คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6219/2549
#266791
เปิดฉบับเต็ม

ในการจัดเก็บภาษีอากรซึ่งเป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อบังคับเอาแก่ประชาชนผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรนั้น หน่วยงานที่จัดเก็บต้องปฏิบัติให้ถูกต้องภายในกรอบแห่งกฎหมายที่บัญญัติไว้ตลอดจนกฎระเบียบต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นเพื่อการนี้ รวมทั้งในเรื่องลำดับการหักชำระหนี้ภาษีอากรนั้น เมื่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาบังคับใช้ และกรณีนี้ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่และความรับผิดของผู้เสียภาษีอากรตามกฎหมายภาษีอากรซึ่งเป็นกฎหมายมหาชนที่มีบทลงโทษทั้งในทางแพ่งและทางอาญา ลำดับการหักชำระหนี้ภาษีอากรนี้จึงเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การไว้ ศาลภาษีอากรกลางก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17

ในระหว่างหนี้ภาษีสรรพสามิต หนี้เบี้ยปรับ หนี้เงินเพิ่ม และหนี้ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย ซึ่งมีประกันเท่า ๆ กันนั้น หนี้ภาษีสรรพสามิตเป็นหนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่จำเลย เพราะหนี้ภาษีสรรพสามิตมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมายด้วย ฉะนั้น จึงต้องนำเงินที่อายัดและเงินประกันมาหักชำระหนี้ภาษีสรรพสามิตก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีที่ยังคงค้างอยู่ 79,544.44 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ค้าง 35,030.51 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยอีกร้อยละ 10 ของเงินเพิ่ม

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้โจทก์คืนเงินค้ำประกัน 50,000 บาท และเงินที่อายัด 14,916.95 บาท (ที่ถูก 14,916.01 บาท) และ 576.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2544 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 9 มกราคม 2544 ตามลำดับ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 60,689.24 บาท แก่โจทก์ ยกคำขออื่นและยกฟ้องแย้ง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยไม่ได้ให้การว่าโจทก์หักเงินอายัดและเงินประกันชำระหนี้โดยไม่ชอบ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในการจัดเก็บภาษีอากรซึ่งเป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อบังคับเอาแก่ประชาชนผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรนั้น หน่วยงานที่จัดเก็บต้องปฏิบัติให้ถูกต้องภายในกรอบแห่งกฎหมายที่บัญญัติไว้ตลอดจนกฎระเบียบต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นเพื่อการนี้ รวมทั้งในเรื่องลำดับการหักชำระหนี้ภาษีอากรนั้น เมื่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับใช้ และกรณีนี้ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่และความรับผิดของผู้เสียภาษีอากร อันเป็นความรับผิดต่อรัฐตามกฎหมายภาษีอากรซึ่งเป็นกฎหมายมหาชนที่มีบทลงโทษทั้งในทางแพ่งและทางอาญา ลำดับการหักชำระหนี้ภาษีอากรนี้จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฉะนั้น แม้จำเลยมิได้ให้การในเรื่องนี้ไว้ศาลภาษีอากรกลางย่อมยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 และปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า ศาลภาษีอากรกลางนำเงินอายัดและเงินประกันมาหักชำระหนี้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้มีความผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย คือมีทั้งหนี้ภาษีสรรพสามิต หนี้เบี้ยปรับหนี้เงินเพิ่ม และหนี้ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย ซึ่งมีประกันเท่า ๆ กัน จึงต้องให้หนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เป็นอันได้ปลดเปลื้องไปก่อน เมื่อหนี้ภาษีสรรพสามิตเป็นหนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่จำเลย เพราะมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมายด้วย หนี้ภาษีสรรพสามิตย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง จึงต้องนำเงินมาอายัดและเงินประกันมาหักชำระหนี้ภาษีสรรพสามิตก่อนดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยชอบแล้ว โดยศาลภาษีอากรกลางได้นำมาหักชำระหนี้ภาษีสรรพสามิตจนหมดแล้วนำเงินที่เหลือไปหักชำระหนี้เบี้ยปรับบางส่วน ดังนี้ จึงคงเหลือเบี้ยปรับค้างชำระ 36,417.61 บาท เงินเพิ่มเดิม 15,229.01 บาท และเงินเพิ่มเกิดใหม่ 3,525.42 บาท รวมเงินเพิ่มค้างชำระ 18,754.43 บาท กับภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยเดิม 11,713.96 บาท และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยเกิดใหม่ตามเงินเพิ่มเกิดใหม่ 352.54 บาท รวมภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยค้างชำระ 12,066.50 บาท รวมค้างชำระทั้งสิ้น 67,238.54 บาท แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์ได้รับชำระเพียง 60,689.24 บาท นั้น ไม่ถูกต้องเพราะศาลภาษีอากรกลางคำนวณภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยให้เพียง 5,517.20 บาท ซึ่งไม่ครบถ้วน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 67,238.54 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพสามิต
จำเลย — บริษัท ที. เอ. แอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายไพโรจน์ อุชชิน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6219/2549
#269251
เปิดฉบับเต็ม

ในการจัดเก็บภาษีอากรซึ่งเป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อบังคับเอาแก่ประชาชนผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรนั้น หน่วยงานที่จัดเก็บต้องปฏิบัติให้ถูกต้องภายในกรอบแห่งกฎหมายที่บัญญัติไว้ตลอดจนกฎระเบียบต่างๆ ที่กำหนดขึ้นเพื่อการนี้รวมทั้งในเรื่องลำดับการหักชำระหนี้ภาษีอากรนั้น เมื่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำ ป.พ.พ. มาบังคับใช้และกรณีนี้ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่และความรับผิดของผู้เสียภาษีอากร อันเป็นความรับผิดต่อรัฐตามกฎหมายภาษีอากรซึ่งเป็นกฎหมายมหาชนที่มีบทลงโทษทั้งในทางแพ่งและทางอาญา ลำดับการหักชำระหนี้ภาษีอากรนี้จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฉะนั้นแม้จำเลยมิได้ให้การในเรื่องนี้ไว้ศาลภาษีอากรกลางย่อมยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17

จำเลยเป็นลูกหนี้มีความผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย คือมีทั้งหนี้ภาษีสรรพสามิต หนี้เบี้ยปรับ หนี้เงินเพิ่ม และหนี้ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย ซึ่งมีประกันเท่าๆ กัน จึงต้องให้หนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เป็นอันได้ปลดเปลื้องไปก่อน เมื่อหนี้ภาษีสรรพสามิตเป็นหนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่จำเลย เพราะมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมายด้วย หนี้ภาษีสรรพสามิตย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง จึงต้องนำเงินอายัดและเงินประกันมาหักชำระหนี้ภาษีสรรพสามิตก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล มีหน้าที่จัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยตามกฎหมาย จำเลยประกอบการผลิตและจำหน่ายเครื่องปรับอากาศ ขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีที่ยังคงค้างอยู่ 79,544.44 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.4 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ค้าง 35,030.51 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งภาษีเก็บเพิ่มมหาดไทยอีกร้อยละ 10 ของเงินเพิ่ม

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้โจทก์คืนเงินค้ำประกัน 50,000 บาท และเงินที่อายัด 14,916.95 บาท (ที่ถูก 14,916.01 บาท) และ 576.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2544 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 9 มกราคม 2544 ตามลำดับ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลฎีกาอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 60,689.24 บาท แก่โจทก์ยกคำขออื่นและยกฟ้องแย้ง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้ให้การว่าโจทก์หักเงินอายัดและเงินประกันชำระหนี้โดยไม่ชอบ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ในการจัดเก็บภาษีอากรซึ่งเป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อบังคับเอาแก่ประชาชนผู้ต้องรับผิดสียภาษีอากรนั้น หน่วยงานที่จัดเก็บต้องปฏิบัติให้ถูกต้องภายในกรอบแห่งกฎหมายที่บัญญัติไว้ตลอดจนกฎระเบียบต่างๆ ที่กำหนดขึ้นเพื่อการนี้ รวมทั้งในเรื่องลำดับการหักชำระหนี้ภาษีอากรนั้น เมื่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับใช้ และกรณีนี้ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่และความรับผิดของผู้เสียภาษีอากร อันเป็นความรับผิดต่อรัฐตามกฎหมายภาษีอากรซึ่งเป็นกฎหมายมหาชนที่มีบทลงโทษทั้งในทางแพ่งและทางอาญา ลำดับการหักชำระหนี้ภาษีอากรนี้จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฉะนั้น แม้จำเลยมิได้ให้การในเรื่องนี้ไว้ศาลภาษีอากรกลางย่อมยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า ศาลภาษีอากรกลางนำเงินอายัดและเงินประกันมาหักชำระหนี้โดยชอบหรือไม่ เห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้มีความผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย คือมีทั้งหนี้ภาษีสรรพสามิต หนี้เบี้ยปรับ หนี้เงินเพิ่ม และหนี้ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย ซึ่งประกันเท่าๆ กัน จึงต้องให้หนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เป็นอันได้ปลดเปลื้องไปก่อน เมื่อหนี้ภาษีสรรพสามิตเป็นหนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่จำเลย เพราะมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมายด้วย หนี้ภาษีสรรพสามิตย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง จึงต้องนำเงินอายัดและเงินประกันมาหักชำระหนี้ภาษีสรรพสามิตก่อนดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยชอบแล้ว โดยศาลภาษีอากรกลางได้นำมาหักชำระหนี้ภาษีสรรพสามิตจนหมดแล้วนำเงินที่เหลือไปหักชำระหนี้เบี้ยปรับบางส่วน ดังนี้ จึงคงเหลือเบี้ยปรับค้างชำระ 36,417.61 บาท เงินเพิ่มเติม 15,229.01 บาท และเงินเพิ่มเกิดใหม่ 3,525.42 บาท รวมเงินเพิ่มค้างชำระ 18,754.43 บาท กับภาษีเก็บเพิ่มมหาดไทยเดิม 11,713.96 บาท และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยเกิดใหม่ตามเงินเพิ่มเกิดใหม่ 352.54 บาท รวมภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยค้างชำระ 12,066.50 บาท รวมค้างชำระทั้งสิ้น 67,238.54 บาท แต่ที่ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์ได้รับชำระเพียง 60,689.24 บาท นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะศาลภาษีอากรกลางคำนวณภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยให้เพียง 5,517.20 บาท ซึ่งไม่ครบถ้วน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 67,238.54 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพสามิต
จำเลย — บริษัท ที.เอ.แอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6203/2549
#267794
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (8) และผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 (5) (ข) และนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนตามมาตรา 52 วรรคสอง เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระเงินตามสัญญาขายทอดตลาดไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเงินจำนวนดังกล่าวได้รวมภาษีเงินได้ที่ผู้ซื้อจะต้องหักและนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ด้วยและต่อมาปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์ได้จ่ายภาษีเงินได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไปอีกทั้งที่ตนมิได้มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษี แต่มีหน้าที่เพียงหักภาษีเงินได้ ตามมาตรา (50) (5) (ข) เท่านั้น ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิที่จะขอเงินดังกล่าวคืน ดังนั้น ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนให้ผู้ซื้อทรัพย์ตามจำนวนภาษีที่ผู้ซื้อได้ทดรองจ่ายไปจึงเป็นการกระทำที่ชอบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ยกเลิกการหักเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำนองไว้กับโจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีรับจ่ายในคดี โดยคิดหักค่าภาษี ณ ที่จ่ายคืนผู้ซื้อทรัพย์ไปจำนวน 10,657 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียกเลิกการหักเงิน และให้คืนเงินจำนวน 10,657 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานบังคับคดีและผู้ซื้อทรัพย์ไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จ่ายคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่ผู้ซื้อทรัพย์นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้น เห็นว่า เงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) และผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 (5) (ข) และนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนตาม มาตรา 52 วรรคสอง เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระเงินตามสัญญาขายทอดตลาดไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเงินจำนวนดังกล่าวได้รวมภาษีเงินได้ที่ผู้ซื้อจะต้องหักและนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ด้วย และต่อมาปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์ได้จ่ายภาษีเงินได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไปอีกทั้งที่ตนมิได้มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษี แต่มีหน้าที่เพียงหักภาษีเงินได้ตาม มาตรา 50 (5) (ข) เท่านั้น ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิที่จะขอเงินดังกล่าวคืน ดังนั้นที่เจ้าพนักงานบังคับคดีหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนให้ผู้ซื้อทรัพย์ตามจำนวนภาษีที่ผู้ซื้อได้ทดรองจ่ายไปจึงเป็นการกระทำที่ชอบแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้ยกเลิกการหักเงิน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (8) ม. 50 (5) (ข) ม. 52 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด (มหาชน)
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายเกษม นิลเทศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายศักดา วะสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6203/2549
#269106
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 40 (8) และผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 (5) (ข) และนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่จดทะเบียนตามมาตรา 52 วรรคสอง เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระเงินตามสัญญาขายทอดตลาดไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยเงินจำนวนดังกล่าวได้รวมภาษีเงินได้ที่ผู้ซื้อจะต้องหักและนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ด้วย และต่อมาปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์ได้จ่ายภาษีเงินได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไปอีก ทั้งที่ตนมิได้มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษี แต่มีหน้าที่เพียงหักเงินได้ตามมาตรา 50 (5) (ข) เท่านั้น ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิที่จะขอเงินดังกล่าวคืน ดังนั้นที่เจ้าพนักงานบังคับคดีหักเงินได้จากการขายทอดตลาดคืนให้ผู้ซื้อทรัพย์ตามจำนวนภาษีที่ผู้ซื้อได้ทดรองจ่ายไปจึงเป็นการกระทำที่ชอบแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้ยกเลิกการจ่ายเงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำนองไว้กับโจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบัญชีรับจ่ายในคดี โดยคิดหักค่าภาษี ณ ที่จ่ายคืนผู้ซื้อทรัพย์ไปจำนวน 10,657 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดจ่ายคืนค่าภาษีเงินได้ที่ผู้ซื้อทรัพย์ได้จ่ายให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นการไม่ชอบ เพราะภาษีเงินได้ที่ผู้ซื้อทรัพย์จ่ายไปไม่ใช่ค่าธรรมเนียมในการขายทอดตลาด ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียกเลิกการหักเงิน และให้คืนเงินจำนวน 10,657 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานบังคับคดีและผู้ซื้อทรัพย์ไม่คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จ่ายคืนภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่ผู้ซื้อทรัพย์นำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้น เห็นว่า เงินได้จากการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) และผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 (5) (ข) และนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนตามมาตรา 52 วรรคสอง เมื่อผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระเงินตามสัญญาขายทอดตลาดไว้กับเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเงินจำนวนดังกล่าวได้รวมภาษีเงินได้ที่ผู้ซื้อจะต้องหักและนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ด้วย และต่อมาปรากฏว่าผู้ซื้อทรัพย์ได้จ่ายภาษีเงินได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมไปอีก ทั้งที่ตนมิได้มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษี แต่มีหน้าที่เพียงหักภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 (5) (ข) เท่านั้น ผู้ซื้อทรัพย์จึงมีสิทธิที่จะขอเงินดังกล่าวคืน ดังนั้นที่เจ้าพนักงานบังคับคดีหักเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดคืนให้ผู้ซื้อทรัพย์ตามจำนวนภาษีที่ผู้ซื้อได้ทดรองจ่ายไปจึงเป็นการกระทำที่ชอบแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้ยกเลิกการหักเงิน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (8) ม. 50 (5) (ข) ม. 52 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด
ผู้เข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายเกษม นิลเทศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6078 -ที่ 6199/2549
#268578
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 เป็นบทบัญญัติที่ต้องการคุ้มครองนายจ้างที่ประสบปัญหาในการดำเนินกิจการมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว โดยนายจ้างยังมีความประสงค์จะประกอบกิจการของตนต่อไปอีกเพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายของนายจ้าง จึงให้นายจ้างรับภาระจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในระหว่างการหยุดงานเพียงไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้าง แต่ก็เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองประโยชน์ลูกจ้างด้วย ซึ่งหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดได้ จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้าง ก็จะทำให้ลูกจ้างไม่มีงานทำได้รับความเดือดร้อน เหตุที่นายจ้างจะยกความจำเป็นขึ้นอ้างเพื่อหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวจะต้องพิจารณาเป็นกรณีไป หาใช่ว่าจะต้องมาจากสาเหตุที่นายจ้างประสบปัญหาการขาดทุนเพียงประการเดียวไม่

การที่กิจการของจำเลยซึ่งผลิตเครื่องหนังโดยมีเครื่องหมายการค้าของผู้สั่งซื้อจากต่างประเทศต้องผลิตตามคำสั่งซื้อตามความประสงค์ของผู้สั่งซื้อโดยไม่อาจเตรียมไว้ล่วงหน้า เมื่อมีคำสั่งซื้อสินค้าน้อยลงและขาดช่วง เพราะต้องรอวัตถุดิบจากต่างประเทศ ทำให้เกิดช่วงเวลาที่ต้องรอวัตถุดิบในการผลิต จำเลยจึงต้องปิดโรงงานผลิตไปบางส่วน และหยุดกิจการบางส่วนโดยไม่ได้เลือกปฏิบัติ อันเป็นความจำเป็นที่มีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของจำเลยอย่างมาก จำเลยย่อมหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้ตามมาตรา 75 นี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสองสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 210/2548 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 123 แต่โจทก์ที่ 90 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวขอถอนฟ้อง คดีสำหรับโจทก์ที่ 90 จึงยุติไปแล้วในศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีหนึ่งร้อยยี่สิบสองสำนวนนี้

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสองตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยสั่งให้โจทก์แต่ละคนหยุดงานจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 89 และที่ 91 ถึงที่ 123 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสองว่า จำเลยมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการชั่วคราวหรือไม่ โดยโจทก์ดังกล่าวอุทธรณ์ว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 ต้องการคุ้มครองนายจ้างที่ประกอบกิจการโดยสุจริตแต่ประสบปัญหาการขาดทุน การที่จำเลยหยุดกิจการชั่วคราวด้วยเหตุแต่เพียงสั่งวัตถุดิบเข้ามาไม่ทันจึงไม่เป็นเหตุที่จะคุ้มครองจำเลย เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน" ตามมาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่ต้องการคุ้มครองนายจ้างในกรณีที่นายจ้างประสบปัญหาในการดำเนินกิจการ มีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว โดยนายจ้างยังมีความประสงค์จะประกอบกิจการของตนต่อไปอีก เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายของนายจ้าง จึงให้นายจ้างรับภาระจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในระหว่างการหยุดงานเพียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างโดยไม่จำต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเต็มจำนวนในระหว่างที่หยุดกิจการนั้น ขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองประโยชน์ลูกจ้างด้วย ซึ่งหากไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนายจ้างอาจไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานทั้งหมดได้ จำเป็นต้องเลิกจ้างลูกจ้าง ก็จะทำให้ลูกจ้างไม่มีงานทำ ขาดรายได้และได้รับความเดือดร้อน สำหรับความจำเป็นของนายจ้างที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้จะต้องมีความจำเป็นที่สำคัญอันจะมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างอย่างมาก ทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการตามปกติได้ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาเหตุความจำเป็นที่นายจ้างอ้างเพื่อหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวเป็นกรณีไป หาใช่ความจำเป็นที่นายจ้างจะหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวได้ จะต้องมาจากสาเหตุที่นายจ้างประสบปัญหาการขาดทุนเพียงประการเดียวเท่านั้นดังที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสองอุทธรณ์ไม่

กรณีของจำเลยปรากฏว่า จำเลยผลิตกระเป๋าโดยไม่มีเครื่องหมายการค้าเป็นของจำเลยเอง แต่ผลิตตามคำสั่งซื้อของผู้ซื้อจากต่างประเทศ เครื่องหนังและผ้าที่ใช้ในการผลิตกระเป๋าส่วนมากจะมีตราเครื่องหมายการค้าของผู้สั่งซื้อสินค้าติดอยู่ ซึ่งต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ แสดงว่าถ้าไม่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศจำเลยก็ไม่ได้ผลิตสินค้า แต่ถ้ามีคำสั่งซื้อเข้ามาจำเลยก็ต้องสั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศเพื่อนำมาผลิตสินค้าตามความประสงค์ของผู้สั่งซื้อ โดยไม่อาจสั่งวัตถุดิบเตรียมไว้ล่วงหน้าได้เพราะไม่รู้ว่าการสั่งซื้อในแต่ละครั้ง ผู้สั่งซื้อจะสั่งให้ผลิตสินค้าในรูปแบบใด เป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งอาจไม่ใช่สินค้าแบบที่เคยสั่งซื้อก็ได้ ปรากฏว่านับแต่ปี 2547 เป็นต้นมาจำเลยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้ต้องปิดโรงงานผลิตไปบางส่วน มีคำสั่งซื้อสินค้าน้อยลงและขาดช่วงหรือบางครั้งก็มีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างกะทันหันทำให้เกิดมีช่วงเวลาที่ต้องรอวัตถุดิบในการผลิตส่งผลให้ไม่มีงานให้ลูกจ้างทำในขั้นตอนแรก ๆ ของการผลิต และมีผลไปถึงขั้นตอนต่อไปของการผลิตด้วย ดังนั้น การที่จำเลยหยุดกิจการบางส่วนแล้วสั่งให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสองหยุดงานเป็นการชั่วคราว โดยไม่ได้เลือกปฏิบัติเพื่อรอวัตถุดิบจากต่างประเทศมาผลิตสินค้าดังเหตุผลที่กล่าวมา จึงเป็นความจำเป็นที่สำคัญอันจะมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของจำเลยอย่างมาก จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะกระทำได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสังวาลย์ พิมสาร กับพวก
จำเลย — บริษัทดรากอน แฮนด์แบ๊ก (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6076 -ที่ 6077/2549
#267558
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินต่าง ๆ ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน คดีมีประเด็นข้อพิพาทแต่เพียงว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดหรือไม่ และจำเลยได้จ่ายเงินตามฟ้องให้โจทก์แล้วหรือไม่เท่านั้น ปัญหาว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ เป็นกรณีที่จำเลยจะต้องโต้แย้งให้เป็นประเด็นไว้ในชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงาน และหากพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งอย่างใดแล้ว จำเลยไม่พอใจ จำเลยย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง หากไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด คำสั่งนั้นเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง เมื่อจำเลยมิได้ใช้สิทธินำคดีสู่ศาลแรงงานตามบทบัญญัติดังกล่าว คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด จำเลยจึงหามีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องความเป็นนายจ้างลูกจ้างกันซึ่งยุติไปแล้วในชั้นพนักงานตรวจแรงงานมากล่าวอ้างในชั้นที่โจทก์มาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นนี้มาว่าโจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

เมื่อปรากฏว่าคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าถูกส่งไปให้บริษัทจำเลยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยมีผู้ลงชื่อรับคำสั่งระบุความเกี่ยวพันกับจำเลยว่าเป็นพนักงานจำเลย จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงได้รับคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานโดยชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 143 วรรคหนึ่ง แล้ว จำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 125 วรรคสอง จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ตามมาตรา 124 วรรคสาม เมื่อไม่ชำระในกำหนด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด สำหรับค่าจ้างและค่าชดเชย จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด แต่สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ใช่เงินตามที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้ลูกจ้างในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยจึงมีหน้าที่เสียดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 459,000 บาท ค่าชดเชย 90,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวน

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นที่ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินต่าง ๆ ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน คดีมีประเด็นข้อพิพาทแต่เพียงว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดหรือไม่ และจำเลยได้จ่ายเงินตามฟ้องให้โจทก์แล้วหรือไม่เท่านั้น ปัญหาว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ เป็นกรณีที่จำเลยจะต้องโต้แย้งให้เป็นประเด็นไว้ในชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจแรงงาน และหากพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งอย่างใดแล้ว จำเลยไม่พอใจ จำเลยย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง หากไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด คำสั่งนั้นเป็นที่สุด ตามมาตรา 125 วรรคสอง เมื่อจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลแรงงานตามที่บทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิไว้ คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด จำเลยจึงหามีสิทธิที่จะยกประเด็นเรื่องความเป็นนายจ้างลูกจ้างกันซึ่งยุติไปแล้วในชั้นพนักงานตรวจแรงงานมากล่าวอ้างในชั้นที่โจทก์มาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นนี้มาว่าโจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 2/2547 และ 3/2547 (ที่ถูกน่าจะเป็น 2/2546 และ 3/2546) โดยชอบแล้วหรือไม่ และคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นที่สุดแล้วหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 143 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการส่งคำสั่งหรือหนังสือของอธิบดีหรือพนักงานตรวจแรงงานซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือพนักงานตรวจแรงงานจะนำไปส่งเอง หรือให้เจ้าหน้าที่ไปส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานของนายจ้างในเวลาทำการของนายจ้าง ถ้าไม่พบนายจ้าง ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของนายจ้าง หรือพบนายจ้างแต่นายจ้างปฏิเสธไม่ยอมรับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของนายจ้างนั้นก็ได้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่านายจ้างได้รับคำสั่งหรือหนังสือของอธิบดีหรือพนักงานตรวจแรงงานนั้นแล้ว" ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 2/2547 และ 3/2547 (ที่ถูกน่าจะเป็น 2/2546 และ 3/2546) ส่งไปให้บริษัทจำเลยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ โดยมีผู้ลงชื่อรับคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าวระบุความเกี่ยวพันกับจำเลยว่าเป็นพนักงานจำเลย จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงได้รับคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวแล้วตามบทบัญญัติข้างต้น อันถือได้ว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานทั้งสองฉบับโดยชอบแล้ว และเมื่อจำเลยได้รับคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 2/2547 และ 3/2547 (ที่ถูกน่าจะเป็น 2/2546 และ 3/2546) วันที่ 15 ธันวาคม 2546 ตามลำดับแล้วจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานตามฟ้องให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ตามมาตรา 124 วรรคสาม ซึ่งตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 2/2547 (ที่ถูกน่าจะเป็น 2/2546) จำเลยต้องชำระค่าจ้างภายในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นไป ส่วนตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 3/2547 (ที่ถูกน่าจะเป็น 3/2546) จำเลยต้องชำระเงินต่าง ๆ ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2546 เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไป สำหรับค่าจ้างและค่าชดเชยจำเลยต้องเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด แต่สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ใช่เงินตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้ลูกจ้างในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยจึงมีหน้าที่เสียดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรก เท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองสำนวนฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 2/2547 (ที่ถูกน่าจะเป็น 2/2546) จำนวน 444,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 เป็นต้นไป จ่ายค่าจ้าง 15,000 บาท ค่าชดเชย 90,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 17,000 บาท ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 3/2547 (ที่ถูกน่าจะเป็น 3/2546) พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าจ้างและค่าชดเชย และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 ม. 124 ม. 125 ม. 143
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอมร รื่นใจชน
จำเลย — บริษัทธุรกิจเพื่อการเกษตร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6075/2549
#267498
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามติดต่อและตกลงรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างงาน การเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย หาใช่สาระสำคัญของสัญญาจ้างงานไม่ เพียงแต่ทำให้โจทก์ดูมีคุณสมบัติเด่นเป็นพิเศษ มีความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจในการดูแลและบริหารงานมากยิ่งขึ้นเท่านั้น การที่โจทก์ระบุในใบสมัครงานว่าเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟฟอร์เนียอันเป็นการเท็จ สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นโมฆียะกรรม

แม้ขณะที่โจทก์ยื่นใบสมัครเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 1 จะรับโจทก์เข้าทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังมิได้เป็นลูกจ้างนายจ้างกัน กฎและมาตรฐานความประพฤติของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีผลบังคับโจทก์ จะถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างกรณีกรอกข้อความในใบสมัครอันเป็นเท็จไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ทำประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์โดยระบุว่าโจทก์เป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียตามที่โจทก์ระบุไว้ในใบสมัครอันเป็นเท็จซึ่งโจทก์ตรวจแล้วรับรองว่าถูกต้องนั้น ย่อมเป็นการกระทำผิดข้อบังคับและมาตรฐานความประพฤติของพนักงาน และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน

การที่โจทก์รับรองประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์ว่าเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียอันเป็นเท็จ แม้จะเป็นการผิดหรือฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ก็ตามก็ไม่ใช่เป็นกรณีร้ายแรง โจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 ติดต่อกันเกินกว่าหกปีแต่ไม่ครบสิบปี โจทก์จึงชอบที่จะได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) และเมื่อจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโดยโจทก์มิได้มีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ตามฟ้อง

โจทก์ได้แจ้งคุณวุฒิด้านวิชาชีพอันเป็นเท็จต่อจำเลยที่ 1 ในใบสมัครงานและในการทำงานโจทก์ให้ข้อมูลหรือรับรองข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติด้านวิชาชีพของโจทก์เป็นเท็จการกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และถือได้ว่าโจทก์กระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยที่ 1 ชอบที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ตามใบสมัครงานเอกสารหมาย ล. 3 ตอนท้ายมีข้อความสรุปไว้ว่า "นอกจากนี้ข้าพเจ้ายินยอมที่จะไม่ทำงานเพื่อหรือทำประโยชน์ให้กับสำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี ในกรณีที่ข้าพเจ้าได้ออกจากการทำงานที่ ติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม (ประโยคข้างต้นดังกล่าวมิให้นำมาใช้กับทนายซึ่งทำงานให้กับบริษัท) " โดยข้อความในวงเล็บของต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษระบุว่า "(The preceding sentence does not apply to lawyers engaged wih the firm.)" คำในวงเล็บคำว่า "lawyers" ท้ายเอกสารหมาย ล. 3 ย่อมหมายถึงทนายความผู้ทำหน้าที่ว่าความหรือให้คำปรึกษาเป็นการเฉพาะรายเท่านั้น โจทก์เข้าทำงานตำแหน่งหัวหน้างานทรัพย์สินทางปัญญาและตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นตำแหน่งที่สามารถล่วงรู้ความลับในทางการค้าและข้อมูลการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีในกิจการประกอบธุรกิจโดยชอบไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ ดังนั้น ข้อความท้ายเอกสารหมาย ล. 3 จึงมีผลผูกพันไม่ให้โจทก์ทำงานเพื่อหรือทำงานให้แก่สำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง คือนับแต่วันที่เลิกจ้าง เมื่อโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างแล้วโจทก์ไปทำงานกับบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี จำกัด อันเป็นสำนักงานกฎหมายในกรุงเทพมหานคร จึงเป็นการผิดสัญญาข้อดังกล่าว แต่เนื่องจากระยะเวลาดังกล่าวได้ล่วงเลยมาเป็นเวลานาน หากให้มีผลนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม จึงสมควรกำหนดให้เป็นค่าเสียหายโดยให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชดใช้ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายเงินเดือนสะสมจำนวน 1,456,072.59 บาท เงินค่าเดินทางจำนวน 160,000 บาท เงินส่วนแบ่งกำไรจำนวน 14,266,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปและให้เสียเงินเพิ่มตามกฎหมายจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 850,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 708,333.33 บาท ค่าชดเชย 6,800,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 991,666 บาท ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบส่วนของจำเลยที่ 1 เข้าไปในเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ครบถ้วน และแจ้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการทุนรวมทิสโก้ จำกัด จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ พร้อมแสดงรายการนำส่งเงินสมทบของแต่ละฝ่าย อัตราดอกเบี้ยและประโยชน์อื่นที่ได้รับ ให้จำเลยที่ 1 จัดการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่นรีเจียส หมายเลขทะเบียน ภม.8332 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันและแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 157,584.65 บาท อันเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน ภน.2119 กรุงเทพมหานคร กับบริษัทเมอร์ซิเดสเบนซ์ลีสซิ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้ชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 44,244,600 บาท กับออกหนังสือรับรองการทำงานให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามยอมร่วมกันแก้ไขเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์ โดยยอมแถลงข้อความจริงต่อบุคคลที่สามด้วยวิธีการและข้อความตามฟ้องแล้วโจทก์ยินยอมไม่เรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมาจากจำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การ และจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์เลิกทำงานกับสำนักงานกฎหมายที่โจทก์ทำงานอยู่ในขณะนี้ และห้ามโจทก์ไม่ให้ทำงานในสำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครอีกเป็นเวลา 2 ปี นับแต่ที่ศาลมีคำพิพากษา ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจากการผิดสัญญานับแต่วันที่โจทก์เข้าทำงานกับสำนักงานอื่นจนถึงวันที่โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาคิดเป็นค่าเสี่ยหายเท่ากับเงินที่โจทก์ได้รับจากสำนักงานกฎหมายแห่งอื่นที่เข้าทำงานโดยผิดสัญญาถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ชักชวนพนักงานของจำเลยที่ 1 ให้ไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่นจำนวน 4,442,514.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 51,119.60 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 สูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับจากลูกความเป็นเงิน 60,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ส่งคืนบัญชีรายชื่อลูกความ แฟ้มจดหมายติดต่อกับลูกความ แฟ้มความเห็นทางกฎหมาย ตัวอย่างแบบฟอร์มที่ใช้ในบริษัทจำเลยที่ 1 และรายงานทางการเงินของบริษัทจำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างค้างจ่าย 804,667 บาท และเงินสะสมในบัญชีพิเศษของโจทก์ 1,452,473 บาท กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนรถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีเจียส หมายเลขทะเบียน ภม. 8332 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ และให้ออกหนังสือรับรองการทำงานแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ...จำเลยทั้งสามติดต่อและตกลงรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างงาน การเป็นเนติบัณฑิต มลรัฐเคลิฟอร์เนีย หาใช่สาระสำคัญของสัญญาจ้างงานไม่ เพียงแต่ทำให้โจทก์ดูมีคุณสมบัติเด่นเป็นพิเศษ มีความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจในการดูแลและบริหารงานมากยิ่งขึ้นเท่านั้น สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นโมฆียะกรรม ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ตามใบสมัครงานโจทก์ระบุชัดเจนว่า โจทก์สมัครงานกับจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งลอร์เยอร์ และเป็นเนติบัณทิตจากมลรัฐแคลิฟอร์เนีย จำเลยที่ 1 ประกาศให้พนักงานทราบถึงการรับโจทก์เข้าทำงานระบุคุณสมบัติทางวิชาชีพโจทก์ว่าเป็นเนติบัณฑิตจากมลรัฐแคลิฟอร์เนีย จำเลยที่ 1 ให้ความสำคัญแก่คุณสมบัติทางวิชาชีพของโจทก์ โจทก์รับผิดชอบงาน 3 ลักษณะ คือการบริหารบังคับบัญชาฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา การหาลูกค้าให้จำเลยที่ 1 และงานทนายความโดยทำความเห็นให้แก่ลูกความ การเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญาต้องเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการประชุมกับหน่วยงานอื่นทั้งในและนอกประเทศ การปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานของโจทก์ จึงต้องอาศัยคุณสมบัติทางวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ คุณสมบัติทางวิชาชีพจึงเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้ามาทำงานก็เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นเนติบัณฑิต มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ใช่เพราะความรู้ความสามารถอื่นๆ เพื่อนำไปสู้ปัญหาข้อกฎหมายว่า การเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียหรือไม่ เป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 อันจะทำให้สัญญาจ้างเป็นโมฆียะกรรมหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง แม้ศาลแรงงานกลางจะรับอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนังสือเลิกจ้างชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือเลิกจ้างได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ถึง 12 ข้อ ซึ่งพอที่จะทำให้โจทก์เข้าใจได้แล้ว โดยเฉพาะในหนังสือเลิกจ้างข้อ 1 ได้ระบุว่า โจทก์ฝ่าฝืนกฎและมาตรฐานการทำงานของติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ พ.ศ.2522 ซึ่งโจทก์ได้อ่าน ยอมรับ และตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 1 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 13 ข้อ 15 และข้อ 16 โดยในข้อ 7 ของกฎและมาตรฐานความประพฤติระบุไว้ว่า ห้ามมิให้พนักงานจัดเตรียมหรือยื่นแบบ การให้ถ้อยคำ คำขอหรือเอกสารอื่น ๆ อันเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องแก่สำนักงานซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าเหตุแห่งการเลิกจ้างโจทก์ประการหนึ่งมาจากการที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ปกปิดหรือแจ้งคุณวุฒิเกี่ยวกับเนติบัณฑิตอันเป็นเท็จนั่นเอง หนังสือเลิกจ้างจึงระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ตามมาตรา 17 วรรคสาม แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียอันเป็นเท็จนั้น เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างเป็นกรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) หรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะที่โจทก์ยื่นใบสมัครเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 1 จะรับโจทก์เข้าทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังมิได้เป็นลูกจ้างนายจ้างกัน กฎและมาตรฐานความประพฤติของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีผลบังคับโจทก์ จะถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างกรณีกรอกข้อความในใบสมัครอันเป็นเท็จไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ทำประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์โดยระบุว่าโจทก์เป็นสมาชิกเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียตามที่โจทก์ระบุไว้ในใบสมัครเป็นเท็จซึ่งโจทก์ตรวจแล้วรับรองว่าถูกต้องนั้น ย่อมเป็นการกระทำผิดข้อบังคับและมาตรฐานความประพฤติของพนักงาน ข้อ 7 และ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ 7 ข้อ 3.7 และข้อ 3.15

การที่โจทก์รับรองประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์ว่าเป็นเนติบัณทิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียอันเป็นเท็จ แม้จะเป็นการผิดหรือฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยก็ตามก็ไม่ใช่กรณีร้ายแรง และเมื่อศาลแรงงานกลางได้ฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า กรณีฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชักชวนลูกความของจำเลยที่ 1 ไปใช้บริการของบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ชักชวนพนักงานหรือลูกความของจำเลยที่ 1 ไปทำงานหรือใช้บริการสำนักกฎหมายอื่น และฟังไม่ได้ว่าโจทก์นำเอารายชื่อที่อยู่ลูกความ แฟ้มจดหมายติดต่อกับลูกความ แฟ้มความเห็นทางกฎหมาย ตัวอย่างแบบฟอร์มที่ใช้ในบริษัทจำเลยที่ 1 รายงานทางการเงินของจำเลยที่ 1 ไป ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2537 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 850,000 บาท จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 โจทก์จึงชอบที่จะได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) เป็นเงิน 6,800,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้แจ้งคุณวุฒิด้านวิชาชีพอันเป็นเท็จต่อจำเลยที่ 1 ในใบสมัครงานและในการทำงานโจทก์ให้ข้อมูลหรือรับรองข้อมูลเกี่ยวกับคุณวุฒิด้านวิชาชีพของโจทก์เป็นเท็จ การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และถือได้ว่าโจทก์กระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยที่ 1 ชอบที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์จำนวน 25 วัน ตามฟ้องคิดเป็นเงิน 708,333.33 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ข้อตกลงตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ห้ามโจทก์ไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่นที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1มีผลผูกพันหรือไม่ เห็นว่า ตามใบสมัครงานเอกสารหมาย ล.3 ตอนท้ายมีข้อความสรุปไว้ว่า "นอกจากนี้ข้าพเจ้ายินยอมที่จะไม่ทำงานเพื่อหรือทำประโยชน์ให้กับสำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี ในกรณีที่ข้าพเจ้าได้ออกจากการทำงานที่ ติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม (ประโยคข้างต้นดังกล่าวมิให้นำมาใช้กับทนายซึ่งทำงานให้กับบริษัท" โดยข้อความในวงเล็บของต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษระบุว่า "(The preceding sentence dose not apply to lawyers engaged with the firm.)" คำในวงเล็บคำว่า "lawyers" ท้ายเอกสารหมาย ล.3 นั้น ย่อมหมายถึงทนายความผู้ทำหน้าที่ว่าความหรือให้คำปรึกษาเป็นการเฉพาะรายเท่านั้น โจทก์เข้าทำงานตำแหน่งหัวหน้างานทรัพย์สินทางปัญญาและตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นตำแหน่งที่สามารถล่วงรู้ความลับในทางการค้าและข้อมูลการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีในกิจการประกอบธุรกิจโดยชอบไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ ดังนั้นข้อความท้ายเอกสารหมาย ล.3 จึงมีผลผูกพันไม่ให้โจทก์ทำงานเพื่อหรือทำงานให้แก่สำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลาไม่น้อยว่า 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง คือนับแต่วันที่เลิกจ้าง เมื่อโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างแล้วโจทก์ไปทำงานกับบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี จำกัด อันเป็นสำนักงานกฎหมายในกรุงเทพมหานคร จึงเป็นการผิดสัญญาข้อดังกล่าวแต่เนื่องจากระยะเวลาดังกล่าวได้ล่วงเลยมาเป็นเวลานาน หากให้มีผลนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม จึงสมควรกำหนดให้เป็นค่าเสียหายโดยให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชดใช้ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 6,800,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 708,333.33 บาท ให้แก่โจทก์ และให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชดใช้แก่จำเลยที่ 1 แทนการที่โจทก์ได้ไปทำงานเพื่อหรือทำงานให้กับสำนักกฎหมายอื่นแล้วพิพากษาคดีในส่วนนี้ใหม่ต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 157 ม. 575 ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม ม. 67 ม. 118 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสยุมพร สุจินตัย
บริษัทติลลิกี แอนด์ กิบบินส์
จำเลย — อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางณณัฏฐ์ ธีราทอง
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6075/2549
#269373
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามติดต่อและตกลงรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างงาน การเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย หาใช่สาระสำคัญของสัญญาจ้างงานไม่ เพียงแต่ทำให้โจทก์ดูมีคุณสมบัติเด่นเป็นพิเศษ มีความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจในการดูแลและบริหารงานมากยิ่งขึ้นเท่านั้น สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นโมฆียะกรรม ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในทำนองว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานของโจทก์ต้องอาศัยคุณสมบัติทางวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ คุณสมบัติทางวิชาชีพจึงเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ถือเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้ามาทำงานก็เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ใช่เพราะความรู้ความสามารถอื่น ๆ เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า การเป็นเนติบัณฑิต มลรัฐแคลิฟอร์เนียหรือไม่ เป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 อันจะทำให้สัญญาจ้างเป็นโมฆียะกรรมหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

ตามหนังสือเลิกจ้างได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ถึง 12 ข้อ ซึ่งพอที่จะทำให้โจทก์เข้าใจได้แล้ว โดยเฉพาะในข้อ 1 ได้ระบุไว้ว่า โจทก์ฝ่าฝืนกฎและมาตรฐานการทำงานของติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ พ.ศ.2522 ซึ่งโจทก์ได้อ่าน ยอมรับและตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 1 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 13 ข้อ 15 และข้อ 16 โดยในข้อ 7 ของกฎและมาตรฐานความประพฤติ ระบุไว้ว่าห้ามมิให้พนักงานจัดเตรียมหรือยื่นแบบการให้ถ้อยคำ คำขอหรือเอกสารอื่น ๆ อันเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องแก่สำนักงาน ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าเหตุแห่งการเลิกจ้างโจทก์ประการหนึ่งมาจากการที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า โจทก์ปกปิดหรือแจ้งคุณวุฒิเกี่ยวกับเนติบัณฑิตอันเป็นเท็จนั่นเอง หนังสือเลิกจ้างดังกล่าวจึงระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ตามมาตรา 17 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ แล้ว และการที่โจทก์สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยโลโยลา จำเลยที่ 2 ที่ 3 รู้จักโจทก์มาก่อน จำเลยที่ 3 เคยชักชวนโจทก์แต่แรกแล้วให้มาร่วมทำงานกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น การที่โจทก์เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าแผนกทรัพย์สินทางปัญญา โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่เคยขอดูใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากโจทก์เลย ดังนี้ การที่โจทก์รับรองประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์ว่า เป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย อันเป็นเท็จ แม้จะเป็นการผิดหรือฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยก็ตามก็ไม่ใช่เป็นกรณีร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (4) และเมื่อศาลแรงงานกลางได้ฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า กรณีฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชักชวนลูกความของจำเลยที่ 1 ไปใช้บริการของบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี่ ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ชักชวนพนักงานหรือลูกความของจำเลยที่ 1 ไปทำงานหรือใช้บริการสำนักกฎหมายอื่น และฟังไม่ได้ว่าโจทก์นำเอารายชื่อที่อยู่ลูกความ แฟ้มจดหมายติดต่อกับลูกความ แฟ้มความเห็นทางกฎหมาย ตัวอย่างแบบฟอร์มที่ใช้ในบริษัท จำเลยที่ 1 รายงานทางการเงินของจำเลยที่ 1 ไป ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้กระทำผิด จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 (4)

โจทก์แจ้งคุณสมบัติด้านวิชาชีพอันเป็นเท็จต่อจำเลยที่ 1 ในใบสมัครงาน และในการทำงานโจทก์ให้ข้อมูลหรือรับรองข้อมูลเกี่ยวกับคุณวุฒิด้านวิชาชีพของโจทก์เป็นเท็จ การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และถือได้ว่าโจทก์กระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยที่ 1 ชอบที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้มีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ตามฟ้อง

ตามใบสมัครงานตอนท้ายมีข้อความสรุปไว้ว่า "นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายินยอมที่จะไม่ทำงานเพื่อหรือทำประโยชน์ให้กับสำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี ในกรณีที่ข้าพเจ้าได้ออกจากการทำงานที่ ติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม (ประโยคข้างต้นดังกล่าวมิให้นำมาใช้กับทนายซึ่งทำงานให้กับบริษัท)" โดยข้อความในวงเล็บของต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษระบุว่า "(The preceding sentence dose not apply to lawyers engaged with the firm.)" คำในวงเล็บคำว่า "lawyers" นั้น ย่อมหมายถึง ทนายความผู้ทำหน้าที่ว่าความหรือให้คำปรึกษาเป็นการเฉพาะเท่านั้น โจทก์เข้าทำงานตำแหน่งหัวหน้างานทรัพย์สินทางปัญญาและตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นตำแหน่งที่สามารถล่วงรู้ความลับในทางการค้าและข้อมูลการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีในกิจการประกอบธุรกิจโดยชอบไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ เมื่อโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างแล้ว โจทก์ไปทำงานกับบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี จำกัด อันเป็นสำนักงานกฎหมายในกรุงเทพมหานครจึงเป็นการผิดสัญญาข้อดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ จำเลยที่ 1 ได้ซื้อกิจการห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ และรับโอนโจทก์และลูกจ้างอื่นมาเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 และมีอำนาจหน้าที่ด้านการเงิน บัญชีและพนักงาน โจทก์เข้าเป็นพนักงานของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2537 ตำแหน่งหัวหน้างานทรัพย์สินทางปัญญา ปี 2538 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา ตำแหน่งสุดท้ายได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 850,000 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 27 ของเดือน ในการทำงานโจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 30 วัน ทำงานโดยได้รับค่าจ้าง นอกจากนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้สัญญากับโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิจะได้รับส่วนแบ่งกำไรจากรายได้ของจำเลยที่ 1 ของปี 2543 เป็นเงินจำนวน 10,700,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันออกหนังสือเวียน ด้วยการสำเนาหนังสือเลิกจ้างให้พนักงานในบริษัทจำเลยที่ 1 ได้อ่าน ซึ่งข้อความในหนังสือเลิกจ้างนั้นล้วนไม่เป็นความจริง จึงเป็นการไขข่าวที่ไม่เป็นความจริงให้แพร่หลายโดยเอกสารสิ่งพิมพ์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ การที่จำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสามต้องชดใช้เงินแก่โจทก์ ดังนี้ เงินเดือนสะสมที่ตั้งอยู่ในบัญชีค้างจ่ายที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันว่ายังไม่ต้องจ่ายแก่โจทก์และให้จ่ายเมื่อโจทก์มีคำสั่ง ซึ่งในวันที่โจทก์ถูกเลิกจ้างมีเงินอยู่ในบัญชีจำนวน 1,456,072.59 บาท เงินเดือนที่จำเลยที่ 1 ปรับให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 เป็นต้นมา เดือนละ 170,000 บาท ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2544 เป็นเวลา 5 เดือน เป็นเงิน 850,000 บาท ค่าเดินทางไปและกลับระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อการไปเยี่ยมบ้านที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับจากห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ ปีเว้นปี เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับการโอนกิจการจากห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลดังกล่าว โจทก์มีสิทธิและผลประโยชน์เหมือนเดิม จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าเดินทางดังกล่าวสำหรับปี 2542 และปี 2544 ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 160,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน 25 วัน เป็นเงิน 708,333.33 บาท ในระหว่างการทำงานจำเลยที่ 1 หักค่าจ้างโจทก์ในอัตราร้อยละ 3 รวมกับส่วนของจำเลยที่ 1 ในอัตราเดียวกัน นำส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด เป็นผู้บริหาร เมื่อโจทก์ถูกเลิกจ้าง จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์มีสิทธิได้รับไม่น้อยกว่า 1,238,252.66 บาท แต่จำเลยเพิกเฉย ภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด ได้จัดส่งเช็คจ่ายเงินสมทบเฉพาะส่วนของโจทก์คืนให้แก่โจทก์แล้ว แต่หาได้จ่ายส่วนของจำเลยที่ 1 ไม่ ในการทำงานโจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์ตู้ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีเจียส หมายเลขทะเบียน ภม 8332 กรุงเทพมหานคร โดยซื้อด้วยเงินของโจทก์ และโจทก์ได้ทำการเช่าซื้อรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อเมอร์ซิเดสเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ภน 2119 กรุงเทพมหานคร โดยใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญา รถยนต์ทั้งสองคันอยู่ในความครอบครองของโจทก์มาโดยตลอด ภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 เจ้าหน้าที่บริษัทเมอร์ซิเดสเบนซ์ลีสซิ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ยึดรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวไปจากโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยไม่แจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อที่แท้จริงทราบ ทำให้โจทก์ต้องไปเจรจากับบริษัทดังกล่าว เพื่อทำการแก้ไขสัญญาและส่งมอบรถคืน โจทก์เสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการดำเนินการเป็นเงิน 157,854.65 บาท ส่วนแบ่งกำไรจากการประกอบการของจำเลยที่ 1 ทั้งในและต่างประเทศในปี 2543 ตามที่จำเลยทั้งสามตกลงกับโจทก์ 10,700,000 บาท และเมื่อนับถึงวันที่เลิกจ้างโจทก์ โจทก์มีสิทธิจะได้รับส่วนแบ่งกำไรช่วง 4 เดือนแรกของปี 2544 ซึ่งขอเทียบกับผลกำไรในปี 2543 เฉลี่ยแล้ว 4 เดือนแรกของปี 2544 โจทก์มีสิทธิจะได้รับผลส่วนแบ่งผลกำไรไม่น้อยกว่า 3,566,666 บาท รวมเป็นเงิน 14,266,666 บาท และเนื่องจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสาม ซึ่งได้ไขข่าวการเลิกจ้างไปยังบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันออกหนังสือประกาศแจ้งต่อพนักงานในบริษัท จำเลยที่ 1 ออกหนังสือเวียนถึงลูกความของจำเลยที่ 1 ทุกรายที่เกี่ยวกับงานทรัพย์สินทางปัญญา ลงประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ภาษาไทยและหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ให้มีข้อความทำนองว่า จำเลยทั้งสามขอยกเลิกหนังสือเลิกจ้างโจทก์ ฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เนื่องจากไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำความผิดใดดังที่กล่าวอ้างในหนังสือเลิกจ้างและให้ถือว่าเป็นการอนุมัติให้โจทก์ลาออกตามความประสงค์ได้นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไป หากจำเลยทั้งสามปฏิเสธที่จะออกหนังสือดังกล่าว จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดจ่ายค่าชดเชย เนื่องจากเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด โจทก์มีอายุงานเกินกว่า 6 ปี แต่ยังไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 8 เดือน เป็นเงิน 6,800,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 35 วัน เป็นเงิน 991,666 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโดยโจทก์ต้องเสียโอกาสในการทำธุรกิจ สูญเสียอำนาจในการต่อรองในการหางานใหม่ความไม่ต่อเนื่องในการทำงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาสที่โจทก์มีอยู่ก่อนการกระทำของจำเลยทั้งสาม ซึ่งโจทก์เห็นว่าต้องใช้เวลาในการทำงานอีกไม่น้อยกว่า 3 ปี ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 44,244,600 บาท ค่าเสียหายจากการละเมิดโดยการไขข่าวแพร่หลายต่อบุคคลภายนอกทำให้โจทก์รับความเสียหายเป็นเงิน 73,741,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายเงินเดือนสะสมจำนวน 1,456,072.59 บาท เงินค่าเดินทางจำนวน 160,000 บาท เงินส่วนแบ่งกำไรจำนวน 14,266,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไป และให้เสียเงินเพิ่มตามกฎหมายจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 850,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 708,333.33 บาท ค่าชดเชย 6,800,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 991,666 บาท ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบส่วนของจำเลยที่ 1 เข้าไปในเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ครบถ้วน และแจ้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด จ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์ พร้อมแสดงรายการนำส่งเงินสมทบของแต่ละฝ่าย อัตราดอกเบี้ยและประโยชน์อื่นที่ได้รับ ให้จำเลยที่ 1 จัดการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่นรีเจียส หมายเลขทะเบียน ภม 8332 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันและแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 157,584.65 บาท อันเนื่องมาจากการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน ภน 2119 กรุงเทพมหานคร กับบริษัทเมอร์ซิเดสเบนซ์ลีสซิ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้ชำระค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำนวน 44,244,600 บาท กับออกหนังสือรับรองการทำงานให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามยอมร่วมกันแก้ไขเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์ โดยยอมแถลงข้อความจริงต่อบุคคลที่สามด้วยวิธีการและข้อความตามฟ้องแล้วโจทก์ยินยอมไม่เรียกค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจากจำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การ และจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การว่าคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 โอนรถยนต์ตู้และชำระค่าเสียหายกรณีสัญญาเช่าซ้อรถยนต์เก๋ง ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินส่วนแบ่งกำไรจากการประกอบการของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันประกาศโฆษณาในที่ทำการบริษัทจำเลยที่ 1 และในหน้าหนังสือพิมพ์ กับมีหนังสือไปยังลูกความของจำเลยที่ 1 ข้อความว่า เหตุตามหนังสือเลิกจ้างลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 ไม่เป็นความจริง และที่เรียกให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 73,741,000 บาท อ้างว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดโดยการไขข่าวแพร่หลายนั้นเป็นคำฟ้องที่ไม่เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิด ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะกรรม จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติอันเป็นสาระสำคัญ ด้วยโจทก์ได้แสดงข้อความที่เกี่ยวกับคุณวุฒิการศึกษาและคุณสมบัติเฉพาะในทางวิชาชีพเป็นเท็จ ทำให้จำเลยที่ 1 หลงเชื่อ หากจำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวจะไม่ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นทนายความ จำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์อันถือได้ว่าเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว หากศาลฟังว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่เป็นนิติกรรมที่เกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติอันเป็นสาระสำคัญของโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดอย่างร้ายแรงและกระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต คือ โจทก์กระทำผิดข้อบังคับและมาตรฐานความประพฤติข้อที่ 1 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวดที่ 7 ข้อ 3 โดยประกอบธุรกิจแข่งขันกับจำเลยที่ 1 ในขณะที่เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้แจ้งข้อความที่เกี่ยวกับคุณวุฒิการศึกษาและคุณสมบัติเฉพาะในทางวิชาชีพเป็นเท็จในใบสมัครงานและเอกสารอื่น ๆ ที่เสนอให้จำเลยที่ 1 โจทก์ได้ทำการชักชวนพนักงานของจำเลยที่ 1 ให้ลาออกจากการเป็นพนักงาน และออกไปทำงานในที่แห่งอื่นซึ่งมีสภาพการประกอบธุรกิจในรูปแบบเดียวกับจำเลยที่ 1 โจทก์เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับลูกความและพนักงานของจำเลยที่ 1 ให้บุคคลอื่นที่ประกอบธุรกิจรูปแบบเดียวกับจำเลยที่ 1 ได้ทราบ โจทก์ได้ทำการทุจริตเอาไปซึ่งแบบฟอร์มทางกฎหมาย แฟ้มความเห็นทางกฎหมาย แบบฟอร์มจดหมายติดต่อกับลูกความ รายชื่อและที่อยู่ของลูกความของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้กระทำการดังกล่าวในขณะที่เป็นกรรมการผู้มีอำนาจและมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นตำแหน่งงานระดับบังคับบัญชา การกระทำของโจทก์จึงเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรงและไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องสุจริต ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงปรับเงินเดือนให้โจทก์อีกเดือนละ 170,000 บาท ไม่เคยตกลงให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ในการเบิกค่าเดินทาง ไม่เคยตกลงให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 30 วัน และโดยที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายเงินในส่วนนี้ให้แก่โจทก์สำหรับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โจทก์ได้รับไปจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมทิสโก้ จำกัด ครบถ้วนแล้ว และคำขอของโจทก์ข้อนี้ เป็นการฟ้องบังคับบุคคลภายนอก จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ทั้งสองคันเพื่อโจทก์ตามที่โจทก์อ้าง ไม่เคยตกลงแบ่งกำไรให้โจทก์ ไม่เคยกระทำละเมิดตามที่โจทก์อ้างจำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและบรรดาเงินที่โจทก์เรียกร้อง และไม่ต้องดำเนินการประกาศโฆษณาข้อความตามที่โจทก์ฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้บอกล้างสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับหนังสือรับรองการทำงานจากจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง และขอฟ้องแย้ง ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้บอกล้างสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์แล้ว จึงขอเรียกเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์เข้าทำงานจนถึงวันที่สัญญาจ้างแรงงานถูกบอกล้างมีค่าจ้างและโบนัสจำนวน 34,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการส่งโจทก์ไปอบรมทั้งในและต่างประเทศจำนวน 503,134.18 บาท ค่ารับรองลูกความและค่าใช้จ่ายอื่นที่โจทก์เบิกไปจำนวน 10,101,646.21 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 44,604,780.39 บาท หากศาลฟังว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยไม่เป็นโมฆียะกรรม ตามสัญญาจ้างมีข้อตกลงห้ามลูกจ้างที่ไม่เป็นทนายความไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่นเฉพาะที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี หลังจากที่ลูกจ้างคนนั้นพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แล้ว ปรากฏว่าโจทก์ผิดสัญญาโดยเมื่อพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 แล้วได้เข้าทำงานในสำนักงานกฎหมายแห่งอื่นที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครก่อนระยะเวลา 2 ปี หลังจากพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ชักชวนพนักงานของจำเลยที่ 1 จำนวนหลายคนให้ออกไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่นทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย โดยเสียค่าใช้จ่ายในการรับสมัครคัดเลือก ฝึกอบรมพนักงานใหม่คิดเป็นค่าเสียหาย 4,442,514.81 บาท การที่โจทก์ชักชวนลูกความของจำเลยที่ 1 ให้เลิกใช้บริการของจำเลยที่ 1 ทำให้มีลูกความของจำเลยที่ 1 เลิกใช้บริการจำนวน 13 ราย จำเลยที่ 1 จึงสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับ โดยลูกความแต่ละรายจ่ายค่าบริการให้จำเลยที่ 1 เดือนละประมาณ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่ลูกความแต่ละรายเลิกใช้บริการเป็นเงิน 60,000,000 บาท ขอให้โจทก์ชำระเงินที่ได้รับไปจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างที่เป็นโมฆียะกรรมที่ถูกบอกล้างจำนวน 44,604,780.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2544 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 บอกล้างสัญญาจ้างแรงงานจนกว่าจะชำระเสร็จ หากศาลพิพากษาว่าสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่เป็นโมฆียกรรม ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์เลิกทำงานกับสำนักงานกฎหมายที่โจทก์ทำงานอยู่ในขณะนี้ และห้ามโจทก์ไม่ให้ทำงานในสำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครอีกเป็นเวลา 2 ปี นับแต่ที่ศาลมีคำพิพากษา ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายจากการผิดสัญญานับแต่วันที่โจทก์เข้าทำงานกับสำนักงานอื่นจนถึงวันที่โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาคิดเป็นค่าเสียหายเท่ากับเงินที่โจทก์ได้รับจากสำนักงานกฎหมายแห่งอื่นที่เข้าทำงานโดยผิดสัญญาถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ชักชวนพนักงานของจำเลยที่ 1 ให้ไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่นจำนวน 4,442,514.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 51,119.60 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ชำระค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 สูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับจากลูกความเป็นเงิน 60,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์ส่งคืนบัญชีรายชื่อลูกความ แฟ้มจดหมายติดต่อกับลูกความ แฟ้มความเห็นทางกฎหมาย ตัวอย่างแบบฟอร์มที่ใช้ในบริษัทจำเลยที่ 1 และรายงานทางการเงินของบริษัทจำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยบอกล้างสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ ทั้งสัญญาดังกล่าวก็หาได้เป็นโมฆียะตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างไม่ ตามหนังสือเลิกจ้างลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 ก็ไม่มีข้อความใดระบุเกี่ยวกับการบอกล้างสัญญาหรืออ้างเหตุการเลิกจ้างอันเนื่องมาจากสัญญาจ้างเป็นโมฆียะตามที่จำเลยที่ 1 อ้าง จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกร้องเงินจำนวน 44,604,780.39 บาท จากโจทก์และไม่อาจเรียกเงินเดือน ผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ ที่ได้รับเนื่องจากการทำงานค่าใช้จ่ายและค่ารับรองลูกความเป็นการจ่ายไปในการทำงานเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้คืนที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่ามีข้อตกลงห้ามโจทก์ทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่นเป็นเวลา 2 ปีนั้น ไม่เป็นความจริง ทั้งการกำหนดข้อห้ามดังกล่าว เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 50 ไม่อาจใช้บังคับได้ ค่าเสียหายจำนวน 1,500,000 บาท นั้น เป็นตัวเลขที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาลอย ๆ โจทก์ไม่ได้ทำความเสียหายใดให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคยชักชวนพนักงานของจำเลยที่ 1 ให้ออกไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่น ค่าเสียหายในส่วนนี้ของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความจริง โจทก์ไม่เคยชักชวนลูกความของจำเลยที่ 1 ให้เลิกใช้บริการของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคยนำเอาบัญชีรายชื่อและที่อยู่ลูกความ แฟ้มจดหมายติดต่อกับลูกความ แฟ้มความเห็นทางกฎหมาย ตัวอย่างแบบฟอร์ม รวมทั้งรายงานทางการเงินของจำเลยที่ 1 ไป บรรดาเอกสารที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 หรือที่ 3 มีถึงโจทก์ ถือเป็นเอกสารของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ได้ การแสดงความเห็นทางกฎหมายของโจทก์ย่อมเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์ ไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างค้างจ่าย 804,667 บาท และเงินสะสมในบัญชีพิเศษของโจทก์ 1,452,473 บาท กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนรถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีเจียส หมายเลขทะเบียน ภม 8332 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ และให้ออกหนังสือรับรองการทำงานแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะกรรมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในใบสมัครงานเอกสารหมาย ล. 3 ข้อประวัติการศึกษาโจทก์ระบุว่า จบปริญญาเอกวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยโลโยลาแมรี่เมาท์ ลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย แม้โจทก์จะกรอกข้อความในข้อที่ให้ระบุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพว่า เป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ปี 2529 ก็ตาม แต่จากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ความว่า จำเลยที่ 3 รู้จักกับโจทก์มาก่อน จำเลยที่ 3 เคยชักชวนโจทก์มาทำงานด้วย แต่ขณะนั้นโจทก์ต้องติดตามสามีไปต่างประเทศ ต่อมาปี 2536 เมื่อโจทก์เดินทางกลับประเทศไทย โจทก์และจำเลยที่ 3 จึงได้เจรจากันอีกครั้ง ในที่สุดห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ ได้ตกลงรับโจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2537 ตำแหน่งหัวหน้าแผนกทรัพย์สินทางปัญญา และตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญาของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่บริหารฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญารวมเรื่องเครื่องหมายการค้าสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ การตลาดด้วย การหาลูกความ การทำความเห็นทางกฎหมายให้แก่ลูกความ และงานในส่วนการบังคับตามสิทธิในประเทศไทย ประเทศเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งมีกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง จำเลยที่ 1 มีสาขาในต่างประเทศเฉพาะในแถบอินโดจีนเท่านั้น กรณีลูกความประสงค์จะจดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกาโจทก์จะให้คำแนะนำหรือให้ความเห็นทางกฎหมายแก่ลูกความเท่านั้น มิได้ดำเนินการจดทะเบียนให้ งานในตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ไม่ได้เป็นทนายความว่าความในศาลและไม่จำต้องใช้กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ตามแบบฟอร์มสัมภาษณ์เอกสารหมาย ล. 4 จำเลยที่ 2 ยังได้ระบุในข้อ 1 ว่า ติลลิกีฯ พร้อมจะให้ค่าตอบแทนสูงแก่ผู้สมัครสัญชาติไทยที่จบการศึกษาด้านกฎหมายจากสหรัฐอเมริกาและมีประสบการณ์สามารถทำหน้าที่ฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญาแทน เจ อาร์ เอช ซึ่งโจทก์มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน โจทก์ได้ทำงานกับจำเลยที่ 1 ติดต่อกันเป็นเวลาถึง 7 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เบิกความรับว่าโจทก์ทำงานแบบมืออาชีพ มีความรู้ความสามารถ มีผลงานดีมาก ทำให้กิจการของจำเลยที่ 1 เติบโตและมีผลกำไรจำนวนมาก ดังนั้น เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสามติดต่อและตกลงรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างงาน การเป็นเนติบัณฑิต มลรัฐแคลิฟอร์เนีย หาใช่สาระสำคัญของสัญญาจ้างงานไม่ เพียงแต่ทำให้โจทก์ดูมีคุณสมบัติเด่นเป็นพิเศษ มีความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจในการดูแลและบริหารงานมากยิ่งขึ้นเท่านั้น สัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นโมฆียะกรรม ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ตามใบสมัครงานโจทก์ระบุชัดเจนว่า โจทก์สมัครงานกับจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งลอร์เยอร์ และเป็นเนติบัณฑิตจากมลรัฐแคลิฟอร์เนีย จำเลยที่ 1 ประกาศให้พนักงานทราบถึงการรับโจทก์เข้าทำงานระบุคุณสมบัติทางวิชาชีพโจทก์ว่าเป็นเนติบัณฑิตจากมลรัฐแคลิฟอร์เนีย จำเลยที่ 1 ให้ความสำคัญแก่คุณสมบัติทางวิชาชีพของโจทก์ โจทก์รับผิดชอบงาน 3 ลักษณะ คือการบริหารบังคับบัญชาฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา การหาลูกค้าให้จำเลยที่ 1 และงานทนายความโดยทำความเห็นให้แก่ลูกความ การเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญาต้องเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการประชุมกับหน่วยงานอื่นทั้งในและนอกประเทศ การปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานของโจทก์ จึงต้องอาศัยคุณสมบัติทางวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ คุณสมบัติทางวิชาชีพจึงเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างระหว่างโจทก์ และจำเลยที่ 1 เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้ามาทำงานก็เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นเนติบัณฑิต มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ใช่เพราะความรู้ความสามารถอื่น ๆ เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า การเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียหรือไม่ เป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 อันจะทำให้สัญญาจ้างเป็นโมฆียะกรรมหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง แม้ศาลแรงงานกลางจะรับอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนังสือเลิกจ้างตามเอกสารหมาย ล. 7 หรือ จ. 25 ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าโจทก์ปกปิดเรื่องคุณวุฒิหรือแจ้งคุณวุฒิเกี่ยวกับเนติบัณฑิตเป็นเท็จอันเป็นการฝ่าฝืนกฎและมาตรฐานการทำงาน แต่ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. 7 ข้อ 1 ไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างกรณีนี้ไว้ จึงขัดต่อมาตรา 17 วรรคสาม เห็นว่า ตามหนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.7 ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ถึง 12 ข้อ ซึ่งพอที่จะทำให้โจทก์เข้าใจได้แล้ว โดยเฉพาะในเอกสารหมาย ล. 7 ข้อ 1 ได้ระบุไว้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนกฎและมาตรฐานการทำงานของติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ พ.ศ.2522 ซึ่งโจทก์ได้อ่าน ยอมรับ และตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 1 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 13 ข้อ 15 และข้อ 16 โดยในข้อ 7 ของกฎและมาตรฐานความประพฤติเอกสารหมาย ล. 1 ระบุไว้ว่า ห้ามมิให้พนักงานจัดเตรียมหรือยื่นแบบ การให้ถ้อยคำ คำขอหรือเอกสารอื่น ๆ อันเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องแก่สำนักงานซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าเหตุแห่งการเลิกจ้างโจทก์ประการหนึ่งมาจากการที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ปกปิดหรือแจ้งคุณวุฒิเกี่ยวกับเนติบัณฑิตอันเป็นเท็จนั่นเอง หนังสือเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. 7 จึงระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ตามมาตรา 17 วรรคสาม แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียอันเป็นเท็จนั้น เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างเป็นกรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) หรือไม่ ปัญหาข้อนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาว่าโจทก์กรอกข้อความในใบสมัครงานเอกสารหมาย ล. 3 ในข้อที่ให้ระบุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพว่าเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ปี 2529 และเมื่อโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ทำประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์โดยระบุไว้ด้วยว่าโจทก์เป็นสมาชิกเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียด้วย ซึ่งโจทก์ตรวจแล้วรับรองว่าถูกต้อง เห็นว่า แม้ขณะที่โจทก์ยื่นใบสมัครเข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 1 จะรับโจทก์เข้าทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังมิได้เป็นลูกจ้างนายจ้างกัน กฎและมาตรฐานความประพฤติของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล. 1 ยังไม่มีผลบังคับโจทก์ จะถือว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างกรณีกรอกข้อความในใบสมัครอันเป็นเท็จไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 ทำประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์โดยระบุว่าโจทก์เป็นสมาชิกเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียตามที่โจทก์ระบุไว้ในใบสมัครอันเป็นเท็จ ซึ่งโจทก์ตรวจแล้วรับรองว่าถูกต้องนั้น ย่อมเป็นการกระทำผิดข้อบังคับและมาตรฐานความประพฤติของพนักงานตามเอกสารหมาย ล. 1 ข้อ 7 และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสาร ล. 2 หมวดที่ 7 ข้อ 3.7 และข้อ 3.15 และเมื่อกรณีที่โจทก์อ้างว่าเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียอันเป็นเท็จนั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาแล้วว่า โจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างงาน การเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียหาใช่สาระสำคัญของสัญญาจ้างไม่ เพียงแต่ทำให้โจทก์ดูดีมีคุณสมบัติเด่นเป็นพิเศษมีความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจในการดูแลและบริหารงานมากยิ่งขึ้นเท่านั้น โจทก์สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยโลโยลา จำเลยที่ 2 ที่ 3 รู้จักโจทก์มาก่อน จำเลยที่ 3 เคยชักชวนโจทก์แต่แรกแล้วให้มาร่วมทำงานกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น การที่โจทก์เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าแผนกทรัพย์สินทางปัญญา โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่เคยขอดูใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากโจทก์เลย ดังนี้ การที่โจทก์รับรองประวัติข้อมูลการศึกษาและประวัติการทำงานของโจทก์ว่าเป็นเนติบัณฑิตมลรัฐแคลิฟอร์เนียอันเป็นเท็จ แม้จะเป็นการผิดหรือฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยก็ตามก็ไม่ใช่เป็นกรณีร้ายแรง และเมื่อศาลแรงงานกลางได้ฟังข้อเท็จจริงแล้วว่ากรณีฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชักชวนลูกความของจำเลยที่ 1 ไปใช้บริการของบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี่ ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ชักชวนพนักงานหรือลูกความของจำเลยที่ 1 ไปทำงานหรือใช้บริการสำนักกฎหมายอื่น และฟังไม่ได้ว่าโจทก์นำเอารายชื่อที่อยู่ลูกความแฟ้มจดหมายติดต่อกับลูกความ แฟ้มความเห็นทางกฎหมาย ตัวอย่างแบบฟอร์มที่ใช้ในบริษัทจำเลยที่ 1 รายงานทางการเงินของจำเลยที่ 1 ไป ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้กระทำผิด จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2537 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 850,000 บาท จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 โจทก์จึงชอบที่จะได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยยี่สิบวันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) เป็นเงิน 6,800,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้แจ้งคุณวุฒิด้านวิชาชีพอันเป็นเท็จต่อจำเลยที่ 1 ในใบสมัครงาน และในการทำงานโจทก์ให้ข้อมูลหรือรับรองข้อมูลเกี่ยวกับคุณวุฒิด้านวิชาชีพของโจทก์เป็นเท็จ การกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และถือได้ว่าโจทก์กระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยที่ 1 ชอบที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์มิได้มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์จำนวน 25 วัน ตามฟ้องคิดเป็นเงิน 708,333.33 บาท สำหรับเงินสมทบส่วนของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องจ่ายเข้าในเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารหมาย จ. 20 ว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้รวมทุน 2 ได้จดทะเบียนแล้วกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 ผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทิสโก้รวมทุน 2 มีหน้าที่จ่ายเงินให้ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพตามมาตรา 23 จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์ชอบที่จะได้รับเงินส่วนแบ่งกำไรหรือไม่เพียงใด ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า คำเบิกความของโจทก์เกี่ยวกับส่วนแบ่งกำไรขัดหรือต่างจากคำฟ้องของโจทก์ เท่ากับโจทก์นำสืบไม่ได้ตามฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกส่วนแบ่งกำไรจากจำเลยทั้งสามได้ตามที่อ้าง โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ได้ให้การต่อศาลเป็นไปตามคำฟ้อง ประกอบเอกสารหลักฐานอย่างสมบูรณ์ รวมทั้งยังได้กล่าวถึงที่มาของเงินส่วนแบ่งชัดเจน และมีข้อเท็จจริงเพียงพอในการวินิจฉัยคดี เห็นว่า เป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ข้อตกลงตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ห้ามโจทก์ไปทำงานกับสำนักงานกฎหมายอื่นที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มีผลผูกพันโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามใบสมัครงานเอกสารหมาย ล. 3 ตอนท้ายมีข้อความสรุปไว้ว่า "นอกจากนี้ข้าพเจ้ายินยอมที่จะไม่ทำงานเพื่อหรือทำประโยชน์ให้กับสำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี ในกรณีที่ข้าพเจ้าได้ออกจากการทำงานที่ ติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม (ประโยคข้างต้นดังกล่าวมิให้นำมาใช้กับทนายซึ่งทำงานให้กับบริษัท" โดยข้อความในวงเล็บของต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษระบุว่า "(The preceding sentence dose not apply to lawyers engaged with the firm.)" คำในวงเล็บคำว่า "lawyers" ท้ายเอกสารหมาย ล. 3 นั้น ย่อมหมายถึงทนายความผู้ทำหน้าที่ว่าความหรือให้คำปรึกษาเป็นการเฉพาะรายเท่านั้น โจทก์เข้าทำงานตำแหน่งหัวหน้างานทรัพย์สินทางปัญญาและตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายงานทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นตำแหน่งที่สามารถล่วงรู้ความลับในทางการค้าและข้อมูลการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีในกิจการประกอบธุรกิจโดยชอบไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ ดังนั้น ข้อความท้ายเอกสารหมาย ล. 3 จึงมีผลผูกพันไม่ให้โจทก์ทำงานเพื่อหรือทำงานให้แก่สำนักงานกฎหมายอื่นในกรุงเทพมหานครเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง คือนับแต่วันที่เลิกจ้าง เมื่อโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างแล้วโจทก์ไปทำงานกับบริษัทเบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี จำกัด อันเป็นสำนักงานกฎหมายในกรุงเทพมหานคร จึงเป็นการผิดสัญญาข้อดังกล่าว แต่เนื่องจากระยะเวลาดังกล่าวได้ล่วงเลยมาเป็นเวลานาน หากให้มีผลนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมจึงสมควรกำหนดให้เป็นค่าเสียหายโดยให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชดใช้ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย 6,800,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 708,333.33 บาท ให้แก่โจทก์ และให้ศาลแรงงานกลางพิจารณากำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชดใช้แก่จำเลยที่ 1 แทนการที่โจทก์ได้ไปทำงานเพื่อหรือทำงานให้กับสำนักงานกฎหมายอื่นแล้ว พิพากษาคดีในส่วนนี้ใหม่ต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 157 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม ม. 118 (4) ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสยุมพร สุจินตัย
บริษัทติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6054/2549
#266912
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นลูกจ้างของบริษัท อ. ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างทั้งภายในและนอกประเทศไทย การที่บริษัท อ. ส่งจำเลยไปทำงานที่บริษัท อ. รับจ้างถมทะเลนอกประเทศ ค่าจ้างที่บริษัท อ. จ่ายให้แก่จำเลยจึงเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (1) ที่จำเลยได้รับเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย จึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 41 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินภาษีอากรจำนวน 1,885,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2544 จนถึงวันฟ้อง จำนวน 125,444 บาท รวมเป็นเงิน 2,011,144 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,885,700 บาท ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 2,011,144 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,885,700 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทยหรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ" ซึ่งเงินได้เนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทยตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า เงินได้ของผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยลูกจ้างนั้นทำงานให้แก่นายจ้างที่ประกอบกิจการในประเทศไทย และนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานนั้น ทั้งนี้ไม่ว่าลูกจ้างนั้นจะทำงานในประเทศหรือนอกประเทศ และไม่ว่านายจ้างจะจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในประเทศหรือนอกประเทศก็ถือว่าลูกจ้างนั้นมีแหล่งเงินได้ในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย คดีนี้จำเลยเป็นลูกจ้างของบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างทั้งภายในและนอกประเทศไทย การที่บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ส่งจำเลยไปทำงานที่นายจ้างรับงานถมทะเลเพื่อทำเป็นผืนแผ่นดินและทำถนนให้แก่กรมทางของประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นงานในกิจการของนายจ้างในประเทศไทย ค่าจ้างที่บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่จำเลยจึงเป็นเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) ที่จำเลยได้รับเนื่องจากปฏิบัติงานให้แก่กิจการของนายจ้างในประเทศไทย จึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 41 วรรคหนึ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 ม. 41 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายปัญญา วิเศษณัฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6052/2549
#267135
เปิดฉบับเต็ม

โรงเรือนและที่ดินซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่ลาดกระบังเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ได้รับสัมปทานดำเนินกิจการจากการรถไฟแห่งประเทศไทย การดำเนินกิจการดังกล่าวเชื่อมต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง เพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออกของประเทศและการเติบโตของท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยคิดค่าบริการจากผู้ที่ใช้บริการ การดำเนินกิจการของสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องของโจทก์จึงเป็นการดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟคือการรับขนส่งสินค้าตามมาตรา 6 (2) และมาตรา 9 (7) แห่ง พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ดังนั้น สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องจึงเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของรถไฟโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475

โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่ได้ชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยไป โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องบังคับให้กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ กรณีไม่อยู่ในบังคับ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 26 ที่จะต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการบริหารงานกรุงเทพมหานคร เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรับผิดชอบกิจการของกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของโรงเรือนและที่ดินซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง เลขที่ 33/4 หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าคุณทหาร แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โจทก์ได้รับสัมปทานในการประกอบกิจการบรรจุและแยกสินค้า (สถานี A) จากการรถไฟแห่งประเทศไทย และได้เช่าพื้นที่บริเวณส่วนกลางนอกเขตสัมปทานคือโรงพักสินค้าเนื้อที่ 4,140 ตารางเมตรเพื่อเก็บสินค้าส่งออก คิดค่าเช่าเดือนละ 124,200 บาท และเช่าพื้นที่ต่อเนื่องหน้าโรงพักสินค้าอีก 6,274 ตารางเมตร คิดค่าเช่าเดือนละ 125,480 บาท มีระยะเวลาเช่า 8 เดือน รวมค่าเช่า 249,680 บาท โดยกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ผู้เช่ามีหน้าที่ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนและในนามการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 พนักงานเจ้าหน้าที่เก็บภาษีของสำนักงานเขตลาดกระบังแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยชำระภาษี 277,052.12 บาท การรถไฟแห่งประเทศไทยแจ้งให้โจทก์ทราบวันที่ 22 ตุลาคม 2544 และโจทก์ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยผ่านการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2544 ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้มีคำชี้ขาดว่าหมดสิทธิที่จะร้องขอให้พิจารณาใหม่ ตามมาตรา 27 และ 29 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานและคำชี้ขาดไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากสัญญาเช่าและอัตราค่าเช่าโรงพักสินค้าและพื้นที่ต่อเนื่องดังกล่าวถูกต้องและมีอัตราแน่นอนชัดแจ้ง ค่ารายปีต้องกำหนดมาจากค่าเช่าตามสัญญา การประเมินของเจ้าพนักงานมิได้ตั้งอยู่บนฐานแห่งค่ารายปีตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการประเมินภาษีตามหนังสือของกระทรวงมหาดไทยที่วางข้อกำหนดให้ต้องสำรวจจากการที่ได้มีการเช่าจริง และตามคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 63/2538 เรื่อง การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน โดยโจทก์จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเพียง 93,630 บาท เท่านั้น นอกจากนี้โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีสามารถใช้สิทธิได้ในนามของตนเอง โจทก์รับทราบตามหนังสือแจ้งการประเมินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ภายในกำหนดระยะเวลา และกรณีของโจทก์มิได้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 26, 27 และ 31 วรรคสองและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 และคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จัดเก็บไปโดยไม่ถูกต้อง จำนวน 183,422.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะมิใช่เจ้าของโรงเรือนและมิใช่ผู้รับประเมิน โจทก์ไม่ใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีสิทธิและหน้าที่จะกระทำได้ในนามของตนเอง โจทก์ไม่ได้รับมอบอำนาจจากการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรือนและที่ดินและเป็นผู้รับประเมิน โจทก์จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสีย และคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรกลาง กรณีนี้เจ้าของทรัพย์สินซึ่งเป็นผู้รับประเมินเป็นหน่วยงานของรัฐวิสาหกิจ หากไม่เห็นด้วยกับการประเมินจะต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด และมติคณะรัฐมนตรีให้ถือเป็นที่สุดตามมาตรา 31 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ซึ่งไม่อาจนำคดีมาสู่ศาลได้ เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่มีสิทธินำคดีมาสู่ศาลโจทก์ก็ไม่มีสิทธิเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 1 แจ้งการประเมินให้การรถไฟแห่งประเทศไทยทราบ และการรถไฟแห่งประเทศไทยมิได้ขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ ได้นำเงินค่าภาษีมาชำระแล้วค่ารายปีและค่าภาษีดังกล่าวจึงยุติ สำหรับการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น เจ้าพนักงานกำหนดค่ารายปีโดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของทรัพย์สินที่ให้เช่าที่มีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน ลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำชี้ขาดถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่เคยรับเงินค่าภาษีจากโจทก์ จึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นว่า โรงเรือนและที่ดินซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ทำสัญญาสัมปทานดำเนินกิจการสถานีบริการบรรจุและแยกสินค้ากล่องดังกล่าวกับการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยเสียค่าตอบแทนให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดไว้ในการเสนอประมูล กับต้องชำระค่าภาษีต่าง ๆ และค่าธรรมเนียมตลอดจนค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการต้องชำระตามกฎหมายแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งรวมถึงจำนวนเงินที่ต้องรับผิดชอบสำหรับภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับทรัพย์สินใด ๆ ของสถานี และต้องประกันวินาศภัยโรงเรือนที่ได้รับสัมปทานโดยการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 พนักงานเก็บภาษีของสำนักงานเขตลาดกระบังของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 ของสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ได้รับสัมปทาน โดยประเมินค่ารายปีจากค่าธรรมเนียมที่โจทก์ชำระให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยในปี 2544 รวมกับค่าเบี้ยประกันภัยและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์จะต้องชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาสัมปทาน คูณด้วย 8 แล้วหารด้วย 7 ผลลัพธ์ที่ได้เป็นค่ารายปีที่ใช้เป็นฐานประเมินภาษี ตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร และคำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวนตามฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ จำเลยที่ 2 ชี้ขาดว่าผู้รับการประเมินหมดสิทธิที่จะร้องขอให้พิจารณานั้นใหม่ได้ตามมาตรา 27 และ 29 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนตามคำชี้ขาดดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว

ในเบื้องต้นเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของการรถไฟโดยตรง ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2534 หรือไม่ โดยปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ก็ตาม ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรกลางและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 เห็นว่า มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 บัญญัติว่า การจัดตั้งการรถไฟแห่งประเทศไทยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้... (2) จัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการรถไฟเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชนและดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟ และธุรกิจอื่นซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟและมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจที่จะทำการต่าง ๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 6 อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง... (7) รับขนส่งคนโดยสาร สินค้า พัสดุภัณฑ์ และของอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการรถไฟ เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับประกาศการรถไฟแห่งประเทศไทยที่เชิญผู้สนใจยื่นประกวดข้อเสนอเพื่อรับสัมปทานเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่ลาดกระบังสถานี A และสัญญาสัมปทานเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7 ถึง 18 แล้ว จะเห็นได้ว่าการดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องนี้เกี่ยวเนื่องกับระบบการขนส่งสินค้ากล่องเชื่อมต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังเพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออกของประเทศและการเติบโตของท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยผู้ดำเนินการที่สถานีนี้จะทำหน้าที่ขนถ่ายและแยกสินค้าที่บรรจุมาในตู้สินค้าที่บรรทุกมาจากต่างประเทศโดยทางเรือมาที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง แล้วขึ้นรถไฟมาที่สถานีดังกล่าวเพื่อนำส่งให้ผู้นำเข้า หรือนำส่งสินค้าที่จะต้องส่งไปต่างประเทศทางเรือมาบรรจุในตู้สินค้าเพื่อขนขึ้นรถไฟไปที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยคิดค่าบริการจากผู้ที่ใช้บริการ การดำเนินกิจการของสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องจึงเป็นการดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟคือการรับขนส่งสินค้าตามมาตรา 6 (2) และมาตรา 9 (7) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ดังนั้น สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องจึงเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของรถไฟโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การประเมินของเจ้าพนักงานเก็บภาษีของสำนักงานเขตลาดกระบังและคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินพิพาทตามที่ได้ชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยไป โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ กรณีไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 26 ที่จะต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ แม้โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เกิน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยเห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ชำระเงินค่าภาษีโรเงรือนและที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีหน้าที่ต้องชำระดังวินิจฉัยมาแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยึดถือเงินดังกล่าวและต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 หาต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการคืนเงินแก่โจทก์ไม่ อย่างไรก็ตามโจทก์มิได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ตนได้ชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งหมด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ได้เท่าจำนวนตามคำฟ้องเท่านั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 สำหรับสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่ลาดกระบังสถานี A ของการรถไฟแห่งประเทศไทย และเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับสถานีดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีให้แก่โจทก์ จำนวน 183,422.12 บาท ภายในสามเดือนนับแต่ฟังคำพิพากษานี้ หากไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ม. 6 ม. 9
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามชอร์ไซด์เซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ทองหล่อ โฉมงาม
ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6036/2549
#266856
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2548 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เมื่อพิจารณาเนื้อหาของคำร้องทั้งสองฉบับประกอบกันแล้ว เห็นว่า เป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอสวมสิทธิโจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้รายเดียวกันเพื่อผู้ร้องจะได้บังคับคดีต่อ จึงมีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีแทนโจทก์หรือไม่เช่นเดียวกันทั้งสองฉบับ หาใช่ประเด็นแห่งคดีของคำร้องทั้งสองฉบับแตกต่างกันดังที่ผู้ร้องอุทธรณ์ไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องการขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในการขอบังคับคดีต่อผู้ร้องแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2548 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในเรื่องเดียวกันอีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,164,695.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 2,807,490.68 บาท นับตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2539 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

ผู้ร้องยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 ว่า ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของโจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในคดีนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ ซึ่งได้รวบรวมทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของโจทก์นำออกประมูลขายตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ ผู้ร้องจึงได้รับโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ต่อจำเลยตามคำพิพากษา รวมทั้งหลักประกันและการค้ำประกันที่ให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 305 และมาตรา 306 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีและมีสิทธิเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษา ผู้ร้องบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองทราบแล้ว ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ เป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ เป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีอีกครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 สิงหาคม 2548 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ตามคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เป็นคู่ความชั้นบังคับคดีฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 และคำร้องฉบับนี้ เมื่อพิจารณาเนื้อหาของคำร้องทั้งสองฉบับประกอบกันแล้ว เห็นว่า เป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอสวมสิทธิโจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้รายเดียวกันเพื่อผู้ร้องจะได้บังคับคดีต่อ จึงมีประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีแทนโจทก์หรือไม่เช่นเดียวกันทั้งสองฉบับหาใช่ประเด็นแห่งคดีของคำร้องทั้งสองฉบับแตกต่างกันดังที่ผู้ร้องอุทธรณ์ไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2548 อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องการขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในการขอบังคับคดีต่อของผู้ร้องแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2548 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในเรื่องเดียวกันอีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 วรรคหนึ่ง ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีธนา จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเมธา สกุลอุดมธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพฤทธิ์ นิมิตรสุรชาติ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สมชัย จึงประเสริฐ
ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6032/2549
#269097
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำขอโจทก์ท้ายฟ้องจะขอให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ซึ่งเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ที่พิพาทจำเลยเป็นผู้ครอบครองตลอดมาเท่ากับจำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นจึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทหรือไม่ ซึ่งนัยความหมายของประเด็นดังกล่าวคือโจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาทหรือไม่อันจะนำไปสู่การวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้หรือไม่ ดังนั้น ราคาของที่พิพาทในคดีนี้จึงอาจคำนวณราคาเป็นราคาเงินได้ คดีโจทก์เดิมที่บังคับขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้นจึงกลายเป็นคดีที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาของที่พิพาทซึ่งเท่ากับ 25,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 3 ตำบลทองหลาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นายสมนึก มูลจันทร์ ทายาทและผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่ เห็นว่า แม้คำขอโจทก์ท้ายฟ้องจะขอให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 3 ตำบลทองหลาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก พร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามฟ้อง ซึ่งคำขอของโจทก์ดังกล่าวจะเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ที่พิพาทจำเลยเป็นผู้ครอบครองตลอดมาเท่ากับจำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นจึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทหรือไม่ ซึ่งนัยความหมายของประเด็นดังกล่าวคือโจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาทหรือไม่ อันจะนำไปสู่การวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้หรือไม่ ดังนั้น ราคาของที่พิพาทในคดีนี้จึงอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คดีโจทก์เดิมที่บังคับขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้น จึงกลายเป็นคดีที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาของที่พิพาทซึ่งเท่ากับ 25,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดมา เมื่อคดีโจทก์เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วจึงหาจำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปว่า คดีโจทก์เป็นการฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชิด มูลจันทร์
ในฐานะส่วนตัวและผู้จัดการมรดก
ของนายดี อู่ทรัพย์
โดยนายสมนึก มูลจันทร์
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางเกษร บุญรอด
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6031/2549
#267133
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้เดิมที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นสัญญากู้เงินตามฟ้อง เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 350 จำเลยต้องผูกพันรับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ จะอ้างว่าจำเลยไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เงินเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้

การนำสืบว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งหนี้ตามสัญญากู้ตามฟ้องไม่เป็นการต้องห้าม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 1,200,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ครบกำหนดแล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ติดตามทวงถามและมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถาม แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,352,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันแก่โจทก์ตามฟ้อง แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ตามสัญญากู้แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 152,500 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จึงให้บังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องไว้แก่โจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวหรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานและมีนางบุญรัตน์ อุดมรัตนศิริชัย ภริยาโจทก์เป็นพยานเบิกความได้ความว่า เดิมนางประครอง เมฆพัฒน์ และนางสาวนงนุช เมฆพัฒน์ กู้เงิน 1,870,000 บาท จากโจทก์และนางบุญรัตน์ โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 11978 ให้ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 นางประครองและนางสาวนงนุชได้มาติดต่อขอเปลี่ยนหลักประกันเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 18952 ของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ไม่ตกลงด้วย จำเลยทั้งสองและนางประครองจึงโทรศัพท์ติดต่อนายพิชัย ศิริไพบูลย์ น้องชายของนางประครอง และพี่ชายของนางบุญรัตน์ให้ช่วยเจรจาให้ โจทก์ยินยอมให้เปลี่ยนหลักประกันโดยทำสัญญากู้เงินขึ้นใหม่อีก 2 ฉบับ ฉบับแรกคือสัญญากู้เงินตามฟ้องมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ส่วนอีกฉบับหนึ่งจำนวนเงิน 670,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้กู้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกัน โดยโจทก์ยึดโฉนดที่ดินเลขที่ 18952 ที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และโฉนดที่ดินเลขที่ 19274 ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้เป็นประกัน เหตุที่ต้องเปลี่ยนหลักประกันเนื่องจากนางประครองและนางสาวนงนุชต้องการนำโฉนดที่ดินเลขที่ 11978 ไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ที่นางสาวนงนุชยักยอกเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากำแพงเพชร จำเลยทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความได้ความว่า จำเลยทั้งสองไปติดต่อขอกู้เงินจากโจทก์ โจทก์ตกลงให้กู้ หลังจากทำสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้องแล้ว โจทก์แจ้งให้มารับเงินในวันรุ่งขึ้น แต่ต่อมาโจทก์กลับบ่ายเบี่ยงอ้างว่าให้นางสาวนงนุชชำระหนี้เงินกู้ 700,000 บาท แก่โจทก์เสียก่อนจึงจะมอบเงินตามสัญญาให้ และในที่สุดก็ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ เห็นว่า โจทก์มีนายพิชัยซึ่งเป็นญาติทั้งของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยทั้งสองนับได้ว่าเป็นพยานคนกลางมาเบิกความสนับสนุนว่า ฝ่ายจำเลยทั้งสองได้โทรศัพท์ติดต่อพยานให้ช่วยเจรจากับโจทก์ นอกจากนี้โจทก์ยังมีคำเบิกความของนายจรัญ ศิริธรรม พนักงานของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากำแพงเพชร ซึ่งเบิกความไว้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 585/2542 ของศาลชั้นต้น เป็นพยานได้ความว่า นางสาวนงนุชยักยอกเงินของธนาคาร ธนาคารจึงให้นางสาวนงนุชทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้แล้วนางประครองจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11978 เป็นประกันและเมื่อการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 11978 ทำขึ้นเพื่อเป็นประกันหนี้ของนางสาวนงนุชที่ต้องรับผิดต่อธนาคาร มิใช่กรณีการขอสินเชื่อ คำเบิกความของนายจรัญจึงไม่มีข้อพิรุธ ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการอนุมัติรวดเร็ว พยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนัก แสดงให้เห็นถึงมูลหนี้เดิมที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นสัญญากู้เงินตามฟ้อง อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 จำเลยทั้งสองต้องผูกพันรับผิดตามสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ จะอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รับเงินไปตามสัญญากู้เงินเพื่อปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไป ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกู้เงิน แต่นำสืบว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่จึงต้องห้ามนั้น เห็นว่า กรณีเป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งหนี้ตามสัญญากู้ตามฟ้องไม่เป็นการต้องห้ามแต่อย่างใด ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอีกว่าการแปลงหนี้ต้องไม่ขืนใจลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 นั้น ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏว่าการแปลงหนี้รายนี้กระทำไปโดยขืนใจนางสาวนงนุช ทั้งยังเป็นการทำไปเพื่อนำโฉนดที่ดินเลขที่ 11978 ไปจำนองเพื่อประกันหนี้ที่นางสาวนงนุชยักยอกเงินของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ไปนั่นเอง จึงฟังไม่ได้ว่าการแปลงหนี้รายนี้เป็นการขืนใจลูกหนี้ สัญญาแปลงหนี้ใหม่จึงใช้บังคับได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 350
ป.วิ.พ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ อุดมรัตนศิริชัย
จำเลย — นางอรอนงค์ กลางนภา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ชาลี ทัพภวิมล
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6030/2549
#410775
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซื้อบ้านและที่ดินเพื่อเป็นเรือนหอ อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ซื้อบ้านและที่ดินมาก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 บ้านและที่ดินจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,065,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 912,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสก่อนร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 194945 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ซึ้งจำเลยที่ 1 กู้เงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสามแยกไฟฉาย โดยจดทะเบียนจำนองทรัพย์ดังกล่าวเป็นประกัน ต่อมาธนาคารฟ้องบังคับจำนองและศาลพิพากษาให้ยึดทรัพย์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงทำสัญญากู้เงินโจทก์ ภายหลังกู้ยืมเงินแล้ว จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระงวดละ 20,000 บาท รวม 11 งวด แล้วไม่ชำระอีกเนื่องจากไม่มีเงิน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนหย่ากันแล้ว

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 912,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มกราคม 2542) ต้องไม่เกิน 153,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนจำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยที่ 1 ซื้อบ้านและที่ดินโดยกู้เงินจากธนาคาร ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2534 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้บ้านและที่ดินมาก่อนที่จะจดทะเบียนสมรส บ้านและที่ดินจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1471 (1) ที่โจทก์นำสืบว่า บ้านและที่ดินเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เป็นเพียงการคาดคะเนตามความคิดเห็นของโจทก์และนางสาวอรอนงค์พยานโจทก์เท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่า บ้านและที่ดินเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยตรงกันมาว่า บ้านและที่ดินเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1471 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววรรณา เอื้อภัทรพงศ์
จำเลย — นายรัชวุฒิหรืออัครรัฐ เลิศวนางกูร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางพนิดา เศวตสุนทร
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6027/2549
#267267
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันถูกฟ้องจำเลยเคยพา ว. พี่เขยสามีจำเลยที่ 2 ไปพบ ค. พนักงานสาขาพุนพินของธนาคารโจทก์เพื่อนำเงิน 5,000,000 บาท ไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองส่วนของจำเลยที่ 2 แต่ ค. ไม่รับชำระหนี้ เพียงแต่ไปพูดคุยกับทางธนาคารเท่านั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่าตนมิได้อยู่ในฐานะที่จะสามารถชำระหนี้นั้นได้ และยังมิได้ขอปฎิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ จึงไม่อาจอ้างได้ว่าโจทก์ไม่รับชำระหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 207

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์สาขาพุนพิน 2,9000,000 บาท กำหนดใช้คืนภายในวันที่ 21 ธันวาคม 2549 หากผิดนัดจำเลยที่ 2 ซึ่งยอมตนค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมกันยอมรับผิดใช้เงินแทน ทั้งยังจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6941 เป็นประกันการชำระหนี้ 3,900,000 บาท อีกชั้นหนึ่ง วันที่ 18 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2328 เป็นการประกันการชำระหนี้ 500,000 บาท วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์อีก 500,000 บาท กำหนดใช้คืนภายในวันที่ 21 ธันวาคม 2539 เช่นกัน และหากผิดนัดจำเลยที่ 3 ซึ่งยอมตนค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมกันยอมรับผิดใช้เงินแทน พร้อมกับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37166 เป็นประกันการชำระหนี้ 700,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 เดือนเดียวกัน จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงิน 684,450 บาท ให้แก่บริษัททิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นค่ายางแอสฟัลต์ในวันที่ 20 เมษายน 2539 ในที่ทำการของโจทก์สาขาพุนพิน โดยขอให้โจทก์เป็นผู้รับอาวัล จำเลยที่ 1 ไม่ใช้เงินในวันถึงกำหนด โจทก์จึงใช้เงินไปตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ใช้เงินคืนแก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงมอบอำนาจให้ทนายความมีจดหมายบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ต่างๆ ดังกล่าวรวมทั้งเบี้ยประกันภัยทรัพย์สินซึ่งจำนองที่โจทก์ชำระแทนภายในเวลาอันสมควรเพื่อบังคับจำนอง แต่จำเลยทั้งสามละเลยเสียไม่ปฎิบัติตามคำบอกกล่าวนั้น ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,443,392.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19.5 ต่อปีในต้นเงิน 4,091,585 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปีในต้นเงิน 684,450 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,459 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 4,063,394.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19.5 ต่อปีในต้นเงิน 3,402,674.45 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 514 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 1,506,115.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19.5 ต่อปีในต้นเงิน 565,428.57 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปีในต้นเงิน 684,450 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 745 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามบิดพลิ้ว ให้เอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ถ้าได้เงินน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่เท่าใด ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเหล่านั้นออกขายทอดตลาดใช้หนี้จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เคยติดต่อขอชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ที่สาขาพุนพินของโจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่รับชำระหนี้นั้นโดยอ้างว่าสามารถบังคับเอาจากจำเลยที่ 1 ได้เต็มจำนวน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 และที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์โดยจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ แต่มิได้เป็นหนี้อยู่ก่อนทำสัญญาดังกล่าวและมิได้เป็นหนี้ตามฟ้อง ทั้งไม่เคยได้รับคำบอกกล่าวให้ชำระหนี้ โจทก์คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 4,713,667.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15.25 ต่อปีในต้นเงิน 3,816,698.61 บาท นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้หักเงิน 50,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ในวันที่ 27 ธันวาคม 2539 ออกจากต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนนั้นและให้ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปีในต้นเงิน 684,450 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,459 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 3,403,229.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15.28 ต่อปี ในต้นเงิน 3,402,674.45 บาท นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2539 และชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 514 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งสองจำนวนนั้นเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,461,842.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15.25 ต่อปีในต้นเงิน 565,428.57 บาท นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2539 และชำระดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปีในต้นเงิน 684,450 บาทกับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 945 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้ทั้งสองจำนวนนั้นเสร็จแก่โจทก์ โดยยอดหนี้ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวต้องไม่เกินจำนวนที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด หากจำเลยทั้งสามบิดพลิ้ว ให้เอาทรัพย์สินซึ่งแต่ละคนจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ ถ้าได้เงินน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่เท่าใด ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยเหล่านั้นบังคับชำระหนี้จนกว่าจะครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม นายนิคม สุวรรณประเสริฐ ทายาทของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 รวมทั้งหนี้ที่โจทก์เป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย จ.13 แล้วไม่ชำระหนี้คืน โจทก์จึงมอบอำนาจให้ทนายโจทก์มีจดหมายบอกเลิกสัญญาและเตือนให้จำเลยที่ 1 ตลอดจนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ซึ่งเป็นทั้งผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.32, จ.33, จ.34 และจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้คืนตามเอกสารหมาย จ.16, จ.18, จ.21 ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นรายบุคคลตามเอกสารหมาย จ.37, จ.39 และ จ.41 จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาฉบับดังกล่าว..... ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อต่อไปของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 อ้างตนเองและนายนิคมสามีเป็นพยานเบิกความว่าก่อนถูกฟ้องเคยพานายวิมลพี่เขยสามีไปพบนายคนึง พนักงานสาขาพุนพินของโจทก์เพื่อนำเงิน 5,000,000 บาท ที่นายวิมลได้มาจากธุรกิจก่อสร้างและจัดสรรที่ดินขาย ไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองส่วนของจำเลยที่ 2 แต่นายคำนึงไม่รับชำระหนี้ แต่จำเลยที่ 2 กลับตอบคำถามค้านว่าวันนั้นเพียงแต่ไปพูดคุยกับทางธนาคารเท่านั้น ไม่ได้เตรียมหลักฐานไปติดต่อขอชำระหนี้ และไม่เห็นเงินจำนวน 5,000,000 บาทนั้น นายนิคมก็ตอบคำถามค้านรับข้อเท็จจริงว่าเพียงแต่พูดคุยกัน นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำนายคำนึงกับนายวิมลมาสืบให้เห็นประจักษ์พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จึงเลื่อนลอย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 แสดงให้เห็นว่าตนมิได้อยู่ในฐานะที่จะสามารถชำระหนี้นั้นได้ และยังมิได้ขอปฎิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ จึงไม่อาจอ้างได้ว่าโจทก์ไม่รับชำระหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 ดังที่กล่าวอ้างในฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ฎีกาทั้งสองข้อของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 207
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเวียงศิลา จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6017/2549
#266876
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ก็ตาม แต่ตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ให้การโต้แย้งว่าหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1070, 1077 (2), 1080 และมาตรา 1087 เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด คดีถึงที่สุดแล้วตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องร่วมรับผิดในหนี้ตามฟ้องกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้เถียงว่าตนเองมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวอีกได้ เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์มีจำนวน 5,813,980.32 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งกรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย คดีย่อมมีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสี่ไม่ยื่นคำให้การและจำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งฟังยุติได้ว่า จำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 13982/2537 ซึ่งให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน 3,008,003.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,380,175.92 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 420,872.27 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามสำเนาคำพิพากษาตามยอมและสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความ ภายหลังมีคำพิพากษาดังกล่าวจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหนี้ตามคำบังคับ โจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดียึดสิทธิการเช่าอาคารเลขที่ 1939/52, 1939/53 และ 1939/54 - 56 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 ได้เงินจำนวน 1,450,000 บาท ไม่เพียงพอชำระหนี้ ตามสำเนาบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินครั้งที่ 1 โดยยอดหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 5,813,980.32 บาท จำเลยที่ 2 เคยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ดินเลขที่ 24865 ตำบลบางโพงพาง อำเภอยานนาวา (เมือง) กรุงเทพมหานคร แต่ได้โอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วในราคา 500,000 บาท ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาขาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัวและอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ก็ตาม แต่ตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ให้การโต้แย้งว่าหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070, 1077 (2), 1080 และมาตรา 1087 เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด คดีถึงที่สุดแล้วตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง จำเลยที่ 2 ซึ่งต้องร่วมรับผิดในหนี้ตามฟ้องกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้เถียงว่าตนเองมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวอีกได้ เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์มีจำนวน 5,813,980.32 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งจำเลยที่ 2 เคยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 1 แปลง แต่ไม่ได้นำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์กลับนำไปขายให้แก่บุคคลภายนอก แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่พยายามชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยสุจริต กรณีจึงไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ป.พ.พ. ม. 1070 ม. 1077 ม. 1080 ม. 1087
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดชาญมอเตอร์ไบค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวอัจฉรา ประจันนวล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมชาย พงษธา
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6013/2549
#266885
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดไต่สวนคำร้องนัดแรกวันที่ 29 เมษายน 2545 ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าได้ตรวจคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน ข้อคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองแล้ว เห็นว่าพอวินิจฉัยได้ให้งดไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย นัดฟังคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีในวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 เช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินของผู้ร้องและคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง มิได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 24 และคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองมิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม)

การกระทำในระหว่างระยะเวลา 3 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลายตามบทบัญญัติมาตรา 114 (เดิม) แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 คือ ก่อนมีการฟ้องขอให้ล้มละลาย เมื่อการโอนที่ดินพิพาทในคดีนี้กระทำเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2535 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538 จึงเป็นการโอนภายในระยะเวลา 3 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2538 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2538 และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2539

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงิน 3,318,562.50 บาท

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกัน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนพยานทั้งสองฝ่ายและมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 610, 612, 617 เลขที่ดิน 96, 98, 107 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หากผู้คัดค้านทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำสั่งแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้ผู้คัดค้านทั้งสองชดใช้ราคาเป็นเงิน 3,318,562.50 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าในวันนัดไต่สวนคำร้องนัดแรกวันที่ 29 เมษายน 2545 ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าได้ตรวจคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน ข้อคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองแล้ว เห็นว่าพอวินิจฉัยได้ให้งดไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย นัดฟังคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีในวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 เช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินของผู้ร้องและคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง มิได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 และคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองมิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า คำสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การกระทำในระหว่างระยะเวลา 3 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลายตามบทบัญญัติมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 คือ ก่อนมีการฟ้องขอให้ล้มละลาย เมื่อการโอนที่ดินพิพาทในคดีนี้กระทำเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2535 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538 จึงเป็นการโอนภายในระยะเวลา 3 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลายซึ่งผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 226
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 114 (เดิม) ม. 153 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกังวาน อัศวอารักษ์วงศ์
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นางภาณี การุณกรสกุล กับพวก
จำเลย — นางสาววัชรี หรือยู้ สกุลธีรพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6013/2549
#269090
เปิดฉบับเต็ม

ในวันนัดไต่สวนคำร้องนัดแรกศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าได้ตรวจคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน ข้อคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองแล้ว เห็นว่าพอวินิจฉัยได้ให้งดไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย นัดฟังคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี เช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินของผู้ร้องและคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง มิได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 24 และคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองมิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 153 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จากการสอบสวนได้ความว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับผู้อื่นในที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 610, 612, 617 เลขที่ดิน 96, 98, 103 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ต่อมาจำเลยได้โอนขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสอง ซึ่งเป็นการโอนทรัพย์สินในระหว่างระยะเวลา 3 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลาย ประกอบกับผู้คัดค้านทั้งสองรู้จักสนิทสนมกันเป็นอย่างดีกับจำเลยผู้คัดค้านทั้งสองควรจะรู้ถึงสภาวะการเงินและการมีหนี้สินล้นพ้นตัวของจำเลยแต่ผู้คัดค้านทั้งสองกลับตกลงรับโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนจากจำเลย แสดงว่าผู้คัดค้านทั้งสองมีเจตนาที่จะช่วยเหลือจำเลยในขณะที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว และเมื่อพิจารณาราคาซื้อขายที่ดินพิพาทปรากฏว่ามีราคาต่ำกว่าราคาประเมินของสำนักงานที่ดินเป็นเงิน 518,562.50 บาท พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะซื้อขายที่ดินพิพาทกันจริง แต่มีเจตนาที่จะยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน อันถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต และถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสองเสียค่าตอบแทน ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 610, 612, 617 เลขที่ดิน 96, 98, 103 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านทั้งสอง โดยให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม และหากไม่สามารถกลับคืนฐานะเดิมได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงิน 3,318,562.50 บาท

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันว่า ผู้คัดค้านทั้งสองได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน มิได้มีเจตนาที่จะยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินแต่อย่างใด เมื่อปี 2531 ผู้คัดค้านทั้งสองและจำเลยได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุชาติ ปัญญาวัฒนชัย โดยผู้คัดค้านที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวจำนวน 2 ใน 4 ของที่ดินทั้งหมดในนามของนายอภิชาต การุณกรสกุล และนายธีรพล การุณกรสกุล ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจำนวน 1 ใน 4 ของที่ดินทั้งหมดในนามของนายไพฑูรย์ บุญคงชื่น สำหรับจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมด้วยจำนวน 1 ใน 4 ของที่ดินทั้งหมด ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 ทราบจากผู้คัดค้านที่ 2 ว่า จำเลยจะนำที่ดินพิพาทในส่วนของตนนั้นออกเสนอขายแก่บุคคลภายนอกซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาในการถือกรรมสิทธิ์รวม ผู้คัดค้านทั้งสองจึงได้ตกลงร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทในส่วนของจำเลยคนละครึ่ง การซื้อที่ดินพิพาทดังกล่าวมิได้เจตนาที่จะช่วยเหลือจำเลยในขณะที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวและราคาที่ผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันซื้อนั้นก็เป็นราคาปกติที่ทำการซื้อขายกันในบริเวณที่ดินพิพาท อีกทั้งผู้คัดค้านทั้งสองได้ชำระเงินค่าซื้อที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยจริง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนพยานทั้งสองฝ่ายและมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 610, 612, 617 เลขที่ดิน 96, 98, 103 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยให้กลับคืนฐานะเดิม หากผู้คัดค้านทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำสั่งแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้ผู้คัดค้านทั้งสองชดใช้ราคาเป็นเงิน 3,318,562.50 บาท

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อปี 2531 ผู้คัดค้านทั้งสองและจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทจากนายสุชาติ ปัญญาวัฒนชัย โดยผู้คัดค้านที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์จำนวน 2 ใน 4 ของที่ดินพิพาททั้งหมดในนามของนายอภิชาต การุณกรสกุล และนายธีรพล การุณกรสกุล ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์จำนวน 1 ใน 4 ของที่ดินทั้งหมด ต่อมาวันที่ 22 ตุลาคม 2535 จำเลยโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสองในราคา 2,800,000 บาท ขณะนั้นราคาประเมินของสำนักงานที่ดินเป็นเงิน 3,318,562.50 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วงดไต่สวนพยานทั้งสองฝ่ายและนัดฟังคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ไม่จำเป็นต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ก็สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันนัดไต่สวนคำร้องนัดแรกวันที่ 29 เมษายน 2545 ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าได้ตรวจคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน ข้อคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองแล้ว เห็นว่าพอวินิจฉัยได้ให้งดไต่สวนพยานทั้งสองฝ่าย นัดฟังคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีในวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 เช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำร้องขอเพิกถอนการโอนที่ดินของผู้ร้องและคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง มิได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใด กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 และคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองมิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน ทั้งสองในปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการต่อไปว่า คำสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 114 (เดิม) ที่ว่า ก่อนมีการขอให้ล้มละลายและภายหลังนั้นหมายถึงการโอนหรือการกระทำใดๆ ก่อนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดวันที่ 19 ธันวาคม 2538 จึงมิใช่การโอนภายในระยะเวลา 3 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลาย ไม่ต้องด้วยมาตรา 114 (เดิม) นั้น เห็นว่าการกระทำในระหว่างระยะเวลา 3 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลายตามบทบัญญัติมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 คือ ก่อนมีการฟ้องขอให้ล้มละลาย เมื่อการโอนที่ดินพิพาทในคดีนี้กระทำเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2535 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2538 จึงเป็นการโอนภายในระยะเวลา 3 ปี ก่อนมีการขอให้ล้มละลายซึ่งผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องให้ศาลสั่งเพิกถอนได้ ส่วนปัญหาที่ผู้คัดค้านทั้งสองรับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้คัดค้านทั้งสองกับจำเลยได้ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาทเมื่อปี 2531 ในลักษณะทำธุรกิจร่วมกัน ผู้คัดค้านทั้งสองน่าจะต้องรู้จักคุ้นเคยกันดีกับจำเลยและรู้ถึงสถานะการเงินของจำเลยพอสมควร และเช็คที่อ้างว่าสั่งจ่ายชำระค่าที่ดินพิพาทส่วนของจำเลยเป็นของนายอุดม การุณกรสกุล ใบรับเงินระบุว่ารับเงินจากนางสุรีย์ การุณกรสกุล ไม่ใช่ผู้คัดค้านทั้งสอง และเช็คฉบับนี้ระบุว่าเข้าบัญชีห้างทองไทยโดยไม่ปรากฏว่าเป็นบัญชีของจำเลย ทั้งเช็คสั่งจ่ายวันที่ 26 ตุลาคม 2535 หลังจากวันทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทส่วนของจำเลย 4 วัน ส่วนข้ออ้างที่ว่าผู้คัดค้านที่ 1 สั่งจ่ายเช็คดังกล่าวรวมส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 2 สั่งจ่ายเช็คชำระคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ก็ปรากฏว่าเช็คนี้สั่งจ่ายเงินเพียง 837,993.75 บาท ไม่ครบจำนวนที่ผู้คัดค้านที่ 2 ค้างชำระ และที่อ้างว่าผู้คัดค้านที่ 2 ชำระส่วนที่ค้างชำระเป็นเงินสดก็ไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ สนับสนุนให้น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ราคาซื้อขายที่ดินพิพาทวันที่จำเลยโอนที่ดินพิพาทส่วนของจำเลยให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสองต่ำกว่าราคาประเมินเป็นเงินถึง 518,562.50 บาท ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสองรับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ศาลจึงมีอำนาจสั่งเพิกถอนการโอนได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 226 (2)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 153 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกังวาน อัศวอารักษ์วงศ์
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นางภาณี การุณกรสกุล กับพวก
จำเลย — นางสาววัชรีหรือยู้ สกุลธีรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6012/2549
#266832
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 160 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะทำการสอบสวนและทำความเห็นคดีอาญาในฐานะพนักงานสอบสวนได้นั้นจะต้องปรากฏว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดในทางอาญาเกิดขึ้นในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. ที่จะสอบสวนกรณีเดียวกันนี้ได้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจรายงานการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกและบันทึกการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยในสำนวนแล้วมีคำสั่งไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและกรรมการบริษัทจำเลยตามคำร้องของโจทก์ ถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยหรือผู้หนึ่งผู้ใดกระทำผิดในทางอาญาเกี่ยวกับการล้มละลายจึงมิได้ทำการสอบสวนผู้ใด ซึ่งเป็นดุลพินิจและอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยเฉพาะตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 160 วรรคหนึ่ง แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนหรือฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดได้ด้วยตนเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7), 2 (8) ประกอบมาตรา 28 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า จำเลยยังคงประกอบกิจการโรงแรมสมุยยุโฟเรียที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นการฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 23 และมาตรา 24 และถือเป็นการกระทำความผิดอาญาซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจสอบสวนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 160 ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและนางอรุณ กรรมการของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 163 (1) ประกอบมาตรา 175 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า นางอรุณกรรมการของจำเลยได้ให้การไว้ในชั้นไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยแล้วว่ามิได้ดำเนินกิจการโรงแรมที่เกาะสมุยเพราะได้มีการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นโรงแรมของจำเลยให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ไปแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจดำเนินการตามคำร้องของโจทก์ได้

โจทก์ยื่นคำร้องว่า แม้กิจการโรงแรมของจำเลยขายทอดตลาดไปแล้ว แต่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ซื้อทรัพย์ยังเข้าครอบครองไม่ได้โดยอยู่ระหว่างฟ้องขับไล่และบังคับคดีจำเลย และจำเลยเคยแถลงรับในที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกว่ายังประกอบกิจการโรงแรมดังกล่าวอยู่แต่รายรับน้อยกว่ารายจ่ายจึงไม่ส่งรายได้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีฐานะเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 160 มีอำนาจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและนางอรุณกรรมการของจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 163 (1) ประกอบมาตรา 175 ในความผิดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 23 ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกกรรมการจำเลยมาสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาตามกฎหมายต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า แม้กรรมการของจำเลยเคยแถลงในที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกยอมรับว่ายังคงประกอบกิจการโรงแรมอยู่แต่ก็มีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายพร้อมทั้งส่งบัญชีแสดงรายรับ/รายจ่าย ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ดังกล่าวก็ไม่ติดใจบัญชีแสดงรายรับ/รายจ่าย และลงมติให้จำเลยระงับการดำเนินกิจการของจำเลยนับแต่วันประชุมเจ้าหนี้แล้ว และชั้นไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2545 กรรมการจำเลยให้การยืนยันว่าจำเลยมิได้ดำเนินกิจการอีกต่อไปแต่ผู้ร่วมลงทุนเป็นผู้ดำเนินกิจการเอง ประกอบกับทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบกิจการได้ขายทอดตลาดและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ไปแล้ว คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบด้วยข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลล้มละลายกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย ถ้ามีเหตุควรเชื่อได้ว่าลูกหนี้หรือผู้หนึ่งผู้ใดได้กระทำผิดในทางอาญาเกี่ยวกับการล้มละลาย ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย" และวรรคสองบัญญัติว่า "ในกรณีที่พนักงานอัยการมีความเห็นว่าไม่ควรฟ้องซึ่งแย้งกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้ส่งสำนวนไปยังอธิบดีกรมอัยการเพื่อสั่ง" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะทำการสอบสวนและทำความเห็นคดีอาญาในฐานะพนักงานสอบสวนได้นั้นจะต้องปรากฏว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดในทางอาญาเกิดขึ้นในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่จะสอบสวนกรณีเดียวกันนี้ได้ ในคดีนี้การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจรายงานการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกและบันทึกการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยเอกสารในสำนวนแล้วมีคำสั่งไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและกรรมการของจำเลยตามคำร้องของโจทก์นั้น ถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยหรือผู้หนึ่งผู้ใดกระทำผิดในทางอาญาเกี่ยวกับการล้มละลายจึงมิได้ทำการสอบสวนผู้ใด ซึ่งเป็นดุลพินิจและอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน หรือฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดได้ด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) (8) ประกอบมาตรา 28 (2) คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 160
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 2 (8) ม. 28 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเวลบิลท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทยุโฟเรีย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวอัจฉรา ประจันนวล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6002/2549
#266822
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อความที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตกลงกับโจทก์จะระบุว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่า ได้เรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยไว้แล้วมิได้นำส่งให้โจทก์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 446,855.47 บาท ขอยอมรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนโจทก์ และขอผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์โดยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้รวม 6 งวด งวดแรกชำระในวันรุ่งขึ้น ส่วนที่เหลือชำระในเดือนต่อ ๆ ไป โดยไม่มีข้อความที่แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่จะตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะทำให้หนี้ตามสัญญาตัวแทนระงับสิ้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และ 852 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ตามสัญญาตัวแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินจำนวน 485,955.32 บาท ฐานผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและค้ำประกัน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 446,855.47 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินจำนวน 485,955.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 446,855.47 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาตัวแทน โดยแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ให้เป็นตัวแทนทำหน้าที่ชักชวนลูกค้ามาทำสัญญาประกันวินาศภัยและรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าผู้เอาประกันภัยนำส่งโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ มีปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือค้ำประกันหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าผู้เอาประกันภัยแล้วไม่นำส่งมอบให้โจทก์ ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันย่อมเกิดขึ้นแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 จึงไม่ทำให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่เกิดขึ้นแล้วระงับไปด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ข้อความที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ตกลงกับโจทก์จะระบุว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความก็ตาม แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่า ได้เรียกเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยไว้แล้วมิได้นำส่งให้โจทก์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 446,855.47 บาท ขอยอมรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนโจทก์ และขอผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์โดยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้รวม 6 งวด งวดแรกชำระในวันรุ่งขึ้น ส่วนที่เหลือชำระในเดือนต่อ ๆ ไป โดยไม่มีข้อความที่แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่จะตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ อันจะทำให้หนี้ตามสัญญาตัวแทนระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และ 852 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ตามสัญญาตัวแทนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระหนี้กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้คิดในทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีต่อจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852 ม. 698
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายอนุรัตน์หรือชลิต ปิติสานต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทรงกลด มั่นสิงห์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
เรวัตร อิศราภรณ์
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา