คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2532/2565
#684562
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืนเงินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายมีผลสมบูรณ์ โจทก์ทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงิน เนื่องจากสัญญาขายฝากเป็นเอกสารสัญญามหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ป.วิ.พ. มาตรา 127 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง จากทางนำสืบของโจทก์ โจทก์โอนเงินดอกเบี้ย 2 ครั้ง ให้ ฉ. และ ฉ. โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งจะเท่ากับดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน จากต้นเงิน 350,000 บาท ซึ่งโอนหลังจากหักดอกเบี้ยล่วงหน้า 2 เดือนแล้ว ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาทำสัญญาขายฝากจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องมีการผ่อนชำระดอกเบี้ยแก่กันเพราะการขายฝากที่ดินพิพาทสามารถชำระเงินสินไถ่ให้แก่ผู้ซื้อฝากได้ในคราวเดียวหรือนำเงินสินไถ่ไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์เพื่อไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้ในคราวเดียวกันไม่จำต้องชำระดอกเบี้ยรายเดือน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมที่มีที่ดินพิพาทเป็นประกัน ต้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองกู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมอบโฉนดที่ดินให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยึดถือเป็นหลักประกัน โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินกู้ยืม 350,000 บาท แต่การกู้ยืมมีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเกิดจากการเรียกดอกเบี้ยอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 654 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยย่อมเป็นโมฆะ การที่โจทก์ชำระดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 โจทก์ทั้งสองไม่อาจเรียกคืนได้ แต่ต้องนำเงินที่โจทก์ทั้งสองชำระไปหักเงินต้นดังกล่าว และเมื่อนิติกรรมการขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันจึงตกเป็นโมฆะดังวินิจฉัยข้างต้น ทำให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 3 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์ทั้งสองไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ได้ สภาพแห่งหนี้จึงไม่อาจเปิดช่องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ จึงต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยคิดตามราคาประเมินตามที่โจทก์ทั้งสองมีคำขอและให้นำไปหักเงินกับหนี้ที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระตามสัญญากู้ยืมให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับชำระหนี้ 350,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ติดตามนำที่ดินโฉนดเลขที่ 11153 ที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยที่ 3 โอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 3 หากจำเลยทั้งสามไม่อาจจัดการให้ได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ราคาที่ดิน 865,900 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ทั้งสอง 515,900 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 3

โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11153 ที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 ในราคาขายฝาก 450,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาไถ่คืนภายใน 6 เดือน ซึ่งขณะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทมีราคาประเมิน 865,900 บาท แต่เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน โจทก์ทั้งสองไม่ไถ่ถอน ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 จำเลยที่ 2 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคา 950,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธว่าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายมีผลสมบูรณ์ ไม่ใช่นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน ภาระการพิสูจน์ว่าหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงินจึงตกแก่โจทก์ทั้งสอง เนื่องจากหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 แทน มีกำหนด 6 เดือน เป็นเงิน 450,000 บาท ผู้ขายฝากได้รับเงินครบถ้วนแล้ว ลงชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ขายฝาก และจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับซื้อฝากเป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง แม้ข้อสันนิษฐานดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดังกล่าวก็ตาม แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวก็มิใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดที่จะต้องรับฟังตามนั้น โจทก์ทั้งสองสามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ โดยโจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ที่ 2 นางสาวฉลวย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 350,000 บาท โดยใช้ที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันการกู้ยืม จำเลยที่ 1 คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2561 จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อจำเลยที่ 2 พาโจทก์ทั้งสองไปจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาท ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้โอนเงินเข้าบัญชีนางสาวฉลวย รวมสองครั้งเป็นเงิน 286,669 บาท โดยหักดอกเบี้ยล่วงหน้าสองเดือนเป็นเงิน 21,000 บาท ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ 38,331 บาท ซึ่งเหลือเงินใกล้เคียงกับเงินที่จำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีของนางสาวฉลวย และภายหลังโจทก์ทั้งสองได้โอนเงินผ่านบัญชีนางสาวฉลวยเพื่อชำระหนี้ดอกเบี้ยเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2561 ให้แก่จำเลยที่ 1 ครั้งละ 10,500 บาท แต่เดือนมกราคม 2562 ไม่สามารถติดต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ จะเห็นได้ว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวสอดคล้องกับหลักฐานการโอนเงินของจำเลยที่ 1 ที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวฉลวยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นการโอนเงินวันเดียวกันกับวันที่ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ซึ่งเมื่อพิจารณาจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวฉลวยดังกล่าวแล้ว เมื่อคำนวณตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 350,000 บาท หักดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนเป็นเงิน 10,500 บาท ไว้ล่วงหน้า 2 เดือน เป็นเงิน 21,000 บาท กับค่าธรรมเนียมการขายฝากเป็นเงิน 38,331 บาท แล้วจะเหลือเงิน 290,669 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ใกล้เคียงกับเงินที่จำเลยที่ 1 โอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวฉลวยรวมเป็นเงิน 286,669 บาท นอกจากนี้ยังปรากฏว่า นางสาวฉลวยได้โอนเงินจากบัญชีนางสาวฉลวยเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ในเดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม 2561 เดือนละ 10,500 บาท เท่ากับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือนจากต้นเงิน 350,000 บาท ซึ่งเป็นการโอนภายหลังจากพ้นระยะจากที่มีการหักดอกเบี้ยล่วงหน้าสองเดือนแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้อ้างตัวเองเบิกความโต้แย้งให้เห็นว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างไม่ถูกต้องหรือไม่ อย่างใด หรือเงินที่มีการโอนเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองผ่านบัญชีเงินฝากของนางสาวฉลวย จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้โอนเงิน หรือเป็นเงินอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมหรือการขายฝากคดีนี้ ทำให้เชื่อว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือนเกิดจากต้นเงิน 350,000 บาท ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาทำสัญญาขายฝากจริง ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องมีผ่อนชำระดอกเบี้ยแก่กันเพราะการขายฝากที่ดินพิพาทสามารถชำระเงินสินไถ่ให้แก่ผู้ซื้อฝากได้ในคราวเดียวหรือนำเงินสินไถ่ไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์เพื่อไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนได้ในคราวเดียวกันไม่จำต้องผ่อนชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมีว่าที่ร้อยตรีธนาชัย ทนายความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าเบิกความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยให้โจทก์ทั้งสองกู้ยืมเงิน การจดทะเบียนขายฝากเป็นตามเจตนาที่แท้จริงก็ตาม แต่พยานจำเลยปากดังกล่าวก็เบิกความตอบคำถามทนายโจทก์ทั้งสองยอมรับว่า ไม่ได้รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำสัญญาขายฝาก ทำให้คำเบิกความของว่าที่ร้อยตรีธนาชัยจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองได้ และแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีนายไชยรัฐ เจ้าหน้าที่ที่ดินผู้ดำเนินการทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทมาเบิกความยืนยันรับรองความถูกต้องว่าเป็นการจดทะเบียนขายฝากที่แท้จริงและตรงตามเจตนาของคู่สัญญา นิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นโมฆะก็ตาม แต่พยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปากนี้เป็นเพียงเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติตามหน้าที่ ย่อมไม่อาจทราบที่มาแห่งมูลหนี้หรือเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่ามีเจตนาที่แท้จริงเป็นเช่นใด การเบิกความรับรองของพยานจำเลยปากนี้จึงเป็นเพียงเบิกความไปตามเอกสารเท่านั้น ส่วนข้อความด้านหลังหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ที่มีข้อความว่า ขอรับรองว่า การทำสัญญานี้เป็นการขายฝากจริงไม่ใช่การกู้ยืมแต่อย่างใด โดยมีลายมือชื่อของโจทก์ทั้งสองลงชื่อไว้ นั้น โจทก์ที่ 2 ก็เบิกความว่า หากไม่ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวก็จะไม่ได้เงิน ข้อความดังกล่าวจึงไม่อาจยืนยันว่าเจตนาที่แท้จริงเป็นการทำสัญญาขายฝากกัน หรือเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองเจตนากู้ยืมแต่ต้นแต่มาเปลี่ยนเจตนาทำสัญญาขายฝากภายหลัง พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงและน่าเชื่อถือสามารถหักล้างข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้นได้ ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาทำสัญญากู้ยืมเป็นเงิน 350,000 บาท โดยมีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน โดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกัน โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเจตนาทำนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทต่อกัน นิติกรรมขายฝากจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมที่มีที่ดินพิพาทเป็นประกัน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้เงินที่มีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่านิติกรรมการขายฝากไม่ใช่นิติกรรมอำพรางการกู้ยืม นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในปัญหาข้ออื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังไม่ได้วินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยก่อน สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองมีหนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นเอกสารแนบท้ายคำฟ้องซึ่งศาลมีคำสั่งรวมมาแสดง และโจทก์ทั้งสองมีนางสาวฉลวยเบิกความว่า เป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองได้มอบอำนาจให้นางสาวฉลวยเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนจริง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่ว่า จำเลยที่ 3 ทราบหรือไม่ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทไว้กับจำเลยที่ 2 เป็นนิติกรรมอำพราง การกู้ยืมที่มีที่ดินพิพาทเป็นประกัน โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากนายขวัญใจ เบิกความตอบคำถามศาลว่า ได้บอกแก่จำเลยที่ 3 ว่าจะซื้อที่ดินคืน แสดงว่าจำเลยที่ 3 ทราบการทำสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพราง ทั้งพยานจำเลยที่ 3 ปากนายชรัมย์ เบิกความตอบคำถามค้านว่า จำได้ว่าพี่น้องของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหญิงเคยมาปรึกษาว่าหากสัญญาขายฝากพ้นระยะเวลาการขายฝากแล้วจะเป็นอย่างไร อันเป็นการแสดงว่าพยานจำเลยที่ 3 รับรู้ปัญหาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับโจทก์ทั้งสองมาตั้งแต่ต้น และวันที่ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท นายชรัมย์ นำจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 3 มาทำสัญญาในห้องทำงานส่วนตัวของตนพร้อมกับถ่ายรูปเป็นหลักฐาน อันเป็นการผิดวิสัยการทำสัญญาทั่วไป จากหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 3 ไม่สุจริต นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทภายหลังจากสัญญาขายฝากพ้นกำหนดไถ่ถอน จึงได้รับประโยชน์แห่งข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต โจทก์จึงมีภาระพิสูจน์ให้เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ซื้อที่ดินพิพาทเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองปากโจทก์ที่ 2 และนางสาวฉลวยเบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อที่ดินพิพาทต่อจากจำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริตเพราะจำเลยที่ 3 รับทราบปัญหาของพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาตั้งแต่ต้น แต่พยานโจทก์ทั้งสองกลับเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 3 ตอนหนึ่งว่า ที่เบิกความว่า จำเลยที่ 3 รับรู้ปัญหาหมายถึงนายขวัญใจ เล่าให้ฟังว่าได้แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบว่าโจทก์ทั้งสองมีปัญญาด้านการเงิน ไปกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาและกำลังหาเงินไปคืน แสดงว่าพยานโจทก์ดังกล่าวได้รับบอกเล่าข้อเท็จจริงจากพยานโจทก์ปากนายขวัญใจ ซึ่งเมื่อนายขวัญใจมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามที่พยานโจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างแต่อย่างใด คงเบิกความเพียงว่า จำเลยที่ 3 สนิทสนมกับพยานและครอบครัวเพราะทำธุรกิจรถเกี่ยวข้าวด้วยกัน เดือนตุลาคม 2562 พยานทราบว่าจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 และพยานได้ต่อว่าจำเลยที่ 3 หลังทราบเรื่อง พร้อมกับเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 3 เพียงว่า พยานทราบว่าจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินมาจากจำเลยที่ 2 ก่อนจำเลยที่ 3 จะซื้อที่ดินเท่านั้น และเบิกความตอบคำถามศาลเพียงว่า พยานเคยบอกจำเลยที่ 3 ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะซื้อที่ดินไปจากจำเลยที่ 2 ว่าเกี่ยวข้าวได้เงินมาแล้วจะเอาไปซื้อที่ดินคืน ซึ่งจำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้ตอบว่าอะไร คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายขวัญใจดังกล่าว ไม่ได้เบิกความยืนยันให้เห็นว่าในขณะที่จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ทราบว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 การทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเพื่อเป็นการทำนิติกรรมอำพรางการกู้ยืม ซึ่งจำเลยที่ 3 ให้การและนำสืบว่า ในขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 ได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ประกอบกับจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทในราคา 950,000 บาท และชำระเงินต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน โดยมีนายชรัมย์ เจ้าพนักงานที่ดินผู้จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทมาเบิกความยืนยันว่าซื้อขายกันจริงโดยมีการถ่ายภาพไว้ด้วย ซึ่งราคาซื้อขายดังกล่าวสูงกว่าราคาประเมิน ลำพังข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่ว่า นายชรัมย์ นำจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 3 มาทำสัญญาในห้องทำงานส่วนตัวของตนเองและถ่ายรูปเป็นหลักฐาน อันเป็นการผิดวิสัยการทำสัญญาทั่วไป และข้อเท็จจริงเพียงว่านายชรัมย์เคยรับปรึกษาญาติโจทก์ทั้งสองที่ขายฝากหลุด ไม่พอฟังว่าในขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 นั้น จำเลยที่ 3 ทราบว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาขายฝากเพื่ออำพรางการกู้ยืมโดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกัน พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยที่ 3 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงย่อมได้รับคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ตอนท้าย โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดคืนเงินแก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ นั้น เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า การที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกัน เป็นผลให้สัญญาขายฝากตกเป็นโมฆะและต้องบังคับตามที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเจตนาจะผูกพันในนิติกรรมการกู้ยืมเงินที่ถูกอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง และถือว่าสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทเป็นหลักฐานว่าโจทก์ได้กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยึดถือเป็นหลักประกัน ซึ่งโจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินกู้ยืม 350,000 บาท แต่การกู้ยืมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีการคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเกิดจากการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยย่อมตกเป็นโมฆะ การที่โจทก์ทั้งสองชำระดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 โจทก์ทั้งสองไม่อาจเรียกคืนได้ แต่ต้องนำดอกเบี้ยที่โจทก์ทั้งสองชำระไปหักเงินต้นดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 สี่งวด งวดละ 10,500 บาท รวมเป็นเงิน 42,000 บาท เมื่อนำไปหักต้นเงินแล้วคงเหลือหนี้ที่โจทก์ทั้งสองต้องรับตามสัญญากู้ยืมเป็นเงิน 308,000 บาท ซึ่งปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้แม้โจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเมื่อนิติกรรมการขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมีที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันจึงตกเป็นโมฆะดังวินิจฉัยข้างต้น ทำให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แต่เนื่องจากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนทำให้ไม่อาจพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมขายฝากเพราะจะกระทบสิทธิของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ราคาที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยคิดตามราคาประเมิน 865,900 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองมีคำขอ และให้นำไปหักกับเงิน 308,000 บาท ที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วคงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 557,900 บาท อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 557,900 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง ม. 155 วรรคสอง ม. 411 ม. 654
ป.วิ.พ. ม. 127 ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว. กับพวก
จำเลย — นางสาว ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นางสิริณี กำแพงแก้ว จันทร์ประวิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ชื่อองค์คณะ
รัชนี สุขใจ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2530/2565
#685223
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลนิติกรรมให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นคู่สัญญาที่ก่อนิติสัมพันธ์กันเอง กรณีไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธินำสืบพยานบุคคลได้ว่าเป็นนิติกรรมให้โดยมีค่าตอบแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 41299 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนนิติกรรมคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยปราศจากภาระผูกพัน หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ 41299 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนนิติกรรมโอนคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนดังกล่าวกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่โจทก์เสียเกินมาจำนวน 23,360 บาท ในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่จำเลยที่ 2 เสียเกินมาจำนวน 23,360 บาท ในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2518 ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2523 จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 41299 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มาในระหว่างสมรส หลังจากจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินและบ้านพิพาทจากธนาคาร อ. แล้ว วันที่ 29 ธันวาคม 2532 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทร่วมกัน วันที่ 16 กรกฎาคม 2540 จำเลยทั้งสองนำที่ดินและบ้านพิพาทจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคาร พ. เพื่อนำเงินที่กู้ยืมจากธนาคารไปใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 7 เมษายน 2549 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน โดยบันทึกหลังทะเบียนการหย่าว่าไม่มีทรัพย์สิน วันที่ 20 มิถุนายน 2552 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 362,500 บาท และวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์เพิ่มเติมอีก 50,000 บาท โดยระบุไว้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินว่า ได้นำที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ยึดถือเป็นประกันหนี้เงินกู้ และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2554 ต่อมาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2554 จำเลยทั้งสองได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคาร พ. และในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 1 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนนิติกรรมให้ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแก่จำเลยที่ 2 และวันที่ 26 เมษายน 2554 จำเลยที่ 2 ได้นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนนิติกรรมให้ที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แก่ตนโดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียว โดยระบุว่าเป็นการให้ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน หลังจากนั้น วันที่ 27 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 2 ได้กู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์และนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ เมื่อครบกำหนดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์แล้วจำเลยที่ 1 เพิกเฉย ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงขยายเวลาชำระหนี้เงินกู้ออกไปอีกถึงวันที่ 20 มีนาคม 2560 ตามที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกเขียนด้วยลายมือตนเองมอบให้โจทก์ไว้ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2559 หลังทำบันทึกโจทก์ติดต่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ โจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เรื่องฐานผิดสัญญากู้ยืมเงิน และวันที่ 18 เมษายน 2560 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลจังหวัดเพชรบุรีพิพากษาตามยอม แต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ก่อนคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงดอนเมือง ข้อหาโกงเจ้าหนี้เป็นคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.2258/2560 อ้างว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันยักย้ายหรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเพื่อมิให้โจทก์ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 41299 และบ้านพิพาทเฉพาะส่วนของตนแก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา และจำเลยที่ 2 ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลแขวงดอนเมืองวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่เพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นถึงการเป็นหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ ทั้งการจดทะเบียนนิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แก่จำเลยที่ 2 เป็นการกระทำก่อนที่โจทก์ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 โอนที่ดินและบ้านพิพาทเฉพาะส่วนของตนให้จำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ จำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์โต้แย้ง ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ต้องห้ามมิให้นำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์เป็นกรณีขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 อันสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของตนในที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาให้ที่โจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นคู่สัญญาที่ก่อนิติสัมพันธ์กันเอง กรณีไม่อยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธินำสืบพยานบุคคลได้ว่านิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติกรรมให้โดยมีค่าตอบแทน มิใช่เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้หรือไม่ จำเลยที่ 2 เบิกความในทำนองว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 750,000 บาท เนื่องจากจำเลยทั้งสองตกลงราคาที่ดินและบ้านพิพาทเป็นเงิน 2,500,000 บาท แบ่งคนละครึ่งเป็นเงิน 1,250,000 บาท จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 หักหนี้เดิมจำนวน 500,000 บาท จำเลยที่ 2 จึงไปกู้เงินโดยจำนองที่ดินและบ้านพิพาทแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ได้เงินจำนวน 700,000 บาท มาชำระให้แก่จำเลยที่ 1 กับมีนางพัชมน มาเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ช่วยหาคนซื้อที่ดินและบ้านพิพาทในราคาประมาณ 2,000,000 บาท แต่ไม่สามารถหาคนซื้อได้จึงบอกพยานว่าจำเลยที่ 2 จะซื้อไว้เอง พยานได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจจำเลยที่ 1 แล้วไปสำนักงานที่ดินกับจำเลยที่ 2 ในวันจดทะเบียนโอน ทราบจากจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 อีก 700,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทกันไว้ เจ้าพนักงานที่ดินจึงแนะนำให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นการให้โดยเสน่หา จำเลยที่ 2 เพียงแต่อ้างตนเองมาเบิกความประกอบใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์ธนาคารของจำเลยที่ 1 และสำเนาใบนำฝาก ว่าหลังจากจำเลยที่ 2 ได้รับเงินกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2554 แล้ว จำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาท และ 180,000 บาท ในวันที่ 29 และ 30 มิถุนายน 2554 แต่เมื่อพิจารณาตามใบแจ้งรายการบัญชีและใบนำฝากดังกล่าวแล้ว ก็มิได้ระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ฝากเงินจำนวนดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏใบนำฝากในยอดเงินนั้น ในการชำระเงินครั้งต่อมาตามที่จำเลยที่ 2 อ้างก็เป็นเวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี มีการนำเงินเข้าฝากเพียง 4,000 บาท ต่อจากนั้นก็เป็นเงินมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งผิดวิสัยของการซื้อขายกันจริงที่จะต้องมีการชำระเงินในจำนวนและเวลาที่แน่นอน การชำระเงินตามข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวน่าจะเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 โดยเสน่หาเพื่อช่วยเหลือในฐานะที่เคยเป็นสามีภริยากันดังที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยให้เหตุผลไว้ชอบแล้ว ส่วนนางพัชมนก็เป็นเพียงพยานบอกเล่าที่รับฟังข้อเท็จจริงเรื่องการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองมาจากบุคคลอื่นเท่านั้น ประกอบกับในขณะนั้นจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินกู้แก่โจทก์แล้ว และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์แต่อย่างใด ไม่มีเหตุผลอันใดที่จำเลยที่ 2 รับเงินกู้มาเต็มจำนวนแล้วจะต้องผ่อนชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 อีก เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยไม่มีหลักฐานมาสนับสนุนให้เห็นถึงการกำหนดราคาที่ดินและบ้านพิพาทและเรื่องการชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 ที่ชัดเจน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่านิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติกรรมให้โดยมีค่าตอบแทน ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน ดังนั้น เมื่อกรณีเป็นการให้โดยเสน่หา เพียงแต่จำเลยที่ 1 ลูกหนี้เป็นผู้รู้ว่าตนเป็นหนี้โจทก์ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่โจทก์จะขอเพิกถอนนิติกรรมให้อันเป็นการฉ้อฉลได้ โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 รู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์เชื่อตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และฟังว่านิติกรรมให้ที่ดินและบ้านพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แก่จำเลยที่ 2 มิใช่การให้โดยเสน่หาและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามคำขอของโจทก์ในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมกลับมามีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามเดิมโดยไม่จำต้องบังคับจำเลยทั้งสองตามคำขอดังกล่าวของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองนั้นเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์ชำระเกินมา 23,360 บาท ในศาลชั้นต้นแก่โจทก์และคืนค่าขึ้นศาลที่จำเลยที่ 2 ชำระเกินมา 23,360 บาท ในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บ.
จำเลย — นาย พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชาญ ศรีสิงห์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมคิด แสงธรรม
ชื่อองค์คณะ
จรัญ เนาวพนานนท์
พิชัย เพ็งผ่อง
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2529/2565
#684517
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้จำเลยที่ 1 ให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้ การที่โจทก์ทำสัญญาเช่าช่วงกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเช่าช่วงโดยชอบ ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงทำหนังสือเลิกการจดทะเบียนการเช่าที่ดินก่อนครบกำหนด ทำให้สัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับลงด้วย จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนโจทก์ผู้เช่าช่วงกับจำเลยที่ 2 ผู้ให้เช่าช่วงเดิม กฎหมายบัญญัติให้ผู้เช่าช่วงต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าช่วงเดิมโดยตรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 545 ซึ่งเป็นบทบัญญัติยกเว้นหลักทั่วไปที่ว่าสัญญาผูกพันเฉพาะคู่สัญญา ไม่อาจบังคับเอากับบุคคลภายนอกได้ แต่ไม่อาจตีความบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวในทางกลับกันให้ผู้เช่าช่วงสามารถเรียกร้องสิทธิและหน้าที่เอาจากผู้ให้เช่าเดิมได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะพึงมีต่อกันในอันที่จะให้อำนาจแก่ผู้เช่าช่วงฟ้องบังคับเอากับผู้ให้เช่าเดิมเพื่อให้รับผิดต่อผู้เช่าช่วงได้โดยตรง แม้จำเลยที่ 2 จะมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ในการเลิกสัญญาเช่าว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับภาระผูกพันของรายย่อยที่มีภาระผูกพันตามสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 อันเป็นข้อสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 แต่โจทก์มิได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 2 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 มิได้มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายวิศาล ทายาทและผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยที่ 1 เช่าที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1361 เนื้อที่ประมาณ 380 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 11 กับจำเลยที่ 2 มีกำหนดระยะเวลาเช่า 17 ปี 6 เดือน นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2572 ค่าเช่าเดือนละ 100,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 โอนสิทธิการเช่าไปให้บุคคลอื่น ตลอดจนให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2557 โจทก์ทำสัญญาเช่าช่วงพื้นที่บางส่วนซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน ค. มีกำหนดระยะเวลา 12 เดือน นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 และวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ทำสัญญาเช่าช่วงพื้นที่บางส่วนซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน อ. มีกำหนดระยะเวลา 36 เดือน นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 กับจำเลยที่ 1 เพื่อประกอบกิจการบาร์เบียร์และจำหน่ายเครื่องดื่มต่าง ๆ อัตราค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท ต่อร้าน แต่ก่อนครบกำหนดระยะเวลาเช่าช่วงทั้งสองร้าน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำหนังสือสัญญาเลิกการจดทะเบียนการเช่าที่ดินกันเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2558 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2558 เป็นต้นไป และได้จดทะเบียนเลิกการเช่ากันวันที่ 8 กันยายน 2558 โดยมีข้อตกลงระบุไว้ในหนังสือสัญญาเลิกการจดทะเบียนการเช่าที่ดิน ข้อ 3 ว่า จำเลยที่ 2 ตกลงและยอมรับภาระผูกพันของบาร์เบียร์รายย่อยที่มีภาระผูกพันตามสัญญาเช่าช่วงอยู่กับจำเลยที่ 1 ไปจนกว่าจะครบสัญญาเช่า ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2558 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้จำเลยที่ 3 เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1361 เฉพาะส่วนเนื้อที่ประมาณ 380 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เคยให้จำเลยที่ 1 เช่าดังกล่าว มีกำหนดระยะเวลา 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2573 ค่าเช่าอัตราเดือนละ 100,000 บาท และจดทะเบียนการเช่ากันในวันดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2558 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 มีอำนาจขออนุญาตดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคาร ก่อสร้างอาคารในพื้นที่ของโฉนดเลขที่ 1361 รวมทั้งอนุญาตให้รื้อถอนบาร์เบียร์ทั้งหมด ประมาณต้นเดือนกันยายน 2558 จำเลยที่ 3 กับพวกขับไล่โจทก์และรื้อถอนร้าน ค. และร้าน อ. ที่โจทก์เช่าช่วงจากจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2559 จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของตนที่จำเลยที่ 3 เช่า ให้แก่นายวิทิต และนายวิทิตจดทะเบียนให้นางสาวมนชยา และนางสาวมนรดา มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วม วันที่ 1 กันยายน 2559 ผู้มีชื่อทั้งสามคนดังกล่าวได้จดทะเบียนเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 3 พร้อมกับจดทะเบียนการเช่าให้บริษัท ค. เช่านับแต่วันดังกล่าว สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าช่วงต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีกำหนดระยะเวลา 17 ปี 6 เดือน โดยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ให้ผู้อื่นเช่าช่วงทั้งหมดหรือบางส่วนได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 อีก ดังนั้น การที่โจทก์ทำสัญญาเช่าช่วงพื้นที่บางส่วนซึ่งเป็นที่ตั้งร้าน ค. และร้าน อ. กับจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่า เป็นการเช่าช่วงโดยชอบ ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงทำหนังสือเลิกการจดทะเบียนการเช่าที่ดินต่อกันก่อนครบกำหนดระยะเวลาเช่าช่วงทั้งสองร้าน เมื่อสัญญาเช่าเดิมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ระงับลงย่อมส่งผลให้สัญญาเช่าช่วงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับลงด้วย เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เช่าช่วงเพื่อประกอบกิจการร้านบาร์เบียร์ต่อไปได้ จำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำผิดสัญญาเช่าช่วงที่ทำไว้กับโจทก์ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ผู้เช่าช่วงกับจำเลยที่ 2 ผู้ให้เช่าเดิมนั้น กฎหมายคงบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้ผู้เช่าช่วงต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าเดิมโดยตรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 545 ซึ่งเป็นบทบัญญัติยกเว้นหลักทั่วไปที่ว่าสัญญาผูกพันเฉพาะคู่สัญญา ไม่อาจบังคับเอากับบุคคลภายนอกได้ แต่ไม่อาจตีความบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวในทางกลับกันให้ผู้เช่าช่วงสามารถเรียกร้องสิทธิและหน้าที่เอาจากผู้ให้เช่าเดิมได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จะพึงมีต่อกันในอันที่จะให้อำนาจแก่ผู้เช่าช่วงฟ้องบังคับเอากับผู้ให้เช่าเดิมเพื่อให้รับผิดต่อผู้เช่าช่วงได้โดยตรง แม้จำเลยที่ 2 จะมีข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ในการเลิกสัญญาเช่าต่อกันตามข้อ 3 ของหนังสือสัญญาเลิกการจดทะเบียนการเช่าที่ดิน ว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับภาระผูกพันของบาร์เบียร์รายย่อยที่มีภาระผูกพันตามสัญญาเช่าอยู่กับจำเลยที่ 1 ไปจนกว่าจะครบกำหนดสัญญาเช่าช่วง อันเป็นข้อสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีสิทธิจะถือเอาประโยชน์ตามข้อสัญญาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำขึ้นดังกล่าวมิได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 2 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 มิได้มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้มาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าประเด็นในเรื่องค่าเสียหายในมูลละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และไม่หยิบยกปัญหาเรื่องค่าเสียหายขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยรับฟังยุติแล้วว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหายในการกระทำละเมิดแก่โจทก์ โดยในส่วนค่าเสียหายนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการผิดสัญญาและกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่อาจครอบครองทำประโยชน์และประกอบกิจการในพื้นที่เช่า โดยโจทก์มีระยะเวลาการเช่าเหลืออยู่ตามสัญญาเช่าช่วงที่ตั้งร้าน ค. 2 เดือน 20 วัน และร้าน อ. 30 เดือน 20 วัน กิจการร้านบาร์เบียร์ทั้งสองร้านมีรายได้ไม่ต่ำกว่าร้านละ 100,000 บาท ต่อเดือน ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ที่จะได้รับจากกิจการร้าน ค. คิดเป็นเงิน 266,666 บาท และร้าน อ. คิดเป็นเงิน 3,066,666 บาท และโจทก์ลงทุนตกแต่งประดับร้านทั้งสองไปเป็นเงินจำนวนมาก หากโจทก์นำร้านทั้งสองออกขายสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลอื่น โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 2,000,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ 5,333,332 บาท แต่โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียง 3,000,000 บาท ซึ่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และ ที่ 3 ต่อโจทก์ก็เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถครอบครองทำประโยชน์ใช้พื้นที่ที่เช่าทำกิจการบาร์เบียร์ในระยะเวลาการเช่าที่เหลืออยู่เช่นกัน ค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นเงินไม่น้อยกว่าค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ได้รับดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยในส่วนค่าขายสิทธิการเช่าว่าสัญญาเช่าช่วงไม่เปิดช่องให้โจทก์กระทำได้และไม่กำหนดค่าเสียหายดังกล่าวให้ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยต่อมาว่า โจทก์ขอคิดค่าเสียหายทั้งสิ้นเป็นเงิน 3,000,000 บาท จึงเห็นควรกำหนดให้ตามขอ และพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นั้น ย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายอันเป็นผลจากการผิดสัญญาและการกระทำละเมิดที่จำเลยทั้งสามต้องชดใช้แก่โจทก์รวมกันมา มิใช่เป็นการกำหนดค่าเสียหายในการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 เพียงอย่างเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ประเด็นในเรื่องค่าเสียหายในมูลละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและไม่หยิบยกปัญหาเรื่องดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การมานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น สำหรับประเด็นเรื่องค่าเสียหายในการผิดสัญญาและการกระทำละเมิดนี้ในข้อนี้โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานสอดคล้องกับบัญชีรายรับรายจ่ายของบาร์เบียร์ทั้งสองร้าน ยืนยันถึงรายรับรายจ่ายของกิจการและค่าเสียหายที่โจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในการใช้พื้นที่ประกอบกิจการบาร์เบียร์ทั้งสองร้านที่เช่าช่วงในกำหนดระยะเวลาการเช่าที่เหลืออยู่คิดเป็นเงินรวม 3,333,332 บาท จำเลยทั้งสามก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ยอมจ่ายค่าเลิกสัญญาเช่าให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวนมากถึง 80,000,000 บาท และเมื่อจำเลยที่ 2 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ให้จำเลยที่ 1 เช่าดังกล่าวออกให้จำเลยที่ 3 เช่าในเวลาไล่เลี่ยกับที่เลิกสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 ก็ได้ค่าตอบแทนการเช่าจากจำเลยที่ 3 จำนวนถึง 162,000,000 บาท แสดงว่าที่ตั้งของที่ดินอยู่ในทำเลการค้าที่เจริญ น่าเชื่อว่าหากโจทก์ได้ทำกิจการบาร์เบียร์ทั้งสองร้านไปจนครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่าช่วงจะได้เงินไม่น้อยกว่าจำนวน 3,333,332 บาท ตามที่โจทก์อ้างมาในฟ้อง ซึ่งความเสียหายของโจทก์เนื่องจากการผิดสัญญาเช่าช่วงของจำเลยที่ 1 และการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ล้วนส่งผลให้โจทก์ไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่เช่าและต้องถูกรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป อันเป็นความเสียหายที่มีผลสืบเนื่องเกี่ยวพันกันและความร้ายแรงของการกระทำไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อโจทก์ขอค่าเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสามรวมกันเป็นเงิน 3,000,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้แก่โจทก์มานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติว่า "บทบัญญัติมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ" จึงมีผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับ ต้องปรับเปลี่ยนเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ในส่วนดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามชำระในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 544 ม. 545
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาววิรียาพร งามนิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2519/2565
#687019
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ บัญญัติว่า "การคํานวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย..." และมาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคํานวณกำไรสุทธิ... (18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวของอนุมาตรานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายรายจ่ายต้องพิสูจน์ตัวตนของผู้รับเงินได้ หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับก็ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคํานวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ป.รัษฎากร ซึ่งทางนําสืบของโจทก์มีรายละเอียดข้อมูล ที่เกี่ยวกับ ก. เพียงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของ ก. และบิลเงินสดที่ ก. ทำเรื่องเบิกเงินจากโจทก์ที่ปรากฏแต่ชื่อของ ก. เท่านั้น และโจทก์นําตัว ก. มาให้ถ้อยคําในชั้นตรวจสอบของเจ้าหน้าที่สรรพากรไม่ได้ ซึ่งเป็นข้อพิรุธเพราะโจทก์และ ก. ติดต่อทำธุรกิจกันมาเป็นระยะเวลานานมีมูลค่าหลายล้านบาท เฉพาะที่ปรากฏในชุดใบสำคัญจ่ายสำหรับการเช่ารถระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเมษายน 2552 มีการเช่ารถพร้อมคนขับจำนวนมาก โดยคนขับรถต้องไปรับพนักงานของโจทก์ในสถานที่แตกต่างกันเพื่อสำรวจข้อมูลทำแผนที่ ในการเช่ารถดังกล่าวตามปกติย่อมต้องมีหมายเลขโทรศัพท์ของ ก. เพื่อติดต่อใช้รถในแต่ละครั้ง แต่โจทก์กลับไม่สามารถให้ข้อมูลติดต่อ ก. ได้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าโจทก์กับ ก. มีการทำหลักฐานเอกสารการเช่ากันเป็นลายลักษณ์อักษร และไม่มีการระบุตัวทรัพย์สินที่ให้เช่า คงมีเพียงตารางค่าเช่ารถเท่านั้น ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการทำธุรกิจให้เช่ารถจำนวนมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจปฏิบัติการสอบยัน ณ ภูมิลำเนาของ ก. ก็ไม่สามารถเข้าตรวจได้เนื่องจากสถานประกอบการมีลักษณะเป็นทาวน์เฮาส์ ไม่มีลักษณะเป็นสถานประกอบการ ไม่มีผู้ใดพักอาศัยและไม่พบตัว ก. แม้โจทก์จะประกอบกิจการจริงและได้ชําระเงินค่าเช่ารถให้ ก. โดยสั่งจ่ายเช็คระบุชื่อ ก. และขีดคร่อม ประทับตราว่า A/C PAYEE ONLY ขีดฆ่าคําว่าหรือผู้ถือออกและมีการเรียกเก็บเงินตามเช็คก็ตามแต่โจทก์มีหน้าที่พิสูจน์ให้ได้ว่า ก. เป็นผู้ให้เช่ารถและรับเงินค่าเช่ารถจริง ทางนําสืบของโจทก์จึงยังไม่พอให้รับฟังได้ว่า ก. เป็นผู้ให้เช่ารถที่แท้จริง เพราะหาก ก. เป็นผู้ให้เช่ารถแล้ว น่าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับ ก. มากกว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่ารายจ่ายค่าเช่ารถเป็นรายจ่ายต้องห้ามตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (18) ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ค่าโดยสารรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์แม้โจทก์ไม่มีใบเสร็จรับเงินจากผู้ให้บริการมาแสดง แต่โจทก์ได้จ่ายไปจริงและส่งมอบบิลให้แก่จำเลยแล้ว และโดยปกติผู้ให้บริการเหล่านี้จะไม่มีการออกใบเสร็จรับเงินจากผู้ให้บริการมาแสดง โจทก์จึงไม่อาจมีใบเสร็จรับเงินมาแสดงได้ รายจ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่รายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับนั้น เห็นว่า โจทก์เพียงแต่จัดทำยอดรวมสรุปค่าใช้จ่ายซึ่งรวมถึงค่าโดยสารรถแท็กซี่และรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งตามตารางดังกล่าวมีการระบุวันเดือนปีประเภทค่าใช้จ่าย และชื่อผู้เบิกเงิน โดยไม่ปรากฏรายละเอียดของรายจ่าย ประกอบกับประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี ระยะเวลาที่ต้องลงรายการในบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี พ.ศ. 2544 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 7 (1) (2) (3) และ (4) ข้อ 8 ซึ่งกำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3910 และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3911 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 17) ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 เป็นว่า จำเลยอนุมัติจ่ายคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โจทก์ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ 1,847,256.59 บาท ให้แก่โจทก์ เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3912 และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3913 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00018 - 19) ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 เป็นว่า จำเลยอนุมัติจ่ายคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่โจทก์ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ 1,373,790.64 บาท ให้แก่โจทก์ เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0710.03/3914 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) เป็นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2551 ถึง 31 ธันวาคม 2551 โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิ 2,299,898.51 บาท เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0710.03/3915 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) เป็นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิ 2,429,757.87 บาท บวกผลขาดทุนสุทธิยกมา 2,299,898.51 บาท รวมเป็นผลขาดทุนสุทธิที่สามารถยกไปใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไปได้ 4,729,656.38 บาท เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0710.03/3916 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) เป็นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิ 3,823,894.70 บาท บวกผลขาดทุนสุทธิยกมา 4,729,656.38 บาท รวมเป็นผลขาดทุนสุทธิที่สามารถยกไปใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไปได้ 8,553,551.08 บาท เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0710.03/3917 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) เป็นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2554 โจทก์มีผลกำไรสุทธิ 6,697,531.55 บาท หักผลขาดทุนสุทธิยกมา 8,553,551.08 บาท รวมเป็นผลขาดทุนสุทธิที่สามารถยกไปใช้ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไปได้ 1,856,019.53 บาท เพิกถอนหรือแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.6 (สพ.) /33/2561 ลงวันที่ 23 มกราคม 2561 เป็นว่า คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรและให้โจทก์ชำระค่าภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 2,089,936 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ กค.0710.03/3910-17 (ภงด.73.1-06720010-25570605-002-00016 - 19) ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2557 นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้เกินในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2554 รวมเป็นเงิน 2,102,479.74 บาท ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรที่โจทก์ชำระไว้เกินหรือที่จำเลยประเมินให้โจทก์ต้องชำระเพิ่มเติม พร้อมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2552 และปี 2554 รวมเป็นเงิน 2,102,479.74 บาท กับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 2,102,479.74 บาท นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2557 จนถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 1,051,239.87 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 2,102,479.74 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาล
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ทวิ ม. 65 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ม.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมศักดิ์ ประกอบแสงสวย
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ — นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อุดม วัตตธรรม
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2498/2565
#684597
เปิดฉบับเต็ม

กระสุนปืนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองในคดีนี้มีทั้งกระสุนปืนที่ใช้สำหรับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป) ขนาดความกว้างปากลำกล้องประมาณ 10 มิลลิเมตร ของกลาง และกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 กับกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE ซึ่งเป็นคนละขนาดกับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป) ของกลาง การกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง แล้วยังเป็นความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ปรับบทลงโทษตามมาตรา 72 วรรคสอง มาด้วยนั้น จึงยังไม่ถูกต้อง แต่ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืน (กระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 กับกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE) และเครื่องกระสุนปืน (กระสุนปืนที่ใช้สำหรับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป)) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้นเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้เป็นความผิดในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ วัตถุที่ต้องห้ามนั้นไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืน ก็ดี หรือเครื่องกระสุนปืน ก็ดี กฎหมายถือว่าเป็นวัตถุประเภทเดียวกันโดยบัญญัติบทความผิดกับบทลงโทษอยู่ในบทมาตราเดียวกันคือมาตรา 7 กับมาตรา 72 เมื่อจำเลยมีไว้ในครอบครองในขณะเดียวกันจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว แม้โจทก์จะแยกบรรยายการกระทำผิดดังกล่าวของจำเลยมาในฟ้องเป็นข้อ ข. และข้อ ค. เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันและจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ศาลจะลงโทษจำเลยหลายกรรมเป็นกระทงความผิดไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 1,200 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 1,200 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 600 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 10,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 9 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท และให้จำเลยไปบำบัดรักษาอาการติดยาเสพติด ณ โรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดจนกว่าจะเลิกเสพได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ปรับบทลงโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ปรับบทและลงโทษจำเลยฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้จำเลยมีกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 1 นัด และกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE จำนวน 1 นัด กับมีอาวุธปืนประจุปาก (ปืนแก็ป) 2 กระบอก ตามฟ้องไว้ในครอบครองในวันเวลาเดียวกัน แต่กระสุนปืนดังกล่าวไม่ใช้สำหรับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป) จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อีกกระทงหนึ่ง เห็นว่า กระสุนปืนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองในคดีนี้มีทั้งกระสุนปืนที่ใช้สำหรับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป) ขนาดความกว้างปากลำกล้องประมาณ 10 มิลลิเมตร ของกลาง และกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 กับกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE ซึ่งเป็นคนละขนาดกับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป) ของกลาง การกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง แล้วยังเป็นความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง อีกด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ปรับบทลงโทษตามมาตรา 72 วรรคสอง มาด้วยนั้น จึงยังไม่ถูกต้อง แต่ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืน (กระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 กับกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE) และเครื่องกระสุนปืน (กระสุนปืนที่ใช้สำหรับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป)) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้นเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้เป็นความผิดในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ วัตถุที่ต้องห้ามนั้นไม่ว่าจะเป็นอาวุธปืน ก็ดี หรือเครื่องกระสุนปืน ก็ดี กฎหมายถือว่าเป็นวัตถุประเภทเดียวกันโดยบัญญัติบทความผิดกับบทลงโทษอยู่ในบทมาตราเดียวกันคือมาตรา 7 กับมาตรา 72 เมื่อจำเลยมีไว้ในครอบครองในขณะเดียวกันจึงเป็นการกระทำกรรมเดียว แม้โจทก์จะแยกบรรยายการกระทำผิดดังกล่าวของจำเลยมาในฟ้องเป็นข้อ ข. และข้อ ค. เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันและจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ศาลจะลงโทษจำเลยหลายกรรมเป็นกระทงความผิดไม่ได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โดยประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104 บัญญัติความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไว้เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 แต่ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายยาเสพติดมีระวางโทษตามมาตรา 162 ให้จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างกับพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 ที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ซึ่งใช้ในภายหลังการกระทำความผิดซึ่งเป็นคุณมากกว่าบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม โทษปรับที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขให้เบาลงอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืน (กระสุนปืนลูกซองขนาด 12 กับกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 LONG RIFLE) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคสอง อีกบทหนึ่ง อันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน (กระสุนปืนที่ใช้สำหรับปืนประจุปาก (ปืนแก๊ป)) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และจำเลยมีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ส่วนโทษจำคุกและปรับ การรอการลงโทษจำคุก การคุมความประพฤติ กับเงื่อนไขการคุมความประพฤติ และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมแพ
จำเลย — นาย ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายวรเชษฐ์ อุตมะ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2494/2565
#684490
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แม้ตามทางนำสืบจะได้ความว่า จำเลยทั้งสามและทายาทของผู้ตายตกลงยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนในทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่าทายาทชั้นบุตรก็เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างคู่ความและผู้มีส่วนได้เสียในทางแพ่ง ไม่ทำให้โจทก์ที่ 1 เปลี่ยนสถานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ เพราะการเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมายหาใช่เกิดขึ้นโดยข้อตกลงระหว่างทายาทด้วยกันเองไม่ สำหรับความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกตาม ป.อ. มาตรา 354 บุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว ได้แก่ บรรดาทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเท่านั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะส่วนตัวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352, 354 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 207,183.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธในคดีส่วนอาญา และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1 และนายละอองผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายได้รับรองแล้วจึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627, 1629 (1) ในคดีร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความและทายาทของผู้ตายทุกคนตกลงร่วมยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนในทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่าทายาทชั้นบุตร รวมเป็น 9 ส่วน โดยทรัพย์มรดกที่รวบรวมได้มีทั้งหมด 10 รายการ และโจทก์ที่ 1 ยินยอมรับทรัพย์มรดกตามข้อตกลง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ภายหลังโจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยทั้งสามกับพวกขอให้แบ่งทรัพย์สินที่โจทก์ที่ 1 กับผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกัน ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2561 มีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2561 มีการนัดประชุมทายาท

คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามฐานยักยอกทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แม้ตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามจะได้ความว่าจำเลยทั้งสามและทายาทของผู้ตายตกลงยินยอมให้โจทก์ที่ 1 มีส่วนในทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่าทายาทชั้นบุตรก็เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างคู่ความและผู้มีส่วนได้เสียในทางแพ่ง ไม่ทำให้โจทก์ที่ 1 เปลี่ยนสถานะเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ เพราะการเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของกฎหมายหาใช่เกิดขึ้นโดยข้อตกลงระหว่างทายาทด้วยกันเองไม่ สำหรับความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 บุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว ได้แก่ บรรดาทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกเท่านั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะส่วนตัวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (4) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามมานั้นชอบหรือไม่ ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า โจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสามและทายาททุกคนได้แถลงร่วมกันว่าทรัพย์มรดกมีทั้งหมด 10 รายการ ตามที่ระบุในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น และทรัพย์มรดกตามฟ้องข้อ 6.1 รถตักสีฟ้าหรือสีออกเขียว และข้อ 6.9 ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยขี้เป็ด จำเลยทั้งสามได้แจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบแล้วก่อน นำออกขาย คงมีเฉพาะทรัพย์มรดกตามฟ้องข้อ 6.2 ถึง 6.8 เท่านั้น ที่จำเลยทั้งสามได้ขายไปก่อนที่จะแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบ ซึ่งแม้ไม่ตรงกับที่ตกลงกันไว้ ก็ถือว่าเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามสัญญาทางแพ่งเท่านั้น แต่ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำผิดต่อหน้าที่ของการเป็นผู้จัดการมรดก เพราะหลังจากที่มีการขายทรัพย์มรดกแล้ว จำเลยทั้งสามได้แบ่งเงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดกดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 824,210 บาท และทายาทตามที่ตกลงกันแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามมีการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานยักยอกตามฟ้องได้ สำหรับคดีส่วนแพ่ง เมื่อคดีส่วนอาญาฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานยักยอก โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสามคืนเงินตามคำขอได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 354
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว น. กับพวก
จำเลย — นางสาว ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาวพัชริยา โมกขมรรคกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
จรรยา จีระเรืองรัตนา
ทรงพล สงวนพงศ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2492/2565
#686992
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวนหากขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองได้น้อยกว่าที่ค้างชำระจนครบถ้วน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 727/1 จึงตกเป็นโมฆะ อันมีผลให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดในหนี้นั้นเกินราคาทรัพย์สินที่จำนองในเวลาที่บังคับจำนอง แต่กรณีดังกล่าวหามีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันไม่ จำเลยที่ 2 ยังคงมีความผูกพันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน แม้จะไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ก็ตาม ดังนั้น หากขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำต้องระบุในท่อนพิพากษาว่าหากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แล้ว ได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ในกรณีที่ขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้ว ได้เงินไม่พอชำระ อาจทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการตีความในชั้นบังคับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขโดยระบุให้ชัดเจนว่า หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 8,553,290.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 7,459,157.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 และยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 8,553,290.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 7,459,157.66 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 8,553,290.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 7,459,157.66 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด (วันที่ 28 มิถุนายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณแล้วต้องไม่เกิน 60 วัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือจำเลยที่ 2 ไม่ชำระในส่วนของตนให้ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1118 และ 1408 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากได้เงินไม่พอชำระให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวแก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงิน 10,400,000 บาท ตกลงรับเงินกู้เป็นงวด ๆ ซึ่งมีการเบิกเงินกู้ไปทั้งสิ้น 4 ครั้ง เป็นเงิน 8,700,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 วงเงิน 10,400,000 บาท และจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1118 และ 1409 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้สินต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 10,400,000 บาท ตกลงว่าหากบังคับจำนองแล้วเงินขาดอยู่จำนวนเท่าใด จำเลยที่ 3 ยอมรับผิดใช้เงินที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้คืนไม่ตรงตามสัญญาและผิดนัด จำเลยที่ 1 จึงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 และวันที่ 26 กันยายน 2560 แต่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามสัญญาและผิดนัด โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 เมษายน 2561 ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสามแล้ว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันนอกเหนือจากสัญญาจำนองอีกฉบับอันมีผลให้จำเลยที่ 3 ผู้จำนองต้องรับผิดอย่างผู้ค้ำประกันย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 727/1 วรรคสอง โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ได้ โดยจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดไม่เกินราคาทรัพย์สินในเวลาที่บังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุด โดยพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 8,553,290.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 7,459,157.66 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 จนครบ โจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ไม่อุทธรณ์ในปัญหานี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามสัญญาแต่โจทก์ให้โอกาสจำเลยที่ 1 โดยทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ 2 ครั้ง ซึ่งเป็นเพียงกำหนดเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้และระยะเวลาการชำระหนี้ใหม่ คู่สัญญาคงต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญาที่ทำไว้เดิม เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครั้งที่ 2 โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 เมษายน 2561 ต้องถือว่านับถัดจากวันดังกล่าวเป็นวันผิดนัดของจำเลยที่ 1 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้นั้น และจำเลยที่ 2 ได้รับวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 เป็นการบอกกล่าวภายใน 60 วัน นับแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในส่วนของดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้อง แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ขออนุญาตฎีกา ปัญหาข้างต้นจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้กำหนดในคำพิพากษาให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์เสียสิทธิในการบังคับทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้ข้อตกลงที่ให้รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะแต่จำเลยที่ 2 ก็ยังต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันในภาระหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ซึ่งหากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้โจทก์ก็สามารถบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จนครบได้ แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ระบุในคำพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย ทำให้โจทก์เสียสิทธิในการบังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ขอให้พิพากษาเป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นให้บังคับยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้บังคับยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 นำมาขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินของตนเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงยอมรับผิดชดใช้เงินที่ขาดจำนวนหากขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองได้เงินน้อยกว่าที่ค้างชำระจนครบถ้วน แต่ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 727/1 จึงตกเป็นโมฆะ อันมีผลให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดในหนี้นั้นเกินราคาทรัพย์สินที่จำนองในเวลาที่บังคับจำนอง แต่กรณีดังกล่าวหาได้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันแต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 2 จึงยังคงมีความผูกพันในอันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน แม้จะไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ก็ตาม เช่นนี้หากขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำต้องระบุในท่อนพิพากษาว่าหากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แล้ว ได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ในกรณีที่ขายทอดตลาดที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วได้เงินไม่พอชำระนั้น อาจทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการตีความในชั้นบังคับคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขโดยระบุให้ชัดเจน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นพิมพ์เลขที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ทรัพย์จำนองผิด และโจทก์อุทธรณ์โดยผิดหลงระบุเลขที่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขอให้ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องนั้น เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1118 และ 1408 เป็นกรณีที่มีการพิมพ์ผิดไปจากที่โจทก์ฟ้องและนำสืบสัญญาจำนองที่ดิน ซึ่งเป็นข้อผิดหลงเล็กน้อย และการแก้ไขข้อผิดหลงดังกล่าวไม่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1118 และ 1409 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 727/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ก.
จำเลย — บริษัท ต. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวสรภัทร สีระสาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพศาล โกสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2483/2565
#686991
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ มีหน้าที่กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการองค์การบริหารส่วนตำบล วางระเบียบเพื่อให้งานขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลตาม มาตรา 59 และมาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ไม่ได้มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความในเอกสาร แม้จำเลยที่ 1 อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินหมวดลูกหนี้เงินยืมงบประมาณประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการ ที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ อนุมัติให้ยืมเงินตามสัญญาการยืมเงิน และอนุมัติให้จ่ายเงินตามฎีกาเบิกเงินในโครงการโดยไม่มีการดำเนินการโครงการดังกล่าว ก็ไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 147, 157, 162 (1) (4) และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4), 157 (ที่ถูก 162 (1) (4) (เดิม), 157 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 162 (1) (4), 157 (ที่ถูก มาตรา 147 (เดิม), 162 (1) (4) (เดิม), 157 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ จำคุก 5 ปี ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานรับรองเอกสารอันเป็นเท็จกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 6 ปี และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4), 157 (ที่ถูก มาตรา 162 (1) (4) (เดิม), 157 (เดิม)) ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 20,000 บาท ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ ผู้เสียหาย (ที่ถูก ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยทั้งสามเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ตามความในมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 โดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีหน้าที่กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการองค์การบริหารส่วนตำบล วางระเบียบเพื่อให้งานขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลและเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างขององค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา 59 และมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างองค์การบริหารส่วนตำบลรองจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจำขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามนโยบาย และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดหรือตามที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมอบหมาย ตามมาตรา 60/1 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ส่วนจำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ มีหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานส่วนตำบล ลูกจ้าง และพนักงานจ้าง และรับผิดชอบการปฏิบัติราชการของส่วนตำบลตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ เรื่อง กำหนดงานและหน้าที่ความรับผิดชอบการปฏิบัติราชการภายในส่วนการคลัง และมีหน้าที่เป็นผู้ตรวจฎีกาเบิกเงินให้ถูกต้องตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจสอบเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 60 ถึง ข้อ 62 จำเลยทั้งสามได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจลงนามถอนเงินฝากธนาคารจากบัญชีเงินฝากขององค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ ตามคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ ที่ 96/2552 เรื่อง แต่งตั้งผู้มีอำนาจถอนเงินฝากธนาคาร ลงวันที่ 1 เมษายน 2552 มีหน้าที่ลงนามในเช็คเพื่อสั่งจ่ายเงินที่องค์การบริหารส่วนตำบลต้องจ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันโดยจ่ายเงินได้เฉพาะที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือหนังสือสั่งการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจสอบเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 จำเลยที่ 2 ทำบันทึกข้อความมีใจความว่า ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 องค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือได้ตั้งงบประมาณรายจ่าย หน่วยงาน สำนักงานปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ ด้านบริหารงานทั่วไป แผนงานสาธารณสุข งานสาธารณสุขและสาธารณสุขอื่น หมวดลูกหนี้เงินยืมงบประมาณ ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ บัดนี้ สำนักงานปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ มีความประสงค์ขออนุมัติเบิกจ่ายเงิน ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินหมวดลูกหนี้เงินยืมงบประมาณ ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ เป็นเงิน 20,000 บาท ได้ตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายเงินครบถูกต้องแล้ว เห็นควรพิจารณาอนุมัติการเบิกจ่ายเงินเป็นเงิน 20,000 บาท และได้ตรวจสอบตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2552 เอกสารการเบิกจ่ายเงินครบถ้วน ถูกต้องแล้ว จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้เบิกแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงชื่อเห็นควรอนุมัติให้เบิกจ่ายได้ เสนอต่อจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ลงชื่ออนุมัติให้เบิกจ่ายได้ แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารลงวันที่ 17 มิถุนายน 2552 จำนวนเงิน 20,000 บาท ออกจากบัญชีเงินฝากเลขที่ 312-6-02xxx-x ระบุชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเงิน แต่ไม่ได้ขีดคร่อมและขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" หลังจากนั้น จำเลยที่ 2 มอบเช็คให้นางนงลักษณ์ไปเบิกเงินจากธนาคาร แล้วมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้ยืมในสัญญาการยืมเงิน เลขที่ 18/2552 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2552 จำนวนเงิน 20,000 บาท ระบุว่าเบิกยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการป้องกันและระงับไข้เลือดออก แต่ไม่กำหนดระยะเวลาส่งใช้เงินยืมไว้ แล้วจำเลยที่ 2 ยังลงชื่อเสนอต่อจำเลยที่ 1 ว่าเห็นสมควรอนุมัติให้ยืมตามใบยืมฉบับดังกล่าวได้ จำเลยที่ 1 ลงชื่ออนุมัติให้ยืมตามเงื่อนไขดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้รับเงิน แล้วจำเลยที่ 3 จัดทำและตรวจสอบรายงานการจัดทำเช็ค/ใบถอน แล้วจำเลยทั้งสามลงชื่อเป็นผู้อนุมัติ จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้เบิกและจำเลยที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารประกอบฎีกา แล้วเสนอต่อจำเลยที่ 2 ว่าเห็นควรให้เบิกจ่ายได้ จำเลยที่ 2 ลงชื่อเสนอต่อจำเลยที่ 1 ว่าเห็นควรอนุมัติให้เบิกจ่ายได้ จำเลยที่ 1 ลงชื่ออนุมัติให้เบิกจ่ายได้ นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้เบิกจ่ายเงินเพื่อจ่ายโครงการป้องกันและระงับโรคไข้เลือดออก จำนวน 20,000 บาท และจำเลยที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้ตรวจสอบในเอกสารงบรายละเอียดใบสำคัญประกอบฎีกา โดยไม่ได้ระบุเลขที่ฎีกาเบิกเงินนอกงบประมาณ แล้วจำเลยที่ 2 ยังลงชื่อในใบรับรองของผู้เบิก โดยไม่ได้ระบุเลขที่คลังรับและเลขที่ฎีกา แล้วจำเลยที่ 2 เบียดบังเงิน 20,000 บาท ที่เบิกมาเป็นของตนโดยทุจริต

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนประการแรกว่า จะรับวินิจฉัยคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติถึงเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาไว้ และไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 163 อนุโลมใช้ในชั้นฎีกาได้ ดังนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาจึงต้องยื่นคำร้องขอภายในกำหนดระยะเวลาที่ให้ยื่นฎีกา ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 ครั้นวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2565 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาโดยเนื้อหาของคำร้องเป็นการเพิ่มเติมประเด็นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ให้ยื่นฎีกาแล้ว จึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาดังกล่าวได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาต สำเนาให้โจทก์" ซึ่งมีความหมายว่า รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 48 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ด้วยการเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นแล้วมีคำสั่งใหม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนประการที่สองว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับในขณะกระทำความผิด บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการดังต่อไปนี้ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ (1) รับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ...หรือ (4) รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ต้องระวางโทษ..." ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงเหนือ มีหน้าที่กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการองค์การบริหารส่วนตำบล วางระเบียบเพื่อให้งานขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลตามมาตรา 59 และมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ไม่ได้มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความในเอกสาร แม้จำเลยที่ 1 อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินหมวดลูกหนี้เงินยืมงบประมาณประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ อนุมัติให้ยืมเงินตามสัญญาการยืมเงิน และอนุมัติให้จ่ายเงินตามฎีกาเบิกเงินในโครงการโดยไม่มีการดำเนินการโครงการดังกล่าว ก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และ (4) แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ มิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาในประเด็นข้อนี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 48 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 215 และมาตรา 225

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 เบียดบังเงินที่เบิกมา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด แล้วจำเลยที่ 3 ยังกระทำความผิดฐานรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จอีกบทหนึ่งด้วย โดยไม่ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงมากนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กับจำเลยที่ 3 รับราชการมาเป็นเวลานานและไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ประพฤติผิดวินัยหรือเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 และที่ 3 กลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษไว้ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุก แต่เพื่อให้หลาบจำ สมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 แก้ไขเพิ่มเติมฎีกา แล้วมีคำสั่งใหม่ว่า ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 แก้ไขเพิ่มเติมฎีกา ให้ยกคำร้อง แต่ให้รับคำร้องดังกล่าวไว้เป็นคำแถลงการณ์ และจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4) (เดิม) ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าว กับให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 162 (1) ม. 162 (4)
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม. 59 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 — นายสัมฤทธิ์ ทินบุตร
ศาลอุทธรณ์ — นายธนิต สุธีรพรหม
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2479/2565
#684045
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองพร้อมที่จะชําระค่าสินไถ่ให้แก่จำเลย แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ เนื่องจากที่ดินพิพาทถูกอายัดไว้ชั่วคราวในคดีอื่น อันมิได้เกิดจากความผิดของโจทก์ทั้งสอง แสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองแสดงเจตนาขอไถ่ที่ดินพิพาทจากจำเลยภายในกําหนดเวลาที่ตกลงกันไว้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ทั้งสองจะต้องขอขยายระยะเวลาไถ่ที่ดินพิพาทออกไปอีก

การไถ่ที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมต่างตอบแทนที่โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ชําระค่าสินไถ่ให้แก่จำเลย และจำเลยมีหน้าที่จดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะยังไม่ชําระค่าสินไถ่ให้แก่จำเลยและไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ทั้งสองจะต้องนําค่าสินไถ่ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์

หลังจากคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทสิ้นผล จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองชําระค่าสินไถ่พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าสินไถ่ ซึ่งเกินกว่าที่ตกลงในสัญญาขายฝาก โจทก์ทั้งสองจึงชอบที่จะโต้แย้งได้ กรณีถือไม่ได้ว่าจำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองไปไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทโดยชอบและโจทก์ทั้งสองสละสิทธิไถ่ที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ทั้งสองมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยกำหนดวันเวลาที่จะไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาท จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยชอบแล้ว แต่เพิกเฉย โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยรับค่าสินไถ่ตามที่ตกลงกันไว้ได้ โดยจำเลยไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากค่าสินไถ่

คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มีมูลความแห่งคดีอันไม่อาจแบ่งแยกได้ แต่โจทก์ทั้งสองต่างยื่นฎีกามาแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกัน โดยต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเต็มตามทุนทรัพย์ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทคืนโจทก์ทั้งสอง และรับสินไถ่ 23,100,000 บาท จากโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยรับเงินสินไถ่ 23,100,000 บาท แล้วจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2209 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552 โจทก์ทั้งสองทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2209 ไว้กับจำเลย ตกลงสินไถ่เป็นเงิน 23,100,000 บาท กำหนดเวลาไถ่ 8 เดือน ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2553 ซึ่งอยู่ในกำหนดเวลาไถ่ที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสองและจำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 899/2556 ให้อายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โจทก์ทั้งสองจึงขอให้นายอำเภอบันทึกคำขอไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2559 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ผลของคดีคือศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง คำสั่งขออายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นอันสิ้นผล จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ให้โจทก์ทั้งสองไถ่ที่ดินพิพาทภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือบอกกล่าว โจทก์ทั้งสองโต้แย้งว่าระยะเวลาที่จำเลยกำหนดให้โจทก์ทั้งสองไถ่ที่ดินพิพาทไม่ใช่ระยะเวลาพอสมควร ขอให้จำเลยติดต่อโจทก์ทั้งสองเพื่อกำหนดระยะเวลาไถ่ที่ดินพิพาทใหม่ จำเลยจึงมีหนังสือลงวันที่ 18 ธันวาคม 2560 แจ้งโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสองนำเงินสินไถ่ 23,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสินไถ่ นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2552 มาไถ่ที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว โจทก์ทั้งสองมีหนังสือลงวันที่ 5 มกราคม 2561 โต้แย้งว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากเงินสินไถ่ที่ดินพิพาทได้ ขอให้จำเลยติดต่อโจทก์ทั้งสองภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือเพื่อกำหนดวันเวลาในการไถ่ที่ดินพิพาทและรับเงินค่าสินไถ่ ต่อมาโจทก์ทั้งสองมีหนังสือลงวันที่ 18 กันยายน 2561 ให้จำเลยติดต่อทนายความของโจทก์ทั้งสองเพื่อเจรจาการไถ่ที่ดินพิพาทต่อไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิไถ่ที่ดินพิพาทโดยชำระเงินค่าสินไถ่ตามจำนวนที่ระบุในสัญญาขายฝากและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยของเงินค่าสินไถ่หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2553 ซึ่งอยู่ภายในกำหนดเวลาไถ่ที่ดินพิพาทได้ โจทก์ทั้งสองและจำเลยได้ไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนไถ่ที่ดินพิพาท โดยโจทก์ทั้งสอง มีสำเนาตั๋วแลกเงิน ว่าโจทก์ทั้งสองพร้อมที่จะชำระเงินค่าสินไถ่ให้แก่จำเลยและค่าธรรมเนียม แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ตามเจตนาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 899/2556 ให้อายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา แสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้แสดงเจตนาขอไถ่ที่ดินพิพาทจากจำเลยภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ทั้งสองจะต้องขอขยายระยะเวลาไถ่ที่ดินพิพาทออกไปอีก ส่วนเหตุที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทได้ก็เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา อันมิได้เกิดจากความผิดของโจทก์ทั้งสอง และการไถ่ที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมต่างตอบแทน ที่โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ที่จะต้องชำระสินไถ่ให้แก่จำเลยและจำเลยมีหน้าที่ที่จะต้องจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดที่ดินที่ขายฝากไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะยังไม่ชำระเงินค่าสินไถ่ให้แก่จำเลยได้เช่นกัน และก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ทั้งสองจะต้องนำเงินค่าสินไถ่ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ อีกทั้งภายหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีดังกล่าว อันมีผลให้คำสั่งอายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวเป็นอันสิ้นผล การที่จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 18 ธันวาคม 2560 ให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินค่าสินไถ่พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินค่าสินไถ่ เกินกว่าที่ตกลงในสัญญา จึงชอบที่โจทก์ทั้งสองจะโต้แย้ง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ทั้งสองไปไถ่การขายฝากที่ดินพิพาทโดยชอบและโจทก์ทั้งสองสละสิทธิไถ่ที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อโจทก์ทั้งสองมีหนังสือลงวันที่ 5 มกราคม 2561 และ 18 กันยายน 2561 ให้จำเลยกำหนดวันเวลาที่จะไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากที่ดินพิพาท จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยชอบแล้ว แต่เพิกเฉย โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยรับเงินค่าสินไถ่ที่ดินพิพาท 23,100,000 บาท ตามที่ตกลงกันไว้ โดยจำเลยไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยของเงินค่าสินไถ่ที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองเป็นคู่ความร่วมในคดีที่มีมูลความแห่งคดีอันไม่อาจแบ่งแยกได้ แต่โจทก์ทั้งสองต่างยื่นฎีกามาแต่ละฉบับแยกต่างหากจากกัน โดยต่างเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเต็มตามทุนทรัพย์ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคท้าย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามส่วนที่โจทก์ทั้งสองชำระเกินมาแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 100,000 บาทค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 492 ม. 494 ม. 496 ม. 499
ป.วิ.พ. ม. 150 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ล. กับพวก
จำเลย — นางสาว ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวกมลลักษณ์ บุญดิเรก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิระ สุดแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ไชยผล สุรวงษ์สิน
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2478/2565
#687038
เปิดฉบับเต็ม

เงินมัดจำคือเงินที่มอบให้แก่กันในวันทำสัญญา แม้คู่กรณีจะระบุไว้ในสัญญาว่าโจทก์ได้ให้เงินมัดจำแก่จำเลย 1,000,000 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ งวดแรกชำระในวันทำสัญญา 500,000 บาท แต่ในวันทำสัญญาโจทก์ก็มิได้มอบเงิน 500,000 บาท แก่จำเลย คงให้จำเลยในวันหลัง เงิน 500,000 บาทนี้ จึงหาใช่เงินมัดจำตามกฎหมายไม่ แม้หากฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยก็หาอาจริบเงินดังกล่าวในฐานะเป็นการริบเงินมัดจำได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 423,835 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันผิดนัด (วันที่ 1 มีนาคม 2561) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 20,110 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 211,917.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ตุลาคม 2561) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 423,835 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตฎีกาจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2560 โจทก์ตกลงซื้อผลลำไยล่วงหน้าจากจำเลยในที่ดิน 5 แปลง ต่อมาลดลงเหลือเพียง 1 แปลง มีต้นลำไยประมาณ 200 ต้น น้ำหนักผลประมาณ 15 ตัน ซื้อเฉพาะช่อดีเบอร์ 1 ถึงเบอร์ 4 ราคากิโลกรัมละ 40 บาท กำหนดราดสารเร่งดอกลำไยระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน 2560 เมื่อจำเลยราดสารเร่งดอกลำไยแล้วจึงมาลงวันกำหนดเก็บผลลำไยในสัญญา จำเลยราดสารเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2560 และลงวันที่กำหนดเก็บผลลำไยครั้งแรกวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 และตกลงราคากันใหม่เป็นราคากิโลกรัมละ 37 บาท วันทำสัญญาซื้อขายโจทก์มิได้วางมัดจำ ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2560 จำเลยรับเงินไปจากโจทก์ 500,000 บาท วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 คนงานของโจทก์เข้าเก็บผลลำไยในสวนของจำเลยได้น้ำหนักรวม 2,058.5 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 76,165 บาท คงเหลือเงินส่วนต่าง 423,835 บาท โจทก์เรียกส่วนต่างคืนจากจำเลย จำเลยปฏิเสธอ้างว่าเป็นการซื้อขายเหมา โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิริบเงิน 500,000 บาท ที่รับมาจากโจทก์ในฐานะเป็นเงินมัดจำ

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเป็นประการแรกว่า เงินที่จำเลยรับจากโจทก์ 500,000 บาท นั้น เป็นเงินมัดจำหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 บัญญัติว่า "เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำ..." ซึ่งหมายถึงว่า มัดจำนั้นต้องเป็นสิ่งที่มอบไว้ให้แก่กันในวันทำสัญญา กรณีตามปัญหา แม้ว่าคู่กรณีจะระบุไว้ในสัญญาว่าโจทก์ได้ให้เงินมัดจำแก่จำเลย 1,000,000 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ งวดแรกชำระในวันทำสัญญา 500,000 บาท ก็ตาม แต่ในวันนั้นโจทก์ก็มิได้มอบเงิน 500,000 บาท แก่จำเลย คงให้จำเลยไปรับในวันหลัง เงินที่จำเลยรับในวันดังกล่าว จึงหาใช่เงินมัดจำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่ คงเป็นเพียงเงินซื้อผลลำไยล่วงหน้าที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยเท่านั้น แม้หากจะฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยก็หาอาจจะริบเงินดังกล่าวในฐานะเป็นการริบเงินมัดจำได้ไม่ ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ก่อนอื่นเห็นสมควรพิจารณาก่อนว่าโจทก์มีเจตนาที่จะออกใบปิดสวนให้แก่จำเลยหรือไม่ โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้ออกใบปิดสวนให้แก่จำเลยแล้ว แต่ฝ่ายจำเลยไม่ยอมลงชื่อในใบปิดสวน จำเลยอ้างว่า โจทก์ไม่ได้ออกใบปิดสวนให้แก่จำเลย จากทางนำสืบของคู่ความได้ความว่า ใบปิดสวนนี้คือเอกสารที่แสดงว่าโจทก์เสร็จสิ้นการเก็บผลลำไยในสวนที่ตนตกลงซื้อแล้ว จำเลยมีสิทธินำผลลำไยที่เหลืออยู่ในสวนที่เรียกกันว่าลำไยก้นสวนไปจำหน่ายให้แก่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 377
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ห.
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายธวัชชัย หมื่นนาวี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางยุพา วงศ์ทองทิว
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สิริกานต์ มีจุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2470 -ที่ 2471/2565
#687061
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายถูกคนร้ายหลอกลวงฉ้อโกงให้โอนเงินเข้าบัญชีของจําเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง เป็นเงิน 937,500 บาท เข้าบัญชีของจําเลยที่ 2 จำนวน 2 ครั้ง เป็นเงิน 612,500 บาท และเข้าบัญชีของจําเลยที่ 4 จำนวน 5 ครั้ง เป็นเงิน 1,370,000 บาท โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จําเลยแต่ละคนร่วมรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการเปิดบัญชีเงินฝากร่วมกัน กรณีเป็นเรื่องต่างคนต่างทำ จําเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย แต่คงต้องรับผิดคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายจากผลเฉพาะที่ตนกระทำ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 342 กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 4,392,500 บาท (ที่ถูก 4,392,000 บาท) แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ชำระเงินให้แก่ผู้เสียหาย 300,000 บาท ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 กระทงละ 2 ปี รวม 18 กระทง เป็นจำคุกคนละ 36 ปี ความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 4,079,500 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4

ระหว่างยื่นอุทธรณ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 5 ได้ชำระเงินคืนให้แก่ผู้เสียหาย 100,000 บาท ครบแล้ว ขอถอนคำร้องทุกข์จำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความ

โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 342 (1) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นกรรมเดียว จำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 3,979,500 บาทแก่ผู้เสียหาย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องระบุวันเวลากระทำความผิดและจำนวนเงินที่ผู้เสียหายโอนให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกแต่ละครั้งตามคำหลอกลวง และผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานโจทก์ซึ่งมีการแจ้งข้อเท็จจริงในแต่ละครั้งเพิ่มเติมแตกต่างจากข้อเท็จจริงครั้งแรก เมื่อผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกแต่ละครั้งเป็นความผิดสำเร็จทันที จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน นั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องและผู้เสียหายเบิกความแยกการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกมาเป็นหลายกรรมต่างกัน 18 ครั้ง คือ วันที่ 30 มีนาคม 2561 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 31 มีนาคม 2561 จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 1 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 3 เมษายน 2561 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 5 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 10 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 16 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 17 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง วันที่ 22 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้งวันที่ 25 เมษายน 2561 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 27 เมษายน 2561 จำนวน 1 ครั้ง และวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 จำนวน 1 ครั้ง ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องโจทก์ สาเหตุที่ผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวก 18 ครั้ง ดังกล่าวก็เนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายว่าเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทจัดส่งของ มีผู้ส่งของขวัญจากต่างประเทศมาให้ผู้เสียหายเป็นแหวนเพชร 1 วง มูลค่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นความเท็จในเรื่องเดียวกัน และข้อเท็จจริงได้ความจากผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2561 นายวิลเลียมเพื่อนผู้เสียหายแจ้งผู้เสียหายว่าจะส่งของขวัญไปให้ผู้เสียหาย ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง มีหญิงคนหนึ่งอ้างว่าเป็นพนักงานของบริษัทรับขนของจากสถานทูตอังกฤษ (สหราชอาณาจักร) ประจำประเทศไทย โทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายแจ้งว่ามีของส่งจากประเทศอังกฤษ แต่การรับของจะต้องเสียค่าธรรมเนียม ผู้เสียหายจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล) สอบถามนายวิลเลียมซึ่งแจ้งว่าส่งของขวัญให้ผู้เสียหายเป็นแหวนเพชร 1 วง มูลค่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และแนะนำให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียม ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากตามที่หญิงคนดังกล่าวแจ้ง แต่ผู้เสียหายยังคงไม่ได้รับของ จากนั้นได้รับการติดต่อจากหญิงคนเดิมหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งจะมีการขอให้ผู้เสียหายโอนเงินไปให้เพิ่มเติมอ้างว่าเป็นค่าน้ำชา ค่าประกันของสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ค่าเช่ารถคุ้มกันและค่ารักษาความปลอดภัยของสินค้าที่จัดส่ง ค่าภาษี ค่าเปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ของสินค้าที่จัดส่ง และค่าล้างสารเคมีซึ่งนายวิลเลียมแนะนำให้ผู้เสียหายโอนเงินทุกครั้ง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากตามที่หญิงคนดังกล่าวแจ้ง แต่ผู้เสียหายไม่ได้รับของแต่อย่างใด โดยในระหว่างเกิดเหตุคดีนี้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งห้ากับพวก รวม 18 ครั้ง เป็นเงิน 4,392,000 บาท ทำให้เห็นได้ว่า การที่ผู้เสียหายโอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกในแต่ละครั้ง เป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายครั้งแรกว่ามีการส่งของขวัญจากต่างประเทศไปให้ผู้เสียหายเป็นแหวนเพชร 1 วง มูลค่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเงินสด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้เสียหายจะต้องโอนเงินชำระค่าธรรมเนียม ค่าน้ำชา ค่ารักษาความปลอดภัยของสินค้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อที่จะได้รับสิ่งของดังกล่าวในวันเวลาต่อเนื่องใกล้เคียงกัน จึงเป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 3,979,500 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายถูกคนร้ายหลอกลวงฉ้อโกงให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง เป็นเงิน 937,500 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 จำนวน 2 ครั้ง เป็นเงิน 612,500 บาท และเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 จำนวน 5 ครั้ง เป็นเงิน 1,370,000 บาท โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยแต่ละคนร่วมรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์ใด ๆ จากการเปิดบัญชีเงินฝากร่วมกัน กรณีเป็นเรื่องต่างคนต่างทำ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย แต่คงต้องรับผิดคืนหรือใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายจากผลเฉพาะที่ตนกระทำ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 937,500 บาท ให้จำเลยที่ 2 คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 612,500 บาท และให้จำเลยที่ 4 คืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 1,370,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 342 (1)
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว ย. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญามีนบุรี — นางสาวกรองแก้ว ถนอมรอด
ศาลอุทธรณ์ — นางสาววรางคณา สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
วินิตย์ ศรีภิญโญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2565
#683778
เปิดฉบับเต็ม

ระยะเวลา 30 วัน ที่ให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 อัฏฐารส เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง อันกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ที่ศาลอาจขยายให้ได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจที่จะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องออกไปได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่ศาลขยายให้แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 ดังกล่าว ออกประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เรื่อง ลดอัตราอากรศุลกากร เมื่อพิจารณาข้อ 2.1 ในประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวประกอบกับความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียนแล้วเห็นได้ว่า ของที่มีสิทธิได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว คือ ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้า ซึ่งคำขอสมัครเข้าร่วมโครงการ AICO ของโจทก์ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ (Transmission) ซึ่งมี รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) H9 หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0510 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 55 H, HP, HPY รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) 8F หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0540 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFS 55 HPY, GY รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HU หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0460 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY และ รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HY หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0480 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมอนุมัติคำขอเข้าร่วมโครงการของโจทก์ เมื่อผลิตภัณฑ์ซึ่งหมายถึงสินค้าของโจทก์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามโครงการ AICO ตามใบรับรองผลิตภัณฑ์ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ ดังนั้น ชื่อ หมายเลข ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่จะได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) จึงหมายถึง ชื่อของชุดเกียร์ หมายเลขของชุดเกียร์ ยี่ห้อของชุดเกียร์ และรุ่นของชุดเกียร์ หาใช่รุ่นของรถยนต์ที่จะนำชุดเกียร์ไปประกอบไม่ ซึ่งรุ่นของชุดเกียร์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ AICO คือ MUA และ MSG ส่วนคำว่า Pick up Model in THAILAND TFR 54 TFR 55 และ TFS 55 ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์เป็นเพียงรหัสรุ่นของรถยนต์ที่จะนำชุดเกียร์ไปประกอบเท่านั้น ซึ่งแม้จะระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ก็หาใช่เป็นเงื่อนไขในการนำมาพิจารณาการได้สิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ไม่ ซึ่งข้อวินิจฉัยนี้สอดคล้องกับที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมีหนังสือตอบข้อหารือของจำเลยที่ 1 กรณีที่โจทก์นำชุดเกียร์ไปประกอบกับรถยนต์ไม่ตรงรุ่นตามที่แจ้งในใบรับรองผลิตภัณฑ์ว่า ในการพิจารณาคำขอของคณะกรรมการมิได้นำเรื่องรุ่น (Model) ซึ่งหมายถึงรุ่นของรถยนต์ที่นำชุดเกียร์ไปประกอบมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณา นอกจากนี้ยังได้ความจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า รหัส TFR 55 มีกำลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น D. หรือ ด. เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFR 77 เพราะมีการเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น D. เช่นเดียวกันกับรหัส TFR 55 เดิม ส่วนรหัส TFS 55 มีกำลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น R. หรือ ร.เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFS 77 เพราะมีการเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น R. เช่นเดียวกันกับรหัส TFS 55 เดิม ทั้งเมื่อเปรียบเทียบในโครงการเดียวกันนี้กับใบรับรองผลิตภัณฑ์เลขที่ Honda/2000/12 ของบริษัทฮอนด้า ออโต้โมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า CIVIC กับใบรับรองผลิตภัณฑ์เลขที่ Toyota/2000/11 ของบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า Corolla โดยไม่ได้ระบุเป็นรหัสของรุ่นรถยนต์ดังเช่นใบรับรองผลิตภัณฑ์ของโจทก์ก็ยังได้รับสิทธิตามโครงการนี้ ดังนั้น รุ่นของรถยนต์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่สาระสำคัญในการได้รับสิทธิลดอัตราอากรของโจทก์ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เมื่อชุดเกียร์รถยนต์ที่โจทก์นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์แต่ละฉบับซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียนแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1)

คดีนี้เป็นกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินจึงต้องเป็นไปตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินไว้ตั้งแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ทำการวินิจฉัย จำเลยทั้งสองจะเพิ่มเติมประเด็นอื่นขึ้นใหม่ในชั้นศาลนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้มีการประเมินไว้เพื่อให้โจทก์ต้องรับผิดหาได้ไม่ มิฉะนั้นจะเท่ากับเป็นการขยายระยะเวลาการประเมินและประเด็นในการประเมินโดยไม่มีที่สิ้นสุดและไม่แน่นอน ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ต้องเสียภาษีอากรและไม่ชอบด้วยหลักการในการประเมินและการอุทธรณ์การประเมิน เมื่อข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองเพิ่งยกขึ้นใหม่เพื่ออ้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากร ซึ่งมีอยู่หลายกรณีอันเป็นการตั้งประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ต้องรับผิดมาแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ จึงเป็นการมิชอบ แม้ศาลล่างทั้งสองจะรับวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็ไม่รับวินิจฉัย

แม้ ป.รัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษี และค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." โดยมาตรา 83/10 บัญญัติว่า "ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร..." ดังนั้น เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นอากรเท่าใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วินิจฉัยให้อากรขาเข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจำเลยที่ 1 ที่ทำแทนจำเลยที่ 2 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรศุลกากรแล้ว จึงไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อโจทก์ไม่ต้องรับผิดในอากรขาเข้าแล้ว โจทก์ย่อมไม่ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79/2 (1)

โจทก์ซึ่งยื่นคำฟ้องต่อศาลไม่ว่าศาลชั้นใดจะเสียค่าขึ้นศาลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องของโจทก์และศาลเท่านั้น ประกอบกับศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามฟ้องของโจทก์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์มิได้เรียกร้องเงินหรือขอให้ปลดเปลื้องความรับผิดในการชำระเงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้รับแล้วตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/247/3-3-03670 ถึง /3-3-03673 กค. 0514(2)/247/3-3-03675 ถึง /3-3-03685 กค. 0514(2)/247/3-3-03687 กค. 0514(2)/247/3-3-03689 กค. 0514(2)/247/3-3-03768 กค. 0514(2)/247/3-3-03770 ถึง /3-3-036772 (ที่ถูก แบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/274/3–3–03670 ถึง /3–3–03673 กค. 0514(2)/274/3–3–03675 ถึง /3-3-03685 กค. 0514(2)/274/3–3–03687 กค. 0514(2)/274/3-3-03689 กค. 0514(2)/274/3-3-03768 กค. 0514(2)/274/3–3–03770 ถึง /3–3–03772) จำนวน 21 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ กอ 111/2557/ป6/2557 (3.3) ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2557 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอากรภายใต้โครงการ AICO ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 สำหรับการนำเข้าชุดเกียร์รถยนต์ตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้งยี่สิบเอ็ดฉบับ งดหรือลดเงินเพิ่มศุลกากร เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/247/3-3-03670 ถึง /3-3-03673 กค. 0514(2)/247/3-3-03675 ถึง /3-3-03685 กค. 0514(2)/247/3-3-03687 กค. 0514(2)/247/3-3-03689 กค. 0514(2)/247/3-3-03768 กค. 0514(2)/247/3-3-03770 ถึง /3-3-036772 (ที่ถูก แบบแจ้งการประเมิน / เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) (แบบ กศก.115) ที่ กค. 0514(2)/274/3–3–03670 ถึง /3–3–03673 กค. 0514(2)/274/3–3–03675 ถึง /3–3–03685 กค. 0514(2)/274/3–3–03687 กค. 0514(2)/274/3–3–03689 กค. 0514(2)/274/3–3–03768 กค. 0514(2)/274/3-3-03770 ถึง /3-3-03772) จำนวน 21 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ กอ 111/2557/ป6/2557 (3.3) ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2557 (ที่ถูก เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอากรภายใต้โครงการ AICO ตามใบขนสินค้า 21 ฉบับ) ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2539 รัฐบาลของประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 7 ประเทศ ประกอบด้วยรัฐบาลแห่งเนการาบรูไนดารุสซาลาม สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงค์โปร์ ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้ลงนามในความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (ASEAN Industrial Cooperation Scheme : AICO) มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยบริษัทผู้เข้าร่วมโครงการของประเทศสมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติในอัตราพิเศษร้อยละ 0 ถึง 5 และผลิตภัณฑ์จะได้รับการยอมรับเสมือนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศคู่สัญญา โดยแต่ละประเทศจะมีหน่วยงานรับผิดชอบเพื่อดำเนินงานตามโครงการดังกล่าว ซึ่งในส่วนของราชอาณาจักรไทย คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาคำขอโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) โดยกำหนดให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมีหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการรับคำขอและการอนุมัติคำขอรับสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงดังกล่าว โดยสำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นหน่วยงานผู้ออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Certificate of Eligibility : COE) สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์เพื่อใช้ยื่นต่อหน่วยงานด้านศุลกากรของประเทศผู้นำเข้า และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ออกประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เรื่อง ลดอัตราอากรศุลกากร ให้ของนำเข้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศภาคีอาเซียนและนำเข้าตามโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ได้รับการลดอัตราอากร โจทก์และบริษัท อ. เอ็นยิ่น (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทในราชอาณาจักรไทย กับบริษัท อ. (ฟิลิปปินส์) และบริษัท อ. ออโต้พาร์ทส ซึ่งเป็นบริษัทในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ AICO เพื่อแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ โดยโจทก์จะนำเข้าชุดเกียร์รถยนต์จากบริษัท อ. ออโต้พาร์ทส (สาธารณรัฐฟิลิปปินส์) เพื่อนำไปผลิตหรือประกอบกับรถยนต์กระบะในราชอาณาจักรไทย 347,049 ชิ้น และในขณะเดียวกันบริษัท อ. เอ็นยิ่น (ประเทศไทย) จะส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลจากราชอาณาจักรไทยไปยังบริษัท อ. (ฟิลิปปินส์) เพื่อนำไปผลิตหรือประกอบเป็นรถยนต์นั่งเอนกประสงค์ในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 99,600 ชุด ในระหว่างปี 2541 ถึงปี 2546 สำนักเลขาธิการอาเซียนออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) ให้แก่โจทก์ ครั้งแรกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 และต่อมาออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขหมายเลขชิ้นส่วนอีก 3 ครั้ง มีรายละเอียด ดังนี้

ฉบับที่ 2 เลขที่ ISUZU/1999/1 ลงวันที่ 18 กันยายน 2542 แก้ไขในส่วนของหมายเลขชิ้นส่วนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงท่อภายในเล็กน้อยและเพิ่มคุณสมบัติการปลดลักษณะการขับเคลื่อน ยังคงรหัสรถยนต์เช่นเดิม

ฉบับที่ 3 เลขที่ ISUZU/1999/1 (A) ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 แก้ไขหมายเลขชิ้นส่วนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงขนาดของเครื่องยนต์ที่นำชุดเกียร์ไปใช้จากเดิม 2,800 ซีซี เป็น 3,000 ซีซี

ฉบับที่ 4 เลขที่ ISUZU/1999/1 (A1) ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2544 แก้ไขหมายเลขชิ้นส่วนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแผนการผลิตโดยระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2543 โจทก์นำชุดเกียร์รถยนต์จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์เข้ามาในราชอาณาจักรไทยตามใบขนสินค้าขาเข้า 21 ฉบับ โดยแสดงใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) และใบรับรองเมืองกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อขอใช้สิทธิลดอัตราอากรตามโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 เจ้าหน้าที่เฉพาะกิจตรวจสอบภาษีและสิทธิประโยชน์ทางศุลกากรของจำเลยที่ 1 เข้าตรวจค้นสำนักงานของโจทก์ วันที่ 11 กรกฎาคม 2552 โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ระบุว่า โจทก์นำเข้าชุดเกียร์รถยนต์จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์เกินจำนวนตามที่กำหนดไว้ในหนังสืออนุมัติของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) รวมทั้งนำชุดเกียร์รถยนต์ดังกล่าวไปประกอบกับชิ้นส่วน CKD ที่นำเข้าโดยบริษัท ต. ผลิตเป็นรถบรรทุกเล็ก Model TFR 77 และ TFS 77 ทั้งที่ใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) ระบุว่าให้นำไปประกอบเป็นรถบรรทุกเล็ก Model TFR 55 และ TFS 55 เป็นเหตุให้ชุดเกียร์รถยนต์ที่โจทก์นำเข้าไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากรตามโครงการ AICO เหลือร้อยละ 5 ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) และประกาศกรมศุลกากร ที่ 115/2541 โจทก์จึงต้องชำระอากรในฐานะเป็นชิ้นส่วน CKD ที่นำเข้าจากต่างประเทศตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 19/2542 และประกาศกรมศุลกากรที่ 121/2542 ในอัตราร้อยละ 33 และเรียกเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้า เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า กรณีนำเข้าเกินกว่าปริมาณที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) และหนังสือรับรองจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมนั้น โจทก์ยังคงได้รับสิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการ AICO เหลืออัตราร้อยละ 5 ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 เนื่องจากประกาศกระทรวงการคลังไม่ได้กำหนดเงื่อนไขของปริมาณไว้ว่าต้องนำเข้ามาในแต่ละปีในปริมาณเท่าใด โจทก์นำเข้าชุดเกียร์ 155,134 ชิ้น ในขณะที่ได้รับอนุมัติให้นำเข้าทั้งโครงการ 6 ปี จำนวน 347,049 ชิ้น การพิจารณาปริมาณที่ได้รับสิทธิจึงต้องพิจารณาจากจำนวนรวมทั้งโครงการ 6 ปี มิใช่พิจารณาเฉลี่ยเป็นรายปี แต่กรณีนำชุดเกียร์รถยนต์ไปใช้ไม่ตรงรุ่น (Model) ตามที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) 50,174 ชิ้น นั้น ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ข้อ 2.1 กำหนดให้ของที่ได้รับการลดอัตราอากรต้องตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่ได้ระบุอยู่ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Certificate of Eligibility) แต่ละฉบับ ซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียน เมื่อในใบรับรองผลิตภัณฑ์มีการระบุรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับรุ่น (Model) ที่จะนำไปใช้ในการผลิตไว้อย่างชัดเจน คือ รถบรรทุกเล็ก TFR 55 และ TFS 55 แต่โจทก์นำชุดเกียร์รถยนต์ที่นำเข้าไปประกอบรถบรรทุกเล็ก TFR 77 และ TFS 77 ซึ่งไม่ตรงกับใบรับรองผลิตภัณฑ์จึงน่าจะถือได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญ จึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้รับสิทธิตามที่กำหนดในประกาศกระทรวงดังกล่าว โจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ส่วนการใช้สิทธิอัตราอากร AFTA-CEPT ต้องมีใบรับรองเมืองกำเนิดจากประเทศภาคีของอาเซียนที่ออกตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงว่าด้วยการใช้มาตรการกำหนดอัตราอากรร่วมเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (Form D) และต้องสำแดงรหัสอ้างอิง CEPT ไว้ในต้นฉบับและสำเนาใบขนสินค้าทุกฉบับ แต่โจทก์ไม่สำแดงรหัสอ้างอิง CEPT (8708.40.090) จึงไม่สามารถใช้สิทธิอัตราอากร AFTA-CEPT ได้ ส่วนการใช้สิทธิลดอัตราอากรชิ้นส่วน CKD มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการขออนุมัติว่าต้องยื่นคำร้องและได้รับอนุมัติให้เป็นผู้นำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบรถยนต์ โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องและได้รับอนุมัติแต่รับจ้างบริษัท ต. ประกอบรถบรรทุกเล็กโดยนำชุดเกียร์ที่ขอใช้สิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการ AICO มาใช้ร่วมกับชิ้นส่วน CKD ที่บริษัท ต. นำเข้ามาประกอบเป็นรถบรรทุกเล็กซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของการใช้สิทธิอัตรา CKD โจทก์จึงต้องชำระอากรในอัตราทั่วไป ประเภทพิกัด 8708.40 อัตราอากรร้อยละ 42 ทำให้จำนวนใบขนสินค้าขาเข้าจากเดิม 102 ฉบับ คงมีใบขนสินค้าขาเข้าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่ามีการชำระอากรไม่ครบถ้วน 90 ฉบับ สำนักตรวจสอบอากรของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระอากรขาเข้า 624,061,738 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 43,684,320 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้าคำนวณถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 จำนวน 1,042,319,795.43 บาท เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 43,684,320 บาท และเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 43,684,320 บาท รวมเป็นเงิน 1,797,434,493.43 บาท เดิมโจทก์ฟ้องและขอแก้ไขคำฟ้องให้เพิกถอนการประเมิน 90 ฉบับ แต่ต่อมาโจทก์ได้แยกฟ้องออกเป็นสี่สำนวน โดยสำนวนคดีนี้ขอให้เพิกถอนการประเมินรวม 21 ฉบับ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่อนุญาตขยายระยะเวลายื่นฟ้องให้โจทก์ไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า ระยะเวลา 30 วัน ที่ให้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 อัฏฐารส เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง อันกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ที่ศาลอาจขยายให้ได้ เมื่อปรากฏว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจที่จะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องออกไปได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่ศาลขยายให้แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมาว่า ชุดเกียร์ที่โจทก์นำเข้าได้รับสิทธิลดอัตราอากรภายใต้ความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า รายละเอียดที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) เป็นสาระสำคัญที่จะพิจารณาว่าผู้นำเข้าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) โดยถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่จึงจะมีสิทธิได้รับการลดอัตราอากร ตามประกาศกระทรวงการคลังที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เมื่อโจทก์ปฏิบัติผิดข้อตกลงตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ด้วยการนำชุดเกียร์ไปใช้ไม่ตรงกับรุ่น (Model) ของรถยนต์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (COE) ที่โจทก์ได้รับอนุมัติ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิลดอัตราอากร ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศยกเว้น ลด หรือเพิ่มอากรจากอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร หรือประกาศเรียกเก็บอากรตามอัตราที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร หรือประกาศกำหนดอัตราอากรตามราคาหรือตามสภาพ สำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ร่วมลงนามหรือลักษณะตามที่ระบุไว้ในสัญญาหรือความตกลงดังกล่าว ทั้งนี้ จะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้" เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ออกประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เรื่อง ลดอัตราอากรศุลกากร โดยข้อ 2 ของประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวกำหนดว่า "การลดอัตราอากรตามประกาศนี้ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 2.1 ของที่ได้รับการลดอัตราอากรต้องตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่ได้ระบุอยู่ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ (Certificate of Eligibility) แต่ละฉบับ ซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียนภายใต้ความตกลงดังกล่าว" ซึ่งตามความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน ข้อ 1 ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า "ผลิตภัณฑ์ AICO ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้... ซึ่งจะระบุในใบรับรองผลิตภัณฑ์ที่ออกให้แก่บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ" ข้อ 7 กำหนดขั้นตอนการยื่นคำขอไว้ว่า "บริษัทผู้สนใจเข้าร่วมในกลุ่มความร่วมมือ AICO จะต้องยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบในการอนุมัติ... สำนักเลขาธิการอาเซียนจะต้องออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ภายใน 14 วัน หลังจากที่ได้รับแจ้งการอนุมัติกลุ่มความร่วมมือ AICO จากหน่วยงานที่รับผิดชอบของประเทศผู้เข้าร่วมโครงการ..." เมื่อพิจารณาข้อ 2.1 ในประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวประกอบกับความตกลงพื้นฐานว่าด้วยโครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียนแล้วเห็นได้ว่า ของที่มีสิทธิได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว คือ ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้า ซึ่งคำขอสมัครเข้าร่วมโครงการ AICO ของโจทก์ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ (Transmission) ซึ่งมี รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) H9 หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0510 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 55 H, HP, HPY รุ่น (Model) MUA รหัส (Code) 8F หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0540 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFS 55 HPY, GY รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HU หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0460 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY และ รุ่น (Model) MSG รหัส (Code) HY หมายเลขชิ้นส่วน (Assembly Parts Number) 897200-0480 รุ่นรถปิกอัพในประเทศไทย (Pick up Model in THAILAND) TFR 54 H, HY, HP, HPY ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมอนุมัติคำขอเข้าร่วมโครงการของโจทก์ เมื่อผลิตภัณฑ์ซึ่งหมายถึงสินค้าของโจทก์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามโครงการ AICO ตามใบรับรองผลิตภัณฑ์ คือ ชุดเกียร์รถยนต์ ดังนั้น ชื่อ หมายเลข ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ที่จะได้รับการลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) จึงหมายถึง ชื่อของชุดเกียร์ หมายเลขของชุดเกียร์ ยี่ห้อของชุดเกียร์ และรุ่นของชุดเกียร์ หาใช่รุ่นของรถยนต์ที่จะนำชุดเกียร์ไปประกอบไม่ ซึ่งรุ่นของชุดเกียร์ที่โจทก์ขอเข้าร่วมโครงการ AICO คือ MUA และ MSG ส่วนคำว่า Pick up Model in THAILAND TFR 54 TFR 55 และ TFS 55 ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์เป็นเพียงรหัสรุ่นของรถยนต์ที่จะนำชุดเกียร์ไปประกอบเท่านั้น ซึ่งแม้จะระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์ก็หาใช่เป็นเงื่อนไขในการนำมาพิจารณาการได้สิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ไม่ ซึ่งข้อวินิจฉัยนี้สอดคล้องกับที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมีหนังสือตอบข้อหารือของจำเลยที่ 1 กรณีที่โจทก์นำชุดเกียร์ไปประกอบกับรถยนต์ไม่ตรงรุ่นตามที่แจ้งในใบรับรองผลิตภัณฑ์ว่า ในการพิจารณาคำขอของคณะกรรมการมิได้นำเรื่องรุ่น (Model) ซึ่งหมายถึงรุ่นของรถยนต์ที่นำชุดเกียร์ไปประกอบมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณา ตามหนังสือของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่ อก 0802/524 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2557 นอกจากนี้ยังได้ความจากนายปัญญา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า รหัส TFR 55 มีกำลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น Dragon เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFR 77 เพราะมีการเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น Dragon เช่นเดียวกันกับรหัส TFR 55 เดิม ส่วนรหัส TFS 55 มีกำลังเครื่องยนต์ 2,800 ซีซี เป็นรถรุ่น Rodeo หรือ เมื่อถูกเปลี่ยนเป็นรหัส TFS 77 เพราะมีการเปลี่ยนกำลังเครื่องยนต์เป็น 3,000 ซีซี ก็ยังคงถือว่าเป็นรถในรุ่น Rodeo เช่นเดียวกันกับรหัส TFS 55 เดิม ทั้งเมื่อเปรียบเทียบในโครงการเดียวกันนี้กับใบรับรองผลิตภัณฑ์ ของบริษัท ฮ. (ประเทศไทย) ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า CIVIC กับใบรับรองผลิตภัณฑ์ ของบริษัท ต. (ประเทศไทย) ที่ระบุรุ่นของรถยนต์ (Model) ว่า Corolla โดยไม่ได้ระบุเป็นรหัสของรุ่นรถยนต์ดังเช่นใบรับรองผลิตภัณฑ์ของโจทก์ก็ยังได้รับสิทธิตามโครงการนี้ ดังนั้น รุ่นของรถยนต์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์จึงไม่ใช่สาระสำคัญในการได้รับสิทธิลดอัตราอากรของโจทก์ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) เมื่อชุดเกียร์รถยนต์ที่โจทก์นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทตรงตามชื่อของผลิตภัณฑ์ (Part Name) หมายเลข (Part Number) ยี่ห้อ ประเภท รุ่น หรือรายละเอียดอื่น ๆ ตามชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ระบุไว้ในใบรับรองผลิตภัณฑ์แต่ละฉบับซึ่งออกโดยเลขาธิการอาเซียนแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิลดอัตราอากรภายใต้โครงการความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 17/2541 (ครอ.1) ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์นำเข้าชุดเกียร์น้อยกว่าจำนวนที่ได้รับอนุมัติ บริษัท อ. เอ็นยิ่น (ประเทศไทย) ไม่ส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลไปยังบริษัท อ. (ฟิลิปปินส์) ตามข้อตกลงที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ AICO โจทก์กับบริษัทในกลุ่มอาเซียนขาดคุณสมบัติในการเข้าร่วมโครงการ AICO เพราะโจทก์ไม่ใช่บริษัทผู้แลกเปลี่ยนสินค้าสำเร็จรูป แต่โจทก์เป็นผู้ดำเนินการทางการค้าโดยนำชุดเกียร์ตามโครงการ AICO ไปจำหน่ายให้บริษัท ต. และในช่วงที่ปฏิบัติตามโครงการ AICO ในช่วงปี 2539 ถึง 2546 โจทก์กับบริษัทอื่นในกลุ่มอาเซียนมีสัดส่วนการถือหุ้นของคนชาตินั้นน้อยกว่าร้อยละ 30 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คดีนี้เป็นกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินจึงต้องเป็นไปตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินไว้ตั้งแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ทำการวินิจฉัย จำเลยทั้งสองจะเพิ่มเติมประเด็นอื่นขึ้นใหม่ในชั้นศาลนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้มีการประเมินไว้เพื่อให้โจทก์ต้องรับผิดหาได้ไม่ มิฉะนั้นจะเท่ากับเป็นการขยายระยะเวลาการประเมินและประเด็นในการประเมินโดยไม่มีที่สิ้นสุดและไม่แน่นอน ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ต้องเสียภาษีอากรและไม่ชอบด้วยหลักการในการประเมินและการอุทธรณ์การประเมิน เมื่อข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองเพิ่งยกขึ้นใหม่เพื่ออ้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากร ซึ่งมีอยู่หลายกรณีอันเป็นการตั้งประเด็นแห่งคดีที่เกี่ยวกับการประเมินนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินให้โจทก์ต้องรับผิดมาแต่ต้นและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ จึงเป็นการมิชอบ แม้ศาลล่างทั้งสองจะรับวินิจฉัยให้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็ไม่รับวินิจฉัย ดังนี้ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระอากรขาเข้ากับเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ส่วนประเด็นที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 หนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจึงถึงที่สุด เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ศาลภาษีอากรกลางจึงไม่มีอำนาจขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ความรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ยื่นไว้ต่อจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า แม้ว่าศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ได้วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 จะบัญญัติถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 บัญญัติว่า "ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้า โดยให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้า บวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษี และค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา..." โดยมาตรา 83/10 บัญญัติว่า "ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร..." ดังนั้น เมื่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอาศัยมูลค่าของฐานภาษี คือ ราคาสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้าที่โต้แย้งกันในคดีนี้ว่าเป็นอากรเท่าใดเพื่อใช้เป็นฐานภาษี ความรับผิดเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 วินิจฉัยให้อากรขาเข้าลดลง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์มีความรับผิดตามการประเมินของจำเลยที่ 1 ที่ทำแทนจำเลยที่ 2 ก็ต้องลดลงไปโดยผลของกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โต้แย้งเกี่ยวกับอากรศุลกากรแล้ว จึงไม่จำต้องอุทธรณ์การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรอีก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม และเมื่อโจทก์ไม่ต้องรับผิดในอากรขาเข้าแล้ว โจทก์ย่อมไม่ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 79/2 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาและแก้ฎีกาว่า อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่โจทก์ไม่เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ที่พิพาท อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะรับไว้พิจารณาและโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ซึ่งยื่นคำฟ้องต่อศาลไม่ว่าศาลชั้นใดจะเสียค่าขึ้นศาลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องของโจทก์และศาลเท่านั้น ประกอบกับศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามฟ้องของโจทก์ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์มิได้เรียกร้องเงินหรือขอให้ปลดเปลื้องความรับผิดในการชำระเงินเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ได้รับแล้วตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 79/2 ม. 83/10
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 อัฏฐารส
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ. (ประเทศไทย)
จำเลย — กรมศุลกากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวสุภา วิทยาอารีย์กุล
- นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อุดม วัตตธรรม
พอพันธุ์ คิดจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2565
#685222
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของ จ. ว่า จำเลยที่ 4 ปลอมลายมือชื่อตน ทำรายงานการประชุมเท็จ และนำห้องชุด 20 ห้องของจำเลยที่ 5 ไปจดทะเบียนจำนองกับโจทก์ตามฟ้อง และ จ. มาฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นคดีอาญาและคดีแพ่งดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ผลแห่งคดีเป็นเช่นไร ทั้งการกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวนั้น ก็เป็นเรื่องการดำเนินการภายในของจำเลยที่ 5 ไม่มีผลผูกพันโจทก์ โดยโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองห้องชุด 20 ห้อง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร ข้ออ้างของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวจึงใช้ยันโจทก์ไม่ได้ โจทก์มิอาจทราบได้ว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 5 ดังที่จำเลยที่ 5 ฎีกา ประกอบกับโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 5 โดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันโดยไม่เพิ่มวงเงิน รวม 20 ห้องชุด และตามสัญญาค้ำประกัน ตามที่โจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 81,644,412.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 57,377,361.10 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งห้าและทรัพย์จำนองตามฟ้องพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันระหว่างจำเลยที่ 5 กับโจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแย้งแล้ว มีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 5

ระหว่างพิจารณาบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งห้าสละประเด็นเรื่องฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 81,644,412.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 57,377,361.25 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์ หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 6092 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ ถ้าไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างผู้ร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์กับจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 81,644,412.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม แอล อาร์ บวก 3 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 57,377,361.10 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดห้องชุด จำนวน 20 ห้อง ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4832, 4833, 29044 และ 177744 ของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้เป็นพับ เนื่องจากโจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ ส่วนจำเลยที่ 5 ให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 90,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์ 65,000,000 บาท มีกำหนดเวลา 7 ปี มีระยะเวลาปลอดต้นเงิน 6 เดือน ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเอ็ม แอล อาร์ ต่อปี นับแต่วันที่เบิกเงินกู้เป็นต้นไป และยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์ ตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 1,100,000 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 84 เดือน นับแต่เดือนที่จำเลยเบิกเงินกู้งวดแรก โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2549 จำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6092 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันหนี้โจทก์ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมรับผิดส่วนที่ขาดจนครบ จำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองห้องชุด จำนวน 20 ห้อง ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4832, 4833, 29044 และ 177744 ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 เบิกเงินกู้ไปจากโจทก์ 64,556,250 บาท และจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้โจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2557 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้โจทก์ 500,000 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระอีก คงค้างชำระต้นเงิน 57,377,361.10 บาท และดอกเบี้ยถึงก่อนวันฟ้อง 24,267,051.15 บาท

กรณีเห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ก่อนว่า จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.21 และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.19 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของนางจิตติมาว่า จำเลยที่ 4 ปลอมลายมือชื่อตน ทำรายงานการประชุมเท็จ และนำห้องชุด 20 ห้อง ของจำเลยที่ 5 ไปจดทะเบียนจำนองกับโจทก์ตามฟ้อง และนางจิตติมาฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นคดีอาญาและคดีแพ่งดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ผลแห่งคดีเป็นเช่นไร ทั้งการกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวนั้น ก็เป็นเรื่องการดำเนินการภายในของจำเลยที่ 5 ไม่มีผลผลผูกพันโจทก์ โดยโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองห้องชุด 20 ห้อง ไม่ปรากฏว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร ข้ออ้างของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวจึงใช้ยันโจทก์ไม่ได้ โจทก์มิอาจทราบได้ว่าจำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 5 ดังที่จำเลยที่ 5 ฎีกา ประกอบกับโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 5 โดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันโดยไม่เพิ่มวงเงิน รวม 20 ห้องชุด เอกสารหมาย จ.21 และตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.19 ตามที่โจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 5 ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงใด เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า แม้โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีอำนาจเรียกเก็บดอกเบี้ยได้ตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ซึ่งให้โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้เงินที่ผิดเงื่อนไขในอัตราสูงสุดได้ถึงร้อยละ 18 ต่อปี แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง โดยครั้งสุดท้ายก่อนฟ้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 13 ต่อปี และนับจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลังและประกาศของโจทก์ดังกล่าว ข้อ 3.2 กรณีดังกล่าวจึงเป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อความเสียหายอันเกิดจากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แห่งบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงการแก้ไขเรื่องอัตราดอกเบี้ยในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในมาตรา 7 และมาตรา 224 แล้ว เห็นสมควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันฟ้องให้แก่โจทก์ร้อยละ เอ็ม แอล อาร์ บวก 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นส่วนฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาว่า หากยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนมาด้วยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามหนังสือสัญญาจำนองเพิ่มหลักทรัพย์เป็นประกันโดยไม่เพิ่มวงเงิน รวม 20 ห้องชุด เอกสารหมาย จ.21 ซึ่งในสัญญาข้อ 6 ระบุว่า หากบังคับจำนองไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองยินยอมให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่นจนครบถ้วน ศาลอุทธรณ์จึงต้องพิพากษาด้วยว่า หากยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนด้วยตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าว คำพิพากษาศาลส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 81,644,412.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเอ็ม แอล อาร์ บวก 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 57,377,361.10 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กรกฎาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383 ม. 705 ม. 733
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร พ. โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัท ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายณัฐกิตต์ มฤคินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐพร สายสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ขนิษฐา อรุณวงศ์
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2420/2565
#686990
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธรวม 2 กระทง แม้ลงโทษจำคุกกระทงละตลอดชีวิต ก็เรียงกระทงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลย 2 กระทง ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 277, 279, 285 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97 และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธกับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และเป็นการกระทำแก่ผู้อยู่ภายใต้อำนาจด้วยประการอื่นใด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละตลอดชีวิต ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน เมื่อลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธให้จำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 เพิ่มโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ คงจำคุกกระทงละ 25 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 2 เดือน 20 วัน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละตลอดชีวิต แล้วลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงละกึ่งหนึ่ง ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยมา 2 กระทง นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นบทหนักรวม 2 กระทง ศาลจึงต้องลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยมา 2 กระทง นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 53 ม. 91 (3) ม. 277 วรรคสี่ ม. 279 วรรคสาม ม. 285
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นางสาวณัฐนิตา ธรรมกิตติคุณ
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อศักดิ์ เจนสมุทรสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
อุทัย โสภาโชติ
รักเกียรติ วัฒนพงษ์
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2379/2565
#685426
เปิดฉบับเต็ม

แม้เมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสของกลางจะเป็นเมทแอมเฟตามีนคนละชนิดและตรวจยึดได้คนละสถานที่ก็ตาม เมื่อได้ความว่า จำเลยที่ 3 ซื้อเมทแอมเฟตามีนทั้งสองชนิดมาพร้อมกัน และนํามาซุกซ่อนไว้ใต้ฐานพัดลมในบ้านของจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุ อ. โทรศัพท์ติดต่อสั่งซื้อ จำเลยที่ 3 ได้แยกเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ออกมาเพื่อเตรียมไว้จำหน่าย ดังนี้ เมื่อเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสของกลางคดีนี้ โดยจำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน เพียงแต่แยกเก็บไว้ในสถานที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อศาลมีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นแล้ว สิทธินําคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามกฎหมายและนับโทษจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 489/2561 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 3 ถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ แต่ยกข้อต่อสู้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้เป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นอันระงับไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษปรับ เป็นปรับ 1,500,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 750,000 บาท หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นับโทษจำเลยที่ 3 คดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ริบของกลางเว้นแต่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางไม่ริบ แต่ให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายอิทธิชัย พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 92 เม็ด และขยายผลการจับกุมโดยไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 562 และ 562/2 พบจำเลยที่ 3 อยู่ใต้ถุนบ้านเลขที่ 562 จำเลยที่ 3 โยนเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในถุงทิ้งลงข้างตัวเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและแยกดำเนินคดีต่างหาก จากการตรวจค้นบ้านเลขที่ 562/2 ของจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 31 ถุง น้ำหนัก 90.130 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 78.891 กรัม ซุกซ่อนอยู่ใต้ฐานพัดลม เครื่องชั่งดิจิทัลพร้อมซองหนังสีดำ 1 เครื่อง ถุงพลาสติกใสแบบกดปิดดึงเปิด 40 ถุง ช้อนพลาสติกสีขาว 1 คัน หลอดพลาสติกใส 1 หลอดกล่องกระดาษสำหรับส่งไปรษณีย์ 1 กล่อง และโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด ได้ยึดเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 31 ถุง ของกลางคดีนี้ได้ในคราวเดียวกันในเวลาที่ต่อเนื่องกัน แม้เมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสของกลางจะเป็นเมทแอมเฟตามีนคนละชนิดและตรวจยึดได้คนละสถานที่ก็ตาม ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งโจทก์มิได้ซักถามให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 3 ซื้อเมทแอมเฟตามีนทั้งสองชนิดมาพร้อมกัน และนำมาซุกซ่อนไว้ใต้ฐานพัดลมในบ้านของจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุนายอิทธิชัยโทรศัพท์ติดต่อสั่งซื้อ จำเลยที่ 3 ได้แยกเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ออกมาเพื่อเตรียมไว้จำหน่าย ดังนี้ เมื่อเมทแอมเฟตามีน 395 เม็ด ที่จำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกับเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสของกลางคดีนี้โดยจำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในคราวเดียวกัน เพียงแต่แยกเก็บไว้ในสถานที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 คดีนี้กับการกระทำของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวกันเมื่อศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1111/2561 ของศาลชั้นต้นแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 3 ของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล
จำเลย — นาง ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นางสาวนาวีพรรณ สีหพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จิวะวิทูรกิจ
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2367/2565
#687018
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ทำงานรวม 3 สัญญา จำเลยที่ 3 นำจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดมาร่วมทำงานรับจ้าง ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงเข้าร่วมกับจำเลยที่ 3 ทำงานรับจ้างให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะคู่สัญญากับโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 3 ซึ่งต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 3 ตามสัญญาจ้างอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาที่ 1 โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ตั้งแต่ต้นปี 2557 ความรับผิดของจำเลยที่ 3 จึงเกิดขึ้นนับแต่เวลาดังกล่าวเป็นต้นมา แม้จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนก่อตั้งภายหลังจากโจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 3 แล้วก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มีต่อโจทก์จำกัดอยู่เฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นไม่สำหรับงานตามสัญญาที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องแก้ไขซ่อมแซมงานเป็นเงิน 130,765 บาท ค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคคลอื่นทำแบบแนวสายเคเบิลเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าสายเคเบิลที่ต้องคืนเป็นเงิน 279,296.75 บาท รวมเป็นเงิน 510,061.75 บาท แต่โจทก์นำสืบค่าเสียหายที่ถูกบริษัทผู้ว่าจ้างหักเงินค่าจ้าง 275,528 บาท เพิ่มเข้ามา ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายแก้ไขงานกับที่โจทก์ถูกหักค่าจ้างและเสียค่าใช้จ่ายในการทำแบบแนวสายเคเบิล โดยกำหนดค่าเสียหาย 3 ส่วนนี้เป็นเงิน 400,000 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับค่าสายเคเบิลจำนวน 279,296.75 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้แล้ว ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 3 รับผิดเป็นจำนวน 679,296.75 บาท จึงเกินกว่าที่โจทก์ฟ้อง อันเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และโจทก์หาอาจเรียกค่าเสียหายในส่วนที่กำหนดเกินไปจากคำฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 5,680,037.94 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเงิน 5,540,037.94 บาท ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชำระเงิน 4,248,107.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวจนกว่าจำเลยทั้งหกจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าจ้างที่ค้างชำระตามสัญญาที่ 1 และที่ 2 และตามสัญญาจ้างสำหรับการทำงานที่จังหวัดยโสธรและเชียงราย รวมเป็นเงิน 2,943,564.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยที่ 3 ขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 4,140,083.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้เป็นพับ) ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฏีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้โดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างทุกชนิด และรับเหมาติดตั้งงานระบบเครือข่ายโทรคมนาคม เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2557 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนก่อตั้งนิติบุคคลจำเลยที่ 1 โดยใช้ชื่อจำเลยที่ 3 เป็นชื่อห้าง และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2558 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการร่วมกับจำเลยที่ 3 และวันที่ 8 เมษายน 2559 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้จำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ คงเหลือจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเพียงผู้เดียว โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ทำงาน และร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 3 ในการทำงานรวม 3 สัญญา สัญญาที่ 1 เมื่อต้นปี 2557 ว่าจ้างให้ติดตั้งระบบเครือข่ายโทรคมนาคมในจังหวัดยโสธร ชัยนาท พะเยา ตาก แม่ฮ่องสอน สุโขทัย และน่าน ซึ่งเป็นงานที่โจทก์รับจ้างมาจากบริษัท ท. โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้จำเลยที่ 3 ไป 9,526,738.81 บาท แต่จำเลยที่ 3 ผิดสัญญาละทิ้งงานไปไม่ทำงานให้แล้วเสร็จ จนโจทก์ต้องเข้าทำงานต่อจนแล้วเสร็จ ระหว่างการทำงานจำเลยที่ 3 ขอให้โจทก์จัดหาวัสดุและสำรองจ่ายค่าวัสดุที่ใช้ในการทำงานแทนจำเลยที่ 3 ไปก่อน ซึ่งต้องชำระคืนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 7,500,000 บาท ปริมาณงานที่จำเลยที่ 3 ทำเสร็จไปคิดเป็นเงินค่าจ้างหลังจากหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว เป็นเงิน 13,700,721.35 บาท สัญญาที่ 2 เมื่อเดือนเมษายน 2557 ว่าจ้างติดตั้งระบบเครือข่ายโทรคมนาคมในจังหวัดลำปาง น่าน และเชียงรายซึ่งเป็นงานที่โจทก์รับจ้างมาจากบริษัท ท. โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้จำเลยที่ 3 ไป 1,578,050 บาท แต่จำเลยที่ 3 ทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา จนโจทก์ต้องเข้าแก้ไขและทำงานต่อจนแล้วเสร็จ จำเลยที่ 3 ต้องคืนสายเคเบิลราคา 279,296.75 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 3 ไม่คืนให้ ในระหว่างการทำงานจำเลยที่ 3 ขอให้โจทก์จัดหาวัสดุและสำรองจ่ายค่าวัสดุที่ใช้ในการทำงานแทนจำเลยที่ 3 คิดเป็นเงิน 600,000 บาท ปริมาณงานที่จำเลยที่ 3 ทำเสร็จไปคิดเป็นเงินค่าจ้างหลังจากหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วเป็นเงิน 2,263,280.63 บาท สัญญาที่ 3 เมื่อเดือนมกราคม 2558 โจทก์ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 3 ในงานที่จำเลยที่ 3 รับจ้างเปลี่ยนแปลงสายเคเบิล พาวเวอร์ซัพพลาย แอมป์ ระบบสายดินและระบบเครือข่ายโทรคมนาคมให้แก่ บริษัท ท. โดยจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนในการร่วมลงทุนเป็นเงิน 1,300,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 ผิดสัญญาไม่ชำระเงินให้ตามที่ตกลงกันโดยค้างชำระเป็นเงิน 140,000 บาท จำเลยที่ 3 นำจำเลยที่ 1 มาร่วมทำงานรับจ้างกับโจทก์และร่วมลงทุนกับโจทก์ตามสัญญาทั้งสามสัญญา สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ต่อโจทก์ และคดีในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 3 ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงเข้าร่วมกับจำเลยที่ 3 ทำงานรับจ้างให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงอยู่ในฐานะคู่สัญญากับโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 3 ซึ่งต้องผูกพันรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 3 ตามสัญญาจ้างอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาที่ 1 โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ตั้งแต่ต้นปี 2557 ความรับผิดของจำเลยที่ 3 จึงเกิดขึ้นนับแต่เวลาดังกล่าวเป็นต้นมา แม้จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนก่อตั้งขึ้นภายหลังจากโจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 3 แล้วก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในหนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่มีต่อโจทก์จำกัดอยู่เฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 1 โดยหักเงินค่าจ้างล่วงหน้าตามสัญญาที่ 1 ที่มีการจ่ายเงินก่อนวันที่ 23 เมษายน 2557 ออกจากเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 3 รับไป และหักเงินค่าจัดหาวัสดุ และค่าวัสดุที่โจทก์ออกทดรองแทนจำเลยที่ 3 ไป ก่อนวันที่ 23 เมษายน 2557 ออกจากเงินที่ต้องรับผิดตามสัญญาที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการมิชอบ สำหรับเงินค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องแก้ไขงานจนแล้วเสร็จตามสัญญาที่ 1 ที่โจทก์เรียกร้องมาจำนวน 110,000 บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่กำหนดให้นั้น โจทก์มีนายพรสหภัส ผู้จัดการโจทก์มาเบิกความยืนยันค่าใช้จ่ายดังกล่าว แม้ตามตารางสรุปงานจะระบุว่าเป็นค่าจัดทำเอกสารที่ไม่ตรงกัน ซึ่งอาจเป็นเพราะความผิดพลาดในการจัดทำเอกสาร การที่จำเลยที่ 3 ละทิ้งงานไปไม่ทำงานให้แล้วเสร็จจนโจทก์ต้องเข้ามาทำงานแก้ไขต่อนั้นโจทก์ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำงานเกิดขึ้น ทั้งจำเลยที่ 3 ก็มิได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่น และเมื่อพิจารณาถึงปริมาณงานตามสัญญาที่มีค่าจ้างจำนวนมากกว่าสิบล้านบาทแล้ว ค่าใช้จ่ายจำนวน 110,000 บาท ที่โจทก์เรียกร้องมานั้นนับว่าเหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อคิดหักความรับผิดตามสัญญาที่ 1 จำเลยที่ 3 ต้องชำระเงินคืนแก่โจทก์ 3,406,017.81 บาท สำหรับงานตามสัญญาที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องแก้ไขซ่อมแซมงานเป็นเงิน 130,765 บาท ค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคคลอื่นทำแบบแนวสายเคเบิลเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าสายเคเบิลที่ต้องคืนเป็นเงิน 279,296.75 บาท ซึ่งรวมเป็นเงิน 510,061.75 บาท แต่โจทก์นำสืบค่าเสียหายที่ถูกบริษัทผู้ว่าจ้างหักเงินค่าจ้าง 275,528 บาท เพิ่มเข้ามา ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายแก้ไขงานกับที่โจทก์ถูกหักค่าจ้าง และเสียค่าใช้จ่ายในการทำแบบแนวสายเคเบิล โดยกำหนดค่าเสียหาย 3 ส่วนนี้เป็นเงิน 400,000 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับค่าสายเคเบิลจำนวน 279,296.75 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้แล้ว ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 3 รับผิดเป็นจำนวน 679,296.75 บาท จึงเกินไปกว่าที่โจทก์ฟ้อง อันเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และโจทก์หาอาจเรียกค่าเสียหายในส่วนที่กำหนดเกินไปจากคำฟ้องได้ โจทก์คงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้เพียง 230,765 บาท โดยเป็นค่าแก้ไขงาน 130,765 บาท และค่าทำแบบแนวสายเคเบิล 100,000 บาท เมื่อรวมกับค่าสายเคเบิลที่ต้องคืน 279,296.75 บาท และค่าจัดหาและสำรองเงินค่าวัสดุอีก 600,000 บาท แล้ว จำเลยที่ 3 ต้องคืนเงินและชำระค่าเสียหายรวม 1,110,061.75 บาท ซึ่งเมื่อนำมาหักกับเงินค่าจ้างที่โจทก์ค้างชำระ 685,230.63 บาท แล้ว จำเลยที่ 3 คงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ 424,831.12 บาท เมื่อรวมความรับผิดตามสัญญาที่ 1 จำนวน 3,406,017.81 บาท และตามสัญญาที่ 3 จำนวน 140,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้แล้ว รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิด 3,970,848.93 บาท เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยทำงานไม่แล้วเสร็จ และไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ให้ครบถ้วนตามสัญญาร่วมลงทุน จึงต้องรับผิดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน และมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละสามต่อปี และกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในค่าเสียหายที่จำเลยต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 3,970,848.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 2 กันยายน 2559) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 297 ม. 301 ม. 1113
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวทัศลักษณ์ จันภูตระกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวปทุมาวดี พิชชาโชติ
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ โรจน์ชีวิน
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
เกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2356/2565
#680729
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1144/2561 ของศาลอาญา ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 144 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.63/2562 ของศาลจังหวัดทองผาภูมิ และโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1143/2561 และ อ.1144/2561 ของศาลอาญา และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.63/2562 ของศาลจังหวัดทองผาภูมิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 จำคุก 1 ปี ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.63/2562 ของศาลจังหวัดทองผาภูมิ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1143/2561 และ อ.1144/2561 ของศาลอาญานั้น เนื่องจากคดีทั้งสองดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุนายวิเชียร ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานโดยมีอำนาจหน้าที่ตามสำเนาประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยทั้งสองกับพวก 2 คน เดินทางเข้าไปกางเต็นท์พักแรมที่ริมลำห้วยปะชิ ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก และเป็นบริเวณที่ไม่อนุญาตให้พักแรมได้ ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา นายวิเชียรกับพวกทำการตรวจค้นบริเวณที่พักของจำเลยที่ 1 กับพวก ในเบื้องต้นพบอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืน มีดปลายแหลม เบ็ดตกปลา อุปกรณ์เครื่องครัวต่าง ๆ ซากเครื่องในสัตว์ป่าสภาพถูกชำแหละออกจากตัวซุกซ่อนอยู่ที่ร่องหินภายในลำห้วยปะชิ ถุงเกลือแกง กระจุกขนของสัตว์ป่าลักษณะใหม่และอ่อนนุ่มสีเทาดำ หล่นอยู่ห่างจากซากเครื่องในสัตว์ป่าประมาณ 1 เมตร ซากไก่ฟ้าหลังเทา และเนื้อเก้งแช่อยู่ในถังน้ำแข็ง จากนั้นวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 2.30 นาฬิกา นายวิเชียรกับพวกนำตัวจำเลยทั้งสองกับพวกพร้อมของกลางไปที่ห้องภายในอาคารนิทรรศการและศูนย์บริการของสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบา และรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขโทษให้เบากว่านี้อีก ส่วนที่ขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุก นั้น เห็นว่า หลักเกณฑ์ที่ศาลจะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้นั้น จะต้องปรากฏว่าผู้กระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกหรือปรับและศาลลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปีไม่ว่าจะมีโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตาม ผู้กระทำความผิดนั้นต้องไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือผู้กระทำความผิดเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษจำคุกสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือเป็นโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือผู้กระทำความผิดเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทำความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโทษจำคุกในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ความผิดต่อพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และความผิดคดีนี้ในครั้งหลังเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ กรณีของจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 โดยไม่รอการลงโทษนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น และเมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1144/2561 ของศาลอาญา ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1144/2561 ของศาลอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 7
จำเลย — นาย ป. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 — นายกิตติพงษ์ กลิ่นขจร
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เสถียร ศรีทองชัย
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2565
#684594
เปิดฉบับเต็ม

ผลิตภัณฑ์สินค้ายี่ห้อ ค. กับสินค้ายี่ห้อ ช. เป็นสินค้าประเภทนาฬิกาและเครื่องประดับเช่นเดียวกัน ในการพิจารณาว่าคู่แข่งทางการค้าของโจทก์หมายถึงบริษัทใดเป็นเรื่องที่ศาลต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 ซึ่งโดยปกติของการดำเนินธุรกิจย่อมนับว่าบริษัทที่ประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกัน จำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทเดียวกันสามารถใช้ทดแทนกันได้เป็นคู่แข่งทางการค้าไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งวัตถุประสงค์ของสัญญาว่าจ้างซึ่งโจทก์ตกลงจ่ายค่าจ้างแก่จำเลยที่ 2 เป็นจำนวนเงินสูง ก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 มีส่วนในการส่งเสริมการขายและยกภาพลักษณ์ยี่ห้อ ช. ให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นเป็นยี่ห้อชั้นนำในท้องตลาด ดังนั้น การที่จะนับว่ายี่ห้อ ค. ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทเดียวกับสินค้ายี่ห้อ ช. เป็นคู่แข่งทางการค้ากันจึงเป็นเจตนาที่คาดหมายได้ในทางสุจริต และเกณฑ์การพิจารณาในเรื่องนี้ต้องถือเอาความเข้าใจของวิญญูชนดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นเป็นเกณฑ์กำหนดความประสงค์ในทางสุจริต ไม่อาจรับฟังเฉพาะความรู้สึกหรือความเข้าใจของจำเลยที่ 2 เพียงฝ่ายเดียวหรือยึดข้อมูลการจัดอันดับสินค้าดังกล่าวมาเป็นข้อพิจารณา จึงฟังได้ว่า สินค้ายี่ห้อ ค. เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เป็นคู่แข่งของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ลงภาพที่ตนสวมใส่เครื่องประดับยี่ห้อ ค. ในอินสตาแกรมส่วนตัวจึงเป็นการประพฤติผิดสัญญาข้อ 6.6 ต่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมจำเลยที่ 2 ให้ปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างจึงตกเป็นผู้ผิดสัญญาต่อโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ เมื่อจำเลยทั้งสองประพฤติผิดสัญญา การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยข้อสัญญาในส่วนของค่าเสียหาย เป็นการกำหนดความรับผิดในการที่ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลอาจพิจารณาปรับลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

เมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระค่าจ้างตามข้อตกลงในสัญญาได้อีก แต่อย่างไรก็ดีเมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นค่าการงานอันได้กระทำให้ ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม จำเลยทั้งสองคงมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งงานที่จำเลยทั้งสองได้กระทำไปแล้วเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 47,886,125.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 47,460,954 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าจ้าง 2,958,762.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มีนาคม 2561) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องแย้งเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระค่าตอบแทนค้างชำระ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสองศาลที่ไม่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้รับแต่งตั้งจากบริษัท ฟ. ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้ายี่ห้อ ช. เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างเพื่อให้จำเลยที่ 2 เป็น Brand Ambassador หรือตัวแทนประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทนาฬิกาและจิวเวอรี่ (เครื่องประดับ) ยี่ห้อ ช. โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ควบคุมจำเลยที่ 2 ให้ทำหน้าที่เป็น Brand Ambassador และปฏิบัติภารกิจตามสัญญาจ้างข้อ 1.1 ถึง 1.4 ซึ่งกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวให้แก่สินค้ายี่ห้อ ช. ลงภาพผลิตภัณฑ์โปรโมชั่นหรือพรีเซ็นเตอร์สินค้ายี่ห้อ ช. ในอินสตาแกรมส่วนตัว 12 ภาพ กับปรากฏตัวในนามของสินค้ายี่ห้อ ช. 4 ครั้ง สัญญามีกำหนดเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2560 จนถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2561 โจทก์ตกลงชำระค่าจ้างแก่จำเลยที่ 2 ผ่านทางจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 4,226,804.12 บาท แบ่งชำระเป็น 4 งวด งวดที่ 1 ชำระวันทำสัญญา 1,268,041.23 บาท งวดที่ 2 ชำระภายในเดือนตุลาคม 2560 เป็นเงิน 1,268,041.23 บาท งวดที่ 3 ชำระภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 เป็นเงิน 1,268,041.23 บาท และงวดที่ 4 ชำระภายในเดือนเมษายน 2561 เป็นเงิน 422,680.41 บาท โจทก์ชำระค่าจ้างงวดแรกแล้วในวันทำสัญญา ส่วนงวดที่เหลือโจทก์จะจ่ายตามงวดงานเมื่อจำเลยทั้งสองได้ทำงานตามที่ระบุในสัญญาว่าจ้าง ข้อ 1.1 ถึง 1.4 เสร็จสมบูรณ์ จำเลยที่ 2 ปฏิบัติภารกิจยังไม่แล้วเสร็จตามข้อสัญญา ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2560 จำเลยที่ 2 ลงภาพของตนที่สวมใส่กำไลข้อมือและแหวน ยี่ห้อ ค. พร้อมกับติดเครื่องหมายแฮชแท็ก ค. ในสื่อออนไลน์อินสตาแกรมส่วนตัวของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสองตามหนังสือบอกเลิกสัญญา สำหรับปัญหาว่าจำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญากับ โจทก์ตามสัญญาว่าจ้างด้วยหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ได้ยอมผูกพันตนตามสัญญาว่าจ้างดังกล่าวตามบันทึกท้ายสัญญาซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์ โต้แย้งคัดค้านในประเด็นนี้ คดีจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่า จำเลยทั้งสองเป็นคู่สัญญากับโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างเป็น Brand Ambassador

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาว่าจ้างเป็น Brand Ambrassador ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 หาได้แสดงให้ปรากฏเฉพาะแหวนวงที่อ้างว่าได้รับมาจากคนรักของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ได้แสดงภาพที่ตนสวมใส่แหวนถึง 3 วง เกี่ยวกับกำไลก็ระบุข้อความว่า # lovebracelet ซึ่งทำให้ผู้ติดตามอินสตาแกรมของจำเลยที่ 2 สามารถกดที่ข้อความเชื่อมโยงไปดูสินค้าประเภทกำไลยี่ห้อ ค. ได้ด้วย จากภาพแสดงให้เห็นถึงการนำเสนอทั้งกำไลและแหวนเป็นจุดสนใจมิได้มีลักษณะเป็นภาพที่แสดงอิริยาบถโดยทั่วไปของจำเลยที่ 2 พิจารณาลำพังภาพและข้อความดังกล่าวไม่มีข้อบ่งชี้ให้เข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาจะอวดแหวนหรือขอบคุณคนรัก พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงส่อเจตนาใน การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์สินค้ายี่ห้อ ค. มากกว่าที่จะมีลักษณะเป็นการใช้สอยกำไลเป็นเครื่องประดับตามปกติในชีวิตประจำวันหรือเป็นการอวดแหวนดังที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การลงภาพของจำเลยที่ 2 ที่สวมใส่เครื่องประดับจำพวกกำไลและแหวนยี่ห้อ ค. ในอินสตาแกรมเป็นการกระทำให้ปรากฏออกสื่อในลักษณะการโฆษณาสินค้าหรือเป็นการส่งเสริมการขายให้แก่สินค้ายี่ห้อ ค. จึงมีข้อต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวผิดสัญญาว่าจ้างเป็น Brand Ambassador ข้อ 6.6 หรือไม่ ตามสัญญาข้อ 6.6 ดังกล่าวระบุว่า ผู้รับจ้างและ/หรือ Brand Ambassador จะไม่กระทำการใด ๆ ซึ่งทำให้ภาพและเสียงของผู้รับจ้างปรากฏในสื่อประชาสัมพันธ์ทุกประเภท หรือปรากฏตัวในกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อโฆษณา หรือส่งเสริมการขายให้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของผู้ว่าจ้างในเรื่องการแปลความหมายคำว่าคู่แข่งทางการค้านั้น เห็นว่า คดีได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ฎีกาโต้แย้งแล้วว่า ผลิตภัณฑ์สินค้ายี่ห้อ ค. กับสินค้ายี่ห้อ ช. เป็นสินค้าประเภทนาฬิกาและเครื่องประดับเช่นเดียวกัน แต่เมื่อข้อสัญญาไม่ได้กำหนดชื่อบริษัทที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของโจทก์ไว้อย่างชัดเจน ในการพิจารณาว่าบริษัทคู่แข่งทางการค้าของโจทก์หมายถึงบริษัทใดนั้นเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 ซึ่งโดยปกติของการดำเนินธุรกิจย่อมนับว่าบริษัทที่ประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกัน จำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทเดียวกันสามารถใช้ทดแทนกันได้เป็นคู่แข่งทางการค้ากันไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของสัญญาว่าจ้าง ซึ่งเห็นได้ว่าการที่โจทก์ตกลงว่าจ้างจำเลยทั้งสองโดยยอมจ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นจำนวนสูงถึง 4,226,804.12 บาท ก็เพื่อให้จำเลยที่ 2 มีส่วนในการส่งเสริมการขายและยกภาพลักษณ์ยี่ห้อ ช. จึงเป็นธรรมดาที่เจ้าของสินค้าผู้ว่าจ้างจะมีความมุ่งหวัง ให้การโฆษณาสินค้าด้วยการว่าจ้างจำเลยที่ 2 เป็น Brand Ambassador จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่สินค้า ช. และวางตำแหน่งทางการตลาดให้ยี่ห้อ ช. อยู่ในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งผลักดันสินค้ายี่ห้อ ช. ให้ขึ้นเป็นยี่ห้อชั้นนำในท้องตลาด ดังนั้น การที่จะนับว่ายี่ห้อ ค. ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทเดียวกับสินค้ายี่ห้อ ช. เป็นคู่แข่งทางการค้ากันจึงเป็นเจตนาที่คาดหมายได้ในทางสุจริต ที่จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ทำนองว่า สินค้ายี่ห้อ ช. กับยี่ห้อ ค. มีกลุ่มลูกค้าคนละเป้าหมาย ราคาและคุณภาพสินค้าแตกต่างกันจึงไม่ได้เป็นคู่แข่งทางการค้ากัน โดยอ้างถึงการจัดอันดับสินค้าแบรนด์หรู ซึ่งไม่ปรากฏ ยี่ห้อ ช. นั้น เห็นว่า เกณฑ์การพิจารณาในเรื่องนี้ต้องถือเอาความเข้าใจของวิญญูชนดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้นเป็นเกณฑ์กำหนดความประสงค์ในทางสุจริต ไม่อาจรับฟังเฉพาะความรู้สึกหรือความเข้าใจของจำเลยที่ 2 เพียงฝ่ายเดียวหรือยึดข้อมูลการจัดอันดับสินค้าดังกล่าวมาเป็นข้อพิจารณา จึงฟังได้ว่า สินค้ายี่ห้อ ค. เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เป็นคู่แข่งของโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ลงภาพที่ตนสวมใส่เครื่องประดับยี่ห้อ ค. ในอินสตาแกรมส่วนตัวจึงเป็นการประพฤติผิดสัญญาข้อ 6.6 ต่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมจำเลยที่ 2 ให้ปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างจึงตกเป็นผู้ผิดสัญญาต่อโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลอาจพิจารณาปรับลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ที่ศาลชั้นต้นปรับลดโดยกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดจำนวน 300,000 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังบางส่วนขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าจ้างตามฟ้องแย้งหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระค่าจ้างตามข้อตกลงในสัญญาได้อีก แต่อย่างไรก็ดีเมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นค่าการงานอันได้กระทำให้ ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม จำเลยทั้งสองคงมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งงานที่จำเลยทั้งสองได้กระทำไปแล้วเท่านั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 ปฏิบัติภารกิจตามสัญญาเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน ภารกิจที่กำหนดตามสัญญาข้อ 1.1 ถึง 1.4 ได้ปฏิบัติงานตามข้อ 1.1 และ 1.2 คือ การถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวให้แก่โจทก์แล้ว สำหรับงานตามข้อ 1.3 การลงภาพเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยี่ห้อ ช. ในอินสตาแกรมส่วนตัว จำนวน 12 ภาพ คงลงภาพไปเพียง 2 ภาพ ส่วนงานข้อ 1.4 ซึ่งต้องปรากฏตัวในนามของยี่ห้อ ช. 4 ครั้ง คงปฏิบัติไปเพียง 1 ครั้ง ค่าจ้างที่จำเลยทั้งสองได้รับไปแล้วเป็นเงิน 1,268,041.23 บาท จึงพอสมควรแก่มูลค่าของงานที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์รับผิดในส่วนฟ้องแย้งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี และกรณีหนี้เงิน ให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยในค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดจึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบมาตรา 252

อนึ่ง โจทก์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์ชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้ง และยกฟ้องโจทก์ โดยขอให้พิพากษายกฟ้องแย้งและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 4,522,680.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาในส่วนฟ้องเดิมจึงมีเพียง 4,522,680.41 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 90,453 บาท การที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องเดิม 200,000 บาท จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมา 109,547 บาท ต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เกินให้แก่โจทก์

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 14 มีนาคม 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ยกฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมา 109,547 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 383 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — บริษัท ห. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเจริญชัย อัศวพิริยอนันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
สุวิชา นาควัชระ
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2318/2565
#684699
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับผู้คัดค้านระบุว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์กระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินหรือสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5, 9, 60 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2547 เมื่อความผิดที่ผู้ร้องขอให้ออกหมายจับมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 60 ซึ่งบัญญัติระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 95 (2) ความผิดตามที่ผู้ร้องขอให้ศาลออกหมายจับดังกล่าวจึงขาดอายุความนับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2562 ส่วนที่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ" นั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 ตุลาคม 2559 อันเป็นระยะเวลาภายหลังวันกระทำความผิดของผู้คัดค้านและการนับอายุความโดยมิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีรวมเข้าด้วยตามบทบัญญัติมาตรานี้มีผลทำให้ผู้คัดค้านสามารถถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาได้แม้ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ตัวผู้คัดค้านมาฟ้องภายในระยะเวลา 15 ปี นับแต่วันกระทำความผิด ซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติให้นับแต่วันกระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่มีบทบัญญัติยกเว้นไม่ให้นับระยะเวลาที่หลบหนีรวมเข้าด้วยดังเช่นที่มาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 บัญญัติไว้ บทบัญญัติมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ดังกล่าวจึงไม่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้าน ซึ่ง ป.อ. มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว..." ดังนั้น แม้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มีบทบัญญัติในบทเฉพาะกาล มาตรา 52 ว่า บรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด และกรณีของผู้คัดค้านยังไม่มีการฟ้องคดีก็ตาม แต่เมื่อบทบัญญัติมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และไม่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้าน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่ผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องดำเนินการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้คัดค้านว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5, 9, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ต่อมาอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นสั่งฟ้องผู้คัดค้านในข้อหาดังกล่าว จึงได้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมตัวผู้ต้องหา (คือผู้คัดค้าน) ให้แก่พนักงานอัยการแล้ว พนักงานอัยการนัดผู้คัดค้านให้มาพบเพื่อฟังคำสั่งในวันที่ 30 มกราคม 2562 แต่ผู้คัดค้านไม่มาตามกำหนดนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ศาลชั้นต้นไต่สวนและพิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้ร้องแล้วเห็นว่า พฤติการณ์เชื่อว่า ผู้คัดค้านหลบหนี จึงออกหมายจับผู้คัดค้านที่ 7/2562 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 โดยระบุหมายเหตุไว้ในหมายจับว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีไป เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 ซึ่งอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี จึงมิให้นับระยะเวลาที่ผู้ต้องหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายเหตุที่ปรากฏในหมายจับที่ 7/2562 หรือเพิกถอนหมายจับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีที่จะใช้กฎหมายอาญาที่มีกำหนดอายุความในระหว่างหลบหนีมาใช้บังคับนั้น ต้องเป็นคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ใช้บังคับ ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อคดีนี้ยังมิได้มีการยื่นฟ้อง จึงต้องใช้มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ ศาลจึงออกหมายจับโดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนหมายเหตุในหมายจับหรือเพิกถอนหมายจับตามขอ ให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านฎีกา โดยรับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านโดยวินิจฉัยว่า อำนาจในการออกหมายจับผู้คัดค้านเป็นอำนาจเฉพาะตัวของผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายเหตุที่ระบุไว้ในหมายจับหรือเพิกถอนหมายจับ ผู้คัดค้านย่อมอุทธรณ์ไม่ได้ นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนข้อความหมายเหตุที่ระบุไว้ในหมายจับว่า "ผู้ต้องหาได้หลบหนีไป เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 ซึ่งอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดี จึงมิให้นับระยะเวลาที่ผู้ต้องหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559" หรือเพิกถอนหมายจับเนื่องจากคดีขาดอายุความแล้ว โดยกล่าวอ้างว่า หลักเกณฑ์การนับอายุความตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มีผลใช้บังคับภายหลังวันกระทำความผิด จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นโทษแก่ผู้คัดค้านได้ คดีของผู้คัดค้านจึงขาดอายุความแล้ว กรณีมิใช่เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับเหตุแห่งการออกหมายจับซึ่งเป็นดุลพินิจอำนาจเฉพาะตัวของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอันจะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้ แต่เป็นการโต้แย้งถึงระยะเวลาการมีผลใช้บังคับของหมายจับว่า กรณีจะนำบทบัญญัติของมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาใช้บังคับแก่คดีของผู้คัดค้านได้หรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเพราะเห็นว่าผู้คัดค้านไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการต่อไปว่า กรณีสามารถนำบทบัญญัติ มาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาใช้บังคับแก่กรณีของผู้คัดค้านได้หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แม้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาคดีของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับผู้คัดค้านนั้น ผู้ร้องระบุว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์กระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินหรือสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5, 9, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2547 เมื่อความผิดที่ผู้ร้องขอให้ออกหมายจับมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 60 ซึ่งบัญญัติระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) ความผิดตามที่ผู้ร้องขอให้ศาลออกหมายจับดังกล่าวจึงขาดอายุความนับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2562 ส่วนที่พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี หรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ" นั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 ตุลาคม 2559 อันเป็นระยะเวลาภายหลังวันกระทำความผิดของผู้คัดค้านและการนับอายุความโดยมิให้นับระยะเวลาที่หลบหนีรวมเข้าด้วยกัน ตามบทบัญญัติมาตรานี้มีผลทำให้ผู้คัดค้านสามารถถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาได้ แม้ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ตัวผู้คัดค้านมาฟ้องภายในระยะเวลา 15 ปี นับแต่วันกระทำความผิด ซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติให้นับแต่วันกระทำความผิดเท่านั้น โดยไม่มีบทบัญญัติยกเว้นไม่ให้นับระยะเวลาที่หลบหนีรวมเข้าด้วยดังเช่นที่มาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 บัญญัติไว้ บทบัญญัติมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ดังกล่าวจึงไม่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้าน ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า "ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว..." ดังนั้น แม้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มีบทบัญญัติในบทเฉพาะกาล มาตรา 52 ว่า บรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด และกรณีของผู้คัดค้านยังไม่มีการฟ้องคดีก็ตาม แต่เมื่อบทบัญญัติมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และไม่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้าน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับแก่ผู้คัดค้านได้ ที่ศาลชั้นต้นระบุหมายเหตุไว้ในหมายจับไม่ให้นับระยะเวลาที่ผู้ต้องหา (ผู้คัดค้าน) หลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนข้อความหมายเหตุในหมายจับผู้คัดค้านที่ 7/2562 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 83 ม. 95 (2)
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 ม. 9 ม. 60
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ม. 13 วรรคหนึ่ง ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ
ผู้คัดค้าน — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นายปิยะพล สำเริง
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2314/2565
#688312
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี โดยใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการกระทำไม่สมควรทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 นั้น เมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจาร จึงประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตามมาตรา 279 วรรคห้า ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังจำเลยกระทำความผิด อันเป็นกรณีกฎหมายที่บัญญัติภายหลังกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามมาตรา 3 ต้องลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตามมาตรา 279 วรรคห้า ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แต่ความผิดฐานนี้มีระวางโทษเท่ากับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ในส่วนระวางโทษจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด มิใช่ตามมาตรา 279 วรรคแรก (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 279, 283 ทวิ, 317, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 2 ผู้แทนโดยชอบธรรม และผู้เสียหายที่ 2 ในฐานะส่วนตัวยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 150,000 บาทและแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยไม่ให้การในส่วนคดีแพ่ง แต่ต่อมาคดีในส่วนแพ่งคู่ความตกลงกันได้ ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม), 279 วรรคห้า, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำเลยกระทำความผิดรวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารกับฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดรวม 4 กระทง แต่กระทงแรกให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) จำคุก 7 ปี ส่วนอีก 3 กระทง จำคุกกระทงละ 7 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนมีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 12 ปี 16 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำ คงจำคุกกระทงละ 4 ปี 8 เดือน เป็นจำคุก 16 ปี 32 เดือน รวมจำคุก 28 ปี 48 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารกับฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดรวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 5 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 15 ปี 12 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลดโทษให้แล้ว เป็นจำคุก 31 ปี 36 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เด็กหญิง ก. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของนางสาว บ. ผู้เสียหายที่ 2 กับนาย บ. บิดามารดาอยู่กินกันฉันสามีภริยาต่อมาเลิกร้างกัน ผู้เสียหายที่ 1 จึงอยู่ในความปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 2 ได้อยู่กินกันฉันสามีภริยากับนาย ค. พี่ชายของนาง ก. ซึ่งเป็นภริยาของจำเลย เมื่อปี 2558 นาย ค. และผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 กับบุตรของผู้เสียหายที่ 2 ที่เกิดกับนาย ค. อีก 2 คน ซึ่งเป็นเด็กมาพักอาศัยอยู่ร่วมกันกับจำเลยที่บ้านของจำเลย ซึ่งเป็นบ้านที่เกิดเหตุตามฟ้อง บ้านดังกล่าวมี 2 ห้องนอน ห้องหนึ่งจำเลยพักอยู่คนเดียวเพราะจำเลยไม่มีบุตร ส่วนนาง ก. ภริยาจำเลยไปทำงานอยู่กรุงเทพมหานคร ส่วนอีกห้องหนึ่งผู้เสียหายทั้งสอง นาย ค. และบุตรอีก 2 คน พักอยู่ สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำกระทงแรกตามฟ้องข้อ 1.2 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย โจทก์และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดในฐานความผิดต่าง ๆ ดังกล่าว เป็นการฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้

มีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซี่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและมิใช่ภริยาของจำเลย โดยไม่ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะยินยอมหรือไม่ก็ตาม รวม 3 กระทง ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาในทำนองว่า นาง ก. ภริยาจำเลยไปทำงานอยู่กรุงเทพมหานคร ประสงค์จะหย่ากับจำเลยเพื่อไปอยู่กับคนรักใหม่ จึงสมรู้ร่วมคิดกับครอบครัวของผู้เสียหายทั้งสองที่มาอาศัยอยู่บ้านของจำเลย ซึ่งเป็นการละเมิดต่อจำเลย โดยประสงค์จะอยู่บ้านของจำเลย อันเป็นมูลเหตุจูงใจให้นาง ก. และครอบครัวของผู้เสียหายทั้งสองเอาชนะจำเลย โดยนาง ก. โทรศัพท์มาพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 1 เห็นว่า การที่นาย ค. ซึ่งเป็นพี่ชายนาง ก. ภริยาจำเลย กับผู้เสียหายที่ 2 พาผู้เสียหายที่ 1 และบุตรที่เป็นเด็กอีก 2 คน ซึ่งเป็นครอบครัวมาพักอาศัยอยู่ร่วมกับจำเลยที่บ้านของจำเลยตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมาจนถึงเกิดเหตุนั้น เป็นเวลานาน 2 ถึง 3 ปี ก็แสดงว่าจำเลยยินยอมให้นาย ค. ผู้เสียหายทั้งสอง และครอบครัวเข้ามาพักอาศัยได้ เพราะนาย ค. เป็นพี่ชายของนาง ก. ซึ่งนับว่าเป็นญาติและยากจน เมื่อจำเลยให้ความยินยอมจึงไม่เป็นการละเมิดต่อจำเลย เมื่อจำเลยเป็นเจ้าของบ้านดังกล่าว หากไม่ประสงค์ให้นาย ค. ผู้เสียหายทั้งสอง และครอบครัวอยู่อาศัยต่อไป จำเลยเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านก็ชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลฟ้องขับไล่ออกไปหากบอกกล่าวแล้ว ผู้อาศัยอยู่ไม่ยอมออก ส่วนที่นาง ก. ประสงค์จะหย่ากับจำเลย โดยจำเลยมีนาย ส. ผู้ใหญ่บ้าน มาเบิกความสนับสนุนรับฟังได้ว่าเป็นความจริง ก็เป็นเรื่องของครอบครัวระหว่างจำเลยซึ่งเป็นสามีกับนาง ก. ที่เป็นภริยาที่จะตกลงกันมากกว่า ส่วนที่นาง ก. โทรศัพท์มาพูดคุยกับผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่มีหลักฐานใดว่าพูดคุยกันเรื่องอะไร คงเป็นการพูดคุยกันตามปกติในฐานะคนที่รู้จักกันมากกว่า นอกจากนี้จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดง หรือมีพฤติการณ์ใดที่พอจะบ่งบอกหรือเป็นไปได้ว่านาย ค. ผู้เสียหายทั้งสอง หรือทั้งครอบครัวร่วมกับนาง ก. ร่วมมือกันหรือสมรู้ร่วมคิดเพื่อเอาชนะจำเลย ให้จำเลยต้องรับโทษ เพื่อให้นาง ก. หย่ากับจำเลย และผู้เสียหายทั้งสองพร้อมครอบครัวจะได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยดังที่จำเลยอ้าง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ผู้เสียหายที่ 2 ร้อยตำรวจ อ. และร้อยตำรวจโทหญิง อ. พนักงานสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง ข้อนี้ แม้ตามหลักของกฎหมายมาตราดังกล่าวห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าดังที่จำเลยอ้างก็จริง แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่ (1) (2) โดยเฉพาะในคดีนี้ เมื่อตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ก็ย่อมนำมาประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ เมื่อคดีนี้โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันว่า จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ถึง 3 ครั้ง โดยระบุไว้ชัดเจนว่า ครั้งที่ 1 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2562 เวลากลางวัน ครั้งที่ 2 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2563 เวลาช่วงบ่าย และครั้งที่ 3 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2563 เวลาช่วงเช้า ทั้งสามวันขณะที่ไม่มีใครอยู่บ้าน จำเลยเข้ามาหาผู้เสียหายที่ 1 ถอดกางเกงทั้งชั้นนอกชั้นในของผู้เสียหายที่ 1 ออก แล้วใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถที่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 พยายามจะสอดใส่เข้าไป ผู้เสียหายที่ 1 ร้องว่าเจ็บจำเลยก็หยุด เหตุทั้งหมดเกิดภายในห้องของจำเลยที่บ้านของจำเลยที่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 และครอบครัวมาพักอาศัยอยู่ เมื่อได้พิจารณาถึงวันเวลาสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งขณะนั้นไม่มีผู้ใดอยู่บ้าน คงอยู่ตามลำพังเฉพาะจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นไปได้ ต่อมาเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ไปโรงเรียนตามปกติ ครูที่โรงเรียนจึงมาตามที่บ้าน และผู้เสียหายที่ 2 เห็นความผิดปกติของผู้เสียหายที่ 1 จึงสอบถาม ผู้เสียหายที่ 1 จึงเล่าเรื่องให้ครูและผู้เสียหายที่ 2 ฟัง จึงได้มีการดำเนินคดีแก่จำเลย ชั้นสอบสวนได้ให้การยืนยันต่อพนักงานสอบสวนทั้งสองปากและต่อบุคลากร สหวิชาชีพที่ร่วมกันสอบสวนตามกฎหมาย ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ 3 ปาก ดังกล่าว แตกต่างจากที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความหลายกรณี นับแต่วันเกิดเหตุ และการกระทำ โดยร้อยตำรวจโทหญิง อ. เบิกความว่า เหตุเกิดครั้งแรกวันที่ 27 ธันวาคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยกระทำโดยจำเลยได้สอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ข้อนี้ เมื่อทางพิจารณาข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้กระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้งในวันเวลาที่ต่างกัน ทั้งการกระทำที่ต่าง ๆ กัน มีทั้งการกระทำอนาจาร การกระทำข่มขืนเพื่อชำเรา ดังนั้น ที่ผู้เสียหายที่ 1 และพยานโจทก์ทั้งสามปากที่เบิกความแตกต่างกันไปนั้นเป็นเพียงรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ย่อมจดจำที่ผิดหลงไปบ้าง ซึ่งหาใช่สาระสำคัญของคดีไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ผลการตรวจร่างกายของผู้เสียหายที่ 1 แพทย์ผู้ตรวจระบุว่าไม่พบหลักฐานการร่วมประเวณี ข้อนี้ แม้ตามความเห็นของแพทย์ที่ทำรายงานไว้จะเป็นเช่นที่จำเลยฎีกา ก็คงเป็นเพราะว่าอวัยวะเพศของจำเลยไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายที่ 1 เพราะผู้เสียหายที่ 1 เจ็บ จำเลยจึงหยุดการกระทำ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงขั้นพยายามกระทำความผิด ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว และที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามา จึงเกินคำขอ ข้อนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 เมื่อทางพิจารณาข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยอยู่ในขั้นพยายามกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ก็ลงโทษจำเลยในฐานที่พิจารณาได้ความได้ไม่เป็นการเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ฎีกาของจำเลยนอกจากนี้เป็นรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การกระทำของจำเลยในความผิดกระทงแรกเมื่อประมาณปี 2561 ตามฟ้องข้อ 1.2 ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า แต่ให้ลงโทษตามมาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) นั้น ยังไม่ถูกต้อง โดยข้อนี้ที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี โดยใช้นิ้วสอดเข้าไปในอวัยะเพศของผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการกระทำไม่สมควรทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 1 นั้น กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสามสิบปีตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจาร จึงประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตามมาตรา 279 วรรคห้า ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังจำเลยกระทำความผิด อันเป็นกรณีกฎหมายที่บัญญัติภายหลังกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามมาตรา 3 ต้องลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แต่ความผิดฐานนี้มีระวางโทษเท่ากับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ในส่วนระวางโทษจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยศาลต้องกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำความผิด มิใช่ตามมาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา279 วรรคแรก (เดิม) สำหรับความผิดกระทงแรกตามฟ้องข้อ 1.2 จำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยการล่วงล้ำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคห้า โดยให้กำหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277วรรคสาม (เดิม) ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 277 วรรคสาม (เดิม) ม. 279 วรรคแรก (เดิม), 279 ม. 279 วรรคห้า
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — เด็กหญิง ก. โดยนางสาว บ. ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายทศพร สุนทรสีมะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวยุวิสส์ร์ชญา ยกซิ่ว
ชื่อองค์คณะ
ชูศักดิ์ จำปา
สุทิน นาคพงศ์
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา