คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1472/2565
#685349
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 188 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม กฎหมายมุ่งคุ้มครองเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญ ปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาจึงอยู่ที่เช็คทั้ง 25 ฉบับ เป็นเอกสารของใครโดยไม่จำต้องพิจารณาว่ามูลหนี้ตามเช็คบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองขายลดเช็คทั้ง 25 ฉบับ ให้แก่โจทก์ เช็คนั้นก็เป็นเอกสารของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันเอาไปเสีย ทำให้โจทก์ขาดพยานหลักฐานที่จะต้องฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 188

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 341 ประกอบมาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 (เดิม), 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี ทางพิจารณาของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษ (ที่ถูก ลดโทษ) ให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน เมื่อดูพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งคดีแล้วไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อ 2 เพราะเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย มิใช่ปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2558 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2558 จำเลยทั้งสองนำเช็ค รวม 26 ฉบับ จำนวนเงินที่ระบุในเช็คเป็นเงินรวม 4,209,500 บาท ไปเสนอขายลดเช็คให้แก่ โจทก์รับซื้อเช็คดังกล่าวและโอนเงินค่าซื้อเช็คให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับแรกได้ แต่เมื่อถึงกำหนดเรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับที่สอง ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองโดยเจตนาทุจริต หลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าเจ้าของเช็คเสียชีวิต ให้โจทก์นำเช็คทั้งหมดมาคืนจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยทั้งสองนำเช็คไปให้ทายาทเพื่อแลกเป็นเงินสดนำมาให้แก่โจทก์ ซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์ตามความเป็นจริง แต่เป็นแผนการที่จำเลยทั้งสองกำหนดขึ้นโดยอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจของโจทก์ที่ค้าขายกันมานาน ทำให้โจทก์หลงเชื่อมอบเช็คตั้งแต่ฉบับที่สองรวม 25 ฉบับ ให้แก่จำเลยทั้งสองไป คิดเป็นเงินที่ระบุตามเช็ครวม 4,052,600 บาท อันเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของโจทก์ ทำให้โจทก์ขาดเอกสารที่จะฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 อย่างไรก็ตาม ก่อนคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง อันเป็นความผิดต่อส่วนตัว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง แต่ยังมิได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งเพิ่มเติมโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้น จึงให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนความผิดฐานฉ้อโกงจากสารบบความ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองเกี่ยวกับความผิดฐานดังกล่าวเป็นอันระงับไป

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 188 หรือไม่ เห็นว่า โดยทั่วไปสัญญาขายลดเช็คเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งต่างหากจากการให้กู้ยืมเงิน เมื่อไม่ปรากฏว่าสัญญาขายลดเช็คในคดีนี้มีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงินแล้ว กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายดังกล่าว นอกจากนั้น ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ก็มิใช่ข้อสำคัญในคดี เนื่องจากความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม กฎหมายมุ่งคุ้มครองเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญ ปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาจึงอยู่ที่ว่าเช็คทั้ง 25 ฉบับ เป็นเอกสารของใครโดยไม่จำต้องพิจารณาว่ามูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองขายลดเช็คทั้ง 25 ฉบับ ให้แก่โจทก์ เช็คนั้นก็เป็นเอกสารของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันเอาไปเสีย ทำให้โจทก์ขาดพยานหลักฐานที่จะฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยซึ่งมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างคำพิพากษาของศาลฎีกา 378/2536 มาในฎีกาของจำเลยทั้งสองด้วยนั้น ก็ปรากฏว่าเป็นเรื่องความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ซึ่งมีปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาว่ามีการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อจำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาข้อกฎหมายมา และข้อเท็จจริงปรากฏว่าก่อนศาลฎีกามีคำสั่งรับฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องและแถลงต่อศาลตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 1 กันยายน 2563 ว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองสามารถตกลงกันได้ โดยโจทก์ได้รับเงินจากจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 2,750,000 บาท และขอศาลฎีกาลงโทษจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ในสถานเบา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยกำหนดโทษจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดฐานดังกล่าวเสียใหม่ ให้เหมาะสมสอดคล้องแก่พฤติการณ์แห่งคดีได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 188
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — นาง ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางเนตรดาว มโนธรรมกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายสาโรจน์ เกษมถาวรศิลป์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ภิญโญภัทร์ แสงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1468/2565
#684172
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ทางในที่ดินของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า ทางในที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ใช่ทางจำเป็น หากฟังว่าเป็นทางจำเป็น โจทก์ต้องใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การรับว่า โจทก์มีความจำเป็นต้องใช้ทางในที่ดินของจำเลยที่ 4 และที่ 5 และฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนจากโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ ดังนั้น การที่จะบังคับให้ใช้ค่าทดแทนหรือไม่เพียงใดนั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ ปัญหาเรื่องการใช้ค่าทดแทนเป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นอันเป็นประเด็นสำคัญในคดี คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ทั้งค่าทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ใช้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปีละ 30,000 บาท และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ปีละ 20,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์ใช้ทางจำเป็นไปจนกว่าจะหมดความจำเป็นในการใช้ทางนั้น จำนวนค่าทดแทนที่โจทก์จะต้องใช้แก่จำเลยทั้งเจ็ดจึงขึ้นอยู่กับการใช้ทางจำเป็นของโจทก์ว่าเริ่มต้นเมื่อใดและสิ้นสุดลงเมื่อใด ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตย่อมไม่อาจคำนวณค่าทดแทนเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ได้ แม้ว่าประเด็นเรื่องทางจำเป็นจะยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงเถียงกันในชั้นอุทธรณ์เฉพาะเรื่องจำนวนค่าทดแทนว่ามีเพียงใด ก็ไม่ทำให้คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้กลับกลายเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 1,000,000 บาท กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนเป็นเงินคนละ 140,000 บาท ซึ่งเป็นค่าทดแทนจำนวนเดียว มิใช่ค่าทดแทนเป็นรายปีก็ตาม แต่ ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสี่ บัญญัติให้กำหนดเป็นเงินรายปีก็ได้ ศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าทดแทนให้เป็นรายปีนับแต่วันที่โจทก์ใช้ทางจำเป็นไปจนกว่าจะหมดความจำเป็นในการใช้ทาง หาใช่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่งไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 89465 ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 99 ตารางวา กว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 65 เมตร และที่ดินโฉนดเลขที่ 171734 ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ทั้งแปลง เนื้อที่ 28 ตารางวา เป็นทางจำเป็นในการใช้เป็นทางเดินทางรถยนต์ ทางสาธารณูปโภคแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 183818 ถึง 183822 ของโจทก์ และให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนเป็นทางจำเป็นให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 183818 ถึง 183822 หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 คนละ 140,000 บาท รวม 280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 4และที่ 5

จำเลยที่ 6 และที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 4 และที่ 5 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 89465 กว้างประมาณ 6 เมตร ยาว 65 เมตร และที่ดินโฉนดเลขที่ 171734 กว้าง 3 เมตร ยาว 38 เมตร เป็นทางจำเป็นในการใช้เป็นทางเดิน ทางรถยนต์ ทางสาธารณูปโภคแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 183818 ถึง 183822 ของโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 30,000 บาท ต่อปี และใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 เป็นเงิน 20,000 บาท ต่อปี ตามส่วนของจำเลยทั้งเจ็ดที่มีในทรัพย์สินนั้นนับแต่วันที่โจทก์ใช้ทางจำเป็นไปจนกว่าจะหมดความจำเป็นในการใช้ทาง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งเจ็ดให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 183818 ถึง 183822 ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันเนื้อที่รวม 100 ตารางวา และถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 89465 เนื้อที่ 2 งาน 4 ตารางวา จำเลยที่ 3 และนางอรพินท์ เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 171734 เนื้อที่ 28 ตารางวา เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2560 นางอรพินท์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 4 ถึงที่ 7 เป็นทายาทโดยธรรมของนางอรพินท์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 89465 เนื้อที่ 99 ตารางวา กว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 65 เมตร ภายในกรอบสีเขียวและที่ดินโฉนดเลขที่ 171734 เนื้อที่ 28 ตารางวา กว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 38 เมตร ภายในกรอบสีเหลืองเป็นถนนหินคลุกเชื่อมต่อกับถนนสาธารณประโยชน์ออกไปสู่ถนนแจ้งวัฒนะ และเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทดแทนในการใช้ทางจำเป็นสูงเกินควรโดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงในคดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดขอให้พิพากษาว่า ทางในที่ดินของจำเลยทั้งเจ็ดเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การต่อสู้ว่า ทางในที่ดินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ใช่ทางจำเป็น หากศาลฟังว่าเป็นทางจำเป็น โจทก์ต้องใช้ค่าทดแทนในการใช้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การยอมรับว่า โจทก์มีความจำเป็นต้องใช้ทางในที่ดินมรดกของจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นทางออกถึงทางสาธารณะ แม้จำเลยที่ 4 และที่ 5 จะฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนในการใช้ที่ดินจากโจทก์มาด้วย แต่การที่จะบังคับให้ใช้ค่าทดแทนแก่กันหรือไม่และเป็นจำนวนเพียงใดนั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ ปัญหาเรื่องการใช้ค่าทดแทนเป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นอันเป็นประเด็นสำคัญในคดี คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ทั้งค่าทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ใช้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปีละ 30,000 บาท และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ปีละ 20,000 บาท ตามส่วนของจำเลยทั้งเจ็ดที่มีในทรัพย์สินนั้นนับแต่วันที่โจทก์ใช้ทางจำเป็นไปจนกว่าจะหมดความจำเป็นในการใช้ทางนั้นจำนวนเงินค่าทดแทนที่โจทก์จะต้องใช้แก่จำเลยทั้งเจ็ดจึงขึ้นอยู่กับการใช้ทางจำเป็นของโจทก์ว่าเริ่มต้นเมื่อใดและสิ้นสุดลงเมื่อใด ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตย่อมไม่อาจคำนวณค่าทดแทนเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ได้ แม้ว่าประเด็นเรื่องทางจำเป็นจะยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงโต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์เฉพาะเรื่องค่าทดแทนที่โจทก์จะต้องใช้แก่จำเลยทั้งเจ็ดว่ามีจำนวนเพียงใด ก็ไม่ทำให้คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้กลับกลายเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาดังกล่าวจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ค่าทดแทนของจำเลยทั้งเจ็ดมีเพียงใด ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัย เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า ทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 89465 ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเนื้อที่ 99 ตารางวา กว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 65 เมตร ภายในกรอบสีเขียว และทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 171734 ของจำเลยที่ 3และนางอรพินท์มีเนื้อที่ 28 ตารางวา กว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 38 เมตร ภายในกรอบสีเหลือง เจ้าของที่ดินเดิมได้แบ่งแยกไว้เป็นทางเข้าออกและปัจจุบันมีสภาพเป็นถนนหินคลุกเพื่อใช้ในการสัญจรเชื่อมต่อกับถนนสาธารณประโยชน์ออกไปสู่ถนนแจ้งวัฒนะอยู่แล้ว ประกอบกับที่ดินทั้งห้าแปลงของโจทก์มีเนื้อที่เพียง 100 ตารางวา ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปีละ 30,000 บาท และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ปีละ 20,000 บาท จึงสูงเกินสมควร เห็นสมควรกำหนดค่าทดแทนให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปีละ 18,000 บาท และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ปีละ 12,000 บาท แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 1,000,000 บาท และจำเลยที่ 4 ที่ 5 ฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนเป็นเงินคนละ 140,000 บาท ซึ่งเป็นค่าทดแทนจำนวนเดียว มิใช่ค่าทดแทนเป็นรายปีก็ตาม แต่ค่าทดแทนที่กำหนดให้ดังกล่าวก็เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การที่โจทก์ใช้ทางจำเป็น ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสี่ บัญญัติให้กำหนดเป็นเงินรายปีก็ได้ ศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าทดแทนให้เป็นรายปีนับแต่วันที่โจทก์ใช้ทางจำเป็นจนกว่าจะหมดความจำเป็นในการใช้ทาง หาใช่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 แก้ฎีกาว่า หากศาลวินิจฉัยแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าคดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ก็ให้สั่งคืนค่าขึ้นศาลที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 เสียมาตามที่ฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นด้วยนั้น เห็นว่า การเสียค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 4 และที่ 5 นั้น เป็นคนละส่วนกับฟ้องของโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษาให้ค่าทดแทนตามที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขอมาในฟ้องแย้ง แต่เป็นการที่ศาลชั้นต้นใช้อำนาจกำหนดค่าทดแทนเอง แม้ไม่มีคู่ความขอมา ซึ่งคู่ความมิได้อุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้ง คดีในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาจึงต้องพิจารณาเฉพาะในส่วนฟ้องของโจทก์เท่านั้น ส่วนทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งคงมีเฉพาะในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยที่ 4 และที่ 5 ฟ้องแย้งขอให้ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 คนละ 140,000 บาท ซึ่งเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ จึงไม่อาจคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปีละ 18,000 บาท และใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ปีละ 12,000 บาท ตามส่วนของจำเลยทั้งเจ็ดที่มีในทรัพย์สินนั้นนับแต่วันที่โจทก์ใช้ทางจำเป็นไปจนกว่าจะหมดความจำเป็นในการใช้ทาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 วรรคสี่
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 224 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นางสาว ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายวีรัช วรรธนะวงษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ทวี ประจวบลาภ
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1462/2565
#686996
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปชำระหนี้และจัดสรรที่ดินพิพาท และจำเลยตกลงจะชำระเงินคืนให้แก่โจทก์พร้อมผลตอบแทน โดยมีข้อตกลงว่าหากจำเลยจะขายที่ดินพิพาทหรือทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จำเลยจะแจ้งให้โจทก์ทราบก่อน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยในลักษณะเป็นการร่วมลงทุนกับจำเลยโดยประสงค์จะแบ่งปันกำไรจากการจัดสรรที่ดินพิพาท กรณีนี้จึงไม่ใช่เป็นสัญญาห้างหุ้นส่วนแต่เป็นสัญญากู้ยืมเงินที่มีการกำหนดวิธีใช้เงินคืนให้แก่โจทก์ และแม้สัญญาจะใช้ชื่อว่าสัญญาข้อตกลงเรื่องที่ดินและสัญญาต่างตอบแทน แต่เมื่อเจตนาของคู่สัญญาเป็นเรื่องการกู้ยืมเงิน ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่เป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญากู้ยืมเงิน และผลตอบแทนที่จำเลยตกลงให้แก่โจทก์นั้นถือว่าเป็นดอกเบี้ย เมื่อสูงเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี เพื่อชำระหนี้ให้แก่นายสมชัยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ย.851/2551 ของศาลชั้นต้น โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระหนี้ดังกล่าวทั้งหมดแทนจำเลย กับให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4984 และมีหนังสือถอนการยึดที่ดินดังกล่าวถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางบัวทอง โดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึด พร้อมกับให้จำเลยนำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์หรือผู้ที่โจทก์โอนสิทธิให้ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางบัวทอง โดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมการโอน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติได้ให้จำเลยใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 112,663,746 บาท แก่โจทก์ และหากจำเลยไม่นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์ ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนและจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ต่อไป กับให้จำเลยใช้เงินค่าปรับ 30,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความอ้างว่า ผู้ร้องสอดเป็นตัวการผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4984 โดยให้จำเลยซึ่งเป็นบุตรคนโตเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ผู้ร้องสอดเป็นผู้เก็บโฉนดที่ดินดังกล่าว โจทก์และจำเลยสมยอมกันทำสัญญาตามฟ้องเพื่อฉ้อฉลไม่ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนแก่ผู้ร้องสอด อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องสอดมีความประสงค์ขอเข้าเป็นคู่ความเพราะเห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ยื่นคำแก้ (ที่ถูก คำให้การแก้) คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

จำเลยยื่นคำคัดค้าน (ที่ถูก คำให้การ) แก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แล้วมีคำสั่งใหม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 19,380,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2559 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก และยกคำร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และผู้ร้องสอดให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,380,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2559 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไปดำเนินการติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีเพื่อชำระหนี้ให้แก่นายสมชัย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ย.851/2551 ของศาลชั้นต้น โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระหนี้ดังกล่าวทั้งหมดแทนจำเลย พร้อมชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4984 แล้วให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากโจทก์ชำระหนี้ให้แก่นายสมชัยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ย.851/2551 ของศาลชั้นต้น พร้อมชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4984 แล้ว จำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 75,000,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์และผู้ร้องสอดให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยเป็นบุตรคนโตของนายฟัก ซึ่งเป็นคนต่างด้าว กับผู้ร้องสอด ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4984 เนื้อที่ 53 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2531 แล้วมีชื่อจำเลยเป็นผู้จดทะเบียนจำนอง ขึ้นเงินจำนอง และไถ่ถอนจำนองตลอดมา เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2551 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 14,220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายสมชัย ผู้เป็นโจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 26 มีนาคม 2550) ต้องไม่เกิน 17,045,040 บาท วันที่ 3 มีนาคม 2552 เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรียึดที่ดินพิพาท แล้วมีการประกาศขายทอดตลาด วันที่ 14 มกราคม 2559 โจทก์และจำเลยทำสัญญากันว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ระหว่างขอออกใบแทนและถูกนายสมชัยยึดตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ย.851/2551 ของศาลชั้นต้น จำเลยต้องการนำที่ดินพิพาทไปจัดสรร และขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือบุคคลอื่นเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่นายสมชัย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แต่จำเลยขาดเงินทุนดำเนินการจึงขอให้โจทก์ช่วยออกค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 17,000,000 บาท ในวันทำสัญญา โจทก์จ่ายเงิน 17,000,000 บาท ให้แก่จำเลยเพื่อนำไปชำระหนี้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 5,000,000 บาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการพัฒนาจัดสรรที่ดินพิพาท และขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือบุคคลอื่นเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยได้รับเงินครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญาเป็นแคชเชียร์เช็คตามสำเนาท้ายสัญญา จำเลยสัญญาว่าจะชำระเงิน 17,000,000 บาท พร้อมเงินค่าตอบแทนอีก 10,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 27,000,000 บาท แก่โจทก์ ภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ถ้าจำเลยจะนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองหรือขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและโจทก์ จำเลยจะต้องชำระเงิน 27,000,000 บาทให้แก่โจทก์ พร้อมกันในวันจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและต้องชำระให้เสร็จภายในกำหนด 6 เดือนนับแต่วันทำสัญญา ก่อนชำระเงินให้แก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยจะไม่จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินพิพาทโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบและให้ความยินยอมเป็นอันขาด และจำเลยจะต้องแจ้งและนัดหมายโจทก์ให้มารับเงินจำนวนดังกล่าวด้วยตนเองในวันที่มีการจดทะเบียนทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ถ้าจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และไม่สามารถนำเงิน 27,000,000 บาท มาชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาข้างต้น จำเลยตกลงยินยอมไปดำเนินการติดต่อเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทันที โดยให้โจทก์เป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวทั้งหมดแทนจำเลย และจำเลยยินยอมให้โจทก์เข้าครอบครองและพัฒนาที่ดินพิพาทได้ทันที โดยให้หักกลบลบหนี้เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยกับราคาที่ดินพิพาทที่จำเลยขายให้แก่โจทก์ และจำเลยจะไม่เรียกร้องเงินหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ จากโจทก์อีก แต่โจทก์จะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอากรการโอนกรรมสิทธิ์กับการถอนการยึดที่ดินพิพาท โจทก์มีสิทธิโอนสิทธิตามสัญญาให้แก่บุคคลใดก็ได้ โดยแจ้งให้จำเลยทราบ นับแต่วันทำสัญญา จำเลยจะไม่ทำให้ที่ดินพิพาทมีภาระติดพันเพิ่มขึ้นและจะไม่กระทำการใดให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินพิพาท หากจำเลยผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดถือว่าผิดสัญญาทั้งหมด จำเลยจะต้องถูกฟ้องบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญา และจำเลยจะต้องเสียค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 30,000,000 บาท โจทก์จ่ายเงิน 17,000,000 บาท ให้แก่จำเลยเป็นแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สำนักพระรามที่ 3 สั่งจ่ายเงิน 5,000,000 บาทแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด สั่งจ่ายเงิน 6,000,000 บาท แก่จำเลย แคชเชียร์เช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางใหญ่ สั่งจ่ายเงิน 1,200,000 บาทแก่จำเลย แคชเชียร์เช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุรวงศ์ สั่งจ่ายเงิน 2,800,000 บาท แก่จำเลย และเงินสดอีก 2,000,000 บาท วันที่ 12 มิถุนายน 2559 จำเลยทำบันทึกข้อตกลงกับผู้ร้องสอด นางสาวกุหลาบ และนางสาวสลิตา ระบุว่าจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนผู้ร้องสอด หากมีการขายที่ดินพิพาทต้องได้รับความเห็นชอบจากนางสาวกุหลาบและนางสาวสลิตาแล้วแบ่งเงินที่ได้จากการขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร้อยละ 30 และร้อยละ 20 ตามลำดับ นางสาวกุหลาบ ร้อยละ 40 นางสาวสลิตา ร้อยละ 10 ในฐานะผู้รับมอบหมายจากผู้ร้องสอด เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญาแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์ให้ทนายความของโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญา จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย และคดีในส่วนของผู้ร้องสอดยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยที่ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดฎีกา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญาพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงิน และจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 บัญญัติว่า "ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรืออักษร" แม้สัญญาพิพาทใช้ชื่อว่า "หนังสือสัญญาข้อตกลงเรื่องที่ดินและสัญญาต่างตอบแทน" แต่การตีความเจตนาของคู่สัญญาที่ต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญานั้นต้องพิจารณาข้อความทั้งหมดที่ระบุไว้ในสัญญา ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะข้อความตอนใดตอนหนึ่งเท่านั้น ตามหนังสือสัญญาดังกล่าวระบุว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ระหว่างขอออกใบแทนและถูกนายสมชัยยึดตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ย.851/2551 ของศาลชั้นต้น จำเลยต้องการนำที่ดินพิพาทไปจัดสรรและขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือบุคคลอื่นเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่นายสมชัยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แต่จำเลยขาดเงินทุนดำเนินการ จำเลยจึงขอให้โจทก์ช่วยออกค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 17,000,000 บาท ในวันทำสัญญา โจทก์จ่ายเงิน 17,000,000 บาท ให้แก่จำเลยเพื่อนำไปชำระหนี้ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยเพื่อไปดำเนินการพัฒนาจัดสรรที่ดินพิพาทเป็นการร่วมกับจำเลยด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการดังกล่าว จึงไม่มีลักษณะเป็นสัญญาห้างหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 แต่มีลักษณะเป็นกรณีที่โจทก์ส่งมอบเงินให้แก่จำเลย และจำเลยตกลงว่าจะชำระหนี้คืนพร้อมผลตอบแทนอีก 10,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญา แต่ถ้าจำเลยจดทะเบียนจำนองหรือขายที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและโจทก์ได้ก่อนกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยต้องแจ้งและนัดหมายให้โจทก์ไปรับเงินด้วยตนเองในวันที่มีการจดทะเบียนจำนองหรือขายที่ดินพิพาท ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาที่โจทก์ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลยและจำเลยสัญญาว่าจะคืนเงินพร้อมผลตอบแทนภายในเวลาที่กำหนดให้แก่โจทก์ โดยที่โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดสรรที่ดินพิพาทของจำเลยหรือมุ่งประสงค์จะได้ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตั้งแต่แรก อีกทั้งไม่มีข้อตกลงกำหนดหน้าที่ให้จำเลยต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตอบแทนการที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลย คงมีข้อตกลงเพียงว่า ให้จำเลยขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือบุคคลอื่น นอกจากนำเงินมาชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วต้องนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ด้วย ซึ่งเป็นข้อสัญญาที่กำหนดวิธีการคืนเงินให้แก่โจทก์เท่านั้น แม้โจทก์และจำเลยตกลงกันให้จำเลยนำเงิน 5,000,000 บาท ไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และเงินส่วนที่เหลืออีก 12,000,000 บาท ให้จำเลยนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการพัฒนาจัดสรรที่ดินพิพาท และขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือบุคคลอื่นเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เป็นเพียงข้อตกลงเพื่อให้โจทก์ส่งมอบเงินให้แก่จำเลยตามวัตถุประสงค์ในการใช้เงินเท่านั้น ส่วนที่โจทก์และจำเลยตกลงกันว่า ก่อนชำระเงินให้แก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยจะไม่จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนในที่ดินพิพาทโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบและให้ความยินยอมเป็นอันขาด และนับแต่วันทำสัญญาจำเลยจะไม่ทำให้ที่ดินพิพาทมีภาระติดพันเพิ่มขึ้นและจะไม่กระทำการใดให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินพิพาท เป็นข้อตกลงที่โจทก์มุ่งประสงค์ไม่ให้จำเลยก่อภาระผูกพันแก่ที่ดินพิพาทเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการใช้สิทธิบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทในกรณีที่จำเลยผิดสัญญา และโจทก์ใช้สิทธิฟ้องร้องบังคับคดี ไม่ใช่ข้อตกลงให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ตอบแทน แม้สัญญาพิพาทใช้ชื่อว่า หนังสือสัญญาข้อตกลงเรื่องที่ดินและสัญญาต่างตอบแทน แต่เจตนาของคู่สัญญาเป็นเรื่องที่โจทก์ให้กู้ยืมเงินแก่จำเลยแล้วให้จำเลยคืนเงินพร้อมผลตอบแทนภายในระยะเวลาที่กำหนดแก่โจทก์ เป็นสัญญากู้ยืมเงินไม่ใช่นิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงินดังที่จำเลยฎีกา หรือสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญากู้ยืมเงินธรรมดา ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกาไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ส่วนที่โจทก์และจำเลยตกลงกันว่า ถ้าจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และไม่สามารถนำเงิน 27,000,000 บาท มาชำระให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาข้างต้น จำเลยตกลงยินยอมไปดำเนินการติดต่อเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทันทีนั้น เป็นข้อตกลงที่โจทก์ผู้ให้กู้ยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืม โดยมีข้อตกลงว่า ในการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์นั้น ให้โจทก์เป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวทั้งหมดแทนจำเลย และจำเลยยินยอมให้โจทก์เข้าครอบครองและพัฒนาที่ดินพิพาทได้ทันที โดยให้หักกลบลบหนี้เงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยกับราคาที่ดินพิพาทที่จำเลยขายให้แก่โจทก์ และจำเลยจะไม่เรียกร้องเงินหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ จากโจทก์อีก แต่โจทก์จะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอากรการโอนกรรมสิทธิ์กับการถอนการยึดที่ดินพิพาท โจทก์มีสิทธิโอนสิทธิตามสัญญาให้แก่บุคคลใดก็ได้ โดยแจ้งให้จำเลยทราบ ซึ่งข้อตกลงที่โจทก์ยอมรับที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแทนการชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวโดยคำนึงถึงจำนวนหนี้ที่โจทก์จะชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและหนี้เงินกู้ยืมเป็นสำคัญ แต่ไม่ได้คำนึงว่าจำนวนหนี้ดังกล่าวเท่ากับราคาท้องตลาดของที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ยอมรับเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมนั้นในเวลาและสถานที่ที่มีการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ ข้อตกลงดังกล่าวไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 656 วรรคสาม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี เพื่อชำระหนี้ให้แก่นายสมชัยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ย.851/2551 ของศาลชั้นต้น โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระหนี้ดังกล่าวทั้งหมดแทนจำเลย กับให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4984 และมีหนังสือถอนการยึดที่ดินดังกล่าวถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาบางบัวทอง โดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมถอนการยึด แล้วให้จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์หรือผู้ที่โจทก์โอนสิทธิได้ ส่วนหนี้เงินกู้ยืมนั้น โจทก์ตกลงให้จำเลยกู้ยืมเงิน 17,000,000 บาท มีกำหนดเวลาชำระหนี้คืนภายใน 6 เดือน โดยคิดค่าตอบแทนเป็นเงิน 10,000,000 บาท คิดเป็นดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ผลตอบแทนดังกล่าวซึ่งเป็นดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 โจทก์คงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ในส่วนเบี้ยปรับนั้น จำเลยตกลงกับโจทก์ว่า หากจำเลยผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดถือว่าผิดสัญญาทั้งหมด จำเลยจะต้องถูกฟ้องบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญา และจำเลยจะต้องเสียค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 30,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับเป็นเงิน 2,380,000 บาทแก่โจทก์ และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวด้วย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แม้จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ได้โต้แย้งว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดของเบี้ยปรับดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของเบี้ยปรับ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของเบี้ยปรับจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 แต่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามลำดับ แล้วให้ใช้ความใหม่แทน โดยความใหม่บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 คือ ร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราที่ปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับนี้ใช้บังคับ บัญญัติให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดฉบับนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ในช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดฉบับนี้ใช้บังคับ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 17,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นวันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,380,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และพิพากษาให้จำเลยไปดำเนินการติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีเพื่อชำระหนี้ให้แก่นายสมชัย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ย.851/2551 ของศาลชั้นต้น โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระหนี้ดังกล่าวทั้งหมดแทนจำเลย พร้อมชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4984 แล้วให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากโจทก์ชำระหนี้ให้แก่นายสมชัยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ย.851/2551 ของศาลชั้นต้น พร้อมชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4984 แล้ว จำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 75,000,000 บาท แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 19,380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 17,000,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 สิงหาคม 2559) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 40,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์และผู้ร้องสอดให้เป็นพับ เฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้โจทก์ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 654 ม. 1012
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พ.
ผู้ร้องสอด — นาง พ.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเชด กวีบริบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชลิต กฐินะสมิต
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1456/2565
#684521
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 264, 265, 268 จะต้องกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนด้วย เมื่อโจทก์ฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบล ม. และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ม. ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้ออกคำสั่งรื้อถอนอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/79, 555/80 และ 555/81 ส่วนที่ก่อสร้างต่อเติม โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/75 ด้วย การแก้ไขข้อความบันทึกการตรวจสอบโรงงานและแบบตรวจแนะนำของเจ้าพนักงานที่ระบุว่าเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 ว่าเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/79 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่โจทก์ฟ้องว่าประกอบกิจการมีเสียงดังรบกวนให้ตรงกับที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบอาคารตามความจริง กลับเป็นประโยชน์แก่โจทก์ การแก้ไขข้อความในเอกสารจึงไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชน จึงไม่เป็นการปลอมเอกสาร ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ เมื่อนำไปใช้จึงไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 90, 91, 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 99/141 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากัน และเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/79, 555/80 และ 555/81 โครงการ บ. ต่อมาโจทก์ร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบล ม. ให้เข้ามาตรวจสอบการก่อสร้าง ต่อเติม ดัดแปลงอาคารของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนนทบุรีว่า สถานประกอบกิจการตัดเย็บและผลิตเสื้อผ้าของจำเลยที่ 1 และที่ 2 สร้างความเดือดร้อนรำคาญ เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล ม. สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนนทบุรี และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนนทบุรี เข้าไปตรวจที่อาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และทำบันทึกการตรวจสอบไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร้องเรียนต่อองค์การบริหารส่วนตำบล ม. ให้เข้าไปตรวจสอบอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/79, 555/80 และ 555/81 ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเจ้าพนักงานก็เข้าไปตรวจสอบอาคารเลขที่ดังกล่าวตามคำร้องเรียน แม้บันทึกการตรวจสอบโรงงาน และแบบตรวจแนะนำของเจ้าพนักงาน ระบุว่าเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 แต่บ้านเลขที่ดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่โจทก์ร้องเรียน และโจทก์ไม่มีหลักฐานว่าได้ร้องเรียนให้เข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 และไม่ได้นำเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวมาเบิกความว่ามีการเข้าไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 555/75 ด้วย เมื่อนายอภินันท์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถามค้านว่าไม่ได้เข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 แต่อย่างใด และตามบันทึกการตรวจสอบโรงงาน และแบบตรวจแนะนำของเจ้าพนักงาน ระบุตรวจสอบพบว่าโรงงานประกอบกิจการตัดเย็บและปักเสื้อผ้า ซึ่งเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และการประกอบกิจการมีเสียงดังรบกวนตามที่โจทก์ร้องเรียน การลงข้อความระบุว่าเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 จึงน่าจะเกิดจากความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง การแก้ไขข้อความจากเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/75 เป็นบ้านเลขที่ 555/79 ในภายหลัง จึงเป็นการแก้ไขให้ตรงกับที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบอาคารตามความจริง ซึ่งความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 จะต้องกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนด้วย เมื่อโจทก์ฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบล ม. และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ม. ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้แก้ไขคำสั่งหรือให้ยกเลิกคำสั่งเดิม แล้วออกคำสั่งใหม่ให้รื้อถอนอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/79, 555/80 และ 555/81 ส่วนที่ก่อสร้างต่อเติม โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาคารพาณิชย์เลขที่ 555/75 ด้วย การแก้ไขข้อความว่าเข้าไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 555/79 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาคารพาณิชย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่โจทก์ฟ้องว่าประกอบกิจการมีเสียงดังรบกวน กลับเป็นประโยชน์แก่โจทก์ การแก้ไขข้อความในเอกสารจึงไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ผู้อื่นหรือประชาชน จึงไม่เป็นการปลอมเอกสาร ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ เมื่อนำไปใช้จึงไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม พยานโจทก์ที่นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 วรรคหนึ่ง ม. 265 ม. 268 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางภัทรพร วงษ์เมตตา
ศาลอุทธรณ์ — นางอรพันท์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ชลิต กฐินะสมิต
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2565
#689066
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปทำสัญญาจะซื้อจะขายและส่งมอบรถยนต์ให้บุคคลภายนอกโดยผู้ให้เช่าซื้อไม่ทราบ โดยบุคคลภายนอกหลอกลวงจำเลยที่ 1 ว่า ต้องการซื้อรถยนต์พิพาทของโจทก์และจะดำเนินการเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์อันเป็นความเท็จ ต่อมาศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษาลงโทษบุคคลภายนอกในข้อหาฉ้อโกง จำเลยร่วมในฐานะบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์พิพาทไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะรถยนต์สูญหายตามกรมธรรม์ประกันภัยเพราะข้อตกลงคุ้มครองข้อ 1 ระบุว่า จำเลยร่วมจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อรถยนต์สูญหายไปอันเกิดจากการกระทำความผิดเฉพาะฐานลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ยักยอก เนื่องจากข้อเท็จจริงได้ความว่าบุคคลภายนอกหลอกลวงจำเลยที่ 1 อันเป็นความเท็จจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 290,862 บาท และร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือชดใช้ราคาแทน

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนเงินจำนวน 141,024 บาท แก่จำเลยที่ 1โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเรียกบริษัท อ. เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยร่วมใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 280,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองและยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างคู่ความทุกฝ่ายให้เป็นพับ

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ โดยไม่ต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าจากโจทก์ราคาค่าเช่าซื้อ 634,608 บาท ตกลงผ่อนชำระ 72 งวด งวดละ 8,814 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 เมษายน 2557 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 10 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบตามสัญญา โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อระหว่างวันที่ 13 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2559 นางสาวอรอุมาหลอกลวงจำเลยที่ 1 ว่าต้องการเช่าซื้อรถยนต์พิพาทของโจทก์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 และจะดำเนินการเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ อันเป็นความเท็จเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลงเชื่อมอบรถยนต์พิพาทให้แก่นางสาวอรอุมา ต่อมาศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษาลงโทษนางสาวอรอุมาในข้อหาฉ้อโกง จำเลยที่ 1 แจ้งให้จำเลยร่วมในฐานะบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์พิพาทชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่จำเลยร่วมปฏิเสธ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ตั้งแต่งวดที่ 40 ประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไปมา โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองคืนรถและชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยร่วมได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยต่อโจทก์หรือไม่ และตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ตามจำนวนเงินที่เอาประกันภัยหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน โดยจำเลยร่วมฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่เริ่มทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับนางสาวอรอุมาโดยไม่มีสิทธิถือว่ารถยนต์พิพาทสูญหายในระหว่างครอบครองตามสัญญาเช่าซื้อ จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อ เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 5.1 หากเป็นความผิดฐานฉ้อโกงก็ไม่ใช่ข้อหาที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.1 จำเลยร่วมจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ส่วนจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความเสียหายของทรัพย์ที่เอาประกันภัยมีจำนวน 380,000 บาท เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยร่วมชำระเงินแก่โจทก์ 220,000 บาท จึงคงเหลือเงินที่จำเลยร่วมจะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 อีก 160,000 บาท เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัย หมวดคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 1 ข้อตกลงคุ้มครอง ระบุว่า จำเลยร่วมจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อรถยนต์สูญหายไป อันเกิดจากการกระทำความผิดเฉพาะฐานลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ข้อ 2 การชดใช้ความเสียหายหรือสูญหายต่อรถยนต์ ข้อ 2.1 ระบุว่า ในกรณีรถยนต์สูญหาย อันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ จำเลยร่วมจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย โดยผู้เอาประกันหรือผู้รับประโยชน์แล้วแต่กรณีต้องโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยร่วม ข้อ 5 การยกเว้นรถยนต์สูญหาย ระบุว่า การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง ข้อ 5.1 ความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าว ดังนั้น การพิจารณาความรับผิดของจำเลยร่วมจึงต้องพิจารณาว่ากรณีรถยนต์สูญหายได้รับความคุ้มครองตามข้อ 1 หรือไม่เป็นลำดับแรก หากได้รับความคุ้มครองตามข้อ 1 แล้ว จึงจะพิจารณาว่าเข้าข้อยกเว้นที่การประกันภัยไม่คุ้มครองตามข้อ 5 หรือไม่เป็นลำดับถัดไป ส่วนข้อ 2 เป็นเพียงข้อกำหนดเกี่ยวกับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะนำมาพิจารณาต่อเมื่อวินิจฉัยว่าจำเลยร่วมต้องรับผิด คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่านางสาวอรอุมาหลอกลวงจำเลยที่ 1 ว่าต้องการเช่าซื้อรถยนต์พิพาทซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 โดยจะไปขอเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์เอง อันเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลงเชื่อมอบรถยนต์พิพาทให้นางสาวอรอุมาจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง กรณีมิใช่รถยนต์พิพาทสูญหาย อันเกิดจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ แต่เกิดจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 1 จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแก่โจทก์และจำเลยที่ 1 โดยไม่จำต้องพิจารณาว่ากรณีรถยนต์พิพาทสูญหายดังกล่าวเข้าข้อยกเว้นที่การประกันภัยไม่คุ้มครองตามข้อ 5.1 ดังที่จำเลยร่วมฎีกา และจำเลยร่วมจะต้องรับผิดเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยตามข้อ 2.1 ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังขึ้นบางส่วน ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861 ม. 867
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ต.
จำเลย — นางสาว พ. กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายวิสูตร เจนสุทธิประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายปรัชญา กำเหนิดฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2565
#686930
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีของผู้ถือหุ้นมิใช่เป็นการตั้งฐานแห่งสิทธิในการฟ้องในฐานะส่วนตัว แต่เป็นการฟ้องคดีแทนบริษัท ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของตนและผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ การฟ้องคดีแทนบริษัทของผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง จึงถือได้ว่าเป็นการฟ้องคดีแทนผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ด้วย ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งจึงยังมีอำนาจฟ้อง หรือดำเนินคดี หรือบังคับคดีต่อไปได้ตราบเท่าที่ผู้ถือหุ้นคนนั้นยังคงเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทอยู่ เพราะหากมิได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทแล้ว ย่อมมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องคดีหรือบังคับคดีได้แต่อย่างใด

โจทก์ทั้งหกยื่นฟ้องคดีแทนบริษัท ส. ตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง แต่ต่อมาโจทก์ทั้งหกได้ขายหุ้นส่วนของตนในบริษัทออกไปหมดแล้ว โจทก์ทั้งหกย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินปันผลหรือใช้สิทธิใด ๆ ในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทได้อีก และถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีตามคำพิพากษาอีกต่อไป โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีอำนาจบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทฟ้องจำเลยทั้งสิบสอง ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 เป็นและเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสิบสองกระทำละเมิดต่อบริษัทเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายและโจทก์ทั้งหกในฐานะผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสิบสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 180,000,000 บาท แก่บริษัทคำขออื่นให้ยก โจทก์ทั้งหกและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 7 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 60,674,157 บาท จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 41,460,674 บาท จำเลยที่ 4 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 38,426,966 บาท จำเลยที่ 5 ที่ 6 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 10,112,359 บาท จำเลยที่ 8 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 29,325,843 บาท ให้แก่บริษัทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์ทั้งหกร่วมกันบังคับคดีจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 เพื่อนำเงินมาชำระให้แก่บริษัท ระหว่างบังคับคดีโจทก์ทั้งหกได้พ้นสภาพเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท วันที่ 18 ตุลาคม 2560 โจทก์ทั้งหกยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 โจทก์ทั้งหกยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอดำเนินการบังคับคดีต่อไป เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งหกชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายก่อนจึงจะดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ให้ การที่โจทก์ทั้งหกยังไม่ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดเป็นคนละส่วนกับการบังคับคดี ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป ในวันเดียวกันโจทก์ทั้งหกยื่นคำร้องอีกฉบับว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ยังไม่ได้นำเงินมาวางชำระหนี้ การถอนการบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นเห็นว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึด เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ได้วางเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา และต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การยึดหุ้นดังกล่าวมิชอบให้ถอนการยึดโดยไม่มีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการถอนการยึด โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีหน้าที่ใด ๆ ต้องชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึด คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีต่อไป และต่อมาโจทก์ทั้งหกยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 (เดิม) ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 มาไต่สวน

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และบริษัทยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้ทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 งดการบังคับคดี และงดการไต่สวนเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ทั้งหกที่ขอไต่สวนกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 และให้งดการบังคับคดี

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งหกฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เบื้องต้นที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งหกเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ส.อมรพรรณ (1993) จำกัด ภายหลังคดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่บริษัท ส.อมรพรรณ (1993) จำกัด แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งหกจึงร่วมกันขอให้ศาลบังคับคดี ระหว่างการบังคับคดีโจทก์ทั้งหกพ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ส.อมรพรรณ (1993) จำกัด แล้ว ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2560 โจทก์ทั้งหกยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกมีว่า การที่โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทได้ขายหุ้นของตนในบริษัทออกไปหมดแล้วโจทก์ทั้งหกมีสิทธิบังคับคดีต่อไปได้หรือไม่ นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้ากรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท ๆ จะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้องผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าว การฟ้องคดีของผู้ถือหุ้นมิใช่เป็นการตั้งฐานแห่งสิทธิในการฟ้องในฐานะส่วนตัว แต่เป็นการฟ้องคดีแทนบริษัท ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของตนและผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ การฟ้องคดีแทนบริษัทของผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง จึงถือได้ว่าเป็นการฟ้องคดีแทนผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ ด้วย เช่นนี้ ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งจึงยังมีอำนาจฟ้อง หรือดำเนินคดี หรือบังคับคดีต่อไปได้ตราบเท่าที่ผู้ถือหุ้นคนนั้นยังคงเป็นเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทอยู่ เพราะหากมิได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทแล้ว ย่อมมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องคดีหรือบังคับคดีได้แต่อย่างใด การที่โจทก์ทั้งหกยื่นฟ้องคดีแทนบริษัทตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง แต่ต่อมาโจทก์ทั้งหกได้ขายหุ้นส่วนของตนในบริษัทออกไปหมดแล้ว โจทก์ทั้งหกย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินปันผลหรือใช้สิทธิใด ๆ ในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทได้อีก และถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาอีกต่อไป กรณีจึงเป็นหน้าที่ของบุคคลที่ยังเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทที่จะดำเนินการร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อบังคับคดีต่อไป โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีอำนาจบังคับคดี ฉะนั้นปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่บริษัทครบถ้วนแล้วหรือไม่ เป็นเรื่องของบุคคลซึ่งยังเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจะไปว่ากล่าวกันต่อไป ไม่จำต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1169 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ป. กับพวก
จำเลย — นางสาว อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายบุญธรรม ตุกชุแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1368/2565
#682861
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 โดยบรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2561 เวลากลางวัน จำเลยนำธนบัตรเงินตราไทยที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศไทย รวมมูลค่าทั้งสิ้น 2,000,000 บาท อันเป็นของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยไม่มีการสำแดงแจ้งรายการนำเงินตราที่กฎหมายกำหนดออกนอกราชอาณาจักรต่อเจ้าพนักงานศุลกากรในขณะผ่านด่านศุลกากรตามแบบที่เจ้าหน้าที่กำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดหรือข้อห้าม ตามข้อห้ามอันเกี่ยวกับการนำของออกนอกราชอาณาจักร จำเลยลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตรวจพบและทำการจับกุมจำเลยเสียก่อน จึงไม่อาจนำธนบัตรเงินตราไทยจำนวนดังกล่าวอันเป็นของต้องห้ามของต้องกำกัดออกไปนอกราชอาณาจักรสมดังเจตนาของจำเลย และอ้าง พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 8 ทวิ ซึ่งบัญญัติให้ธนบัตรเงินตราไทยเป็นของตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นการบรรยายว่าธนบัตรเงินตราไทยเป็นของต้องห้ามหรือต้องกำกัด ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 จึงเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนการที่โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าธนบัตรเงินตราไทยเป็นของต้องห้ามหรือต้องกำกัดตามกฎหมาย ระเบียบหรือประกาศของกฎหมายฉบับใดหรือเป็นสิ่งของชนิดใด หรือไม่ได้แนบประกาศหรือระเบียบมาท้ายฟ้องนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ไม่ใช่สาระสำคัญอันจะทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

แม้จำเลยจะไม่สามารถนำธนบัตรเงินตราไทยจำนวนดังกล่าวอันเป็นของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดออกไปนอกราชอาณาจักร แต่กฎหมายให้ถือเป็นความผิดและศาลอาจใช้ดุลพินิจสั่งริบของนั้นก็ได้ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ไม่สำแดงรายการต่อเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่พยายามหลีกเลี่ยงกฎหมายและลักลอบนำเงินตราซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือต้องกำกัดออกนอกราชอาณาจักร จึงเป็นพฤติการณ์ที่สมควรริบธนบัตรของกลาง ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า ธนบัตรของกลางไม่ใช่ของจำเลย จึงไม่สมควรริบนั้น เป็นเรื่องที่เจ้าของแท้จริงจะต้องร้องขอคืนของกลางต่อศาลไม่เกี่ยวกับจำเลย

ตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 กำหนดให้จ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาของกลางหรือค่าปรับ ไม่ใช่ร้อยละสิบห้าตามประกาศที่ลงในราชกิจจานุเบกษาซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรขอแก้ไข แต่ไม่สามารถแก้ได้เพราะเป็นบทกฎหมายที่ตราไว้แล้ว ประกอบกับฟ้องโจทก์ก็มิได้ขอให้ศาลสั่งจ่ายรางวัลเพียงร้อยละสิบห้า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับร้อยละสิบห้าของค่าปรับนั้น จึงไม่ต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 3, 8 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัล พ.ศ.2560 ริบธนบัตรรัฐบาลไทยของกลาง และจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับ กับจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5, 6, 9 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 20,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบธนบัตรรัฐบาลไทย 2,000,000 บาท ของกลาง จ่ายสินบนร้อยละสามสิบของค่าปรับให้แก่ผู้นำจับและจ่ายรางวัลร้อยละสิบห้าของค่าปรับให้พนักงานเจ้าหน้าที่

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 โดยบรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2561 เวลากลางวัน จำเลยนำธนบัตรเงินตราไทยที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศไทย รวมมูลค่าทั้งสิ้น 2,000,000 บาท อันเป็นของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยไม่มีการสำแดงแจ้งรายการนำเงินตราที่กฎหมายกำหนดออกนอกราชอาณาจักรต่อเจ้าพนักงานศุลกากรในขณะผ่านด่านศุลกากรตามแบบที่เจ้าหน้าที่กำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดหรือข้อห้าม ตามข้อห้ามอันเกี่ยวกับการนำของออกนอกราชอาณาจักร จำเลยลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตรวจพบและทำการจับกุมจำเลยเสียก่อน จึงไม่อาจนำธนบัตรเงินตราไทยจำนวนดังกล่าวอันเป็นของต้องห้ามของต้องกำกัดออกไปนอกราชอาณาจักรสมดังเจตนาของจำเลยและอ้างพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 8 ทวิ ซึ่งบัญญัติให้ธนบัตรเงินตราไทยเป็นของตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร อันเป็นการบรรยายว่าธนบัตรเงินตราไทยเป็นของต้องห้ามหรือต้องกำกัด ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 จึงเป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนการที่โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าธนบัตรเงินตราไทยเป็นของต้องห้ามหรือต้องกำกัดตามกฎหมาย ระเบียบหรือประกาศของกฎหมายฉบับใดหรือเป็นสิ่งของชนิดใด หรือไม่ได้แนบประกาศหรือระเบียบมาท้ายฟ้องนั้นเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ไม่ใช่สาระสำคัญอันจะทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยแต่อย่างใดไม่ คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพอันแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว และความผิดดังกล่าวมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยพยายามนำธนบัตรเงินตราไทยซึ่งเป็นของต้องกำกัดหรือของต้องห้ามออกไปนอกราชอาณาจักร และลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า สมควรริบธนบัตรของกลางหรือไม่ เห็นว่า ธนบัตรเงินตราไทยเป็นของตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยพยายามนำธนบัตรเงินตราไทยซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดออกไปนอกราชอาณาจักร โดยมีสายลับผู้นำจับประสงค์สินบนนำจับได้แจ้งให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองจับกุมจำเลยพร้อมยึดธนบัตรเงินตราไทยได้จำนวนถึง 2,000,000 บาท แม้จำเลยจะไม่สามารถนำธนบัตรเงินตราไทยจำนวนดังกล่าวอันเป็นของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดออกไปนอกราชอาณาจักร แต่กฎหมายให้ถือเป็นความผิดและศาลอาจใช้ดุลพินิจสั่งริบของนั้นก็ได้ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่ง ซึ่งการนำเงินตราเข้าหรือออกนอกราชอาณาจักรอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตรา ทั้งนี้เพื่อป้องกันการลักลอบส่งหรือนำไปนอกหรือเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย ซึ่งนำมาสู่ปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ อาทิเช่น การฟอกเงินที่ได้จากการกระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ไม่สำแดงรายการต่อเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่พยายามหลีกเลี่ยงกฎหมายและลักลอบนำเงินตราซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดออกนอกราชอาณาจักร จึงเป็นพฤติการณ์ที่สมควรริบธนบัตรของกลางดังกล่าว ส่วนที่จำเลยแก้ฎีกาว่า ธนบัตรของกลางมิใช่ของจำเลยแต่เป็นของนายพันธิน จึงไม่ควรริบของกลางนั้น เป็นเรื่องที่เจ้าของแท้จริงจะต้องร้องขอคืนของกลางต่อศาลไม่เกี่ยวกับจำเลย ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ริบของกลางนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8 กำหนดให้จ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาของกลางหรือค่าปรับไม่ใช่ร้อยละสิบห้าตามประกาศที่ลงในราชกิจจานุเบกษาซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรขอแก้ไข แต่ไม่สามารถแก้ได้เพราะเป็นบทกฎหมายที่ตราไว้แล้ว ประกอบกับตามฟ้องโจทก์ก็มิได้ขอให้ศาลสั่งจ่ายรางวัลเพียงร้อยละสิบห้า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับร้อยละสิบห้าของค่าปรับนั้น จึงไม่ต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 20,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบธนบัตรรัฐบาลไทย 2,000,000 บาท ของกลาง ให้จ่ายสินบนร้อยละสามสิบและจ่ายรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของค่าปรับตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2489 มาตรา 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ม. 8 ทวิ
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 244
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นางสาว ภ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายคมศักดิ์ โตโภชนพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายมีชัย เตชาชาญ
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1323/2565
#684516
เปิดฉบับเต็ม

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นำห้องชุด 84 ห้อง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชดใช้คืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นเงิน 40,000,000 บาท หากขายทอดตลาดได้เงินน้อยกว่าจำนวนดังกล่าวก็ชดใช้คืนเพียงเท่าที่ขายได้ กรณีขายทอดตลาดได้เงินเกินจำนวนดังกล่าว ให้เงินส่วนที่เกินพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินนั้น เมื่อเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำไปซื้อห้องชุดเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 3 ต้องเสียหายจากการกระทำความผิดอาญาที่เป็นความผิดมูลฐาน อันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องขอให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้คืน ประกอบกับผู้ร้องไม่คัดค้าน กรณีจึงต้องคืนห้องชุด 84 ห้องแก่ผู้คัดค้านที่ 3 ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหก โดยไม่อาจมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้คัดค้านที่ 3 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. 2558 ข้อ 6 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับในเวลาที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา กำหนดว่า การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นโดยต้องแสดงถึง (1) ปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายที่ขออนุญาตฎีกาโดยชัดแจ้ง (2) ปัญหาที่ขออนุญาตฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 249 หรือในข้อกำหนดนี้ซึ่งศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย เมื่อคำร้องขออนุญาตฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ระบุถึงประเด็นปัญหาตามฎีกาประเด็นใดไว้ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประสงค์จะขออนุญาตฎีกาในประเด็นปัญหานั้น และปัญหานั้นได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เพื่อความสะดวกในการพิจารณาและพิพากษา ศาลชั้นต้นให้เรียก พันตรีหญิง น. ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 พันโท อ. ว่า ผู้คัดค้านที่ 2 และสหกรณ์ ค. ว่า ผู้คัดค้านที่ 3

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ห้องชุด 84 ห้อง พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้คืนห้องชุด 84 ห้อง หรือชดใช้ราคาแก่ผู้คัดค้านที่ 3

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนห้องชุด 84 ห้อง พร้อมดอกผล แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำห้องชุด 84 ห้อง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชดใช้คืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นเงิน 40,000,000 บาท หากขายทอดตลาดได้เงินน้อยกว่าจำนวนดังกล่าวก็ชดใช้คืนเพียงเท่าที่ขายได้ กรณีขายทอดตลาดได้เงินเกินจำนวนดังกล่าว ให้เงินส่วนที่เกินพร้อมดอกผล (ถ้ามี) ตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2556 ผู้คัดค้านที่ 3 ร้องทุกข์กล่าวโทษนายศุภชัยกับพวกว่า ร่วมกันกระทำความผิดข้อหายักยอกเงินของผู้คัดค้านที่ 3 ด้วยการสั่งจ่ายเช็คของผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 878 ฉบับ แล้วนำไปเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 3 ทำให้ผู้คัดค้านที่ 3 ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 12,402,907,158.01 บาท ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีที่นายศุภชัยกับพวกถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญาข้อหาฉ้อโกงประชาชน ยักยอกอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ เป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (3) (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ไว้เป็นคดีพิเศษหลายคดี รวมถึงคดีพิเศษที่ 146/2556 และที่ 64/2557 โดยคดีพิเศษที่ 64/2557 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องนายศุภชัยกับพวกเป็นจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ในฐานที่เป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนและลักทรัพย์นายศุภชัยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 706/2559 ของศาลอาญา สำหรับที่ดิน 36 แปลง ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งให้อายัดไว้ในคดีที่นายศุภชัยกับพวกถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา นายธาริตในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัด และคณะทำงานประสานงานในการดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายมีมติในการประชุมครั้งที่ 3/2556 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ให้นายศุภชัยนำที่ดินที่อำเภอสีคิ้วดังกล่าวไปขายแล้วนำเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว 100,000,000 บาท คืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 โดยให้ดำเนินการโดยด่วนเนื่องจากปัจจุบันผู้คัดค้านที่ 3 ขาดสภาพคล่องและสมาชิกเดือดร้อนมาก หลังจากมีมติดังกล่าวปรากฏว่านายศุภชัยขายที่ดินทั้ง 36 แปลง ให้บริษัท พ. ได้เงิน 477,880,000 บาท โดยชำระเงินเป็นแคชเชียร์เช็ค 6 ฉบับ นายศุภชัยนำแคชเชียร์เช็ค 4 ฉบับ ชำระหนี้จำนอง ค่าธรรมเนียม และค่าภาษีในการทำนิติกรรม 128,095,511 บาท มอบคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 1 ฉบับ 100,000,000 บาท และมีการนำแคชเชียร์เช็คธนาคาร 1 ฉบับ จำนวนเงิน 249,784,489 บาท ซึ่งจ่ายเป็นค่าซื้อขายที่ดินดังกล่าวไปฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายศุภชัยเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2557 แล้วมีการทำธุรกรรมถอนเงิน โอนเงิน และซื้อแคชเชียร์เช็คผ่านบัญชีดังกล่าวของนายศุภชัยรวม 11 รายการ โอนให้บุคคลภายนอก 8 ราย และมีการมอบแคชเชียร์เช็ค 3 ฉบับ ฉบับละ 20,000,000 บาท ให้แก่นายณฐพร เป็นค่านายหน้าจากการซื้อขายที่ดิน แต่มีแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับดังกล่าว ฉบับละ 20,000,000 บาท สลักหลังโอนให้แก่บุคคลอื่น และต่อมาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2557 มีการฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้คัดค้านที่ 1 ในระหว่างปี 2557 ถึงปี 2558 ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำเงินจากบัญชีดังกล่าวไปซื้อห้องชุดที่จังหวัดนนทบุรี รวม 84 ห้อง เป็นชื่อของผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 39 ห้อง ชื่อของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 45 ห้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากัน โดยผู้คัดค้านที่ 1 ย้ายมารับราชการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 ผู้คัดค้านที่ 2 ย้ายมารับราชการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2554 นายธาริตมีคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ 594/2553 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2553 ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ปฏิบัติราชการที่สำนักงานอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษทำหน้าที่ในลักษณะเป็นเลขานุการของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษช่วยกลั่นกรองงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่า เป็นเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งที่ 1782/2559 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 พักราชการผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และดำเนินคดีผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5, 9, 10, 60, 61 ตามสำนวนคดีพิเศษที่ 42/2559

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประการแรกว่า ความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 มีผลบังคับย้อนหลังแก่การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 49 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว" โดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ไม่ได้บัญญัติว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจะต้องเป็นทรัพย์สินในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาว่ามีผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษเท่านั้น เพียงแต่หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้นไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ แต่หากมีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นเหตุให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลและขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินได้ นอกจากนี้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน มีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานก็สามารถมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ แม้ทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินได้มาก่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีผลใช้บังคับ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โดยเป็นมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินอันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนคนสุจริตทั่วไป จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ ดังนั้น แม้มีการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ในภายหลังจากที่ได้มีการกระทำความผิดมูลฐานดังกล่าวก็ตาม ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานนี้ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับย้อนหลังไปทันทีนับแต่วันที่มีการกระทำความผิดมูลฐานอันบัญญัติเพิ่มเติมดังกล่าวได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นปัญหานี้ชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประการต่อไปว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้นำห้องชุดพิพาท 84 ห้อง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชดใช้คืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 40,000,000 บาท หากขายได้เกิน ส่วนที่เกินให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยไม่คืนห้องชุดพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชอบหรือไม่ เห็นว่า มติที่ประชุมคณะทำงานประสานงานในการดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย ครั้งที่ 3/2556 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมในครั้งที่ 1/2556 และครั้งที่ 2/2556 โดยในการประชุมครั้งที่ 1/2556 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2556 ตามสำเนารายงานการประชุมคณะทำงานประสานงานในการดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย ครั้งที่ 1/2556 ในวาระเรื่องเพื่อพิจารณา ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงการดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย (ผู้คัดค้านที่ 3) โดยสรุปว่า ให้นำทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สินที่พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอคณะกรรมการธุรกรรมเพื่อพิจารณามีมติเห็นชอบให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายรายคดีนายศุภชัยกับพวกออกขายเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินดังกล่าวคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าว อันเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน และในการประชุมครั้งที่ 2/2556 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2556 ตามสำเนารายงานการประชุมคณะทำงานประสานงานในการดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย ครั้งที่ 2/2556 ในวาระเรื่องเพื่อพิจารณา ที่ประชุมมีมติโดยสรุปว่า นายศุภชัยยินยอมที่จะขายที่ดินตามบัญชีรายการทรัพย์สินแนบท้าย โดยผู้แทนผู้คัดค้านที่ 3 มีความเห็นว่า ขณะนี้ผู้คัดค้านที่ 3 ขาดสภาพคล่องทางการเงินเป็นอย่างมาก จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีเงินเข้ามาในระบบเพื่อแก้ปัญหาของผู้คัดค้านที่ 3 จึงเห็นชอบด้วยเพื่อเยียวยาความเสียหายของผู้คัดค้านที่ 3 นายศุภชัยแถลงว่าสามารถติดต่อผู้ซื้อที่ดินที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา โดยนำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวมาแสดง จะมีการหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน ภาระหนี้จำนอง เป็นต้น เงินที่เหลือส่งคืนผู้คัดค้านที่ 3 เพื่อเยียวยาความเสียหายต่อไป และในการประชุมครั้งที่ 3/2556 ในวาระเรื่องเพื่อพิจารณา นายศุภชัยได้แจ้งที่ประชุมทราบว่าได้ติดต่อผู้มาซื้อที่ดินที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ได้แล้ว โดยราคาและค่าใช้จ่าย ตลอดจนจำนวนเงินที่จะส่งคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายนั้น ตกลงจะนำเงินที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว 100,000,000 บาท มอบให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 และผู้แทนของผู้คัดค้านที่ 3 เห็นชอบด้วยตามยอดเงินดังกล่าว โดยจะทำการซื้อขายที่ดินดังกล่าวภายใน 7 วันทำการ นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสำเนารายงานการประชุมดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ว่า ที่ประชุมคณะทำงานประสานงานในการดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย มีมติเห็นชอบให้นายศุภชัยขายทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สินแนบท้ายรวมถึงที่ดินที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินดังกล่าวคืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เสียหาย อันเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน ซึ่งนายศุภชัยก็รับว่าจะนำเงินที่ขายที่ดินดังกล่าวหลังหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน ภาระหนี้จำนอง คืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 เพื่อเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งในการประชุมครั้งที่ 3/2556 นายศุภชัยแถลงว่าเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว จะเหลือประมาณ 100,000,000 บาท ที่จะมอบให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 โดยไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงหรือมติให้เงินที่ได้จากการขายที่ดินดังกล่าวในส่วนที่เหลือหากมีให้ตกเป็นของนายศุภชัยแต่อย่างใด ซึ่งคณะทำงานประสานงานในการดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายไม่อาจจะมีมติให้เงินที่เหลือจากการขายทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สินแนบท้ายตกเป็นของนายศุภชัยซึ่งเป็นจำเลย ทั้งนี้เพราะเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 48 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว" และในวรรคหก ที่บัญญัติว่า "ในกรณีตามวรรคหนึ่งถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน ให้เลขาธิการขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินด้วยในคราวเดียวกัน และเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้ให้ผู้เสียหายตามวรรคนี้แล้ว ให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งศาลโดยเร็ว" ซึ่งตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว การดำเนินการต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นแผ่นดินหรือนำไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานเท่านั้น ไม่มีกรณีที่ทรัพย์สินดังกล่าวจะกลับไปตกได้แก่จำเลยหรือผู้กระทำความผิดอีกเลย จึงเป็นไปไม่ได้ที่ที่ประชุมคณะทำงานประสานงานในการดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายจะมีมติให้เงินที่ได้จากการขายที่ดินที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา หลังจากหักค่าใช้จ่ายและส่งมอบให้ผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 100,000,000 บาท แล้ว ที่เหลือให้เป็นของนายศุภชัยตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้าง เมื่อที่ประชุมคณะทำงานประสานงานในการดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายครั้งที่ 3/2556 เพียงแต่มีมติให้นำเงินค่าขายที่ดินที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว มอบให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานจึงชอบแล้ว ไม่ตกเป็นโมฆะตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย นอกจากนี้มติดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน แต่เป็นเรื่องที่คณะทำงานประสานงานในการดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายมีมติให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดออกขายเพื่อนำเงินที่ได้มาคืนให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานตามกฎหมาย จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้างแต่อย่างใด ส่วนที่ระบุว่าเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้วเป็นจำนวน 100,000,000 บาท ก็เนื่องจากนายศุภชัยแถลงว่าเงินที่เหลือจะอยู่ที่ 100,000,000 บาท ต่อมาภายหลังหากเงินที่เหลือจากการขายที่ดินดังกล่าวหลังหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้วมีเกินกว่า 100,000,000 บาท เงินส่วนที่เกินก็ต้องตกได้แก่ผู้เสียหายหรือตกเป็นของแผ่นดินแล้วแต่กรณี ทั้งในการประชุมคณะทำงานประสานงานในการดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายทั้งสามครั้งดังกล่าว ไม่ปรากฏว่านายศุภชัยได้แถลงต่อที่ประชุมว่ามีค่าใช้จ่ายเป็นค่านายหน้าในการขายที่ดินแต่อย่างใด ดังนั้น เงินที่ได้จากการขายที่ดินตามแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ฉบับละ 20,000,000 บาท ที่โอนเข้าบัญชีของผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการขายทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำเงินดังกล่าวไปซื้อห้องชุดพิพาท 84 ห้อง และตามพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ทราบดีว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินส่วนหนึ่งที่ผู้คัดค้านที่ 3 ต้องเสียหายจากการกระทำความผิดอาญาของนายศุภชัยกับพวกที่เป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (3) (5) (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ห้องชุดพิพาท 84 ห้อง พร้อมดอกผลจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้มาโดยไม่สุจริตและเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 กรณีไม่มีเหตุที่จะคืนห้องชุดพิพาท 84 ห้อง ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นำห้องชุด 84 ห้อง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชดใช้คืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นเงิน 40,000,000 บาท หากขายทอดตลาดได้เงินน้อยกว่าจำนวนดังกล่าวก็ชดใช้คืนเพียงเท่าที่ขายได้ กรณีขายทอดตลาดได้เงินเกินจำนวนดังกล่าว ให้เงินส่วนที่เกินพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำไปซื้อห้องชุด 84 ห้อง เป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 3 ต้องเสียหายจากการกระทำความผิดอาญาของนายศุภชัยกับพวกที่เป็นความผิดมูลฐาน อันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น และผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เสียหายร้องขอให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้คืน ประกอบกับผู้ร้องไม่คัดค้าน กรณีจึงต้องคืนห้องชุด 84 ห้อง แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 49 วรรคหก โดยไม่อาจมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้คัดค้านที่ 3 มิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 3 มีลักษณะเป็นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เพื่อให้มีโอกาสโต้แย้ง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ และการที่ผู้ร้องไม่ได้ขอให้คืนทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้านที่ 3 แสดงว่าผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ใช่ผู้เสียหาย รวมทั้งการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 3 เข้ามาในคดีโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 เป็นการไม่ชอบ ขัดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 นั้น เห็นว่า ตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. 2558 ข้อ 6 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับในเวลาที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา กำหนดว่า การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นโดยต้องแสดงถึง (1) ปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายที่ขออนุญาตฎีกาโดยชัดแจ้ง และ (2) ปัญหาที่ขออนุญาตฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 249 หรือในข้อกำหนดนี้ ซึ่งศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย คำร้องขออนุญาตฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ระบุถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวไว้ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประสงค์จะขออนุญาตฎีกาในประเด็นปัญหาดังกล่าว และปัญหาดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 49
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — พันตรีหญิงหรือนาง น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชาญ ศรีสิงห์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1317/2565
#687011
เปิดฉบับเต็ม

การลดมาตราส่วนโทษตาม ป.อ. มาตรา 76 เป็นการลดมาตราส่วนโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น มิใช่การลดมาตราส่วนโทษจากโทษที่ศาลกำหนด การที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 20 ปี แล้วจึงลดมาตราส่วนโทษจากโทษจำคุกที่กำหนดดังกล่าวกึ่งหนึ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ว. ผู้เสียหาย โดยนาย ท. ผู้แทนเฉพาะคดี ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง เป็นค่าเสื่อมเสียต่อเกียรติของผู้หญิงและได้รับความเสื่อมเสียอับอายขายหน้า 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งห้าให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งห้าไม่ได้กระทำความผิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ขอถอนคำให้การเดิมและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ร้องคนละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท ผู้ร้องไม่ประสงค์เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตามคำร้องอีกต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 20 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ประกอบมาตรา 86 จำคุกคนละ 12 ปี 16 เดือน ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งห้าอายุไม่เกิน 20 ปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 5 คนละ 6 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 5 ปี และให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ชำระค่าสินไหมทดแทนคนละ 20,000 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และยกคำร้องของผู้ร้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งห้าไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับนาย ท. ซึ่งเป็นเยาวชน ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาว ว. ผู้ร้อง อายุ 15 ปีเศษ โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายและผู้ร้องอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 5 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในการที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่ เห็นว่า ที่ผู้ร้องเบิกความว่า นอกจากจำเลยที่ 1 แล้ว ยังมีคนร้ายอีก 3 คน ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้อง เป็นข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และนาย ท. ซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพิษณุโลก จึงรับฟังได้ว่า คนร้ายอีก 3 คน ที่ข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องก็คือ จำเลยที่ 3 ที่ 4 และนาย ท. นั่นเอง ส่วนที่ผู้ร้องเบิกความว่า ภายในห้องที่เกิดเหตุมีคนร้ายมากกว่า 2 คน เพราะได้ยินเสียงพูดคุยกัน จำเสียงได้แน่นอนคือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และนาย ท. แต่จำเลยที่ 5 จำไม่ได้เพราะไม่คุ้นเสียง เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะภายในห้องที่เกิดเหตุมืดไม่มีแสงสว่างมองไม่เห็นกัน ได้ยินเพียงเสียงเท่านั้น โดยผู้ร้องมิได้เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 5 อยู่ในห้องที่เกิดเหตุในขณะที่ผู้ร้องถูกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และนาย ท. ข่มขืนกระทำชำเรา แต่ที่ผู้ร้องเบิกความว่า ในห้องที่เกิดเหตุได้ยินเสียงพูดคุยกันจำเสียงได้ว่าเป็นเสียงของจำเลยที่ 2 ด้วยนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งแตกต่างจากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องให้การว่าจำเสียงจำเลยที่ 1 ได้เพียงคนเดียว บุคคลอื่นที่อยู่ในห้องที่เกิดเหตุไม่สามารถจำเสียงได้ ผู้ร้องทราบเพียงว่าคนร้ายมีมากกว่า 2 คน ทั้งยังให้การด้วยว่าในขณะที่ถูกข่มขืนกระทำชำเราไม่มีผู้ใดช่วยจับแขนจับขาของผู้ร้อง ซึ่งสอดคล้องกับที่ผู้ร้องเบิกความว่าจำคนร้ายได้เพียงคนเดียวคือจำเลยที่ 1 เท่านั้น ส่วนคนร้ายอื่นผู้ร้องทราบจากนาย อ. ว่าบุคคลที่เข้าไปในบ้านเกิดเหตุมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และนาย ท. ซึ่งในข้อนี้นาย อ. เบิกความว่า ในขณะที่รอผู้ร้องอยู่ที่หน้าห้องน้ำ จำเลยที่ 1 และที่ 3 เดินเข้ามาในบ้านแล้วบอกนาย อ. ให้ไปรออยู่นอกบ้าน นาย อ. เดินออกไปปัสสาวะที่ข้างบ้านแล้วกลับมาที่โต๊ะอาหารพบจำเลยที่ 4 นั่งอยู่ใกล้กับกระถางต้นไม้ แต่ไม่พบจำเลยที่ 2 ที่ 5 และนาย ท. นาย อ. สนทนากับจำเลยที่ 4 เพียงครู่เดียวจำเลยที่ 4 ก็เดินเข้าไปในบ้านเกิดเหตุ หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที เห็นจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เดินออกมาจากบ้านเกิดเหตุมาสนทนากับนาย อ. ได้เพียงครู่เดียว จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เดินกลับเข้าไปในบ้านเกิดเหตุอีกครั้งหนึ่งโดยปิดประตูหน้าบ้านไว้ นาย อ. ไม่ได้เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 เข้าไปในบ้านเกิดเหตุด้วยแต่อย่างใด ส่วนที่นาย อ. เบิกความว่าจำเลยที่ 5 เดินออกมาจากบ้านเกิดเหตุพร้อมจำเลยที่ 3 และที่ 4 หลังจากนาย อ. สนทนาด้วยเพียงครู่เดียวจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ก็กลับเข้าไปในบ้านเกิดเหตุอีกครั้งหนึ่งนั้น นาย อ. ไม่เห็นเหตุการณ์ ในขณะที่จำเลยที่ 5 อยู่ในบ้านเกิดเหตุ ทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 5 เข้าไปในบ้านเกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 กับพวก โดยทำหน้าที่คอยดูต้นทางเพื่อมิให้เพื่อนและยายของจำเลยที่ 1 มาขัดขวางการที่จำเลยที่ 1 กับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้อง หรือจำเลยที่ 5 ช่วยจับแขนจับขาผู้ร้องให้ความสะดวกแก่การที่จำเลยที่ 1 กับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้อง อีกทั้งไม่ได้ยืนยันมั่งคงว่า จำเลยที่ 5 เมื่อเข้าไปในบ้านเกิดเหตุแล้วได้เข้าไปอยู่ในห้องที่เกิดเหตุด้วย ในขณะที่นาย ด. เบิกความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 5 นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารด้วยกันกับนาย ด. ส่วนบุคคลทั้งสองจะเข้าไปในบ้านเกิดเหตุหรือไม่ นาย ด. ไม่ทราบ แม้คำเบิกความดังกล่าวจะขัดแย้งกับคำให้การของนาย ด. ในชั้นสอบสวน ซึ่งนาย ด. ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 5 เดินตามเข้าไปด้วยก็ตาม แต่นาย ด. ก็เบิกความอธิบายว่าหมายถึงเดินตามเข้าไปในบ้านเท่านั้น มิได้หมายความว่า เดินตามเข้าไปในห้องที่เกิดเหตุ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 เข้าไปในบ้านเกิดเหตุ อาจไปเข้าห้องน้ำตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 เบิกความก็เป็นได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 2 และที่ 5 กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้ร้องอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้น ให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 5 และให้ยกคำขอของผู้ร้องในคดีส่วนแพ่งเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 5 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ว่า ควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อยู่ระหว่างศึกษาเล่าเรียนก็ตาม แต่การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นกรณีร้ายแรง ขัดต่อศีลธรรมและมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ก่อให้เกิดมลทินมัวหมองติดตัวผู้ร้องซึ่งในขณะเกิดเหตุอายุเพียง 15 ปีเศษ เป็นการยากที่จะเยียวยาให้กลับคืนมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และแม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องก็เพียงคนละ 20,000 บาท อันเป็นค่าเสียหายทางแพ่งที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องรับผิดต่อผู้ร้องอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุอันควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น แต่โทษที่ลงแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษให้เบาลง

อนึ่ง การลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เป็นการลดมาตราส่วนโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น มิใช่ลดมาตราส่วนโทษจากโทษที่ศาลกำหนด การที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 20 ปีแล้วจึงลดมาตราส่วนโทษจากโทษจำคุกที่กำหนดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 คนละกึ่งหนึ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ถูกต้องลดมาตราส่วนโทษจากโทษที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 276 วรรคสาม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อายุตั้งแต่สิบแปดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 8 ปี จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 76 ม. 276 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นางสาว ว. โดยนาย ท. ผู้แทนเฉพาะคดี
จำเลย — นาย น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายชยสร ตันทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายยงยศ วรสุภาพ
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1310/2565
#684102
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตโจทก์ ต่อมาโจทก์ได้รับข้อมูลที่เกี่ยวกับจำเลย ได้แก่ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน และหมายเลขบัตรเอทีเอ็มที่จำเลยเคยสมัครใช้บริการกับโจทก์ก่อนหน้านั้น ผ่านระบบแอปพลิเคชันที่โจทก์จัดไว้แก่บุคคลทั่วไปผ่านระบบอินเทอร์เน็ตสำหรับสมาชิกขอใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์เพื่อทำธุรกรรมถอนเงิน โอนเงิน หรือชำระค่าสินค้าและบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อโจทก์ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลยจริง โจทก์ส่งรหัสผ่านหรือที่เรียกว่าโอทีพีแก่จำเลยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่แจ้งทำธุรกรรมกับโจทก์เมื่อมีการยืนยันหมายเลขรหัสโอทีพีที่โจทก์ส่งผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวส่งกลับมาถูกต้องโจทก์จึงอนุมัติให้จำเลยใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ได้ หลังจากนั้นมีผู้ส่งคำสั่งขอถอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จากบัตรเครดิตของจำเลย โจทก์เชื่อว่าเป็นคำสั่งของจำเลยจริงจึงส่งรหัสโอทีพีอีกรหัสหนึ่งสำหรับธุรกรรมในการถอนเงินครั้งนี้ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยในลักษณะเช่นเดียวกัน โจทก์ตรวจสอบความถูกต้องแล้วจึงอนุมัติให้ทำรายการดังกล่าวตามคำสั่งจนเสร็จสิ้น แม้จำเลยจะอ้างว่าปัจจุบันไม่ใด้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าว ทั้งไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด แต่เมื่อจำเลยรับว่าจำเลยได้รับการติดต่อจากคนร้าย และคนร้ายให้จำเลยเปิดใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม หลังจากนั้นจึงพบว่ามีการโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์และจากบัตรเครดิตไปยังบุคคลภายนอก การที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อปล่อยปละละเลยให้คนร้ายนำข้อมูลของจำเลยไปใช้ทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์โดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบเยี่ยงผู้มีวิชาชีพ นั้น แม้โจทก์จะประกอบกิจการธนาคารอันเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเงินและออกแบบธุรกรรมอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งโดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม แต่ข้อมูลที่ใช้ในการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ล้วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลยที่เป็นข้อมูลที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยโดยเฉพาะ ยากที่บุคคลอื่นใดจะล่วงรู้ข้อมูลเหล่านั้นได้ จะถือว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยเป็นเหตุให้คนร้ายนำข้อมูลของลูกค้าไปใช้ทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์หาได้ไม่ ที่จำเลยคิดว่าที่คนร้ายระบุให้จำเลยไปทำบัตรเอทีเอ็มที่ธนาคารโจทก์ อาจเป็นเพราะระบบความปลอดภัยของโจทก์ยังไม่ได้มาตรฐานเช่นของสถาบันการเงินอื่น นั้น เป็นเพียงการคิดวิเคราะห์ของจำเลย กับอ้างเพียงแต่ลอย ๆ ว่าไม่เคยได้รับหรือทราบรหัสโอทีพีที่โจทก์อ้างว่าส่งให้จำเลย ทั้งที่ยอมรับว่าเคยใช้โทรศัพท์หมายเลขที่โจทก์ใช้ในการติดต่อธุรกรรมดังกล่าว ทั้งเป็นการยากที่บุคคลอื่นจะใช้ข้อมูลของจำเลยและรหัสโอทีพีที่รับส่งผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยเพื่อสมัครเข้ารับบริการและออกคำสั่งถอนเงินจากบัตรเครดิตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 91,619.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 72,798.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์คืนเงิน 115,555 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเฉพาะคำให้การไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 72,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 70,000 บาท นับจากวันที่ 21 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ วงเงิน 100,000 บาท นอกจากนั้นจำเลยยังมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ธนาคารโจทก์สาขาลาดหญ้า ยอดเงินคงเหลือยกมา 113,548.01 บาท และรายการวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ยอดเงินคงเหลือ 115,561.23 บาท โดยเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 จำเลยได้ไปขอใช้บริการบัตรเอทีเอ็มสำหรับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดังกล่าว ใบแจ้งยอดการใช้บัตรเครดิต ปรากฏรายการการใช้บัตรเครดิตในแต่ละเดือน ดังนี้ วันที่ (ว/ด) ที่เกิดรายการในเดือนธันวาคม 2560 จำนวน 6 รายการ คือ (1) 6 ธันวาคม 2560 UNICEF AREA OFF FOR THAILBANGKOK 1,499 บาท (2) 8 ธันวาคม 2560 SAMITIVEJ HOSPITAL LTD BANGKOK 15,727 บาท (3) 14 ธันวาคม 2560 ROYAL PROJECT SHOP BANGKOK TH 505 บาท (4) 14 ธันวาคม 2560 03091 DTN CO. THE OLD SIAM BANGKOK 426.93 บาท (5) 15 ธันวาคม 2560 THAI RED CROSS SOCIETY BANGKOK 1,800 บาท และ (6) 21 ธันวาคม 2560 CASH ADVANCE 70,000 บาท อันเป็นรายการที่ปิดยอดวันที่ 5 มกราคม 2561 และวันกำหนดชำระคือวันที่ 25 มกราคม 2561 ส่วนในเดือนถัดมาที่ปิดยอดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 และกำหนดชำระในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 จนถึงปิดยอดวันที่ 5 มีนาคม 2562 และกำหนดชำระในวันที่ 25 มีนาคม 2562 ไม่ปรากฏรายการการใช้บัตรในแต่ละเดือน คดีเป็นอันฟังได้ว่าจำเลยใช้บัตรครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 จำนวน 70,000 บาท และชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 จำนวน 19,957.93 บาท อันเป็นจำนวนเท่ากับรายการการใช้บัตรในเดือนธันวาคม 2560 รายการที่ (1) ถึงที่ (5) จำเลยยกเลิกบัตรเอทีเอ็มพร้อมปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และยกเลิกบัตรเครดิตแล้ว คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะรายการการใช้บัตรในเดือนดังกล่าวรายการที่ (6) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 ซึ่งจำเลยปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้ใช้หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องหรือไม่ การที่จำเลยถูกคนร้ายหลอกให้เปิดบัตรเอทีเอ็มแล้วคนร้ายใช้ข้อมูลไปใช้เบิกถอนเงินจากบัตรเครดิตเป็นเพราะระบบรักษาความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ขาดประสิทธิภาพ ข้อนี้สำหรับรายการการใช้บัตรในเดือนดังกล่าวรายการที่ (6) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 นั้น ได้ความจากนายรวิกร พนักงานของโจทก์เบิกความตอบศาลว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดผ่านระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ 70,000 บาท มีค่าธรรมเนียม 2,100 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 147 บาท และเบิกความตอบข้อซักถามของทนายโจทก์ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลถึงการเบิกถอนเงินดังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 เวลา 15 นาฬิกา โจทก์ได้รับข้อมูลที่เกี่ยวกับจำเลย ได้แก่ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลย และหมายเลขบัตรเอทีเอ็มที่จำเลยเคยสมัครใช้บริการไว้กับโจทก์ก่อนหน้านั้น ข้อมูลดังกล่าวถูกส่งผ่านระบบแอพพลิเคชันที่โจทก์จัดไว้แก่บุคคลทั่วไปผ่านระบบอินเทอร์เน็ตสำหรับสมัครขอใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ทำธุรกรรมการถอนเงิน โอนเงิน หรือชำระสินค้าและค่าบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เวลา 15.01 นาฬิกา เมื่อโจทก์ตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลยแล้วจริง โจทก์ส่งหมายเลขรหัสผ่านหรือที่เรียกว่าโอทีพีแก่จำเลยผ่านเข้าไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 8871xxxx ของจำเลยที่เคยแจ้งและลงทะเบียนไว้ โจทก์ได้รับแจ้งหมายเลขโทรศัพท์นั้นจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2555 การส่งรหัสโอทีพีเพื่อให้จำเลยนำไปสมัครขอใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ดำเนินการสมัครขอรับบริการอิเล็กทรอนิกส์กับโจทก์ในนามของจำเลยด้วยข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลยจนเสร็จสิ้น ภายหลังจากที่โจทก์ได้รับการยืนยันหมายเลขรหัสโอทีพีที่โจทก์ส่งให้ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวส่งกลับมายังโจทก์ถูกต้องตรงกันจึงอนุมัติให้จำเลยใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ได้ เวลา 17.22 นาฬิกา มีผู้ส่งคำสั่งขอถอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จากบัตรเครดิตของจำเลย โจทก์เชื่อว่าเป็นคำสั่งของจำเลยจริงจึงส่งรหัสโอทีพีอีกรหัสหนึ่งสำหรับธุรกรรมในการถอนเงินครั้งนี้ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยในลักษณะเช่นเดียวกัน เวลา 17.22.52 นาฬิกา มีรายการเบิกถอนเงินจากบัตรเครดิตของจำเลยโดยคำสั่งกำหนดให้จำนวนเงินทั้งหมดโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่เปิดใช้บริการไว้กับโจทก์ก่อนหน้านั้น โจทก์ตรวจสอบความถูกต้องแล้วจึงอนุมัติให้ทำรายการดังกล่าวตามคำสั่งจนเสร็จสิ้น มีรายละเอียดของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ประกอบด้วยวันสมัคร ชื่อจำเลย หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลย หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโทรศัพท์ และหมายเลขประจำตัวของเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Device ID) โดยเฉพาะหมายเลขโทรศัพท์ 08 8871xxxx แม้ขณะที่จำเลยสมัครขอรับบัตรเครดิตจากโจทก์พยานยังไม่ได้เข้าทำงานเป็นพนักงานของโจทก์และไม่ทราบว่าปัจจุบันจำเลยยังใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 8871xxxx อยู่หรือไม่ ก็ตาม แต่พยานเป็นพนักงานของโจทก์ ทำงานในตำแหน่งฝ่ายตรวจสอบการทุจริต เบิกความรับรองข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ย่อมต้องตรวจสอบความเป็นมาแห่งข้อมูลหนี้ในการทำธุรกรรมดังกล่าวว่ามีอยู่จริงและถูกต้อง และจำเลยมิได้ปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงแห่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว ได้ความจากจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลว่า จำเลยน่าจะเคยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าว อีกประการหนึ่งที่จำเลยไปแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอกวิเชียร พนักงานสอนสวนสถานีตำรวจนครบาลบุปผาราม เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 นั้น จำเลยได้ให้ข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลย 08 8871xxxx ไว้ด้วย แสดงว่าหมายเลขดังกล่าวเป็นหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลย บันทึกผลการค้นหาการส่ง SMS เป็นรายการที่ส่งรหัสโอทีพีไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยเพื่อแจ้งยืนยันการสมัครรับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนรายการที่ 1 เป็นรายการส่งรหัสโอทีพีไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวอีกเพื่อยืนยันการถอนเงินจากบัตรเครดิตของจำเลย แม้จำเลยจะอ้างว่าปัจจุบันไม่ได้ใช้โทรศัพท์หมายเลขดังกล่าว เนื่องจากก่อนหน้านั้นขณะที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขนี้ก็ไม่ค่อยได้พกพาติดตัวหรือใช้สอยบ่อยนัก ทั้งไม่ทราบว่าหมายเลขดังกล่าวอยู่ที่ใด ซึ่งไม่เป็นเหตุผลอันควรแก่การรับฟัง คดีเป็นอันฟังได้ว่าจำเลยทำธุรกรรมดังกล่าวกับโจทก์โดยใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นจริง จำเลยเบิกความถึงเหตุที่จำเลยเปิดใช้บริการบัตรเอทีเอ็มกับโจทก์เป็นเพราะเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 จำเลยได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากคนร้ายว่าธนาคาร ห. ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย และคนร้ายให้จำเลยพูดคุยโทรศัพท์กับบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งบุคคลดังกล่าวแนะนำให้จำเลยไปเปิดใช้บริการเอทีเอ็ม หลังจากนั้นจึงพบว่ามีการโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์และจากบัตรเครดิตไปยังบุคคลภายนอกข้อนี้ไม่ปรากฏเหตุผลว่าการเปิดใช้บริการบัตรเอทีเอ็มตามบัญชีออมทรัพย์ธนาคารโจทก์มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับข้ออ้างที่ว่าธนาคาร ห. ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทางใด และไม่เป็นเหตุผลที่แสดงว่าคนร้ายอาศัยเป็นช่องทางในการสมัครเข้ารับบริการอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ทำธุรกรรมการถอนเงิน โอนเงิน หรือชำระสินค้าและค่าบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งไม่ปรากฏว่าระบบรักษาความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ขาดประสิทธิภาพอย่างใดหรือในขั้นตอนใด จำเลยอ้างแต่เพียงว่าที่โจทก์ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งเพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดพนักงาน จำเลยไม่ได้ยินยอมให้โจทก์ผูกโยงสัญญาเงินฝากและสัญญาบัตรเครดิตเข้าด้วยกัน กับอ้างด้วยว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อปล่อยปละละเลยให้คนร้ายนำข้อมูลของลูกค้าไปใช้ทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบเยี่ยงผู้มีวิชาชีพ แม้โจทก์จะประกอบกิจการธนาคารอันเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเงินและออกแบบธุรกรรมอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งโดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียม แต่ข้อมูลที่ใช้ในการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวล้วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลยที่เป็นข้อมูลที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยโดยเฉพาะยากที่บุคคลอื่นใดจะล่วงรู้ข้อมูลเหล่านั้นได้ จะถือว่าโจทก์ปล่อยปละละเลยเป็นเหตุให้คนร้ายนำข้อมูลของลูกค้าไปใช้ทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์หาได้ไม่ ที่จำเลยคิดว่าที่คนร้ายระบุให้จำเลยไปทำบัตรเอทีเอ็มที่ธนาคารโจทก์ อาจเป็นเพราะระบบความปลอดภัยของโจทก์ยังไม่ได้มาตรฐานเช่นของสถาบันการเงินอื่น นั้น เป็นเพียงการคิดวิเคราะห์ตามความรู้ความเห็นของตนโดยลำพังไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน กับอ้างแต่เพียงลอย ๆ ว่าจำเลยไม่เคยได้รับหรือทราบรหัสโอทีพีที่โจทก์อ้างว่าส่งให้แก่จำเลยดังที่เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ ทั้งที่ยอมรับความข้อนี้แล้วว่าเคยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 8871xxxx อันเป็นช่องทางที่โจทก์ใช้ในการติดต่อทำธุรกรรมดังกล่าวมา แม้การร้องทุกข์ของจำเลยจะเป็นการกระทำเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ซึ่งเป็นวิธีการใช้สิทธิเพื่อขอรับความคุ้มครองเมื่อจำเลยเห็นว่ามีคนร้ายใช้เทคโนโลยีเบิกเงินสดล่วงหน้าจากบัตรเครดิตของตน แต่ความข้อนี้ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะนำมารับฟังเพื่อหักล้างธุรกรรมโดยใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพราะหากจำเลยไม่ได้ใช้หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้ข้อมูลของจำเลยและรหัสโอทีพีที่รับส่งผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยยากที่จะมีการสมัครเข้ารับบริการและออกคำสั่งถอนเงินจากบัตรเครดิตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ ที่ร้อยตำรวจเอกวิเชียร พนักงานสอบสวน ประจำสถานีตำรวจนครบาลบุปผาราม พยานจำเลยเบิกความว่า คนร้ายหลอกให้จำเลยไปทำบัตรเอทีเอ็มแล้วสมัครรับบริการโอนเงินทางอินเทอร์เน็ต หลังจากนั้นได้โอนเงินจากบัญชีของจำเลยทางอินเทอร์เน็ตไปเข้าบัญชีของนางสาวนุชนาถ และเบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิตของจำเลยเข้าบัญชีนางภัทรพร โดยจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่ได้ร่วมกระทำความผิด นั้น เป็นเพียงความเห็นตามดุลพินิจของพยาน ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคนร้ายล่วงรู้และสามารถใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลยกับรหัสโอทีพีในการสมัครรับบริการและโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ โดยจำเลยไม่ได้รู้เห็นและเกี่ยวข้องด้วยอย่างไร ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 47 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท.
จำเลย — นางสาว บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายพิพัฒน์ วุฒิชัยสารานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายมงคล พันธ์ฟัก
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1267/2565
#684171
เปิดฉบับเต็ม

ในวันชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การและคำรับของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยาน โดยคู่ความมิได้โต้แย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจนำข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้แถลงคัดค้านข้อเท็จจริงที่จำเลยแถลงยอมรับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า โจทก์และจำเลยตกลงกันในเรื่องการชำระค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ว่าจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามทุนทรัพย์ในราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดิน มาวินิจฉัย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวทำให้ราคาซื้อขายที่ดินเป็นราคาที่ต่ำกว่าเป็นจริง จึงเป็นโมฆะ เป็นผลเท่ากับไม่มีข้อตกลงให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนทั้งสิ้น จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 457 คือพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย โจทก์จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยฝ่ายเดียวตามหนังสือสัญญาหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,576,434.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,550,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ และคำรับของคู่ความทั้งสองฝ่ายในรายงานกระบวนพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีพอจะวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์กับพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 พฤษภาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติตามที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 84404 และ 79271 กับโจทก์ราคา 11,490,000 บาท โดยโจทก์วางเงินค่ามัดจำไว้ 300,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือจะชำระในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 4 กำหนดให้จำเลยในฐานะผู้จะขายเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอน ค่าภาษีการโอน ค่าอากร ตลอดจนค่าดำเนินการต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อถึงกำหนดนัดโจทก์เตรียมเงินสดและแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่จำเลย ในวันดังกล่าวเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่สอบถามถึงราคาที่ดินที่จะซื้อขายเพื่อกำหนดทุนทรัพย์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการโอน โจทก์ได้แสดงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในราคา 11,490,000 บาท จำเลยเห็นว่าขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าจะแจ้งราคาที่ดินที่ซื้อขายทั้งสองแปลงตามราคาประเมินทุนทรัพย์ของเจ้าพนักงานที่ดินที่ใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยทั่วไป ไม่ใช่ถือเอาราคาทุนทรัพย์ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกัน เพราะจะทำให้จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนเพิ่มขึ้นอีก 229,800 บาท ถือว่าโจทก์ผิดข้อตกลง จำเลยจึงไม่ขายที่ดินให้แก่โจทก์และคืนเงินมัดจำทั้งหมดให้แก่โจทก์แล้ว

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ของศาลชั้นต้นมาประกอบการพิจารณาคดีด้วย ชอบหรือไม่ เห็นว่า รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาล เมื่อจำเลยแถลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาถึงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเรื่องค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินว่าโจทก์กับจำเลยตกลงจะเสียค่าธรรมเนียมในการโอนตามราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินดังกล่าว เมื่อรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวมีบันทึกไว้ว่าศาลชั้นต้นได้สอบโจทก์ด้วยและถือเป็นคำรับของคู่ความทั้งสองฝ่าย โจทก์ไม่ได้โต้แย้งว่าที่จำเลยแถลงดังกล่าวไม่เป็นความจริง แต่โจทก์กับทนายโจทก์กลับลงลายชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาอีก ทั้งโจทก์ไม่แถลงขอสืบพยานโจทก์เพื่อหักล้างคำแถลงของจำเลยดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยอมรับว่าข้อเท็จจริงศาลบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงจากคำแถลงรับของคู่ความและเอกสารที่คู่ความนำส่งศาลเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจนำข้อเท็จจริงที่คู่ความยอมรับกันในวันชี้สองสถานดังกล่าวและข้อเท็จริงจากพยานเอกสารที่คู่ความยื่นต่อศาลมาวินิจฉัยได้ โดยไม่จำต้องให้คู่ความอ้างอิงรายงานกระบวนพิจารณาไว้ในบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ของศาลชั้นต้นมาประกอบการพิจารณาคดีจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้จะเป็นจริงตามที่โจทก์ต่อสู้ แต่ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ 4 เป็นเพียงข้อตกลงในชั้นจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนค่าภาษีการโอน ค่าอากร ตลอดจนค่าดำเนินการต่าง ๆ ในการโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนที่จะไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน โจทก์กับจำเลยตกลงเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมในการโอนว่าจะเสียค่าธรรมเนียมในการโอนตามราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้น แต่ข้อตกลงดังกล่าวทำให้ราคาซื้อขายที่จะแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอันเป็นการหลีกเลี่ยงค่าภาษีและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอน ข้อตกลงส่วนนี้จึงโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จึงมีผลเท่ากับไม่มีข้อตกลงดังกล่าวไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ระบุให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนทั้งสิ้น โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457 บัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ให้ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย จึงพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งคดีว่าคู่กรณีได้เจตนาให้ข้อสัญญาข้ออื่นที่สมบูรณ์แยกออกจากข้อ 4 ซึ่งเป็นส่วนที่เป็นโมฆะตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน เว้นแต่ข้อ 4 จึงสมบูรณ์ ไม่ตกเป็นโมฆะแต่อย่างใด เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายมิได้กำหนดให้ผู้ใดออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457 คือพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก โจทก์จะอ้างว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยในการออกค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวเพียงฝ่ายเดียวหาได้ไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมที่จะเสียค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินคนละครึ่งกับจำเลย โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้ ในประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างละเอียดและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข เมื่อจำเลยไม่จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่โจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 172 วรรคสอง ม. 173 ม. 457
ป.วิ.พ. ม. 104 วรรคหนึ่ง ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม.
จำเลย — นาง ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายนิรันดร์ เนติไชยพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเชาวลิต ชูรัศมี
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ปราช ตัณฑศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1266/2565
#686981
เปิดฉบับเต็ม

แม้จําเลยยกข้อต่อสู้ในคำให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัย โดยวินิจฉัยประเด็นอื่นและพิพากษาให้จําเลยที่ 1 เป็นฝ่ายแพ้คดี จําเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคําพิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่วินิจฉัยประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมมาด้วยนั้น ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คดีไม่มีประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุมในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ปัญหาการวินิจฉัยนอกประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

คดีก่อนจําเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกรวม 9 คน เป็นจําเลย เรียกเงินตามสัญญาซื้อขายส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจําเลยทั้งสองเรียกเงินที่ได้ชําระแก่จําเลยที่ 1 ก่อนมีการทำสัญญาซื้อขายฉบับที่มี การฟ้องร้องกันในคดีก่อน ทั้งจําเลยทั้งสองให้การในคดีนี้ว่าโจทก์ไม่จ่ายเงินตามสัญญา ดังนี้ ประเด็นในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นคนละประเด็น จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,923,015 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,237,600 บาท (ที่ถูก นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,923,015 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,237,600 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ตุลาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์จำกัดตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 วันที่ 22 ธันวาคม 2553 และวันที่ 30 มีนาคม 2554 โจทก์ทำสัญญาเปิดวงเงินสินเชื่อซื้อสินค้าเคมีการเกษตรจากจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 รวม 3 ฉบับ วงเงิน 1,676,000 บาท 4,942,000 บาท และ 5,238,000 บาท ตามลำดับ ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 9 คน เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 160/2555 หมายเลขแดงที่ 383/2558 ของศาลจังหวัดนครนายก ขอให้ร่วมกันชำระเงินตามหนังสือสัญญาซื้อขายเคมีการเกษตร ลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 จำนวน 5,238,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์กับพวกซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวให้การว่า ได้รับสินค้าไม่ครบถ้วน และชำระค่าสินค้าเกินไป 1,237,600 บาท จึงไม่ต้องรับผิด ศาลจังหวัดนครนายกวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) กับพวกต้องชำระค่าสินค้าเฉพาะที่ได้รับไว้ตามใบส่งของชั่วคราวเป็นเงิน 284,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา วันที่ 18 ตุลาคม 2561 โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีแต่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คดีในส่วนของตน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัย โดยวินิจฉัยประเด็นอื่นและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายแพ้คดี จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาชั้นต้นที่ไม่วินิจฉัยประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมมาด้วยนั้น ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน คดีไม่มีประเด็นฟ้องโจทก์เคลือบคลุมในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตร 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 ปัญหาการวินิจฉัยนอกประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ไม่ยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 383/2558 ของศาลจังหวัดนครนายก ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องฟ้องซ้ำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 บัญญัติไว้ว่า คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้อง ฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ... ได้ความว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 925/2545 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้กับพวกรวม 9 คนเป็นจำเลย เรียกเงินตามสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกเงินที่ได้ชำระแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 208,800 บาท และวันที่ 21 มีนาคม 2554 จำนวน 1,992,000 บาท ก่อนมีการทำสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ที่มีการฟ้องร้องกันในคดีดังกล่าว ทั้งจำเลยทั้งสองให้การในคดีนี้ว่าโจทก์ไม่จ่ายเงินตามสัญญาลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ดังนี้ ประเด็นในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นคนละประเด็น จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์โอนเงินแก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 208,800 บาท และวันที่ 21 มีนาคม 2554 จำนวน 1,992,000 บาท เป็นการโอนตามวงเงิน 1,676,000 บาท และ 4,942,000 บาท ของสัญญาซื้อขายฉบับลงวันที่ 17 กันยายน 2553 และวันที่ 22 ธันวาคม 2553 จำเลยที่ 1 รับเงินค่าสินค้า 2,200,800 บาท แต่มีการส่งมอบสินค้าในราคา 963,200 บาท จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไป 1,237,600 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ก่อนทำสัญญาซื้อขาย โจทก์มีหนังสือขอซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามสัญญาฉบับที่ 1 และที่ 2 ครบถ้วน จึงทำสัญญาฉบับที่ 3 กับโจทก์ โจทก์ไม่ได้โต้แย้งว่าได้รับสินค้าตามสัญญาฉบับที่ 1 และที่ 2 ไม่ครบถ้วน แสดงว่าบริษัท อ. หลอกลวงจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่บริษัทดังกล่าว โจทก์ได้รับเงินคืนหรือสินค้าจากบริษัท อ. จำเลยที่ 1 ไม่ต้องคืนเงินแก่โจทก์ และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอีก คดีนี้โจทก์มีนายนวพล ผู้จัดการโจทก์ เป็นพยานเบิกความถึงเหตุที่โจทก์ฟ้องเรียกเงิน 1,237,600 บาท จากจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ทำหนังสือสัญญาซื้อขายเคมีการเกษตรวงเงิน 1,676,000 บาท กับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2553 เป็นเงิน 285,600 บาท ต่อมาโจทก์ทำหนังสือสัญญาซื้อขายเคมีการเกษตรวงเงิน 4,942,000 บาท กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ 4 ครั้ง ดังนี้ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2554 เป็นเงิน 220,000 บาท (ที่ถูก 208,000 บาท) วันที่ 26 เมษายน 2554 เป็นเงิน 208,000 บาท วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 เป็นเงิน 124,800 บาท และวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 เป็นเงิน 124,800 บาท โจทก์โอนเงินค่าสินค้าให้จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 208,800 บาท และวันที่ 21 มีนาคม 2554 จำนวน 1,992,000 บาท จึงชำระเกินไป 1,237,600 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า โจทก์เป็นลูกค้าของบริษัท อ. ซึ่งขายยาปราบศัตรูพืช แต่โจทก์ไม่มีเงินซื้อสินค้าจึงขอซื้อจากจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ซื้อจากบริษัท อ. แล้วขายเงินเชื่อแก่โจทก์ ในการซื้อสินค้าแต่ละครั้งโจทก์ลงชื่อรับสินค้า แล้วทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ให้เลขที่บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ สัญญาซื้อขายเคมีการเกษตรฉบับแรกมีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ของโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวจำนวน 208,800 บาท และ 1,467,200 บาท จำเลยที่ 1 จึงออกใบเสร็จรับเงินแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ขอซื้อสินค้าครั้งที่ 2 จำเลยที่ 1 ให้บริษัท อ. ส่งสินค้าแก่โจทก์ให้ครบถ้วน จึงมีการส่งสินค้าแก่โจทก์ และบริษัทดังกล่าวนำใบส่งของมามอบแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงชำระเงินแก่บริษัทดังกล่าว แล้วมีการทำสัญญาซื้อขายเคมีการเกษตรกับโจทก์ฉบับที่สอง เดือนมีนาคม 2553 มีการโอนเงินเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ครั้ง ระบุว่าโจทก์เป็นผู้นำฝากจำนวน 2,934,000 บาท และ 1,992,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ขอซื้อสินค้าครั้งที่ 3 จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่บริษัท อ. แล้วทำสัญญาฉบับที่ 3 กับโจทก์ ภายหลังจำเลยที่ 1 ไปตรวจสอบพบว่ามีการโอนเงินจากธนาคารสาขาลพบุรีด้วย น่าจะเป็นการโอนเงินโดยบริษัท อ. มีสหกรณ์อื่นทำสัญญาเช่นนี้ แต่บริษัท อ. เป็นผู้จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า นายนวพล พยานโจทก์เบิกความในคดีก่อนว่า จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) สั่งซื้อสินค้าประเภทสารเคมีจากโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) โดยคำแนะนำของนายเชลงศักดิ์ และนายณัฐเศรษฐ์ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท อ. นายเชลงศักดิ์ และนายณัฐเศรษฐ์ ให้คำแนะนำว่า เมื่อจำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) ไม่มีเงินสดในการชำระค่าซื้อสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์การเกษตรให้แก่บริษัทดังกล่าว ก็ให้ทำการซื้อผ่านโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ซึ่งมีเงินสดที่จะชำระค่าสินค้าให้กับบริษัทได้ แต่มีข้อแม้ว่าจำเลยที่ 1 โดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนต้องลงลายมือชื่อในช่องผู้รับสินค้าเพื่อนำไปเป็นหลักฐานของโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) เพื่อโอนเงินให้แก่บริษัทดังกล่าว และโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) จะมอบให้บริษัทดังกล่าวเป็นผู้ส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) ตามที่จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) แจ้งให้ทราบจนครบ ส่วนราคาค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 (โจทก์คดีนี้) ต้องชำระแก่โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) นั้น ให้เครดิตหรือระยะเวลาในการชำระ 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญา เจือสมกับที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าโจทก์ติดต่อซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ไม่มีเงินสดซื้อสินค้า และซื้อสินค้าเงินเชื่อจากจำเลยที่ 1 เมื่อพิเคราะห์ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์รวม 5 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2553 จำนวน 285,600 บาท วันที่ 24 มีนาคม 2554 จำนวน 220,000 บาท วันที่ 26 เมษายน 2554 จำนวน 208,000 บาท วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 จำนวน 124,800 บาท และวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 จำนวน 124,800 บาท รวม 963,200 บาท โจทก์โอนเงินค่าสินค้าให้จำเลยที่ 1 จำนวน 2 ครั้ง คือ ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 208,800 บาท และวันที่ 21 มีนาคม 2554 จำนวน 1,992,000 บาท แล้ว ปรากฏว่าเมื่อมีการส่งสินค้าครั้งแรกวันที่ 12 กันยายน 2553 จำนวน 285,600 บาท โจทก์โอนเงินค่าสินค้าให้จำเลยที่ 1 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 จำนวน 208,800 บาท อันเป็นเวลาหลังจากที่มีการส่งสินค้า 2 เดือนเศษ แต่หลังจากนั้นยังไม่มีการส่งสินค้า โจทก์โอนเงินค่าสินค้าให้จำเลยที่ 1 ในวันที่ 21 มีนาคม 2554 จำนวน 1,992,000 บาท โดยโจทก์ไม่มีเอกสารที่แสดงถึงการที่โจทก์ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรต้องโอนเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวนมากดังกล่าว และไม่นำสืบถึงเหตุที่ไม่ได้รับสินค้าแต่ได้โอนเงินแก่จำเลยที่ 1 ทั้งตามเอกสารของโจทก์ ก็ปรากฏใบส่งของหรือใบแจ้งหนี้ของบริษัท อ. ระบุว่า ส่งสินค้าเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2554 จำนวน 1,992,000 บาท สอดคล้องกับจำนวนเงินที่โจทก์โอนแก่จำเลยที่ 1 ยิ่งไปกว่านั้นหากโจทก์จ่ายเงินโดยยังไม่ได้รับสินค้า ก็ไม่มีเหตุที่หลังจากนั้นเพียง 8 วัน โจทก์จะต้องมีหนังสือขอซื้อสินค้ายาปราบศัตรูพืชจากจำเลยที่ 1 อีก ทั้งโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อสินค้าเงินเชื่อกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2554 พยานหลักฐานโจทก์ที่ว่าโจทก์ชำระเงินเกินจำนวนสินค้าที่รับมาจึงไม่น่าเชื่อถือ ส่วนจำเลยนำสืบรับฟังได้ว่าการซื้อขายสินค้าระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ เป็นเงินเชื่อที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าโจทก์ได้รับสินค้าแล้ว จึงมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 1,237,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ปัญหาอื่นของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5) ม. 148 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตร น.
จำเลย — สหกรณ์การเกษตร ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายธิปพงษ์ ภิญโญโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนิธิศิษฐ์ ธำรงเลิศสกุล
ชื่อองค์คณะ
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
กาญจนา ชัยคงดี
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1255/2565
#683201
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยใช้สิทธิหักค่าจ้างตามสัญญาที่ต้องชำระแก่โจทก์ไว้เป็นเงิน 798,962 บาท โดยระบุว่าเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเป็นเหตุให้เครื่องบินขับเฉี่ยวชนสะพานเทียบเครื่องบิน ซึ่งในประเด็นนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีส่วนผิดในความเสียหายดังกล่าวอยู่ด้วย จึงกำหนดให้โจทก์รับผิดในความเสียหายแก่จำเลยเพียงกึ่งหนึ่งแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 399,481 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นหักกลบลบหนี้ระหว่างกันเพื่อความสะดวกในการบังคับคดี และให้จำเลยรับผิดคืนเงินที่หักไว้กึ่งหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยไม่มีส่วนผิดในความเสียหาย หากแต่เป็นความประมาทของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว จึงพิพากษายกฟ้อง กับบังคับตามฟ้องแย้งโดยให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดอีก 399,481 บาท เท่ากับว่าให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยเป็นเงิน 798,962 บาท ตามฟ้องแย้ง เมื่อหักกลบกับเงินค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างในวันฟ้องซึ่งจำเลยได้หักไว้เป็นค่าเสียหายแล้ว จึงไม่มีหนี้ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติการชำระต่อกันอีก เมื่อเป็นดังนี้จึงไม่มีดอกเบี้ยที่โจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 798,962 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 955,258.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 798,962 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 399,481 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 กรกฎาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับตามฟ้องแย้งจำเลย โดยให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดอีก 399,481 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและนับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 8,090 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย ซึ่งในปัญหานี้แม้ฎีกาของโจทก์ไม่ได้โต้แย้งในเรื่องดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยตรง โดยโจทก์ฎีกาโต้แย้งว่าความเสียหายของสะพานเทียบเครื่องบินของจำเลยไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานโจทก์ และไม่ใช่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของฝ่ายจำเลยเอง โจทก์ไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าเป็นการโต้แย้งด้วยว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัดของค่าเสียหายตามฟ้องแล้วด้วยนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยใช้สิทธิหักค่าจ้างตามสัญญาที่ต้องชำระแก่โจทก์ไว้เป็นเงิน 798,962 บาท โดยระบุว่าเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ต้องรับผิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเป็นเหตุให้เครื่องบินขับเฉี่ยวชนสะพานเทียบเครื่องบิน ซึ่งในประเด็นนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีส่วนผิดในความเสียหายดังกล่าวอยู่ด้วย จึงกำหนดให้โจทก์รับผิดในความเสียหายแก่จำเลยเพียงกึ่งหนึ่ง แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 399,481 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นหักกลบลบหนี้ระหว่างกันเพื่อความสะดวกในการบังคับคดี และให้จำเลยรับผิดคืนเงินที่หักไว้กึ่งหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยไม่มีส่วนผิดในความเสียหาย หากแต่เป็นความประมาทของโจทก์เพียงฝ่ายเดียวจึงพิพากษายกฟ้อง กับบังคับตามฟ้องแย้งโดยให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดอีก 399,481 บาท เท่ากับว่าให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยเป็นเงิน 798,962 บาท ตามฟ้องแย้ง เมื่อหักกลบกับเงินค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างในวันฟ้องซึ่งจำเลยได้หักไว้เป็นค่าเสียหายแล้ว จึงไม่มีหนี้ที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติการชำระต่อกันอีก เมื่อเป็นดังนี้จึงไม่มีดอกเบี้ยที่โจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งจำเลยเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท จ.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปาลิต สันทนาคณิต
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพร สายสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
สันทัด สุจริต
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2565
#684101
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิด แต่จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่ อ. ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ อ. ทำการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 แล้ว อ. นำเช็คสองฉบับดังกล่าวมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าวัสดุก่อสร้างที่ อ. ซื้อไปจากโจทก์ โดยหนี้ค่าก่อสร้างยังไม่เกิดขึ้นขณะที่มีการออกเช็ค เมื่อต่อมาจำเลยได้เลิกสัญญาการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยไม่มีการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ย่อมไม่มีมูลหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับ จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับโดยมิใช่เป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายวัสดุก่อสร้างใช้ชื่อร้านว่า ร. เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2560 จำเลยออกเช็คธนาคารสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 25 มิถุนายน 2560 จำนวนเงิน 300,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 จำนวนเงิน 300,000 บาท มอบให้แก่นายอัครวัฒน์หรือช่างโดม เพื่อว่าจ้างให้นายอัครวัฒน์ก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 แล้วนายอัครวัฒน์นำเช็คสองฉบับดังกล่าวไปมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าวัสดุก่อสร้างที่นายอัครวัฒน์ซื้อไปจากโจทก์ โดยนายอัครวัฒน์นำวัสดุที่ซื้อไปใช้ในการก่อสร้างหลายแห่งรวมทั้งโครงการ A. ของจำเลยด้วย เมื่อเช็คดังกล่าว ถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่รู้จักโจทก์ แต่จำเลยเคยโทรศัพท์ติดต่อโจทก์ว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์ หากชำระไม่ได้จะนำที่ดินมาวางชำระหนี้ให้ ซึ่งนายอัครวัฒน์ถูกโจทก์ฟ้องในคดีแพ่งเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ซึ่งคำเบิกความของนายอัครวัฒน์ขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลย คำเบิกความของจำเลยและนายอัครวัฒน์จึงมีข้อพิรุธ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยออกให้แก่นายอัครวัฒน์เป็นการออกเช็คชำระค่าก่อสร้างในโครงการของจำเลยที่ค้างชำระอยู่ มิใช่มอบให้แก่นายอัครวัฒน์เพื่อชำระหนี้ค่าก่อสร้างล่วงหน้าในเฟสที่ 2 นั้น ในส่วนนี้โจทก์และจำเลยอ้างนายอัครวัฒน์เป็นพยานร่วมกันเบิกความว่า พยานรับจ้างจำเลยก่อสร้างบ้านโครงการ อ. เฟสที่ 2 แต่จำเลยจะเดินทางไปต่างประเทศ จึงมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ให้พยานเพื่อจะให้พยานสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ต่อมาโครงการมีปัญหาไม่สามารถสร้างบ้านเฟสที่ 2 ได้ และยังไม่มีการลงลายมือชื่อทำสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่นายอัครวัฒน์ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้นายอัครวัฒน์ทำการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยหนี้ค่าการก่อสร้างยังไม่เกิดขึ้นขณะที่มีการออกเช็ค และต่อมาจำเลยได้เลิกสัญญาการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยไม่มีการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ย่อมไม่มีมูลหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับนั่นเอง ส่วนที่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าเคยติดต่อจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดในทางแพ่ง คำเบิกความดังกล่าวของจำเลย จึงมิได้ขัดแย้งกับคำเบิกความของนายอัครวัฒน์จนทำให้คำเบิกความของนายอัครวัฒน์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยออกให้โดยมิใช่เป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การออกเช็คของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามฟ้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ร.
จำเลย — นาง น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นางสาวผกากรอง ศรีทองสุก
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1232/2565
#683953
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ให้อำนาจโจทก์ในฐานะนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในส่วนที่โจทก์มีหน้าที่บำรุงรักษาจากสมาชิก การจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคของโจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เมื่อ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการการสาธารณูปโภค ให้จัดเก็บเป็นรายเดือน..." โดยวรรคท้ายบัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด" และตามระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 ข้อ 6 ถึงข้อ 8 ล้วนแต่กำหนดให้การกำหนดอัตราค่าใช้จ่าย การกำหนดวันเก็บค่าใช้จ่าย การกำหนดค่าปรับในกรณีที่ค้างชำระ การออกใบเสร็จรับเงิน และการจัดทำบัญชี จัดทำเป็นรายเดือน โจทก์จึงต้องจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดเก็บการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และเมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรอันถือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การที่โจทก์มีมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกครั้งที่ 1/2556 ให้จัดเก็บเงินค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางเป็นรายปีครั้งเดียวแตกต่างจากที่ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 บัญญัติไว้ มติของโจทก์ดังกล่าวจึงแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 มติของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสาธารณูปโภคส่วนกลาง ค่าเบี้ยปรับชำระล่าช้า และค่าบอกกล่าวทวงถาม รวมเป็นเงิน 66,724.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,476.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 42,498.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นศาลละ 3,000 บาท รวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 จำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์โดยเป็นเจ้าของบ้านและที่ดินตามฟ้องคือ บ้านเลขที่ 59/248 ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 66798 เนื้อที่ดิน 72 เศษ 1 ส่วน 10 ตารางวา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2556 โจทก์จัดประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกครั้งที่ 1/2556 แล้วมีมติให้จัดเก็บค่าสาธารณูปโภคส่วนกลาง 28 บาท ต่อตารางวา ต่อเดือน โดยจัดเก็บเป็นรายปีครั้งเดียวมีผลใช้บังคับตั้งแต่งวดการจัดเก็บรอบเดือนมกราคม 2557 เป็นต้นไป จำเลยต้องชำระค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางตามมติดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยคำนวณตามเนื้อที่ดินปีละ 24,225.60 บาท จำเลยชำระค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางสำหรับปี 2560 บางส่วน จำนวน 12,025.60 บาท และปี 2561 ชำระบางส่วนจำนวน 10,997.44 บาท และค่าปรับล่าช้า 1,202.56 บาท คงค้างค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางสำหรับปี 2560 และปี 2561 บางส่วนกับปี 2562 โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มติที่ประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกครั้งที่ 1/2556 ที่ให้จัดเก็บเงินค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางเป็นรายปีแตกต่างจากพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 ที่กำหนดให้สมาชิกชำระเงินค่าสาธารณูปโภคเป็นรายเดือน มีผลใช้บังคับหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน บัญญัติขึ้นมาเพื่อกำหนดระเบียบข้อบังคับให้สมาชิกที่ซื้อที่ดินหมู่บ้านจัดสรรได้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ดังนั้น การที่โจทก์มีมติกำหนดให้สมาชิกจ่ายค่าสาธารณูปโภคเป็นรายปีครั้งเดียวขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้จัดเก็บค่าสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนโดยไม่เปิดช่องให้จำเลยเลือกชำระค่าสาธารณูปโภคตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 กำหนดไว้ข้อบังคับของโจทก์จึงขัดต่อกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เห็นว่า พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ให้อำนาจโจทก์ในฐานะนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคในส่วนที่โจทก์มีหน้าที่บำรุงรักษาจากสมาชิก การจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคของโจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 เมื่อพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติ "ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการการสาธารณูปโภค ให้จัดเก็บเป็นรายเดือน..." โดยวรรคท้ายบัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด" และตามระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคและการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 ข้อ 6 ถึงข้อ 8 ล้วนแต่กำหนดให้การกำหนดอัตราค่าใช้จ่าย การกำหนดวันเก็บค่าใช้จ่าย การกำหนดค่าปรับในกรณีที่ค้างชำระ การออกใบเสร็จรับเงิน และการจัดทำบัญชี จัดทำเป็นรายเดือน โจทก์จึงต้องจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดเก็บการสาธารณูปโภคเป็นรายเดือนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และเมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรอันถือเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การที่โจทก์มีมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกครั้งที่ 1/2556 ให้จัดเก็บเงินค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางเป็นรายปีครั้งเดียวแตกต่างจากที่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 บัญญัติไว้ มติของโจทก์ดังกล่าวจึงแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 มติของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับได้ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว แม้จำเลยไม่ชำระค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางเป็นรายปีโจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยได้ เมื่อจำเลยชำระเงินค่าสาธารณูปโภคให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงิน 24,225.60 บาท จำเลยจึงยังคงต้องรับผิดชำระค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางที่ค้างชำระแก่โจทก์จำนวน 36,251.20 บาท

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมและบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี...และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี...และพระราชกำหนดดังกล่าวมาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตาม มาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อจำเลยต้องชำระเงินค่าสาธารณูปโภคอันเป็นหนี้เงินแก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ส่วนดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องคือวันที่ 2 เมษายน 2562 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 36,251.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 เมษายน 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยการคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 49 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ป.
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งมีนบุรี — นายสุรสิทธิ์ อิงสถิตธนวันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายณกรณ์ กุลพิโมกข์
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1231/2565
#683065
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินภายใต้ชื่อโครงการ "บ." จำนวน 3 โครงการ โครงการทั้งสามเป็นโครงการต่อเนื่องอยู่ในบริเวณเดียวกัน ใช้สาธารณูปโภคและบริการสาธารณะร่วมกัน และจัดตั้งโจทก์เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โครงการที่ 1 และที่ 2 จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 และวันที่ 16 กันยายน 2548 ตามลำดับ ส่วนโครงการที่ 3 จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 แม้โจทก์จะมีที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรซึ่งใช้ร่วมกันไว้แล้ว แต่สำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงป้อมรักษาความปลอดภัยหน้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน ดังนั้น เมื่อโครงการที่ 3 ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินภายหลังจากวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 อันเป็นเวลาที่ประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เรื่อง กำหนดนโยบายการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม ใช้บังคับ จำเลยจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของประกาศดังกล่าวโดยต้องก่อสร้างที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามลักษณะและขนาดพื้นที่ให้เป็นไปตามประกาศดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจัดหาที่ดินพร้อมอาคาร โดยมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 16 ตารางวา และมีความกว้างไม่น้อยกว่า 4 เมตร หรือซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านเดี่ยวภายในโครงการหมู่บ้านจัดสรร บ. ที่มีสมาชิกในหมู่บ้านประกาศขายให้แก่โจทก์ 1 หลัง เพื่อเป็นอาคารสำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ.

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยจัดหาที่ดินพร้อมอาคารเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 16 ตารางวา และมีความกว้างไม่น้อยกว่า 4 เมตร ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการจัดหาแทนโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ภายใต้ชื่อโครงการ "บ." ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครออกใบอนุญาตเลขที่ 72/2548 ให้จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามโฉนดเลขที่ 434 (บางส่วน), 31237 และ 148214 (บางส่วน) ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2548 คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครออกใบอนุญาตเลขที่ 167/2548 ให้จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตทำการจัดสรรที่ดินตามโฉนดเลขที่ 19351 ครั้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2550 คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครออกใบอนุญาตเลขที่ 24/2550 ให้จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินตามโฉนดเลขที่ 7474, 182204 ถึง 182207 (รวม 5 โฉนด) การจัดสรรที่ดินดังกล่าวเป็นโครงการต่อเนื่องอยู่ในบริเวณเดียวกัน ใช้สาธารณูปโภคและบริการสาธารณะร่วมกัน มีสมาชิกในสามโครงการรวมประมาณ 90 หลังคาเรือน เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขนได้รับจดทะเบียนจัดตั้งโจทก์เป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ชื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร "บ." ที่ตั้งสำนักงานเลขที่ 999/113 ซึ่งที่ตั้งสำนักงานนั้นมีลักษณะเป็นป้อมรักษาความปลอดภัยหน้าหมู่บ้าน โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ตามมติที่ประชุมของสมาชิกหมู่บ้านขอให้บังคับจำเลยจัดหาที่ดินพร้อมอาคารเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 16 ตารางวา และมีความกว้างไม่น้อยกว่า 4 เมตร ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องจัดหาสาธารณูปโภคให้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยขออนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการที่ 1 ซึ่งรวมถึงโครงการที่ 2 และที่ 3 ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย โดยคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจะพิจารณาสาธารณูปโภคเพียงครั้งเดียวจากผังโครงการใหญ่ที่จำเลยยื่นขออนุญาตในครั้งแรก จำเลยขอจัดสรรที่ดินสำหรับโครงการที่ 1 และได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 ก่อนมีประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางเรื่อง กำหนดนโยบายการจัดพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 ขณะนั้นไม่ปรากฏว่ามีหลักเกณฑ์ให้ผู้จัดสรรที่ดินที่ได้รับอนุญาตก่อนวันดังกล่าวต้องจัดให้มีพื้นที่อันเป็นที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคล จำเลยมีนายพีรภัทร ผู้รับมอบอำนาจจำเลย เบิกความว่า โครงการทั้งสามโครงการมีถนนเข้าออกเชื่อมต่อกันและใช้สาธารณูปโภคร่วมกัน ซึ่งจำเลยได้ยื่นแผนผังโครงการ บ. ให้คณะกรรมการจัดสรรที่ดินเพื่อขออนุญาต ก่อนที่จำเลยจะได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินดังกล่าวและได้รับอนุญาตนั้นต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบแผนผังโครงการทั้งโครงการและต้องวางเงินสาธารณูปโภคร้อยละเจ็ด ทั้งต้องมีธนาคารหรือสถาบันการเงินมาทำสัญญาค้ำประกันและบำรุงสาธารณูปโภค เมื่อตรวจสอบและผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินแล้ว จำเลยจึงได้รับเงินหรือหลักประกันคืน บันทึกการตรวจสอบดังกล่าวมี 2 ฉบับ ฉบับแรกระบุว่า คณะอนุกรรมการตรวจสอบการจัดทำสาธารณูปโภคในที่ดินจัดสรรของบริษัทจำเลย ชื่อ โครงการ บ. ตามหนังสือ/คำขอเลขที่ 50/2547 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 ฉบับที่ 2 ระบุตามหนังสือ/คำขอ ลงวันที่ 22 มีนาคม 2548 ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่จำเลยได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 1 แต่จำเลยไม่ได้อ้างส่งหนังสือ/คำขอดังกล่าวหรือนำสืบพยานหลักฐานอื่นเพื่อแสดงให้เห็นว่าการยื่นแผนผังโครงการเพื่อจัดทำสาธารณูปโภคทั้งโครงการถือว่าเป็นการขออนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 1 รวมโครงการที่ 2 และที่ 3 ด้วย นอกจากนี้ตามหนังสือขอถอนหนังสือสัญญาค้ำประกัน (กรณีการจัดทำสาธารณูปโภคแล้วเสร็จ) ของบริษัทจำเลยที่มีถึงคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2549 กับบันทึกข้อความ เรื่อง บริษัทจำเลยขอยกเลิกสัญญาค้ำประกันการจัดทำสาธารณูปโภค ที่สำนักงานส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีถึงประธานกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549 แผ่นที่ 1 และที่ 4 ก็กล่าวอ้างถึงแต่ใบอนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 1 ของที่ดิน 3 โฉนด แสดงให้เห็นว่า การจัดทำสาธารณูปโภคของโครงการ บ. ก็ดี การทำหนังสือสัญญาค้ำประกันและการยกเลิกหนังสือสัญญาค้ำประกันเนื่องจากการจัดทำสาธารณูปโภคแล้วเสร็จก็ดีเป็นการจัดทำตามใบอนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 1 เท่านั้น แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าโครงการที่ 2 และที่ 3 จะเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการที่ 1 และอยู่ในแผนผังโครงการใหญ่ แต่แผนผังดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานการขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ทั้งการที่จำเลยระบุในแผนผังว่าโครงการที่ 2 และที่ 3 เป็นโครงการในอนาคต แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าโครงการดังกล่าวเป็นเพียงแผนการของจำเลยที่จะดำเนินการต่อไปในภายหน้า จำเลยอาจเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกไม่ขออนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 2 และที่ 3 ก็ได้ แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินการขออนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 2 และที่ 3 ต่อไป จำเลยก็ต้องขออนุญาตและคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจะพิจารณาใบอนุญาตใหม่ ตามที่นายวิฑูรย์ เจ้าหน้าที่สำนักงานส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า สำหรับโครงการอนาคตนั้นต้องมีการขอใบอนุญาตและคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจะพิจารณาใบอนุญาตใหม่ ทั้งหากจำเลยประสงค์จะขออนุญาตจัดสรรที่ดินรวม 3 โครงการ ตามแผนผังเป็นโครงการเดียวจำเลยย่อมสามารถกระทำได้ตั้งแต่แรก แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ โดยในเรื่องนี้ได้ความจากคำเบิกความนายวิฑูรย์ที่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เหตุที่จำเลยไม่ขอใบอนุญาตทั้งสามโครงการในคราวเดียว ส่วนใหญ่เนื่องจากโครงการใหญ่ต้องใช้เงินมาก ต้องมีการวางเงินค้ำประกันเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุดังกล่าวจึงขอใบอนุญาตแต่ละโครงการแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการที่ 1 รวมโครงการที่ 2 และที่ 3 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย แต่จำเลยมีเจตนาที่จะขออนุญาตจัดสรรที่ดินแต่ละโครงการแยกกันเป็นลำดับไป และเมื่อปรากฏว่าจำเลยขออนุญาตจัดสรรที่ดินและได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินโครงการที่ 3 ภายหลังจากวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 อันเป็นเวลาที่ประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เรื่อง กำหนดนโยบายการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม ใช้บังคับ จำเลยจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของประกาศดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยจัดตั้งสำนักงานนิติบุคคลซึ่งระบุตั้งอยู่เลขที่ 999/133 โดยมีลักษณะพื้นที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกับประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว และการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลได้ดำเนินการอย่างถูกต้องครบถ้วนโดยผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินรวมถึงเจ้าพนักงานที่ดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากดำเนินการไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์จำเลยคงไม่ได้รับอนุญาตจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรดังกล่าว นั้น เห็นว่า สิ่งปลูกสร้างที่จำเลยใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคล เห็นได้ชัดว่ามีลักษณะเป็นป้อมรักษาความปลอดภัยหน้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งสอดคล้องกับแผนผัง ส่วนที่ระบายด้วยสีเขียว แสดงว่าจำเลยไม่ได้ก่อสร้างเป็นที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคลตั้งแต่แรกทั้งตามลักษณะและขนาดพื้นที่ก็ไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยได้ดำเนินการจัดหาพื้นที่ให้เป็นสำนักงานของโจทก์ตามประกาศดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 45 ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น และการขออนุมัติดำเนินการเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค พ.ศ.2545 จะเห็นได้ว่า กฎหมายและระเบียบดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่จำเลยต้องจัดหาพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งของนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ของประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เรื่อง กำหนดนโยบายการจัดพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม แต่อย่างใด การที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งตามกฎหมายดังกล่าว จึงไม่ได้หมายความว่าจำเลยได้จัดหาพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ของประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่ากรณีไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยได้ดำเนินการจัดหาพื้นที่ให้เป็นสำนักงานของโจทก์ตามประกาศแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ.
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธีระ กิ่งแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวศิณีนาถ เกียรติกังวาฬไกล
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1221/2565
#691386
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เบียดบังเอาพระพุทธรูปดังกล่าวไปโดยไม่มีสิทธิ จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนพระพุทธรูปดังกล่าวแก่วัดผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ก็ต้องใช้ราคา ส่วนของการใช้ราคานั้น ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคสอง บัญญัติว่า "ราคาทรัพย์สินที่สั่งให้จำเลยใช้แก่ผู้เสียหาย ให้ศาลกำหนดตามราคาอันแท้จริง..." คดีนี้โจทก์คงมีแต่บันทึกคำให้การของ ป. ผู้กล่าวโทษว่า พระพุทธรูปปางมารวิชัย 2 องค์ ราคาประมาณ องค์ละ 1,500,000 บาท และบันทึกคำให้การของ ว. ว่า พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ เป็นพระพุทธรูปโบราณสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีมูลค่าประมาณ 5,000,000 บาท มาใช้เป็นข้อมูลและหลักในการกำหนดราคาพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์ เท่านั้น ป. และ ว. เป็นราษฎรในท้องที่เกิดเหตุ ไม่ปรากฏว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตีราคาพระพุทธรูปหรือเป็นผู้ทำการงานหรือผู้ประกอบการในการซื้อขายพระพุทธรูป ราคาหรือมูลค่าพระพุทธรูปที่กล่าวถึงเป็นเพียงการกะประมาณตามความรู้สึก อีกทั้งพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์ เป็นวัตถุโบราณ ราคาหรือมูลค่าจึงมากบ้างน้อยบ้างเป็นไปตามใจของแต่ละคนที่ได้เกี่ยวข้องพบเห็น ยังไม่แน่นอน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นในสำนวนที่พอจะกำหนดราคาพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์ ให้แน่นอนได้ ศาลจึงไม่อาจกำหนดราคาอันแท้จริงของพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์ ที่ต้องใช้คืนได้ ศาลฎีกาจึงไม่กำหนดให้ใช้ราคาพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 147, 157, 357 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 3,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับยกคำขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังได้เป็นยุติว่า วัด ต. ผู้เสียหายเป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านหม้อ อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี มีฐานะเป็นนิติบุคคล ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าอาวาส จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 45 จำเลยที่ 2 เป็นรองเจ้าอาวาสวัด ก. ตำบลบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จำเลยที่ 3 เป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายมีพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นศาสนสมบัติของผู้เสียหาย 3 องค์ ประดิษฐานอยู่บนโต๊ะหมู่บูชาในหอสวดมนต์ ประกอบด้วยพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว 1 องค์ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดหน้าตักกว้าง 15 นิ้ว 2 องค์ พระพุทธรูปทั้งสามองค์สูญหายไป นายวินัยอ้างว่า เมื่อประมาณกลางปี 2558 จำวันที่ไม่ได้ เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นายวินัยอุปสมบทอยู่ที่วัดผู้เสียหาย เห็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ 1 คัน มาจอดอยู่ที่หน้ากุฏิของจำเลยที่ 1 ซึ่งชั้นบนเป็นหอสวดมนต์ เห็นจำเลยที่ 1 ยืนพูดคุยกับจำเลยที่ 2 มีชาย 2 คน ยืนอยู่ข้างรถ จากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และชาย 2 คน ดังกล่าวเดินขึ้นบันไดไปยังหอสวดมนต์ จำเลยที่ 1 ไขกุญแจเข้าไป ชาย 2 คน อุ้มพระพุทธรูปโบราณของวัดผู้เสียหายออกมาคนละ 1 องค์ นำไปไว้ที่ท้ายรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินลงมาพูดคุยกันที่ข้างรถสักพักหนึ่ง จากนั้นจำเลยที่ 2 กับชายทั้งสองคน นั่งรถยนต์ดังกล่าวออกจากวัดผู้เสียหายไป จำเลยที่ 1 พูดกับนายวินัยว่า "ให้เขาไปเถอะ เขาให้รถ" แล้วเดินขึ้นกุฏิไป หลังจากนั้น 2 ถึง 3 วัน มีคนนำรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีอ่อน ๆ มามอบให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ใช้สอยรถยนต์ดังกล่าวตลอดมา เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ได้มีผู้ร้องเรียนโดยทำเป็นบัตรสนเท่ห์ (จดหมายกล่าวโทษที่มิได้ลงชื่อหรือไม่ลงชื่อจริงของผู้เขียน) ลงชื่อว่าประชาชนและชาวบ้านตำบลบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวโทษจำเลยที่ 2 ว่า กระทำผิดพระวินัยหลายประการ เช่น คลุกคลีกับมาตุคาม นำเงินของวัดที่ได้มาจากการบริจาคไปใช้ในธุรกิจส่วนตัวและทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล กรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่าในชั้นนี้ยังมิใช่คดีความผิดทางอาญาที่เป็นคดีพิเศษที่จะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 แต่เป็นกรณีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงส่งเรื่องให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจึงส่งเรื่องให้เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรีดำเนินการทางปกครองคณะสงฆ์ต่อไป แต่เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรีไม่สามารถดำเนินการตามระเบียบวินัยการปกครองคณะสงฆ์ได้ ในเวลาเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม สืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร้องเรียนดังกล่าว ได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวว่าจำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์สนิทสนมกับนางสาวช่อเพชร หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. และน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีคนร้ายลอบยิงนายคทาหัตถ์ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 6 เทศบาลตำบลบางน้ำเชี่ยวถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2556 แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานที่เพียงพอที่จะดำเนินคดี ในช่วงเดียวกันมีผู้ร้องเรียนกรณีพระพุทธรูปทั้งสามองค์ของผู้เสียหายสูญหายต่อกองบังคับการปราบปรามและมีข่าวปรากฏตามสื่อสารมวลชนต่าง ๆ เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2561 จำเลยที่ 2 สั่งให้นายสายัณห์ เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชนเทศบาลตำบลบางน้ำเชี่ยว ขับรถกระบะของวัด ก. พาพระมหาจีรวัฒน์ ซึ่งเป็นพระลูกวัด ก. ไปนำพระพุทธรูป 1 องค์ จากบ้านในตำบลวัดตูม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบ้านของจำเลยที่ 3 ไปไว้ที่วัด ก. พระมหาจีรวัฒน์อ้างว่าวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 จะมารับพระพุทธรูปดังกล่าวจากวัด ก. นำไปไว้ที่กุฏิของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ภายในวัดผู้เสียหาย ทางฝ่ายเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ออกสืบสวนหาข่าว โดยพันตำรวจโทประเสริฐ สารวัตรกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ร้อยตำรวจเอกวิวรรธน์ รองสารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม และร้อยตำรวจโทกฤษณะ รองสารวัตร (ป้องกันปราบปราม) กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม สอบปากคำบุคคลต่าง ๆ หลายคน เช่น พระอธิการปริญญา เจ้าอาวาสวัด ถ. ตำบลบ้านหม้อ อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเคยพำนักอยู่ที่วัดผู้เสียหาย พระภิกษุบุญยืนซึ่งพำนักอยู่ในวัดผู้เสียหาย นายอมร คนงานในวัด พ. หมู่ที่ 3 ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี พระครูอาทรปริยัติสุกิจ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด พ. พระครูสิริพรหมโสภิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด พ. นายสมพร ราษฎรตำบลบ้านหม้อซึ่งเคยอุปสมบทและพำนักอยู่ที่วัดผู้เสียหาย นางวัฒนา ราษฎรตำบลบ้านบ้านหม้อ นายสุธิชัย ซึ่งเคยอุปสมบทและพำนักอยู่ที่วัดผู้เสียหายและนายวินัยแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 และชายวัยรุ่นไม่ทราบชื่ออีก 2 คน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำความผิดเอาพระพุทธรูปของวัดผู้เสียหายทั้งสามองค์ไป จึงรายงานให้ผู้กำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ทราบเป็นระยะ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2561 นายปรีชา อายุ 67 ปี ข้าราชการบำนาญ ราษฎรหมู่ที่ 8 ตำบลบ้านหม้อ อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เข้าแจ้งความกล่าวโทษจำเลยที่ 1 ต่อร้อยตำรวจเอกศรสุพรรณ รองสารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 3 ช่วยทำงานกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม พนักงานสอบสวนเวร และให้ปากคำแก่ร้อยตำรวจเอกศรสุพรรณในฐานะผู้กล่าวโทษในวันเดียวกันว่า เมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคม 2561 นายทวีป นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหม้อ โทรศัพท์แจ้งแก่นายปรีชาว่า พระพุทธรูปทั้งสามองค์ดังกล่าวสูญหายไป จากนั้นนายปรีชา นายทวีป และชาวบ้านไปสอบถามจำเลยที่ 1 ถึงเรื่องพระพุทธรูปที่สูญหาย จำเลยที่ 1 บอกแก่ชาวบ้านว่า พระครู ว. เจ้าอาวาสรูปก่อนซึ่งถึงแก่มรณภาพไปแล้วได้มอบพระพุทธรูปทั้งสามองค์ ให้แก่วัด พ. เพื่อนำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่ขณะนี้จำเลยที่ 1 ไปนำกลับคืนมาแล้วโดยนำไปไว้ในกุฏิ ชาวบ้านจึงขอเข้าไปดู จำเลยที่ 1 พานายปรีชาและชาวบ้านเข้าไปดูพบพระพุทธรูปเก่าแก่ 3 องค์ ตั้งอยู่ในกุฏิ แต่ขณะนั้นนายปรีชาและชาวบ้านไม่ทราบว่าเป็นพระพุทธรูป 3 องค์ ที่หายไปหรือไม่ จึงแยกย้ายกันกลับ หลังจากนั้น 3 ถึง 4 วัน นายทวีปโทรศัพท์แจ้งแก่นายปรีชาว่าพระภิกษุจากวัด พ.จะมาดูพระพุทธรูป นายปรีชาและชาวบ้านจึงไปที่วัดผู้เสียหาย ไม่พบจำเลยที่ 1 คงพบแต่พระภิกษุจากวัด พ. 1 รูปและฆราวาส 1 คน จากการพูดคุยทำให้ทราบว่า จำเลยที่ 1 ขอยืมพระพุทธรูปมาจากวัด พ. นายทวีปจึงให้นายเรวัตร ไวยาวัจกรของวัดผู้เสียหาย นำกุญแจมาเปิดกุฏิของจำเลยที่ 1 (มีพระพุทธรูป 4 องค์) แล้วนำพระพุทธรูปทั้งสามองค์ออกมา พระภิกษุและฆราวาสที่มาจากวัด พ. ต่างยืนยันว่า พระพุทธรูปทั้งสามองค์ เป็นของวัด พ. นายปรีชาและชาวบ้านจึงเกิดข้อสงสัยขึ้นว่าพระพุทธรูปของวัดผู้เสียหายอยู่ที่ใด และรอที่จะสอบถามจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่กลับมาที่วัดผู้เสียหายอีกเลย และสอบปากคำนางวัฒนา นายวินัย และพระครูสิริพรหมโสภิต ด้วย วันเดียวกันได้รับรายงานการสืบสวนจากพันตำรวจโทประเสริฐมาประกอบสำนวนการสอบสวน วันที่ 27 เมษายน 2561 สอบปากคำนายทวีป นายสมพรซึ่งเคยอุปสมบทและพำนักอยู่ที่วัดผู้เสียหาย พระภิกษุบุญยืน และพระอธิการปริญญา วันที่ 29 เมษายน 2561 พันตำรวจโทอรชัย รองผู้กำกับการ (สอบสวน) ปฏิบัติราชการแทนผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม มีหนังสือไปยังเจ้าคณะอำเภอพรหมบุรีและเจ้าคณะตำบลบ้านหม้อขอให้ตรวจสอบสถานภาพของจำเลยที่ 1 ว่ายังคงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดผู้เสียหายอยู่หรือไม่และมีอำนาจหน้าที่อย่างไร วันเดียวกันเจ้าคณะตำบลบ้านหม้อมีหนังสือตอบว่าจำเลยที่ 1 ยังคงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดผู้เสียหายอยู่และมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 37, 38 ในวันดังกล่าวร้อยตำรวจเอกศรสุพรรณสอบปากคำพันตำรวจโทประเสริฐไว้ด้วย ต่อมาร้อยตำรวจเอกศรสุพรรณได้รับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งที่อื่น วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 พันตำรวจโทสุชาติ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้สอบสวนคดีนี้ต่อไป วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 พันตำรวจโทสุชาติขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 วันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม จับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ที่วัด ก. และตรวจค้นวัด ก. พบรถตู้ 1 คัน รถยนต์นั่ง 2 คัน รองเท้าสตรี 1 คู่ แบบพิมพ์เขียวก่อสร้าง 1 ฉบับ พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ 53 องค์ เอกสาร 2 กล่อง แฟ้มอัลบั้มภาพถ่าย 44 อัลบั้ม จึงยึดไว้เป็นของกลาง จำเลยที่ 1 ยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม ยึดสมุดเงินฝาก 7 เล่ม บัตรเบิกถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) 4 ใบ เงินสด 207,980 บาท พระเครื่องและเครื่องรางรวม 43 องค์ ไว้ตรวจสอบ วันเดียวกันพันตำรวจเอกจรูญเกียรติ รองผู้บังคับการ กองบังคับการปราบปราม ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ตำบลโพขนไก่ อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี บ้านในตำบลต้นโพธิ์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ของนางสาวช่อเพชร และบ้านในตำบลพรหมบุรี อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ของนางสาวช่อเพชร วันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามเข้าตรวจค้นสถานที่ตามหมายค้นดังกล่าว พบ CPU บันทึกข้อมูลวงจรปิดและเอกสารจำนวนหนึ่งที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. พบพระพุทธรูป 12 องค์ เอกสารและภาพถ่ายจำนวนหนึ่งในห้องนอนที่บ้านในตำบลต้นโพธิ์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี พบพระพุทธรูป 3 องค์ ที่บ้านในตำบลพรหมบุรี อำเภอพรหมบุรี จึงยึดไว้ตรวจสอบ วันดังกล่าวพันตำรวจโทสุชาติแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบ แล้วแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 1 ว่า เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 ว่า เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธโดยจะให้รายละเอียดในชั้นพิจารณาของศาลเท่านั้น วันเดียวกัน เวลา 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลาสิกขา วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 พันตำรวจโทสุชาติ พันตำรวจโทคมกริช รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม และร้อยตำรวจเอกปาณสาร รองสารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม เรียกนายปรีชามาสอบสวนเพิ่มเติม นายปรีชาให้การเพิ่มเติมว่า ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้เสียหายได้พระพุทธรูปปางสมาธิขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว ที่สูญหายคืนแล้ว พันตำรวจโทสุชาติจึงทำบัญชีทรัพย์ระบุว่า ได้พระพุทธรูปสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว คืนแล้วและถือเป็นของกลางโดยให้ผู้เสียหายเก็บรักษาไว้ และทำบัญชีทรัพย์ระบุว่า ยังไม่ได้พระพุทธรูปสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นหน้าตักกว้าง 15 นิ้ว 2 องค์ คืน วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ได้รับรายงานการสืบสวน (เพิ่มเติม) จากพันตำรวจโทประเสริฐไว้ประกอบการสอบสวนวันที่ 31 พฤษภาคม 2561 พันตำรวจโทสุชาติร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นบ้านในตำบลวัดตูม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของจำเลยที่ 3 และออกหมายจับจำเลยที่ 3 วันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปราม จับจำเลยที่ 3 ได้ที่หน้าบ้านในตำบลวัดตูม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และตรวจค้นบ้านดังกล่าวพบดาบปลายปืน อาวุธปืน ซองกระสุนปืนและเครื่องกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง วันที่ 1 มิถุนายน 2561 พันตำรวจโทสุชาติแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาแก่จำเลยที่ 3 แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 3 ว่า ร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสียหรือรับของโจร จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ วันที่ 7 มิถุนายน 2561 พันตำรวจเอกชาคริต รองผู้บังคับการปราบปรามปฏิบัติราชการแทนผู้บังคับการปราบปราม ทำบันทึกข้อความถึงผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางขออนุญาตให้กองบังคับการปราบปรามสอบสวนคดีนี้ต่อไป วันที่ 21 มิถุนายน 2561 ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมีคำสั่งอนุมัติให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามสอบสวนคดีนี้ วันที่ 29 มิถุนายน 2561 แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 3 เพิ่มเติมว่า ร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 1 เพิ่มเติมว่า เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 เพิ่มเติมว่าร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 พันตำรวจโทสมนึก รองผู้กำกับการ (สอบสวน) ฯ ปฏิบัติราชการแทนผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม มีหนังสือขอให้อธิบดีกรมศิลปากรส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบพระพุทธรูปโบราณที่ตรวจยึดไว้ สำนักงานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ตรวจสอบพระพุทธรูปที่ยึดไว้กับภาพถ่ายเดิมของพระพุทธรูป 3 องค์ ของผู้เสียหายที่สูญหายไปแล้วไม่พบพระพุทธรูปของผู้เสียหาย ส่วนพระพุทธรูปองค์กลาง (ขนาดหน้าตัก 24 นิ้ว) ที่ติดตามคืนกลับมาได้ ยืนยันว่าเป็นของเดิมจริง จากนั้นพันตำรวจโทสุชาติสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่อไปจนเสร็จสิ้นแล้วมีความเห็นว่า ควรสั่งฟ้องจำเลยทั้งสาม พลตำรวจตรีไมตรี ผู้บังคับการปราบปราม จึงทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องจำเลยทั้งสามส่งไปยังอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 1 พร้อมด้วยสำนวน ซึ่งนำมาสู่การฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งสิบสามปากให้ปากคำไปตามที่รู้เห็นมาจริง ปากคำของพยานโจทก์ทั้งสิบสามปาก ที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ตามบันทึกคำให้การของพยานในสำนวนการสอบสวนจึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนที่พระมหาจีรวัฒน์เบิกความบ่ายเบี่ยงไปว่าไม่เห็นองค์พระพุทธรูปเพราะมีผ้าห่อไว้ พระมหาจีรวัฒน์เป็นพระลูกวัดพำนักอยู่ในวัด ก. ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นรองเจ้าอาวาส และเบิกความหลังจากให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนนานถึง 1 ปี อาจเป็นเพราะไม่ประสงค์ให้ผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นรองเจ้าอาวาสก็ได้ ไม่ทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์เสียไป จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า เป็นผู้ให้นำพระพุทธรูปทั้งสามองค์ ไปจากวัดผู้เสียหายเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ เพียงแต่บ่ายเบี่ยงไปว่า นำไปให้วัด พ. ตามคำสั่งเสียของเจ้าอาวาสรูปก่อนซึ่งมรณภาพไปแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า นายวินัย (พระภิกษุวินัย) ขณะที่พำนักอยู่ที่วัดผู้เสียหายมีนิสัยลักขโมยสิ่งของในวัดไปขาย จำเลยที่ 1 เคยตักเตือน นายทวีปเคยขอยืมเงินของวัดผู้เสียหาย 800,000 บาท เพื่อนำไปใช้หนี้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ให้ยืม และจำเลยที่ 1 ถูกนายทวีปและเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายระหว่างที่ถูกควบคุมตัวนั้น จำเลย 1 เพียงแต่เบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่พยานโจทก์ทั้งสิบสามปากให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยืนพูดคุยกับจำเลยที่ 2 แล้วพากันขึ้นไปบนหอสวดมนต์ จากนั้นยินยอมให้ชาย 2 คน ที่มากับจำเลยที่ 2 ยกพระพุทธรูป 2 องค์ จากหอสวดมนต์ไปขึ้นรถกระบะนำออกจากวัดผู้เสียหายไป เมื่อมีพระภิกษุในวัดมาพบเห็นจำเลยที่ 1 พูดว่า ให้เขาไปเถอะ เขาให้รถ เมื่อตรวจดูสำเนารายงานข้อมูลทะเบียนรถยนต์ของสำนักงานขนส่งจังหวัดสิงห์บุรีแล้วปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เข้าถือกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลสองตอน ยี่ห้อฮอนด้า สีเทา และเข้าครอบครองรถยนต์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่พระพุทธรูปของวัดผู้เสียหายสูญหายไป ประกอบกับเมื่อข่าวการสูญหายของพระพุทธรูปแพร่สะพัดออกไปและชาวบ้านกดดันเพื่อหาคำตอบ จำเลยที่ 1 ไม่แจ้งความจริงแก่ชาวบ้าน แต่กลับใช้วิธีไปขอยืมพระพุทธรูป 3 องค์ ที่มีลักษณะใกล้เคียงจากวัด พ. มาให้ชาวบ้านดูว่าเป็นพระพุทธรูปที่สูญหายไป อันเป็นการแสดงข้อความเท็จต่อชาวบ้านซึ่งขัดกับหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา เมื่อไม่อาจขจัดความสงสัยของชาวบ้านได้ จำเลยที่ 2 ก็ให้คนของจำเลยที่ 2 ไปนำพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว 1 องค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูป 1 ใน 3 องค์ ของวัดผู้เสียหายที่สูญหายไปจากบ้านของจำเลยที่ 3 มาคืนไว้ที่กุฏิของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อความจริงเรื่องการขอยืมพระพุทธรูป 3 องค์ จากวัด พ.เปิดเผยขึ้น จำเลยที่ 1 ก็หลบหนีไปไม่กลับมาที่วัดผู้เสียหายอีกเลยจนกระทั่งถูกจับกุมแล้ว ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับคนร้ายเบียดบังทรัพย์ของวัดผู้เสียหายคือพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นปางสมาธิขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว 1 องค์ ไปโดยทุจริตและร่วมกับจำเลยที่ 2 กับพวกเบียดบังทรัพย์ของวัดผู้เสียหายคือ พระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นปางมารวิชัยขนาดหน้าตักกว้าง 15 นิ้ว 2 องค์ ไปโดยทุจริตในขณะที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดผู้เสียหายด้วย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์ของวัดผู้เสียหายคือพระพุทธรูป 3 องค์ ดังกล่าวแล้วข้างต้นด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 สั่งให้พระมหาจีรวัฒน์และนายสายัณห์ไปนำพระพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นปางสมาธิขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว จากบ้านของจำเลยที่ 3 มาที่วัด ก. แล้วนำไปไว้ในกุฏิของจำเลยที่ 1 ในวัดผู้เสียหายแต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนในการกระทำความผิดเกี่ยวกับพระพุทธรูปดังกล่าวซึ่งโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว ดังกล่าว จึงฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เพียงแต่รู้ว่าพระพุทธรูปดังกล่าวอยู่ที่ใด และติดตามมาคืนให้แก่วัดผู้เสียหายเพื่อเป็นการลดความกดดันที่ชาวบ้านมีต่อจำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 เบียดบังพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นปางมารวิชัยขนาดหน้าตักกว้าง 15 นิ้ว 2 องค์ ของวัดผู้เสียหายไปโดยทุจริต แต่จำเลยที่ 2 เป็นรองเจ้าอาวาสวัด ก. ไม่ได้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ของวัดผู้เสียหาย ไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานในส่วนที่เกี่ยวกับวัดผู้เสียหาย จึงลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) ไม่ได้ คงลงโทษได้ในฐานสนับสนุนความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 147 (เดิม) เท่านั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 147 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทเฉพาะของบททั่วไป ตามมาตรา 157 (เดิม) ย่อมไม่จำต้องปรับบทความผิดตามมาตรา 157 (เดิม) ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องก่อนหรือขณะที่จำเลยที่ 1 เบียดบังพระพุทธรูปทั้งสามองค์ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตที่ฟ้องได้ แต่ได้ความตามที่พระมหาจีรวัฒน์และนายสายัณห์ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนว่า หลังจากพยานทั้งสองไปนำพระพุทธรูป 3 องค์ จากวัด พ. มาที่วัด ก. และนำไปไว้ในกุฏิของจำเลยที่ 1 ภายในวัดผู้เสียหายประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยที่ 2 ให้พยานทั้งสองไปนำพระพุทธรูป 1 องค์ จากบ้านของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพี่ชายของจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาที่วัด ก. พยานทั้งสองจึงไปที่บ้านดังกล่าว จำเลยที่ 3 พาขึ้นไปชั้นบน พบพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว 1 องค์ พยานทั้งสองช่วยกันยกพระพุทธรูปดังกล่าวขึ้นรถกระบะนำมาไว้ที่วัด ก. พระมหาจีรวัฒน์ให้ปากคำอีกว่า วันต่อมาจำเลยที่ 1 มารับพระพุทธรูปดังกล่าวไป พยานไปช่วยยกพระพุทธรูปดังกล่าวไปไว้ในกุฏิของจำเลยที่ 1 ในวัดผู้เสียหายด้วยดังกล่าวแล้วข้างต้น ซึ่งสอดคล้องกับปากคำของนายทวีปที่ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา พยานกับชาวบ้านพากันไปตรวจสอบพบพระพุทธรูป 4 องค์ ในกุฏิของจำเลยที่ 1 พระพุทธรูปองค์หนึ่งมีลักษณะตรงกับพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ตรงกลางบนหอสวดมนต์ของวัดผู้เสียหายที่หายไป ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า พระพุทธรูปดังกล่าวเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว ที่หายไปจริง ส่วนพระพุทธรูปอีก 3 องค์ มีลักษณะไม่ตรงกับพระพุทธรูป 2 องค์ ที่หายไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความรับว่า จำเลยที่ 2 ให้ไปนำพระพุทธรูปมาจากบ้านของจำเลยที่ 3 จริง เจือสมกับปากคำของพระมหาจีรวัฒน์ ส่งเสริมให้ปากคำของพระมหาจีรวัฒน์มีน้ำหนักมั่นคงหนักแน่นยิ่งขึ้น พระพุทธรูปดังกล่าวเป็นพระพุทธรูปโบราณขนาดใหญ่มีขนาดหน้าตักกว้างถึง 24 นิ้ว การได้มาไว้ในครอบครองก็ต้องตรวจสอบประวัติอย่างถ่องแท้เพราะมีค่ามากและราคาสูง จำเลยที่ 3 มีการศึกษาสูง จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ขณะเกิดเหตุอายุ 59 ปี ย่อมมีวุฒิภาวะ ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ตรวจสอบความเป็นมาของพระพุทธรูปและไม่รู้ว่าพระพุทธรูปดังกล่าวเป็นของวัดผู้เสียหายที่ถูกเบียดบังไป พยานหลักฐานโจทก์ส่วนนี้จึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความว่า พระพุทธรูปดังกล่าวเป็นของวัด ก. ที่จำเลยที่ 2 ส่งไปซ่อมและปิดทองที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อซ่อมเสร็จแล้วช่างผู้ซ่อมติดธุระสำคัญต้องเดินทางไปที่วัด ร. กรุงเทพมหานคร จึงโทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 2 และนำพระพุทธรูปดังกล่าวไปฝากไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 คงมีแต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่งยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นพิจารณาของศาล โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงนี้ในการให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนเลย ในชั้นพิจารณาของศาลจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบว่า พระพุทธรูปดังกล่าวเป็นพระพุทธรูปองค์ใด มีสภาพอย่างไร ช่างที่ซ่อมพระพุทธรูปดังกล่าวเป็นผู้ใด ไม่นำหรือขอให้ศาลออกหมายเรียกช่างดังกล่าวมาเบิกความอีกทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว คำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนนี้จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 รับพระพุทธรูปปางสมาธิสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว ไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดเข้าลักษณะเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่วัดผู้เสียหาย และพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องคืนหรือใช้ราคาพระพุทธรูปที่สูญหายแก่วัดผู้เสียหายหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) พนักงานอัยการจึงไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินจากจำเลยที่ 1 แทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 อีก คำขอส่วนแพ่งย่อมตกไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 พนักงานอัยการยังคงมีสิทธิเรียกให้คืนหรือใช้ราคาพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นขนาดหน้าตักกว้าง 15 นิ้ว 2 องค์ ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่วัดผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และมาตรา 44 วรรคหนึ่ง ได้ เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เบียดบังเอาพระพุทธรูปดังกล่าวไปโดยไม่มีสิทธิ จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนพระพุทธรูปดังกล่าวแก่วัดผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ก็ต้องใช้ราคา ส่วนของการใช้ราคานั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 วรรคสอง บัญญัติว่า "ราคาทรัพย์สินที่สั่งให้จำเลยใช้แก่ผู้เสียหาย ให้ศาลกำหนดตามราคาอันแท้จริง..." คดีนี้โจทก์คงมีแต่บันทึกคำให้การของผู้กล่าวโทษและบันทึกคำให้การของพยาน ซึ่งระบุว่า นายปรีชาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนว่า พระพุทธรูปปางมารวิชัย 2 องค์ ราคาประมาณ องค์ละ 1,500,000 บาท นางวัฒนาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนเพียงว่า พระพุทธรูปทั้งสามองค์เป็นพระพุทธรูปโบราณสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีมูลค่าประมาณ 5,000,000 บาท มาใช้เป็นข้อมูลและหลักในการกำหนดราคาพระพุทธรูปทั้งสององค์เท่านั้น นายปรีชาและนางวัฒนาเป็นราษฎรในท้องที่เกิดเหตุ ไม่ปรากฏว่า ทั้งสองเป็นผู้เชียวชาญในการตีราคาพระพุทธรูปหรือเป็นผู้ทำการงานหรือผู้ประกอบการในการซื้อขายพระพุทธรูป ราคาหรือมูลค่าพระพุทธรูปที่พยานทั้งสองกล่าวถึงเป็นเพียงการกะประมาณตามความรู้สึกของพยานทั้งสอง อีกทั้งพระพุทธรูปทั้งสององค์ เป็นวัตถุโบราณราคาหรือมูลค่าจึงมากบ้างน้อยบ้างเป็นไปตามใจของแต่ละคนที่ได้เกี่ยวข้องพบเห็นยังไม่แน่นอน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นในสำนวนที่พอจะกำหนดราคาพระพุทธรูปทั้งสององค์ ให้แน่นอนได้ เมื่อเป็นดังนี้ศาลจึงไม่อาจกำหนดราคาอันแท้จริงของพระพุทธรูปทั้งสององค์ ที่ต้องใช้คืนได้ ศาลฎีกาจึงไม่กำหนดให้ใช้ราคาพระพุทธรูปทั้งสององค์ ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดเมื่อระหว่างปี 2558 ถึงปลายเดือนมีนาคม 2561 จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานรับของโจรตามวันเวลาดังกล่าวภายหลังเกิดเหตุถึงปลายเดือนมีนาคม 2561 ปรากฏว่าในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับโดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป มาตรา 7 ของกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 147 (เดิม) และให้ใช้อัตราโทษตามที่บัญญัติใหม่แทนและมาตรา 16 บัญญัติให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) และให้ใช้อัตราโทษตามที่บัญญัติใหม่แทน โดยไม่ได้ยกเลิกความผิดและอัตราโทษจำคุกทั้งสองฐาน คงแต่เปลี่ยนโทษปรับให้หนักขึ้นเท่านั้น กฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทางพิจารณาได้ความจากปากคำของพระภิกษุบุญยืนที่ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า พระพุทธรูปของวัดผู้เสียหายหายไปเมื่อประมาณกลางปี 2558 และให้ปากคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้ทำการสืบสวนว่า เห็นและกราบไหว้พระพุทธรูปทั้งสามองค์ ครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณปี 2559 และเมื่อประมาณกลางเดือนมีนาคม 2561 เป็นวันที่พระมหาจีรวัฒน์ระบุว่าเป็นวันที่พระมหาจีรวัฒน์ไปรับพระพุทธรูปปางสมาธิสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นขนาดหน้าตักกว้าง 24 นิ้ว ของวัดผู้เสียหายที่หายไปจากจำเลยที่ 3 วันดังกล่าวจึงไม่ใช่วันกระทำความผิดฐานรับของโจร จำเลยทั้งสามอาจกระทำความผิดก่อนหรือหลังประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 357 ที่แก้ไขใหม่ใช้บังคับก็ได้ โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลากระทำความผิดมาเป็นช่วงเวลาซึ่งคาบเกี่ยวกันระหว่างกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ใช้บังคับโดยไม่ระบุวันหนึ่งวันใดโดยชัดแจ้ง จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า กระทำความผิดก่อนวันที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 357 ที่แก้ไขใหม่ใช้บังคับ และต้องใช้มาตรา 147 (เดิม) และมาตรา 357 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดี

พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 147 (เดิม) จำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี 3 เดือน ให้จำเลยที่ 2 คืนพระพุทธรูปโบราณสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นขนาดหน้าตักกว้าง 15 นิ้ว 2 องค์ ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 2 ใช้ราคาพระพุทธรูปแก่ผู้เสียหายและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44 วรรคหนึ่ง ม. 47 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต ภาค 1
จำเลย — พระครู ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 — นายนริศ พงษ์พานิช
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร สกุลคล้อย
เมธี ประจงการ
เชด กวีบริบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1201/2565
#687026
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสิบข้อ 8 ตกลงกันว่า หากจำเลยทั้งสิบผิดนัดชำระหนี้ยอมโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามเอกสารแนบท้ายส่วนที่เหลือทั้งหมดแก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้ โดยตีมูลค่าเท่ากับมูลค่าคงเหลือจากการปลอดจำนอง คล้ายกับเป็นการโอนทรัพย์สินตีใช้หนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสองและวรรคสาม แต่ผลจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้จำเลยทั้งสิบพ้นจากการถูกบังคับคดีโดยได้รับการขยายระยะเวลาชำระหนี้เงินกู้และหนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ ออกไปเป็นระยะเวลา 3 ปีกว่า ทำให้โจทก์ไม่สามารถบังคับเอาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังสามารถประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินต่อไปรวมถึงการโอนขายที่ดินในโครงการแก่ผู้ซื้อโดยปลอดจำนองเป็นรายแปลงและมีโอกาสหาเงินผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์ ส่วนโจทก์แม้จะได้รับดอกเบี้ยแต่ต้องแบกรับความเสี่ยงหากท้ายที่สุดจำเลยทั้งสิบไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงเป็นธรรมดาที่โจทก์ต้องหาวิธีลดความเสี่ยงโดยตกลงว่าเมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว หากจำเลยทั้งสิบไม่อาจชำระหนี้ก็ต้องโอนทรัพย์จำนองส่วนที่เหลือจากการขายทั้งหมดแก่โจทก์ หากบังคับจำนองรายแปลงอาจจะยุ่งยากและขายไม่ได้ สัญญาประนีประนอมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบมิใช่การทำสัญญาตีใช้หนี้ที่จำเลยเพียงเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินไปชำระหนี้แก่โจทก์ หากแต่เป็นการประนีประนอมยอมความโดยแต่ละฝ่ายต่างยอมสละสิทธิบางอย่างของตนเพื่อแลกกับประโยชน์ที่จะได้มา ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างพิจารณาแล้วเห็นว่าคุ้มค่าและเป็นธรรม ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบแก่กัน ดังนั้น แม้ว่าในปัจจุบันราคาท้องตลาดทรัพย์ที่ต้องโอนชำระหนี้แก่โจทก์เพิ่มสูงขึ้นกว่าราคาตลาดที่ตกลงกันไว้ก็ตาม ฝ่ายจำเลยจะกลับมาอ้างว่าต้องตีราคาใหม่ตามราคาท้องตลาดปัจจุบันเพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากที่ทำสัญญาไว้ย่อมเป็นการเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่สุจริตในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือการใช้สิทธิบังคับชำระหนี้แต่ประการใด กรณีจึงไม่อยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสองและวรรคสาม อีกทั้งการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการระงับข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 ซึ่งกระทำต่อหน้าศาลและคู่ความได้ตรวจสอบแล้วไม่มีฝ่ายใดคัดค้านว่าสัญญาประนีประนอมยอมความหรือสัญญาข้อหนึ่งข้อใดฝ่าฝืนต่อกฎหมายจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาตามยอม หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบอุทธรณ์ว่าถูกอีกฝ่ายฉ้อฉลหลอกลวงหรือคำพิพากษาขัดต่อกฎหมายดังที่ยกขึ้นเป็นเหตุขอให้เพิกถอนการบังคับแต่ประการใด คำพิพากษาดังกล่าวย่อมถึงที่สุดและผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 147

หมายบังคับคดีระบุชัดเจนว่าให้จำเลยทั้งสิบปฏิบัติตามคำพิพากษาและสัญญาประนีประนอมยอมความที่แนบรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสิบต้องรับผิด แม้ระหว่างปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยทั้งสิบชำระเงินบางส่วน ซึ่งต้องนำไปหักดอกเบี้ยก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 ก่อน เหลือเท่าใดจึงจะเป็นจำนวนหนี้ที่โจทก์สามารถบังคับคดียึดทรัพย์สินจำเลยทั้งสิบได้ การคำนวณดังกล่าวเป็นขั้นตอนของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการต่อไป และเมื่อทราบจำนวนหนี้สุทธิก็สามารถยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบโดยไม่ต้องรอให้จดทะเบียนรับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือเสร็จสิ้นก่อนเพราะตามคำพิพากษารวมถึงสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้กำหนดเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องจดทะเบียนรับโอนทรัพย์สินส่วนที่เหลือเสร็จสิ้นก่อนจึงจะบังคับเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบได้ การยื่นหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ได้ข้ามขั้นตอนกฎหมาย การออกหมายบังคับคดีชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมที่มีใจความว่า จำเลยทั้งสิบตกลงชำระหนี้กู้ยืมเงินต้น 109,853,672.17 บาท และดอกเบี้ย 4,264,567.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยของเงินต้นดังกล่าวตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ในอัตราร้อยละ MLR (KK) – 1.5 ต่อปี ซึ่งขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความเท่ากับอัตราร้อยละ 6.125 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ โดยกำหนดชำระเงินต้น 30,720,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ภายในวันที่ 14 ธันวาคม 2555 และมีเงื่อนไขจะชำระหนี้โดยปลอดจำนองด้วยการขายที่ดินเปล่าหน้าโครงการศิลปการพาร์ค 2 โฉนดเลขที่ 808, 142812 ถึง 142818 ของจำเลยที่ 8 ในราคา 16,136,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย การขายที่ดินเปล่าหน้าโครงการศิลปการพาร์ค 3 โฉนดเลขที่ 148047, 148048 และ 149034 ของจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ในราคา 4,168,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และการขายที่ดินเปล่าหน้าโครงการศิลปการพาร์ค 5 โฉนดเลขที่ 151922 ถึง 151926 ของจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ในราคา 10,416,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยทั้งสิบไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสิบโอนที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ ภายในวันที่ 21 ธันวาคม 2555 และจะส่งมอบทรัพย์และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2555 กำหนดชำระเงินต้น 79,133,672.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 และให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 เมษายน 2558 และมีเงื่อนไขจะชำระหนี้โดยปลอดจำนองด้วยการขายที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ในโครงการศิลปการพาร์ค 3 เป็นรายแปลง และการขายที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 9 ในโครงการศิลปการพาร์ค 5 เป็นโซนตามลำดับ ตามกำหนดเวลาและจำนวนหนี้ที่ปลอดจำนองรวม 6 งวด จำเลยทั้งสิบตกลงชำระดอกเบี้ยคงค้าง 4,264,567.66 บาท ภายในวันที่ 14 ธันวาคม 2555 และจำเลยทั้งสิบตกลงชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค 73,141.80 บาท ภายในวันที่ 28 ธันวาคม 2555 รวมทั้งเวนคืนหนังสือค้ำประกันเลขที่ต่าง ๆ ตามกำหนดเวลา มิฉะนั้นยอมรับผิดชดใช้เงินตามหนังสือค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี หากจำเลยทั้งสิบผิดนัดชำระหนี้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยสองงวดติดต่อกัน ผิดนัดชำระดอกเบี้ยคงค้าง หรือผิดนัดชำระหนี้อันสืบเนื่องจากหนังสือค้ำประกัน ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้เต็มทันที และจำเลยทั้งสิบตกลงโอนที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ส่วนที่เหลือทั้งหมดชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งมูลค่ารับโอนรวมเท่ากับมูลค่าคงเหลือจากการปลอดจำนอง หากจำเลยทั้งสิบไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสิบยินยอมรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาดและให้โจทก์ยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอลงวันที่ 10 กันยายน 2558 ให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษา โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสิบชำระหนี้หลายครั้งเป็นเงินเพียง 35,561,870.50 บาท และชำระครั้งสุดท้ายในวันที่ 29 ธันวาคม 2557 ซึ่งไม่ถูกต้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 810 ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และโฉนดเลขที่ 87026 ของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการยึดทรัพย์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 810 ตำบลพิมลราช อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และโฉนดเลขที่ 87026 โดยให้โจทก์รับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขาย (ที่ถูก ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย) กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบ (ที่ถูก แทนจำเลยที่ 1 ถึง ที่ 3) โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีในส่วนที่ให้ที่ดินและหรือสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ส่วนที่เหลือทั้งหมดมีมูลค่ารับโอนรวมเท่ากับมูลค่าคงเหลือจากการปลอดจำนอง ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และค่าส่งหมายชั้นอุทธรณ์ รวม 1,330 บาท แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ฎีกาว่า หนี้ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสิบรับผิดเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ตามสัญญาสนับสนุนทางการเงิน ต่อมาโจทก์กับจำเลยทั้งสิบทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 หลังจากนั้นจำเลยทั้งสิบผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ วันที่ 10 กันยายน 2558 โจทก์ขอออกหมายบังคับคดี วันที่ 14 ธันวาคม 2560 โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนที่เหลือเป็นการชำระหนี้แก่โจทก์ วันที่ 22 ธันวาคม 2560 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 810 ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และโฉนดเลขที่ 87026 ของจำเลยที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง และวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ ความตกลงกันอย่างใด ๆ ขัดกับข้อความดังกล่าวมานี้ ท่านว่าเป็นโมฆะ" ซึ่งหมายความว่า กรณีกู้ยืมเงินกัน หากผู้กู้นำสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นมาตีใช้หนี้แก่ผู้ให้กู้อันมีลักษณะเป็นการคืนเงินที่กู้ไป กฎหมายให้ตีราคาของสิ่งนั้นเป็นเงินเท่ากับราคาท้องตลาดในขณะส่งมอบและถือเสมือนว่าผู้กู้ได้ชำระหนี้เป็นเงินตามวัตถุแห่งหนี้เดิม ทั้งนี้ เพื่อมิให้ผู้กู้ต้องเสียเปรียบจากการถูกกดราคาหรือไม่ได้รับสิ่งตอบแทนคุ้มกับราคาสิ่งของหรือทรัพย์สินที่ต้องเสียไปเพราะขาดอำนาจต่อรองกับผู้ให้กู้ คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า หนี้สินและการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกู้ยืมเงินและในข้อ 8 ของสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าหากจำเลยทั้งสิบผิดนัดชำระหนี้ยอมโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่วนที่เหลือทั้งหมดแก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้โดยตีมูลค่าเท่ากับมูลค่าคงเหลือจากการปลอดจำนอง คล้ายกับเป็นการโอนทรัพย์สินตีใช้หนี้ดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสองและวรรคสาม โดยมีการกำหนดราคาทรัพย์สินที่จะโอนไว้ล่วงหน้าเท่ากับราคาปลอดจำนอง และเมื่อคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินที่จะโอนตามราคาดังกล่าวแล้วเป็นเงิน 62,965,895.29 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสิบกล่าวอ้างว่ามูลค่ารับโอนดังกล่าวต่ำกว่าราคาท้องตลาดและราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินมาก และนำสืบว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินในขณะที่โจทก์ขอรับโอนเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 มีมูลค่า 276,388,700 บาท และหากตีตามราคาตลาดจะมีมูลค่าถึง 413,863,500 บาท กรณีจึงมีประเด็นว่าข้อความที่ตกลงกันนั้นเป็นการฝ่าฝืนหรือขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมความซึ่งโจทก์กับจำเลยทั้งสิบทำขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 จะเห็นว่าข้อตกลงที่ให้โอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามข้อ 8 เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญาซึ่งมีทั้งหมดสิบข้อ โดยก่อนหน้าทำสัญญาจำเลยทั้งสิบเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินกว่า 100 ล้านบาทและตกเป็นผู้ผิดนัด ซึ่งโจทก์มีสิทธิฟ้องและบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบได้อยู่แล้ว แต่ผลจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้จำเลยทั้งสิบพ้นจากการถูกบังคับคดีโดยได้รับการขยายเวลาชำระหนี้เงินกู้และหนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ ออกไปจากปี 2555 ถึงปี 2558 เป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ทำให้โจทก์ไม่สามารถบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังได้ประโยชน์จากการที่สามารถประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินต่อไปซึ่งรวมถึงการโอนขายที่ดินในโครงการให้แก่ผู้จองซื้อที่ดินโดยปลอดจำนองเป็นรายแปลงตามราคาปลอดจำนองที่ตกลงกัน และมีโอกาสที่จะหาเงินผ่อนชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเวลานานกว่า 3 ปี เพื่อปลดหนี้ที่มีอยู่ได้ ส่วนโจทก์แม้จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวแต่ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงหากท้ายที่สุดจำเลยทั้งสิบไม่สามารถชำระหนี้ จึงเป็นธรรมดาที่โจทก์ต้องหาวิธีลดความเสี่ยงของตนเองโดยทำข้อตกลงว่าเมื่อครบกำหนดเวลาแล้วหากจำเลยทั้งสิบไม่อาจชำระหนี้ก็ต้องโอนทรัพย์จำนองส่วนที่เหลือจากการขายทั้งหมดแก่โจทก์เพื่อจะเอาออกจำหน่ายนำเงินมาชำระหนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะการขายที่ดินจำนวนมากในโครงการจัดสรรที่ไม่ประสบความสำเร็จ หากบังคับจำนองขายเป็นรายแปลงอาจจะยุ่งยากและขายไม่ได้เนื่องจากโจทก์ไม่ไช่ผู้ประกอบกิจการบ้านจัดสรร จึงจำเป็นต้องให้โอนทรัพย์ส่วนที่เหลือจากการขายทั้งหมดแก่โจทก์เพื่อจะนำออกขายทั้งโครงการแก่ผู้ลงทุนรายใหม่ซึ่งน่าจะมีโอกาสได้รับเงินคืนมากกว่า ส่วนเรื่องของราคาหรือมูลค่ารับโอนที่คู่สัญญาไม่ได้กำหนดให้ใช้ราคาท้องตลาด แต่ตีราคาเท่ากับราคาปลอดจำนอง จำเลยทั้งสิบอ้างและนำสืบว่าราคาปลอดจำนองที่กำหนดนั้นเป็นจำนวนเพียงร้อยละ 60 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของเจ้าพนักงานที่ดินถึงกระนั้นก็ตาม ราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินก็ไม่ใช่ราคาท้องตลาด ส่วนราคาท้องตลาดที่จำเลยอ้างว่ามีมูลค่าถึง 413,863,500 บาท นางสาวพันธ์ทิพย์ พยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจำเลยทั้งสามดังกล่าวกลับเบิกความรับว่าเป็นราคาที่ฝ่ายจำเลยประเมินขึ้นเอง จึงไม่มีความน่าเชื่อถือ และตามปกติราคาท้องตลาดควรจะเป็นราคาที่ขายได้จริง หากราคาปลอดจำนองที่กำหนดไว้ต่ำกว่าราคาท้องตลาดมากดังที่จำเลยทั้งสิบกล่าวอ้าง ในช่วงเวลาของการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเวลากว่า 3 ปี จำเลยก็น่าจะขายที่ดินและปลดหนี้ไปได้มาก แต่กลับปรากฏว่าจำเลยขายที่ดินไปได้เพียง 17 แปลงไม่ถึงร้อยละห้าของที่ดินในโครงการ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสิบจึงฟังไม่ขึ้น การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบจึงมิใช่การทำสัญญาตีใช้หนี้ที่จำเลยเพียงเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินไปชำระหนี้แก่โจทก์ หากแต่เป็นการประนีประนอมยอมความโดยแต่ละฝ่ายต่างยอมสละสิทธิบางอย่างของตนเพื่อแลกกับประโยชน์ที่จะได้มา ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างพิจารณาแล้วเห็นว่าคุ้มค่าและเป็นธรรม ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบแก่กัน ดังนั้น ถึงแม้ว่าในปัจจุบันราคาท้องตลาดทรัพย์ที่ต้องโอนชำระหนี้แก่โจทก์เพิ่มสูงขึ้นกว่าราคาที่ตกลงกันไว้ก็ตาม ฝ่ายจำเลยจะกลับมาอ้างว่าต้องตีราคาใหม่ตามราคาท้องตลาดปัจจุบันเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจากที่ทำสัญญาไว้ย่อมเป็นการเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ และในทางกลับกันถ้าราคาท้องตลาดในปัจจุบันลดต่ำลงกว่าราคาที่กำหนดไว้ ฝ่ายโจทก์จะร้องขอให้ตีราคาใหม่ตามราคาท้องตลาดปัจจุบันเพื่อจะบังคับให้จำเลยชำระหนี้มากกว่าที่ตกลงไว้ในสัญญาไม่ได้เช่นกัน ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือการใช้สิทธิบังคับชำระหนี้แต่ประการใด กรณีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบจึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสองและวรรคสาม อีกทั้งการทำสัญญาดังกล่าวเป็นการประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ซึ่งกระทำต่อหน้าศาลและคู่ความได้ตรวจสอบแล้วไม่มีฝ่ายใดคัดค้านว่าสัญญาประนีประนอมยอมความหรือข้อตกลงข้อหนึ่งข้อใดฝ่าฝืนต่อกฎหมายจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาตามยอม หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบได้ยื่นอุทธรณ์ว่าถูกอีกฝ่ายฉ้อฉลหลอกลวงหรือคำพิพากษาขัดต่อกฎหมายดังที่ยกขึ้นเป็นเหตุขอให้เพิกถอนการบังคับแต่ประการใด คำพิพากษาดังกล่าวย่อมถึงที่สุดและผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และมาตรา 147

ส่วนประเด็นว่า การออกหมายบังคับคดีและการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำขอหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 ก่อนวันที่ 5 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ และมาตรา 21 ของกฎหมายที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" การออกหมายบังคับคดีจึงอยู่ในบังคับของกฎหมายเดิมซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 (เดิม) กำหนดว่า การขอให้บังคับคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพียงแต่ยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยระบุถึงคำพิพากษาซึ่งจะขอให้มีการบังคับคดี จำนวนหนี้ที่ยังมิได้ชำระและวิธีการบังคับคดี และมาตรา 21 (3) กำหนดว่าในการยื่นขอฝ่ายเดียวเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี ไม่จำต้องฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามคำขอออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 10 กันยายน 2558 ของโจทก์ได้ระบุรายละเอียดของคำพิพากษาซึ่งศาลออกคำบังคับแล้ว จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสิบต้องรับผิด จำนวนเงินที่โจทก์ได้รับชำระ และจำนวนหนี้ที่คงค้างชำระ และขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ คำขอของโจทก์จึงมีข้อความครบถ้วนและเมื่อเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ทำเป็นคำขอฝ่ายเดียว ศาลจึงมีอำนาจออกหมายบังคับคดีโดยไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสิบตรวจสอบยอดหนี้ก่อนตามที่จำเลยทั้งสิบกล่าวอ้าง ส่วนข้อที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า ยอดหนี้ที่ระบุในคำขอออกหมายบังคับคดีไม่ตรงกับเอกสารยืนยันภาระหนี้ของโจทก์นั้น เห็นว่า หากยอดหนี้ค้างชำระในคำขอหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสิบสามารถโต้แย้งและนำเสนอพยานหลักฐานหักล้างในชั้นบังคับคดีต่อไปได้ หรือข้อที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างว่าโจทก์ยังมิได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและต้องนำมูลค่ารับโอนไปหักออกจากจำนวนหนี้ที่ค้างชำระก่อน ปรากฏว่าตามหมายบังคับคดีที่ออกเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 ได้ระบุชัดเจนว่าให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาและสัญญาประนีประนอมยอมความที่แนบไปซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสิบจะต้องรับผิดอยู่ในข้อ 8 ว่า เมื่อจำเลยทั้งสิบผิดนัดชำระหนี้ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้เต็มตามข้อ 1 ซึ่งต้นเงินและดอกเบี้ยที่ต้องรับผิดตรงกับคำขอท้ายฟ้องเท่ากับว่าให้จำเลยทั้งสิบกลับไปรับผิดตามฟ้องนั่นเองซึ่งมีต้นเงิน 109,892,340.23 บาท และดอกเบี้ยอีกร้อยละ 21 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ในระหว่างปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยทั้งสิบได้ชำระเงินแก่โจทก์ไปบางส่วนจำนวน 35,651,870.50 บาท ในการบังคับจึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าว และมูลค่ารับโอนทรัพย์สินส่วนที่เหลือจำนวน 62,965,895.29 บาท ไปหักออกจากหนี้ดอกเบี้ยและเงินต้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 329 ก่อนเหลือเท่าใดจึงจะเป็นจำนวนหนี้ที่โจทก์สามารถบังคับคดียึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบต่อไปได้ การคำนวณหาจำนวนหนี้สุทธิที่ค้างชำระและการยึดอายัดดังที่กล่าวมาเป็นขั้นตอนของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการต่อไปหลังจากได้รับหมายบังคับคดีของศาล และเมื่อทราบจำนวนหนี้สุทธิที่เหลือก็สามารถยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบโดยไม่จำเป็นต้องรอให้จดทะเบียนรับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือเสร็จสิ้นก่อนเพราะตามคำพิพากษารวมถึงสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้กำหนดเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องจดทะเบียนรับโอนทรัพย์สินส่วนที่เหลือเสร็จสิ้นก่อนจึงจะบังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบได้ การยื่นคำขอหมายบังคับคดีของโจทก์ไม่ได้ข้ามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติแต่ประการใด การออกหมายบังคับคดีจึงชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหนี้ที่จำเลยทั้งสิบต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 และข้อ 8 มีจำนวนมากกว่าหนึ่งร้อยล้านบาทในขณะที่จำนวนเงินที่จำเลยทั้งสิบผ่อนชำระไปแล้วรวมกับมูลค่ารับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือซึ่งจะนำไปหักออกมีไม่ถึงหนึ่งร้อยล้านบาท ทำให้ยังคงมีหนี้เหลืออยู่ โจทก์จึงสามารถยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่ค้างได้ กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดี ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น และเมื่อไม่มีการเพิกถอนการบังคับคดีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 329 ม. 656 วรรคสอง ม. 656 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 147 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอำไพ อรัญนารถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชวลิต อิศรเดช
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1184 -ที่ 1187/2565
#684174
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมเปิดบัญชีเงินฝาก ธนาคารให้รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านแก่โจทก์ร่วม ซึ่งโจทก์ร่วมใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ ชำระหนี้อื่นแทนการชำระเงินสด ใช้โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่น ใช้ในการเบิกถอนเงินสด หรือใช้ในธุรกรรมอย่างอื่น ถือได้ว่าเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามความหมายของมาตรา 1 (14) (ข) แห่ง ป.อ.

ข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านที่โจทก์ร่วมได้รับมา เป็นข้อตกลงระหว่างธนาคารและโจทก์ร่วมในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยโจทก์ร่วมต้องเก็บรักษาเป็นความลับของตนมิให้ผู้ใดล่วงรู้ การที่โจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 2 ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์โดยการบอกข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านแก่จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกจ้าง ก็เพื่อให้ทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตแทนโจทก์ร่วมให้เป็นไปตามที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ทำ หาใช่นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เกินกว่าที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ทำไม่ การที่จำเลยที่ 2 ใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคาร รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านของโจทก์ร่วมโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ร่วมไม่ได้สั่งหรือมอบหมายให้ทำ ย่อมเป็นการทำโดยไม่มีอำนาจและโจทก์ร่วมไม่ได้ยินยอม ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายสูญเสียเงินฝากในบัญชี จึงเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ร่วมโดยมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่สำนวนว่า โจทก์และโจทก์ร่วม กับเรียกจำเลยในสำนวนแรกและสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สามและสำนวนที่สี่ว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องทั้งสี่สำนวนเป็นใจความว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของนายบุญเลิศ ผู้เสียหาย ใช้ข้อมูลและรหัสหมายเลขบัญชีทางอิเล็กทรอนิกส์ของบัญชีเงินฝากเลขที่ 195-2-64xxx-x อันเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งธนาคาร ก. ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ผู้อื่นหรือประชาชน แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันเอาเงินของผู้เสียหายไปโดยทุจริตรวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 200,000 บาท และ 70,000 บาท โดยการใช้ข้อมูลและรหัสหมายเลขบัญชีทางอิเล็กทรอนิกส์โอนเงิน 200,000 บาท และ 70,000 บาท ในบัญชีเงินฝากเลขที่ดังกล่าวบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เหตุเกิดที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และแขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1291/2561 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335 จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 269/5, 269/7, 335 และจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 270,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย กับนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1291/2561 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณานาย บ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/7 ประกอบมาตรา 269/5, 335 (7) (11) วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 คนละ 4 ปี ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ และฐานลักทรัพย์นายจ้างโดยร่วกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 270,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 ของศาลชั้นต้น นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอในส่วนนี้จึงให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมใช้ข้อมูลและรหัสหมายเลขบัญชีทางอิเล็กทรอนิกส์ของบัญชีเงินฝากเลขที่ 195-2-64xxx-x ตามฟ้อง ซึ่งธนาคารออกให้เพื่อใช้ในการเบิกถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากดังกล่าว โดยจำเลยที่ 2 โอนเงินในบัญชีดังกล่าวบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตไปเข้าบัญชีเงินฝากเลขที่ 758-2-15xxx-x ของจำเลยที่ 1 รวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 200,000 บาท และ 70,000 บาท ตามลำดับ

ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยที่ 2 ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ร่วมโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารและขอใช้การทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่หรืออุปกรณ์อื่นใด ทางธนาคารได้ให้รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านแก่โจทก์ร่วม ซึ่งโจทก์ร่วมสามารถใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตในการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ ชำระหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสด ใช้โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมไปยังบัญชีเงินฝากของบุคคลอื่น ใช้ในการเบิกถอนเงินสดหรือใช้ในธุรกรรมอย่างอื่น จึงถือว่าการใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านในการทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ต เป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามความหมายของบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในมาตรา 1 (14) (ข) แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามมาตรา 269/5 แห่งประมวลกฎหมายอาญา มีวัตถุประสงค์เพื่อลงโทษผู้ยึดถือ หรือครอบครอง หรือเก็บได้ ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์อันแท้จริงของผู้อื่นแล้วนำออกใช้โดยตนเองไม่มีสิทธิใด ๆ หรือลักลอบนำข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งของผู้อื่นไปใช้ อันเป็นการใช้โดยมิชอบ แม้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านที่โจทก์ร่วมได้รับมา เป็นข้อตกลงระหว่างธนาคารและโจทก์ร่วมในการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ โดยโจทก์ร่วมต้องเก็บรักษาเป็นความลับของตนมิให้ผู้ใดล่วงรู้ก็ตาม แต่การที่โจทก์ร่วมผู้เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้จำเลยที่ 2 ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยการบอกข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านแก่จำเลยที่ 2 ก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกจ้างทำธุรกรรมบนโปรแกรมทางอินเทอร์เน็ตแทนโจทก์ร่วมให้เป็นไปตามที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ทำเท่านั้น หาใช่นำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เกินกว่าที่โจทก์ร่วมสั่งหรือมอบหมายให้ทำไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังที่วินิจฉัยแล้วว่า จำเลยที่ 2 ใช้ข้อมูลบัญชีเงินฝาก รหัสผู้ใช้และรหัสผ่านของโจทก์ร่วมโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมไปยังบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 รวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 200,000 บาท และ 70,000 บาท โดยโจทก์ร่วมไม่ได้สั่งหรือมอบหมายให้ทำ ย่อมเป็นการทำโดยไม่มีอำนาจและโจทก์ร่วมไม่ได้ยินยอม ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายสูญเสียเงินฝากในบัญชี จึงเป็นการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของโจทก์ร่วมโดยมิชอบแล้ว ฎีกาในส่วนนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ประกอบมาตรา 269/7, 335 (7) (11) วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3กระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ และฐานลักทรัพย์นายจ้างโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสามกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กระทงละ 8 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุกคนละ 16 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 12 เดือน รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 24 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 270,000 บาท แก่โจทก์ร่วมนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2770/2561 ของศาลชั้นต้น ส่วนคำขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2190/2561 ของศาลชั้นต้นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (14) (ข) ม. 269/5 ม. 269/7 ม. 335 (7) ม. 335 (11) ม. 335 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
โจทก์ร่วม — นาย บ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวพชรกาญจน์ เกษมชัยนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิธูร คลองมีคุณ
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชลิต กฐินะสมิต
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1170/2565
#683777
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสิบห้ากับจำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้อง มีข้อความระบุไว้ในสาระสำคัญว่า โจทก์ทั้งสิบห้าตกลงถอนฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ร้องไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพื้นที่พิพาทและถวายเงิน 5,000,000 บาท เพื่อเป็นสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์แก่วัดแก้วฟ้าทันทีที่ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของวัดแก้วฟ้า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงมีโจทก์ทั้งสิบห้ากับจำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้องเป็นคู่สัญญาระหว่างกัน โดยมีวัดแก้วฟ้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 ซึ่งวัดแก้วฟ้ามีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาโดยตรงได้ แม้ผู้ร้องกับฝ่ายโจทก์จะไม่มีมูลหนี้ต่อกันและกรณีมิใช่สัญญาให้ที่ผู้ร้องจะต้องส่งมอบเงินดังกล่าวแก่วัดแก้วฟ้าจึงไม่ตกอยู่ในบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 523 ทั้ง ส. ตัวแทนวัดแก้วฟ้าแถลงต่อศาลชั้นต้นในวันนัดพร้อมว่า วัดแก้วฟ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี หากจะให้วัดแก้วฟ้าชี้แนวเขตที่ดินเพื่อรับเงินดังกล่าว โดยยังไม่ทราบว่าจะนำเงินไปดำเนินการในกิจการใด ไม่สามารถกระทำได้ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2562 วัดแก้วฟ้ายื่นใบแจ้งความประสงค์ต่อศาลชั้นต้นขอรับเงินดังกล่าวซึ่งผู้ร้องวางไว้ อันเป็นการแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากบันทึกข้อตกลงซึ่งโจทก์ทั้งสิบห้ากับจำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้อง ทำขึ้นระหว่างกัน สิทธิของวัดแก้วฟ้า ตามบันทึกข้อตกลงย่อมเกิดมีขึ้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคสอง ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรสำหรับที่ดินในโครงการที่กล่าวไว้ในบันทึกข้อตกลงซึ่งมีแนวเขตที่ดินที่ผู้ร้องประสงค์ให้วัดแก้วฟ้ามาชี้ระวังแนวเขตที่ดินด้วย เช่นนี้ ไม่ว่าผู้ร้องจะต้องรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 2626 และ 2627 ของผู้ร้องตามแนวตะเข็บที่ดินที่ติดกับลำรางสาธารณประโยชน์ซึ่งคั่นอยู่ระหว่างที่ดินของผู้ร้องกับวัดแก้วฟ้าออกไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 49728 หรือไม่ก็ตาม ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของวัดแก้วฟ้า เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อันเป็นเงื่อนไขตามบันทึกข้อตกลงซึ่งระบุให้ผู้ร้องต้องถวายเงินแก่วัดแก้วฟ้า ผู้ร้องจึงต้องผูกพันและมีหน้าที่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ผู้ร้องหาอาจระงับสิทธิของวัดแก้วฟ้าโดยขอรับเงินที่วางไว้คืนไปจากศาลได้ไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 375

โจทก์ทั้งสิบห้า จำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้อง ทำบันทึกข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขในการถอนฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยให้ผู้ร้องไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพื้นที่พิพาทและถวายเงิน 5,000,000 บาท เพื่อเป็นสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์แก่วัดแก้วฟ้า ด้วยเจตนาให้มีผลผูกพันตามกฎหมาย เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นสืบเนื่องจากบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสิบห้าในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อให้เกิดสภาพบังคับตามบันทึกข้อตกลงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งสิบห้าฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดในข้อหาร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันช่วยผู้กระทำความผิดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 189 จากเหตุมีผู้ไปทำลายสะพานคอนกรีตและถนนคอนกรีต แล้วถมลำคลองสาธารณะวัดแก้วฟ้าเพื่อปรับพื้นที่ใช้เชื่อมต่อเป็นแปลงเดียวกันในการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2554 ก่อนศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ทั้งสิบห้ายื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยมีเงื่อนไขให้บริษัท ค. ไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพื้นที่พิพาทและถวายเงิน 5,000,000 บาท เพื่อเป็นสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์แก่วัดแก้วฟ้า ทันทีที่บริษัท ค. ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของวัดแก้วฟ้าตามบันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสิบห้ากับจำเลยทั้งสิบเอ็ดและบริษัท ค. จำกัด ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ต่อมาบริษัท ค. ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอวางเงิน 5,000,000 บาท เป็นเช็คธนาคาร ล. โดยให้วัดแก้วฟ้ารับเช็คดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นเมื่อมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขในบันทึกข้อตกลง จากนั้นวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ยังไม่สามารถขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน และเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2556 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาดำเนินการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินออกไปอีก 6 เดือน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดพร้อม เมื่อถึงวันนัด ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องแถลงว่าวัดแก้วฟ้าไม่มาชี้แนวเขตที่ดิน ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน จึงไม่อาจเบิกถอนเงินดังกล่าวมอบให้แก่วัดแก้วฟ้าได้ นายสุธน ตัวแทนวัดแก้วฟ้าแถลงว่า วัดแก้วฟ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี หากจะให้วัดแก้วฟ้าชี้แนวเขตที่ดินเพื่อรับเงินดังกล่าว โดยยังไม่ทราบว่าจะนำเงินไปดำเนินการในกิจการใด ไม่สามารถกระทำได้ ส่วนโจทก์ทั้งสิบห้าแถลงว่า การตกลงมอบเงินให้วัดแก้วฟ้าไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ทั้งสิบห้า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้อตกลงอันนำไปสู่การถอนฟ้องเป็นเรื่องที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตกลงมอบเงินแก่วัดแก้วฟ้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเช่นกัน ดังนั้น การจะดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงได้หรือไม่ เพียงใด หรือหากจะมีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างกัน เป็นเรื่องที่ผู้ร้องและวัดแก้วฟ้าจะต้องไปว่ากล่าวและดำเนินการตามกฎหมาย

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ศาลชั้นต้นมีหนังสือถึงผู้ร้องว่า ยังไม่มีการรับเงินที่ผู้ร้องนำมาวางศาลอันเป็นเงื่อนไขตามบันทึกข้อตกลงไปจากศาล หากหลังวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ไม่มีการรับคืนไป เงินดังกล่าวจะตกเป็นรายได้ของแผ่นดิน

วันที่ 19 กันยายน 2562 วัดแก้วฟ้ายื่นใบแจ้งความประสงค์ขอรับเงินซึ่งผู้ร้องวางไว้ จากนั้นวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านการขอรับเงินของวัดแก้วฟ้า ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนเงินดังกล่าวแก่ผู้ร้อง

โจทก์ทั้งสิบห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้วัดแก้วฟ้ามีสิทธิรับเงิน 5,000,000 บาท ที่ผู้ร้องนำมาวางไว้ต่อศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้วัดแก้วฟ้ามีสิทธิรับเงิน 5,000,000 บาท ที่ผู้ร้องนำมาวางไว้ต่อศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า บันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสิบห้ากับจำเลยทั้งสิบเอ็ดและบริษัท ค. ผู้ร้อง ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 มีข้อความระบุไว้ในสาระสำคัญว่า โจทก์ทั้งสิบห้าตกลงถอนฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ร้องไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพื้นที่พิพาทและถวายเงิน 5,000,000 บาท เพื่อเป็นสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์แก่วัดแก้วฟ้าทันทีที่ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของวัดแก้วฟ้า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงมีโจทก์ทั้งสิบห้า จำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้องเป็นคู่สัญญาระหว่างกัน โดยมีวัดแก้วฟ้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ซึ่งวัดแก้วฟ้ามีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้ตามสัญญาโดยตรงได้ แม้ผู้ร้องกับฝ่ายโจทก์จะไม่มีมูลหนี้ต่อกัน และกรณีนี้มิใช่สัญญาให้ที่ผู้ร้องจะต้องส่งมอบเงินดังกล่าวแก่วัดแก้วฟ้า จึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 523 ดังข้อฎีกาของผู้ร้อง ทั้งนายสุธน ตัวแทนวัดแก้วฟ้าแถลงต่อศาลชั้นต้นในวันนัดพร้อมว่า วัดแก้วฟ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี หากจะให้วัดแก้วฟ้าชี้แนวเขตที่ดินเพื่อรับเงินดังกล่าว โดยยังไม่ทราบว่าจะนำเงินไปดำเนินการในกิจการใด ไม่สามารถกระทำได้ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2562 วัดแก้วฟ้ายื่นใบแจ้งความประสงค์ต่อศาลชั้นต้นขอรับเงินดังกล่าวซึ่งผู้ร้องวางไว้ อันเป็นการแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากบันทึกข้อตกลงซึ่งโจทก์ทั้งสิบห้า จำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้อง ทำขึ้นระหว่างกัน สิทธิของวัดแก้วฟ้าตามบันทึกข้อตกลงย่อมเกิดมีขึ้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคสอง ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของผู้ร้อง ฉบับลงวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ว่า ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรสำหรับที่ดินในโครงการที่กล่าวไว้ในบันทึกข้อตกลง ซึ่งมีแนวเขตที่ดินที่ผู้ร้องประสงค์ให้วัดแก้วฟ้ามาชี้ระวังแนวเขตที่ดินด้วย เช่นนี้ ไม่ว่าผู้ร้องจะต้องรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2626 และ 2627 ของผู้ร้องตามแนวตะเข็บที่ดินที่ติดกับลำรางสาธารณประโยชน์ซึ่งคั่นอยู่ระหว่างที่ดินของผู้ร้องกับวัดแก้วฟ้าออกไปเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 49728 หรือไม่ก็ตาม ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในโครงการซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของวัดแก้วฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วอันเป็นเงื่อนไขตามบันทึกข้อตกลงซึ่งระบุให้ผู้ร้องต้องถวายเงินแก่วัดแก้วฟ้า ผู้ร้องจึงต้องผูกพันและมีหน้าที่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ผู้ร้องหาอาจระงับสิทธิของวัดแก้วฟ้าโดยขอรับเงินที่วางไว้คืนไปจากศาลได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375 ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า การเรียกให้ผู้ร้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง วัดแก้วฟ้าต้องเป็นผู้ใช้สิทธิด้วยตนเอง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนเงินดังกล่าวแก่ผู้ร้อง วัดแก้วฟ้ามิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว ข้อพิพาทแห่งคดีระหว่างผู้ร้องและวัดแก้วฟ้าย่อมถึงที่สุด โจทก์ซึ่งมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิและมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในเงินดังกล่าว ย่อมไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์ให้ผู้ร้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยให้วัดแก้วฟ้ามีสิทธิรับเงิน 5,000,000 บาท ที่ผู้ร้องนำมาวางไว้ต่อศาล จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสิบห้า จำเลยทั้งสิบเอ็ดและผู้ร้อง ทำบันทึกข้อตกลงกำหนดเงื่อนไขในการถอนฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยให้ผู้ร้องไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพื้นที่พิพาทและถวายเงิน 5,000,000 บาท เพื่อเป็นสาธารณกุศลและสาธารณประโยชน์แก่วัดแก้วฟ้า ด้วยเจตนาให้มีผลผูกพันตามกฎหมาย เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นสืบเนื่องจากบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โจทก์ทั้งสิบห้าในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อให้เกิดสภาพบังคับตามบันทึกข้อตกลงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้วัดแก้วฟ้ามีสิทธิรับเงิน 5,000,000 บาท ที่ผู้ร้องนำมาวางไว้ต่อศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 375 ม. 523
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น. กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัท ค.
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางพลินี สิริพัฒนดิลก
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา