คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7569/2549
#267829
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเพื่อใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 ซึ่งวรรคสองได้กำหนดระยะเวลาไว้ให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอได้ก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอด เมื่อการขายทอดตลาดครั้งแรกไม่มีผู้สนใจเข้าประมูลราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีได้งดการขายและประกาศขายทอดตลาดใหม่ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนวันที่ประกาศขายทอดตลาดใหม่ จึงเป็นการยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์จำนองนั้นออกขายทอดตลาดตามที่กฎหมายกำหนด

การยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 มีผลเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำนองและตาม ป.พ.พ. มาตรา 715 (1) ได้บัญญัติให้ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับดอกเบี้ย ทั้งสัญญาจำนองที่ดินก็ระบุให้ดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี และตกลงนำส่งดอกเบี้ยเดือนละครั้ง ดังนี้ วงเงินจำนองตามที่ระบุในสัญญาจำนองหมายถึงเฉพาะหนี้เงินต้นไม่รวมถึงหนี้ดอกเบี้ย ผู้รับจำนองมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยที่เกินวงเงินจำนองได้แต่หนี้จำนองเป็นเพียงอุปกรณ์ การบังคับจำนองได้เพียงใดต้องพิจารณาจากหนี้ประธานว่ามีจำนวนเท่าใด ถึงกำหนดชำระแล้วหรือไม่ และกำหนดอัตราดอกเบี้ยเท่าใด ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามที่ผู้ร้องมีสิทธิได้รับตามสัญญากู้เงินซึ่งเป็นหนี้ประธาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อคืนโจทก์ หากไม่ส่งมอบรถคืนให้ร่วมกันชดใช้ราคา ค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดี จังหวัดเชียงใหม่ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 74785 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า จำเลยที่ 2 กู้เงินผู้ร้อง สาขาช้างคลานและนำที่ดินโฉนดเลขที่ 74785 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้กับผู้ร้อง และจำเลยที่ 2 ยังทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับผู้ร้อง สาขาข่วงสิงห์ โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน สั่งจ่ายเช็คเบิกเงินจากบัญชีและนำเงินฝากเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ แต่จำเลยที่ 2 ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจากบัญชีกระแสรายวันหลายครั้งแล้วไม่ชำระหนี้ ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นหนี้ผู้ร้องทั้งสองสาขาเป็นเงินรวม 1,214,371.86 บาท ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้บุริสิทธิจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ขอให้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 74785 ตำบลวัดเกษ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 โดยปลอดจำนองและให้ผู้ร้องได้ชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากที่ดินโฉนดเลขที่ 74785 ตำบลวัดเกษ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างในวงเงิน 600,000 บาท ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นในฐานะเจ้าหนี้จำนอง โดยให้ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยวิธีปลอดจำนอง หากโจทก์ไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนด ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิบังคับคดีต่อไปได้คำขออื่นให้ยก

ผู้ร้องอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนที่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 74785 ตำบลวันเกษ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 2 กู้เงินจากผู้ร้องในวงเงินจำนอง 600,000 บาท โดยตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อ ปีโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า กรณีของผู้ร้องเป็นการยื่นคำร้องขอเพื่อใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ซึ่งวรรคสองได้กำหนดระยะเวลาไว้ให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอได้ก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด แม้ข้อเท็จจริงปรากฏตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2543 ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ในวันที่ 18 สิงหาคม 2543 แต่ได้ความตามคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองและฎีกาของผู้ร้องโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่าในวันที่ 18 สิงหาคม 2543 ที่กำหนดให้มีการขายทอดตลาดครั้งแรกไม่มีผู้สนใจเข้าประมูลราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีได้งดการขายและประกาศขายทอดตลาดใหม่เป็นวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 ดังนั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองคดีนี้ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์จำนองนั้นออกขายทอดตลาดตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ส่วนวันที่ 18 สิงหาคม 2543 เป็นเพียงวันที่เจ้าพนักงานบังคดีประกาศให้มีการขายทอดตลาดครั้งแรกเท่านั้นโดยไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องต่อไปว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองในส่วนดอกเบี้ยที่เกินวงเงินจำนอง 600,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า การยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ย่อมมีผลเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำนองและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 (1) ได้บัญญัติให้ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับดอกเบี้ย ทั้งตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย ร.4 ข้อ 1 ก็ระบุว่าจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้จำนวนเงิน 600,000 บาท โดยให้ดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี และตกลงนำส่งดอกเบี้ยเดือนละครั้ง ดังนี้ วงเงินจำนองตามที่ระบุในสัญญาจำนองหมายถึงเฉพาะหนี้เงินต้นไม่รวมถึงหนี้ดอกเบี้ย ผู้รับจำนองมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยที่เกินวงเงินจำนองได้แต่หนี้จำนองเป็นเพียงหนี้อุปกรณ์ การบังคับจำนองได้เพียงใดต้องพิจารณาจากหนี้ประธานว่ามีจำนวนเท่าใด ถึงกำหนดชำระแล้วหรือไม่ และกำหนดอัตราดอกเบี้ยเท่าใด การขอรับชำระหนี้จำนองของผู้ร้องก็มีสิทธิได้รับชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามที่ผู้ร้องมีสิทธิได้รับตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธาน แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้วินิจฉัยในข้อนี้ไว้ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยคดีไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยใหม่ ในข้อนี้ผู้ร้องนำสืบว่าจำเลยที่ 2 กู้เงินผู้ร้องไป 600,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี และยอมให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของผู้ร้องภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ตกลงผ่อนชำระทุกเดือน เดือนละ 7,400 บาท นับตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2538 ปรากฏว่าหลังจากกู้เงินแล้วจำเลยที่ 2 ชำระหนี้เพียงบางส่วนโดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2538 จำนวน 16,807 บาท หักแล้วคงค้างต้นเงินอยู่ 589,699.20 บาท ดอกเบี้ย 4,143.49 บาท แล้วไม่ชำระอีก จำเลยที่ 2 จึงผิดนัดไม่ชำระหนี้ในเดือนถัดไปตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2538 ผู้ร้องมีสิทธิขอรับชำระหนี้ต้นเงินที่ค้างชำระครั้งสุดท้ายกับดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมเป็นเงิน 593,842.69 บาท และดอกเบี้ยในต้นเงินค้างชำระนับตั้งแต่วันผิดนัดวันที่ 25 ตุลาคม 2538 ซึ่งตามรายการคำนวณหนี้เอกสารหมาย ร.11 และ ร.12 ปรากฏว่าก่อนผิดนัดผู้ร้องคิดอกเบี้ยในอัตราปกติไม่ผิดนัดตามประกาศของผู้ร้องเอกสารหมาย ร.17 ที่เป็นสินเชื่อเพื่ออนาคตวงเงินกู้ยืมไม่เกิน 750,000 บาท ในอัตราร้อยละ 12.50 ต่อปี จนถึง 14.25 ต่อปี แต่หลังจากผิดนัดแล้ว ผู้ร้องปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดเป็นอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี นับแต่เดือนตุลาคม 2538 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 จากนั้นปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงขึ้นเป็นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่เดือนมกราคม 2539 แล้วเพิ่มขึ้นเป็นดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 22 ต่อปี จนถึงอัตราร้อยละ 25 ต่อปี ก่อนที่จะลดลงจนเหลืออัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ในขณะขอรับชำระหนี้จำนอง เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะสามารถปรับอัตราดอกเบี้ยปกติที่ไม่ผิดนัดสูงกว่าอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ได้ตามประกาศของผู้ร้องภายใต้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบตามสัญญากู้เงินข้อ 2 แต่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยปกติที่ไม่ผิดนัดตามสัญญาข้อ 4 ถือว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลมีอำนายลดลงได้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง พิจารณาแล้วเห็นควรลดเบี้ยปรับลงเท่ากับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดครั้งแรกในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2538 จนถึงวันที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้จำนองตามที่ผู้ร้องขอ"

พิพากษากลับว่า ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 74785 ตำบลวัดเกษ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยปลอดจำนองก่อนโจทก์จำนวน 593,842.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 589,699.20 บาท นับตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2538 จนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 715
ป.วิ.พ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแม่ปิงลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายมานิต วัชราพลเมฆ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7569/2549
#269381
เปิดฉบับเต็ม

การขายทอดตลาดครั้งแรกไม่มีผู้สนใจเข้าประมูลราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีได้งดการขายและประกาศขายทอดตลาดใหม่เป็นวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 ดังนั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองคดีนี้ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์จำนองนั้นออกขายทอดตลาดแล้ว ส่วนวันที่ 18 สิงหาคม 2543 เป็นวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศให้มีการขายทอดตลาดครั้งแรกเท่านั้น โดยไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวจริง จะถือว่าผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 วรรคสอง หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อคืนโจทก์ หากไม่ส่งมอบรถคืนให้ร่วมกันชดใช้ราคา ค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 74785 ตำบลวัดเกษ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า จำเลยที่ 2 กู้เงินผู้ร้อง สาขาช้างคลาน และนำที่ดินโฉนดเลขที่ 74785 ตำบลวัดเกษ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้กับผู้ร้อง และจำเลยที่ 2 ยังทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับผู้ร้อง สาขาข่วงสิงห์ โดยเปิดบัญชีกระแสรายวัน สั่งจ่ายเช็คเบิกเงินจากบัญชีและนำเงินฝากเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ แต่จำเลยที่ 2 ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจากบัญชีกระแสรายวันหลายครั้งแล้วไม่ชำระหนี้ ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นหนี้ผู้ร้องทั้งสองสาขาเป็นเงินรวม 1,214,371.86 บาท ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำเลยมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ขอให้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 74785 ตำบลวัดเกษ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 โดยปลอดจำนองและให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากที่ดินโฉนดเลขที่ 74785 ตำบลวัดเกษ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างในวงเงิน 600,000 บาท ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นในฐานะเจ้าหนี้จำนอง โดยให้ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยวิธีปลอดจำนอง หากโจทก์ไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนด ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิบัตรบังคับคดีต่อไปได้

ผู้ร้องอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนที่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 74785 ตำบลวัดเกษ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 2 กู้เงินจากผู้ร้องในวงเงินจำนอง 600,000 บาท โดยตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องประการแรกว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เห็นว่า กรณีของผู้ร้องเป็นการยื่นคำร้องขอเพื่อใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ซึ่งวรรคสองได้กำหนดระยะเวลาไว้ให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอได้ก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด แม้ข้อเท็จจริงปรากฏตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2543 ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจะขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ในวันที่ 18 สิงหาคม 2543 แต่ได้ความตามคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองและฎีกาของผู้ร้องโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่าในวันที่ 18 สิงหาคม 2543 ที่กำหนดให้มีการขายทอดตลาดครั้งแรกไม่มีผู้สนใจเข้าประมูลราคาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้งดการขายและประกาศขายทอดตลาดใหม่เป็นวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 ดังนั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองคดีนี้ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์จำนองนั้นออกขายทอดตลาดตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ส่วนวันที่ 18 สิงหาคม 2543 เป็นเพียงวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศให้มีการขายทอดตลาดครั้งแรกเท่านั้น โดยไม่มีการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 74785 ตำบลวัดเกษ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยปลอดจำนองก่อนโจทก์จำนวน 593,842.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 589,699.20 บาท นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2538 จนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 289 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแม่ปิงลิสซิ่ง จำกัด
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
ผู้ร้อง — เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายมานิต วัชราพลเมฆ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7566/2549
#266857
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพว่า คนต่างด้าวที่จำเลยให้ความช่วยเหลือเป็นคนต่างด้าวที่นายจ้างนำไปขึ้นทะเบียน จึงมีสิทธิที่จะประกอบอาชีพในราชอาณาจักร เป็นการอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบความผิด เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์ได้แม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (6) ประกอบมาตรา 215 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยให้ความช่วยเหลือคนต่างด้าวจำนวน 18 คน ให้พ้นจากการจับกุมแม้เอกสารแนบท้ายอุทธรณ์จะรับฟังได้ว่าคนต่างด้าวจำนวน 4 คน เข้ามาในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาต และขณะเกิดเหตุยังอยู่ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มีผลทำให้การกระทำของจำเลยเกี่ยวกับคนต่างด้าว 4 คน ดังกล่าว ขาดองค์ประกอบความผิดตามฟ้อง แต่ยังคงรับฟังได้ว่าคนต่างด้าวอีก 14 คน ที่จำเลยให้ความช่วยเหลือนั้นเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำเลยจึงยังมีความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ.2520 มาตรา 64 (ที่ถูก พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยจะอุทธรณ์โต้เถียงว่าคนต่างด้าวที่จำเลยให้ความช่วยเหลือเป็นคนต่างด้าวที่นายจ้างนำไปขึ้นทะเบียน มีสิทธิที่จะประกอบอาชีพในราชอาณาจักรหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ เป็นปัญหาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยนั้นชอบหรือไม่ อุทธรณ์จำเลยดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบความผิด เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นอุทธรณ์ได้ แม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) ประกอบมาตรา 215 ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 247 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่จำเลยฎีกาว่า คนต่างด้าวจำนวน 18 คน เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอย่างถูกต้องและอยู่ในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าว เอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ (18 แผ่น) นั้น โจทก์มิได้แก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านเอกสารดังกล่าวเป็นอย่างอื่น เอกสารนั้นเป็นแบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษกับใบนัดรับอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว แต่มีชื่อตรงกับชื่อของคนต่างด้าวตามฟ้องโจทก์เพียง 4 คน เท่านั้น โดยไม่ปรากฏเอกสารใดเกี่ยวกับคนต่างด้าวอีก 14 คน ว่าเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรอย่างถูกต้องหรือไม่ ดังนั้น แม้เอกสารแนบท้ายอุทธรณ์จะรับฟังได้ว่าคนต่างด้าวจำนวน 4 คน เข้ามาในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาต และขณะเกิดเหตุยังอยู่ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มีผลทำให้การกระทำของจำเลยเกี่ยวกับคนต่างด้าว 4 คน ดังกล่าวขาดองค์ประกอบความผิดตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงยังคงรับฟังได้ว่าคนต่างด้าวอีก 14 คน ที่จำเลยให้ความช่วยเหลือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ได้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำเลยจึงยังมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดจึงชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 186 (6) ม. 195 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายรังสรรค์ เจริญผล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายอธิคม จำปา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7566/2549
#269314
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพว่า คนต่างด้าวที่จำเลยให้ความช่วยเหลือเป็นคนต่างด้าวที่นายจ้างนำไปขึ้นทะเบียน จึงมีสิทธิที่จะประกอบอาชีพในราชอาณาจักร เป็นการอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบความผิด เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์ได้ แม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (6) ประกอบมาตรา 215 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยให้ความช่วยเหลือคนต่างด้าวจำนวน 18 คน ให้พ้นจากการจับกุมแม้เอกสารแนบท้ายอุทธรณ์จะรับฟังได้ว่าคนต่างด้าวจำนวน 4 คน เข้ามาในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาต และขณะเกิดเหตุยังอยู่ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว ฯ มีผลทำให้การกระทำของจำเลยเกี่ยวกับคนต่างด้าวอีก 4 คน ดังกล่าว ขาดองค์ประกอบความผิดตามฟ้อง แต่ยังคงรับฟังได้ว่าคนต่างด้าวอีก 14 คน ที่จำเลยให้ความช่วยเหลือนั้นเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำเลยจึงยังมีความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ.2520 มาตรา 64 (ที่ถูก พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลยจะอุทธรณ์โต้เถียงว่าคนต่างด้าวที่จำเลยให้ความช่วยเหลือเป็นคนต่างด้าวที่นายจ้างนำไปขึ้นทะเบียน มีสิทธิที่จะประกอบอาชีพในราชอาณาจักรหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ เป็นปัญหาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์จำเลยดังกล่าวเป็นการอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยขาดองค์ประกอบความผิด เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นอุทธรณ์ได้ แม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (6) ประกอบมาตรา 215 ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 247 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่จำเลยฎีกาว่าคนต่างด้าวจำนวน 18 คน เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางอย่างถูกต้องและอยู่ในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าว เอกสารแนบท้ายอุทธรณ์หมายเลข 4 (18 แผ่น) นั้น เห็นว่า โจทก์มิได้แก้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านเอกสารดังกล่าวเป็นอย่างอื่น เอกสารนั้นเป็นแบบรับรองรายการทะเบียนประวัติของคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษกับใบนัดรับใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว แต่มีชื่อตรงกับชื่อของคนต่างด้าวตามฟ้องโจทก์เพียง 4 คน เท่านั้น คือ นางยิวขาว นายแย นายวันชัย และนางซู โดยไม่ปรากฏเอกสารใดเกี่ยวกับคนต่างด้าวอีก 14 คน ว่าเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรอย่างถูกต้องหรือไม่ ดังนั้น แม้เอกสารแนบท้ายอุทธรณ์หมายเลข 4 จะรับฟังได้ว่าคนต่างด้าวจำนวน 4 คน เข้ามาในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาต และขณะเกิดเหตุยังอยู่ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 มีผลทำให้การกระทำของจำเลยเกี่ยวกับคนต่างด้าว 4 คน ดังกล่าวขาดองค์ประกอบความผิดตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงยังคงรับฟังได้ว่าคนต่างด้าวอีก 14 คน ที่จำเลยให้ความช่วยเหลือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ได้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำเลยจึงยังมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดจึงชอบแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการต่อไปว่า สมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นการสร้างปัญหาให้แก่ประเทศชาติทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายประการ เช่น ปัญหาด้านความมั่นคง ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสาธารณสุข ตลอดจนปัญหาสังคมในด้านต่าง ๆ การที่จำเลยให้ความช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมายเป็นจำนวนมากถึง 14 คน เพื่อให้พ้นจากการจับกุม นับเป็นต้นเหตุในการก่อให้เกิดปัญหาแก่ประเทศชาติ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดด้วยความโฉดเขลาเบาปัญญาและมีภาระต้องดูแลครอบครัวก็ไม่พอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยหลังจากลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 3 เดือน และไม่รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 247
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 186 (6) ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายรังสรรค์ เจริญผล
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
สมชาย จุลนิติ์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7558/2549
#267825
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ของกลางระหว่างจำเลยกับผู้ร้องตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายเมื่อผู้ร้องชำระราคาส่วนที่เหลือแล้ว เป็นสัญญามีเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 การที่จำเลยส่งมอบคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์และลงลายมือชื่อในแบบคำขอโอนและรับโอน พร้อมมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไว้ให้ผู้ร้อง เป็นเพียงเพื่อความสะดวกแก่ผู้ร้องในการไปจดทะเบียนรับโอนเมื่อได้มีการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายครบถ้วนแล้วเท่านั้น มิได้ทำให้สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อผู้ร้องยังคงค้างชำระราคารถยนต์อยู่ 50,000 บาท กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จึงยังไม่ได้โอนไปเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78, 149 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 60 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน นข 221 สงขลา ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางซึ่งจำเลยเอาไปใช้โดยพลการ และผู้ร้องไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ของกลางทั้งรู้เห็นใจในการกระทำความผิด และใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการขอคืนรถยนต์ของกลาง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2544 จำเลยได้ขายรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องในราคา 200,000 บาท ผู้ร้องชำระเงินในวันดังกล่าวจำนวน 150,000 บาท จำเลยส่งมอบรถยนต์และคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่ผู้ร้องแล้ว ส่วนราคายนต์ที่เหลืออีก 50,000 บาท ผู้ร้องตกลงจะชำระให้แก่จำเลยภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ตามสัญญาซื้อขาย เอกสารหมาย ร.1 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 จำเลยได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวในการกระทำผิด และถูกศาลพิพากษาให้ริบรถยนต์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ของกลางระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง เอกสารหมาย ร.1 ระบุชัดว่าผู้ร้องยังคงค้างชำระราคารถยนต์ของกลางอีก 50,000 บาท โดยจะชำระส่วนที่เหลือภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 จำเลยจึงยินยอมให้ผู้ร้องทำการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ได้หากผู้ร้องไม่สามารถนำเงินมาชำระได้ภายในกำหนด จำเลยจะยังไม่โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางให้ผู้ร้องจนกว่าจะมีการชำระเงินส่วนที่เหลือให้ครบถ้วน แสดงว่าคู่สัญญาตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายเมื่อผู้ร้องชำระราคาส่วนที่เหลือแล้ว สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 การที่จำเลยส่งมอบคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์และลงลายมือชื่อในแบบคำขอโอนและรับโอน เอกสารหมาย ร.2 พร้อมมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไว้ให้ผู้ร้องนั้นเป็นเพียงเพื่อความสะดวกแก่ผู้ร้องในการไปจดทะเบียนรับโอนเมื่อได้มีการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขาย เอกสารหมาย ร.1 ครบถ้วนแล้วเท่านั้น มิได้ทำให้สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดดังที่ผู้ร้องฎีกา เมื่อผู้ร้องยังคงค้างชำระราคายนต์อยู่ 50,000 บาท กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางจึงยังไม่ได้โอนไปเป็นของผู้ร้องผู้ร้องมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.พ.พ. ม. 459
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
ผู้ร้อง — นางสะนิด จินดากุล
จำเลย — นายสรศักดิ์ นาทอง
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7550/2549
#269311
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า ผู้อุทธรณ์จะต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่และให้คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด คดีนี้ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "เมื่อจำเลยทั้งสี่แก้อุทธรณ์หรือไม่แก้ภายในกำหนดแล้ว ให้ส่งศาลฎีกาโดยเร็ว" ซึ่งมีความหมายว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตคำร้องของโจทก์ไปทันทีโดยที่ยังมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านก่อน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่อาจมีผลทำให้อุทธรณ์ของโจทก์ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบได้ คดีจึงยังไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ให้โจทก์ได้ และการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 27 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน 591,451.27 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 537,982.91 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 591,451.27 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 537,982.91 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 54707 ตำบลท่าฉลอม อำเมือสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า ผู้อุทธรณ์จะต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่และให้คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด สำหรับคดีนี้ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "เมื่อจำเลยทั้งสี่แก้อุทธรณ์หรือไม่แก้ภายในกำหนดแล้วให้ส่งศาลฎีกาโดยเร็ว" ซึ่งมีความหมายว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตคำร้องของโจทก์ไปทันทีโดยที่ยังมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายปนึ่งมีโอกาสคัดค้านก่อน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่อาจมีผลทำให้อุทธรณ์ของโจทก์ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบได้ คดีจึงยังไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของสาลฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ให้ได้ และการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ แล้วมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายพิศาล มณีวงศ์ทรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7548/2549
#266981
เปิดฉบับเต็ม

ในสัญญากู้ยืมเงินมีข้อตกลงว่า จำเลยยินยอมให้ผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่จ่ายเงินหักเงินได้รายเดือนของจำเลยตามจำนวนเงินงวดที่ต้องชำระส่งชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนี้ การบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ต้องดำเนินการตาม ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 ตั้งแต่มาตรา 271 ถึงมาตรา 323 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์กับจำเลยจะตกลงกันให้บังคับคดีโดยวิธีการอย่างอื่นไม่ได้ คำขอท้ายฟ้องโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าโจทก์มีสิทธิขอรับเงินได้รายเดือนจากผู้มีอำนาจจ่ายเงินเพื่อจ่ายให้โจทก์เป็นการชำระหนี้เงินกู้ยืมจนกว่าจะครบถ้วนนั้น เท่ากับยินยอมให้โจทก์ขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากผู้มีอำนาจหักเงินรายได้ของจำเลยได้โดยไม่ต้องขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและไม่ต้องดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ของจำเลย จึงขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดี ศาลฎีกาไม่อาจสั่งให้ได้

แม้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องตกลงวิธีการชำระหนี้กันไว้ล่วงหน้าโดยสมัครใจทั้งสองฝ่าย แต่ข้อตกลงเกี่ยวพันไปถึงบุคคลภายนอกผู้ทำหน้าที่หักเงินได้ ตราบใดที่โจทก์และจำเลยยังสมัครใจปฏิบัติต่อกันตามสัญญา บุคคลภายนอกก็ดำเนินการหักเงินได้ของจำเลยส่งให้โจทก์ ต่อมาเมื่อจำเลยเปลี่ยนใจไม่ยอมชำระหนี้ให้ บุคคลภายนอกก็ไม่ยอมหักเงินส่งให้โจทก์ แม้ข้อสัญญาดังกล่าวจะเป็นสิทธิของโจทก์และจำเลยที่จะตกลงกันเกี่ยวกับวิธีชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า แต่บุคคลภายนอกไม่ใช่คู่สัญญา จึงไม่ถูกผูกพันว่าจะต้องมีหน้าที่หักเงินส่งให้โจทก์ตลอดไป การที่จะบังคับให้คู่สัญญาปฏิบัติตามข้อสัญญาเป็นเรื่องวัตถุแห่งหนี้ที่คู่สัญญาตกลงกัน กรณีนี้วัตถุแห่งหนี้คือการบังคับให้จำเลยยินยอมชำระหนี้ต่อไปโดยบุคคลภายนอกดำเนินการหักเงินได้รายเดือนของจำเลยเพื่อจ่ายให้โจทก์ เป็นเรื่องที่ศาลไม่อาจบังคับให้จำเลยชำระหนี้ต่อไปตามสัญญาได้ เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้จำนวน 166,561.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ของต้นเงิน 137,367.75 บาท นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ และให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าโจทก์มีสิทธิขอรับเงินได้รายเดือน บำเหน็จ บำนาญ หรือเงินอื่นใดจากผู้มีอำนาจจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้จนกว่าจะครบ หากจำเลยไม่ไปรับเงินจำนวนนี้ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 166,561.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 137,367.75 บาท นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ดิน 66 ทะเบียนเลขที่ 2757 ตำบลหนองประดู่ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จบครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดใช้ดอกเบี้ยโจทก์อัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ มีข้อตกลงในสัญญากู้ข้อ 6 และข้อ 9 ว่า จำเลยยินยอมให้ผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่จ่ายเงินได้รายเดือนของจำเลยที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์หักเงินได้รายเดือนของจำเลยตามจำนวนเงินงวดที่ต้องชำระแก่โจทก์เพื่อนำส่งชำระหนี้ให้โจทก์ได้ และในกรณีที่จำเลยจะขอออกจากราชการ หรือย้ายจากราชการหรืองานประจำ จำเลยต้องจัดการชำระหนี้ที่มีอยู่ต่อโจทก์ให้เสร็จสิ้นก่อน ถ้าไม่จัดการชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น จำเลยยินยอมให้เจ้าหน้าที่ผู้จ่ายเงินบำเหน็จ บำนาญ หรือเงินอื่นใดที่ทางราชการจะต้องจ่ายให้แก่จำเลย หักเงินดังกล่าวชำระหนี้พร้อมทั้งดอกเบี้ยส่งชำระหนี้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นก่อนได้ ดังนี้ การบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตั้งแต่มาตรา 271 ถึงมาตรา 323 ซึ่งเป็นบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์และจำเลยจะตกลงกันให้บังคับคดีโดยวิธีการอย่างอื่นไม่ได้ คำขอท้ายฟ้องโจทก์ข้อ 3 ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าโจทก์มีสิทธิขอรับเงินได้รายเดือน บำเหน็จ บำนาญ หรือเงินอื่นใดที่ทางราชการจะต้องจ่ายให้แก่จำเลยจากผู้มีอำนาจจ่ายเงิน เพื่อจ่ายให้โจทก์เป็นการชำระหนี้เงินกู้ยืมจนกว่าจะครบถ้วน เท่ากับยินยอมให้โจทก์ขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากผู้มีอำนาจหักเงินรายได้ของจำเลยได้โดยไม่ต้องขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และไม่ต้องดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ของจำเลย จึงขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดี ศาลฎีกาไม่อาจสั่งให้ได้ ปัญหาต่อไปมีว่าตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 3 ดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะขอให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาต่อไปโดยไม่บอกเลิกสัญญาได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นโดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย แต่ข้อตกลงดังกล่าวเกี่ยวพันไปถึงบุคคลภายนอกคือผู้ที่ทำหน้าที่หักเงินได้ของจำเลยส่งมอบให้โจทก์ ตราบใดที่โจทก์และจำเลยยังสมัครใจปฏิบัติต่อกันตามสัญญา บุคคลภายนอกก็ดำเนินการหักเงินได้ของจำเลยส่งให้โจทก์ ต่อมาเมื่อจำเลยเปลี่ยนใจไม่ยอมชำระหนี้ให้โจทก์ บุคคลภายนอกก็ไม่ยอมหักเงินได้ของจำเลยส่งมอบให้โจทก์ ตามสัญญาข้อ 6 และข้อ 9 แม้จะเป็นสิทธิของโจทก์และจำเลยที่จะตกลงเกี่ยวกับวิธีการชำระหนี้ไว้ล่วงหน้าก็ตาม แต่บุคคลภายนอกไม่ใช่คู่สัญญา บุคคลภายนอกจึงไม่ถูกผูกพันว่าจะต้องมีหน้าที่หักเงินส่งให้โจทก์ตลอดไป จึงเป็นสิทธิของบุคคลภายนอกจะหักเงินของจำเลยส่งมอบให้โจทก์หรือไม่ก็ได้ การที่จะบังคับให้คู่สัญญาปฏิบัติตามสัญญาข้อ 6 และข้อ 9 ต่อไปได้หรือไม่ เป็นเรื่องวัตถุแห่งหนี้ที่คู่สัญญาตกลงกันกรณีนี้วัตถุแห่งหนี้คือการบังคับให้จำเลยยินยอมชำระหนี้ต่อไปโดยให้บุคคลภายนอกดำเนินการหักเงินได้รายเดือน บำเหน็จ บำนาญ หรือเงินอื่นใดที่ทางราชการจะต้องจ่ายให้จำเลยเพื่อจ่ายให้โจทก์ เป็นเรื่องที่ศาลไม่อาจบังคับให้ได้เพราะบุคคลภายนอกไม่ได้เป็นคู่สัญญาและไม่ได้ถูกฟ้องเข้ามาเป็นจำเลยในคดีนี้และเป็นการบังคับให้จำเลยยินยอม โจทก์จึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับจำเลยชำระหนี้ต่อไปตามสัญญาได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำขอของโจทก์ข้อนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 286 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ศาลยุติธรรม จำกัด
จำเลย — นางสาวผกาชาติ ชัชวาลเวียงไชย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายอรรถการ ฟูเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7547/2549
#267365
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาปฏิเสธคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองของผู้ร้องว่าเคลือบคลุม แต่โจทก์ก็ไม่ได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าคำร้องส่วนไหนเคลือบคลุม เคลือบคลุมอย่างไร จึงไม่เป็นประเด็นที่จะวินิจฉัย แม้ศาลล่างจะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ และถือว่าไม่ใช่ประเด็นที่ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ผู้ร้องจึงต้องมีผู้จัดการกองทุนเพื่อดำเนินการต่างๆ แทน ตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง เมื่อบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ว. เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินกิจการของผู้ร้องจึงมีอำนาจดำเนินการต่างๆ แทนผู้ร้อง

คำร้องขอรับชำระหนี้จำนองมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์ที่โจทก์ยึดไว้ในคดีที่มีการบังคับคดีในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิหรือไม่ ฎีกาของโจทก์ในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยที่ว่าผู้ร้องมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าไร จึงไม่เป็นสาระที่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยไม่ชำระหนี้โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 145293 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นของจำเลย เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 145293 ที่โจทก์นำยึด ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทรัพย์ดังกล่าวก่อนเจ้าหนี้รายอื่น หากโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีต่อไป ผู้ร้องขอสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์

โจทก์ยื่นคัดค้านว่า คำร้องขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องเคลือบคลุมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ไม่มีอำนาจดำเนินการต่างๆ แทนผู้ร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 8,816,616.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจากเงินที่ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 145293 ตำบลสวนหลวง (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น หากโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดี ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีต่อไป

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้ร้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ที่พิพากษาให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,816,616.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 6,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยกับพวกไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 145293 ตำบลสวนหลวง (คลองประเวศฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ถ้าไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยกับพวกออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ สำหรับที่โจทก์ฎีกาว่าคำร้องขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์ปฏิเสธว่าคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองของผู้ร้องเคลือบคลุม แต่โจทก์ก็ไม่ได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าคำร้องส่วนไหนเคลือบคลุม เคลือบคลุมอย่างไร จึงไม่เป็นประเด็นที่จะวินิจฉัย แม้ศาลล่างทั้งสองจะวินิจฉัยให้ก็ไม่เป็นการชอบและถือว่าประเด็นเรื่องคำร้องเคลือบคลุมไม่ใช่ประเด็นที่ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่าบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ผู้ร้องจึงต้องมีผู้จัดการกองทุนเพื่อดำเนินการต่างๆ แทน ทั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง เมื่อได้ความจากคำเบิกความของพยานผู้ร้องปากนายทศพร สุนทรสีมะ ที่เบิกความประกอบสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย ร.1 ว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินกิจการของผู้ร้อง โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่ผู้ร้องนำสืบ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด จึงมีอำนาจดำเนินการต่างๆ แทนผู้ร้องส่วนที่โจทก์อ้างว่าบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัดไม่มีวัตถุประสงค์ในการจัดการกองทุนรวม จึงไม่มีอำนาจดำเนินการแทนผู้ร้องนั้น ก็ได้ความจากสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย ร.2 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการจัดการลงทุน ซึ่งหมายรวมถึงการจัดการกองทุนรวมด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาในทำนองว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปีนั้น เห็นว่า ในคดีร้องขอรับชำระหนี้จำนองมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์ที่โจทก์ยึดไว้ในคดีนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิหรือไม่ ฎีกาของโจทก์ในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยจึงไม่เป็นสาระที่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้จึงชอบแล้ว

อนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยมิได้วินิจฉัยเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 ม. 289
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบัวศร โสดา
ผู้ร้อง — กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล
จำเลย — นายยุทธนา ศิวะกาญจนกร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7529/2549
#269376
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 12,000 เม็ด น้ำหนักรวม 84.29 กรัม โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยว่าเมทแอมเฟตามีน 12,000 เม็ด สามารถคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม จึงต้องรับฟังว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม แม้โจทก์จะนำสืบถึงรายงานการตรวจพิสูจน์ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 84.29 กรัมก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็มิใช่ส่วนหนึ่งของคำฟ้อง จะนำมาประกอบคำฟ้องของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดดังกล่าวให้หนักขึ้นมิได้ กรณีต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาทและตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ เป็นบทกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยที่เป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยเป็นจำคุกชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท โดยมิได้ระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ไม่ถูกต้อง

ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย โดยกำหนดว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุให้กักขังเกิน 1 ปี หรือไม่ มีกำหนดเท่าใดและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไขส่วนนี้ เช่นนี้ จะกักขังแทนค่าปรับเกินกำหนด 1 ปี ไม่ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225

ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง เมื่ออาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเป็นเพียงของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้ในคดีเท่านั้น โจทก์มิได้มีคำขอให้ริบ ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งริบของกลางดังกล่าวไม่ได้ และแม้คู่ความมิได้ฎีกาเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวก็ตามศาลฎีกามีอำนาจสั่งคืนแก่เจ้าของได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 49 และ 186 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 10, พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 ริบเมทแอมเฟตามีน เครื่องวิทยุคมนาคม และรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 4227 อ่างทอง ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะและข้อหามีเครื่องวิทยุคมนาคมพร้อมอุปกรณ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปฏิเสธข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6, 23 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ข้อหาพาอาวุธปืนมีทะเบียนไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวกับข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ข้อหามีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อหาพาอาวุธปืนและมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง ข้อหาพาอาวุธปืน จำคุก 3 เดือน ข้อหามีเครื่องวิทยุคมนาคม จำคุก 3 เดือน แต่เมื่อลงโทษข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงคงให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 แล้ว ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน และปรับ 2,250,000 บาท เมื่อรวมกับโทษข้อหาพาอาวุธปืนฯ และมีเครื่องวิทยุคมนาคมฯ แล้ว คงจำคุก 37 ปี 12 เดือน และปรับ 2,250,000 บาท ไม่ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ จากคำเบิกความของดาบตำรวจชาติชาย ทองถวิล และดาบตำรวจสุจริต น้อยเล็น พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมได้ความโดยสรุปว่า การตรวจค้นและจับกุมจำเลยในคดีนี้นั้น เกิดจากการสืบทราบมาก่อนว่าจะมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น จึงวางกำลังเจ้าพนักงานตำรวจนับสิบคนรอบบริเวณที่เกิดเหตุจุดที่พบจำเลยและรถยนต์นั้นตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.5 ที่ร้อยตำรวจเอกโชคอำนวยพร คำนุ พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสอนในคดีนี้ได้ทำขึ้นนั้น เห็นได้ว่า จำเลยถูกตรวจค้นบนถนนสาธารณะหน้าโรงงานสระบุรีเทคนิค ซึ่งเป็นที่เปิดเผย จุดที่ดาบตำรวจสุจริตอยู่หน้าโรงงานดังกล่าวก็ยืนปะปนกับประชาชนที่ดูเหตุการณ์ มีเพียงจำเลยคนเดียวในรถยนต์ที่จำเลยขับมา เมทแอมเฟตามีนของกลางก็พบอยู่ใต้เบาะที่นั่งในรถยนต์ของจำเลยนั่นเอง จำเลยก็เบิกความรับว่ามีการตรวจค้นกันบริเวณนั้นจริงและรับด้วยว่าจำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าวอีกด้วย หากเจ้าพนักงานตำรวจจะกลั่นแกล้งปรักจำเลยแล้วเหตุใดจึงต้องเลือกที่จะมาตรวจค้นกันในที่สาธารณะให้ประชาชนได้มีโอกาสรู้เห็นเหตุการณ์ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เชื่อได้ว่าการตรวจค้นและจับกุมจำเลยในครั้งนี้เกิดการได้รับข้อมูลล่วงหน้าของเจ้าพนักงานตำรวจมาก่อนจริงว่าจะมีการกระทำความผิดกันที่ใดและรายละเอียดของรถยนต์ที่จะใช้กระทำความผิดด้วย จึงได้เกิดการตรวจค้นกันในบริเวณดังกล่าว พบเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนถึง 12,000 เม็ด ซึ่งได้แยกแบ่งบรรจุและมัดไว้อย่างดีเป็นลักษณะของการนำไปจำหน่ายโดยชัดเจนและตรวจค้นพบในรถยนต์ที่จำเลยเป็นเจ้าของและผู้ขับอยู่ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริง ฎีกาของจำเลยเป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์โดยเฉพาะคำเบิกความของผู้ร่วมจับกุมซึ่งแตกต่างกันเพียงรายละเอียดเท่านั้น และฎีกาในประเด็นปลีกย่อยอื่นอีกที่ไม่เป็นผลให้ดุลพินิจในการับฟังพยานหลักฐานโจทก์ต้องเปลี่ยนไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท นั้นไม่ถูกต้อง เพราะคดีนี้โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 12,000 เม็ด น้ำหนักรวม 84.29 กรัม โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยว่าเมทแอมเฟตามีน 12,000 เม็ด สามารถคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม จึงต้องรับฟังว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงสามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัม แม้โจทก์จะนำสืบถึงรายการตรวจพิสูจน์ว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 84.29 กรัมก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็มิใช่ส่วนหนึ่งของคำฟ้อง จะนำมาประกอบคำฟ้องของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดดังกล่าวให้หนักขึ้นมิได้ กรณีต้องด้วบบทกำหนดโทษ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท และตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 เป็นบทกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยที่เป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยเป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท โดยมิได้ระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ไม่ถูกต้อง และที่ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย โดยกำหนดว่าหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุให้กักขังเกิน 1 ปี หรือไม่มีกำหนดเท่าใด และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไขส่วนนี้ เช่นนี้ จะกักขังแทนค่าปรับเกินกำหนด 1 ปี ไม่ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาไม่ริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์มิได้มีคำขอให้ริบของกลางดังกล่าว ศาลจะพิพากษาหรือสั่งเองโดยโจทก์มิได้ฟ้องหรือมีคำขอท้ายฟ้องหาได้ไม่ เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่ง เกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง เมื่ออาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเป็นเป็นเพียงของกลางที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้ในคดีเท่านั้น โจทก์มิได้มีคำขอให้ริบ ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งริบของกลางดังกล่าวไม่ได้ และแม้คู่ความมิได้ฎีกาเกี่ยวกับของกลางดังกล่าวก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจสั่งคืนแก่เจ้าของได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 49 และ 186 (9)"

พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำเลยเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นให้วางโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 จำคุก 45 ปี และปรับ 900,000 บาท คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ จำคุก 33 ปี 9 เดือน และปรับ 675,000 บาท เมื่อรวมกับโทษข้อหาพาอาวุธปืนฯ และมีวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองฯ แล้ว คงจำคุก 33 ปี 15 เดือน และปรับ 675,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี คืนอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30
ป.วิ.อ. ม. 49 ม. 186 (9) ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายสมควร ผลบุตร
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7495/2549
#267822
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีบริษัท ย. ซึ่งมี ร. เป็นผู้ดำเนินการแทนบริษัท ย. ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดดังนั้น ร. ซึ่งเป็นผู้จัดการย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับของโจทก์ข้อ 8 (2) การฟ้องคดีเพื่อเรียกเอาค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระจากจำเลยถือได้ว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งซึ่งอยู่ในวัตถุประสงค์ข้อ 8 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีบริษัทยู เอ็ม ไอ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งมีนายรังษี จูดี เป็นผู้ดำเนินการแทนบริษัทในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 65/155 และ 65/158 ชั้น 19 เนื้อที่รวม 349.48 ตารางเมตร มีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์ในราคาตารางเมตรละ 40 บาท ต่อเดือน ภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไปหากผิดนัดจะต้องถูกปรับในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ค้างชำระตามข้อบังคับ โดยจำเลยต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางสำหรับห้องชุดเลขที่ 65/155 เดือนละ 7,220.40 บาท และห้องชุดเลขที่ 65/158 เดือนละ 6,758.80 บาทรวมเงินที่ต้องชำระเดือนละ 13,979.20 บาท ต่อมาจำเลยค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตั้งแต่เดือนกันยายน 2538 ถึงเดือนกันยายน 2542 รวม 49 เดือน เป็นเงิน 684,980.80 บาท พร้อมค่าปรับอัตราร้อยละ 10 เป็นเงิน 68,498.08 บาท รวมเป็นเงิน 753,478.88 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 753,478.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะการจะดำเนินคดีแก่ผู้ใดในนามโจทก์ตามข้อบังคับของโจทก์กำหนดว่าต้องได้รับความเห็นชอบโดยมติที่ประชุมเจ้าของร่วม แต่คดีนี้ไม่มีมติที่ประชุมเจ้าของร่วมให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 753,478.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ ชัดเจนว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีบริษัทยู เอ็ม ไอ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งมีนายรังษี จูดี เป็นผู้ดำเนินการแทนบริษัทในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ซึ่งตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35 บัญญัติว่า "ให้นิติบุคคลอาคารชุดมีผู้จัดการคนหนึ่งซึ่งจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้

ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้จัดการ ให้นิติบุคคลนั้นแต่งตั้งบุคคลธรรมดาคนหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการแทนนิติบุคคลในฐานะผู้จัดการ" ดังนั้น นายรังษีซึ่งเป็นผู้จัดการย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับของโจทก์ข้อ 8 (2) ซึ่งระบุให้ผู้จัดการมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับของโจทก์ข้อ 8 (2) ซึ่งระบุให้ผู้จัดการมีอำนาจกระทำการต่างๆ ทั้งปวงเพื่อประโยชน์ในการจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลาง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของร่วม การฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกเอาค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระจากจำเลยถือได้ว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งซึ่งอยู่ในวัตถุประสงค์ข้อ 8 (2) ที่จำเลยอ้างว่าการฟ้องคดีนี้เป็นอำนาจของที่ประชุมเจ้าของร่วมตามข้อบังคับดังกล่าวข้อ 5 นั้น ข้อบังคับข้อดังกล่าวเป็นเรื่องวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลอาคารชุดเท่านั้น หาใช่ข้อบังคับที่ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคอาคารชุดชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์
จำเลย — นายชำนาญ พิเชษฐ์พันธ์หรือพิเชษฐพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7478/2549
#266869
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายได้ข้อเท็จจริงแจ้งชัดว่า โจทก์ทั้งสองตกลงจดทะเบียนขายฝากที่ดินทั้งสองแปลงตามคำฟ้องให้ไว้ต่อจำเลยที่ 1 โดยสมัครใจ ส่วนที่บรรยายว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีเจตนาให้เกิดผลบังคับตามสัญญานั้น ก็เป็นเพียงข้ออ้างที่โจทก์ทั้งสองยกขึ้นมากล่าวในคำฟ้องเท่านั้น โดยโจทก์ทั้งสองหาได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้ถึงเจตนาที่อ้างอันซ่อนอยู่ในใจของโจทก์ทั้งสอง อันเป็นเหตุให้สัญญาขายฝากที่ดินทั้งสองแปลงตกเป็นโมฆะตามที่บัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 154 ไม่ แต่คงรับฟังตามการบรรยายฟ้องได้ว่า สัญญาขายฝากที่ดินทั้งสองแปลงเป็นนิติกรรมสองฝ่ายได้กระทำถูกต้องตามกฎหมาย โดยการแสดงเจตนาด้วยความสมัครใจของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 การบรรยายฟ้องเช่นนี้ย่อมบ่งชี้แล้วว่าโจทก์ทั้งสองยอมรับว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงได้โอนไปยังจำเลยที่ 1 โดยผลแห่งนิติกรรมขายฝากที่มีต่อกัน ส่วนการบรรยายฟ้องในตอนหลังที่โจทก์ทั้งสองยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินทั้งสองแปลงคืนให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองก็ได้ครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวต่อมาจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ก็เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในภายหลังต่อเนื่องกันมาเพื่อปรับเข้าข้อกฎหมายในเรื่องครอบครองปรปักษ์เพื่ออ้างเหตุการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงกลับคืนมาจากจำเลยที่ 1 การบรรยายฟ้องทั้งหมดของโจทก์ทั้งสองจึงมิใช่มีสองนัยอันขัดแย้งกันอยู่ในตัวดังที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างในฎีกา แต่เป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 154
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบวช สถิตสุขหรือพ่อค้า กับพวก
จำเลย — นางเดียน กองทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายศิรวรรธน์ คูตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7451/2549
#269087
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องของโจทก์ที่กล่าวว่า "เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 จำเลยหลอกลวง ส. ผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงอันควรบอกให้แจ้งแก่ผู้เสียหายว่า จำเลยประสงค์จะขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 119511 ให้ผู้เสียหายโดยมีเงื่อนไขว่า "จำเลยจะโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้วจำเลยได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินหาย แล้วออกโฉนดใหม่ นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจำนองแก่ผู้มีชื่อ จำเลยไม่มีเจตนาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด" ย่อมมีความหมายว่า จำเลยไม่มีเจตนาขายที่ดินให้แก่ผู้เสียหายตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 อันเป็นวันที่หลอกลวงผู้เสียหายแล้ว โดยก่อนหน้านั้นจำเลยได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินหาย แล้วออกโฉนดใหม่และนำไปจำนองแก่ผู้มีชื่อ ฟ้องโจทก์จึงบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบถ้วนองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง อันเป็นฟ้องที่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 กับให้คืนเงินจำนวน 248,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 248,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบถ้วนองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า "เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 เวลากลางวันจำเลยโดยทุจริตได้บังอาจหลอกลวงนายสุวิศิษย์ ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงอันควรบอกให้แจ้งแก่ผู้เสียหายว่า จำเลยมีความประสงค์จะขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 119511 ให้แก่ผู้เสียหายในราคา 248,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่า จำเลยจะโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้วจำเลยได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โฉนดที่ดินหาย แล้วออกโฉนดใหม่ นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจำนองแก่ผู้มีชื่อ จำเลยไม่มีเจตนาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด ย่อมมีความหมายว่า จำเลยไม่มีเจตนาขายที่ดินให้แก่ผู้เสียหายตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 อันเป็นวันที่หลอกลวงผู้เสียหายแล้ว โดยก่อนหน้านั้นจำเลยได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินหาย แล้วออกโฉนดใหม่และนำไปจำนองแก่ผู้มีชื่อ ฟ้องโจทก์จึงบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบถ้วนองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง อันเป็นฟ้องที่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า โจทก์มิได้ยืนยันว่าข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงดังกล่าวได้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะนำที่ดินไปขายให้แก่ผู้เสียหาย อันจะทำให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะหลอกลวงผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น จึงเป็นฟ้องที่มิได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดให้ครบถ้วนองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลย เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นางเพ็ญศรี ม่วงทิพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางนุชนารถ เกษตรสาระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7451/2549
#269371
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องของโจทก์ที่กล่าวว่า "จำเลยจะโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้วจำเลยได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โฉนดที่ดินหาย แล้วออกโฉนดใหม่ นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจำนองแก่ผู้มีชื่อ จำเลยไม่มีเจตนาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใดย่อมมีความหมายว่า จำเลยไม่มีเจตนาขายที่ดินให้แก่ผู้เสียหายตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 อันเป็นวันที่หลอกลวงผู้เสียหายแล้ว โดยก่อนหน้านั้นจำเลยได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินหาย แล้วออกโฉนดใหม่และนำไปจำนองแก่ผู้มีชื่อ ฟ้องโจทก์จึงบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบถ้วนองค์ประกอบผิดฐานฉ้อโกง อันเป็นฟ้องที่ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยได้หลอกลวงนายสุวิศิษย์ เลิศไสว ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงอันควรบอกให้แจ้งแก่ผู้เสียหายว่า จำเลยมีความประสงค์จะขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 119511 ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมืองนนทบุรี ให้ผู้เสียหายในราคา 248,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่า จำเลยจะโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้วจำเลยได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โฉนดที่ดินหาย แล้วออกโฉนดใหม่ นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจำนองแก่ผู้มีชื่อ จำเลยไม่มีเจตนาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด โดยการหลอกลวงดังกล่าว ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงส่งชำระเงินค่าที่ดินจำนวน 248,000 บาท ให้แก่จำเลย เป็นเหตุให้จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 กับให้คืนเงิน จำนวน 248,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 248,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบถ้วนองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า "เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 เวลากลางวัน จำเลยโดยทุจริตได้บังอาจหลอกลวงนายสุวิศิษย์ เลิศไสว ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงอันควรบอกให้แจ้งแก่ผู้เสียหายว่า จำเลยมีความประสงค์จะขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 119511 ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ให้แก่ผู้เสียหายในราคา 248,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่า จำเลยจะโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นความเท็จทั้งสิ้นความจริงแล้วจำเลยได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โฉนดที่ดินหาย แล้วออกโฉนดใหม่ นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจำนองแก่ผู้มีชื่อ จำเลยไม่มีเจตนาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด โดยการหลอกลวงดังกล่าว ทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าเป็นความจริงจึงส่งชำระเงินค่าที่ดินจำนวน 248,000 บาท ให้แก่จำเลย เป็นเหตุให้จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหาย ผู้ถูกหลอกลวง" พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฟ้องของโจทก์ที่กล่าวว่า "จำเลยจะโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้วจำเลยได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินหาย แล้วออกโฉนดใหม่ นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจำนองแก่ผู้มีชื่อ จำเลยไม่มีเจตนาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด" ย่อมมีความหมายว่า จำเลยไม่มีเจตนาขายที่ดินให้แก่ผู้เสียหายตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 อันเป็นวันที่หลอกลวงผู้เสียหายแล้ว โดยก่อนหน้านั้นจำเลยได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินหาย แล้วออกโฉนดใหม่และนำไปจำนองแก่ผู้มีชื่อ ฟ้องโจทก์จึงบรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบถ้วนองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นฟ้องที่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้วชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า โจทก์มิได้ยืนยันว่าข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงดังกล่าวได้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะนำที่ดินไปขายให้แก่ผู้เสียหายอันจะทำให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะหลอกลวงผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น จึงเป็นฟ้องที่มิได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดให้ครบถ้วนองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลย เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนนทบุรี
จำเลย — นางเพ็ญศรี ม่วงทิพย์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7436/2549
#267816
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระค่าบริการในการที่โจทก์ร่างสัญญาให้เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเรียกเอาค่าการงานที่ทำให้แก่จำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (16) ซึ่งมีกำหนดอายุความ 2 ปี

โจทก์ทำงานแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2540 ย่อมถือได้ว่าเวลาแรกที่โจทก์อาจทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้ก็คือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป การที่โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2541 วันดังกล่าวมิใช่เวลาแรกที่โจทก์อาจทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 193/13 และเมื่อจำเลยยังไม่ต้องชำระหนี้จนกว่าจะพ้นกำหนดเวลา 30 วัน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 เกินกว่า 2 ปีแล้ว จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2536 จำเลยว่าจ้างโจทก์เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำในทางกฎหมาย ตกลงให้โจทก์คิดค่าบริการเป็นรายชั่วโมงในการเรียกเก็บเงินโจทก์จะส่งใบแจ้งหนี้เพื่อให้จำเลยชำระเงินค่าบริการตามจำนวนเวลาของงานที่โจทก์ใช้ในการทำงานโดยจะเรียกเก็บเงินทุกเดือนหรือตามแต่ระยะเวลาอันสมควรซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน จำเลยตกลงชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ระบุในใบแจ้งหนี้หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน หลังจากนั้นจำเลยให้โจทก์ทำงานบริการด้านกฎหมายมาตลอด ในปี 2540 ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 จำเลยว่าจ้างโจทก์ร่างสัญญาให้สัมปทานระหว่างรัฐบาลของประเทศกัมพูชากับบริษัทยู เอ็น กรุ๊ป (แคมโบเดีย) จำกัด รวมค่าบริการค่าใช้จ่ายและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 871,004.20 บาท โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระเงินภายในกำหนดเวลาตามใบแจ้งหนี้ดังกล่าว โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2541 ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ระบุในใบแจ้งหนี้จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 365,821.76 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,236,825.96 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงินจำนวน 871,004.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ตามคำฟ้องโจทก์เป็นกรณีเรียกเงินตามสัญญาจ้างทำของซึ่งมีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทำงานสิ้นสุดลง โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 พ้นกำหนด 2 ปี แล้ว ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติโดยคู่ความมิได้โต้เถียงกันขึ้นมาในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อปี 2536 จำเลย ตกลงให้โจทก์เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้แก่จำเลย คิดค่าบริการสำหรับงานที่ทำเป็นรายชั่วโมง โดยโจทก์จะส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระเงินค่าบริการ จำเลยต้องชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ลงในใบแจ้งหนี้ ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 โจทก์ได้ร่างสัญญาให้สัมปทานระหว่างรัฐบาลของประเทศกัมพูชากับบริษัทยู เอ็น กรุ๊ป (แคมโบเดีย) จำกัด และส่งมอบงานให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2540 โดยส่งใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6 ให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2541 จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่รับใบแจ้งหนี้ดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สัญญาจ้างทำของระหว่างโจทก์กับจำเลยมิได้กำหนดสินจ้างไว้เป็นจำนวนแน่นอน แต่ให้โจทก์คิดค่าบริการเป็นรายชั่วโมงรวมทั้งค่าใช้จ่ายในระหว่างดำเนินการและค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยโจทก์จะส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ระบุในใบแจ้งหนี้ หากไม่ชำระภายในกำหนดจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน จนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน โดยมิได้ถือเอาการส่งมอบงานเป็นข้อสำคัญในการเรียกเก็บเงิน โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยมีสิทธิชำระค่าจ้างได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ระบุในใบแจ้งหนี้คือวันที่ 3 มีนาคม 2541 ครบกำหนดที่จำเลยจะต้องชำระหนี้ในวันที่ 2 เมษายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้จึงต้องเริ่มนับอายุความในวันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 3 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าบริการในการที่โจทก์ร่างสัญญาให้สัมปทานระหว่างรัฐบาลของประเทศกัมพูชากับบริษัทยู เอ็น กรุ๊ป (แคมโบเดีย) จำกัด เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเรียกเอาค่าการงานที่ทำให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (16) ซึ่งให้มีกำหนดอายุความ 2 ปี และเมื่อโจทก์จำเลยมีข้อตกลงในการเรียกเก็บค่าบริการว่าโจทก์จะส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ระบุในใบแจ้งหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ระบุในใบแจ้งหนี้ การเริ่มนับอายุความสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 193/13 ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ยังไม่อาจบังคับได้จนว่าจะได้ทวงถามให้ลูกหนี้ชำระก่อน ให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่เวลาแรกที่อาจทวงถามได้เป็นต้นไป แต่ถ้าลูกหนี้ยังไม่ต้องชำระหนี้จนกว่าระยะเวลาหนึ่งจะได้ล่วงพ้นไปแล้วนับแต่เวลาที่ได้ทวงถามนั้นให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่ระยะเวลานั้นได้สิ้นสุดไปแล้ว" คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำงานแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2540 ทั้งใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.6 ที่โจทก์ส่งให้แก่จำเลยเพื่อชำระหนี้ก็ไม่ปรากฏรายการค่าใช้จ่ายหลังจากวันดังกล่าวอีก ย่อมถือได้ว่าเวลาแรกที่โจทก์อาจทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้ก็คือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป การที่โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2541 วันดังกล่าวมิใช่เวลาแรกที่โจทก์อาจทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้ตามความในมาตรา 193/13 และเมื่อจำเลยยังไม่ต้องชำระหนี้จนกว่าจะพ้นกำหนดเวลา 30 วัน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 เกินกว่า 2 ปีแล้ว ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โดยวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ส่งมอบงานให้จำเลยตามมาตรา 193/12 นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 ม. 193/13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทที่ปรึกษากฎหมายสากล จำกัด
จำเลย — บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7432/2549
#266905
เปิดฉบับเต็ม

คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 112 เม็ด ของกลางนั้น คำแก้ฎีกาดังกล่าวเป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษานอกเหนือจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องกระทำโดยยื่นคำฟ้องฎีกา จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้ฎีกาเช่นนี้หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 56, 58, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4240/2545 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทราเข้ากับโทษในคดีนี้ บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2988/2544 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6019/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 279 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 112 เม็ด และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้บวกโทษ ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 7 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กระทงแรกจำคุกตลอดชีวิต กระทงที่สองจำคุก 3 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) กระทงแรก จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตลอดชีวิต กระทงที่สองจำคุกคนละ 4 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 400,000 บาท การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เมื่อกระทงแรกศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงไม่อาจรวมโทษจำคุกกระทงที่สองได้ คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตลอดชีวิต และปรับ 400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ เมื่อจำเลยทั้งสามได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว ไม่อาจบวกโทษได้อีกให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และปรับ 800,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 7 ปี และปรับ 600,000 บาท รวมจำคุก 17 ปี ปรับ 1,400,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 8 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 700,000 บาท บวกโทษจำคุก 3 เดือน ที่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 ไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4240/2545 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 9 เดือน และปรับ 700,000 บาท บวกโทษจำคุก 6 เดือน และ 3 เดือน ที่รอการลงโทษจำเลยที่ 3 ไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2988/2544 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6019/2545 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 15 เดือน และปรับ 700,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 62,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้เข้าไปครอบครองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีน จำนวน 62,000 เม็ด ของกลางมาก่อนแต่อย่างใด ทั้งยังได้ความจากร้อยตำรวจเอกอำพรและสิบตำรวจโทปรีชา พยานโจทก์ผู้จับกุมว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนไขกุญแจบ้านนำพยานทั้งสองกับพวกเข้าไปตรวจค้นด้วยตนเอง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังพักอาศัยอยู่คนละจังหวัดกับจำเลยที่ 2 ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าร่วมกับจำเลยที่ 2 กับพวกที่หลบหนีมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 62,000 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็นำสืบต่อสู้ว่ามิได้ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ จึงไม่อาจนำมาใช้ยันจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในชั้นพิจารณาได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 112 เม็ด ให้แก่นายขจรศักดิ์นั้น ก็ไม่ใช่ข้อที่จะบ่งชี้หรือแสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 62,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์ที่นำมาสืบยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะฟังลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อหานี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยที่ 3 แก้ฎีกามาด้วยว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 112 เม็ด ของกลางนั้น เห็นว่าคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวเป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษานอกเหนือจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องกระทำโดยยื่นคำฟ้องฎีกาจะเพียงแต่ขอมาในคำแก้ฎีกาเช่นนี้หาได้ไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคหนึ่ง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายนพดล ปานแย้ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายธรรมนูญ ม่วงแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7422 -ที่ 7426/2549
#266829
เปิดฉบับเต็ม

น. ได้แบ่งขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งห้าเป็นบางส่วนที่ผู้ร้องแต่ละคนครอบครองอยู่พร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองที่ดินให้ผู้ร้องแต่ละคนเข้าทำประโยชน์ในที่ดินได้ โดย น. สัญญาว่าจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องแต่ละคนในภายหลังตามเนื้อที่ที่ผู้ร้องแต่ละคนซื้อ แต่ น. ถึงแก่ความตายเสียก่อน โดยยังไม่ได้ดำเนินการแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนให้แก่ผู้ร้องแต่ละคน แสดงว่า น. ผู้ขายที่ดินพิพาท และผู้ร้องทั้งห้า ผู้ซื้อที่ดินดังกล่าว ต่างมีเจตนาจะไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นหนังสือและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ในภายหลัง เมื่อมีการแบ่งแยกที่ดินที่ซื้อขายกันเฉพาะส่วนได้กระทำสำเร็จแล้ว การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่าง น. กับผู้ร้องทั้งห้า จึงเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขาย มิใช่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การที่ผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองที่ดินพิพาทในส่วนที่แต่ละคนครอบครองอยู่ จึงเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของ น. ตามสัญญาจะซื้อจะขาย อันเป็นการยึดถือที่ดินพิพาทแทน น. มิใช่การยึดถือในฐานะเจ้าของ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้เปลี่ยนแปลงลักษณะการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยัง น. ว่าไม่เจตนายึดถือที่ดินพิพาทแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 แม้ผู้ร้องจะครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

ผู้ร้องที่ 4 ที่ 5 ได้ต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นว่าซื้อที่ดินจาก น. แต่ไม่ได้มีการทำสัญญาซื้อขายกัน และ น. มิได้ออกใบเสร็จรับเงินค่าขายที่ดินให้ไว้ แต่มีเจตนาจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนกันในภายหลังเมื่อแบ่งแยกที่ดินเสร็จแล้ว ถือได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 หยิบยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่าเป็นเพียงการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท มิใช่การซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และการเข้าครอบครองที่พิพาทดังกล่าวเป็นการครอบครองแทน น. มิใช่การครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 จึงมิใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งห้าสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกผู้ร้องตามลำดับสำนวนว่า ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 5 และให้เรียกนางรัชนี ว่าผู้คัดค้านที่ 1 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนางนิภา ว่าผู้คัดค้านที่ 2

ผู้ร้องทั้งห้าขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 1 ถอนคำคัดค้านที่คัดค้านผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อนางนิภาเป็นบุคคลล้มละลายเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงมีอำนาจเข้าว่าคดีดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านที่ 2 มีอำนาจเข้าว่าคดีในฐานะผู้คัดค้าน โดยผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีอำนาจดำเนินคดีนี้ได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์ โดยผู้ร้องที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งห้าฎีกาโดยผู้ร้องที่ 4 และที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อนางนิภาได้แบ่งขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งห้าเป็นบางส่วนที่ผู้ร้องแต่ละคนครอบครองอยู่พร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองที่ดินให้ผู้ร้องแต่ละคนเข้าทำประโยชน์ที่ดินโดยนางนิภาสัญญาว่าจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องแต่ละคนในภายหลังตามเนื้อที่ที่ผู้ร้องแต่ละคนซื้อ แต่นางนิภาถึงแก่ความตายเสียก่อนโดยยังไม่ได้ไปดำเนินการแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนให้แก่ผู้ร้องแต่ละคน ผู้ร้องทั้งห้าได้ครอบครองที่ดินในส่วนที่แต่ละคนซื้อจากนางนิภามาด้วยความสงบและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของคนละเกินกว่า 10 ปีแล้ว แสดงให้เห็นว่านางนิภาผู้ขายและผู้ร้องทั้งห้าผู้ซื้อต่างมีเจตนาที่จะไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นหนังสือและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมายในภายหลัง เมื่อการแบ่งแยกที่ดินที่ซื้อขายกันเฉพาะส่วนนี้ได้กระทำสำเร็จแล้ว ฉะนั้น การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางนิภากับผู้ร้องทั้งห้าจึงเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขาย มิใช่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เพราะถ้านางนิภากับผู้ร้องทั้งห้าประสงค์จะทำนิติกรรมซื้อขายเสร็จเด็ดขาดกันแล้วผู้ร้องทั้งห้าก็น่าจะต้องขอหลักฐานการรับเงินค่าที่ดินจากนางนิภาไว้เป็นหลักฐาน หรือมิฉะนั้นก็จะต้องขอให้นางนิภาใส่ชื่อของผู้ร้องทั้งห้าเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้ว เลขที่ 175 ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว (บ้านบ่อ) จังหวัดสมุทรสาคร เสียเลย แต่ที่ยังไม่ได้ไปทำสัญญาเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพราะมีอุปสรรคเนื่องจากนางนิภาเจ้าของที่ดินถึงแก่ความตายเสียก่อน ดังนี้จึงถือได้ว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางนิภากับผู้ร้องทั้งห้าเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขาย มิใช่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดดังที่ผู้ร้องทั้งห้าฎีกา การที่นางนิภากับผู้ร้องทั้งห้าตกลงและซื้อขายที่ดินพิพาทกันแล้วผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองที่ดินพิพาทในส่วนที่แต่ละคนครอบครองอยู่นั้น จึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางนิภาตามสัญญาจะซื้อจะขาย อันเป็นการยึดถือที่ดินพิพาทแทนนางนิภา มิใช่เป็นการยึดถือในฐานะเจ้าของ และไม่ปรากฏว่าผู้ร้องทั้งห้าได้เปลี่ยนแปลงลักษณะการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังนางนิภาว่าไม่เจตนายึดถือที่ดินพิพาทแทนนางนิภาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ดังนั้น แม้ผู้ร้องทั้งห้าจะครอบครองที่ดินพิพาทติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ผู้ร้องทั้งห้าก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนที่แต่ละคนครอบครองอยู่โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ที่ผู้ร้องที่ 4 และที่ 5 ได้ต่อสู้ไว้ตั้งแต่ในศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องที่ 4 และที่ 5 ซื้อที่ดินจากนางนิภาแต่ไม่ได้มีการทำสัญญาซื้อขายกันและนางนิภาไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินค่าขายที่ดินให้ไว้เป็นหลักฐาน ทั้งไม่ได้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยมีเจตนาจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนกันในภายหลังเมื่อดำเนินการแบ่งแยกที่ดินเสร็จแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ฉะนั้นการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ว่า การที่ผู้ร้องทั้งห้าได้ตกลงซื้อที่ดินพิพาทในส่วนที่แต่ละคนครอบครองอยู่กับนางนิภาผู้ขายและมีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันให้ถูกต้องตามกฎหมายในภายหลังจึงมีลักษณะเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง มิใช่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดโดยไม่มีเจตนาไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อันจะตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง เมื่อกรณีเป็นสัญญาจะซื้อจะขายการที่ผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองที่ดินพิพาทในระหว่างที่ยังมิได้ทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนนางนิภา มิใช่เป็นการครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ แม้ผู้ร้องทั้งห้าจะครอบครองเกิน 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ได้นั้น กรณีเป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่ามิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นอันขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แต่อย่างใด ข้อกล่าวอ้างตามฎีกาของผู้ร้องที่ 4 และที่ 5 จึงไม่อาจรับฟัง สำหรับฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าในเรื่องอื่น ๆ เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยและความเห็นส่วนตัวซึ่งไม่มีผลทำให้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 456 ม. 1381 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางกิมจู ฮะบุญมี กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางรัชนี ณ ระนอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสุรวัฒน์ ภู่ภูมิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไพโรจน์ วายุภาพ
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7397/2549
#269367
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเช่าระบุว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์คือผู้ให้เช่าให้คำมั่นว่า เมื่อผู้เช่าได้ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนแล้ว หากผู้เช่าทำหนังสือถึงผู้ให้เช่าจะขอซื้อทรัพย์สินทั้งหมด ผู้ให้เช่าจะทำคำสนองตกลงราคาตามที่กำหนดในสัญญาแสดงให้เห็นว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่ายังไม่โอนไป จำเลยที่ 1 ผู้เช่ามีสิทธิที่จะเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่ก็ได้ สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง ไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 118 ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนรวมเป็นเงิน 1,461,278.67 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเช่าที่ค้างจำนวน 730,015 บาท และค่าขาดประโยชน์จำนวน 558,105 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์รายเดือนรวมเป็นจำนวนเงินเดือนละ 100,450 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าส่งมอบทรัพย์หรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ครบถ้วนและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเบี้ยปรับจากการชำระค่าเช่าล่าช้าแก่โจทก์จำนวน 1,566 บาท

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์และจำเลยทั้งสามได้ตกลงทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มต่อท้ายสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 8 และหมายเลข 15 ซึ่งตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มต่อท้ายสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 8 ลงวันที่ 7 มกราคม 2537 ซึ่งเป็นวันเดียวกับสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 และบันทึกข้อตกลงเพิ่มต่อท้ายสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 15 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2538 ซึ่งเป็นวันเดียวกับสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.9 ดังนั้นต้องถือว่าบันทึกข้อตกลงเพิ่มต่อท้ายสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 8 และหมายเลข 15 เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 และ จ.9 ตามลำดับ ซึ่งตามบันทึกข้อตกลงเพิ่มต่อท้ายทั้งสองฉบับ ข้อ 1 ระบุว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์คือผู้ให้เช่าให้คำมั่นว่า เมื่อผู้เช่าได้ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนแล้ว หากผู้เช่าทำหนังสือถึงผู้ให้เช่าจะขอซื้อทรัพย์สินทั้งหมด ผู้ให้เช่าจะทำคำสนองตกลงราคาตามที่กำหนดไว้ในสัญญา แสดงให้เห็นว่าแม้จำเลยที่ 1 จะชำระค่าเช่าจนครบกำหนดการเช่าแล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เช่าก็ยังไม่โอนไปเป็นของจำเลยที่ 1 จนกว่าจะแสดงเจตนาสนองรับคำมั่นของโจทก์โดยทำคำเสนอซื้อทรัพย์สินที่เช่าซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่ก็ได้ สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามเอกหมาย จ.5 และ จ.9 จึงเป็นสัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง ไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ที่ศาลล่วงทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนประเด็นต่อไปมีว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใดนั้น แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างพิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นนี้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปยังศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เพื่อวินิจฉัยก่อน เห็นว่า เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้วจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ต้องใช้ราคาแทนและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์ทั้ง 4 รายการ ตามสัญญาเช่าหมาย จ.5 และ จ.9 ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน สำหรับเครื่องทำเอ็ฟเฟ็ค รุ่นบีเคดีเอฟ 501 พี ตามสัญญาเช่าหมาย จ.5 เป็นเงิน 440,749 บาท สำหรับเครื่องบันทึกเสียงและเครื่องเล่นเสียง ระบบเบต้าแครม ยื่ห้อโซนี่ จำนวน 3 ชุด ตามสัญญาเช่าหมาย จ.9 เป็นเงิน 1,020,207.33 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเช่าค้างชำระเป็นค่าเช่าค้างชำระเป็นค่าขาดประโยชน์สำหรับเครื่องทำเอ็ฟเฟ็ค รุ่นบีเคดีเอฟ 501 พี จำนวน 67,875 บาท สำหรับเครื่องบันทึกเสียงและเครื่องเล่นเสียง ระบบเบต้าแครม ยี่ห้อโซนี่ จำนวน 3 ชุด ตามสัญญาเช่าหมาย จ.9 เป็นเงิน 3,555 บาท รวมเป็นค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 71,430 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินค่าเช่าค้างชำระของทรัพย์แต่ละรายการนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤศจิกายน 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคาเธ่ย์ลีสแพลน จำกัด
จำเลย — บริษัทเอส.พี.เอ็ม.โปรดักชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7391/2549
#267812
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ได้ทำสัญญาขายลิขสิทธิ์ผลงานเพลงพิพาทของ ส. ให้แก่ จ. แล้วย่อมมีผลผูกพันโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นบุตรของ ส. กับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์และอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของโจทก์ที่ 1 จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ จ. จึงมีสิทธิในผลงานเพลงพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายสุรพล สมบัติเจริญ ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 เป็นบุตรของนายสุรพลกับโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งหกจึงเป็นทายาทโดยธรรมของนายสุรพล โจทก์ที่ 3 ถึงโจทก์ที่ 6 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินคดีนี้แทน เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2513 นายจูฮง แซแต้ หรือนายจุลินทร์ เดชานุวงษ์ ได้ขอซื้อเทปต้นแบบอัดเสียงร้องและเสียงดนตรี (มาสเตอร์เทป) ของนายสุรพล โดยนายจูฮงได้วางมัดจำให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 25,000 บาท และโจทก์ที่ 1 ได้ลงชื่อไว้เป็นหลักฐานโดยจะตกลงราคาและรายชื่อเพลงในวันทำสัญญาซื้อขาย หลังจากนั้นนายจูฮงก็ไม่ติดต่อมาหาโจทก์ที่ 1 อีก ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2542 โจทก์ที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 ได้ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทแกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ใช้สิทธิในคำร้องและทำนองเพลงที่นายสุรพลเป็นผู้สร้างสรรค์จำนวน 50 เพลง วันที่ 25 พฤษภาคม 2543 จำเลยทั้งสองได้นำสัญญาขายลิขสิทธิ์ ฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2513 มาฟ้องบริษัทแกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) โดยอ้างว่าเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายจูฮงซึ่งถึงแก่ความตายแล้วจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมจึงมีสิทธิ์ในบทเพลงแนบท้ายสัญญาดังกล่าว เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาขายลิขสิทธิ์กับนายจูฮง ลายมืชื่อของโจทก์ที่ 1 ในสัญญาขายลิขสิทธิ์พร้อมเอกสารแนบท้ายเป็นลายมือชื่อปลอมและบทเพลงตามรายการบัญชีเพลงแนบท้ายสัญญา ก็มีบทเพลงที่นายสุรพลประพันธ์ขึ้นเพียง 33 เพลง และโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 ก็ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับนายจูฮง การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหาย หากจำเลยทั้งสองไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว โจทก์ทั้งหกก็สามารถอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในบทเพลงจำนวน 33 เพลง ได้ในอัตราเพลงละ 30,000 บาท ขอให้พิพากษาว่า โจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในคำร้องและทำนองเพลงตามรายการบัญชีเพลงแนบท้ายสัญญาขายลิขสิทธิ์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 จำนวน 33 เพลง คือเพลงที่ 1 เพลงที่ 2 เพลงที่ 4 เพลงที่ 5 ถึงเพลงที่ 32 เพลงที่ 34 และเพลงที่ 35 และให้จำเลยทั้งสองเลิกเกี่ยวข้องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในคำร้องและทำนองเพลงของโจทก์ทั้งหก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 990,000 บาท แก่โจทก์ทั้งหก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 960,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้แก่โจทก์ทั้งหกเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของนายจูฮง แซ่แต้ หรือนายจุลินทร์ เดชานุวงษ์ ซึ่งถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายจูฮงกับจำเลยที่ 1 ขณะที่นายสุรพลถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 ยังเป็นผู้เยาว์โจทก์ที่ 1 จึงเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุรพล เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2513 โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุรพลและผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 ได้ขายลิขสิทธิ์เพลงของนายสุรพล จำนวน 126 เพลง ให้นายจูฮง ในราคา 25,000 บาท ตามสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาที่สมบูรณ์ ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 ในเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4, 5 และในเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 เป็นลายมือที่แท้จริง จำเลยทั้งสองยืนยันว่านายสุรพลเป็นผู้แต่งเพลงหนักใจและเพลงแน่ข้างเดียว โดยโจทก์ที่ 1 ได้ยืนยันขณะทำสัญญาว่านายสุรพลเป็นผู้แต่งเพลงทุกเพลงที่โจทก์ที่ 1 ขายให้นายจูฮง โจทก์ทั้งหกทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทแกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) นำเพลงซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของนายจูฮงจำนวน 25 เพลงตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 รวมทั้งเพลงแน่ข้างเดียวไปทำซ้ำในทางการค้า การกระทำของโจทก์ทั้งหกทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย จึงขอคิดค่าเสียหายเพลงละ 30,000 บาท เท่ากับที่โจทก์ทั้งหกได้รับจากการอนุญาตขอให้ยกฟ้องและพิพากษาห้ามโจทก์ทั้งหกเกี่ยวข้องกับเพลงจำนวน 126 เพลง ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 ให้โจทก์ทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2542 จนถึง วันฟ้องอีก 56,250 บาท รวม 806,250 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งหกร่วมกันชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 750,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้ง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ทั้งหกให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 โจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับนายจูฮง สัญญาขายลิขสิทธิ์ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 ไม่มีข้อความระบุว่าโจทก์ที่ 1 ทำสัญญาในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุรพลหรือผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 6 สัญญาดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม โจทก์ทั้งหกจึงมีสิทธิอนุญาตให้บริษัทแกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ใช้สิทธิในคำร้องและทำนองเพลงตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 โจทก์ทั้งหกไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง การที่โจทก์ทั้งหกอนุญาตให้บริษัทแกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ใช้ลิขสิทธิ์ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองเคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายอย่างไร ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้แต่งคำร้องและทำนองบทเพลงตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 จำนวน 10 เพลง คือ เพลงอกแตก เพลงเสียแล้วเสียไป เพลงคิดถึงแฟน เพลงจูบลาจากนาวี เพลงให้ความหวังผลบ้าง เพลงคนจนน้อยใจ เพลงขอเพียงเป็นเพื่อน เพลงแม่สะเดาบ้านนา เพลงชื่นใจคนจน เพลงแม่นางนกเขา และผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นผู้แต่งคำร้องและทำนองบทเพลงตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 จำนวน 2 เพลง คือ เพลงบ้าเพราะรัก และเพลงเตือนเพื่อนหนุ่ม ผู้ร้องสอดทั้งสองไม่เคยอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ใช้ลิขสิทธิ์หรือมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 นำบทเพลงดังกล่าวไปขายให้นายจูฮง แซ่แต้ และผู้ร้องสอดไม่เคยทำสัญญาขายลิขสิทธิ์บทเพลงดังกล่าวให้บุคคลใด ขอให้พิพากษาว่าผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิ์ในคำร้องและทำนองเพลง ตามรายการบัญชีเพลงแนบท้ายสัญญาขายลิขสิทธิ์ เอกสารท้ายคำให้การจำเลยทั้งสองจำนวน 10 เพลง และผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในคำร้องและทำนองเพลง ตามรายการบัญชีเพลงแนบท้ายสัญญาขายลิขสิทธิ์ เอกสารท้ายคำให้การจำเลยทั้งสองจำนวน 2 เพลง ห้ามโจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ในคำร้องและทำนองบทเพลงของผู้ร้องสอดทั้งสอง

โจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิในบทเพลงจำนวน 126 เพลง ตามฟ้องแย้งดีกว่าโจทก์ทั้งหก ให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งหก ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดทั้งสอง และคำขออื่นของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ปัญหาประการต่อไปที่ต้องพิจารณาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกที่โต้แย้งคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยโจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ชอบ เพราะพยานหลักฐานโจทก์ทั้งหกมีน้ำหนักฟังได้ว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในคำร้องและทำนองเพลงพิพาท จำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์เพลงพิพาทของโจทก์ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า นายสุรพล สมบัติเจริญ เป็นผู้สร้างสรรค์บทเพลงพิพาทตามเอกสารหมาย ล.1 บางส่วน ต่อมาในปี 2511 นายสุรพลถึงแก่ความตายโจทก์ที่ 1 เป็นภริยาของนายสุรพลและ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ที่ 1 กับนายสุรพล ผลงานเพลงพิพาทที่นายสุรพลสร้างสรรค์จึงตกเป็นมรดกแก่โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายสุรพล มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกว่า โจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในผลงานเพลงพิพาทและจำเลยทั้งสองได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในผลงานเพลงพิพาทของโจทก์ทั้งหกหรือไม่ ในประเด็นนี้จำเลยทั้งสองให้การและนำสืบต่อสู้ว่า โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงพิพาทให้แก่นายจูฮง แซ่แต้ หรือนายจุลินทร์ เดชานุพงษ์ โดยเด็ดขาดไปแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจูฮง ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายจูฮง เมื่อนายจูฮงถึงแก่ความตายสิทธิในเพลงพิพาทตามสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงเอกสารหมาย ล.1 ที่นายจูฮงทำไว้กับโจทก์ที่ 1 จึงตกเป็นสิทธิจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งหกนำสืบโดยโจทก์ที่ 1 ได้ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงอ้างว่าได้รับเงินมัดจำค่าซื้อเทปต้นฉบับจากนายจูฮงจำนวน 25,000 บาท จึงได้ลงชื่อไว้เป็นหลักฐานว่าได้รับเงินจากนายจูฮงแล้ว โดยโจทก์ที่ 1 อ้างว่านายจูฮงได้มาพบโจทก์ที่ 1 เมื่อประมาณกลางปี 2513 ขณะที่โจทก์ที่ 1 นำวงดนตรีไปแสดงที่สะพานควาย นายจูฮงได้มาพบโจทก์ที่ 1 ด้านหลังเวทีเพื่อขอซื้อเทปต้นแบบอัดเสียงของนายสุรพล โจทก์ที่ 1 ได้แจ้งแก่นายจูฮงว่า เทปต้นแบบดังกล่าวอยู่ที่ห้องอัดเสียง นายจูฮงจึงตกลงว่าจะเป็นผู้รวบรวมหาเทปต้นแบบของนายสุรพลและจะเจรจาในเรื่องรายละเอียดว่าจะซื้อเทปต้นแบบเพลงใดบ้าง โดยได้วางเงินมัดจำไว้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 25,000 บาท พร้อมทั้งนำกระดาษที่มีข้อความว่า "ได้รับเงินจากนายจูฮง แซ่แต้ ในจำนวน 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว" ให้โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อและตกลงจะทำสัญญาซื้อขายกันภายหลัง โจทก์ที่ 1 จึงลงชื่อในเอกสารดังกล่าว หลังจากนั้นวงดนตรีของโจทก์ที่ 1 ก็เริ่มเสื่อมความนิยม นายจูฮงก็ไม่เคยติดต่อมาหาโจทก์ที่ 1 อีก ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบว่า หลังจากนายสุรพลถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ได้ไปพบนายจูฮงหลายครั้งเพื่อขอยืมเงินและนำแผ่นเสียงมาขาย เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2513 โจทก์ที่ 1 กับนายยิ่งยง สะเด็ดยาด ได้มาหานายจูฮงที่บริษัทของนายจูฮงเพื่อขายลิขสิทธิ์เพลงของนายสุรพลจำนวน 126 เพลง โดยทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 ไว้ เห็นว่า ที่โจทก์ทั้งหกนำสืบว่า โจทก์ที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงพิพาทของนายสุรพลให้แก่นายจูฮง ลายมือชื่อในช่องผู้ขายตามสัญญาขายลิขสิทธิ์และบัญชีเพลงแนบท้ายสัญญาขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 ไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 แต่โจทก์ที่ 1 ก็รับว่าโจทก์ที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อของตนไว้ในเอกสารส่วนที่เป็นข้อความว่าไงรับเงินจำนวน 25,000 บาท ไว้โดยโจทก์ที่ 1 อ้างว่าเป็นการลงชื่อรับเงินมัดจำเท่านั้น ในปัญหาเรื่องลายมือชื่อนี้ในระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยทั้งสองได้ขอให้ส่งสัญญาขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 ไปตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 ที่ลงไว้ในเอกสารที่มีข้อความว่ารับเงินจำนวน 25,000 บาท ว่าตรงกับลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นของโจทก์ที่ 1 ในเอกสารแผ่นอื่นๆ ในสัญญาดังกล่าวหรือไม่ซึ่งผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์แล้วไม่อาจลงความเห็นได้ อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจดูสัญญาขายลิขสิทธิ์และบัญชีแนบท้ายสัญญาลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 แล้ว ปรากฏว่าลายมือชื่อในช่องผู้ขายตามเอกสารดังกล่าวแผ่นที่ 1 และแผ่นที่ 3 ถึงแผ่นที่ 7 คล้ายกับลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินในเอกสารแผ่นที่ 2 ซึ่งโจทก์ที่ 1 ยอมรับว่าเป็นลายมือชื่อของตน และเมื่อตรวจดูเอกสารหมาย ล.1 ดังกล่าวพบว่ากระดาษที่ใช้ในการทำสัญญาทุกแผ่นเป็นขนาดเดียวกัน ลักษณะสีเดียวกัน ข้อความในสัญญาก็มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันโดยตลอดไม่มีข้อพิรุธว่าได้มีการเพิ่มเติมสัญญาแผ่นต่างๆ ขึ้นมาประกอบแผ่นกระดาษที่โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อรับเงินไว้ ส่วนรายชื่อเพลงแนบท้ายสัญญาขายลิขสิทธิ์ที่มีการนำสืบโต้เถียงกันระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยทั้งสองว่ามีบางเพลงไม่ใช่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ของนายสุรพลนั้นก็ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะกรณีเป็นไปได้ที่มีความผิดพลาดในการระบุรายชื่อเพลงไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญา ที่โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ว่า สัญญาดังกล่าวมีข้อพิรุธ คือ ไม่มีการระบุจำนวนเพลงและจำนวนเงินที่มีการซื้อขายกันตามสัญญา การระบุสถานที่ทำสัญญามีข้อพิรุธ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 และนายยิ่งยง สะเด็ดยาด อยู่ด้วยในวันทำสัญญาแต่ไม่ปรากฏว่าบุคคลทั้งสองได้ลงชื่อเป็นพยาน สัญญาดังกล่าวใช้คำว่า "ลงชื่อ" และ "ลงนาม" ในสัญญาฉบับเดียวกัน ลายมือชื่อของโจทก์ที่ 1 เมื่อส่งไปตรวจพิสูจน์แล้ว ผู้เชี่ยวชาญไม่อาจลงความเห็นได้ จำเลยที่ 1 ทำปกแผ่นเสียงโดยระบุว่าเป็นผู้แทนจำหน่ายเท่านั้น ไม่ได้ระบุว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเมื่อมีการละเมิดลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทกับบุคคลอื่นจำเลยที่ 1 ไม่เคยนำสัญญาดังกล่าวมาอ้างหรือบังคับนั้น เห็นว่า ข้อที่โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ว่าเป็นข้อพิรุธดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ การไม่ระบุจำนวนเพลงและจำนวนเงินไว้ในสัญญาอาจเป็นเรื่องที่คู่ความได้ตกลงกันแล้ว ในจำนวนเงินที่ได้เขียนข้อความว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินแล้ว ส่วนที่สัญญาระบุสถานที่การพิมพ์สัญญาเอกสารหมาย ล.1 ไม่ตรงกับสถานที่ที่มีการตกลงทำสัญญาก็ไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยเพราะการจัดพิมพ์สัญญาอาจจัดทำโดยทนายความซึ่งย่อมระบุสถานที่ในการทำสัญญาว่าคือสำนักงานทนายความได้ การที่จำเลยที่ 1 และนายยิ่งยง สะเด็ดยาด ซึ่งมีการอ้างว่าอยู่ด้วยในขณะทำสัญญา แม้ไม่ลงชื่อก็ไม่ผิดปกติ เช่นเดียวกับการใช้คำว่า "ลงชื่อ" และ "ลงนาม" ซึ่งความแตกต่างกันย่อมอาจเกิดขึ้นได้ ส่วนการที่นายจูฮงไม่ได้ระบุไว้ในปกแผ่นเสียงว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ดี ไม่ได้ฟ้องผู้อื่นรวมทั้งโจทก์ที่ 2 ที่นำเพลงพิพาทไปทำซ้ำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ก็ดี จำเลยทั้งสองได้นำสืบอธิบายว่า การพิมพ์ชื่อบริษัทของนายจูฮงก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นเจ้าของและที่นายจูฮงไม่ดำเนินคดีกับโจทก์ที่ 2 ก็เพราะเห็นว่าโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของนายสุรพล ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงมีเหตุผลให้รับฟังได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกที่ว่าสัญญาขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 มีพิรุธจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นๆ ของโจทก์ทั้งหกนั้นเห็นว่าเป็นการโต้แย้งความเห็นในการวินิจฉัยพยานหลักฐานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในประเด็นซึ่งไม่มีผลให้เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งหกเชื่อว่า โจทก์ที่ 1 ได้ทำสัญญาขายลิขสิทธิ์ผลงานเพลงพิพาทของนายสุรพลให้แก่นางจูฮงแล้วตามสัญญาขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 การที่โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นบุตรของนายสุรพลกับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์และอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของโจทก์ที่ 1 สัญญาขายลิขสิทธิ์เอกสารหมาย ล.1 จึงมีผลผูกพันโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 6 จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนายจูฮงจึงมีสิทธิในผลงานเพลงพิพาท คดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหกนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ทุกข้อของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 15 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีนวล สมบัติเจริญ กับพวก
ผู้ร้องสอด — นายจิตรกร บัวเนียม กับพวก
จำเลย — นางกาญจนา เดชานุวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7384/2549
#268057
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อคดีของจำเลยที่ 1 ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา หากศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่เหมาะสม ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ให้เหมาะสมแก่ความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 โดยรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 7, 37

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 11, 79 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาท (ที่ถูกต้องระบุว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมาด้วย) ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต จำคุก 15 วัน ฐานใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย ปรับ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตและใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม (ที่ถูกต้องปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 มาด้วย) ฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตคงจำคุก 10 วัน ฐานใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหาย สำหรับผู้ประสบภัยไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย คงปรับ 2,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 1 ปี 10 วัน และปรับ 2,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 11, 39 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ประกันจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 ปรากฏตามใบมรณบัตรท้ายคำร้องโจทก์รับว่าเป็นความจริง

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พนักงานสอบสวน ที่ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า การชนกันครั้งนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

แม้จำเลยที่ 1 จะฎีกาว่าไม่ได้ประมาทมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อคดีของจำเลยที่ 1 ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา หากศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ไม่เหมาะสม ย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 และศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด โดยจำเลยที่ 1 ยอมช่วยเหลือค่าทำศพนางชวนเป็นเงิน 7,000 บาท ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 15,000 บาท และนำเงินมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทายาทของนางชวนผู้ตายอีกจำนวน 30,000 บาท จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตัว โดยรอการลงโทษให้ แต่เพื่อให้หลาบจำและแก้ไขความประพฤติที่เสียหายของจำเลยที่ 1 จึงเห็นควรลงโทษปรับและคุมความประพฤติจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ปรับ 9,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ส่วนโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ ให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี และให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายกมลไพ กลางสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางยุพาวรรณ ภูริสินสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7377/2549
#267346
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายซึ่งถือเป็นการดำเนินการเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง และเป็นการดำเนินการในฐานะตัวแทนของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคนอยู่แล้ว การที่ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นทายาทขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมอีกก็มีแต่จะก่อให้เกิดความยุ่งยากในการดำเนินคดีโดยมิได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ผู้ร้องสอดเองก็ไม่สามารถใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่โจทก์มีอยู่ และจะใช้สิทธิเช่นว่านั้นในทางที่ขัดกับสิทธิของโจทก์หาได้ไม่ ส่วนกองมรดกได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของโจทก์เพียงใด ผู้ร้องสอดก็สามารถดำเนินการเพื่อเรียกร้องเอาจากโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1720 แห่ง ป.พ.พ. ได้อยู่แล้ว กรณียังไม่มีความจำเป็นที่ผู้ร้องสอดจะร้องสอดเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางปุก ใจอดทน ผู้ตายตามคำสั่งศาล โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกและจำเลยเป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 1 หน้า 16 สารบบเล่ม 20 หน้า 76 หมู่ที่ 1 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 3 ตารางวา โดยโจทก์ก็มีสิทธิครอบครอง 1 ใน 3 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 1 ตารางวา จำเลยเป็นผู้ยึดถือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินแปลงดังกล่าวไว้ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 โจทก์กับจำเลยตกลงร่วมกันรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามส่วนที่จะได้รับ แต่เมื่อถึงวันนัดรังวัด จำเลยไม่ยอมไปดำเนินการ เพราะตกลงแนวเขตที่จะแบ่งแยกไม่ได้ จึงไม่สามารถนำเจ้าพนักงานไปรังวัดแบ่งแยกได้ โจทก์จึงยกเลิกการขอรังวัด ต่อมาโจทก์ติดต่อให้จำเลยไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินตามส่วนใหม่ แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ไม่สามารถนำที่ดินส่วนของโจทก์มาแบ่งให้ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ขอให้บังคับจำเลยนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 1 หน้า 16 สารบบเล่ม 20 หน้า 76 หมู่ที่ 1 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 3 ตารางวา ออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาแบ่งให้โจทก์ 1 ใน 3 ส่วน และให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ของที่ดินดังกล่าวให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการขายทอดตลาด

ระหว่างการพิจารณา ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ จำเลยถึงแก่ความตาย นางทองย้อย ชาวไร่นาค ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 46 ไร่ 3 งาน 97 1/10 ตารางวา เดิมนายแคล้ว ใจอดทน เจ้าของที่ดินพิพาทได้ขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินเจ้าพนักงานได้รังวัดปักหลักเขตเสาหิน และการครอบครอง โดยมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาระวังแนวเขตรับรองว่าถูกต้อง แต่นายแคล้วไม่ได้เสียค่าธรรมเนียมตามระเบียบราชการ จึงทำให้เรื่องการออกโฉนดยุติไป ส่วนที่ระบุว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 3 ตารางวา เป็นการประมาณการเท่านั้น เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 จำเลยกับโจทก์ได้ร่วมกันขอรังวัด และขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ในที่ดินพิพาทและขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทเพื่อแบ่งส่วนให้แก่นางปุก ใจอดทน จำนวน 1 ใน 3 ส่วนตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานได้รังวัดที่ดินพิพาททั้งหมดโดยมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาระวังแนวเขต รังวัดได้เนื้อที่ 46 ไร่ 3 งานเศษ แต่โจทก์จะแบ่งที่ดินพิพาทให้จำเลยเพียง 20 ไร่ ซึ่งไม่ถึง 2 ใน 3 ส่วน ตามคำพิพากษา หรือตามที่โจทก์จำเลยทำบันทึกข้อตกลงไว้ที่สำนักงานที่ดิน จำเลยจึงไม่ยินยอมเพราะไม่ได้ส่วนแบ่งตามส่วน โจทก์จึงขอยกเลิกการรังวัดแบ่งแยกโจทก์ทราบดีว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 46 ไร่ 3 งาน 97 1/10 ตารางวา แต่โจทก์มีเจตนาจะฟ้องให้แบ่งส่วนให้จำเลยเพียง 17 ไร่ 2 ตารางวา จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์และจำเลยได้ตกลงแบ่งที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดแล้ว โดยตกลงกันว่าให้ที่ดินแยก 1 ด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ 20 ไร่ และแปลงคงเหลือเป็นของจำเลย ส่วนโจทก์ให้ได้ที่ดินด้านทิศใต้ ตามรูปที่ดินท้ายคำให้การหมายเลข 2 หากโจทก์จะขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามที่ตกลงกัน จำเลยไม่คัดค้านแต่หากไม่อาจแบ่งกันได้ ก็ให้นำที่ดินพิพาททั้งหมดเนื้อที่ 46 ไร่ 3 งานเศษ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้จำเลย 2 ใน 3 ส่วน ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ให้ร่วมกับจำเลยรังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยน์ (น.ส. 3 ก.) ในที่ดินพิพาททั้งแปลง และแบ่งแยกสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย 2 ใน 3 ส่วน จากเนื้อที่ 46 ไร่ 3 งาน 97 1/10 ตารางวา คิดเป็นเนื้อที่ 30 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา หากไม่อาจดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามส่วนได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด แบ่งแก่จำเลย 2 ใน 3 ส่วน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เดิมที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 49 ไร่ 1 งาน 83 ตารางวา นายแคล้ว ใจอดทน ได้แบ่งขายที่ดินให้ผู้อื่นไป 23 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา ที่ดินพิพาทจึงมีเนื้อที่เหลือเพียง 25 ไร่ 2 งาน 3 ตารางวา นายแคล้วไม่เคยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาท โจทก์จำเลยเคยตกลงกันไปขอรังวัดแบ่งที่ดินตามส่วนที่แต่ละฝ่ายจะได้รับ เมื่อถึงวันนัดรังวัดจำเลยไม่ไปดำเนินการ ที่ดินส่วนที่จำเลยอ้างว่าเป็นเนื้อที่เพิ่มอยู่นอกที่ดินพิพาท และเป็นที่ดินของผู้อื่น ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดเป็นบุตรของนางปุก ใจอดทน ผู้ตาย และเป็นพี่สาวของโจทก์ ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องสอดมีความประสงค์ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้ร้องสอด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ถือว่าโจทก์กระทำการแทนผู้ร้องสอดแล้ว จึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นโจทก์ร่วม ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีการวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมหรือไม่ ผู้ร้องสอดฎีกาว่า ผู้ร้องสอดมีส่วนได้เสียในกองมรดกของนางปุกผู้ตาย มีสิทธิที่จะร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ในการยื่นคำร้องโจทก์ก็ไม่คัดค้าน หากศาลชั้นต้นอนุญาต ผู้ร้องสอดสามารถใช้สิทธิรักษาผลประโยชน์ของกองมรดกร่วมกับโจทก์ อันจะก่อให้เกิดผลดีแก่กองมรดกและทายาทมากกว่าโจทก์ดำเนินคดีไปเพียงคนเดียวนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งถือเป็นการดำเนินการเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกอย่างหนึ่ง และการฟ้องคดีของโจทก์ดังกล่าวก็เป็นการดำเนินการในฐานะตัวแทนของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคนอยู่แล้ว การที่ผู้ร้องสอดขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมอีกก็มีแต่จะก่อให้เกิดความยุ่งยากในการดำเนินคดีโดยมิได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในกรณีนี้ ผู้ร้องสอดเองก็ไม่สามารถใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่โจทก์มีอยู่ และจะใช้สิทธิเช่นว่านั้นในทางที่ขัดกับสิทธิของโจทก์หาได้ไม่ กรณียังไม่มีความจำเป็นที่ผู้ร้องสอดจะร้องสอดเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ ส่วนที่ผู้ร้องสอดอ้างว่าจะเข้าไปรักษาผลประโยชน์ของกองมรดกนั้น เห็นว่า หากกองมรดกได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของโจทก์ ผู้ร้องสอดก็สามารถดำเนินการเพื่อเรียกร้องเอาจากโจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1720 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้อยู่แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องสอดนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุพรรณี ใจอดทน ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
ผู้ร้องสอด — นางขวัญเมือง ศรีสกุลหรือใจอดทน
จำเลย — นายประสิทธิ์ ชาวไร่นาคฯ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา