คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7700/2549
#267835
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 และในฐานะโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 อีกด้วย เมื่อโจทก์มรณะ ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นของโจทก์ และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมของบริษัทในกรณีเช่นนี้ได้ กรณีจึงไม่ใช่โจทก์ฟ้องอันมีลักษณะเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของโจทก์ ผู้ร้องจึงมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่มรณะได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลพิพากษาให้การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2543 ของจำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 2 มิใช่กรรมการของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 เพิกถอนการจดทะเบียนของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการเพิ่มกรรมการและแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทจำเลยที่ 1 ตามคำขอจดทะเบียนที่ ส 430519-25 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2543 ออกจากหลักฐานต่างๆ ทางทะเบียน กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายวิวัฒน์ คัณธามานนท์ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าโจทก์ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องเป็นบุตรของโจทก์ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543 และเพิกถอนการจดทะเบียนบริษัทจำเลยที่ 1 โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์ในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 โดยบรรยายฟ้องว่าโจทก์ในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 และผู้ถือหุ้น ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นข้อพิพาทที่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องจึงไม่อาจขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ และเมื่อได้ความว่าโจทก์ถึงแก่ความตายแล้ว กรณีมีเหตุอันสมควรให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ โจทก์เสียค่าขึ้นศาลไม่เกิน 200 บาท จึงไม่คืนให้

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้ามาเป็นโจทก์แทนโจทก์ผู้มรณะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นอกจากจะฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว ยังฟ้องในฐานะโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 อีกด้วย เมื่อโจทก์มรณะ ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นของโจทก์ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ก็บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมของบริษัทในกรณีเช่นนี้ได้ กรณีจึงไม่ใช่โจทก์ฟ้องอันมีลักษณะเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของโจทก์ ผู้ร้องจึงมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่มรณะได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุมิตร คัณธามานนท์
ผู้ร้อง — นายวิวัตน์ คัณธามานนท์
จำเลย — บริษัทคัณธามานนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7699/2549
#269404
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าชำระหนี้และฟ้องบังคับจำนองสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ด้วย โดยมีคำขอในส่วนบังคับจำนองว่า ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามคำขอดังกล่าวแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์ขอแก้ไขข้อความเป็นว่า หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน ย่อมเป็นการเพิ่มความรับผิดในการบังคับจำนองให้แก่จำเลยอื่นนอกจากจำเลยที่ 5 มากกว่าคำพิพากษาเดิมของศาลชั้นต้นจึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ แต่เป็นการแก้ไขคำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,761,375.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,693,349.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 6 กรกฎาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 และที่ 5 จำนองไว้แก่โจทก์ตามฟ้องออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำขอท้ายฟ้องและขอแก้ไขคำพิพากษาอ้างว่าโจทก์พิมพ์คำขอท้ายฟ้องข้อ 7 บรรทัดสุดท้ายผิดพลาดไปว่า หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ซึ่งผิดไปจากเจตนาของโจทก์ ขอแก้ไขเป็นว่า หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน และขอให้ศาลแก้ไขคำพิพากษาเป็นไปตามที่โจทก์ขอแก้ไข

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 7 ที่อ้างว่าพิมพ์ผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ศาลจะแก้ไขคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใดของศาลที่มิได้มีการอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะแก้ไขข้อผิดพลาดได้ต่อเมื่อเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งห้าชำระหนี้และฟ้องบังคับจำนองสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ด้วย โดยมีคำขอในส่วนบังคับจำนองว่า ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามคำขอดังกล่าวแล้ว ดังนั้น การที่โจทก์ขอแก้ไขข้อความเป็นว่า หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วนย่อมเป็นการเพิ่มความรับผิดในการบังคับจำนองให้แก่จำเลยอื่นนอกจากจำเลยที่ 5 มากกว่าคำพิพากษาเดิมของศาลชั้นต้นจึงมิใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ แต่เป็นการแก้ไขคำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคสอง คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ห้างหุ้นส่วนจำกัดโปรดักส์ชั่น
จำเลย — แอนด์พาร์ทเอ็นจิเนียริ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7676/2549
#269395
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายทั้งสองและจ่าสิบตำรวจ ส. เบิกความยืนยันว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 2 เปิดสัญญากระบองไฟส่งสัญญาณให้จำเลยหยุดรถแต่จำเลยซึ่งชะลอความเร็วรถลงกลับเร่งความเร็วพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองก็ตาม แต่ขณะที่จำเลยเร่งความเร็วรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองนั้น รถจำเลยอยู่ห่างผู้เสียหายทั้งสองประมาณ 5 เมตร ซึ่งในระยะดังกล่าวถือได้ว่าเป็นระยะกระชั้นชิดและการเร่งความเร็วรถเพื่อพุ่งเข้าชนก็เป็นไปโดยกะทันหัน จึงไม่เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองจะทันระมัดระวังและกระโดดหลบได้ทัน โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 1 ยิ่งไม่น่าจะกระโดดหลบหนีได้เลย เพราะขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 ยืนอยู่ติดกับรถยนต์กระบะที่เจ้าพนักงานตำรวจจอดอยู่ ไม่มีพื้นที่เหลือพอที่จะกระโดดหลบหนีไปได้และรถยนต์ของจำเลยย่อมจะพุ่งเข้าชนหรือเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะด้วย ไม่น่าจะหักหลบรถยนต์กระบะไปได้ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ในรถ ตามพฤติการณ์และการกระทำดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยเพียงแต่มีเจตนาที่จะหลบหนีให้พ้นการตรวจค้นและจับกุมของผู้เสียหายทั้งสองกับพวกเท่านั้นหาได้มีเจตนาฆ่าไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80,91, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ, 74 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 97 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 29 และริบของกลางกับเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดต่อพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2), ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 38 วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 74 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนจำคุก 1 ปี ฐานมีวัตถุระเบิด จำคุก 3 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญายกเว้นข้อหามีเมทแอมเฟตามีนเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 สำหรับข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้ ข้อหามีและพาอาวุธปืนกับมีวัตถุระเบิดเพิ่มโทษหนึ่งในสามแล้วเป็นจำคุก 6 ปี 8 เดือน ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานทางนำสืบจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 เป็นจำคุก 33 ปี 4 เดือน ส่วนข้อหาอื่นจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 3 ปี 13 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 36 ปี 17 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ขับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ก - 1299 สระบุรี ตามถนนสายคันคลองยายนาค - บ้านกระทุ่มราย จากถนนคันคลองลพบุรี - บ้านแพรก มุ่งหน้าทางด้านดอนโพธิ์ เมื่อถึงที่เกิดเหตุสิบตำรวจโทสายันต์ วิรัตน์เกษม ผู้เสียหายที่ 1 กับสิบตำรวจโทพิเชษฐ์ ศรีจริยา ผู้เสียหายที่ 2 ได้ออกไปยืนขวางทางเพื่อให้จำเลยหยุดรถและตรวจค้น แต่จำเลยขับรถผ่านผู้เสียหายทั้งสองกับพวกแล้วหลบหนีการจับกุมต่อมาจ่าสิบตำรวจสำเนา ปีเจริญ กับผู้เสียหายทั้งสองและพวกติดตามจับกุมจำเลยได้ที่บ้านพักและตรวจค้นรถยนต์ของจำเลย พบอาวุธปืนพกชนิดประกอบขึ้นเอง ไม่มีเครื่องหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนขนาด .22 มิลลิเมตร 1 นัด วัตถุระเบิดแสวงเครื่องชนิดจัดทำขึ้นเอง 2 ลูก เมทแอนเฟตามีน 2 เม็ด และเครื่องวิทยุคมนาคม 1 เครื่อง จึงยึดเป็นของกลาง คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นฎีกาเพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ด้วยการขับรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่

ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จ่าสิบตำรวจสำเนากับพวกสืบทราบว่า จำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงวางแผนดักซุ่มจับกุมจำเลยที่บริเวณเชิงสะพานข้ามคลองยายนาคบนถนนสายคันคลองยายนาค - บ้านกระทุ่มราย ซึ่งเป็นทางเข้าบ้านจำเลย ครั้นถึงวันเวลาเกิดเหตุขณะจำเลยขับรถข้ามสะพานข้ามคลองยายนาคมาผู้เสียหายทั้งสองออกไปยืนกลางถนนและผู้เสียหายที่ 2 เปิดกระบองไฟให้สัญญาณไฟกะพริบสีแดงเพื่อให้จำเลยหยุดรถ จำเลยชะลอความเร็วลง แต่เมื่อรถแล่นมาใกล้ผู้เสียหายทั้งสองจำเลยได้เร่งความเร็วรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสอง ผู้เสียหายที่ 2 กระโดดหลบไปข้างทางได้ทัน ส่วนผู้เสียหายที่ 1 หลบไม่ทัน ถูกรถเฉี่ยวชนล้มลงได้รับบาดเจ็บที่เข่าซ้ายและหลังมือซ้าย หลังจากนั้นจำเลยขับรถหนีไปที่บ้าน จ่าสิบตำรวจสำเนากับพวกติดตามไปจับกุมจำเลยได้พร้อมของกลาง

จำเลยนำสืบว่า ขณะที่จำเลยขับรถข้ามสะพานข้ามคลองยายนาคจำเลยเห็นรถยนต์กระบะจอดอยู่เชิงสะพาน จึงชะลอรถเนื่องจากถนนเชิงสะพานเป็นหลุมและจะขับรถหลีกรถยนต์กระบะ จากนั้นมีคนหลายคนกระโดดลงจากท้ายรถยนต์กระบะมาทุบหลังคารถจำเลย จำเลยเข้าใจว่าเป็นคู่อริจึงขับรถผ่านไป แต่ไม่ได้เร่งความเร็ว เมื่อขับรถถึงบ้านแล้วเจ้าพนักงานได้ติดตามมาจับกุมและยึดของกลางได้ภายในรถยนต์

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายทั้งสองและจ่าสิบตำรวจสำเนาเบิกความยืนยันว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 2 เปิดสัญญาณกระบองไฟส่งสัญญาณให้จำเลยหยุดรถแต่จำเลยซึ่งชะลอความเร็วรถลงกลับเร่งความเร็วพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองก็ตามแต่ขณะที่จำเลยเร่งความเร็วรถพุ่งเข้าชนผู้เสียหายทั้งสองนั้น ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่ารถจำเลยอยู่ห่างผู้เสียหายที่ 1 ประมาณ 4 เมตร และผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่ารถจำเลยอยู่ห่างผู้เสียหายที่ 2 ประมาณ 5 เมตร ซึ่งในระยะดังกล่าวถือได้ว่าเป็นระยะกระชั้นชิดและการเร่งความเร็วรถเพื่อพุ่งเข้าชนก็เป็นไปโดยกะทันหัน จึงไม่เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองจะทันระมัดระวังและกระโดดหลบได้ทัน โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 1 ยิ่งไม่น่าจะกระโดดหลบหนีได้เลย เพราะขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 ยืนอยู่ติดกับรถยนต์กระบะที่เจ้าพนักงานตำรวจจอดอยู่ ไม่มีพื้นที่เหลือพอที่จะกระโดดหลบหนีไปได้และรถยนต์ของจำเลยย่อมจะพุ่งเข้าชนหรือเฉี่ยวชนรถยนต์กระบะด้วย ไม่น่าจะหักหลบรถยนต์กระบะไปได้ ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ในรถตามพฤติการณ์และการกระทำดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยเพียงแต่มีเจตนาที่จะหลบหนีให้พ้นการตรวจค้นและจับกุมของผู้เสียหายทั้งสองกับพวกเท่านั้น หาได้มีเจตนาฆ่าไม่ สำหรับบาดแผลที่เข่าซ้ายและหลังมือซ้ายของผู้เสียหายที่ 1 ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลเอกสารหมาย จ.12 ก็ไม่ปรากฏขนาดและไม่ระบุลักษณะให้เห็นว่าเป็นบาดแผลที่เกิดจากถูกรถเฉี่ยวชนหรือไม่ หากจำเลยขับรถเฉี่ยวชนผู้เสียหายที่ 1 จริงดังที่พยานโจทก์เบิกความแล้ว บาดแผลก็น่าจะอยู่ทางด้านขวาของร่างกายและเป็นบาดแผลขนาดใหญ่เพราะขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 ยืนหันหน้าเข้าหารถยนต์จำเลยและอ้างว่าจำเลยขับรถเร็วมาก บาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 อาจเกิดจากเสียหลักล้มเองก็ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเจตนาหลบหนีผู้เสียหายทั้งสองกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อให้พ้นจากการถูกจับกุม การกระทำของจำเลยยังไม่ถึงขั้นพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยเล็งเห็นผลการกระทำของตนแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2), 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายเดชา ชินบุตร
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7667/2549
#269330
เปิดฉบับเต็ม

จ่าสิบตำรวจ ม. และจำเลยที่ 1 ต่างเป็นบุตรเขยของผู้ตาย การที่จ่าสิบตำรวจ ม. มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยสืบสวนหาตัวคนร้ายจึงเป็นเรื่องปรกติและสมควร พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่ถูกสงสัยหรือถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่าผู้ตายเป็นเรื่องร้ายแรง หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดก็ต้องยืนยันปฏิเสธไว้จะยอมรับสารภาพไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับจ่าสิบตำรวจ ม. หรือบุคคลใดก็ตาม ทั้งการยอมรับสารภาพโดยคิดว่าจ่าสิบตำรวจ ม. จะช่วยเหลือพาหลบหนีได้ ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิด ดังนั้น การที่จ่าสิบตำรวจ ม. สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดและแจ้งต่อพนักงานสอบสวนจึงเป็นการช่วยเหลือพนักงานสอบสวนสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อจับกุมดำเนินคดีกับคนร้าย จึงถือไม่ได้ว่าพนักงานสอบสวนใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2498/2546 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์เรียกจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และเรียกจำเลยสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 4 แต่ระหว่างพิจารราคดีจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289, 288, 84, 83

จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางกันดา ท่าดี บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 84 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (ที่ถูกต้อง จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน) ลงโทษประหารชีวิต

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 4 ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2544 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา นางทองคำ พลอยเพ็ชร ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตายภายในโรงงานผลิตอุปกรณ์สนามเด็กเล่นและเครื่องมือการเกษตรของผู้ตาย กระสุนปืนถูกผู้ตายที่ศีรษะด้านหลังทะลุออกปากผู้ตายถึงแก่ความตายทันทีในที่เกิดเหตุ ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2544 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และวันที่ 22 สิงหาคม 2544 จับกุมจำเลยที่ 4 ได้ ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ในผลตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงยุติฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ประการแรกว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า พนักงานสอบสวนร่วมกับบุคคลภายนอกคือจ่าสิบตำรวจมงคล วรศรี ใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ 1 ยินยอมให้ทำบันทึกการสอบสวนไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงโดยทำกลอุบายว่า จ่าสิบตำรวจมงคงมีส่วนเกี่ยวข้องและถูกจับกุมเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ในระหว่างถูกควบคุมรอการสอบสวน จำเลยที่ 1 ถูกจ่าสิบตำรวจมงคลและพนักงานสอบสวนพูดจาหว่านล้อม หลอกลวงให้เชื่อว่า จ่าสิบตำรวจมงคลเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนในการฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงยอมให้การรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นผู้จ้างฆ่าผู้ตายเอง โดยจ่าสิบตำรวจมงคลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีการทำคำให้การบิดเบือนความเป็นจริงพาดพิงให้ร้ายมายังจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เกี่ยวข้องเป็นผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์ของกลาง การสอบสวนจึงไม่ชอบ เห็นว่า จ่าสิบตำรวจมงคลเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและเป็นบุตรเขยของผู้ตาย การที่จ่าสิบตำรวจมงคลมีส่วนเกี่ยวข้องช่วยสืบสวนหาตัวคนร้ายจึงเป็นเรื่องปรกติและสมควร และตามข้อเท็จจริงขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุ 38 ปี เป็นบุตรเขยผู้ตายเช่นกัน พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่ถูกสงสัยหรือถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่าผู้ตายเป็นเรื่องร้ายแรง หากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดก็ต้องยืนยันปฏิเสธไว้จะยอมรับสารภาพไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับจ่าสิบตำรวจมงคลหรือบุคคลใดก็ตาม ทั้งการยอมรับสารภาพโดยคิดว่าจ่าสิบตำรวจมงคลจะช่วยเหลือพาหลบหนีได้ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิด ดังนั้นการที่จ่าสิบตำรวจมงคลสืบทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดและแจ้งต่อพนักงานสอบสวนจึงเป็นการช่วยเหลือพนักงานสอบสวนสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อจับกุมดำเนินคดีกับคนร้าย ฟังไม่ได้ว่าพนักงานสอบสวนใช้อุบายหลอกลวงให้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ การสอบสวนคดีจึงชอบด้วยกฎหมาย คำให้การของจำเลยที่ 1 และพยานคนอื่น ๆ ที่พาดพิงถึงจำเลยที่ 4 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ แต่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 4 ได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะต้องพิจารณาพยานหลักฐานอื่น ๆ ทั้งหมดของโจทก์และโจทก์ร่วม รวมทั้งพยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 ด้วยว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 เป็นคนร้ายกระทำความผิดโดยร่วมกับจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้จ้างจำเลยที่ 3 ให้ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายจินดา คนชาญ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ก่อนเกิดเหตุพยาน นางคำมัยและจำเลยที่ 4 เคยเดินทางไปหาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พูดขอเบอร์โทรศัพท์พยานโดยบอกว่าหากมีธุระก็จะขอติดต่อด้วย พยานได้ให้เบอร์โทรศัพท์ไป ต่อมาอีก 10 วัน จำเลยที่ 1 ขับรถไปหาพยานที่บ้านบอกให้ช่วยหามือปืนให้จะเอาไปยิงแม่ยาย พยานปฏิเสธจำเลยที่ 1 บอกว่าแม่ยายขู่ว่าจะฆ่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เคยติดต่อเรื่องมือปืนฆ่าแม่ยายไว้กับจำเลยที่ 4 แล้ว จ่าสิบตำรวจสมพงษ์ พูลศรี พยานโจทก์และโจทก์ร่วมผู้จับกุมเบิกความว่า พยานกับพวกเป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 3 ชั้นจับกุมจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่า วันเกิดหตุได้นำรถจักรยานยนต์มาจากจำเลยที่ 4 แล้วขับมากับนายชาติซึ่งเป็นมือปืนไปยิงผู้ตาย จ่าสิบตำรวจเสริม รัตธิพันธ์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมอีกปากหนึ่ง เบิกความว่า พยานกับพวกเป็นคนไปยึดรถจักรยานยนต์ของกลางมาจากบ้านของนางคำมัย ได้พบนางคำมัย นางคำมัยให้การว่า รถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุเป็นของจำเลยที่ 4 และพันตำรวจโทศุภากรณ์ จันทาบุตร พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 20 วัน จำเลยที่ 1 เดินทางไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ที่อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ปรึกษากันที่ผู้ตายขู่จะฆ่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงขอให้จำเลยที่ 2 ช่วยหามือปืนให้ จำเลยที่ 2 ตกลง หลังจากนั้น 2 วัน จำเลยที่ 2 แจ้งจำเลยที่ 1 ว่าคนที่จัดมือปืนให้คือจำเลยที่ 4 ตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 4 ขอค่าใช้จ่ายก่อน 50,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงให้เงินไป หลังจากนั้น 3 วัน จำเลยที่ 4 และนายจินดามาพบจำเลยที่ 1 ที่บ้านโดยแจ้งว่านายจินดามีซุ้มมือปืนแล้ว จำเลยที่ 4 กับนายจินดาขอเงินมัดจำอีก 5,000 บาท จำเลยที่ 1 ก็ให้ไป ก่อนเกิดเหตุ 5 วัน จำเลยที่ 4 มาหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านแจ้งว่าจะเริ่มทำงาน หลังเกิดเหตุ 2 วัน จำเลยที่ 1 ให้นายอศิน พานทอง น้องชายจำเลยที่ 1 นำเงินที่เหลือไปให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ที่บ้านที่จังหวัดลพบุรี ตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 พันตำรวจโทสมบัติ พรมศรี พนักงานสอบสวนร่วมเบิกความว่า พยานได้สอบปากคำนางคำมัยไว้ ซึ่งนางคำมัยให้การว่า รถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยที่ 4 เป็นผู้เช่าซื้อมา วันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 และนายชาตินำรถคันดังกล่าวไป และนำกลับมาคืนวันเดียวกัน และนางคำมัยยังให้การไว้ด้วยว่า จำเลยที่ 4 มอบให้นางคำมัยนำอาวุธปืนไปมอบให้นายสมบูรณ์น้องชายจำเลยที่ 4 นายสมบูรณ์เบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ได้รับอาวุธปืนไว้จากนางคำมัยจริง ต่อมาพยานนำไปฝากไว้กับนายถวิล ปิติคาม อีกต่อหนึ่ง เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันเป็นเรื่องราว พยานผู้จับกุม พยานตรวจยึดรถจักรยานยนต์ของกลาง และพนักงานสอบสวน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานตามหน้าที่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 4 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 4 ให้ต้องรับโทษทางอาญา ถือว่าเบิกความและจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องตามความเป็นจริงจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาส่งศาล ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การไว้ได้ความว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ด้วยโดยร่วมเป็นผู้จัดหามือปืนให้ไปฆ่าผู้ตาย และจำเลยที่ 3 ให้การไว้ได้ความว่านายชาติรับงานฆ่าผู้ตายมาจากจำเลยที่ 4 บันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวสอดคล้องตรงกับข้อเท็จจริงที่พิจารณา และฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดจริง นอกจากนี้ตามข้อเท็จจริงในคดี เจ้าพนักงานตำรวจสามารถติดตามยึดได้อาวุธปืนของกลางมาจากนายถวิลซึ่งนายสมบูรณ์นำไปฝากไว้อีกต่อหนึ่งตรงกับที่นางคำมัยให้การไว้เช่นกัน เห็นว่า พนักงานสอบสวนสามารถขยายผลสอบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดและรวบรวมพยานหลักฐานได้ตามขั้นตอนและข้อเท็จจริงในคดีมีผู้เกี่ยวข้องมาก ยากแก่การปรุงแต่งปั้นเรื่องขึ้นมา ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 4 หลบหนีไปนานถึง 7 เดือนเศษ เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยที่ 4 ได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักบ่งชี้ว่า จเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดคดีนี้โดยเป็นผู้ร่วมจัดหามือปืนมายิงผู้ตายจริง ที่จำเลยที่ 4 นำสืบต่อสู้ว่าไม่เคยรู้จักกับจำเลยอื่นและจำเลยที่ 4 ไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและไม่เคยให้จำเลยที่ 3 ยืมรถนั้น ปรากฏในฎีกาของจำเลยที่ 4 เองได้บรรยายไว้ความว่าจำเลยที่ 3 อาศัยความที่เป็นคนรู้จักมักคุ้นมาหยิบยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 4 ไปใช้ในการกระทำความผิด เพียงแต่จำเลยที่ 4 อ้างว่าไม่ทราบว่าจำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ไปใช้ในการกระทำความผิดอาญา จึงขัดแย้งกันเอง จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าจำเลยที่ 4 ไม่เคยรับเงินค่าจ้างมือปืนจากจำเลยที่ 1 หรือน้องชายจำเลยที่ 1 เห็นว่า เป็นการกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ ซึ่งขัดต่อคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และเป็นการง่ายที่จะปฏิเสธเช่นนั้น จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าทั้งนายสมบูรณ์และนายถวิล ซึ่งเบิกความว่า ทราบว่าอาวุธปืนเป็นของจำเลยที่ 4 แต่พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเพียงพยานบอกเล่ารับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาวุธปืนมาจากนางคำมัย แต่โจทก์กลับไม่นำนางคำมัยมาเบิกความ และตามบันทึกคำให้การของนางคำมัยที่ให้การในชั้นสอบสวน นางคำมัยรู้รายละเอียดเรื่องเกี่ยวกับอาวุธปืน รถจักรยานยนต์ เงินค่าจ้างมือปืนและบุคคลที่เกี่ยวข้องมากเกินไปจนไม่น่าเชื่อเจ้าพนักงานตำรวจอาจจะทำเอกสารดังกล่าวขึ้นเอง เห็นว่า ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังพยานบอกเล่า เพียงแต่พยานบอกเล่าเป็นพยานมีน้ำหนักน้อย อย่างไรก็ตามใช้รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ เมื่อพิจารณาแล้วนางคำมัยให้การไว้ได้ความว่าจำเลยที่ 4 เป็นคนนำอาวุธปืนของกลางมอบให้นางคำมัยและให้มอบแก่น้องชายของจำเลยที่ 4 ไป ส่วนรายละเอียดข้อเท็จจริงอื่น ๆ นางคำมัยก็เป็นผู้เกี่ยวข้องอยู่ในเหตุการณ์ด้วยจึงอยู่ในวิสัยที่นางคำมัยสามารถให้การไว้เช่นนั้นได้ เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าบันทึกคำให้การของนางคำมัยทำไว้ไม่ถูกต้อง จึงรับฟังว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของจำเลยที่ 4 มอบให้นางคำมัยนำไปฝากไว้กับนายสมบูรณ์และนายสมบูรณ์นำไปฝากไว้กับนายถวิลจริง ข้ออ้างของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยที่ 4 ฎีกาอีกว่า จ่าสิบตำรวจมงคลเป็นหนี้ผู้ตายหลายล้านบาทและยังเลิกร้างกับภริยาซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายจึงอาจตั้งประเด็นปัญหาในตัวจ่าสิบตำรวจมงคลได้หลายประการ เช่น ทำไมจ่าสิบตำรวจมงคลจึงต้องเดินทางมาจังหวัดสระบุรีด้วยเรื่องของผู้ตาย ความสัมพันธ์ระหว่างจ่าสิบตำรวจมงคลกับมือปืน ฯลฯ เห็นว่า เป็นการกล่าวเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นซึ่งไม่ใช่พยานหลักฐานที่พิสูจน์ว่า จำเลยที่ 4 ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 ไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ได้ร่วมกระทำความผิดโดยเป็นคนว่าจ้างจำเลยที่ 3 กับพวกให้ร่วมกันฆ่าผู้ตายจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 135
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
โจทก์ร่วม — นางกันดา ท่าดี
จำเลย — นายนิยม พรานธนงค์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7660/2549
#266882
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้คำร้องดังกล่าวมิได้ยื่นมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ แต่ผู้ร้องยื่นต่อศาลชั้นต้นก่อนออกหมายนัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองแก้ พออนุโลมได้ว่าผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าวถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว และแม้ว่าศาลชั้นต้นจะยังมิได้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วมิได้คัดค้านภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา ถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้วเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 555,647.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 397,553.64 บาท นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24114 ตำบลบึงกาสาม (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันออก) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,800 บาท จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้ว ต่อมาโจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล. 94/2543 ของศาลล้มละลายกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์และเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง ครั้นถึงวันนัด ศาลชั้นต้นตรวจพิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จึงให้งดไต่สวน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของโจทก์ออกขายเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เนื่องจากสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินในกองทรัพย์สินของผู้ล้มละลายที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะนำออกขายได้ นอกจากนี้สิทธิในการบังคับคดีเป็นสิทธิที่ศาลสั่งยึดไม่ได้ ย่อมโอนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 304 จึงไม่อาจโอนให้บุคคลภายนอกได้ตามมาตรา 305 และมาตรา 306 และการร้องขอเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ไม่ใช่เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ กรณีจึงไม่ใช่การร้องสอดตามมาตรา 57 (1) ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้คำร้องดังกล่าวมิได้ยื่นมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ แต่ผู้ร้องก็ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นก่อนออกหมายนัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองแก้ พออนุโลมได้ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าวถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว และแม้ว่าศาลชั้นต้นจะยังมิได้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วมิได้คัดค้านภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา ถือได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้วเช่นกัน มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายเป็นการดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าว สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตจากการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย จึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตาม ดังนั้น หากเป็นความจริงตามข้ออ้างของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ได้ โดยไม่จำต้องร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาดังกล่าวมิใช่สิทธิเฉพาะตัว แต่เป็นสิทธิในทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่อยู่ในอำนาจจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ก็หาใช่การกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ ที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอรวรรณ ตั้งเจริญสุขสม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7660/2549
#269325
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกามาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ แต่ผู้ร้องก็ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นก่อนออกหมายนัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสองแก้ พออนุโลมได้ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าวถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว และแม้ศาลชั้นต้นจะยังมิได้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วมิได้คัดค้านภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา ถือได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้วเช่นกัน

ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 123 ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 555,647.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 397,553.64 บาท นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24114 ตำบลบึงกาสาม (คลองซอยที่ 10 ฝั่งตะวันออก) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,800 บาท จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้วต่อมาโจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล.94/2543 ของศาลล้มละลายกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจเงินทุน และได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการรับซื้อหรือรับโอนลูกหนี้เงินให้กู้ยืมและสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน 56 แห่ง ที่ถูกปิดกิจการจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ได้ โจทก์ในคดีนี้เป็นสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินได้แต่งตั้งคณะกรรมการทำการชำระบัญชีของโจทก์ตามมาตรา 30 แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ต่อมาผู้ชำระบัญชีของโจทก์ร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้โจทก์ล้มละลายและศาลมีคำสั่งให้โจทก์ล้มละลายแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมทรัพย์สินของโจทก์ผู้ล้มละลาย และนำสิทธิเรียกร้องของโจทก์ออกขายโดยวิธีประมูลตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ ผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูล และได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาในคดีนี้ ทั้งได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษารวมทั้งหลักประกันและการค้ำประกันที่ให้ไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 305 และมาตรา 306 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในวิธีการบังคับคดี และเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง รวมทั้งมีเหตุจำเป็นที่ต้องร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยแล้ว ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์และเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำฟ้อง ครั้นถึงวันนัด ศาลชั้นต้นตรวจพิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จึงให้งดไต่สวน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาของโจทก์ออกขายเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เนื่องจากสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินในกองทรัพย์สินของผู้ล้มละลายที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะนำออกขายได้ นอกจากนี้สิทธิในการบังคับคดีเป็นสิทธิที่ศาลสั่งยึดไม่ได้ ย่อมโอนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 304 จึงไม่อาจโอนให้บุคคลภายนอกได้ตามมาตรา 305 และมาตรา 306 และการร้องขอเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ไม่ใช่เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ กรณีจึงไม่ใช่การร้องสอดตามมาตรา 57 (1) ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้คำร้องดังกล่าวมิได้ยื่นมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ แต่ผู้ร้องก็ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นก่อนออกหมายนัดส่งสำเนาอุทธณ์ให้จำเลยทั้งสองแก้ พออนุโลมได้ว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าวถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว และแม้ว่าศาลชั้นต้นจะยังมิได้สั่งอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วมิได้คัดค้านภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา ถือได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้วเช่นกัน มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายเป็นการดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าว สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจิรตจากการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายจึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตาม ดังนั้น หากเป็นความจริงตามข้ออ้างของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ได้ โดยไม่จำต้องร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาดังกล่าวมิใช่สิทธิเฉพาะตัว แต่เป็นสิทธิในทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่อยู่ในอำนาจจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ก็หาใช่การกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ ที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นสมควรส่งสำนวนคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 223 ทวิ
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 123
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้
โจทก์ — ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอรวรรณ ตั้งเจริญสุขสม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7658/2549
#267372
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อตกลงในการเบิกถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ระหว่างโจทก์กับธนาคารจำเลยกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ถอนเงินแต่เพียงผู้เดียว เมื่อจำเลยเบิกจ่ายเงินจากบัญชีของโจทก์ให้แก่บุคคลอื่นไปย่อมเป็นการผิดจากข้อตกลงดังกล่าว การที่จำเลยถือเอาสมุดคู่ฝากและใบถอนเงินประกอบกับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยเป็นหลักฐานให้บุคคลที่มาถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ไปย่อมไม่เป็นการใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอสมกับฐานะของผู้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ทั้งลายมือชื่อของผู้ถอนเงินในใบถอนเงินนั้นไม่มีลายมือชื่อของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และรับฝากเงินจากบุคคลทั่วไปและจำเลยมีสาขาดำเนินกิจการอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสาขาสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม โจทก์เป็นผู้ฝากเงินไว้กับจำเลยโดยเปิดบัญชีเงินฝากประจำที่สำนักงานสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 เลขที่บัญชี 709-2-23876-5 พร้อมมอบตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ไว้แก่พนักงานของจำเลยประจำสาขานี้ซึ่งเป็นตัวแทนผู้รับฝากเงิน เพื่อใช้ในการตรวจสอบลายมือชื่อเมื่อมีการขอเบิกถอนเงินต่อไปในภายหน้า โจทก์นำเงินเข้าฝากไว้ในบัญชีดังกล่าวตลอดมาจนถึงเดือนธันวาคม 2542 มีเงินฝากอยู่ในบัญชีรวมทั้งสิ้น 14,099.89 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2542 โจทก์พบว่าสมุดเงินฝากตามบัญชีของโจทก์สูญหายไป จึงแจ้งพนักงานของจำเลยออกสมุดเงินฝากเล่มใหม่และขอตรวจสอบยอดเงินในบัญชี จึงทราบว่ามีผู้ลักเอาสมุดเงินฝากของโจทก์ไปแสดงต่อพนักงานตัวแทนผู้รับฝากเงินของจำเลยและปลอมลายมือชื่อโจทก์ลงในใบถอนเงินแล้ว ถอนเงินออกจากบัญชีโจทก์ไปตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2542 เป็นเงิน 400,000 บาท คงเหลือเงินอยู่ในบัญชี 14,099.89 บาท เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากพนักงานซึ่งเป็นตัวแทนในการรับฝากและถอนเงินของจำเลยยอมให้บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของเงินฝากถอนเงินไปโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ทำการตรวจสอบลายมือชื่อผู้ถอนเงิน และไม่ตรวจสอบหลักฐานประจำตัวบุคคลให้แน่ชัดว่าผู้ถอนเป็นบุคคลเดียวกับโจทก์หรือไม่ จึงต้องรับผิดชำระเงิน 400,000 บาท คืนโจทก์ โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยปฏิเสธ โดยแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2543 จนถึงวันฟ้อง คิดเป็นดอกเบี้ย 8,824 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 408,824 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกค้าจำเลยสาขาสมุทรสงคราม ประเภทบัญชีเงินฝากประจำเลขที่ 709-2-23876-5 โดยโจทก์ขอเปิดบัญชีกับจำเลยเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 ยินยอมที่จะปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยและได้มอบตัวอย่างลายมือชื่อในการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำดังกล่าว ระบุเงื่อนไขในการสั่งจ่ายว่า เจ้าของบัญชีลงลายมือชื่อสั่งจ่ายแต่เพียงผู้เดียวให้ไว้แก่จำเลย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2542 มีบุคคลนำสมุดคู่ฝากของโจทก์พร้อมด้วยใบถอนเงินฝากซึ่งระบุชื่อโจทก์ เลขที่บัญชีและจำนวนเงินที่ถอน 400,000 บาท มีลายมือชื่อโจทก์ในช่องผู้รับเงินและช่องเจ้าของบัญชีมาขอถอนเงินจากจำเลยสาขาสมุทรสงคราม 400,000 บาท จำเลยโดยสุจริตได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบการจ่ายเงินให้แก่บุคคลผู้นำสมุดคู่ฝากและใบสำคัญในการถอนเงินมาเบิกเงินจากจำเลยได้ตรวจดูลายมือชื่อในใบถอนเงินเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อที่โจทก์ได้มอบไว้ ปรากฏว่ามีลักษณะลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน จำเลยเชื่อโดยสุจริตเชื่อว่าบุคคลนั้นเป็นตัวโจทก์จริงจึงจ่ายเงิน 400,000 บาท ตามที่ขอถอนให้แก่บุคคลนั้นไปซึ่งเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติงานของจำเลยโจทก์ร่วมกับบุคคลภายนอกฉ้อฉลจำเลยโดยให้บุคคลภายนอกนำสมุดคู่ฝากของโจทก์พร้อมด้วยใบถอนเงินซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ และนำมาถอนเงิน 400,000 บาท จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 กรกฎาคม 2543) ต้องไม่เกิน 8,824 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ โจทก์เป็นลูกค้าของจำเลยได้เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับจำเลย สาขาสมุทรสงคราม ประเภทบัญชีเงินฝากประจำ บัญชีเลขที่ 709-2-23876-5 โดยให้ตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ไว้เพื่อการเบิกถอนเงินจากบัญชีและมีเงื่อนไขให้โจทก์เป็นผู้ถอนเงินแต่เพียงผู้เดียว จำเลยได้มอบสมุดคู่ฝากของบัญชีเงินฝากนั้นแก่โจทก์เพื่อประกอบการถอนเงินจากบัญชีโจทก์มีเงินฝากอยู่ในบัญชีดังกล่าว 400,000 บาทเศษ ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2542 มีบุคคลอื่นปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในใบถอนเงินพร้อมทั้งใช้สมุดคู่ฝากดังกล่าวถอนเงินไปจากบัญชี 400,000 บาท ที่จำเลยฎีกาทำนองว่าโจทก์ไม่ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาสมุดคู่ฝาก ทำให้บุคคลอื่นนำสมุดคู่ฝากไปถอนเงิน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น จำเลยคงให้การต่อสู้แต่เพียงว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับการถอนเงินแล้วและเชื่อโดยสุจริตว่า บุคคลที่มาถอนเงินคือตัวโจทก์ จึงจ่ายเงินให้ไป โจทก์ร่วมกับบุคคลภายนอกฉ้อฉลจำเลยโดยให้บุคคลภายนอกนำสมุดคู่ฝากพร้อมใบถอนเงินที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้มาถอนเงินไป จำเลยไม่ต้องรับผิดเท่านั้น ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาวินิจฉัยเพียงข้อเดียวว่า จำเลยประมาทเลินเล่อในการเบิกจ่ายเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาในปัญหานี้อ้างว่าตามระเบียบปฏิบัติงานของจำเลย การเบิกจ่ายเงินจากบัญชีของลูกค้าในกรณีที่ลูกค้ามาเบิกถอนเงินด้วยตนเองไม่ต้องแสดงหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน เว้นแต่บุคคลที่มาถอนเงินมีพฤติการณ์หรือมีเหตุอันควรให้สงสัย นางสาววิภาวรรณหรือชมภู่ คงรักษา พนักงานของจำเลยได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานแล้วเชื่อโดยสุจริตว่า บุคคลที่นำสมุดคู่ฝากมาเบิกเงินเป็นตัวโจทก์จึงอนุมัติให้จ่ายเงินได้ เป็นการใช้ความระมัดระวังเพียงพอแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิด เห็นว่า ตามข้อตกลงในการเบิกถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ถอนเงินแต่เพียงผู้เดียว การที่จำเลยเบิกจ่ายเงินจากบัญชีของโจทก์ให้แก่บุคคลอื่นไปย่อมเป็นการผิดจากข้อตกลงดังกล่าว นางสาววิภาวรรณพยานโจทก์และพยานจำเลยซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินหน้าเคาน์เตอร์ในวันที่มีการเบิกจ่ายเงินจากบัญชีของโจทก์ยังเบิกความว่าพยานเพิ่งรู้จักโจทก์เมื่อโจทก์มาติดต่อพยานเกี่ยวกับเรื่องสมุดเงินฝากของโจทก์หายไปและเงินในบัญชีของโจทก์สูญหายเป็นเงิน 400,000 บาท ซึ่งแสดงว่าในวันที่มีการเบิกจ่ายเงินไปจากบัญชีของโจทก์ในครั้งนี้ พยานไม่รู้จักตัวโจทก์และไม่ได้ตรวจสอบบัตรประชาชนของผู้ขอเบิกเงินเสียก่อน ในกรณีเช่นนี้พยานซึ่งพนักงานของจำเลยและจำเลยในฐานะผู้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ย่อมต้องใช้ความระมัดระวังตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนว่า บุคคลที่มาขอเบิกเงินจากบัญชีฝากของโจทก์คือตัวโจทก์โดยอาจขอดูบัตรแสดงตัวของบุคคลดังกล่าว ซึ่งอาจได้แก่บัตรประจำตัวประชาชน การที่จำเลยถือเอาสมุดคู่ฝากและใบถอนเงินประกอบกับตัวอย่างลายมือชื่อของโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยเป็นหลักฐานให้บุคคลดังกล่าวถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ไปย่อมไม่เป็นการใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอสมกับฐานะของผู้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ทั้งยังได้ความว่า ลายมือชื่อของผู้ถอนเงินในใบถอนเงินนั้นไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์แต่อย่างใด นอกจากนี้ตามระเบียบปฏิบัติงานของจำเลยเกี่ยวกับการถอนเงินฝากประจำ ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับพนักงานของจำเลยก็กำหนดแต่เพียงว่าผู้ฝากหรือเจ้าของบัญชีต้องมาถอนเงินด้วยตนเองแล้วให้พนักงานของจำเลยตรวจรายงานในใบถอนเงินและการลงลายมือชื่อของเจ้าของบัญชีให้เรียบร้อยปรากฏตามคู่มือและระเบียบปฏิบัติงานเอกสารหมาย ล.4 มิได้กำหนดว่าการที่ลายมือชื่อของผู้ขอเบิกเงินในใบเบิกเงินเหมือนหรือคล้ายกับตัวอย่างลายมือชื่อของผู้ฝากหรือเจ้าของบัญชีแล้วให้ถือว่าบุคคลผู้มาขอเบิกเงินเป็นผู้ฝากเงินหรือเจ้าของบัญชีด้วยโดยไม่ต้องตรวจดูบัตรประจำตัวประชาชนดังที่จำเลยอ้าง ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 4,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 672
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวขวัญยืน ใจดี
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7650/2549
#267831
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซื้อคอนกรีตผสมเสร็จจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายแก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 หากำไรอีกทอดหนึ่งอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 นั้นเอง ซึ่งเข้าข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1) ฉะนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกราคาคอนกรีตผสมเสร็จที่ค้างชำระจากจำเลยที่ 1 จึงต้องใช้อายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จกับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินไม่เกิน 3,000,000 บาท ต่อมาระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2540 ถึงเดือนธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อคอนกรีตผสมเสร็จจากโจทก์หลายครั้ง รวมเป็นค่าสินค้าจำนวน 2,174,548.78 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระค่าสินค้าจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลงในใบแจ้งหนี้แต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันชำระค่าสินค้าจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 523,320.21 บาท นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 349,111.79 บาท นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 403,755.34 บาท นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 329,402.74 บาท นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 243,484.34 บาท นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 127,897.72 บาท นับแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 และของต้นเงิน 197,586.64 บาท นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2541 ซึ่งเป็นวันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 669,018.82 บาท รวมเป็นเงิน 2,843,567.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,843,567.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,174,548.78 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดในวงเงินไม่เกิน 3,000,000 บาท

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จกับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามฟ้อง เมื่อระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อคอนกรีตผสมเสร็จจากโจทก์หลายครั้ง รวมเป็นค่าสินค้าจำนวน 2,174,548.78 บาท ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าสินค้าจำนวนดังกล่าวได้ภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ส่งมอบคอนกรีตผสมเสร็จให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นต้นไป แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งพ้นกำหนดเวลา 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 197,586.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,174,548.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 523,310.21 บาท นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 349,111.79 บาท นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 403,755.34 นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 329,402.75 บาท นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 243,484.34 บาท นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 127,897.72 บาท นับแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 และของต้นเงิน 197,586.64 บาท นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสิ้นไม่เกิน 3,000,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จกับโจทก์ตามสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จเอกสารหมาย จ.4 โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงิน 3,000,000 บาท ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าคอนกรีตผสมเสร็จจากโจทก์หลายครั้งรวมเป็นค่าสินค้าจำนวน 2,174,548.78 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับสินค้าครบถ้วนแล้ว ตามสำเนาใบแจ้งหนี้ ใบกำกับสินค้า/ใบกำกับภาษี และใบจ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.88 โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ลงในใบแจ้งหนี้ในแต่ละงวด หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าสินค้าที่ค้างชำระนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จและยอมชำระเบี้ยปรับตามที่โจทก์กำหนดอีกด้วย เมื่อครบกำหนดชำระค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6, จ.20, จ.33, จ.46, จ.60, จ.71 และ จ.79 แล้วจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ฟ้องโจทก์ตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6, จ.20 จ.33, จ.46, จ.60 และ จ.71 ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จเป็นปกติธุระก็ตาม แต่การที่โจทก์ขายคอนกรีตผสมเสร็จให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่โจทก์กระทำกับบุคคลของจำเลยที่ 1 เอง หาได้ทำกับกิจการของจำเลยที่ 1 ไม่ เพราะการที่โจทก์นำคอนกรีตผสมเสร็จส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเพราะโจทก์ต้องส่งมอบคอนกรีตผสมเสร็จให้แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น ส่วนการเรียกเก็บค่าสินค้าจากลูกค้าจำเลยที่ 1 นั้นจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการเอง โจทก์หาจำต้องจัดการแทนจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด กรณีของโจทก์ขายคอนกรีตผสมเสร็จให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นไปเพื่อกิจการของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นผู้ประกับการค้าหรืออุตสาหกรรมเรียกเอาค่าของที่ส่งมอบมีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้อง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความ 2 ปีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดประกอบกิจการผลิต ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน จ้างทำของ รับจ้างทำของหรือกระทำด้วยประการอื่น ซึ่งผลิตภัณฑ์คอนกรีตที่ใช้หรือเกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้าง หรือเป็นอุปกรณ์ในการก่อสร้างและผลิตภัณฑ์อย่างอื่นๆ ที่ทำด้วยคอนกรีต คอนกรีตเสริมเหล็ก และคอนกรีตอัดแรง รวมทั้งการให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญาขายคอนกรีตผสมเสร็จให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการประกอบธุรกิจหรือดำเนินกิจการในวัตถุประสงค์ของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.3 ข้อหนึ่งว่า ประกอบกิจการค้าปูนซิเมนต์และคอนกรีตผสมเสร็จทุกชนิด การที่จำเลยที่ 1 ซื้อคอนกรีตผสมเสร็จจากโจทก์มิได้นำไปใช้ แต่เป็นการซื้อเพื่อนำไปจำหน่ายแก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 เพื่อแสวงหากำไรอีกทอดหนึ่งอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 นั้นเอง ซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ฉะนั้น การที่โจทก์ฟ้องเรียกราคาคอนกรีตผสมเสร็จที่ค้างชำระจากจำเลยที่ 1 จึงต้องใช้อายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) หาใช่ 2 ปี ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่ เมื่อนับระยะเวลาตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6, จ.20 จ.33, จ.46, จ.60 และ จ.71 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสามจึงปราศจากเหตุผลให้รับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 197,586.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินที่สูงขึ้น การที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสามรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาจึงเป็นเงินจำนวน 1,976,962.14 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 523.310.21 บาท นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 349,111.79 บาท นับแต่วันที่ 14 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 403,755.34 บาท นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 329,402.74 บาท นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 243,484.34 บาท นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2541 และของต้นเงิน 127,897.72 บาท นับแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันฟ้อง แต่จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ 2,843,567.60 บาท ซึ่งเกินกว่าที่จะต้องเสียจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสาม"

พิพากษายืน โจทก์ไม่ยื่นคำแก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาที่เสียเกินมาแก่จำเลยทั้งสาม.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีพีไอ คอนกรีต จำกัด
จำเลย — บริษัท ซี.พี. คอนกรีต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
บุญรอด ตันประเสริฐ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7644/2549
#266910
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาคารชุด ฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการบริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด ทั้งนี้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ ส่วนมาตรา 18 วรรคสอง บัญญัติว่า เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของรวมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 ดังนั้น ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง จึงเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงข้อบังคับได้ตามมาตรา 32 (10) ประกอบมาตรา 49 (1) ที่เจ้าของร่วมมีมติแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายร่วมกันได้ แต่ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ต้องเป็นไปตามที่ พ.ร.บ.อาคารชุด ฯ กำหนดเท่านั้น ประกอบกับมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า เพื่อประโยชน์ในการบังคับชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ให้นิติบุคคลอาคารชุดมีบุริมสิทธิ ดังนี้ (1) บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 259 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของห้องชุดนั้นนำมาไว้ในห้องชุดของตน และ (2) บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิรักษาอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 273 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุด ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายที่เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกตามมาตรา 18 นั้น แยกค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง และมาตรา 18 วรรคสอง ออกต่างหากจากกันโดยเด็ดขาด เพราะมีการคิดส่วนค่าใช้จ่ายและการบังคับชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 แต่ละวรรคแตกต่างกันดังกล่าว ดังนั้น มูลหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยค้างชำระแก่ผู้ร้องนั้นจึงไม่อาจเป็นทั้งมูลหนี้อันเกิดจากการบริการส่วนรวมและเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด ฯ มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และเป็นมูลหนี้อันเกิดจากการใช้ทรัพย์ส่วนกลางของจำเลย ตามมาตรา 18 วรรคสอง

ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยค้างชำระนั้นที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนิติบุคคลอาคารชุดของผู้ร้องได้ลงมติให้เพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเดิม 20 บาท เป็น 27 บาท โดยรายละเอียดในรายงานการประชุม ฯ ระบุเหตุผลการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายส่วนกลางโดยอ้างว่าไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น การซ่อมแซมระบบและส่วนต่าง ๆ ของอาคาร ซึ่ง พ.ร.บ.อาคารชุด ฯ มาตรา 50 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างหรือซ่อมแซมอาคารที่เสียหายสำหรับที่เป็นทรัพย์ส่วนกลาง ให้เจ้าของร่วมทุกคนในอาคารชุดเฉลี่ยออกตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลาง? ดังนั้น ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องนำมายื่นขอรับชำระหนี้บุริมสิทธินี้จึงเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางตาม พ.ร.บ.อาคารชุด ฯ มาตรา 18 วรรคสอง และบทบัญญัติมาตรา 41 วรรคท้าย กำหนดให้เฉพาะบุริมสิทธิตาม (2) แห่งมาตราดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งหากผู้จัดการนิติบุคคลได้ส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วให้ถือว่าอยู่ในลำดับก่อนจำนอง เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ส่งรายการหนี้ของผู้ร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 41 วรรคท้าย ดังกล่าวแล้ว จึงถือว่ามูลหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระแก่ผู้ร้องนั้นอยู่ในลำดับหลังบุริมสิทธิจำนองของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงิน หากไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 99/22 ชั้นที่ 6 อาคารเลขที่ 99 อาคารชุดเดอะเลกาซี วิภาวดี ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 13851 และ 13852 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้บังคับทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้จนครบ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดดังกล่าวของจำเลยซึ่งจำนองเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่โจทก์เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิในห้องชุดดังกล่าวของจำเลยในมูลหนี้ค่าใช้จ่ายในทรัพย์ส่วนกลาง ผู้ร้องย่อมมีบุริมสิทธิเหนือห้องชุดดังกล่าวมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์ฐานะเจ้าหนี้จำนอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิคิดค่าใช้จ่ายส่วนกลางเกินความเป็นจริง โดยผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากมูลค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นเงินเพียง 106,708.76 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการใช้ทรัพย์ส่วนกลางของจำเลยตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง หาใช่เป็นหนี้ที่มีมูลเกิดจากการบริการส่วนรวมของผู้ร้องตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ดังนั้นบุริมสิทธิของผู้ร้องจึงเป็นบุริมสิทธิลำดับเดียวกับบุริมสิทธิรักษาอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 273 (1) ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด ฯ มาตรา 41 (2) และเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากคำร้องและทางไต่สวนของผู้ร้องว่าผู้ร้องโดยผู้จัดการของผู้ร้องได้จัดส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 18 วรรคท้าย (ที่ถูกมาตรา 41 วรรคท้าย) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวหรือไม่อย่างไร จึงถือได้ว่าบุริมสิทธิในมูลหนี้ของผู้ร้องดังกล่าวอยู่ในลำดับหลังบุริมสิทธิจำนองของโจทก์ฐานะผู้คัดค้าน ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้หลังจากเจ้าหนี้จำนองโจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนก่อนแล้ว

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มูลหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระแก่ผู้ร้องนั้นเป็นมูลหนี้อันเกิดจากการบริการส่วนรวมและเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และเป็นมูลหนี้อันเกิดจากการใช้ทรัพย์ส่วนกลางของจำเลยตามมาตรา 18 วรรคสอง ด้วยหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด ทั้งนี้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ ส่วนมาตรา 18 วรรคสอง บัญญัติว่า เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 ดังนั้น ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง จึงเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงข้อบังคับได้ตามมาตรา 32 (10) ประกอบมาตรา 49 (1) ที่เจ้าของร่วมมีมติแก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายร่วมกันได้ แต่ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ต้องเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 กำหนดเท่านั้น ประกอบกับมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติไว้ว่า เพื่อประโยชน์ในการบังคับชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ให้นิติบุคคลอาคารชุดมีบุริมสิทธิ ดังนี้ (1) บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 259 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของห้องชุดนั้นนำมาไว้ในห้องชุดของตน และ (2) บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิรักษาอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 273 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุด ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายที่เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกตามมาตรา 18 นั้น แยกค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง และมาตรา 18 วรรคสอง ออกต่างหากจากกันโดยเด็ดขาด เพราะมีการคิดส่วนค่าใช้จ่ายและการบังคับชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 แต่ละวรรคแตกต่างกันดังกล่าว ดังนั้น มูลหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยค้างชำระแก่ผู้ร้องนั้นจึงไม่อาจเป็นทั้งมูลหนี้อันเกิดจากการบริการส่วนรวมและเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และเป็นมูลหนี้อันเกิดจากการใช้ทรัพย์ส่วนกลางของจำเลย ตามมาตรา 18 วรรคสอง ดังที่จำเลยอุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ปัญหาว่าค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องนำมายื่นขอรับชำระหนี้บุริมสิทธินี้เป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดมีบุริมสิทธิพิเศษในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 259 (1) ที่ผู้ร้องจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ รวมทั้งโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องอ้างว่าจำเลยค้างชำระนั้นได้ความจากนางสาววิภารัตน์พยานโจทก์เบิกความว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนิติบุคคลอาคารชุดของผู้ร้องได้ลงมติให้เพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเดิม 20 บาท เป็น 27 บาท โดยรายละเอียดในรายงานการประชุม ฯ ดังกล่าวระบุเหตุผลการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายส่วนกลางโดยอ้างว่าไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น การซ่อมแซมระบบและส่วนต่าง ๆ ของอาคาร ซึ่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 50 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างหรือซ่อมแซมอาคารที่เสียหายสำหรับที่เป็นทรัพย์ส่วนกลาง ให้เจ้าของร่วมทุกคนในอาคารชุดเฉลี่ยออกตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลาง? ดังนั้น ค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องนำมายื่นขอรับชำระหนี้บุริมสิทธินี้จึงเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 วรรคสอง และบทบัญญัติมาตรา 41 วรรคท้าย กำหนดให้เฉพาะบุริมสิทธิตาม (2) แห่งมาตราดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งหากผู้จัดการนิติบุคคลได้ส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วให้ถือว่าอยู่ในลำดับก่อนจำนอง เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ส่งรายการหนี้ของผู้ร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 41 วรรคท้าย ดังกล่าวแล้ว จึงถือว่ามูลหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยค้างชำระแก่ผู้ร้องนั้นอยู่ในลำดับหลังบุริมสิทธิจำนองของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 259 (1) ม. 273 (1)
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 14 ม. 18 ม. 32 ม. 41 ม. 49 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
ผู้ร้อง — นิติบุคคลอาคารชุดเดอะเลกาซี วิภาวดี
จำเลย — นางสิริรัตน์หรือสิริรัฐ ชูกลิ่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพิสิฐ ธรรมกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7631/2549
#269334
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายทั้งสามยอมให้จำเลยกระทำก็เพราะหลงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจกระทำได้ เกิดจากความเบาปัญญา อ่อนต่อโลกของผู้เสียหาย มิได้เกิดจากความสมัครใจและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ การที่จำเลยจับและลูบบริเวณแขน หัวไหล่ เต้านม และหน้าท้องของผู้เสียหายทั้งสามเป็นการใช้แรงกายภาพต่อผู้เสียหายทั้งสาม ถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย

การที่จำเลยกระทำอนาจารต่อผู้เสียหาย ขณะผู้เสียหายอยู่ด้วยกันในรถกระบะของจำเลยในลักษณะเปิดเผยถือได้ว่าเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล

จำเลยแสดงตนโดยบอกแก่ผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นนักเรียนว่าจำเลยเป็นสารวัตรนักเรียน และจำเลยได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายทั้งสามโดยอ้างว่าเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าผู้เสียหายทั้งสามติดยาเสพติดให้โทษและผ่านการร่วมเพศมาก่อนหรือไม่ ทั้งให้ผู้เสียหายทั้งสามนั่งรถไปกับจำเลยโดยอ้างว่าจะไปส่งโรงเรียนแล้วกลับพาไปกระทำอนาจาร ซึ่งตำแหน่งสารวัตรนักเรียนเป็นตำแหน่งของเจ้าพนักงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 145, 278, 281, 310

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145, 278, 281 และ 310 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน จำคุก 1 ปี ฐานกระทำอนาจารจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ จำคุก 1 ปี รวมเป็นจำคุกจำเลย 11 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 310 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารตามมาตรา 278 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 9 ปี ให้ยกฟ้องฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145

โจทก์และจำเลยฎีกากับจำเลยแก้ไขฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ผู้เสียหายทั้งสามกับจำเลยต่างพบกันที่ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร แล้วผู้เสียหายทั้งสามนั่งรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 2ฒ - 2426 กรุงเทพมหานคร ไปกับจำเลย จำเลยขับรถพาผู้เสียหายทั้งสามออกจากห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ระหว่างทางผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ลงจากรถ จำเลยขับรถพาผู้เสียหายที่ 3 ไปร่วมประเวณีที่โรงแรมฉิมพลี ต่อมาผู้เสียหายทั้งสามไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลประเวศว่า จำเลยแสดงตัวอ้างว่าเป็นสารวัตรนักเรียน แล้วให้ผู้เสียหายทั้งสามนั่งรถไปกับจำเลย จำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายทั้งสาม เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมจำเลยได้ แจ้งข้อหาว่ากระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ ข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตนโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ระหว่างสอบสวน ผู้เสียหายที่ 3 ถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้เสียหายทั้งสามยื่นคำร้องว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยเป็นที่พอใจไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป ขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลฎีกาอนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์ได้เฉพาะความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก คดีคงมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานกับฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายทั้งสามต่อหน้าธารกำนัลตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสามเป็นพยานเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา ผู้เสียหายทั้งสามพากันไปที่ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์เพื่อนำกรอบรูปไปห่อของขวัญ ผู้เสียหายทั้งสามพบจำเลยบริเวณบันไดเลื่อนชั้นที่หนึ่ง จำเลยเข้ามาหาแล้วหยิบบัตรประจำตัวออกมาจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้ผู้เสียหายทั้งสามดูพร้อมกับบอกว่าจำเลยเป็นสารวัตรนักเรียน จำเลยสอบถามผู้เสียหายทั้งสามว่าหนีโรงเรียนมาหรือไม่ ผู้เสียหายทั้งสามบอกว่าไม่ได้หนี้โรงเรียน โดยผู้เสียหายที่ 2 ได้ขออนุญาตมารดาแล้ว จำเลยบอกว่าต้องตรวจสอบประวัติผู้เสียหายทั้งสามก่อน แล้วให้ผู้เสียหายทั้งสามเดินตามจำเลยไปที่รถซึ่งจอดอยู่ที่ชั้นที่หนึ่ง โดยจำเลยถือกรอบรูปของผู้เสียหายที่ 3 เดินนำไป จำเลยเปิดประตูรถด้านคนขับแล้วหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมา แล้วสอบถามชื่อที่อยู่ของผู้เสียหายทั้งสามจดบันทึกลงในสมุด จำเลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วพูดทางโทรศัพท์ให้เช็คประวัติของผู้เสียหายทั้งสามไปยังกระทรวง เสร็จแล้วจำเลยบอกว่าต้องรอให้ทางกระทรวงตรวจสอบก่อนว่ามีประวัติเคยหนีโรงเรียนหรือไม่ จำเลยสอบถามหมายเลขโทรศัพท์ที่บ้านของผู้เสียหายทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 บอกว่าไม่มี เมื่อผู้เสียหายที่ 2 บอกหมายเลขโทรศัพท์ให้จำเลยทราบ จำเลยก็โทรศัพท์ไปพูดคุยกับมารดาของผู้เสียหายที่ 2 โดยพูดว่าผู้เสียหายที่ 2 หนีโรงเรียนหรือไม่ ได้ควบคุมตัวไว้เพื่อตรวจสอบประวัติ จำเลยส่งโทรศัพท์ให้ผู้เสียหายที่ 2 พูดกับมารดาด้วย จำเลยบอกให้ผู้เสียหายทั้งสามขึ้นรถ ผู้เสียหายทั้งสามไม่ยอมขึ้น จำเลยจึงบอกว่าไม่ต้องกลัวจะขึ้นไปพบอาจารย์สุวิมลที่ชั้นที่ห้า ผู้เสียหายทั้งสามเชื่อว่าจำเลยเป็นสารวัตรนักเรียนจริงจึงยอมขึ้นรถไปด้วย จำเลยสอบถามว่าผู้เสียหายทั้งสามเสพยาเสพติดให้โทษหรือไม่และขอตรวจดูว่ามีรอยเข็มฉีดยาหรือไม่ จำเลยใช้มือลูบบริเวณแขน หัวไหล่ และรอบสะดือ โดยให้ผู้เสียหายแต่ละคนเปิดเสื้อขึ้น จำเลยสอบถามผู้เสียหายทั้งสามว่าแอบซ่อนผ้าเช็ดหน้าที่ชุบสารระเหยไว้ที่ร่างกายหรือไม่ แล้วให้ผู้เสียหายทั้งสามปลดกระดุมเสื้อทีละคน จำเลยเอามือล้วงเข้าไปบริเวณข้างลำตัว จับบริเวณเต้านมทั้งสองข้างของผู้เสียหายแต่ละคน หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 กลับไปที่บ้านของผู้เสียหายที่ 2 และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นาย อ. บิดาของผู้เสียหายที่ 2 ทราบทันที บิดาของผู้เสียหายที่ 2 โทรศัพท์สอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวจำเลยไปที่กระทรวงศึกษาธิการตามหมายเลขโทรศัพท์ที่จำเลยจดให้แก่ผู้เสียหายทั้งสาม ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์แจ้งเหตุให้นาง ศ. มารดาของผู้เสียหายที่ 1 ทราบทันทีเช่นกันดังที่นาง ศ. มาเบิกความสนับสนุน ทั้งนาย อ. ได้โทรศัพท์แจ้งเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจหน่วย 191 ติดตามหารถของจำเลยเพราะทราบว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 3 ไป เมื่อได้รับคำแนะนำให้ไปแจ้งความก็ได้พากันไปแจ้งความ จนกระทั่งเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมจำเลยได้ขณะขับรถกระบะคันเดียวกับที่ผู้เสียหายทั้งสามแจ้งทะเบียนรถที่จำเลยใช้ให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบ คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามมีเหตุผลให้รับฟังได้ ที่จำเลยให้การต่อสู้คดีและฎีกาว่า มีบุคคลวางแผนกลั่นแกล้งจำเลยโดยให้ผู้เสียหายทั้งสามมาชักชวนจำเลยให้จำเลยกระทำการในทางเพศกับผู้เสียหายทั้งสามแล้วแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนั้น ไม่มีเหตุผลที่หักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แม้ผู้เสียหายทั้งสามจะเบิกความแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาในการนัดหมาย เวลาเกิดเหตุซึ่งไม่ทำให้น้ำหนักคำพยานโจทก์รับฟังไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้แสดงตนโดยบอกแก่ผู้เสียหายทั้งสามว่าจำเลยเป็นสารวัตรนักเรียน และจำเลยได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายทั้งสามโดยกล่าวอ้างว่าเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าผู้เสียหายทั้งสามติดยาเสพติดให้โทษหรือไม่และเคยผ่านการร่วมเพศมาก่อนหรือไม่ ทั้งได้ให้ผู้เสียหายั้งสามนั่งรถไปกับจำเลยโดยอ้างว่าจะไปส่งโรงเรียนแล้วกลับพาไปกระทำอนาจาร ซึ่งตำแหน่งสารวัตรนักเรียนเป็นตำแหน่งของเจ้าพนักงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ทั้งจำเลยก็เบิกความเจือสมว่า จำเลยช่วยน้องประกอบกิจการร้านอาหารและบ่อตกปลาโดยมิได้นำสืบว่าเป็นสารวัตรนักเรียนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน จำเลยจึงมีความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตามฟ้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัลนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายทั้งสามยอมให้จำเลยกระทำก็เพราะหลงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจกระทำได้ เกิดจากความเบาปัญญา อ่อนต่อโลกของผู้เสียหายทั้งสาม มิได้เกิดจากความสมัครใจ และอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ การที่จำเลยจับและลูบบริเวณแขน หัวไหล่ เต้านม และหน้าท้องของผู้เสียหายทั้งสามเป็นการใช้แรงกายภาพต่อผู้เสียหายทั้งสาม ถือได้ว่าเป็นใช้กำลังประทุษร้าย หาใช่เกิดจากการหลงเชื่องมงายแล้วยินยอมให้จำเลยกระทำอนาจารดังที่จำเลยฎีกาไม่ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ตรงกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้าง และการที่จำเลยกระทำอนาจารต่อผู้เสียหายทั้งสาม ขณะที่ผู้เสียหายทั้งสามอยู่ด้วยกันในรถกระบะของจำเลยในลักษณะเปิดเผยถือได้ว่าเป็นการกระทำตอ่หน้าธารกำนัล การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานนี้อีกโสตหนึ่งด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น การกระทำความผิดของจำเลยฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อ จำต้องยอมให้จำเลยกระทำอนาจารนับว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างยิ่ง แม้จำเลยจะได้ใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสามจนผู้เสียหายทั้งสามไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย ก็ไม่มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้ เป็นแต่จำเลยมุ่งประสงค์มิให้ตนต้องรับโทษเท่านั้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานกระทำอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุกทั้งสิ้น 10 ปี ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก จากสารบบความ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 145 ม. 278 ม. 281
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมชาย เอื้อพิชิตชัย
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7630/2549
#267371
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เมาสุราจนครองสติไม่ได้ ประพฤติตนวุ่นวายในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน และโจทก์ได้ชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว ทำให้คดีอาญาที่โจทก์ถูกกล่าวหาเป็นอันเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 (2) แต่เมื่อโจทก์กล่าวหาต่อจำเลยในฐานะพนักงานสอบสวนว่าจ่าสิบตำรวจ ป. ทำร้ายร่างกายโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายโดยมีเจตนาจะให้จ่าสิบตำรวจ ป. ได้รับโทษ จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามมาตรา 2 (7) และเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากการกระทำที่โจทก์ถูกกล่าวหาดังกล่าว จำเลยในฐานะพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องรับคำร้องทุกข์ของโจทก์ไว้เพื่อดำเนินการสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ต่อไป การที่จำเลยไม่รับคำร้องทุกข์ของโจทก์ในข้อหาทำร้ายร่างกาย อ้างเพียงว่าคดีเลิกกันแล้วโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ จึงเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองว่า จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 เวลากลางคืน โจทก์ทั้งสองถูกจ่าสิบตำรวจประเสริฐ รัตนมณี ทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและพาโจทก์ทั้งสองมาสถานีตำรวจภูธรอำเภอนาทวี โดยจำเลยเป็นพนักงานสอบสวนทำหน้าที่ร้อยเวร มีหน้าที่รับแจ้งความคดีอาญา โจทก์ทั้งสองเล่าเรื่องที่ถูกทำร้ายให้จำเลยทราบและขอแจ้งความให้ดำเนินคดีอาญาในเรื่องที่ถูกจ่าสิบตำรวจประเสริฐทำร้าย จำเลยไม่ยอมรับแจ้งความกลับสั่งให้เปรียบเทียบปรับโจทก์ทั้งสองในข้อหาเมาสุราจนครองสติไม่ได้ ประพฤติตนวุ่นวายในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน ต่อมาในตอนเช้าโจทก์ทั้งสองกับนางหนูน้อย ขาวหนูนา นางสายจิต ลาภสกุลอนันต์หรือแซ่จอง ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ทั้งสองมาพบจำเลยที่สถานีตำรวจเพื่อขอแจ้งความให้ดำเนินคดีอาญาแก่จ่าสิบตำรวจประเสริฐอีกครั้ง แต่จำเลยไม่รับแจ้งความ การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 184, 200, 310, 90, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 200 จึงให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฎว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดไม่ร้ายแรง เห็นสมควรให้โอกาสจำเลย โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา โจทก์ทั้งสองถูกจ่าสิบตำรวจประเสริฐ รัตนมณี กับพวกจับกุมในข้อหาเมาสุราจนครองสติไม่ได้ ประพฤติตนวุ่นวายในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน นำตัวมามอบให้จำเลยซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนโจทก์ทั้งสองให้การรับสารภาพ จำเลยได้เปรียบเทียบปรับโจทก์ทั้งสองในข้อหาดังกล่าว ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์ทั้งสองกับญาติได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อจำเลยให้ดำเนินคดีแก่จ่าสิบตำรวจประเสริฐ รัตนมณี ในข้อหาทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยแจ้งว่าเรื่องดังกล่าวได้เปรียบเทียบปรับถือว่าคดีเลิกกันไปแล้ว จำเลยไม่รับแจ้งความร้องทุกข์ โจทก์ทั้งสองต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคนอื่นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2538 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การที่จำเลยไม่รับแจ้งความร้องทุกข์โจทก์ทั้งสองในข้อหาทำร้ายร่างกาย เป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำรับสารภาพของโจทก์ทั้งสองว่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์ทั้งสองเมาสุราจนครองสติไม่ได้ ประพฤติตนวุ่นวายในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน และโจทก์ทั้งสองได้ชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว ทำให้คดีอาญาที่โจทก์ทั้งสองถูกกล่าวหาเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 (2) แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองกล่าวหาต่อจำเลยในฐานะพนักงานสอบสวนว่าจ่าสิบตำรวจประเสริฐ รัตนมณี ทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสองในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 ซึ่งเป็นการกล่าวหาว่าจ่าสิบตำรวจประเสริฐได้กระทำความผิดข้อหาทำร้ายร่างกาย ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายโดยมีเจตนาจะให้จ่าสิบตำรวจประเสริฐได้รับโทษเช่นนี้ จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) และเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากการกระทำที่โจทก์ทั้งสองถูกกล่าวหาว่าเมาสุราจนครองสติไม่ได้ ประพฤติตนวุ่นวายในสาธารณะหรือสาธารณสถาน จำเลยในฐานะพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องรับคำร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งสองไว้เพื่อดำเนินการสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ต่อไป การที่จำเลยไม่รับคำร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งสองในข้อหาทำร้ายร่างกายอ้างเพียงว่าคดีเลิกกันแล้วโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ จึงเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายที่จำเลยฎีกาว่า คดีที่จ่าสิบตำรวจประเสริฐถูกฟ้องว่าทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสอง ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง จำเลยจึงไม่มีอำนาจที่จะรับคำร้องทุกข์ในข้อหาทำร้ายร่างกายนั้น เห็นว่า การพิจารณาคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นหลังจากจำเลยไม่ยอมรับคำร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งสองแล้ว จนโจทก์ทั้งสองต้องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคนอื่นในเวลาต่อมา ผลของคดีดังกล่าวไม่มีผลลบล้างการกระทำของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้ดุลพินิจโดยชอบดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันเวลากระทำผิดตามฟ้องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้ความก็เป็นข้อแตกต่างกันในรายละเอียด ไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ จึงฟังข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 123
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสกสรรค์ ทองเกลี้ยง กับพวก
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกประเดิม ไพรสนธิ์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7630/2549
#269385
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองเมาสุราจนครองสติไม่ได้ ประพฤติตนวุ่นวายในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน แต่โจทก์ทั้งสองได้ชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว ทำให้คดีอาญาที่โจทก์ทั้งสองถูกกล่าวหาเป็นอันเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 (2) เมื่อโจทก์ทั้งสองกล่าวหาต่อจำเลยในฐานะพนักงานสอบสวนว่า จ่าสิบตำรวจ ป. ทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสองในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นการกล่าวหาว่าจ่าสิบตำรวจ ป. ได้กระทำความผิดข้อหาทำร้ายร่างกาย ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายโดยมีเจตนาจะให้จ่าสิบตำรวจ ป. ได้รับโทษเช่นนี้ จึงเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากการกระทำที่โจทก์ทั้งสองถูกกล่าวหาว่าเมาสุราจนครองสติไม่ได้ ประพฤติตนวุ่นวายในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน จำเลยในฐานะพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องรับคำร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งสองไว้เพื่อดำเนินการสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ต่อไปการที่จำเลยไม่รับคำร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งสองในข้อหาทำร้ายร่างกาย อ้างเพียงว่าคดีเลิกกันแล้วโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย

การพิจารณาคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นหลังจากจำเลยไม่ยอมรับคำร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งสองแล้ว จนโจทก์ทั้งสองต้องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคนอื่นในเวลาต่อมา แม้ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องก็ไม่มีผลลบล้างการกระทำของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้ดุลพินิจโดยชอบ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันเวลากระทำผิดตามฟ้องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้ความเป็นข้อแตกต่างกันในรายละเอียด ไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ จึงฟังข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 184, 200, 310, 90, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 200 จึงให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาดังกล่าวส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนประกอบพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดไม่ร้ายแรง เห็นสมควรให้โอกาสจำเลย โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา โจทก์ทั้งสองถูกจ่าสิบตำรวจประเสริฐ รัตนมณี กับพวกจับกุมในข้อหาเมาสุราจนครองสติไม่ได้ ประพฤติตนวุ่นวายในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน นำตัวมามอบให้จำเลยซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน โจทก์ทั้งสองให้การรับสารภาพ จำเลยได้เปรียบเทียบปรับโจทก์ทั้งสองในข้อหาดังกล่าว ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์ทั้งสองกับญาติได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อจำเลยให้ดำเนินคดีแก่จ่าสิบตำรวจประเสริฐ รัตนมณี ในข้อหาทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยแจ้งว่าเรื่องดังกล่าวได้เปรียบเทียบปรับถือว่าคดีเลิกกันไปแล้ว จำเลยไม่รับแจ้งความร้องทุกข์ โจทก์ทั้งสองต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคนอื่นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2538 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การที่จำเลยไม่รับแจ้งความร้องทุกข์โจทก์ทั้งสองในข้อหาทำร้ายร่างกาย เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำรับสารภาพของโจทก์ทั้งสองว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์ทั้งสองเมาสุราจนครองสติไม่ได้ ประพฤติตนวุ่นวายในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน และโจทก์ทั้งสองได้ชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว ทำให้คดีอาญาที่โจทก์ทั้งสองถูกกล่าวหาเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 (2) แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองกล่าวหาต่อจำเลยในฐานะพนักงานสอบสวนว่าจ่าสิบตำรวจประเสริฐ รัตนมณี ทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสองในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 ซึ่งเป็นการกล่าวหาว่าจ่าสิบตำรวจประเสริฐได้กระทำความผิดข้อหาทำร้ายร่างกาย ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายโดยมีเจตนาจะให้จ่าสิบตำรวจประเสริฐได้รับโทษเช่นนี้ จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) และเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากการกระทำที่โจทก์ทั้งสองถูกกล่าวหาว่าเมาสุราจนครองสติไม่ได้ ประพฤติตนวุ่นวายในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน จำเลยในฐานะพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องรับคำร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งสองไว้เพื่อดำเนินการสอบสวนตามอำนาจหน้าที่ต่อไป การที่จำเลยไม่รับคำร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งสองในข้อหาทำร้ายร่างกายอ้างเพียงว่าคดีเลิกกันแล้วโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ที่จำเลยฎีกาว่า คดีที่จ่าสิบตำรวจประเสริฐถูกฟ้องว่าทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสอง ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง จำเลยจึงไม่มีอำนาจที่จะรับคำร้องทุกข์ในข้อหาทำร้ายร่างกายนั้น เห็นว่า การพิจารณาคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นหลังจากจำเลยไม่ยอมรับคำร้องทุกข์ของโจทก์ทั้งสองแล้วจนโจทก์ทั้งสองต้องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคนอื่นในเวลาต่อมา ผลของคดีดังกล่าวไม่มีผลลบล้างการกระทำของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้ดุลพินิจโดยชอบดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันเวลากระทำผิดตามฟ้องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้ความก็เป็นข้อแตกต่างกันในรายละเอียด ไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยไม่ได้หลงต่อสู้ จึงฟังข้อเท็จจริงตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 37 ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสกสรรค์ ทองเกลี้ยง กับพวก
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกประเดิม ไพรสนธิ์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7622 -ที่ 7623/2549
#266861
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 5 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มาส่งให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างทางถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและยึดเมทแอมเฟตามีนได้เสียก่อน จำเลยที่ 4 ยังไม่ได้รับมอบการครอบครองเมทแอมเฟตามีนจากผู้ขาย จำเลยที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 4 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 ย่อมไม่มีความผิดเช่นเดียวกับจำเลยที่ 4 แต่การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 1 ในการขนส่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อให้ถึงปลายทาง และการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 5 ขณะกระทำความผิดเนื่องจากขณะนั้นจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 5 อยู่ระหว่างถูกจับกุมและการจับกุมยังไม่เสร็จสิ้นเรียบร้อย จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 1 ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม ป.อ. มาตรา 86 เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเพียงผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว เมื่อข้อแตกต่างมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

สำหรับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง รวมมากับฟ้องสำนวนหลังด้วย ปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 4 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวซึ่งเป็นจำนวนเดียวกันไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นสำนวนแรก การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 4 ในส่วนที่เกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด ในสำนวนหลังอีก จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 5 และที่ 4 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 8, 10, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด และนับโทษจำเลยที่ 4 ทั้งสองสำนวนต่อกัน

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 4 ในสำนวนแรกที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม)) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตลอดชีวิต จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม)) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และจำเลยที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่เมื่อเรียงกระทงลงโทษแล้ว คงให้ลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 5 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และเมื่อลงโทษจำเลยที่ 5 จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวแล้ว จึงไม่อาจระวางโทษจำเลยที่ 5 เป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การของจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มิใช่ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษโดยตรง เป็นเพียงผู้รับจ้างขนและรับช่วงขนยาเสพติดให้โทษของกลางเท่านั้น เห็นสมควรลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53) คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 คนละ 33 ปี 4 เดือน ริบของกลางทั้งหมด ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.1667/2544 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.5862/2543 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า ศาลได้รวมการพิจารณาพิพากษาทั้งสองคดีดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องนับโทษต่อตามที่โจทก์ขออีก คำขอในส่วนนี้กับคำขอที่ให้ระวางโทษจำเลยที่ 5 เป็นสามเท่าจึงให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก วรรคสอง) (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) รวม 2 กระทง แต่ให้คงจำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 5 ตลอดชีวิต ไม่ปรับบทมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นคนสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด จากจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 4 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเงินค่าน้ำมันรถจำนวน 1,000 บาท ไปมอบให้จำเลยที่ 1 ที่จังหวัดนครสวรรค์เพื่อให้จำเลยที่ 1 สามารถขับรถบรรทุกขนเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้จำเลยที่ 4 ยังจุดหมายปลายทางได้ การที่จำเลยที่ 5 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มาส่งให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างทางถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและยึดเมทแอมเฟตามีนได้เสียก่อน จำเลยที่ 4 ยังไม่ได้รับมอบการครอบครองเมทแอมเฟตามีนจากผู้ขาย จำเลยที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 4 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 4 ย่อมไม่มีความผิดเช่นเดียวกับจำเลยที่ 4 แต่การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 1 ในการขนส่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อให้ถึงปลายทาง และการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 5 ขณะกระทำความผิด เนื่องจากขณะนั้นจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 5 อยู่ระหว่างถูกจับกุมและการจับกุมยังไม่เสร็จสิ้นเรียบร้อย จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 1 ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเพียงผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว เมื่อข้อแตกต่างมิใช่ข้อสาระสำคัญและจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง เป็นสำนวนหลัง ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,870 เม็ด จากจำเลยที่ 5 ดังนั้น จำเลยที่ 4 จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนจำนวนนี้ และฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 46,870 เม็ด ตามฟ้อง ส่วนเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด ซึ่งโจทก์ฟ้องรวมมากับสำนวนหลังด้วยนั้น ปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 4 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวซึ่งเป็นจำนวนเดียวกันไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นสำนวนแรก การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 4 ในส่วนที่เกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 29,795 เม็ด ในสำนวนหลังอีกจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 53 ลงโทษจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 22 ปี 2 เดือน 20 วัน จำเลยที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 90, 91 เป็นความผิดสองกรรม แต่ละกรรมเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 4 ให้ยก สำหรับโทษของจำเลยที่ 5 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 192 วรรคสอง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 8 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง (เดิม) ม. 66 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมพร ดวงคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายประวิตร ประคำโทน
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7611/2549
#266914
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อ ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าซื้อมีอายุความ 10 ปี มิใช่อายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ดังนั้น สิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าซื้อของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนจำนวน 214,455 บาท แลให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 150,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์หรือใช้ราคาแทนจนครบ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนจำนวน 100,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 150,000 บาท และชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กันยายน 2543) จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนจนครบ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 2,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อโจทก์ในเวลาก่อนที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญาเป็นหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 เป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระซึ่งมีอายุความเพียง 2 ปี เท่านั้น โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองล่วงเลยกำหนดระยะเวลา 2 ปี ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าหลังจากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อ ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าซื้อมีอายุความ 10 ปี ดังนั้น สิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถที่เช่าซื้อจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่โต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์เรื่องค่าขาดราคาและค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อคำนึงถึงอายุการใช้งานของรถยนต์พิพาทค่าขาดราคาไม่เกิน 50,000 บาท และค่าขาดประโยชน์รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาท เห็นว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 100,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ 150,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงมีเพียง 150,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ 3,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฐิติกร จำกัด
จำเลย — นายอภิชาติ แซ่แต้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวรุ่งระวี โสขุมา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7610/2549
#269316
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิตกับโจทก์ก็มีความประสงค์เพื่อการชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตรวมทั้งเพื่อถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ ซึ่งเป็นกิจกรรมเกี่ยวเนื่องจากการใช้บัตรเครดิตทั้งสิ้น ดังนั้น หนี้ในคดีนี้จึงไม่ใช่หนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีหรือหนี้บัญชีเดินสะพัดโดยตรง แต่เป็นการที่โจทก์ให้บริการการใช้บัตรเครดิตแก่จำเลยที่เป็นสมาชิกโดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 506,765.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 199,780.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิตกับโจทก์ก็เพื่อให้จำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิต มิใช่มีเจตนาให้ตัดทอนบัญชีหนี้อันเกิดจากกิจการระหว่างโจทก์กับจำเลย และจำเลยไม่เคยใช้เช็คสั่งจ่ายเงิน มูลหนี้ตามฟ้องเกิดจากจำเลยใช้บัตรเครดิตจึงเป็นการเรียกเก็บเงินทดรองที่โจทก์ชำระแทนมีอายุความ 2 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความ

ระหว่างการพิจารณาบริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 199,780.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2540 ถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2541 อัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2541 จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ของต้นเงินดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิตกับโจทก์ก็มีความประสงค์เพื่อการชำระหนี้ค่าสินค้าและค่าบริการต่าง ๆ อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตรวมทั้งเพื่อถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ ซึ่งเป็นกิจกรรมเกี่ยวเนื่องจากการใช้บัตรเครดิตทั้งสิ้น ตามที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 1 และ ข้อ 2 ดังนั้นหนี้ในคดีนี้จึงไม่ใช่หนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีหรือหนี้บัญชีเดินสะพัดโดยตรง แต่เป็นการที่โจทก์ให้บริการการใช้บัตรเครดิตแก่จำเลยที่เป็นสมาชิกโดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำการงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) และข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากจำเลยใช้บัตรเครดิตถอนเงินสดผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติครั้งสุดท้าย โดยได้หักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 แล้วไม่มีการถอนเงินจากบัญชีอีก ซึ่งโจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 6 มีนาคม 2545 พ้นกำหนด 2 ปีแล้ว คดีโจทก์ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบัตรกรุงไทย
โจทก์ — จำกัด (มหาชน) ผู้สวมสิทธิ
จำเลย — นายกำลูน สมทบบูรณะ
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สุรพล เจียมจูไร
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7606/2549
#266986
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องแย้งต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ฟ้องเดิมของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัท ว. มาตามสัญญาขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่บริษัทดังกล่าวมีต่อจำเลยทั้งสามตามมูลหนี้กู้ยืมเงิน ค้ำประกันและจำนอง แล้วโจทก์ใช้สิทธิของบริษัท ว. ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ที่ค้างชำระ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 อ้างว่าบริษัท ว. ได้ตกลงร่วมลงทุนให้การสนับสนุนโครงการของจำเลยที่ 1 โดยปล่อยสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 275,000,000 บาท ตกลงให้จำเลยที่ 1 รับเงินสินเชื่อเป็นคราว ๆ แล้วบริษัท ว. ผิดข้อตกลงมิได้จ่ายสินเชื่อเงินลงทุน 30,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จและส่งมอบบ้านพร้อมที่ดินให้ลูกค้าได้ ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์และบริษัท ว. ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 กรณีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องนิติสัมพันธ์และข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัท ว. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โดยตรง เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวแก่บริษัท ว. ต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 119,859,178.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 70,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับโจทก์และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) ร่วมกันชำระเงิน 481,410,114.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 คงรับเฉพาะคำให้การของจำเลยที่ 1 กับสั่งคำร้องขอเรียกบุคคลภายนอกเข้าเป็นคู่ความร่วมของจำเลยที่ 1 ว่าศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง จึงไม่เรียกให้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" และมาตรา 179 วรรคสาม บัญญัติว่า "แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า ฟ้องแย้งนั้นต้องเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ฟ้องเดิมของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) มาตามสัญญาขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ป.ร.ส.) ซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่บริษัทดังกล่าวมีต่อจำเลยทั้งสามตามมูลหนี้กู้ยืมเงิน ค้ำประกันและจำนอง แล้วโจทก์ใช้สิทธิของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ที่ค้างชำระ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 อ้างว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) ได้ตกลงร่วมลงทุนให้การสนับสนุนโครงการของจำเลยที่ 1 โดยปล่อยสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 275,000,000 บาท ตกลงให้จำเลยที่ 1 รับเงินสินเชื่อเป็นคราว ๆ แล้วบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) ผิดข้อตกลงมิได้จ่ายสินเชื่อเงินลงทุน 30,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จและส่งมอบบ้านพร้อมที่ดินให้ลูกค้าได้ ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 กรณีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องนิติสัมพันธ์และข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โดยตรง เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) ต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล
จำเลย — บริษัทสินทรัพย์นคร จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประเวศ สุธรรมชัย
ศาลอุทธรณ์ — -นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7585/2549
#267369
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ย แม้จำนวนเงินค่าดอกเบี้ยจะไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงก็เป็นเรื่องการเรียกดอกเบี้ยผิดพลาดเท่านั้น ศาลย่อมจะคิดคำนวนให้ถูกต้องได้ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์คือ จำเลยได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวนเท่าใด เมื่อใด และจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้แล้ว กับคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

คำให้การของจำเลยที่ต่อสู้ว่าโจทก์เรียกดอกเบี้ยค้างส่งเกิน 5 ปี ไม่ได้ ต้องห้ามมิให้เรียกตามกฎหมาย เท่ากับต่อสู้ว่าหนี้ ดอกเบี้ยเกิน 5 ปี ขาดอายุความแล้ว ที่ศาลล่างวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยย้อนหลังไปเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2535 จำเลยกู้เงินจากโจทก์จำนวน 350,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์เคยทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลย ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2543 จำเลยนำเงินมาชำระเป็นค่าดอกเบี้ยให้โจทก์จำนวน 70,000 บาท แต่หลังจากนั้นไม่ได้ชำระอีก ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 531,124.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินจากโจทก์ แต่เมื่อปี 2520 โจทก์เข้าหุ้นกับจำเลยประกอบธุรกิจให้กู้เงิน โดยนำผลประโยชน์คือดอกเบี้ยมาแบ่งกัน โจทก์ลงหุ้นโดยนำเงินจำนวน 350,000 บาท มอบให้จำเลยเพื่อนำออกไปให้ข้าราชการครูกู้ คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ส่วนจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินของสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา มีหน้าที่เบิกจ่ายเงินเดือนและเงินสวัสดิการอื่นๆ ของข้าราชการครูสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอประทาย ลงหุ้นโดยการลงแรงทำหน้าที่ติดตามเก็บดอกเบี้ยมาแบ่งกัน ซึ่งในแต่ละเดือนจะได้ดอกเบี้ยจำนวน 17,500 บาท แบ่งให้โจทก์จำนวน 10,000 บาท ให้จำเลยจำนวน 7,500 บาท เกี่ยวกับสัญญากู้เงินตามฟ้องนั้น โจทก์ให้จำเลยเขียนไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าโจทก์ได้นำเงินมาลงหุ้นกับจำเลยจริง สัญญากู้เงินจึงไม่สมบูรณ์ใช้บังคับไม่ได้ ทั้งสัญญาหุ้นส่วนยังไม่เลิกกัน โจทก์ยังฟ้องจำเลยและเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยไม่ได้ เงินจำนวน 70,000 บาท ที่จำเลยมอบให้โจทก์เป็นดอกเบี้ยที่เก็บรวบรวมมาจากผู้กู้ ดอกเบี้ยตามฟ้องขาดอายุความ และฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงิน ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2535 ตามเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่โจทก์ มีข้อความว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไปเป็นจำนวน 350,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามกฎหมาย โดยไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2543 จำเลยนำเงินจำนวน 70,000 บาท ไปมอบให้โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 350,000 บาท จากโจทก์ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 หรือไม่...พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานฝ่ายจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จริงตามฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 531,124.98 บาท ทั้งที่จำเลยชำระดอกเบี้ยไปแล้ว 70,000 บาท จึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าโจทก์อาศัยสิทธิอะไร คำฟ้องของโจทก์จึงเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ย แม้จำนวนเงินค่าดอกเบี้ยจะไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงก็เป็นเรื่องการเรียกดอกเบี้ยผิดพลาดเท่านั้น ศาลย่อมจะคิดคำนวณให้ถูกต้องที่ตามได้เมื่อคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ คือ จำเลยได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวนเท่าใด เมื่อใด และจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้แล้ว กับคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายไม่เคลือบคลุมแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จริงตามฟ้อง จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามสัญญา กล่าวคือ ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้นำเงินจำนวน 70,000 บาท มาชำระเป็นค่าดอกเบี้ยแก่โจทก์เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2543 จำนวนเงิน 70,000 บาท คิดเป็นดอกเบี้ยได้ 2 ปี 8 เดือน จำเลยนำมาชำระให้โจทก์โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ จึงเป็นการชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระตั้งแต่แรก จนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2538 ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2545 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์เรียกดอกเบี้ยค้างส่งเกิน 5 ปี ไม่ได้ ต้องห้ามมิให้เรียกตามกฎหมาย เท่ากับต่อสู้ว่าหนี้ดอกเบี้ยเกิน 5 ปี ขาดอายุความแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันฟ้องย้อนหลังไปเป็นเวลา 5 ปี และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาและเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในทุนทรัพย์ 531,124.98 บาท เป็นเงิน 13,277.50 บาท กับเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 12,037.50 บาท นั้นไม่ถูกต้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาคือ 481,250 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 12,032.50 บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลเกินมาทั้งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา จึงต้องคืนส่วนที่เกินให้แก่จำเลย"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 1,245 บาท และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 5 บาท แก่จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 4,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/29
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิศาล คณะรัฐ
จำเลย — นายสุทธี พิลาสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7583/2549
#267443
เปิดฉบับเต็ม

ทนายโจทก์ให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์นำคำร้องของทนายโจทก์มายื่นต่อศาลเพื่อขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุว่ามีความจำเป็นต้องไปติดต่องานด่วนที่ศาลอื่น ไม่สามารถมาศาลได้ทันตามกำหนดนัด ซึ่งทนายจำเลยได้รับสำเนาแล้วแถลงไม่คัดค้าน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้กำหนดวันนัดเองแต่กลับไม่สนใจวันนัดจึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะสืบพยานและให้งดสืบพยานโจทก์ โดยมิได้สั่งคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายโจทก์ว่ามีเหตุจำเป็นอันสมควรที่จะให้เลื่อนคดีหรือไม่ หาเป็นการชอบไม่ และถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 229,848.32 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 329,000 บาท พร้อมค่าเสียหายอีกเดือนละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือชดใช้ราคาแทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 558,848.32 บาท ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก ทนายโจทก์ให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์นำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาลโดยอ้างว่าทนายโจทก์มีความจำเป็นต้องไปติดต่องานด่วนที่ศาลจังหวัดขอนแก่น จึงไม่สามารถมาศาลตามกำหนดนัดและขอเลื่อนคดี ทนายจำเลยที่ 1 แถลงไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นผู้กำหนดวันนัดพิจารณาคดีนี้เองแต่กลับไม่สนใจวันนัด จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะสืบพยาน ให้งดสืบพยานโจทก์ และให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำลย โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นอ้างว่าโจทก์มิได้ละเลยที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาคดี อันจะถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะสืบพยาน ขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ใหม่เพื่อยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่เพิกถอนคำสั่งเดิม จำเลยแถลงไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ให้เลื่อนคดีและอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งหมดให้แก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีนั้นเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นอันสมควรให้เลื่อนคดีหรือไม่ เห็นว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์ซึ่งโจทก์เป็นฝ่ายนำสืบก่อน ทนายโจทก์ให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์นำคำร้องของทนายโจกท์มายื่นต่อศาลเพื่อขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุว่ามีความจำเป็นต้องไปติดต่องานด่วนที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ไม่สามารถมาศาลได้ทันตามกำหนดนัด ซึ่งทนายจำเลยที่ 1 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วแถลงไม่คัดค้าน และเมื่อศาลได้สอบถามผู้รับมอบอำนาจโจทก์เพิ่มเติมก็ได้ความว่าทนายโจทก์ไปดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีที่ศาลจังหวัดขอนแก่นจริง ตามพฤติการณ์ที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นผู้นำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาลชี้ให้เห็นว่าฝ่ายโจทก์ยังใส่ใจในคดี ทั้งการที่ทนายจำเลยที่ 1 ไม่คัดค้านการขอเลื่อนคดีของทนายโจทก์ก็เท่ากับทนายจำเลยที่ 1 ยอมรับในข้อเท็จจริงที่ว่า ทนายโจทก์มีความจำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อเกี่ยวกับคดีที่ศาลจังหวัดขอนแก่นจริง นอกจากนั้นหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งว่า โจทก์ไม่สนใจวันนัดและถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะสืบพยานและให้งดสืบพยานโจทก์นั้น ทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว และในวันนัดสืบพยานจำเลยที่ 1 ทนายโจทก์ก็ยังแถลงเพิ่มเติมต่อศาลว่า ในวันดังกล่าวที่สำนักงานไม่มีใครเหลืออยู่เลย จึงต้องดำเนินการด้วยตนเอง หากข้ออ้างดังกล่าวเป็นความจริง ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นและมีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นควรให้เลื่อนคดี อีกทั้งเป็นการที่ทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีเป็นครั้งแรกและตามรูปคดีก็ไม่มีเหตุอันใดที่จะทำให้เห็นว่าทนายโจทก์มีเจตนาประวิงคดีให้ชักช้า กรณีจึงถือได้ว่าทนายโจทก์มีเหตุอันจำเป็นตามสมควรในการที่จะขอเลื่อนคดีและศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะอนุญาตให้ทนายโจทก์เลื่อนคดีไปได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นผู้กำหนดวันนัดเองแต่กลับไม่สนใจวันนัดจึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะสืบพยานและให้งดสืบพยานโจทก์ โดยมิได้สั่งคำร้องขอเลื่อนคดีของทนายโจทก์ว่ามีเหตุจำเป็นอันสมควรที่จะให้เลื่อนคดีหรือไม่ หาเป็นการชอบไม่ และถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 ประกอบกับในวันดังกล่าวผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็มาศาล หากศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีก็ชอบที่จะสอบถามผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่าประสงค์จะสืบพยานหรือไม่ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงประกอบการวินิจฉัยในขั้นตอนของกระบวนพิจารณาต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะสืบพยานและให้งดสืบพยานโจทก์จึงเป็นคนละกรณีกับการที่โจทก์ขอเลื่อนคดี และไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาพิจารณาว่าสมควรให้เลื่อนคดีหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ามีเหตุจำเป็นอันสมควรที่ให้โจทก์เลื่อนคดีได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพระนครยนตรการ จำกัด
จำเลย — นางณิชาภัทร ปัญญาพวก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายนิเวศน์ นิภานันท์
ศาลอุทธรณ์ — นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7573/2549
#267830
เปิดฉบับเต็ม

มูลคดีนี้เกิดจากที่โจทก์ยึดรถคืนมาได้โดยรถไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ดี ซึ่งตามคำพิพากษาคดีก่อนให้จำเลยส่งมอบแก่โจทก์ในสภาพดี และราคาที่โจทก์ขายได้ก็ต่ำกว่าราคาที่ศาลกำหนดให้จำเลยใช้แทนอยู่ 370,000 บาท โจทก์จึงฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ ความเสียหายของโจทก์ตามคำฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับต่างกัน และมิใช่ประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แต่เป็นมูลหนี้อันใหม่และอาศัยเหตุใหม่ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อที่ศาลแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ 2674/2542 และศาลมีคำพิพากษาแล้ว ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 850,000 บาท หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ยึดรถกลับคืนมาในสภาพทรุดโทรมใช้การไม่ได้ ขายได้ในราคาเพียง 480,000 บาท ทำให้ยังขาดราคาอยู่ 370,000 บาท โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงิน 370,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า มูลหนี้ตามฟ้องเดิมกับมูลหนี้คดีนี้เป็นมูลคดีเดียวกัน ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "เห็นว่ามูลคดีนี้เกิดจากที่โจทก์ยึดรถคืนมาได้ไม่อยู่ในสภาพใช้การได้ดี ซึ่งตามคำพิพากษาคดีก่อนให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถแก่โจทก์ในสภาพดีและราคารถที่โจทก์ขายได้ก็ต่ำกว่าราคาที่ศาลกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้แทนอยู่ 370,000 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ ความเสียหายของโจทก์ตามคำฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว คำขอให้บังคับตามคำฟ้องคดีนี้กับคำขอให้บังคับตามคำฟ้องคดีก่อนต่างกัน และมิใช่ประเด็นที่ศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน แต่เป็นมูลหนี้อันใหม่และอาศัยเหตุใหม่ คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ว่าเป็นฟ้องซ้ำนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายศุภชัย วิวัฒนกิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7571 -ที่ 7572/2549
#267368
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจโจทก์ที่ให้ ส. ฟ้องคดีแทนมิได้ระบุว่ายื่นฟ้องใครและข้อหาอะไร เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดเจนแล้วว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องคดีแทนและยังแนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องจำเลยทั้งสามด้วยข้อหาอะไร เกี่ยวกับเรื่องอะไร ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบังคับว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีต้องระบุรายละเอียดว่ามอบอำนาจให้ฟ้องใคร ข้อหาอะไร หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกเพิงที่พักลงบนที่ดินพิพาทเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2537 และจำเลยที่ 1 นำหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินไปแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจและต่อสู้คดีแสดงว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 3 ด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการบุกรุกที่ดินพิพาทมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2537 แล้ว เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 7 พฤศจิกายน 2537 และวันที่ 28 เมษายน 2538 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสามว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 162 ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2537 จำเลยทั้งสามและบริวารได้ใช้รถไถทำการปรับสภาพที่ดินโจทก์ด้านทิศเหนือแล้วปลูกโรงเรือนขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากนำที่ดินออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 500 บาท หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีสำนวนแรกแล้ว จำเลยทั้งสามและบริวารได้เข้ามาปลูกต้นไผ่และทำการปรับสภาพที่ดินของโจทก์เพิ่มเติมอีกคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากนำที่ดินออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนโรงเรือนพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำการปรับสภาพที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิมและห้ามจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในสำนวนแรกเดือนละ 500 บาท ในสำนวนที่สองเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามในทั้งสองสำนวนให้การเป็นใจความว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์สำนวนที่สองมิได้ระบุให้นายสกล ดาวกระจาย ฟ้องจำเลยทั้งสามในข้อหาใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 162 ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี แต่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของได้รับโอนมาจากนางชื่น เกสร ประมาณ 26 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ครอบครองทำประโยชน์มาโดยตลอดหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของโจทก์ออกปี 2520 ทับที่ดินจำเลยที่ 1 โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับเอกสารสิทธิดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนโรงเรือนและขนย้ายวัสดุสิ่งของออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ทำการปรับสภาพที่ดินพิพาทของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม กับห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินสำนวนละ เดือนละ 300 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนโรงเรือนและขนย้ายวัสดุสิ่งของพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทกับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์สำนวนละ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสกล ดาวกระจาย ฟ้องคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 และ จ.13 ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 162 ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน มีชื่อนายอนันต์ กิตติปรีดา สามีโจทก์เป็นเจ้าของต่อมาสามีโจทก์ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยเป็นสามีภริยากัน ในปี 2520 จำเลยที่ 1 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ จำเลยที่ 2 จึงได้จำเลยที่ 3 เป็นสามีแต่เลิกร้างกันไป เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รถไถดินเข้าไปปรับสภาพที่ดินพิพาทแล้วปลูกเพิงที่พักลงบนที่ดินพิพาท โจทก์จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีข้อหาบุกรุก จากนั้นจำเลยที่ 1 นำหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินไปแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจและต่อสู้คดีตลอดมา

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพราะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาเฉพาะในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามและระยะเวลาการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ไว้พิจารณา ส่วนประเด็นข้ออื่นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับ ดังนั้นปัญหาที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเพียง 2 ประการ ประการแรกคือ เรื่องอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม ข้อนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจมิได้ระบุให้นายสกล ดาวกระจาย เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องจำเลยทั้งสามหรือบุคคลใด และฟ้องในข้อหาอะไรเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ หนังสือมอบอำนาจของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้หนังสือมอบอำนาจโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.13 ทั้งสองสำนวนที่ให้นายสกลฟ้องคดีแทนโดยมิได้ระบุว่ายื่นฟ้องใครและข้อหาอะไร เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ก็บรรยายไว้ชัดเจนทั้งสองสำนวนแล้วว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสกลฟ้องคดีแทนและยังแนบสำนวนหนังสือมอบอำนาจมาท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสกลฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้ด้วย ข้อหาอะไร เกี่ยวกับเรื่องอะไร กรณีหาได้มีบทกฎหมายใดบังคับว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีต้องระบุรายละเอียดว่า มอบอำนาจให้ฟ้องใคร ข้อหาอะไร ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างมาไม่ หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ให้นายสกลฟ้องคดีแทนจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาประการสุดท้ายว่า โจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์จริงตามฟ้อง และประเด็นดังกล่าวต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในข้อเท็จจริง ดังนั้นจึงต้องฟังเป็นยุติว่าเป็นที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกเพิงที่พักลงบนที่ดินพิพาทเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2537 และจำเลยที่ 1 นำหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินไปแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจและต่อสู้คดีแสดงว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 3 ด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการบุกรุกที่ดินพิพาทมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2537 แล้วดังที่โจทก์ฟ้องและนำสืบมา เมื่อนับตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสามบุกรุกอันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ถึงวันฟ้องคือวันที่ 7 พฤศจิกายน 2537 และวันที่ 28 เมษายน 2538 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไพเราะ กิตติปรีดา
จำเลย — พระอธิการช่วง โชติปาโลหรือสนิทเชื้อ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา