คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1680/2565
#688794
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 44 บัญญัติรับรองและคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธไว้ โดยมีข้อยกเว้นให้สามารถจํากัดเสรีภาพในการชุมนุมดังกล่าวได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น และมาตรา 26 บัญญัติให้การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ เมื่อ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิชุมนุมสาธารณะให้ชัดเจนและโดยสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคี ทั้งนี้ เพื่อให้การชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ตลอดจนสุขอนามัยของประชาชนหรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ดังนั้น บทบัญญัติเกี่ยวกับการแจ้งการชุมนุมสาธารณะตามมาตรา 10 ซึ่งกําหนดให้ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะต้องแจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง อันมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการชุมนุมสาธารณะ การดูแลการชุมนุมสาธารณะและการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง รวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการอํานวยความสะดวกและคุ้มครองผู้ชุมนุม จึงเป็นบทบัญญัติที่จํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ และมีการกำหนดโทษทางอาญาไว้ตามมาตรา 28 การตีความบทบัญญัติเช่นนี้ ซึ่งหมายรวมถึงลักษณะและความหมายของ "ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ" ในวรรคสอง จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด และไม่อาจนําบทนิยาม "ผู้จัดการชุมนุม" ตามมาตรา 4 แห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าวมาพิจารณาประกอบดังที่จําเลยฎีกา เนื่องจากบทนิยาม "ผู้จัดการชุมนุม" ให้หมายความรวมถึงผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะอยู่แล้ว หากมาตรา 10 วรรคสอง ต้องการที่จะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมต้องแสดงออกหรือมีพฤติการณ์ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้จัดหรือร่วมจัดให้มีการชุมนุม จึงจะถือว่าเป็นผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะแล้ว ก็น่าจะระบุเงื่อนไขดังกล่าวไว้ให้ชัดเจนในบทมาตรานี้ โดยไม่จําต้องระบุเงื่อนไขให้ซ้ำซ้อนในบทนิยามดังกล่าวอีก นอกจากนั้น หากแปลความดังที่จําเลยอ้าง ย่อมจะทำให้มีการเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องแจ้งการจัดการชุมนุมสาธารณะ ด้วยวิธีการที่ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะอาจไม่แสดงตัว แล้วให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมแทนตนเอง หรืออาจมีการจัดการชุมนุมโดยใช้วิธีต่างคนต่างเชิญชวนให้ผู้อื่นเข้าร่วมชุมนุมสาธารณะ อันจะทำให้การบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะก่อนที่จะเริ่มมีการชุมนุมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนั้น แม้ทางพิจารณาจะไม่ปรากฏแกนนําในการจัดชุมนุมสาธารณะตามฟ้องที่ชัดเจน แต่เมื่อจําเลยโพสต์ข้อความลงในระบบคอมพิวเตอร์บนเว็บไซต์เฟซบุ๊กเพื่อเชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมในวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด และต่อมามีการจัดการชุมนุมดังกล่าวขึ้นโดยไม่มีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมิได้แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 4, 10, 28

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 28 ลงโทษปรับ 9,000 บาท คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 6,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 เวลา 17 นาฬิกา มีการจัดการชุมนุมสาธารณะ ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ประตูท่าแพ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยไม่ได้แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงตามกฎหมาย และก่อนจัดการชุมนุมดังกล่าวจำเลยโพสต์ข้อความลงในระบบคอมพิวเตอร์บนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ชื่อสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตยว่า"ร่วมแสดงพลัง ประกาศจุดยืน ว่ามิยอมจำนนต่อความยุติธรรม มาร่วมทวงคืนความเป็นธรรมร่วมทวงคืนประชาธิปไตย แล้วพบกัน วันนี้ (14 ธันวาคม) เวลา 17.00 นาฬิกา ณ ข่วงประตูท่าแพ #ก็มาดิค้าบ #กลัวที่ไหน"

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมิได้แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การตีความว่าบุคคลใดเป็น "ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุม" ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10 จะต้องตีความอย่างเคร่งครัดเพราะเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญา และต้องพิจารณาประกอบกับบทนิยามคำว่า "ผู้จัดการชุมนุม" ตามมาตรา 4 ซึ่งกำหนดให้ผู้เชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมการชุมนุมสาธารณะที่จะเป็นผู้จัดการชุมนุมตามความหมายของบทนิยามดังกล่าว จะต้องแสดงออกหรือมีพฤติการณ์ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าบุคคลนั้น ๆ เป็นผู้จัดหรือผู้ร่วมจัดการชุมนุมด้วย เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นแกนนำหรือผู้จัดการชุมนุม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง นั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 44 บัญญัติรับรองและคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธไว้โดยมีข้อยกเว้นให้สามารถจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมดังกล่าวได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น และมาตรา 26 บัญญัติให้การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ เมื่อพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิชุมนุมสาธารณะให้ชัดเจนและโดยสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคี ทั้งนี้ เพื่อให้การชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ตลอดจนสุขอนามัยของประชาชนหรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ดังนั้น บทบัญญัติเกี่ยวกับการแจ้งการชุมนุมสาธารณะตามมาตรา 10 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะต้องแจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง อันมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการชุมนุมสาธารณะ การดูแลการชุมนุมสาธารณะและการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองรวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการอำนวยความสะดวกและคุ้มครองผู้ชุมนุม จึงเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ และมีการกำหนดโทษทางอาญาไว้ตามมาตรา 28 การตีความบทบัญญัติเช่นนี้ ซึ่งหมายรวมถึงลักษณะและความหมายของ "ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ" ในวรรคสองจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด และไม่อาจนำบทนิยาม "ผู้จัดการชุมนุม" ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาพิจารณาประกอบดังที่จำเลยฎีกา เนื่องจากบทนิยาม "ผู้จัดการชุมนุม" ให้หมายความรวมถึงผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะอยู่แล้ว หากมาตรา 10 วรรคสอง ต้องการที่จะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมต้องแสดงออกหรือมีพฤติการณ์ทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้จัดหรือร่วมจัดให้มีการชุมนุมจึงจะถือว่าเป็นผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะแล้ว ก็น่าจะระบุเงื่อนไขดังกล่าวไว้ให้ชัดเจนในบทมาตรานี้ โดยไม่จำต้องระบุเงื่อนไขให้ซ้ำซ้อนในบทนิยามดังกล่าวอีก นอกจากนั้น หากแปลความดังที่จำเลยอ้าง ย่อมจะทำให้มีการเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องแจ้งการจัดการชุมนุมสาธารณะ ด้วยวิธีการที่ผู้ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะอาจไม่แสดงตัว แล้วให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมแทนตนเอง หรืออาจมีการจัดการชุมนุมโดยใช้วิธีต่างคนต่างเชิญชวนให้ผู้อื่นเข้าร่วมชุมนุมสาธารณะ อันจะทำให้การบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะก่อนที่จะเริ่มมีการชุมนุมไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนั้น แม้ทางพิจารณาจะไม่ปรากฏแกนนำในการจัดชุมนุมสาธารณะตามฟ้องที่ชัดเจน แต่เมื่อจำเลยโพสต์ข้อความลงในระบบคอมพิวเตอร์บนเว็บไซต์เฟซบุ๊กเพื่อเชิญชวนหรือนัดให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมในวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด และต่อมามีการจัดการชุมนุมดังกล่าวขึ้นโดยไม่มีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมสาธารณะไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานมิได้แจ้งการชุมนุมสาธารณะต่อผู้รับแจ้งการชุมนุมก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10 และที่จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยโพสต์ข้อความในระบบคอมพิวเตอร์เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2562 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นวันที่ 14 ธันวาคม 2562 ซึ่งข้อแตกต่างดังกล่าวแม้จะเป็นเพียงรายละเอียดแต่จำเลยให้การปฏิเสธ และในชั้นพิจารณาจำเลยนำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ถือว่าจำเลยหลงต่อสู้เรื่องวันเวลากระทำความผิด จึงต้องยกฟ้องโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่าพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 10 มีเจตนารมณ์เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐได้รับทราบถึงการที่จะมีการชุมนุมสาธารณะเพื่อจะได้อำนวยความสะดวกและดูแลรักษาความปลอดภัยในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะของประชาชน มิใช่เพื่อมุ่งเอาผิดหรือสร้างภาระอันเป็นการรบกวนสิทธิเสรีภาพของผู้จัดการชุมนุมและผู้ร่วมชุมนุมสาธารณะ เมื่อการชุมนุมสาธารณะเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจทราบถึงการชุมนุมสาธารณะและเข้ามาดูแลโดยตลอดตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อนชุมนุมจนกระทั่งเสร็จสิ้น จึงตีความให้มาลงโทษแก่จำเลยไม่ได้ เนื่องจากจำเลยเป็นเพียงผู้เข้าร่วมการชุมนุมเท่านั้น และในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบต่อสู้ตามประเด็นที่ให้การไว้ โดยรับว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความในระบบคอมพิวเตอร์บนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ชื่อสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตยตามฟ้อง แสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ เมื่อข้อแตกต่างเกี่ยวกับเวลาดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตามข้อยกเว้นในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ม. 26 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นางสาวศศิเพ็ญ จันทโสภีพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
จรัญ เนาวพนานนท์
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1674/2565
#687027
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ ช. และกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นตกลงเข้าหุ้นกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเพื่อทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยประสงค์จะนำกำไรที่ได้จากการลงทุนของแต่ละคนมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมของรุ่น หากขาดทุนก็ขาดทุนร่วมกัน เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ต่อมา ช. ถึงแก่ความตาย ห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวจึงเลิกกันตามมาตรา 1055 (5) และต้องจัดให้มีการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ซึ่งการชำระบัญชีนั้นมาตรา 1061 วรรคสาม ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดด้วยกันจัดทำ หรือให้บุคคลอื่นซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตั้งแต่นั้นเป็นผู้จัดทำ แต่กลับได้ความว่ามีเพียงหุ้นส่วนบางคนเท่านั้นที่เข้าไปเจรจาตกลงกับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. เกี่ยวกับการจัดการบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลงทุนร่วมกันและได้แสดงหลักฐานการโอนเงินร่วมลงทุน ต่อมาจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. ได้ตกลงโอนหลักทรัพย์และเงินลงทุนคงเหลือคืนแก่ผู้ร่วมลงทุนบางคนตามสัดส่วนของการลงทุนที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้คิดคำนวณ โดยที่โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งไม่ได้ร่วมเจรจาหรือตกลงด้วย จึงถือไม่ได้ว่ามีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญ เนื่องจากหุ้นส่วนทุกคนไม่ได้ตกลงร่วมกัน แม้หุ้นส่วนบางคนจะเข้าไปเจรจากับจำเลยทั้งสองจนกระทั่งได้รับโอนหลักทรัพย์และเงินลงทุนคืนไปแล้ว และจำเลยทั้งสองอ้างว่าหุ้นส่วนคนอื่นไม่มีใครคัดค้านก็ตาม แต่หุ้นส่วนบางคนที่ไม่ได้เข้าร่วมเจรจานั้น ย่อมไม่ได้ตรวจสอบหรือยืนยันความถูกต้องในการจัดการทรัพย์สินของห้าง ซึ่งอาจเกิดข้อผิดพลาดและปัญหาโต้แย้งกันได้ในภายหลัง พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่ามีการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันที่จะทำให้ไม่ต้องมีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน และกรณียังมีข้อโต้แย้งกันเรื่องผลเฉลี่ยขาดทุนและการคืนทุน จึงต้องจัดให้มีการชำระบัญชีก่อนเพื่อให้ทราบว่าห้างหุ้นส่วนมีผลประกอบการขาดทุนหรือไม่และมีทรัพย์สินคงเหลือเพียงใด แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีมาด้วยก็ตาม แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่คืนเงินลงทุนส่วนที่เป็นของโจทก์ซึ่งจะสามารถบังคับชำระได้เมื่อมีการชำระบัญชี ย่อมเห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้มีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนด้วยแล้ว ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีไปเสียทีเดียวได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 5,047,260 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจากกองมรดกของนาย ช. ผู้ตาย แก่โจทก์ตามสัดส่วนของเงิน 5,000,000 บาท ที่โจทก์ลงทุน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่เฉลี่ยคืน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 มีนาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2557 โจทก์และนาย ช. กับเพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 56 ตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนร่วมกันออกเงินลงทุน 46,600,000 บาท นำไปซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อนำกำไรมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมของรุ่น ตามบัญชีรายชื่อเพื่อน วปอ. ที่ร่วมลงทุนเล่นหุ้น โดยโจทก์ร่วมลงทุนเป็นเงิน 5,000,000 บาท ส่วนนาย ช.ร่วมลงทุน 10,000,000 บาท โดยนาย ช. ได้เปิดบัญชีออมทรัพย์ และเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์ไว้กับบริษัทหลักทรัพย์ ชื่อบัญชีนาย ช. แล้วมีการซื้อขายหลักทรัพย์ตลอดมา ต่อมาวันที่ 26 มิถุนายน 2558 นาย ช.ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนาย ช. วันที่ 21 มีนาคม 2559 จำเลยทั้งสองโอนหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนาย ช. ดังกล่าว 7 รายการ ประกอบด้วย ADVANC (10,000 หุ้น) EA (606,500 หุ้น) GENCO (300,000 หุ้น) IFEC (420,000 หุ้น) IFCE – W2 (105,000 หุ้น) MTLS (300,000 หุ้น) และ SUPER (3,000,000 หุ้น) ไปยังบัญชีกองมรดกของนาย ช. และโอนเงินลงทุนคงเหลือ 9,677,387.07 บาท เข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยทั้งสอง และเดือนกรกฎาคม 2559 จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ช. ตกลงโอนหลักทรัพย์และเงินลงทุนคงเหลือคืนให้แก่ผู้ร่วมลงทุนบางคนตามสัดส่วนของการลงทุนที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้คิดคำนวณ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินจากกองมรดกของนาย ช. ให้แก่โจทก์ตามสัดส่วนที่โจทก์ลงทุนไปหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์ นาย ช. และกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรตกลงเข้าหุ้นส่วนกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเพื่อทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยประสงค์จะนำกำไรที่ได้จากการลงทุนของแต่ละคนมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมของรุ่น หากขาดทุนก็ขาดทุนร่วมกัน เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 ต่อมานาย ช. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวจึงเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) และต้องจัดให้มีการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ซึ่งการชำระบัญชีนั้นตามมาตรา 1061 วรรคสาม ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดด้วยกันจัดทำ หรือให้บุคคลอื่นซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตั้งแต่งขึ้นนั้นเป็นผู้จัดทำ แต่กลับได้ความจากที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบรับกันว่ามีเพียงหุ้นส่วนบางคนเท่านั้นที่เข้าไปเจรจาตกลงกับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ช. เกี่ยวกับการจัดการบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ลงทุนร่วมกันและได้แสดงหลักฐานการโอนเงินร่วมลงทุน ต่อมาจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ช. ได้ตกลงโอนหลักทรัพย์และเงินลงทุนคงเหลือคืนแก่ผู้ร่วมลงทุนบางคนตามสัดส่วนของการลงทุนที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้คิดคำนวณ โดยที่โจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งไม่ได้เข้าร่วมเจรจาหรือตกลงด้วย จึงถือไม่ได้ว่ามีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญเนื่องจากหุ้นส่วนทุกคนไม่ได้ตกลงร่วมกัน และแม้หุ้นส่วนบางคนจะเข้าไปเจรจากับจำเลยทั้งสองจนกระทั่งได้รับโอนหลักทรัพย์และเงินลงทุนคืนตามสัดส่วนที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้คิดคำนวณไปแล้ว และจำเลยทั้งสองอ้างว่าหุ้นส่วนคนอื่นไม่มีใครคัดค้านก็ตาม แต่หุ้นส่วนบางคนที่ไม่ได้เข้าร่วมเจรจานั้นย่อมไม่ได้ตรวจสอบหรือยืนยันความถูกต้องในการจัดการทรัพย์สินของห้างการจัดการทรัพย์สินระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนบางคนด้วยวิธีการดังกล่าวจึงไม่ได้อยู่ในเจตจำนงหรือความรับรู้ระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนร่วมกันอันอาจก่อให้เกิดข้อผิดพลาดและปัญหาโต้แย้งกันได้ในภายหลัง พฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่ามีการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันที่จะทำให้ไม่ต้องมีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน ดังนั้น เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยที่ยังไม่ได้มีการชำระบัญชีหรือจัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน และโจทก์ฟ้องเรียกเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดคืน 5,000,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองโต้แย้งว่าการร่วมลงทุนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มีผลประกอบการขาดทุน ผู้เป็นหุ้นส่วนต้องร่วมเฉลี่ยผลขาดทุนตามสัดส่วนของการลงทุนและจะได้รับคืนทุนตามส่วนที่เหลือ กรณีจึงยังมีข้อโต้แย้งกันเรื่องผลเฉลี่ยขาดทุนและการคืนทุน จึงต้องจัดให้มีการชำระบัญชีก่อนเพื่อให้ทราบว่าห้างหุ้นส่วนมีผลประกอบการขาดทุนจริงหรือไม่และมีทรัพย์สินคงเหลือเพียงใด แม้โจทก์จะไม่ได้มีคำขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีมาด้วยก็ตาม แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่คืนเงินลงทุนส่วนที่เป็นของโจทก์ซึ่งจะสามารถบังคับชำระได้เมื่อมีการชำระบัญชี ย่อมเห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้มีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนด้วยแล้ว ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีการชำระบัญชีและตั้งผู้ชำระบัญชีไปเสียทีเดียวได้ โดยไม่จำต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีก แต่การจะตั้งโจทก์หรือจำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระบัญชีหรือผู้ชำระบัญชีร่วมกัน ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาการไม่ร่วมมือกันในการชำระบัญชี เพราะทั้งสองฝ่ายมีข้อพิพาทกันหลายคดี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย จึงเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน ส่วนจำเลยทั้งสองจะต้องคืนเงินจากกองมรดกของนาย ช. ให้แก่โจทก์ตามสัดส่วนที่โจทก์ลงทุนไปหรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อไปในชั้นชำระบัญชี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจากกองมรดกของนาย ช. แก่โจทก์ตามสัดส่วนของเงินที่โจทก์ลงทุนพร้อมด้วยดอกเบี้ยนั้นไม่ต้องความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อได้วินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจากกองมรดกของนาย ช. แก่โจทก์ตามสัดส่วนของเงิน 5,000,000 บาท ที่โจทก์ลงทุนพร้อมดอกเบี้ย ขัดต่อข้อตกลงของผู้เป็นหุ้นส่วนเกี่ยวกับการชำระบัญชีเป็นการไม่ชอบ และเป็นการพิพากษาเกินคำขอขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่อีก เพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ทำการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญตามฟ้อง และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012 ม. 1055 (5) ม. 1061
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโท บ.
จำเลย — นาง ศ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ช. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายมารุต เป้าประยูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1672/2565
#684945
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคสอง บัญญัติว่า "อนึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้เกิดขึ้นนั้นด้วย" การเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่ตนครอบครองเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดอาญาฐานยักยอกและเป็นละเมิดในทางแพ่งนั้น การใช้ค่าสินไหมทดแทนต้องกระทำโดยการคืนทรัพย์สินที่ยักยอกแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินเป็นลำดับแรก กรณีผู้ทำละเมิดไม่อาจคืนทรัพย์สินแก่ผู้เสียหายได้ ผู้เสียหายจึงจะมีสิทธิเรียกให้ผู้ทำละเมิดใช้ราคาทรัพย์สินแทนเป็นลำดับถัดมา คดีนี้โจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายรวม 19 ลำดับ แก่โจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 แสดงว่าขณะฟ้องทรัพย์สินของโจทก์ร่วมทั้งหมดรวมทั้งสะพานไม้รอบบ่อ ยังอยู่ในสภาพที่จำเลยทั้งสามสามารถคืนให้แก่โจทก์ร่วมได้ ทั้งในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นของโจทก์ร่วมเริ่มตั้งแต่ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เข้าร่วมไกล่เกลี่ยตกลงให้โจทก์ร่วมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและอาคารที่เช่าตลอดจนอ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน โจทก์ร่วมก็มิได้โต้แย้งหรือเบิกความคัดค้านว่าสะพานไม้รอบบ่อสูญหาย หรือบุบสลายหรือถูกทำลายจนไม่อยู่ในสภาพที่จำเลยทั้งสามจะคืนให้แก่โจทก์ร่วมได้ โจทก์ร่วมเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นในชั้นฎีกาว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้ดูแลรักษาสะพานไม้รอบบ่อขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสามจนสะพานไม้รอบบ่อได้รับความเสียหาย ไม่อยู่ในสภาพเดิม โจทก์ร่วมจึงไม่ขอรับสะพานไม้รอบบ่อคืนจากจำเลยทั้งสามโดยขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาแทนโจทก์ร่วมสถานเดียว จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" และวรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าว แสดงว่าค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ให้โดยการยื่นคำร้องเข้าไปในคดีอาญาในฐานความผิดที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ก็แต่เฉพาะค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานยักยอก โจทก์ร่วมจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสามเบียดบังเป็นของตนโดยทุจริตตลอดจนค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานยักยอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคสอง การที่โจทก์ร่วมไม่ได้เข้าประกอบกิจการร้านอาหารในที่ดินและอาคารที่เช่าของจำเลยที่ 1 เป็นผลมาจากโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาเช่าที่ดินและอาคารต่อกันแล้วก่อนเกิดเหตุกระทำความผิดอาญาฐานยักยอก ดังนี้ การที่โจทก์ร่วมขาดรายได้จากการขายอาหารจึงมิได้สืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานยักยอกตามฟ้องจึงไม่อาจนำค่าขาดรายได้จากการประกอบกิจการร้านขายอาหารมาเป็นเกณฑ์กำหนดค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสามชดใช้แก่โจทก์ร่วมได้ อย่างไรก็ตาม ตามคำขอของโจทก์ร่วมดังกล่าวพออนุโลมได้ว่าเป็นการเรียกค่าสินไหมดแทนที่จำเลยทั้งสามเบียดบังเอาทรัพย์สินของโจทก์ร่วมไปใช้เป็นประโยชน์ของจำเลยทั้งสามในลักษณะเป็นค่าใช้ทรัพย์ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานยักยอกของจำเลยทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 2,492,470 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ท. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดรายได้เดือนละ 150,000 บาท นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นเวลาฟ้อง รวม 7 เดือน เป็นเงิน 1,050,000 บาท

จำเลยทั้งสามให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าเสียหายสูงเกินไป ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาแทนนั้น เนื่องจากโจทก์ร่วมได้รับทรัพย์คืนไปแล้ว ยกเว้นทรัพย์รายการที่ 19 ท้ายฟ้องที่ยังไม่ได้คืน จำเลยทั้งสามต้องรับผิดคืนสะพานไม้รอบบ่อหรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 1,200,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม 175,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์คดีส่วนแพ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ร่วมรับวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ของสะพานไม้รอบบ่อคืนจากจำเลยทั้งสาม โดยจำเลยทั้งสามไม่ต้องร่วมกันรับผิดใช้ราคาแทน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 105,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกาคดีส่วนแพ่ง โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคดีส่วนอาญาของจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานยักยอกตามฟ้อง คดีถึงที่สุด คงมีเฉพาะคดีส่วนแพ่งที่ขึ้นไปสู่การพิจารณาในชั้นฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาและที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2559 โจทก์ร่วมทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคาร 1 หลัง กับจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มมีกำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี นับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2559 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ตกลงจ่ายค่าเช่าเป็นรายปี ต่อมาระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2561 โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าว แต่มีทรัพย์สินของโจทก์ร่วมอยู่ในสถานที่เช่า 19 รายการ คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้น 2,492,470 บาท โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันครอบครองและเบียดบังเอาทรัพย์สิน 19 รายการ ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยทั้งสาม แต่ภายหลังจำเลยทั้งสามถูกฟ้องเป็นคดีนี้ โจทก์ร่วมได้รับทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 18 คืนแล้ว คงเหลือทรัพย์สินรายการที่ 19 ซึ่งเป็นสะพานไม้รอบบ่อ ราคา 1,200,000 บาท โดยจำเลยทั้งสามแถลงต่อศาลชั้นต้น ประสงค์ที่จะคืนให้แก่โจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมยังไม่ขอรับคืน ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2562

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ร่วมได้รับอนุญาตให้ฎีกาคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิไม่รับสะพานไม้รอบบ่อ โดยจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันใช้ราคาแทนหรือไม่ และจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง บัญญัติว่า "อนึ่งค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้เกิดขึ้นนั้นด้วย" การเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่ตนครอบครองเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดอาญาฐานยักยอกและเป็นละเมิดในทางแพ่งนั้น การใช้ค่าสินไหมทดแทนต้องกระทำโดยการคืนทรัพย์สินที่ยักยอกแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินเป็นลำดับแรก กรณีผู้ทำละเมิดไม่อาจคืนทรัพย์สินแก่ผู้เสียหายได้ ผู้เสียหายจึงจะมีสิทธิเรียกให้ผู้ทำละเมิดใช้ราคาทรัพย์สินแทนเป็นลำดับถัดมา คดีนี้โจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายรวม 19 ลำดับ แก่โจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 แสดงว่าขณะฟ้องทรัพย์สินของโจทก์ร่วมทั้งหมดรวมทั้งสะพานไม้รอบบ่อตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย/ไม่ได้คืน ลำดับที่ 19 ยังอยู่ในสภาพที่จำเลยทั้งสามสามารถคืนให้แก่โจทก์ร่วมได้ ทั้งในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นของโจทก์ร่วมเริ่มตั้งแต่ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เข้าร่วมไกล่เกลี่ยตกลงให้โจทก์ร่วมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและอาคารที่เช่าตลอดจนอ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน โจทก์ร่วมก็มิได้โต้แย้งหรือเบิกความคัดค้านว่าสะพานไม้รอบบ่อสูญหาย หรือบุบสลายหรือถูกทำลายจนไม่อยู่ในสภาพที่จำเลยทั้งสามจะคืนให้แก่โจทก์ร่วมได้ โจทก์ร่วมเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นประเด็นในชั้นฎีกาว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้ดูแลรักษาสะพานไม้รอบบ่อขณะอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสามจนสะพานไม้รอบบ่อได้รับความเสียหาย ไม่อยู่ในสภาพเดิม โจทก์ร่วมจึงไม่ขอรับสะพานไม้รอบบ่อคืนจากจำเลยทั้งสามโดยขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาแทนโจทก์ร่วมสถานเดียว จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับประเด็นที่สองที่ว่าจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเพียงใดนั้น โจทก์ร่วมฎีกาว่าโจทก์ร่วมมีรายได้ขั้นต่ำจากการประกอบกิจการร้านอาหารปีละ 1,800,000 บาท การที่จำเลยทั้งสามไม่ให้โจทก์ร่วมเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินและอาคารที่เช่าทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการขาดรายได้เดือนละ 150,000 บาท เป็นเวลา 7 เดือน เป็นเงิน 1,050,000 บาท จำเลยทั้งสามต้องรับผิดเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2561 เป็นต้นมานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" และวรรคสาม บัญญัติว่า "คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าว แสดงว่าค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ให้โดยการยื่นคำร้องเข้าไปในคดีอาญาในฐานความผิดที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ก็แต่เฉพาะค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานยักยอก โจทก์ร่วมจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสามเบียดบังเป็นของตนโดยทุจริตตลอดจนค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสอง ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องและฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องขาดรายได้จากการขายอาหารเพราะโจทก์ร่วมต้องหยุดประกอบกิจการร้านอาหารในที่ดินและอาคารที่เช่านั้น เห็นว่า การที่โจทก์ร่วมไม่ได้เข้าประกอบกิจการร้านอาหารในที่ดินและอาคารที่เช่าของจำเลยที่ 1 เป็นผลมาจากโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 ตกลงเลิกสัญญาเช่าที่ดินและอาคารต่อกันแล้วก่อนเกิดเหตุกระทำความผิดอาญาฐานยักยอก ดังนี้ การที่โจทก์ร่วมขาดรายได้จากการขายอาหารจึงมิได้สืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานยักยอกตามฟ้องจึงไม่อาจนำค่าขาดรายได้จากการประกอบกิจการร้านขายอาหารมาเป็นเกณฑ์กำหนดค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสามชดใช้แก่โจทก์ร่วมได้ อย่างไรก็ตาม ตามคำขอของโจทก์ร่วมดังกล่าวพออนุโลมได้ว่าเป็นการเรียกค่าสินไหมดแทนที่จำเลยทั้งสามเบียดบังเอาทรัพย์สินของโจทก์ร่วมไปใช้เป็นประโยชน์ของจำเลยทั้งสามในลักษณะเป็นค่าใช้ทรัพย์ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานยักยอกของจำเลยทั้งสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงินเดือนละ 15,000 บาท เป็นเวลา 7 เดือน เป็นเงิน 105,000 บาท นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับราคาทรัพย์สินทั้งหมดซึ่งมีราคารวม 2,492,470 บาท และจำเลยทั้งสามได้ใช้ทรัพย์สินของโจทก์ร่วมเป็นเวลา 7 เดือน นับว่าเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าสินไหมทดแทน นับแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมนั้น เมื่อตามคำร้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติให้ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์ร่วมมิได้มีคำขอให้จำเลยทั้งสามชำระดอกเบี้ยด้วย ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 43 ม. 44/1
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 252 ใหม่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
โจทก์ร่วม — นางสาว ท.
จำเลย — นางสาว ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายอุกฤษฏ์ ศรีอ่ำดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพิเชษฐ์ วังศนุตร
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1665/2565
#688060
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 เป็นความผิดที่เกิดขึ้นได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. จึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำความผิด แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าเป็นตัวการในการกระทำความผิด แต่การจัดส่งประกาศประกวดราคาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเผยแพร่ข่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลไชยวานโดยเฉพาะ หากไม่มีเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลไชยวานสั่งการหรือร่วมรู้เห็น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นราษฎรย่อมไม่อาจร่วมนำประกาศประกวดราคาไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์และไปรับกลับคืนมาได้ แสดงว่าต้องมีเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลไชยวานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐร่วมกระทำความผิดด้วย มิใช่เป็นกรณีที่ไม่มีตัวการในการกระทำความผิด เมื่อจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นผู้สนับสนุนในความผิดดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 6 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเทศมนตรีตำบลไชยวาน อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี และเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการของเทศบาลตำบลไชยวานให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545 เทศบาลตำบลไชยวานออกประกาศเทศบาลตำบลไชยวานที่ 1/2545 เรื่อง ประกวดราคาจ้างก่อสร้างปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) เพื่อดำเนินการประกวดราคาจ้างเหมาโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) รวม 11 โครงการ งบประมาณ 15,000,000 บาท และมีคำสั่งเทศบาลตำบลไชยวานที่ 31/2545 แต่งตั้งนางสิริลักษณ์ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่พัสดุ และนางศรีประนอม ตำแหน่งคนงานทั่วไป เป็นเจ้าหน้าที่ผู้จัดส่งประกาศประกวดราคา กับแต่งตั้งนางศรีประนอมและนางกนิษฐา ตำแหน่งคนงานทั่วไป เป็นเจ้าหน้าที่ผู้นำส่งประกาศประกวดราคา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 นางศรีประนอมได้รับมอบซองประกาศประกวดราคาจ้างก่อสร้างปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) จำนวน 9 ซอง จากนางสิริลักษณ์ แล้วนำไปส่ง ณ ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) ซึ่งเป็นที่ทำการไปรษณีย์เอกชน อยู่ห่างจากเทศบาลตำบลไชยวานประมาณ 22 กิโลเมตร โดยร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 2 ไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) ได้รับฝากและลงรับเอกสารไว้เวลา 15 นาฬิกา ซองประกาศประกวดราคาดังกล่าวซองหนึ่งระบุชื่อผู้อำนวยการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 เป็นผู้รับ อีกซองหนึ่งระบุชื่อประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานีเป็นผู้รับ ส่วนที่เหลืออีก 7 ซอง ระบุชื่อผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดต่าง ๆ รวมทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. เป็นผู้รับ แต่นางศรีประนอมจัดทำบันทึกข้อความรายงานผลการนำส่งประกาศประกวดราคาต่อนายกเทศมนตรีตำบลไชยวานว่าได้นำส่งประกาศประกวดราคาที่ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขไชยวาน โดยวิธีการลงทะเบียน EMS ส่วนนางสิริลักษณ์จัดทำบันทึกข้อความรายงานต่อนายกเทศมนตรีตำบลไชยวานว่า ได้จัดส่งประกาศประกวดราคาทางไปรษณีย์ลงทะเบียน EMS จำนวน 17 ฉบับ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545 โดยมอบให้นางสิริลักษณ์และนางศรีประนอมเป็นผู้รับผิดชอบจัดส่ง โดยอยู่ในความดูแลของนางสิริลักษณ์ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 2 ไปขอรับประกาศประกวดราคาซองที่จัดส่งไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานีคืนจากที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2545 หลังจากมีการยื่นซองประกวดราคาแล้ว คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาเห็นสมควรให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้รับจ้างในโครงการก่อสร้างดังกล่าวเนื่องจากเป็นผู้เสนอราคาต่ำที่สุด แต่เมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2545 นางศรีสุดา ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตรวจเงินแผ่นดิน 5 ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบแผนพัฒนาจังหวัดอุดรธานีโดยตรวจสอบหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณกรณีประกวดราคาในโครงการขนาดใหญ่และมีวงเงินจำนวนมาก จากการตรวจสอบพบว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานีไม่ได้รับประกาศประกวดราคาจ้างเหมาโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) นางศรีสุดาจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบพร้อมทำแผนขออนุมัติตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการดังกล่าวว่าดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 หรือไม่ ซึ่งในระหว่างการตรวจสอบนั้น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้สอบถามและให้ความเห็นไปยังเทศบาลตำบลไชยวานว่าการที่หน่วยงานที่มีหน้าที่เผยแพร่ข่าวประกวดราคาไม่ได้รับประกาศประกวดราคาทำให้ข่าวการประกวดราคาไม่แพร่หลาย และเห็นควรให้เทศบาลตำบลไชยวานพิจารณาทบทวนให้มีการประกาศประกวดราคาใหม่ วันที่ 26 มีนาคม 2545 นายกเทศมนตรีตำบลไชยวานจึงออกประกาศเทศบาลตำบลไชยวานยกเลิกการประกวดราคาดังกล่าว ต่อมาสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ดำเนินการตรวจสอบเสร็จสิ้น ผลการตรวจสอบน่าเชื่อว่านางสิริลักษณ์ นางศรีประนอม และนางกนิษฐา มีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 โดยมีเจตนาปกปิดข่าวการประกาศประกวดราคา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจึงแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนและประชุมพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวนว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 และการกระทำของจำเลยที่ 2 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิด โดยให้กันนางสิริลักษณ์ไว้เป็นพยาน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 หรือไม่ ทางไต่สวนคดีนี้มีประจักษ์พยานที่อ้างว่ารู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 อยู่ 2 ปาก คือนางสิริลักษณ์และนางศรีประนอม โดยนางสิริลักษณ์ให้การเป็นพยานต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 ว่า พยานไม่ได้จัดส่งประกาศประกวดราคาไปยังหน่วยงานอื่นอีก 4 แห่ง เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งด้วยวาจาให้ส่งไปเพียงแค่นั้น พยานเป็นผู้บรรจุและผนึกซองประกาศประกวดราคาแล้วมอบให้นางศรีประนอมเป็นผู้นำไปส่งยังที่ทำการไปรษณีย์ พยานมาทราบภายหลังว่าจำเลยที่ 1 สั่งให้นางศรีประนอมนำประกาศประกวดราคาไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) ส่วนนางศรีประนอมให้การเป็นพยานต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ในวันเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 สั่งพยานด้วยวาจาให้นำประกาศประกวดราคาไปส่ง ณ ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เนื่องจากพยานไม่ทราบว่าที่ทำการไปรษณีย์ดังกล่าวอยู่ที่ใด หลังจากนำเอกสารไปส่งแล้วพยานได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปแจ้งให้นางสิริลักษณ์ทราบ เห็นว่า แม้นางสิริลักษณ์และนางศรีประนอมจะให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. สอดคล้องกันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งการให้นางศรีประนอมนำประกาศประกวดราคาไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) แต่ตามรายงานการตรวจสอบ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเข้าตรวจสอบการดำเนินการประกวดราคาโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) พบเพียงนางสิริลักษณ์ นางศรีประนอม และนางกนิษฐาเท่านั้นที่มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าร่วมกันกระทำความผิดโดยมีเจตนาปกปิดข่าวการประกวดราคา โดยไม่ได้กล่าวถึงจำเลยที่ 1 ว่ามีส่วนร่วมรู้เห็นหรือเป็นผู้สั่งการให้นางสิริลักษณ์และนางศรีประนอมกระทำการอันเป็นความผิดดังกล่าว แสดงว่าในชั้นตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งกระทำภายหลังเกิดเหตุไม่นาน ทั้งนางสิริลักษณ์และนางศรีประนอมไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงจำเลยที่ 1 ว่าเป็นผู้สั่งให้ตนกระทำการดังที่ได้ให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. แต่อย่างใด นางสิริลักษณ์และนางศรีประนอมให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 เป็นเวลาหลังเกิดเหตุนานประมาณ 9 เดือน ไม่ได้ให้การใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุตามที่โจทก์ฎีกา นับว่ามีระยะเวลาเพียงพอที่จะคิดไตร่ตรองเสริมแต่งเรื่องราวเพื่อให้ตนเองพ้นผิดได้ ส่วนที่นางสิริลักษณ์ให้การต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 และเบิกความในชั้นไต่สวนของศาลในเวลาต่อมาว่า ในการนำส่งประกาศประกวดราคาที่ไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) มีจำเลยที่ 1 ร่วมเดินทางไปกับนางศรีประนอมและจำเลยที่ 2 ด้วย นั้น นอกจากเป็นข้อเท็จจริงที่นางสิริลักษณ์ไม่เคยให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ในครั้งแรกแล้ว ยังเป็นการให้การและเบิกความภายหลังจากที่นางสิริลักษณ์ถูกไล่ออกจากราชการและถูกดำเนินคดีอาญาอันเป็นผลมาจากการร้องเรียนของจำเลยที่ 1 ต่อหน่วยงานต่าง ๆ กรณีทุจริตเงินรายได้และเอกสารการเบิกจ่ายไม่ครบถ้วนของเทศบาลตำบลไชยวาน งบประมาณประจำปี พ.ศ. 2543 ถึง 2546 ซึ่งนางสิริลักษณ์เบิกความยอมรับว่าถูกดำเนินคดีอาญาจริงและศาลพิพากษาจำคุก 50 ปี จากสาเหตุโกรธเคืองกันดังกล่าวอาจจูงใจให้นางสิริลักษณ์ให้การและเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 ได้ คำให้การของนางสิริลักษณ์ต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. และคณะอนุกรรมการไต่สวน รวมทั้งคำเบิกความในชั้นไต่สวนของศาลจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง สำหรับนางศรีประนอมนั้น หลังจากให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 แล้ว ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2553 ได้ให้การต่อคณะอนุกรรมการไต่สวน ว่า นางสิริลักษณ์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งให้พยานนำประกาศประกวดราคาไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) โดยให้จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งรออยู่ในรถกระบะเป็นผู้พาไป แตกต่างจากที่ให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. ในครั้งแรกที่กล่าวพาดพิงถึงจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว นอกจากนี้นางศรีประนอมยังเบิกความในชั้นไต่สวนของศาลว่า ข้อความที่เคยให้การต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. และคณะอนุกรรมการไต่สวนนั้น ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ นางสิริลักษณ์เป็นคนสั่งให้พยานนำซองเอกสารไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) โดยจะมีคนพาไปส่ง จากนั้นจำเลยที่ 2 พาพยานไปส่งเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยืนอยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่ไม่ได้เป็นผู้สั่งให้พยานไปส่งเอกสาร จำเลยที่ 1 เพียงพูดคุยกับนางสิริลักษณ์ไม่ทราบว่าพูดคุยกันในเรื่องใด ขัดแย้งกับที่นางสิริลักษณ์เบิกความในชั้นไต่สวนของศาลว่าเห็นจำเลยที่ 1 ขึ้นรถยนต์ไปกับนางศรีประนอมด้วย ทั้งยังเป็นการให้การและเบิกความผิดแผกแตกต่างกันไปในแต่ละครั้งหาความแน่นอนไม่ได้ ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ลำพังคำเบิกความลอย ๆ ของนางสิริลักษณ์และนางศรีประนอมซึ่งเป็นพยานซัดทอด โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 สั่งการให้นางสิริลักษณ์จัดทำประกาศประกวดราคาจ้างเหมาโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) เพื่อส่งไปเผยแพร่ข่าวเพียง 2 หน่วยงาน กับผู้มีอาชีพรับจ้าง และเป็นผู้สั่งการให้นางศรีประนอมนำประกาศประกวดราคาไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) โดยให้ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 2 ด้วยเจตนาที่จะให้จำเลยที่ 2 ไปขอรับประกาศประกวดราคาบางซองคืนจากที่ทำการไปรษณีย์ดังกล่าวในวันรุ่งขึ้น อันจะเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับนางศรีประนอมนำประกาศประกวดราคาจ้างเหมาโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ (สวนสาธารณะหนองไชยวาน) ไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตไชยวาน 101 (โพนสูง) และวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 ไปขอรับเอกสารประกาศประกวดราคาซองที่จัดส่งไปยังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานีคืนจากที่ทำการไปรษณีย์ดังกล่าว เพื่อปกปิดข่าวการประกวดราคา อันเป็นการกระทำการใด ๆ ที่มุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ม. ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับเทศบาลตำบลไชยวาน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 แต่เมื่อกฎหมายดังกล่าวเป็นความผิดที่เกิดขึ้นได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำความผิด แม้คดีนี้ศาลจะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าเป็นตัวการในการกระทำความผิด แต่การจัดส่งประกาศประกวดราคาดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเผยแพร่ข่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลไชยวานโดยเฉพาะ หากไม่มีเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลไชยวานสั่งการหรือร่วมรู้เห็นยินยอม จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นราษฎรย่อมไม่อาจร่วมนำประกาศประกวดราคาไปส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์และไปรับกลับคืนมาได้ การที่จำเลยที่ 2 สามารถกระทำการดังกล่าวได้ แสดงว่าต้องมีเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลไชยวานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐร่วมกระทำความผิดด้วย มิใช่เป็นกรณีที่ไม่มีตัวการในการกระทำความผิด เมื่อจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยที่ 2 ย่อมเป็นผู้สนับสนุนในความผิดดังกล่าวได้ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำความผิด และพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มาด้วย นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยที่ 2 กระทำความผิดโดยมุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามคลองธรรม ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและรัฐ กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษจึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นวางโทษก่อนลดโทษให้จำคุก 6 ปี เป็นการกำหนดโทษที่หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 — นายวิทยา วิมลสุรนาถ
- นายรังสิชัย บรรณกิจวิจารณ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ เสนคุ้ม
เผด็จ ชมพานิชย์
เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1664/2565
#684488
เปิดฉบับเต็ม

ตามมาตรา 1 (1) แห่ง ป.อ. กำหนดบทนิยามคำว่า "โดยทุจริต" หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำโดยทุจริตจึงมิได้จำกัดว่าต้องเป็นการแสวงหาประโยชน์เกี่ยวกับทรัพย์เท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมมีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดของตนหรือเป็นการเอาไปเพื่อทำลายหลักฐาน จึงเป็นการเอาทรัพย์นั้นไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ และถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองอันเป็นการลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริตแล้ว

การที่จำเลยทั้งสามไปที่ร้านที่เกิดเหตุโดยอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดขอตรวจค้นและใส่กุญแจมือโจทก์ร่วมไพล่หลังมิได้กระทำเพื่อเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา 339 (1) ถึง (5) ในการที่จะเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไป แต่เป็นการทำเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมขัดขืนหรือหลบหนี ดังนั้น การลักเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปจึงเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นในภายหลัง การใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือให้พ้นจากการจับกุม อันจะเป็นความผิดข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน แต่เป็นเพียงความผิดข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานและโดยมีหรือใช้อาวุธปืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 145, 310, 340, 340 ตรี, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 13,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2838/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสามขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยประการให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นาย ณ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันบุกรุกในเคหสถานโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธและโดยใช้ยานพาหนะ และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสามไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 145 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 18 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 19 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธในเวลากลางคืนกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 12 ปี 12 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 13,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีสว่นแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ประกอบมาตรา 83 อีกกรรมหนึ่ง แต่ไม่ต้องกำหนดโทษ ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364 (ที่ถูก มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสาม คนละ 2 ปี 16 เดือน เมื่อรวมกับความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 2 ปี 28 เดือน ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามไปที่ร้านที่เกิดเหตุโดยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แล้วลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยจำเลยที่ 2 สั่งให้จำเลยที่ 1 จับกุมโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 จับแขนโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 3 ใส่กุญแจมือโจทก์ร่วมไพล่หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามควบคุมตัวโจทก์ร่วมไปตรวจค้นยาเสพติดและอาวุธปืนแต่ไม่พบต่อมานางสาวสุธินี คนรักโจทก์ร่วมและนายวราณ์ น้องนางสาวสุธินีไปที่ร้านที่เกิดเหตุ พบว่าประตูเหล็กหน้าร้านปิด จึงโทรศัพท์หาโจทก์ร่วมทราบว่าโจทก์ร่วมถูกจับกุมอยู่ด้านใน โจทก์ร่วมบอกให้นางสาวสุธินีโทรศัพท์บอกนายมนัส บิดาโจทก์ร่วม นางสาวสุธินีโทรศัพท์บอกนายมนัส ครู่หนึ่งจำเลยที่ 3 เปิดประตูเหล็กหน้าร้านและดึงนางสาวสุธินีและนายวราณ์เข้าไปข้างในและปิดประตู ต่อมานายมนัสไปถึงร้านที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 3 เปิดประตูให้เข้าไปข้างใน ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 เดินสวนออกไปโดยนำเอาฮาร์ดดิสก์ที่บันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดของโจทก์ร่วมไปด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 เดินตามไปสมทบก่อนจะหลบหนีไป สำหรับคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง โจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 1 (1) แห่งประมวลกฎหมายอาญากำหนดบทนิยามคำว่า "โดยทุจริต" หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำโดยทุจริตจึงมิได้จำกัดว่าต้องเป็นการแสวงหาประโยชน์เกี่ยวกับทรัพย์เท่านั้น ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมมีหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดของตนหรือเป็นการเอาไปเพื่อทำลายหลักฐาน จึงเป็นการเอาทรัพย์นั้นไปในลักษณะตัด กรรมสิทธิ์ และถือว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองอันเป็นการลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริตแล้ว การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใส่กุญแจมือโจทก์ร่วมไพล่หลัง จะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้นหรือให้พ้นจากการจับกุม อันจะเป็นความผิดข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือไม่นั้น ในข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสามไปที่ร้านที่เกิดเหตุโดยอ้างว่าเป็นเจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดขอตรวจค้นและใส่กุญแจมือโจทก์ร่วมไพล่หลัง ระหว่างตรวจค้นจำเลยที่ 1 พบทองคำน้ำหนักประมาณ 20 บาท อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน เมื่อโจทก์ร่วมห้ามมิให้จำเลยที่ 1 เปิดลิ้นชัก จำเลยที่ 1 ปิดลิ้นชักและมอบกุญแจลิ้นชักคืนให้แก่โจทก์ร่วม ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ยืนบีบแขนโจทก์ร่วมอยู่ ส่วนจำเลยที่ 3 ยืนอยู่หน้าประตูและต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ทราบว่านางสาวสุธินีใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่อัดคลิปวิดีโอ จำเลยที่ 1 นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนางสาวสุธินีไปลบคลิปออกและนำใส่กระเป๋ากางเกง เมื่อโจทก์ร่วมบอกให้จำเลยที่ 1 คืน จำเลยที่ 1 ก็คืนให้โจทก์ร่วมแสดงว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้มีเจตนาที่จะลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมมาแต่แรก และการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใส่กุญแจมือโจทก์ร่วมไพล่หลังก็มิได้กระทำเพื่อเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา 339 (1) ถึง (5) ในการที่จะเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไป แต่เป็นการทำเพื่อไม่ให้โจทก์ร่วมขัดขืนหรือหลบหนี ดังนั้น การลักเอาฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปจึงเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นในภายหลัง การใช้กำลังประทุษร้ายโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือให้พ้นจากการจับกุม อันจะเป็นความผิดข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน แต่เป็นเพียงความผิดข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานและโดยมีหรือใช้อาวุธปืนและความผิดข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจแยกต่างหากจากกัน โดยความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำหลายอย่างซึ่งรวมอยู่ในความผิดข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนตามฟ้องและแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องไว้โดยละเอียดแล้ว ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามตามความผิดที่พิจารณาได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 225 นอกจากนี้การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสามยังเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งแม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษหลายกรรมและไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกขึ้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วนและเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยทั้งสามเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องแก่พฤติการณ์แห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ด้วยการขอตรวจค้นและจะบังคับจับกุมโจทก์ร่วมในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ แล้วลักฮาร์ดดิสก์ของโจทก์ร่วมไปเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่โจทก์ร่วมและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในสังคมเป็นอย่างมากตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตร 358 ประกอบมาตรา 83 แต่จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (1) (6) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 391, 83 อีกสองกระทง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงานและโดยมีหรือใช้อาวุธปืน จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุกคนละ 1 เดือน ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี 12 เดือน 20 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว เป็นจำคุกคนละ 4 ปี 24 เดือน 20 วัน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 13,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 335 (1) ม. 335 (6) ม. 335 (7) ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นาย ณ.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นายชัช โชชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ฉางแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1633/2565
#683199
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาอำพรางไม่ให้โจทก์บังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ถือได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้และบรรยายฟ้องถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 วรรคสอง แต่จำเลยที่ 1 ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์เสียประโยชน์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วยแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 และมาตรา 234

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 51055 เป็นชื่อจำเลยที่ 1 หรือเป็นชื่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนในที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 1 หรือเป็นชื่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล ให้ศาลชั้นต้น รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 51055 เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (รวมค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์) โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันใน ชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมนายศุภชัย และนายอนันต์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27344 เนื้อที่ 17 ไร่ 66 ตารางวา เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายศุภชัยและนายอนันต์เพื่อจัดสรร แล้วชำระเงินให้แก่นายศุภชัยและนายอนันต์ 3 ครั้งจนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 เป็นเงิน 500,000 บาท 500,000 บาท และ 2,000,000 บาท ตามลำดับ ก่อนชำระเงินส่วนที่เหลือในวันโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 1 จัดทำแผนผังที่ดินที่จัดสรร แล้วทำสัญญาจะขายที่ดินบางส่วนตามแผนผังดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอก ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 51055 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 50 1/10 ตารางวา เพิ่งแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 27344 โดยเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่นายศุภชัยและนายอนันต์เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 ครั้นวันที่ 25 สิงหาคม 2559 นายศุภชัยและนายอนันต์จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2559 ครั้นวันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.5841/2559 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คดีนี้ ชำระเงิน 4,916,703 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,650,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 ตุลาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คดีถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ในคดีที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ" และมาตรา 237 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย แต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หา ท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้" ถ้าข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากนายศุภชัยและนายอนันต์ตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ย่อมมีสิทธิยึดบังคับคดีได้อยู่แล้ว ไม่ได้เป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ ประกอบกับโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ 1 หรือชื่อโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ได้ฟ้องนายศุภชัยและนายอนันต์เข้ามาเป็นจำเลยด้วย และไม่ได้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายศุภชัยและนายอนันต์กับจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 วรรคหนึ่ง ดังข้อกล่าวอ้างของโจทก์ อีกทั้งการแสดงเจตนาดังกล่าว คู่สัญญาต้องการให้มีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว ไม่ได้อำพรางนิติกรรมอื่นใด จึงไม่ใช่นิติกรรมอำพรางตามมาตรา 155 วรรคสอง ดังข้อกล่าวอ้างของโจทก์เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยเสียไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้นั้นก็ได้ เว้นแต่ในข้อที่เป็นการของลูกหนี้ส่วนตัวโดยแท้" และมาตรา 234 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้นั้นจะต้องขอหมายเรียกลูกหนี้มาในคดีนั้นด้วย" แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องไว้โดยชัดแจ้งว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาอำพรางไม่ให้โจทก์บังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ โดยจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทจากนายศุภชัยและนายอนันต์ แต่ใส่ชื่อของจำเลยที่ 2 แทนจำเลยที่ 1 โจทก์พยายามติดตามทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ แต่ไม่อาจดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทได้ จึงต้องเพิกถอนสัญญาซื้อขายดังกล่าว และให้เปลี่ยนชื่อจากจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 1 หรือโจทก์เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป ถือได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงสภาพแห่งข้อหาว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ และบรรยายฟ้องถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคสอง แต่จำเลยที่ 1 ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์เสียประโยชน์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วยแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 234 แต่เมื่อโฉนดที่ดินพิพาทเป็นเอกสารมหาชน กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 และมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่า เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ต้องนำสืบพยานหลักฐานหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขอกู้ยืมเงินจากโจทก์แจ้งว่า จะนำไปซื้อที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งอยู่ใกล้กับอ่าวมะนาวรีสอร์ทจากนายศุภชัยและนายอนันต์ เพื่อนำมาจัดสรร ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ดังกล่าว นายศุภชัยยืนยันต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ติดต่อและตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากนายศุภชัยและนายอนันต์ผ่านนางสาวแวมูรียะห์ ซึ่งเป็นนายหน้า ครั้นวันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2559 นางสาวลัดดา ซึ่งเป็นเลขานุการของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนายศุภกิจ ไปพบโจทก์ที่สำนักงานของโจทก์ แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินไว้แล้วและจะนำที่ดินดังกล่าวทั้งหมดตีใช้หนี้โจทก์ แต่โจทก์ปฏิเสธเพราะต้องการให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นเงิน หลังจากนั้น โจทก์ไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 1 ได้ จนกระทั่งวันศุกร์ของสัปดาห์นั้น โจทก์ไปที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 ไม่พบจำเลยที่ 1 พบนางสาวลัดดาแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ไปงานศพญาติที่ต่างจังหวัด โจทก์พยายามโทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 1 อีกหลายครั้ง แต่ติดต่อไม่ได้ ต่อมาโจทก์ไปติดต่อที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาสเพื่อสืบทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จึงทราบว่า ที่ดินแปลงใหญ่ที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากนายศุภชัยและนายอนันต์มีการแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยและใส่ชื่อบุคคลอื่นอีกหลายคนรวมทั้งนางสาวลัดดาและจำเลยที่ 2 โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 ไม่มีความสามารถที่จะซื้อที่ดินพิพาท และไม่มีความจำเป็นจะต้องซื้อที่ดินพิพาท ผู้จะซื้อที่ดินจัดสรรจากจำเลยที่ 2 เป็นลูกค้าเดิมของจำเลยที่ 1 ที่ชำระราคาทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 นางสาวลัดดาเสนอขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของนายศุภชัยและนายอนันต์ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 1,300,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้นางสาวลัดดาพาไปดูที่ดินพิพาทและตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินแล้ว ที่ดินพิพาทไม่มีภาระผูกพัน จึงตกลงซื้อ จำเลยที่ 2 ได้เงินจากการเล่นหุ้นของธนาคาร แต่เกรงว่าจะไม่สามารถเบิกถอนเงินสดจำนวนมากได้ทันช่วงใกล้กับการทำสัญญาซื้อขาย ดังนั้น เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 จำเลยที่ 2 เบิกถอนเงิน 700,000 บาท จากบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร นำไปมอบให้แก่นางสาวลัดดาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 2 เบิกถอนเงินอีก 835,000 บาท แต่นำเงินส่วนหนึ่งจำนวน 600,000 บาท ไปมอบให้แก่นางสาวลัดดาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559 แล้วทำหนังสือมอบอำนาจให้นางสาวลัดดาทำสัญญาซื้อขายแทน เพราะจำเลยที่ 2 ไม่สามารถลางานได้ หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ให้นางสาวลัดดาจัดสรรที่ดินพิพาท ซึ่งนางสาวลัดดาจัดสรรได้ 11 แปลง และจำเลยที่ 2 ยังมีนางสาวลัดดาเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 พยานเสนอขายที่ดินพิพาทของนายศุภชัยและนายอนันต์ให้แก่จำเลยที่ 2 พยานพาจำเลยที่ 2 ไปดูที่ดินพิพาทและตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินเพื่อให้จำเลยที่ 2 มั่นใจว่า ที่ดินพิพาทไม่มีภาระผูกพัน จำเลยที่ 2 ตกลงจะซื้อที่ดินพิพาทแล้วนัดจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 19 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 2 มอบเงินให้แก่พยานเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 จำนวน 700,000 บาท และวันที่ 19 สิงหาคม 2559 จำนวน 600,000 บาท แต่ติดปัญหาผู้ซื้อบางรายทำให้ต้องเลื่อนไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 25 สิงหาคม 2559 นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 ยังมีนายศุภชัยเป็นพยานเบิกความว่า พยานและนายอนันต์ตกลงขายที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ 66 ตารางวา ราคา 7,380,950 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ติดต่อและตกลงซื้อกับพยานโดยตรง โดยมีนางแวมูรียะห์เป็นผู้ช่วยในการติดต่อกับพยาน มีการทำสัญญาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2558 โดยจำเลยที่ 1 วางมัดจำเป็นเงินสด 500,000 บาท อีก 3 เดือนต่อมาจะชำระเงินอีก 500,000 บาท กำหนดนัดทำสัญญาโอนที่ดินและชำระเงินส่วนที่เหลือในวันที่ 5 พฤษภาคม 2559 แต่เมื่อจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำเลยที่ 1 ขอแบ่งแยกที่ดินแปลงใหญ่ออกเป็นที่ดินแปลงย่อย 9 แปลง ตามจำนวนผู้ซื้อที่จำเลยที่ 1 จะไปจัดหามา วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 และนางสาวลัดดาเดินทางไปพบพยาน ขอขยายเวลาโอนที่ดินเนื่องจากหาเงินไม่ทัน ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่พยานเพิ่มอีก 2,000,000 บาท และขอเลื่อนการโอนไปวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 โดยจะชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 4,380,950 บาท ในวันดังกล่าวด้วย แต่เมื่อถึงวันนัดพยานไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมานางสาวลัดดาโทรศัพท์แจ้งพยานว่าสามารถหาผู้ซื้อที่ดินทั้ง 9 แปลงซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทได้แล้วนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 25 สิงหาคม 2559 เมื่อถึงวันนัด พยานพบนางสาวลัดดาที่สำนักงานที่ดิน นางสาวลัดดาชำระเงิน 4,380,950 บาท ให้แก่พยาน โดยพยานไม่ได้สอบถามว่าที่ดินที่ผู้ซื้อแต่ละคนจะรับโอนกรรมสิทธิ์มีราคาเท่าใด แล้วมีการทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันดังกล่าว โดยใส่ชื่อบุคคลอื่นรวมทั้งนางสาวลัดดาและจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับโอน เห็นว่า จำเลยที่ 1 ตกลงจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 27344 จากนายศุภชัยและนายอนันต์เพื่อจัดสรรขาย แล้วจำเลยที่ 1 จัดทำแผนผังที่ดินที่จัดสรรและขายให้แก่บุคคลภายนอกไปบางส่วนก่อนจะมีการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 27344 ออกไปเป็นที่ดินแปลงย่อย 9 แปลง ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย โดยที่ดินพิพาทแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 27344 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 ก่อนมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2 เพียง 1 เดือน ประกอบกับจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อที่ดินพิพาทโดยการเสนอขายของนางสาวลัดดา ไม่ได้ติดต่อกับนายศุภชัยหรือนายอนันต์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยตรง และไม่ปรากฏว่ามีการต่อรองราคากันแต่อย่างใด แล้วจำเลยที่ 2 ไม่ได้ชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่นายศุภชัยในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนายอนันต์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยตรง แต่ส่งมอบเงินให้นางสาวลัดดานำไปชำระให้แก่นายศุภชัยซึ่งไม่สมเหตุผล ส่วนที่จำเลยที่ 2 เบิกความอ้างว่า เงินที่ซื้อที่ดินพิพาทเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 ได้มาจากการเล่นหุ้นซึ่งฝากไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยจำเลยที่ 2 เบิกถอนเงิน 700,000 บาท เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 แต่นำไปมอบให้แก่นางสาวลัดดาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 และวันที่ 18 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 2 เบิกถอนเงินอีก 835,000 บาท แต่นำเงินส่วนหนึ่งจำนวน 600,000 บาท ไปมอบให้แก่นางสาวลัดดาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559 นั้น จำเลยที่ 2 สามารถแจ้งให้ธนาคารทราบล่วงหน้าว่า จำเลยที่ 2 จะถอนเงิน 1,300,000 บาท ก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือขอถอนเงินแล้วซื้อแคชเชียร์เช็คชำระราคาที่ดินก็ได้ การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 2 เกรงว่าจะเบิกถอนเงินสดจำนวนมากไม่ทันช่วงใกล้กับการทำสัญญาจึงไม่สมเหตุผล และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เหตุใดจำเลยที่ 2 ต้องส่งมอบเงินสดเป็นการชำระราคาแทนที่จะซื้อเป็นแคชเชียร์เช็ค ประกอบกับจำเลยที่ 2 เบิกถอนเงิน 700,000 บาท ก่อนวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์นานกว่า 1 เดือน แต่ส่งมอบให้แก่นางสาวลัดดาภายหลังจากเบิกถอนเงินแล้วนานกว่า 1 เดือน อีกทั้งจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานธนาคาร หากจำเลยที่ 2 ส่งมอบเงินจำนวนมากเช่นนั้นให้แก่นางสาวลัดดา น่าจะต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือว่า นางสาวลัดดารับมอบเงินจำนวนมากดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 เพื่อชำระราคาที่ดินพิพาท แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ซึ่งไม่สมเหตุผลเช่นเดียวกัน คำเบิกความดังกล่าวของจำเลยที่ 2 และนางสาวลัดดาจึงเลื่อนลอยโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน เมื่อจำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมว่าจะจัดสรรที่ดินมีเนื้อที่แปลงย่อยแปลงละเท่าใด และมีส่วนร่วมในการกำหนดราคาขายที่ดินที่จัดสรรด้วย นอกจากนี้ สัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำระหว่างจำเลยที่ 2 กับนางสาวสุนิสา ทำขึ้นในวันที่ 25 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ระบุว่า นางสาวสุนิสาตกลงจะซื้อจะขายที่ดินจัดสรรแปลง A4 และกล่าวอ้างว่ามีการผ่อนชำระราคามาแล้ว 66,000 บาท ทำให้น่าเชื่อว่า การจัดสรรที่ดินพิพาทของนางสาวลัดดาเป็นการจัดสรรตามแผนผังที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดทำขึ้นไว้ตั้งแต่แรก และผู้จะซื้อดังกล่าวทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 แล้วผ่อนชำระราคาให้แก่นางสาวลัดดาซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 มาก่อน ต่อมาจึงเปลี่ยนสัญญาฉบับใหม่ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จะขายในราคาเดิมที่จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางสาวสุนิสา แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เงินที่นางสาวสุนิสาผู้จะซื้อผ่อนชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ตกเป็นของจำเลยที่ 2 ด้วย หรือจำเลยที่ 2 เรียกร้องเงินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ทั้งไม่มีหลักฐานการรับชำระราคาที่ดินที่จัดสรรจากผู้จะซื้ออีกด้วย ซึ่งไม่สมเหตุผล แม้พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่อาจรับฟังได้อย่างสนิทใจว่า จำเลยที่ 1 นำเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ไปชำระราคาที่ดินพิพาทด้วย แต่พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ชื่อเป็นเพียงผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้เป็นตัวแทนมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคสอง โจทก์ไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 1 ได้ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งน่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้แล้วยังขาดนัดยื่นคำให้การในคดีนี้อีกด้วย ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์เสียประโยชน์ ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ และจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วยแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงมีอำนาจใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสารบัญจดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นชื่อจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ในคดีที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาศาลฎีกาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 51055 เป็นชื่อจำเลยที่ 1 ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 233 ม. 234 ม. 810
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ก.
จำเลย — นางสาว ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางระวีวรรณ หงส์ขจร โพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
อนันต์ วงศ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1607/2565
#683319
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 มาตรา 7 (2) กำหนดหลักเกณฑ์ไม่ให้สิทธิข้าราชการที่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เบิกค่าเช่าบ้านโดยไม่มีบทบัญญัติให้ใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรานี้เฉพาะในขณะที่ข้าราชการยื่นขอใช้สิทธิ ดังนี้ จึงต้องตีความว่าบทบัญญัติดังกล่าวต้องบังคับใช้ตลอดเวลาที่ข้าราชการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ กล่าวคือ ข้าราชการผู้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านนั้นต้องไม่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ตนไปประจำในช่วงเวลาที่ขอใช้สิทธินี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 71,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,991.94 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 71,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,991.94 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นายจันทร์ บิดาจำเลยกับนายจรัญ น้องชายจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 ในที่ดินมีบ้านเลขที่ 57 ซึ่งเป็นของจำเลย และบ้านเลขที่ 146 ซึ่งเป็นของนายจันทร์และนายจรัญตั้งอยู่ วันที่ 3 กันยายน 2545 นายจันทร์ทำสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 เฉพาะส่วนของนายจันทร์แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 จำเลยและนางสิริลักษณ์ ภริยาจำเลย กับนายจรัญร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคาร อ. เพื่อนำเงินมาปลูกสร้างบ้านเลขที่ 57 แทนบ้านหลังเดิมที่ชำรุดโดยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกัน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 จำเลยโอนไปสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 อำเภอปัว จังหวัดน่าน วันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับที่สองกับธนาคารออมสินเพื่อชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองตามสัญญาเดิม โดยจำเลยกับนายจรัญจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นประกัน จำเลยนำหลักฐานการผ่อนชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวยื่นขอเบิกค่าเช่าบ้านจากโจทก์ตามสิทธิ ในอัตราเดือนละ 3,250 บาท และจำเลยใช้สิทธิเบิกเรื่อยมา ต่อมาวันที่ 13 ตุลาคม 2558 จำเลยกับนายจรัญไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากธนาคาร อ. แล้วนายจรัญทำสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 ส่วนของตนพร้อมบ้านเลขที่ 146 ให้แก่จำเลยและจำเลยกับภริยาทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคาร ค. 1,119,000 บาท เพื่อชำระหนี้ปิดบัญชีสัญญากู้กับธนาคารเดิมและไถ่ถอนจำนองแล้วจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไว้แก่ธนาคาร ค. ต่อมาจำเลยทำหนังสือหารือหน่วยงานต้นสังกัดว่าจำเลยมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านโดยแจ้งเปลี่ยนวงเงินกู้ใหม่เป็น 1,119,000 บาท ได้หรือไม่ และขอเบิกค่าเช่าบ้านเป็นเดือนละ 4,000 บาท เต็มตามสิทธิได้หรือไม่ เนื่องจากจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งแปลงแล้ว โจทก์มีหนังสือหารือกรมบัญชีกลาง กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้วมีหนังสือตอบกลับว่าเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 เป็นของบิดาจำเลยและนายจรัญน้องชายจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน มีบ้านเลขที่ 57 และ 146 ปลูกอยู่บนที่ดินแปลงนี้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้รับฟังว่าบิดาจำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 57 และน้องชายจำเลยเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 146 ย่อมถือว่าบิดาจำเลยและน้องชายจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในบ้านทั้งสองหลัง ต่อมาบิดาจำเลยยกที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 เฉพาะส่วนของตนซึ่งมีบ้านเลขที่ 146 อยู่ด้วยให้แก่จำเลย แม้บ้านเลขที่ 57 ถูกรื้อถอนไปแต่ยังมีบ้านเลขที่ 146 ซึ่งถือว่าจำเลยร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนั้นจำเลยจึงมีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่และไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการในท้องที่อำเภอปัว ตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2527 และแก้ไขเพิ่มเติม จำเลยไม่มีสิทธินำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระค่าปลูกสร้างบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ แต่หากปรากฏว่ามีเอกสารหลักฐานอื่นใดแสดงว่านายจรัญเพียงคนเดียวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 146 และจำเลยไม่เป็นผู้ต้องห้ามไม่ให้มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการจำเลยจึงจะมีสิทธินำหลักฐานผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาค่าปลูกสร้างบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการได้ จำเลยไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นวันที่นายจรัญทำสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนของตนพร้อมบ้านเลขที่ 146 แก่จำเลย วันที่ 10 ตุลาคม 2560 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 แจ้งผลการหารือให้จำเลยทราบและแจ้งระงับสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านของจำเลย วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 จำเลยทำบันทึกโต้แย้ง (อุทธรณ์คำสั่ง) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 เสนอข้อโต้แย้ง (อุทธรณ์) ของจำเลยต่อโจทก์ไปตามลำดับชั้น ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเห็นชอบให้ยกอุทธรณ์จำเลย โจทก์แจ้งให้จำเลยคืนเงินที่เบิกไปโดยไม่มีสิทธิเดือนละ 3,250 บาท ในช่วงเวลา 20 เดือน 19 วัน เป็นเงิน 66,991.94 บาท จำเลยรับทราบและครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยไม่ชำระเงินคืนโจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,503.60 บาท

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นอำนาจฟ้องคดีของโจทก์และปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในทำนองว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องและคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุอื่นโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยซึ่งยื่นคำแก้อุทธรณ์มิได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและอายุความขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย คดีจึงไม่มีประเด็นเกี่ยวกับปัญหาอำนาจฟ้องและเรื่องอายุความในชั้นอุทธรณ์ต้องถือว่าปัญหาทั้งสองเรื่องนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้หยิบยกปัญหาทั้งสองปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการชอบแล้ว

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดคืนเงินค่าเช่าบ้านตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 มาตรา 7 (2) กำหนดหลักเกณฑ์ไม่ให้สิทธิข้าราชการที่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เบิกค่าเช่าบ้านโดยไม่มีบทบัญญัติว่าให้ใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรานี้เฉพาะในขณะที่ข้าราชการยื่นขอใช้สิทธิ ดังนี้ จึงต้องตีความว่าบทบัญญัติดังกล่าวย่อมต้องบังคับใช้ตลอดเวลาที่ข้าราชการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ กล่าวคือ ข้าราชการผู้ใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านนั้นต้องไม่มีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่ตนไปประจำในช่วงเวลาที่ขอใช้สิทธินี้ หาใช่ตีความว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวบังคับใช้แต่เฉพาะเวลาที่ข้าราชการยื่นคำขอใช้สิทธิ แล้วข้าราชการผู้นั้นยังคงสิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านได้ตลอดช่วงเวลาที่ประจำสำนักงานใหม่ในท้องที่นั้นดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2416 พร้อมบ้านเลขที่ 146 ทั้งส่วนของบิดาและส่วนของน้องชายมาโดยไม่มีภาระหนี้เกี่ยวกับบ้านหลังดังกล่าว จำเลยย่อมเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนี้อย่างสมบูรณ์ กรณีต้องด้วยหลักเกณฑ์ข้างต้นว่าจำเลยมีเคหสถานอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองในท้องที่ที่ตนไปประจำ จำเลยจึงไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านจากทางราชการ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยรับผิดคืนค่าเช่าบ้านแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ปรากฏว่ามีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาโดยไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 71,495 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 66,991.94 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนใหม่โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ.ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 ม. 7 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน (สาขาปัว) — นางสาวอาณิสรา วรรณแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวีระชาติ กุลอัศยะศิริ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สรชัย จตุรภัทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1596/2565
#683740
เปิดฉบับเต็ม

เช็คทั้งสามสิบสี่ฉบับซึ่งรวมทั้งเช็คพิพาทสิบเอ็ดฉบับตามฟ้อง จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายจำนวนเงินเท่ากันคือ 116,000 บาท และเป็นการลงวันที่ล่วงหน้าแล้วส่งมอบไว้ให้โจทก์ ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนทองคำแท่งแก่โจทก์ในแต่ละสัปดาห์ได้ จำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระเงินตามจำนวนเทียบเท่าราคาทองแท่ง ณ เวลาวันทำบันทึกข้อตกลงนี้ และเมื่อพิเคราะห์บันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญารับฝากทองคำแท่งในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดในการส่งมอบทองคำแท่งแก่โจทก์แล้วทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยและค่าเสียหายอื่น ๆ อีก ดังนี้ถือได้ว่าเช็คทั้งสามสิบสี่ฉบับไม่ได้ออกเพื่อชำระหนี้เฉพาะค่าทองคำแท่งล้วน ๆ ตามราคาที่โจทก์ซื้อ แต่ยังรวมค่าเสียหายอื่น ๆ ไว้อีก จึงแสดงว่าถ้าจำเลยที่ 1 คืนทองคำแท่งแก่โจทก์ได้โดยไม่ผิดสัญญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธินำเช็คไปเรียกเก็บเงินโดยถือการส่งมอบทองคำแท่งคืนโจทก์เป็นสาระสำคัญของสัญญา เช็คพิพาททั้งสิบเอ็ดฉบับจึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายไว้เป็นประกันการคืนทองคำแท่งหรือคืนราคาพร้อมค่าเสียหายแก่โจทก์เท่านั้น มิใช่เพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าซื้อขายทองคำแท่งตามน้ำหนักราคาทองคำแท่งอันจะถือว่าเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่มีอยู่จริง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามทางไต่สวนว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โจทก์ซื้อทองคำแท่งจากจำเลยที่ 1 แล้วฝากไว้กับจำเลยที่ 1 เพื่อหวังกำไรจากราคาทองคำแท่งที่ขึ้นลงตามประกาศของสมาคมผู้ค้าทองคำโดยทำบันทึกข้อตกลงคืนทองคำแท่งที่รับฝากไว้เป็นรายสัปดาห์ หากถึงกำหนดไม่ส่งมอบทองคำแท่ง จำเลยที่ 1 จะชำระเงินแก่โจทก์แทนสัปดาห์ละ 116,000 บาท จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ออกเช็ค จำนวนเงิน 116,000 บาท รวม 34 ฉบับ มอบให้ไว้แก่โจทก์ เช็คทั้งสิบเอ็ดฉบับตามฟ้องเป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายไว้ตามสัญญาดังกล่าวข้างต้น โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า เช็คทั้งสามสิบสี่ฉบับซึ่งรวมทั้งเช็คพิพาทสิบเอ็ดฉบับตามฟ้อง จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายจำนวนเงินเท่ากันคือ 116,000 บาท และเป็นการลงวันที่ล่วงหน้าแล้วส่งมอบให้ไว้แก่โจทก์ ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถคืนทองคำแท่งแก่โจทก์ในแต่ละสัปดาห์ได้ จำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระเงินตามจำนวนเทียบเท่าราคาทองคำแท่ง ณ เวลาวันทำบันทึกข้อตกลงนี้ และเมื่อพิเคราะห์บันทึกข้อตกลงตามข้อ 1 ในสำเนาบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญารับฝากทองคำแท่ง และในข้อ 3 ถึงข้อ 4 ของบันทึกข้อตกลงยังกล่าวถึงกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดในการส่งมอบทองคำแท่งแก่โจทก์ แล้วทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยและค่าเสียหายอื่น ๆ อีก ดังนี้ถือได้ว่าเช็คทั้งสามสิบสี่ฉบับไม่ได้ออกเพื่อชำระหนี้เฉพาะค่าทองคำแท่งล้วน ๆ ตามราคาที่โจทก์ซื้อ แต่ยังรวมค่าเสียหายอื่น ๆ ไว้อีก จึงแสดงว่าถ้าจำเลยที่ 1 คืนทองคำแท่งแก่โจทก์ได้โดยไม่ผิดสัญญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธินำเช็คไปเรียกเก็บเงิน โดยถือการส่งมอบทองคำแท่งคืนโจทก์เป็นสาระสำคัญของสัญญา เช็คพิพาททั้งสิบเอ็ดฉบับจึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายไว้เป็นประกันการคืนทองคำแท่งหรือคืนราคาพร้อมค่าเสียหายแก่โจทก์เท่านั้น มิใช่เพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าซื้อขายทองคำแท่งตามน้ำหนักราคาทองคำแท่งอันจะถือว่าเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่มีอยู่จริง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงยังไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — บริษัท ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางเบญจมาภรณ์ สมทวีศิลป์ ภัทราดูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสาววราภรณื ปิยะมงคลวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปราช ตัณฑศรี
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2565
#684735
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 271 (เดิม) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ ส. และ ม. มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ในนามคณะบุคคล ส. ป. และ ม. สำหรับปีภาษี 2539 ปีภาษี 2540 ปีภาษี 2541 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2541 และถึงกำหนดชำระแล้ว แต่ทั้งสามคนมิได้เสียภาษีอากรดังกล่าวแต่อย่างใด ภาษีอากรซึ่งต้องเสียย่อมถือเป็นภาษีอากรค้างตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 วรรคหนึ่ง แม้เพื่อให้ได้รับชําระภาษีอากรค้าง อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรได้ แต่เมื่อคดีนี้โจทก์ยังอุทธรณ์การประเมิน และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ได้นําคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ระยะเวลา 10 ปี ในการยึดและอายัดจึงยังไม่อาจเริ่มนับแต่วันแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ โดยหลังจากโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว โจทก์ ส. และ ม. อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2552 และต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจําเลยขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง และได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 การนับระยะเวลา 10 ปี จึงต้องนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อเจ้าพนักงานของจําเลยมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 วันที่ 20 กันยายน 2560 วันที่ 3 ตุลาคม 2560 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 และวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 จึงเป็นการมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

คำสั่งอายัดที่ให้อายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร นั้น จำนวนเงินดังกล่าวเป็นการอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ระบุจำนวนเต็มตามจำนวนหนี้ภาษีอากรค้างที่โจทก์และคณะบุคคลคงค้างชําระ ณ วันที่มีคำสั่งอายัดว่า ห้ามโจทก์และธนาคารจําหน่าย จ่าย โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นใด นอกจากนําส่งเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายจําเลยนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งอายัด และหรือภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีเงินฝากเข้ามาในบัญชีภายหลังได้รับคำสั่งอายัด หาได้หมายความว่าเป็นจำนวนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ในขณะนั้นไม่ ทั้งได้ความจาก ส. นิติกรชํานาญการของจําเลยว่า เจ้าพนักงานของจําเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ค้างชําระภาษีที่เป็นคณะบุคคลไว้ 3 ราย มิใช่บังคับโจทก์เพียงผู้เดียว เมื่อรวมรายการทรัพย์สินที่ได้มีการยึดและอายัดไว้ทั้งหมดแล้ว พบว่าทรัพย์สินของผู้ค้างชําระภาษีที่ได้มีการยึดและอายัดไว้มีราคาประเมินรวม 153,357,884.52 บาท ซึ่งก็ยังมีจำนวนไม่เพียงพอที่จะชําระหนี้ภาษีอากรค้าง ณ ปี 2561 ซึ่งมีจำนวน 920,047,432.25 บาท ซึ่งจําเลยก็ได้ให้การไว้เช่นนี้ แต่โจทก์ไม่ได้นําสืบโต้แย้งถึงการยึดและอายัดทรัพย์สินจำนวนและมูลค่าดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จําเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์เกินกว่าจำนวนหนี้ภาษีอากรค้าง

โจทก์มีเงินภาษีที่ค้างชําระในฐานะที่เป็นบุคคลในคณะบุคคล ส. ป. และ ม. ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 56 วรรคสอง โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชําระร่วมกับ ส.และ ม. ทั้งหมด หาใช่รับผิดเพียง 1 ใน 3 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ห้ามมิให้จำเลยใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรบังคับโจทก์ให้ชำระหนี้ภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ให้เพิกถอนคำสั่งยึดทรัพย์ ที่ สภ.2/7453/2560 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2560 และคำสั่งอายัดที่ สภ.3/4817/2560 ลงวันที่ 20 กันยายน 2560 คำสั่งอายัดที่ สภ.3/4818/2560 ลงวันที่ 20 กันยายน 2560 คำสั่งอายัดที่ (สภ.1) 7358/2560 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2560 และคำสั่งอายัดที่ สภ.3/5411/2560 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ให้เพิกถอนประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ลงวันที่ 6 มีนาคม 2561 ให้เพิกถอนคำสั่งยึดทรัพย์ ที่ สภ.4/สบ/701/2561 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 และประกาศ เรื่อง ให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกรมสรรพากร ที่ สภ.2/7453/2560 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2560 คำสั่งอายัด ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ สภ.3/4817/2560 ลงวันที่ 20 กันยายน 2560 คำสั่งอายัด ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ สภ.3/4818/2560 ลงวันที่ 20 กันยายน 2560 คำสั่งอายัด ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ (สภ.1) 7358/2560 ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2560 คำสั่งอายัด ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ สภ.3/5411/2560 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 คำสั่งกรมสรรพากร ที่ สภ.4/สบ/701/2561 ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 และเพิกถอนประกาศกรมสรรพากร เรื่อง ขายทอดตลาดทรัพย์สิน ลงวันที่ 6 มีนาคม 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ นายสมศักดิ์ และนางเมธินี มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามคณะบุคคลนายสมศักดิ์ นาย ป. และนางเมธินี สำหรับปีภาษี 2539 ปีภาษี 2540 ปีภาษี 2541 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2541 แต่ทั้งสามคนมิได้เสียภาษีอากรดังกล่าวแต่อย่างใด เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินโดยการปิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2550 โจทก์ นายสมศักดิ์และนางเมธินีอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ นายสมศักดิ์และนางเมธินียื่นฟ้องจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 218/2552 ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2553 ห้ามชั่วคราวมิให้ขายทอดตลาดที่ดินและหุ้นที่ได้ยึดและอายัดไว้ระหว่างการพิจารณา (ยึดและอายัดเมื่อปี 2550 และ 2551) ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 19/2554 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 โดยพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สำหรับปีภาษี 2539 และให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สำหรับปีภาษี 2541 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2541 โจทก์ นายสมศักดิ์ นางเมธินีและจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3835/2559 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้อง ส่วนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเมื่อศาลฎีกาได้พิจารณาเนื้อหาแห่งคดีที่โจทก์ฟ้องเพิกถอนการประเมินและทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยคำร้องนี้ต่อไป ให้จำหน่ายคดี (คำร้องนี้) จากสารบบความของศาลฎีกาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8618/2559 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางได้อ่านเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ต่อมาที่เป็นเหตุให้ฟ้องเป็นคดีนี้คือเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 จำเลยมีประกาศให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9882 ซึ่งโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนายประทีป นายประมวล และนายประหยัด วันที่ 20 กันยายน 2560 จำเลยมีคำสั่งอายัดตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ สภ.3/4816/2560 และที่ สภ.3/4817/2560 อายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ สามบัญชี และมีคำสั่งอายัดตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ สภ.3/4818/2560 และ ที่ สภ.3/4819/2560 อายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร ซ. ประเภทบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ วันที่ 3 ตุลาคม 2560 จำเลยมีคำสั่งอายัดตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ (สภ.1) 7356/2560 ที่ (สภ.1) 7357/2560 และที่ (สภ.1) 7358/2560 อายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และธนาคาร ย. ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำเลยมีคำสั่งอายัดตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ สภ.3/5410/2560 และที่ สภ.3/5411/2560 อายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 จำเลยมีประกาศกรมสรรพากร เรื่อง ให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากร ให้ยึดทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นที่ดิน 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 4905 และเลขที่ 4906 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 31732 เลขที่ 31733 เลขที่ 31734 เลขที่ 31735 และเลขที่ 31736 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และวันที่ 6 มีนาคม 2561 จำเลยมีประกาศกรมสรรพากร เรื่อง ขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9882 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้ดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า คำสั่งของจำเลยที่ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินกับประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์เมื่อปี 2560 และปี 2561 ดังกล่าว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า กำหนดเวลาบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้าง 10 ปี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 (เดิม) จะเริ่มต้นนับเมื่อใดย่อมแล้วแต่ว่า ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรจากอธิบดีกรมสรรพากรหรือไม่ หากไม่ได้รับอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากร กำหนดเวลาบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้าง 10 ปีดังกล่าวย่อมเริ่มนับตั้งแต่วันครบกำหนดชำระหนี้ภาษีอากรตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของจำเลย แต่ถ้าได้รับอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรกำหนดเวลาบังคับชำระหนี้เริ่มนับตั้งแต่วันครบกำหนด 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 โจทก์ไม่ได้รับอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากร การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า กำหนดเวลา 10 ปีต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจึงไม่ชอบ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้ เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่งให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง" วรรคสอง บัญญัติว่า "เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง..." วรรคสาม บัญญัติว่า "ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอมีอำนาจเช่นเดียวกับอธิบดีตามวรรคสอง ภายในเขตท้องที่จังหวัดหรืออำเภอนั้น..." วรรคสี่ บัญญัติว่า "วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม..." ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ นายสมศักดิ์ และนางเมธินี มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษีเงินได้ในนามคณะบุคคลนายสมศักดิ์ นาย ป. และนางเมธินี สำหรับปีภาษี 2539 ปีภาษี 2540 ปีภาษี 2541 (ครึ่งปี) และปีภาษี 2541 และถึงกำหนดชำระแล้ว แต่ทั้งสามคนมิได้เสียภาษีอากรดังกล่าวแต่อย่างใด ภาษีอากรซึ่งต้องเสียย่อมถือเป็นภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคหนึ่ง แม้เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของโจทก์ผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรได้ แต่เมื่อคดีนี้โจทก์ยังอุทธรณ์การประเมิน และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์ได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ระยะเวลา 10 ปี ในการยึดและอายัดจึงยังไม่อาจเริ่มนับแต่วันแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ โดยหลังจากโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว โจทก์ นายสมศักดิ์ และนางเมธินีอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2552 และต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง และได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 การนับระยะเวลา 10 ปี จึงต้องนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อเจ้าพนักงานของจำเลยมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 วันที่ 20 กันยายน 2560 วันที่ 3 ตุลาคม 2560 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 และวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 จึงเป็นการมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินและประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อต่อมาว่า จำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์เกินกว่าจำนวนหนี้ภาษีอากรค้างที่คณะบุคคลและโจทก์ต้องรับผิดชำระหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คณะบุคคลมีหนี้ภาษีอากรค้าง 921,731,286.34 บาท แต่จำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ไว้ 3,731,274,279.67 บาท ได้แก่ โฉนดที่ดินเลขที่ 9882 ราคาประเมิน 44,960,000 บาท อายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. 921,674,283.37 บาท ธนาคาร ซ. 921,674,283.37 บาท ธนาคาร ก. และธนาคาร ย. 921,674,283.37 บาท และธนาคาร ท. 921,191,430.56 บาท เป็นการยึดและอายัดทรัพย์สินเกินกว่าหนี้ภาษีอากรค้างจึงไม่ชอบ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ที่คำสั่งอายัด ให้อายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ธนาคาร ซ. ธนาคาร ก. ธนาคาร ย. เป็นจำนวนเงิน 921,674,283.37 บาท และธนาคาร ท. เป็นจำนวนเงิน 921,191,430.56 บาท นั้น จำนวนเงินดังกล่าวเป็นการอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ระบุจำนวนเต็มตามจำนวนหนี้ภาษีอากรค้างที่โจทก์และคณะบุคคลคงค้างชำระ ณ วันที่มีคำสั่งอายัดว่า ห้ามโจทก์และธนาคารจำหน่าย จ่าย โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว ให้แก่บุคคลอื่นใด นอกจากนำส่งเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายจำเลยนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งอายัด และหรือภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีเงินฝากเข้ามาในบัญชีภายหลังได้รับคำสั่งอายัด หาได้หมายความว่าเป็นจำนวนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีอยู่ในขณะนั้นไม่ ซึ่งปรากฏว่าในขณะที่เจ้าพนักงานของจำเลยอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. บัญชีเงินฝากตามคำสั่งอายัดสามบัญชีมียอดเงินคงเหลือ 54.74 บาท, 0 บาท และ 386,374.01 บาท บัญชีเงินฝากธนาคาร ซ. บัญชีเงินฝากตามคำสั่งอายัดมียอดเงินคงเหลือ 463,501.90 บาท บัญชีเงินฝากธนาคาร ก. บัญชีเงินฝากตามคำสั่งอายัดมียอดเงินคงเหลือ 2,622.60 บาท บัญชีเงินฝากธนาคาร ย. บัญชีเงินฝากตามคำสั่งอายัดมียอดเงินคงเหลือ 0 บาท และบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. บัญชีเงินฝากตามคำสั่งอายัดมียอดเงินคงเหลือ 0 บาท ทั้งได้ความจากนางสาวสุวัฒนา นิติกรชำนาญการของจำเลยว่า เจ้าพนักงานของจำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีที่เป็นคณะบุคคลไว้ 3 ราย มิใช่บังคับโจทก์เพียงผู้เดียว คือ โจทก์ มีมูลค่าตามราคาประเมิน 116,239,050 บาท นายสมศักดิ์ มีมูลค่าตามราคาประเมิน 37,118,834.52 บาท และนางเมธินี ถูกอายัดบัญชีเงินฝากไว้หลาย เมื่อรวมรายการทรัพย์สินที่ได้มีการยึดและอายัดไว้ทั้งหมดแล้ว พบว่าทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีที่ได้มีการยึดและอายัดไว้มีราคาประเมินรวม 153,357,884.52 บาท ซึ่งก็ยังมีจำนวนไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ภาษีอากรค้าง ณ ปี 2561 ซึ่งมี 920,047,432.25 บาท ซึ่งจำเลยก็ได้ให้การไว้เช่นนี้ แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งถึงการยึดและอายัดทรัพย์สินจำนวนและมูลค่าดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์เกินกว่าจำนวนหนี้ภาษีอากรค้าง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ก็ฟังไม่ขึ้น และที่โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ภาษีอากรทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลไม่เป็นห้างหุ้นส่วน หากโจทก์ต้องรับผิดก็คงรับผิดไม่เกิน 1 ใน 3 ของหนี้ภาษีอากร นั้น เห็นว่า โจทก์มีเงินภาษีที่ค้างชำระในฐานะที่เป็นบุคคลในคณะบุคคลนายสมศักดิ์ นาย ป. และนางเมธินี ซึ่งประมวลรัษฎากรมาตรา 56 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย" โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระร่วมกับนายสมศักดิ์ และนางเมธินีทั้งหมดหาใช่รับผิดเพียง 1 ใน 3 ไม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 (เดิม)
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ป.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
- นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วรงค์พร จิระภาค
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1561/2565
#683323
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เกิดขึ้นและสำเร็จแล้วในทันทีที่จำเลยให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มิใช่ว่าจำเลยจะต้องได้รับดอกเบี้ยจากผู้เสียหายทั้งห้าก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง ฐานปลอมเอกสารสิทธิ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 48 เดือน ฐานปลอมเอกสารสิทธิ คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 48 เดือน รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 96 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 คงลงโทษจำเลยฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุกมีกำหนด 48 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 5 รู้จักกับจำเลยมาก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ถึง 3 ปี แต่ไม่เคยได้รับแจ้งจากจำเลยว่านางสาวสุกัลยาเป็นเจ้าของเงินที่ให้กู้ ซึ่งต่างจากจำเลยที่ผู้เสียหายทั้งห้าทราบว่าเป็นผู้ให้กู้เงินมานานแล้ว ผู้เสียหายทั้งห้ายืนยันมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนว่าทำสัญญากู้เงินจากจำเลย เพียงแต่ปฏิเสธว่าจำนวนเงินที่ปรากฏในสัญญานั้นไม่ถูกต้อง ประกอบกับไม่ปรากฏถึงสาเหตุโกรธเคืองที่ทำให้ผู้เสียหายทั้งห้าต้องให้การและเบิกความปรักปรำให้จำเลยต้องรับโทษ เชื่อได้ว่าผู้เสียหายทั้งห้าเบิกความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประกอบกับหากนางสาวสุกัลยาเป็นผู้ให้กู้เงิน หลังจากผู้เสียหายแต่ละคนไม่ชำระเงินคืน นางสาวสุกัลยาคงฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินเช่นเดียวกับที่ฟ้องนางรำไพ นางสุพิศ และนางสุภาพร แต่เมื่อนางสาวสุกัลยานำสัญญากู้เงินที่ได้รับจากจำเลย มาสอบถามผู้เสียหายทั้งห้า นางสาวสุกัลยากลับมิได้เรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ทั้งมิได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดี จากพฤติการณ์ของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่า ผู้เสียหายทั้งห้าทำสัญญากู้เงินจากจำเลย และจำเลยมิได้เป็นเพียงคนกลางติดต่อแทนนางสาวสุกัลยาตามที่จำเลยฎีกา ส่วนกรณีที่จำเลยไม่ได้หักจำนวนดอกเบี้ยออกจากเงินต้นที่ให้กู้ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยไว้วางใจเชื่อถือผู้กู้แต่ละคนแตกต่างกันเท่านั้น มิได้เป็นข้อพิรุธที่จะรับฟังว่าจำเลยไม่ได้ให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงินแต่อย่างใด สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธินั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งห้าและนางสาวสุกัลยาเบิกความสอดคล้องกันว่า หลังจากผู้เสียหายทั้งห้าลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินแล้ว จำเลยนำสัญญากู้เงินทุกฉบับไป และสัญญากู้เงินที่นางสาวสุกัลยาได้รับมาจากจำเลยปรากฏจำนวนเงินที่กู้และลายมือชื่อของผู้กู้อยู่แล้ว หากนางสาวสุกัลยาเป็นผู้กรอกจำนวนเงินในสัญญากู้เงินดังกล่าว ก็น่าจะเป็นเพราะประสงค์บังคับให้ผู้เสียหายทั้งห้ารับผิดตามสัญญากู้เงิน แต่นางสาวสุกัลยากลับไม่ได้นำสัญญามาฟ้องเรียกให้ผู้เสียหายทั้งห้ารับผิดตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินแต่อย่างใด ซึ่งเป็นข้อผิดปกติอย่างยิ่งที่ผู้ให้กู้ไม่นำพาต่อการเรียกร้องให้ผู้กู้รับผิดชดใช้เงินที่กู้ยืมไป ทั้งที่นางสาวสุกัลยาเคยนำสัญญากู้เงินที่ทำกับลูกหนี้รายอื่นมาฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ ถึงแม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นว่าจำเลยกรอกจำนวนเงินกู้และเติมตัวเลขเพิ่มจำนวนเงินกู้ในสัญญากู้เงิน แต่จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่เก็บสัญญากู้เงินมาโดยตลอด เพิ่งจะนำมาแสดงต่อนางสาวสุกัลยาเพื่อใช้เป็นข้ออ้างว่ามีการกู้ยืมเงินไปจากจำเลยเป็นจำนวนมากและจำเลยยังไม่ได้รับการใช้คืน เพื่อให้นางสาวสุกัลยานำสัญญากู้เงินไปเรียกร้องจากผู้กู้เอง โดยที่ผู้เสียหายทั้งห้าต่างยืนยันว่าไม่เคยกู้เงินตามจำนวนที่ปรากฏในเอกสาร พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยกรอกข้อความเติมจำนวนเงินกู้ลงในสัญญากู้เงินอันเป็นเอกสารสิทธิเกินไปจากที่มีการกู้ยืมกันจริง จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องฐานปลอมเอกสารสิทธิมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อได้ความว่าจำเลยทำสัญญาให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงิน โดยเรียกดอกเบี้ยในอัตราประมาณร้อยละ 2 ต่อสัปดาห์ หรือร้อยละ 8 ต่อเดือน หรือร้อยละ 96 ต่อปี อันเป็นอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4 (1) สาระสำคัญอยู่ที่การให้กู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด การกระทำความผิดดังกล่าวจึงเกิดขึ้นและสำเร็จแล้วในทันทีที่จำเลยให้ผู้เสียหายทั้งห้ากู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มิใช่ว่าจำเลยจะต้องได้รับดอกเบี้ยจากผู้เสียหายทั้งห้าก่อนจึงจะมีความผิดดังที่จำเลยฎีกา จำเลยจึงมีความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งห้าลงลายมือชื่อทำสัญญากู้เงินกับจำเลย แต่จำเลยกลับกรอกข้อความเติมตัวเลขให้เป็นจำนวนเงินกู้ที่สูงขึ้นไม่ตรงต่อความเป็นจริง เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต และไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย มุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่ผู้อื่นจะได้รับ แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ตาม และเพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบ สมควรลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวกรกมล พุทธซ้อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาวอาพรรณชนก ไพลดำ
ชื่อองค์คณะ
ศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
สุพิศ ปราณีตพลกรัง
บวรศักดิ์ ทวิพัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1554/2565
#687013
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 29 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จําเลยทั้งสองกระทําความผิดบัญญัติให้ริบอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้และยานพาหนะใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทําความผิดเสียทั้งสิ้นโดยไม่ต้องคํานึงว่าเป็นของผู้กระทําความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคําพิพากษาของศาลหรือไม่และตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 57 ก็บัญญัติให้ริบอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้...ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทําความผิดหรือมีไว้เนื่องในการกระทําความผิดเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคําพิพากษาหรือไม่ ส่วนการขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบ ให้เจ้าของแท้จริงยื่นคําร้องขอต่อศาลที่สั่งริบในคดีอาญาตาม ป.อ. มาตรา 36 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปของการขอคืนของกลางในคดีอาญา และศาลจะสั่งให้คืนทรัพย์สินเมื่อเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทําความผิด คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจําเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 โดยมีคําขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16 (3) (9) (13) (16), 24, 25, 27, 29 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 16, 19 วรรคหนึ่ง, 47, 57 ศาลพิพากษาลงโทษจําเลยทั้งสองตามกฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าว และสั่งริบของกลางรวมทั้งอาวุธปืนยาว 2 กระบอก การที่ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 29 บัญญัติให้ริบอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้...เสียทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคํานึงว่าเป็นของผู้กระทําความผิดหรือไม่ นั้น มิใช่เป็นการริบโดยเด็ดขาดเพราะจะเป็นการลงโทษบุคคลอื่นผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งมิใช่ผู้กระทําผิดอาญา เนื่องจากริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาสถานหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 18 (5) ขัดกับหลักทั่วไปของการใช้กฎหมายอาญาที่ว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทําการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทํานั้นบัญญัติเป็นความผิดและกําหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทําความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ทั้งนี้ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ดังนั้นเจ้าของที่แท้จริงมีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลขอให้สั่งคืนทรัพย์ที่ถูกริบได้ สําหรับคดีนี้คือการยื่นขอคืนตาม ป.อ. มาตรา 36 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะจําเลยทั้งสองกระทําความผิด

พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 109 และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 56 บัญญัติให้ศาลเป็นผู้สั่งริบทรัพย์สินที่บุคคลได้ใช้ในการกระทําความผิดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทําความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทําความผิดโดยการร้องขอของพนักงานอัยการเช่นเดิม แต่ก็ยังให้โอกาสเจ้าของทรัพย์สินยื่นคําขอคืนได้ มิได้ตัดโอกาสเจ้าของมิให้ขอคืน โดยการขอให้ริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 56 วรรคสอง และตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 109 วรรคสอง พนักงานอัยการสามารถร้องขอได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา กฎหมายเปิดโอกาสให้เจ้าของที่แท้จริงสามารถพิสูจน์ในทํานองเดียวกับการขอคืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36 โดยต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่า ตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการนําทรัพย์สินนั้นไปใช้ในการกระทําความผิด อีกทั้งตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วที่จะป้องกันมิให้มีการกระทําความผิดเช่นนั้นเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามบทบัญญัติมาตรา 56 วรรคสอง และมาตรา 109 วรรคสอง ดังกล่าว ไม่อาจนํามาบังคับใช้กับคดีนี้ซึ่งศาลได้มีคําพิพากษาไปตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทําความผิดได้ ผู้ร้องทั้งสองจึงมีสิทธิร้องขอคืนของกลางได้ตาม ป.อ. มาตรา 36 ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าคดีอาญาศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคําร้องขอคืนของกลางเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 ภายในหนึ่งปีนับแต่วันคําพิพากษาถึงที่สุด จึงชอบด้วย ป.อ. มาตรา 36

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 6, 16, 24, 25, 27, 29 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 6, 16, 19, 47, 57 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.179/2563 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง และสั่งริบอาวุธปืนยาวลูกกรด (CZ) ขนาด .22 Long Rifle และอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (Baikal) ขนาด 12 ของกลาง

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งคืนอาวุธปืนทั้งสองกระบอกของกลางแก่ผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ ให้คืนอาวุธปืนยาวลูกกรด (CZ) ขนาด .22 Long Rifle ของกลางแก่ผู้ร้องที่ 1 และให้คืนอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว (Baikal) ขนาด 12 ของกลางแก่ผู้ร้องที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นเจ้าของแท้จริงในอาวุธปืนยาวลูกกรด และผู้ร้องที่ 2 เป็นเจ้าของแท้จริงในอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวของกลางที่ศาลสั่งริบเนื่องจากเป็นทรัพย์ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 29 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิดบัญญัติให้ริบอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้และยานพาหนะใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเสียทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือไม่ และตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 57 ก็บัญญัติให้ริบอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้... ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เนื่องในการกระทำความผิดเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือไม่ ส่วนการขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบ ให้เจ้าของแท้จริงยื่นคำร้องขอต่อศาลที่สั่งริบในคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปของการขอคืนของกลางในคดีอาญา และศาลจะสั่งให้คืนทรัพย์สินเมื่อเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16 ((3) (9) (13) (16)), 24, 25, 27, 29 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 16, 19 (วรรคหนึ่ง), 47, 57 ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าว และสั่งริบของกลางรวมทั้งอาวุธปืนยาว 2 กระบอก การที่พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 29 บัญญัติให้ริบอาวุธปืน เครื่องมือ เครื่องใช้... เสียทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิดหรือไม่ นั้น มิใช่เป็นการริบโดยเด็ดขาดเพราะจะเป็นการลงโทษบุคคลอื่นผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินซึ่งมิใช่ผู้กระทำผิดอาญา เนื่องจากริบทรัพย์สินเป็นโทษทางอาญาสถานหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 (5) ขัดกับหลักทั่วไปของการใช้กฎหมายอาญาที่ว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เจ้าของแท้จริงจึงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งคืนทรัพย์ที่ถูกริบได้ สำหรับคดีนี้คือ การยื่นขอคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะจำเลยทั้งสองกระทำความผิด ฎีกาของโจทก์ที่ว่า สามารถริบทรัพย์สินของผู้อื่นที่มิได้กระทำความผิดได้แม้มีผลเท่ากับลงโทษผู้ที่มิได้กระทำความผิด และเป็นบทกฎหมายยกเว้นไม่นำมาตรา 33 และมาตรา 36 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ โดยไม่จำต้องคำนึงว่าผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 จะรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หรือไม่ จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 บัญญัติให้ริบอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้... เสียทั้งสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ อันเป็นบทบัญญัติยกเว้นไม่นำมาตรา 33 และมาตรา 36 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติทั้งสองฉบับดังกล่าวบัญญัติให้ศาลเป็นผู้สั่งริบทรัพย์สินที่บุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด โดยการร้องขอโดยพนักงานอัยการเช่นเดิม แต่ก็ยังให้โอกาสเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำขอคืนได้มิได้ตัดโอกาสเจ้าของมิให้ขอคืน โดยการขอให้ริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 56 วรรคสอง และตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 109 วรรคสอง พนักงานอัยการสามารถร้องขอได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา กฎหมายเปิดโอกาสให้เจ้าของแท้จริงสามารถพิสูจน์ในทำนองเดียวกับการขอคืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 โดยต้องพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ว่า ตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการนำทรัพย์สินนั้นไปใช้ในการกระทำความผิด อีกทั้งตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วที่จะป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดเช่นนั้นเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามบทบัญญัติมาตรา 56 วรรคสอง และมาตรา 109 วรรคสอง ดังกล่าว ไม่อาจนำมาบังคับใช้กับคดีนี้ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาไปตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำความผิดได้ ผู้ร้องทั้งสองจึงมีสิทธิร้องขอคืนของกลางได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าคดีอาญาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอคืนของกลางเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 ภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ฎีกาของโจทก์ในประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ครอบครองอาวุธปืนยาวลูกกรดของผู้ร้องที่ 1 จำเลยที่ 2 ครอบครองอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวของผู้ร้องที่ 2 โดยผู้ร้องที่ 1 เบิกความว่า นำอาวุธปืนไปฝากจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้นำกระสุนปืนไปด้วย เพราะจะเดินทางไปจังหวัดภูเก็ต 2 วัน เกรงว่าจะมีคนประทุษร้ายต่อทรัพย์เนื่องจากบ้านไม่มีรั้ว แต่ตอบโจทก์ถามค้านว่า บ้านตนอยู่ห่างบ้านจำเลยที่ 1 ประมาณ 2 กิโลเมตร บ้านจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกเขยอยู่ใกล้กับเขตอุทยานแห่งชาติที่เข้าไปล่าสัตว์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์เป็นประจำ แสดงว่าบ้านจำเลยที่ 1 อยู่ใกล้กับเขตอุทยานแห่งชาติที่เกิดเหตุซึ่งมีสัตว์ป่าอยู่ และผู้ร้องรู้ว่าจำเลยที่ 1 เคยล่าสัตว์ป่าแต่ไม่ได้ล่าเป็นประจำ สอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าประกอบอาชีพทำสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคลองพนม บางครั้งจำเลยที่ 1 ต้องล่าสัตว์ป่าเป็นอาหาร แต่นาน ๆ จึงจะล่าสัตว์สักครั้ง ในวันเกิดเหตุเวลาใกล้ค่ำ จำเลยที่ 1 ยืมอาวุธปืนยาวลูกกรดของผู้ร้องที่ 1 ไปล่าสัตว์ ซึ่งให้การแตกต่างจากที่ผู้ร้องที่ 1 เบิกความ คำเบิกความของผู้ร้องที่ 1 จึงมีข้อพิรุธน่าสงสัยในเรื่องการให้อาวุธปืนไปอยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 1 และผู้ร้องที่ 1 ย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเคยล่าสัตว์ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติที่เกิดเหตุที่อยู่ใกล้บ้านมาแล้วอาจใช้อาวุธปืนของผู้ร้องที่ 1 ล่าสัตว์ป่า ถือว่าผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของแท้จริงในอาวุธปืนยาวลูกกรดของกลางรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ส่วนผู้ร้องที่ 2 เบิกความว่าตนมีอายุมาก สุขภาพไม่แข็งแรงจึงไปพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่ได้อยู่บ้านของตนที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงให้จำเลยที่ 2 ช่วยดูแลทรัพย์สินรวมทั้งอาวุธปืน แต่กระสุนปืนไม่ได้ซื้อมานานแล้ว และตอบโจทก์ถามค้านว่า ตั้งใจจะโอนทะเบียนอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวของกลางให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานเขยที่ตนมอบอาวุธปืนนั้นให้มานานแล้ว แต่ยังไม่ได้โอน และให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า มอบอาวุธปืนให้จำเลยที่ 2 เก็บรักษาตั้งแต่ปี 2560 เพราะมีอายุมาก มักทิ้งบ้านไปทำธุระโดยไม่มีใครอยู่บ้านบ่อยครั้ง จำเลยที่ 2 นำอาวุธปืนมาไว้ที่อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี สอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ที่ว่า ผู้ร้องที่ 2 มอบอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวให้จำเลยที่ 2 ไว้นานแล้ว แสดงว่าผู้ร้องที่ 2 มอบอาวุธปืนยาวของกลางให้แก่จำเลยที่ 2 ไว้ในความครอบครองแล้วเพียงแต่ยังไม่ได้โอนทางทะเบียนตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ซึ่งครอบครองอาวุธปืนสามารถนำอาวุธปืนไปใช้กระทำการใดก็ได้ สวนยางพาราของจำเลยที่ 2 ก็อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติที่เกิดเหตุ และผู้ร้องทราบว่าจำเลยที่ 2 เอาอาวุธปืนมาไว้ที่บ้าน อาจนำอาวุธปืนนั้นเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติและใช้ล่าสัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติได้ ถือว่าผู้ร้องที่ 2 รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ศาลไม่อาจสั่งคืนอาวุธปืนของกลาง 2 กระบอก แก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่ผู้ร้องที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 36
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ม. 29
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ม. 56
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม. 57
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ม. 109
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ร้อง — นาย ภ. กับพวก
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายไพบูลย์ จันทร์วรเชษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมยศ ชัยประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
วันชัย ศศิโรจน์
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1542/2565
#680497
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อมีการสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในข้อหาชิงทรัพย์ในเคหสถานโดยมีและใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะแล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่าจำเลยใช้ปืนอัดลมขู่ผู้เสียหายไม่ให้ขัดขืนจนผู้เสียหายเกิดความกลัว แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าปืนอัดลมดังกล่าวมีคุณสมบัติและระบบการทำงานซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุนปืนได้ อันจะเป็นอาวุธปืนตามบทนิยามคำว่า "อาวุธปืน" แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 กรณีจึงไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้ และคดีต้องฟังข้อเท็จจริงว่าปืนอัดลมดังกล่าวมิใช่อาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ แต่เป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืน อันถือไม่ได้ว่าเป็นอาวุธโดยสภาพตามความหมายของบทนิยามในมาตรา 1 (5) แห่ง ป.อ. การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335, 339, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 734/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ในเคหสถานโดยมีและใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จำคุก 15 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานชิงทรัพย์ในเคหสถานโดยมีและใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 15 เดือน และนับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 734/2562 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ฐานชิงทรัพย์ในเคหสถานและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และให้ยกคำขอให้นับโทษต่อ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ความผิดข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่เมื่อมีการสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยในข้อหาชิงทรัพย์ในเคหสถานโดยมีและใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะแล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่าจำเลยใช้ปืนอัดลมขู่ผู้เสียหายไม่ให้ขัดขืนจนผู้เสียหายเกิดความกลัว แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าปืนอัดลมดังกล่าวมีคุณสมบัติและระบบการทำงานซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุนปืนได้ อันจะเป็นอาวุธปืนตามบทนิยามคำว่า "อาวุธปืน" แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 กรณีจึงไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้ และคดีต้องฟังข้อเท็จจริงว่าปืนอัดลมดังกล่าวมิใช่อาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ แต่เป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืน อันถือไม่ได้ว่าเป็นอาวุธโดยสภาพตามความหมายของบทนิยามในมาตรา 1 (5) แห่งประมวลกฎหมายอาญา การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และชิงทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องในความผิดข้อหาดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 915/2562 ของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "โทษจำคุก ให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ถ้าคำพิพากษาไม่ได้กล่าวไว้เป็นอย่างอื่น โทษจำคุกต้องเริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษา แสดงว่ากฎหมายให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดวันเริ่มนับโทษจำคุกนับแต่วันอื่นได้ เพียงแต่ต้องกล่าวไว้ในคำพิพากษาและอยู่ภายใต้มาตรา 22 วรรคสอง ดังนั้น การนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากคดีอื่นย่อมกระทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 734/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่งได้ยื่นฟ้องมาพร้อมกันในวันนี้แล้ว และมีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว จำเลยให้การรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้ ปรากฏว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 915/2562 ของศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีดังกล่าว ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจกระทำได้ตามบทบัญญัติดังที่กล่าวแล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้นับโทษต่อ จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การจะนับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล เมื่อศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจนับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่น เพราะมีข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลชั้นต้นเองว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าอย่างไร จึงสามารถใช้ดุลพินิจนับโทษต่อได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงเพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบ อีกทั้งจำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยังไม่มีคำพิพากษาหรือมิได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำขอให้นับโทษต่อมานั้น เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 915/2562 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (5) ม. 339 ม. 340 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 72 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางพัชรพร โรจนสโรช
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกิตติชัย ภูมิมาโนช
ชื่อองค์คณะ
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
วินิตย์ ศรีภิญโญ
ธีรวัฒน์ ไตรวารี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1534/2565
#687012
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าของเดิมแบ่งแยกที่ดินมีโฉนด 1 แปลง ออกเป็น 8 แปลง แล้ว ทำให้ที่ดินแปลงย่อยบางแปลงไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ต้องใช้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นแปลงที่เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ ภายหลังแบ่งแยกที่ดินเจ้าของเดิมขายที่ดินที่แบ่งแยกไปจนหมด คงเหลือแต่ที่ดินพิพาทที่ไม่ได้จำหน่ายจ่ายโอน โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าของเดิมหรือทายาทอื่นได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ถือได้ว่าเจ้าของเดิมไม่มีเจตนากันที่ดินพิพาทไว้ใช้ทำนาหรือทำประโยชน์ใด ๆ แต่มีเจตนาจะให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างที่ดินที่ถูกแบ่งแยกกับทางสาธารณประโยชน์ทั้งสามด้าน เพื่อให้ขายได้ง่ายและในราคาสูง การที่เจ้าของเดิมยินยอมให้ขุดคลองเชื่อมต่อจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่มายังที่ดินแปลงอื่น และมีการทำถนนกับปรับปรุงถนนที่มีลักษณะมั่นคงเป็นถนนคอนกรีต กับการดูแลรักษาคลองโดยใช้งบประมาณของหน่วยงานราชการเรื่อยมา โดยประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์จากคลองและถนนในที่ดินพิพาทเป็นเวลากว่า 30 ปี อีกทั้งมีการปักเสาไฟฟ้าและวางท่อประปาในที่ดินพิพาท โดยไม่มีพฤติการณ์โต้แย้งหวงกันจากเจ้าของเดิมและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้าของเดิม ถือได้ว่าเจ้าของเดิมอุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้ว แม้ไม่ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนของราชการก็ตาม ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2)

ตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 กำหนดให้อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ ก็เป็นกฎหมายที่กำหนดหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการดูแลสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนรวม แต่มิได้ตัดสิทธิเอกชนใดที่จะใช้สิทธิของตนในสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่อยู่ติดกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์จึงชอบที่จะใช้สอยที่ดินพิพาทได้ การที่จำเลยที่ 1 เข้ายึดถือครอบครองโดยนำท่อคอนกรีตวางขวางทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ในเส้นทางดังกล่าว ทั้งดำเนินคดีโจทก์ทางอาญาในข้อหาบุกรุกและทางแพ่งฐานละเมิดต่อศาลชั้นต้น แม้ภายหลังต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 1 นำท่อคอนกรีตที่ขวางทางโจทก์ออกไปแล้ว ก็ยังถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการใช้ทางสาธารณประโยชน์เยี่ยงประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์แล้ว อันถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 และ 1337 โดยไม่จำต้องคำนึงว่าโจทก์จะได้รับประโยชน์จากการจัดสรรที่ดินของโจทก์หรือต้องรับผิดต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรของโจทก์หากไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3893 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษี ค่าอากร และค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3893 ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ห้ามจำเลยที่ 1 ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3893 ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามให้ตกเป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3893 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3839 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจพัฒนาที่ดินขายแก่บุคคลทั่วไป จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกและรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 3893 ของนายวิทยา จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม มีหน้าที่ควบคุมดูแลการจดทะเบียนนิติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินและรังวัดสอบเขตที่ดินที่อยู่ในจังหวัดนครปฐม โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 47860, 47861, 47862, 47863 และเลขที่ 47864 โดยที่ดินดังกล่าว นายวิทยาและนางวิมล บิดาและมารดาของจำเลยที่ 2 แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3893 คงเหลือเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท ปัจจุบันมีสภาพเป็นคลองระบายน้ำและถนนคอนกรีตลาดยางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของซอยบางเตย 5/6 เชื่อมระหว่างซอยบางเตย 5 และซอยบางเตย 6 อันเป็นทางสาธารณะทั้งสองซอย โดยองค์การบริหารส่วนตำบลบางเตยดูแลรักษาถนนและคลองระบายน้ำดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2557 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3893 โดยซื้อจากจำเลยที่ 2 และใช้ท่อคอนกรีตวางในที่ดินแล้วเทปูนซีเมนต์ลงในท่อเพื่อขวางไม่ให้โจทก์เข้าออกที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินพิพาทออกสู่ทางสาธารณะ กับดำเนินคดีโจทก์ทางคดีอาญาข้อหาบุกรุกกับทางคดีแพ่งฐานละเมิด นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3893 ต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อห้ามไม่ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคย้ายเสาไฟฟ้าที่ปักอยู่บนที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 1 ยังอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินต่อหน่วยงานอื่น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือไม่ โจทก์มีนายสมพงษ์ พยานโจทก์เบิกความว่า ช่วงปี 2527 หรือ 2528 ขณะพยานเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 พยานและนายปลีก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ไปพูดกับนายวิทยาและนางวิมลเจ้าของที่ดินพิพาทขอขุดที่ดินทำเป็นคลองส่งน้ำให้ชาวบ้านใช้ทำนาและทำการเกษตร นายวิทยาและนางวิมลตกลง นางวิมลยังเขียนหนังสืออนุญาตให้ขุดคลองและทำถนนได้ จากนั้นประมาณ 7 ถึง 8 เดือน จึงมีการขุดคลองตลอดแนวที่ดินพิพาทโดยได้งบประมาณจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันออกเงิน เมื่อขุดคลองเสร็จชาวบ้านบริเวณนั้นใช้น้ำทำนา ทำการเกษตรและใช้เป็นเส้นทางสัญจรทางเรือด้วย ประมาณปี 2529 มีการทำทางดินบนที่ดินพิพาทกว้าง 6 เมตร ตลอดแนวที่ดินพิพาท เพื่อให้ชาวบ้านใช้เป็นทางสัญจร ประมาณปี 2532 ทำเป็นทางคอนกรีตต่อมามีการตั้งชื่อว่า ถนนบางเตย 5/6 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนำเสาไฟฟ้ามาติดตั้งเพื่อส่งกระแสไฟฟ้าให้แก่ชาวบ้านในบริเวณนั้น และการประปาได้ติดตั้งท่อประปาตลอดแนวทาง วันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 ที่ประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลบางเตยมีมติว่า ถนนและคลองในที่ดินพิพาทเป็นทางและลำรางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันมาเป็นเวลากว่า 30 ปี และโจทก์มีนายกฤษดา กำนันตำบลบางเตย กับนายณรงค์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 เบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบโดยมีจำเลยที่ 2 เบิกความลอย ๆ ว่า นายวิทยาและนางวิมลบิดามารดาของจำเลยที่ 2 มีเจตนาแบ่งแยกที่ดินแปลงใหญ่ให้บุตร มิได้แบ่งเพื่อจำหน่าย มิได้มีเจตนาให้ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณะ จึงไม่ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนของทางราชการ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุนายสมพงษ์เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ต่อมาเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางเตย นายกฤษดาเป็นกำนันตำบลบางเตย ส่วนนายณรงค์เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 จึงเป็นเจ้าพนักงานปกครองท้องที่มีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในตำบลและหมู่บ้านที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ เป็นบุคคลในพื้นที่มิได้มีส่วนได้เสียกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ถือเป็นพยานคนกลาง เชื่อได้ว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความไปตามที่รู้เห็นมาจริง และเมื่อพิจารณาโฉนดเลขที่ 3893 และระวางแผนที่โดยรอบที่ดินดังกล่าว ปรากฏว่า เมื่อปี 2527 นายวิทยาและนางวิมลทำการแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 8 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 47858, 47859, 47860, 47861, 47862, 47863, 47864 และ 47865 จากเอกสารดังกล่าวเห็นได้ว่า ก่อนแบ่งแยกที่ดินด้านตะวันตก ทิศเหนือติดทางสาธารณะและทิศใต้ติดคลอง ส่วนทิศตะวันออกติดทางที่ถูกแบ่งหักไว้เชื่อมต่อกับทางสาธารณประโยชน์ และเมื่อแบ่งแยกออกเป็น 8 แปลง แล้ว ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 47860, 47861, 47862, 47863, 47864 และ 47865 ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะเลย ต้องใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3893 คือที่ดินพิพาทซึ่งเป็นแปลงคงเหลือเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา หน้ากว้างประมาณ 20 เมตร เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะด้านตะวันตกและตะวันออก รวมถึงเชื่อมคลองส่งน้ำด้านตะวันตกเพื่อใช้ในการเกษตรได้ ประกอบกับหลังแบ่งแยกที่ดินในปี 2531 นางวิมลและนายวิทยาก็ขายที่ดินที่แบ่งแยกไปจนหมด คงเหลือแต่ที่ดินพิพาทที่ไม่ได้จำหน่ายจ่ายโอน แล้วย้ายไปพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดชลบุรี โดยไม่ปรากฏว่า นายวิทยาและนางวิมลหรือทายาทอื่นได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด อันทำให้เห็นว่านางวิมลและนายวิทยาไม่มีเจตนากันที่ดินพิพาทไว้ใช้ทำนาหรือทำประโยชน์ใด ๆ แต่มีเจตนาจะให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างที่ดินที่ถูกแบ่งแยกกับทางสาธารณประโยชน์ทั้งสามด้าน เพื่อให้ขายได้ง่ายและในราคาสูง การที่นายวิทยาและนางวิมลยินยอมให้ขุดคลองเชื่อมต่อมายังที่ดินแปลงอื่น และมีการทำถนนกับปรับปรุงถนนที่มีลักษณะมั่นคงเป็นถนนคอนกรีตกับการดูแลรักษาคลองโดยใช้งบประมาณของหน่วยงานราชการเรื่อยมา โดยประชาชนทั่วไปใช้ประโยชน์จากคลองและถนนในที่ดินพิพาทเช่นนี้เป็นระยะเวลา 30 ปีเศษ อีกทั้งมีการปักเสาไฟฟ้าและวางท่อประปาในที่ดินพิพาท โดยไม่มีพฤติการณ์โต้แย้งหวงกันจากฝ่ายจำเลยที่ 2 เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมเช่นนี้ เชื่อได้ว่านายวิทยาและนางวิมลอุทิศที่ดินพิพาทให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้ว แม้ไม่ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนของราชการก็ตาม พยานโจทก์ตามที่วินิจฉัยมามีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องและใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 กำหนดให้อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ ก็เป็นกฎหมายที่กำหนดหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการดูแลสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนรวม แต่มิได้ตัดสิทธิเอกชนใดที่จะใช้สิทธิของตนในสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์จึงชอบที่จะใช้สอยที่ดินพิพาทได้ การที่จำเลยที่ 1 เข้ายึดถือครอบครองโดยนำท่อคอนกรีตวางขวางทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ในเส้นทางดังกล่าว ทั้งดำเนินคดีโจทก์ทางอาญาในข้อหาบุกรุกและทางแพ่งฐานละเมิดต่อศาลชั้นต้น ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3725/2557 และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 680/2558 แม้ภายหลังต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 1 นำท่อคอนกรีตที่ขวางทางโจทก์ออกไปแล้ว ก็ยังถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการใช้ทางสาธารณประโยชน์เยี่ยงประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์แล้ว อันถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และ 1337 โดยไม่จำต้องคำนึงว่า โจทก์จะได้รับประโยชน์จากการจัดสรรที่ดินของโจทก์หรือต้องรับผิดต่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรของโจทก์หากไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมในการออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 421 ม. 1304 (2) ม. 1337
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 122
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ส.
จำเลย — นาง น. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายไพโรจน์ ธนกิจโกเศรษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิธูร คลองมีคุณ
ชื่อองค์คณะ
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
อนุสรณ์ ศรีเมนต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1526/2565
#684487
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองทราบกำหนดนัดและผลคดีรวมทั้งสามารถติดต่อสื่อสารกับทนายของผู้ร้องทั้งสองได้โดยตลอด แม้ผู้ร้องทั้งสองอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่ผู้ร้องทั้งสองมีทนายความในประเทศไทยที่มีอำนาจดำเนินคดีแทน และผู้ร้องทั้งสองสามารถติดต่อกับทนายความได้ ประกอบกับศาลชั้นต้นก็ยังคงเปิดทำการอยู่ เช่นนี้ ทนายความของผู้ร้องทั้งสองย่อมสามารถดำเนินการขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ การที่ผู้ร้องทั้งสองมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ภายในกำหนดจึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 4, 8, 8 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 90 ริบเงินตราธนบัตรไทย 47,720,000 บาท และรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กจ 8888 แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ของกลาง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เงิน 16,026,000 บาท และรถยนต์ของกลางเป็นของผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เงิน 5,475,000 บาท ของกลางเป็นของผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องทั้งสองมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่ผู้ร้องทั้งสอง ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยและผู้ร้องทั้งสองไม่มา โดยศาลชั้นต้นได้ออกหมายจับจำเลยฐานไม่ไปศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยแล้ว แต่ยังจับไม่ได้ และเลื่อนการอ่านคำพิพากษา โดยแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองทราบแล้ว แต่จำเลยและผู้ร้องทั้งสองไม่มา ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยและผู้ร้องทั้งสอง โดยพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตา 27 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 8, 8 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ริบของกลาง ให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับในอัตราร้อยละ 30 และจ่ายเงินรางวัลแก่พนักงาน ผู้จับในอัตราร้อยละ 25 ของราคาของกลางที่ศาลสั่งริบตามกฎหมาย ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง โจทก์ จำเลย และผู้ร้องทั้งสองมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นจนศาลชั้นต้นออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยและผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยและผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแต่ให้รับอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้ร้องทั้งสองและจำเลยเป็นราษฎรของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้ร้องที่ 1 เป็นมารดาผู้ร้องที่ 2 จำเลยเป็นสามีผู้ร้องที่ 2 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2563 ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งจังหวัดเชียงรายที่ 1380/2563 เรื่อง การระงับการเดินทางเข้า – ออกของบุคคล ยานพาหนะและสิ่งของ ณ จุดผ่านแดนถาวร จุดผ่อนปรนการค้าและช่องทางอื่น ๆ ตลอดแนวชายแดนจังหวัดเชียงรายเป็นการชั่วคราว คำสั่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ ส่วนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีประกาศห้ามบุคคลเดินทางไปท้องถิ่นอื่นใดโดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 19 เมษายน 2563 จำเลยและผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยและผู้ร้องทั้งสองขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยอ้างว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว คดีสำหรับจำเลยจึงยุติตามคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า มีเหตุสุดวิสัยที่ผู้ร้องทั้งสองจะขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ เห็นว่า "เหตุสุดวิสัย" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น เหตุสุดวิสัยจึงต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถป้องกันได้ แม้บุคคลผู้ประสบเหตุนั้นจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว แต่สาเหตุที่ผู้ร้องทั้งสองไม่ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดนั้น ได้ความจากนางสาวฐิตินันท์ พยานผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นญาติของผู้ร้องทั้งสองและจำเลยว่า ผู้ร้องทั้งสองทราบนัดสืบพยานจำเลยและนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง แต่ทนายความแนะนำไม่ให้ไปศาลเพราะผู้ร้องทั้งสองและจำเลยถูกออกหมายจับ และเบิกความตอบพนักงานอัยการโจทก์ถามค้านว่า ทนายความของผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้คัดสำเนาคำพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองและจำเลย รวมทั้งแจ้งให้ผู้ร้องทั้งสองทราบทางโทรศัพท์ แสดงว่าผู้ร้องทั้งสองทราบกำหนดนัดและผลคดีรวมทั้งสามารถติดต่อสื่อสารกับทนายของผู้ร้องทั้งสองได้โดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังได้ความจากคำเบิกความของนางสาวฐิตินันท์อีกว่า พยานเปิดร้านอาหารอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาประมาณ 15 วัน ผู้ร้องทั้งสองนำสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาให้พยานดูและขอคำปรึกษาจากพยาน ซึ่งขณะนั้นพยานอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อันเป็นข้อบ่งชี้ว่า ผู้ร้องทั้งสองได้รับการติดต่อสื่อสารถึงการดำเนินคดีมาโดยตลอด แม้ผู้ร้องทั้งสองอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่ผู้ร้องทั้งสองก็มีทนายความในประเทศไทย เมื่อทนายความของผู้ร้องทั้งสองมีอำนาจดำเนินคดีแทนและผู้ร้องทั้งสองสามารถติดต่อกับทนายความได้ ประกอบกับศาลชั้นต้นก็ยังคงเปิดทำการอยู่ เช่นนี้ ทนายความของผู้ร้องทั้งสองย่อมสามารถดำเนินการขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ผู้ร้องทั้งสองได้อยู่แล้ว การที่ผู้ร้องทั้งสองมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ภายในกำหนดจึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 ม. 8 ม. 8 ทวิ
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
ผู้ร้อง — นาง น. กับพวก
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายพินิจ บุญประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายอรุณ ขาวแสง
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชัยยุทธ กลับอำไพ
สุทิน อุ้ยตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1523/2565
#684103
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะประกาศด้วยวาจาในวันแต่งงานกันตามประเพณีว่าจะซื้อที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยแต่ตามพฤติการณ์หลังจากโจทก์จำเลยสมรสกันตามประเพณีแล้ว จำเลยไปอยู่กินฉันสามีภรรยากับโจทก์ที่ประเทศสวีเดน และร่วมกันทำธุรกิจร้านอาหารโดยใช้ชื่อของจำเลยว่า บริษัท อ. ต่อมาได้จดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศสวีเดนโดยมีข้อตกลงเป็นสัญญาก่อนสมรสว่า บริษัทดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ประกอบกับโจทก์โอนเงิน 2,300,000 บาท จากประเทศสวีเดนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัท บ. ที่ประเทศไทย เพื่อนำไปชำระค่าซื้อที่ดินและบ้านพิพาท แล้วบริษัท บ. ถอนเงินนำเงินไปจ่ายให้แก่ผู้ขายที่ดินและบ้านพิพาทโดยตรงไม่ผ่านจำเลย เมื่อจำต้องให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่เพียงผู้เดียว โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ 2,400,000 บาท โดยโจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินไว้ และจดทะเบียนให้โจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดินไม่มีค่าตอบแทนตลอดชีวิต จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะซื้อที่ดินและบ้านพิพาทเพื่อเป็นสินสอดแก่จำเลยหรือการให้โดยเสน่หา ที่ดินและบ้านพิพาทจึงมิใช่สินสอดหรือเป็นการให้โดยเสน่หาตาม ป.พ.พ. มาตรา 521 และมาตรา 1437 แต่การที่โจทก์นำเงินที่จำเลยมีส่วนในการทำมาหาได้ร่วมกันจากการประกอบธุรกิจร้านอาหารดังกล่าวระหว่างเป็นสามีภรรยากับโจทก์ไปซื้อที่ดินและบ้านพิพาทก่อนจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายแห่งประเทศสวีเดน จำเลยจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและบ้านพิพาทกึ่งหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1356 และมาตรา 1357

การที่โจทก์ยอมให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทแต่เพียงผู้เดียวเนื่องเพราะโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวไม่สามารถมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ตาม ป.ที่ดิน จึงจำต้องหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยใช้วิธีให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ กับจดทะเบียนให้โจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดินไม่มีค่าตอบแทนตลอดชีวิต ทั้งโจทก์ยังยึดถือโฉนดที่ดินไว้ เพื่อเป็นการบังคับควบคุมมิให้จำเลยบ่ายเบี่ยงบิดพลิ้วจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินและบ้านพิพาทแก่บุคคลอื่น นิติกรรมการกู้ยืมเงินจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้และโจทก์จำเลยไม่สมัครใจให้ผูกพันกันอันเป็นนิติกรรมอำพราง นิติกรรมอันแท้จริงคือ โจทก์แต่งตั้งจำเลยเป็นตัวแทนซื้อและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทแทนโจทก์กึ่งหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 สัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นนิติกรรมอำพรางย่อมตกเป็นโมฆะ ไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง จึงต้องบังคับกันตามนิติกรรมที่แท้จริงตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยเรื่องตัวแทน ซื้อขาย กรรมสิทธิ์รวม และ ป.ที่ดิน มาตรา 86 และมาตรา 94 เรื่องการได้มาซึ่งที่ดินของคนต่างด้าวและการจำหน่ายที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งโจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง จำจะต้องไปว่ากล่าวเอาความแก่กันต่างหากจากคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,920,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและคืนโฉนดที่ดินแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 เมษายน 2561) ต้องไม่เกิน 2,520,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า โจทก์เป็นชาวต่างชาติถือสัญชาติสวีเดน อยู่กินฉันสามีภรรยากับจำเลยซึ่งเป็นคนไทยตั้งแต่ต้นปี 2553 และแต่งงานกันตามประเพณีเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2553 โจทก์มอบเงินสินสอดให้ 200,000 บาท โจทก์และจำเลยไปอยู่กินฉันสามีภรรยาและประกอบธุรกิจร้านอาหารที่ประเทศสวีเดน เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2554 โจทก์โอนเงิน 2,300,000 บาท จากประเทศสวีเดนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัท อ. ที่ประเทศไทย เพื่อนำไปชำระค่าซื้อที่ดิน 2 แปลง พร้อมบ้านพิพาทอยู่อาศัยร่วมกันในประเทศไทย แล้วบริษัท อ. โดยนายพรีเบน ถอนเงินนำเงินไปจ่ายให้แก่ผู้ขายที่ดินและบ้านพิพาท โดยโจทก์ให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ 2,400,000 บาท โจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินทั้ง 2 ฉบับ ไว้ กับจดทะเบียนให้โจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดินไม่มีค่าตอบแทนตลอดชีวิต วันที่ 7 ธันวาคม 2557 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศสวีเดน และวันที่ 16 ธันวาคม 2559 โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน

พิเคราะห์แล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอำพรางการยกที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลยเป็นสินสอดหรือการให้โดยเสน่หาหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะประกาศด้วยวาจาในวันแต่งงานกันตามประเพณีว่าจะซื้อที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยดังที่จำเลยนำสืบ แต่ตามพฤติการณ์หลังจากโจทก์จำเลยสมรสกันตามประเพณีเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2553 แล้ว จำเลยไปอยู่กินฉันสามีภรรยากับโจทก์ที่ประเทศสวีเดนและร่วมกันทำธุรกิจร้านอาหารโดยใช้ชื่อของจำเลยว่า บริษัท ญ. ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2557 ได้จดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศสวีเดนโดยมีข้อตกลงเป็นสัญญาก่อนสมรสว่าบริษัทดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ประกอบกับโจทก์โอนเงิน 2,300,000 บาท จากประเทศสวีเดนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัท อ. ที่ประเทศไทย เพื่อนำไปชำระค่าซื้อที่ดินและบ้านพิพาท แล้วบริษัท อ. โดยนายพรีเบน ถอนเงินนำเงินไปจ่ายให้แก่ผู้ขายที่ดินและบ้านพิพาทโดยตรงไม่ผ่านจำเลย เมื่อจำต้องให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่เพียงผู้เดียว โจทก์จึงให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ 2,400,000 บาท โดยโจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินไว้ และจดทะเบียนให้โจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดินไม่มีค่าตอบแทนตลอดชีวิต ดังนี้ บ่งชี้ชัดว่าโจทก์ไม่ต้องการให้จำเลยเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินใด ๆ ของโจทก์ จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะซื้อที่ดินและบ้านพิพาทเพื่อเป็นสินสอดแก่จำเลยหรือการให้โดยเสน่หาตามที่จำเลยให้การและนำสืบ ที่ดินและบ้านพิพาทจึงมิใช่สินสอดหรือเป็นการให้โดยเสน่หาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 521 และมาตรา 1437 ถึงกระนั้นก็ตามการที่จำเลยอยู่กินฉันสามีภรรยากับโจทก์และร่วมประกอบธุรกิจร้านอาหารที่ประเทศสวีเดน ถือได้ว่ามีส่วนในการทำมาหาได้ซึ่งเงินและทรัพย์สินร่วมกันระหว่างเป็นสามีภรรยากับโจทก์ และโจทก์นำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและบ้านพิพาทเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 ก่อนจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายแห่งประเทศสวีเดน จำเลยจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและบ้านพิพาทกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1356 และมาตรา 1357 การที่โจทก์ยอมให้จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทแต่เพียงผู้เดียว น่าเชื่อว่าเนื่องเพราะโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวไม่สามารถมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงจำต้องหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยใช้วิธีให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ 2,400,000 บาท กับจดทะเบียนให้โจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดินไม่มีค่าตอบแทนตลอดชีวิต ทั้งโจทก์ยังยึดถือโฉนดที่ดินไว้ เพื่อเป็นการบังคับควบคุมมิให้จำเลยบ่ายเบี่ยงบิดพลิ้วจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินและบ้านพิพาทแก่บุคคลอื่น เยี่ยงนี้ นิติกรรมการกู้ยืมเงิน จึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้และโจทก์จำเลยไม่สมัครใจให้ผูกพันกันอันเป็นนิติกรรมอำพราง นิติกรรมอันแท้จริงคือ โจทก์แต่งตั้งจำเลยเป็นตัวแทนซื้อและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาท แทนโจทก์กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 สัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นนิติกรรมอำพรางย่อมตกเป็นโมฆะไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง เช่นนี้จึงต้องบังคับกันตามนิติกรรมที่แท้จริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยเรื่องตัวแทน ซื้อขาย กรรมสิทธิ์รวม และประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 86 และมาตรา 94 เรื่องการได้มาซึ่งที่ดินของคนต่างด้าวและการจำหน่ายที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งโจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง จำจะต้องไปว่ากล่าวเอาความแก่กันต่างหากจากคดีนี้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในประเด็นอื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 521 ม. 797 ม. 1356 ม. 1357 ม. 1437
ป.ที่ดิน ม. 86 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นางสาว อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายวีระ พรหมอยู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายปรัชญา กำเหนิดฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ธนิต รัตนะผล
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1522/2565
#688062
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำอันเป็นการอุปการะความผิดฐานยักยอกหรือความผิดอื่นดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 357 เช่น ช่วย ซื้อ จำหน่าย หรือรับไว้โดยประการอื่นใด ความผิดฐานรับของโจรจึงต้องเกิดหลังจากมีการกระทำความผิดฐานยักยอก เมื่อ ส. ทำสัญญาซื้อขายดาวน์รถแทรกเตอร์แล้ว จำเลยและ ส. ร่วมกันนำรถแทรกเตอร์ของโจทก์ร่วมไปเป็นการร่วมกันรับมอบการครอบครองรถแทรกเตอร์จากโจทก์ร่วมอันเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำความผิดฐานยักยอก เมื่อต่อมาปรากฏว่ารถแทรกเตอร์ดังกล่าวไปอยู่ประเทศกัมพูชา แสดงว่า จำเลยหรือ ส. ขายรถแทรกเตอร์ไปหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นและจำเลยบ่ายเบี่ยงว่ามิได้รับมอบรถแทรกเตอร์ถือว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต จำเลยจึงมีความรับผิดในฐานะเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับ ส. ในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่ ส. ยักยอกรถแทรกเตอร์ของโจทก์ร่วมก่อน แล้วจำเลยกระทำอันเป็นการอุปการะความผิดฐานยักยอก ช่วย ซื้อ จำหน่าย หรือรับไว้โดยประการอื่นใดอันเป็นความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 การปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืน ราคา 1,200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาย ศ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วม เป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ นาย ศ. เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 7 ซึ่งอัยการสูงสุด ได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 1,200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) และให้ยก คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ นาย ศ. เข้าร่วมเป็นโจทก์ กับพนักงานอัยการ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2561 โจทก์ร่วมเช่าซื้อรถแทรกเตอร์จากบริษัท ส. ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,200,000 บาทเศษ ชำระเงินดาวน์ 60,000 บาท ผ่อนชำระเดือนละ 3,000 บาท โจทก์ร่วมชำระค่าเช่าซื้อได้ 5 ถึง 6 งวด ไม่สามารถผ่อนต่อไปได้ จึงลงโฆษณาในแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ประกาศขายดาวน์รถแทรกเตอร์ ราคา 100,000 บาท ต่อมามีนางสาวสุนันทาติดต่อโจทก์ร่วมเจรจาขอซื้อแล้วเดินทางมาดูรถแทรกเตอร์ที่บ้านของโจทก์ร่วมในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 เมื่อเห็นรถแทรกเตอร์แล้วนางสาวสุนันทาโทรศัพท์บอกพวกให้นำรถบรรทุกมาที่บ้านของโจทก์ร่วม จำเลยมากับรถบรรทุก จากนั้นโจทก์ร่วมและนางสาวสุนันทาทำสัญญาซื้อขายรถแทรกเตอร์ตามสัญญาซื้อขาย จำเลยถอนเงินให้โจทก์ร่วม 100,000 บาท และโอนเงินให้อีก 20,000 บาท นางสาวสุนันทาผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ 2 งวด แล้วไม่ชำระอีก โจทก์ร่วมตามไปที่บ้านของนางสุนันทาที่อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ไม่พบรถแทรกเตอร์ นางสาวสุนันทาอ้างว่าอยู่ที่จำเลย โจทก์ร่วมติดต่อจำเลยไม่ได้ จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นางสาวสุนันทาและจำเลยข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ ต่อมารถแทรกเตอร์ไปอยู่ประเทศกัมพูชา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลย จำเลยไม่มีความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำ อันเป็นการอุปการะความผิดฐานยักยอกหรือความผิดอื่นดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 เช่น ช่วย ซื้อ จำหน่าย หรือรับไว้โดยประการอื่นใด ความผิดฐานรับของโจร จึงต้องเกิดหลังจากมีการกระทำความผิดฐานยักยอก โจทก์มีโจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมลงประกาศขายดาวน์รถแทรกเตอร์ราคา 100,000 บาท นางสาวสุนันทาโทรศัพท์ติดต่อโจทก์ร่วมขอซื้อ เช้าวันรุ่งขึ้นนางสาวสุนันทามาดูรถที่บ้านของโจทก์ร่วมและโทรศัพท์ไปหา ใครบางคนโดยโจทก์ร่วมได้ยินเสียงนางสาวสุนันทาพูดว่ารถใช้ได้ จากนั้นราว 5 ชั่วโมง มีคนขับรถบรรทุกมาบ้านของโจทก์ร่วม จำเลยนั่งโดยสารมาด้วย เมื่อนางสาวสุนันทาทำสัญญาซื้อขายกับโจทก์ร่วมได้นำรถแทรกเตอร์ขึ้นรถบรรทุกขับออกไป นางสาวสุนันทาผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ 2 งวด แล้วไม่ชำระอีก โจทก์ร่วมไปบ้านของนางสาวสุนันทาที่อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ไม่พบรถแทรกเตอร์ นางสาว ส.บอกว่ารถแทรกเตอร์ อยู่ที่จำเลยโดยจำเลยเอารถแทรกเตอร์ไปใช้และติดต่อจำเลยไม่ได้ และมีนางสาวสุนันทาเบิกความว่า พยานเปิดเฟซบุ๊กเห็นโจทก์ร่วมประกาศขายรถแทรกเตอร์และพบนายหนึ่งรับซื้อ รถทุกประเภท จึงนัดโจทก์ร่วมดูรถแทรกเตอร์ พยานดูรถแทรกเตอร์แล้วได้ถ่ายรูปรถแทรกเตอร์ส่งไปให้นายหนึ่งดู นายหนึ่งให้หมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยแก่พยาน จำเลยแจ้งให้พยานรอก่อนเนื่องจากต้องนำรถบรรทุกมาด้วย จำเลยมาถึงบ้านของโจทก์ร่วม เวลาประมาณ 18 นาฬิกา มีการตกลงซื้อขายรถแทรกเตอร์และทำสัญญา จำเลยถอนเงิน ให้โจทก์ร่วม 100,000 บาท และโอนเงินจากบัญชีจำเลยมาเข้าบัญชีโจทก์ร่วมอีก 20,000 บาท จากนั้นพยานและจำเลยนั่งรถบรรทุกเดินทางไปกรุงเทพมหานคร จำเลย เหมารถให้พยานกลับบ้านแล้วแยกย้ายกัน โดยจำเลยนำรถแทรกเตอร์ไป พยานซื้อรถแทรกเตอร์จากโจทก์ร่วมแล้วขายต่อให้จำเลย ในชั้นพิจารณาจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยไปบ้านของโจทก์ร่วม จำเลยชำระเงินให้โจทก์ร่วมและร่วมกับนางสาวสุนันทานำรถแทรกเตอร์ออกจากบ้านของโจทก์ร่วมจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 25 มิถุนายน 2563 ดังนั้น จากคำเบิกความของพยานโจทก์และคำรับของจำเลยดังกล่าวจึงรับฟังได้ว่า เมื่อนางสาวสุนันทาทำสัญญาซื้อขายดาวน์รถแทรกเตอร์แล้ว จำเลยและนางสาวสุนันทาร่วมกันนำรถแทรกเตอร์ของโจทก์ร่วมไปเป็นการร่วมกันรับมอบการครอบครองรถแทรกเตอร์จากโจทก์ร่วมอันเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำความผิดฐานยักยอก เมื่อต่อมาปรากฏว่ารถแทรกเตอร์ดังกล่าวไปอยู่ประเทศกัมพูชา แสดงว่า จำเลยหรือนางสาวสุนันทาขายรถแทรกเตอร์ไปหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับตนเองหรือผู้อื่นและจำเลยบ่ายเบี่ยงว่ามิได้รับมอบรถแทรกเตอร์ถือว่าจำเลยมีเจตนา ทุจริต จำเลยจึงมีความรับผิดในฐานะเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนางสาวสุนันทาในความผิดฐานยักยอก กรณีมิใช่นางสาวสุนันทายักยอกรถแทรกเตอร์ของโจทก์ร่วมก่อนแล้ว จำเลยกระทำอันเป็นการอุปการะความผิดฐานยักยอก ช่วย ซื้อ จำหน่าย หรือรับไว้โดยประการอื่นใดอันเป็นความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 การปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225 ที่จำเลยนำสืบว่า นางสาวสุนันทายืมเงินและให้ว่าจ้างรถบรรทุกไปบรรทุกรถแทรกเตอร์ มีเพียงตัวจำเลยที่เบิกความลอย ๆ ง่ายต่อการกล่าวอ้างพยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้กรณีหาเป็นดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืน หรือชดใช้ราคาทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนราคา 1,200,000 บาท แก่โจทก์ร่วมนั้น ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับเงินจากจำเลย 120,000 บาท แล้ว จึงให้จำเลยชำระที่เหลือ เป็นเงิน 1,080,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย บางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ถูกประทุษร้าย ไม่ได้คืนราคา 1,080,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ของศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 352 วรรคแรก ม. 357 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
โจทก์ร่วม — นาย ศ.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายวิมล ถาวรขจรศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
ประชา งามลำยวง
สิริกานต์ มีจุล
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2565
#680832
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย แต่เมื่อคดีก่อนศาลฎีกาลงโทษประหารชีวิตจำเลย จึงไม่มีโทษจำคุกที่จะให้นับต่อกันได้ตาม ป.อ. มาตรา 22 วรรคหนึ่ง และโดยสภาพของโทษประหารชีวิตกับโทษจำคุกนั้นก็ไม่อาจนับโทษต่อกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 นับโทษจำเลยต่อจากโทษ ของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1727/2556 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 5 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 (เดิม), 267 (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 267 (เดิม) ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุก 6 เดือน โดยให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1727/2556 หมายเลขแดงที่ อ.1144/2557 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2555 เวลา 23.50 นาฬิกา จำเลยแจ้งข้อความต่อร้อยตำรวจเอกวินัย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนเวรสถานีตำรวจภูธรสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ว่าจำเลยขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคัมรี่ กรุงเทพมหานคร มาตามถนนวงแหวนรอบที่สาม ขณะผ่านร้านอาหาร ส. มีรถยนต์เก๋งสีบรอนซ์เงิน ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน ขับตามมาปาดหน้ารถจำเลย แล้วมีชายคนหนึ่งลงจากรถเก๋งคันดังกล่าวมาเอาตัวนายสมชาย เพื่อนของจำเลยที่นั่งมากับจำเลยที่เบาะหน้าด้านซ้ายขึ้นรถเก๋งคันดังกล่าวแล้วขับหนีไป ไม่ทราบว่าไปไหนและติดต่อไม่ได้ จำเลยเกรงว่า นายสมชายจะได้รับอันตรายจึงมาแจ้งความ ร้อยตำรวจเอกวินัยให้ดาบตำรวจธนวัฒน์ จดข้อความที่จำเลยแจ้งลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี หลังจากนั้นจำเลยถูกดำเนินคดีในข้อหาจ้างวานฆ่านายสมชาย เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1727/2556 หมายเลขแดงที่ อ.1144/2557 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1727/2556 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาเรื่องฟ้องซ้ำเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย และโจทก์ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1727/2556 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่มาด้วย จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้ได้ ซึ่งตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องนั้น นอกจากจำเลยจะต้องเป็นบุคคลเดียวกันและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว คดีต้องมีประเด็นข้อกล่าวหาในมูลเหตุอย่างเดียวกันด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของบุคคลไม่ให้ถูกดำเนินคดีถึงสองครั้งในการกระทำความผิดครั้งเดียวหรือคราวเดียวกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอ้างว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2555 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจเอกวินัยขณะปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนเวร แต่ในคดีก่อนเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 (จำเลยในคดีนี้) กับพวกว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2555 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 ก่อให้นายสุรวุฒิ กระทำความผิดโดยการใช้ จ้าง วานนายสุรวุฒิและจำเลยที่ 2 ร่วมกันจัดหามือปืนไปดักใช้อาวุธปืนฆ่านายสมชายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ประเด็นข้อกล่าวหาของคดีจึงต่างกัน และการกระทำความผิดในแต่ละครั้งต่างวันเวลาและสถานที่กัน จึงเป็นการกระทำต่างกรรมกัน ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1727/2556 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงมิได้ระงับไป ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โจทก์มีนางสาวณิชานันท์ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2555 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา พยานขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนสายเชียงใหม่ – เชียงราย มุ่งหน้าไปทางบ้านดอกแดง พยานเลี้ยวซ้ายเข้าไปทางบ้านแม่ดอกแดง 50 เมตร เห็นรถยนต์เก๋งโตโยต้า รุ่นโซลูน่า สีบรอนซ์เงิน จอดบล็อกปาดหน้าขวางรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี่ สีดำ มีผู้ชายสองคนหิ้วปีกผู้ชายคนหนึ่งอยู่ตรงฝั่งซ้ายของรถยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโซลูน่า พยานสามารถมองเห็นเนื่องจากมีแสงสว่างจากไฟกิ่งถนนสายเชียงใหม่ – เชียงราย แสงไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของพยานและรถยนต์เก๋งโตโยต้า คัมรี่ สีดำ ขณะที่พยานขับผ่านรถทั้งสองคันห่างประมาณ 1 เมตร ต่อมาพยานทราบว่ามีการฆ่ากันตายที่บริเวณดังกล่าว จึงเล่าเหตุการณ์ให้ดาบตำรวจวชรวรรษ ฟัง เห็นว่า คำเบิกความของนางสาวณิชานันท์พยานโจทก์มีรายละเอียดข้อเท็จจริงสอดคล้องตรงกับคำให้การชั้นสอบสวน ที่พยานปากนี้ให้การหลังเกิดเหตุไม่นาน ทั้งตรงกับคำเบิกความในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1727/2556 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพยานเคยเบิกความไว้ในคดีดังกล่าว ซึ่งมีเหตุสมควรรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/5 แม้นางสาวณิชานันท์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ได้เห็นเหตุการณ์ แต่มาเบิกความตามที่พันตำรวจโทนริศ เล่าเหตุการณ์ให้พยานฟัง และอ้างว่าคนที่เห็นเหตุการณ์จริงไม่กล้ามาเบิกความ ซึ่งขัดแย้งกับพยานให้การไว้ในชั้นสอบสวนและที่เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1727/2556 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็ทำให้นางสาวณิชานันท์เป็นพยานบอกเล่าที่ห้ามมิให้ศาลรับฟังแต่ตามพฤติการณ์ที่นางสาวณิชานันท์ให้การชั้นสอบสวนหลังเกิดเหตุไม่นาน และเบิกความในคดีอาญาดังกล่าวโดยไม่ปรากฏว่าได้รับการบอกเล่าเหตุการณ์มาจากบุคคลอื่นแต่อย่างใด การที่นางสาวณิชานันท์ตอบทนายจำเลยถามค้านโดยขาดเหตุผลสนับสนุนว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง และเชื่อว่าที่นางสาวนิชานันท์เบิกความนั้นเป็นไปตามความจริง จึงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2555 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา นายสมชายถูกผู้ชายสองคนจับตัวไปที่บ้านแม่ดอกแดง ส่วนที่จำเลยมาแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอกวินัยในวันที่ 26 ตุลาคม 2555 ซึ่งเป็นคืนเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2555 เวลา 23.45 นาฬิกา นายสมชายถูกผู้ชายสองคนจับตัวไปที่ถนนสายวงแหวนรอบที่สาม เมื่อจำเลยขับรถผ่านร้านอาหาร ส. นั้น จึงเป็นความเท็จ เนื่องจากนายสมชายถูกจับตัวไปก่อนเวลาที่จำเลยแจ้งความไว้ต่อร้อยตำรวจเอกวินัย ทั้งสถานที่ซึ่งจำเลยแจ้งถึงเหตุการณ์ที่นายสมชายถูกจับตัวไปก็ไม่ใช่สถานที่เดียวกันกับที่ได้ความตามที่พยานโจทก์เบิกความ เมื่อประกอบกับได้ความจากฎีกาของจำเลยว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1727/2556 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 (จำเลยในคดีนี้) มีความผิดฐานร่วมกันฆ่านายสมชายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าจำเลยรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวอันไม่เป็นความจริงมาตั้งแต่ต้น และมาแจ้งความต่อร้อยตำรวจเอกวินัยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเป็นความเท็จ และให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีก็คงเพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตน หรือหวังผลในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1727/2556 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ว่าตนไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด แม้คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) และคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ไม่ได้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการเอาข้อเท็จจริงซึ่งยุติในคดีก่อนมาผูกมัดให้ศาลวินิจฉัยคดีนี้ไปตามนั้น แต่เป็นเพียงพยานหลักฐานส่วนหนึ่งซึ่งศาลอาจใช้ประกอบการพิจารณาคดีนี้เท่านั้น ส่วนจำเลยเพียงแต่เบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1727/2556 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยจึงไม่อาจนับโทษต่อได้นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย หากคดีดังกล่าวลงโทษจำคุกศาลย่อมใช้ดุลพินิจให้นับโทษต่อกันได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง เพื่อจำเลยจะได้รับโทษที่กระทำผิดของทั้งสองคดี แต่เมื่อคดีดังกล่าวศาลฎีกาลงโทษประหารชีวิตจำเลย ย่อมไม่มีโทษจำคุกที่จะให้นับต่อกัน และโดยสภาพของโทษประหารชีวิตกับโทษจำคุกนั้นก็ไม่อาจนับโทษต่อกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวของศาลจังหวัดเชียงใหม่มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1727/2556 หมายเลขแดงที่ อ.1144/2557 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายวิเศษ วิเศษจุมพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิเศษ นิ่มสกุล
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
ชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1514/2565
#683959
เปิดฉบับเต็ม

การตรวจพิสูจน์ที่ต้องตรวจเก็บตัวอย่างเลือดจากร่างกายของผู้ต้องหาในความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากผู้ต้องหานั้น ป.วิ.อ. มาตรา 131/1 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่า การให้ความยินยอมต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น การให้ความยินยอมจึงอาจทำโดยวิธีอื่นได้

การที่ร้อยตำรวจเอก ส. ร้องขอให้เจาะเลือดของจำเลยจนแพทย์เวรมีคำสั่งให้เจาะเลือดของจำเลยแล้ว ณ. เข้าไปสอบถามจำเลยก่อนเจาะเลือด ซึ่งมาตรฐานในการตรวจเลือดของคนไข้จะต้องสอบถามและได้รับความยินยอมจากคนไข้ก่อนทุกครั้ง เมื่อ ณ. สามารถสอบถามและเจาะเลือดของจำเลยได้ พฤติการณ์ของจำเลยแสดงว่าจำเลยให้ความยินยอมในการเจาะเลือดแล้ว รายงานการตรวจวิเคราะห์จึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157, 160 ตรี

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และปรับ 20,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสอง และวรรคสี่ด้วย อันเป็นกรรมเดียวกันและเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเกิดเหตุเวลา 1.30 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์ มีนายธนกร นั่งซ้อนท้าย ส่วนนางสาวรุ่งนภา ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนรักของนายธนกรขับรถจักรยานยนต์ ออกจากบริเวณหน้าโรงแรมไปตามถนนมุ่งหน้าจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือ เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนทางตรงกว้าง 12 เมตร แบ่งช่องเดินรถเป็น 4 ช่อง กว้างช่องละ 3 เมตร มีเส้นสีเหลืองทึบแบ่งช่องเดินรถไปและกลับฝั่งละ 2 ช่อง ช่องเดินรถที่ 2 ของแต่ละฝั่งอยู่ติดกับเส้นสีเหลืองทึบ จำเลยขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทแซงรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับอยู่ในช่องเดินรถที่ 2 ขึ้นไปทางด้านขวาล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวนซึ่งนายทวีชัย ขับรถจักรยานยนต์ อยู่ในช่องเดินรถที่ 2 สวนทางมา ทำให้รถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับทางด้านซ้ายเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายทวีชัยขับทางด้านซ้าย ในทิศทางการเคลื่อนที่สวนทางกัน รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหาย นายทวีชัยตกจากรถได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย รถจักรยานยนต์ที่นายทวีชัยขับล้มลงไถลไปชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายขับอยู่ในช่องเดินรถที่ 2 ได้รับความเสียหาย ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายใช้เวลารักษาประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยและนายธนกรตกจากรถ นายธนกรได้รับบาดเจ็บกะโหลกศีรษะและกระดูกใบหน้าแตกและถึงแก่ความตาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำผู้ตายทั้งสอง ผู้เสียหาย และจำเลยซึ่งได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สำหรับความผิดฐานขับรถโดยมิได้คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น ฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ คู่ความมิได้อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสมชาย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองตาก เบิกความเป็นพยานว่า หลังได้รับแจ้งเหตุแล้วพยานกับพวกเดินทางไปตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุพบผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 คน เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่าผู้ได้รับบาดเจ็บที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลถึงแก่ความตาย 2 คน พยานจึงเดินทางไปโรงพยาบาลดังกล่าว พบนางสาวรุ่งนภาซึ่งให้การว่า จำเลยเป็นคนขับรถจักรยานยนต์ มีนายธนกรที่ถึงแก่ความตายนั่งซ้อนท้าย จำเลยได้รับบาดเจ็บหนักอยู่ระหว่างการรักษาพยาบาลของแพทย์ มีอาการดิ้นทุรนทุรายจากอาการเจ็บบาดแผล พยานจึงไม่เข้าไปสอบถาม แต่ได้ทำบันทึกข้อความขอให้ทางโรงพยาบาลตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของจำเลย นายทวีชัยและนางสาวรุ่งนภา เพื่อนำมาประกอบคดีนางสาวบุญญาภัทร์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นพยานโจทก์เบิกความว่า วันเกิดเหตุช่วงเทศกาลลอยกระทง เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ขณะที่พยานปฏิบัติหน้าที่งานอุบัติเหตุฉุกเฉินอยู่ที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรอันเกิดจากรถจักรยานยนต์มาส่ง 4 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 1 คน พนักงานสอบสวนแจ้งให้พยาบาลเจาะเลือดผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสี่รายเพื่อตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด พยานมีหน้าที่เจาะเลือดของจำเลยตามที่พนักงานสอบสวนชี้บอกตัวจำเลย โดยพนักงานสอบสวนลงลายมือชื่อในบันทึกข้อความ ในฐานะผู้ส่งตรวจ พยานลงลายมือชื่อในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ทำการเจาะเลือด และมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอีกคนลงลายมือชื่อเป็นพยาน พยานรายงานให้พยาบาลหัวหน้าเวรซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อให้รายงานแพทย์เวรในห้องฉุกเฉินเพื่อมีคำสั่งต่อไป จากนั้นแพทย์เวรมีคำสั่งให้เจาะเลือดของจำเลยได้ ต่อมาพยานมีความจำเป็นต้องไปปฏิบัติงานเกี่ยวกับผู้ป่วยหนักอีกรายหนึ่งจึงไม่สามารถเจาะเลือดของจำเลยได้ พยานรายงานให้พยาบาลหัวหน้าเวรทราบ พยาบาลหัวหน้าเวรมอบหมายให้พยาบาลอีกคนหนึ่งเป็นผู้เจาะเลือดแทน แล้วนายณัฐพล บุรุษพยาบาลทำการเจาะเลือดของจำเลย โดยอยู่ในความควบคุมของพยาน พยานเห็นนายณัฐพล เข้าไปสอบถามจำเลยก่อนเจาะเลือด จำเลยมีสติสามารถบอกชื่อได้ นายณัฐพล ใช้สายยางรัดที่แขนข้างขวาของจำเลย และใช้เบตาดีนเช็ดบริเวณจุดที่จะเจาะเลือดจากนั้นเจาะเลือดของจำเลยบรรจุลงในหลอดพลาสติกใสซึ่งใช้สำหรับตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์โดยเฉพาะ แล้วใช้พลาสเตอร์พันบริเวณรอบจุก นำไปให้หัวหน้าพยาบาลปิดฉลากชื่อของจำเลยซึ่งพิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์จากข้อมูลในเวชระเบียนผู้ป่วยของโรงพยาบาล ซึ่งขณะนั้นมีการลงประวัติของจำเลยในระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลแล้ว และเตรียมเอกสารเพื่อส่งให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ เป็นผู้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ต่อไป นายราเมศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญการ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ เป็นพยานโจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชส่งตัวอย่างเลือดของจำเลยและบุคคลอื่นอีก 3 คน มาให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ เพื่อตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ตัวอย่างเลือดของแต่ละคนบรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกใส ปิดปากหลอดด้วยจุกพลาสติกพันด้วยพาราฟิล์ม แต่ละหลอดมีฉลากระบุชื่อเจ้าของเลือดไว้บรรจุรวมอยู่ในกล่องเดียวกันเป็นกล่องโฟมรักษาความเย็น พยานตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของจำเลยในวันเดียวกัน พบปริมาณแอลกอฮอล์ 262 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของนายทวีชัยและผู้เสียหายพบปริมาณแอลกอฮอล์ 230 และ 27 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ดื่มสุรา ขณะอยู่ที่โรงพยาบาลไม่มีผู้ใดมาขอเจาะเลือดของจำเลยเพื่อนำไปตรวจหาปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด และมือข้างขวาของจำเลยไม่มีร่องรอยเบตาดีนหรือเข็มเจาะเลือด เห็นว่า นางสาวบุญญาภัทร์และนายราเมศเป็นเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่ในการจัดเก็บตัวอย่างเลือด และตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของจำเลยตามลำดับไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะกลั่นแกล้งเบิกความให้ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่อปรักปรำใส่ร้ายจำเลยให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริงที่ตนได้รู้เห็นมา ทั้งได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ ซึ่งให้การในวันเดียวกับวันเกิดเหตุว่า ก่อนเกิดเหตุพยานขับรถจักรยานยนต์ไปตามนายธนกรผู้ตายซึ่งเป็นคนรักของผู้เสียหายที่ไปดื่มสุรากับจำเลยที่ผับ โรงแรม เมื่อไปถึงหน้าโรงแรมผู้เสียหายโทรศัพท์เรียกนายธนกรให้ออกมาเพื่อกลับหอพัก สักครู่นายธนกรและจำเลยออกมาจากผับแล้วพากันขับรถจักรยานยนต์ไปจนเกิดเหตุ ผู้เสียหายรู้จักจำเลยมาก่อน หลังเกิดเหตุยังไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย ส่อแสดงว่าผู้เสียหายให้การในรายละเอียดปลีกย่อยดังกล่าวไปตามความเป็นจริงโดยไม่ทันคิดช่วยเหลือจำเลย นอกจากนี้ยังได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ว่า เมื่อร้อยตำรวจเอกสมชาย สอบคำให้การจำเลยครั้งแรกและสอบคำให้การเพิ่มเติม โดยแจ้งพฤติการณ์แห่งคดีว่าพนักงานสอบสวนได้ให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทำการเจาะเลือดของจำเลยเพื่อตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ต่อมาได้รับรายงานผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของจำเลยว่ามีปริมาณ 262 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และแจ้งข้อหาจำเลยเพิ่มเติมว่าจำเลยกระทำความผิดในข้อหาขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย กับสอบถามว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยไปดื่มสุรากับผู้ใด ที่ไหน อย่างไร จำเลยกลับตอบว่าไม่ขอตอบเช่นเดียวกัน โดยไม่ได้ให้การโต้แย้งคัดค้านว่าไม่มีการเจาะเลือดและผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลย แม้จะเป็นสิทธิของจำเลยในฐานะผู้ต้องหาที่จะให้การหรือไม่ให้การอย่างไรก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 (1) แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยดื่มสุราหรือไม่ในคืนเกิดเหตุถือเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยมีความผิดหรือบริสุทธิ์ในข้อหาที่โจทก์ฟ้องนี้ จำเลยควรให้การปฏิเสธและบอกเล่าเหตุการณ์โดยชัดแจ้ง เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดีของจำเลยเอง ที่จำเลยเบิกความว่า ตัวอย่างเลือดที่ส่งไปตรวจวิเคราะห์และรายงานการตรวจวิเคราะห์ ไม่ใช่เลือดของจำเลย เป็นแต่คำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟัง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เจาะเลือดของจำเลยในวันเกิดเหตุและส่งตัวอย่างเลือดของจำเลยไปให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 3 นครสวรรค์ ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอ ผลการตรวจวิเคราะห์ปรากฏว่าพบปริมาณแอลกอฮอล์ 262 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ในเลือดของจำเลย ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย และข้อพิรุธจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเอง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ร้อยตำรวจเอกสมชาย เบิกความว่าขณะที่ร้อยตำรวจเอกสมชาย พบจำเลยในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล จำเลยมีอาการหนัก ดิ้นทุรนทุราย ไม่มีสติสัมปชัญญะ พูดคุยไม่รู้เรื่อง จึงไม่ได้เข้าไปพูดคุยสอบถามจำเลย และพนักงานสอบสวนให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญดำเนินการตรวจเลือดจำเลยเพื่อพิสูจน์ปริมาณแอลกอฮอล์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงรับฟังรายงานการตรวจวิเคราะห์ เป็นพยานหลักฐานมาลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า แม้ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) ประกอบมาตรา 160 ตรี วรรคสอง และวรรคสี่ ที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 กำหนดให้การตรวจพิสูจน์ที่ต้องตรวจเก็บตัวอย่างเลือดจากร่างกายของผู้ต้องหาต้องได้รับความยินยอมจากผู้ต้องหาก่อน และบันทึกข้อความในการตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดของจำเลย ไม่มีลายมือชื่อของจำเลยให้ความยินยอมไว้ก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131/1 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติว่า การให้ความยินยอมต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ดังนั้นการให้ความยินยอมอาจทำโดยวิธีอื่นได้ ในปัญหานี้ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวบุญญาภัทร์ว่า ตั้งแต่ที่นางสาวบุญญาภัทร์ได้รับการร้องขอจากร้อยตำรวจเอกสมชาย ให้เจาะเลือดของจำเลยจนแพทย์เวรมีคำสั่งให้เจาะเลือดของจำเลยใช้เวลาประมาณ 15 นาที และนางสาวบุญญาภัทร์เห็นนายณัฐพล เข้าไปสอบถามจำเลยก่อนเจาะเลือด จำเลยมีสติสามารถบอกชื่อได้ ซึ่งมาตรฐานในการตรวจเลือดของคนไข้ จะต้องสอบถามและได้รับความยินยอมจากคนไข้ก่อนทุกครั้ง อีกทั้งได้ความจากบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ว่า จำเลยได้รับบาดเจ็บกระดูกแขนซ้ายหัก กระดูกนิ้วก้อยมือซ้ายหัก เส้นเอ็นนิ้วก้อยซ้ายขาด และแผลฉีกขาดเข่าซ้าย 10 เซนติเมตร ทะลุเข้าไปถึงข้อเข่าซ้าย ไม่ใช่การบาดเจ็บทางสมอง อาการบาดเจ็บดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยดิ้นทุรนทุราย แต่ไม่ถึงขนาดหมดสติหรือไม่มีสติสัมปชัญญะ นายณัฐพล จึงยังสามารถสอบถามจำเลยและเจาะเลือดของจำเลยได้ พฤติการณ์ของจำเลยและนายณัฐพล แสดงว่าจำเลยให้ความยินยอมในการเจาะเลือดแล้ว รายงานการตรวจพิสูจน์วิเคราะห์ จึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อมามีว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถแต่กลับขับรถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุรามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 262 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้การรับรู้ อารมณ์ ระดับการมีสติลดลง แล้วยังขับแซงรถจักรยานยนต์ที่อยู่ข้างหน้าล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวน ในขณะที่มีรถจักรยานยนต์แล่นสวนทางมาในระยะกระชั้นชิด ซึ่งเป็นการขับรถโดยประมาทอย่างมากเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายทวีชัยผู้ตายขับสวนมา จนทำให้นายทวีชัยถึงแก่ความตาย และนายธนกรซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยถึงแก่ความตาย ส่วนผู้เสียหายที่ขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถเดียวกับจำเลยได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย และจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บิดาของนายธนกรและมารดาของนายทวีชัย จนบิดาของนายธนกรและมารดาของนายทวีชัยไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย หรือแม้จำเลยกำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยก็ตาม ก็เทียบไม่ได้กับความสูญเสียที่จำเลยก่อขึ้น ทั้งจำเลยหาได้สำนึกผิดกลับปฏิเสธต่อสู้คดีมาโดยตลอด จึงไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำคุกจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 131/1 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นางนิตยา จินดาดำรงเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายพีระพงษ์ เธียรประดับ
ชื่อองค์คณะ
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2565
#683954
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" อันมีความหมายว่าคำพิพากษาในส่วนอาญานั้นต้องถึงที่สุดแล้วและเป็นคู่ความเดียวกัน ทั้งข้อเท็จจริงที่คดีส่วนแพ่งจะต้องถือตามนั้นต้องเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาด้วย เมื่อปรากฏว่าคำพิพากษาในคดีอาญาถึงที่สุดและโจทก์กับจำเลยต่างเป็นคู่ความเดียวกัน จึงต้องพิจารณาเพียงว่าคำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเป็นประเด็นโดยตรงกับคดีนี้หรือไม่ ซึ่งในคดีอาญาดังกล่าวทั้งสามศาลต่างพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โดยคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาของทั้งสามศาลต่างวินิจฉัยในประเด็นโดยตรงแห่งคดีเช่นเดียวกับคดีนี้ แม้จะมีรายละเอียดของการให้เหตุผลแตกต่างไปบ้างก็สืบเนื่องมาจากการวินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์และข้อฎีกาของโจทก์ แต่ผลสุดท้ายแห่งคดีคือยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม อันเกิดจากการฟังข้อนำสืบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีนี้ย่อมต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาว่าจำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการปลอมเช็คและใช้เช็คปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 158,330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาว น. ผู้อนุบาลของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถโดยให้อยู่ในความอนุบาลของนางสาว น. ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2560 ในระหว่างการพิจารณาคดีนี้โจทก์ถึงแก่ความตาย มีนางสาว น. และนายธนัตถ์ เป็นทายาทโดยธรรม เมื่อปี 2543 โจทก์ลงลายมือในใบถอนเงินธนาคาร ในฐานะเจ้าของบัญชี โดยจำเลยกรอกข้อความในช่องชื่อบัญชี ช่องเลขบัญชี ช่องวันที่ และช่องจำนวนเงิน จำนวน 4 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2543 จำนวนเงิน 131,000,000 บาท ฉบับที่ 2 ถึงที่ 4 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2543 จำนวนเงิน 10,979,319.55 บาท 1,020,680.45 บาท และ 1,000,000 บาท แล้วจำเลยถอนเงินทั้งหมดไป ต่อมาโจทก์ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคาร ในฐานะเจ้าของบัญชี โดยมีผู้อื่นกรอกข้อความในช่องวันที่ ช่องจ่าย และช่องจำนวนเงิน จำนวน 5 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 สั่งจ่ายแก่จำเลยจำนวน 5,000,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2550 สั่งจ่ายว่า "สด" จำนวน 230,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 16 มกราคม 2551 สั่งจ่ายว่า "สด" จำนวน 300,000 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 สั่งจ่ายแก่โจทก์ จำนวน 1,800,000 บาท และฉบับที่ 5 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2551 สั่งจ่ายแก่โจทก์และจำเลย จำนวน 7,000,000 บาท จำเลยรับเงินตามเช็คฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 ส่วนฉบับที่ 4 และที่ 5 จำเลยนำเช็คไปฝากเข้าบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร โจทก์และจำเลยเปิดบัญชีไว้ร่วมกัน ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลอาญาในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1201/2557 หมายเลขแดงที่ อ.982/2559 โดยกล่าวหาว่าจำเลยปลอมใบถอนเงินฉบับที่ 1 ถึงที่ 4 ของคดีนี้ และปลอมเช็คทั้งห้าฉบับของคดีนี้ ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน

คดีนี้มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ในการพิพากษาคดีนี้ตามฟ้องข้อ 2.4 ถึงข้อ 2.8 ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.982/2559 ของศาลอาญาหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าในคดีอาญาดังกล่าวโจทก์ฟ้องจำเลยตอนหนึ่งว่าจำเลยปลอมเช็คตามฟ้องข้อ 2.4 ถึงข้อ 2.7 คดีนี้ โดยจำเลยปลอมเช็คของโจทก์ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้สั่งจ่ายด้วยการกรอกข้อความลงในเช็คทั้งสี่ฉบับ กับปลอมเช็คอีกฉบับตามฟ้องข้อ 2.8 โดยการกรอกข้อความและปลอมลายมือของโจทก์ในฐานะผู้สั่งจ่าย แล้วนำไปใช้ในการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย รับเป็นเงินสด และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากร่วมระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย ทำนองเดียวกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา กล่าวคือ ความรับผิดในคดีแพ่งมีมูลเหตุอันเกิดจากการกระทำความผิดคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" อันมีความหมายว่าคำพิพากษาในส่วนอาญานั้นต้องถึงที่สุดแล้ว และเป็นคู่ความเดียวกัน ทั้งข้อเท็จจริงที่คดีส่วนแพ่งจะต้องถือตามนั้นต้องเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาด้วย เมื่อปรากฏว่า คำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4743/2561 ซึ่งโจทก์กับจำเลยต่างเป็นคู่ความเดียวกัน จึงต้องพิจารณาเพียงว่าคำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเป็นประเด็นโดยตรงกับคดีนี้หรือไม่ ซึ่งในคดีอาญาดังกล่าวทั้งสามศาลต่างพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โดยศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงแล้วเชื่อว่าจำเลยกรอกข้อความในเช็คตามความประสงค์ของโจทก์ ส่วนเช็คที่โจทก์อ้างว่าจำเลยปลอมทั้งฉบับโดยกรอกข้อความและลายมือชื่อของโจทก์ในเช็คนั้นฟังว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์ และจำเลยกรอกข้อความตามความประสงค์ของโจทก์เช่นกัน ส่วนศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกันว่าโจทก์รู้เห็นและยินยอมในการทำนิติกรรมเช็คตามฟ้อง และเห็นว่าเช็คอีกฉบับหนึ่งเป็นลายมือชื่อของโจทก์จริง ในชั้นที่โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำนิติกรรมโดยมีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์และเป็นลายมือชื่อของโจทก์ที่สั่งจ่ายเช็ค ประกอบกับโจทก์ไม่เคยโต้แย้งรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีกระแสรายวันที่ธนาคารจัดส่งให้โจทก์ทราบทุกเดือน จึงไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมตามฟ้อง ย่อมเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า คำพิพากษาในคดีส่วนอาญาของทั้งสามศาลต่างวินิจฉัยในประเด็นโดยตรงแห่งคดีเช่นเดียวกับคดีนี้ แม้จะมีรายละเอียดของการให้เหตุผลแตกต่างไปบ้างก็สืบเนื่องมาจากการวินิจฉัยตามข้ออุทธรณ์และข้อฎีกาของโจทก์ แต่ผลสุดท้ายแห่งคดีคือ ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิ (เช็ค) ปลอม อันเกิดจากการฟังข้อนำสืบพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ในการพิพากษาคดีนี้ย่อมต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.982/2559 ของศาลอาญา ว่าจำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยการปลอมเช็คและใช้เช็คตามฟ้องข้อ 2.4 ถึง 2.8 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ตั้งแต่ข้อ 3 ข้อ 3.1 ถึงข้อ 3.7 ล้วนเป็นการคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 5 ข้อ 5.1 ถึงข้อ 5.7 โดยมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ถูกต้องและคลาดเคลื่อนในเรื่องใด ที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งและไม่มีประเด็นให้ศาลฎีกาวินิจฉัย เพราะเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ส่วนตามฎีกาของโจทก์ในข้อ 4 ที่ว่า โจทก์มีพยานนำสืบประกอบพฤติกรรมแห่งคดีให้รับฟังได้ว่า ขณะโจทก์ถอนเงินและสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คตามข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 โจทก์มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ และจำเลยรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่กระทำโดยทุจริตฉ้อฉลนำเอกสารดังกล่าวที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ก่อนนำไปถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ขัดแย้งกับคำฟ้องของโจทก์ที่ตั้งประเด็นว่าจำเลยกรอกข้อความในใบถอนเงินที่โจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะเจ้าของบัญชีโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม เพราะการลงลายมือชื่อของโจทก์โดยถูกฉ้อฉลเกิดจากการแสดงเจตนาโดยวิปริตเพราะสำคัญผิดและหลงเชื่อตามอุบายที่ถูกหลอกลวง ซึ่งแตกต่างจากการไม่รู้ข้อเท็จจริงโดยลงลายมือชื่อก่อนที่จำเลยจะกรอกข้อความในภายหลัง ฉะนั้น จึงเป็นข้อฎีกาที่นอกฟ้องนอกประเด็น ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นเดียวกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจโท ต. โดย นางสาว น. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย ศ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวัชรินทร์ ภู่นริศ
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
พิชัย เพ็งผ่อง
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1478/2565
#683958
เปิดฉบับเต็ม

จําเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์และจําเลยมีสินสมรสร่วมกันหลายรายการ สินสมรสบางรายการมีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมถือกรรมสิทธิ์ ขอให้บังคับโจทก์แบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้จําเลยกึ่งหนึ่ง จําเลยขอให้ศาลหมายเรียก ธ. บุตรของโจทก์และจําเลยเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข) เพื่อให้การจัดการสินสมรสเสร็จไปในคราวเดียวไม่ต้องไปฟ้องร้องกันเป็นคดีใหม่ การที่โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโดยมิได้แบ่งสัดส่วนการถือกรรมสิทธิ์ ต้องถือว่าโจทก์และโจทก์ร่วมมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินในสัดส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 ประกอบกับมาตรา 1359 บัญญัติว่า เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ การที่จําเลยให้การและฟ้องแย้งและหมายเรียกขอให้บังคับโจทก์และโจทก์ร่วมโอนที่ดินคืนแก่จําเลย จึงถือว่าโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีที่เป็นการชําระหนี้ซึ่งแบ่งแยกกันมิได้ การที่โจทก์ยื่นคําฟ้อง คำให้การแก้ฟ้องแย้ง บัญชีระบุพยาน ถือได้ว่าโจทก์ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาทำการแทนซึ่งกันและกันกับโจทก์ร่วมด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) เมื่อโจทก์ร่วมยอมรับเอาข้อเท็จจริงตามคําฟ้อง คำให้การแก้ฟ้องแย้ง และการดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ ในชั้นพิจารณาของโจทก์ทุกประการ จึงเป็นคําคู่ความและการดำเนินการของโจทก์ร่วมด้วย โดยโจทก์ร่วมไม่จำต้องทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจําเลย รวมทั้งพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบในชั้นพิจารณาหักล้างข้อต่อสู้ของจําเลย ย่อมถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาของโจทก์ร่วมเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนำพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบมาวินิจฉัยเป็นคุณแก่โจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

ระหว่างสมรสจําเลยโอนที่ดินที่เป็นสินสมรสเฉพาะส่วนของจําเลยให้แก่โจทก์โดยเสน่หาโดยมิได้ระบุเป็นอย่างอื่น จึงต้องถือว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บังคับเฉพาะกรณีบุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้เท่านั้น แต่ได้รวมถึงกรณีสามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วย ส่วนที่ดินที่มีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันมีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารทางราชการที่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในทะเบียนที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ประกอบกับ ป.วิ.พ. มาตรา 127 บัญญัติว่า เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง จึงเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนําสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารนั้น ดังนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายดังกล่าว เมื่อจําเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เหตุที่มีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน เนื่องจากโจทก์ออกอุบายให้จําเลยยกที่ดินเฉพาะส่วนของจําเลยให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บุคคลภายนอกฟ้องบังคับชําระหนี้เอาจากจําเลย เท่ากับจําเลยให้การและฟ้องแย้งต่อสู้ว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์และโจทก์ร่วม แต่เป็นสินสมรสของจําเลยและโจทก์ร่วม จําเลยจึงมีหน้าที่นําสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 และมาตรา 127

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 445/2561 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ขก 10 และที่ดินโฉนดเลขที่ 47170 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา หรือให้จำเลยรับเงิน 204,684 บาท แทนการแบ่งกรรมสิทธิ์ในรถยนต์และที่ดินดังกล่าวแล้วให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์และที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การแก้ไขคำให้การ ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์แบ่งทรัพย์สินดังกล่าวแก่จำเลยกึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้โจทก์และจำเลยขายทรัพย์สินดังกล่าว โดยการประมูลราคากันเอง หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนาย ธ. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ร่วมให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลย ให้โจทก์ร่วมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ร่วมตามโฉนดเลขที่ 54899, 64875, 118185, 138556 ให้แก่โจทก์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 138557 ทั้งแปลงให้แก่โจทก์ แล้วให้โจทก์แบ่งให้แก่จำเลยพร้อมกับที่ดินโฉนดเลขที่ 47170 รถยนต์ หมายเลขทะเบียน ขก 10 และ ขก 20 กึ่งหนึ่ง รวมมูลค่าสินสมรสทั้งสิ้น 4,359,018 บาท หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลกันเองระหว่างโจทก์และจำเลย หากไม่สามารถประมูลกันเองได้ให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันฝ่ายละกึ่งหนึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 64875, 118185, 138556 และ 138557 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งส่วนคำฟ้องและคำฟ้องแย้งระหว่างโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ก่อนที่จำเลยจะจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ จำเลยเคยจดทะเบียนสมรสกับนางโพธิ์ศรี มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายวิทยา ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2528 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ โจทก์ร่วม วันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน โจทก์และโจทก์ร่วมมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 64875 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้าน ที่ดินโฉนดเลขที่ 138556 และ 138557 และที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 47170 และที่ดินโฉนดเลขที่ 54899 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้าน เป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย

คดีมีปัญหาตามฎีกาที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมให้การแก้ฟ้องแย้งไม่ชัดแจ้ง ไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ กรณีต้องถือว่าโจทก์ร่วมถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 64875, 138556, 138557 และ 118185 แทนจำเลย ต้องส่งมอบคืนแก่จำเลย และการที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษนำเอาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาวินิจฉัยเป็นคุณแก่โจทก์ร่วม เป็นการมิชอบ โดยจำเลยฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วม ไม่ได้ให้การแก้ข้อที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยเรื่องคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ร่วม ประเด็นเรื่องคำให้การไม่ชัดแจ้งของโจทก์ร่วม จึงไม่ใช่ข้อที่โจทก์ร่วมยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ ปัญหาเรื่องคำให้การไม่ชัดแจ้งของโจทก์ร่วมจึงยุติไปแล้ว โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 64835, ที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 ที่ดินโฉนดเลขที่ 138556 และ 38557 ให้การเพียงว่า โจทก์ร่วมเป็นบุตรของโจทก์และจำเลย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1562 บัญญัติห้ามไม่ให้ผู้ใดฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา จึงเป็นคดีอุทลุมต้องห้ามตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง คำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ร่วมจึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ โจทก์ร่วมมิได้ยื่นบัญชีระบุพยาน และไม่ได้นำพยานเข้าสืบ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังเอาประเด็นพิพาทซึ่งมีแต่เฉพาะของโจทก์มาถือเอาเป็นประเด็นพิพาทของโจทก์ร่วมไปด้วย และรับฟังเอาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาเป็นพยานหลักฐานของโจทก์ร่วม เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกประเด็น ต้องห้ามมิให้รับฟัง คดีต้องฟังว่า โจทก์ร่วมได้ยอมรับว่า เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนจำเลย นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้จำเลยเป็นผู้ยื่นคำร้องลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนาย ธ. บุตรของโจทก์และจำเลยเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) วันที่ 21 กันยายน 2561 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาว่า ให้หมายเรียกนาย ธ. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ในวันเดียวกัน ศาลชั้นต้นออกคำสั่งเรียกตัวความถึงโจทก์ร่วม ระบุเป็นใจความว่า "ด้วยคดีเรื่องนี้ ให้เรียกนาย ธ. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมและสืบ พยานจำเลยในวันที่ 9 ตุลาคม 2561" เห็นว่า จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์และจำเลยมีสินสมรสร่วมกันหลายรายการ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 54899 และ 64875 พร้อมบ้าน มีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 มีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 138556, 138557 มีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมถือกรรมสิทธิ์ เหตุที่มีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ออกอุบายให้จำเลยยกที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยให้แก่โจทก์ และโจทก์กับจำเลยมอบหมายให้นายชัชวาล นำเงินสินสมรสไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 แทนโจทก์และจำเลย เพื่อไม่ให้บริษัท ฮ. ฟ้องบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลย จึงขอให้บังคับให้โจทก์แบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง และเหตุที่จำเลยขอให้ศาลเรียกนาย ธ. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม เพื่อให้การจัดการสินสมรสเสร็จไปในคราวเดียวไม่ต้องไปฟ้องร้องกันเป็นคดีใหม่ ดังนั้น การที่โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 64875, 118185, 138556 และ 138557 ร่วมกัน 4 แปลง โดยมิได้แบ่งสัดส่วนการถือกรรมสิทธิ์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 บัญญัติว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้เป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน จึงต้องถือว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินทุกแปลงดังกล่าวในสัดส่วนเท่ากัน ประกอบกับมาตรา 1359 บัญญัติว่า เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ อาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ การที่จำเลยให้การและฟ้องแย้งและหมายเรียกขอให้บังคับโจทก์และโจทก์ร่วมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 64875, 118185, 138556 และ 138557 คืนแก่จำเลย จึงถือว่าโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีที่เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 บัญญัติต่อไปว่า "...ห้ามมิให้ถือว่า บุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ดังนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้ (1) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดย หรือทำต่อคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ..." ซึ่งกระบวนพิจารณาหมายความรวมถึงการยื่นฟ้อง ยื่นคำให้การ ยื่นบัญชีระบุพยาน และนำพยานหลักฐานเข้าสืบในประเด็นข้อต่อสู้ตามคำคู่ความที่ได้ตั้งประเด็นไว้ ดังนั้น เมื่อมูลแห่งหนี้ที่โจทก์และโจทก์ร่วมต้องชำระคดีนี้ แบ่งแยกจากกันมิได้ การที่โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ยื่นบัญชีระบุพยาน ถือได้ว่าโจทก์ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาทำแทนซึ่งกันและกันกับโจทก์ร่วมด้วย เมื่อโจทก์ร่วมยอมรับเอาข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การแก้ฟ้องแย้งและการดำเนินการต่าง ๆ ในชั้นพิจารณาของโจทก์ทุกประการ คำฟ้อง คำให้การแก้ฟ้องแย้งและกระบวนพิจารณาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นคำคู่ความและการดำเนินการของโจทก์ร่วมด้วย โดยโจทก์ร่วมไม่จำต้องจัดทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย รวมทั้งพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาหักล้างข้อต่อสู้พยานหลักฐานของจำเลย ย่อมถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาของโจทก์ร่วมด้วยเช่นกัน โจทก์ร่วมจึงไม่จำต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมให้การแก้ฟ้องแย้งไม่ชัดแจ้ง ไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ กรณีจึงไม่อาจแปลความว่าโจทก์ร่วมถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 118185, 64857, 138556 และ 138557 แทนจำเลย ต้องส่งมอบคืนแก่จำเลย ดังที่จำเลยฎีกา แต่เป็นหน้าที่ของจำเลยต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ได้ความตามข้อต่อสู้ของตน การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเอาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาวินิจฉัยเป็นคุณแก่โจทก์ร่วม จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการต่อมาคือ ภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบประเด็นพิพาทตกแก่ฝ่ายโจทก์มิใช่จำเลย เพราะจำเลยได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า กรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์อ้างว่า จำเลยยกที่ดินโฉนดเลขที่ 64875, 138556 และ 138557 รวม 3 โฉนด ให้แก่โจทก์โดยเสน่หา และโจทก์ยอมรับว่าที่ดินทั้ง 3 แปลง ได้มาระหว่างสมรส และที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 เป็นที่ดินที่โจทก์และจำเลยมอบหมายให้นายชัชวาลนำเงินสินสมรสไปซื้อแทนโจทก์และจำเลยเพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้บริษัท ฮ. ฟ้องบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลย จึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ว่า ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นสินสมรส แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 จะบัญญัติว่า ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ตามสารบัญจดทะเบียนในโฉนดนั้นถูกต้องก็ตาม แต่คดีนี้พิพาทกันเรื่องแบ่งสินสมรส เมื่อโจทก์อ้างว่าไม่ใช่สินสมรส ภาระพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 บัญญัติว่า สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน "...(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา..." เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยตรงกันว่า ระหว่างสมรสจำเลยโอนที่ดินที่เป็นสินสมรสเฉพาะส่วนของจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 64875, 138556 และ 138557 ทั้ง 3 แปลง ให้แก่โจทก์โดยเสน่หาโดยมิได้ระบุเป็นอย่างอื่น จึงต้องถือว่า ที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่บังคับเฉพาะกรณีบุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้เท่านั้น แต่ได้รวมถึงกรณีสามียกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วย ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 มีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เมื่อที่ดินทั้ง 4 แปลง มีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเป็นเอกสารของทางราชการที่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในทะเบียนที่ดิน ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ประกอบกับโฉนดที่ดินทั้ง 4 แปลง มีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง บัญญัติว่า เอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น…ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารนั้น ดังนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เหตุที่มีชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทั้ง 4 แปลง เนื่องจากโจทก์ออกอุบายให้จำเลยยกที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลย 3 แปลง ให้แก่โจทก์กับโจทก์ร่วม และจำเลยให้นายชัชวาลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 แทนโจทก์และจำเลยแล้วใส่ชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บริษัท ฮ. ฟ้องบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลย เท่ากับจำเลยให้การและฟ้องแย้งต่อสู้ว่า ที่ดินทั้ง 4 แปลงดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์และโจทก์ร่วม แต่เป็นสินสมรสของจำเลยและโจทก์ร่วมกัน จำเลยจึงมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 และมาตรา 127 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 64875 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 138556 และ 138557 และที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยตามโฉนดเลขที่ 64875, 138556 และ 138557 ไว้แทนจำเลย และไม่เชื่อว่านายชัชวาลนำเงินสินสมรสของโจทก์และจำเลยไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 ไว้แทนโจทก์และจำเลย ที่ดินโฉนดเลขที่ 54899 ที่จำเลยและโจทก์เคยให้นายชัชวาลซื้อไว้แทนเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2549 และโอนขายให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมในวันที่ 29 มีนาคม 2553 ขณะที่นายชัชวาลซื้อที่ดินแปลงนี้ โจทก์ร่วมอายุเพียง 14 ปี เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โจทก์อ้างว่า โจทก์ร่วมและนายชัชวาลเป็นพวกรักร่วมเพศ จึงมีการโอนที่ดินให้กัน ไม่สมด้วยเหตุผล เช่นเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 ก็กระทำแบบเดียวกันคือ เป็นการให้นายชัชวาลซื้อที่ดินไว้แทนโจทก์และจำเลยตามอุบายของโจทก์ โจทก์ทราบดีว่า จำเลยกับนายวิทยา บุตรจำเลย และห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. เป็นหนี้ทางการค้าบุคคลภายนอก นายวิทยาถูกฟ้องล้มละลาย ต้องไปทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้น การที่นายชัชวาลเป็นผู้รับโอนที่ดินจึงฟังได้เพียงว่า นายชัชวาลเป็นตัวแทนของโจทก์และจำเลย ที่ดินโฉนดเลขที่ 64875, 118185, 138556 และ 138557 ทั้ง 4 แปลง จำเลยให้โจทก์ร่วมถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้ โจทก์มีเจตนาจะฉ้อฉลเอาเป็นของตนฝ่ายเดียว จึงได้มีการทำนิติกรรมโอนกันไปมาระหว่างโจทก์และโจทก์ร่วมหลายครั้งโดยไม่มีค่าตอบแทน นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสอยู่กินเป็นสามีภริยากันตั้งแต่เดือนมีนาคม 2528 จนถึงปี 2550 หลังจากอยู่กินกันเป็นเวลาประมาณ 22 ปี เพิ่งปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่า โจทก์และจำเลยร่วมกันซื้อที่ดิน 4 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 64875 จากนางยุ่น เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2547 วันที่ 19 มีนาคม 2550 จำเลยโอนที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยให้แก่โจทก์ วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 โจทก์โอนที่ดินทั้งแปลงให้แก่โจทก์ร่วม วันที่ 14 เดือนปีเดียวกัน โจทก์ร่วมยินยอมให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวกึ่งหนึ่ง ที่ดินโฉนดเลขที่ 47170 โจทก์และจำเลยซื้อจากนายวินัย เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2557 ที่ดินโฉนดเลขที่ 138556 และ 138557 โจทก์และจำเลยซื้อจากนางหนูคล้าย และนายเริงชัย เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2546 และวันที่ 4 กันยายน 2546 ตามลำดับ วันที่ 19 มีนาคม 2550 จำเลยโอนที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยให้แก่โจทก์ทั้ง 2 แปลง วันที่ 10 กรกฎาคม 2550 โจทก์โอนที่ดินทั้ง 2 แปลง ให้แก่โจทก์ร่วม วันที่ 14 เดือนปีเดียวกัน โจทก์ร่วมยินยอมให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวกึ่งหนึ่ง โดยโจทก์เบิกความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 64875, 138556 และ 138557 เดิมโจทก์และจำเลยร่วมกันซื้อด้วยกัน จดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2550 จำเลยจดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของตนให้แก่โจทก์โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนและจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 เดิมนายชัชวาลเป็นผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากนางสุธรรม ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2553 นายชัชวาลจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งแปลงให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมโดยเสน่หา เนื่องจากนายชัชวาลได้คบหามีความรักใคร่กับโจทก์ร่วมในลักษณะชายรักชาย เมื่อนายชัชวาลต้องย้ายไปทำงานต่างจังหวัดจึงยกที่ดินให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ร่วมอีก 1 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 54899 นายชัชวาลต้องการยกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ร่วม แต่เนื่องจากโจทก์ร่วมอายุไม่มากเกรงว่าโจทก์ร่วมจะรักษาที่ดินไว้ไม่ได้ จึงใส่ชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ส่วนจำเลยนำสืบว่า ในปี 2549 จำเลยและนายวิทยาถูกบริษัท ฮ. ติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ และฟ้องบังคับชำระหนี้ค่าวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นคดีแพ่ง และนายวิทยายังถูกฟ้องคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค รวมเป็นเงินกว่า 1,000,000 บาท ตามสำเนาคำพิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่นคดีหมายเลขแดงที่ 2247/2551 ด้วยความกลัวว่าทรัพย์สินของจำเลยและโจทก์จะถูกบังคับชำระหนี้ โจทก์จึงออกอุบายให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 64875, 138556 และ 138557 รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 ที่นายชัชวาลเป็นผู้ซื้อที่ดินแทนโจทก์และจำเลย เพื่อหลบหลีกการฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากเจ้าหนี้ดังกล่าว เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 64875, 138556 และ 138557 ทั้ง 3 แปลง เป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยซื้อมาในระหว่างสมรสด้วยเงินที่เป็นสินสมรสของทั้งสองฝ่าย การที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะทำนิติกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของตนเองให้แก่บุคคลอื่น ย่อมจะต้องมีมูลเหตุจูงใจหรือเหตุผลสนับสนุนที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จำเลยนำสืบว่า โจทก์รู้ว่าจำเลยและนายวิทยาเป็นหนี้บริษัท ฮ. และบริษัทดังกล่าวอยู่ระหว่างติดตามทวงถามให้ชำระหนี้และฟ้องบังคับชำระหนี้ จึงเป็นมูลเหตุจูงใจให้จำเลยต้องโอนที่ดินสินสมรสในส่วนของตนให้แก่โจทก์โดยเสน่หาเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับชำระหนี้ในภายหลัง ส่วนโจทก์เบิกความว่า จำเลยยกที่ดินสินสมรสในส่วนของจำเลยให้โจทก์โดยเสน่หาและตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า โจทก์ไม่เคยทราบว่า จำเลยมีหนี้สินอะไรบ้างเนื่องจากไม่เคยเห็นหมายบังคับคดีปิดที่บ้านโจทก์ โจทก์ไม่เคยทราบว่า จำเลยประกอบธุรกิจกับบุตรชายแล้วมีปัญหาขาดทุนและถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้อง รวมทั้งโจทก์ไม่เคยไปปรึกษาทนายความเกี่ยวกับหนี้สินของบริษัท ฮ. แต่ปรากฏว่า ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 115/2558 ที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น โจทก์ได้เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ว่า เหตุที่นายวิทยาเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะว่า นายวิทยาเปิดร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าแล้วออกเช็คจนผิดนัดชำระหนี้จึงถูกฟ้องดำเนินคดีอาญาในคดีเช็คและถูกฟ้องล้มละลาย โจทก์เป็นผู้ดำเนินการในคดีดังกล่าวให้แก่นายวิทยา นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากสำเนาคำพิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2247/2551 ระหว่าง บริษัท ฮ. โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ว. ที่ 1 นายวิทยา ที่ 2 นาย ส. (จำเลยในคดีนี้) ที่ 3 จำเลย ซึ่งศาลพิพากษาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2551 ได้ความว่าจำเลยทั้งสามได้สั่งซื้อสินค้าประเภทหลอดไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าไปจากเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หลายรายการ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2548 ถึงเดือนพฤษภาคม 2549 และชำระหนี้ครั้งสุดท้ายวันที่ 10 เมษายน 2550 และศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 997,585.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 904,642.46 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 สิงหาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จากคำเบิกความของโจทก์และผลคำพิพากษา แสดงว่า ในระหว่างปี 2548 ถึงปี 2550 เป็นต้นมา โจทก์ทราบเป็นอย่างดีว่า จำเลยและนายวิทยาบุตรจำเลยเป็นหนี้ทางการค้าบริษัท ฮ. โจทก์จึงได้ขวนขวายช่วยเหลือนายวิทยาเพื่อบรรเทาภาระหนี้และปัญหาที่ถูกฟ้องร้อง โดยเฉพาะจำเลยในคดีนี้ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจำเลยที่ 1 เชื่อว่าทั้งโจทก์ จำเลยและนายวิทยาในฐานะเป็นสามีภริยากันและเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ย่อมรู้ถึงฐานะทางการเงินของครอบครัว ขีดความสามารถในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ และอยู่ในวิสัยที่คาดหมายได้ตั้งแต่ก่อนถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2247/2551 แล้วว่า ยอดหนี้จำนวนมากเช่นนี้ จำเลยและนายวิทยาไม่สามารถชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากไม่มีเงินเพียงพอ แล้วจะต้องถูกเจ้าหนี้ทวงถามและฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลเพื่อบังคับชำระหนี้ภายในอายุความเร็ววัน เมื่อจำเลยและนายวิทยาเป็นหนี้จริงโอกาสที่จะชนะคดีย่อมเป็นไปได้ยาก การที่จำเลยแพ้คดีและไม่สามารถชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์และจำเลยย่อมคาดหมายต่อไปได้ว่าจะต้องถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีติดตามยึดทรัพย์สินของจำเลยตามคำขอของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ซึ่งทรัพย์สินที่จะสามารถนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาก็คือ สินสมรสในส่วนที่เป็นของจำเลยนั่นเองและการบังคับคดีดังกล่าวย่อมจะต้องกระทบกระเทือนถึงสินสมรสในส่วนของโจทก์ด้วย เมื่อพิจารณาวันที่จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 64875, 138556 และ 138557 ที่เป็นสินสมรสเฉพาะส่วนของจำเลยให้แก่โจทก์ ปรากฏว่าเป็นการโอนที่ดินทุกแปลงที่เป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลยในวันเดียวกันคือวันที่ 19 มีนาคม 2550 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่จำเลยกับนายวิทยาเป็นลูกหนี้บริษัท ฮ. และก่อนถูกฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2247/2551 ประมาณ 1 ปี 4 เดือน พฤติการณ์ที่จำเลยโอนที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นสินสมรสของตนให้แก่โจทก์ในช่วงเวลาที่ตกเป็นลูกหนี้และใกล้จะถูกฟ้องร้องเป็นคดีแพ่ง มีเหตุผลสนับสนุนให้เชื่อว่า เป็นเพราะโจทก์และจำเลยทราบดีว่า หากปล่อยให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเป็นคดีในอนาคต และจำเลยตกเป็นผู้แพ้คดี ย่อมจะต้องถูกบังคับคดีด้วยวิธียึดที่ดินเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย อันมีผลกระทบกระเทือนต่อความสงบสุข มั่นคงและความเป็นอยู่ในครอบครัว จึงเป็นมูลเหตุจูงใจให้โจทก์และจำเลยตัดสินใจร่วมกันยินยอมให้จำเลยยกที่ดินส่วนที่เป็นสินสมรสทั้ง 3 แปลง ของจำเลยให้แก่โจทก์โดยเสน่หา เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ในอนาคตนั่นเองข้อเท็จจริงยังปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์และจำเลยมีที่ดินสินสมรสอีก 1 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 47170 ที่โจทก์และจำเลยซื้อมาจากนายวินัย เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2557 โฉนดที่ดินดังกล่าวระบุชื่อโจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกัน แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยโอนยกให้โจทก์โดยเสน่หาเฉกเช่นที่ดินแปลงก่อน ๆ หากจำเลยมีความเสน่หาในตัวโจทก์จริง จำเลยก็สมควรยกที่ดินในส่วนสินสมรสของตนให้แก่โจทก์ด้วยเช่นกัน การที่จำเลยมิได้ปฏิบัติดังเช่นในอดีต น่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ฮ. ครบถ้วนแล้วไม่มีเหตุให้เกรงว่าจะมีการยึดเอาที่ดินสินสมรสแปลงนี้เพื่อบังคับชำระหนี้ในอนาคต ข้อที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยยกที่ดินในส่วนที่เป็นสินสมรสของจำเลยให้แก่โจทก์โดยเสน่หาก็ไม่ปรากฏเหตุผลพิเศษจากทางนำสืบหรือคำแก้ฎีกาของโจทก์แต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 64875 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 138556 และ 138557 เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 118185 เป็นที่ดินที่โจทก์และจำเลยมอบหมายให้นายชัชวาล นำเงินสินสมรสไปซื้อแทนโจทก์และจำเลยเพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้บริษัท ฮ. ฟ้องบังคับชำระหนี้ ซึ่งเป็นหนี้ร่วมของโจทก์และจำเลย ต่อมานายชัชวาลได้โอนที่ดินกลับคืนมาเป็นชื่อโจทก์และโจทก์ร่วม พฤติการณ์และการปฏิบัติของโจทก์และโจทก์ร่วมที่มีการโอนใส่ชื่อนายชัชวาลก่อน เป็นวิธีการเดียวกันกับการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 54899 ส่วนโจทก์นำสืบว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 และ 54899 นายชัชวาลเป็นผู้ซื้อที่ดินทั้ง 2 แปลง ต่อมานายชัชวาลจดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมโดยเสน่หา ไม่มีค่าตอบแทน เนื่องจากนายชัชวาลคบหามีความรักใคร่โจทก์ร่วมในลักษณะชายรักชาย เมื่อนายชัชวาลจะต้องย้ายไปทำงานต่างจังหวัดจึงต้องการยกที่ดินทั้ง 2 แปลงให้แก่โจทก์ร่วม แต่เนื่องจากโจทก์ร่วมอายุยังไม่มาก นายชัชวาลเกรงว่าจะรักษาที่ดินทั้ง 2 แปลงไว้ไม่ได้ จึงจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า นายชัชวาลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 จากนางสุธรรม เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2552 ในราคา 600,000 บาท ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2553 นายชัชวาลทำหนังสือสัญญาให้ที่ดินแก่โจทก์และโจทก์ร่วมโดยระบุในหนังสือสัญญาข้อ 5 ว่า ผู้ให้ยกให้ด้วยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเนื่องจากผู้รับการให้เป็นญาติลูกพี่ลูกน้องของผู้ให้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 54899 นายชัชวาลซื้อจากธนาคาร เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2549 ในราคา 587,000 บาท แล้วโอนให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553 ในราคา 150,000 บาท เห็นว่า นายชัชวาลเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า รู้จักโจทก์ร่วมมาตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งเป็นช่วงปีที่จำเลยและนายวิทยากำลังประสบปัญหาถูกเจ้าหนี้ทวงถามให้ชำระหนี้และกำลังจะถูกฟ้องคดี นายชัชวาลได้ซื้อที่ดินแปลงแรก คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 54899 ในวันที่ 4 กันยายน 2549 แล้วทำนิติกรรมโอนขายให้โจทก์ในวันที่ 29 มีนาคม 2553 โดยนายชัชวาลอ้างว่ามีเจตนาโอนให้โจทก์ร่วมโดยเสน่หา แต่เกรงว่าครอบครัวตนเองจะสงสัยและทราบว่ามีความสัมพันธ์กับโจทก์ร่วมแบบชายรักชาย จึงแกล้งจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์ในราคา 150,000 บาท ซึ่งความจริงโจทก์ไม่ได้ชำระเงินแก่นายชัชวาล ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 นายชัชวาลตั้งใจโอนที่ดินให้แก่โจทก์ร่วมเพียงผู้เดียวโดยเสน่หา แต่ขณะนั้นโจทก์ร่วมอายุ 19 ปี ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เกรงจะรักษาที่ดินเอาไว้ไม่ได้ จึงโอนให้โจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่า นายชัชวาลมีความรักใคร่เสน่หาโจทก์ร่วมแบบชายรักชาย แม้จะมีนายชัชวาลมาเบิกความรับรองสนับสนุน รวมทั้งโจทก์และนายชัชวาลยืนยันถึงความรักที่นายชัชวาลมีต่อโจทก์ร่วมอย่างมากมาย ถึงขนาดนายชัชวาลยอมเสียสละยกทรัพย์สินของตนเองเป็นที่ดิน 2 แปลง ที่มีมูลค่าถึง 1,147,800 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมโดยเสน่หาก็ตาม แต่ในทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอันใดว่าหลังจากโจทก์และโจทก์ร่วมรับการยกให้ที่ดินทั้ง 2 แปลงจากนายชัชวาลแล้ว โจทก์หรือโจทก์ร่วมเคยมีการแสดงน้ำใจไมตรีตอบแทนหรือขอบคุณนายชัชวาล ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือการแสดงออกอย่างไรบ้าง รวมทั้งหากโจทก์ร่วมกับนายชัชวาลมีความสนิมสนมกันเป็นพิเศษดังที่กล่าวอ้างในทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่สนับสนุนให้เห็นถึงความสัมพันธ์พิเศษดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างถ้อยคำที่เคยมีการติดต่อสื่อสารถึงกัน รูปภาพของนายชัชวาลกับโจทก์ร่วมที่เคยถ่ายภาพร่วมกันหรือกิจกรรมที่นายชัชวาลกับโจทก์ร่วมเคยทำร่วมกัน ประการต่อมา หากนายชัชวาลต้องการจะยกที่ดินให้แก่โจทก์ร่วมแต่เพียงผู้เดียวโดยเสน่หาจริง ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 ใส่ชื่อโจทก์ด้วย เพราะนายชัชวาลสามารถโอนที่ดินเป็นชื่อโจทก์ร่วมเพียงผู้เดียวซึ่งจะเป็นการปลอดภัยกว่าการโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย เนื่องจากขณะรับโอน โจทก์ร่วมยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่สามารถทำนิติกรรมจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ได้โดยลำพัง ต้องขออนุญาตจากศาลตามกฎหมายเสียก่อน ข้อเท็จจริงดังกล่าว นายชัชวาลสามารถปรึกษาผู้รู้ทางกฎหมายหรือสอบถามเจ้าพนักงานที่ดินก่อนทำนิติกรรม การโอนได้ รวมทั้งข้อที่โจทก์อ้างว่า เหตุผลที่นายชัชวาลต้องโอนที่ดินทั้ง 2 แปลงให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากนายชัชวาลจะต้องย้ายไปทำงานที่จังหวัดอื่น ในข้อนี้ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในช่วงที่มีการโอนที่ดินดังกล่าวนายชัชวาลต้องย้ายไปทำงานจังหวัดใด อีกทั้งจากคำเบิกความของนายชัชวาลก็ไม่ปรากฏว่า นายชัชวาลโอนที่ดินทั้ง 2 แปลงให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วมเพราะเหตุผลดังกล่าวด้วย ข้อนำสืบของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อย และไม่สมด้วยเหตุผล นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของจำเลยต่อไปว่า โจทก์ร่วมไม่เคยมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ เนื่องจากจำเลยเคยเห็นโจทก์ร่วมมีคนรักเป็นผู้หญิงและไม่มีรสนิยมรักร่วมเพศ ส่วนนายชัชวาลไม่เคยเป็นคู่รักแบบชายรักชายกับโจทก์ร่วม ปัจจุบันนายชัชวาลได้สมรสแล้วกับนางสาวนาตยา และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิงอชิรญาณ์ แม้ข้อมูลทะเบียนครอบครัว จะระบุว่า นายชัชวาลจดทะเบียนสมรสกับนางสาวนาตยา วันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ก็ตาม แต่จากแบบรับรองทะเบียนราษฎร ระบุว่า เด็กหญิงอชิรญาณ์ เกิดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2557 แสดงว่า นายชัชวาลได้อยู่กินเป็นสามีภริยากับนางสาวนาตยาตั้งแต่ปี 2556 ก่อนที่จะให้กำเนิดบุตร นายชัชวาลเพิ่งโอนที่ดินให้แก่โจทก์ร่วมในเดือนมีนาคม 2553 ก่อนที่จะไปมีคู่สมรสใหม่เพียง 3 ปี จึงไม่น่าเชื่อว่า นายชัชวาลจะโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 มูลค่า 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน ด้วยมูลเหตุจูงใจมาจากนายชัชวาลคบหากับโจทก์ร่วมแบบชายรักชาย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของจำเลยว่า นายชัชวาลเป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 แทนโจทก์และจำเลย แล้วใส่ชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน โดยนายชัชวาลได้ทำนิติกรรมโอนให้โจทก์และโจทก์ร่วมในรูปแบบเดียวกันกับที่เคยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 54899 ให้แก่โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนไว้ก่อน ดังนั้น แม้นายชัชวาลโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 ในวันที่ 18 สิงหาคม 2552 ภายหลังจากที่จำเลยกับนายวิทยาชำระหนี้ บริษัท ฮ. ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นช่วงเวลาต่อเนื่องจากเวลาที่จำเลยเพิ่งชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้ไม่เกิน 5 เดือน อยู่ในวิสัยที่จำเลยและโจทก์อาจต้องการป้องกันความเสี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้นกับที่ดินที่จะซื้อใหม่ ประการสำคัญก็คือ เมื่อชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานระหว่างเหตุผลว่า นายชัชวาลมีเจตนาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 ให้แก่โจทก์ร่วมโดยเสน่หาเนื่องจากนายชัชวาลมีความรักใคร่โจทก์ร่วมแบบชายรักชาย จึงโอนที่ดินใส่ชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 จึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์และโจทก์ร่วม กับเหตุผลที่ว่านายชัชวาลมีเจตนาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 แทนโจทก์และจำเลย แม้จะเป็นการซื้อภายหลังจากจำเลยชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ครบถ้วนแล้ว ก็ยังฟังว่า นายชัชวาลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 แทนโจทก์และจำเลย ที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 จึงเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย ข้อใดจะมีน้ำหนักที่เป็นเหตุเป็นผลน่าเชื่อถือและไม่ขัดแย้งกัน ในประเด็นนี้ เมื่อพิจารณาประกอบคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 54899 นายชัชวาลเป็นเพียงตัวแทนของโจทก์และจำเลยให้เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแทนเนื่องจากจำเลยถูกบริษัท ฮ. ติดตามทวงถามและฟ้องคดีเรียกเงินคืนจากจำเลยและนายวิทยา ต่อมาเมื่อบริษัทเจ้าหนี้ถอนฟ้องคดีอาญาและไม่ติดใจบังคับคดีแพ่งแล้ว จึงได้มีการโอนที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์และจำเลยตามเดิม แต่โจทก์และโจทก์ร่วมทำนิติกรรมโอนกันไปมาหลายครั้ง ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงยังเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลยอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 ในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 54899 เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกาโต้แย้งเป็นอื่น จึงรับฟังเป็นยุติว่า นายชัชวาลเป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 54899 แทนโจทก์และจำเลย แล้วใส่ชื่อโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน ดังนั้น เมื่อนายชัชวาลไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวพันเป็นญาติร่วมสายโลหิตเดียวกันกับโจทก์ ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์พิเศษอันใดกับโจทก์ร่วม ในขณะที่นายชัชวาลยังต้องสร้างรากฐานความมั่นคงครอบครัวในอนาคต จึงไม่มีเหตุผลพิเศษอันใดที่เป็นมูลเหตุจูงใจให้นายชัชวาลต้องซื้อแล้วยกที่ดิน 2 แปลง มูลค่าสูงถึง 1,147,800 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมโดยเสน่หาปราศจากค่าตอบแทน ที่โจทก์นำสืบว่า นายชัชวาลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 เพื่อยกให้แก่โจทก์ร่วมโดยเสน่หา จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายชัชวาลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 แทนโจทก์และจำเลยเช่นเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 54899 ที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 จึงเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า นายชัชวาลยกที่ดินโฉนดเลขที่ 118185 ให้แก่โจทก์และโจทก์ร่วม ที่ดินกึ่งหนึ่งของแปลงดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งระหว่างโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357 ม. 1359 ม. 1373 ม. 1471 (3)
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ข) ม. 59 (1) ม. 84/1 ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
โจทก์ร่วม — นาย ธ.
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น — นายวัฒนา พานนท์
- นายอุเทน ศิริสมรรถการ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา