คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7603/2548
#268385
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งการฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ กรณีถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1) มิใช่เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 108,873.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 100,738.23 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อ้างว่าจำเลยไม่ทราบว่าถูกฟ้องเนื่องจากเจ้าหน้าที่มิได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลย จำเลยจึงไม่มีโอกาสยื่นคำให้การและนำพยานเข้าสืบต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2544

วันที่ 18 มิถุนายน 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอ้างว่าเจ้าหน้าที่ยังถ่ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่เสร็จขอขยายระยะเวลาออกไป 45 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2544

ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่สองอ้างว่า จำเลยมีเงินไม่เพียงพอที่จะจ้างทนายความยื่นฎีกา ขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสองฉบับของจำเลยรวมกันและพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาท จึงห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งการฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยแต่เพียงว่าคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องจำเลยอุทธรณ์คำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ กรณีถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) กรณีหาใช่เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 144 ม. 173 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นางสาวกันยา วนิชชานันท์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7601/2548
#268510
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของ ส. ที่พิพาทเป็นของ ส. มิใช่ของโจทก์ เป็นการยกข้อต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นของบุคคลอื่นจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ ส่วนคำให้การของจำเลยในตอนท้ายที่ว่า จำเลยและ ส. ได้ครอบครองที่พิพาทโดยสงบ เปิดเผยและมีเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แต่เป็นคำให้การที่เข้าใจได้ว่า จำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง และเป็นเพียงข้อเถียงข้อกล่าวหาของโจทก์ว่าจำเลยมิได้บุกรุกที่พิพาทตามคำฟ้องเท่านั้น จะแปลว่าเป็นคำให้กาที่ต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทมิได้ เพราะจำเลยให้การว่าอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของบุคคลอื่น จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 101958 เนื้อที่ดิน 2 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา เมื่อประมาณต้นปี 2546 จำเลยได้บุกรุกเข้ามาถมดินปลูกสร้างบ้านเรือนในที่ดินดังกล่าวบางส่วนทางด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ประมาณ 1 งาน โจทก์เสียหายเพราะไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวซึ่งสามารถให้เช่าได้เดือนละไม่น้อยกว่า 5,000 บาท โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนยายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยกับบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้อง

จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในที่พิพาทมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี โดยอาศัยอยู่ตามสิทธิของนายสวาท เก่าจอหอ ญาติจำเลย ที่พิพาทเป็นของนายสวาท มิใช่ที่ดินของโจทก์ จำเลยมิได้บุกรุกที่ดินโจทก์ การออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ไม่ถูกต้องซึ่งนายสวาทกำลังดำเนินการรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการฟ้องขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยและนายสวาทได้ครอบครองที่พิพาทโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยออกจากที่พิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลยและเห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้โดยอ้างกรรมสิทธิ์เป็นคดีมีทุนทรัพย์ ให้คู่ความตรวจสอบราคาประเมินที่พิพาทเพื่อกำหนดค่าขึ้นศาล ต่อมาโจทก์ส่งหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท ไม่อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงนครราชสีมา

ศาลแขวงนครราชสีมามีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ให้โอนสำนวนคืนศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นนัดพร้อมและมีคำสั่งว่าคดีที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีปลดเปลื้องความรับผิดอันอาจคำนวณเป็นราคาทรัพย์ได้ จึงไม่รับฟ้องโจทก์ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าธรรมเนียมแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 101958 เลขที่ดิน 1048 ตำบลจอหอ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายสวาท เก่าจอหอ ญาติจำเลย ที่พิพาทเป็นของนายสวาทมิใช่ที่ดินของโจทก์ ข้อต่อสู้ตามคำให้การจำเลยจึงเป็นการยกข้อต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นของบุคคลอื่นซึ่งยินยอมให้จำเลยอยู่ในที่พิพาทจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท ส่วนคำให้การของจำเลยในตอนท้ายที่ว่า จำเลยและนายสวาทได้ครอบครองที่พิพาทโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยออกจากที่พิพาทเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แต่เป็นคำให้การที่เข้าใจได้ว่า จำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง และเป็นเพียงข้อเถียงข้อกล่าวหาของโจทก์ว่าจำเลยมิได้บุกรุกที่พิพาทตามคำฟ้องเท่านั้น จะแปลว่าเป็นคำให้การที่ต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทมิได้ เพราะจำเลยให้การว่า อยู่ในที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของบุคคลอื่น เมื่อคำให้การของจำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว คดีของโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีของโจทก์เป็นคดีมีทุนทรัพย์และมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์และจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลชั้นต้นโดยเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 300,000 บาทนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความและคืนค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องและยกคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววีรภัทรา โรจน์ศุภากร
จำเลย — นายสุริยะ แก้วอินทรชัย
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7600/2548
#268381
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องทำให้จำเลยต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทต่อไป คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงมีผลกระทบโดยตรงและอาจเป็นที่เสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะฎีกาคัดค้านคำสั่งดังกล่าวได้ มิใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่ฝ่ายเดียว หรือเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิฎีกาโดยไม่ชอบ

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียวย่อมเป็นการล่วงเวลาที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย จึงไม่มีคำฟ้องชั้นอุทธรณ์ที่จะถอนได้ ส่วนจำเลยมีข้อตกลงกับโจทก์อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องว่ากล่าวเอาแก่โจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก โจทก์ไม่มีสิทธิมาขอถอนคำฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตำรวจตรีอร่าม จงสวัสดิ์ ผู้ตาย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วและบ้าน 2 หลัง ออกไปจากที่ดินมือเปล่า เนื้อที่ 29 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ซึ่งพันตำรวจตรีอร่ามซื้อมาพร้อมกับที่ดินอีกแปลงหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ และเป็นทรัพย์มรดกของพันตำรวจตรีอร่าม

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทเนื้อที่ 29 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา และที่ดินอีกประมาณ 5 ไร่ โดยใช้ชื่อพันตำรวจตรีอร่ามเป็นผู้ซื้อแทนจำเลย จำเลยเป็นผู้ชำระค่าที่ดินที่ซื้อและครอบครองตลอดมา ที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของพันตำรวจตรีอร่าม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยออกจากที่ดินและรื้อถอนรั้วรวมทั้งบ้าน 2 หลัง ออกไปจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ 29 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ของพันตำรวจตรีอร่าม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง โดยทนายจำเลยลงลายมือชื่อไม่คัดค้านการขอถอนฟ้องมาท้ายคำร้อง และจำเลยยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ อ้างว่าตกลงกับโจทก์และทายาทของพันตำรวจตรีอร่ามได้แล้วตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องการแบ่งปันทรัพย์มรดกท้ายคำร้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลย 11,000 บาท และให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนที่โจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของโจทก์เสียก่อนว่า จำเลยมีสิทธิฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องนั้น ย่อมเป็นผลทำให้จำเลยต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทต่อไป คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงมีผลกระทบโดยตรงและอาจเป็นที่เสียหายแก่จำเลย จำเลยจึงมีสิทธิที่จะฎีกาคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ หาใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ หาใช่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่ฝ่ายเดียว หรือเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิฎีกาโดยไม่ชอบดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่ สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจำเลยอุทธณ์ฝ่ายเดียว โดยที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย หากโจทก์ประสงค์จะยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ก็ชอบที่จะยื่นต่อศาลชั้นต้นในเวลาใด ๆ ก็ได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาไปแล้วย่อมเป็นการล่วงเวลาที่จะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และคดีนี้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย จึงไม่มีคำฟ้องชั้นอุทธรณ์ที่จะถอนได้ ส่วนจำเลยมีข้อตกลงกับโจทก์อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องว่ากล่าวเอาแก่โจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก โดยโจทก์ไม่มีสิทธิมาขอถอนคำฟ้องเดิมในชั้นอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวจริยา จันทร์ศิริ
จำเลย — นางรุ่งกิจ ไพบูลย์พานิชย์กิจ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7596/2548
#268505
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย โดยให้เหตุผลว่าเป็นข้อกฎหมายไร้สาระ จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 4,500,595.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 3,563,432.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยกำหนดชำระหนี้เป็นรายเดือน คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี โดยอ้างเหตุว่าคำฟ้องของโจทก์ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 มาตรา 150 และมาตรา 205

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ไม่มีเหตุงดการบังคับคดี" (ที่ถูกต้องยกคำร้องด้วย)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "เป็นข้อกฎหมายที่ไร้สาระไม่รับ"

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เหตุผลที่จำเลยที่ 2 อ้างในคำร้องขอให้งดการบังคับคดีไม่ใช่เหตุผลตามกฎหมายที่ศาลจะสั่งให้งดการบังคับคดีได้ ศาลชั้นต้นสั่งให้ยกคำร้องโดยอ้างว่าไม่มีเหตุที่จะงดการบังคับคดี จึงเป็นการสั่งที่ชอบ เมื่อคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลตามกฎหมายและเป็นการยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ล่าช้า การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการสั่งที่ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ให้เหตุผลว่าเป็นข้อกฎหมายไร้สาระ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของคำสั่งของจำเลยที่ 2 คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายกมล มาณะเวชหรือมานะเวช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
สุรพล เจียมจูไร
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7577/2548
#268254
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ศาลในการลงโทษริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้ใช้ในการกระทำความผิด แต่ศาลจะพิพากษาหรือสั่งเองโดยโจทก์มิได้ฟ้องหรือมีคำขอมาในฟ้องหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร ซึ่งมี 3 เพลา 6 ล้อ ชนิดเพลาที่ 2 และเพลาที่ 3 เป็นเพลาคู่ ใช้ยางคู่ ซึ่งผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน และผู้อำนวยการทางหลวงสัมปทาน ประกาศให้น้ำหนักยานพาหนะและน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดไม่เกิน 21,000 กิโลกรัม บรรทุกดินมีน้ำหนักยานพาหนะและน้ำหนักบรรทุกทั้งหมดรวม 43,300 กิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าที่กำหนดไว้ 22,000 กิโลกรัม แล่นไปตามถนนสายเพชรเกษม อันเป็นทางหลวงแผ่นดิน เป็นการฝ่าฝืนประกาศดังกล่าวโดยกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยรถยนต์บรรทุกสิบล้อดังกล่าวซึ่งจำเลยใช้กระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61, 73 จำคุก 3 เดือน ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1)

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลมีคำสั่งให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ศาลในการลงโทษริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้ใช้ในการกระทำความผิดแต่ศาลจะพิพากษาหรือสั่งเองโดยโจทก์มิได้ฟ้องหรือมีคำขอมาในฟ้องหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง เมื่อคดีนี้โจทก์มิได้มีคำขอให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร ศาลจึงพิพากษาหรือสั่งริบรถยนต์คันดังกล่าวไม่ได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองให้ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5965 สมุทรสาคร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครปฐม
จำเลย — นายศิริ แก้วดวงเล็ก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7566/2548
#266604
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันให้กองพิสูจน์หลักฐาน พิสูจน์ลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกัน หากกองพิสูจน์หลักฐานมีความเห็นว่าใช่หรือน่าจะใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองยอมแพ้ แต่หากไม่ใช่หรือน่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 โจทก์ยอมแพ้ ข้อแพ้ชนะตามคำท้าจึงขึ้นอยู่กับผลการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานว่าจะสมคำท้าของฝ่ายใด เมื่อผลการตรวจพิสูจน์มีความเห็นว่าลายมือชื่อผู้ค้ำประกันกับตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกันซึ่งสมคำท้าของฝ่ายจำเลย โจทก์จึงเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า โจทก์จะอ้างว่า ผลการตรวจพิสูจน์ได้ถูกเปิดเผยก่อนวันนัดพร้อมและจำเลยทั้งสองทราบผลการตรวจพิสูจน์ก่อนชำระเงินค่าตรวจพิสูจน์เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบและไม่ชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากมีการดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำท้าแล้ว จึงเป็นเรื่องนอกเหนือคำท้าไม่เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาที่คู่ความตกลงท้ากัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,570,964 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,460,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความตกลงท้ากันให้ส่งลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำการตรวจพิสูจน์ หากผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันใช่หรือน่าจะใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองยอมแพ้ แต่หากไม่ใช่หรือน่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 โจทก์ยอมแพ้ กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งรายงานการตรวจพิสูจน์มายังศาลชั้นต้นก่อนวันนัด โจทก์ยื่นคำร้องว่ารายงานการตรวจพิสูจน์หลักฐานได้ถูกเปิดเผยก่อนวันนัดทำให้ผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยพิพากษาคดีตามคำท้าเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอยกเลิกคำท้าและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปตามคำท้าเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิสูจน์ลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกัน หากกองพิสูจน์หลักฐานมีความเห็นว่าใช่หรือน่าจะใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองยอมแพ้ แต่หากไม่ใช่หรือน่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 โจทก์ยอมแพ้ ข้อแพ้ชนะตามคำท้าจึงขึ้นอยู่กับผลการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานว่าจะสมคำท้าของฝ่ายใด เมื่อกองพิสูจน์หลักฐานรายงานผลการตรวจพิสูจน์และมีความเห็นว่าลายมือชื่อผู้ค้ำประกันกับตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันซึ่งสมคำท้าของฝ่ายจำเลย โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า ที่โจทก์ฎีกาว่า ผลการตรวจพิสูจน์ได้ถูกเปิดเผยก่อนวันนัดพร้อมและจำเลยทั้งสองทราบผลการตรวจพิสูจน์ก่อนชำระเงินค่าตรวจพิสูจน์เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากมีการดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำท้าแล้วจึงเป็นเรื่องนอกเหนือคำท้าไม่เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาที่คู่ความตกลงท้ากัน โจทก์จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกกระบวนพิจารณาตามคำท้าที่ได้กระทำไปโดยชอบแล้วไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปตามคำท้าโดยให้โจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีชอบด้วยกระบวนพิจารณาแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 149
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเขียน เพชระ
จำเลย — นางสนใจ สิงห์ไชย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายสุรพันธ์ บุญช่วย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายศุภศักดิ์ เยาว์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7565/2548
#268378
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 เป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามมาตรา 7 (2) ต้องเสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ย่อมหมายถึงศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ส่วนมาตรา 15 วรรคสอง มิได้บัญญัติให้ถือเสมือนหนึ่งว่าศาลที่บังคับคดีแทนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไป มีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับหรือคืนคำร้องนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ จึงต้องคืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) บังคับคดีแทน และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมาได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 101968 และ 101969 ของจำเลยออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ทั้งสองแปลงติดจำนองอยู่กับผู้ร้อง และผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 894/2545 ของศาลแขวงนครราชสีมา ซึ่งพิพากษาให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระเงิน 236,119.90 บาท แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องชอบที่จะได้เงินที่ขายที่ดินที่ยึดนั้น ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้อื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทนศาลจังหวัดเชียงใหม่ มิใช่ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) ที่บังคับคดีแทนศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ไต่สวนและมีคำสั่งได้หรือไม่ ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 บัญญัติเพียงว่าให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี มิได้จำกัดว่าจะต้องกระทำเฉพาะต่อศาลที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีในชั้นต้น และความในมาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลที่บังคับคดีแทนจะต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชักช้าซึ่งมีผลเสมือนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจไต่สวนและสั่งอนุญาตตามคำร้องของผู้ร้องได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาซึ่งจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น คำร้องเช่นนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) อันเป็นบทบัญญัติในเรื่องเขตอำนาจศาลบัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคบคดีตามมาตรา 302 และศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีโดยมีอำนาจออกหมายบังคับคดีและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้น มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ย่อมหมายถึงศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น สำหรับคดีนี้จึงได้แก่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนมาตรา 15 วรรคสอง ที่ผู้ร้องอ้างเพียงแต่บัญญัติให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีนอกเขตศาลที่ออกหมายบังคับคดีดำเนินการไปเสมือนหนึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา 302 วรรคสาม บทกฎหมายดังกล่าวหาได้บัญญัติให้ถือเสมือนหนึ่งว่าศาลที่บังคับคดีแทนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ไต่สวนและมีคำสั่ง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างมาในอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไปนั้น มีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับหรือคืนคำร้องนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจคือศาลจังหวัดเชียงใหม่จึงต้องคืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเป็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 ม. 15 ม. 151 ม. 289 ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวันชัย ปราชญ์ศรีภูมิ
ชื่อองค์คณะ
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7565/2548
#270802
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 7 (2) อันเป็นบทบัญญัติในเรื่องเขตอำนาจศาลบัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 และศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีโดยมีอำนาจออกหมายบังคับคดีและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้น มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ย่อมหมายถึงศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น สำหรับคดีนี้จึงได้แก่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนมาตรา 15 วรรคสอง ที่ผู้ร้องอ้างเพียงแต่บัญญัติให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีนอกเขตศาลที่ออกหมายบังคับคดีดำเนินการไปเสมือนหนึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา 302 วรรคสาม บทกฎหมายดังกล่าวหาได้บัญญัติให้ถือเสมือนหนึ่งว่าศาลที่บังคับคดีแทนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ไต่สวนและมีคำสั่ง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ

ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไปนั้น มีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับหรือคืนคำร้องนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจคือศาลจังหวัดเชียงใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) บังคับคดีแทน และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมาได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 101968 และโฉนดเลขที่ 101969 ตำบลไชยมงคล อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้อื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไป

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) ที่บังคับคดีแทนศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ไต่สวนและมีคำสั่งได้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาซึ่งจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น คำร้องเช่นนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) อันเป็นบทบัญญัติในเรื่องเขตอำนาจศาลบัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 และศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีโดยมีอำนาจออกหมายบังคับคดีและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้น มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ย่อมหมายถึงศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น สำหรับคดีนี้จึงได้แก่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนมาตรา 15 วรรคสอง ที่ผู้ร้องอ้างเพียงแต่บัญญัติให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีนอกเขตศาลที่ออกหมายบังคับคดีดำเนินการไปเสมือนหนึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา 302 วรรคสาม บทกฎหมายดังกล่าวหาได้บัญญัติให้ถือเสมือนหนึ่งว่าศาลที่บังคับคดีแทนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ไต่สวนและมีคำสั่ง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างมาในอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไปนั้น มีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับหรือคืนคำร้องนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจคือศาลจังหวัดเชียงใหม่ จึงต้องคืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 7 (2) ม. 302 วรรคหนึ่ง ม. 302 วรรคสาม ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวันชัย ปราชญ์ศรีภูมิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวศิริพร กาญจนสูตร
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7565/2548
#272484
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้ร้องที่ขอรับชำระหนี้จำนองจากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 เป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง คำร้องเช่นนี้ มาตรา 7 (2) บัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 และศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีโดยมีอำนาจในการออกหมายบังคับคดีและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้น มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ย่อมหมายถึงศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น และแม้มาตรา 15 วรรคสอง จะบัญญัติให้ศาลที่มีการบังคับคดีนอกเขตศาลที่ออกหมายบังคับคดีดำเนินไปเสมือนหนึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา 32 วรรคสาม แต่ก็หาได้บัญญัติให้ถือเสมือนหนึ่งว่า ศาลที่บังคับคดีแทนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีแต่อย่างใดไม่ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลที่บังคับคดีแทนจึงเป็นการไม่ชอบ

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 และให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไป มีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับหรือคืนคำร้องไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ จึงต้องคืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีออกหมายบังคับคดีส่งไปให้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) บังคับคดีแทน และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครราชสีมา ได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 101968 และโฉนดเลขที่ 101969 ตำบลไชยมงคล อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ของจำเลยเพื่อนำออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ทั้งสองแปลงติดจำนองอยู่กับผู้ร้อง และผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 894/2545 ของศาลแขวงนครราชสีมา ซึ่งพิพากษาให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระเงิน 236,119.90 บาท แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินที่ยึดนั้นโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนอง ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้อื่น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นบังคับคดีแทนศาลจังหวัดเชียงใหม่ มิใช่ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไป

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่าผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครราชสีมา) ที่บังคับคดีแทนศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ไต่สวนและมีคำสั่งได้หรือไม่ เห็นว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาซึ่งจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น คำร้องเช่นนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (2) อันเป็นบทบัญญัติในเรื่องเขตอำนาจศาลบัญญัติให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา 302 และศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีโดยมีอำนาจออกหมายบังคับคดีและทำคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดๆ อันเกี่ยวด้วยการบังคับคดีตามพิพากษานั้น มาตรา 302 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าคือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 ย่อมหมายถึงศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น สำหรับคดีนี้จึงได้แก่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนมาตรา 15 วรรคสอง ที่ผู้ร้องอ้างเพียงแต่บัญญัติให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีนอกเขตศาลที่ออกหมายบังคับคดีดำเนินการไปเสมือนหนึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา 302 วรรคสาม บทกฎหมายดังกล่าวหาได้บัญญัติให้ถือเสมือนหนึ่งว่าศาลที่บังคับคดีแทนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีแต่อย่างใดไม่ ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ไต่สวนและมีคำสั่ง การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นจึงเป็นการไม่ชอบ

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ผู้ร้องไปดำเนินการที่ศาลที่มีอำนาจต่อไปนั้น มีผลเท่ากับเป็นการสั่งไม่รับหรือคืนคำร้องนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจคือศาลจังหวัดเชียงใหม่ จึงต้องคืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าคำร้องเป็นพับ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 289 ม. 302
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรีเมียร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวันชัย ปราชญ์ศรีภูมิ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7554/2548
#266441
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย บทความผิดกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ ส่วนบทกำหนดโทษกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม เพราะมีโทษหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับ ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด ตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และคำรับในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา คดีมีเหตุบรรเทาโทษ แต่ศาลล่างทั้งสองลดโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 78 ให้แก่จำเลยเพียงหนึ่งในสี่นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี โดยให้ลดโทษแก่จำเลยหนึ่งในสาม และให้มีผลถึงความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในความผิดฐานนี้ แต่เมื่อมีเหตุบรรเทาโทษแก่จำเลย ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและลดโทษให้แก่จำเลยในความผิดดังกล่าวได้ สำหรับสมุดบัญชีรายชื่อ รายรับและรายจ่าย ใบรับฝากเงินของธนาคารต่าง ๆ ของกลาง เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ของกลางดังกล่าวเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นหรือทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีจึงไม่อาจริบของกลางดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33 ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ป.อ. มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นปืนพกออโตเมติก (GLOCK) เครื่องหมายทะเบียนปืน กท. 3803140 ส่วนเงินสด 299,500 บาท สมุดบัญชีเงินฝากและเงินในบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยตลาดสมุทรปราการ เลขที่ 360-2-12448-6 โจทก์จะยื่นคำร้องขอริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม เท่านั้น) เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 18 ปี ฐานมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับฐานมีอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียนซึ่งเป็นบทหนัก ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 20 ปี คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี ริบของกลางทั้งหมด ยกเว้นปืนพกออโตเมติก (GLOCK) เครื่องหมายทะเบียนปืน กท. 3803140 เงินสด 299,500 บาท กับเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่ 360-2-12448-6

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ให้จำคุก 10 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว รวมจำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในบทความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ดังนั้น ต้องใช้บทความผิดตามกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนบทกำหนดโทษตามมาตรา 67 กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด แต่กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ แต่โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และคำรับในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา คดีมีเหตุบรรเทาโทษ แต่ศาลล่างทั้งสองลดโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 78 ให้แก่จำเลยเพียงหนึ่งในสี่นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี โดยให้ลดโทษแก่จำเลยหนึ่งในสาม และให้มีผลถึงความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในความผิดฐานนี้ แต่เมื่อมีเหตุบรรเทาโทษแก่จำเลย ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและลดโทษให้แก่จำเลยในความผิดดังกล่าวได้ สำหรับสมุดบัญชีรายชื่อ รายรับและรายจ่าย ใบรับฝากเงินของธนาคารต่าง ๆ ของกลาง เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ของกลางดังกล่าวเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นหรือทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีจึงไม่อาจริบของกลางดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33 ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) วางโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 8 ปี ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม คงลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 5 ปี 4 เดือน และฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี 4 เดือน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 รวมลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ไม่ริบสมุดบัญชีรายชื่อ รายรับและรายจ่าย ใบรับฝากเงินของธนาคารต่าง ๆ ของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 33 ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 67 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นางอุษา แม้นพยัคฆ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายทวีเกียรติ ดุริยะประพันธ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประเสริฐ โกวิทยา
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7553/2548
#266579
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นอกเหนือจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์โดยปลอดภาระจำนองแล้ว คำขอดังกล่าวของโจทก์เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เพราะมิได้เรียกร้องทรัพย์สินจากจำเลยที่ 2 จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์มานั้นไม่ถูกต้อง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 38002 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 37998 ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากการจดทะเบียนโอนเป็นการพ้นวิสัยให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 37998 และเลขที่ 38002 ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์โดยปลอดจากภาระจำนอง และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 60,000 บาท จากโจทก์ หากไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 พฤษภาคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ เห็นว่า ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดสรรที่ดินและปลูกบ้านขาย โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ให้การสนับสนุนโครงการทางด้านการเงิน ปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนของที่ดินโฉนดเลขที่ 37546 ว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินแปลงนี้มาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 แล้วนำไปจำนองเป็นประกันแก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2533 หลังจากนั้นได้ขึ้นเงินจำนองสองครั้ง ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2533 จึงทำการแบ่งแยกในนามเดิมเป็นแปลงย่อย จำนวน 7 แปลง โดยภาระจำนองยังคงครอบที่ดินที่แบ่งแยกทุกแปลง ซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาททั้งสองแปลงด้วย การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจำนองเป็นประกันแก่จำเลยที่ 2 ดังกล่าว เป็นการกระทำลงทั้งที่รู้อยู่ว่าจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ เพราะหากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการเพื่อไถ่ถอนจำนอง โจทก์ก็ไม่อาจได้รับโอนที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างโดยปลอดจำนองได้ แม้ว่าจะได้ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้วก็ตาม มิฉะนั้นโจทก์ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกจำนวนหนึ่งให้จำเลยที่ 2 เพื่อไถ่ถอนจำนองแทนจำเลยที่ 1 จึงจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและบ้านโดยปลอดจำนอง ซึ่งเห็นได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างยิ่ง และจำเลยที่ 2 ผู้รับจำนองซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกจากการจำนองก็น่าจะรู้ถึงข้อความจริงที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบดังกล่าว เพราะตามสัญญาจำนองเป็นประกันก็ระบุว่ามีสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินจำนองคือบ้านเดี่ยวชั้นเดียว 1 คูหา ซึ่งตรงกับสัญญากู้เงินและสัญญาจำนองเป็นประกัน ทั้งนี้โดยได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างบ้านเสร็จเมื่อปี 2534 และได้ทำการขอเลขที่บ้านในนามของโจทก์ได้เลขที่บ้าน 247/38 หมู่ที่ 8 ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ตามสำเนาทะเบียนบ้าน และโจทก์กับครอบครัวได้เข้าอยู่อาศัยในบ้านดังกล่าวตั้งแต่สร้างเสร็จเป็นต้นมา ซึ่งข้อนี้นายเสนีย์ พยานจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 2 สาขานครสวรรค์ ตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2538 ก็เบิกความรับว่า ที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำมาจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้นั้นมีบ้านปลูกอยู่ในที่ดินด้วยตามภาพถ่าย ซึ่งพยานได้ไปดูทรัพย์ที่จำนองด้วย และในการรับจำนองต้องมีการตรวจสอบทะเบียนบ้านด้วย นอกจากนี้ยังปรากฏตามรายงานการสำรวจและประเมินราคาที่ดินซึ่งพนักงานของจำเลยที่ 2 ทำการสำรวจที่ดินพิพาทก่อนรับจำนองเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 ระบุว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินซึ่งปรับปรุงถมดินแล้ว มีสิ่งปลูกสร้างเป็นตึกเดี่ยวชั้นเดียว 1 คูหา ขนาด 8 x 10 เมตร สภาพสร้างใหม่ ใช้เป็นที่อยู่อาศัย และยังมีบันทึกในช่องหมายเหตุด้วยว่า ทำประกันอัคคีภัยสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินด้วย เมื่อทำการตรวจสอบสำเนาทะเบียนบ้านของบ้านหลังนี้ตามขั้นตอนที่ต้องกระทำก็ย่อมรู้ได้ว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านสร้างใหม่ของโจทก์ ซึ่งได้ขอเลขที่บ้านเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2534 ดังปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้าน และหากสอบถามผู้อยู่อาศัยในบ้านดังกล่าวก็จะรู้ข้อความจริงทั้งหมดได้ทันที จำเลยที่ 2 จะอ้างแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 ยังมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง จึงยอมจดทะเบียนรับจำนองทั้งที่ปรากฏหลักฐานว่าบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และโจทก์พร้อมครอบครัวเข้าอยู่อาศัยแล้วเช่นนี้ย่อมไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตตามที่อ้าง พฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้ถึงข้อความจริงที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบในขณะรับจำนองที่ดินพิพาท ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นอกเหนือจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์โดยปลอดภาระจำนองแล้ว คำขอดังกล่าวของโจทก์เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เพราะมิได้เรียกร้องทรัพย์สินจากจำเลยที่ 2 จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์มานั้นไม่ถูกต้อง จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37998 และ 38002 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า 200 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชนี พิฑูรกิจจาหรือสัตย์ศรี
จ่าสิบตำรวจประยุทธ แป้นพัด หรือดาบตำรวจประยุทธ แป้นพัด
จำเลย — หรือนายประยุทธ แป้นพัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายศักดิ์เสถียร สวนสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7546/2548
#268375
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประกันตัวผู้ต้องหาระบุเพียงว่า หากผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัดยินยอมใช้เงิน 400,000 บาท โดยมิได้กำหนดเรื่องดอกเบี้ยไว้ด้วย แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาและจะต้องชำระเบี้ยปรับจำนวนดังกล่าวซึ่งเป็นหนี้เงินจึงอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในระหว่างผิดนัด เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระเงินในวันที่ 12 เมษายน 2542 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จึงถือว่าผิดนัดต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่สอบสวนคดีอาญาภายในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ ควบคุมตัวผู้ต้องหาและปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ซึ่งอยู่ในความควบุคมของโจทก์ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2541 เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมนายวันชัยหรือสุกิจ พสุธาสถิต ผู้ต้องหา และโจทก์ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาเพื่อทำการสอบสวน ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันยื่นคำร้องขอประกันตัวผู้ต้องหาโดยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 888 ของจำเลยที่ 1 มามอบไว้เป็นหลักประกัน โดยจำเลยทั้งสองสัญญาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาต่อโจทก์ตามที่โจทก์กำหนดนัด หากจำเลยทั้งสองผิดนัดยินยอมให้ชดใช้เงินตามสัญญาประกันเป็นเงิน 400,000 บาท จำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อในสัญญาประกันในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2542 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ในฐานะนายประกันและผู้รับมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ให้นำตัวผู้ต้องหามาส่งโจทก์ในวันที่ 19 มีนาคม 2542 แต่จำเลยทั้งสองไม่สามารถส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดใช้เงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดสัญญา โจทก์ได้ทางถามให้จำเลยทั้งสองชำระเงินดังกล่าวด้วย แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดใช้เงิน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 50,246.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 450,246.60 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาตามโจทก์ฟ้องจริง แต่จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งจากโจทก์ให้นำตัวผู้ต้องหาไปส่งมอบให้แก่โจทก์ และไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดนัด จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 400,000 บาท และในสัญญาประกันไม่ได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหากับโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชดใช้เงินให้แก่โจทก์ สัญญาไม่ได้ระบุว่าหากผิดนัดแล้ว จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่โจทก์ และฟ้องของโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากนำคดีมาฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งจากโจทก์ให้นำตัวผู้ต้องหาไปส่งมอบแก่โจทก์ตามฟ้องและได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระเงินตามสัญญาประกันแล้ว และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 450,246.60 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงิน 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า ตามสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.9 ระบุเบี้ยปรับไว้แน่นอนแล้วจำนวน 400,000 บาท มิได้ระบุดอกเบี้ยไว้ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี เห็นว่า แม้สัญญาประกันเอกสารหมาย จ.9 ข้อ 2 ระบุเพียงว่า หากผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัด ยินยอมใช้เงิน 400,000 บาท โดยมิได้กำหนดเรื่องดอกเบี้ยไว้ด้วยกัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาและจะต้องชำระเบี้ยปรับจำนวน 400,000 บาท หนี้เบี้ยปรับดังกล่าวเป็นหนี้เงินจึงอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งบัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี..." ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหา โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับจำนวน 400,000 บาท แต่หนี้เงินเบี้ยปรับนี้จะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดต้องรับผิดดอกเบี้ยเมื่อโจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงว่าได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระเงินเบี้ยปรับตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และ 4 แล้ว ซึ่งครบกำหนดชำระเงินตามหนังสือทวงถามในวันที่ 12 เมษายน 2542 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินเบี้ยปรับในวันดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2542 ที่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งตัวผู้ต้องหานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหากับโจทก์ แล้วไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนด กรณีจึงเป็นเรื่องผิดสัญญา และกรณีนี้กฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มิใช่อายุความ 1 ปี ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 224 ม. 379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ
จำเลย — นายสมชัย วนาศรีสันต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7546/2548
#272563
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาประกันตัวผู้ต้องหาระบุเพียงว่า หากผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัดยินยอมชดใช้เงิน 400,000 บาท โดยมิได้กำหนดเรื่องดอกเบี้ยไว้ด้วย แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาและจะต้องชำระเบี้ยปรับจำนวน 400,000 บาท หนี้เบี้ยปรับดังกล่าวเป็นหนี้เงินจึงต้องอยู่ในบังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 224 ซึ่งให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี แต่หนี้เงินเบี้ยปรับนี้ จะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดต้องรับผิด เมื่อโจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระเงินเบี้ยปรับ ซึ่งครบกำหนดเวลาชำระเงินตามหนังสือทวงถามในวันที่ 12 เมษายน 2542 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินเบี้ยปรับในวันดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหากับโจทก์ แล้วไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนด กรณีจึงเป็นเรื่องผิดสัญญา และกรณีนี้กฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจากการผิดสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาจำนวน 450,246.60 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งจากโจทก์ให้นำตัวผู้ต้องหาไปส่งมอบแก่โจทก์ตามฟ้องและได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระเงินตามสัญญาประกันแล้ว และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 450,246.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า ตามสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.9 ระบุเบี้ยปรับไว้แน่นอนแล้วจำนวน 400,000 บาท มิได้ระบุดอกเบี้ยไว้ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี เห็นว่า แม้สัญญาประกันเอกสารหมาย จ.9 ข้อ 2 ระบุเพียงว่า หากผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัด ยินยอมใช้เงิน 400,000 บาท โดยมิได้กำหนดเรื่องดอกเบี้ยไว้ด้วยกันแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งผู้ต้องหาและจะต้องชำระเบี้ยปรับจำนวน 400,000 บาท หนี้เบี้ยปรับดังกล่าวเป็นหนี้เงินจึงอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งบัญญัติว่า "หนี้เงินนั้นท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี..." ดังนั้น จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหา โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับจำนวน 400,000 บาท แต่หนี้เงินเบี้ยปรับนี้จะถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดต้องรับผิดดอกเบี้ยเมื่อโจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 แถลงรับข้อเท็จจริงว่าได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระเงินเบี้ยปรับตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และ 4 แล้ว ซึ่งครบกำหนดชำระเงินตามหนังสือทวงถามในวันที่ 12 เมษายน 2542 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินเบี้ยปรับในวันดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2542 ที่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งตัวผู้ต้องหานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหากับโจทก์ แล้วไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนด กรณีจึงเป็นเรื่องผิดสัญญา และกรณีนี้กฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มิใช่มีอายุความ 1 ปีดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 204 ม. 224
ชื่อคู่ความ
พนักงานสอบสวน
โจทก์ — สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ
นายสมชัย วนาศรีสันต์
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7544/2548
#266745
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยต้องรับผิดตามเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 การที่จำเลยขอหักกลบลบหนี้เงินค่าแชร์กับหนี้เงินต้นเงินยืมตามเช็คพิพาทกับดอกเบี้ยนั้น ถือว่าจำเลยประสงค์จะนำหนี้ค่าแชร์ที่โจทก์อ้างว่าเป็นหนี้จำเลยจำนวน 800,000 บาท มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ตามเช็คพิพาทในชั้นศาล โจทก์นำสืบโต้เถียงว่าโจทก์กับจำเลยได้ตกลงหนี้สินระหว่างกันแล้วโดยให้หักค่าแชร์ที่โจทก์จะต้องชำระอีก 1,200,000 บาท กับหนี้เงินยืมที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ เมื่อตกลงแล้วโจทก์ได้คืนเช็คตามจำนวนหนี้ที่หักหนี้ให้แก่จำเลยและจำเลยมีหน้าที่ชำระค่าแชร์แทนโจทก์ หลังจากหักหนี้กันแล้วจำเลยยังค้างชำระหนี้โจทก์จำนวน 759,040 บาท ซึ่งจำเลยได้สั่งจ่ายเป็นเช็ค 4 ฉบับ อันเป็นการต่อสู้ว่าหนี้ค่าแชร์ที่โจทก์จะต้องชำระให้จำเลยนั้นระงับไปแล้วด้วยการหักกลบลบหนี้ โจทก์ไม่มีหนี้ที่ต้องชำระแก่จำเลยอีก ถือได้ว่าสิทธิเรียกร้องที่จำเลยนำมาหักกลบลบหนี้ยังมีข้อต่อสู้อยู่ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 344 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องใดยังมีข้อต่อสู้อยู่ สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าหาอาจจะเอามาหักกลบลบหนี้ได้ไม่" ดังนั้นจำเลยจึงนำสิทธิเรียกร้องค่าแชร์ที่ชำระแทนโจทก์ไปขอหักกลบลบหนี้กับโจทก์ตามเช็คพิพาทไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็ค 4 ฉบับ รวมจำนวนเงิน 796,992 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 759,040 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่าจำเลยขอหักกลบลบหนี้ค่าแชร์กับหนี้เงินยืมตามเช็คพิพาทและดอกเบี้ย เมื่อหักแล้วจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อีก 6 บาท และขอให้พิพากษาให้โจทก์ชำระเงินค่าไก่และค่าขนส่งที่ค้างชำระจำนวน 12,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าไม่ได้ค้างชำระค่าไก่และค่าขนส่ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 759,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 27 มกราคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 37,952 บาท และให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 12,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้ง (2 พฤศจิกายน 2541) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คอ้างว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้เงินยืม จำเลยให้การในส่วนเช็คพิพาทว่าเมื่อจำเลยหักกลบลบหนี้ราคาไก่ที่โจทก์เป็นหนี้จำเลยกับหนี้เงินยืมแล้ว จำเลยยังเป็นหนี้ต้นเงินยืมตามเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ เป็นเงิน 759,040 บาท ซึ่งเท่ากับจำเลยให้การยอมรับว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้เงินยืมให้แก่โจทก์ เช็คพิพาทจึงมีมูลหนี้ จำเลยต้องรับผิดตามเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 การที่จำเลยให้การต่อมาอ้างว่าโจทก์เป็นหนี้ค่าแชร์ไม่ยอมชำระหนี้แก่ลูกแชร์ แต่ให้จำเลยชำระค่าแชร์แทนโจทก์ไป 8 งวด เป็นเงิน 800,000 บาท จำเลยย่อมเป็นเจ้าหนี้โจทก์ที่จะได้รับชดใช้คืนจากโจทก์ จำเลยขอหักกลบลบหนี้เงินค่าแชร์กับหนี้ต้นเงินยืมตามเช็คพิพาทกับดอกเบี้ยนั้น เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยถือว่าจำเลยประสงค์จะนำหนี้ค่าแชร์ที่อ้างว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยจำนวน 800,000 บาท มาหักกลบลบหนี้ตามเช็คพิพาทในชั้นศาล โจทก์นำสืบโต้เถียงว่าโจทก์กับจำเลยได้ตกลงหนี้สินระหว่างกันแล้วโดยให้หักค่าแชร์ที่โจทก์จะต้องชำระอีก 1,200,000 บาท กับหนี้เงินยืมที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ เมื่อตกลงแล้วโจทก์ได้คืนเช็คตามจำนวนที่หักหนี้ให้แก่จำเลยและจำเลยมีหน้าที่ชำระค่าแชร์แทนโจทก์ หลังจากหักหนี้กันแล้วจำเลยยังค้างชำระหนี้โจทก์จำนวน 759,000 บาท ซึ่งจำเลยได้สั่งจ่ายเป็นเช็คพิพาท 4 ฉบับ อันเป็นการต่อสู้ว่าหนี้ค่าแชร์ที่โจทก์จะต้องชำระให้จำเลยนั้นระงับไปแล้วด้วยการหักกลบลบหนี้โจทก์ไม่มีหนี้ที่ต้องชำระแก่จำเลยอีก ถือได้ว่าสิทธิเรียกร้องที่จำเลยนำมาขอหักกลบลบหนี้ยังมีข้อต่อสู้อยู่ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องใดยังมีข้อต่อสู้อยู่ สิทธิเรียกร้องนั้นท่านว่าหาอาจจะเอามาหักกลบลบหนี้ได้ไม่ ดังนั้นจำเลยจึงนำสิทธิเรียกร้องค่าแชร์ที่ชำระแทนโจทก์ไปมาขอหักกลบลบหนี้กับโจทก์ตามเช็คพิพาทไม่ได้ ทั้งไม่มีข้อที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่าหนี้ค่าแชร์ที่จำเลยชำระแทนโจทก์ไปจำนวน 800,000 บาท ระงับไปด้วยการหักกลบลบหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ราคาไก่แก่จำเลยจำนวน 12,376 บาท ตามฟ้องแย้ง คดีถึงที่สุดแล้ว เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีเห็นควรนำหนี้ที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยมาหักกับหนี้ที่จำเลยต้องชำระตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ คงเหลือหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระจำนวน 746,664 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 746,664 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 27 มกราคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 37,952 บาท) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 ม. 344
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจงกล วิรุณราช
จำเลย — นางสุนิสา ด่านอรุณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจักร อุตตโม
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7543/2548
#266504
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนจะวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำร้อง ก็เป็นเพียงการรับรองสิทธิในที่ดินแก่ผู้ร้อง ทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้แก้ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดมาเป็นชื่อผู้ร้อง ตามที่ ป. ที่ดิน มาตรา 57 บัญญัติไว้ การที่เจ้าพนักงานที่ดินปฏิเสธการใช้สิทธิของผู้ร้องโดยอ้างเหตุว่าผู้ร้องไม่ยินยอมชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตาม ป. ที่ดิน มาตรา 103 เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ผู้ร้องพึงต้องนำคดีมาสู่ศาลในลักษณะของคดีมีข้อพิพาท การที่ผู้ร้องนำคดีเข้าสู่ศาลโดยทำเป็นคำร้องขอเพราะถือเป็นการใช้สิทธิทางศาล ไม่มีกฎหมายรองรับให้กระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้ศาลมีคำสั่งให้แก้ชื่อจากนายนิพนธ์ อุดมมะนะ นายประเสริฐ อุดมมะนะ นางนิภาภรณ์ อุดมมะนะ นายวีรชัย อุดมมะนะ นางสาวอัญชนา อุดมมะนะ และนายศุภชัย อุดมมะนะ เป็นชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสารบบจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 12648 ตำบลพระโขนง (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยให้ได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวน ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องขอแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการจดทะเบียนแก้ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12648 ตำบลพระโขนง (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จากบุคคลอื่นมาเป็นผู้ร้อง โดยเจ้าพนักงานที่ดินไม่มีอำนาจเรียกค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจากผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า แม้คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวจะวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำร้องขอ ก็เป็นเพียงการวินิจฉัยรองรับสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ร้อง ทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ทำการแก้ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินตามคำร้องมาเป็นชื่อของผู้ร้องเพื่อให้ถูกต้องตามที่ ป. ที่ดิน มาตรา 57 บัญญัติไว้ แต่เมื่อการใช้สิทธิของผู้ร้องถูกเจ้าพนักงานที่ดินปฏิเสธโดยอ้างเหตุผู้ร้องไม่ยินยอมชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามมาตรา 103 จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องโดยตรง ต้องตามบทบัญญัติมาตรา 55 แห่ง ป.วิ.พ. ซึ่งหากผู้ร้องประสงค์ให้ศาลบังคับให้ได้ผลตามสิทธิของตนโดยผู้ร้องเห็นว่าเจ้าพนักงานที่ดินไม่มีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ร้อง ผู้ร้องก็พึงต้องนำคดีมาสู่ศาลในลักษณะของคดีมีข้อพิพาทโดยต้องฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินต่อศาลเพื่อให้วินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานที่ดินมีเหตุตามกฎหมายในการไม่ยอมจดทะเบียนแก้ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำร้องมาเป็นผู้ร้อง เพียงเพราะผู้ร้องไม่ยินยอมชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้หรือไม่ ฉะนั้น การที่ผู้ร้องนำคดีนี้เข้าสู่ศาลโดยทำเป็นคำร้องขอเพราะถือว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาล ทั้ง ๆ ที่ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายรองรับให้กระทำได้ จึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยยกคำร้องขอของผู้ร้องมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (2) ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 57 ม. 103
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายจำเริญ ศุภประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7543/2548
#268357
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนที่วินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินตามคำร้องขอ เป็นเพียงการวินิจฉัยรองรับสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ร้อง ทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้แก้ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินมาเป็นชื่อของผู้ร้องตามที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 57 บัญญัติไว้ แต่เมื่อการใช้สิทธิของผู้ร้องถูกเจ้าพนักงานที่ดินปฏิเสธโดยอ้างเหตุผู้ร้องไม่ยอมชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนตามมาตรา 103 จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องโดยตรง ต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ผู้ร้องต้องนำคดีมาสู่ศาลเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยต้องฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินต่อศาลเพื่อให้วินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานที่ดินมีเหตุตามกฎหมายในการไม่ยอมจดทะเบียนหรือไม่ ฉะนั้นการที่ผู้ร้องนำคดีเข้าสู่ศาลโดยทำเป็นคำร้องขอเพราะถือว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาล ทั้ง ๆ ที่ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายรองรับให้กระทำได้จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12648 โดยผู้ร้องซื้อที่ดินแปลงนี้พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินจากนายสุรพล ขัมพานนท์ เมื่อปี 2507 และให้นายอุดม อุดมมะนะ เพื่อนของผู้ร้องใส่ชื่อในสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินถือกรรมสิทธิ์แทน ผู้ร้องได้เข้าครอบครองที่ดินและใช้บ้านซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินอยู่อาศัยตลอดมา นายอุดมถึงแก่ความตายเมื่อปี 2527 ได้มีการขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของนายอุดมด้วย และมีการแบ่งมรดกโดยใส่ชื่อนายนิพนธ์ อุดมมะนะ นายประเสริฐ อุดมมะนะ นางนิภาภรณ์ อุดมมะนะ นายวีรชัย อุดมมะนะ นางสาวอัญชนา อุดมมะนะ และนายศุภชัย อุดมมะนะ รวม 6 คน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกัน ต่อมานายประเสริฐได้เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่ผู้ร้องกับพวกออกไปจากที่ดิน ผู้ร้องต่อสู้คดีว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินแต่จดทะเบียนใส่ชื่อนายอุดม อุดมมะนะ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ร้อง ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท การซื้อขายที่ดินระหว่างผู้ร้องกับนายสุรพลนั้นได้เสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแล้ว ผู้ร้องนำคำพิพากษาศาลฎีกาไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครเพื่อให้แก้ชื่อในสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินจากบุคคลทั้งหกเป็นชื่อของผู้ร้อง โดยให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เพราะมิได้ทำการโอนที่ดินหรือทำนิติกรรม เป็นเพียงแต่การแก้ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเสียให้ถูกต้องเท่านั้น แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ยอมแก้ชื่อในสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดิน โดยแจ้งให้ผู้ร้องเสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เว้นแต่จะมีคำสั่งศาลมาแสดงว่าไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ขอให้ศาลมีคำสั่งให้แก้ชื่อจากนายนิพนธ์ อุดมมะนะ นายประเสริฐ อุดมมะนะ นางนิภาภรณ์ อุดมมะนะ นายวีรชัย อุดมมะนะ นางสาวอัญชนา อุดมมะนะ และนายศุภชัย อุดมมะนะ เป็นชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสารบัญจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 12648 ตำบลพระโขนง (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวน ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องขอแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ให้งดไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการจดทะเบียนแก้ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12648 ตำบลพระโขนง (ที่ 11 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จากบุคคลอื่นมาเป็นผู้ร้องดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6663/2542 ระหว่างนายประเสริฐ อุดมมะนะ โจทก์ นายจำเริญ ศุภประเสริฐ กับพวกจำเลย ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำร้องขอนี้ โดยเจ้าพนักงานที่ดินไม่มีอำนาจเรียกค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจากผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า แม้คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าวจะวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำร้องขอ ก็เป็นเพียงการวินิจฉัยรองรับสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ร้อง ทำให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ทำการแก้ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินตามคำร้องมาเป็นชื่อของผู้ร้องเพื่อให้ถูกต้องตามที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 57 บัญญัติไว้ แต่เมื่อการใช้สิทธิของผู้ร้องถูกเจ้าพนักงานที่ดินปฏิเสธโดยอ้างเหตุผู้ร้องไม่ยินยอมชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามมาตรา 103 จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องโดยตรง ต้องตามบทบัญญัติมาตรา 55 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งหากผู้ร้องประสงค์ให้ศาลบังคับให้ได้ผลตามสิทธิของตนโดยผู้ร้องเห็นว่าเจ้าพนักงานที่ดินไม่มีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ร้อง ผู้ร้องก็พึงต้องนำคดีมาสู่ศาลในลักษณะของคดีมีข้อพิพาทโดยต้องฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินต่อศาลเพื่อให้วินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานที่ดินมีเหตุตามกฎหมายในการไม่ยอมจดทะเบียนแก้ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำร้องมาเป็นผู้ร้อง เพียงเพราะผู้ร้องไม่ยินยอมชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้หรือไม่ ฉะนั้น การที่ผู้ร้องนำคดีนี้เข้าสู่ศาลโดยทำเป็นคำร้องขอเพราะถือว่าเป็นการใช้สิทธิทางศาล ทั้ง ๆ ที่ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายรองรับให้กระทำได้ จึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยยกคำร้องขอของผู้ร้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 57 ม. 103
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายจำเริญ ศุภประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7542/2548
#266403
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิม ช. ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่เศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2482 อันเป็นที่พิพาทคดีนี้ โดยโจทก์ให้การและนำสืบต่อสู้คดีว่า โจทก์และ พ. ร่วมกันซื้อที่ดินตามฟ้อง ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่าที่ดิน 1 ไร่เศษ เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทและเป็นของ ช. ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง คำพิพากษาคดีเดิมจึงผูกพันคู่ความคือ ช. และโจทก์คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่า เจ้าหน้าที่ได้ออก น.ส. 3 ก. เลขที่ 2482 ซึ่งมีชื่อจำเลยทั้งสองในทะเบียนที่ดินทับที่ดินของโจทก์และ พ. โดยจำเลยทั้งสองดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินต่อจาก ช. ทำให้โจทก์และกองมรดกของ พ. ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และมรดกของ พ. กับขอให้เพิกถอน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2482 แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. ซึ่งถือได้ว่าเป็นบริวารของโจทก์ในคดีเดิม โจทก์ก็คือคู่ความฝ่ายจำเลยในคดีเดิมนั่นเอง ส่วนจำเลยทั้งสองซึ่งร่วมกันซื้อที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2482 จาก ช. และ ย. จำเลยทั้งสองก็คือผู้รับโอนสิทธิจากคู่ความในคดีเดิมคือ ช. ซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ในคดีเดิม ดังนี้ เมื่อคดีมีประเด็นข้อพิพาทต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2482 ตามฟ้องเป็นของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้รับโอนสิทธิจาก ช. อันจะพึงส่งผลให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิขอให้ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้ได้หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ย่อมเป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินมือเปล่าตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่จำนวน 2 ไร่ เป็นที่ดินของโจทก์และเป็นที่ดินมรดกของพันตรีไพรัชให้เพิกถอนเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ซึ่งออกทับที่ดินโจทก์และกองมรดกของพันตรีไพรัช หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ในประเด็นโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า โจทก์ฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินจำนวน 5,050 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองได้ซื้อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้จากนายเชียรและพันตำรวจตรีพยุงเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 และได้ยื่นคำขอต่อทางราชการให้ออกโฉนดที่ดิน แต่โจทก์ยื่นคำคัดค้านอ้างเหตุเป็นที่ดินของโจทก์ครอบครองต่อเนื่องมาจากพันตรีไพรัชผู้เป็นสามี แต่ทางราชการสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีมีคำสั่งไม่รับคำคัดค้าน โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้และเดิมนายเชียรเคยฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นให้ขับไล่โจทก์คดีนี้และบริวารออกจากที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่เศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทคดีนี้ คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่าที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่เศษ ตามฟ้องในคดีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทคดีนี้และเป็นของนายเชียร พิพากษาห้ามจำเลย (โจทก์คดีนี้) และบริวารเข้าเกี่ยวข้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตรีไพรัชผู้วายชนม์และให้การกับนำสืบต่อสู้ในคดีเดิมที่ถูกนายเชียรฟ้องว่า จำเลยและพันตรีไพรัชร่วมกันซื้อที่ดินตามฟ้องในคดีนั้น แต่คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนายเชียร คำพิพากษาในคดีเดิมจึงผูกพันคู่ความคือนายเชียรและจำเลย (โจทก์คดีนี้) ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตรีไพรัชซึ่งถือได้ว่าเป็นบริวารของจำเลยในคดีเดิม โจทก์ก็คือคู่ความฝ่ายจำเลยในคดีเดิมนั่นเอง ส่วนจำเลยทั้งสองซึ่งร่วมกันซื้อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้จากนายเชียรและพันตำรวจตรีพยุง จำเลยทั้งสองก็คือผู้รับโอนสิทธิจากคู่ความในคดีเดิมคือนายเชียรซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ ฉะนั้น เมื่อคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ตามฟ้องเป็นของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้รับโอนสิทธิจากนายเชียรอันจะพึงส่งผลให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิขอให้ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้ได้หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ย่อมเป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิมต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลาวัลย์ บำเรอพงษ์
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกอารมณ์ วิเลปะนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสมควร รักพินิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7542/2548
#272482
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตรี พ. ผู้วายชนม์ ให้การกับนำสืบต่อสู้ในคดีเดิมที่ถูก ช. ฟ้องขับไล่ว่า จำเลย (โจทก์คดีนี้) และพันตรี พ. ร่วมกันซื้อที่ดินตามฟ้องในคดีนั้น คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของ ช. ตามที่บรรยายฟ้องและนำสืบว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้ คำพิพากษาในคดีเดิมจึงผูกพันคู่ความคือ ช. และจำเลย (โจทก์คดีนี้) ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตรี พ. ซึ่งถือได้ว่าเป็นบริวารของจำเลยในคดีเดิม โจทก์ก็คือคู่ความฝ่ายจำเลยในคดีเดิมนั่นเอง ส่วนจำเลยทั้งสองซึ่งร่วมกันซื้อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้จาก ช. และพันตำรวจตรี ย. จำเลยทั้งสองก็คือผู้รับโอนสิทธิจากคู่ความในคดีเดิมคือ ช. ซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ ฉะนั้น เมื่อคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทต้องวินิจฉัยว่าที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ตามฟ้องเป็นของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้รับโอนสิทธิจาก ช. อันจะพึงส่งผลให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิขอให้ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้ได้หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ย่อมเป็นฟ้องซ้ำกับดคีเดิมต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินมือเปล่าตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่จำนวน 2 ไร่ เป็นที่ดินของโจทก์และเป็นที่ดินมรดกของพันตรีไพรัช บำเรอพงษ์ ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ซึ่งออกทับที่ดินโจทก์และกองมรดกของพันตรีไพรัช หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ในประเด็นโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า โจทก์ฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวีธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองได้ซื้อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้จากนายเชียร แก้วกัญญา และพันตำรวจตรีพยุง คงแจ้ง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 และได้ยื่นคำขอต่อทางราชการให้ออกโฉนดที่ดิน แต่โจทก์ยื่นคำคัดค้านอ้างเหตุเป็นที่ดินของโจทก์ครอบครองต่อเนื่องมาจากพันตรีไพรัช บำเรอพงษ์ ผู้เป็นสามี แต่ทางราชการสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีมีคำสั่งไม่รับคำคัดค้าน โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้และเดิมนายเชียรเคยฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นให้ขับไล่โจทก์คดีนี้และบริวารออกจากที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่เศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทคดีนี้ คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่าที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่เศษ ตามฟ้องในคดีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทคดีนี้และเป็นของนายเชียร พิพากษาห้ามจำเลย (โจทก์คดีนี้) และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินตามฟ้องคือคดีหมายเลขแดงที่ 1979/2537 ของศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6493/2540 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1979/2537 ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตรีไพรัชผู้วายชนม์และให้การกับนำสืบต่อสู้ในคดีเดิมที่ถูกนายเชียรฟ้องว่า จำเลยและพันตรีไพรัชร่วมกันซื้อที่ดินตามฟ้องในคดีนั้น แต่คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนายเชียรตามที่บรรยายฟ้องและนำสืบว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้ คำพิพากษาในคดีเดิมจึงผูกพันคู่ความคือนายเชียรและจำเลย (โจทก์คดีนี้) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตรีไพรัชซึ่งถือได้ว่าเป็นบริวารของจำเลยในคดีเดิม โจทก์ก็คือคู่ความฝ่ายจำเลยในคดีเดิมนั่นเอง ส่วนจำเลยทั้งสองซึ่งร่วมกันซื้อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้จากนายเชียรและพันตำรวจตรีพยุง จำเลยทั้งสองก็คือผู้รับโอนสิทธิจากคู่ความในคดีคือนายเชียรซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ ฉะนั้น เมื่อคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ตามฟ้องเป็นของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้รับโอนสิทธิจากนายเชียรอันจะพึงส่งผลให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิขอให้ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้ได้หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ย่อมเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1979/2537 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลาวัลย์ บำเรอพงษ์
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกอารมณ์ วิเลปะนะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7539/2548
#266517
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นหนี้โจทก์ผู้รับจำนองที่ดินจำนวน 10 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่ง เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าวโจทก์ได้ขอศาลออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดไปแล้ว จำนวน 8 แปลง และมีการไถ่ถอนที่ดินทรัพย์จำนองของจำเลยอีกจำนวน 2 แปลง สัญญาจำนองจึงเป็นอันระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 เมื่อโจทก์นำหนี้ดังกล่าวที่ยังค้างชำระมายื่นฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายภายหลังจากสิทธิตามสัญญาจำนองของโจทก์ระงับสิ้นไปแล้ว โจทก์จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนองในขณะยื่นฟ้องคดีล้มละลายที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 10 (2) แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้โจทก์จำนวน 10 แปลง ได้มีการขายทอดตลาดและไถ่ถอนจำนองไปแล้วก่อนฟ้อง โจทก์จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันตามที่ศาลล้มละลายกลางมีคำวินิจฉัยมานั้น เห็นว่า ตามสำเนาบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินครั้งที่ 1 และที่ 2 สำเนาประกาศขายทอดตลาด และหนังสือขอไถ่ถอนที่ดิน ปรากฏข้อเท็จจริงว่าทรัพย์จำนองของจำเลยที่ดินโฉนดเลขที่ 189 และ 402 ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1399 ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เจ้าพนักงานบังคับคดีนำออกขายทอดตลาดแล้วเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 และวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ที่ดินโฉนดเลขที่ 1349 และ 1350 ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีการถอนการยึดและนางสาวชุมสายน้องสาวของจำเลยได้ไถ่ถอนจำนองไปแล้วในราคา 375,200 บาท เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 188, 403, 820 และ 821 และ น.ส.3 ก. เลขที่ 1352 ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองแล้วเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2547 สัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงเป็นอันระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 โจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2547 ภายหลังจากสิทธิตามสัญญาจำนองดังกล่าวระงับสิ้นไปแล้ว โจทก์จึงมิใช่เจ้าหนี้มีประกันผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนองในขณะยื่นฟ้องคดีล้มละลายที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ที่ศาลล้มละลายกลางเห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่าจำเลยมีหนี้สินล้มพ้นตัวหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลายหรือไม่นั้น แม้ศาลล้มละลายกลางยังไม่ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยแต่เมื่อพยานหลักฐานต่าง ๆ ในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยก่อน และข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นแล้วว่า จำเลยได้ถูกยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วตามหมายบังคับคดีกรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว โดยทางนำสืบของจำเลยกล่าวอ้างว่า ทรัพย์สินที่ดินของจำเลยจำนวน 10 แปลง ที่จดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์มีราคามากกว่าหนี้ตามฟ้องนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงแล้วว่าภายหลังจากมีการขายทอดตลาดและไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้งสิบแปลงดังกล่าว จำเลยยังคงมียอดหนี้ค้างชำระโจทก์ ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2547 จำนวน 11,699,789.91 บาท ตามสำเนาบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงินครั้งที่ 2 ส่วนทรัพย์สินอื่นของจำเลยปรากฏเพียงว่าจำเลยซึ่งประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างมีงานรับเหมาก่อสร้างอาคาร 7 ชั้น จากนายสุนิตย์ ผู้ว่าจ้าง ตามสำเนาสัญญาจ้างซึ่งกล่าวอ้างว่าเมื่องานเสร็จจะมีกำไรประมาณ 1,000,000 บาท ก็ไม่เพียงพอ ชำระหนี้แก่โจทก์แต่ประการใด ทางนำสืบของจำเลยไม่อาจนำมารับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (5) ม. 10 (2)
ป.พ.พ. ม. 744
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเสวก สิงคบุรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวอัจฉรา ประจันนวล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7508 -ที่ 7528/2548
#267490
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องเดิมของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทำงานทุกวันเพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีวัตถุดิบซึ่งไม่ใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างในช่วงที่โจทก์ไม่ได้ทำงานด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานซึ่งพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าจ้างช่วงที่จำเลยที่ 1 ไม่มีงานให้โจทก์ทำและค่าชดเชยแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ดังนี้ คำฟ้องเดิมจึงเป็นการฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายเงินตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 124 วรรคสาม อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของจำเลยที่ 1 กรณีโจทก์ไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานอันเป็นเท็จ ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงนั้น เป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งไม่เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งยี่สิบเอ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 8 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 21

โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดสำนวนฟ้องจำเลยทั้งสามทั้งยี่สิบเอ็ดสำนวนขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายค่าจ้างค้างและค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน

จำเลยทั้งสามทั้งยี่สิบเอ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของจำเลยที่ 1 คนละ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลแรงงานภาค 8 อนุญาต

ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งยี่สิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องเดิมของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดอ้างว่าโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดไม่ได้ทำงานทุกวันเพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีวัตถุดิบ ซึ่งไม่ใช่เป็นความผิดของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างในช่วงที่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดไม่ได้ทำงานด้วย และต่อมาจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดโดยไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดจึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานซึ่งพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายค่าจ้างช่วงที่จำเลยที่ 1 ไม่มีงานให้โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดทำและค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายเงินดังกล่าวแก่โจทก์ คำฟ้องเดิมเป็นการฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายเงินตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ขอให้บังคับโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของจำเลยที่ 1 กรณีโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานอันเป็นเท็จ ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงนั้น เป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งไม่เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิมฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งยี่สิบเอ็ดสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 124 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคำพันธุ์ เศษบุปผา กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.พี.พี.พาราวู้ด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา