหมด โจทก์จึงร้องทุกข์ไว้และคิดค่าเสียหายเป็นค่ารถบรรทุกเป็นเงิน 250,000 บาท และค่าข้าวสารเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวนของค่าเสียหายดังกล่าวนับแต่วันเกิดเหตุละเมิดถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 41,250 บาท และค่าขาดประโยชน์ในการใช้รถบรรทุกดังกล่าวรับจ้างซึ่งเป็นอาชีพหลักของโจทก์เดือนละไม่น้อยกว่า 24,000 บาท โจทก์ขอคิดตั้งแต่เดือนกันยายน 2541 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 เดือน เป็นเงินจำนวน 264,000 บาท และขอคิดค่าเสียหาย 855,250 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 855,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 814,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 24,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นเวลา 3 ปี

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำประมาทเลินเล่อให้รถบรรทุกและข้าวสารจำนวน 200 กระสอบของโจทก์สูญหายไป แต่จำเลยที่ 3 ได้ดูแลทรัพย์ที่ได้ยึดมาดังกล่าวดีแล้ว โดยใช้โซ่คล้องพวงมาลัยกับคลัตซ์ของรถยนต์แล้วใส่กุญแจไว้ เหตุที่ทรัพย์ที่ถูกจับกุมและยึดมาสูญหายเกิดจากนายเอกชน แสนสี ลูกจ้างของโจทก์ได้ลักไป จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่ถ้าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นความประมาทของจำเลยที่ 3 ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาก็สูงเกินไป เนื่องจากรถบรรทุกดังกล่าวมีสภาพเก่าใช้งานนานถึง 10 ปี มีราคาเพียง 125,000 บาท หากนำไปใช้รับจ้างขนส่งสินค้าย่อมใช้งานได้ไม่เต็มที่ เพราะความเก่าของเครื่องยนต์และอุปกรณ์ของรถยนต์ย่อมชำรุดเสียหายอยู่เสมอ ค่าขาดประโยชน์ในส่วนนี้อย่างมากตลอดเวลาเกือบ 4 ปี ไม่เกิน 80,000 บาท ส่วนค่าข้าวสารจำนวน 200 กระสอบ ไม่ได้ระบุว่าเป็นข้าวสารชนิดใดจึงมีราคาปานกลางและกระสอบละไม่เกิน 1,000 บาท ค่าเสียหายในส่วนนี้จึงมีจำนวน 200,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า การที่รถบรรทุกและข้าวสารที่พิพาทสูญหายไปไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูแลเพียงพอตามวิสัยและพฤติการณ์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายตามฟ้องต่อโจทก์และแม้จะฟังว่าเป็นการกระทำโดยละเมิดของจำเลยที่ 2 โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เนื่องจากตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย ในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องดังกล่าว โดยเห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายโดยชัดแจ้งว่าการที่โจทก์ถูกกระทำละเมิดตามฟ้องนั้น เนื่องมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติการตามหน้าที่ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ กรณีจึงต้องด้วยพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ได้ปฏิบัติการตามหน้าที่ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐให้รับผิดในผลการกระทำละเมิดของตนต่อโจทก์ได้ จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับให้พิจารณาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 200,000 บาท และจากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2541 และนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2541 ตามลำดับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2541 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอก กิตติ อริยานนท์ กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชัน ได้ตรวจยึดรถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80-4660 พิจิตร ของโจทก์ พร้อมข้าวสารที่บรรทุกอยู่บนรถบรรทุกจำนวน 200 กระสอบ โดยมีผ้าใบคลุมอยู่ เนื่องจากรถบรรทุกคันดังกล่าวกระทำผิดกฎหมายบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบรถบรรทุกคันดังกล่าว นายเอกชน แสนสี คนขับรถบรรทุกคันดังกล่าวได้หลบหนีไป สิบตำรวจโท อมาตย์ ทิวันทา จึงได้ขับรถบรรทุกที่บรรทุกข้าวสารอยู่ไปจอดไว้ริมถนนบรมราชชนนี (ขาออก) หันหน้ารถไปทางจังหวัดนครปฐม ห่างสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชันประมาณ 25 ถึง 50 เมตร ตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.8 ถึง ล.10 จากนั้นนำกุญแจรถบรรทุกและบันทึกการตรวจยึดมอบให้แก่จำเลยที่ 3 ในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนอยู่ จำเลยที่ 3 จึงยึดรถบรรทุกคันดังกล่าวของโจทก์ไว้เป็นของกลาง ต่อมารถบรรทุกและข้าวสารบนรถได้หายไปในช่วงเวลาประมาณ 20 ถึง 21 นาฬิกาของวันดังกล่าว ขณะอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาของของจำเลยที่ 3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 3 กระทำประมาทเลินเล่อไม่ดูแลรักษารถบรรทุกและข้าวสารบนรถขณะอยู่ในความครอบครองดูแลรับผิดชอบของจำเลยที่ 3 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาประการแรกว่า นายเอกชนลูกจ้างของโจทก์จอดรถบรรทุกวิ่งหลบหนีไปทันทีขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกให้หยุดเพื่อขอตรวจและทิ้งกุญแจคาไว้เป็นการละทิ้งหน้าที่ในการดูแลรถบรรทุก เมื่อเป็นดังนี้หากปล่อยทิ้งไว้ที่เดิมบนถนนสาธารณะอาจเกิดอันตรายจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่แล่นมาชนเสียหายถึงแก่ชีวิตและทรัพย์สินบานปลายมากขึ้นก็เป็นได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจึงต้องนำรถบรรทุกมามอบให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนไว้เป็นของกลาง ครั้นในวันเกิดเหตุนั้นเอง นายเอกชนได้ย้อนกลับมาขับรถบรรทุกหลบหนีไป จึงเป็นเรื่องที่นายเอกชนเข้าครอบครองรถบรรทุกดังเดิม การที่นายเอกชนขับรถบรรทุกหายไปเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยตรง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายโดยร่วมกันกระทำละเมิดแต่อย่างใด จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งการที่โจทก์ไม่สามารถฟ้องนายเอกชนให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์กลับมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่ชอบและไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นเรื่องนอกเหนือจากที่จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำให้การไว้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อไปว่ารถบรรทุกของกลางเป็นรถขนาดใหญ่บรรทุกข้าวสารจำนวนมากถึง 200 กระสอบ ไม่สามารถนำเข้าไปจอดในรั้วของสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชันได้ จึงต้องนำไปจอดไว้ข้างถนนบริเวณที่กำหนดไว้เป็นสถานที่จอด และไม่ห่างจากสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชันมากนักสามารถตรวจดูได้ และได้ตรวจดูอยู่บ่อยๆ ที่ไม่ได้ล็อกประตูเพราะเป็นรถเก่าไม่ปรากฏว่าจะล็อกประตูได้หรือไม่ ทั้งไม่มีทรัพย์สินมีค่าเก็บไว้ในห้องคนขับ การที่จำเลยที่ 3 ดึงกุญแจรถบรรทุกไปเก็บไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชัน และเอาโซ่และกุญแจไปล็อกไว้ระหว่างพวงมาลัยกับคลัตซ์เป็นการป้องกันไว้อย่างดีและมิได้ผิดระเบียบราชการ ไม่ได้เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อนั้น เห็นว่า รถบรรทุกและข้าวสาร 200 กระสอบบนรถบรรทุกของโจทก์ถูกยึดไว้เป็นของกลางในการดำเนินคดีอาญาโดยจำเลยที่ 3 เป็นพนักงานสอบสวน จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ดูแลรักษารถบรรทุกและข้าวสารของกลางไว้ระหว่างสอบสวนโดยต้องใช้ความระมัดระวังดูแลรถบรรทุกและข้าวสารเหมือนเช่นวิญญูชนพึงดูแลทรัพย์สินของตนเอง เฉพาะอย่างยิ่งมีข้าวสารบรรจุกระสอบถึง 200 กระสอบมูลค่าหลายแสนบาทบรรทุกอยู่บนรถจะต้องระมัดระวังยิ่งขึ้นมิให้สูญหายหรือได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ 3 นำรถบรรทุกไปจอดไว้ข้างถนนห่างจากสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชันประมาณ 25 ถึง 50 เมตร ซึ่งเป็นบริเวณที่กำหนดไว้เป็นสถานที่จอด เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าไปจอดในรั้วของสถานีตำรวจนครบาลตลิ่งชันได้เป็นเพียงการนำรถบรรทุกไปจอดไว้เท่านั้น มิใช่เป็นการดูแลรักษาทรัพย์สิน แม้จะได้เก็บกุญแจรถไว้ แล้วเอาโซ่และกุญแจล็อกระหว่างพวงมาลัยกับคลัตซ์และได้ตรวจดูบ่อยๆ ก็ตาม แต่การจอดรถบรรทุกไว้ข้างถนนโดยมิได้จัดให้มีผู้ดูแลรักษาตามสมควรย่อมเปิดโอกาสให้คนร้ายลักรถบรรทุกและข้าวสารไปได้โดยง่ายจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลรถบรรทุกและข้าวสารเหมือนเช่นวิญญูชนพึงดูแลรักษาทรัพย์สินของตนเองเป็นเหตุให้รถบรรทุกและข้าวสารสูญหายไป ถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืนให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา พัวทิพย์ศิริกุล
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7972/2549
#269447
เปิดฉบับเต็ม

การยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1) ซึ่งเป็นวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามคำพิพากษา จึงไม่ต้องห้ามที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจะยึดทรัพย์สินนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจึงต้องไปดำเนินการยึดทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ชั่วคราวนั้นจะมายื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายยึดทรัพย์นั้นชั่วคราวเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์ไม่ได้ คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยได้ก่อนศาลมีคำพิพากษาคดีนี้ จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 290

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ โจทก์ส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศอังกฤษให้แก่จำเลยในประเทศไทยครบถ้วน จำเลยผ่อนชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์เรื่อยมา ครั้งสุดท้ายค้างชำระอยู่ 54,908.64 ปอนด์สเตอร์ลิงและดอกเบี้ย 2,019.59 ปอนด์สเตอร์ลิง รวมเป็น 56,928.23 ปอนด์สเตอร์ลิง (1 ปอนด์สเตอร์ลิงเท่ากับ 66.96 บาท) คิดเป็นเงินไทยจำนวน 3,811,914.28 บาท แล้วจำเลยไม่ชำระอีก ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีฉุกเฉินโดยขอให้ยึดเครื่องจักรในโรงงานของจำเลยซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 82/116 ถนนพัฒนาการ 69 เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ไว้ชั่วคราว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้อง

ต่อมาก่อนมีคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในคดีแพ่งอื่นเป็นเงิน 38,745.57 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมด้วยดอกเบี้ย ผู้ร้องไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้เพราะทรัพย์สินทั้งหมดของจำเลยถูกโจทก์ยึดไว้ดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดให้ผู้ร้องบังคับคดีตามคำพิพากษาได้อีก จึงขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ชั่วคราวดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "การยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) ซึ่งเป็นวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามคำพิพากษา จึงไม่ต้องห้ามที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจะยึดทรัพย์สินนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจึงต้องไปดำเนินการยึดทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ชั่วคราวนั้นจะมายื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายยึดทรัพย์นั้นชั่วคราวเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์ไม่ได้ คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยได้ก่อนศาลมีคำพิพากษาคดีนี้ จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาอื่นต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (1) ม. 290
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจ แอนด์ มี ซิวอิ้ง แมชชีน จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทเฮอร์ตี้ จำกัด
จำเลย — บริษัทฟายไลน์ เอเซีย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7971/2549
#269354
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือขอแจ้งความร้องทุกข์กรณีมีการละเมิดลิขสิทธิ์มีข้อความปรากฏอยู่ว่า "... บริษัท อ. ได้รับความเสียหาย โดยปรากฏพบผู้กระทำความผิดดังกล่าว ณ สถานที่ดังนี้... (7) อำเภอกุยบุรี... จึงขอร้องทุกข์ต่อท่านเพื่อโปรดจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำการสอบสวน ตรวจค้น จับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าวข้างต้น เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย..." ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นแล้วว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายได้กล่าวหาว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมมีความประสงค์ที่จะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ จึงเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 123 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 31, 70 และ 75 ให้แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบบัญชีรายชื่อลูกค้าของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาบริษัท อาร์. เอส. โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานภาพยนตร์ เรื่อง "ตะลุมพุกมหาวาตภัยล้างแผ่นดิน" และ "พันธุ์ร็อกหน้าย่น" ทั้ง 2 เรื่อง มีการอนุญาตให้บริษัทแมงป่อง จำกัด จัดทำภาพยนตร์ดังกล่าวในรูปแบบวีซีดี วีดีโอ และโสตทัศนวัสดุอื่นๆ และบริษัทแมงป่อง จำกัด อนุญาตให้บริษัทยูไนเต็ด โฮม เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ทำการให้เช่าหรือจำหน่ายภาพยนตร์ในรูปแบบดังกล่าว คดีนี้นายประเสริฐ เพชรประดับสุข ผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ร่วม สืบทราบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์งานภาพยนตร์ของโจทก์ร่วม จึงได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุนายประเสริฐได้นำเจ้าพนักงานตำรวจไปที่ร้านที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจได้ทำการตรวจค้นร้านที่เกิดเหตุ และจับจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมประการแรกว่า การร้องทุกข์คดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า หนังสือขอแจ้งความร้องทุกข์กรณีมีการละเมิดลิขสิทธิ์มีข้อความปรากฏอยู่ว่า "...บริษัทอาร์. เอส. โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับความเสียหายโดยปรากฏพบผู้กระทำความผิดดังกล่าว ณ สถานที่ดังนี้...(7) อำเภอกุยบุรี... จึงขอร้องทุกข์ต่อท่านเพื่อโปรดจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำการสืบสวน ตรวจค้น จับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าวข้างต้น เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย..." ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นแล้วว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายได้กล่าวหาว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมมีความประสงค์ที่จะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษจึงเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 วรรคสองแล้ว หาใช่เป็นเพียงการแจ้งเบาะแสของการกระทำความผิดตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมประการต่อมาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้วินิจฉัยถึงความผิดตามฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบจนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ต่อไป โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก่อน โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในทำนองว่า คดีนี้มีการเช่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ เรื่อง "ตะลุมพุกมหาวาตภัยล้างแผ่นดิน" ส่วนแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ เรื่อง "พันธุ์ร็อกหน้าย่น" พบบนเคาร์เตอร์ไม่มีการเช่า และจำเลยมีเจตนาทางอาญาในการกระทำความผิดตามฟ้อง เห็นว่า คดีนี้พยานหลักฐานสำคัญที่โจทก์และโจทก์ร่วมใช้ในการพิสูจน์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องคือ แผ่นวีซีดีภาพยนตร์เรื่อง "ตะลุมพุกมหาวาตภัยล้างแผ่นดิน" และ "พันธุ์ร็อกหน้ายน" ทั้ง 2 เรื่อง แต่พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเท่าที่นำสืบมายังมีความสับสนและมีพิรุธน่าสงสัยเกี่ยวกับแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลาง โดยโจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องในขณะเกิดเหตุมาเบิกความ 3 คน คือ พันตำรวจโทนิรันดร์ ประดิษฐอัสดร นายประเสริฐ เพชรประดับสุข และนายสุนทร แดงโร่ กับมีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางมาเบิกความอีก 3 คน คือ พันตำรวจโทสมคิด ไทรทอง ดาบตำรวจมานิตย์ แช่ม และดาบตำรวจโดม ชิณเกตุ ซึ่งพันตำรวจโทนิรันทร์เบิกความว่า พยานทราบเรื่องการเช่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์จากการบอกเล่าของนายประเสริฐโดยพยานไม่ได้เห็นแผ่นวีซีดีภาพยนตร์นั้นมาก่อน ขณะที่นายประเสริฐกับพวกเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุพยานรออยู่ข้างนอก มีการตกลงกันว่า นายประเสริฐกับพวกจะต้องล่อเช่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเสียก่อน เพื่อจะได้เห็นว่ามีการกระทำความผิดซึ่งหน้า หลังจากนั้นนายประเสริฐได้กลับออกมาพบพยานและแจ้งว่าเช่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ได้แล้ว 2 เรื่อง จำนวน 4 แผ่น โดยให้พยานดูในขณะนั้นด้วยคือ ภาพยนตร์ เรื่อง "ตะลุมพุกมหาวาตภัยล้างแผ่นดิน" กับ "พันธุ์ร็อกหน้าย่น" เมื่อพยานเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุ พยานกับนายประเสริฐช่วยกันตรวจสอบแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่วางอยู่หน้าร้านที่เกิดเหตุ ไม่ปรากฏว่ามีแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมอยู่ในบริเวณนั้น คนของนายประเสริฐแจ้งว่า แผ่นวีซีดีภาพยนต์ละเมิดลิขสิทธ์จะเก็บอยู่ที่หลังร้านที่เกิดเหตุ แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมคือแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลาง แต่นายประเสริฐ เพชรประดับสุข เบิกความว่า พยานนำพันตำรวจโทนิรันดร์ไปที่ร้านที่เกิดเหตุ จากนั้นพยานเข้าไปร้านที่เกิดเหตุเพื่อคืนแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่เช่ามา 2 ถึง 3 เรื่อง รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง "ตะลุมพุกมหาวาตภัยล้างแผ่นดิน" เจ้าหน้าที่ในร้านที่เกิดเหตุได้นำใบประวัติลูกค้ามาตรวจเพื่อรับคืน พยานบอกให้พวกของพยานที่ไปด้วยตรวจดูแผ่นวีซีดีในร้านที่เกิดเหตุว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมหรือไม่ และส่งสัญญาณให้เจ้าพนักงานตำรวจที่รออยู่เข้ามาดำเนินการตามกฎหมาย สำหรับแผ่นวีซีดีภาพยนตร์เรื่อง "พันธุ์ร็อกหน้าย่น" วางอยู่บนเคาร์เตอร์ในร้านที่เกิดเหตุ แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม และไม่ใช่แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่ยึดมาได้เพราะแผ่นวีซีดีที่ยึดมานั้นเป็นแผ่นสีขาวระบุชื่อภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ ไว้ โดยใช้ปากกาเขียนไว้ที่แผ่น มีชื่อร้านที่เกิดเหตุระบุอยู่ด้วยบนสติกเกอร์ และปกกระดาษที่อยู่บนแผ่นวีซีดีเป็นของที่ใช้กระดาษพิมพ์ขึ้น ส่วนนายสุนทร แดงโร่ ซึ่งมีชื่อในบัญชีสมาชิกว่าเป็นผู้เช่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์เบิกความว่า พยานเช่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ตามรายการที่ปรากฏในบัญชีสมาชิก และแจ้งให้นายประเสริฐทราบว่า แผ่นวีซีดีภาพยนตร์เรื่อง "ตะลุมพุกมหาวาตภัยล้างแผ่นดิน" ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม เพราะเป็นแผ่นก๊อบปี้ใสๆ ในวันเกิดเหตุนั้น พยานเข้าไปเช่าภาพยนตร์เป็นครั้งที่สอง นายประเสริฐกับเจ้าพนักงานตำรวจเดินตามเข้าไปในเวลาไล่เลี่ยกัน พยานออกจากร้านที่เกิดเหตุโดยไม่ได้นำภาพยนตร์ที่เช่าไปด้วย ดังนี้ คำเบิกความดังกล่าวของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีข้อความที่ขัดแย้งกันเองอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่วงเวลาที่พยานแต่ละคนเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุ หรือเหตุการณ์ในขณะที่เกิดเหตุว่ามีการเช่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ครั้งที่สองหรือไม่ หรือนายประเสริฐได้นำแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่อง ออกไปให้พันตำรวจโทนิรันดร์ดูหรือไม่ ประการสำคัญคือ แผ่นวีซีดีภายนตร์ของกลางเป็นแผ่นวีซีดีซึ่งอ้างว่ามีการเช่าจากร้านที่เกิดเหตุหรือไม่ เพราะนายสุนทรผู้เช่าแผ่นวีซีดีภาพยนตร์เบิกความทำนองว่า แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่เช่านั้นมีลักษณะเป็นแผ่นวีซีดีซึ่งแตกต่างจากแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลาง คำเบิกความนี้สอดคล้องกับคำเบิกความของนายประเสริฐ และคำเบิกความของพันตำรวจโทสมคิด ไทรทอง พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนที่ว่า แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่พยานเห็นในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจนำมามอบให้ไม่ใช่ลักษณะของแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ ในขณะที่พันตำรวจโทนิรันดร์กลับเบิกความยืนยันว่า เป็นแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลาง โดยมีดาบตำรวจมานิตย์ แช่ม และดาบตำรวจโดม ชิณเกตุ ซึ่งเป็นผู้รับส่งและเก็บเอกสารของกลางก็เบิกความสนับสนุนในทำนองว่า ของกลางคดีนี้มีลักษณะเป็นแผ่นวีซีดีเมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่า แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ดังกล่าว เป็นแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ของกลางจริงหรือไม่เช่นนี้ พยานหลักฐานโจทก์ และโจทก์ร่วมย่อมไม่อาจพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมจริงตามฟ้อง เพราะหากวัตถุพยานเป็นของกลางคดีนี้ นายประเสริฐก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับอยู่ว่า เป็นแผ่นวีซีดีแท้ ไม่ใช่เป็นแผ่นวีซีดีที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมย่อมไม่อาจรับฟังว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องได้แต่หากวัตถุพยานไม่ใช่ของกลาง คดีนี้ตามคำเบิกความของนายสุนทร นายประเสริฐ และพันตำรวจโทสมคิดแล้ว ก็เท่ากับว่าโจทก์และโจทก์ร่วมก็ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงยืนยันได้ว่า มีการกระทำความผิดตามฟ้องเช่นกัน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยและไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ร่วมอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 123 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
โจทก์ร่วม — บริษัทอาร์.เอส.โปรโมชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวนภาพร รัตนสิทธิ์ชัชวาล
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7970/2549
#270885
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ส่งสินค้าทั้งห้ารายดังกล่าวติดต่อส่งสินค้ากับจำเลยทั้งสองมาเป็นเวลานาน ผู้ส่งสินค้าย่อมมีโอกาสตรวจดูเงื่อนไขข้อตกลงตามใบรับขนทางอากาศและทราบถึงเงื่อนไขข้อตกลงดังกล่าว และยังได้ความจากถ้อยคำของ ป. พยานจำเลยทั้งสองว่า พนักงานของจำเลยที่ 2 ได้อธิบายให้พนักงานของบริษัท อ. ทราบในหลายโอกาสว่าในใบรับขนทางอากาศด้านหลังมีข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งอยู่ ประกอบกับตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.3 จ.7 จ.11 จ.15 และ จ.19 ในช่องหมายเลข 10 ซึ่งฝ่ายผู้ส่งสินค้าได้ลงชื่อไว้ในฐานะผู้ส่งสินค้ามีข้อความว่า ผู้ส่งสินค้าตกลงตามเงื่อนไขสัญญาที่ปรากฏอยู่ด้านหลังของใบรับขนทางอากาศนี้ แสดงว่าผู้ส่งได้รับทราบและยอมตกลงตามเงื่อนไขข้อตกลงที่ปรากฏอยู่ด้านหลังของใบรับขนทางอากาศดังกล่าว นอกจากนี้ตามใบรับขนส่งทางอากาศ เอกสารหมาย จ.3 ก็ปรากฏว่าบริษัท อ. ผู้ส่งตกลงเลือกส่งสินค้าแบบไม่แจ้งมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง โดยมีการแจ้งน้ำหนักสินค้า จึงมีการคิดค่าระวางตามน้ำหนักสินค้าที่แจ้งเท่านั้น ส่วนในการขนส่งสินค้าของผู้ส่งสินค้าอีก 4 รายที่เหลือก็ปรากฏตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.7 จ.11 จ.15 และ จ.19 ว่าผู้ส่งตกลงเลือกส่งสินค้าแบบแจ้งมูลค่าเพื่อการขนส่ง ยิ่งทำให้น่าเชื่อว่าผู้ส่งสินค้าดังกล่าวทราบและยอมรับข้อจำกัดความรับผิดที่ระบุอยู่ด้านหลังใบรับขนทางอากาศดังกล่าว ดังนั้น จึงรับฟังได้ว่าผู้ส่งสินค้าทั้งห้ารายดังกล่าวได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าว

แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าผู้ส่งสินค้าทั้งห้ารายดังกล่าวได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าสินค้าทั้ง 5 รายการ สูญหายไปเพราะการทุจริตหรือด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยทั้งสอง ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยทั้งสองปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์แต่อย่างใด เท่ากับจำเลยทั้งสองยอมรับในข้อเท็จจริงดังกล่าว กรณีจึงรับฟังได้ว่าสินค้าทั้ง 5 รายการ สูญหายไปเพราะการทุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยทั้งสองผู้ขนส่งตามฟ้อง ซึ่งตามเงื่อนไขด้านหลังใบรับขนทางอากาศ เอกสารหมาย ล.5 กรณีนี้จำเลยทั้งสองผู้ขนส่งไม่อาจนำข้อจำกัดความรับผิดมาเป็นประโยชน์แก่ตนได้

เมื่อบริษัท บ. และบริษัท ก. ผู้ส่งได้บอกราคาแห่งของในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยทั้งสองผู้ขนส่งว่ามีราคารายละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยทั้งสองย่อมต้องรับผิดและความรับผิดของจำเลยทั้งสองก็ย่อมจำกัดเพียงไม่เกินราคาที่บอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 620 ส่วนสินค้ารายผู้ส่ง คือ บริษัท อ. นั้น ตามใบรับขนทางอากาศสินค้ารายนื้เอกสารหมาย จ.3 ในช่องมูลค่าสำแดงเพื่อการขนส่งไม่ได้ระบุราคาสินค้าไว้ว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างใด ฉะนั้น จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจำกัดความรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของสินค้ารายนี้เป็นเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4,404 บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 620 วรรคสอง ได้ แต่เรื่องนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยแล้วว่า ผู้ส่งสินค้าได้บอกถึงสภาพของสินค้าไว้ในขณะที่ส่งมอบให้จำเลยทั้งสองผู้ขนส่งแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อผู้ส่งหรือผู้ตราส่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 620 วรรคหนึ่ง โดยในข้อนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความสูญหายของสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่อาจนำข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวมาใช้บังคับได้ดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามราคาสินค้า

แม้ตัวแทนทำการเกินอำนาจ แต่ทางปฏิบัติของตัวการย่อมทำให้บุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันควรจะเชื่อว่าการอันนั้นอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทนเช่นนี้ ตัวการย่อมต้องรับผิดต่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญารับขนสินค้าทางอากาศแก่โจทก์ 1,784,692 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,711,607 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 17,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 4,404 บาท 4,267 บาท 4,312 บาท และ 4,393 บาท นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2545 วันที่ 4 กรกฎาคม 2545 วันที่ 5 ตุลาคม 2545 และวันที่ 28 ตุลาคม 2545 ตามลำดับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2544 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2545 วันที่ 3 มิถุนายน 2545 วันที่ 18 กันยายน 2545 และวันที่ 10 ตุลาคม 2545 บริษัทเอ็กซ์ทรีม จิวเวลรี่ จำกัด บริษัทโซฟราเจม จำกัด นายมาเฮช กุมาร เอจาร์วาล บริษัทบิวตี้เจมส์ แฟคตอรี่ จำกัด และบริษัทแกมม่า ครีเอชั่นส์ จำกัด ตามลำดับได้ตกลงให้จำเลยทั้งสองขนส่งสินค้าจำพวกเครื่องประดับทำด้วยเงินบริสุทธิ์ ทอง 18 เค เพชร และมรกตเจียระไน และอัญมณี ซึ่งเป็นของมีค่าไปให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.3 จ.7 จ.11 จ.15 และ จ.19 โดยผู้ส่งดังกล่าวได้เอาประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ ในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสอง สินค้าเกิดสูญหายทั้งหมด ต่อมาโจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยทั้ง 5 รายแล้วในวันที่ 14 มกราคม 2545 วันที่ 21 มีนาคม 2545 วันที่ 4 กรกฎาคม 2545 วันที่ 5 ตุลาคม 2545 และวันที่ 28 ตุลาคม 2545 ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 1,711,607 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งสินค้าที่ระบุไว้ในใบรับขนทางอากาศดังกล่าวว่า ผู้ขนส่งจะรับผิดไม่เกิน 250 ฟรังก์ฝรั่งเศสต่อน้ำหนักสินค้า 1 กิโลกรัม เว้นแต่ผู้ส่งได้สำแดงเพิ่มเติมในช่องมูลค่าเพื่อการขนส่งและได้ชำระค่าระวางเพิ่มนั้น มีผลใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า บริษัทเอ็กซ์ทรีม จิวเวลรี่ จำกัด เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าไปให้ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศเป็นประจำตลอดมาตั้งแต่ปี 2537 โดยทางจำเลยที่ 2 ได้จัดส่งคู่มือและคำชี้แจงเกี่ยวกับสิทธิและผลประโยชน์และหน้าที่เปิดบัญชีรวมทั้งการจำกัดความรับผิดไปให้บริษัทดังกล่าวแล้วตามคู่มือพร้อมคำแปล ตามคู่มือดังกล่าวก็ระบุถึงมูลค่าที่สำแดงไว้และข้อจำกัดความรับผิดว่า "ก. ความรับผิดสูงสุดของเฟดเด็กซ์สำหรับการสูญเสีย... จำกัดไว้ไม่เกิน 250 ฟรังก์ต่อกิโล เว้นแต่ผู้ส่งจะสำแดงมูลค่าเพื่อการขนส่งไว้บนใบตราส่งและชำระค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมตามที่ระบุไว้ในวรรค ข." และจำเลยที่ 2 ได้จักส่งแบบฟอร์มใบรับขนทางอากาศตามเอกสารหมาย ล.3 ไปให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย ส่วนบริษัทพรีมา เน็ทเวิร์ค จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ส่งสินค้าอีก 4 รายที่เหลือก็เป็นลูกค้าประจำของจำเลยที่ 2 มาเป็นเวลานานเช่นกันและบริษัทพรีม่า เน็ทเวิร์ค จำกัด ทราบดีว่า จำเลยที่ 2 มีข้อจำกัดความรับผิดในการขนส่งสินค้าดังกล่าว ดังนี้ เมื่อผู้ส่งสินค้าดังกล่าวติดต่อส่งสินค้ากับจำเลยทั้งสองมาเป็นเวลานานเช่นนี้ ผู้ส่งสินค้าย่อมมีโอกาสตรวจดูเงื่อนไขข้อตกลงตามใบรับขนทางอากาศดังกล่าวและทราบถึงเงื่อนไขข้อตกลงดังกล่าวแล้ว และยังได้ความจากถ้อยคำของนายประพลพยานจำเลยทั้งสองต่อไปว่า พนักงานของจำเลยที่ 2 ได้อธิบายให้พนักงานของบริษัทเอ็กซ์ทรีม จิวเวลรี่ จำกัด ทราบในหลายโอกาสว่าในใบรับขนทางอากาศด้านหลังมีข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าวอยู่ ประกอบกับตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.3 จ.7 จ.11 จ.15 และ จ.19 ในช่องหมายเลข 10 ซึ่งฝ่ายผู้ส่งสินค้าได้ลงชื่อไว้ในฐานะผู้ส่งสินค้าก็มีข้อความว่า ผู้ส่งสินค้าตกลงตามเงื่อนไขสัญญาที่ปรากฏด้านหลังของใบรับขนทางอากาศนี้ เช่นนี้ แสดงว่าผู้ส่งได้รับทราบและยอมตกลงตามเงื่อนไขข้อตกลงที่ปรากฏอยู่ด้านหลังของใบรับขนทางอากาศดังกล่าว นอกจากนี้ตามใบรับขนส่งทางอากาศเอกสารหมาย จ.3 ก็ปรากฏว่าบริษัทเอ็กซ์ทรีม จิวเวลรี่ จำกัด ผู้ส่งตกลงเลือกส่งสินค้าแบบไม่แจ้งมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่ง โดยมีการแจ้งน้ำหนักสินค้า จึงมีการคิดค่าระวางพาหนะตามน้ำหนักสินค้าที่แจ้งเท่านั้น ส่วนในการส่งสินค้าของผู้ส่งอีก 4 รายที่เหลือก็ปรากฏตามใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย จ.7 จ.11 จ.15 และ จ.19 ว่าผู้ส่งตกลงเลือกส่งสินค้าแบบแจ้งมูลค่าเพื่อการขนส่ง ดังนี้ ยิ่งทำให้น่าเชื่อว่าผู้ส่งสินค้าดังกล่าวทราบและยอมรับข้อจำกัดความรับผิดที่ระบุอยู่ด้านหลังใบรับขนทางอากาศดังกล่าว ดังนั้น จึงรับฟังได้ว่าผู้ส่งสินค้าทั้ง 5 รายดังกล่าวได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าว

ปัญหาต่อไปมีว่าข้อตกลงในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าวนำมาใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า ผู้ส่งสินค้าทั้ง 5 รายได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งดังกล่าว แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าสินค้าทั้ง 5 รายการสูญหายไปเพราะการทุจริตหรือด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยทั้งสอง โดยในข้อนี้จำเลยทั้งสองไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยทั้งสองปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์แต่อย่างใด เท่ากับจำเลยทั้งสองยอมรับในข้อเท็จจริงดังกล่าว กรณีจึงรับฟังได้ว่าสินค้าทั้ง 5 รายการสูญหายไปเพราะการทุจริตหรือด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยทั้งสองผู้ขนส่งตามฟ้อง ซึ่งตามเงื่อนไขด้านหลังใบรับขนทางอากาศเอกสารหมาย ล.5 พร้อมคำแปล กรณีนี้จำเลยทั้งสองผู้ขนส่งไม่อาจอ้างข้อจำกัดความรับผิดมาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดเช่นนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจนำข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวมาใช้บังคับได้ตามที่โจทก์อุทธรณ์

ปัญหาต่อไปมีว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยไว้ความว่า ผู้ขนส่งได้รับบอกราคาแห่งของไว้แล้ว คือ ราคารายละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ระบุไว้ในช่องหมายเลข 4 มูลค่าสำแดงเพื่อการขนส่งตามใบรับขนทางเอกสารหมาย จ.7 จ.11 จ.15 และ จ.19 และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามราคาดังกล่าว มิใช่ตามราคาสินค้าที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้าและตามอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้แสดงเหตุผลโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษาว่า ผู้ขนส่งได้รับบอกราคาแห่งของในขณะส่งมอบว่ามีราคารายละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องอย่างไรให้ชัดแจ้ง กรณีจึงต้องรับฟังว่านายมาเฮช กุมาร เอจาร์วาล บริษัทบิวตี้ เจมส์ แพคตอรี่ จำกัด และบริษัทแกมม่า ครีเอชั่นส์ จำกัด ผู้ส่งได้บอกราคาแห่งของในขณะที่ส่งมอบแก่จำเลยทั้งสองผู้ขนส่งว่ามีราคารายละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา เมื่อของนั้นได้บอกราคาไว้ดังกล่าว จำเลยทั้งสองย่อมต้องรับผิดและความรับผิดของจำเลยทั้งสองผู้ขนส่งก็ย่อมจำกัดเพียงไม่เกินราคาที่บอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 620 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าเสียหายของสินค้าแก่โจทก์ สำหรับรายผู้ส่งนายมาเฮช กุมาร เอจาร์วาล บริษัทบิวตี้ เจมส์ แฟคตอรี่ จำกัด และบริษัทแกมม่า ครีเอชั่นส์ จำกัด เป็นเงิน 4,267 บาท 4,312 บาท และ 4,393 บาท ตามลำดับนั้น จึงชอบแล้ว ส่วนสินค้ารายผู้ส่ง คือ บริษัทเอ็กซ์ทรีม จิวเวลรี่ จำกัด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดเป็นเงิน 4,404 บาท นั้น เห็นว่า ตามใบรับขนทางอากาศสินค้ารายนี้เอกสารหมาย จ.3 ในช่องมูลค่าสำแดงเพื่อการขนส่งไม่ได้ระบุราคาสินค้าไว้ว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างใด ดังนั้น จะฟังว่าของนั้นได้บอกราคาไว้ในขณะที่ส่งมอบแก่ผู้ขนส่งว่ามีราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐไม่ได้ จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจำกัดความรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของสินค้ารายนี้เป็นเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4,404 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 620 วรรคสอง ได้ ในเรื่องนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ผู้ส่งสินค้าได้บอกถึงสภาพของสินค้าไว้ในขณะที่ส่งมอบให้จำเลยทั้งสองผู้ขนส่งแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อผู้ส่งหรือผู้ตราส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 620 วรรคหนึ่ง โดยในข้อนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความสูญหายของสินค้าดังกล่าวแก่โจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่อาจนำข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวมาใช้บังคับได้ดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามราคาสินค้า และในเรื่องนี้นางวาสนาพยานโจทก์ให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.1 บริษัทเอ็กซ์ทรีม จิวเวลรี่ จำกัด ขายสินค้ารายนี้ให้แก่ลูกค้าในราคา 14,038.55 ดอลลาร์สหรัฐ แต่โจทก์รับประกันภัยไว้ 15,442.41 ดอลลาร์สหรัฐ เพราะในการรับประกันภัยของโจทก์ โจทก์จะคิดมูลค่าประกันภัยรวมราคาของ ณ สถานที่และในเวลาที่ผู้ขนส่งได้รับของและค่าระวางส่งของไปยังสถานที่ส่งมอบแก่ผู้รับตราส่งกับทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ เนื่องด้วยการส่งของไปนั้นด้วย เท่ากับโจทก์กำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนตามที่ของซึ่งขนส่งนี้จะได้ราคาเมื่อถึงตำบลอันกำหนดให้ส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 883 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 15,442.41 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 676,841 บาท ตามฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ในประการสุดท้ายว่า บริษัทโซฟราเจม จำกัด ไม่ได้มอบอำนาจให้บริษัทพรีม่า เน็ทเวิร์ค จำกัด ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยทั้งสอง สัญญาดังกล่าวจึงไม่ผูกพันบริษัทโซฟราเจม จำกัด นั้น เห็นว่า ในข้อนี้นายประพลพยานจำเลยทั้งสองได้ให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและเบิกความประกอบว่าภายหลังจากที่ทราบว่าสินค้าที่ส่งสูญหาย บริษัทโซฟราเจม จำกัด ได้มอบอำนาจให้บริษัทพรีม่า เน็ทเวิร์ค จำกัด มาติดต่อเจรจากับจำเลยที่ 2 และเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2545 บริษัทพรีมา เน็ทเวิร์ค จำกัด ในฐานะตัวแทนของบริษัทโซฟราเจม จำกัด ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทกับจำเลยที่ 2 โดยบริษัทโซฟราเจม จำกัด ตกลงรับเงินชดใช้ค่าเสียหายจากการที่สินค้าสูญหายเป็นเงิน 4,430.61 บาท ซึ่งเท่ากับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ระบุไว้เป็นมูลค่าสินค้าเพื่อการขนส่งทั้งนางวาสนาพยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่าบริษัทพรีมา เน็ทเวิร์ค จำกัด เป็นตัวแทนผู้เอาประกันหรือผู้ส่งสินค้าทั้ง 4 ยกเว้นบริษัทเอ็กซ์ทรีม จิวเวลรี่ จำกัด ซึ่งตัวแทนดังกล่าวมีหน้าที่ในการติดต่อซื้อประกันจากโจทก์และเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ประกอบกับบริษัทโซฟราเจม จำกัด มอบหมายให้บริษัทพรีมา เน็ทเวิร์ค จำกัดเป็นตัวแทนมาติดต่อกับจำเลยทั้งสองให้ส่งสินค้า ดังนี้แม้ตัวแทนทำการเกินอำนาจ แต่ทางปฏิบัติของตัวการดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลภายนอกมีมูลเหตุอันควรจะเชื่อว่าการอันนั้นอยู่ภายในขอบอำนาจของตัวแทน เช่นนี้ ตัวการย่อมต้องรับผิดต่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821 ดังนี้ โจทก์จะอ้างว่าบริษัทโซฟราเจม จำกัด ตัวการไม่ได้มอบอำนาจให้บริษัทพรีม่า เน็ทเวิร์ค จำกัด ตัวแทนทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวหาได้ไม่ สัญญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันบริษัทโซฟราเจม จำกัด ดังนี้ ผลของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน บริษัทโซฟราเจม จำกัด จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองอีก โจทก์ผู้รับประกันภัยจึงไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัทโซฟราเจม จำกัด ผู้เอาประกันภัยมาฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์สำหรับสินค้าของบริษัทเอ็กซ์ทรีม จิวเวลรี่ จำกัด เป็นเงิน 676,841 บาท และสินค้าของนายมาเฮช กุมาร เอจาร์วาล บริษัทบิวตี้เจมส์แฟคตอรี่ จำกัด และบริษัทแกมม่า ครีเอชั่นส์ จำกัด เป็นเงิน 4,267 บาท 4,312 บาท 4,393 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 689,813 บาท ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 689,813 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 676,841 บาท 4,267 บาท 4,312 บาท และ 4,393 บาท นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2545 วันที่ 4 กรกฎาคม 2545 วันที่ 5 ตุลาคม 2545 และวันที่ 28 ตุลาคม 2545 ตามลำดับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 620 ม. 821 ม. 822
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอช อินชัวรันซ์ จำกัด
บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปรานี บุญโญภาส
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7950/2549
#267698
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.วิธีดำเนินการควบคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา ฯ มาตรา 13 ศาลมีอำนาจที่จะนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่พนักงานคุมประพฤติส่งศาลมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น จะนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วยหาได้ไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณารายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงไม่แน่ชัดว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 หรือประเภท 3 จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่าของกลางเป็นยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอีนหรือไม่ ศาลชั้นต้นนัดพร้อมโจทก์และจำเลย และโจทก์ส่งรายงานตรวจวิเคราะห์ยาเสพติดให้โทษของกลางเอกสารหมาย จ. 1 ต่อศาลโดยคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงและไม่คัดค้านผลการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว และศาลอุทธรณ์ภาค 9 นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามรายงานการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยคดี จึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.วิธีดำเนินการควบคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา ฯ ดังกล่าว เพราะมิใช่เป็นการนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยมาเป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยคดี

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 ที่ว่า ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้นั้น มิได้หมายความว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 หรือหากศาลเห็นสมควรให้มีการสืบพยานหลักฐานก่อนมีคำพิพากษา ก็เป็นอำนาจของศาลที่จะมีคำสั่งให้กระทำได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีข้อสงสัยว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 หรือประเภท 3 จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่าของกลางเป็นยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอีนหรือไม่ ก็เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่จะกระทำได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (1)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีโคเดอีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จำนวน 4 ขวด ปริมาตร 400 มิลลิลิตร น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ซึ่งไม่อาจแยกชั่งน้ำหนักโคเดอีนได้ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ตามรายงานการตรวจวิเคราะห์ของกลางระบุว่าของกลางเป็นของเหลวข้นหนืดสีน้ำตาลผลการตรวจวิเคราะห์พบโคเดอีนและโพรเมทาซีนในของกลาง และมีหมายเหตุไว้ในข้อ 3 ว่า "โดยทั่วไปยาแก้ไอผสมโคเดอีนที่ขึ้นทะเบียนตำรับเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 3 จะมีส่วนประกอบคือ ใน 5 มิลลิลิตรจะประกอบด้วยโคเดอีนฟอสเฟต 9 มิลลิกรัม และโพรเมทาซีนไฮโดรคลอไรด์ 3.6 มิลลิกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับโคเดอีนประมาณ 7 มิลลิกรัม และเทียบเท่ากับโพรเมทาซีนประมาณ 3 มิลลิกรัม" แสดงว่า ของกลางเป็นยาแก้ไอที่มีสูตรของสิ่งปรุงตามคำจำกัดความของตำรับยาในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ฯ และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2531) ซึ่งกำหนดให้ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตามที่กำหนดผสมอยู่ด้วยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศดังกล่าว และได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาเสพติดให้โทษตามมาตรา 43 แล้วเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 เมื่อของกลางตามผลการตรวจวิเคราะห์เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 แต่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติม โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตามฟ้อง เมื่อโจทก์อ้างส่งแต่เพียงรายงานการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว ซึ่งระบุว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ซึ่งขณะเกิดเหตุการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่มีความผิดตามกฎหมาย ดังนั้น แม้ว่าจำเลยจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 69

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 นำข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติมาพิจารณาและวินิจฉัยคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพนักงานคุมประพฤติส่งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยให้แก่ศาลแล้ว ศาลมีอำนาจที่จะนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานดังกล่าวมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 เท่านั้น โดยจะนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วยหาได้ไม่ เมื่อปรากฏตามสำนวนว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณารายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงไม่แน่ชัดว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 หรือประเภท 3 จึงมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่าของกลางเป็นยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอีนหรือไม่ ต่อมาศาลชั้นต้นนัดพร้อมโจทก์และจำเลย โจทก์อ้างส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ยาเสพติดของกลางเอกสารหมาย จ. 1 ต่อศาล โดยคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงและไม่คัดค้านผลการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามเอกสารหมาย จ. 1 มาเป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยคดี หาได้นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยมาเป็นพยานหลักฐานและวินิจฉัยคดีดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่าของกลางในคดีนี้เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโคเดอีนในของกลางที่ผสมรวมกับโพรเมทาซีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 บัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ ..." ที่ว่าถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องให้ศาลพิพากษาไปได้โดยไม่ต้องสืบพยานนั้น มิได้หมายความว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว จะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 หรือหากศาลเห็นว่าสมควรให้มีการสืบพยานหลักฐานก่อนมีคำพิพากษาก็เป็นอำนาจของศาลที่จะมีคำสั่งให้กระทำได้ ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีข้อสงสัยว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 หรือประเภท 3 จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่าของกลางเป็นยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอีนหรือไม่ ก็เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) แต่ในวันนัดพร้อมของศาลชั้นต้นคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงและไม่คัคค้านผลการตรวจวิเคราะห์ตามเอกสารหมาย จ. 1 ทั้งโจทก์มิได้แถลงขอสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก ถือได้ว่าโจทก์ติดใจอ้างส่งแต่เพียงเอกสารหมาย จ. 1 เท่านั้น

เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีโคเดอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จำนวน 4 ขวด ปริมาตร 400 มิลลิลิตร น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ซึ่งไม่อาจแยกชั่งหาน้ำหนักโคเดอีนได้ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ตามรายงานผลการตรวจวิเคราะห์เอกสารหมาย จ. 1 ระบุผลการตรวจวิเคราะห์ว่า ของกลางเป็นของเหลวข้นหนืดสีน้ำตาล ผลการตรวจวิเคราะห์พบโคเดอีนและโพรเมทาซีนในของกลาง และมีหมายเหตุไว้ในข้อ 3 ว่าโดยทั่วไปยาแก้ไอผสมโคเดอีนที่ขึ้นทะเบียนตำรับเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 3 จะมีส่วนประกอบคือ ใน 5 มิลลิลิตร จะประกอบด้วยโคเดอีนฟอสเฟต 9.0 มิลลิกรัม และโพรเมทาซีนไฮโดรคลอไรด์ 3.6 มิลลิกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับโคเดอีนประมาณ 0.007 กรัม (เจ็ดมิลลิกรัม) และเทียบเท่ากับโพรเมทาซีนประมาณ 0.003 กรัม (สามมิลลิกรัม) แสดงว่าของกลางเป็นยาแก้ไอที่มีสูตรของสิ่งปรุงตามคำจำกัดความของตำรับยาในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2531) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ว่า "ให้ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ใด ๆ ต่อไปนี้ผสมอยู่ด้วยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ และที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาเสพติดให้โทษตามมาตรา 43 แล้ว เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3

ตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษใด ๆ ต่อไปนี้เป็นสารสำคัญผสมอยู่กับโอสถสารอื่น ๆ อีกตั้งแต่หนึ่งอย่างขึ้นไป โดยมีส่วนผสมของสารสำคัญไม่เกินอัตราส่วนร้อยละ 2.5 ของส่วนผสมทั้งหมดในตำรับ และมีสารสำคัญอยู่ในขนาดยาที่จะใช้แต่ละหน่วย (dosage unit) ไม่เกิน 100 มิลลิกรัม คือ ...โคเดอีน (Codeine) ..." ของกลางตามผลการตรวจวิเคราะห์เอกสารหมาย จ. 1 ในหมายเหตุข้อ 3 จึงเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติม โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่า ของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์อ้างส่งแต่เพียงรายงานผลการตรวจวิเคราะห์เอกสารหมาย จ. 1 ซึ่งระบุว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ซึ่งขณะเกิดเหตุการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่มีความผิดตามกฎหมาย ดังนั้น แม้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 17 วรรคหนึ่ง ม. 20 ม. 69 วรรคสอง ม. 71
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 13
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 185 ม. 208 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายรอยาลี สือนิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายณรงค์ สมานเดชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7950/2549
#269444
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพนักงานคุมประพฤติส่งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยให้แก่ศาลแล้วศาลมีอำนาจที่จะนำข้อเท็จจริงที่ปรากฎในรายงานดังกล่าวมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยตามที่บัญญัติใน พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติฯ มาตรา 13 เท่านั้น โดยจะนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วยหาได้ไม่

บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 176 มิได้หมายความว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว จะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 หรือหากศาลเห็นว่าสมควรให้มีการสืบพยานหลักฐานก่อนมีคำพิพากษาก็เป็นอำนาจของศาลที่จะมีคำสั่งให้กระทำได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณารายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงไม่แน่ชัดว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 หรือประเภท 3 จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่าของกลางเป็นยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอีนหรือไม่ ก็เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่จะกระทำได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 69

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 นำข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติมาพิจารณาและวินิจฉัยคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพนักงานคุมประพฤติส่งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยให้แก่ศาลแล้ว ศาลมีอำนาจที่จะนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานดังกล่าวมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 เท่านั้น โดยจะนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วยหาได้ไม่ เมื่อปรากฏตามสำนวนว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณารายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงไม่แน่ชัดว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 หรือประเภท 3 จึงมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่าของกลางเป็นยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอีนหรือไม่ ต่อมาศาลชั้นต้นนัดพร้อมโจทก์และจำเลย โจทก์อ้างส่งรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ยาเสพติดของกลางเอกสารหมาย จ.1 ต่อศาล โดยคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงและไม่คัดค้านผลการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 มาเป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยคดี หาได้นำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยมาเป็นพยานหลักฐานและวินิจฉัยคดีดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ป้ญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่าของกลางในคดีนี้เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโคเดอีนในของกลางที่ผสมรวมกับโพรเมทาซีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 บัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณาถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้..." ที่ว่าถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องให้ศาลพิพากษาไปได้โดยไม่ต้องสืบพยานนั้น มิได้หมายความว่าเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพแล้ว จะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 หรือหากศาลเห็นว่าสมควรให้มีการสืบพยานหลักฐานก่อนมีคำพิพากษาก็เป็นอำนาจของศาลที่จะมีคำสั่งให้กระทำได้ ดังนั้นเมื่อปรากฏว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีข้อสงสัยว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 หรือประเภท 3 จึงมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่าของกลางเป็นยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอีนหรือไม่ ก็เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) แต่ในวันนัดพร้อมของศาลชั้นต้นคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงและไม่คัดค้านผลการตรวจวิเคาระห์ตามเอกสารหมาย จ.1 ทั้งโจทก์มิได้แถลงขอสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก ถือได้ว่าโจทก์ติดใจอ้างส่งแต่เพียงเอกสารหมาย จ.1 เท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีโคเดอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จำนวน 4 ขวด ปริมาตร 400 มิลลิลิตร น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ซึ่งไม่อาจแยกชั่งหาน้ำหนักโคเดอีนได้ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ตามรายงานผลการตรวจวิเคราะห์เอกสารหมาย จ.1 ระบุผลการตรวจวิเคราะห์ว่า ของกลางเป็นของเหลวข้นหนืดสีน้ำตาล ผลการตรวจวิเคราะห์พบโคเดอีนและโพรเมทาซีนในของกลาง และมีหมายเหตุไว้ในข้อ 3 ว่า โดยทั่วไปยาแก้ไอผสมโคเดอีนที่ขึ้นทะเบียนตำรับเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 3 จะมีส่วนประกอบคือ ใน 5 มิลลิลิตร จะประกอบด้วยโคเดอีนฟอสเฟต 9.0 มิลลิกรัม และโพรเมทาซีนไฮโดรคลอไรด์ 3.6 มิลลิกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับโคเดอีนประมาณ 0.007 กรัม (เจ็ดมิลลิกรัม) และเทียบเท่ากับโพรเมทาซีนประมาณ 0.003 กรัม (สามมิลลิกรัม) แสดงว่าของกลางเป็นยาแก้ไอที่มีสูตรของสิ่งปรุงตามคำจำกัดความของตำรับยาในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2531) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ว่า "ให้ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นตำรับยาและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ใดๆ ต่อไปนี้ ผสมอยู่ด้วยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศนี้และที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาเสพติดให้โทษตามมาตรา 43 แล้ว เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3

ตำรับยาที่มียาเสพติดให้โทษใดๆ ต่อไปนี้เป็นสาระสำคัญผสมอยู่กับโอสถสารอื่นๆ อีกตั้งแต่หนึ่งอย่างขึ้นไป โดยมีส่วนผสมของสาระสำคัญไม่เกินอัตราส่วนร้อยละ 2.5 ของส่วนผสมทั้งหมดในตำรับ และมีสาระสำคัญอยู่ในขนาดยาที่จะใช้แต่ละหน่าย (dosage unit) ไม่เกิน 100 มิลลิกรัม คือ... โคเดอีน (Codeine) ..." ของกลางตามผลการตรวจวิเคราะห์เอกสารหมาย จ.1 ในหมายเหตุข้อ 3 จึงเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 เมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติม โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อโจทก์อ้างส่งแต่เพียงรายงานผลการตรวจวิเคราะห์เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งระบุว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ซึ่งขณะเกิดเหตุการณ์มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่มีความผิดตามกฎหมาย ดังนั้น แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 185 ม. 208 (1)
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายรอยาลี สือนิ
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7943/2549
#267530
เปิดฉบับเต็ม

ลูกหนี้มีความผูกพันตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับเจ้าหนี้โดยต้องรับผิดจัดทำกันซึมเพื่อป้องกันน้ำซึมจากชั้นบนอยู่แล้ว ทั้งเจ้าหนี้ไม่ได้ทำสัญญาประกันการรั่วซึมฉบับใหม่กับบริษัท ท. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก กรณีจึงมิใช่การเปลี่ยนแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ที่จะทำให้หนี้เดิมระงับ

เมื่ออาคารที่เจ้าหนี้รับมอบจากลูกหนี้มีปัญหาน้ำรั่วของดาดฟ้าชั้น 8 และตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ข้อ 12 ลูกหนี้มีหน้าที่จะต้องทำการกันซึมพื้นที่ชั้นที่ 8 ทั้งหมดด้วยวัสดุกันซึมอย่างดีเพื่อป้องกันน้ำซึมจากสนามเทนนิส สระว่ายน้ำ น้ำฝนหรือการรั่วซึมอื่นๆ ลงมาที่ชั้นล่างของอาคารในส่วนของเจ้าหนี้ เมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นแล้วลูกหนี้จึงต้องรับผิดชอบทำการซ่อมแซมแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สำเร็จ หากไม่ดำเนินการเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจัดหาบุคคลภายนอกมาดำเนินการโดยเรียกค่าใช้จ่ายจากลูกหนี้ได้อันถือได้ว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 และมาตรา 215 นั่นเอง แม้เจ้าหนี้จะยังมิได้ดำเนินการซ่อมแซมก็เรียกค่าใช้จ่ายจากลูกหนี้โดยยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2547 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญาซื้อขายห้องชุดเป็นเงิน 9,660,145.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,989,618.36 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าเสียหายเป็นเงิน 9,660,145.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,989,618.36 บาท จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้

ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องคัดค้านว่า เจ้าหนี้ได้ทำสัญญาประกันความรับผิดอันเกิดจากการรั่วซึมของอาคารชุดกับบริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยลูกหนี้ยินยอมแล้ว เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้รับผิดในความเสียหายใดๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกต่อไป ทั้งเจ้าหนี้ยังมิได้ดำเนินการซ่อมแซมการรั่วซึม จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากลูกหนี้

เจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านในทำนองเดียวกันว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้บริหารแผน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2529 เจ้าหนี้ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดอาคารตรีนิตี้ คอมเพล็กซ์ ตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงที่ 7 จากลูกหนี้ในราคา 360,000,000 บาท ลูกหนี้ตกลงจะดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดเฉพาะส่วนนี้ให้เสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2530 และจะดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดและทรัพย์ส่วนกลางให้เสร็จสิ้นบริบูรณ์ภายในวันที่ 30 กันยายน 2531 ลูกหนี้จะต้องจัดทำกันซึมพื้นที่ชั้นที่ 8 ทั้งหมดของอาคารชุดด้วยวัสดุกันซึมอย่างดีเพื่อป้องกันน้ำซึมจากสนามเทนนิส สระว่ายน้ำ น้ำฝนและการรั่วซึมอื่นๆ ลงมาชั้นล่างของอาคารในส่วนของเจ้าหนี้หากปรากฎว่าน้ำรั่ว น้ำไหลหรือน้ำซึมจากเพดานหรือหลังคาของชั้นที่ 7 ภายใน 10 ปี ตั้งแต่การก่อสร้างอาคารชุดเสร็จสิ้นบริบูรณ์ตามสัญญาข้อ 9.2 ลูกหนี้สัญญาว่าจะรับผิดชอบแก้ไขซ่อมแซมให้เสร็จโดยเร็วตามสัญญาข้อ 12 ลูกหนี้สัญญาว่าหากลูกหนี้ไม่จัดการให้ลูกหนี้ยินยอมให้เจ้าหนี้ดำเนินการฟ้องร้องบังคับให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามสัญญาได้ หรือฟ้องเรียกค่าเสียหายอันพึงมีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ปรากฏว่าลูกหนี้ได้ทำการก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานงวดสุดท้ายให้แก่เจ้าหนี้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2530 หลังจากเจ้าหนี้รับมอบอาคารจากลูกหนี้แล้ว ประมาณเดือนกันยายน 2531 และวันที่ 6 ตุลาคม 2531 เจ้าหนี้ตรวจพบว่ามีน้ำรั่วซึมจากชั้นที่ 8 ลงมาชั้นที่ 7 หลายจุด เจ้าหนี้แจ้งให้ลูกหนี้ทราบเพื่อดำเนินการซ่อมแซม ต่อมาบริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างอาคารตรีทิพย์ได้ดำเนินการซ่อมแซมการรั่วแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2531 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2532 บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด มีหนังสือถึงเจ้าหนี้ขอประกันการรั่วซึมกับเจ้าหนี้โดยตรงเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2531 เป็นต้นไปเพื่อลดขั้นตอนในการดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมหากมีความเสียหายจากอาคารดังกล่าว

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนข้อแรกว่า มีการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้แล้วหรือไม่ ที่ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ว่าหลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหนี้ให้ซ่อมแซมการรั่วซึมของอาคารชุด บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้ดำเนินการซ่อมแซมตามเอกสารหมาย ร.2 ถึง ร.5 แล้วทำหนังสือลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2532 เสนอขอเป็นผู้ประกันการรั่วซึมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับเจ้าหนี้ด้วยตนเองเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2531 ตามเอกสารหมาย ร.6 ถือได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นคำเสนอของบุคคลภายนอกต่อเจ้าหนี้ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2533 บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด มีหนังสือแจ้งลูกหนี้เจ้าหนี้สามารถยอมรับข้อเสนอได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรงก่อนตามเอกสารหมาย ร.7 แสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้เห็นชอบในคำเสนอแต่ติดเงื่อนไขที่ลูกหนี้จะต้องยินยอมเสียก่อนวันที่ 12 มีนาคม 2533 เจ้าหนี้ได้มีหนังสือเพื่อให้ลูกหนี้ยินยอมในการที่บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด จะเป็นผู้รับประกันการรั่วซึมตามเอกสารหมาย ร.8 วันที่ 28 มีนาคม 2533 ลูกหนี้ได้ออกหนังสือแจ้งเจ้าหนี้ว่าไม่ขัดข้องและถือว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการให้ความยินยอมในการทำสัญญาประกันการรั่วซึมระหว่างบริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด กับเจ้าหนี้ตามเอกสารหมาย ร.9 ที่เจ้าหนี้อ้างว่าได้ปฏิเสธข้อเสนอของบริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด ก่อนวันที่ลูกหนี้ให้ความยินยอมเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดง ประกอบกับหลังจากลูกหนี้ออกหนังสือให้ความยินยอมไปแล้วเจ้าหนี้มีหนังสือถึงลูกหนี้แจ้งว่าเจ้าหนี้ได้แจ้งให้บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด แก้ไขซ่อมแซมการรั่วซึมหลายครั้งในช่วงปี 2534 ตามเอกสารหมาย ร.10 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้น เห็นว่า การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้อาจทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ก็ได้ แต่คู่กรณีจะต้องมีความประสงค์ที่จะระงับหนี้เดิมด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 และมาตรา 350 นางวีณา เชิดบุญชาติ กรรมการของลูกหนี้เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า หลังจากลูกหนี้ให้ความยินยอมเจ้าหนี้ได้แจ้งให้บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด มาดำเนินการแก้ไขซ่อมแซมการรั่วซึม และบริษัทดังกล่าวได้ดำเนินการซ่อมแซมให้ จึงถือว่าสัญญาประกันการรั่วซึมระหว่างเจ้าหนี้กับบริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด มีผลผูกพันตามกฎหมายแต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้กับบริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้ตกลงกันกำหนดให้ความรับผิดชอบของลูกหนี้ในหนี้เดิมคือการรับประกันการรั่วซึมของอาคารตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ร.1 หรือ ค.3 ระงับสิ้นไป เอกสารหมาย ร.10 ซึ่งทำในปี 2535 เป็นหนังสือที่เจ้าหนี้ขอให้ลูกหนี้แจ้งให้บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด ทำการแก้ไขปัญหารั่วซึมบริเวณเพดานชั้น 7 อาคารตรีทิพท์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนของปี 2535 ส่วนเอกสารหมาย ค.18 ซึ่งทำเมื่อปี 2540 ก็เป็นหนังสือที่เจ้าหนี้แจ้งให้ลูกหนี้ส่งเจ้าหน้าที่ไปแก้ไขปัญหาน้ำรั่วซึมจากพื้นที่ชั้น 8 อาคารตรีทิพย์ลงมาที่ชั้น 7 ของอาคารซึ่งเป็นพื้นที่ของเจ้าหนี้หากเจ้าหนี้ได้ทำสัญญาเปลี่ยนผู้รับผิดชอบในการรับประกันการรั่วซึมจากลูกหนี้เป็นบริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด ดังที่ผู้บริหารแผนอุทธรณ์แล้วย่อมไม่มีเหตุผลใดๆ ที่เจ้าหนี้จะมีหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ดำเนินการเกี่ยวกับการซ่อมแซมการรั่วซึม นายชูชาติ วรรณนิยม พนักงานของเจ้าหนี้ตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายอาคารและเครื่องเรือนเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นตอนหนึ่งว่า บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด ทำหนังสือถึงเจ้าหนี้ขอประกันการรั่วซึมกับเจ้าหนี้โดยตรงตามเอกสารหมาย ค.9 (ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ร.6) แต่เจ้าหนี้ปฏิเสธ ต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2522 บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด มีหนังสือถึงเจ้าหนี้อีกครั้งตามเอกสารหมาย ค.10 ขอใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคารพาณิชย์ มูลค่า 500,000 บาท เป็นประกันอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากหนังสือขอประกันเอกสารหมาย ค.9 เจ้าหนี้ได้มีหนังสือถึงลูกหนี้ขอทราบผลการพิจารณาการขอเปลี่ยนผู้รับประกันตามเอกสารหมาย ค.11 (ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ร.8) แต่ไม่ได้รับคำตอบจากลูกหนี้ วันที่ 22 มีนาคม 2533 บริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด มีหนังสือถึงเจ้าหนี้ขอเบิกเงินประกันผลงานโดยอ้างว่าการรั่วซึมไม่อยู่ในความรับผิดของบริษัทดังกล่าวตามเอกสารหมาย ค.12 เนื่องจากขณะนั้นไม่ได้รับคำตอบจากลูกหนี้ และบริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด ไม่ได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารพาณิชย์มาวางเป็นประกันตามข้อเสนอ เจ้าหนี้จึงถือว่าข้อเสนอขอเปลี่ยนผู้รับประกันการรั่วซึมเป็นอันยกเลิกไป ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าเจ้าหนี้ได้ทำสัญญาประกันการรั่วซึมฉบับใหม่กับบริษัทไทยโคโนอิเกะ คอนสตรัคชั่น จำกัด กรณีมิใช่การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ที่จะทำให้หนี้เดิมระงับ อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนข้อสุดท้ายมีว่า ลูกหนี้จะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เพียงใด ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ว่าการที่เจ้าหนี้จัดให้บริษัทไทยฮาซาม่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทนันทวัน จำกัด เสนอราคาการซ่อมแซมปัญหาน้ำรั่วของดาดฟ้าชั้นที่ 8 โดยบริษัทไทยฮาซาม่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด เสนอราคาต่ำสุดจำนวน 8,807,718.36 บาท จึงเป็นผู้ประมูลได้ แต่ปรากฏว่าเจ้าหนี้มิได้ว่าจ้างบริษัทไทยฮาซาม่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้าดำเนินการซ่อมแซมเลย แสดงว่าเจ้าหนี้มีเจตนาสร้างพยานหลักฐานขึ้นมาเพื่อเป็นการตั้งฐานแห่งสิทธิเรียกร้องจากลูกหนี้โดยไม่สุจริต โดยให้พวกพ้องเสนอราคาเกินกว่าความเสียหายที่แท้จริง เนื่องจากก่อนหน้านี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัดอาร์.พี.เอ็ม เคยเสนอราคาซ่อมแซมความเสียหายดังกล่าวให้เจ้าหนี้พิจารณาเพียง 1,653,300 บาท ตามเอกสารหมาย ค.26 ซึ่งเป็นราคาที่แตกต่างกันมาก ดังนั้น หากเจ้าหนี้ได้รับความเสียหายจริง เจ้าหนี้จะต้องรีบดำเนินการซ่อมแซมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว มิใช่ปล่อยเวลาล่วงเลยมาเกือบ 4 ปี หากลูกหนี้ต้องรับผิดก็เป็นค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและมีเงื่อนไขนั้นเห็นว่า เมื่ออาคารที่เจ้าหนี้รับมอบจากลูกหนี้มีปัญหาน้ำรั่วของดาดฟ้าชั้นที่ 8 และตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดอาคารตรีนิตี้ข้อ 12 ลูกหนี้มีหน้าที่จะต้องทำการกันซึมจากสนามเทนนิส สระว่ายน้ำ น้ำฝนหรือการรั่วซึมอื่นๆ ลงมาที่ชั้นล่างของอาคารในส่วนของเจ้าหนี้เมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นแล้วลูกหนี้จึงต้องรับผิดชอบทำการซ่อมแซมแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สำเร็จ หากไม่ดำเนินการเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจัดหาบุคคลภายนอกมาดำเนินการโดยเรียกค่าใช้จ่ายจากลูกหนี้ได้ อันถือได้ว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 และมาตรา 215 นั่นเอง แม้เจ้าหนี้จะยังมิได้ดำเนินการซ่อมแซมก็ตาม ทั้งการเสนอราคาซ่อมแซมของบริษัทไทยฮาซาม่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด จำนวน 8,807,716.36 บาท เกิดจากการประมูลแข่งขันและเป็นราคาต่ำสุด จึงเชื่อได้ว่าเป็นราคาค่าซ่อมแซมเพียง 1,653,300 บาท นั้น เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดอาร์.พี.เอ็ม. ไม่ได้เข้าสู้ราคาในการประมูลด้วยจึงไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 215 ม. 350
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทตรีทิพย์ คอมเพล็กซ์ จำกัด
เจ้าหนี้ — ลูกหนี้ผู้ร้องขอ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
สมศักดิ์ จันทรา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7924/2549
#267529
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นหนี้ที่เกิดจากจำเลยค้างชำระหนี้ค่าเช่าซื้อต่อผู้ร้อง ส่วนการที่ผู้ร้องยึดรถบรรทุกจากจำเลยเป็นการที่ผู้ร้องใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของผู้ใช้เช่าซื้อยึดทรัพย์สินจากจำเลยในกรณีจำเลยผิดสัญญา ซึ่งถือว่าเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมจึงเป็นหนี้ที่ผู้ร้องฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่จำเลยค้างชำระก่อนเลิกสัญญา ส่วนการที่ผู้ร้องยึดรถบรรทุกกลับคืนมาแล้วนำออกจำหน่ายหากมีความเสียหายเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่จะว่ากล่าวต่อไปในระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากการเลิกสัญญา หนี้ทั้งสองกรณีดังกล่าวจึงเป็นหนี้คนละส่วนกัน ไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 62142 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ในคดีหมายเลขแดงที่ 1863/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาตามยอมให้จำเลยและนางอังคณา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ ภรรยาของจำเลยร่วมกันชำระเงิน 4,184,625 บาท โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือนแก่ผู้ร้อง แต่จำเลยและนางอังคณาไม่ชำระ ผู้ร้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลย 1 รายการ ราคาประมาณ 30,000 บาท นอกจากทรัพย์สินที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นใดของจำเลย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า หนี้ตามคำพิพากษาระหว่างผู้ร้องกับจำเลยและนางอังคณามีมูลหนี้มาจากจำเลยและนางอังคณาทำสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุก 10 คัน จากผู้ร้อง เมื่อผิดนัดหลังจากศาลพิพากษาตามยอม ผู้ร้องยึดรถบรรทุกกลับคืนไป 5 คัน รวมราคาประมาณ 5,000,000 บาท เกินกว่ายอดหนี้ที่ต้องชำระตามคำพิพากษา ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ที่โจทก์นำยึด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าเดิมห้างหุ้นส่วนจำกัดจอมบึงพัฒนกิจและห้างหุ้นส่วนจำกัดราชบุรีวิบูลย์พาณิชย์ซึ่งมีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและนางอังคณา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ เป็นหุ้นส่วน ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุก 10 คัน ไปจากผู้ร้อง ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย ร.2 ถึง ร.11 โดยจำเลยและนางอังคณาร่วมกันสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ ต่อมาผู้ร้องเรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ ผู้ร้องจึงฟ้องจำเลยและนางอังคณาให้ร่วมกันชำระเงินตามเช็ค 13 ฉบับ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้ร้องยึดรถบรรทุก 3 คัน กลับคืนจากผู้เช่าซื้อ และในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยและนางอังคณาร่วมกันชำระเงิน 4,184,625 บาท ต่อผู้ร้องโดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 200,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย ร.18 ก่อนถึงกำหนดผ่อนชำระงวดแรก ผู้ร้องยึดรถบรรทุกอีก 5 คัน กลับคืนมาจากผู้เช่าซื้อ รวมเป็น 8 คัน ตามบันทึกรับรถเอกสารหมาย จ.15 ผู้ร้องนำรถบรรทุกที่ยึดมาออกขาย 4 คัน ราคาคันละ 490,000 บาท 3 คัน คันที่ 4 ราคา 500,000 บาท และให้เช่าซื้อ 3 คัน ราคาคันละ 1,035,200 บาท 2 คัน อีกคันหนึ่งราคา 988,000 บาท ตามสำเนาใบกำกับภาษี สำเนาใบเสร็จรับเงิน และสำเนาสัญญาเช่าซื้อ เอกสารหมาย ร.40 ถึง ร.46 ส่วนรถบรรทุกคันที่ 8 ยังซ่อมแซมไม่เสร็จ จำเลยและนางอังคณาผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม ผู้ร้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลย 1 รายการ ราคาประมาณ 30,000 บาท นอกจากที่ดินที่โจทก์ยึดแล้วผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้หรือไม่ ผู้ร้องนำสืบว่า เงินที่ได้จากการจำหน่ายรถบรรทุกที่ยึดมาไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยนำสืบว่า รถบรรทุกที่ผู้ร้องยึดกลับคืนไปมีราคาคันละ 1,000,000 บาท เกินกว่ายอดหนี้ตามคำพิพากษา เห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยและนางอังคณาเป็นหนี้ที่เกิดจากจำเลยและนางอังคณาค้างชำระหนี้ค่าเช่าซื้อต่อผู้ร้อง ส่วนการที่ผู้ร้องยึดรถบรรทุกจากผู้เช่าซื้อเป็นการที่ผู้ร้องใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของผู้ให้เช่าซื้อยึดทรัพย์สินจากผู้เช่าซื้อในกรณีผู้เช่าซื้อผิดสัญญา ซึ่งถือว่าเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมจึงเป็นหนี้ที่ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่ผู้เช่าซื้อค้างชำระก่อนเลิกสัญญา ส่วนการที่ผู้ร้องยึดรถบรรทุกกลับคืนมาแล้วนำออกจำหน่าย หากมีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่เพียงใดก็เป็นเรื่องที่จะว่ากล่าวกันต่อไปในระหว่างผู้ร้องกับผู้เช่าซื้อเพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากการเลิกสัญญา หนี้ทั้งสองกรณีดังกล่าวจึงเป็นหนี้คนละส่วนกัน ไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลย ผู้ร้องจึงมีสิทธิเข้าเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น นั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืนให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนผู้ร้อง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลชั้นต้นให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเขาตาเก้า
ผู้ร้อง — บริษัทชัยรัชกิจ หัวหิน มอเตอร์เซลล์ จำกัด
จำเลย — นายสมชาย ตั้งวิบูลย์พาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7917/2549
#267768
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 สลักหลังเป็นอาวัลเช็คที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 แล้วส่งมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินบางส่วน ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจึงหาได้ระงับไปไม่โจทก์ในฐานะผู้ให้กู้ยืมเงินย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์และโจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามเนื้อความที่ปรากฏในเช็คในฐานะเป็นผู้สลักหลังและให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้สั่งจ่ายด้วยการที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินแก่โจทก์ หาได้ทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากมูลหนี้ตามเช็คไปด้วยไม่ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์

คำฟ้องโจทก์บรรยายชัดแจ้งว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทจำเลยที่ 1 เป็นผู้สลักหลัง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่าย เมื่อเช็คดังกล่าวถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองย่อมต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเนื้อความที่ปรากฏในเช็คพร้อมดอกเบี้ย โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ได้ การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเฉพาะมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 1 นำเช็คดังกล่าวไปชำระหนี้แก่โจทก์หาได้ทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากการที่จักต้องรับผิดชำระหนี้ในมูลหนี้ตามเช็คไปด้วยไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจึงมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 420,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ 1 ของเดือน และต้องชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินที่กู้ยืมไปแล้วแต่ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามกำหนด ต่อมาเดือนเมษายน 2541 จำเลยที่ 1 นำเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาประตูน้ำ ลงวันที่ 30 เมษายน 2541 จำนวน 200,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 1 เป็นผู้สลักหลังเป็นอาวัลมอบโจทก์เพื่อชำระหนี้บางส่วน เมื่อโจทก์นำเช็คฉบับดังกล่าวไปเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 โดยให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้และชำระเงินตามเช็คแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 2 ปี 5 เดือน 29 วันเป็นเงิน 157,325 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค (วันที่ 30 มิถุนายน 2541) ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 29,916 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 420,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 มิถุนายน 2542) ต้องไม่เกินจำนวน 157,325 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดตามส่วนที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อแรกว่า เมื่อโจทก์ใช้สิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินแล้ว โจทก์ยังมีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามเช็คอีกหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 สลักหลังเป็นอาวัลเช็คที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 แล้วส่งมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินบางส่วน ต่อมาเช็คดังกล่าวถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงหาได้ระงับไปไม่ โจทก์ในฐานะผู้ให้กู้ยืมเงินย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและโจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามเนื้อความที่ปรากฏในเช็คในฐานะเป็นผู้สลักหลังและฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามเนื้อความในเช็คในฐานะผู้สั่งจ่ายด้วย การที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 577,325 บาท แก่โจทก์ หาได้ทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากมูลหนี้ตามเช็คไปด้วยไม่ โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายชัดแจ้งว่าโจทก์มีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นผู้สลักหลัง ส่วนจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นผู้สั่งจ่าย เมื่อเช็คดังกล่าวถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองย่อมต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเนื้อความที่ปรากฏในเช็คพร้อมดอกเบี้ย โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ได้ การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเฉพาะมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินหาได้ทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากการที่จักต้องรับผิดชำระหนี้ในมูลหนี้ตามเช็คไปด้วยไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจึงมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทรรศนพร เจมรภา
จำเลย — นางสภาพร เหมะธร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7910/2549
#412386
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นและขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 160 มาด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องฟังว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องดังกล่าวด้วยแต่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวและศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้พิพากษาแก้ไข จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่มเติมโทษได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 (4) (8), 51, 148, 157, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์บรรทุกที่จำเลยขับเป็นรถยนต์ขนาดใหญ่ควบคุมได้ยากและอาจก่อความเสียหายร้ายแรงได้หากเกิดอุบัติเหตุ การที่จำเลยขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุด้วยความเร็วสูง ในขณะที่ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์อยู่ทางด้านหน้าของจำเลยและมีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้าย จำเลยควรใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งแต่จำเลยกลับขับเร่งเครื่องแซงด้านขวาขึ้นหน้ารถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับเพื่อจะเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางแยกเข้าหมู่บ้านโนนแดง โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้ทาง ทำให้รถยนต์บรรทุกที่จำเลยขับเฉี่ยวชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายเป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส การกระทำของจำเลยเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง แม้ภายหลังเกิดเหตุจำเลยและบริษัทประกันภัยที่รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทายาทผู้ตายและผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยแล้ว แต่เมื่อคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งพฤติการณ์แล้วยังไม่มีเหตุที่จะปรานีจำเลยด้วยการรอการลงโทษจำคุกให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมานั้น ชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นและขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 160 มาด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงต้องฟังว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องดังกล่าวด้วย แต่ศาลชั้นต้นมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวมาด้วยและศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้พิพากษาแก้ไข จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่มเติมโทษได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 160 วรรคสาม อีกบทหนึ่ง อันเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212
ป.อ. ม. 291 ม. 300
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 43 (8) ม. 157 ม. 160 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายสายันห์ ดีพรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นายศุภวัฒน์ คูพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7909/2549
#266862
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทโดยขับด้วยความเร็วสูงเกินสมควรจนไม่สามารถหยุดหรือลดความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะหลบหลีกไม่ชนรถคันอื่นหรือสิ่งอื่นใดที่กีดขวางอยู่ข้างหน้าได้ทัน โดยมิได้บรรยายฟ้องอ้างเหตุว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วเกินที่กำหนดในกฎกระทรวงหรือตามเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้ในทาง แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 67, 152 ตามคำขอท้ายฟ้องได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 67, 78, 152, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78, 152, 157, 160 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงาน จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยขับรถยนต์ลากจูง โดยมีตัวรถกึ่งพ่วงคันเกิดเหตุด้วยความเร็วสูงบริเวณทางแยก จนเกิดการชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับมา การกระทำของจำเลยเป็นการขับรถด้วยความประมาทขาดสำนึกและขาดความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้ถนน จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น ทั้งภายหลังเกิดเหตุแล้วจำเลยยังหลบหนีไปและไม่หยุดให้การช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียง พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง จึงยังไม่มีเหตุที่จะปรานีจำเลยด้วยการรอการลงโทษจำคุกได้ แต่อย่างไรก็ดี จากคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่า เหตุที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากความประมาทของผู้ตายด้วย ทั้งภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้พยายามบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ทายาทของผู้ตายโดยชดใช้ค่าเสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานไม่หยุดให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที โดยลงโทษจำเลยก่อนลดโทษให้จำคุก 4 เดือนนั้น หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤิตการณ์แห่งคดีด้วย

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยขับรถยนต์ลากจูงโดยประมาทโดยขับด้วยความเร็วสูงเกินสมควรจนไม่สามารถหยุดหรือลดความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะหลบหลีกไม่ชนรถคันอื่นหรือสิ่งกีดขวางได้ทัน มิได้บรรยายฟ้องอ้างเหตุว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วเกินกำหนดในกฎกระทรวงหรือตามเครื่องหมายจราจรที่ได้ติดตั้งไว้ในทาง จึงไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 67, 152 ได้ตามคำขอท้ายฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้มาด้วยและศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ไขจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 67, 152 คงให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 1 ปี ฐานไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็น จำคุก 1 ปี 2 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 7 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 67 ม. 152
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 176 ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายจำนงค์ ทองสันเทียะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวิชา ใจจันทร์เดือน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
บุญส่ง น้อยโสภณ
สิทธิชัย พรหมศร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7904/2549
#269347
เปิดฉบับเต็ม

ตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 15 นั้น ปรากฏว่าขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 ได้มี พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการสื่อสารแห่งประเทศไทยฯ ออกมาใช้บังคับโดยบัญญัติให้ พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทยฯ เป็นอันยกเลิกตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไปและกำหนดให้นำ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจฯ มาใช้บังคับแทน การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพ.ร.บ. ดังกล่าวซึ่งถูกยกเลิกไปถือเท่ากับฟ้องของโจทก์ไม่ได้อ้างบทกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ไม่อาจลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้ ปัญหาเรื่องการปรับบทลงโทษเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 163 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 58 พระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 มาตรา 15

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 163 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 58 ประกอบพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 มาตรา 15 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด วางโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 1 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น เห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 163 และพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 58 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้นเห็นว่า แม้จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ในการไปรษณีย์ กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยกักซึ่งจดหมายหรือสิ่งอื่นที่ส่งทางไปรษณีย์ แต่ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติปรากฏว่า หลังเกิดเหตุมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ผลการสอบสวนการสื่อสารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งไปปลดจำเลยออกจากราชการ นับว่าจำเลยได้รับผลการกระทำความผิดของตนพอสมควรแล้ว ในชั้นพิจารณา จำเลยก็ให้การรับสารภาพอันแสดงว่า จำเลยรู้สำนึกในความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานคุมประพฤติยังมีความเห็นว่านิสัยและความประพฤติโดยทั่วไปของจำเลยไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง อยู่ในวิสัยพอที่จะแก้ไขฟื้นฟู เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีของสังคมต่อไปด้วยการรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติไว้เพื่อให้มีเจ้าพนักงานคอยแนะนำช่วยเหลือ ตักเตือนหรือสอดส่องดูแล ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำและป้องปรามมิให้จำเลยกระทำความผิดทำนองนี้อีก เห็นสมควรวางโทษปรับจำเลยด้วย

อนึ่ง ตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 มาตรา 15 นั้น ปรากฏว่าขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2546 ออกมาใช้บังคับโดยบัญญัติให้พระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 เป็นอันยกเลิกตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไป และกำหนดให้นำพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มาใช้บังคับแทน การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งถูกยกเลิกไป ถือเท่ากับฟ้องของโจทก์ไม่ได้อ้างบทกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ไม่อาจลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้ ปัญหาเรื่องการปรับบทลงโทษเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 163 และพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 มาตรา 58 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษปรับจำเลย 1,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษปรับจำเลย 500 บาท รวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วเป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำผิดทำนองนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (6) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิสารท์ ขัดเตชา
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
สุมิตร สุภาดุลย์
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7888/2549
#269343
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีการกระทำความผิดกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกัน พนักงานสอบสวนหาจำต้องระบุถึงกฎหมายที่เป็นความผิดทุกบทมาตราหรือทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไม่ แต่เมื่อใดแจ้งข้อหาอันเป็นหลักความผิดทั่วไปแล้ว ก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีก พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนความผิดทุกข้อหาได้ เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่า ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว แม้ไม่แจ้งข้อหาว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างออกไป และอยู่ในกฎหมายต่างฉบับกัน ก็มีอำนาจสอบสวนความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้ ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดฐานนี้แล้ว พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหานี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

เจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนของกลางได้จากที่บ้านของจำเลยที่ 2 อาวุธปืนดังกล่าวไม่มีเลขทะเบียนโดยถูกต้อง ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหานี้มาโดยตลอด เพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนของกลางไปในทางสาธารณะนั้น จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีพยานคนใดยืนยันว่าจำเลยที่ 2 พาอาวุธของกลางดังกล่าวติดตัวไปในทางสาธารณะด้วยแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพข้อหานี้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ข้อเท็จจริงก็ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในข้อหานี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2543 เวลากลางวันถึงวันที่ 17 เมษายน 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนพกลูกซองชนิดประกอบขึ้นเอง ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงได้และไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ และมีกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 3 นัด อันเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายที่ใช้ทำการยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่และไม่มีเหตุยกเว้นโทษตามกฎหมาย และจำเลยที่ 2 พาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนสาธารณะภายในตำบลบัวสลี่ อำเภอแม่ลาว และตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและมิใช่กรณีต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งไม่ได้รับยกเว้นโทษตามกฎหมาย และจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนกระบอกดังกล่าวยิงนายดวงจันทร์ ขันแก้ว ผู้ตาย จำนวน 1 นัด โดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน กระสุนปืนถูกผู้ตายบริเวณต้นแขนและรักแร้ด้านขวาได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลดังกล่าวสมดังเจตนาของจำเลยทั้งสอง เหตุเกิดที่ตำบลบัวสลี่ อำเภอแม่ลาว และตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เจ้าพนักงานยึดเศษหมอนกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 2 ชิ้น เศษแว่นกระดาษแข็งรองหมอนกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 4 ชิ้น ต่อมาเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนข้างต้นเป็นของกลาง แต่กระสุนปืนของกลางหมดไปในการทดลอดยิง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 289, 371 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (1) (ที่ถูก (4) ) ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ฐานมีและพาอาวุธปืนฯ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 8 เดือน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ต้องโทษสูงสุดให้จำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวและริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่เศษหมอนกระสุนปืน เศษแว่นกระดาษแข็งรองหมอนกระสุนปืนเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดจึงให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2543 เวลา 9 นาฬิกา จำเลยที่ 2 กับนายสอาด คำแก่น ได้มาพบจำเลยที่ 1 ที่บ้านโดยนายสอาดมาว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ไปฆ่านายดวงจันทร์ ขันแก้ว ผู้ตาย โดยจะให้ค่าจ้าง 8,000 บาท และนายสอาดได้จ่ายเงินมัดจำให้ก่อนเป็นเงิน 1,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 7,000 บาท นายสอาดจะนำมาให้เมื่องานเสร็จ เมื่อนายสอาดกลับไป จำเลยทั้งสองได้ตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะมีหน้าที่ชักชวนผู้ตายออกจากบ้านพักไปยังจุดที่จำเลยที่ 2 ซุ่มอยู่ จากนั้นจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2543 เวลา 13 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้ขับรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านของผู้ตายสอบถามนายเสริฐว่าผู้ตายอยู่ที่บ้านหรือไม่ นายเสริฐแจ้งว่าผู้ตายจะพักอาศัยอยู่ที่บ้านในเวลาเย็นเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงขับรถจักรยานยนต์ไปพบจำเลยที่ 2 และตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะทำทีเอาเงิน 600 บาท ไปขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ตายแล้วให้ผู้ตายนำเมทแอมเฟตามีนไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ที่บริเวณเชิงเขา จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 พกอาวุธปืนลูกซองสั้นนั่งซ้อนท้ายเดินทางไปที่ป่าละเมาะ เมื่อถึงป่าละเมาะจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ซุ่มรออยู่ ส่วนจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปพบผู้ตายที่บ้านแล้วจำเลยที่ 1 ได้ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ตาย 10 เม็ด ในราคา 600 บาท และให้ผู้ตายนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้จำเลยที่ 1 ที่บริเวณป่าละเมาะจุดที่จำเลยที่ 2 ซุ่มอยู่ ผู้ตายรับเงินจากจำเลยที่ 1 แล้วขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพักทันที ส่วนจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ไปรอยังจุดที่จำเลยที่ 2 ซุ่มอยู่ จำเลยที่ 1 รออยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยที่ 1 เห็นผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาพบที่ป่าละเมาะตามที่นัดหมายไว้ ผู้ตายมอบเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 1 จำนวน 2 เม็ด ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ซุ่มอยู่ได้ออกมาใช้อาวุธปืนที่เตรียมมายิงผู้ตาย 1 นัด ผู้ตายวิ่งหลบหนีไปทางทุ่งนา จำเลยทั้งสองไม่สามารถตามทันจึงชวนกันกลับบ้าน ต่อมาจำเลยทั้งสองได้รับเงินค่าจ้างฆ่าผู้ตายที่เหลืออีก 7,000 บาท จากนายสอาด วันที่ 18 เมษายน 2543 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา พันตำรวจโทชลอ เงินแจ้ง ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่ามีเหตุฆ่ากันตายที่สวนป่าริมกรณ์ที่เกิดเหตุจึงร่วมกับพวกออกไปตรวจที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงพบศพผู้ตาย จึงทำการบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา กับถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุ ตรวจบริเวณที่เกิดเหตุห่างจากจุดที่พบศพผู้ตายประมาณ 200 เมตร พบกระดาษหมอนกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 6 ชิ้น จึงยึดเป็นของกลาง แล้วนำศพผู้ตายไปตรวจชันสูตรพลิกศพที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ พันตำรวจโทชลอร่วมกับแพทย์ทำการชันสูตรพลิกศพผู้ตาย พันตำรวจตรีอนันต์ แห้วทอง กับพวกออกสืบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุมีคนเห็นจำเลยที่ 1 พาผู้ตายออกจากบ้านเพื่อไปซื้อเมทแอมเฟตามีนมาเสพโดยใช้รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อคาวาซากิ สีเลือดหมูเป็นยานพาหนะไปรับผู้ตาย พันตำรวจตรีอนันต์ จึงไปบ้านจำเลยที่ 1 พบรถจักรยานยนต์ตามที่ได้รับแจ้งจึงสอบถามจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2543 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ไปชวนผู้ตายออกจากบ้าน โดยผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ของตนเองออกจากบ้าน แล้วจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกรวม 4 คน ฆ่าผู้ตายโดยนายอุทิศ ขันแก้ว พี่ชายผู้ตายกับนายสอาดเป็นผู้ว่าจ้างให้ฆ่าผู้ตายเป็นเงิน 8,000 บาท และนำหมายค้นของศาลเข้าไปตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 2 พบอาวุธปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนอีก 2 นัด จำเลยที่ 2 รับว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนกระบอกดังกล่าวยิงผู้ตายจึงจับกุมจำเลยทั้งสองและแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 อีกกระทงว่าพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม พันตำรวจโทชลอพนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยทั้งสองไว้ดำเนินคดีพร้อมจัดทำบัญชีของกลางคดีอาญาเพิ่มเติม ในชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนได้พาจำเลยทั้งสองไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ พร้อมถ่ายรูปประกอบสำนวนการสอบสวน สำหรับอาวุธปืนของกลางตรวจพิสูจน์แล้วผู้ชำนาญการพิเศษมีความเห็นว่าใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์

จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามโจทก์ฟ้องโดยอ้างฐานที่อยู่ และในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้าย บังคับ ขู่เข็ญให้รับสารภาพ ทั้งยังบังคับให้แสดงท่าทางให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปและไม่เคยรู้จักผู้ตายมาก่อน

จำเลยที่ 2 นำสืบว่า วันที่ 24 เมษายน 2543 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจมาค้นบ้านจำเลยที่ 2 พบอาวุธปืนลูกซอง 1 กระบอก แล้วพาไปที่บ้านนายสอาด คำแก่น พบกับจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งจำเลยที่ 2 ว่าฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายดวงจันทร์ ขันแก้ว ผู้ตาย ถูกอาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.4 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง โจทก์คงมีแต่ร้อยตำรวจเอกสุวิทย์ มีนาเมิน และพันตำรวจตรีอนันต์ แห้วทอง เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยทั้งสองมาเบิกความแต่เพียงว่าเหตุที่จับกุมจำเลยทั้งสองเพราะตรวจยึดอาวุธปืนและรถจักรยานยนต์ของกลางได้จากที่บ้านของจำเลยทั้งสองเท่านั้น สำหรับอาวุธปืนของกลางเมื่อมีการส่งไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับเศษหมอนกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 2 ชิ้น ที่ตรวจยึดได้จากบริเวณที่เกิดเหตุ ก็ไม่สามารถตรวจยืนยันได้ว่าเศษหมอนกระสุนปืนกับเศษแว่นกระดาษแข็งรองกระสุนปืนดังกล่าวยิงมาจากอาวุธปืนของกลางหรือไม่เช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ของกลางที่อ้างว่ามีผู้ขับไปรับผู้ตายออกจากบ้านในวันเกิดเหตุ แต่ไม่มีพยานมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ประกอบกับคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ ลำพังแต่เพียงคำให้การรับสารภาพดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหานี้ชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าพนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อหาจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในกรณีที่การกระทำนั้นผิดกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกันก็ตาม พนักงานสอบสวนหาจำต้องระบุถึงกฎหมายที่เป็นความผิดทุกบทมาตราหรือทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไม่ แต่เมื่อได้แจ้งข้อหาอันเป็นหลักความผิดทั่วไปแล้ว ก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีก พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนความผิดทุกข้อหาได้ กรณีนี้เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่า ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว แม้ไม่แจ้งข้อหาว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอันมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างออกไป และอยู่ในกฎหมายต่างฉบับกัน ก็มีอำนาจสอบสวนความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้ ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตได้ ถือว่ามีการสอบสวนความผิดฐานนี้แล้ว พนักงานอัยการโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหานี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครองครอง และพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะด้วยหรือไม่นั้น ได้ความว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดอาวุธปืนของกลางได้จากที่บ้านของจำเลยที่ 2 อาวุธปืนดังกล่าวไม่มีหมายเลขทะเบียนโดยถูกต้องชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหานี้มาโดยตลอด ข้อเท็จจริงจึงเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาพาอาวุธปืนของกลางไปในทางสาธารณะนั้นจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่มีพยานคนใดยืนยันว่าจำเลยที่ 2 พาอาวุธปืนของกลางดังกล่าวติดตัวไปในทางสาธารณะด้วยแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพข้อหานี้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ข้อเท็จจริงก็ยังไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดในข้อหานี้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงจำคุก 8 เดือน และริบอาวุธปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 134 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายประพรรณ์ คำแก่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7887/2549
#266917
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาท 7 ฉบับ ให้แก่โจทก์ เพื่อเป็นการชำระหนี้ตามกฎหมายที่มีอยู่จริง ที่เกิดจากการซื้อขายสินค้าประเภทเครื่องสำอาง คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายข้อเท็จจริงแล้วว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าประเภทเครื่องสำอางอันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 แล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้แนบเอกสารที่แสดงถึงมูลหนี้มาท้ายฟ้องด้วยก็ตาม เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณา คำฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2539 วันและเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหนองคาย จำนวน 7 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าประเภทเครื่องสำอางอันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเช็คทั้งเจ็ดฉบับไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารซิตี้แบงก์ เอ็น. เอ. สำนักงานใหญ่ เพื่อให้เรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ฉบับแรกถึงฉบับที่ 5 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 ฉบับที่ 6 และฉบับที่ 7 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2539 โดยให้เหตุผลว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่าย โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยมีเจตนาออกเช็คที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหรือในขณะที่ออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คหรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คได้ หรือห้ามธนาคารมิให้ให้เงินตามเช็คโดยเจตนาทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 รวม 7 กระทง จำคุกกระทงละ 2 เดือน เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 14 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการเขตจังหวัดหนองคายมาตั้งแต่ปี 2536 จนถึงวันที่จำเลยลาออกคือวันที่ 18 พฤศจิกายน 2539 ผู้จัดการเขตมีหน้าที่รับสมัครตัวแทนขายเครื่องสำอางของโจทก์หรือสาวมิสทินและตรวจสอบที่อยู่ผู้สมัครให้ตรงกับบัตรประจำตัวประชาชนแล้วส่งเอกสารให้โจทก์เพื่อตรวจสอบขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนขาย เมื่อเป็นตัวแทนขายแล้วมีสิทธิสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ไปขายได้ จำเลยได้แต่งตั้งตัวแทนขายแจ้งให้โจทก์ลงทะเบียนตัวแทนขายจำนวน 5 ราย คือ นางสุราง นางสุมาลี นางประทุมพร นางพิมพา และนางสาวรจนา ต่อมามีการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยระบุชื่อตัวแทนขายดังกล่าวเป็นผู้สั่งซื้อ ตามใบส่งสินค้า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2539 จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหนองคาย จำนวน 7 ฉบับ ฉบับแรกถึงฉบับที่ 5 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 จำนวนเงิน 47,390 บาท 47,269 บาท 55,660 บาท 79,442 บาท และ 6,000 บาท ตามลำดับ ฉบับที่ 6 และฉบับที่ 7 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2539 จำนวนเงิน 162,089 บาท และ 167,360 บาท ตามลำดับ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ตามเช็คเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.9 และใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ. 16 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดเพราะมิได้ระบุข้อความว่าเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย และโจทก์ไม่ได้แนบเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงมูลหนี้ซึ่งมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องมีใจความว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ 7 ฉบับ เป็นการชำระหนี้ตามกฎหมายที่มีอยู่จริง ที่เกิดจากการซื้อขายสินค้าประเภทเครื่องสำอาง คำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายข้อเท็จจริงแล้วว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าเครื่องสำอางอันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 แล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้แนบเอกสารที่แสดงถึงมูลหนี้มาท้ายฟ้องด้วยก็ตาม เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาคำฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ข้อเท็จจริงตามที่ได้วินิจฉัยมาฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยสำหรับความผิดตามเช็คเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.7 กระทงละ 2 เดือน นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า หนักเกินไปเพราะจำนวนเงินตามเช็คดังกล่าวไม่มากนัก เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับเช็คเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.6 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 4 กระทง เช็คเอกสารหมาย จ.7 จำคุก 15 วัน เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามเช็คเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 กระทงละ 2 เดือน รวม 2 กระทง เข้าด้วยแล้ว เป็นจำคุก 8 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวตวงพรหรือวิไลพร โสมนัส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายศิริ ดีวงศ์ษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประมวญ รักศิลธรรม
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7875/2549
#269440
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าเครื่องเคหภัณฑ์ เครื่องเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้า รวมทั้งอะไหล่และอุปกรณ์ของสินค้าดังกล่าว การที่โจทก์จำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องเฟอร์นิเจอร์ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการประกอบธุรกิจหรือดำเนินกิจการในวัตถุประสงค์ของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น ประกอบกิจการโรงแรม การที่จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าประเภทเครื่องเฟอร์นิเจอร์จากโจทก์ก็เพื่อนำไปใช้ในกิจการโรงแรมของจำเลยที่ 1 อันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 จึงเข้าข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ฉะนั้นการที่โจทก์ฟ้องเรียกราคาค่าสินค้าประเภทเครื่องเฟอร์นิเจอร์ที่ค้างชำระจากจำเลยที่ 1 จึงต้องใช้อายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5)

การซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้กำหนดเวลาอันพึงชำระหนี้ไว้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ก็ย่อมชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 ดังนั้นเมื่อโจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว สิทธิในการเรียกร้องเอาเงินค่าสินค้าจากจำเลยที่ 1 ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าจากโจทก์แต่ละคราว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ 5 รายการ เป็นเงิน 1,037,044.40 บาท จำเลยทั้งสี่จะต้องชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2542 แต่ไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,402,087.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,079,894.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับสินค้า โจทก์ส่งสินค้าตามที่กล่าวอ้างให้แก่จำเลยที่ 1 ตามใบสั่งซื้อตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2538 หากนับเวลาตั้งแต่จำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าตามฟ้องจนถึงวันฟ้องเกินกำหนดเวลา 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,037,044.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 8 โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการค้าเครื่องเคหภัณฑ์ เครื่องเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้ารวมทั้งอะไหล่และอุปกรณ์ของสินค้าดังกล่าว การที่โจทก์จำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องเฟอร์นิเจอร์ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการประกอบธุรกิจหรือดำเนินกิจการในวัตถุประสงค์ของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น ประกอบกิจการโรงแรม การที่จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าประเภทเครื่องเฟอร์นิเจอร์จากโจทก์ก็เพื่อนำไปใช้ในกิจการโรงแรมของจำเลยที่ 1 อันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 จึงเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ฉะนั้นการที่โจทก์ฟ้องเรียกราคาค่าสินค้าประเภทเครื่องเฟอร์นิเจอร์ที่ค้างชำระจากจำเลยที่ 1 จึงต้องใช้อายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่ากรณีเช่นนี้ต้องถืออายุความ 2 ปี นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า อายุความ 5 ปี เริ่มนับแต่เมื่อใด เห็นว่าการซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้กำหนดเวลาอันพึงชำระหนี้ไว้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 ดังนั้น เมื่อโจทก์ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว สิทธิในการเรียกร้องเอาเงินค่าสินค้าจากจำเลยที่ 1 ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าจากโจทก์แต่ละคราว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์ที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อและค้างชำระราคาแก่โจทก์มี 4 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 988,980 บาท เมื่อคิดส่วนลดที่โจทก์ลดให้ร้อยละ 2 และภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 7 แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า การสั่งซื้อสินค้ามีเงื่อนไขการชำระราคาตามใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ.6 อันมีเงื่อนไขว่าการจ่ายเงินจะกระทำต่อเมื่อแผนกบัญชีได้รับใบเสร็จและใบอินวอยซ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายและผ่านการตรวจสอบแล้ว เมื่อโจทก์ได้ส่งใบกำกับภาษี/ใบส่งของและใบส่งของชั่วคราวของสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อทั้งสี่ครั้ง ให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2542 จึงต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2542 นั้น เห็นว่า เงื่อนไขตามใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ.6 เป็นเพียงเงื่อนไขที่ว่าผู้ซื้อจะชำระเงินแก่ผู้ขายต่อเมื่อผู้ขายได้ส่งใบเสร็จรับเงินและใบส่งของใบแจ้งหรือแสดงรายการสินค้าที่ขายให้แก่ผู้ซื้อเท่านั้น หาใช่กำหนดเวลาชำระค่าสินค้าไม่ ทั้งการที่โจทก์จำหน่ายสินค้าแก่จำเลยตามใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 2 ถึง 5 ก็มิได้เป็นการจำหน่ายตามใบสั่งซื้อเอกสารหมาย จ.6 ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ไม่อาจรับฟังได้

ปัญหาที่วินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระราคาค่าสินค้าแก่โจทก์เพียงใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์ที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์และค้างชำระราคามี 4 ครั้ง ตามใบสั่งของชั่วคราวเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 2 ถึง 5 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 988,980 บาท เมื่อคิดส่วนลดที่โจทก์ลดให้ร้อยละ 2 และภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 7 แล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 1,037,044.40 บาท แต่ตามใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 2 พนักงานของจำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าวันที่ 26 มิถุนายน 2539 เมื่อพิจารณาเวลาดังกล่าววันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ซึ่งเป็นวันฟ้องได้พ้นกำหนด 5 ปีแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าสินค้าตามใบส่งของชั่วคราวดังกล่าวได้ ส่วนค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระอีก 3 ครั้ง ตามใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย จ.9 แผ่นที่ 3 ถึง 5 พนักงานของจำเลยที่ 1 รับสินค้าจากโจทก์แทนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2539 วันที่ 28 ตุลาคม 2539 และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 เมื่อนับระยะเวลาดังกล่าวถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์ตามใบส่งของชั่วคราวใน 3 ครั้งหลังจึงไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามใบส่งของชั่วคราวใน 3 ครั้งหลังดังกล่าว โดยคิดหักส่วนลดให้โจทก์ลดให้ร้อยละ 2 ของราคาสินค้าและรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเป็นเงิน 830,386.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดแต่ละคราว แต่โจทก์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2542 จึงให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ขอ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 830,386.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1) ม. 203
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซี.แอล.สตีล เฟอร์นิเจอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงแรมราชาออคิด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7874/2549
#266895
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 49 (1) แห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 บัญญัติให้มติเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายร่วมกันในข้อบังคับตามมาตรา 32 (10) ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด เมื่อคะแนนเสียงเจ้าของร่วมตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 มีจำนวน 1,000 คะแนน การประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2543 มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 341.63 คะแนน ผลการนับคะแนนเสียงให้เปลี่ยนแปลงอัตราเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเดิมที่กำหนดไว้ตารางเมตรละ 100 บาทต่อปี เป็นตารางเมตรละ 180 บาทต่อปี โดยเสียงข้างมากเห็นด้วย 240.19 คะแนน แม้ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 39.2 กำหนดให้มติเกี่ยวกับเรื่องการปรับอัตราเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ให้ใช้เสียงข้างมากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมเท่านั้น แต่การประชุมเจ้าของร่วมเพื่อแก้ไขอัตราส่วนค่าใช้จ่ายร่วมกันหรือค่าใช้จ่ายส่วนกลางอยู่ในความหมายของมาตรา 49 (1) ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นข้อบังคับที่ขัดหรือแย้งกับบทแห่ง พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 3 บัญญัติว่า บรรดากฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือ ซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายร่วมกันจึงต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด มติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 2 ก็ยกขึ้นฎีกาได้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุด มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการเพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และการกระทำใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวตามมติของเจ้าของร่วม เมื่อจำเลยที่ 2 จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมเกี่ยวกับเรื่องการปรับอัตราค่าใช้จ่ายส่วนกลางในกิจการของจำเลยที่ 1 ภายในขอบอำนาจและวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนรายงานการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2543 ฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2543 และรายงานการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2544 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2544 และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2543 และ 2544 ขึ้นใหม่ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 42,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ต่อกระแสไฟฟ้า น้ำประปา เข้าห้องชุดเลขที่ 137/48 และห้องชุดเลขที่ 137/222 และร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 42,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่ดำเนินการต่อกระแสไฟฟ้า น้ำประปา เข้าห้องชุดทั้งสองของโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2543 และที่ประชุมมีมติให้เปลี่ยนแปลงอัตราเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเดิมเป็นอัตราใหม่ชอบด้วยข้อบังคับของจำเลยที่ 1 และในการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2544 ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ประชุมมีมติรับรองรายงานการประชุมประจำปี 2543 ให้เปลี่ยนแปลงอัตราเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางได้ ซึ่งเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับ ดังนั้นเจ้าของร่วมทุกคนรวมทั้งโจทก์จึงต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางส่วนที่เพิ่มขึ้นขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 16,561.78 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 17,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 20 สิงหาคม 2544 (ที่ถูกฟ้องวันที่ 27 สิงหาคม 2544)) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสำหรับฟ้องแย้ง 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 49 (1) แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 บัญญัติให้มติเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายร่วมกันในข้อบังคับตามมาตรา 32 (10) ต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด เมื่อคะแนนเสียงเจ้าของร่วมทั้งหมดตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 มีจำนวน 1,000 คะแนน การประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมประจำปี 2543 มีผู้เข้าประชุมทั้งหมด 341.63 คะแนน ผลการนับคะแนนเสียงให้เปลี่ยนแปลงอัตราเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเดิมที่กำหนดไว้ตารางเมตรละ 100 บาทต่อปี เป็นตารางเมตรละ 180 บาทต่อปี โดยเสียงข้างมากเห็นด้วย 240.19 คะแนน แม้ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ข้อ 39.2 กำหนดให้มติเกี่ยวกับเรื่องการปรับอัตราเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ให้ใช้เสียงข้างมากของจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมเท่านั้น เห็นว่า ค่าใช้จ่ายร่วมกันในข้อบังคับตามมาตรา 32 (10) ของพระราชบัญญัติดังกล่าว คือค่าใช้จ่ายร่วมกันของเจ้าของร่วมตามมาตรา 18 นั่นเอง การประชุมเจ้าของร่วมเพื่อแก้ไขอัตราส่วนค่าใช้จ่ายร่วมกันหรือค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในความหมายของมาตรา 49 (1) ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ด้วย ดังนั้น ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นข้อบังคับที่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ซึ่งมาตรา 3 บัญญัติว่า บรรดากฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือ ซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน กล่าวคือ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายร่วมกันต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด มติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีประเด็นในคดีที่ต้องย้อนไปวินิจฉัยถึงผลการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ก่อน การประชุมเปลี่ยนแปลงแก้ไขในครั้งนี้ ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 2 ก็ยกขึ้นฎีกาได้ว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุด มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการเพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวตามมติของเจ้าของร่วม เมื่อจำเลยที่ 2 จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมเกี่ยวกับเรื่องการปรับอัตราค่าใช้จ่ายส่วนกลางในกิจการของจำเลยที่ 1 ภายในของอำนาจและวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 77 ม. 820
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 18 ม. 49
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกัลโลเน่ เทลออโดโร่
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดวี.ไอ.พี.คอนโดเชน พัทยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายธีรวิชช์ ควรเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายพรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7873/2549
#268277
เปิดฉบับเต็ม

เจตนารมณ์ของกฎหมายในการร้องทุกข์ก็เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทราบว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและประสงค์จะให้มีการนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ร. ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และต่อมาได้นำเจ้าพนักงานตำรวจค้นร้านที่เกิดเหตุและจับจำเลยส่งพนักงานสอบสวน จากนั้น ร. จึงได้ร้องทุกข์อีกครั้ง โดยการร้องทุกข์ครั้งหลังมีข้อความระบุถึงตัวผู้กระทำผิดและลักษณะของความผิดชัดเจนถือได้ว่าคดีนี้มีการร้องทุกข์โดยชอบและทำให้การสอบสวนในเวลาต่อมาชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทดนตรีกรรม สิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุของผู้เสียหายโดยนำเอางานซึ่งมีลิขสิทธิ์ตามฟ้องไปบรรจุในเครื่องอ่านข้อมูล แล้วแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาภาพและเสียง แพร่ภาพ เนื้อร้อง และทำนองทางจอมอนิเตอร์ และแพร่เสียงทางลำโพงสำหรับลูกค้า ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 29 และ 69 แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทำซ้ำซึ่งงานดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ หรือสิ่งบันทึกเสียง ซึ่งไม่ใช่เรื่องการกระทำผิดเกี่ยวกับการแพร่งานดังกล่าวต่อสาธารณชน เพราะงานที่ถูกบรรจุในเครื่องอ่านข้อมูลนั้นเป็นงานที่ถูกทำซ้ำขึ้นใหม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น การเผยแพร่งานที่บรรจุไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต่อสาธารณชนจึงไม่ใช่ความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2), 28 (2) และไม่อาจถือได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ที่จะขอให้ลงโทษจำเลยในเรื่องการเผยแพร่งานซึ่งได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชน อันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (3) ด้วย เพราะโจทก์ไม่ได้อ้างบทกฎหมายตรานี้ไว้ในคำฟ้องแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 29, 69, 75 และ 76 ริบของกลาง และให้จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง คืนของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) หมายความถึง การที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่ามีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 วรรคสอง ระบุว่า คำร้องทุกข์นั้นต้องปรากฏชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องทุกข์ ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ต่างๆ ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง ความเสียหายที่ได้รับ และชื่อหรือรูปพรรณของผู้กระทำความผิดเท่าที่จะบอกได้ แสดงให้เห็นว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายในการแจ้งความร้องทุกข์นั้น ก็เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทราบว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น และประสงค์ที่จะให้มีการนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายรพีพัฒน์เข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจครั้งแรกตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี และนายรพีพัฒน์ได้นำเจ้าพนักงานตำรวจไปทำการตรวจค้นร้านที่เกิดเหตุและจับจำเลยส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไปจากนั้นนายรพีพัฒน์ยังได้ร้องทุกข์อีกครั้งตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีโดยการร้องทุกข์ในครั้งหลังนี้มีข้อความที่ระบุถึงตัวผู้กระทำความผิดและลักษณะแห่งความผิดชัดเจน ถือได้ว่าคดีนี้มีการร้องทุกข์และทำให้การสอบสวนในเวลาต่อมาชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะวินิจฉัยต่อไปในปัญหาที่ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทดนตรีกรรมสิ่งบันทึกเสียง และโสตทัศนวัสดุของผู้เสียหาย โดยนำเอาเพลงขอเลวแค่นี้ รักแท้แพ้ใกล้ชิด ชดใช้ยังไง ข้อดีที่มีเธอ ซึ่งเป็นผลงานเพลงในอัลบัมเพลงชุด "ปาน ทรู สตอรี่ ความรัก/ผู้ชาย/ปลาย่าง" ซึ่งขับร้องโดย ธนพร แวกประยูร นำไปบรรจุในเครื่องอ่านข้อมูล ซึ่งทำการแปลงสัญญาณดิจิตอลเป็นสัญญาณภาพและเสียง โดยแพร่ภาพ เนื้อร้อง และทำนองทางจอมอนิเตอร์ และแพร่เสียงผ่านทางลำโพง ไว้สำหรับบริการลูกค้า กับขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 29, 69, 75 และ 76 แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทำซ้ำซึ่งงานดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ หรือสิ่งบันทึกเสียงตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1), 28 (1) ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่งานดังกล่าวต่อสาธารณชน เพราะงานที่ถูกบรรจุในเครื่องอ่านข้อมูลนั้นเป็นงานที่ถูกทำซ้ำขึ้นใหม่หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น หาใช่งานดนตรีกรรมโสตทัศนวัสดุ หรือสิ่งบันทึกเสียงที่แท้จริงของผู้เสียหาย ตามความหมายของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 และ 28 ไม่ การเผยแพร่งานที่บรรจุไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต่อสาธารณชนจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (2), 28 (2) และไม่อาจถือได้ว่า โจทก์มีความประสงค์ที่จะขอให้ลงโทษจำเลยในเรื่องของการเผยแพร่งานซึ่งทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชน อันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ด้วย เพราะโจทก์ไม่ได้อ้างบทกฎหมายมาตรานี้ไว้ในคำฟ้องแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 28 ม. 31 (2) ม. 69 วรรคสอง ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายสุนทร บุญประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุทิน ปัทมราชวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา