คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7872/2549
#267432
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณ รับเสียงและภาพ ภาพยนตร์รายการโทรทัศน์ของโจทก์ร่วม แล้วแพร่หรือถ่ายทอดสัญญาณนั้นผ่านสายรับสัญญาณไปยังห้องพักที่จำเลยให้บริการ อันเป็นการจัดทำงานแพร่เสียงแพร่ภาพภาพยนตร์รายการโทรทัศน์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยมิได้รับอนุญาต และเมื่อจำเลยจัดทำเพื่อให้ผู้เช่าห้องพักในอาคารที่พักของตนได้รับชมโดยผู้เช่าต้องเสียค่าเช่าซึ่งรวมถึงบริการสัญญาณเสียงและภาพตามฟ้อง จึงเป็นการกระทำความผิดเพื่อการค้า

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อเนื่องโดยมีเจตนาเดียวคือเพื่อให้ผู้เช่าห้องพักของตนได้รับฟังและรับชมรายการโทรทัศน์ที่เป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ซึ่งตราบใดที่จำเลยยังคงแพร่เสียงแพร่ภาพก็ยังเป็นการกระทำความผิดฐานนี้ การกระทำความผิดทั้งสองวันตามฟ้องจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว หาใช่หลายกรรมต่างกันดังฟ้องไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 29, 69, 79 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และขอให้สั่งจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจาณา บริษัทยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของอาคารที่พักชื่อสมัยอพาร์ทเมนท์ เปิดบริการให้ประชาชนทั่วไปเช่าห้องพัก โดยติดตั้งสายรับสัญญาณโทรทัศน์ในห้องพักที่ให้เช่าไว้ และนายถาวร โสมโมรา พนักงานบริษัทสำนักงานกฎหมายวิคเคอรี่ แอนด์ วรชัย จำกัด เช่าห้องพักเลขที่ 1205 ในอาคารที่พักของจำเลยซึ่งโจทก์และโจทก์ร่วมอ้างว่าพบการละเมิดลิขสิทธิ์งานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ร่วม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการจัดทำงานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ร่วม โดยเรียกเก็บเงินในทางการค้าหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณรับเสียงและภาพภาพยนตร์รายการโทรทัศน์ของโจทก์ร่วม แล้วแพร่หรือถ่ายทอดสัญญาณนั้นผ่านสายรับสัญญาณไปยังห้องพักเลขที่ดังกล่าว อันเป็นการจัดทำงานแพร่เสียงแพร่ภาพภาพยนตร์รายการโทรทัศน์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต และเมื่อจำเลยจัดทำเพื่อให้ผู้เช่าห้องพักในอาคารที่พักของตนได้รับชมโดยผู้เช่าต้องเสียค่าเช่าซึ่งรวมถึงบริการสัญญาณเสียงและภาพตามฟ้อง จึงเป็นการกระทำความผิดดังกล่าวเพื่อการค้าตามฟ้องส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวหลายกรรมต่างกันในวันที่ 5 มีนาคม 2546 กระทงหนึ่ง และในวันที่ 18 เดือนเดียวกันอีกกระทงหนึ่งนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยในคดีนี้เห็นได้ว่าเป็นความผิดต่อเนื่องโดยมีเจตนาเดียวคือเพื่อให้ผู้เช่าห้องพักของตนได้รับฟังและรับชมรายการโทรทัศน์ที่เป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ซึ่งตราบใดที่จำเลยยังคงแพร่เสียงแพร่ภาพก็ยังเป็นการกระทำความผิดฐานนี้ การกระทำความผิดทั้งสองวันดังกล่าวจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว หาใช่หลายกรรมต่างกันดังฟ้องไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 (1), 69 วรรคสอง ให้ลงโทษปรับ 100,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังจำเลยแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี และให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาแก่เจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 76.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 29 (1) ม. 69 วรรคสอง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
บริษัทยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น
โจทก์ร่วม — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประสูติ อัศววิบูลย์พันธุ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชัย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7855/2549
#269426
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาจำเลยกล่าวถึงข้อเท็จจริงมีใจความว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ซึ่งแม้ความผิดฐานดังกล่าวจะยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่เนื่องจากโจทก์จำเลยนำสืบมีสาระตรงกันข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายรู้จักกับจำเลยจากการแนะนำของนางสาว ศ. ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียหาย เพราะจำเลยต้องการร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย และในวันเกิดเหตุผู้เสียหายกับนางสาว ศ. พากันไปบ้านจำเลย โดยผู้เสียหายทราบแต่แรกแล้วว่าการไปบ้านจำเลยเพราะจำเลยประสงค์จะขอร่วมประเวณี เมื่อมีโอกาสอยู่ด้วยกันสองคนขณะนางสาว ศ. ขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านจำเลยไป จำเลยบอกให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายก็ถอดเอง หลังจากร่วมประเวณีแล้วผู้เสียหายก็ยอมรับเงินจากจำเลยโดยไม่ได้แสดงอาการปฏิเสธ และเมื่อนางสาว ศ. กลับมารับผู้เสียหาย จำเลยก็ไม่ได้ขัดขวาง กอปรกับขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี มีการศึกษาถึงระดับมัธยมและไม่ถึงกับไร้เดียงสา เพราะผู้เสียหายได้ยอมรับในการเบิกความตอบคำถามค้านว่า ผู้เสียหายเคยร่วมประเวณีกับชายอื่นมาก่อน แสดงว่าขณะผู้เสียหายอยู่ที่บ้านจำเลย ผู้เสียหายมีความอิสระในการเคลื่อนไหวไม่ได้อยู่ในความควบคุมของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการตัดอำนาจการปกครองของบิดามารดาผู้เสียหาย จึงไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ดังนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ได้แม้ว่าความผิดฐานนี้จะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 6 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี โดยปราศจากเหตุอันสมควรไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 11 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นความผิดสองกระทง คือ ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี เป็นกระทงหนึ่ง และฐานพรากผู้เยาว์เป็นอีกกระทงหนึ่ง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยทั้งสองกระทง กระทงแรกจำคุก 6 ปี และกระทงหลังจำคุก 5 ปี จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะความผิดกระทงแรก ส่วนกระทงหลังมีคำสั่งไม่รับฎีกาโดยอ้างเหตุผลว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ความผิดฐานพรากผู้เยาว์จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยยอมรับมาในฎีกาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราและได้รู้สำนึกในความผิดดังกล่าวแล้ว แต่ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก บัญญัติเป็นความผิดไม่ว่าผู้เสียหายจะยินยอมหรือไม่ โดยมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และยังคงวางโทษปรับไว้อีกสถานหนึ่ง แสดงว่ากฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครองเด็กหญิงที่มีอายุไม่เกิน 15 ปี การกำหนดโทษจึงต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ตามบทบัญญัติกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 45 ปี ส่วนผู้เสียหายมีอายุเพียง 14 ปี เป็นการกระทำความผิดต่อเด็กหญิงซึ่งมีอายุแตกต่างกับจำเลยมากกว่า 30 ปี พฤติการณ์ในการกระทำความผิดนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุก 6 ปี ในความผิดฐานนี้ นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะลงโทษจำเลยเบากว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนด

อนึ่ง ฎีกาจำเลยกล่าวถึงข้อเท็จจริงมีใจความว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ซึ่งแม้ความผิดฐานดังกล่าวจะยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เนื่องจากโจทก์จำเลยนำสืบมีสาระตรงกันข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายรู้จักกับจำเลยจากการแนะนำของนางสาว ศ. ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียหาย เพราะจำเลยต้องการร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย และในวันเกิดเหตุผู้เสียหายกับนางสาว ศ. พากันไปบ้านจำเลยโดยผู้เสียหายทราบแต่แรกแล้วว่าการไปบ้านจำเลยเพราะจำเลยประสงค์จะขอร่วมประเวณี เมื่อมีโอกาสอยู่ด้วยกันสองคนขณะนางสาว ศ. ขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านจำเลยไป จำเลยบอกให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้า ผู้เสียหายก็ถอดเอง หลังจากร่วมประเวณีแล้วผู้เสียหายก็ยอมรับเงินจากจำเลยโดยไม่ได้แสดงอาการปฏิเสธ และเมื่อนางสาว ศ. กลับมารับผู้เสียหาย จำเลยก็ไม่ได้ขัดขวาง กอปรกับขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี มีการศึกษาถึงระดับมัธยม และไม่ถึงกับไร้เดียงสา เพราะผู้เสียหายได้ยอมรับในการเบิกความตอบคำถามค้านว่า ผู้เสียหายเคยร่วมประเวณีกับชายอื่นมาก่อนแสดงว่าขณะผู้เสียหายอยู่ที่บ้านจำเลย ผู้เสียหายมีความอิสระในการเคลื่อนไหวไม่ได้อยู่ในความควบคุมของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการตัดอำนาจการปกครองของบิดามารดาผู้เสียหาย จึงไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ ดังนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ได้แม้ว่าความผิดฐานนี้จะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ด้วยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายจรัญ พนมสวย
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7854/2549
#266858
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น จำเลยได้กระทำความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาผู้เสียหายไปกระทำการค้าประเวณี เพื่อการอนาจาร ทั้งนี้โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี ครบองค์ประกอบความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดต่อเสรีภาพและความผิดต่อ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ตามที่ได้กล่าวหาแล้ว โดยถ้อยคำในฟ้อง แสดงให้เห็นถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดอยู่ในตัวพอสมควรที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี อีกทั้งยังมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ แล้ว เมื่อพิจารณาประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธโดยตลอด และนำสืบต่อสู้คดีได้ทุกประเด็นถูกต้องตามประเด็น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม และชอบด้วยกฎหมายแล้ว และที่จำเลยฎีกาว่าคำฟ้องต้องบรรยายว่ามีการกระทำของจำเลยอย่างชัดเจนนั้น ก็เป็นรายละเอียดของการกระทำซึ่งโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาและจำเลยก็สามารถนำพยานเข้าต่อสู้หักล้างได้ในภายหลังไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 283, 283 ทวิ, 295, 310, 310 ทวิ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 12

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 นางสาวบุญธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่, 12 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 295, 310 วรรคหนึ่ง, 310 ทวิ เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นธุระจัดหาล่อไป หรือชักพาไปซึ่งนางสาวพรพรรณเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยขู่เข็ญ ให้กำลังประทุษร้าย หรือข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งนางสาวแสงเดือนเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายหรือข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งนางสาวอ้อยเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้าย หรือข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งนางสาวนันทิยาอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายหรือข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี กระทงหนึ่ง ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งนางสาวบุญธรรม อายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายหรือข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี กระทงหนึ่ง ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง นางสาวนันทิยา ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี กระทงหนึ่ง ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังนางสาวแสงเดือน ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี กระทงหนึ่ง ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังนางสาวบุญธรรม ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อข่มขืนในให้กระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี อีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุก 59 ปี จำเลยมามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเป็นเหตุบรรเทาโทษอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง สมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 44 ปี 3 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น จำเลยได้เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาผู้เสียหายไปกระทำการค้าประเวณีเพื่อการอนาจาร ทั้งนี้โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายและใช้กำลังประทุษร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย เพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี ซึ่งคำฟ้องดังกล่าวเป็นการบรรยายที่ครบองค์ประกอบของความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดต่อร่างกาย ความผิดต่อเสรีภาพ และความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ตามที่ได้กล่าวหาแล้ว โดยถ้อยคำในคำฟ้อง แสดงให้เห็นถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดอยู่ในตัวพอสมควรที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี อีกทั้งยังมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ แล้ว เมื่อพิจารณาประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธโดยตลอดและนำสืบต่อสู้คดีได้ถูกต้องตามประเด็น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่เคลือบคลุมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว และที่จำเลยฎีกาว่าคำฟ้องต้องบรรยายว่ามีการกระทำของจำเลยอย่างชัดเจนนั้น เป็นเพียงรายละเอียดของการกระทำซึ่งโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาและจำเลยก็สามารถนำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อสู้หักล้างได้ในภายหลัง ไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใด?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 283 ม. 310
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 12 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาวบุญธรรม ทองย้าย หรือ พวงย้อย
จำเลย — นายชำนาญ บัวดำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายพฤตินัย ทัศนียพิทักษ์กุล
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7853/2549
#269421
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม จำเลย มีเจตนากระทำความผิดต่อบิดามารดาผู้เสียหาย เป็นความผิดกรรมหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก

ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก และความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก จำเลยมีเจตนาเดียวกันคือพาผู้เสียหายไปกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 284, 317 วรรคสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและให้การใหม่รับสารภาพตามฟ้อง

จำเลยไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 284 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แม้ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ แต่ก็มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 13 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสืบพยานจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงและฐานร่วมกันพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำคุก 6 ปี รวมกับโทษจำคุกฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุก 12 ปีลดโทษหนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุก 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ความผิดฐานร่วมกันพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารและความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่ออนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำเลยมีเจตนากระทำความผิดต่อบิดามารดาผู้เสียหาย เป็นความผิดกรรมหนึ่งต่างหากจากความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก หาใช่ความผิดกรรมเดียวดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก จำเลยมีเจตนาเดียวกันคือ พาผู้เสียหายไปกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และมาตรา 284 วรรคแรก เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาตามมาตรา 317 วรรคสาม จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 277 ม. 287 ม. 317
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเอกพงศ์หรือเอกพงษ์หรือมด บุญเจือ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
สดศรี สัตยธรรม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7831/2549
#267524
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในสินค้าจำพวกที่ 5 เช่นเดียวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของบริษัท ค. แต่สินค้าของโจทก์เป็นคนละประเภทกับสินค้าของบริษัทดังกล่าว กล่าวคือ สินค้าของโจทก์เป็นยาและสารที่เตรียมขึ้นทางเภสัชกรรมไว้รักษาและป้องกันโรคผมร่วงหรือโรคหัวล้าน แต่สินค้าของบริษัท ค. เป็นยาทำลายหรือต่อต้านเชื้อแบคทีเรียสำหรับใช้ในการรักษาสัตว์ แม้จะเป็นยาเหมือนกันแต่ก็ใช้รักษาโรคในคนและสัตว์แตกต่างกันผู้ใช้จึงเป็นคนละกลุ่มกัน แม้เครื่องหมายการค้าทั้งสองจะคล้ายกันแต่ไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดว่ายาของโจทก์เป็นยาของบริษัท ค. หรือมีแหล่งกำเนิดจากบริษัทดังกล่าว เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนภายใต้กฎหมายอังกฤษใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Glaxo Group Limited มีวัตถุประสงค์ในการประกอบอุตสาหกรรมผลิตยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจและหน้าที่ในการกำหนดกฎระเบียบในการยื่นและการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเป็นผู้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า นอกจากนี้ยังมีอำนาจในการกำกับดูแลการคัดค้านและอุทธรณ์คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอีกด้วย จำเลยที่ 1 เป็นผู้บังคับบัญชาของนายทะเบียนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ถึงจำเลยที่ 12 เป็นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรงในการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน โจทก์ได้คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "ZYSTAR" อ่านว่า ซีสตาร์ หรือ ไซสตาร์ ซึ่งเป็นคำประดิษฐ์และไม่มีความหมาย โดยโจทก์ประสงค์ที่จะใช้กับสินค้ายาของโจทก์จำพวกที่ 5 ซึ่งได้แก่ยาและสารที่เตรียมขึ้นทางเภสัชกรรมเพื่อป้องกันโรคผมร่วงหรือโรคหัวล้าน ต่อมาในวันที่ 4 พฤษภาคม 2544 โจทก์ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "ZYSTAR" อ่านว่า ซีสตาร์ หรือ ไซสตาร์ สำหรับสินค้าจำพวกที่ 5 ตามคำขอเลขที่ 452594 ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบและพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวของโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าคำขอของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว คือเครื่องหมายการค้า คำว่า "ZYZAR" อ่านว่า "ไซตาร์" ตามคำขอเลขที่ 226577 ทะเบียนเลขที่ ค. 668 โจทก์จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เพื่อให้พิจารณารับจดทะเบียนตามคำขอของโจทก์ ต่อมาหลังจากที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาแล้ว ได้มีคำวินิจฉัยยกคำอุทธรณ์ของโจทก์และไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ โดยคณะกรรมการวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายลงท้ายด้วยอักษรตัว TAR เช่นเดียวกัน มีเสียงเรียกขานได้ใกล้เคียงกันว่า ไซสตาร์ และ ไซตาร์ จึงเป็นเครื่องหมายที่คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดสินค้า โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ทั้งนี้เพราะรูปลักษณะและเสียงเรียกขานของเครื่องหมายการค้าทั้งสองฝ่ายแตกต่างกัน กล่าวคือ เครื่องหมายการค้า "ZYSTAR" ของโจทก์ประกอบด้วยอักษรโรมันพิมพ์ใหญ่รวมทั้งสิ้น 6 ตัว ได้แก่ อักษรตัว Z, Y, S, T, A และ R สามารถออกเสียงได้ว่า "ซีสตาร์" หรือ "ไซสตาร์" มีเสียงเรียกขานเป็นสามพยางค์เรียกขานได้สองแบบคือ "ซี-สะ-ตาร์" หรือ "ไซ-สะ-ตาร์" ส่วนเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนนั้นประกอบด้วยอักษรโรมันพิมพ์ใหญ่ซึ่งมีจำนวนเพียง 5 ตัว ได้แก่อักษรตัว Z, Y, T, A และ R สามารถออกเสียงได้ว่า "ไซตาร์" มีเสียงขานดังกล่าวเป็นคำสองพยางค์เรียกขานว่า "ไซ ตาร์" ซึ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน และสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าทั้งสองเป็นสินค้าคนละประเภทกัน โดยโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้า "ZYSTAR" เพื่อเป็นที่หมายสำหรับ "ยาและสารที่เตรียมขึ้นทางเภสัชกรรมใช้รักษาและป้องกันโรคผมร่วงหรือโรคหัวล้าน" ส่วนเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนนั้น ผู้ได้รับการจดทะเบียนได้ใช้เพื่อเป็นที่หมายสำหรับ "ยาทำลายหรือต่อต้านเชื้อแบคทีเรียสำหรับใช้ในการรักษาโรคสัตว์" ซึ่งถึงแม้รายการสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายดังกล่าวจะเป็นรายการสินค้าในจำพวกสากลเดียวกัน แต่สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ และสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียน เป็นสินค้าที่มีวัตถุประสงค์ในการรักษาโรคที่ต่างประเภทและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีที่มาแตกต่างไปจากสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียน เนื่องจากสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีที่มาจากประเทศอังกฤษ ส่วนสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนมีที่มาจากประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งถ้าหากจะพิจารณาถึงสถานที่จำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า "ZYSTAR" ของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนจะเห็นว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายย่อมไม่ถูกจัดวางให้ปะปนกันและโดยทั่วไปแล้วสินค้าที่มีวัตถุประสงค์ในการรักษาโรคของมนุษย์และโรคของสัตว์ ดังเช่นสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายข้างต้นย่อมมีสถานที่ในการจำหน่ายที่แตกต่างกันประกอบกับสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ เป็นยาและสารที่เตรียมขึ้นทาเภสัชกรรมใช้รักษาและป้องกันโรคผมร่วงหรือโรคหัวล้าน ซึ่งสาธารณชนผู้ซื้อต้องพิจารณาถึงสรรพคุณของสินค้าอย่างรอบคอบก่อนใช้ อีกทั้งสินค้ายาดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์เฉพาะทางและเภสัชกรอย่างใกล้ชิด ซึ่งสินค้าดังกล่าวนี้สาธารณชนมิได้มีโอกาสในการเลือกซื้อเองแต่แพทย์เฉพาะทางจะเป็นผู้สั่งยาให้ตามอาการของโรคที่ตรวจพบและออกใบสั่งยาเพื่อให้เภสัชกรเป็นผู้จ่ายให้ และในการที่เภสัชกรจัดจ่ายยาถือได้ว่าเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของตัวสินค้าก่อนที่สาธารณชนผู้ซื้อจะได้รับสินค้าประเภทนั้นๆ เหตุนี้การที่แพทย์ผู้ที่ทำการสั่งจ่ายจะเกิดความสับสนหรือหลงผิดระหว่างเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับการจดทะเบียนจนเป็นเหตุให้เกิดการสั่งจ่ายยาผิดประเภทย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นเครื่องหมายการค้า "ZYSTAR" ของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะ และไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า นอกจากนี้โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้า "ZYSTAR" สำหรับสินค้าผลิตภัณฑ์ยาป้องกันโรคผมร่วงในต่างประเทศมาเป็นเวลานานแล้ว โจทก์ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศต่างๆ กว่า 60 ประเทศมาตั้งแต่ พ.ศ.2543 และในหลายประเทศดังกล่าวเครื่องหมายการค้า "ZYSTAR" ของโจทก์ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นโจทก์จึงใช้เครื่องหมายการค้า คำว่า ZYSTAR มาก่อนเครื่องหมายการค้าคำว่า ZYTAR ของผู้ได้รับการจดทะเบียน นับว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า ZYSTAR ดีกว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า ZYTAR ของผู้ได้รับการจดทะเบียนอาศัยข้อเท็จจริงและเหตุผลดังที่ได้กล่าวไว้ทั้งหมดข้างต้น เครื่องหมายการค้า "ZYSTAR" ตามคำขอเลขที่ 452594 ของโจทก์จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะครบถ้วนอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 ขอให้ศาลพิพากษาว่า เครื่องหมายการค้า "ZYSTAR" ตามคำขอเลขที่ 452594 ของโจทก์ ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า "ZYTAR" ตามคำขอเลขที่ 226577 ทะเบียนเลขที่ ค.668 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า และขอให้ศาลพิพากษายกคำสั่งปฏิเสธของจำเลยที่ 2 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 โดยขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 452594 ของโจทก์

จำเลยทั้งสิบสองให้การว่า เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2535 บริษัทโซลเวย์ จำกัด ซึ่งมีภูมิลำเนาและจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในประเทศเบลเยี่ยม ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ZYTAR" ในสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า "ยาทำลายหรือต่อต้านเชื้อแบคทีเรียสำหรับใช้ในการรักษาโรคสัตว์" นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้า "ZYTAR" ดังกล่าว ไม่เหมือนหรือคล้ายเครื่องหมายการค้าผู้อื่นในจำพวกเดียวกันจึงรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "ZYTAR" ไว้ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 226577 เลขทะเบียนที่ ค.668 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2541 บริษัทโซลเวย์ จำกัด ได้ขอจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้า "ZYTAR" ให้แก่บริษัทดิมมินาโค เอจี ซึ่งมีภูมิลำเนาและจดทะเบียนจัดตั้งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บริษัทแกล็กโซ กรุ๊ป ลิมิเต็ด โจทก์ในคดีนี้ได้ยื่นขอจดทะเบียนการค้า "ZYSTAR" ในสินค้าจำพวก 5 รายการสินค้า "ยาและสารที่เตรียมขึ้นทางเภสัชกรรมใช้รักษาและป้องกันโรคผมร่วงหรือโรคหัวล้าน" ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2544 ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ เลขที่ 452594 จำเลยที่ 2 ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "ZYSTAR" ที่ยื่นขอจดทะเบียนดังกล่าวไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เพราะมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้แล้ว และอาจทำให้หลงผิดได้ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 จึงมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "ZYSTAR" ของโจทก์ โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาคำอุทธรณ์ของโจทก์ โดยพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คำว่า "ZYSTAR" กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่รับจดทะเบียนไว้แล้ว คำว่า "ZYTAR" ทะเบียนเลขที่ ค.668 (คำขอจดทะเบียนเลขที่ 226577) แล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คำว่า "ZYSTAR" เป็นคำสามพยางค์ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ZY" และลงท้ายด้วยคำว่า "TAR" เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว คำว่า "ZYTAR" แตกต่างกันเพียงเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีอักษร "S" เพิ่มขึ้นมาในตำแหน่งที่ 3 อีก 1 ตัวเท่านั้น เมื่อพิจารณาถึงการเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานได้ว่า "ไซสตาร์" ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วเรียกขานได้ว่า "ไซตาร์" นับว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองมีเสียงเรียกขานใกล้เคียงกันเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเครื่องหมายที่คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อยื่นขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันจึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ส่วนหลักฐานแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศที่โจทก์นำส่งนั้น มิใช่หลักฐานที่แสดงว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้านี้มาเป็นเวลานาน หรือมีความแพร่หลายแล้วในประเทศไทย คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนและให้ยกอุทธรณ์โจทก์ ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเนื่องจากเครื่องหมายการค้า "ZYSTAR" ของโจทก์ที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้มีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วคือเครื่องหมายการค้า "ZYTAR" ทั้งรูปลักษณะตัวอักษร เสียงเรียกขานตลอดจนการยื่นขอจดทะเบียนในสินค้าจำพวกเดียวกัน (จำพวก 5) จึงอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามิอาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ ตามมาตรา 6, 13 และ 16 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามหนังสือที่ พณ 0704/2001 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2544 ตามคำขอเลขที่ 452594 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 903/2545 ที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "ZYSTAR" ตามคำขอเลขที่ 452594 ของโจทก์ต่อไป โดยให้จำกัดรายการสินค้าในจำพวก 5 เฉพาะยาและสารที่เตรียมขึ้นทางเภสัชกรรมใช้รักษาและป้องกันโรคผมร่วงหรือหัวล้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนภายใต้กฎหมายอังกฤษใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Glaxo Group Limited มีวัตถุประสงค์ในการประกอบอุตสาหกรรมผลิตยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ โจทก์มอบอำนาจให้บริษัทติลลิกีแอนด์กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ/หรือนายธเนศ เปเรร่า เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงพาณิชย์มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดกฎและระเบียบเกี่ยวกับการยื่นและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เป็นผู้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านอกจากนี้ยังมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการคัดค้านและอุทธรณ์คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 1 เป็นผู้บังคับบัญชาของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 การดำเนินการเกี่ยวกับการรับจดทะเบียนหรือไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในคดีนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่และควบคุมของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรงในการพิจารณารับหรือไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 เป็นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรงในการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 12 ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "ZYSTAR" เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2544 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 5 รายการสินค้า ยาและสารที่เตรียมขึ้นทางเภสัชกรรม ได้แก่ยาใช้บำบัดรักษาโรคผมร่วงหรือหัวล้าน ตามคำขอเลขที่ 452594 ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.6 และคำขอแก้ไขรายการสินค้าตามเอกสารหมาย จ.7 จำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบและพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วคือเครื่องหมายการค้าคำว่า "ZYTAR" ตามคำขอเลขที่ 226577 ทะเบียนเลขที่ ค.668 ซึ่งได้จดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2535 ตามเอกสารหมาย จ.9 เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะคำและเสียงเรียกขานคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว เมื่อใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันและมีรายการสินค้าครอบคลุมถึงกันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ จึงปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ตามเอกสารหมาย จ.10 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้พิจารณาอุทธรณ์โดยเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า "ZYSTAR" กับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วคือ คำว่า "ZYTAR" ตามทะเบียนเลขที่ ค.668 ตามคำขอเลขที่ 226577 เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นคำสามพยางค์ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ZY" และลงท้ายด้วยคำว่า "TAR" เช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วคำว่า "ZYTAR" แตกต่างกันเพียงเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีอักษร "S" เพิ่มขึ้นในตำแหน่งที่ 3 อีกหนึ่งตัวเท่านั้น เมื่อพิจารณาถึงการเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์เรียกขานไว้ว่า "ไซสตาร์" ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วเรียกขานได้ว่า "ไซตาร์" นับว่าเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายมีเสียงเรียกขานใกล้เคียงกัน เครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าเมื่อยื่นขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และสำหรับหลักฐานที่โจทก์นำส่งซึ่งแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.19 นั้น คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเห็นว่ามิใช่หลักฐานที่แสดงว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้านี้มาเป็นเวลานานหรือมีความแพร่หลายแล้วในประเทศไทย จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงมีมติในการประชุมครั้งที่ 24/2545 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2545 ยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนและให้ยกอุทธรณ์โจทก์

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยทั้งสิบสองมีว่า เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "ZYSTAR" ตามคำขอเลขที่ 452594 ของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันตามคำขอเลขที่ 226577 ของบริษัทคิมมินาโค เอจี ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามทะเบียนเลขที่ ค.668 จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสองมีความหมายคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องตัวอักษรและสำเนียงเรียกขานปัญหาคงมีว่าความคล้ายกันนั้นอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในสินค้าจำพวกที่ 5 เช่นเดียวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของบริษัทคิมมินาโค เอจี แต่สินค้าของโจทก์เป็นยาและสารที่เตรียมขึ้นทางเภสัชกรรมไว้รักษาและป้องกันโรคผมร่วงหรือโรคหัวล้าน แต่สินค้าของบริษัทคิมมินาโค เอจี เป็นยาทำลายหรือต่อต้านเชื้อแบคทีเรียสำหรับใช้ในการรักษาสัตว์ แม้จะเป็นยาเหมือนกันแต่ก็ใช้รักษาโรคในคนและสัตว์แตกต่างกัน ผู้ใช้จึงเป็นคนละกลุ่มกัน ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนางสาวเยาวเรศ ปิ่นแหลม พยานโจทก์ว่าโดยทั่วไปยารักษาโรคในคนจะมีจำหน่ายตามโรงพยาบาล คลินิกและร้านขายยา แต่ยารักษาโรคในสัตว์จะมีจำหน่ายในโรงพยาบาลรักษาสัตว์ คลินิกรักษาสัตว์ และร้านเคมีเกษตร ยาทั้งสองประเภทประชาชนจะใช้ความละเอียดถี่ถ้วนในการเลือกซื้อ ยารักษาโรคในคนจะเป็นบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก ในขณะที่ยารักษาโรคในสัตว์จะเป็นบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยาที่ใช้เฉพาะทางบุคคลทั่วไปไม่อาจซื้อหามาใช้เองได้ต้องมีแพทย์เป็นผู้สั่งและเภสัชกรเป็นผู้จ่าย พยานปากนี้สำเร็จปริญญาตรีทางด้านเภสัชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรและทำงานด้านยาตลอดมา ทั้งเป็นพยานผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ คำเบิกความของพยานปากนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าคำเบิกความของนายพันธุ์สวัสดิ์ พรหมรส นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า นายกนก ฌายีเนตร นิติกรและผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและนายรุจิระ บุนนาค กรรมการเครื่องหมายการค้าและจำเลยที่ 8 ซึ่งเป็นพยานจำเลยทั้งสิบสองที่เบิกความลอยๆ ว่า ยาทั้งสองประเภทมีจำหน่ายในร้านเดียวกัน ประชาชนสามารถหาซื้อได้เองตามร้านขายยาทั่วไป คำเบิกความของนางสาวเยาวเรศจึงรับฟังได้เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อที่ว่าสินค้าของโจทก์เป็นคนละประเภทกับสินค้าของบริษัทอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วดังกล่าวมาข้างต้น จึงเห็นว่าแม้เครื่องหมายการค้าทั้งสองจะคล้ายกัน แต่ไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดว่ายาของโจทก์เป็นยาของบริษัทคิมมินาโค เอจี หรือมีแหล่งกำเนิดจากบริษัทดังกล่าว ความคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ฉะนั้นเครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของจำเลยทั้งสิบสองมีว่าโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า แม้ก่อนยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์จะมิได้แถลงแก่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจำเลยที่ 1 ว่ามีเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสิบสองอ้างก็ตาม เพียงข้อเท็จจริงดังกล่าวจะถือว่าโจทก์ไม่สุจริตไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายบังคับให้โจทก์ต้องกระทำเช่นนั้นก่อนยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — แกล็กโซ กรุ๊ป ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7820/2549
#266894
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปและกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมนั้น จำเลยมิได้รับอนุญาตจากบิดามารดาและผู้ปกครองดูแลผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคหนึ่ง

การพรากผู้เยาว์กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไม่ว่าผู้เยาว์จะเต็มใจไปด้วยหรือไม่ แม้ฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 318 ก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 278, 284, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง, 278, 284 วรรคหนึ่ง, 318 วรรคสาม เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา (ที่ถูกต้องระบุว่า "และฐานกระทำอนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม" ด้วย) สองกระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี ฐานพรากผู้เยาว์ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 13 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรากระทงหลังกับความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทหนักแต่เพียงกระทงเดียว รวมจำคุก 10 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราทั้ง 2 ครั้ง และเมื่อฟังว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราแล้ว การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดฐานพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารและฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ด้วย อย่างไรก็ตามการที่จำเลยพาผู้เสียหายไปและกระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรานั้น จำเลยก็มิได้รับอนุญาตจากบิดาและนายทองศูนย์พี่ชายผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลผู้เสียหายให้พาผู้เสียหายไป จึงเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ซึ่งแม้โจทก์จะมิได้ระบุอ้างบทมาตราดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้องก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายดังกล่าวที่พิจารณาได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์บางส่วน ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 กับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 318 วรรคสาม เป็นความผิด 2 กรรมต่างกันนั้น เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา 319 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะต้องวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 318 วรรคหนึ่ง ม. 319 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเพลิน พงษ์เจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายประวิทย์ อิทธิชัยวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
ดิเรก อิงคนินันท์
มานะ ศุภวิริยกุล
อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7807/2549
#267852
เปิดฉบับเต็ม

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายกาค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 ก็ต่อเมื่อเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมาย

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 16 ประกอบมาตรา 6 ไม่ได้วางหลักเกณฑ์ในการทำคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไว้อย่างชัดเจน คงถือเป็นหลักเกณฑ์ได้ว่า ในการใช้ดุลพินิจที่จะปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แล้วแต่กรณี จะต้องให้เหตุผลในการปฏิเสธคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และต้องเป็นเหตุที่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ายังมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจกึ่งตุลาการ อาจเทียบเคียงได้กับการทำคำพิพากษา จึงต้องนำหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 มาใช้บังคับโดยอนุโลม คือ การให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) และ (5) หากคำวินิจฉัยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ดังกล่าว ย่อมถือได้ว่า ชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายกาค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ซึ่งการให้เหตุผลในระดับที่วิญญูชนสามารถเข้าใจได้ก็ถือเป็นการให้เหตุผลที่เพียงพอแล้วมิใช่เป็นเหตุผลลอยๆ หรือคลุมเครือ หรือต้องให้เหตุผลในรายละเอียดทุกเรื่อง

การจดทะเบียนเครื่องหมายบริการในต่างประเทศ ย่อมเป็นเรื่องของกฎหมายแต่ละประเทศที่จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และเป็นดุลพินิจของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าของแต่ละประเทศ มิใช่เงื่อนไขที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องยอมรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวให้ในประเทศไทยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อการซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยมีการจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกันสินเชื่อดังกล่าว ในการประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์นั้น โจทก์ได้ระดมทุนด้วยการออกหลักทรัพย์ขายให้แก่นักลงทุนสถาบันต่างๆ ทั่วโลก หลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่โจทก์นำออกขาย ได้แก่ หลักทรัพย์ประเภทหนี้หรือเรียกว่า debt securities ในการระดมทุนดังกล่าว โจทก์ใช้เครื่องหมายบริการคำว่า REFERENCE NOTES และ REFERENCE BILLS โดยเรียกชื่อโครงการระดมทุนดังกล่าวว่า REFERENCE NOTES PROGRAM และ REFERENCE BILLS PROGRAM โจทก์ได้โฆษณาเผยแพร่การออกหลักทรัพย์ภายใต้เครื่องหมายการค้าทั่วโลก ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2544 โจทก์ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการทั้งสองต่อสำนักงานเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับบริการต่างๆ ในจำพวก 36 รายการบริการ (1) บริการด้านการเงิน (2) บริการด้านการเงินที่เกี่ยวกับเงินกู้โดยการจำนอง (3) บริการด้านการเงินที่เกี่ยวกับการค้ำประกันการจำนอง แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ โดยเห็นว่าเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะโจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของนายทะเบียนการค้า แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งยืนตามความเห็นของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์เห็นว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรการเครื่องหมายการค้าไม่ได้แสดงรายละเอียดของข้อเท็จจริงที่นำไปสู่เหตุผลในการปฏิเสธ เป็นการอ้างถ้อยคำของกฎหมายลอยๆ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำว่า REFERENCE NOTES และ REFERENCE BILLS ของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะและแยกความแตกต่างระหว่างบริการของเจ้าของรายหนึ่งกับบริการของเจ้าของรายอื่นได้ สมควรได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ตามกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้า คำว่า REFERENCE NOTES และ REFERENCE BILLS ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 463344 และ 463345 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ อันชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า และดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการทั้งสองเครื่องหมายต่อไป

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การว่า คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอของโจทก์เป็นคำสั่งที่มีเหตุผลถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว หลักฐานที่โจทก์กล่าวอ้างเพื่อประกอบข้อพิสูจน์ว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์ได้โฆษณาเผยแพร่จนถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะเพราะความมีชื่อเสียงนั้น ยังถือไม่ได้ว่าเครื่องหมายการบริการของโจทก์มีการเผยแพร่จนทำให้สาธารณชนทั่วไปในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจบริการดังกล่าวแตกต่างจากบริการอื่น ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด เพราะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงินที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการประกอบธุรกิจให้สินเชื่อเพื่อการซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยมีการจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกันสินเชื่อดังกล่าว ในการประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์นั้น โจทก์ได้ระดมทุนด้วยการออกทรัพย์ขายให้แก่นักลงทุนสถาบันต่างๆ ทั่วโลก หลักทรัพย์ประเภทหนึ่งที่โจทก์นำออกขายได้แก่ หลักทรัพย์ประเภทหนี้หรือเรียกว่า debt securities เกี่ยวกับคดีนี้โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า Reference Bills และ Reference Notes แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธการรับจดทะเบียนและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่วินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงยังไม่เป็นที่สุด และหลักเกณฑ์ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ในการพิจารณานั้น ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ซึ่งศาลฎีกาได้เคยมีบรรทัดฐาน เห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 หากเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการพิจารณาในส่วนของกฎหมายนี้ จะเห็นว่า การทำคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นไปตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 16 ประกอบมาตรา 6 ซึ่งระบุไว้ว่า ถ้านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่า เครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนรายใดทั้งเครื่องหมาย หรือส่วนหนึ่งส่วนใดอันเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้านั้นไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายนั้น และมีหนังสือแจ้งคำสั่งพร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบโดยไม่ชักช้าส่วนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้านั้นเป็นไปตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง จึงเห็นได้ว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ได้วางหลักเกณฑ์ในการทำคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไว้อย่างชัดเจนคงถือเป็นหลักเกณฑ์ได้ว่า ในการใช้ดุลพินิจที่จะปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แล้วแต่กรณี จะต้องให้เหตุผลในการปฏิเสธคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว และต้องเป็นเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ยังมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจกึ่งตุลาการ (Quasi judicial power) ดังนั้น คำวินิจฉัยดังกล่าวอาจเทียบเคียงได้กับการทำคำพิพากษา และนำหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 มาใช้บังคับโดยอนุโลมซึ่งในกรณีนี้คือ การให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวง และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) และ (5) ตามลำดับ หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ดังกล่าว เช่นเป็นการให้เหตุผลโดยมีพยานหลักฐานสนับสนุน หรือมีเหตุเพียงพอหรือไม่ขัดแย้งกับพยานหลักฐาน หรือเป็นการให้เหตุผลโดยสุจริตย่อมถือได้ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ซึ่งการให้เหตุผลในระดับที่วิญญูชนสามารถเข้าใจได้ก็ถือเป็นการให้เหตุผลที่เพียงพอแล้ว หาใช่เป็นเหตุผลลอยๆ หรือคลุมเครือ หรือต้องให้เหตุผลในรายละเอียดทุกเรื่องตามที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใดไม่ คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในกรณีที่ว่าเครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 (2) หรือไม่ ซึ่งการนำตัวบทกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงว่าเครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่มีการกำหนดชัดเจนดังที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการตรวจสอบว่า การใช้ดุลพินิจในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ ดุลพินิจในขั้นตอนการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ดุลพินิจในขั้นตอนการปรับบทกฎหมายและดุลพินิจในขั้นตอนการตัดสินใจ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวนับเป็นหลักเกณฑ์ (Approach) ที่มีรายละเอียดชัดเจนและสามารถนำไปใช้ในการพิจารณาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้เช่นกัน ส่วนข้อที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กล่าวถึงการใช้ดุลพินิจที่มิได้วิปริตวิปลาสถึงขนาดที่ไม่อาจคาดเห็นได้ว่าจะมีวิญญูชนคนใดวินิจฉัยได้เช่นนั้นเป็นการพิจารณาถึงระดับของการใช้ดุลพินิจซึ่งเปรียบเทียบจากมาตรฐานตามหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจโดยทั่วไปนั่นเอง และเป็นถ้อยคำต่อเนื่องจากการพิจารณาว่า ถ้อยคำในกฎหมายมีความหมายที่วิญญูชนเข้าใจได้และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในเรื่องนั้นๆ ไม่ใช่การวางหลักเกณฑ์ใหม่ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า ถ้าดุลพินิจที่ใช้ไม่วิปริตปลาสก็ถือว่าถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใดไม่ ทั้งคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้พิจารณาการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว กับให้เหตุผลในการตรวจสอบดุลพินิจของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไว้โดยชัดแจ้ง สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับการที่โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวในต่างประเทศแล้วนั้น ย่อมเป็นเรื่องของกฎหมายแต่ละประเทศที่จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และเป็นดุลพินิจของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าของแต่ละประเทศ หาใช่เงื่อนไขที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้องยอมรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวให้ในประเทศไทยด้วยแต่อย่างใดไม่ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ในทำนองว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนึกคิดคาดเดาเองว่า การใช้คำดังกล่าวทำให้เข้าใจบริการของโจทก์เป็นบริการเกี่ยวกับตราสารทางการเงินที่ใช้เพื่อการอ้างอิงนั้น หาได้เป็นไปตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใดไม่ เพราะศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กล่าวอ้างหลักฐานและหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้ง ถือว่า คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 ม. 16 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เฟเดรัล โฮม โลน มอร์ทเกจ คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7795/2549
#267838
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 1 มีข้อความว่า "ผู้จะขายยอมตกลงขายที่นาฝากไว้... เป็นราคาเงิน 200,000 บาท มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญาถึงวันที่ 1 เมษายน 2543 หากไม่มีเงิน 200,000 บาท มาคืนให้ผู้ซื้อ ผู้ขายยอมให้ที่นาจำนวน 15 ไร่ ตามสัญญาให้แก่ผู้จะซื้อ ณ วันที่ 1 เมษายน 2543" มีความหมายเพียงว่า จำเลยที่ 1 จะยอมให้กรรมสิทธิ์ในที่นาตกไปยังโจทก์ทั้งสองก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงิน 200,000 บาท คืนแก่โจทก์ทั้งสองเมื่อถึงเวลาที่กำหนด มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้กรรมสิทธิ์ในที่นาตกไปยังโจทก์ทั้งสองทันทีโดยมีข้อตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 อาจไถ่ที่นานั้นคืนได้ในภายหลัง อันจะต้องด้วยลักษณะของสัญญาขายฝากตาม ป.พ.พ. มาตรา 491 แต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนหนึ่งไปจากโจทก์ทั้งสองและตกลงว่าจะชำระคืนให้ อันเข้าลักษณะเป็นการกู้เงิน และหนังสือสัญญาดังกล่าวย่อมใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้ แม้โจทก์ทั้งสองจะกล่าวมาในคำฟ้องด้วยว่าจำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินแก่โจทก์ทั้งสอง ก็เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงเท้าความถึงข้อความที่ปรากฏในหนังสือสัญญา ซึ่งโจทก์แนบสำเนามาท้ายคำฟ้องเท่านั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าต้องด้วยบทกฎหมายใด โดยเฉพาะโจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องขอให้บังคับคดีเกี่ยวกับที่ดิน คงขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนท่านั้น

โจทก์อุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องเรียกเงินคืนหากวินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 เป็นสัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะ ก็ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 บังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่โจทก์ในฐานะที่เป็นลาภมิควรได้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฎีกาว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์มิใช่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น เพราะเป็นการฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยตรง มิใช่เป็นฎีกาที่ต้องห้าม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นสามีของโจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินมือเปล่าไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ แก่โจทก์ทั้งสองในราคา 200,000 บาท มีกำหนด 2 ปี โดยจะชำระเงิน 200,000 บาท เป็นการไถ่คืนภายในวันที่ 1 เมษายน 2543 หากไม่ชำระยอมให้ที่ดินแก่โจทก์ทั้งสอง โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ตามสำเนาหนังสือสัญญาท้ายฟ้อง จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำนาในที่ดินนับแต่วันขายฝาก ครั้นครบกำหนด จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง และไม่ยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำนาในที่ดิน โดยจำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเสียเอง โจทก์ทั้งสองประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 200,000 บาท และได้ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อประมาณปี 2537 นายธรรมนอง พิงสูงเนิน ซึ่งเป็นบุตรเขยของจำเลยที่ 1 และเป็นบุตรชายของจำเลยที่ 2 กู้เงินโจทก์ที่ 1 จำนวน 310,000 บาท ต่อมาปลายปี 2539 นายธรรมนองชำระหนี้บางส่วน คงค้างชำระเงินต้น 210,000 บาท จึงได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินให้ไว้แก่โจทก์ที่ 1 ตามยอดเงินดังกล่าวหลังจากนั้นนายธรรมนองชำระเงินต้นอีก 10,000 บาท คงค้างชำระเงินต้น 200,000 บาท โจทก์ที่ 1 เกรงว่านายธรรมนองจะไม่สามารถชำระดอกเบี้ย จึงติดต่อจำเลยทั้งสองเพื่อขอทำนา 15 ไร่ ต่างดอกเบี้ย และเพื่อเป็นหลักฐาน โจทก์ทั้งสองได้นำหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำมาให้จำเลยที่ 1 ลงลายพิมพ์นิ้วมือ และให้จำเลยที่ 2 ลงลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือสัญญาค้ำประกันตามเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งโจทก์ทั้งสองกับพวกกรอกข้อความไม่ตรงกับเจตนาที่ได้ตกลงกันไว้ จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้เงินหรือรับเงินจากโจทก์ทั้งสอง และไม่เคยตกลงแปลงหนี้หรือรับสภาพหนี้แทนนายธรรมนอง จำเลยที่ 1 เพียงแต่ครอบครองที่ดินไว้แทนบิดาไม่มีสิทธินำที่ดินไปทำนิติกรรมกับโจทก์ทั้งสอง สัญญาขายฝากไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องนายธรรมนองให้รับผิดตามหนังสือสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดคืนเงินแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การ แต่แถลงรับว่าเป็นผู้ค้ำประกันเงินจำนวน 200,000 บาท ตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2539 นายธรรมนอง พิงสูงเนิน ซึ่งเป็นบุตรเขยของจำเลยที่ 1 และเป็นบุตรชายของจำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้เงินโจทก์ที่ 1 จำนวน 210,000 บาท โดยมอบที่นาเนื้อที่ 31 ไร่ ให้โจทก์ที่ 1 ยึดถือไว้เป็นประกัน ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.8 ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญากับโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับที่นาแปลงดังกล่าวในเนื้อที่ 15 ไร่ และจำเลยที่ 1 ได้ลงลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ทั้งสอง ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 คดีมีปัญหาที่เห็นควรวินิจฉัยในชั้นนี้เสียก่อนว่า ข้อตกลงในหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 เข้าลักษณะเป็นสัญญาขายฝากหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองจะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนโดยอาศัยหนังสือสัญญาดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นแบบพิมพ์ของหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำที่มีช่องว่างเว้นไว้สำหรับกรอกข้อความ จำเลยที่ 1 ลงลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้จะขายโจทก์ทั้งสองลงลายมือชื่อในช่องผู้จะซื้อ และในข้อ 1 ของหนังสือสัญญามีข้อความว่า "ผู้จะขายยอมตกลงขายที่นาฝากไว้ เป็นที่นาห้วยยางชุม... เป็นราคาเงิน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) โดยจะขายที่นาไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญาถึงวันที่ 1 เมษายน 2543 หากไม่มีเงิน 200,000 บาท มาคืนให้ผู้ซื้อ ผู้ขายยอมให้ที่นาจำนวน 15 ไร่ ตามสัญญาให้แก่ผู้จะซื้อ ณ วันที่ 1 เมษายน 2543" ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า จำเลยที่ 1 จะยอมให้กรรมสิทธิ์ในที่นาตกไปยังโจทก์ทั้งสองก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงิน 200,000 บาท คือแก่โจทก์ทั้งสองเมื่อถึงเวลาที่กำหนดมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้กรรมสิทธิ์ในที่นาตกไปยังโจทก์ทั้งสองทันทีโดยมีข้อตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 อาจไถ่ที่นานั้นคืนได้ในภายหลัง อันจะต้องด้วยลักษณะของสัญญาขายฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 การที่จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญากับโจทก์ทั้งสองโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันก็แสดงอยู่ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ที่จะต้องชำระเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสอง มิฉะนั้นคงไม่ต้องมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน เพราะหากเป็นการขายฝากจำเลยที่ 1 ย่อมมีแต่สิทธิที่จะไถ่ที่นาคืนหรือไม่ก็ได้เท่านั้น การทำสัญญาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 จึงมุ่งหมายเพียงให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท คืนแก่โจทก์ทั้งสองเป็นสำคัญ ส่วนข้อที่ว่าหากไม่ชำระเงินคืนแล้วโจทก์ทั้งสองจะบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนที่นาให้แก่โจทก์ทั้งสองได้หรือไม่นั้นเป็นปัญหาอีกส่วนหนึ่งต่างหากข้อตกลงในหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 จึงไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาขายฝาก แต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนหนึ่งไปจากโจทก์ทั้งสองและตกลงว่าจะชำระคืนให้ อันเข้าลักษณะเป็นการกู้เงิน และหนังสือสัญญาดังกล่าวย่อมใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมในการที่โจทก์ทั้งสองจะนำมาฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนได้ ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ได้กล่าวมาในคำฟ้องแล้วว่าเมื่อทำหนังสือสัญญาต่อกันแล้วจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำนา ตรงกับที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาโดยเจตนาให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำนาต่างดอกเบี้ย แม้โจทก์ทั้งสองจะกล่าวมาในคำฟ้องด้วยว่าจำเลยที่ 1 ขายฝากที่ดินแก่โจทก์ทั้งสอง ก็เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงเท้าความถึงข้อความที่ปรากฏในหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งโจทก์แนบสำเนามาท้ายคำฟ้องเท่านั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าต้องด้วยบทกฎหมายใด โดยเฉพาะคดีนี้โจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องขอให้บังคับคดีเกี่ยวกับที่ดิน คงขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินคืนเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 เข้าลักษณะเป็นสัญญาขายฝากและตกเป็นโมฆะเพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยอาศัยหนังสือสัญญาดังกล่าวได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นเรื่องการปรับบทกฎหมายเกี่ยวข้องกับอำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งสอง เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ว่าจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยนั้น เมื่อปรากฏว่าคู่ความได้สืบพยานมาจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว ประกอบกับผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้โจทก์ทั้งสองฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยใหม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์ทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงิน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ไปจากโจทก์ทั้งสองแล้ว ซึ่งนอกจากได้ความจากโจทก์ทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานแล้ว โจทก์ทั้งสองยังมีนายนิพนธ์ ว่องประจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านผู้เขียนสัญญาเป็นพยานเบิกความสนับสนุน พยานโจทก์ปากนี้เป็นพยานคนกลางไม่มีเหตุที่จะเบิกความเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับเงินจากโจทก์ทั้งสอง เงินจำนวน 200.000 บาท เป็นหนี้เงินกู้ที่นายธรรมนองยังติดค้างแก่โจทก์ที่ 1 นายธรรมนองประสงค์จะเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ จำเลยที่ 1 จึงทำสัญญากับโจทก์ทั้งสองโดยมีเจตนาเพียงให้สิทธิโจทก์ทั้งสองเข้าทำนาในที่ดินต่างดอกเบี้ย แต่ภายหลังมีการกรอกข้อความลงในหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ไม่ตรงกับที่ได้ตกลงกันไว้นั้นพยานจำเลยที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นธรรมนอง นางแหวนเพชร อ่อนชัย หรือนายแสวง เพชรแก้ว ล้วนเป็นญาติใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้นได้ความว่าหนังสือสัญญาดังกล่าวทำที่บ้านโจทก์ทั้งสอง นายธรรมนองกับนายแสวงลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ส่วนนางแหวนเพชรลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 ประกอบกับนายนิพนธ์ผู้เขียนสัญญาก็เป็นผู้ใหญ่บ้าน พฤติการณ์มีลักษณะเป็นการนัดทำสัญญา จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และพยานจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจะลงลายพิมพ์นิ้วมือและลายมือชื่อไว้ก่อนโดยยังไม่มีการกรอกข้อความ ฉะนั้นหากเงินจำนวน 200,000 บาท เป็นหนี้จำนวนเดียวกับที่นายธรรมนองค้างชำระอยู่แก่โจทก์ที่ 1 จริง อย่างน้อยก็น่าจะมีการบันทึกให้ปรากฏไว้บ้าง หนังสือสัญญากู้เงินที่นายธรรมนองทำไว้แก่โจทก์ที่ 1 ก็ปรากฏว่ามิได้มีการคืนให้แก่กัน นอกจากนี้ยังได้ความตามสำเนาบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.7 ที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าจำเลยที่ 2 ให้ถ้อยคำยอมรับต่อผู้แทนนายอำเภอหนองบัวระเหวในคราวที่โจทก์ทั้งสองไปร้องเรียนว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในการกู้เงินจากโจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่าหากผิดสัญญายอมยกที่นาให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและไม่ยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าทำนา และในชั้นพิจารณาคดีนี้จำเลยที่ 2 ยังคงแถลงรับต่อศาลชั้นต้นว่าเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในเงินจำนวน 200,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้คัดค้านว่าไม่ถูกต้อง พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 รูปคดีมีเหตุเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงิน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ไปจากโจทก์ทั้งสองแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสองตามกำหนด จำเลยที่ 1 จึงผิดสัญญา ต้องรับผิดชำระเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 แต่โจทก์ทั้งสองขอคิดดอกเบี้ยในส่วนนี้นับแต่วันฟ้อง จึงบังคับให้เท่าที่โจทก์ขอ และเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเช่นเดียวกัน ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ตั้งประเด็นมาในคำแก้ฎีกาว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งสองต้องห้ามเพราะมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นการฟ้องเรียกเงินคืน หากวินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 เป็นสัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะก็ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 บังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่โจทก์ทั้งสองในฐานะที่เป็นลาภมิควรได้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ดังนี้ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฎีกาว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมิใช่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นเพราะเป็นการฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยตรงหาใช่เป็นฎีกาที่ต้องห้ามไม่ แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า หนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาขายฝาก จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตามฎีกาของโจทก์ทั้งสอง"

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 491 ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรัส ชั้นชัยภูมิ กับพวก
จำเลย — นางประยูร โงนขำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7779/2549
#266974
เปิดฉบับเต็ม

คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแต่จำเลยที่ 1 กำลังรับโทษตามคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอ้างว่า มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน อันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ดังนี้จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษเสียใหม่ให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จึงไม่อาจแก้ไขโทษตามคำพิพากษาได้นั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะอำนาจในการมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ในกรณีเช่นนี้เป็นอำนาจของศาลชั้นต้น

เมื่อจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งสำนวนดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อพิจารณาตามลำดับชั้นศาล แต่ศาลชั้นต้นกลับส่งสำนวนมายังศาลฎีกาอันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา 198 ทวิ แต่เมื่อคดีได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งยกคำสั่งของศาลชั้นต้นได้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2538 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2549 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 66 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทนอันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ขอให้เปลี่ยนแปลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549 ว่า คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จึงไม่อาจแก้ไขโทษตามคำพิพากษาได้

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้อ้างให้ชัดแจ้งว่าคำสั่งของศาลไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายใด และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีนี้จะถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 กำลังรับโทษตามคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอ้างว่า ภายหลังกระทำความผิดได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ออกบังคับใช้ ซึ่งมาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 66 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทนอันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษเสียใหม่ให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 (1) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จึงไม่อาจแก้ไขโทษตามคำพิพากษาได้นั้น เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะอำนาจในการมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ในกรณีเช่นนี้เป็นอำนาจของศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นก็สั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ครั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อพิจารณาตามลำดับชั้นศาล แต่ศาลชั้นต้นกลับส่งสำนวนมายังศาลฎีกาอันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 198 ทวิ อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่าคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำสั่งของศาลชั้นต้นได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งใหม่

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 28 มีนาคม 2549 และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 1
ป.วิ.อ. ม. 198 ทวิ
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายพรชัย พรหมทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายจำนงค์ สุดใจใหม่
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7779/2549
#269335
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้จะถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วก็ตาม แต่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ หากปรากฏว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยแล้วก็ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลให้กำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังได้ ตามคำร้องของจำเลยที่อ้างว่า ภายหลังกระทำความผิดได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)ฯ ออกใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 26 ของพ.ร.บ.ดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 66 และมาตรา 91 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ และให้ใช้ความใหม่แทนอันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย ดังนั้น จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษเสียใหม่ให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2538 ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2549 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 66 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทนอันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ขอให้เปลี่ยนแปลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549 ว่า คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จึงไม่อาจแก้ไขโทษตามคำพิพากษาได้

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้อ้างให้ชัดแจ้งว่าคำสั่งของศาลไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายใด และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่รับอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้คดีนี้จะถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 กำลังรับโทษตามคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ หากปรากฏว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ก็ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลให้กำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังได้ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 อ้างว่า ภายหลังกระทำความผิดได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ออกใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 66 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทนอันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษเสียใหม่ให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว จึงไม่อาจแก้ไขโทษตามคำพิพากษาได้นั้น เป็นการไม่ถูกต้องเพราะอำนาจในการมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ในกรณีเช่นนี้เป็นอำนาจของศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นก็สั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ครั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อพิจารณาตามลำดับชั้นศาล แต่ศาลชั้นต้นกลับส่งสำนวนมายังศาลฎีกาอันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะมีคำสั่งยกคำสั่งของศาลชั้นต้นได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งใหม่"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 28 มีนาคม 2549 และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 19 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายพรชัย พรหมทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7755/2549
#267506
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านปกปิดการร้องขอให้ ส. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ เพราะประสงค์จะช่วยเหลือและคุ้มครองประโยชน์ของ ส. โดยคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล นอกจากนั้นผู้คัดค้านยังเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบิดาผู้คัดค้านฟ้อง ค. และ บ. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ ส. เพิกถอนการโอนที่ดินของ ป. พี่ชาย ส. ทั้งผู้คัดค้านยังได้แจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้พิทักษ์ของ ส. ให้ดำเนินคดีแก่ ค. ในข้อหายักยอกทรัพย์ของ ส. การที่ผู้คัดค้านแจ้งความดำเนินคดีก็ดี การฟ้องคดีก็ดี ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านได้กระทำในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้คัดค้านมีคดีในศาลกับพี่น้องร่วมบิดามารดากับ ส. และมิใช่ผู้ที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้อนุบาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นางสาวเสริม เป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้นางสาวเสริม เป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาล และยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่านางสาวเสริม เป็นคนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความอนุบาลของนางกุหลาบ ผู้ร้องและนางสาวดวงสมร ผู้คัดค้าน ร่วมกัน

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า นางสาวเสริมเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของผู้คัดค้าน นางสาวเสริมเป็นบุตรนายหลังและนางสอน บิดามารดาถึงแก่กรรมแล้ว นางสาวเสริมมีพี่น้องร่วมบิดามารดากันดังนี้ นายทองสุข ถึงแก่กรรมแล้ว นายพรม บิดาของผู้คัดค้าน นางจันทร์ นางสาวบุญรอด นางสาวบุญมา นางกุหลาบ ผู้ร้อง นายสาคร นายอินทร์ ถึงแก่กรรมแล้ว ผู้คัดค้านเป็นบุตรของนายพรม และเป็นหลานของนางสาวเสริม นางสาวเสริมเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9002 ตำบลบางกะปิ อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีตลาด ป.พลาซ่า ปลูกสร้างอยู่ นางสาวเสริม อายุ 80 ปี ป่วยเป็นโรคหัวใจล้มเหลว มีอาการติดเชื้อที่ปอด และทางเดินปัสสาวะต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลมิชชั่นและโรงพยาบาลศรีสยาม ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เจ้าพนักงานเขตคันนายาวมีคำสั่งให้นางสาวเสริมรื้อถอนตลาด ป.พลาซ่า เนื่องจากไม่ได้ขออนุญาตก่อสร้าง และได้มีการแจ้งความดำเนินคดีแก่นางสาวเสริม ปัจจุบันนางสาวเสริมพักรักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤตที่โรงพยาบาลศรีสยาม ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้พิทักษ์ของนางสาวเสริมคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุสมควรให้ผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเสริม เพียงคนเดียวหรือไม่ เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 วรรคสอง บัญญัติว่า บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล การแต่งตั้งผู้อนุบาล อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาลและการสิ้นสุดของความเป็นผู้อนุบาล ให้เป็นไปตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายนี้ และตามมาตรา 1587 บัญญัติว่า บุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้วอาจถูกตั้งเป็นผู้ปกครองได้ เว้นแต่

(1) ผู้ซึ่งศาลสั่งว่าเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ

(2) ผู้ซึ่งเป็นบุคคลล้มละลาย

(3) ผู้ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะปกครองผู้เยาว์หรือทรัพย์สินของผู้เยาว์

(4) ซึ่งมีหรือเคยมีคดีในศาลกับผู้เยาว์ ผู้บุพการีหรือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดากับผู้เยาว์

(5) ผู้ซึ่งบิดาหรือมารดาที่ตายได้ทำหนังสือระบุชื่อห้ามไว้มิให้เป็นผู้ปกครอง

เหตุที่ผู้ร้องอ้างมาดังกล่าวว่า ผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมนางสาวเสริม ไม่ได้ช่วยออกค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลก็ได้ความจากผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านอยู่กับนางสาวเสริมตั้งแต่เด็กจนถึงปี 2531 ไม่ปรากฏว่านางสาวเสริม ได้ตั้งข้อรังเกียจผู้คัดค้านแต่อย่างไร ผู้ร้องได้นำนางสาวเสริมมาอยู่กับผู้ร้องก็ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้ทำความเสื่อมเสียให้แก่นางสาวเสริม ภายหลังนางสาวเสริมเจ็บป่วยจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านไม่เคยไปเยี่ยมนางสาวเสริมก็เป็นแต่ข้ออ้างของผู้ร้องเท่านั้น และเหตุที่ผู้คัดค้านไม่ไปเยี่ยมนางสาวเสริม ก็ไม่ใช่เหตุที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้อนุบาล ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านไม่เคยช่วยออกค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านเป็นหลานนางสาวเสริมแต่ผู้ร้องกับนางสาวเสริมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันจึงควรเป็นหน้าที่ของผู้ร้องเสียมากกว่าและเงินที่นำมาเป็นค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ใช่เงินของผู้ร้องทั้งหมด แต่ผู้ร้องนำเงินค่าเช่าตลาด ป.พลาซ่า มาเป็นค่าใช้จ่ายมิใช่ผู้คัดค้านไม่เคยช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายดังกล่าวแต่อย่างไร เพราะได้ความจากนางกรรณิกา เจ้าหน้าที่แผนกการเงินโรงพยาบาลมิชชั่นพยานผู้ร้อง ว่าผู้คัดค้านเคยชำระค่ารักษาพยาบาลให้นางสาวเสริม นับว่าผู้คัดค้านได้ช่วยเหลือตามความสามารถในฐานะหลานของนางสาวเสริมแล้ว ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้คัดค้านปกปิดการร้องขอให้นางสาวเสริมเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ก็ไม่ใช่เหตุที่ผู้คัดค้านไม่เหมาะสมเป็นผู้อนุบาล แต่กลับทำให้เห็นว่าผู้คัดค้านประสงค์จะช่วยเหลือและคุ้มครองประโยชน์ของนางสาวเสริม อีกทั้งคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาจึงไม่ได้ความว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์ปกปิดการร้องขอให้นางสาวเสริมเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และผู้ร้องกล่าวอ้างต่อมาว่าผู้คัดค้านมีคดีความในศาลกับนายสาคร และยังเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบิดาผู้คัดค้าน ฟ้องนายสาครและนางสาวบุญมา เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่าผู้คัดค้านได้แจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้พิทักษ์ของนางสาวเสริมให้ดำเนินคดีแก่นายสาคร ในข้อหายักยอกทรัพย์และผู้คัดค้านเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบิดาผู้คัดค้านเป็นโจทก์ฟ้องนายสาคร และนางสาวบุญมา ให้เพิกถอนการโอนที่ดินของนายทองสุข พี่ชายนางสาวเสริม การที่ผู้คัดค้านแจ้งความดำเนินคดีก็ดี การฟ้องคดีก็ดี ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านได้กระทำในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่เรื่องที่ผู้คัดค้านมีคดีในศาลกับพี่น้องร่วมบิดามารดากับนางสาวเสริม และที่ผู้ร้องอ้างเป็นข้อสุดท้ายว่า ผู้คัดค้านหาผลประโยชน์ในที่ดินของนางสาวเสริมเป็นของตนเอง โดยผู้คัดค้านทราบดีอยู่แล้วว่า การปลูกสร้างตลาด ป.พลาซ่าโดยไม่รับอนุญาต และจะต้องถูกรื้อถอน แต่กลับนำไปให้พ่อค้าแม่ค้าเช่า โดยหวังผลประโยชน์จากค่าเช่าที่ผู้คัดค้านจะได้รับไว้เอง ผู้ร้องก็ไม่มีหลักฐานที่แสดงว่า ผู้คัดค้านเก็บเงินค่าเช่าดังกล่าวไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัว กลับได้ความจากผู้คัดค้านภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้พิทักษ์ของนางสาวเสริมแล้ว ผู้คัดค้านได้ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของนางสาวเสริมพบว่า นายสาครเป็นผู้เช่าที่ดินของนางสาวเสริมได้ก่อสร้างตลาด ป.พลาซ่า แล้วนำออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงเพื่อทำการค้าขายสินค้า ต่อมาเจ้าหน้าที่เขตคันนายาวแจ้งว่าตลาดป.พลาซ่าปลูกสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีการแจ้งความดำเนินคดีแก่นางสาวเสริม ผู้คัดค้านจึงอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นว่า นางสาวเสริมมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดและทำหนังสือขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันตลาด ป.พลาซ่ายังไม่ได้ถูกรื้อถอนและถูกปรับวันละ 30,000 บาท ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเขตคันนายาว ผู้คัดค้านได้นำป้ายผังขนาดใหญ่ไปติดที่ตลาด ป.พลาซ่า รวมทั้งแจกใบปลิวแก่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดว่าผู้คัดค้านในฐานะผู้พิทักษ์ของนางสาวเสริมขอเลิกสัญญาเช่าเดิม เห็นได้ว่า ขณะนางสาวเสริมอยู่กับผู้ร้อง ผู้ร้องไม่ได้ดูแลรักษาทรัพย์สินของนางสาวเสริม แต่กลับปล่อยให้นายสาครนำที่ดินของนางสาวเสริมไปหาประโยชน์จนเป็นเหตุให้นางสาวเสริมต้องถูกดำเนินคดี และเมื่อผู้คัดค้านเป็นผู้พิทักษ์แล้วจึงทราบว่าที่ดินดังกล่าวมีปัญหาและแก้ไข โดยผู้คัดค้านเป็นคู่สัญญาเองโดยระบุในหนังสือสัญญาเช่าอาคารแผงลอยหรือร้านค้าว่า ผู้ให้เช่าเป็นผู้พิทักษ์นางสาวเสริม ตามคำสั่งศาลแสดงให้เห็นเจตนาของผู้คัดค้านว่าเป็นการกระทำการแทนเพื่อประโยชน์ของนางสาวเสริม จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่า ผู้คัดค้านหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินของนางสาวเสริมเป็นของตนเอง ในทางกลับกันสัญญาเช่าที่ดินระหว่างนางสาวเสริมและบริษัท จ้าวซัน จำกัด มีนายสาครเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ มีนางจันทร์ และผู้ร้องเป็นพยาน ในการทำสัญญานายสาครเป็นผู้จับนางสาวเสริมพิมพ์ลายนิ้วมือลงในสัญญา ซึ่งผู้ร้องทราบดีว่าขณะนั้นนางสาวเสริมมีอาการสั่นและเป็นช่วงที่นางสาวเสริมป่วยอยู่ หลังจากบริษัท จ้าวซัน จำกัด ทำสัญญากับนางสาวเสริมแล้วในวันเดียวกันบริษัท จ้าวซัน จำกัด นำที่ดินบางส่วนไปให้บริษัท เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด เช่าช่วงเดือนละ 30,000 บาท และนำที่ดินส่วนที่เหลือมาปลูกสร้าง ตลาด ป.พลาซ่า นำออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงนับว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นให้นายสาครนำที่ดินของนางสาวเสริมไปหาผลประโยชน์ โดยจ่ายผลประโยชน์ให้แก่นางสาวเสริมเพียงเล็กน้อย ตามพฤติการณ์ของผู้ร้องดังกล่าว หากให้ผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเสริมเพียงคนเดียวอาจทำให้ทรัพย์สินของนางสาวเสริม ได้รับความเสียหาย เมื่อผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้เป็นผู้อนุบาลแล้ว เพื่อผลประโยชน์และความผาสุกของนางสาวเสริม ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลของนางสาวเสริมร่วมกัน จึงเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1587 (3) ม. 1587 (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวกุหลาบ ปอประสิทธิ์
ผู้คัดค้าน — นางสาวดวงสมร ปอประสิทธิ์หรือจันจะนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายภัทรศักดิ์ ศิริสินธว์
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิป จิตต์สำเริง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วิชา มหาคุณ
เกษม วีรวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7739/2549
#266878
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตราที่ประทับของบริษัทโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจจะมิใช่ตราประทับอันเดียวกับตราที่ได้จดทะเบียนไว้ แต่ก็มีรูปลักษณ์ ขนาดและตัวอักษรชื่อบริษัทโจทก์เช่นเดียวกับที่จดทะเบียนไว้ ทำให้สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นตราของโจทก์ เมื่อกรรมการ 2 ใน 5 คน ลงชื่อกระทำการแทนบริษัทโจทก์ตามข้อบังคับถูกต้อง หนังสือมอบอำนาจจึงสมบูรณ์ใช้บังคับผูกพันโจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 431,201 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ข้องต้นเงิน 413,127 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 413,127 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2541) ต้องไม่เกิน 18,074 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามหนังสือรับรองระบุว่ากรรมการที่มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์กระทำการแทนโจทก์ได้ การที่กำหนดให้ประทับตราสำคัญของโจทก์ลงในเอกสารต่าง ๆ เช่นนี้ก็เพื่อแสดงว่าบริษัทเป็นผู้ทำเอกสารนั้น แม้ตราที่ประทับในหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่ตราประทับอันเดียวกับตราที่ได้จดทะเบียนไว้ แต่ก็มีรูปลักษณ์ ขนาด และอักษรชื่อบริษัทโจทก์เช่นเดียวกับตราที่จดทะเบียนไว้ สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นตราของโจทก์ เมื่อนายบวรและนายวิไชยกรรมการ 2 ใน 5 คน ของโจทก์ร่วมกันลงลายมือชื่อประทับตราดังกล่าวในหนังสือมอบอำนาจตรงตามข้อบังคับที่โจทก์กำหนดไว้ จึงมีผลว่าโจทก์เป็นผู้ทำหนังสือมอบอำนาจโดยถูกต้องสมบูรณ์ใช้บังคับผูกพันโจทก์ได้ โจทก์ไม่จำเป็นต้องนำสืบว่าตราที่ประทับนั้นใช้อยู่เป็นประจำในกิจการของโจทก์ดังเช่นที่จำเลยฎีกากล่าวอ้าง โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 1167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอมฟอร์ม จำกัด
จำเลย — บริษัทดูอิ้งเวล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิเชียร วชิรประทีป
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิทยา บุญชู
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7721/2549
#268541
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก โดยอ้างว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ซึ่งไม่ใช่ภริยาจำเลย โดยใช้กำลังประทุษร้าย และผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก อันเป็นความผิดที่รวมการกระทำตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ด้วยแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ได้ หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 8 ปี ฐานให้ที่พักพิงคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานให้ที่พักพิงคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นการจับกุม คงจำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 5 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานให้ที่พักพิงคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุมแล้ว คงจำคุก 3 ปี 12 เดือน ยกฟ้องฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาประการสุดท้ายที่จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก แต่ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก จึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า แม้ความผิดที่โจทก์ฟ้องจะขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก โดยอ้างว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ซึ่งไม่ใช่ภริยาของจำเลย โดยใช้กำลังประทุษร้ายและผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก อันเป็นความผิดที่รวมการกระทำตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ด้วยแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ได้ หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคแรก ม. 277 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจาง เหยินเจี๊ย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายทัดชัย บัวสอน
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7721/2549
#269411
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่เดือนเมษายน 2545 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นการร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ผู้เสียหายทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ในบ้านของจำเลยและถูกจำเลยข่มขู่ว่าหากไม่ยิมยอมให้จำเลยกระทำชำเราจะส่งตัวผู้เสียหายให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง ผู้เสียหายอยู่ในภาวะเสียเปรียบไม่อาจต่อสู้ขัดขืนจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของตนได้ ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก อันเป็นความผิดที่รวมการกระทำตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ด้วยแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีควมผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 8 ปี ฐานให้ที่พักพิงคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานให้ที่พักพิงคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นการจับกุม คงจำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 5 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานให้ที่พักพิงคนต่างด้าวเพื่อให้พ้นจากการจับกุมแล้ว คงจำคุก 3 ปี 12 เดือน ยกฟ้องฐานะกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อเท็จจริงข้อแรกมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อจำเลยทราบว่า ผู้เสียหายตั้งครรภ์ได้ประมาณ 2 เดือน ก็ไม่ได้กระทำชำเราผู้เสียหายอีก แต่ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ยืนยันว่า ผู้เสียหายตั้งครรภ์มาแล้วประมาณ 15 สัปดาห์ซึ่งนานกว่า 3 เดือน ผู้เสียหายตั้งครรภ์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2546 ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเกินกว่า 3 เดือน นับแต่ที่รู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ที่ผู้เสียหายเบิกความว่าตนเองตั้งครรภ์เมื่อใดนั้นเป็นเพียงกะประมาณเองเท่านั้นจะฟังแน่นอนยังไม่ได้เพราะผู้เสียหายไม่ใช่แพทย์ประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของผู้เสียหายซึ่งมีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่เดือนเมษายน 2545 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2546 เป็นการร้องทุกข์ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาข้อต่อมามีว่า ผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ในบ้านของจำเลย ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุถูกจำเลยข่มขู่ว่าหากไม่ยิมยอมให้จำเลยกระทำชำเราจะส่งตัวผู้เสียหายให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง จึงเห็นได้ว่าเหตุการณ์ในขณะนั้นผู้เสียหายอยู่ในภาวะเสียเปรียบไม่อาจต่อสู้ขัดขืนจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของตนได้ จึงต้องจำยอมให้จำเลยกระทำชำเราตามที่ต้องการ ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายยินยอมให้กระทำชำเราตนเองจึงไม่ต้องรับผิด และหลังเกิดเหตุผู้เสียหายเรียกเงินจากจำเลย 200,000 บาท เพื่อยุติคดีนั้น เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ เพื่อให้ตนเองพ้นความรับผิดเท่านั้น ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

ปัญหาประการสุดท้ายที่จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก แต่ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก จึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า แม้ความผิดที่โจทก์ฟ้องจะขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก โดยอ้างว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยโดยใช้กำลังประทุษร้าย และผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก อันเป็นความผิดที่รวมการกระทำตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ด้วยแล้วศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามความผิดที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ได้ หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 276 ม. 277
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจาง เหยินเจี๊ย
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7716/2549
#267513
เปิดฉบับเต็ม

อนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ใช้ชื่อและแสดงถึงสิ่งประดิษฐ์ว่าเป็นโต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียว โดยมีคำอธิบายส่วนภูมิหลังว่าวิธีการดังกล่าวจะช่วยลดความเสียหายจากขั้นตอนของการต่อชิ้นส่วน หากผู้ประกอบไม่ชำนาญพอ และอื่นๆ โดยมีข้อถือสิทธิในวิธีการประดิษฐ์ว่าเป็นโต๊ะที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนขาโต๊ะซึ่งทำจากการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียวและมีบทสรุปว่า โต๊ะมีลักษณะประกอบด้วยชิ้นส่วนขาโต๊ะที่ขึ้นรูปครั้งเดียว ความสำคัญของอนุสิทธิบัตรของจำเลยจึงเป็นเรื่องของกรรมวิธีการประดิษฐ์เมื่อชุดขาโต๊ะตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยทำการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียวตรงกับฟ้องโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องจำเลยเพื่อขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 นว วรรคสองแล้ว

คำขอรับอนุสิทธิบัตรของจำเลยมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์คือโต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียวและตามข้อถือสิทธิว่าการประดิษฐ์ที่ขอคุ้มครองคือโต๊ะที่มีลักษณะประกอบด้วยชิ้นส่วนขาโต๊ะทำจากการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียว สาระสำคัญทางการประดิษฐ์ที่จำเลยจดอนุสิทธิบัตรคือการฉีดพลาสติกขาโต๊ะขึ้นรูปครั้งเดียว แต่การฉีดขึ้นรูปพลาสติกเพียงครั้งเดียวเป็นวิธีการผลิตที่มีมานานแล้ว งานประดิษฐ์ของจำเลยจึงมิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตามความหมายในมาตรา 65 ทวิ ประกอบด้วย มาตรา 6 วรรค (1) (2) และมาตรา 65 ทศ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 รวมถึงข้อถือสิทธิที่กล่าวถึงการประกอบขาโต๊ะทั้งสองด้านเข้าด้วยกันโดยใช้ท่อหรือคานเหล็กสองเส้นที่เจาะเป็นช่องทั้งปลายบนและล่างเพื่อใช้สกรูยึดด้านบน ส่วนด้านล่างใช้สำหรับสอดใส่ตะแกรง รวมทั้งลวดลายประกอบขาโต๊ะซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่ซับซ้อนดังมีคำอธิบายอยู่ในหนังสือ การออกแบบเครื่องเรือน ซึ่งเป็นหนังสือคู่มือการศึกษาที่แพร่หลายมาก่อนหน้าวันขอรับอนุสิทธิบัตรของจำเลย จึงถือว่าไม่ใช่การประดิษฐ์ใหม่เช่นกัน กรณีมีเหตุที่ควรเพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจผลิตฉีดขึ้นรูปพลาสติกจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และสินค้าทำด้วยพลาสติก โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า สงวนชัย ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายมาตั้งแต่ปี 2517 จนถึงปัจจุบัน โจทก์ทั้งสองได้ออกแบบและผลิตโต๊ะอเนกประสงค์โดยใช้วิธีฉีดขึ้นรูปพลาสติกอันเป็นที่รู้จักแพร่หลายแล้ว จำหน่ายสู่ท้องตลาดในประเทศและต่างประเทศมาตั้งแต่ก่อนปี 2544 โต๊ะอเนกประสงค์มีหลายรูปแบบแต่มีลักษณะเหมือนกันคือ ขาโต๊ะหรือชิ้นส่วนประกอบอื่นผลิตขึ้นจากการสร้างแบบหล่อ (Mold) เพียงชิ้นเดียว แล้วใช้เครื่องฉีดพลาสติกทั่วไปฉีดขึ้นรูปตามแบบหล่อดังกล่าวเพียงครั้งเดียวออกมาเป็นขาโต๊ะหรือชิ้นส่วนประกอบเพื่อประหยัดต้นทุนและทำให้จำหน่ายได้ในราคาที่ถูกลง จำเลยเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตร เลขที่ 349 สำหรับการประดิษฐ์โต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียว โดยยื่นคำขอวันที่ 27 มิถุนายน 2544 และออกอนุสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2544 ต่อมาประมาณต้นปี 2546 จำเลยได้ขู่ว่า จะดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2542 ต่อลูกค้ารายย่อยของโจทก์ทั้งสองหากพบว่ามีสินค้าของโจทก์ทั้งสองอันมีลักษณะที่ละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลยดังกล่าวอยู่ในความครอบครองหรือจำหน่ายต่อประชาชน การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสองได้ความเสียหายเพราะลูกค้ารายย่อยของโจทก์ทั้งสองต่างตกใจกลัว ปฏิเสธไม่รับสินค้าที่ทำด้วยพลาสติกขึ้นรูปของโจทก์ทั้งสองไม่ว่าประเภทใดๆ โต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนขึ้นรูปครั้งเดียว ตามที่จำเลยอ้างในอนุสิทธิบัตรดังกล่าว ความจริงแล้วไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามความหมายของมาตรา 65 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 เพราะผู้ผลิตทั้งในและต่างประเทศรวมทั้งโจทก์ทั้งสองได้ใช้กรรมวิธีดังกล่าวผลิตเป็นสินค้าขึ้นมาจำหน่ายแพร่หลายต่อสาธารณชนทั่วไปอยู่ก่อนวันจำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรแล้ว ดังนั้นการประดิษฐ์ตามที่จำเลยอ้างจึงเป็นอนุสิทธิบัตรที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะออกอนุสิทธิบัตรหมายเลขที่ 349 ให้แก่จำเลยก็ตาม ถือว่าเป็นอนุสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 65 นว แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ขอให้พิพากษาเพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 สำหรับการประดิษฐ์โต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียวของจำเลย และให้จำเลยแจ้งคำพิพากษาดังกล่าวต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเพิกถอนทางทะเบียนซึ่งอนุสิทธิบัตรดังกล่าวด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยเองทั้งสิ้น

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 ซึ่งได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2544 ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2544 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกอนุสิทธิบัตรดังกล่าวให้แก่จำเลย เมื่อประมาณกลางปี 2545 บริษัทคลาสสิคเฟอร์ริช จำกัด ซึ่งมีจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการได้ว่าจ้างให้โรงงานฉีดพลาสติกทำการฉีดขาโต๊ะตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 ให้เพื่อส่งออกจำหน่าย แต่โรงงานดังกล่าวฉีดขาโต๊ะไม่เป็นไปตามอนุสิทธิบัตร ในระหว่างนั้นจำเลยได้ซื้อยางรองขาเตียงและยางรองขาโต๊ะต่างๆ จากโจทก์ทั้งสอง เมื่อประมาณปลายปี 2545 จำเลยได้นำตัวอย่างขาโต๊ะที่ฉีดขึ้นตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 ไปให้โจทก์ที่ 1 ดู และได้ว่าจ้างให้โจทก์ที่ 1 ทำแม่พิมพ์และฉีดขาโต๊ะตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยโดยตกลงจ่ายค่าแม่พิมพ์ 100,000 บาท และค่าฉีดขาโต๊ะชุดละ 75 บาท ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2546 โจทก์ที่ 1 ได้นำขาโต๊ะจำนวน 872 ชุด มาส่งมอบให้จำเลย จำเลยรับสินค้าไว้โดยยังไม่ได้ตรวจสอบ และในวันเดียวกันนั้นโจทก์ที่ 1 ได้นำใบเสนอราคากับคำสั่งซื้อสินค้ามาให้จำเลยลงลายมือชื่อ ต่อมาจำเลยได้ตรวจสอบพบว่าชุดขาโต๊ะที่โจทก์ที่ 1 นำมาส่งมอบนั้นมีชื่อ สงวนชัย ปั๊มติดไว้ที่ท่อพลาสติกเชื่อมระหว่างขาโต๊ะ จำเลยจึงแจ้งให้โจทก์ที่ 1 มารับชุดขาโต๊ะทั้งหมดคืนไปแก้ไขไม่ให้มีชื่อดังกล่าว และต่อมาได้แจ้งยกเลิกการผลิตกับให้คืนแม่พิมพ์ แต่โจทก์ที่ 1 เพิกเฉย ต่อมาจำเลยทราบว่าโจทก์ที่ 1 นำโต๊ะที่ผลิตขึ้นตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยออกจำหน่ายแก่ลูกค้า จำเลยพบเห็นจึงแจ้งให้ลูกค้าของโจทก์ที่ 1 ทราบว่าจำเลยเป็นเจ้าของอนุสิทธิบัตรลูกค้าของโจทก์ที่ 1 จึงส่งสินค้าโต๊ะที่ผลิตขึ้นตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยคืนให้โจทก์ที่ 1 จำเลยมิได้ขู่ลูกค้าของโจทก์ที่ 1 แต่ประการใด นอกจากนี้โต๊ะอเนกประสงค์ของโจทก์มีกรรมวิธีการประดิษฐ์ที่แตกต่างจากโต๊ะที่ผลิตขึ้นตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 ของจำเลย จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิและละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องและจำเลยไม่รู้จักไม่เคยติดต่อค้าขายกับโจทก์ที่ 2 มาก่อน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญญาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องเพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยได้หรือไม่ ในประการนี้เมื่อพิจารณาอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ใช้ชื่อและแสดงถึงสิ่งประดิษฐ์ว่าเป็นโต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียว โดยมีคำอธิบายส่วนภูมิหลังว่าวิธีการดังกล่าวจะช่วยลดความเสียหายจากขั้นตอนของการต่อชิ้นส่วน หากผู้ประกอบ (ช่าง) ไม่ชำนาญพอ และอื่นๆ โดยมีข้อถือสิทธิในวิธีการประดิษฐ์ว่าเป็นโต๊ะที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนขาโต๊ะซึ่งทำจากการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียวและมีบทสรุปว่าโต๊ะมีลักษณะประกอบด้วยชิ้นส่วนขาโต๊ะที่ขึ้นรูปครั้งเดียว ความสำคัญของอนุสิทธิบัตรของจำเลยจึงเป็นเรื่องของกรรมวิธีการประดิษฐ์ซึ่งโจทก์ทั้งสองก็ได้ฟ้องและนำสืบให้เห็นว่าเป็นกรรมวิธีเดียวกับการผลิตสินค้าของโจทก์ทั้งสอง นอกจากนี้การที่จำเลยนำพันตำรวจตรีสมเกียรติ ธรรมสาส์น พนักงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวน สอบสวนคดีเศรษฐกิจ มาเบิกความว่า จำเลยนำชั้นวางของอันเป็นวัตถุพยาน (วล.1) พร้อมอนุสิทธิบัตร หมายเลข 349 ของจำเลยไปพบและแจ้งความว่ามีผู้กระทำละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลย ซึ่งแม้จะยังไม่ได้ระบุชื่อผู้ถูกกล่าวหา แต่ก็ได้ความจากโจทก์ที่ 1 ว่าวัตถุพยาน วล.1 (หรือ ล.16) ซึ่งตรงกับสิ่งประดิษฐ์ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 เป็นสินค้าที่โจทก์ทั้งสองผลิตจำหน่าย อีกประการหนึ่งตัวจำเลยเองก็ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ทั้งสองว่าวัตถุพยาน วล.1 (หรือ ล.16 หรือ จ.3) ของโจทก์ทั้งสองเฉพาะส่วนขาโต๊ะน่าจะฉีดขึ้นรูปพลาสติกครั้งเดียวเช่นกัน นอกเหนือไปจากที่ได้มีบันทึกถ้อยคำ ในข้อ 6 ที่ว่าชุดขาโต๊ะตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยทำการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียวซึ่งก็ตรงกับฟ้องโจทก์หาใช่ไม่ตรงดังที่จำเลยกล่าวในคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยไม่ แม้ว่าวัตถุพยาน วล.1 (หรือ ล.16 หรือ จ.3) จะมีขาโต๊ะเป็น 6 ขา ต่างจากรูปทรงประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่เป็นขาโต๊ะ 4 ขา กรณีรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องจำเลยเพื่อขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 นว. วรรคสองแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง หาใช่ไม่มีอำนาจฟ้องดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปว่า สิทธิบัตรของจำเลยไม่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 นว. และมีเหตุเพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยหรือไม่ ปัญหานี้แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะยังมิได้วินิจฉัยแต่ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การรับฟังแล้ว จึงวินิจฉัยไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก่อน ซึ่งในประเด็นนี้ตัวโจทก์ทั้งสองได้ให้ถ้อยคำว่าสรุปรวมความว่า วิธีการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียวมีมานานแล้ว รวมทั้งในต่างประเทศดังตัวอย่างที่บริษัทวังอนุบาล จำกัด นำเข้าและผลิตจำหน่ายเพราะไม่ได้ใช้เทคนิคซับซ้อนแต่ประการใด ทั้งขณะจำเลยมาติดต่อการค้ากับโจทก์ทั้งสอง โจทก์ที่ 1 ยังได้นำเสนอสินค้าที่โจทก์ทั้งสองผลิตขึ้นด้วยวิธีฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียว ในทำนองเดียวกับสินค้าที่จำเลยนำมาให้ดูเป็นตัวอย่างและโจทก์ทั้งสองก็ยังผลิตโต๊ะอเนกประสงค์ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 (หรือ วล.1 หรือ จ.16) ที่เห็นในโฆษณาระบุวันที่ 11 ธันวาคม 2543 อันเป็นวันเวลาก่อนวันที่จำเลยจะยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร (วันที่ 27 มิถุนายน 2544) นอกจากนี้รูปทรงโต๊ะตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยยังไม่นับเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ เพราะโต๊ะสี่ขาเป็นเครื่องเรือนที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ทั้งการประกอบโต๊ะที่นำชิ้นส่วนมาประกอบกัน (Knock Down) ก็เป็นวิทยาการที่มีมานานแล้วดังตัวอย่างตามหนังสือการออกแบบเครื่องเรือน (Furniture Design) เอกสารหมาย จ.16 หน้า 31, 33, 83 ถึง 90 หรือแม้แต่ในเรื่องลักษณะของผลิตภัณฑ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยก็มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือกระบวนการแปรรูปพลาสติกเอกสารหมาย จ.18 ซึ่งพิมพ์จำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 2542 และโจทก์ทั้งสองยังมีนายวีระศักดิ์ ไม้วัฒนา หัวหน้ากลุ่มอนุสิทธิบัตร 1 กรมทรัพย์สินทางปัญญา มาเป็นพยานเบิกความว่า สิ่งประดิษฐ์ที่มีโครงสร้างสมมาตร แม้จะใช้วัสดุคนละชนิด เช่น ไม้หรือเหล็ก ก็ถือว่าไม่เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ รวมทั้งการเปลี่ยนลวดลายที่ไม่ได้ทำให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้วย ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยมานำสืบต่อสู้ว่า จำเลยประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ อาทิ โต๊ะ เตียง เก้าอี้ ตั้งแต่ปี 2544 โดยเป็นผู้คิดประดิษฐ์โต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียวด้วยพลาสติกและนำไปขอจดอนุสิทธิบัตรเมื่อเดือนมิถุนายน 2544 ก่อนที่จะนำตัวอย่างไปว่าจ้างโจทก์ที่ 1 ทำแม่พิมพ์และฉีดขาโต๊ะตามอนุสิทธิบัตรต่อมาเมื่อเดือนมกราคม 2546 โจทก์ทั้งสองได้นำชุดขาโต๊ะที่ผลิตขึ้นตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้ารายอื่น จำเลยจึงแจ้งให้ลูกค้ารายนั้นทราบว่า เป็นการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลย สำหรับโต๊ะอเนกประสงค์ที่โจทก์ทั้งสองนำมาฟ้องตามภาพถ่ายท้ายฟ้อง หมายเลย 1 (คือ จ.3 หรือ ล.16 หรือ วล.1) มีความแตกต่างจากชุดขาโต๊ะที่ผลิตขึ้นตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยและจำเลยมีนายประทีป กิจเจริญวงศ์ ผู้ประกอบอาชีพรับจ้างทำแม่พิมพ์และฉีดพลาสติก กับนายสกล วิธูรจิตต์ เจ้าหน้าที่สำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญามาเบิกความสนับสนุน โดยนายประทีปว่าไม่เคยเห็นสินค้าที่ผลิตตามรูปแบบของจำเลยมีจำหน่ายในท้องตลาดมาก่อน ส่วนโต๊ะพลาสติกที่ขึ้นรูปครั้งเดียวที่พบเห็นในท้องตลาดก็มีกรรมวิธีการผลิตหรือการประดิษฐ์ที่แตกต่างกันกับของจำเลย ส่วนนายสกลว่าอนุสิทธิบัตรไม่จำต้องมีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ขอเพียงเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ใหม่และสามารถประยุกต์ในงานอุตสาหกรรมได้เท่านั้น ทั้งขั้นตอนการพิจารณาก็เพียงตรวจดูว่ามีสิ่งประดิษฐ์ที่จดทะเบียนแล้วคล้ายกับที่ขอจดทะเบียนหรือไม่เป็นหลักในการพิจารณา ซึ่งตรวจดูของจำเลยแล้วไม่ปรากฎว่ามีสิ่งประดิษฐ์ที่เหมือนหรือคล้ายกับของจำเลยมาก่อน สำหรับวัตถุพยาน วล.1 (หรือ จ.3 หรือ ล.16) เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับอนุสิทธิบัตรของจำเลยแล้วมีส่วนที่แตกต่างกัน เห็นว่าปรากฎตามคำขอรับอนุสิทธิบัตรของจำเลยว่า ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์คือโต๊ะที่ประกอบจากชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปครั้งเดียว และปรากฏตามข้อถือสิทธิว่าการประดิษฐ์ที่ขอคุ้มครองคือโต๊ะที่มีลักษณะประกอบด้วยชิ้นส่วนขาโต๊ะทำจากการฉีดพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียว ดังนั้นสาระสำคัญทางการประดิษฐ์ที่จำเลยจดอนุสิทธิบัตรคือการฉีดพลาสติกขาโต๊ะขึ้นรูปครั้งเดียว ซึ่งนายสกล พยานจำเลยที่เป็นข้าราชการประจำสำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็ได้เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์โดยรับว่าการฉีดขึ้นรูปพลาสติกเพียงครั้งเดียวเป็นวิธีการผลิตที่มีมานานแล้ว เมื่อพิจารณากอปรกับใบรวมแผ่นหน้าเพลทที่เป็นในโฆษณาสินค้าของโจทก์ที่ทำจากชิ้นพลาสติกขึ้นรูปครั้งเดียว ตามเอกสารหมาย จ.3 ที่ในตอนล่างด้านขวาระบุวันเดือนปี ที่11 - 12 - 43 แสดงว่าใบโฆษณานี้ตีพิมพ์ในปี 2543 และโจทก์ที่ 2 ยังแสดงหลักฐานเป็นคู่มือการเรียนตามหนังสือเอกสารหมาย จ.17 ชื่อ ออกแบบผลิตภัณฑ์ และ จ.18 ชื่อ กระบวนการแปรรูปพลาสติก ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรก เมื่อปี 2538 และปี 2542 ตามลำดับอันเป็นเวลาก่อนวันที่จำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร โดยหนังสือเอกสารหมาย จ.17 ได้กล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากพลาสติกในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ส่วนหนังสือเอกสารหมาย จ.18 ซึ่งเป็นหนังสือแบบเรียนก็ได้อธิบายถึงเรื่องการฉีดพลาสติกเข้าเบ้า (Injection Molding) อยู่ในบทที่ 5 โดยมีลักษณะของการประดิษฐ์ไม่ต่างอะไรจากการประดิษฐ์ตามที่จำเลยจดอนุสิทธิบัตร งานประดิษฐ์ของจำเลยถึงมิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามความหมายในมาตรา 65 ทวิ ประกอบด้วย มาตรา 6 วรรค (1) (2) และมาตรา 65 ทศ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 รวมถึงข้อถือสิทธิที่กล่าวถึงการประกอบขาโต๊ะทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน โดยใช้ท่อหรือคานเหล็กสองเส้นที่เจาะเป็นช่องทั้งปลายบนและล่างเพื่อใช้สกรูยึดด้านบน ส่วนด้านล่างใช้สำหรับสอดใส่ตะแกรง รวมทั้งลวดลายประกอบขาโต๊ะซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่ซับซ้อนดังมีคำอธิบายอยู่ในหนังสือ การออกแบบเครื่องเรือน หน้า 83 ถึง 90 ซึ่งเป็นหนังสือคู่มือการศึกษาที่แพร่หลายมาก่อนหน้าวันขอรับอนุสิทธิบัตรของจำเลย จึงถือว่าไม่ใช่การประดิษฐ์ใหม่เช่นกัน กรณีมีเหตุที่ควรเพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 ของจำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น อนึ่ง เนื่องจากคำพิพากษามีสภาพบังคับจึงไม่ต้องดำเนินการแจ้งการเพิกถอนไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามคำขอท้ายฟ้อง"

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 349 ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 65 ทวิ ม. 65 นว
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจิติมา จิระพรทิพย์สกุล กับพวก
จำเลย — นางสาวกาญจนันท์ คงสาโรจน์ จำเลย
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7715/2549
#267375
เปิดฉบับเต็ม

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นั้น มีความหมายเพียงว่า ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์ต่อเจ้าพนักงานอื่นของฝ่ายบริหารต่อไปอีกไม่ได้เท่านั้น หากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

คำให้การที่ยกข้อต่อสู้เรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความในคดีนี้จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันที่รู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีด้วย แต่จำเลยไม่ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ อีกทั้งไม่ได้สืบพยานในเรื่องนี้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงเป็นกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225

เครื่องหมายการค้า ~ H2O+ ของโจทก์ได้มีการจำหน่ายเผยแพร่ โฆษณาจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และโจทก์ได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ส่วนการพิจารณาว่าเครื่องหมายบริการ ~ H2O+ เป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ศาลย่อมต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 โดยไม่จำกัดอยู่ว่าจะต้องพิจารณาเฉพาะในประเด็นที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้วินิจฉัยไว้เท่านั้น คำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า ~ H2O+ ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ก่อตั้งขึ้นตามกฎหมายมลรัฐเดลาแวร์ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า H2O PLUS L.P. มีสำนักงานแห่งใหญ่อยู่ที่ 845 เวสท์เมดิสัน สตรีท ชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ 60607 ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายการค้า เป็นผู้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า มีอำนาจในการกำกับดูแลการคัดค้านและอุทธรณ์คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์เริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2531 ผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาร่างกายส่วนบุคคลทุกชนิดสำหรับบุคคลทุกเพศทุกวัย ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการจัดการธุรกิจขายสินค้าในร้านค้าปลีก สินค้าและบริการของโจทก์ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพสูง ปัจจุบันมีร้านค้าสาขาหรือตัวแทนจำหน่ายในหลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทย มีตัวแทนคือบริษัทแลลิยองเซ จำกัด โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ~H2O+ และ H2O PLUS โดยโจทก์ได้ใช้คำทั้งสองประกอบเป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลหรือชื่อทางการค้าของโจทก์นับตั้งเป็นเวลากว่า 15 ปีแล้ว และยังใช้เครื่องหมาย H2O PLUS กับผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของโจทก์มาตั้งแต่ปี 2532 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2533 โจทก์เปิดร้านขายปลีกภายใต้เครื่องหมาย H2O PLUS ร้านแรกในประเทศอาร์เจนตินา ส่วนเครื่องหมายการค้า ~H2O+ นั้น โจทก์เริ่มใช้ครั้งแรกกับร้านขายปลีกของโจทก์ในปี 2538 และต่อมาในปี 2539 โจทก์จึงใช้เครื่องหมายการค้า ~H2O+ กับผลิตภัณฑ์และสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาร่างกายต่างๆ ของโจทก์ นอกจากนั้นโจทก์ยังได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า H2O PLUS และ ~H2O+ ตั้งแต่ปี 2533 เพื่อใช้กับสินค้าและบริการของโจทก์ในหลายประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เม็กซิโก สิงคโปร์ อาร์เจนตินา ญี่ปุ่น ในสหภาพยุโรป ในประเทศไทย เอชทูโอพลัส อิ้งค์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับโจทก์ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า H2O PLUS และรูปประดิษฐ์ไว้ตั้งแต่ปี 2536 ต่อมาจึงได้โอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ~H2O+ อ่านว่า H2O PLUS รวมสองคำขอ คือคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 463670 ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 3 และคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ 463671 ใช้กับบริการในจำพวกที่ 35 รายการบริการ จัดการธุรกิจขายสินค้าในร้านค้าปลีก นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาคำขอจดทะเบียนของโจทก์แล้วมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนโดยให้เหตุผลว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 กล่าวคือ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 เนื่องจากคำว่า H2O เป็นอักษรโรมันและเลขอารบิคไม่ได้ประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษแต่อย่างใด ส่วนที่เหลือเป็นเครื่องหมายทางพีชคณิตเป็นเครื่องหมายสามัญ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายทะเบียนจึงได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โดยคำขอเลขที่ 453670 ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 และคำขอเลขที่ 453671 ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544 โดยในคำอุทธรณ์ทั้งสองฉบับโจทก์ยืนยันถึงความมีชื่อเสียงแพร่หลายของเครื่องหมายการค้าพร้อมกับได้นำส่งหลักฐานต่างๆ เพื่อยืนยันข้อกล่าวอ้างดังกล่าว คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนและให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า คำว่า H2O เป็นสูตรทางเคมีของน้ำนับว่าเป็นสิ่งสามัญทั่วไปไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่าเครื่องหมายคำว่า H2O อ่านว่า H2O PLUS ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่เกิดจากการผสมกันของสัญลักษณ์และอักษรโรมันจนเป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะเฉพาะตัว มีรูปลักษณ์และเสียงเรียกขานอันเป็นที่หมายแห่งสินค้าและบริการของโจทก์ที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากสินค้าหรือบริการของบุคคลอื่น แม้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะมีคำวินิจฉัย H2O เป็นสูตรทางเคมีของน้ำและเครื่องหมาย ~ และ + เป็นสัญลักษณะซึ่งเป็นสิ่งสามัญก็ตามแต่การที่โจทก์นำมาใช้กับสินค้าและบริการจำพวกที่ 3 และ 35 ดังกล่าวเป็นการใช้อย่างตามอำเภอใจหรือจินตนาการไม่มีความเกี่ยวข้องกับชนิดหรือประเภทของสินค้าและบริการที่จดทะเบียนแต่อย่างใด ไม่ทำให้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีลักษณะเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขาย กล่าวคือ H2O หรือน้ำไม่ใช่เป็นสิ่งสามัญที่ใช้ในการค้าขายของสินค้าและบริการจำพวกที่ 3 และ 35 เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าวจึงมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเอง นอกจากนี้เครื่องหมาย ~H2O+ ของโจทก์ยังเป็นชื่อของนิติบุคคลโจทก์ ทั้งเป็นชื่อทางการค้าที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ และมิได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) ทั้งโจทก์ได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากในการโฆษณาประชาสัมพันธ์เครื่องหมายการค้า ~H2O+ ผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น นิตยสาร หนังสือพิมพ์ เอกสารส่งเสริมการขาย และทางอินเตอร์เน็ทผ่านทางเว็ปไซต์ www.h2oplus.com และโดยเฉพาะการที่เครื่องหมายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลโจทก์ซึ่งได้ใช้เป็นเวลากว่า 15 ปี สาธารณชนทั่วไปจึงรู้จักคุณภาพของสินค้าและบริการของโจทก์เป็นอย่างดีจนกล่าวได้ว่าเครื่องหมายการค้า ~H2O+ ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายสำหรับประเทศไทยโจทก์และบริษัทตัวแทนหรือสาขาของโจทก์ร่วมกับโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของโจทก์ในสิ่งพิมพ์และเว็ปไซต์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้สาธารณชนยังมีโอกาสพบเห็นสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า ~H2O+ ของโจทก์วางจำหน่ายทั้งในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ และตามร้านค้าปลีกของโจทก์ซึ่งปัจจุบันมีอยู่อย่างน้อย 14 สาขา ด้วยเหตุจากการใช้และการโฆษณาของโจทก์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสินค้าและบริการของโจทก์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่สาธารณชนจนคำดังกล่าวกลายเป็นคำที่มีความหมายที่สองเพื่อใช้เรียกขานเป็นที่หมายแห่งสินค้าและบริการของโจทก์ เครื่องหมาย ~H2O+ ของโจทก์จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะจากการจำหน่ายเผยแพร่และโฆษณาจนแพร่หลายตามหลักเกณฑ์ในประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 การที่จำเลยหรือผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งกระทำการในนามของจำเลยมีคำสั่งและวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ ~H2O+ ตามคำขอเลขที่ 453670 และ 453671 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะและไม่รับจดทะเบียนโจทก์ถือว่าเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า ~H2O+ ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ให้เพิกถอนคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนและเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 136/2546 และ 137/2546 ให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 453670 และเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 453671 ของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การว่า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาคำขอจดทะเบียนของโจทก์ทั้งสองคำขอแล้วมีคำสั่งว่าคำขอเลขที่ 453670 เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 กล่าวคือไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 เพราะคำว่า H2O เป็นอักษรโรมันและตัวเลขอารบิคธรรมดา มิได้ประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษและยังเป็นสูตรเคมีแทนน้ำเป็นสิ่งสามัญ และเมื่อพิจารณาหลักฐานการนำสืบแล้วเห็นว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเนื่องจากการนำสืบถึงลักษณะบ่งเฉพาะโดยการใช้นั้นต้องนำสืบเฉพาะมาตรา 7 วรรคสอง (1) และ (2) เท่านั้น ส่วนคำขอเลขที่ 453671 นั้น เครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ กล่าวคือ อักษรโรมันคำว่า H2O เป็นอักษรโรมันและเลขอารบิคไม่ได้ประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษ ส่วนที่เหลือเป็นเครื่องหมายทางพีชคณิตถือว่าเป็นสามัญ ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 453671 ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า H2O เป็นอักษรโรมันและเลขอารบิคธรรมดา ไม่ได้ประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษนับว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ นอกจากนี้ยังเป็นสูตรทางเคมีของน้ำนับว่าเป็นสิ่งสามัญทั่วไปไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ส่วนรูปเครื่องหมาย ~H2O+ นั้นเป็นสิ่งสามัญทั่วไปไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ สำหรับหลักฐานที่โจทก์นำส่งเพื่อนำสืบลักษณะบ่งเฉพาะ เช่น สำเนาหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเครื่องหมายรูป ~H2O+ ในประเทศต่างๆ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างถุงใส่สินค้านั้นไม่อาจรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้จำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วในประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนดอันจะถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเคยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ไว้แล้วตามคำขอเลขที่ 247880 และ 244172 นั้น ไม่อาจนำมากล่าวอ้างได้เพราะมีรูปเครื่องหมายที่แตกต่างกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามฟ้อง จึงมีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนและให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ได้รับหนังสือคำแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแล้วเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2546 ในวันที่ 20 ธันวาคม 2544 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 453671 ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าเครื่องหมายบริการคำว่า H2O เป็นอักษรโรมันและเลขอารบิคธรรมดา ไม่ได้ประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษ นับว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีสูตรเคมีของน้ำนับว่าเป็นสิ่งสามัญทั่วไปไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ส่วนรูปเครื่องหมาย ~, + นั้นเป็นสิ่งสามัญทั่วไปไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ สำหรับหลักฐานที่นำส่งเพื่อนำสืบลักษณะบ่งเฉพาะ เช่น สำเนาหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ~H2O+ ในประเทศต่างๆ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ตัวอย่างถุงใส่สินค้านั้นไม่อาจรับฟังได้ว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์ได้จำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการนั้นจนแพร่หลายแล้วในประเทศไทย ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนดอันจะถือได้ว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ จึงมีมติยืนยันตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนและให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2546 ที่โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามฟ้องของโจทก์มีลักษณะบ่งเฉพาะนั้นเห็นว่า คำว่า H2O เป็นอักษรโรมันและตัวเลขอารบิคธรรมดา มิได้ประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษ นอกจากนี้คำว่า H2O ยังเป็นสูตรเคมีแทนน้ำซึ่งถือเป็นสูตรของน้ำเนื่องจากผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนจะมีน้ำเป็นส่วนผสมอยู่ซึ่งเป็นสิ่งสามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าบางอย่างหรือบางจำพวก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า H2O หรือน้ำไม่ใช่สิ่งสามัญที่ใช้ในการขายสินค้าและบริการจำพวกที่ 3 และ 35 ตามหลักเกณฑ์ในประกาศนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 1/2535 เรื่องกำหนดสิ่งที่ใช้กันสามัญในการขายนั้น ประกาศดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างของสิ่งสามัญที่ใช้ในการค้าขายเท่านั้น หากปรากฏว่ามีสิ่งใดนอกเหนือไปจากประกาศดังกล่าวอันเป็นสิ่งสามัญก็สามารถถือว่าเป็นสิ่งสามัญได้หากเข้าหลักเกณฑ์ ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์โฆษณาประชาสัมพันธ์เครื่องหมายการค้า ~H2O+ ของโจทก์ผ่านสื่อต่างๆ จนแพร่หลายทำให้มีลักษณะบ่งเฉพาะจากการจำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณานั้น การนำสืบลักษณะบ่งเฉพาะต้องนำสืบเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (1) (2) เท่านั้น และการนำสืบของโจทก์ด้วยการส่งสำเนาหลักฐานการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ~H2O+ ในประเทศต่างๆ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างถุงใส่สินค้าเป็นต้นนั้นยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการของโจทก์ได้จำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาจนแพร่หลายแล้วในประเทศไทยจนทำให้สาธารณในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าและบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าและบริการอื่นตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนด ที่โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายการค้า ~H2O+ ของโจทก์เป็นชื่อของนิติบุคคลโจทก์มิใช่ชื่อตามความหมายธรรมดา มีลักษณะพิเศษไม่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้น ตามคำสั่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ 80/2539 เรื่อง คู่มือปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจสอบและคัดค้านเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2539 ส่วนที่ 2 เรื่องเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ข้อ 3 กำหนดว่า ชื่อนิติบุคคลซึ่งแสดงโดยลักษณะพิเศษจะต้องมีการประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษ แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า H2O ไม่ปรากฏว่ามีการประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษแต่อย่างใด เป็นเพียงอักษรโรมันและเลขอารบิคธรรมดา ส่วนเครื่องหมายรูป ~, + ก็เป็นเครื่องหมายทางพีชคณิตซึ่งถือเป็นสิ่งสามัญทั่วไป ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือลักษณะพิเศษแต่อย่างใด โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพราะคดีถึงที่สุดแล้วตามมาตรา 18 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า ~H2O+ ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า ~H2O+ ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 453670 ที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนและคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 453671 ที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียน เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 136/2546 และ 137/2546 ให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 453670 และคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ 453671 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของมลรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์มอบอำนาจให้บริษัทติลลิกี แอนกิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และหรือนายโรจน์วิทย์ เปเรร่า และหรือนายธเนศ เปเรร่า เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงพาณิชย์มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ ~H2O+ ตามคำขอเลขที่ 453670 และ 453671 ตามลำดับ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการทั้งสองคำขอของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยแล้วมีคำสั่งยืนตามคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนของนายทะเบียน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เห็นว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 นั้น มีความหมายเพียงว่า ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต่อเจ้าพนักงานอื่นของฝ่ายบริหารต่อไปอีกไม่ได้เท่านั้น หากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ในประการต่อไปว่า การอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเป็นคำสั่งทางปกครองซึ่งโจทก์จะต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้ถึงเหตุการณ์ฟ้องคดี ทั้งนี้ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เห็นว่า ข้อต่อสู้เรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันที่รู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีด้วย แต่จำเลยไม่ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การอีกทั้งไม่ได้สืบพยานในเรื่องนี้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงเป็นกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยอุทธรณ์ในประการต่อไปว่า โจทก์ยังนำสืบฟังไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้า "~H2O+" มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยมีการจำหน่ายเผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ในประเด็นนี้ เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์อ้างส่งต่อนายทะเบียนในชั้นพิจารณาคำขอตามหลักเกณฑ์ในประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ข้อ 2 (4) กล่าวคือ เอกสารตาม จ.1 ถึง จ.17 และวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 แล้ว เห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นเอกสารที่พิมพ์ออกมาจากเว็ปไซต์หมายถึงแหล่งข้อมูลซึ่งเปิดเผยให้บุคคลทั่วไปเรียกดูได้ด้วยการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ท เอกสารดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงการเผยแพร่สินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าตามฟ้อง โดยมีรายละเอียด คุณสมบัติและราคาที่เสนอจำหน่าย เอกสารหมาย จ.12 ในส่วนในเอกสารแนบท้ายหมายเลข 3 ซึ่งเป็นตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างถุงใส่สินค้า สำเนาภาพถ่ายสินค้า สำเนาภาพถ่ายถุงใส่สินค้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าตามฟ้องกับสินค้าของโจทก์ออกจำหน่ายเผยแพร่ต่อสาธารณชน เอกสารแนบท้ายหมายเลข 4 ซึ่งเป็นสำเนาการโฆษณาสินค้าในนิตยสารต่างประเทศและนิตยสารในประเทศ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงการโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าตามฟ้องของโจทก์ ทั้งนิตยสารต่างๆ ที่อ้างนั้นเป็นนิตยสารที่มีจำหน่ายเผยแพร่แก่บุคคลทั่วไป สาธารณชนสามารถเข้าถึงข้อมูลในนิตยสารดังกล่าวได้ เอกสารแนบท้ายหมายเลข 5 เป็นเอกสารที่พิมพ์จากเว็บไซต์ของโจทก์อันแสดงให้เห็นถึงการเผยแพร่สินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าตามฟ้องซึ่งสาธารณชนสามารถเข้าถึงได้ด้วยการใช้คอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ทเอกสารแนบท้ายหมายเลข 6 ซึ่งเป็นสำเนาใบแจ้งหนี้อันแสดงถึงการจำหน่ายสินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าตามฟ้องเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเป็นใบปลิวแผ่นพับที่แจกให้แก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการเผยแพร่โฆษณาสินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าตามฟ้อง นิตยสารตามหมาย จ.14 จำนวน 2 เล่ม ซึ่งมีการลงโฆษณาสินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าตามฟ้องโดยเฉพาะนิตยสารหมาย จ.14 เล่มที่ 2 ซึ่งนอกจากจะมีการโฆษณาสินค้าซึ่งใช้เครื่องหมายการค้าตามฟ้องถึงสามหน้าแล้ว ในหน้าที่ 47 ของนิตยสารยังมีการระบุถึงร้านจำหน่ายสินค้าดังกล่าวของโจทก์ที่ชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์ และชั้น จี เซ็นทรัลพลาซ่าปิ่นเกล้า ดังนี้ พยานหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการจำหน่าย เผนแพร่หรือโฆษณาสินค้าของโจทก์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าตามฟ้องนั้นทำให้เครื่องหมายการค้าตามฟ้องมีความแพร่หลายในประเทศไทยแล้ว ส่วนจำเลยไม่สืบพยานหักล้างหรือโต้แย้งเป็นอย่างอื่น จึงรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้า ~H2O+ ได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ โฆษณาจนแพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และโจทก์พิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้า ~H2O+ เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะด้วยเหตุดังกล่าวจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยไม่เห็นพ้องด้วยที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ ~H2O+ ตามคำขอเลขที่ 453671 ใช้กับจำพวก 35 บริการธุรกิจขายสินค้าในร้านค้าปลีกของโจทก์ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงวิธีการจัดการธุรกิจขายสินค้า ถือได้ว่าเป็นคำอันมิได้เล็งถึงลักษณะ หรือคุณสมบัติของบริการโดยตรงและไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) เนื่องจากเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัย ทั้งนี้ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้วินิจฉัยว่าเครื่องหมาย ~H2O+ ของโจทก์เป็นอักษรโรมันและเลขอารบิคธรรมดา ไม่ได้ประดิษฐ์ให้มีลักษณะพิเศษ ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (3) นอกจากนี้ H2O ยังเป็นสูตรเคมีของน้ำ นับว่าเป็นสิ่งสามัญทั่วไปไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคแรก ส่วนรูปเครื่องหมาย ~, + นั้นเป็นสิ่งสามัญทั่วไป ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคแรก เช่นเดียวกัน จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 ในประเด็นนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า การพิจารณาว่าเครื่องหมายบริการ ~H2O+ ตามคำขอเลขที่ 453671 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะหรือไม่ ศาลย่อมต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 โดยไม่จำกัดอยู่ว่าจะต้องพิจารณาเฉพาะในประเด็นที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้วินิจฉัยไว้เท่านั้น คำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ว่าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า ~H2O+ ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เอชทูโอ พลัส, แอล.พี.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7712/2549
#496042
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่มีความผิด และให้ยกคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว จึงเท่ากับยกฟ้องความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในความผิดฐานนี้อีกต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาในการกระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงขัดกับคำสารภาพของจำเลย แม้จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์ ก็ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 265, 267 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 6 จัตวา, 14 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3840/2545, 3841/2545 และ 3842/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 137, 264, 265, 267 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งความเท็จและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานปลอมเอกสารราชการ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เนื่องจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3840/2545, 3841/2545 และ 3842/2545 ของศาลชั้นต้น ศาลยังไม่มีคำพิพากษา ไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 จำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่มีความผิด จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 264 (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทมาตรา 264), 265 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน ยกฟ้องข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพาทลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่มีความผิด และให้ยกคำขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ จึงเท่ากับยกฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในความผิดฐานนี้อีกต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงขัดกับคำรับสารภาพของจำเลย แม้จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์ ก็ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 265 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นางอมรพรรณหรือสมพาว แฝงจันดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายมานพ เนตรภู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7711/2549
#266870
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ด้วย แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ จึงเท่ากับยกฟ้องความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในความผิดฐานนี้อีกต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้อง การที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด จึงเป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงขัดกับคำรับสารภาพของจำเลย แม้จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์ ก็ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3839/2545, 3840/2545 และ 3841/2545 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 265, 267 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 4, 6 จัตวา, 14 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 137, 264, 265, 267 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งความเท็จและฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ อันเป็นกฎหมายหลายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3841/2545 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 543/2546 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 264 (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทมาตรา 264), 265 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน ยกฟ้องข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ จึงเท่ากับยกฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาในความผิดฐานนี้อีกต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีเจตนาในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงขัดกับคำรับสารภาพของจำเลย แม้จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์ ก็ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 265 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารราชการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นางอมรพรรณหรือสมพาว แฝงจันดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายอุตสาห์ ทองโคตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางเมทินี ชโลธร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7705/2549
#266906
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 11 และมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ประสงค์ที่จะลงโทษผู้ขับรถในทางในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นโดยไม่เปิดโคมไฟให้แสงสว่าง และลงโทษผู้ขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที หาใช่กรณีประสงค์จะลงโทษผู้ขับรถที่จอดรถอยู่ไม่

จำเลยกระทำโดยประมาทจอดรถยนต์บนถนนกีดขวางทางจราจร ทั้งไม่ได้เปิดโคมไฟให้แสงสว่าง เพื่อแสดงว่ามีรถยนต์จอดอยู่ เป็นเหตุให้ผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งขับรถจักรยานยนต์และซ้อนท้ายกันมาชนท้ายรถยนต์ของจำเลย แล้วจำเลยหลบหนีไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 11, 148 และมาตรา 78, 160 ตามที่โจทก์ฟ้อง ทั้งโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยขับรถโดยมีเครื่องอุปกรณ์ไม่ครบถ้วน ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องด้วยจึงไม่ถูกต้อง แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้รับอนุญาตขับรถทุกประเภท เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2545 เวลาประมาณ 18.30 นาฬิกา จำเลยกระทำโดยประมาทโดยขับรถยนต์บรรทุกพ่วง 18 ล้อ ไปจอดบนถนนบุณฑริก - หนองแสง กีดขวางทางจราจร ทั้งไม่ได้เปิดโคมไฟให้แสงสว่าง ซึ่งขณะนั้นมีแสงสว่างไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งขับรถจักรยานยนต์มาในทิศทางเดียวกันมีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้าย แล่นเข้าชนท้ายรถพ่วง ทำให้รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายได้รับอันตรายเจ็บสาหัส หลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที เหตุเกิดที่ตำบลโพนงาม อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 11, 61, 78, 148, 151, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 90, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง, 11, 61, 78 วรรคหนึ่ง, 148, 151, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาท (และจอดรถในทางโดยไม่เปิดโคมไฟให้แสงสว่าง) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานเป็นผู้ขับรถซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นและไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและตาย จำคุก 3 เดือน รวมลงโทษจำคุก 6 ปี 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 1 เดือน 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 2 ปี และปรับ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78, 160 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วง 18 ล้อ ไปจอดบนถนนโดยกีดขวางทางจราจร ทั้งไม่ได้เปิดโคมไฟให้แสงสว่าง ซึ่งขณะนั้นมีแสงสว่างไม่เพียงพอเป็นเหตุให้นายวิวัฒน์ผู้ตายซึ่งขับรถจักรยานยนต์มาในทิศทางเดียวกันมีนายเกรียงผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายแล่นเข้าชนท้ายรถพ่วง รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง หรือไม่ และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในข้อกฎหมายต่อไปด้วยว่าที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง, 11, 148 มาด้วยนั้น ชอบหรือไม่ โดยเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกัน เห็นว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยจอดรถอยู่บนถนนมิใช่จำเลยขับรถอยู่ในทาง ซึ่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถหรือสัตว์และให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของตนและหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย ความมุ่งหมายของกฎหมายดังกล่าวประสงค์ที่จะลงโทษผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางไม่ว่าจะกระทำโดยประมาทหรือไม่ก็ตาม และก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและพร้อมทั้งแสดงตัว และแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที หาใช่กรณีประสงค์จะลงโทษผู้ขับรถที่จอดรถอยู่ไม่

เหตุคดีนี้เกิดเพราะจำเลยกระทำโดยประมาทจอดรถยนต์บนถนนกีดขวางทางจราจรทั้งไม่ได้เปิดโคมไฟให้แสงสว่าง เพื่อแสดงว่ามีรถยนต์จอดอยู่ เป็นเหตุให้ผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งขับรถจักรยานยนต์และซ้อนท้ายกันมา ชนท้ายรถยนต์ของจำเลย แล้วจำเลยหลบหนีไปการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 11, 148 และมาตรา 78, 160 ตามที่โจทก์ฟ้อง ทั้งโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยขับรถโดยมีเครื่องอุปกรณ์ไม่ครบถ้วน ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องด้วยจึงไม่ถูกต้อง แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215 และ 225?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง, 11, 148 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291 ม. 300
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 6 วรรคสอง ม. 11 ม. 78 วรรคหนึ่ง ม. 148 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดเดชอุดม
จำเลย — นายประยงค์ พิมพิจารณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายเอกรัฐ กะการดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายฐานันท์ วรรณโกวิท
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7705/2549
#269408
เปิดฉบับเต็ม

ความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง ประสงค์ที่จะลงโทษผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางไม่ว่าจะกระทำโดยประมาทหรือไม่ก็ตาม และก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและพร้อมทั้งแสดงตัว และแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดรถอยู่ไม่

แม้จำเลยจะมีอาชีพรับจ้างขับรถบรรทุกและควรจะทราบดีว่าการกระทำของตนจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้ถนน แต่ขณะเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์โดยมีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายมาด้วยความเร็ว เหตุที่เกิดขึ้นผู้ตายจึงมีส่วนประมาทอยู่ด้วย การกระทำของจำเลยจึงไม่ร้ายแรงมากนัก ทั้งจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้ตายและผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป ถือได้ว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 11, 61, 78, 148, 151, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 90, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง, 11, 61, 78 วรรคหนึ่ง, 148, 151, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาท (และจอดรถในทางโดยไม่เปิดโคมไฟให้แสงสว่าง) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานเป็นผู้ขับรถซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นและไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและตายจำคุก 3 เดือน รวมลงโทษจำคุก 6 ปี 3 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 1 เดือน 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 2 ปี และปรับ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78, 160 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วง 18 ล้อ ไปจอดบนถนนบุณฆริก-หนองแสง โดยกีดขวางทางจราจร ทั้งไม่ได้เปิดโคมไฟให้แสงสว่าง ซึ่งขณะนั้นมีแสงสว่างไม่เพียงพอเป็นเหตุให้นายวิวัฒน์ เสนงาม ผู้ตายซึ่งขับรถจักรยานยนต์มาในทิศทางเดียวกัน มีนายเกรียง ศรีแก้ว ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายแล่นเข้าชนท้ายรถพ่วงรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส หลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง หรือไม่ และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในข้อกฎหมายต่อไปด้วยว่า ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง, 11, 148 มาด้วยนั้น ชอบหรือไม่ โดยเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกัน เห็นว่า จากข้อเท็จริงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยจอดรถอยู่บนถนน มิใช่จำเลยขับรถอยู่ในทาง ซึ่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถหรือสัตว์และให้ความช่วยเหลือตามสมควร และพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุลและที่อยู่ของตน และหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย ความมุ่งหมายของกฎหมายดังกล่าวประสงค์ที่จะลงโทษผู้ขับขี่ซึ่งขับรถในทางไม่ว่าจะกระทำโดยประมาทหรือไม่ก็ตาม และก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและพร้อมทั้งแสดงตัว และแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที หาใช่กรณีผู้ขับรถที่จอดรถอยู่ไม่ เหตุคดีนี้เกิดเพราะจำเลยกระทำโดยประมาทจอดรถยนต์บนถนนขวางทางจราจร ทั้งไม่ได้เปิดโคมไฟให้แสงสว่าง เพื่อแสดงว่ามีรถยนต์จอดอยู่ เป็นเหตุให้ผู้ตายและผู้เสียหายซึ่งขับรถจักรยานยนต์และซ้อนท้ายกันมา ชนท้ายรถยนต์ของจำเลย แล้วจำเลยหลบหนีไป นอกจากนี้ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง, 11, 148 มาด้วยก็ไม่ถูกต้องเพราะโจกท์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยขับรถโดยมีเครื่องอุปกรณ์ไม่ครบถ้วน และจำเลยมิใช่ผู้ขับขี่ ซึ่งขับรถในทางที่ต้องเปิดไฟตามที่วินิจฉัยมาดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง, 11, 78 วรรคหนึ่ง, 148, 160 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78, 160 มานั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษาแก้ไขข้อหาตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 6 วรรคสอง, 11, 148 ด้วยนั้นยังไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง, 215 และ 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า สมควรลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลย สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีอาชีพรับจ้างขับรถบรรทุกและควรจะทราบดีว่าการกระทำของตนจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้ถนน แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์โดยมีผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายมาด้วยความเร็ว เหตุที่เกิดขึ้นผู้ตายจึงมีส่วนประมาทด้วย การกระทำของจำเลยจึงไม่ร้ายแรงมากนัก ทั้งปรากฏหลักฐานในสำนวนที่โจทก์มิได้คัดค้านว่า ฝ่ายจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้ตายและผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป ถือได้ว่าจำเลยได้พยายยามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคสอง, 11, 148 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดเดชอุดม
จำเลย — นายประยงค์ พิมพิจารณ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ