คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6002/2549
#269084
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อความที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ตกลงกับโจทก์จะระบุว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวมีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้เรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยไว้แล้วมิได้นำส่งให้โจทก์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 446,855.47 บาท ขอยอมรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนโจทก์ และขอผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์โดยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้รวม 6 งวด งวดแรกชำระในวันรุ่งขึ้น ส่วนที่เหลือชำระในเดือนต่อ ๆ ไป โดยไม่มีข้อความที่แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่จะตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะทำให้หนี้ตามสัญญาตัวแทนระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และ 852 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ตามสัญญาตัวแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวน 485,955.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 446,855.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 300,000 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินจำนวน 485,955.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 446,855.47 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาตัวแทนตามเอกสารหมาย จ.5 โดยโจทก์แต่งตั้งจำเลยที่ 1 ให้เป็นตัวแทนทำหน้าที่ชักชวนลูกค้ามาทำสัญญาประกันวินาศภัยและรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าผู้เอาประกันภัยนำส่งโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หากจำเลยที่ 1 กระทำความเสียหายแก่โจทก์เกี่ยวกับการเป็นตัวแทน จำเลยที่ 2 ยอมร่วมรับผิดในวงเงิน 300,000 บาท ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2542 ถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2543 จำเลยที่ 1 เก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าผู้เอาประกันภัยจำนวน 33 ราย เป็นเงินรวม 446,855.47 บาท แล้วไม่นำส่งมอบให้โจทก์ ต่อมาวันที่ 27 เมษายน 2543 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 ตกลงเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ยอมร่วมกันรับผิดชดใช้เงิน 446,855.47 บาท แก่โจทก์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.7 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ข้อความที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ตกลงกับโจทก์จะระบุว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่า ได้เรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยไว้แล้วมิได้นำส่งให้โจทก์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 446,855.47 บาท ขอยอมรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนโจทก์ และขอผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์โดยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้รวม 6 งวด งวดแรกชำระในวันรุ่งขึ้น ส่วนที่เหลือชำระในเดือนต่อ ๆ ไป โดยไม่มีข้อความที่แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่จะตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้กตกลงดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความอันจะทำให้หนี้ตามสัญญาตัวแทนระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และ 852 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ตามสัญญาตัวแทน ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระหนี้กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้คิดในทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีต่อจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายอนุรัตน์หรือชลิต ปิติสานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5996/2549
#267181
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ.มาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นการกระทำอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น" เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ตกลงด้วยวาจากับโจทก์ว่า หากโจทก์สามารถตรวจสอบพบการทุจริตและนำเงินที่ทุจริตกลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ตรวจสอบพบการทุจริตและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฟ้องธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กระทั่งวันที่ 31 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 ได้รับคืนจำนวน 9,403,007.63 บาท ตามเงื่อนไขในการตกลงด้วยวาจาจึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าตอบแทนพิเศษให้นับแต่นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 หาใช่นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2544 อันเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ และเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำฟ้องเรียกค่าตอบแทนพิเศษคิดเป็นร้อยละของผลงานที่ทำได้ จึงเป็นการเรียกร้องค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานโดยคำนวณตามผลงานที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานอันเป็นค่าจ้าง จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จึงยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าจ้างอันเป็นค่าตอบแทนพิเศษจำนวน 940,300.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 จนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาวงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 470,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 จนกว่าจะชำระแล้วเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริตภายในบริษัทจำเลยที่ 1 รวมทั้งลูกค้าของจำเลยที่ 1 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 33,000 บาท จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ตกลงด้วยวาจากับโจทก์ว่า หากโจทก์สามารถตรวจพบการทุจริตและนำเงินที่ทุจริตกลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 1 จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษอัตราร้อยละ 10 กรณีตรวจพบการทุจริตของบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกค้าเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายโดยทุจริตและสามารถทำให้จำเลยที่ 1 ระงับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษอัตราร้อยละ 5 ระหว่างทำงานโจทก์ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงจนพบการทุจริตและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฟ้องธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2544 ระหว่างที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2544 โจทก์ได้ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2545 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาให้จำเลยในคดีดังกล่าวชดใช้เงินคืนแก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้จำนวน 9,403,007.63 บาท และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินดังกล่าวในวันที่ 31 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ก่อนโจทก์ได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีดังกล่าวได้มีการสอบสวนเป็นยุติแล้วว่ามีบุคคลต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 9,403,007.63 บาท เป็นการแน่นอน และมีข้อตกลงให้โจทก์ต้องรายงานผลงานและเบิกจ่ายค่าตอบแทนทุก 3 เดือน โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องอันเป็นค่าตอบแทนพิเศษตั้งแต่ที่ลาออก เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จึงเกินกว่า 2 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติว่า "อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นการกระทำอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น" เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ตกลงด้วยวาจากับโจทก์ว่า หากโจทก์สามารถตรวจสอบพบการทุจริตและนำเงินที่ทุจริตกลับคืนมาเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ตรวจสอบพบการทุจริตและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฟ้องธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กระทั่งวันที่ 31 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินคืนจำนวน 9,403,007.63 บาท ตามเงื่อนไขในการตกลงด้วยวาจา โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าตอบแทนพิเศษให้นับแต่นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 หาใช่นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2544 อันเป็นวันที่โจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ และเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำฟ้องเรียกร้องค่าตอบแทนพิเศษคิดเป็นร้อยละของผลงานที่ทำได้ จึงเป็นการเรียกร้องค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานโดยคำนวณตามผลงานที่ทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงานอันเป็นค่าจ้าง จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จึงยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าตอบแทนพิเศษภายในกำหนดเวลา 2 ปี จึงไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/34 (9) ม. 575
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวชิระ ธัญวงศ์
จำเลย — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายฐนยศ คีรีนารถ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5994/2549
#267451
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างฟ้องให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างให้ชำระหนี้ที่เกิดจากการที่จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยเบิกสินค้าของโจทก์ไปแล้วไม่ส่งคืนแล้วทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์ เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงาน มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ เพียงแต่อ้างว่าจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐานประกอบว่าจำเลยได้กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานไว้ด้วยเท่านั้น หนี้ดังกล่าวมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 210,161 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 191,057 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะนายเฉลิม ไม่ใช่หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง เอกสารที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอมโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นโมฆะ และคดีขาดอายุความแล้ว

ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าให้จำเลยชำระเงินจำนวน 98,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2544 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่าหนี้ที่จำเลยผิดสัญญาไม่ส่งคืนสินค้าที่เบิกไปแก่โจทก์ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระแก่โจทก์นั้นมีอายุความฟ้องคดี 10 ปี หรือ 2 ปี เห็นว่า หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่เกิดจากการที่จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยเบิกสินค้าของโจทก์ไปแล้วไม่ส่งคืนคิดเป็นเงิน 98,500 บาท จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาจ้างแรงงาน มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้เพียงแต่อ้างว่าจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐานประกอบว่าจำเลยได้กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานไว้ด้วยเท่านั้น หนี้ดังกล่าวมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พัฒนกิจ เซลส์แอนด์เซอร์วิส
จำเลย — นายทองแดงหรือคมทวรรณ หลักด่าน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมเกียรติ คมสัตย์ธรรม
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5993/2549
#269077
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์จัดให้ลูกจ้างขับรถขนส่งเป็นกะ กะละ 24 ชั่วโมง แล้วหยุดในวันรุ่งขึ้น 24 ชั่วโมง จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานเข้าตรวจสอบแล้วเห็นว่าขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 23 จึงมีคำสั่งให้โจทก์ประกาศเวลาทำงานปกติของลูกจ้างให้ถูกต้อง โจทก์เห็นว่าคำสั่งของจำเลยไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว จำเลยให้การว่าคำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานหรือไม่ เพียงใด แล้ววินิจฉัยว่างานของโจทก์เป็นงานขนส่งทางบกตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 22 และมาตรา 23 ซึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ข้อ 2 ระบุให้นายจ้างกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง โจทก์ให้ลูกจ้างขับรถขนส่งทำงานติดต่อกันถึงวันละ 24 ชั่วโมง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงไม่นอกฟ้องนอกประเด็นชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 แล้ว

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน โดยวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องมีระยะห่างกันไม่เกินหกวัน นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้ากำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์วันใดก็ได้" การที่โจทก์ให้ลูกจ้างทำงานกะละ 24 ชั่วโมง แล้วโจทก์ให้ลูกจ้างได้หยุดพักผ่อนเพียง 24 ชั่วโมงด้วย แล้วถือเอาว่าการให้หยุดพักผ่อนเพียง 24 ชั่วโมงนี้เท่ากับจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์แล้วไม่น้อยกว่า 1 วัน จึงเป็นการไม่ได้กำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกซึ่งกำหนดวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง และไม่ได้จัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, มาตรา 28 วรรคหนึ่ง และกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พื้นที่ 7 ที่ 17/2547

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยขัดต่อพยานหลักฐานในสำนวนและพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหาประการแรกตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า โจทก์จัดให้ลูกจ้างขับรถขนส่งทำงานเป็นกะ กะละ 24 ชั่วโมง แล้วหยุดในวันรุ่งขึ้น 24 ชั่วโมง จำเลยได้เข้าตรวจสอบสภาพการจ้างและการทำงาน ณ สถานประกอบกิจการของโจทก์แล้ว เห็นว่าขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 23 และกฎกระทรวงฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงมีคำสั่งที่ 17/2547 ให้โจทก์ประกาศเวลาทำงานปกติของลูกจ้างเสียใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายข้างต้น ซึ่งโจทก์เห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว จำเลยให้การยืนยันว่าคำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ศาลแรงงานกลางจึงได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานหรือไม่ เพียงใด ดังนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยแถลงรับกันแล้ววินิจฉัยว่า งานของโจทก์เป็นงานขนส่งทางบกตามความหมายในกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 1 โจทก์จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 22 มาตรา 23 และกฎกระทรวงฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ทั้งตามกฎกระทรวงฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 2 ระบุให้นายจ้างกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง เมื่อโจทก์กำหนดเวลาทำงานของลูกจ้างขับรถขนส่งเป็น 2 กะ กะละ 24 ชั่วโมง ก็เท่ากับว่าโจทก์ให้ลูกจ้างขับรถขนส่งทำงานปกติติดต่อกันถึงวันละ 24 ชั่วโมง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนนั้น จึงมิได้พิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นนี้จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 แล้ว ไม่นอกฟ้องนอกประเด็นแต่ประการใด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 7 ที่ 17/2547 ของจำเลยเกี่ยวกับวันหยุดประจำสัปดาห์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน โดยวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องมีระยะห่างกันไม่เกินหกวัน นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้ากำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์วันใดก็ได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์จึงต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 2 ระบุให้นายจ้างกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง ดังนั้น การทำงานตามปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกวันหนึ่งทำงานต้องไม่เกิน 8 ชั่วโมง เนื่องจากวันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง เมื่อทำงาน 8 ชั่วโมง จะมีเวลาพักผ่อน 16 ชั่วโมง และในหนึ่งสัปดาห์จะต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์อีกไม่น้อยกว่า 1 วัน การที่โจทก์ให้ลูกจ้างทำงานกะละ 24 ชั่วโมง แล้วโจทก์ให้ลูกจ้างได้หยุดพักผ่อนเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้นด้วย ทั้งถือเอาว่าการให้หยุดพักผ่อนเพียง 24 ชั่วโมงนี้ เท่ากับได้จัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์แล้วไม่น้อยกว่า 1 วัน จึงเป็นการไม่ได้กำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดการทำงานปกติของลูกจ้างในงานขนส่งทางบกซึ่งกำหนดวันหนึ่งไม่เกินแปดชั่วโมง และไม่ได้จัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน ย่อมไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 12 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ข้อ 2 และมาตรา 28 วรรคหนึ่ง ดังนั้น คำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 7 ที่ 17/2547 ของจำเลยเกี่ยวกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ซึ่งสั่งโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 139 (3) จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 22 ม. 23 ม. 28 ม. 139 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์
โจทก์ — เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาวเดือนเพ็ญ รัตนสันตยากุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิรัตน์ ลัทธิวงศกร
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5982/2549
#266707
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งขอให้แบ่งเงินจำนวน 4,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา จึงถือว่าเงินจำนวน 4,000,000 บาท ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องแย้งของจำเลยที่จำเลยจะมีสิทธิร้องขอให้คุ้มครองประโยชน์ของตนในระหว่างพิจารณาได้ และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เงินจำนวน 4,000,000 บาท ที่พิพาทกันมีการนำไปฝากที่สถาบันการเงินต่าง ๆ ครั้งสุดท้ายนำไปฝากที่บริษัทเงินทุน ส. บริษัทเงินทุนดังกล่าวได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ในนามของจำเลย ต่อมาเมื่อปี 2546 ได้มีการเปลี่ยนชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นชื่อของโจทก์ และหลังจากนั้นโจทก์ได้เบิกถอนเงินจำนวน 4,000,000 บาท ดังกล่าว จากบริษัทเงินทุน ส. จากข้อเท็จจริงดังกล่าว หากในที่สุดแล้วศาลพิพากษาให้แบ่งเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะได้ประโยชน์จากการที่ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ตามคำร้องของจำเลย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน จำเลยให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์แบ่งเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง จำนวน 2,000,000 บาท คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น

จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2546 โจทก์ได้แอบถอนตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 4,000,000 บาท จากบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์และจำเลยหามาได้ร่วมกัน แต่โจทก์ไม่นำเงิน 2,000,000 บาท มอบแก่จำเลยตามส่วนจำเลยกึ่งหนึ่ง เมื่อคดีถึงที่สุดจำเลยอาจจะไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ขอให้ศาลสั่งโจทก์นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท มาวางศาล

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เงินจำนวน 4,000,000 บาท เป็นเงินของบุคคลภายนอกฝากโจทก์ไว้ และโจทก์ได้คืนให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้โจทก์นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นชั่วคราวภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งขอให้แบ่งเงิน 4,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา จึงถือว่าเงินจำนวน 4,000,000 บาท ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องแย้งของจำเลยที่จำเลยจะมีสิทธิร้องขอให้คุ้มครองประโยชน์ของตนในระหว่างพิจารณาได้ และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เงินจำนวน 4,000,000 บาท ที่พิพาทกันมีการนำไปฝากที่สถาบันการเงินต่าง ๆ ครั้งสุดท้ายนำไปฝากที่บริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนดังกล่าวได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ในนามของจำเลย ต่อมาเมื่อปี 2546 ได้มีการเปลี่ยนชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นชื่อของโจทก์ และหลังจากนั้นโจทก์ได้เบิกถอนเงินจำนวน 4,000,000 บาท ดังกล่าว จากบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) จากข้อเท็จจริงดังกล่าว หากในที่สุดแล้วศาลพิพากษาให้แบ่งเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะได้ประโยชน์จากการที่ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ตามคำร้องของจำเลย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองโดยให้โจทก์นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นชั่วคราวจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณัฐกรณ์ มะลิซ้อน
จำเลย — นางสาวบุศรินทร์ วงศ์พานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสาโรจน์ เอี่ยมองค์
ศาลอุทธรณ์ — นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5982/2549
#267118
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฟ้องแย้งขอให้แบ่งเงิน 4,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ จึงถือว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องแย้ง เมื่อโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการนำเงิน 4,000,000 บาท ไปฝากที่สถาบันการเงินต่าง ๆ ครั้งสุดท้ายนำไปฝากที่บริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ในนามของจำเลย ต่อมาเมื่อปี 2546 ได้มีการเปลี่ยนชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นชื่อของโจทก์ และโจทก์ได้เบิกถอนเงิน 4,000,000 บาท จากบริษัทเงินทุน หากในที่สุดแล้วศาลพิพากษาให้แบ่งเงินแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะได้ประโยชน์จากการที่ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ตามคำร้องของจำเลย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณาโดยให้โจทก์นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นชั่วคราวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน จำเลยให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์แบ่งเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง จำนวน 2,000,000 บาท คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น

จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2546 โจทก์ได้แอบถอนตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 4,000,000 บาท จากบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์และจำเลยหามาได้ร่วมกัน แต่โจทก์ไม่นำเงิน 2,000,000 บาท มอบแก่จำเลยตามส่วนจำเลยกึ่งหนึ่ง เมื่อคดีถึงที่สุดจำเลยอาจจะไม่ได้เงินจำนวนดังกล่าว ขอให้ศาลสั่งโจทก์นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท มาวางศาล

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า เงินจำนวน 4,000,000 บาท เป็นเงินของบุคคลภายนอกฝากโจทก์ไว้ และโจทก์ได้คืนให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณา ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้โจทก์นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นชั่วคราวภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามคำร้องได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งขอให้แบ่งเงิน 4,000,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่หามาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา จึงถือว่าเงินจำนวน 4,000,000 บาท ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่พิพาทตามฟ้องแย้งของจำเลยที่จำเลยจะมีสิทธิร้องขอให้คุ้มครองประโยชน์ของตนในระหว่างพิจารณาได้และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เงินจำนวน 4,000,000 บาท ที่พิพาทกันมีการนำไปฝากที่สถาบันการเงินต่าง ๆ ครั้งสุดท้ายนำไปฝากที่บริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนดังกล่าวได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ในนามของจำเลย ต่อมาเมื่อปี 2546 ได้มีการเปลี่ยนชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นชื่อของโจทก์ และหลังจากนั้นโจทก์ได้เบิกถอนเงินจำนวน 4,000,000 บาท ดังกล่าวจากบริษัทเงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) จากข้อเท็จจริงดังกล่าว หากในที่สุดแล้วศาลพิพากษาให้แบ่งเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง จำเลยก็จะได้ประโยชน์จากการที่ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองประโยชน์ตามคำร้องของจำเลย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองโดยให้โจทก์นำเงินจำนวน 2,000,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นชั่วคราวจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณัฐกรณ์ มะลิซ้อน
จำเลย — นางสาวบุศรินทร์ วงศ์พานิช
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5981/2549
#269250
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 106380 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คดีถึงที่สุดแล้ว ที่ดินดังกล่าวได้แบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9411 ที่ดินทั้งสองแปลงจึงเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ไม่ว่าที่ดินจะได้แบ่งแยกกันเมื่อใดก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแจ้งให้พนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนภาะจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 9411 จึงไม่เป็นการพิพากษาและบังคับคดีนอกไปจากคำฟ้องและไม่เป็นการแก้ไขคำพิพากษา กับไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 106380 ตำบลสีกัน อำเภอบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ยกฟ้องแย้ง

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินให้จดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 9411 ตำบลทุ่งสีกัน อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เนื่องจากที่ดินโฉนดเลขที่ 106380 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมได้มีการแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9411 เมื่อโจทก์นำคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไปจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อบังคับตามคำพิพากษา แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้ได้เพราะคำพิพากษาศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้จดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 9411 โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินให้จดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมแก่ที่ดินดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 106380 ตามที่ระบุในฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีอำนาจสั่งเปลี่ยนแปลงเลขที่โฉนดเสียใหม่ตามที่โจทก์ขอได้ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 9411 ตำบลทุ่งสีกัน อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 106380 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องของโจทก์ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 106380 ได้แบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9411 ตามสำเนาโฉนดที่ดินที่เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินรับรองถูกต้องแนบท้ายคำร้องโจทก์ ทั้งจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ในคำแก้อุทธรณ์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 106380 เอกสารหมาย จ.3 แล้วปรากฏด้านหลังโฉนดมีข้อความว่าได้มีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวม เป็นโฉนดที่ดินใหม่ เลขที่ 9411 และที่ดินแปลงที่แยกออกไปยังมีภาระจำยอมครอบติดอยู่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 106380 ได้ถูกแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 9411 จริง ที่ดินทั้งสองแปลงจึงเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินดังกล่าวได้ถูกแบ่งแยกตั้งแต่ก่อนฟ้องแล้วเป็นเวลาถึง 2 ปี นั้น ไม่ว่าที่ดินจะได้แบ่งแยกกันเมื่อใดก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะปัญหาดังกล่าวไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 9411 ตำบลทุ่งสีกัน อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร จึงไม่เป็นการพิพากษาและบังคับคดีนอกไปจากคำฟ้องและไม่เป็นการแก้ไขคำพิพากษา กับไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 13 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสี่ชัย วิลลา จำกัด
จำเลย — นางวันดี นาควิเชียร
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5979/2549
#267317
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ในเดือนกรกฎาคม 2536 การทำงานในหนึ่งปีแรกจึงครบในเดือนกรกฎาคม 2537 และมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีนับแต่เมื่อครบหนึ่งปีนับแต่เริ่มทำงานและในปีถัดมาทุกปี ปีละหกวันทำงานตลอดมาจนถึงช่วงปีสุดท้ายคือตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2546 ถึงเดือนกรกฎาคม 2547 ซึ่งจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ ในช่วงปีสุดท้ายนี้โจทก์จึงมิสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีหกวันทำงานตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่เมื่อในปี 2546 โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีและพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2546 ทั้งหกวันแก่โจทก์แล้วโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานส่วนนี้แล้วนำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่ทราบคำสั่ง คำสั่งในส่วนนี้จึงเป็นที่สุด เมื่อศาลแรงงานกลางเห็นว่า นับแต่ต้นปี 2547 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์จึงมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีอีกเพียงสี่วันทำงาน และโจทก์ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2547 แล้วสองวัน จึงกำหนดให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 แก่โจทก์อีกเพียงสองวันตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์พึงมีสิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 จึงชอบแล้ว และกรณีนี้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 เกินกว่าหนึ่งปี มิใช่กรณีทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2536 จำเลยที่ 2 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายผู้อำนวยการเดินรถ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 40,950 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 จำเลยที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและตกลงจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์จำนวน 450,450 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 5 จำนวน 22,523 บาท คงเหลือเงินที่จ่ายโจทก์จำนวน 427,927 บาท ซึ่งแบ่งจ่ายเป็น 4 งวด ดังนี้ งวดที่ 1 จ่ายวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 จำนวน 106,981 บาท งวดที่ 2 จ่ายวันที่ 31 สิงหาคม 2547 จำนวน 106,981 บาท งวดที่ 3 จ่ายวันที่ 30 กันยายน 2547 จำนวน 106,981 บาท งวดที่ 4 จ่ายวันที่ 31 ตุลาคม 2547 จำนวน 106,984 บาท โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามกฎหมายจึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 8 ต่อมาได้ส่งเรื่องร้องทุกข์ไปยังพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ จำเลยที่ 1 โดยขอให้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 8 วัน เป็นเงิน 10,920 บาท และเงินค่าเสียหายที่นายจ้างหักไว้ ต่อมาจำเลยที่ 1 มีคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจังหวัดสมุทรปราการที่ 151/2547 วินิจฉัยประเด็นที่สองว่าจำเลยที่ 2 ได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์แล้วสามงวด จึงถือไม่ได้ว่านายจ้างไม่มีการจ่ายค่าชดเชยหรือได้มีการผิดนัดการชำระค่าชดเชยให้ลูกจ้างแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของการผิดนัดชำระค่าชดเชย และวินิจฉัยประเด็นที่สามว่า โจทก์ใช้สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 จำนวน 2 วัน เมื่อนายจ้างกับลูกจ้างไม่มีการตกลงแบ่งสัดส่วนวันหยุดพักผ่อนประจำปีกรณีลูกจ้างไม่มีการตกลงแบ่งสัดส่วนวันหยุดพักผ่อนประจำปีกรณีลูกจ้างที่ทำงานไม่ครบหนึ่งปี จึงไม่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 30 จึงไม่มีสิทธิได้ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์ทราบคำสั่งแล้วเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2547 แต่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวข้างต้น ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 151/2547 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของการผิดนัดชำระค่าชดเชย ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยจากการผิดนัดชำระค่าชดเชยจำนวน 9,760.32 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 จำนวน 2,730 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เงินค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 โจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่เคยมีการตกลงแบ่งสัดส่วนวันหยุดพักผ่อนประจำปี กรณีของโจทก์ทำงานไม่ครบ 1 ปี จึงไม่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 คำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของปี 2546 ถึง 2547 จำเลยที่ 2 มีกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่ากรณีที่ลูกจ้างทำงานไม่ครบ 1 ปี จะมีการแบ่งสัดส่วนของวันหยุดให้ลูกจ้าง โจทก์ใช้สิทธิในการฟ้องไม่สุจริตเพราะการที่โจทก์ออกจากงานก็เป็นความประสงค์ของโจทก์ ขณะรับค่าชดเชยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านเรื่องค่าจ้าง แต่โจทก์กลับใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อได้เงินใกล้จะครบจำนวน ขณะนั้นโจทก์ได้รับเงินครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 ส่วนค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2546 ถึง 2547 โจทก์เป็นพนักงานระดับสูง การทำงานของโจทก์เป็นลักษณะที่มีอำนาจตัดสินใจด้วยตนเอง การที่จะหยุดวันใดหรือไม่ เป็นดุลพินิจของโจทก์ ไม่ต้องรับอนุมัติจากผู้ใด จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าโจทก์จะหยุดงานวันใดและตามข้อบังคับเมื่อโจทก์ไม่ใช้สิทธิถือว่าโจทก์สละสิทธิ ส่วนการใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 จำนวน 2 วัน จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีการตกลงแบ่งสัดส่วนวันหยุดพักผ่อนประจำปีกรณีของลูกจ้างที่ทำงานไม่ครบ 1 ปี เมื่อโจทก์ทำงานไม่ครบ 1 ปี จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความทั้งสองฝ่ายร่วมกันแถลงรับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการที่ 151/2547 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2547 ซึ่งมีข้อเท็จจริงจากฝ่ายลูกจ้าง นายจ้างและข้อพิจารณาของพนักงานตรวจแรงงานยกเว้นเฉพาะข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่า เห็นควรให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 151/2547 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2547 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของการผิดนัดชำระค่าชดเชย และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 กับกรณีที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยจากการผิดนัดชำระค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 ต่อโจทก์หรือไม่เท่านั้น ที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยังโต้แย้งกันอยู่

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการที่ 151/2547 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 เฉพาะประเด็นที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทำงานสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 จำนวน 2,730 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2536 จำเลยที่ 2 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งสุดท้ายผู้อำนวยการเดินรถ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 40,950 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยตกลงจ่ายค่าชดเชย แต่โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจึงไปร้องทุกข์ต่อจำเลยที่ 1 จนกระทั่งจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินบางส่วน แต่โจทก์ไม่พอใจจึงได้ฟ้องคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งอุทธรณ์ว่า โจทก์ทำงานในรอบปี 2547 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 ยังไม่ครบหนึ่งปี และจำเลยที่ 2 ไม่เคยมีการตกลงแบ่งสัดส่วนวันหยุดพักผ่อนประจำปีกรณีทำงานไม่ครบหนึ่งปี จึงมีปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 หรือไม่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 151/2547 ซึ่งเป็นที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางระบุว่า จำเลยที่ 2 กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าลูกจ้างที่ทำงานครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้หกวันโดยไม่มีการสะสมในปีถัดไป ในปี 2546 โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี พนักงานตรวจแรงงานจึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีทั้งหกวันให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ในเดือนกรกฎาคม 2536 การทำงานในหนึ่งปีแรกจึงครบปีในเดือนกรกฎาคม 2537 และมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีนับแต่เมื่อครบหนึ่งปีนับแต่เริ่มทำงานและในปีถัดมาทุกปี ปีละหกวันทำงานตลอดมาจนถึงช่วงปีสุดท้ายคือตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2536 ถึงเดือนกรกฎาคม 2547 ซึ่งจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ ในช่วงปีสุดท้ายนี้โจทก์จึงมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีหกวันทำงานตามข้อบังคับเกี่ยวกับทำงาน แต่เมื่อปรากฏว่าในปี 2546 โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีและพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2546 ทั้งหกวันแก่โจทก์แล้วโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานส่วนนี้แล้วนำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งในส่วนนี้จึงเป็นที่สุด เมื่อศาลแรงงานกลางเห็นว่า นับแต่ต้นปี 2547 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีอีกเพียงสี่วันทำงาน และโจทก์ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2547 แล้วสองวัน จึงกำหนดให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 แก่โจทก์อีกเพียงสองวันตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์พึงมีสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 จึงชอบแล้ว และกรณีนี้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 เกินกว่าหนึ่งปี มิใช่กรณีทำงานยังไม่ครบหนึ่งปีตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชาญ มีแสง
จำเลย — นางสาวเมตตา จิระแสงเมืองมา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5979/2549
#269044
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าลูกจ้างที่ทำงานครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้หกวันโดยไม่มีการสะสมในปีถัดไป เมื่อโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 6 ในเดือนกรกฎาคม 2536 การทำงานในหนึ่งปีแรกจึงครบในเดือนกรกฎาคม 2537 และมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปี นับแต่เมื่อครบหนึ่งปี นับแต่เริ่มทำงานและในปีถัดมาทุกปี ปีละหกวันทำงานตลอดมาจนถึงช่วงปีสุดท้าย คือ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2546 ถึงเดือนกรกฎาคม 2547 ซึ่งจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ในช่วงปีสุดท้ายนี้ โจทก์จึงมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีหกวันทำงานตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่เมื่อปรากฏว่า ในปี 2546 โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2546 ทั้งหกวันแก่โจทก์แล้วโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานส่วนนี้แล้วนำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่ทราบคำสั่ง คำสั่งในส่วนนี้จึงเป็นที่สุด เมื่อศาลแรงงานกลางเห็นว่า นับแต่ต้นปี 2547 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีอีกเพียงสี่วันทำงาน และโจทก์ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2547 แล้วสองวัน จึงกำหนดให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 แก่โจทก์อีกเพียงสองวันตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์พึงมีสิทธิตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 จึงชอบแล้ว และกรณีนี้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 เกินกว่าหนึ่งปี มิใช่กรณีทำงานยังไม่ครบหนึ่งปีตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 151/2547 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของการผิดนัดชำระค่าชดเชย ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยจากการผิดนัดชำระค่าชดเชยจำนวน 9,760.32 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 จำนวน 2,730 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความทั้งสองฝ่ายร่วมกันแถลงรับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 151/2547 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2547 ซึ่งมีข้อเท็จจริงจากฝ่ายลูกจ้าง นายจ้างและข้อพิจารณาของพนักงานตรวจแรงงาน ยกเว้นเฉพาะข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่า เห็นควรให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 151/2547 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2547 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของการผิดนัดชำระค่าชดเชย และโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 กับกรณีที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยจากการผิดนัดชำระค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 ต่อโจทก์หรือไม่เท่านั้นที่คู่ความทั้งสองฝ่ายยังโต้แย้งกันอยู่

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 151/2547 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2547 ของจำเลยที่ 1 เฉพาะประเด็นที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทำงานสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 จำนวน 2,730 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2536 จำเลยที่ 2 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งสุดท้ายผู้อำนวยการเดินรถ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 40,950 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยตกลงจ่ายค่าชดเชย แต่โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจึงไปร้องทุกข์ต่อจำเลยที่ 1 จนกระทั่งจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินบางส่วน แต่โจทก์ไม่พอใจจึงได้ฟ้องคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งอุทธรณ์ว่า โจทก์ทำงานในรอบปี 2547 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2547 ยังไม่ครบหนึ่งปี และจำเลยที่ 2 ไม่เคยมีการตกลงแบ่งสัดส่วนวันหยุดพักผ่อนประจำปีกรณีทำงานไม่ครบหนึ่งปี จึงมีปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 หรือไม่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 151/2547 ซึ่งเป็นที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางระบุว่า จำเลยที่ 2 กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่าลูกจ้างที่ทำงานครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้หกวันโดยไม่มีการสะสมในปีถัดไป ในปี 2546 โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี พนักงานตรวจแรงงานจึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีทั้งหกวันแก่โจทก์แล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ในเดือนกรกฎาคม 2536 การทำงานในหนึ่งปีแรกจึงครบในเดือนกรกฎาคม 2537 และมีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีนับแต่เมื่อครบหนึ่งปีนับแต่เริ่มทำงานและในปีถัดมาทุกปี ปีละหกวันทำงานตลอดมาจนถึงช่วงปีสุดท้ายคือตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2546 ถึงเดือนกรกฎาคม 2547 ซึ่งจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ ในช่วงปีสุดท้ายนี้โจทก์จึงมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีหกวันทำงานตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่เมื่อปรากฏว่าในปี 2546 โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีและพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2546 ทั้งหกวันแก่โจทก์แล้วโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานส่วนนี้แล้วนำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่ทราบคำสั่ง คำสั่งในส่วนนี้จึงเป็นที่สุด เมื่อศาลแรงงานกลางเห็นว่า นับแต่ต้นปี 2547 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2547 โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีอีกเพียงสี่วันทำงาน และโจทก์ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี 2547 แล้วสองวัน จึงกำหนดให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2547 แก่โจทก์อีกเพียงสองวันตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่โจทก์พึงมีสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67 จึงชอบแล้ว และกรณีนี้โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 เกินกว่าหนึ่งปี มิใช่กรณีทำงานยังไม่ครบหนึ่งปีตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด อุทธรณ์จำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 30 ม. 67 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชาญ มีแสง
จำเลย — นางสาวเมตตา จิระแสงเมืองมา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงศธร นิ่มมานพ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5978/2549
#269083
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยมีคำสั่งห้ามไม่ให้ปล่อยเงินกู้นอกระบบในบริษัทจำเลยแล้ว โจทก์ยังฝ่าฝืนปล่อยเงินกู้นอกระบบให้ลูกจ้างของจำเลยกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน อันเป็นการกระทำความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ ซึ่งแม้จะมิใช่เป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง แต่ก็เป็นการกระทำความผิดอาญาในระหว่างการทำงาน ทั้งยังเป็นการเอาเปรียบและสร้างความเดือดร้อนให้แก่เพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานส่งผลกระทบต่อกำลังใจในการทำงาน ย่อมทำให้กิจการของจำเลยได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรง และเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 2,800 บาท และค่าชดเชย 84,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 10,500 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 2,800 บาท ให้โจทก์ โจทก์แถลงขอถอนฟ้องในส่วนดังกล่าว ศาลแรงงานกลางอนุญาตแล้วโจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย มีวันเข้าทำงาน ตำแหน่ง ค่าจ้าง และกำหนดจ่ายค่าจ้างตามคำฟ้อง จำเลยประกอบกิจการโครงสร้างเหล็ก มีลูกจ้างประมาณ 500 คน เนื่องจากมีการกู้ยืมเงินนอกระบบเกิดขึ้นในบริษัทจำเลย สร้างความเดือดร้อนในภาระหนี้สินให้แก่ลูกจ้างที่กู้ยืมเงินดังกล่าว วันที่ 30 ตุลาคม 2546 จำเลยจึงออกประกาศห้ามไม่ให้มีการกู้ยืมเงินนอกระบบในบริษัทจำเลยโดยกำหนดให้ลูกจ้างที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบเลิกกระทำการดังกล่าวภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2546 หากฝ่าฝืนจะถือว่าเป็นการจงใจทำให้บริษัทจำเลยได้รับความเสียหาย และจำเลยได้จัดสวัสดิการให้ลูกจ้างกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 4 ต่อปี โจทก์เป็นผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หรือร้อยละ 120 ต่อปี ก่อนจำเลยออกประกาศ โจทก์ปล่อยเงินกู้นอกระบบให้แก่ลูกจ้างของจำเลยอยู่ประมาณ 60 ถึง 70 ราย รวมเป็นเงินประมาณ 500,000 บาท ซึ่งโจทก์เป็นผู้มอบให้แก่นางสาวนภาวรรณ เทียนถาวร เลขานุการประธานคณะกรรมการบริษัทจำเลย ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2547 จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ปล่อยเงินกู้นอกระบบดังกล่าว และจำเลยได้ให้ลูกจ้างที่กู้เงินนอกระบบทำบันทึกชี้แจงปรากฏว่ามีลูกจ้างที่กู้เงินนอกระบบจากโจทก์ และมีลูกจ้างที่กู้เงินนอกระบบทั้งจากโจทก์และบุคคลอื่น แสดงว่าหลังจากจำเลยมีคำสั่งห้ามแล้ว โจทก์ยังคงปล่อยเงินกู้นอกระบบอยู่ โจทก์แถลงว่า หลังจากจำเลยมีประกาศห้ามแล้ว โจทก์ได้โอนหนี้ของโจทก์ให้บุคคลอื่นเป็นเจ้าหนี้คงเหลือลูกหนี้อยู่ที่โจทก์ไม่กี่ราย รวมเป็นเงินไม่เกิน 50,000 บาท ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ว่า หลังจากที่จำเลยมีคำสั่งห้ามปล่อยเงินกู้นอกระบบแล้ว การที่โจทก์ยังปล่อยเงินกู้นอกระบบให้ลูกจ้างของจำเลยกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ไม่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรง และไม่เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เพราะแม้ลูกจ้างผู้กู้จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงไปบ้าง แต่ก็ไม่สูงเกินไป ไม่มีผลกระทบต่อกิจการของจำเลยให้ต้องเสียหายอย่างชัดแจ้ง และโจทก์ได้ให้ความร่วมมือโดยมอบรายชื่อลูกจ้างที่กู้ยืมเงินให้จำเลยผ่านทางเลขานุการประธานคณะกรรมการบริษัทจำเลยแล้ว เห็นว่า หลังจากจำเลยมีคำสั่งห้ามไม่ให้ปล่อยเงินกู้นอกระบบในบริษัทจำเลยแล้ว โจทก์ยังฝ่าฝืนปล่อยเงินกู้นอกระบบให้ลูกจ้างของจำเลยกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 10 ต่อเดือน อันเป็นการกระทำความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งแม้จะมิใช่เป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง แต่ก็เป็นการกระทำความผิดอาญาในระหว่างการทำงาน ทั้งยังเป็นการเอาเปรียบและสร้างความเดือดร้อนให้แก่เพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงาน ส่งผลกระทบต่อกำลังใจในการทำงาน ย่อมทำให้กิจการของจำเลยได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรง และเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรง และเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเลย ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แม้โจทก์จะส่งรายชื่อผู้กู้ให้จำเลยก็ไม่ทำให้การกระทำของโจทก์ไม่เป็นความผิด ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 14 ม. 119 (2) (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลำดวน เขียวไทย
จำเลย — บริษัทเอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5961/2549
#267433
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบุคคลผู้พึ่งชำระค่าภาษีอากร ตามภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทานระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทย และคดีของโจทก์มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้น เพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรที่จะพิจารณาพิพาทตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร มาตรา 7 (4) (ตามคำวินิจฉัยประธานศาลฎีกาที่ ภษ.9/2545 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2545)

กิจการบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ได้รับสัมปทาน เป็นกิจการเพื่อรับส่งสินค้า พัสดุภัณฑ์และของอื่นๆ ซึ่งเป็นกิจการที่การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจที่จะกระทำการต่างๆ ภายในขอบของวัตถุประสงค์ที่ให้ดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟ ตาม พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย มาตรา 6 (2) และ 9 (7) โรงเรือนพิพาท ซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องสถานี เอ. ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งโจทก์ได้รับสัมปทานให้เป็นผู้ประกอบการ เป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของการรถไฟโดยตรงตามมาตรา 9 (2) แห่งพ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงไม่มีอำนาจเรียกเก็บภาษีดังกล่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย การประเมินของจำเลยและคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ มาตรา 17.

(ซ้ำฎีกาที่ 8174 - 8178/2548(ป))

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและแก้คำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินที่ประเมินเกินไว้ 1,735,020.22 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานกิจการบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่สถานีเอ เลขที่ 33/4 หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าคุณทหาร แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ของการรถไฟแห่งประเทศไทย มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนและในนามของผู้ให้สัมปทานตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาสัมปทานและได้รับมอบอำนาจจากการรถไฟแห่งประเทศไทยให้ยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 เจ้าพนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตลาดกระบังของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินไปให้การรถไฟแห่งประเทศไทยผู้รับประเมินทรัพย์สินทราบว่ากำหนดค่ารายปีจากค่าธรรมเนียมสัมปทานบวกด้วยค่าประกันภัยคิดเป็นค่าภาษี 5,864,820.22 บาท การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 โจทก์ทราบการประเมินและชำระค่าภาษีทั้งสินแก่จำเลยที่ 1 ผ่านการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว แต่เห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 โดยอ้างว่าเพิ่งทราบการประเมินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยยื่นคำร้องภายหลังระยะเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงหมดสิทธิที่จะให้พิจารณาการประเมินใหม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีอากรกลางหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีอากรตามภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทานระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทย คดีของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการประเมินกับเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (4) มิใช่มาตรา 7 (1) โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาสู่ศาลภาษีอากร (ตามคำวินิจฉัยประธานศาลฎีกาที่ ภษ.9/2545 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2545)

ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยสถานภาพผู้รับประเมินคือการรถไฟแห่งประเทศไทยเสียก่อนเมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แล้ว เห็นว่า เป็นกฎหมายที่บัญญัติให้เรียกเก็บค่าภาษีจากทรัพย์สินของราษฎรซึ่งเป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 9 ก็บัญญัติให้ยกเว้นทรัพย์สินจากบทบัญญัติดังกล่าวคือ (2) ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ และทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการการรถไฟโดยตรง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ากิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ได้รับสัมปทานเป็นกิจการเพื่อการรับขนส่งสินค้า พัสดุภัณฑ์และของอื่นๆ ซึ่งเป็นกิจการที่การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจที่จะกระทำการต่างๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ที่ให้ดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟตามความในพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 6 (2) และ 9 (7) โรงเรือนที่พิพาทซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องสถานี เอ. ของการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งโจทก์ได้รับสัมปทานให้เป็นผู้ประกอบการนั้น เป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของการรถไฟโดยตรงตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีดังกล่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความที่เกี่ยวข้องยกขึ้นเป็นข้ออ้าง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 อย่างไรก็ตามโจทก์มิได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ตนชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งหมด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ได้เท่าจำนวนตามคำฟ้องเท่านั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการคืนค่าภาษีแก่โจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่พิจารณาคำชี้ขาดในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมาย จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว อุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีจำนวน 1,735,020.22 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่ฟังคำพิพากษานี้ หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำขออื่นของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 7 (4) ม. 17
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9 (2)
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ม. 6 (2) ม. 9 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามซอร์ไซด์เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวีนัส นิมิตกุล
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5961/2549
#269246
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีอากรตามภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทานระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทย คดีของโจทก์ที่ขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินและแก้คำชี้ขาดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นคดีพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อมูลผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการประเมินกับการเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรที่จะพิจารณาพิพากษา ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธิพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 7 (4) มิใช่มาตรา 7 (1) โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาสู่ศาลภาษีอากร

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ เป็นกฎหมายที่บัญญัติให้เรียกเก็บค่าภาษีจากทรัพย์สินของราษฎรซึ่งเป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 9 ก็บัญญัติให้ยกเว้นทรัพย์สินจากบทบัญญัติดังกล่าวคือ (2) ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ และทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการการรถไฟโดยตรง เมื่อปรากฏว่ากิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ได้รับสัมปทานเป็นกิจการเพื่อการรับขนส่งสินค้า พัสดุภัณฑ์และของอื่นๆ ซึ่งเป็นกิจการที่การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจที่จะกระทำการต่างๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ที่ให้ดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟตามความใน พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 6 (2) และ 9 (7) โรงเรือนที่พิพาทในคดีนี้ ซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่โจทก์ได้รับสัมปทานให้เป็นผู้ประกอบการ จึงเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของการรถไฟโดยตรงตามมาตรา 9 (2) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความที่เกี่ยวข้องยกขึ้นเป็นข้ออ้าง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 สำหรับโรงเรือนและที่ดินที่เป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องสถานีเอและแก้คำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินที่ประเมินเกินไว้ 1,735,020.22 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานกิจการบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่สถานีเอ เลขที่ 33/4 หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าคุณทหาร แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ของการรถไฟแห่งประเทศไทย มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนและในนามของผู้ให้สัมปทานตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาสัมปทานและได้รับมอบอำนาจจากการรถไฟแห่งประเทศไทยให้ยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 เจ้าพนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตลาดกระบังของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินไปให้การรถไฟแห่งประเทศไทยผู้รับประเมินทรัพย์สินทราบว่ากำหนดค่ารายปีจากค่าธรรมเนียมสัมปทานบวกด้วยค่าประกันภัยคิดเป็นค่าภาษี 5,864,820.22 บาท การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 โจทก์ทราบการประเมินและชำระค่าภาษีทั้งสิ้นแก่จำเลยที่ 1 ผ่านการรถไฟแห่งประเทศไทยตามใบเสร็จรับเงิน แต่เห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 โดยอ้างว่าเพิ่งทราบการประเมินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยยื่นคำร้องภายหลังระยะเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงหมดสิทธิที่จะให้พิจารณาการประเมินใหม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีอากรกลางหรือไม่ เห็นว่าเมื่อโจทก์เป็นบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีอากรตามภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทานระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทย คดีของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการประเมินกับเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (4) มิใช่มาตรา 7 (1) โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาสู่ศาลภาษีอากร ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยสถานภาพผู้รับประเมินคือการรถไฟแห่งประเทศไทยเสียก่อน เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แล้ว เห็นว่า เป็นกฎหมายที่บัญญัติให้เรียกเก็บค่าภาษีจากทรัพย์สินของราษฎรซึ่งเป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 9 ก็บัญญัติให้ยกเว้นทรัพย์สินจากบทบัญญัติดังกล่าวคือ (2) ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ และทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการการรถไฟโดยตรงเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ากิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ได้รับสัมปทานเป็นกิจการเพื่อการรับขนส่งสินค้า พัสดุภัณฑ์และของอื่นๆ ซึ่งเป็นกิจการที่การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจที่จะกระทำการต่างๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ที่ให้ดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟตามความในพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 6 (2) และ 9 (7) จึงเห็นได้ชัดว่าโรงเรือนที่พิพาทในคดีนี้ ซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องสถานีเอ เลขที่ 33/4 หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าคุณทหาร แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ของการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งโจทก์ได้รับสัมปทานให้เป็นผู้ประกอบการนั้น เป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของการรถไฟโดยตรงตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีดังกล่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความที่เกี่ยวข้องยกขึ้นเป็นข้ออ้าง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 อย่างไรก็ตาม โจทก์มิได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ตนชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งหมด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ได้เท่าจำนวนตามคำฟ้องเท่านั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการคืนค่าภาษีแก่โจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่พิจารณาคำชี้ขาดในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมายจึงไม่จำต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว อุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีจำนวน 1,735,020.22 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่ฟังคำพิพากษานี้ หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำขออื่นของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ม. 6 (2) ม. 9 (7)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1)
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามเซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5960/2549
#266859
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้พึงประเมินจะเป็นประเภทใดตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 นั้น ต้องพิจารณาถึงรายจ่ายและลักษณะของงานที่ทำประกอบด้วย เงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (2) ซึ่งเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ลักษณะงานที่ทำมีค่าใช้จ่ายไม่มาก ประมวลรัษฎากรจึงกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้น้อย ส่วนเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (6) เป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระคือ การประกอบอาชีพของตนเอง และต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญ อันเป็นงานที่ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (2) ป.รัษฎากรจึงยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

โจทก์ทั้งสองไม่ได้ประกอบโรคศิลปะโดยเปิดคลินิกเป็นของตนเอง แต่เป็นการทำงานให้แก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นอกเวลาทำการปกติ และโรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชนอื่น โจทก์ทั้งสองนำสืบไม่ได้ว่า ผู้ป่วยที่มารับการรักษาจากโจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้ป่วยของโรงพยาบาล ทั้งยอมรับว่าคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชนอื่นเป็นผู้เก็บเงินและออกใบเสร็จรับเงินในนามของคลินิกดังกล่าว ไม่ได้ออกในนามของโจทก์ทั้งสอง ยิ่งกว่านั้นก่อนที่คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชนอื่น จะจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองก็ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ย่อมแสดงให้เห็นเป็นที่ชัดเจนว่า โจทก์ทั้งสองมิได้มีนิติสัมพันธ์ทางการเงินกับผู้ป่วยโดยตรง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงผู้เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยเท่านั้น และเมื่อพิจารณาถึงค่าใช้จ่าย โจทก์ทั้งสองก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีค่าใช้จ่ายมากเพียงใดที่จะแสดงว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบวิชาชีพอิสระอันจะถือว่ารายได้ของโจทก์ทั้งสองอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่ง ป.รัษฎากร ดังนั้น หากโจทก์ทั้งสองเสียภาษีแตกต่างกับแพทย์ที่ไปทำสัญญาว่าจ้างแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชนหรือแพทย์เวรก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมในการเสียภาษีขึ้น คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ 2007340/1/101197 ถึง 101198 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2542 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/9/22/45 และเลขที่ สภ.2/อธ.3/10/22/45 ลงวันที่ 16 กันยายน 2545 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 17,230.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทนายความแทนจำเลย 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เงินได้พึงประเมินจะเป็นประเภทใดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 นั้น ต้องพิจารณาถึงรายจ่ายและลักษณะของงานที่ทำประกอบด้วย เงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) ซึ่งเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ลักษณะงานที่ทำมีค่าใช้จ่ายไม่มาก ประมวลรัษฎากรจึงกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้น้อย ส่วนเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (6) เป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระคือ การประกอบอาชีพของตนเอง และต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญ อันเป็นงานที่ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) ประมวลรัษฎากรจึงยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า ดังเช่น กรณีแพทย์เปิดคลินิกซึ่งเป็นเจ้าของและดำเนินการรักษาผู้ป่วยแต่เพียงผู้เดียว แพทย์เหล่านี้มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและค่าใช้จ่ายในการบริหารคลินิกสูง

ตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองตกลงประกอบโรคศิลปะนอกเวลาทำการปกติให้แก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยแพทย์จะตรวจและรักษาผู้ป่วยนอกที่ได้นัดหมายผ่านคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการของโรงพยาบาลตามวันและเวลาที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งไม่ใช่ผู้ป่วยของโรงพยาบาลหรือผู้ป่วยที่โรงพยาบาลส่งมาทำการรักษา แพทย์เป็นผู้เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยแต่ละรายตามความยากง่ายของการตรวจและรักษา เงินรายได้เป็นของแพทย์มิใช่เป็นของโรงพยาบาล แต่แพทย์จะแบ่งรายได้จากค่ารักษาพยาบาลให้โรงพยาบาลในอัตราส่วนตามที่คณะกรรมการอำนวยการคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการของโรงพยาบาลกำหนด โรงพยาบาลจะจัดเจ้าหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วย โดยจะรวบรวมเงินรายได้ส่งมอบให้แพทย์เดือนละครั้งนั้น สำหรับโรงพยาบาลเอกชนก็เช่นเดียวกัน ตามข้อตกลงดังกล่าวเห็นได้ว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ประกอบโรคศิลปะโดยเปิดคลินิกเป็นของตนเอง แต่เป็นการประกอบโรคศิลปะให้แก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นอกเวลาทำการปกติและโรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชนอื่นตามหนังสือข้อตกลงการประกอบโรคศิลปะ โจทก์ทั้งสองนำสืบไม่ได้ว่า ผู้ป่วยที่มารับการรักษาจากโจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้ป่วยของโรงพยาบาล ทั้งยังยอมรับว่าคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลและคลินิกเอกชนอื่นเป็นผู้เก็บเงินและออกใบเสร็จรับเงินในนามดังกล่าว ไม่ได้ออกในนามของโจทก์ทั้งสอง หากเงินค่าตรวจรักษาเป็นของโจทก์ทั้งสอง ใบเสร็จรับเงินก็จะต้องออกในนามของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นแพทย์ผู้ตรวจรักษาดังเช่นกรณีแพทย์ที่เปิดคลินิกด้วยตนเอง มิใช่ให้คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์หรือโรงพยาบาลและคลินิกเอกชนอื่นออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ป่วย ยิ่งกว่านั้นก่อนที่คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชนอื่นจะจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองก็ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ย่อมแสดงให้เห็นเป็นที่ชัดเจนว่า โจทก์ทั้งสองมิได้มีนิติสัมพันธ์ทางการเงินกับผู้ป่วยโดยตรง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นเพียงผู้เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยเท่านั้น และเมื่อพิจารณาถึงจำนวนค่าใช้จ่าย โจทก์ทั้งสองก็ไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ว่า การประกอบโรคศิลปะของโจทก์ทั้งสองมีค่าใช้จ่ายมากเพียงใดที่จะแสดงว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบวิชาชีพอิสระของโจทก์ทั้งสองอันจะถือว่ารายได้ของโจทก์ทั้งสองเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามความเป็นจริงหรือหักเป็นการเหมาได้ถึงร้อยละ 60 สูงกว่ากรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) ที่หักค่าใช้จ่ายได้เพียงร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ดังนั้น หากโจทก์ทั้งสองเสียภาษีแตกต่างกับแพทย์ที่ไปทำสัญญาว่าจ้างแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชนหรือแพทย์เวรก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมในการเสียภาษีขึ้น คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (2) ม. 40 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอนก อารีพรรค กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
คมวุฒ บุรีธนวัต
ทองหล่อ โฉมงาม
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5959/2549
#272124
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 5 ร่วมปรึกษาหารือและจัดหารถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 ขับไปใช้ในการกระทำความผิด แต่จำเลยที่ 5 ไม่ได้ร่วมไปซื้อและขนเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วย กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 ร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยในการไปซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อนำไปขายแต่อย่างใด จำเลยที่ 5 จึงมิได้เป็นตัวการในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 5 ได้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 5 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตาม ป.อ. มาตรา 86

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ให้การปฏิเสธข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 อายุ 17 ปีเศษ จำเลยที่ 4 และที่ 5 อายุ 19 ปี และจำเลยที่ 6 อายุ 18 ปี มีความรู้สึกผิดชอบเฉกเช่นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ ส่วนจำเลยที่ 3 อายุ 15 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีกำหนดคนละ 22 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 11 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีกำหนดคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีกำหนดคนละ 23 ปี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 5 และที่ 6 มีกำหนดคนละ 15 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอดเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 11 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 5 ปี 6 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 11 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด น้ำหนัก 182.63 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 48.452 กรัม และรถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2544 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ และวันที่ 7 มกราคม 2545 จับกุมจำเลยที่ 6 ได้ สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์และจำเลยที่ 3 ไม่อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 6 โจทก์และจำเลยที่ 4 ที่ 6 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามลำดับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 5 ร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีธนารักษ์พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การว่าในวันที่ 29 ธันวาคม 2544 ก่อนเที่ยงวัน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 กับนายธีรพงษ์หรือเอกไปนั่งรับประทานอาหารที่บ้านของจำเลยที่ 4 ในเขตอำเภอเมืองตาก และได้ปรึกษาชวนกันไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากชาวม้งที่บ้านดอยมูเซอเพื่อนำไปขาย โดยนายเอกกับจำเลยที่ 4 จะเป็นผู้ซื้อเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จะเป็นผู้ขนผ่านจุดตรวจแม่ท้อ จำเลยที่ 5 จะมอบรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 ขับ ส่วนจำเลยที่ 6 จะเป็นผู้หลอกล่อเจ้าพนักงานตำรวจโดยจะขับรถจักรยานยนต์นำหน้าขณะขนเมทแอมเฟตามีน เจ้าพนักงานตำรวจจะได้ตรวจค้นจำเลยที่ 6 และไม่ตรวจค้นรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ ซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ที่ตัวจำเลยที่ 3 และขับตามหลังมา หลังจากนั้นได้ดำเนินการตามที่วางแผนและถูกจับกุมดังกล่าวตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ เห็นว่า แม้บันทึกดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่าดังจำเลยที่ 5 ฎีกา แต่โจทก์ก็มีพันตำรวจตรีธนารักษ์เบิกความรับรองว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้ให้การไว้ดังกล่าวจริงทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำความผิดตามฟ้องโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจล่อลวง ขู่เข็ญหรือให้สัญญาเพื่อจูงใจให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การดังกล่าวแต่อย่างใด เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพไปตามความเป็นจริง และแม้คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นคำซัดทอดถึงจำเลยที่ 5 แต่ก็ไม่ได้เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิด ทั้งไม่มีมูลเหตุที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จะต้องให้การปรักปรำใส่ร้ายจำเลยที่ 5 ให้ต้องรับโทษ คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ว่าจำเลยที่ 5 ร่วมปรึกษาวางแผนและเป็นผู้จัดหารถจักรยานยนต์เพื่อใช้ในการขนเมทแอมเฟตามีนจึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ประกอบกับในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 5 ก็ให้การรับสารภาพว่าจำเลยที่ 5 ได้ร่วมปรึกษาวางแผนและเป็นผู้จัดหารถจักรยานยนต์เพื่อใช้ในการขนเมทแอมเฟตามีนตามบันทึกการแจ้งข้อหาจับกุม และบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 5 โดยพันตำรวจตรีธนารักษ์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 5 และเป็นผู้สอบสวนไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 5 มาก่อน เชื่อว่าจำเลยที่ 5 ให้การโดยสมัครใจ นอกจากนี้จำเลยที่ 5 เองก็ยอมรับว่าในวันเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 5 ได้ไปที่บ้านของจำเลยที่ 4 และได้พบกับนายเอก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 5 ไปใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวตามที่โจทก์นำสืบจริง เพียงแต่เบิกความบ่ายเบี่ยงต่อสู้ว่าจำเลยที่ 5 ไม่ได้ร่วมปรึกษาวางแผนในการกระทำความผิดครั้งนี้ เมื่อไปถึงบ้านของจำเลยที่ 4 พบกับพวกจำเลยแล้วจำเลยที่ 5 ก็เดินไปนอนหลังบ้าน จำเลยที่เหลือจะทำอะไรไม่ทราบ และต่อมาจำเลยที่ 1 ยืมรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 5 โดยบอกว่าไปเที่ยว ทั้งข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 5 ดังกล่าว มีแต่จำเลยที่ 1 ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเบิกความสนับสนุน ส่วนที่จำเลยที่ 5 อ้างว่าจำเลยที่ 5 รับแต่เพียงว่าเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ ไม่ได้รับสารภาพว่าได้ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องนั้น มีแต่จำเลยที่ 5 ปากเดียวเบิกความอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน พยานจำเลยที่ 5 ไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 5 ร่วมปรึกษาหารือและจัดหารถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 ขับไปใช้ในการกระทำความผิดครั้งนี้ แต่จำเลยที่ 5 ไม่ได้ร่วมไปซื้อและขนเมทแอมเฟตามีนของกลางด้วย ดังนี้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 ร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วยการไปซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อนำไปขายแต่อย่างใด จำเลยที่ 5 จึงมิได้เป็นตัวการในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 5 ได้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดดังกล่าว จำเลยที่ 5 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86...

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 14 ปี 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 9 เดือน 10 วัน บวกกับโทษจำคุก 8 เดือน ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาโดยลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว เป็นจำคุก 9 ปี 17 เดือน 10 วัน คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นายมงคลหรือโอ พุทธวงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นางภัทรนันท์ พิชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุรชัย พิริยชนานันท์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5954/2549
#267265
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รับจ้างทำของบนที่ดินของจำเลยที่ 1 อันทำให้โจทก์มีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 273 (2) แต่ก่อนลงมือทำการงานจ้าง โจทก์ไม่ได้ทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ บุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์อันโจทก์มีอยู่ย่อมสิ้นผลไปตามมาตรา 286 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพทย์ในมูลจ้างทำของขึ้นบนที่ดินของจำเลยที่ 1 และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ยึดถือโฉนดที่ดินขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2534 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างโครงการสาธรยูนีค ทาวเวอร์ ซึ่งประกอบด้วยอาคารชุดพักอาศัยสูง 49 ชั้น และอาคารที่จอดรถบนที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 5489 และ 5490 โดยอาคารชุดพักอาศัยปลูกบนที่ดินโฉนดเลขที่ 5490 เนื้อที่ 1,042 5/10 ตารางวา คิดเป็นราคาที่ดิน 135,525,000 บาท ส่วนอาคารที่จอดรถปลูกบนที่ดินโฉนดเลขที่ 5489 เนื้อที่ 431 1/10 ตารางวา คิดเป็นราคาที่ดิน 43,110,000 บาท จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าจ้างก่อสร้างเป็นเงินค่าจ้างไม่น้อยกว่า 220,000,000 บาท โดยให้คิดค่าจ้างตามปริมาณผลงานก่อสร้างที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าจ้างเป็นรายงวดงวดละเดือน ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ตัวแทนจำเลยที่ 1 ตรวจสอบรับมอบงานก่อสร้างดังกล่าว โจทก์ก่อสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยที่ 1 คิดเป็นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 256,167,003 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าก่อสร้างตามงวดงานจนถึงปี 2539 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าก่อสร้างให้โจทก์เป็นเงิน 42,665,002.58 บาท โจทก์จึงหยุดการก่อสร้างชั่วคราวและฟ้องเรียกเงินดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 14107/2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าก่อสร้างแก่โจทก์จำนวน 42,665,002.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2538 คดีถึงที่สุดแล้ว ปัจจุบันที่ดินของจำเลยที่ 1 มีราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 256,167,003 บาท โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิในมูลจ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพทย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 273 (2) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพร้อมอาคารที่อยู่ในระหว่างก่อสร้างตามสัญญาไปจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันการชำระหนี้ต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยเม็กซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จำกัด ต่อมาปี 2540 กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยเม็กซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนไทยจำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทรัพย์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนองหยุดการดำเนินงานพร้อมกับให้ชำระบัญชีสถาบันการเงินทั้งสามแห่ง เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2542 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทรัพย์ จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจำนองเฉพาะส่วนของบริษัทไปให้กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอลซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจจัดการกองทุนรวมเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2543 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยเม็กซ์ จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจำนองเฉพาะส่วนของบริษัทไปให้กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 3 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจจัดการกองทุนรวม จำเลยที่ 2 ที่ 3 ยึดถือโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ในความครอบครองและมีสิทธิบังคับจำนองและขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดโครงการสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ ก่อนโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2543 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินและอาคารโครงการสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ ซึ่งประเมินราคาที่ยึดไว้ขั้นต่ำ เป็นเงินจำนวน 255,000,000 บาท เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอรับเงินที่จะได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวก่อนโจทก์โดยขอรับชำระหนี้จำนวน 399,778,060.27 บาท ปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล หากศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 รับเงินจากการขายทอดตลาดไปก่อนโจทก์จะทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์มีความจำเป็นต้องขอจดทะเบียนบุริมสิทธิในมูลจ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อขอรับชำระหนี้จากการทำประโยชน์ดังกล่าวก่อนจำเลยทั้งสามตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 287 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2544 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนบุริมสิทธิมูลหนี้ค่าจ้างก่อสร้างค้างชำระตามคำพิพากษาจำนวน 42,665,002.58 บาท และให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 มอบต้นฉบับโฉนดที่ดินแก่โจทก์เพื่อให้โจทก์และจำเลยที่ 1 นำไปใช้จดทะเบียน จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 5489 และ 5490 ตำบลยานนาวา (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา กรุงเทพมหานคร ไปจดทะเบียนบุริมสิทธิเหนือที่ดินดังกล่าวในลักษณะหนี้จ้างทำของจำนวน 42,665,002.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมไปจดทะเบียนก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาจดทะเบียนบุริมสิทธิของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 5489 และ 5490 ตำบาลยานนาวา (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการจดทะเบียนบุริมสิทธิ หากจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ส่งมอบก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเพื่อดำเนินการจดทะเบียนบุริมสิทธิตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ให้การว่า บุริมสิทธิในมูลจ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 273 (2) จะมีได้ต่อเมื่อโจทก์ปฎิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 286, 287 กล่าวคือ ก่อนโจทก์ทำการก่อสร้างอาคารโครงการสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ โจทก์จะต้องทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการเมื่อได้จดทะเบียนบุริมสิทธิแล้ว บุริมสิทธิจึงใช้ได้ก่อนสิทธิจำนองไม่มีบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราใดให้อำนาจโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนบุริมสิทธิให้โจทก์ได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 289 บัญญัติให้ผลแห่งบุริมสิทธินั้นนอกจากที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 281 ถึง 288 นี้แล้ว ท่านให้นำบทบัญญัติทั้งหลายแห่งลักษณะจำนองมาใช้บังคับด้วยตามแต่กรณี ซึ่งบทบัญญัติในลักษณะจำนองที่จะนำมาใช้บังคับแก่บุริมสิทธิโดยไม่ขัดหรือแย้งก็คือมาตรา 714 ซึ่งบัญญัติว่า "อันสัญญาจำนองนั้น ท่านว่าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่" ดังนั้นบุริมสิทธิจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะมีผลบังคับได้ แต่ที่โจทก็อ้างว่ามีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 5489 และ 5490 นั้น โจทก์ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ บุริมสิทธิของโจทก์จึงไม่มีผลบังคับโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนบุริมสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ ขณะฟ้องโจทก์ไม่อาจประมาณราคาที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่เพิ่มขึ้นได้เพราะเหตุว่าบุริมสิทธิในมูลจ้างทำของย่อมเกิดขึ้นต่อเมื่ออสังหาริมทรัพย์นั้นมีราคาเพิ่มขึ้นในปัจจุบันเพราะการก่อสร้างอาคารนั้น และมูลค่าจ้างทำของจะมีอยู่เพียงเหนือราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นเท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 275 และโจทก์ต้องทำประมาณราคาชั่วคราวไปจดทะเบียนบุริมสิทธิก่อนจะลงมือทำการก่อสร้าง แต่ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ได้ล่วงเลยกำหนดเวลาที่โจทก์จะประมาณราคาค่าก่อสร้างและประมาณราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีที่ศาลชั้นต้น คือ คดีหมายเลขดำที่ 24762/2540 คดีหมายเลขแดงที่ 14107/2542 ให้ชำระค่าก่อสร้าง ศาลได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าก่อสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยฟ้องดังกล่าวโจทก์ไม่ได้อ้างถึงบุริมสิทธิ อีกทั้งโจทก์ได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5489 และ 5490 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินที่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์จึงมีแต่มูลหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีมูลหนี้ค่าจ้างทำของ โจทก์จึงไม่อาจย้อนกลับไปนำมูลหนี้ค่าจ้างทำของมาอ้างให้มีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 อีก โจทย์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนบุริมสิทธิได้ ขอให้พิพากษายกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า กองทุนรวมวี แคปปิตอล มีฐานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นตัวแทนผู้มีอำนาจกระทำกิจการต่างๆ แทนกองทุนรวมวี แคปปิตอลเท่านั้น กองทุนรวมวี แคปปิตอล โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อสินทรัพย์และหนี้สินพร้อมสิทธิจำนองของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนไทยจำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทรัพย์ จำกัด (มหาชน) ที่มีอยู่กับจำเลยที่ 1 จนได้มีการทำสัญญาซื้อชายสิทธิตลอดจนทำบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิการรับจำนองจากบริษัทดังกล่าว จำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าวในฐานะตัวแทนกองทุนรวมวี แคปปิตอลหามีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับจำเลยที่ 1 ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะเป็นผู้ทำการก่อสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 5489 และ 5490 และทำให้ราคาที่ดินดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นเหตุให้โจทก์เป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้จ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพทย์มีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ตามประมลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 273 (2) ก็ตาม แต่บุริมสิทธิจะมีผลใช้บังคับต่อเมื่อได้ปฎิบัติตามหลักเกณฑ์หรือแบบที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 286 ได้บัญญัติไว้ กล่าวคือ ผู้มีบุริมสิทธิจะต้องทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปจดทะเบียนต่อทางราชการไว้ก่อนลงมือทำการงานที่จ้าง จึงจะมีผลบริบูรณ์เป็นบุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์นั้น แต่โจทก์หาได้ทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการก่อสร้างอาคารลงบนที่ดินพิพาทไม่ ด้วยเหตุนี้บุริมสิทธิดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมายและใช้ยันเจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีหลักประกันมิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 287 ขอให้พิพากษายกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 3 เป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนในนามกองทุนดังกล่าว กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 3 เป็นผู้ซื้อสินทรัพย์ที่เป็นสินเชื่อของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยเม็กซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีหนี้สินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอยู่กับบริษัทดังกล่าวรวมอยู่ด้วย โดยซื้อสินทรัพย์ดังกล่าวจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ "ปรส." หาใช่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ซื้อไม่ กองทุนรวมเอเชียรี่คอฟเวอรี่ 3 จึงรับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้สินของจำเลยที่ 1 มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมากองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อศาลแล้วจำเลยที่ 3 ไม่มีหน้าที่และมิได้เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัว กรณีที่โจทก์จะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษในมูลหนี้จ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนที่ดินของจำเลยที่ 1 ได้นั้น ก่อนเริ่มลงมือทำการก่อสร้างโจทก์ต้องทำรายการประมาณราคาชั่วคราวของค่าก่อสร้างไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 286 เมื่อหนี้ค่าก่อสร้างของโจทก์มิได้จดทะเบียนไว้ก็ไม่อาจใช้ยันเจ้าหนี้อื่นและบุคคลภายนอก รวมทั้งไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้จำนอง ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1146/2473 และ 4791/2536 โจทก์จึงมีฐานะเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญ กองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดที่ดินและอาคารของจำเลยที่ 1 ก่อนโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 289 โจทก์ไม่มีสิทธิขอจดทะเบียนบุริมสิทธิในมูลจ้างทำของบนที่ดินของจำเลยที่ 1 โจทก์ก่อสร้างอาคารโครงการสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ ไม่เสร็จสมบูรณ์แต่ได้ทำเพียงเล็กน้อยแล้วหยุดก่อสร้างไปนาน ปัจจุบันอาคารที่โจทก์สร้างไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ถูกทิ้งร้างไว้หลายปี ที่ดินของจำเลยที่ 1 มิได้มีราคาเพิ่มขึ้นตามการงานของโจทก์และการก่อสร้างก็ไม่ได้ทำประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 1 ดังที่อ้าง โจทก์จึงไม่มีบุริมสิทธิเหนือที่ดินของจำเลยที่ 1 หากมีการจดทะเบียนบุริมสิทธิอย่างอื่นบนที่ดินภายหลังจากที่ได้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินแล้ว สิทธิจำนองของกองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 3 ย่อมเป็นใหญ่กว่าบุริมสิทธิมูลจ้างทำของของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 722 จำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมเอเชียรีคอฟเวอรี่ 3 ไม่มีหน้าที่ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ไปใช้ดำเนินการจดทะเบียนบุริมสิทธิใดๆ ขอให้พิพากษายกฟ้อง

กองทุนรวมวี แคปปิตอล ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์หรือหนี้สินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนทรัพย์ จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งสิทธิการรับจำนองที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทั้งสองมีอยู่กับจำเลยที่ 1 แทนจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงมีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนอง แม้โจทก์จะเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ในมูลหนี้จ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนที่ดินโฉนดเลขที่ 5489 และ 5490 ของจำเลยที่ 1 แต่บุริมสิทธิจะมีผลบริบูรณ์จะต้องทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการงานที่จ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 286 โจทก์จึงไม่มีอานาจฟ้องให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมส่งมอบโฉนดที่ดินเพื่อนำไปจดทะเบียนบุริมสิทธิได้ ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีสามารถวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ เป็นอาคารชุดพักอาศัยสูง 49 ชั้น พร้อมอาคารที่จอดรถบนที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 5489 และ 5490 ตำบลยานนาวา (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ในราคาค่าจ้างทั้งหมดไม่น้อยกว่า 220,000,000 บาท แต่ไม่มีการทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการก่อสร้าง ต่อมาโจทก์ได้ทำการก่อสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยที่ 1 คิดเป็นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 256,176,003 บาท จำเลยที่ 1 ชำระค่าก่อสร้างตามงวดจนถึงปี 2539 ค้างชำระค่าก่อสร้างอยู่เป็นเงิน 42,665,002.58 บาท โจทก์จึงหยุดทำการก่อสร้างและฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าว คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าก่อสร้างให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์เป็นผู้ก่อสร้างอาคารโครงการสาธรยูนิค ทาวเวอร์ลงบนที่ดินของจำเลยที่ 1 อันมีบุริมสิทธิอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว จึงถือเป็นการได้ทรัพย์สิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง บุริมสิทธิในคดีนี้เป็นสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 273 (2) จึงถือเป็นการได้ทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังไม่มีการจดทะเบียน ส่วนการได้บุริมสิทธิเพราะการจดทะเบียนตามมาตรา 286 ถือเป็นการได้บุริมสิทธิอีกทางหนึ่งเพราะการจดทะเบียนโดยหลักตกลง การใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อรักษาสิทธิดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสามไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนบุริมสิทธิภายหลังจากได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ให้ไปดำเนินการจดทะเบียนบุริมสิทธิในมูลจ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์ให้โจทก์ ศาลชั้นต้นควรรับฟังข้อเท็จจริงจากการสืบพยานโจทก์ก่อนที่จะมีคำพิพากษาจึงขอให้ศาลฎีกากลับคำสั่งงดสืบพยานและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์ตามรูปคดีต่อไป เห็นว่า แม้โจทก์รับจ้างทำของบนที่ดินของจำเลยที่ 1 อันเข้ากรณีที่ทำให้โจทก์มีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 273 (2) ก็ตาม แต่มาตรา 286 บัญญัติว่าบุริมสิทธิในมูลจ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์นั้น หากทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการไซร้ บุริมสิทธ์ก็คงให้ผลต่อไป ข้อเท็จจริงปรากฎว่าก่อนลงมือทำการงานที่จ้าง โจทก์ไม่ได้ทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ฉะนั้น บุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์อันโจทก์มีอยู่ในมูลจ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่คงให้ผลอีกต่อไป คือสิ้นผลไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ในมูลจ้างทำของขึ้นบนที่ดินของจำเลยที่ 1 และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 273 ม. 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสี่พระยาก่อสร้าง จำกัด
จำเลย — บริษัทสาธร ยูนีค จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลยร่วม — กองทุนรวมวี แคปปิตอล
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
นันทชัย เพียรสนอง
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5947/2549
#269079
เปิดฉบับเต็ม

ในการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นั้น นอกจากผู้อุทธรณ์จะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลแล้ว ผู้อุทธรณ์ยังต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลอีกด้วย ทั้งยังเป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องมีคำสั่งให้ปฏิบัติก่อน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งโดยนำเพียงค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาล โดยไม่ได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง จึงเป็นการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 2211 ตำบลบางไส้ไก่ อำเภอบางกอกใหญ่ เมืองกรุงเทพ ให้จำเลยทั้งห้าขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จะต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 บัญญัติว่า "ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง" บทบัญญัติดังกล่าวได้แสดงไว้โดยแจ้งชัดว่า ในการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นั้น นอกจากผู้อุทธรณ์จะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลแล้วผู้อุทธรณ์ยังต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลอีกด้วย ทั้งยังเป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องมีคำสั่งให้ปฏิบัติก่อน จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งโดยนำเพียงค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาล โดยไม่ได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง จึงเป็นการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ไม่อาจพิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นโดยไม่ชอบได้ ต้องยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 เสีย ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดใหญ่ศรีสุพรรณ
จำเลย — นายศุภศักดิ์ รัตนศักดิ์สิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5944/2549
#269243
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแล้วก็ย่อมที่จะพิพากษายกฟ้องได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นเพราะไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฯ มาตรา 19 วรรคหนึ่ง

เมื่อพิจารณาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตที่ระบุว่า สถานที่ส่งใบเรียกเก็บเงินคือที่ทำงานของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และอยู่ในเขตศาลชั้นต้นแสดงว่าจำเลยได้เลือกเอาที่ทำงานของจำเลยโดยมีเจตนาชัดแจ้งว่าจะให้เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 42 โจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินเนื่องจากการใช้บัตรเครดิตจำนวน 3,323,190.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.75 ต่อปี ของต้นเงิน 1,697,376.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ที่ธนาคารโจทก์ สาขาสามยอด และธนาคารโจทก์ สาขาสามยอด เป็นผู้พิจารณาอนุมัติให้จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิต ถือว่ามูลคดีเกิดที่ธนาคารโจทก์สาขาสามยอด ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร มูลคดีและภูมิลำเนาของจำเลยอยู่ในเขตศาลแพ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจยื่นคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป พิพากษายกฟ้องโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลของศาลชั้นต้นแล้วก็ย่อมที่จะพิพากษายกฟ้องได้ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นเพราะไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 19 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า คำฟ้องให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์สามารถเสนอคำฟ้องของโจทก์ต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดในเขตก็ได้ เมื่อพิจารณาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเอกสารหมาย จ.2 ที่ระบุว่า สถานที่ส่งใบเรียกเก็บเงินคือที่ทำงานของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และอยู่ในเขตศาลชั้นต้นแสดงว่าจำเลยได้เลือกเอาที่ทำงานของจำเลยโดยมีเจตนาชัดแจ้งว่าจะให้เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการเพื่อการติดต่อกับโจทก์ในเรื่องสัญญาบัตรเครดิต จึงถือว่าที่ทำงานของจำเลยเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 โจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจยื่นคำฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำพิพากษาไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 42
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชาญชัย อัศรัสกร
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5930/2549
#267131
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง กำหนดโทษให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง กำหนดโทษให้ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ แต่ผู้กระทำผิดเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีความหมายอยู่ในตัวว่า กฎหมายกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง โดยอาศัยโทษที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งมีโทษจำคุกด้วย มิใช่ไม่ได้กำหนดโทษจำคุก เมื่อจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก กรณีจึงไม่อาจดำเนินการตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในขณะปฏิบัติหน้าที่ขับรถบรรทุกสิบล้อไปตามถนนสายพิษณุโลก-นครสวรรค์ โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ, 3 ตรี), 127 ทวิ และสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถของจำเลยไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาต

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นบทหนักมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จำคุก 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ในมาตราที่โจทก์ฟ้องไม่มีการกำหนดโทษจำคุกไว้ ศาลลงโทษจำคุกจำเลยตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งโทษจำคุกเป็นโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ไม่ใช่โทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 หรือพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก จึงอยู่ในเงื่อนไขที่ศาลจะมีคำสั่งส่งตัวจำเลยไปทำการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดแล้วเข้ากระบวนการบำบัดฟื้นฟูตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ต่อไปนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง กำหนดโทษให้ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง กำหนดโทษให้ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ แต่ผู้กระทำผิดเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถ ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษอีกหนึ่งในสาม จึงมีความหมายอยู่ในตัวว่า กฎหมายกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง โดยอาศัยโทษที่กำหนดไว้ในมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งมีโทษจำคุกด้วย หาใช่ไม่ได้กำหนดโทษจำคุกดังที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก กรณีจึงไม่อาจดำเนินการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้จำเลยจะฎีกามาแต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 คดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2543 นับถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกือบ 5 ปี ในระหว่างนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำความผิดใด ๆ อีก น่าเชื่อว่าจำเลยมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน การให้โอกาสจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกไว้สักครั้งหนึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่สังคมและตัวจำเลยมากกว่าที่จะจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเพื่อให้จำเลยหลาบจำและเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย แต่เนื่องจากโทษปรับที่จะลงโทษแก่จำเลยเป็นโทษตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งภายหลังจากจำเลยกระทำความผิดแล้วได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 91 ดังกล่าว และให้ใช้ข้อความใหม่แทนซึ่งโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม ดังนั้น โทษปรับตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับระวางโทษ ส่วนโทษจำคุกนั้น ตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 91 เดิม โทษจำคุกตามกฎหมายใหม่จึงเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 (เดิมและที่แก้ไขใหม่) โดยปรับ 50,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดและให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 127 ทวิ
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 157 ทวิ
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิจิตร
จำเลย — นายสุพจน์ ศิริพันธ์หรือศิริพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5918/2549
#269078
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องโจทก์ปรากฏแต่เพียงลายมือชื่อผู้พิมพ์และผู้เรียงเท่านั้น ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ จึงถือเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) หากศาลชั้นต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็จะใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 สั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งกรณีดังกล่าวไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นอย่างอื่น นอกจากต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 357 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนไมโครโฟน 1 อัน แก่ผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 800 บาท และนับโทษต่อด้วย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1854/2545 และ 309/2546 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 189/2545, 302/2545, 475/2545 และ 953/2545 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 189/2545, 302/2545 และ 309/2546 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 309/2546 และ 481/2546 ของศาลชั้นต้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ และของกลางในความผิดฐานรับของโจรผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้ว จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องคืนหรือใช้ราคาไมโครโฟน 1 อัน ราคา 800 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้ลงชื่อไว้ในฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในฟ้อง มีผลเพียงเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) เท่านั้น ซึ่งเป็นกรณีที่อยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องหรือสั่งไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นประทับฟ้องคดีนี้และดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นโดยไม่ได้สั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องเสียก่อนถือได้ว่าเป็นคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบที่จะพิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" ตามฟ้องโจทก์คงปรากฏแต่เพียงลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์เท่านั้นไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ จึงถือเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) หากศาลชั้นต้นตรวจพบข้อผิดพลาดดังกล่าวก็จะใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 สั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งกรณีดังกล่าวก็ไม่เข้าเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ที่จะสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นประการอื่นนอกจากต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7) ม. 161 ม. 208 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นางนาตยา บุญน้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนัท วิรบุตร์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5917/2549
#269227
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้และคดีอาญาอีก 32 คดี จำเลยเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้าน บ. มีเจตนาเบียดบังเอาเงินของสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน บ. ที่มอบหมายให้จำเลยนำไปชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน บ. ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจยื่นฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกันได้ คดีนี้และคดีอาญาอีก 32 คดี จึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (2) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้

แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 111/2547 ของศาลชั้นต้น รวมแล้วเกิน 20 ปี จนคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม หากปรากฏว่าการนับโทษต่อดังกล่าวขัดต่อ ป.อ. มาตรา 91 (2) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีคำสั่งแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ เป็นไม่นับโทษต่อจากโทษในคดีดังกล่าวได้ไม่เป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องการบังคับคดีที่ศาลจะต้องออกหมายบังคับคดีถึงที่สุดให้ถูกต้องตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268, 352 ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4186/2546 ถึง 4207/2546, 52/2547 ถึง 54/2547 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 121/2547 ถึง 127/2547, 156/2547 ถึง 158/2547 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 5,400 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 265 และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 เดือนฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิที่จำเลยปลอมนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน รวมเป็นจำคุก 17 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน 15 วัน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 127/2547 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 111/2547 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 5,400 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 156/2547 ถึง 158/2547 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ และที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากคดีอื่นๆ อีก ปรากฏว่าคดีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาให้นับโทษต่อแล้ว จึงให้ยกคำขอ

จำเลยยื่นคำร้อง ขอให้ออกหมายจำคุกจำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดคดีนี้ใหม่โดยนับโทษคดีนี้นับแต่วันมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกจำเลยเมื่อคดีถึงที่สุดเสียใหม่ โดยไม่นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 111/2547 ของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 111/2547 ของศาลชั้นต้นได้นั้นในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมาแล้วว่า คดีนี้กับคดีอาญา 32 คดี ดังกล่าวซึ่งรวมถึงคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 111/2547 ของศาลชั้นต้นจำเลยกระทำความผิดในขณะเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทรรับมอบเงินจากชาวบ้านที่ชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนหมู่บ้านบางไทร แล้วจำเลยยักยอกเงินดังกล่าวไป โดยปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นหลักฐานการชำระเงินกู้ยืมคืน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญา 32 คดีดังกล่าวโดยนับโทษต่อกันครบ 20 ปีแล้ว เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้และคดีอาญา 32 คดีดังกล่าว จำเลยเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทร ซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยด้วยในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทรกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์และเอกสาร โดยมีเจตนาเพื่อเบียดบังเอาเงินของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านบางไทรที่มอบหมายให้จำเลยนำไปชำระหนี้กองทุนหมู่บ้านบางไทรไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจยื่นฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกันได้คดีนี้และคดีอาญา 32 คดีดังกล่าวจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยไม่ให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 111/2547 ของศาลชั้นต้น เป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยและออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 111/2547 ของศาลชั้นต้น รวมแล้วเกิน 20 ปี จนคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม หากปรากฏว่าการนับโทษต่อดังกล่าวขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีคำสั่งแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ เป็นไม่นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 111/2547 ของศาลชั้นต้นได้ ไม่เป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใดเพราะเป็นเรื่องการบังคับที่ศาลจะต้องออกหมายบังคับคดีถึงที่สุดให้ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่โดยไม่นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 111/2547 ของศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 190
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายสุรพลหรือโก๊ะ พานทอง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ