คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7375 -ที่ 7376/2549
#267333
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่า จำเลยชำระค่าจ้างก่อสร้างอาคารหลังจากลดและเพิ่มงานตามสัญญาทั้งหมดแล้วเป็นเงิน 109,276,111.73 บาท ต่อมาจำเลยชำระค่าจ้างให้โจทก์อีก 96,258,403.99 บาท คงค้างชำระค่าจ้างอยู่ 7,951,475.95 บาท และโจทก์บรรยายฟ้องต่อไปว่า ในการชำระเงินค่าจ้างแต่ละงวดจำเลยหักค่าจ้างไว้ร้อยละ 5 เพื่อเป็นประกันผลงานรวมทั้งสิ้น 5,066,231.79 บาท เมื่อคำนวณแล้วจะเห็นได้ว่ายอดเงินไม่ตรงกับที่โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้อง ทั้งไม่ตรงกับยอดเงินตามเอกสารท้ายฟ้อง คำฟ้องในส่วนนี้ไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ทำให้จำเลยไม่อาจเข้าใจและต่อสู้คดีได้ถูกต้อง จึงเคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกบริษัทแกรนด์ ควอลิตี้ คอนสตรัคชั่น จำกัด ว่าโจทก์ที่ 1 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 และเรียกบริษัทซัคเซส เรียลเอสเตท จำกัด ว่าจำเลย

โจทก์ที่ 1 ฟ้องในสำนวนแรกและให้การในสำนวนหลังทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ที่ 1 ก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 15 ชั้น จำนวน 1 หลัง บนที่ดินโฉนดเลขที่ 118778 ถนนเพชรเกษม แขวงบางแค เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร กำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 500 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2537 ตกลงค่าจ้างเหมารวมค่าแรงงานและค่าวัสดุเป็นเงิน 116,953,000 บาท ชำระค่าจ้างเป็นงวดๆ ตามผลงานในระหว่างดำเนินงานตามสัญญาจำเลยมีคำสั่งให้ลดงานตามสัญญาและเพิ่มงานบางส่วน ทำให้ค่าจ้างลดลงเหลือเพียง 109,276,111.73 บาท จำเลยขยายระยะเวลาส่งมอบงานออกไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2537 จำเลยยังสั่งให้โจทก์ที่ 1 ทำงานเพิ่มเติมนอกเหนือจากสัญญาอีกหลายรายการ โดยจำเลยขยายระยะเวลาส่งมอบงานออกไปอีกจนถึงภายในเดือนธันวาคม 2537 โจทก์ที่ 1 ทำงานแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้จำเลยเรียบร้อยในวันที่ 19 ธันวาคม 2537 จำเลยไม่เคยโต้แย้งการส่งมอบงานและจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 1 เรื่อยมาถึงเดือนกรกฎาคม 2537 รวม 23 งวด คิดเป็นเงิน 96,258,403.99 บาท คงค้างชำระค่าจ้างเป็นเงิน 7,951,475,95 บาท กับจำเลยไม่คืนเงินค่าประกันผลงานที่จำเลยหักไว้อัตราร้อยละ 5 ของค่าจ้างคิดเป็นเงิน 5,066,231.79 บาท ซึ่งจำเลยต้องใช้คืนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 13,017,707.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,951,475.95 บาท นับแต่วันที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบงานเป็นต้นไป คิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 293,210 บาท และของต้นเงิน 5,066,231.79 บาท นับแต่วันครบกำหนด 90 วัน หลังจากส่งมอบงานเป็นต้นไปคิดถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 91,825 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 13,402,742.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,017,707.74 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ที่ 1 เพราะโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบงานล่าช้าและจำเลยรับมอบงานโดยไม่โต้แย้ง จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับจากโจทก์ที่ 1 อย่างไรก็ตามค่าปรับที่จำเลยฟ้องมานั้นสูงเกินความจริง ค่าปรับหากจะมีก็ไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งจำเลยไม่มีความจำเป็นต้องรื้อแผ่นหินแกรนิตแล้วติดตั้งใหม่ โจทก์ที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด หากจำเลยจะซ่อมแซมแผ่นหินแกรนิตก็ใช้เงินไม่เกิน 10,000 บาท ขอให้ยกฟ้องของจำเลยในสำนวนหลัง

โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังให้การว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยออกหนังสือค้ำประกันเลขที่ 04/38/50002 ลงวันที่ 4 มกราคม 2538 ให้ไว้แก่จำเลยจริง แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาเพราะโจทก์ที่ 1 ส่งมอบงานให้จำเลยตามสัญญาโดยไม่ชำรุดบกพร่อง จำเลยไม่ได้ว่าจ้างให้บุคคลอื่นติดตั้งหินแกรนิตใหม่ ค่าเสียหายส่วนนั้นสูงเกินส่วน การค้ำประกันของโจทก์ที่ 2 เป็นการประกันความเสียหายซึ่งเกิดจากผลงานของโจทก์ที่ 1 ชำรุดบกพร่อง เป็นความรับผิดร่วมกับโจทก์ที่ 1 ไม่ใช่ความรับผิดต่างหาก จำเลยจึงไม่อาจมีคำขอให้โจทก์ที่ 2 รับผิดอีกต่างหากจำนวน 5,457,008 บาท ได้ ขอให้ยกฟ้องของจำเลยในสำนวนหลัง

โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังให้การว่า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยออกหนังสือค้ำประกันเลขที่ 04/38/50002 ลงวันที่ 4 มกราคม 2538 ให้ไว้แก่จำเลยจริง แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ผิดสัญญาเพราะโจทก์ที่ 1 ส่งมอบงานให้จำเลยตามสัญญาโดยไม่ชำรุดบกพร่อง จำเลยไม่ได้ว่าจ้างให้บุคคลอื่นติดตั้งหินแกรนิตใหม่ ค่าเสียหายส่วนนั้นสูงเกินส่วน การค้ำประกันของโจทก์ที่ 2 เป็นการประกันความเสียหายซึ่งเกิดจากผลงานของโจทก์ที่ 1 ชำรุดบกพร่อง เป็นความรับผิดร่วมกับโจทก์ที่ 1 ไม่ใช่ความรับผิดต่างหาก จำเลยจึงไม่อาจมีคำขอให้โจทก์ที่ 2 รับผิดอีกต่างหากจำนวน 5,457,008 บาท ได้ ขอให้ยกฟ้องของจำเลยในสำนวนภายหลัง

จำเลยให้การและฟ้องในสำนวนหลังทำนองเดียวกันว่า จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 บกพร่อง จำเลยไม่มั่นใจในการติดตั้งหินแกรนิตในจุดอื่นๆ ว่าจะไม่ตกหล่นลงมาอีก จึงแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ถอดแผ่นหินแกรนิตออกทั้งหมดแล้วติดตั้งใหม่ โจทก์ที่ 1 เพิกเฉย จำเลยแจ้งโจทก์ที่ 1 ว่าจำเลยจะถอดแผ่นหินแกรนิตที่โจทก์ที่ 1 ติดตั้งใหม่ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบว่าติดตั้งโดยแข็งแรงปลอดภัยหรือไม่ เมื่อจำเลยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบพบว่าแผ่นหินแกรนิตที่บุผนังด้านนอกอาคารชั้นที่ 14 ด้านทิศตะวันตกมีท่าทีว่าจะร่วงหล่นลงมาอีก จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 1 แก้ไข แต่โจทก์ที่ 1 เพิกเฉยจำเลยจึงต้องจัดหาผู้รับเหมารายใหม่เข้าดำเนินการรื้อถอนแผ่นหินแกรนิตที่ติดตั้งผนังภายนอกอาคารทั้งหมดแล้วติดตั้งใหม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 5,787,281.39 บาท การกระทำของโจทก์ที่ 1 ทำให้จำเลยเสียหาย โจทก์ที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าปรับที่ส่งมอบงานล่าช้าเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.05 ของค่าจ้าง รวม 232 วัน เป็นเงิน 13,566,548 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าปรับ นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2537 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ที่ 1 ส่งมอบงานเป็นต้นไปด้วย ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,017,491 บาท และโจทก์ที่ 1 ต้องรับผิดชำระค่าติดตั้งหินแกรนิตใหม่เป็นเงิน 5,787,281.39 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 จะต้องชำระแก่จำเลยทั้งสิ้น 20,371,320.39 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ตกลงจะชำระให้จำเลย 5,457,008 บาท ตามหนังสือค้ำประกัน ฉบับลงวันที่ 4 มกราคม 2538 หากโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างด้วย ฟ้องโจทก์ที่ 1 ในสำนวนแรกไม่บรรยายว่าการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ 1 ล่าช้าอย่างไร สาเหตุมาจากจำเลยอย่างไร เรื่องอะไร เมื่อใดและเหตุใด ทั้งในส่วนที่อ้างว่าจำเลยค้างชำระค่าจ้างก็ไม่บรรยายว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าจ้างให้โจทก์ที่ 1 ในงวดที่เท่าใด เป็นจำนวนกี่งวด แต่ละงวดมียอดเงินเท่ากันหรือไม่อย่างไร คงอ้างเพียงว่าค้างอยู่ 7,951,475.95 บาท จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 20,371,320.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 13,566,548 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน 5,457,008 บาท แก่จำเลย และให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องในสำนวนหลังต้องไม่เกิน 1,017,491 บาท โดยให้โจทก์ที่ 2 ร่วมรับผิดกับโจทก์ที่ 1 ชำระเงินให้จำเลยจำนวน 5,457,008 บาท ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยในสำนวนหลัง ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยในสำนวนแรก โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองสำนวนรวมกันเป็นเงิน 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในสำนวนแรก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 15,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาวินิจฉัยข้อแรกมีว่า ฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับเงินค่าจ้างที่ค้างชำระและเงินค้ำประกันผลงานเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่า จำเลยชำระค่าจ้างหลังจากลดและเพิ่มงานตามสัญญาทั้งหมดแล้วเป็นเงิน 109,276,111.73 บาท ต่อมาจำเลยชำระค่าจ้างให้โจทก์แล้ว 96,258,403.99 บาท คงค้างชำระค่าจ้างอยู่ 7,951,475.95 บาท และโจทก์บรรยายฟ้องต่อไปว่า ในการชำระเงินค่าจ้างแต่ละงวดจำเลยหักค่าจ้างไว้ร้อยละ 5 เพื่อเป็นประกันผลงานรวมทั้งสิ้น 5,066,231.79 บาท เมื่อคำนวณแล้วจะเห็นได้ว่ายอดเงินไม่ตรงกับที่โจทก็ที่ 1 บรรยายฟ้อง ทั้งไม่ตรงกับยอดเงินตามเอกสารท้ายฟ้อง หมายเลย 10 ฟังได้ว่าคำฟ้องในส่วนนี้ไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ทำให้จำเลยไม่อาจเข้าใจและต่อสู้คดีได้ถูกต้อง คำฟ้องในส่วนนี้จึงเคลือบคลุม ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในส่วนนี้ชอบแล้ว"

พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลย 25,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแกรนด์ ควอลิตี้ คอนสตรัคชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัทซัคเซส เรียลเอสเตท จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7356/2549
#269306
เปิดฉบับเต็ม

ในการสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ แม้จะเป็นอำนาจของศาลที่จะมีคำสั่งได้ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 160 ทวิ โดยโจทก์ไม่จำต้องมีคำขอก็ตาม แต่ถ้าไม่ปรากฏว่าจำเลยมีใบอนุญาตขับขี่หรือไม่ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะพิจารณาสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 46, 83, 86 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ทำประกันและทัณฑ์บนด้วย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134 วรรคสอง, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามมาตรา 134 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 160 ทวิ ลงโทษจำเลยที่ 4 ตามมาตรา 134 วรรคสอง ประกอบมาตรา 160 ทวิ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฐานร่วมกันแข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 4 ฐานสนับสนุนให้มีการแข่งรถในทางธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท และให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ของจำเลยทั้งสี่เป็นเวลา 1 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสี่ไว้โดยให้จำเลยทั้งสี่ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 4 ครั้ง ภายในกำหนดเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวัน เวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสี่และเด็กชายจีระศักดิ์ วงษ์จีน พร้อมยึดได้รถจักรยานยนต์ 4 คัน เป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดคดีนี้ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่... เห็นว่า เหตุที่ร้อยตำรวจโทจตุรงค์กับพวกไปยังที่เกิดเหตุเนื่องจากได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่ามีกลุ่มวัยรุ่นแข่งรถจักรยานยนต์กัน และได้สั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจตั้งจุดสกัดจับ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุก็เห็นจำเลยทั้งสี่ จึงชี้ให้จ่าสิบตำรวจคำรณดูและพูดว่า สงสัยกลุ่มวัยรุ่นจะแข่งรถจักรยานยนต์กัน จึงบอกให้จ่าสิบตำรวจคำรณช่วยจดจำตำหนิรูปพรรณของคนขับรถจักรยานยนต์ทั้ง 4 คัน ไว้ ลักษณะรถจักรยานยนต์มีการตกแต่งท่อไอเสียเพื่อให้มีเสียงดัง เมื่อร้อยตำรวจโทจตุรงค์ได้ขับรถยนต์ไล่ติดตามจำเลยทั้งสี่ไปและดูเข็มวัดความเร็วของรถยนต์ ปรากฏว่ารถยนต์ใช้ความเร็วประมาณ 100 ถึง 120 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ก่อนจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจได้ตั้งจุดสกัดจับ จึงเป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ 3 คัน เลี้ยวเข้าไปในปั๊มน้ำมันตราดาว ส่วนรถจักรยานยนต์คันที่ไม่ได้เลี้ยวเข้าไปในปั๊มน้ำมันก็ถูกสกัดจับได้ก่อน หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ไปตามปกติก็ไม่มีเหตุที่จะทำให้ร้อยตำรวจโทจตุรงค์สงสัยและคงไม่จับกุมจำเลยทั้งสี่ เมื่อจับกุมจำเลยทั้งสี่และเด็กชายจีระศักดิ์ได้แล้ว จากการสอบถามในเบื้องต้น จำเลยทั้งสี่และเด็กชายจีระศักดิ์รับว่าได้ขับรถจักรยานยนต์แข่งกันจริง ร้อยตำรวจโทจตุรงค์กับพวกจึงได้จัดทำบันทึกจับกุมโดยแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และเด็กชายจีระศักดิ์ว่าร่วมกันแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต และแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 4 ว่าสนับสนุนการแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อทำบันทึกจับกุมเสร็จ จำเลยทั้งสี่และเด็กขายจีระศักดิ์กลับให้การปฏิเสธและไม่ยอมลงลายมือชื่อในบันทึกจับกุมจากพฤติการณ์ที่ร้อยตำรวจโทจตุรงค์กับพวกขับรถยนต์ไล่ติดตามจำเลยทั้งสี่หลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีกลุ่มวัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์แข่งกันจนสามารถจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้ อีกทั้งได้จัดทำบันทึกจับกุมโดยบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสี่ตามความจริงนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าร้อยตำรวจโทจตุรงค์กับพวกได้กระทำการไปตามหน้าที่และมิได้กลั่นแกล้งจำเลยทั้งสี่ เมื่อพิจารณาภาพถ่ายรถจักรยานยนต์ของกลางที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขับทั้ง 3 คัน แล้วปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ทั้ง 3 คัน ดังกล่าวได้รับการตกแต่งอุปกรณ์เพิ่มเติมผิดไปจากสภาพปกติของรถจักรยานยนต์ทั่ว ๆ ไป โดยรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 4 ฮ-0534 ที่จำเลยที่ 1 ขับ และรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 8 ร-2467 ที่จำเลยที่ 2 ขับนั้นมีการตกแต่งที่ครอบทางด้านหน้ารถจักรยานยนต์และมีเรือนไมล์วัดความเร็วติดตั้งเพิ่มเติมทางด้านหน้าของรถกับที่จับคันบังคับเลี้ยวก็มีลักษณะผิดปกติไม่เหมือนรถจักยานยนต์ทั่ว ๆ ไป ส่วนรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 7 พ-0424 ที่จำเลยที่ 3 ขับนั้นได้ถอดตัวถังน้ำมันของรถจักรยานยนต์ออก มีเพียงขวดใส่น้ำมันเท่าที่เติมน้ำมันให้รถวิ่งไปได้เท่านั้น และที่จับคันบังคับเลี้ยวก็มีการตกแต่งเพิ่มเติมผิดไปจากรถจักรยานยนต์ตามสภาพปกติ การตกแต่งรถจักรยานยนต์ทั้งสามคัน มีลักษณะตกแต่งเพื่อให้รถจักรยานยนต์ผิดไปจากสภาพปกติธรรมดา น่าจะเป็นการตกแต่งเพื่อให้รถจักรยานยนต์มีความเร็วเพิ่มขึ้นเพื่อจะใช้ขับแข่งกัน ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีรถยนต์ขับอยู่บนท้องถนนน้อย ย่อมเป็นเวลาที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จะนำรถจักรยานยนต์มาขับแข่งประลองความเร็วกันได้ง่าย นอกจากนี้โจทก์ยังอ้างส่งคำให้การในชั้นสอบสวนของนายวสันต์ เมธยานนต์ เป็นพยานในชั้นพิจารณา ซึ่งนายวสันต์ได้ให้การว่า ขณะเดินอยู่บริเวณที่เกิดเหตุได้ยินเสียงไซเรนของรถเจ้าพนักงานตำรวจจึงหันไปดู พบว่ามีกลุ่มวัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์แข่งกันมา 4 คัน ด้วยความเร็วสูง โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจขับรถยนต์กระบะไล่ติดตามจับกุม และเห็นเจ้าพนักงานตำรวจอีกชุดหนึ่งตั้งด่านสกัดจับอยู่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันตราดาว พยานจึงหยุดดู เมื่อกลุ่มวัยรุ่นที่ขับรถจักรยานยนต์ทั้ง 4 คัน เห็นเจ้าพนักงานตำรวจตั้งด่านสกัดจับจึงขับหลบเข้าไปในปั๊มน้ำมัน แล้วต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจติดตามเข้าไปจับกุมวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวในทันที พยานจึงเดินเข้าไปดู ดังนั้นแม้โจทก์จะไม่สามารถนำนายวสันต์มาเบิกความในชั้นพิจารณาได้ แต่นายวสันต์ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องอันใดกับจำเลยทั้งสี่ได้ให้การในชั้นสอบสวนสอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจโทจตุรงค์และจ่าสิบตำรวจคำรณพยานโจทก์ ประกอบกับเด็กชายจีระศักดิ์ซึ่งถูกจับกุมพร้อมกับจำเลยทั้งสี่ แต่ได้แยกฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหากเนื่องจากเป็นเยาวชนก็ได้ให้การรับสารภาพในคดีดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องในข้อหาร่วมกันแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยทั้งสี่นำสืบอ้างว่าขับรถจักรยานยนต์ไปตามปกติและแวะเข้าไปเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันตราดาวนั้นยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในการสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ แม้จะเป็นอำนาจของศาลที่จะมีคำสั่งได้ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ทวิ โดยโจทก์ไม่จำต้องมีคำขอก็ตาม แต่คดีนี้ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีใบอนุญาตขับขี่หรือไม่ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะพิจารณาสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้"

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น และฐานร่วมกันแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น และฐานเป็นผูสนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134 วรรคสอง, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และปรับ 3,333.33 บาท โทษจำคุกของจำเลยทั้งสี่ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสี่ไว้โดยให้จำเลยทั้งสี่ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 160 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวีระพงษ์ ถาวรศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นุรักษ์ มาประณีต
ประทีป ปิติสันต์
ประจักษ์ เกียรติอนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7354/2549
#266753
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากบ้านของจำเลยที่ 1 เป็นคนละจำนวนกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายให้แก่สายลับและสามารถแยกเจตนาออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน ส่วนความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นร่วมกันเสพกัญชา ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 22 และมาตรา 27 ยกเลิกความในมาตรา 76 และมาตรา 92 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ และมาตรา 92 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ มานั้นยังไม่ถูกต้อง เนื่องจากบทความผิดและบทกำหนดโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่กับกฎหมายเดิมไม่แตกต่างกัน จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ต้องใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้แก้ไขให้ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดที่จำเลยที่ 1 สนับสนุน เหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 57, 66, 67, 76, 92, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมดนอกจากกัญชาผสมยาเส้นและธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 1,000 บาท บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4815/2544 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ และนับโทษของจำเลยที่ 5 ในคดีนี้ต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4106/2544 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเสพกัญชา จำเลยที่ 2 และที่ 5 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 92 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ฐานร่วมกันเสพกัญชา จำคุกคนละ 2 เดือน การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นร่วมกันเสพกัญชา จำคุก 40 วัน ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 9 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 9 เดือน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 2 เดือน และฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 14 ปี 8 เดือน 40 วัน ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 5 อายุไม่ถึง 18 ปี และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสแก่จำเลยที่ 5 โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้นำโทษจำคุก 6 เดือน ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4815/2544 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และเนื่องจากคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5 ไว้ จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ตามคำขอของโจทก์ ส่วนอาวุธปืนของกลางฟังไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดหรือเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด และเงินสดของกลางจำนวน 2,000 บาท ไม่ใช่เงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดในคดีนี้ จึงไม่อาจริบได้ ให้คืนแก่เจ้าของ ส่วนของกลางรายการอื่นตามที่โจทก์ขอมาให้ริบเสียทั้งสิ้น คำขออื่นและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่นั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากบ้านของจำเลยที่ 1 เป็นคนละจำนวนกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายไป และสามารถแยกเจตนาออกจากกันได้ จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน ส่วนความผิดฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นการกระทำที่แยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 22 และมาตรา 27 ยกเลิกความในมาตรา 76 และมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษแก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ และมาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มานั้นยังไม่ถูกต้อง เนื่องจากบทความผิดและบทกำหนดโทษจำคุกตามกฎหมายดังกล่าวที่แก้ไขใหม่กับกฎหมายเดิมไม่แตกต่างกัน จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ต้องใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เมื่อศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้แก้ไขให้ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดที่จำเลยที่ 1 สนับสนุน เหตุดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 89 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 92 วรรคหนึ่ง ม. 76 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวีระศักดิ์ วิชัยรักษากุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ศาลอุทธรณ์ — นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7352/2549
#266911
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากจำเลยทั้งสองจะขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงลงจากสะพานแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ขับรถโดยฝ่าฝืนกฎจราจรอื่น หรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ร่วมใช้เส้นทางในการประการอื่นอีก ทั้งจุดที่เกิดการชนกันก็เป็นบริเวณช่องเดินรถตามปกติของจำเลยทั้งสองและเกิดขึ้นขณะที่ผู้ตายกำลังข้ามถนนในช่วงที่รถยนต์กำลังแล่นอยู่ ประกอบกับบริเวณที่เกิดเหตุแม้จะมีไฟฟ้าสาธารณะแต่ก็มีแสงสว่างค่อนข้างสลัว ดังนั้นแม้จะเกิดเหตุด้วยความประมาทของจำเลยทั้งสอง แต่ก็เป็นความประมาทที่ไม่ร้ายแรงนัก ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้พยายามบรรเทาความเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายด้วยการชดใช้เงินให้บางส่วนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีจึงมีเหตุสมควรปราณีโดยการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า เหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเกิดจากความประมาทของจำเลยทั้งสอง เป็นข้อเท็จจริงอันหนึ่งอันเดียวกัน จำเลยที่ 1 ได้ชดใช้เงินแก่ฝ่ายผู้เสียหายจำนวน 30,000 บาท และจำเลยที่ 1 มีอาชีพการงานเป็นหลักแหล่ง กับมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาโดยให้รอการลงโทษไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางแฉล้ม มารดาของนายวีระผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก ต้องอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 15,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 7,500 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยรับโทษมาก่อน หลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองสำนึกผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายหาเงินมาวางศาล เพื่อชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ทายาทผู้ตาย จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกคนละ 2 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงให้จำเลยทั้งสองรับโทษไปโดยไม่รอการลงโทษ และไม่ลงโทษปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้การที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุลงจากสะพานพระนั่งเกล้าด้วยความเร็วสูงชนผู้ตายจนถึงแก่ความตายจะเป็นการกระทำโดยความประมาทปราศจากความระมัดระวังก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองซึ่งให้จำเลยทั้งสองดูแล้วไม่โต้แย้งคัดค้านว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นถนนมีช่องเดินรถ 6 ช่อง แบ่งเป็นช่องเดินรถไปและกลับด้านละ 3 ช่องเดินรถ จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถช่องที่ 2 จากบางบัวทองมุ่งหน้าจะไปแคราย จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ผ่านแยกพระนั่งเกล้าโดยมีรถยนต์ตู้แล่นอยู่ด้านหน้าห่างจากรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ประมาณ 8 ถึง 9 เมตร จำเลยที่ 1 มองไม่เห็นผู้ตายยืนอยู่ช่วงกลางถนนแต่เห็นเงาตะคุ่มผ่านหน้ารถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ในระยะกระชั้นชิด และรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ได้ชนผู้ตายล้มลง ขณะที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ตามหลังจำเลยที่ 1 และเห็นจำเลยที่ 1 ชนผู้ตายล้มลงแต่จำเลยที่ 2 ห้ามล้อไม่ทันจึงทับผู้ตายซึ่งล้มลงอยู่กลางถนน จำเลยที่ 2 รอพบเจ้าหน้าที่ตรงจุดเกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 1 หมดสติ และมีผู้นำผู้ตายและจำเลยที่ 1 ส่งโรงพยาบาล ตามพฤติการณ์ดังกล่าว นอกจากจำเลยทั้งสองจะขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงขณะที่ลงจากสะพานแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ขับรถโดยฝ่าฝืนกฎจราจรหรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ร่วมใช้เส้นทางในประการอื่นอีก ทั้งจุดที่เกิดการชนกันก็เป็นบริเวณช่องเดินรถตามปกติของจำเลยทั้งสองและเกิดขึ้นขณะที่ผู้ตายกำลังข้ามถนนในช่วงที่รถยนต์กำลังแล่นอยู่ ประกอบกับบริเวณที่เกิดเหตุแม้จะมีไฟฟ้าสาธารณะแต่ก็มีแสงสว่างค่อนข้างสลัว ดังนั้นแม้จะเกิดเหตุด้วยความประมาทของจำเลยทั้งสองแต่ก็เป็นความประมาทที่ไม่ร้ายแรงนัก ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้พยายามบรรเทาความเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายด้วยการชดใช้เงินให้บางส่วนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยที่ 2 มีอาชีพการงานเป็นหลักแหล่ง และมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว กรณีจึงมีเหตุสมควรปรานีโดยการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 และเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่า เหตุที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเกิดจากความประมาทของจำเลยทั้งสอง เป็นข้อเท็จจริงอันหนึ่งอันเดียวกัน จำเลยที่ 1 ได้ชดใช้เงินแก่ฝ่ายผู้เสียหายจำนวน 30,000 บาท และจำเลยที่ 1 มีอาชีพการงานเป็นหลักแหล่งกับมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาเห็นสมควรพิพากษาโดยให้รอการลงโทษไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยได้ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้จำเลยทั้งสองเข็ดหลาบ จึงสมควรลงโทษปรับจำเลยทั้งสองอีกสถานหนึ่ง และกำหนดมาตรการในการคุมความประพฤติจำเลยทั้งสองไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 15,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 7,500 บาท สำหรับโทษจำคุกของจำเลยทั้งสองให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง ให้คุมความประพฤติจำเลยทั้งสองไว้โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง มีกำหนดคนละ 2 ปี กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสองและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนดคนละ 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นางแฉล้ม รักกลิ่น
จำเลย — นายสุธรรม อินธิแสน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวสุนทรี อัจฉริยพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเฉลิมชัย ศรีเลิศชัยพานิช
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7337/2549
#269331
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงานโดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน" และมาตรา 56 บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานสำหรับวันหยุดดังต่อไปนี้...(3) วันหยุดพักผ่อนประจำปี" ตามสภาพของงานปรากฏว่าลูกจ้างโจทก์ทั้งห้าคนทำงานในตำแหน่งพนังานขับรถโดยสารไม่ประจำทางให้บริการลูกค้าของโจทก์เพื่อการท่องเที่ยว ในแต่ละปีจะมีช่วงระยะเวลาหนึ่งไม่น้อยกว่าสามสิบวันที่โจทก์มีลูกค้าใช้บริการน้อย ลูกจ้างไม่ต้องขับรถก็ให้หยุดงานโดยไม่ต้องมาทำงานโดยให้ได้รับค่าจ้าง แม้การที่โจทก์ให้ลูกจ้างหยุดงานเช่นนี้มีจำนวนมากวันกว่าวันหยุดพักผ่อนประจำปี แต่ก็ไม่มีกำหนดยกเว้นในวันที่ใดว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีอีก และตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานก็ได้กำหนดให้พนักงานที่ทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีโดยได้รับค่าจ้างปีละหกวันทำงาน ทั้งนี้ บริษัทฯ จะกำหนดล่วงหน้าให้หรือตามที่ตกลงกัน ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กำหนดล่วงหน้าให้วันใดในแต่ละปีเป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือมีการครบหนึ่งปี จึงมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน

พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 20 ได้บัญญัติห้ามนายจ้างมิให้ทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 และต่อมาตกลงกันได้ตามมาตรา 18 และมาตรา 22 เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นเกิดจากการเรียกร้องดังกล่าว จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 20 นายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้างแรงงานให้มีผลบังคับแตกต่างไปจากข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานได้เท่าที่ไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งหากโจทก์ประสงค์จะทำข้อตกลงให้ลูกจ้างได้รับวันหยุดพักผ่อนประจำปีมากวันยิ่งกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็สามารถทำได้ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้กำหนดล่วงหน้าให้ลูกจ้างหยุดพักผ่อนประจำปี และไม่ได้ตกลงกับลูกจ้างให้หยุดพักผ่อนประจำปีเมื่อใด จึงเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง นอกจากนั้น แม้ในแต่ละปีจะมีช่วงระยะเวลาที่โจทก์มีลูกค้าใช้บริการน้อย ลูกจ้างไม่ต้องขับรถก็ให้หยุดงานโดยได้รับค่าจ้างนั้นก็เป็นการหยุดที่ไม่แน่นอน ระหว่างนั้นลูกจ้างอาจได้รับคำสั่งมอบหมายงานจากนายจ้างได้ตามสภาพการใช้บริการของลูกค้า ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงจะนำมากล่าวอ้างว่าเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่ามิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 11/2547 ลงวันที่ 9 เมษายน 2547

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท ประกอบธุรกิจให้บริการรถยนต์โดยสารไม่ประจำทางเพื่อการท่องเที่ยว มีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน นายชูชาติ ม่วงประสิทธิ์ นายชัยภูษิต สินธุสว่าง นายสมจิตร ตะเภาพงษ์ นายสมคิด แดงแสงสี และนายชาตรี วงศ์ยะรา ลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขับรถ ทำหน้าที่ขับรถยนต์โดยสารไม่ประจำทางให้บริการลูกค้าโจทก์เพื่อการท่องเที่ยว เริ่มเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2526 วันที่ 6 มกราคม 2535 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2533 วันที่ 17 มิถุนายน 2533 และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2538 ตามลำดับ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 5,100 บาท ต่อคน กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 ลูกจ้างดังกล่าวได้ร้องต่อจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน ได้สอบข้อเท็จจริงแล้วมีคำสั่งที่ 11/2547 ลงวันที่ 9 เมษายน 2547 ให้โจทก์จ่ายเงินค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2545 ถึง 2546 ให้แก่ลูกจ้างดังกล่าวเท่ากับค่าจ้างคนละ 6 วัน เป็นเงินคนละ 2,040 บาท รวมเป็นเงิน 6,120 บาท ปรากฏตามหนังสือส่งคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานและคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ได้รับคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2547 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า การที่โจทก์ให้ลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถลาหยุดงานในแต่ละปีช่วงที่มีผู้ว่าจ้างให้บริการโจทก์น้อยปีละ 30 วัน โดยได้รับค่าจ้างซึ่งโจทก์ถือว่าได้รวมวันหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วันด้วยแล้วนั้น จะเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงานโดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน" และมาตรา 56 บัญญัติ "ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานสำหรับวันหยุดดังต่อไปนี้...(3) วันหยุดพักผ่อนประจำปี" ดังนั้น แม้ตามสภาพของงานที่ศาลแรงงานกลางวันรับฟังข้อเท็จจริงมาจะปรากฏว่าลูกจ้างโจทก์ทั้งห้าคนทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถโดยสารไม่ประจำทางให้บริการลูกค้าของโจทก์เพื่อการท่องเที่ยว ในแต่ละปีจะมีช่วงระยะเวลาหนึ่งไม่น้อยกว่าสามสิบวันที่โจทก์มีลูกค้าใช้บริการน้อย ลูกจ้างไม่ต้องขับรถก็ให้หยุดงานโดยไม่ต้องมาทำงานโดยให้ได้รับค่าจ้าง แม้การที่โจทก์ให้ลูกจ้างหยุดงานเช่นนี้มีจำนวนมากกว่าวันหยุดพักผ่อนประจำปี แต่ก็ไม่มีกำหนดยกเว้นในที่ใดว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีอีก และตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานก็ได้กำหนดให้พนักงานที่ทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีโดยได้รับค่าจ้างปีละหกวันทำงาน ทั้งนี้ บริษัทฯจะกำหนดล่วงหน้าให้หรือตามที่ตกลงกันก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กำหนดล่วงหน้าให้วันใดในแต่ละปีเป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือมีการตกลงกันแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อลูกจ้างโจทก์ทั้งห้าคนทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี จึงมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าโจทก์ต้องจ่ายเงินค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2545 ถึง 2546 ให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างคนละหกวันทำงานจึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์มีธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวทำให้ลูกจ้างมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีมากกว่าที่กฎหมายกำหนดจึงเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า สามารถทำได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 บัญญัติว่า "เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า" บทบัญญัติดังกล่าวห้ามนายจ้างมิให้ทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 และต่อมาตกลงกันได้ตามมาตรา 18 และมาตรา 22 เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นเกิดจากการเรียกร้องดังกล่าว จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 20 ข้างต้น นายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้างแรงงานให้มีผลบังคับแตกต่างไปจากข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานได้เท่าที่ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งหากโจทก์ประสงค์จะทำข้อตกลงให้ลูกจ้างได้รับวันหยุดพักผ่อนประจำปีมากวันยิ่งกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็สามารถทำได้ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้กำหนดล่วงหน้าให้ลูกจ้างหยุดพักผ่อนประจำปี และไม่ได้ตกลงกับลูกจ้างให้หยุดพักผ่อนประจำปีเมื่อใด จึงเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง นอกจากนั้นแม้ในแต่ละปีจะมีช่วงระยะเวลาที่โจทก์มีลูกค้าใช้บริการน้อย ลูกจ้างไม่ต้องขับรถก็ให้หยุดงานโดยได้รับค่าจ้างนั้นก็เป็นการหยุดที่ไม่แน่นอน ระหว่างนั้นลูกจ้างอาจได้รับคำสั่งมอบหมายงานจากนายจ้างได้ตามสภาพการใช้บริการของลูกค้า ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงจะนำมากล่าวอ้างว่าเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่ามิได้ อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 56
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 13 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเฟิสท์ทรานสปอร์ต จำกัด
จำเลย — นางสาวศิรินาฎ กุศลกรรมบถ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7335/2549
#267749
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ทำสัญญาจ้างโจทก์ต่อไปอีก ถือว่าเลิกจ้าง ณ วันสิ้นสุดสัญญานั้น มิได้มีการแจ้งเหตุเลิกจ้างอื่นนอกไปจากนี้ แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้าง มิได้ยกเหตุเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ดังนี้ เป็นการวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยกเหตุที่ว่าโจทก์กระทำความผิดโดยทุจริตต่อหน้าที่ และกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ซึ่งเป็นเหตุเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ขึ้นเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ตามมาตรา 17 วรรคสาม ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยประเด็นตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยชอบแล้ว

ข้อยกเว้นที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นอกจากต้องเป็นลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้นแล้ว ต้องเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง ซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานหรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์เพียงว่าสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไม่แน่นอน และจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ตามกำหนดระยะเวลานั้น โดยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่า เป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยที่ 1 หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาล ดังนี้ ไม่ว่าจะวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ไปในทางใด ก็ไม่มีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2543 จำเลยทั้งสามได้จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างชั่วคราวทำหน้าที่เร่งรัดหนี้สิน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน โดยจำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์รวม 5 ครั้ง แต่ละครั้งกำหนดระยะเวลาจ้างไม่เท่ากัน ในการต่อสัญญาแต่ละครั้งจำเลยไม่เคยแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์อ้างว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลง โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 60 วัน เป็นเงิน 18,000 บาท และมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 27,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมจ่ายให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก ๆ 7 วัน นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 192,731.06 บาท และเนื่องจากสัญญาจ้างทั้ง 5 ฉบับ จำเลยได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดสัญญาตามความต้องการของจำเลย และยังสงวนสิทธิในการเลิกจ้างโดยปราศจากเงื่อนไข อีกทั้งยังระบุในสัญญาจ้างว่าถ้าจำเลยเลิกจ้างจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหาย เป็นสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบลูกจ้างไม่เป็นธรรม ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่สามารถบังคับโจทก์ได้ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ยังสามารถทำงานให้จำเลยได้จนกว่าอายุ 60 ปี หรือมากกว่า ขอคิดค่าเสียหาย 362 เดือน เป็นเงิน 3,258,000 บาท โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามจำเลยทั้งสามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายค่าชดเชยและดอกเบี้ยก่อนฟ้องรวมเป็นเงิน 219,741.06 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก ๆ 7 วัน นับถัดจากวันฟ้อง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 18,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 3,258,000 บาท แก่โจทก์ด้วย

ระหว่างการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 2 โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวมีลักษณะงานเป็นการครั้งคราวไม่ประจำ เป็นงานโครงการเปรียบเสมือนเป็นไปตามฤดูกาล เป็นภาวะมีความจำเป็นต้องว่าจ้างโจทก์ มีการกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ไม่แน่นอน ดังนั้น เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการจ้างถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามข้อตกลงในสัญญา เป็นการเลิกจ้างโจทก์ได้โดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างและไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ย ขณะทำงานโจทก์กระทำความผิดโดยทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และกระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยที่ 1 เคยมีหนังสือตักเตือนโจทก์ก่อนครบกำหนดสัญญาจ้างแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินใด ๆ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 27,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2543 โดยทำสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาต่อเนื่องกันตลอดมารวม 5 ฉบับ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน เมื่อสิ้นกำหนดระยะเวลาการจ้างตามสัญญาจ้างฉบับสุดท้ายในวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 ไม่ทำสัญญาจ้างโจทก์ต่อไปอีกถือว่าเลิกจ้าง ณ วันสิ้นสุดสัญญานั้น โดยหัวหน้าฝ่ายเร่งรัดหนี้สินได้แจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้าประมาณ 3 วัน ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต่อสัญญาอีก มิได้มีการแจ้งเหตุเลิกจ้างอื่นนอกไปจากนี้ และศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ลักษณะงานที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ทำเป็นงานอันเกิดขึ้นตามปกติของธุรกิจของจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องมีอยู่ตลอดระยะเวลาที่ยังคงประกอบธุรกิจอยู่ เพียงแต่ต้องจ้างโจทก์เพิ่มขึ้นเป็นการชั่วคราวก็เนื่องจากจะเร่งฟ้องลูกหนี้ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากเพื่อแบ่งเบาภาระหน้าที่ของพนังงานประจำเท่านั้น ทั้งปรากฏด้วยว่าจำเลยที่ 1 ยังได้ทำสัญญาจ้างโจทก์มีกำหนดระยะเวลาต่อเนื่องกันรวมสัญญา 5 ฉบับ งานของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงมิใช่งานในโครงการเฉพาะที่มีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน ไม่มีลักษณะเป็นครั้งคราว หรืองานที่เป็นไปตามฤดูกาลตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีกำหนดระยะเวลา เมื่อถึงกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อเป็นการเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ สำหรับค่าชดเชยนั้นเมื่อวินิจฉัยแล้วว่างานที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์มิใช่งานโครงการเฉพาะที่มีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน ไม่มีลักษณะครั้งคราว หรืองานที่เป็นไปตามฤดูกาลที่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างมิได้ยกเหตุเลิกจ้างตามมาตรา 119 แม้สัญญาจะมีข้อตกลงว่าเมื่อสิ้นสุดสัญญาตามระยะเวลาที่ระบุไว้ ไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย แต่เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางไม่ได้วินิจฉัยว่าโจทก์กระทำความผิดโดยทุจริตต่อหน้าที่ และกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างหรือไม่ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การไว้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ทำสัญญาจ้างโจทก์ต่อไปอีก ถือว่าเลิกจ้าง ณ วันสิ้นสุดสัญญานั้น มิได้มีการแจ้งเหตุเลิกจ้างอื่นนอกไปจากนี้ แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้าง มิได้ยกเหตุเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ดังนี้ เป็นการวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยกเหตุที่ว่าโจทก์กระทำความผิดโดยทุจริตต่อหน้าที่ และกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ซึ่งเป็นเหตุเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 ขึ้นเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา 119 ดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยประเด็นตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับอุทธรณ์อีกข้อที่ว่า สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ตามกำหนดระยะเวลานั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสาม นั้น เห็นว่า ข้อยกเว้นที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย นอกจากต้องเป็นลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้นแล้ว ต้องเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง ซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น ซึ่งงานนั้นจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสามและวรรคสี่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์เพียงว่าสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ตามกำหนดระยะเวลานั้น โดยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่า เป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของจำเลยที่ 1 หรือในงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว หรือในงานที่เป็นไปตามฤดูกาล ดังนี้ ไม่ว่าจะวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปในทางใด ก็ไม่มีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 118 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวัชรา ขนอม
จำเลย — บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7317/2549
#267142
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้คันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง โดยขับรถยนต์คันดังกล่าวไปด้วยความเร็วสูง ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวเสียหลักพุ่งชนการ์ดเรล เสา และราวบันไดของโจทก์เสียหาย และมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 29,320.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 21,632 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 7,688.20 บาท กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้คันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง โดยขับรถยนต์คันดังกล่าวไปด้วยความเร็วสูง ทำให้รถยนต์คันดังกล่าวเสียหลักพุ่งชนการ์ดเรล เสา และราวบันไดของโจทก์ จนการ์ดเรล เสา และราวบันไดของโจทก์เสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 21,632 บาท และมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่เกิดเหตุละเมิดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,688.20 บาท ฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทางหลวง
จำเลย — นายไพบูลย์ บวรสิทธิชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — นายบัณฑิต สีอุไรย์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7314/2549
#267488
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน..." ดังนี้ หากศาลแรงงานกลางเห็นว่าค่าเสียหายในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนศาลแรงงานกลางจะลดลงก็ได้ แต่ต้องลดเป็นจำนวนพอสมควร และในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้นจะต้องพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานโดยไม่ให้โอกาสโจทก์นำสืบถึงความเสียหายของโจทก์ และนำสืบถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,164,163.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,079,846.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดพิจารณา คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ ตำแหน่งนักบิน โจทก์ส่งจำเลยที่ 1 และพนักงานอีกคนหนึ่งไปฝึกอบรมหลักสูตรการบินที่ประเทศอินโดนีเซียระหว่างวันที่ 14 ถึง 27 มกราคม 2546 รวม 14 วัน โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโจทก์ไว้ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กลับมาทำงานต่อระหว่างวันที่ 28 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2547 แล้วจำเลยที่ 1 ลาออก ค่าฝึกอบรมตามฟ้องข้อ 6.1 ไม่ได้กำหนดไว้ในสัญญา แต่ก่อนไปฝึกอบรมต่างประเทศต้องผ่านหลักสูตรดังกล่าว ส่วนค่าเบี้ยเลี้ยงและตั๋วเครื่องบินเจ้าหน้าที่กรมการบินพาณิชย์ตามฟ้องข้อ 6.9 และ 6.12 นั้น กำหนดไว้ในสัญญา และโจทก์ได้เฉลี่ยเป็นเจ้าหน้าที่รายบุคคลแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายอื่นคู่ความยอมรับว่าเป็นไปตามฟ้อง และจำเลยทั้งสองสละข้อต่อสู้เรื่องไม่ได้ผิดสัญญา ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยาน

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ค่าเสียหายที่โจทก์กำหนดกรณีผิดสัญญาอันเป็นเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ซึ่งศาลย่อมมีอำนาจที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ กรณีจึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000 บาท และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ร้อยละ 15 ต่อปี สูงเกินส่วนเช่นกัน จึงเห็นควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัยว่าค่าเสียหายของโจทก์เพียงใด ไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลปรับลดค่าเสียหาย ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในสำนวนคดี และการที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานและมีคำพิพากษาโดยไม่เปิดโอกาสให้โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน..." ดังนี้ หากศาลแรงงานกลางเห็นว่าค่าเสียหายในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนศาลแรงงานกลางจะลดลงก็ได้ แต่ต้องลดลงเป็นจำนวนพอสมควร และในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้นจะต้องพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานโดยไม่ให้โอกาสโจทก์นำสืบถึงความเสียหายของโจทก์ และนำสืบถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลแรงงานกลางงดสืบพยานและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางสืบพยานโจทก์จำเลยโดยฟังข้อเท็จจริงในเรื่องค่าเสียหาย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภูเก็ต แอร์ไลน์ จำกัด
จำเลย — นายหรือนาวาอากาศตรีไพรรัตน์ อินทรศักดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7312/2549
#269364
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าการเดินโพยของจำเลยทั้งสองก็เพื่อให้สามารถมีการเล่นการพนันทายผลฟุตบอลสำเร็จลุล่วง และเป็นหน้าที่ต่อเนื่องจากการเป็นเจ้าสำนักโดยจำเลยทั้งสองมิได้จัดให้บุคคลอื่นเป็นคนเดินโพย การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตนและเป็นคนเดินโพยฝ่ายเจ้ามือในการพนันทายผลฟุตบอล ซึ่งต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ดังที่โจทก์ฟ้องกล่าวคือ จำเลยทั้งสองเป็นทั้งเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตนและเป็นคนเดินโพยฝ่ายเจ้ามือในการพนันทายผลฟุตบอล ตามลักษณะหรือสภาพแห่งการกระทำทั้งสองกรณีนั้นต่างเป็นความผิดซึ่งอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ แม้จะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามที่ปรากฏในคำฟ้องจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ริบของกลาง และจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่โพยพนันฟุตบอลเงินจำนวนสูง ไม่มีเหตุอันควรลดโทษ ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่น จำคุกกระทงละ 3 เดือน คนละ 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 9 เดือน และฐานเป็นคนเดินโพยฝ่ายเจ้ามือจำคุกกระทงละ 3 เดือน คนละ 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 9 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 18 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว รวมโทษทุกกระทงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 9 เดือน ยกคำขอที่ให้จ่ายสินบนนำจับตามกฎหมายเสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หรือเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าการเดินโพยของจำเลยทั้งสองก็เพื่อให้สามารถมีการเล่นการพนันทายผลฟุตบอลสำเร็จลุล่วงและเป็นหน้าที่ต่อเนื่องจากการเป็นเจ้าสำนัก โดยจำเลยทั้งสองมิได้จัดให้บุคคลอื่นเป็นคนเดินโพย การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตนและเป็นคนเดินโพยฝ่ายเจ้ามือในการพนันทายผลฟุตบอล ซึ่งต่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ดังที่โจทก์ฟ้อง กล่าวคือจำเลยทั้งสองเป็นทั้งเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน และเป็นคนเดินโพยฝ่ายเจ้ามือในการพนันทายผลฟุตบอล ตามลักษณะหรือสภาพแห่งการกระทำทั้งสองกรณีนั้นต่างเป็นความผิดซึ่งอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ แม้จะเป็นความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายเดียวกันก็ตาม การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามที่ปรากฏในคำฟ้องจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งจะต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ส่วนฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าสำนักจัดให้มีการเล่นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตนและเป็นคนเดินโพยฝ่ายเจ้ามือในการพนันทายผลฟุตบอล โดยโพยทายผลฟุตบอลของกลางรวมจำนวนเงินสูงถึง 565,580 บาท ซึ่งปัจจุบันการพนันชนิดนี้แพร่ระบาดทั่วไป โดยเฉพาะในหมู่นักเรียน นักศึกษา การจัดให้มีการเล่นการพนันชนิดนี้จึงมีส่วนสำคัญในการมอมเมาเยาวชนให้ลุ่มหลงในอบายมุขอย่างกว้างขวาง สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคม นอกจากนี้ยังเป็นบ่อเกิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่นตามมาอีกมากมาย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพมาโดยตลอด อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ แต่ศาลอุทธรณ์ก็ได้ลดโทษขั้นสูงสุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้แก่จำเลยทั้งสองในแต่ละกระทงคนละกึ่งหนึ่งแล้ว และที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนรวมทั้งอ้างเหตุผลหรือความจำเป็นในการกระทำความผิด ตลอดจนสามารถแก้ไขปรับปรุงตัวหลังเกิดเหตุ มีความประพฤติไม่เสียหาย ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสอง การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การเล่นการพนันทายผลฟุตบอลเป็นการเล่นอื่นใดนอกจากที่กล่าวในมาตรา 4 ซึ่งจะพนันกันหรือจะจัดให้มีเพื่อให้พนันกันได้เฉพาะการเล่นที่ระบุชื่อและเงื่อนไขไว้ในกฎกระทรวง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 ทวิ เท่านั้น แต่ศาลล่างทั้งสองปรับบทความผิดตามมาตรา 4 มาด้วย จึงไม่ถูกต้อง และที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาด้วยนั้น ก็ไม่ถูกต้องปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 ทวิ, 12 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสุกัญญา ธานี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7302/2549
#269361
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ 4)ฯ โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ต่อเมื่อกรณีเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 22 ทวิ คือ หากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ การที่ศาลชั้นต้นสั่งฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ว่า "โจทก์อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ขยาย รับอุทธรณ์ สำเนาให้อีกฝ่าย ให้เจ้าพนักงานศาลส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด" เพียงเท่านี้ยังไม่ถือว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เพราะในคำสั่งมิได้ระบุเหตุผลว่าข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และมีคำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่เป็นอุทธรณ์ที่จะรับไว้พิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 22 ทวิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าวส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะต้องรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2599 มาตรา 22 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2532 โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ต่อเมื่อกรณีเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 22 ทวิ คือ หากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ พิจารณาแล้ว ศาลชั้นต้นสั่งฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ว่า "โจทก์อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ขยาย รับอุทธรณ์ สำเนาให้อีกฝ่าย ให้เจ้าพนักงานศาลส่ง ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด" เพียงเท่านี้ยังไม่ถือว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เพราะในคำสั่งมิได้ระบุเหตุผลว่าข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และมีคำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ได้อุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่เป็นอุทธรณ์ที่จะรับไว้พิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชัย กุลพงษ์วาณิชย์
จำเลย — นายจักรกฤษณ์ ณ นคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7282/2549
#269358
เปิดฉบับเต็ม

ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยนั้น ได้ความตามฟ้องว่านับแต่จำเลยกู้และรับเงินไปจากโจทก์ จำเลยมิได้ชำระหนี้ให้โจทก์เป็นประจำทุกๆ เดือนตามสัญญา ค้างชำระติดต่อกันหลายงวดซึ่งโจทก์ถือว่าจำเลยผิดสัญญา และจากเอกสารบัญชีเงินกู้ก็ได้ความว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่งวดเดือนเมษายน 2545 เป็นต้นมา และโจทก์ได้ปรับดอกเบี้ยจากอัตราร้อยละ 8.11 เป็น 13.5 นับแต่เดือนกรกฎาคม 2544 เป็นต้นมา ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว เห็นได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามสัญญากู้เงินที่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ดอกเบี้ยจำนวนนี้เป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 452,104.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 349,310.57 บาท นัดถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนไปก่อนสามปีต่อครั้ง เป็นเงินครั้งละ 1,241.20 บาท เริ่มชำระตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดห้องชุดเลขที่ 69/32 ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ ไอ อาคารชุดนิรันดร์เรซิเดนซ์ 3 ซึ่งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 1569 - 1579, 1601 - 1602 ตำบลดอกไม้ อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 434,533.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 349,310.57 บาท ในอัตราเอ็มอาร์อาร์ (อัตราดอกเบี้ยที่คิดกับลูกค้ารายย่อยชั้นดี) ตามประกาศของโจทก์บวกร้อยละ 1 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ยอดหนี้ทั้งหมดคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 14 กรกฎาคม 2548) ต้องไม่เกิน 452,104.21 บาท และอัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปต้องไม่เกินร้อยละ 13.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอหากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดห้องชุดเลขที่ 69/32 ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ ไอ อาคารชุดนิรันดร์เรซิเดนซ์ 3 ซึ่งอยู่บนโฉนดเลขที่ 1569 - 1579, 1601 - 1602 ตำบลดอกไม้ อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้จนครบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เบี้ยปรับเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าหากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควรให้เจ้าหนี้ริบหรือเรียกเอาเบี้ยปรับนั้นได้ ตามหนังสือสัญญากู้เงินและบันทึกต่อท้ายสัญญากู้เงิน เอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 มีใจความโดยสรุปว่าในระยะ 3 ปีแรกนับแต่วันทำสัญญากู้เงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ได้เพียงร้อยละ 8.11 ต่อปีเท่านั้น จะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่านั้นไม่ได้จนกว่าจะล่วงพ้น 3 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญา เว้นแต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้เสมอโดยไม่ต้องแจ้งให้จำเลยผู้กู้ทราบล่วงหน้า ดังนั้น ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8.11 ต่อปี ในระยะเริ่มแรกก็ดี ดอกเบี้ยหลังจากล่วงพ้น 3 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้เงินก็ดี ล้วนเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามข้อสัญญาทั้งสิ้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่ และเป็นดอกผลนิตินัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม แต่ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปีที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยนั้นได้ความตามฟ้องว่านับแต่จำเลยกู้และรับเงินไปจากโจทก์จำเลยมิได้ชำระหนี้ให้โจทก์เป็นประจำทุกๆ เดือนตามสัญญา ค้างชำระติดต่อกันหลายงวดซึ่งโจทก์ถือว่าจำเลยผิดสัญญา และจากเอกสารบัญชีเงินกู้หมาย จ.14 ก็ได้ความว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่งวดเดือนเมษายน 2545 เป็นต้นมา และโจทก์ได้ปรับดอกเบี้ยจากอัตราร้อยละ 8.11 เป็น 13.5 นับแต่เดือนกรกฎาคม 2545 เป็นต้นมาดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว เห็นได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามสัญญากู้เงินที่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ในกรณีที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ดอกเบี้ยจำนวนนี้เป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ดอกเบี้ยร้อยละ 13.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปเป็นเบี้ยปรับนั้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายธนาชัย โพธิ์สาราช
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7280/2549
#269300
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นได้สั่งรับคำฟ้องแล้ว เป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอโอนคดีฉบับที่สองของจำเลย จึงเป็นคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 และคำร้องขอโอนคดีไปศาลอื่นนั้นเป็นวิธีการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลที่จะพิจารณาคดี มิใช่คำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์อย่างใดของคู่ความในระหว่างการพิจารณาดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 264 กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 288 (2) คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอโอนคดีของจำเลยจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 226 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์พร้อมรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปและปรับพื้นที่ให้เหมือนเดิม

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์กับนายอุดร ขจรเวหาศน์ นายบรรทัด สิงหบุตร และนายชัยณรงค์ มณี ร่วมกันหรือแทนกันทำเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลย ให้โจทก์กับบุคคลทั้งสามจัดการรื้อสิ่งปลูกสร้างใดๆ รวมทั้งหลักเขต สปก. ในที่ดินของจำเลยและห้ามโจทก์กับบุคคลทั้งสามเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลยต่อไป

ศาลชั้นต้นตรวจคำให้การและฟ้องแย้งแล้ว มีคำสั่งรับคำให้การ ไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาล

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ระหว่างการพิจารณาคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอโอนคดีนี้ไปรวมพิจารณาที่ศาลปกครองกลาง ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์แล้ว มีคำสั่งคืนให้ไปทำมาใหม่ภายใน 7 วัน จำเลยไม่ดำเนินการ ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอโอนคดีนี้ไปยังศาลปกครองกลางซ้ำอีก ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ฉบับแรกไว้พิจารณา และพิพากษายืนให้ยกคำร้องขอโอนคดีตามอุทธรณ์ฉบับที่สอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้สั่งรับคำฟ้องแล้ว เป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอโอนคดีฉบับที่สองของจำเลย จึงเป็นคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 และคำร้องขอโอนคดีไปศาลอื่นนั้นเป็นวิธีการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลที่จะพิจารณาคดี มิใช่คำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์อย่างใดของคู่ความในระหว่างการพิจารณา ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 264 กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 228 (2) คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอโอนคดีของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยให้โดยพิพากษายืนมานั้น จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ฉบับแรกของจำเลยไว้พิจารณานั้น เนื่องด้วยคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอโอนคดีฉบับแรกของจำเลย ก็เป็นคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ดังกล่าวไว้พิจารณา จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ยกคำสั่งที่ผิดระเบียบดังกล่าวไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และ 247"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2546 และยกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 ม. 226 (1) ม. 264 ม. 288 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นายวิเชียร มหาเสนา
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7277/2549
#267762
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านเป็นหน่วยงานทางปกครองที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายฝ่ายมหาชนทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนกับผู้ร้องทั้งสาม ผู้คัดค้านทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในฐานะหน่วยงานทางปกครองที่เป็นองค์กรนิติบุคคลข้อ 17 ของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 บัญญัติให้มีผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นผู้กระทำการในนามผู้คัดค้านในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกและเป็นผู้กระทำการแทนผู้คัดค้านตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การใช้อำนาจของผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยซึ่งกระทำการในนามผู้คัดค้านจะผูกพันผู้คัดค้านต่อเมื่ออยู่ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ นอกจากจะต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จัดตั้งกำหนดไว้เป็นไปตามระเบียบวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและไม่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือกฎระเบียบและข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายแล้ว การใช้อำนาจของผู้คัดค้านจะต้องมิใช่เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือมีการบิดผันอำนาจทางหนึ่งทางใดอีกด้วย

ผู้คัดค้านโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า นิติกรรมหรือสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนหากมีการทำขึ้นเพราะกลฉ้อฉลก็เป็นเพียงโมฆียะ เมื่อไม่มีการบอกล้าง ก็ไม่ทำให้สัญญาจ้างดังกล่าวตกเป็นโมฆะนั้นไม่ชอบ โดยผู้คัดค้านอ้างทำนองเดียวกันกับที่ได้ยกข้อต่อสู้ไว้แล้วว่า ในการทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วน มีการทุจริตและประพฤติมิชอบ เอื้อประโยชน์แก่ผู้ร้อง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ มีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมมือกับผู้ร้อง โดยเฉพาะ ศ. ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการของผู้คัดค้านในขณะนั้นและเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างดังกล่าวในนามผู้คัดค้านกระทำโดยมิชอบหลายประการ ทั้ง ศ. และเจ้าหน้าที่อื่นและเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยอื่น ๆ รับประโยชน์จากผู้ร้อง สัญญาจ้างดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ เป็นการกล่าวอ้างว่า การใช้อำนาจของ ศ. และเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นดังกล่าวกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ซึ่งเป็นกฎหมายฝ่ายมหาชน เป็นการโต้แย้งว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งผู้คัดค้านย่อมอุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (2) ซึ่งบัญญัติไว้อย่างเดียวกับพ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 26 (2) ศ. ช่วยเหลือผู้ร้องโดยเห็นแก่ประโยชน์ที่ผู้ร้องจัดให้จึงถือว่าการใช้อำนาจในฐานะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยของ ศ. ที่ลงนามในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และขณะเดียวกันการที่ผู้ร้องเพิ่มทุนและจัดสรรหุ้นของบริษัท ท. ให้แก่ ศ. กับเจ้าหน้าที่ของรัฐคนอื่นมีสิทธิซื้อหุ้นในฐานะผู้มีอุปการะคุณก่อนทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนถือได้ว่าผู้ร้องได้ให้ผลประโยชน์แก่ ศ. และเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วน โดยเอื้อประโยชน์แก่ผู้ร้อง กรณีต้องถือว่า ในการทำสัญญาดังกล่าวของผู้ร้อง ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนซึ่งเกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่มีผลผูกพันผู้คัดค้าน คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการที่ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้องตามสัญญาที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวนั้นหากศาลบังคับให้ตามคำชี้ขาดนั้นย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนชอบที่ศาลชั้นต้นจะปฏิเสธไม่รับบังคับให้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 ดังนั้นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับตามคำชี้ขาดขออนุญาตโดยตุลาการดังกล่าวจึงฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 150
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 44 ม. 45 (2)
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 26 (2)
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บิลฟิงเกอร์ เบอร์เกอร์ เอจี กับพวก
ผู้คัดค้าน — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเจียม เสาวภา
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
ชาลี ทัพภวิมล
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7277/2549
#269393
เปิดฉบับเต็ม

ข้อที่ว่า ศ. ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่อื่นของผู้คัดค้านและเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยอื่น ๆ รับประโยชน์จากผู้ร้องทั้งสาม หากมีอยู่จริงดังคำคัดค้าน การใช้อำนาจตามกฎหมายของ ศ. ในฐานะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในการทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ ในนามผู้คัดค้านย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย การใช้อำนาจของ ศ. และเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นมิใช่เป็นเรื่องภายในของผู้คัดค้านดังที่ผู้ร้องทั้งสามแก้อุทธรณ์ ถือว่าการอุทธรณ์โดยอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวของผู้คัดค้านเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า นิติกรรมหรือสัญญา หากมีการทำขึ้นเพราะกลฉ้อฉลหากมีอยู่จริงก็ไม่ทำให้สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เป็นโมฆะนั้น ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งผู้คัดค้านย่อมอุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (2) ซึ่งบัญญัติไว้อย่างเดียวกับ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 26 (2)

การที่ ศ. ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในขณะเกิดเหตุปิดบังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง ในการประชุมคณะกรรมการ กทพ. และลงนามในขณะที่ยังไม่มีการว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินการโครงการกับผู้คัดค้าน เพื่อมิให้ผู้คัดค้านต้องเสียประโยชน์ ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา นอกจากนั้น การลงนามของ ศ. ยังมีลักษณะเร่งรีบโดยลงนามก่อนวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเพียง 4 วัน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่า การกระทำของ ศ. เพื่อให้มีการลงนามในสัญญาดังกล่าวให้จงได้ นับเป็นการผิดปกติวิสัยของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประกอบกับข้อที่ ศ. ได้รับประโยชน์จากการซื้อหุ้นจองของบริษัทผู้ร้องที่ 2 และของบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้ว มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ศ. ต้องการจะช่วยเหลือผู้ร้องทั้งสามโดยเห็นแก่ประโยชน์ที่ผู้ร้องทั้งสามจัดให้ จึงถือว่าการใช้อำนาจในฐานะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยของ ศ. ที่ลงนามในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

การที่ผู้ร้องที่ 2 เพิ่มทุนและจัดสรรหุ้นให้แก่ ศ. และเจ้าหน้าที่ของรัฐคนอื่นได้ซื้อหุ้นในฐานะผู้มีอุปการะคุณ รวมทั้งการจัดสรรหุ้นของบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้ ศ. กับเจ้าหน้าที่ของรัฐคนอื่นมีสิทธิซื้อก่อนทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ ก็ถือได้ว่าผู้ร้องทั้งสามได้ให้ผลประโยชน์แก่ ศ. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อจูงใจให้ ศ. และเจ้าหน้าที่ดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ โดยเอื้อประโยชน์แก่ผู้ร้องทั้งสามนั้นเอง กรณีจึงต้องถือว่าในการทำสัญญาดังกล่าวของผู้ร้องทั้งสาม ผู้ร้องทั้งสามใช้สิทธิโดยไม่สุจริต สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ ซึ่งเกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่มีผลผูกพันผู้คัดค้าน คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 36/2544 ที่ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้องทั้งสามตามสัญญาซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวนั้น หากศาลบังคับให้ตามคำชี้ขาดนั้นย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่ศาลชั้นต้นจะปฏิเสธไม่รับบังคับให้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 44 ดังนั้น คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจึงฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสามในนามกิจการร่วมค้า บีบีซีดี มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 36/2544 ระหว่าง ผู้ร้องทั้งสามกับผู้คัดค้าน ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการแห่งสถาบันอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2544 ให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้องทั้งสาม จำนวน 3,371,446,114 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและเงินจำนวน 2,668,447,140 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ผู้คัดค้านหาได้ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ กลับมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทั้งสามนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรม จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาและบังคับให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องทั้งสามตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญาอนุญาโตตุลาการในคดีนี้กำหนดให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดข้อพิพาทเฉพาะคดีแพ่ง แต่ต่อมามีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 บัญญัติให้สัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อกำหนดในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางประกง ที่ให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดจึงไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย การบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและถึงหากศาลจะเห็นว่าเรื่องนี้อยู่ในขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านก็เห็นว่าการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการที่ได้กระทำไปไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ไม่นำเอากระบวนพิจารณาทางปกครองมาวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท สัญญาดังกล่าวทำขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้คัดค้านที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาร่วมกับผู้ร้องทั้งสามมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลายประการ เป็นต้นมา ผู้คัดค้านลงนามทำสัญญากับผู้ร้องทั้งสามซึ่งไม่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดตามระเบียบ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ร้องทั้งสามเป็นผู้รับจ้างตามสัญญาไม่ชอบด้วยระเบียบข้อกำหนด ผู้ว่าการของผู้คัดค้านในขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการอนุมัติให้ผู้คัดค้านดำเนินการโครงการทางด่วนสายนี้ จนกระทั่งได้มีการลงนามในสัญญาในเวลาต่อมา อันมีลักษณะเร่งรีบ เนื่องจากความไม่พร้อมในเรื่องการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง และลงนามก่อนเลือกตั้งทั่วไปเพียง 4 วัน และมีการว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาภายหลังลงนามในสัญญาแล้ว 3 เดือน ทำให้มีปัญหาเรื่องการปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญา เรื่อง การอนุมัติแบบและการส่งมอบพื้นที่ จนเป็นเหตุให้ผู้ร้องทั้งสามนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการขอขยายระยะเวลาและเรียกร้องเงินเพิ่มในเวลาต่อมา นอกจากนี้ ในขณะนั้นผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยบางคนถือหุ้นอยู่ในบริษัทผู้ร้องที่ 2 โดยซื้อในราคาจองก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ และขายไปภายหลังลงนามในสัญญาแล้ว และยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของผู้คัดค้านอีกหลายคนได้รับสิทธิจองหุ้นของผู้ร้องที่ 2 และหุ้นของบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของผู้ร้องที่ 2 ในราคาจัดจำหน่าย ทำให้ผู้ซื้อหุ้นจองดังกล่าวได้ประโยชน์ส่วนต่างของราคาซื้อเมื่อเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ อันมีลักษณะให้ประโยชน์แก่บุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ คณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้อนุมัติให้ผู้คัดค้านว่าจ้างบริษัทหลุยส์เบอร์เยอร์อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ เป็นวิศวกรที่ปรึกษาของผู้คัดค้าน แต่เจ้าหน้าที่ของผู้คัดค้านกลับลงนามในสัญญาจ้างบริษัทดังกล่าว และบริษัทซี คอนซัลท์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งขัดต่อมติของคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ของผู้คัดค้านผู้มีหน้าที่ดำเนินการตามโครงการได้สมคบกับผู้ร้องทั้งสามและวิศวกรที่ปรึกษามีพฤติการณ์ฉ้อฉล หากให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสามที่เกิดจากสัญญาอันได้มาจากกลฉ้อฉลดังกล่าวข้างต้นจะทำให้ผู้คัดค้านและประชาชนได้รับความเสียหายที่จะต้องนำเงินภาษีอากรของประชาชนทั้งประเทศมาใช้อันจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อนึ่ง อนุญาโตตุลาการผู้ร่วมทำคำชี้ขาดคดีนี้มีพฤติการณ์ไม่มีความเป็นอิสระและไม่มีความเป็นกลาง ขัดต่อข้อบังคับกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม ข้อ 14 โดยมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปโดยถูกต้องเป็นธรรม และเป็นไปตามข้อบัญญัติของกฎหมาย และมีความโน้มเอียงที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ร้องทั้งสามดังเช่นในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องค่าเสียหาย ประธานอนุญาโตตุลาการได้กล่าวว่า ผู้ร้องทั้งสามจะต้องเป็นผู้นำสืบถึงรายละเอียดของค่าเสียหายที่แท้จริงของแต่ละรายการ แต่ในการดำเนินกระบวนพิจารณา ผู้ร้องทั้งสามไม่ได้นำสืบในประเด็นเรื่องค่าเสียหายโดยละเอียด แต่คณะอนุญาโตตุลาการกลับชี้ขาดให้ผู้ร้องทั้งสามได้รับชดเชยค่าเสียหายเต็มตามที่เรียกร้องโดยอาศัยเพียงเอกสารหนังสือที่วิศวกรที่ปรึกษามีความเห็นแจ้งไปให้ผู้คัดค้านแต่เพียงฝ่ายเดียวทราบ ซึ่งเป็นการแจ้งไม่ชอบตามสัญญา นอกจากนี้ อนุญาโตตุลาการบางคนตลอดจนญาติพี่น้องเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และยังถือหุ้นของผู้ร้องที่ 2 อยู่ก่อนที่จะได้รับคัดเลือกเป็นอนุญาโตตุลาการ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นอนุญาโตตุลาการที่ผู้คัดค้านเลือกเองก็ไม่ได้เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงนี้ให้ผู้คัดค้านทราบ ไม่ชอบด้วยข้อบังคับของกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการฯ ข้อ 14 ที่กำหนดว่า เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้อนุญาโตตุลาการเปิดเผยข้อเท็จจริงอันอาจทำให้คู่กรณีเกิดความสงสัยอันควรในความอิสระและความเป็นกลางของตนในการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นถ้าหากพึงมี จึงเห็นได้ว่าบุคคลซึ่งมาปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับฝ่ายผู้ร้องทั้งสาม ซึ่งเป็นสาเหตุให้การปฏิบัติหน้าที่อนุญาโตตุลาการขาดความเป็นกลางในการชี้ขาดข้อพิพาท ความจริงแล้วผู้คัดค้านในฐานะหน่วยงานของรัฐไม่มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือกระทำการใดที่เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องทั้งสาม เหตุที่ไม่สามารถปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้เพราะคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการเป็นกระบวนพิจารณาที่มิได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 17 ที่บัญญัติให้อนุญาโตตุลาการดำเนินวิธีพิจารณาโดยคำนึงถึงหลักแห่งความยุติธรรมเป็นสำคัญประกอบกับข้อบังคับกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการฯ ข้อ 21 ข้อ 23 และข้อ 28 โดยมิได้ฟังคู่กรณีและทำการไต่สวนค้นหาความจริงให้สิ้นกระแสความชอบที่ศาลจะมีการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายให้ถ่องแท้โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมิได้เป็นไปตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ว่าด้วยการนำสืบและการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่ง คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อสัญญาและไม่เป็นธรรมแก่ผู้คัดค้านคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมิได้อยู่ในขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการที่มีผลผูกพันตามกฎหมายหรือคำขอของคู่กรณีคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการทั้ง 4 ประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้องทั้งสามพร้อมดอกเบี้ยจึงขัดต่อข้อเท็จจริงและข้อสัญญา เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยอนุญาโตตุลาการฯ ข้อ 28 ขอให้มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม โดยไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ พิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 36/2544 โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้องทั้งสาม คือ ชำระเงินจำนวน 3,371,446,114 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและจำนวน 2,668,447,140 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 มกราคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความ 500,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี เดิมใช้ชื่อว่า บิลฟิงเกอร์พลัส เบอร์เกอร์ บาวอัคเตียนเกเซลชาฟท์ ผู้ร้องที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท มหาชน จำกัด และผู้ร้องที่ 3 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเดิมใช้ชื่อว่า ดิคเคอร์ฮอฟฟ์ แอนด์ วิดแมนน์ เอจี ส่วนผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2515 มีวัตถุประสงค์ในการสร้างหรือจัดให้มีด้วยวิธีการใด ๆ ตลอดจนบำรุงและรักษาทางพิเศษ ผู้ร้องทั้งสามได้รวมเข้ากันเป็นกิจการร่วมค้า มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการรับจ้างเหมาและก่อสร้างทางพิเศษ (ทางด่วน) ใช้ชื่อว่า "กิจการร่วมค้าบีบีซีดี" เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2538 ผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านโดยนายศิวะ เจริญพงศ์ ผู้ว่าการการพิเศษแห่งประเทศไทยได้ลงนามในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางปะกง ตามเอกสารหมาย ค. 38 โดยตกลงราคาจ้างเหมาซึ่งรวมถึงเงินค่ากำไร ค่าภาษี ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นเงินทั้งสิ้น 25,192,950,000 บาท ซึ่งเรียกว่า "ราคาคงที่" ในการชำระราคาคงที่ดังกล่าว ผู้คัดค้านตกลงชำระให้แก่ผู้ร้องทั้งสามตามตารางการชำระเงินตามข้อ 1 ผนวก 4 แนบท้ายสัญญาเอกสารหมาย ค. 38 ในการดำเนินการตามสัญญา ผู้คัดค้านได้แต่งตั้งวิศวกรที่ปรึกษาของผู้คัดค้านเป็นตัวแทนของผู้คัดค้านในการตรวจสอบและออกหนังสือรับรองการแล้วเสร็จงาน รวมทั้งรับรองการปรับราคาคงที่และปรับวันกำหนดแล้วเสร็จของงาน ทั้งนี้ ตามสัญญากำหนดให้ผู้ร้องทั้งสามดำเนินการก่อสร้างงานทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 42 เดือนนับจากวันที่ผู้คัดค้านได้มีหนังสือแจ้งบอกกล่าวให้มีการเริ่มงาน เมื่อวันที่ 3 และ 11 สิงหาคม 2538 ผู้ร้องทั้งสามมีหนังสือถึงผู้คัดค้านแจ้งให้ยืนยันเกี่ยวกับการส่งมอบพื้นที่เพื่อก่อสร้างในส่วนย่อยที่ 1.1 และที่ 1.2 นายศิวะเข้าร่วมประชุมกับผู้ร้องทั้งสามแล้วเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2538 ผู้ร้องทั้งสามแจ้งยืนยันกำหนดเวลาขอรับมอบพื้นที่ในส่วนย่อยที่ 1 และที่ 2 ในที่สุดวันที่ 25 สิงหาคม 2538 นายศิวะมีหนังสือแจ้งผู้ร้องทั้งสามยืนยันว่าจะส่งมอบพื้นที่ในส่วนย่อยที่ 1 และที่ 2 ได้ แต่เมื่อผู้ร้องทั้งสามได้เริ่มงานตามหนังสือแจ้งบอกกล่าวของนายศิวะแล้ว ปรากฏว่าผู้คัดค้านไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ที่ก่อสร้างให้แก่ผู้ร้องทั้งสามได้ พื้นที่ดังกล่าวส่งมอบให้แก่ผู้ร้องทั้งสามเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 ซึ่งเป็นเวลาที่นายศิวะพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยไปแล้ว อนึ่ง นอกจากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้าแล้วยังเกิดเหตุการณ์อื่นอีกที่จะต้องมีการปรับวันกำหนดแล้วเสร็จ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2541 ผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านได้ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม (ครั้งที่ 1) โดยขยายวันกำหนดแล้วเสร็จออกของงานไปอีก 11 เดือน และต่อมาประมาณกลางปี 2542 อันเป็นเวลาที่ผู้ร้องทั้งสามได้ดำเนินการก่อสร้างทางด่วนสายนี้ใกล้จะแล้วเสร็จ ผู้ร้องทั้งสามได้มีหนังสือถึงวิศวกรที่ปรึกษาแจ้งว่า การที่ผู้คัดค้านส่งมอบสิทธิในเขตทางล่าช้ารวมทั้งการไม่สามารถจัดให้ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองพื้นที่ว่างเปล่าของสถานที่ก่อสร้างในเวลาต่อมาและมีเหตุการณ์ที่ผู้คัดค้านไม่สามารถดำเนินการให้มีการอนุมัติแบบได้ทันภายในกำหนดเวลาในสัญญา และผู้อนุมัติแบบได้มีคำสั่งให้แก้ไขแบบต่างไปจากที่ตกลงกันไว้ในสัญญาเป็นจำนวนมาก ได้ส่งผลกระทบถึงการปฏิบัติงานของผู้ร้องทั้งสาม ทำให้ราคาคงที่ตามสัญญาเพิ่มสูงขึ้น 8,621,656,047 บาท วิศวกรที่ปรึกษาตรวจสอบและทบทวนแล้วเห็นว่าราคาคงที่จะต้องปรับเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 6,039,893,254 บาท จึงได้แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบตามเงื่อนไขของสัญญาในผนวก 1 ข้อ 1.9.2 (ข) (ii) (ขข) 2 และแจ้งให้ผู้ร้องทั้งสามทราบด้วย แต่ผู้คัดค้านได้มีหนังสือแจ้งไปยังวิศวกรที่ปรึกษาว่า ผู้ร้องทั้งสามไม่มีสิทธิจะได้รับการปรับราคาคงที่และได้รับการชดเชยตามที่วิศวกรที่ปรึกษาได้รับรอง ต่อมามีการประชุมร่วมกันเพื่อระงับข้อพิพาทในวันที่ 3 มีนาคม 2543 แต่ไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ผู้ร้องทั้งสามจึงเสนอข้อขัดแย้งต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระราคาคงที่ที่เพิ่ม ผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านต่ออนุญาโตตุลาการ ต่อมาสถาบันอนุญาโตตุลาการอนุญาโตตุลาการได้มีหนังสือแจ้งผู้คัดค้านให้ส่งรายชื่ออนุญาโตตุลาการฝ่ายตน ผู้คัดค้านได้ยื่นคำแถลงส่งหนังสือแต่งตั้งนายวัลลภ ตันติกุล เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้คัดค้าน ส่วนผู้ร้องทั้งสามได้ยื่นคำแถลงแต่งตั้งนายมุรธา วัฒนะชีวะกุล เป็นอนุญาโตตุลาการฝ่ายผู้ร้องทั้งสาม สถาบันอนุญาโตตุลาการได้คัดเลือกนายเธียร เจริญวัฒนา เป็นประธานอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทนี้ คณะอนุญาโตตุลาการได้ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้องทั้งสาม คือ ชำระเงินจำนวน 3,371,446,114 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจำนวน 2,668,447,140 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 มกราคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ ค่าป่วยการคณะอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการให้เป็นไปตามบัญชีท้ายคำชี้ขาด ภายหลังจากที่คณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดดังกล่าวแล้ว ผู้คัดค้านได้มีหนังสือส่งสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการพิจารณาให้ความเห็นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2544 ในขณะเดียวกัน ผู้คัดค้านก็ได้มีหนังสือถึงผู้ร้องทั้งสามปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยอ้างว่าเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องทั้งสามจึงยื่นคำร้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 ภายหลังจากวันที่ 30 เมษายน 2545 ซึ่งเป็นวันใช้บังคับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลฎีกาจักได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทีละข้อต่อไป

ผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอ้างเหตุต่าง ๆ รวม 8 ข้อ คือข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.8 ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อ 2.8 เป็นประการแรก เนื่องจากการวินิจฉัยข้อนี้อาจทำให้อุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของผู้คัดค้านและคำแก้อุทธรณ์บางข้อของผู้ร้องทั้งสามไม่ต้องวินิจฉัยได้

อุทธรณ์ข้อ 2.8 สืบเนื่องจากข้อต่อสู้ของผู้คัดค้านซึ่งให้การว่า สัญญาอนุญาโตตุลาการทำขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าหน้าที่ของผู้คัดค้านที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาร่วมกับผู้ร้องทั้งสามมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลายประการ นอกจากนั้นผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยบางคนถือหุ้นอยู่ในบริษัทผู้ร้องที่ 2 และบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยซื้อหุ้นดังกล่าวในราคาจองแล้วขายไปภายหลังลงนามในสัญญา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของผู้คัดค้านหลายคนก็ได้รับสิทธิจากผู้ร้องทั้งสามในทำนองเดียวกัน ศาลแพ่งกรุงเทพใต้วินิจฉัยข้อต่อสู้ของผู้คัดค้านว่า นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านหากมีการทำขึ้นเพราะกลฉ้อฉล ผลในทางกฎหมายอย่างมากก็เป็นเพียงโมฆียะ ในเมื่อไม่ปรากฏว่ามีการบอกล้าง สัญญาระหว่างผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้านจึงชอบด้วยกฎหมายและฟังไม่ได้ว่าเป็นสัญญาที่เกิดจากกลฉ้อฉลผู้คัดค้านอุทธรณ์คำวินิจฉัยข้อนี้ว่าในการทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 มีการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเอื้อประโยชน์แก่คู่สัญญาก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และมีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมมือกับผู้ร้องทั้งสามโดยเฉพาะนายศิวะ เจริญพงษ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยสืบต่อจากนายสุขวิช รังสิตพล และเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 ในนามผู้คัดค้านกระทำโดยมิชอบหลายประการรวมทั้งถือหุ้นทั้งของบริษัทผู้ร้องที่ 2 และของบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะมิใช่โมฆียะดังข้อวินิจฉัยของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นในเบื้องแรกว่าผู้คัดค้านเป็นหน่วยงานทางปกครองที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายฝ่ายมหาชน คือ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 2 สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 ที่ผู้คัดค้านทำไว้กับผู้ร้องทั้งสาม ผู้คัดค้านทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวในฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองที่เป็นองค์กรนิติบุคคล ข้อ 17 ของประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้บัญญัติให้มีผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นผู้กระทำการในนามผู้คัดค้านในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกและเป็นผู้กระทำการแทนผู้คัดค้าน ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การใช้อำนาจของผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยซึ่งกระทำการในนามผู้คัดค้านจะผูกพันผู้คัดค้านต่อเมื่ออยู่ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ นอกจากต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จัดตั้งกำหนดไว้ เป็นไปตามระเบียบวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและไม่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือกฎระเบียบและข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายแล้ว การใช้อำนาจของผู้คัดค้านจะต้องมิใช่เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือมีการบิดผันอำนาจทางหนึ่งทางใดอีกด้วย สำหรับข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านอ้างในอุทธรณ์ข้อ 2.8 ว่ามีพฤติการณ์ฉ้อฉล เช่น ข้อที่ว่านายศิวะผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่อื่นของผู้คัดค้านและเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยอื่น ๆ รับประโยชน์จากผู้ร้องทั้งสาม หากมีอยู่จริงดังคำคัดค้าน การใช้อำนาจตามกฎหมายของนายศิวะในฐานะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในการทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ ตามเอกสารหมาย ค. 38 ในนามผู้คัดค้านย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย การใช้อำนาจของนายศิวะและเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นมิใช่เป็นเรื่องภายในของผู้คัดค้านดังที่ผู้ร้องทั้งสามแก้อุทธรณ์ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ไม่ฟังข้อเท็จจริงดังที่ผู้คัดค้านยกขึ้นต่อสู้ในคำคัดค้าน โดยวินิจฉัยว่า นิติกรรมหรือสัญญา หากมีการทำขึ้นเพราะกลฉ้อฉล หากมีอยู่จริงก็ไม่ทำให้สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ ตามเอกสารหมาย ค. 38 เป็นโมฆะนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และถือว่าการอุทธรณ์โดยอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวของผู้คัดค้านเป็นการโต้แย้งว่าคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในส่วนนี้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งผู้คัดค้านย่อมอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (2) ซึ่งบัญญัติไว้อย่างเดียวกับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 26 (2)

ปัญหาต่อไปคือว่า ในการใช้อำนาจตามกฎหมายในฐานะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ของนายศิวะมีข้อเท็จจริงดังที่ผู้คัดค้านต่อสู้หรือไม่เพียงใด ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้วินิจฉัย ในปัญหานี้ข้อที่ว่าในการทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 นายศิวะ เจ้าหน้าที่ของผู้คัดค้านและเจ้าหน้าที่ของรัฐคนอื่นได้รับประโยชน์จากผู้ร้องทั้งสามหรือไม่เพียงใด ผู้คัดค้านมีพยานบุคคล คือ นายอัยณัฐ ถินอภัย เบิกความประกอบเอกสารหมาย ค. 32 ค. 34 ถึง ค. 37 ค. 65 ค. 67 ถึง ค. 70 ค. 74/7 และ ค. 74/8 และนอกจากคำเบิกความของนายอัยณัฐ และเอกสารดังกล่าวแล้วผู้คัดค้านยังมีเอกสารอื่นอีก คือ บันทึกแนวคำเบิกความของพยานผู้คัดค้านรวม 3 ฉบับ ที่ผู้ร้องทั้งสามแถลงยอมรับข้อเท็จจริง คือ ของนายรองพล เจริญพันธุ์ ของพลตำรวจเอกวุฑฒิชัย ศรีรัตนวุทฒิ และของพันตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ธิรวินิจ คำเบิกความของนายอัยณัฐและเอกสารดังกล่าวพอสรุปความได้ว่า สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ ร้อยตำรวจเอกปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการเพื่อทำหน้าที่สนับสนุนและติดตามการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งที่ 7/2544 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนและสอบสวนกรณีการทางพิเศษแห่งประเทศไทยต้องชดเชยค่าเสียหายให้แก่กิจการร่วมค้า บีบีซีดี ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการคำสั่งลงวันที่ 7 ธันวาคม 2544 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่มีพลตำรวจเอกวุฑฒิชัย ศรีรัตนวุทฒิ เป็นประธานอนุกรรมการ โดยให้คณะอนุกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาดำเนินการในกรณีดำเนินการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรงกรณีนี้ว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดหรือบกพร่องจากการกระทำของบุคคลหรือคณะบุคคลใด และมีบุคคลใดบ้างต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญาทางวินัยหรือทางปกครองคณะอนุกรรมการได้รายงานผลการสืบสวนสอบสวน 2 ครั้ง ครั้งแรกตามเอกสารหมาย ค. 67 และ ค. 68 แจ้งว่ามีบุคคล 2 คนที่บกพร่องต่อหน้าที่ คือพันตำรวจตรียงยุทธ สาระสมบัติ ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกซึ่งเป็นกรรมการการพิเศษแห่งประเทศไทยและนายประภัสร์ จงสงวน ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยโดยพันตำรวจตรียงยุทธและนายประภัสร์เกี่ยวข้องอยู่ในทั้งขั้นตอนก่อนเริ่มโครงการและขั้นตอนทำสัญญา และครั้งที่สองตามเอกสารหมาย ค. 69 แจ้งว่ามีบุคคลที่มีมูลความผิดอาญาจำนวน 13 คน และมีมูลความผิดทางวินัยและทางปกครองจำนวน 10 คน ในจำนวนบุคคลที่ต้องรับผิดดังกล่าวมี 2 คน ที่เกี่ยวกับการทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 โดยตรง คือนายศิวะ เจริญพงษ์ และนายเรืองฤทธิ์ พูลสวัสดิ์ สำหรับนายศิวะ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยขณะเกิดเหตุนั้น ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในหลายขั้นตอน คือในขั้นตอนลงนามในสัญญา นายศิวะปิดบังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง โดยในการประชุมคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยหรือการประชุมคณะกรรมการ กทพ. เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2538 นายศิวะรายงานที่ประชุมว่า ได้ดำเนินการตามข้อสังเกตคณะรัฐมนตรีทั้งด้านการเงินและด้านวิศวกรรมเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งปัญหาข้อกฎหมายที่กรมทางหลวงหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ข้อยุติแล้วเช่นกัน กล่าวคือ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าผู้คัดค้านสามารถเข้าใช้พื้นที่เกาะกลางถนนทางหลวงแผ่นดินเพื่อก่อสร้างทางด่วนตามโครงการได้ ทั้งที่โดยความจริงในเวลาดังกล่าวผู้คัดค้านยังไม่สามารถเจรจากับกรมทางหลวงจนได้ข้อยุติที่ชัดเจนในเรื่องพื้นที่ที่ก่อสร้าง และในการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการ กทพ. มีมติให้ผู้คัดค้านลงนามในสัญญาที่ผ่านการตรวจจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว โดยการเวียนให้กรรมการทุกคน แทนการนำร่างสัญญาเข้าพิจารณาในที่ประชุม ส่วนในการลงนามในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 ของนายศิวะ นายศิวะลงนามในขณะมีปัญหาความไม่พร้อมหลายประการ คือ นอกจากความไม่พร้อมในเรื่องพื้นที่ก่อสร้างแล้ว ในขณะลงนามยังไม่มีการว่าจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินการโครงการกับผู้คัดค้าน ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างที่ตามมา เช่น ทำให้ไม่มีผู้ที่จะทำการตรวจและอนุมัติแบบก่อสร้างที่ผู้ร้องทั้งสามเสนอมาภายใน 28 วัน ตามเงื่อนไขในสัญญาผนวก 6 จนเป็นเหตุให้ถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการขยายระยะเวลาและเรียกร้องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในเวลาต่อมา ทำให้ผู้คัดค้านขาดผู้ที่จะมาให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติด้านวิศวกรรมในการก่อสร้าง อาทิเช่น การให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการส่งมอบพื้นที่ซึ่งอาจให้มีการชะลอการเริ่มต้นงานไว้ก่อนเป็นต้น อีกทั้งยังทำให้ไม่มีผู้ที่จะมาตรวจสอบ ควบคุม กำกับและดูแลการปฏิบัติงานของรับเหมาให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาและถูกต้องตรงตามความเป็นจริง เพื่อมิให้ผู้คัดค้านต้องเสียประโยชน์ นอกจากนั้น การลงนามของนายศิวะมีลักษณะเร่งรีบ โดยลงนามในวันที่ 28 มิถุนายน 2538 ซึ่งเป็นวันก่อนวันเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเพียง 4 วัน และสำหรับในขั้นตอนของการดำเนินการตามสัญญา นายศิวะเข้าประชุมกับผู้ร้องทั้งสามเพื่อทำความตกลงในเรื่องส่งมอบพื้นที่ทั้งที่ขณะนั้นยังมีปัญหาในการเจรจากับกรมทางหลวงอยู่ และทั้งที่มีปัญหานี้ นายศิวะก็ยังมีหนังสือยืนยันการส่งมอบพื้นที่และแจ้งให้ผู้ร้องทั้งสามเริ่มต้นงาน ซึ่งเป็นเงื่อนไขให้ผู้ร้องทั้งสามได้รับเงินงวดแรกจำนวน 1,977,000,000 บาท และยังได้ความอีกว่า ก่อนการลงนามของนายศิวะบริษัทผู้ร้องที่ 2 ได้จดทะเบียนเพิ่มทุนและจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยในการจำหน่ายดังกล่าว ผู้ร้องที่ 2 กำหนดสัดส่วนในการจัดสรรให้แก่ผู้มีอุปการะคุณ 10 เปอร์เซ็นต์ และปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงทุกคนของผู้คัดค้านได้รับสิทธิจากการจัดสรรสำหรับนายศิวะได้ความว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2538 จองหุ้นบริษัทผู้ร้องที่ 2 ไว้ 10,000 หุ้น แล้วจำหน่ายเมื่อมีการลงนามในสัญญาแล้วได้กำไรประมาณ 1,000,000 บาท นอกจากนั้น บริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้นำใบจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทมาเสนอขายให้แก่พนักงานของผู้คัดค้านทั้งหมด โดยแบ่งโควต้าตามลำดับของตำแหน่ง สำหรับตำแหน่งผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย นายศิวะมีสิทธิซื้อหุ้นจำนวน 20,000 หุ้น และในตำแหน่งกรรมการ กทพ. นายศิวะมีสิทธิซื้อหุ้นอีก 50,000 หุ้น รวมราคาค่าซื้อหุ้นจำนวน 2,870,000 บาท ขณะที่หุ้นดังกล่าวขายไปบางส่วนยังคงเหลืออยู่ประมาณ 20,000 หุ้น ในที่สุดคณะอนุกรรมการเห็นว่านายศิวะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนกรณีนายเรืองฤทธิ์นั้น นายเรืองฤทธิ์ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ในช่วงระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 22 กันยายน 2540 ก่อนหน้านั้นในขณะดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยฝ่ายควบคุมการก่อสร้างนายเรืองฤทธิ์ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโครงการทางด่วนในช่วงระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคม 2538 ถึงวันที่ 17 ตุลาคม 2538 ในช่วงดังกล่าวนี้นายเรืองฤทธิ์สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของโครงการจัดทำหนังสือแจ้งยืนยันการส่งมอบสิทธิในเขตทางในพื้นที่ส่วนย่อยที่ 1.1 และที่ 1.2 รวมทั้งพื้นที่ส่วนใหญ่อื่น ๆ ให้แก่ผู้ร้องทั้งสาม ทั้งที่นายเรืองฤทธิ์ทราบดีว่าผู้คัดค้านและกรมทางหลวงยังเจรจาไม่ได้ข้อยุติดังกล่าว นอกจากนั้น เมื่อดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย นายเรืองฤทธิ์ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการ กทพ. ให้เป็นคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาและอุปสรรคตลอดจนข้อขัดข้องของโครงการทางด่วนสายบางนา - บางพลี - บางปะกง ซึ่งมีนายสหาย ทรัพย์สุนทร เป็นประธานคณะทำงาน ในการประชุมคณะทำงานครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 คณะทำงานซึ่งมีนายเรืองฤทธิ์ร่วมประชุมอยู่ด้วยได้พิจารณาหนังสือของผู้ร้องทั้งสามที่ขอขยายระยะเวลาก่อสร้าง โดยอ้างเหตุผล 4 ประการคือ การส่งมอบพื้นที่ล่าช้า การอนุมัติแบบล่าช้า เหตุอุทกภัยและการเปลี่ยนแปลงงาน ซึ่งคณะทำงานมีมติให้ขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปอีก 11 เดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ต่อมานายเรืองฤทธิ์ได้ร่วมประชุมคณะกรรมการ กทพ. ซึ่งรับรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ และที่ประชุมมีมติให้ขยายระยะเวลาโดยไม่กล่าวถึงค่าใช้จ่ายที่จะต้องเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการขยายระยะเวลา นายเรืองฤทธิ์ซึ่งทราบมติของคณะทำงานชุดนายสหายเป็นอย่างดีกลับมิได้พูดถึงการขยายระยะเวลาโดยไม่มีเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มให้ที่ประชุมทราบ อนึ่ง ปรากฏว่านายเรืองฤทธิ์เคยซื้อจองหุ้นของผู้ร้องที่ 2 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2538 และจำหน่ายหุ้นดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2538 ได้กำไรไปเป็นเงินประมาณ 795,000 บาท คณะอนุกรรมการเห็นว่านายเรืองฤทธิ์กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เช่นเดียวกับนายศิวะ

จากข้อสรุปดังกล่าว เฉพาะในส่วนของนายศิวะซึ่งเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 ในฐานะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพียงเท่าที่ฝ่ายผู้ร้องทั้งสามไม่ปฏิเสธ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า นายศิวะถือหุ้นอยู่ในบริษัทผู้ร้องที่ 2 และในบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่จริง กล่าวคือ ก่อนลงนามในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 ของนายศิวะ บริษัทผู้ร้องที่ 2 จดทะเบียนเพิ่มทุนและจัดจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปโดยในการจำหน่ายหุ้นดังกล่าว ผู้ร้องที่ 2 กำหนดสัดส่วนให้แก่ผู้มีอุปการะคุณ 10 เปอร์เซ็นต์ สำหรับนายศิวะได้ใช้สิทธิที่ได้รับการจัดสรรซื้อหุ้น 10,000 หุ้น เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2538 เมื่อลงนามในสัญญาแล้ว นายศิวะขายหุ้นดังกล่าวไปได้กำไรประมาณ 1,000,000 บาท ส่วนหุ้นของบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจัดสรรให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 นายศิวะมีสิทธิซื้อหุ้นในฐานะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 20,000 หุ้น และในฐานะเป็นกรรมการในคณะกรรมการ กทพ. อีก 50,000 หุ้น รวมเงินค่าหุ้นที่นายศิวะใช้สิทธิซื้อทั้งสองฐานะจำนวน 2,870,000 บาท ปัญหาว่าการได้รับประโยชน์ในฐานะผู้ถือหุ้นของนายศิวะจะทำให้การใช้อำนาจในฐานะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยที่ลงนามในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมค่าก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 ในนามผู้คัดค้านเป็นการมิชอบหรือไม่ ศาลฎีกาจะพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงทั้งก่อนและหลังมีการลงนามในสัญญาของนายศิวะ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวจะได้วินิจฉัยต่อไป

สำหรับข้อเท็จจริงก่อนการลงนามในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 ของนายศิวะ เพียงเท่าที่ฝ่ายผู้ร้องไม่ได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของผู้คัดค้านฟังได้ในเบื้องแรกว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กทพ. เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2538 นายศิวะรายงานให้ที่ประชุมทราบว่า ผู้คัดค้านได้ดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีทั้งด้านการเงินและด้านวิศวกรรมเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งข้อกฎหมายที่กรมทางหลวงหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ข้อยุติ โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าผู้คัดค้านสามารถเข้าใช้พื้นที่เกาะกลางถนนทางหลวงแผ่นดินเพื่อก่อสร้างทางด่วนตามโครงการได้ ส่วนข้อเท็จจริงหลังการลงนามได้ความว่า ในวันที่ 3 และ 11 สิงหาคม 2538 ผู้ร้องทั้งสามมีหนังสือถึงผู้คัดค้านแจ้งให้ยืนยันเกี่ยวกับการส่งมอบพื้นที่เพื่อก่อสร้างทางด่วนตามโครงการในส่วนย่อยที่ 1.1 และที่ 1.2 นายศิวะเข้าร่วมประชุมกับผู้ร้องทั้งสาม แล้วต่อมาในวันที่ 19 สิงหาคม 2538 ผู้ร้องทั้งสามแจ้งยืนยันกำหนดเวลาขอรับมอบพื้นที่ก่อสร้างตามสัญญาในส่วนย่อยดังกล่าวหลังจากการแจ้งดังกล่าว ในวันที่ 25 สิงหาคม 2538 นายศิวะมีหนังสือถึงผู้ร้องทั้งสามยืนยันว่าจะส่งมอบพื้นที่ในส่วนย่อยทั้งสองนี้ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาสำคัญที่นำไปสู่การพิพาทกรณีนี้คือ การส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้แก่ผู้ร้องทั้งสามจากข้อเท็จจริงที่ว่าพื้นที่ดังกล่าวผู้คัดค้านได้ส่งมอบให้แก่ผู้ร้องทั้งสามในครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 ซึ่งเป็นเวลาหลังวันที่นายศิวะลงนามในสัญญากว่า 1 ปี 7 เดือน เหตุที่ต้องใช้เวลานานจึงจะส่งมอบได้ก็เพราะต้องผ่านกระบวนการประสานงานกับกรมทางหลวงซึ่งเป็นหน่วยงานภายนอก สำหรับกระบวนการประสานงานของผู้คัดค้าน กรณีนี้ได้ความว่า การเจรจาระหว่างผู้คัดค้านกับกรมทางหลวงเริ่มเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2538 โดยในวันดังกล่าวนายศิวะได้มีหนังสือรายงานสภาพปัญหาและอุปสรรคที่เกิดจากการส่งมอบพื้นที่รวมทั้งประสานงานกับกรมทางหลวงขอให้นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งควบคุมกำกับดูแลการทางพิเศษแห่งประเทศไทยรับทราบและขอให้นางสุดารัตน์ช่วยประสานกับกระทรวงคมนาคมเพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2538 นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมจึงเรียกนายสนั่น ศรีรุ่งโรจน์ อธิบดีกรมทางหลวงและนายศิวะมาประชุมหารือ ซึ่งสามารถตกลงกันได้ใน 3 ประเด็น คือ ประการแรกเกี่ยวกับทางขึ้น - ลง ให้ทำการก่อสร้างทางขึ้น - ลง นอกเขตทางหลวงแผ่นดิน เว้นแต่การก่อสร้างดังกล่าวจะมีอุปสรรคต่อโครงการก็ให้ผู้คัดค้านเจรจากับกรมทางหลวงเป็นจุด ๆ ประการที่สองเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาและการโอนกรรมสิทธิ์ กรมทางหลวงอนุญาตให้ผู้คัดค้านใช้พื้นที่ได้โดยตลอด โดยขอให้ผู้คัดค้านจ่ายค่าเสียหายเนื่องจากการเสียประโยชน์ของกรมทางหลวง จำนวน 100,000 บาท และผู้คัดค้านยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างรวมทั้งอุปกรณ์ในงานทั้งหมด และประการที่สามเกี่ยวกับการวางหลักประกันความเสียหาย ผู้คัดค้านจะเปิดบัญชีกับธนาคารนครหลวง จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 50,000,000 บาท เพื่อกรมทางหลวงสามารถดำเนินการเบิกจ่ายเพื่อใช้ในการจัดซ่อมทางหลวงแผ่นดินที่เกิดความเสียหายจากการก่อสร้างของผู้คัดค้านทั้งหมด หลังจากนั้นจึงมีการเจรจากันระหว่างกรมทางหลวงและผู้คัดค้าน จนในที่สุดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2538 กรมทางหลวงและผู้คัดค้านจึงได้ข้อยุติที่ชัดเจนซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่า ในฐานะที่นายศิวะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับผู้ว่าการ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่นายศิวะจะไม่ทราบถึงขั้นตอนของการประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ จึงเชื่อว่านายศิวะรู้อยู่แล้วว่าการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้แก่ผู้ร้องทั้งสามไม่อาจทำได้ในเวลาอันสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ก่อนลงนามในสัญญาเพียงไม่กี่วัน ผู้ร้องทั้งสามมีหนังสือถึงผู้คัดค้านขอทราบแนวนโยบายและ/หรือวิธีปฏิบัติของผู้คัดค้านในกรณีที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกระทำหรืองดเว้นกระทำการหรือในกรณีที่ผู้คัดค้านไม่สามารถจัดให้ได้มาซึ่งสิทธิในเขตทางหรือที่ดินเพิ่มเติมสำหรับงานถาวรจนมีผลทำให้ผู้ร้องทั้งสามไม่สามารถดำเนินการตามข้อผูกพันที่กำหนดไว้ในข้อสัญญาได้ ผู้คัดค้านจะมีแนวนโยบายวิธีปฏิบัติในเรื่องนี้อย่างไร นายศิวะในฐานะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็มีหนังสือแจ้งแก่ผู้ร้องทั้งสามว่ากรณีดังกล่าวผู้คัดค้านมีความตั้งใจที่จะสั่งหยุดงานชั่วคราวตามเงื่อนไขของสัญญาและไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไร คู่สัญญาจะพิจารณาหารือร่วมกันเพื่อหาทางแก้ปัญหาเพื่อให้ได้ข้อยุติที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของทั้งสองฝ่ายซึ่งเอกสารนี้ได้นำรวมเข้าเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญา ผนวก 14 ด้วย แสดงว่า แม้แต่ฝ่ายผู้ร้องทั้งสามเองก็เฉลียวใจอยู่แล้วว่าฝ่ายผู้คัดค้านจะไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างได้ จึงหาทางผูกพันฝ่ายผู้คัดค้านเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนหากมีการผิดสัญญา จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายศิวะจะไม่ทราบถึงปัญหาข้อนี้ การที่นายศิวะแถลงในที่ประชุมคณะกรรมการ กทพ. ว่าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ในเขตทางหลวงแผ่นดินในลักษณะปิดบังอำพรางข้อเท็จจริงนี้ เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงภายหลังการลงนามในสัญญาแล้วจะเห็นว่า นายศิวะแถลงเพื่อให้คณะกรรมการ กทพ. ให้ความเห็นชอบในการลงนามในสัญญาจ้างเหมารวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค.38 ให้จงได้ โดยไม่คำนึงว่าผู้คัดค้านหรือรัฐจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบสักเพียงใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวคือ การมีหนังสือถึงผู้ร้องทั้งสามยืนยันการส่งมอบพื้นที่และให้ผู้ร้องทั้งสามเริ่มงาน อันเป็นผลให้ผู้ร้องทั้งสามมีสิทธิได้รับเงินงวดแรกจำนวน 1,977,000,000 บาท และเป็นการเริ่มนับของกำหนดเวลาแล้วเสร็จของการดำเนินการก่อสร้างงานทั้งหมด นายศิวะมีหนังสือยืนยันการส่งมอบพื้นที่ถึงผู้ร้องทั้งสามเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่นายศิวะมีหนังสือถึงนางสุดารัตน์ให้ช่วยประสานกับกระทรวงคมนาคม การกระทำของนายศิวะเพื่อให้มีการลงนามในสัญญาดังกล่าวให้จงได้นับเป็นการผิดปกติวิสัยของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ข้อผิดปกติวิสัยนี้เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อที่นายศิวะได้รับประโยชน์จากการซื้อหุ้นจองของบริษัทผู้ร้องที่ 2 และของบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้ว มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่านายศิวะต้องการจะช่วยเหลือผู้ร้องทั้งสามโดยเห็นแก่ประโยชน์ที่ผู้ร้องทั้งสามจัดให้ จึงถือว่าการใช้อำนาจในฐานะผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยของนายศิวะที่ลงนามในสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และขณะเดียวกันการที่ผู้ร้องที่ 2 เพิ่มทุนและจัดสรรหุ้นให้แก่นายศิวะและเจ้าหน้าที่ของรัฐคนอื่นได้ซื้อหุ้นในฐานะผู้มีอุปการะคุณ รวมทั้งการจัดสรรหุ้นของบริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้นายศิวะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐคนอื่นมีสิทธิซื้อก่อนทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 ก็ถือได้ว่าผู้ร้องทั้งสามได้ให้ผลประโยชน์แก่นายศิวะและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อจูงใจให้นายศิวะและเจ้าหน้าที่ดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการการทำสัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค. 38 โดยเอื้อประโยชน์แก่ผู้ร้องทั้งสามนั้นเอง กรณีจึงต้องถือว่า ในการทำสัญญาดังกล่าวของผู้ร้องทั้งสาม ผู้ร้องทั้งสามใช้สิทธิโดยไม่สุจริตอีกด้วย สัญญาจ้างเหมาออกแบบรวมก่อสร้างโครงการทางด่วนฯ เอกสารหมาย ค.38 ซึ่งเกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่มีผลผูกพันผู้คัดค้านคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 36/2544 ที่ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินให้แก่ผู้ร้องทั้งสามตามสัญญาที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวนั้น หากศาลบังคับให้ตามคำชี้ขาดนั้นย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จะปฏิเสธไม่รับบังคับให้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 ดังนั้น คำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวจึงฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ส่วนที่ผู้ร้องทั้งสามแก้อุทธรณ์ขอไม่ให้รับฟังรายงานของคณะกรรมการตามเอกสารหมาย ค. 68 และ ค. 69 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้คณะอนุกรรมการดังกล่าวมิใช่พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ข้อสรุบของคณะอนุกรรมการก็สรุปจากหลักฐานอื่นที่ผู้ร้องทั้งสามสามารถหักล้างได้ และการฟังเอกสารหมาย ค. 68 และ ค. 69 ศาลฎีกาก็ฟังประกอบกับหลักฐานอื่นๆ เหล่านั้น โดยสรุปแล้วอุทธรณ์ข้อ 2.8 ของผู้คัดค้านฟังขึ้น ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้ อุทธรณ์ข้ออื่นๆ ของผู้คัดค้านและคำแก้อุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้องทั้งสามจึงไม่ต้องวินิจฉัย"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 150
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 44 ม. 45 (2)
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บิลฟิงเกอร์ เบอร์เกอร์ เอจี กับพวก
ผู้คัดค้าน — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
ชาลี ทัพภวิมล
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7241/2549
#266899
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีขึ้นไป และเป็นคดีทำร้ายร่างกายเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี กรณีต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ ซึ่งกฎหมายกำหนดว่า ในการถามปากคำเด็กไว้ในฐานะผู้เสียหายให้แยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำนั้นด้วย เมื่อปรากฏว่าพนักงานสอบสวนถามปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กต่อหน้า ร. มารดาผู้เสียหายเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่ามีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำนั้นกับมิได้ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้บันทึกเหตุที่ไม่อาจรอบุคคลอื่นดังกล่าวไว้ในสำนวนการสอบสวนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 133 ทวิ วรรคท้ายด้วย การถามปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กที่พนักงานสอบสวนได้กระทำไปจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แต่ก็หามีผลถึงขนาดทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมด และถือเท่ากับไม่มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อนอันจะทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 295, 90 และให้บวกโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5023/2542 ของศาลแขวงพระนครเหนือ เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสอง และ 295 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 15 ปี และให้บวกโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5023/2542 ของศาลแขวงพระนครเหนือเข้ากับโทษในคดีนี้รวมจำคุก 16 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายว่าพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ กฎหมายบังคับเด็ดขาดว่าการสอบปากคำเด็กอย่างน้อยต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์คนหนึ่ง และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบปากคำด้วย การที่พนักงานสอบสวนเพียงแต่สอบปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กต่อหน้านางรุ่งตะวันผู้เป็นมารดาเท่านั้น จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีขึ้นไป และเป็นคดีทำร้ายร่างกายเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีด้วย กรณีจึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ ซึ่งกฎหมายกำหนดว่า ในการถามปากคำเด็กไว้ในฐานะผู้เสียหาย ให้แยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำนั้นด้วย เมื่อปรากฏว่าพนักงานสอบสวนถามปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กต่อหน้านางรุ่งตะวันมารดาผู้เสียหายเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่ามีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำนั้นด้วยกับมิได้ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้บันทึกเหตุที่ไม่อาจรอบุคคลอื่นดังกล่าวไว้ในสำนวนการสอบสวนที่บัญญัติไว้ในมาตรา 133 ทวิ วรรคท้ายด้วย การถามปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กที่พนักงานสอบสวนได้กระทำไปจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แต่ก็หามีผลถึงขนาดทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมด และถือเท่ากับไม่มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อนอันจะทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายนั้น จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 133 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายชัชวาลหรือกุ่ย ภวะคงบุญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายธนิต ภูริเวทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7238/2549
#269305
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม ตามฟ้องก็ดี ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามมาตรา 319 วรรคแรก ที่พิจารณาได้ความก็ดีมีองค์ประกอบความผิดร่วมกันประการหนึ่งว่า "ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล..." ซึ่งจะเห็นได้ว่าวัตถุแห่งการกระทำความผิดกฎหมายทั้งสองมาตรานี้ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองคืออำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลนั่นเอง มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก ดังนั้น ผู้เสียหายคือบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดทั้งสองมาตรานี้ตามมาตรา 2 (4) แห่ง ป.วิ.อ. จึงได้แก่บิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลผู้เยาว์ทั้งสองในขณะที่จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันกระทำความผิด หาใช่ตัวผู้เยาว์คือโจทก์ร่วมทั้งสองไม่

ขณะที่โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตนั้น โจทก์ร่วมทั้งสองยังมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือบรรลุนิติภาวะโดยการสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 19 และมาตรา 20 และผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งยังเป็นผู้เยาว์จะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจจัดการแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (1) การที่โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วยตนเอง จึงมิได้เป็นไปตามบทบังคับว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่ศาลฎีกาจะยกคำร้องหรือไม่รับพิจารณาเสียทีเดียวยังไม่ได้ ชอบที่ศาลฎีกาจะสั่งแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่เมื่อนับอายุของโจทก์ร่วมทั้งสองในขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมทั้งสองมีอายุเกิน 20 ปี พ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ร่วมทั้งสองอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 276, 278, 318 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อหาอนาจาร ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสาว ก. และนางสาว ข. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 20 ปี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 278 จำคุก 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาอื่นให้ยก รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กธย กรุงเทพมหานคร 107 ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดจึงไม่ริบ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม กำหนดโทษจำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 รับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายจนโจทก์ร่วมที่ 2 และมารดาโจทก์ร่วมทั้งสองมาศาลและแถลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ถือว่าจำเลยที่ 3 รู้สึกถึงความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น จึงเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ดังนี้ สำหรับจำเลยที่ 1 จำคุกรวม 13 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 6 ปี จำเลยที่ 3 เฉพาะในข้อหาความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คงเหลือโทษจำคุก 4 ปี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2528 โจทก์ร่วมที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2527 เป็นพี่น้องกัน ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมทั้งสองอายุเกิน 15 ปี แล้วแต่ยังไม่เกิน 18 ปี และอยู่ในความปกครองดูแลของนาย อ. ซึ่งเป็นน้าและนาง จ. ซึ่งเป็นยาย จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 โดยร่วมกระทำผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ส่วนำจเลยที่ 3 ได้กระทำอนาจารโจทก์ร่วมที่ 2 จริงตามฟ้อง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกับพวกพรากโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากนาย อ. และนาง จ. ซึ่งเป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยโจทก์ร่วมทั้งสองไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีโจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความและให้การต่อพนักงานสอบสวนสอดคล้องต้องกันว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 21 นาฬิกา หลังจากเลิกเล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่ร้านใกล้บ้านแล้ว โจทก์ร่วมทั้งสองนำรถจักรยานยนต์ของนาย น. หรือ บ. มาหัดขับที่บริเวณวัดกัลยาณ์ จนถึงเวลาประมาณ 22 นาฬิกา รถจักรยานยนต์สตาร์ตไม่ติด มีนายโต้งและจำเลยทั้งสามกับพวกรวม 8 คน ขับรถจักรยานยนต์ 6 คัน เข้ามาหา นายโต้งถามว่ารถจักรยานยนต์เป็นอะไร แล้วนายโต้งขึ้นนั่งขับรถจักรยานยนต์ของนาย น. ให้นายติ้งซึ่งขับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งเป็นคนถีบรถจักรยานยนต์ที่นายโต้งขับให้แล่นไปได้ และจำเลยทั้งสามก็ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาหาให้โจทก์ร่วมที่ 1 ขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายตั้ม ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 3 แล่นตามไป เมื่อกลุ่มรถจักรยานยนต์ของจำเลยทั้งสามกับพวกขับมาถึงบริเวณที่นาย น. นั่งอยู่ จำเลยทั้งสามกับพวกกลับไม่ยอมจอดรถ แต่ยังคงขับเรื่อยไปจนถึงสะพานพระปกเกล้า รถจักรยานยนต์ของนาย น. ก็สตาร์ตติด นายโต้งคงขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวต่อไปจนถึงบริเวณเสาชิงช้า โจทก์ร่วมทั้งสองจึงบอกให้นายโต้งนำรถจักรยานยนต์ไปคืนนาย น. แล้ว โจทก์ร่วมทั้งสองจะยอมนั่งรถไปเที่ยวกับพวกนายโต้ง นายโต้งจึงขับรถจักรยานยนต์ไปคืนนาย น. แล้วกลุ่มพวกจำเลยทั้งหมดก็พากันขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านของจำเลยที่ 2 จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงคืน โจทก์ร่วมที่ 2 บอกให้จำเลยทั้งสามกับพวกพาโจทก์ร่วมทั้งสองไปส่งที่บ้าน แล้วโจทก์ร่วมที่ 2 ขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายโต้ง ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 ขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 โดยมำจเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกตามไปด้วย เมื่อไปถึงทางเข้าหมู่บ้านชัชฎาวิลล่า นายติ้งบอกกับนายโต้งว่ารถจักรยานยนต์คันของนายโต้งน้ำมันจะหมด ให้โจทก์ร่วมที่ 2 ไปนั่งรถจักรยานยนต์ของนายติ้งแทนโดยมีจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนกลาง หลังจากนั้นรถจักรยานยนต์คันที่โจทก์ร่วมที่ 2 นั่งก็แยกกับรถจักรยานยนต์คันที่โจทก์ร่วมที่ 1 นั่ง โดยนายติ้งขับรถจักรยานยนต์พาโจทก์ร่วมที่ 2 เข้าไปในที่เปลี่ยว มีนายโต้งและนายตั้มตามมา นายติ้งจอดรถ จำเลยที่ 3 เข้ามากอดโจทก์ร่วมที่ 2 แล้วดึงโจทก์ร่วมที่ 2 ไปบริเวณที่มีหญ้า จำเลยที่ 3 จูบแก้มโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 2 ดิ้นรนขัดขืน จำเลยที่ 3 บังคับให้โจทก์ร่วมที่ 2 นั่งลงแล้วถอดกางเกงชั้นนอกและชั้นในของโจทก์ร่วมที่ 2 ออก จำเลยที่ 3 ใช้มือล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 2 นายโต้งเข้ามาช่วยจับมือโจทก์ร่วมที่ 2 แล้วจำเลยที่ 3 นั่งคร่อมโจทก์ร่วมที่ 2 ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ถอดกางเกง นายโต้งร้องห้าม จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 แล้วให้โจทก์ร่วมที่ 2 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายโต้งไปที่บ้านของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 ตามไปด้วยเมื่อไปถึง จำเลยที่ 3 เข้ามากอดโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 2 ขัดขืน นายโต้งตามมาจะข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 แต่มีจ่าสิบตำรวจบรรจง ปรังฤทธิ์ ขับรถยนต์สายตรวจผ่านมา โจทก์ร่วมที่ 2 ร้องเรียกและบอกให้จ่าสิบตำรวจบรรจงทราบ เมื่อไปดูที่เกิดเหตุแล้วจ่าสิบตำรวจบรรจงได้พาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปที่สถานีตำรวจนครบาลศาลาแดง โจทก์ร่วมที่ 2 จึงโทรศัพท์แจ้งเหตุให้นาง จ. ยายของโจทก์ร่วมทั้งสองทราบ สำหรับจำเลยที่ 1 ได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปที่เปลี่ยว โดยมีนายติ้งขับรถตามมา แล้วคนทั้งสองจอดรถจักรยานยนต์ นายติ้งเดินมาล็อกแขนโจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยที่ 1 เข้ามาถอดกางเกงชั้นนอกและชั้นในของโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วจับให้นอนกับพื้น นายติ้งได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ขณะที่จำเลยที่ 1 ช่วยจับตัวโจทก์ร่วมที่ 1 ไว้ เมื่อนายติ้งสำเร็จความใคร่แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ต่อ แล้วจำเลยที่ 1 พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปส่งที่ร้านเล่นเกมคอมพิวเตอร์ในครั้งแรก แต่โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่พบโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ร้านเกมดังกล่าว จึงโทรศัพท์ไปถามนาง จ. แล้วตามไปที่สถานีตำรวจนครบาลศาลาแดง ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสองจะได้ความว่า หลังจากที่นายโต้งนำรถจักรยานยนต์กลับไปคืนนาย น. แล้ว โจทก์ร่วมทั้งสองจะเต็มใจนั่งรถไปเที่ยวกับกลุ่มพวกของนายโต้งและจำเลยทั้งสามก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่า วันเกิดเหตุโจทก์ร่วมทั้งสองยังเป็นผู้เยาว์มีอายุกว่า 15 ปี แต่งยังไม่เกิน 18 ปี และอยู่ในความปกครองดูแลของนาย อ. และนาง จ. การที่จำเลยทั้งสามกับพวกพาโจทก์ร่วมทั้งสองไปล่วงเกินทางเพศ โดยจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับนายติ้งพาโจทก์ร่วมที่ 1 แยกจากโจทก์ร่วมที่ 2 ไปข่มขืนกระทำชำเราโดยร่วมกันกระทำด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง และจำเลยที่ 3 ได้กระทำอนาจารโจทก์ร่วมที่ 2 เช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันพรากโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งยังเป็นผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากนาย อ. และนาง จ. ซึ่งเป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ทั้งสองเต็มใจไปด้วย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก หาใช่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ทั้งสองไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามมาตรา 318 วรรคสาม ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาไม่ และแม้ว่าคดีนี้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานพรากผู้เยาว์ทั้งสองไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามมาตรา 318 วรรคสาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เยาว์คือโจทก์ร่วมทั้งสองเต็มใจไปด้วยกับจำเลยทั้งสาม อันเป็นความผิดตามมาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีโทษเบากว่า ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 319 วรรคแรก ได้ เพราะการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยหรือไม่ก็ตามประมวลกฎหมายอาญาก็บัญญัติเป็นความผิดทั้งสิ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยตามประเด็นที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสองเต็มใจไปด้วยกับจำเลยทั้งสาม การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงขาดองค์ประกอบและไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม แต่อย่างใด คงมีปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกด้วยหรือไม่เท่านั้น โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เหตุการณ์ที่จำเลยทั้งสามกับพวกขับรถจักรยานยนต์มาพบรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ร่วมทั้งสองขับสตาร์ตไม่ติด จึงเข้าช่วยเหลือและพาโจทก์ร่วมทั้งสองไปเพื่อการอนาจารนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า จำเลยทั้งสามกับพวกมิได้มีการคบคิดกันมาก่อน ส่วนเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 กับพวกพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปข่มขืนกระทำชำเรา และจำเลยที่ 3 กับพวกพาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปกระทำอนาจารก็เป็นเหตุการณ์ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกพาโจทก์ร่วมทั้งสองออกไปจากบ้านจำเลยที่ 2 แล้ว แม้โจทก์ร่วมที่ 2 จะเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ร่วมไปด้วย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้เข้าร่วมกับจำเลยที่ 3 ลวนลามโจทก์ร่วมที่ 2 ด้วยแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า แม้เหตุการณ์ตอนแรกที่นายโต้งกับกลุ่มพวกจำเลยทั้งสามเข้าช่วยเหลือโจทก์ร่วมทั้งสองสตาร์ตรถจักรยานยนต์ของนาย น. จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญมิได้คบคิดกันมาก่อนดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 อยู่ร่วมต่อมาในเหตุการณ์ตอนหลังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกพาโจทก์ร่วมทั้งสองมาที่บ้านของจำเลยที่ 2 จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงคืนหลังจากนั้นก็แยกกลุ่มกันโดยจำเลยที่ 1 กับพวกพาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปข่มขืนกระทำชำเราโดยร่วมกระทำด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกพาโจทก์ร่วมที่ 2 ไปกระทำอนาจารในที่เปลี่ยวแล้วพากลับมาจะข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านของจำเลยที่ 2 อีกเช่นนี้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์คือโจทก์ร่วมทั้งสองไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำการลวนลามโจทก์ร่วมที่ 2 ด้วยก็ตาม ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า นาย อ. และนาง จ. เป็นเพียงน้าและยายของโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย แต่ผู้เสียหายตามกฎหมายได้แก่ผู้เยาว์คือโจทก์ร่วมทั้งสองและผู้แทนโดยชอบธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) ซึ่งได้แก่บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่านาย อ. และนาง จ. เป็นผู้เสียหายจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ตามฟ้องก็ดี ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามมาตรา 319 วรรคแรก ที่พิจารณาได้ความก็ดี มีองค์ประกอบความผิดร่วมกันประการหนึ่งว่า "ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล..." ซึ่งจะเห็นได้ว่าวัตถุแห่งการกระทำควาผิดกฎหมายทั้งสองมาตรานี้ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองคือ อำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลนั่นเอง มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพราก ดังนั้น ผู้เสียหายคือบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดทั้งสองมาตรานี้ตามมาตรา 2 (4) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงได้แก่บิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลผู้เยาว์ทั้งสองในขณะที่จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันกระทำความผิด หาใช่ตัวผู้เยาว์คือโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น ผู้เสียหายคือบิดามารดา หรือผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ซึ่งในคดีนี้คือนาย อ. และนาง จ. จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่พรากผู้เยาว์ คือโจทก์ร่วมทั้งสองและข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวนั้น เห็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ที่พิจารณาได้ความนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำผิดและได้พรากโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเสียจากนาย อ. และนาง จ. ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยโจทก์ร่วมทั้งสองเต็มใจไปด้วย ย่อมถือได้ว่าความผิดฐานพรากผู้เยาว์สำเร็จนับตั้งแต่จำเลยที่ 1 กับพวกเริ่มพรากโจทก์ร่วมทั้งสองไปโดยมีเจตนาและมีเจตนาพิเศษเพื่อการอนาจารแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ก็ฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้โอนเงินจำนวน 10,000 บาท ให้แก่นาย อ. ผู้ปกครองของโจทก์ร่วมทั้งสองเพื่อชดใช้ค่าเสียหายและจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ขอให้ลงโทษสถานเบาในอัตราขั้นต่ำนั้น เห็นว่า สำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ก่อนลด จำคุก 20 ปี เป็นการลงโทษในอัตราขั้นสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับโทษที่มีกำหนดเวลาว่าให้จำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี จึงเป็นโทษสูงเกินสมควร เพราะไม่ปรากฏว่าการร่วมกระทำผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธอะไรประทุษร้ายร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ด้วยจึงสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ให้เบาลงเพื่อให้เหมาะสมแก่ความผิดของจำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่อ้างว่า จำเลยที่ 3 ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมทั้งสองยังเป็นผู้เยาว์อายุยังไม่เกิน 18 ปี เพราะจำเลยที่ 3 เข้าใจว่าโจทก์ร่วมทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้วนั้น เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 3 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลฎีกาตรวจสำนวนพบว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2528 ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2527 ขณะที่โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 27 มิถุนายน 2545 นั้น โจทก์ร่วมทั้งสองยังมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19 และมาตรา 20 และผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งยังเป็นผู้เยาว์จะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจจัดการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) การที่โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วยตนเอง จึงมิได้เป็นไปตามบทบังคับว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย แต่ศาลฎีกาจะยกคำร้องหรือไม่รับพิจารณาเสียทีเดียวยังไม่ได้ ชอบที่ศาลฎีกาจะสั่งแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แต่เมื่อนับอายุของโจทก์ร่วมทั้งสองในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมทั้งสองมีอายุเกิน 20 ปี พ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องมีคำสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของโจทก์ร่วมทั้งสองอีก"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ของจำเลยที่ 1 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 16 ปี และจำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 3 มีเหตุบรรเทาโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 19 ม. 20
ป.อ. ม. 318 วรรคสาม ม. 319 วรรคแรก
ป.วิ.พ. ม. 56 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (1) ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาว ก. กับพวก
จำเลย — นายสุพจน์หรือเอก เนตรเดชา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7233/2549
#266837
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้ว่าจำเลยสำคัญผิดเข้าใจว่าผู้เสียหายอายุ 17 ปี ถึง 18 ปี ขึ้นต่อสู้โดยตรง แต่เมื่อคดีมีเหตุที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบด้วยมาตรา 215

ผู้เสียหายเป็นลูกครึ่งชาวไทยกับชาวต่างชาติ จากรูปร่างและลักษณะของผู้เสียหายมีเหตุผลทำให้จำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายมีอายุเกินกว่า 15 ปี ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 จำเลยคงมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 62 วรรคสาม เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 83 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุกตลอดชีวิต คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 83 (ที่ถูกประกอบด้วย มาตรา 62 วรรคท้าย, 83) ให้จำคุก 18 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อต่อสู้ว่าจำเลยสำคัญผิดเข้าใจว่าผู้เสียหายมีอายุ 17 ปี ถึง 18 ปี ขึ้นต่อสู้โดยตรง แต่เมื่อคดีมีเหตุที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบด้วยมาตรา 215 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยรู้จักกับผู้เสียหายมาก่อนย่อมต้องรู้ว่าผู้เสียหายมีรูปร่างสูงใหญ่เพราะมีบิดาเป็นชาวอเมริกัน จำเลยจึงรู้ดีว่าผู้เสียหายมีอายุไม่เกิน 15 ปี นั้น ปรากฏจากคำเบิกความของนายพรเทพพี่ชายจำเลยว่าผู้เสียหายเป็นลูกครึ่งชาวไทยกับชาวต่างชาติ รูปร่างอ้วนสูงใหญ่ ทั้งพยานโจทก์ได้แก่ นางศิริพรมารดาของผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า บิดาของผู้เสียหายเป็นชาวอเมริกัน ขณะที่ผู้เสียหายเรียนหนังสือจะมีรูปร่างสูงและดูมีอายุมากกว่าเพื่อนที่อยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน คนทั่วไปจะทักว่าผู้เสียหายมีอายุประมาณ 17 ปี ถึง 18 ปี และนายสุวัฒน์เจ้าของร้านอาหารสเปซซึ่งผู้เสียหายเคยมาสมัครทำงานเป็นพนักงานต้อนรับก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้เสียหายมีรูปร่างสูงใหญ่เข้าใจว่ามีอายุ 19 ปี ถึง 20 ปี จึงเจือสมกับคำเบิกความของนายพรเทพพยานจำเลยดังกล่าว เชื่อได้ว่ารูปร่างและลักษณะของผู้เสียหายมีเหตุผลทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจว่าผู้เสียหายมีอายุเกินกว่า 15 ปี ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 จำเลยคงมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 62 วรรคท้าย ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 วรรคสาม ม. 276 วรรคสอง ม. 277 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพันเทพหรือพัน เฮงสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรัตน์ชัย ศิลาภากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7233/2549
#269356
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อต่อสู้ว่าจำเลยสำคัญผิดเข้าใจว่าผู้เสียหายมีอายุ 17 ปี ถึง 18 ปี ขึ้นต่อสู้โดยตรง แต่เมื่อคดีมีเหตุที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบด้วยมาตรา 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 83 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุกตลอดชีวิต คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคท้าย ประกอบด้วย มาตรา 62 วรรคท้าย, 83 ให้จำคุก 18 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 12 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เด็กหญิง ส. ผู้เสียหายเป็นบุตรของนางศิริพร เกิดวันที่ 13 พฤษภาคม 2528 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 14 ปีเศษ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายถูกจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยสำคัญผิดเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายซึ่งจำเลยมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกข้อต่อสู้ว่าจำเลยสำคัญผิดเข้าใจว่าผู้เสียหายมีอายุ 17 ปี ถึง 18 ปี ขึ้นต่อสู้โดยตรง แต่เมื่อคดีมีเหตุที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบด้วยมาตรา 215 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยรู้จักกับผู้เสียหายมาก่อนย่อมต้องรู้ว่าผู้เสียหายมีรูปร่างสูงใหญ่เพราะบิดาเป็นชาวอเมริกัน จำเลยจึงรู้ดีว่าผู้เสียหายมีอายุไม่เกิน 15 ปี นั้น ปรากฏจากคำเบิกความของนายพรเทพ เฮงสุวรรณ พี่ชายจำเลยว่าผู้เสียหายเป็นลูกครึ่งชาวไทยกับชาวต่างชาติ รูปร่างอ้วนสูงใหญ่ ทั้งพยานโจทก์ ได้แก่ นางศิริพรมารดาของผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า บิดาของผู้เสียหายเป็นชาวอเมริกัน ขณะที่ผู้เสียหายเรียนหนังสือจะมีรูปร่างสูงและดูมีอายุมากกว่าเพื่อนที่อยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน คนทั่วไปจะทักว่า ผู้เสียหายมีอายุประมาณ 17 ปี ถึง 18 ปี และนายสุวัฒน์ ทองแสง เจ้าของร้านอาหารสเปซซึ่งผู้เสียหายเคยมาสมัครทำงานเป็นพนักงานต้อนรับก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าผู้เสียหายมีรูปร่างสูงใหญ่เข้าใจว่ามีอายุ 19 ปี ถึง 20 ปี จึงเจือสมกับคำเบิกความของนายพรเทพพยานจำเลยดังกล่าว เชื่อได้ว่ารูปร่างและลักษณะของผู้เสียหายมีเหตุผลทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจว่าผู้เสียหายมีอายุเกินกว่า 15 ปี ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 จำเลยคงมีความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคท้าย ประกอบด้วยมาตรา 62 วรรคท้าย ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพันเทพ หรือพัน เฮงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7219 -ที่ 7229/2549
#269301
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษเพื่อมิให้ต้องถูกบังคับในคดีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่นั้น ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) บัญญัติว่า "...ให้ผู้ที่อ้างว่ามิใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศ ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา" บทกฎหมายดังกล่าวมิได้บังคับเด็ดขาดว่า ผู้ที่อ้างว่ามิใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 8 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศ คงมีผลเพียงว่า ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ระยะเวลา 8 วัน ดังกล่าวจึงเป็นกำหนดเวลาที่กฎหมายสันนิษฐานถึงสถานภาพของบุคคลว่าใช่หรือไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ไม่ใช่กำหนดเวลาสิ้นสุดแห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาอันจะเป็นการตัดสิทธิของผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลแต่อย่างใด ดังนั้น ไม่ว่าผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 7 จะยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศหรือไม่ก็ตาม ก็หามีผลกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 7 ที่จะยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไต่สวนและวินิจฉัยปัญหาตามคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 7 ให้สิ้นกระแสความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
กรณีสืบเนื่องมาจากคดีทั้งสิบเอ็ดสำนวนนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยแต่ละสำนวนรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ที่ให้โจทก์ที่ 2 กับพวกเช่า อ้างว่าจำเลยแต่ละสำนวนบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านอยู่ในที่ดิน ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้คงเรียกโจทก์ทั้งสองในทุกสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนแรกถึงสำนวนสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและบ้านเลขที่ 44/4, 43/3, 46/1, 48/3, 19/2, 19/33, 47/1, 44, 48, 43/2 และ 41/1 หมู่ที่ 13 ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 904 และ 905 ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 และที่ 10 ส่วนจำเลยยื่นพิพากษายืนคดีถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ถึงที่ 8 และที่ 10 โจทก์ทั้งสองขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เนื่องจากจำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปก่อนแล้ว

ผู้ร้องทั้งแปดยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีประกาศให้ผู้ร้องทั้งแปดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 904 และ 905 ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้ร้องทั้งแปดไม่ใช่บริวารของจำเลย แต่ผู้ร้องทั้งแปดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยการเช่า และได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือ ผู้ร้องทั้งแปดทำนาหรือทำเกษตรกรรมในที่ดิน ต้องสันนิษฐานว่ามีการเช่าที่ดินตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมีกำหนดคราวละไม่น้อยกว่า 6 ปี ผู้ร้องทั้งแปดชำระค่าเช่าตลอดมา ไม่เคยมีการบอกเลิกการเช่าเป็นหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทั้งแปดทราบ เมื่อได้รับหมายผู้ร้องทั้งแปดจึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อ คชก.ตำบล เพื่อดำเนินการต่อไปเป็นอีกส่วนหนึ่ง ขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีที่บังคับแก่ผู้ร้องทั้งแปดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องทั้งแปดอ้างเหตุว่าไม่ใช่บริวาร จะต้องยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนด 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งแปดมิได้บรรยายว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศเมื่อใด และไม่อาจอนุมานได้ว่าผู้ร้องทั้งแปดได้ใช้สิทธิภายในกำหนด 8 วัน ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ จึงให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 7 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 7 ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 7 ชอบหรือไม่ เห็นว่า การยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษเพื่อมิให้ต้องถูกบังคับคดีในคดีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) บัญญัติว่า "...ให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศ ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา" บทกฎหมายดังกล่าวมิได้บังคับเด็ดขาดว่า ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายใน 8 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศ คงมีผลเพียงว่า ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ระยะเวลา 8 วัน ดังกล่าวจึงเป็นกำหนดเวลาที่กฎหมายสันนิษฐานถึงสถานภาพของบุคคลว่าใช่หรือไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ไม่ใช่กำหนดเวลาสิ้นสุดแห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาอันจะเป็นการตัดสิทธิของผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลแต่อย่างใด ดังนั้น ไม่ว่าผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 7 จะยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศหรือไม่ก็ตาม ก็หามีผลกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 7 ที่จะยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไต่สวนและวินิจฉัยปัญหาตามคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 7 ให้สิ้นกระแสความ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 7 ด้วยเหตุคำร้องมิได้แสดงให้เห็นว่าได้ยื่นภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศหรือไม่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยปัญหาว่าผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 7 เป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ ซึ่งมิใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาจึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 อุทธรณ์ของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 7 ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 7 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 จัตวา (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดทองธรรมชาติ กับพวก
ผู้ร้อง — นายสนั่น ลีใย กับพวก
จำเลย — นางสอน ภังคะญาณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชัชลิต ละเอียด
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7217/2549
#266868
เปิดฉบับเต็ม

การเปิดหน้าดินเพื่อตรวจสอบความเสียหายของเสาเข็มและการก่อสร้างอาคารเป็นขั้นตอนของงานที่จะต้องดำเนินการต่อหลังจากมีการตอกเสาเข็มเสร็จ ซึ่งแม้จะไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายว่าจะต้องดำเนินการเมื่อใด ก็ย่อมเป็นที่เข้าใจกันได้ว่าจำเลยจะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาอันสมควร มิฉะนั้นโจทก์จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการภายในระยะอันพอสมควรเพื่อเปิดหน้าดินและตรวจสอบความเสียหายนั้น จึงต้องถือว่าเสาเข็มที่โจทก์ตอกเสร็จแล้วไม่เกิดความเสียหาย จำเลยจึงต้องคืนเงินประกันให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 223,982 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 197,953.21 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถูกฟ้องล้มละลายและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด ต่อมาวันที่ 17 กรกฎาคม 2545 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 223,982 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 197,953.21 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กรกฎาคม 2542) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 11,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้น 8,000 บาท ส่วนชั้นอุทธรณ์โจทก์ไม่แก้คดีจึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินประกันดังกล่าวให้แก่โจทก์เมื่อใด จำเลยฎีกาสรุปได้ว่าจำเลยจะคืนเงินประกันให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน หลังจากได้มีการเปิดหน้าดินตรวจสอบความเสียหายของเสาเข็มแล้ว แต่ปัจจุบันจำเลยยังไม่ได้เปิดหน้าดินและตรวจสอบความเสียหายเพราะยังมิได้ก่อสร้างอาคาร เห็นว่า การเปิดหน้าดินเพื่อตรวจสอบความเสียหายของเสาเข็มและการก่อสร้างอาคารเป็นขั้นตอนของงานที่จะต้องดำเนินการต่อหลังจากมีการตอกเสาเข็มเสร็จแล้ว ซึ่งแม้จะไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายว่าจะต้องดำเนินการเมื่อใด ก็ย่อมเป็นที่เข้าใจกันได้ว่าจำเลยจะต้องดำเนินการภายในระยะเวลาอันสมควร มิฉะนั้นโจทก์จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา หรือหากจำเลยไม่ดำเนินการเปิดหน้าดินและตรวจสอบความเสียหาย จำเลยก็ไม่ต้องคืนเงินค่าประกันแก่โจทก์เลย เช่นนี้ จึงน่าจะไม่ถูกต้อง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ตอกเสาเข็มให้จำเลยแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2540 นับจนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนเงินประกันเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2540 จึงเป็นระยะเวลาที่พอสมควรที่จำเลยจะต้องดำเนินการเปิดหน้าดินและตรวจสอบความเสียหายแล้ว เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการ โจทก์ก็หาจำต้องบอกกล่าวให้จำเลยกระทำการก่อนดังที่จำเลยฎีกาไม่ การที่จำเลยไม่ดำเนินการภายในระยะอันพอสมควรเพื่อเปิดหน้าดินและตรวจสอบความเสียหายนั้น จึงต้องถือว่าเสาเข็มที่โจทก์ตอกเสร็จแล้วไม่เกิดความเสียหาย จำเลยจึงต้องคืนเงินประกันให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบี แอล เอ็ม กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — บริษัทเจริญกรุง ซิตี้ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวสุนิสา สมประสงค์
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรพล พิชยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
บุญส่ง น้อยโสภณ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา