คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7750/2548
#268403
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสี่ มุ่งเอาผิดแก่ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคนถ้าผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดใช้ปืนยิงจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดเมื่อจำเลยที่ ๑ ใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์

การปล้นทรัพย์จะขาดตอนแล้วหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีตามข้อเท็จจริงที่ได้ความซึ่งมิได้จำกัดด้วยระยะทาง แม้จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ออกมาเกือบถึงถนนสายป่าโมก - สุพรรณบุรีแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในบริเวณสถานีบริการน้ำมันที่เกิดเหตุซึ่งทางฝ่ายผู้เสียหายกับพวกยังอาจติดตามขัดขวางการปล้นทรัพย์นั้นได้ ยังอยู่ในขั้นตอนของการพาเอาทรัพย์ไป การปล้นทรัพย์ของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงยังไม่ขาดตอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยทั้งสองกับนายนิติพรหรือแบงค์ เรืองหิรัญวนิช นายสมคิดหรือเก๋ ศิริเวช ซึ่งถูกแยกไปดำเนินคดีที่แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวของศาลชั้นต้น และพวกอีก 3 คน ร่วมกันมีอาวุธปืนสั้นไม่มีเครื่องหมายทะเบียน 1 กระบอก กระสุนปืนหลายนัดโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ พาอาวุธปืนกระบอกนั้นติดตัวไปบนถนนสายป่าโมก - สุพรรณบุรีและสถานีบริการน้ำมันทรงพลบริการ ตำบลป่าโมก อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่มีเหตุสมควรแล้วปล้นเงินสด 4,900 บาท ของนางจินตนา ผ่องพุฒิ ผู้เสียหายไปจากความครอบครองของนายพิทยา สุขแพทย์ พนักงานเติมน้ำมันซึ่งเป็นลูกจ้าง ใช้อาวุธปืนขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะยิงนายพิทยาให้ตาย และยิงปืนขึ้นฟ้า 2 นัด เพื่อข่มขู่มิให้นายพิทยากับพวกติดตามจำเลยทั้งสองกับพวก โดยใช้รถจักรยานยนต์ 4 คัน เป็นยานพาหนะ เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 371, 91, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 4,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยแต่ละคนต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าต่างก็เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 18 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 19 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 9 ปี 9 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 4,900 บาท แก่ผู้เสียหายเนื่องจากศาลยังมิได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 370 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุกคนละ 24 ปี ลดโทษให้ตามมาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 12 ปี เมื่อรวมกับโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อีก 2 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกคนละ 12 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองกับพวกรวม 7 คน ร่วมกันมีอาวุธปืนสั้นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ 1 กระบอก กระสุนปืนหลายนัด พาอาวุธปืนกระบอกนั้นติดตัวไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและไม่มีเหตุสมควร ปล้นเงิน 4,900 บาท ของนางจินตนาผู้เสียหายไปจากความครอบครองดูแลของนายพิทยาลูกจ้างในสถานีบริการน้ำมันทรงพลบริการ โดยใช้อาวุธปืนขู่ว่าในทันใดนั้นจะยิงนายพิทยาให้ตาย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับเพื่อหลบหนีได้ใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า 2 นัด ก่อนออกจากบริเวณสถานีบริการน้ำมันแห่งนั้นในทำนองขู่นายพิทยากับพวกไม่ติดตาม แล้วพากันหลบหนีไป จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาดังกล่าว คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับการกระทำที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงขึ้นฟ้า 2 นัด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสี่ด้วยหรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าในการปล้นทรัพย์ผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษ ฯลฯ" แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า มุ่งเอาผิดแก่ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคน ถ้าผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย เพราะผู้กระทำอาจใช้อาวุธนั้นทำร้ายผู้เสียหายอันเป็นเหตุฉกรรจ์ได้ ความในวรรคสี่ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า "ถ้าการปล้นทรัพย์ได้กระทำโดย ฯลฯ ใช้ปืนยิง ฯลฯ ผู้กระทำต้องระวางโทษ ฯลฯ" แสดงให้เห็นต่อเนื่องกันไปว่าถ้าผู้กระทำแม้แต่คนหนึ่งคนใดใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์นั้น ผู้ร่วมปล้นทรัพย์ทุกคนก็ยังคงต้องร่วมรับผิดในการกระทำครั้งนั้นตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในมาตราเดียวกัน ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิด เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์ ข้อที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าในขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงนั้น จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ออกมาห่างจากนายพิทยาเกือบ 30 เมตร และอยู่ห่างจากถนนสายป่าโมก - สุพรรณบุรีเพียง 2 เมตรเท่านั้น ทำนองว่าการปล้นทรัพย์ขาดตอนไปแล้ว เห็นว่า การปล้นทรัพย์จะขาดตอนแล้วหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ ซึ่งมิได้จำกัดด้วยระยะทางดังที่จำเลยที่ 2 เข้าใจ คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 จะขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ออกมาเกือบถึงถนนสายป่าโมก - สุพรรณบุรีแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในบริเวณสถานีบริการน้ำมันที่เกิดเหตุซึ่งทางฝ่ายนายพิทยากับพวกยังอาจติดตามขัดขวางการปล้นทรัพย์นั้นได้ ยังอยู่ในขั้นตอนของการพาเอาทรัพย์ไป การปล้นทรัพย์ของจำเลยทั้งสองกับพวกจึงยังไม่ขาดตอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับการที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงในการปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสี่ จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายนิทัศน์หรือโหน แย้มวารี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7742/2548
#266534
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงระบุว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะก็ตาม แต่เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 มาตรา 4 และ 5 ที่ดินพิพาทจึงเป็นเพียงทรัพย์สินของแผ่นดิน มิใช่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) (3) ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เมื่อจำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 360, 362, 365 ป. ที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 9, 108 ทวิ กับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินของรัฐ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 365 (3) ประกอบด้วยมาตรา 362 จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงระบุไว้ชัดเจนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) ผู้บุกรุกสาธารณสมบัติของแผ่นดินจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 นั้น เห็นว่า แม้ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงระบุว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 มาตรา 4 และ 5 ที่ดินพิพาทจึงเป็นเพียงทรัพย์สินของแผ่นดิน มิใช่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) (3) ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น เมื่อเทศบาลตำบลน้ำพองซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท มีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาท จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของเทศบาลตำบลน้ำพองโดยปกติสุข เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 (2) ม. 1304 (3)
ป.อ. ม. 362 ม. 365 (3)
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 ม. 4 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายรุ่งอรุณ ไชยแสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายจรูญ นาคเสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7742/2548
#268518
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงระบุว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ แต่เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาตรา 4 และ 5 จึงเป็นเพียงทรัพย์สินของแผ่นดิน มิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) (3) ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น เมื่อเทศบาลตำบลน้ำพองซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ให้ใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาท มีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดิน จำเลได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของเทศบาลน้ำพองโดยปกติสุข เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินและปลูกสร้างอาคารในที่ดินราชพัสดุ กระทรวงการคลัง แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ขก. 1923 (บางส่วน) ตำบลน้ำพอง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของเทศบาลตำบลน้ำพอง โดยจำเลยปลูกสร้างอาคารไม้ชั้นเดียว จำนวน 1 หลัง เป็นบ้านเพื่ออยู่อาศัยในบริเวณที่ดินดังกล่าว ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเทศบาลตำบลน้ำพองโดยปกติสุข และเป็นการทำให้เสียหายแก่ที่ดินดังกล่าว ทำให้ไร้ประโยชน์ โดยเทศบาลตำบลน้ำพองไม่สามารถปรับปรุงที่ดินบริเวณดังกล่าวให้เป็นสถานที่พักผ่อน สวนสาธารณะและสนามกีฬาสำหรับประชาชนได้ ทั้งนี้ โดยจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลน้ำพอง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360, 362, 365 ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 9, 108 ทวิ กับให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินของรัฐดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบด้วยมาตรา 362 จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทตามสำเนาแผนที่เอกสารหมาย จ.12 เป็นส่วนหนึ่งของที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ขก.1923 ตำบลน้ำพอง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น จำเลยปลูกบ้านและต้นไม้ในที่ดินพิพาทเส้นสีแดงหมายเลข 17 และ 21 ตามเอกสารหมาย จ.12 วันที่ 14 มีนาคม 2543 กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง อนุญาตให้เทศบาลตำบลน้ำพองใช้ที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวเนื้อที่ 80 ไร่ 2 งาน 14 ตารางวา เพื่อจัดทำโครงการสถานที่พักผ่อน สวนสาธารณะและสนามกีฬา ตามเอกสารหมาย จ.3 ต่อเทศบาลตำบลน้ำพองมีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.6 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสารหมาย จ.1 ระบุไว้ชัดเจนว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทเพื่อใช้ประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) ผู้บุกรุกสาธารณสมบัติของแผ่นดินจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 นั้น เห็นว่า แม้ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสารหมาย จ.1 ระบุว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 มาตรา 4 และ 5 ที่ดินพิพาทจึงเป็นเพียงทรัพย์สินของแผ่นดิน มิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) (3) ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น เมื่อเทศบาลตำบลน้ำพองซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ให้ใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาท มีหนังสือแจ้งให้จำเลยออกจากที่ดินตามเอกสารหมาย จ.6 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของเทศบาลน้ำพองโดยปกติสุข เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362
ป.พ.พ. ม. 1304
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 ม. 4 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายรุ่งอรุณ ไชยแสง
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7732/2548
#272559
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากโจทก์ชำระเงินงวดที่ 11 ให้จำเลยที่ 1 แล้วโจทก์ไม่ได้ชำระเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารพิพาทไม่แล้วเสร็จจนปัจจุบันนี้เพราะมีปัญหาเรื่องการเงิน กรณีจึงเป็นที่เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าโดยพฤติการณ์แห่งคดีหรือโดยสภาพหรือโดยเจตนาของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาแล้ว จึงไม่มีเหตุผลอย่างใดที่โจทก์จะต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารพิพาทต่อไปอีก เพราะถึงอย่างไรจำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำการก่อสร้างอาคารพิพาทต่อไปอันเป็นการไม่ชำระหนี้อยู่ดีและหากยังคงให้โจทก์ต้องชำระเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 อีก ย่อมเป็นการยังความเสียหายแก่โจทก์เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น โจทก์จึงชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารพิพาทให้แล้วเสร็จอีก การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบแล้วและถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่พิพาท พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์ในราคา 1,050,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ติดต่อกันรวม 11 งวด แต่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเพียงบางส่วนและหยุดก่อสร้างจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 3 ปี โจทก์ติดตามทวงถามให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคาร แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ โจทก์ไม่ประสงค์จะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อไปจึงบอกเลิกสัญญา และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 222,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 222,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์ แต่โจทก์ไม่ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เป็นเหตุให้การก่อสร้างอาคารต้องหยุดลง โจทก์ไม่มีอำนาจบอกเลิกสัญญาโดยไม่บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารภายในเวลาพอสมควรก่อนการบอกเลิกจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ในราคา 1,050,000 บาท โจทก์ชำระค่างวดให้จำเลยที่ 1 รวม 11 งวด ตั้งแต่เดือนมกราคม 2539 ถึงเดือน พฤศจิกายน 2539 รวมเงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 222,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยที่ 1 คืนเงินให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ฝ่ายโจทก์มีโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า หลังจากโจทก์ชำระเงินค่าจอง ค่ามัดจำและค่างวดจำนวน 11 งวด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 222,000 บาท แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้ก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จจนปัจจุบันนี้ พยานได้ติดต่อจำเลยที่ 1 ตลอดมา แต่จำเลยที่ 1 ผัดผ่อนและไม่ได้ก่อสร้างอีก พยานจึงหยุดชำระเงินตั้งแต่งวดที่ 12 เป็นต้นมา พยานตกลงกับจำเลยที่ 1 ด้วยวาจาว่า อาคารที่จะซื้อจะขายจะเสร็จประมาณเดือนมกราคม 2540 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา พยานจึงให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วยังคงเพิกเฉยไม่ได้ติดต่อกับโจทก์อีกเลย ทั้งยังได้ความจากจำเลยที่ 2 นายวิทยา งานทวี และคำเบิกความของนายอุดมประทีป ณ ถลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 428/2543 ของศาลชั้นต้น สอดคล้องต้องกันและรับกับคำเบิกความของโจทก์อีกด้วยว่า หลังจากโจทก์ชำระเงินค่างวดที่ 11 ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 แล้ว นายอุดม ประทีป ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารพิพาทกับจำเลยที่ 1 ได้หยุดก่อสร้างอาคารพิพาทซึ่งอยู่ในงานช่วงที่ 2 ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2541 จนกระทั่งปัจจุบันนี้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 แจ้งให้รอการก่อสร้างไว้ก่อนเพราะมีปัญหาเรื่องการเงิน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าหลังจากโจทก์ชำระเงินงวดที่ 11 ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วโจทก์ไม่ได้ชำระเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารพิพาทไม่แล้วเสร็จจนปัจจุบันนี้เพราะมีปัญหาเรื่องการเงิน กรณีจึงเป็นที่เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า โดยพฤติการณ์แห่งคดีหรือโดยสภาพหรือโดยเจตนาของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญาแล้ว จึงไม่มีเหตุผลอย่างใดที่โจทก์จะต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารพิพาทต่อไปอีก เพราะถึงอย่างไรจำเลยที่ 1 ก็ไม่ทำการก่อสร้างอาคารพิพาทต่อไปอันเป็นการไม่ชำระหนี้อยู่ดีและหากยังคงให้โจทก์ต้องชำระเงินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 อีกย่อมเป็นการยังความเสียหายแก่โจทก์เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น โจทก์จึงชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารพิพาทให้แล้วเสร็จอีก การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบแล้ว และถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจะซื้อจะขายต่อโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปริศนา โทธรัตน์
จำเลย — บริษัททรัพย์พิมล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7731/2548
#267499
เปิดฉบับเต็ม

การโอนทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตาม พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ.2542 มาตรา 6 หมายถึงเฉพาะการโอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันที่กระทำระหว่างลูกหนี้ของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเท่านั้น ไม่ได้หมายความรวมถึงการโอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันให้แก่บุคคลภายนอกด้วย การที่โจทก์ผู้เป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินโอนทรัพย์สินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ให้แก่บุคคลอื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน เพื่อนำเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมาชำระหนี้สถาบันการเงิน จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับยกเว้นภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรที่ กค 0834/ภค 0007 และ กค 0834/ภค 0008 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2543 ทั้งสองฉบับ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม 2530 ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2539 โจทก์ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีบันทึกข้อตกลงแก้ไขสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบางมด รวม 5 ครั้ง วงเงิน 18,000,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2380 เลขที่ดิน 318 ตำบลจอมทอง (บางมด) อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เป็นประกัน ประมาณปี 2540 เกิดวิกฤติทางการเงิน โจทก์ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารตามที่ตกลงไว้ได้ จึงตกลงทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2542 ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ.2542 ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์แก่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้จากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้าหรือการให้บริการ และสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้เฉพาะการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้าหรือการให้บริการ และการกระทำตราสารที่ได้กระทำในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 โจทก์โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2380 ดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 1,480,000 บาท และค่าอากรแสตมป์ 101,000 บาท แล้วยื่นคำร้องขอคืนเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวจากสำนักงานสรรพากรพื้นที่ 14 ของจำเลย ซึ่งเจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งจะคืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์ แต่ต่อมาได้มีหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรดังกล่าว ตามหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ที่ กค 0834/ภค/0007 และ กค 0834/ภค/0008 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2543

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การขายที่ดินของโจทก์อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ.2542 หรือไม่ เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ.2542 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินและสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่รับจากการโอนทรัพย์สิน... อันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงิน..." บทบัญญัติดังกล่าวระบุให้ลูกหนี้ของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินได้รับยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้ที่เกิดจากการโอนทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เมื่อการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นธุรกรรมระหว่างลูกหนี้ของสถาบันการเงิน (ลูกหนี้) กับสถาบันการเงิน (เจ้าหนี้) การโอนทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจึงหมายความถึงเฉพาะการโอนทรัพย์สิน หลักประกันที่กระทำระหว่างลูกหนี้ของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเท่านั้น ไม่ได้หมายความรวมถึงการโอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันให้แก่บุคคลภายนอกด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่ต่อมามีการออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 373) พ.ศ.2543 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 อันเป็นวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีบทบัญญัติให้เพิ่มบทมาตราในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ.2542 เป็นมาตรา 8 ทวิ ซึ่งมีความตามวรรคหนึ่งว่า "ให้ยกเว้นภาษีเงินได้...ให้แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน..." โดยในหมายเหตุท้ายพระราชกฤษฎีการะบุเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับหลังนี้ว่า เพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่โอนอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาจำนองเป็นประกันหนี้ให้แก่ผู้อื่นซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน เพื่อนำเงินได้ที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์มาชำระหนี้สถาบันการเงิน และยังปรากฏความตามมาตรา 8 ทวิ ที่ให้เพิ่มเติมขึ้นนี้ในวรรคสองว่า "การโอนอสังหาริมทรัพย์... ตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นการกระทำในระหว่างวันที่พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นอากร (ฉบับที่ 373) พ.ศ.2543 มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544..." แสดงให้เห็นได้ชัดว่า การที่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินโอนทรัพย์สินแก่บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สถาบันการเงินนั้น เดิมตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ.2542 ไม่มีเจตนารมณ์ให้ได้รับยกเว้นภาษีอากรแต่อย่างใด จนต่อมาเมื่อเห็นว่าควรได้รับยกเว้นจึงออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 373) พ.ศ.2543 ขึ้นเพื่อให้ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อมีการโอนนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับแล้วเท่านั้น การขายที่ดินหรือโอนทรัพย์สินของโจทก์ในวันที่ 1 มิถุนายน 2543 ก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับยกเว้นภาษีอากร เมื่อโจทก์ชำระภาษีเงินได้และอากรไปย่อมเป็นการถูกต้อง โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรที่โจทก์ชำระไปแล้วแก่โจทก์ แล้วต่อมามีหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรนั้น จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 360) พ.ศ.2542 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนุชรัตน์ จริยะกุลชัยพงศ์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประจง พันธุ์ประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7728 -ที่ 7729/2548
#266716
เปิดฉบับเต็ม

ลูกหนี้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทางให้บริษัทเขมจิราขนส่ง จำกัด เช่ารถบรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุโดยมีชื่อและเครื่องหมายของลูกหนี้อยู่ที่รถ แล้วนำไปบรรทุกน้ำมันส่งให้แก่ลูกค้าทั่วราชอาณาจักร ถือได้ว่าบริษัทดังกล่าวเป็นตัวแทนของลูกหนี้ในการขนส่งน้ำมัน เมื่อผู้ขับรถบรรทุกน้ำมันซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวได้กระทำละเมิดต่อเจ้าหนี้ทั้งสองในทางการที่จ้าง ลูกหนี้ย่อมต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่ลูกจ้างของตัวแทนได้กระทำไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 425, 427, 820

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ศาลล้มละลายกลางสั่งให้พิจารณาคดีรวมกัน

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2543 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน และเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ทำแผนลาออกโดยตั้งบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้บริหารแผนชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งตั้งผู้บริหารแผนคนใหม่หรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 ศาลมีคำสั่งตั้งกระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนคนใหม่ของลูกหนี้

เจ้าหนี้รายที่ 20 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ละเมิดเป็นเงิน 13,076,606.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 12,920,689.13 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าหนี้รายที่ 28 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ละเมิดเป็นเงิน 4,625,506.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,572,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 แล้ว ผู้ทำแผนและเจ้าหนี้รายที่ 32 โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสองรายดังกล่าวว่า เจ้าหนี้ทั้งสองรายและลูกหนี้ไม่มีนิติสัมพันธ์ระหว่างกัน ค่าเสียหายที่เจ้าหนี้ทั้งสองรายเรียกมาสูงเกินความเป็นจริง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 20 ได้รับชำระหนี้จำนวน 6,774,438.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,702,287.30 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสียตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (3) และอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 28 ได้รับชำระหนี้จำนวน 4,625,506.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 4,572,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (3) (ที่ถูกคือ (2))

ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องคัดค้านว่า คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทั้งสองสำนวนยังคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง ขอให้มีคำสั่งยกคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้รายที่ 20 และรายที่ 28 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต่างยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแก้คำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 20 ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ละเมิดเป็นเงิน 4,156,715.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 3,645,215.50 บาท นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ และอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 28 ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลละเมิดเป็นเงิน 3,429,000 บาท นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ลูกหนี้ เจ้าหนี้รายที่ 20 และที่ 28 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของลูกหนี้ว่า ลูกหนี้จะต้องรับผิดต่อการละเมิดของผู้ขับรถบรรทุกน้ำมันต่อเจ้าหนี้รายที่ 20 และที่ 28 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายนิยมผู้ขับรถบรรทุกน้ำมันเป็นลูกจ้างของบริษัทเขมจิราขนส่ง จำกัด คดีนี้นายจำนงค์กรรมการบริษัทลูกหนี้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกอบสำเนาสัญญาเช่าได้ความว่า วันที่ 1 มกราคม 2543 ลูกหนี้ได้ทำสัญญากับบริษัทเขมจิราขนส่ง จำกัด ให้เช่ารถบรรทุกน้ำมันพร้อมอุปกรณ์จำนวน 100 คัน รถบรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุเป็นรถคันหนึ่งในจำนวนดังกล่าว และร้อยตำรวจเอกครรชิตพนักงานสอบสวนให้ถ้อยคำยืนยันว่ารถบรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุมีชื่อและเครื่องหมายของลูกหนี้อยู่ที่รถ ทั้งนายจำนงค์ก็มิได้คัดค้านว่ารถบรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุมิได้ใช้ในการขนส่งน้ำมันของลูกหนี้แต่อย่างใด ดังนั้น การที่ลูกหนี้ได้รับอนุญาตให้ประกอบการขนส่งไม่ประจำทาง และลูกหนี้ให้บริษัทเขมจิราขนส่ง จำกัด เช่ารถบรรทุกน้ำมันคันเกิดเหตุโดยมีชื่อและเครื่องหมายของลูกหนี้อยู่ที่รถแล้วนำไปบรรทุกน้ำมันส่งให้แก่ลูกค้าทั่วราชอาณาจักร ถือได้ว่าบริษัทเขมจิราขนส่ง จำกัด เป็นตัวแทนของลูกหนี้ในการขนส่งน้ำมัน แม้ผู้ขับรถบรรทุกน้ำมันจะเป็นลูกจ้างของบริษัทเขมจิราขนส่ง จำกัด และขับรถไปในทางการที่จ้างของบริษัทเขมจิราขนส่ง จำกัด เมื่อผู้ขับรถบรรทุกน้ำมันได้กระทำละเมิดต่อเจ้าหนี้ทั้งสองในทางการที่จ้าง ลูกหนี้ย่อมต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่ลูกจ้างของตัวแทนได้กระทำไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425, 427, 820 ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าลูกหนี้ต้องรับผิดต่อการละเมิดของผู้ขับรถบรรทุกน้ำมันของบริษัทเขมจิราขนส่ง จำกัด นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของลูกหนี้ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 20 ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ละเมิดเป็นเงิน 4,947,215.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,265,215.50 บาท นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 28 ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลละเมิดเป็นเงิน 3,372,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,000,000 บาท นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425 ม. 427 ม. 820
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
20 — บริษัทโรจน์สินก่อสร้าง จำกัด เจ้าหนี้รายที่
28 — บริษัทสินเขาแก้ว จำกัด เจ้าหนี้รายที่
ลูกหนี้ — บริษัทน้ำมันทีพีไอ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7714/2548
#266491
เปิดฉบับเต็ม

วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไปแจ้งดาบตำรวจ ส. ผู้ล่อซื้อให้เปลี่ยนแปลงสถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 3 ได้แนะนำว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนค้ายาเสพติดด้วย แต่ก่อนเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจาตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับสายลับและดาบตำรวจ ส. แต่อย่างใด กลับได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับพวก ได้มาหาจำเลยที่ 1 เพื่อว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 คอยดูต้นทางบริเวณที่เกิดเหตุว่ามีตำรวจมาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ได้ค่าจ้าง 100 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นความผิดฐานผู้สนับสนุนเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 ป.อ. มาตรา 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบ ป.อ. มาตรา 80, 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสี่ ฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 52 (1), (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 53 ด้วย), 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงลงโทษจำคุกกระทงแรกคนละตลอดชีวิต กระทงที่สองจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน เมื่อศาลกำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตในกระทงแรกแล้วไม่อาจนำโทษกระทงที่สองรวมได้อีก จึงคงจำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบ มาตรา 53 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุที่โจทก์ฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสี่กับพวกและยึดได้เมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 10,000 เม็ด หนัก 890.060 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 153.535 กรัม เป็นของกลาง คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ที่ไปติดต่อเจรจาเสนอขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับและเจ้าพนักงานตำรวจ รวมทั้งเป็นผู้ตกลงนัดหมายวันเวลาและสถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่ตกลงซื้อขายกัน วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังได้เป็นคนแนะนำชายอีกคนหนึ่งต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้ล่อซื้อว่าเป็นหุ้นส่วนที่ค้ายาเสพติดด้วยกัน ชายคนดังกล่าวก็ได้ขอตรวจดูเงินที่ใช้ล่อซื้อด้วย พร้อมกับแจ้งว่าจะขับรถไปเอาเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้ ส่วนจำเลยที่ 4 นี้ก็ได้ไปที่สถานที่เกิดเหตุ ขอดูเงินที่ใช้ล่อซื้อ ร่วมเจรจาขอเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน หลังจากนั้นยังได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 พาสายลับและเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาเมทแอมเฟตามีน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีส่วนรู้เห็นและมีอำนาจในการตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามนี้ได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของโจทก์คงได้ความแต่เพียงว่า วันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ไปแจ้งแก่ดาบตำรวจสมพรให้เปลี่ยนแปลงสถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น แม้ดาบตำรวจสมพรจะเบิกความว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนแนะนำว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนที่ค้ายาเสพติดด้วย แต่ก่อนเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจาตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับสายลับและดาบตำรวจสมพรแต่อย่างใด กลับได้ความจากคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนซึ่งมีรายละเอียดของข้อเท็จจริงว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กับพวกได้มาหาจำเลยที่ 1 เพื่อว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 คอยดูต้นทางบริเวณที่เกิดเหตุว่ามีตำรวจมาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ได้ค่าจ้าง 100 บาท ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หากแต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาเป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 เท่านั้น แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิด แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา 80, 83 และ 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ประกอบมาตรา 53 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 66 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายบรรจง ไม่มีนามสกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายจุมพล เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชุติมนต์ โพธิเดช
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7706/2548
#268258
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เมื่อ ม. เจ้ามรดกเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ม. จึงมีเพียงสิทธิครอบครอง การที่ ม. ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 และต่างฝ่ายต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดเป็นการโอนไปซึ่งการครอบครองให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว ม. ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เมื่อ ม. ถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของ ม. การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงมิใช่เป็นการขายทรัพย์มรดกของ ม. โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ม. ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ม. ทั้งไม่อาจกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับมรดกของ ม. ฐานยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก

โจทก์ตั้งประเด็นมาในฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดก กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกและเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสอง โดยมิได้ฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของ ศาลจะพิพากษาให้เพิกถอนการโอนในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของนายมี พันธ์วงษ์หรือพันธุวงษ์ ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นได้โอนขายที่ดินมรดกของนายมีตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1879 เนื้อที่ 36 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ซึ่งยังไม่ได้แบ่งปันแก่ทายาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริตไม่ได้แจ้งและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นบุตรและทายาทโดยธรรมของนายมี ถือว่าจำเลยที่ 1 ละเลยไม่ทำการตามหน้าที่และปกปิดการโอนขายทรัพย์มรดกเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้รับมรดก ขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของเจ้ามรดก กับเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายมี พันธ์วงษ์หรือพันธุวงษ์ ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายมีตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายมีได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1879 ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 36 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 150,000 บาท ตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.3 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์กล่าวในฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายมี บิดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 แต่จากการนำสืบของโจทก์ได้ความว่าในระหว่างมีชีวิตอยู่ นายมีเจ้ามรดกได้ยกที่ดินพิพาทคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1879 ตั้งอยู่ ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละกึ่งหนึ่ง หลังจากที่ได้รับการยกให้แล้วโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นสองส่วนมีคันนาเป็นแนวแบ่งเขตโจทก์ครอบครองที่ดินทางด้านทิศใต้ ส่วนจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินทางด้านทิศเหนือ เห็นว่า ที่พิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) นายมีเจ้ามรดกเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เจ้ามรดกจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง การที่เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละกึ่งหนึ่งและต่างฝ่ายต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดตามที่ได้รับการยกให้เป็นการที่เจ้ามรดกโอนไปซึ่งการครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามที่ได้รับโอนการครอบครองจากเจ้ามรดก เจ้ามรดกไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เมื่อนายมีถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของนายมีที่จะตกทอดแก่ทายาท การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงมิใช่เป็นการขายทรัพย์มรดกของนายมี โจทก์ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายมี ทั้งไม่อาจกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับมรดกของนายมีฐานยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกได้ คดีนี้โจทก์ตั้งประเด็นมาในฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดก กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกและเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสอง โดยมิได้ฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของ เช่นนี้ ศาลจะพิพากษาให้เพิกถอนการโอนในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1377 ม. 1724 ม. 1600 ม. 1605
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแหวง พันธุ์วงษ์หรือพันธ์วงษ์
จำเลย — นางรัตน์ พันธุวงษ์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
ผู้จัดการมรดกของนายมี พันธ์วงษ์หรือพันธุวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7706/2548
#272558
เปิดฉบับเต็ม

ม. เจ้ามรดกเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จึงมีเพียงสิทธิครอบครอง การที่เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละกึ่งหนึ่งและต่างฝ่ายต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดตามที่ได้รับการยกให้เป็นการที่เจ้ามรดกโอนไปซึ่งการครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามที่ได้รับโอนการครอบครองมาจากเจ้ามรดก เจ้ามรดกไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เมื่อ ม. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของ ม. ที่จะตกทอดแก่ทายาท การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงมิใช่เป็นการขายทรัพย์มรดกของ ม. โจทก์ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ม. ทั้งไม่อาจกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับมรดกของ ม. ฐานยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกได้ เมื่อโจทก์ตั้งประเด็นมาในฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดก กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกและเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสอง โดยมิได้ฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของเช่นนี้ ศาลจะพิพากษาให้เพิกถอนการโอนในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของไม่ได้เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของนายมี พันธ์วงษ์หรือพันธุวงษ์ ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นได้โอนขายที่ดินมรดกของนายมีตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1879 ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 36 ไร่ ซึ่งยังไม่ได้แบ่งปันแก่ทายาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต ไม่ได้แจ้งและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นบุตรและทายาทโดยธรรมของนายมี ถือว่าจำเลยที่ 1 ละเลยไม่ทำการตามหน้าที่และปกปิดการโอนขายทรัพย์มรดกเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกกำจัดมิให้รับมรดก ขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของเจ้ามรดก กับเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายมี พันธ์วงษ์หรือพันธุวงษ์ ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายมีตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายมีได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1879 ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่ 36 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 150,000 บาท ตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.3 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์กล่าวในฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายมีบิดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 แต่จากการนำสืบของโจทก์ได้ความว่า ในระหว่างมีชีวิตอยู่นายมีเจ้ามรดกได้ยกที่ดินพิพาทคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1878 ตั้งอยู่ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละกึ่งหนึ่ง หลังจากได้รับการยกให้แล้วโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นสองส่วนมีคันนาเป็นแนวแบ่งเขต โจทก์ครอบครองที่ดินทางด้านทิศใต้ ส่วนจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินทางทิศเหนือ เห็นว่า ที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) นายมีเจ้ามรดกเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เจ้ามรดกจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง การที่เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 คนละกึ่งหนึ่งและต่างฝ่ายต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดตามที่ได้รับการยกให้ เป็นการที่เจ้ามรดกโอนไปซึ่งการครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามที่ได้รับโอนการครอบครองจากเจ้ามรดก เจ้ามรดกไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทอีกต่อไป เมื่อนายมีถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของนายมีที่จะตกทอดแก่ทายาท การที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงมิใช่เป็นการขายทรัพย์มรดกของนายมี โจทก์ไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายมี ทั้งไม่อาจกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับมรดกของนายมีฐานยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกได้ คดีนี้โจทก์ตั้งประเด็นมาในฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยที่ 1 จากการเป็นผู้จัดการมรดก กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกและเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสอง โดยมิได้ฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของ เช่นนี้ ศาลจะพิพากษาให้เพิกถอนการโอนในฐานะโจทก์เป็นเจ้าของไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375 ม. 1599 ม. 1605 ม. 1727
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแหวง พันธุ์วงษ์หรือพันธ์วงษ์
นางรัตน์ พันธุวงษ์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
ผู้จัดการมรดกของนายมี พันธ์วงษ์หรือพันธุ์วงษ์
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7700/2548
#266442
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพียงว่า ใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาค โจทก์สามารถนำไปหักลดหย่อนเงินบริจาคได้หรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ไม่มีใบอนุโมทนาบัตรของวัดมาแสดง แต่โจทก์พิสูจน์พยานบุคคลว่ามีการบริจาคจริง โจทก์ก็ย่อมนำไปหักเป็นค่าลดหย่อนได้จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง นอกประเด็น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 แม้คู่ความจะหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว

มาตรา 47 (7) แห่ง ป. รัษฎากร ให้สิทธิผู้มีเงินได้พึงประเมินนำเงินที่ตนบริจาคมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ โดยหักได้เท่าจำนวนที่บริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินที่หักรายจ่ายแล้ว เมื่อใบอนุโมทนาบัตรที่โจทก์นำมาหักเป็นค่าลดหย่อนระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาค โจทก์จึงมีสิทธินำมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้

การที่ใบอนุโมทนาบัตรระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาคก็เพื่อเหตุผลทางด้านจิตใจและความเชื่อทางศาสนาว่า บุคคลในครอบครัวของโจทก์ทุกคนได้ร่วมกันทำบุญกุศล เมื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อระบุในใบอนุโมทนาบัตรเพียงคนเดียวโดยไม่มีชื่อบุคคลอื่นร่วมด้วย โจทก์จึงมีสิทธินำเงินบริจาคทั้งจำนวนตามที่ปรากฏในใบอนุโมทนาบัตรพิพาท มาหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ได้

การขอคืนภาษีอากรที่นำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสีย หรือไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ผู้เสียภาษีจะต้องยื่นคำร้องขอคืนภาษีต่อเจ้าพนักงานของจำเลย ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 27 ตรี การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 21,806 บาท ที่โจทก์นำไปชำระแก่จำเลยตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีแล้วจึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และให้จำเลยคืนเงิน 21,806 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้จำเลยคืนเงิน 21,806 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนค่าทนายความโจทก์ดำเนินคดีเองจึงไม่กำหนดให้

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่าที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าแม้โจทก์ไม่มีใบอนุโมทนาบัตรของวัดมาแสดง แต่โจทก์พิสูจน์พยานบุคคลว่ามีการบริจาคจริงโจทก์ก็ย่อมนำไปหักเป็นค่าลดหย่อนได้ เป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาค โจทก์สามารถนำไปหักค่าลดหย่อนเงินบริจาคได้หรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ไม่มีใบอนุโมทนาบัตรของวัดมาแสดง แต่โจทก์พิสูจน์พยานบุคคลว่ามีการบริจาคจริงโจทก์ก็ย่อมนำไปหักเป็นค่าลดหย่อนได้จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยคือ ใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาค โจทก์สามารถนำไปหักเป็นค่าลดหย่อนเงินบริจาคได้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่ง ป. รัษฎากร ให้สิทธิผู้มีเงินได้พึงประเมินนำเงินที่ตนบริจาคมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ โดยหักได้เท่าจำนวนที่บริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายแล้ว เมื่อใบอนุโมทนาบัตรที่โจทก์นำมาขอหักเป็นค่าลดหย่อนระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาค ย่อมมีเหตุให้เชื่อได้ว่าโจทก์ได้บริจาคเงินจริง โจทก์จึงมีสิทธิหักเป็นค่าลดหย่อนได้

ส่วนปัญหาว่าโจทก์สามารถนำเงินบริจาคตามที่ปรากฏในใบอนุโมทนาบัตรทั้งจำนวนมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้หรือไม่นั้น เห็นว่า การที่ใบอนุโมทนาบัตรระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาคก็เพื่อเหตุผลทางด้านจิตใจและความเชื่อทางศาสนาว่า บุคคลในครอบครัวของโจทก์ทุกคนได้ร่วมกันทำบุญกุศล เมื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อระบุในใบอนุโมทนาบัตร โดยไม่มีชื่อบุคคลอื่นร่วมด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำเงินบริจาคทั้งจำนวนตามที่ปรากฏในใบอนุโมทนาบัตรนั้นมาหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ได้ ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนด อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เนื่องจากโจทก์ได้นำเงินไปชำระแก่จำเลยตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว และศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 21,806 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนับแต่วันที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เห็นว่า การขอคืนภาษีอากรที่นำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีหรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ผู้เสียภาษีจะต้องยื่นคำร้องขอคืนภาษีต่อเจ้าพนักงานของจำเลย ตามมาตรา 27 ตรี แห่ง ป. รัษฎากร แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอคืนภาษีและดอกเบี้ยตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 9 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 21,806 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และมาตรา 246

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.รัษฎากร ม. 27 ตรี ม. 47 (7)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวุฒิวาร วาระศิริ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
คมวุฒ บุรีธนวัต
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7700/2548
#268399
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพียงว่าใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาค โจทก์สามารถนำไปหักค่าลดหย่อนเงินบริจาคได้หรือไม่ การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ไม่มีใบอนุโมทนาบัตรของวัดมาแสดง แต่โจทก์พิสูจน์พยานบุคคลว่ามีการบริจาคจริงโจทก์ก็ย่อมนำไปหักเป็นค่าลดหย่อนได้ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (7) (ข) ให้สิทธิผู้มีเงินได้พึงประเมินนำเงินที่ตนบริจาคมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ โดยหักได้เท่าจำนวนที่บริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายแล้ว เมื่อใบอนุโมทนาบัตรที่โจทก์นำมาขอหักเป็นค่าลดหย่อนระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาค และโจทก์ได้บริจาคเงินจริง โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีชื่อในใบอนุโมทนาบัตรดังกล่าวจึงมีสิทธิหักเป็นค่าลดหย่อนได้

การที่ใบอนุโมทนาบัตรระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาคเพื่อเหตุผลทางด้านจิตใจและความเชื่อทางศาสนาว่าบุคคลในครอบครัวของโจทก์ทุกคนได้ร่วมกันทำบุญกุศล เมื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อระบุในใบอนุโมทนาบัตร โดยไม่มีชื่อบุคคลอื่นร่วมด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำเงินบริจาคทั้งจำนวนตามที่ปรากฏในใบอนุโมทนาบัตรนั้นมาหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ได้

การขอคืนภาษีอากรที่นำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีหรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ผู้เสียภาษีจะต้องยื่นคำร้องขอคืนภาษีต่อเจ้าพนักงานของจำเลยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 ตรี แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษี โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอคืนภาษีและดอกเบี้ยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 21,806 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2545 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2544 ณ สำนักงานภาษีสรรพากรเขตราชเทวี ต่อมาสำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ 4 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์นำเงินภาษีจำนวน 21,806 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 4,005.15 บาท ไปชำระเพิ่มโดยให้เหตุผลว่าหลักฐานการบริจาคเงิน (ใบอนุโมทนาบัตร) ที่ระบุนามผู้บริจาคเป็นชื่อโจทก์และครอบครัวไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ โจทก์ได้ชำระภาษีตามหนังสือฉบับดังกล่าวและได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่าประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (7) ประกาศกระทรวงการคลังและวิธีกรอกแบบรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาข้อ 7 ไม่มีการวางหลักเกณฑ์หรือกำหนดให้ชัดเจนว่าใบอนุโมทนาบัตรต้องระบุชื่อของผู้เสียภาษีเงินได้เพียงคนเดียว การกำหนดหลักเกณฑ์โดยไม่มีการแจ้งหรือประกาศใช้อย่างถูกต้องเป็นการทั่วไปย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถนำใบอนุโมทนาบัตรใบอื่นมาเปลี่ยนในภายหลังเพื่อหักลดหย่อนแทนใบแรกได้ นอกจากนี้หากมีประกาศหรือระเบียบที่วางแนวปฏิบัติใดในเรื่องนี้ เจตนารมณ์ของการห้ามไม่ให้ใช้ใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อแท้จริงของบุคคลมากกว่าหนึ่งคนก็เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ซ้ำซ้อน ซึ่งควรแตกต่างจากกรณีของโจทก์ที่มีชื่อของบุคคลที่แท้จริงคือชื่อโจทก์เพียงผู้เดียว การตีความคำว่าครอบครัวหมายถึงบุคคลหลายคนย่อมเป็นการไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โจทก์ได้บันทึกรับรองว่าไม่มีบุคคลใดในครอบครัวของโจทก์นำใบอนุโมทนาบัตรเหล่านี้ไปใช้ซึ่งจำเลยสามารถตรวจสอบแบบแสดงรายการภาษีของบุคคลในครอบครัวของโจทก์ได้ ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และคำวินิจฉัยอุทธรณ์และให้จำเลยคืนเงิน 21,806 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ปี 2544 ขอหักค่าลดหย่อนเงินบริจาคตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (7) (ข) จำนวน 71,500 บาท โดยยื่นหลักฐานการบริจาค 7 ฉบับ เป็นใบอนุโมทนาบัตรวัดทัศนารุณสุนทริการาม 6 ฉบับ บริจาคฉบับละ 10,000 บาท รวม 5 ฉบับ และ 1,500 บาท 1 ฉบับ ระบุชื่อนายวุฒิวาร วาระศิริ และครอบครัวเป็นผู้บริจาค ฉบับที่ 7 เป็นหนังสือขอบคุณของโรงเรียนท่ากลางแจ้งจมวิทยา จำนวนเงิน 20,000 บาท ระบุชื่อนายวุฒิวาร วาระศิริ เป็นผู้บริจาค เจ้าพนักงานของจำเลยยอมให้โจทก์หักค่าลดหย่อนเงินบริจาคได้เพียง 20,000 บาท ทำให้มีภาษีชำระเพิ่มเติมพร้อมเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมิน ครอบครัวโจทก์ประกอบด้วยโจทก์และภริยา ซึ่งตามหลักฐานใบอนุโมทนาบัตรและหนังสือขอบคุณในความอนุเคราะห์บริจาคเงินที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.90 ในกรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ การหักค่าลดหย่อนกรณีที่บริจาคให้แก่สถานสาธารณกุศลและสถานศึกษาของทางราชการ จึงหักได้เฉพาะในส่วนที่มีชื่อโจทก์เท่านั้น ส่วนใบอนุโมทนาบัตรซึ่งเป็นหลักฐานในการบริจาคให้แก่วัดทัศนารุณสุนทริการาม (วัดตะพาน) ระบุชื่อโจทก์และครอบครัว ซึ่งคำว่าครอบครัวหมายถึงสถาบันสังคมที่ประกอบด้วยสามี ภริยาและบุตร ดังนั้น ตามใบอนุโมทนาบัตรที่โจทก์บริจาคให้สถานสาธารณกุศลทั้งหกฉบับดังกล่าวไม่สามารถระบุจำนวนเงินที่บริจาคให้ปรากฏได้อย่างชัดเจนว่าเป็นของบุคคลใด จำนวนเท่าใด ไม่สามารถทราบว่าโจทก์บริจาคเงินในส่วนของตนเท่าใด จึงไม่อาจใช้ใบอนุโมทนาบัตรทั้งหกฉบับดังกล่าวเป็นหลักฐานเพื่อหักลดหย่อนเงินบริจาคในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (7) (ข) การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้จำเลยคืนเงิน 21,806 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอนับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนค่าทนายความโจทก์ดำเนินคดีเองจึงไม่กำหนดให้

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2544 (แบบ ภ.ง.ด.90) โดยขอหักค่าลดหย่อนเงินบริจาคตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (7) (ข) จำนวน 71,500 บาท ตามหลักฐานการบริจาครวม 7 ฉบับ ดังนี้

1. ใบอนุโมทนาบัตรวัดทัศนารุณฯ นายวุฒิวาร วาระศิริ และครอบครัว 10,000 บาท

2. ใบอนุโมทนาบัตรวัดทัศนารุณฯ นายวุฒิวาร วาระศิริ และครอบครัว 10,000 บาท

3. ใบอนุโมทนาบัตรวัดทัศนารุณฯ นายวุฒิวาร วาระศิริ และครอบครัว 10,000 บาท

4. ใบอนุโมทนาบัตรวัดทัศนารุณฯ นายวุฒิวาร วาระศิริ และครอบครัว 10,000 บาท

5. ใบอนุโมทนาบัตรวัดทัศนารุณฯ นายวุฒิวาร วาระศิริ และครอบครัว 10,000 บาท

6. ใบอนุโมทนาบัตรวัดทัศนารุณฯ นายวุฒิวาร วาระศิริ และครอบครัว 1,500 บาท

7. หนังสือขอบคุณของโรงเรียนท่ากลางแจ้งจมฯ นายวุฒิวาร วาระศิริ 20,000 บาท

เจ้าพนักงานของจำเลยยอมให้โจทก์หัดค่าลดหย่อนเฉพาะส่วนที่บริจาคให้แก่โรงเรียนท่ากลางแจ้งจมวิทยา จำนวน 20,000 บาท เท่านั้น ส่วนใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อโจทก์และครอบครัวบริจาคเงินให้แก่วัดทัศนารุณสุนทริการามนั้น เจ้าพนักงานของจำเลยเห็นว่าโจกท์ไม่อาจใช้ใบอนุโมทนาบัตรดังกล่าวเพื่อหักค่าลดหย่อนเงินบริจาคได้ จึงประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติม ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าแม้โจทก์ไม่มีใบอนุโมทนาบัตรของวัดมาแสดง แต่โจทก์พิสูจน์พยานบุคคลว่ามีการบริจาคจริงโจทก์ก็ย่อมนำไปหักเป็นค่าลดหย่อนได้ เป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพียงว่า ใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาค โจทก์สามารถนำไปหักค่าลดหย่อนเงินบริจาคได้หรือไม่ ดังนั้นการที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่ แม้โจทก์ไม่มีใบอนุโมทนาบัตรของวัดมาแสดง แต่โจทก์พิสูจน์พยานบุคคลว่ามีการบริจาคจริงโจทก์ก็ย่อมนำไปหักเป็นค่าลดหย่อนได้ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยคือ ใบอนุโมทนาบัตร ที่ระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาค โจทก์สามารถนำไปหักเป็นค่าลดหย่อนเงินบริจาคได้หรือไม่เพียงใด ในปัญหานี้จำเลยอุทธรณ์ว่า การหักค่าลดหย่อนตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากรจะต้องเป็นค่าลดหย่อนเฉพาะตัวของผุ้เสียภาษีเท่านั้น ใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อโจทก์และครอบครัว จึงมิอาจรับฟังได้ว่า โจทก์แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้บริจาคเงินทั้งจำนวน เมื่อโจทก์ไม่ระบุจำนวนเงิน และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโจทก์มีส่วนบริจาคเท่าใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิใช้ใบอนุโมทนาบัตรดังกล่าวเพื่อหักค่าลดหย่อน เห็นว่า ตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร ให้สิทธิผู้มีเงินได้พึงประเมินนำเงินที่ตนบริจาคมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ โดยหักได้เท่าจำนวนที่บริจาค แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายแล้ว เมื่อใบอนุโมทนาบัตรที่โจทก์นำมาขอหักเป็นค่าลดหย่อนระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาค ย่อมมีเหตุให้เชื่อได้ว่าโจทก์ได้บริจาคเงินจริง โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีชื่อในใบอนุโมทนาบัตรดังกล่าวจึงมีสิทธิหักเป็นค่าลดหย่อนได้ ส่วนปัญหาว่าโจทก์สามารถนำเงินบริจาคตามที่ปรากฏในใบอนุโมทนาบัตรทั้งจำนวนมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้หรือไม่นั้น เห็นว่า การที่ใบอนุโมทนาบัตรระบุชื่อโจทก์และครอบครัวเป็นผู้บริจาคก็เพื่อเหตุผลทางด้านจิตใจและความเชื่อทางศาสนาว่าบุคคลในครอบครัวของโจทก์ทุกคนได้ร่วมกันทำบุญกุศล เมื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อระบุในใบอนุโมทนาบัตร โดยไม่มีชื่อบุคคลอื่นร่วมด้วย โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำเงินบริจาคทั้งจำนวนตามที่ปรากฏในใบอนุโมทนาบัตรนั้นมาหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของโจทก์ได้ ทั้งนี้ไม่เกินกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนด อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เนื่องจากโจทก์ได้นำเงินไปชำระแก่จำเลยตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว และศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 21,806 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นับแต่วันที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เห็นว่า การขอคืนภาษีอากรที่นำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีหรือที่ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ผู้เสียภาษีจะต้องยื่นคำร้องขอคืนภาษีต่อเจ้าพนักงานของจำเลย ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอคืนภาษีและดอกเบี้ยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 21,806 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เลขที่ 01004371/1/00059 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.4)/139/2546 ลงวันที่ 16 กันยายน 2546 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 225
ป.รัษฎากร ม. 27 ตรี ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวุฒิวาร วาระศิริ
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
คมวุฒ บุรีธนวัต
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7698/2548
#266605
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยรับข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่า การประเมินภาษีรายพิพาทเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินต้องกระทำภายในกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 88/6 (1) (ก) เจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ประเมินภาษีรายพิพาทภายในกำหนดเวลาสองปีดังกล่าว ข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ว่า เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีรายพิพาทภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันดังกล่าวได้ โดยอนุมัติอธิบดี ตามมาตรา 88/6 วรรคสอง แห่ง ป. รัษฎากร เป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ และกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว ภาระการพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่จำเลย แม้ศาลภาษีอากรกลางกำหนดให้โจทก์นำสืบพยานก่อน และโจทก์ไม่ได้สืบพยานในปัญหานี้ จำเลยก็มีหน้าที่นำสืบพยานให้รับฟังได้ว่า การประเมินภาษีรายพิพาทเจ้าพนักงานประเมินกระทำโดยได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว

เอกสารที่อนุมัติให้ประเมินภาษีโจทก์เกินสองปี ผู้อนุมัติมีตำแหน่งเป็นสรรพากรภาค 5 และระบุว่าผู้อนุมัติปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร แม้คำว่า "อธิบดี" จะหมายความรวมถึง ผู้ที่อธิบดีมอบหมาย ตามมาตรา 2 แห่ง ป. รัษฎากร แต่จำเลยไม่นำสืบให้ปรากฏว่า สรรพากรภาค 5 เป็นผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายให้มีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินแทนอธิบดีกรมสรรพากรได้ การที่จำเลยส่งเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ที่เป็นคำสั่งของอธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายให้สรรพากรภาคมีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวได้ พร้อมกับเอกสารอื่น มีผลแต่เพียงว่าจำเลยมีสิทธินำสืบเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้เท่านั้น หามีผลให้ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารนั้นด้วยไม่ จำเลยไม่ได้นำสืบถึงความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าว ซึ่งเป็นสำเนา ทั้งไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ลงนามรับรองถูกต้องเป็นผู้ที่รับรองเอกสารได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (3) โจทก์ก็ไม่ได้รับข้อเท็จจริงว่าเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว จึงไม่อาจรับฟังเอกสารดังกล่าวได้ว่า สรรพากรภาค 5 เป็นผู้ที่อธิบดีมอบหมายให้มีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีรายพิพาท การประเมินของเจ้าพนักงานจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่สั่งให้โจทก์ชำระเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,612,108.87 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การประเมินภาษีรายพิพาท เจ้าพนักงานประเมินได้กระทำโดยอนุมัติอธิบดีตาม ป. รัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคสอง หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำให้การของจำเลยรับข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามคำฟ้องโจทก์ว่า การประเมินภาษีรายพิพาทเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินต้องกระทำภายในกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตาม ป. รัษฎากร มาตรา 88/6 (1) (ก) เจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ทำการประเมินภาษีรายพิพาทภายในกำหนดเวลาสองปีดังกล่าว ข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีรายพิพาทภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันดังกล่าวโดยอนุมัติอธิบดี เพราะเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้องตาม ป. รัษฎากร มาตรา 88/6 วรรคสอง เป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ และกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว ภาระพิสูจน์ในปัญหานี้จึงตกแก่จำเลย แม้ศาลภาษีอากรกลางจะกำหนดให้โจทก์นำสืบพยานก่อน และโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานในปัญหานี้ จำเลยก็มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานให้รับฟังได้ว่า การประเมินภาษีรายพิพาทเจ้าพนักงานประเมินกระทำโดยได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว

เอกสารที่อนุมัติให้ประเมินภาษีโจทก์เกินสองปี ผู้อนุมัติมีตำแหน่งเป็นสรรพากรภาค 5 และระบุว่าผู้อนุมัติปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร แม้คำว่า "อธิบดี" จะหมายความรวมถึง "ผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมาย" ตามที่บัญญัติใน ป. รัษฎากร มาตรา 2 แต่จำเลยไม่ได้นำสืบพยานให้ปรากฏว่าสรรพากรภาค 5 เป็นผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายให้มีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินแทนอธิบดีกรมสรรพากร การที่จำเลยส่งเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ที่เป็นคำสั่งอธิบดีกรมสรรพากรที่มอบหมายให้สรรพากรภาคมีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 88/6 ได้ เป็นพยานหลักฐานของจำเลยที่รับฟังได้ตามกฎหมายและศาลต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวนั้น เห็นว่า การส่งเอกสารต่อศาลเป็นขั้นตอนการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายและข้อกำหนดคดีภาษีอากรของศาลภาษีอากรว่าด้วยการสืบพยานซึ่งเป็นหลักในเบื้องต้นว่าเอกสารเหล่านั้นใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมายเท่านั้น หาได้มีผลถึงขนาดให้ถือว่าเอกสารเหล่านั้นมีอยู่ เป็นเอกสารที่แท้จริงและข้อความตามเอกสารถูกต้องทุกประการด้วยไม่ คู่ความฝ่ายที่อ้างหรือส่งเอกสารยังคงมีหน้าที่ต้องนำสืบถึงความมีอยู่ ความแท้จริงและความถูกต้องของข้อความในเอกสารเช่นว่านั้น การที่จำเลยส่งเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ต่อศาลพร้อมเอกสารอื่นของจำเลยมีผลเพียงว่าจำเลยมีสิทธินำสืบเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้ตามกฎหมายเท่านั้น หามีผลทำให้ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารนั้นด้วยไม่ เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบถึงความมีอยู่และความถูกต้องแท้จริงของเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 กับปรากฏตามเอกสารนั้นว่าเป็นสำเนา ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ลงนามรับรองถูกต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่อาจรับรองสำเนาเอกสารได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (3) และโจทก์ไม่ได้ตกลงว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว ตลอดจนไม่มีการดำเนินการสอบถามโจทก์ว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงตามเอกสารนั้นหรือไม่ ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 ข้อ 19 และ 20 จึงไม่อาจรับฟังตามเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 1 ถึง 3 ว่าสรรพากรภาค 5 เป็นผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากรมอบหมายให้มีอำนาจอนุมัติให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีรายพิพาท การประเมินภาษีรายพิพาทของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา 88/6 แห่ง ป. รัษฎากร คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 73.1 เลขที่ 05210030/5/100868 ถึง 100887 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ รย/16/2544 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (3) ม. 177
ป.รัษฎากร ม. 2 ม. 88/6 (1) (ก) ม. 88/6 วรรคสอง
ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ม. 19 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเกษสุขค้าวัสดุธีระพานิช
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7696/2548
#268396
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสิบห้าเป็นคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 274 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 บัญญัติให้มีขึ้น การดำเนินงานของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมเป็นการใช้อำนาจในการบริหารงานบุคคล และเป็นการกระทำทางปกครองประเภทหนึ่ง ถ้าการดำเนินงานของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้มีสิทธิเสนอคดีย่อมนำคดีขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลได้ แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 วรรคสอง (2) บัญญัติว่า การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 271 บัญญัติว่า "ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น" ดังนั้น คดีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากาษากล่าวอ้างว่าการดำเนินงานของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมที่เกี่ยวกับการไม่รับสมัครสอบโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยทั้งสิบห้าในฐานะคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมได้ประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาประจำปี 2546 รวมทั้งกำหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ไว้ และโจทก์ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนจึงสมัครสอบ แต่เมื่อประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบกลับไม่ปรากฏชื่อโจทก์ โจทก์มีหนังสือสอบถาม แต่ไม่ได้รับคำชี้แจง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับสิทธิสอบคัดเลือก คำสั่งในการตัดสิทธิสอบดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า คุณสมบัติต่าง ๆ ดังกล่าว คือ คุณสมบัติประการใดบ้างโจทก์มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการอย่างไร ที่ทำให้โจทก์มีสิทธิสอบ ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสิบห้าประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบแต่ไม่ปรากฏรายชื่อโจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือสอบถามเหตุผลไปยังเลขาธิการคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม แต่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมไม่ชี้แจงโดยไม่มีเหตุผล โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์อาศัยสิทธิตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดเพื่อให้ต้องตอบหนังสือสอบถามของโจทก์ หากไม่ตอบเป็นการผิดต่อกฎหมายฉบับใด เพราะเหตุใด นอกจากนี้ที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าในการมีคำสั่งตัดสิทธิสอบของโจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ก็มิได้ระบุว่าไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด มาตราใด เพราะเหตุใด ทั้งข้อหาหรือฐานความผิดโจทก์ระบุแต่เพียงว่าละเมิด ปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และอื่น ๆ แต่ไม่มีข้อความตอนใดที่บรรยายถึงการกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เรื่องใด มาตราใด คำฟ้องของโจทก์จึงไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่า มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ที่จะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบห้าเป็นคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม 2546 จำเลยทั้งสิบห้าได้ประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาประจำปี 2546 รุ่นที่ 48 รวมทั้งกำหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ในการสมัครสอบ โจทก์ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศดังกล่าวได้สมัครสอบเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2546 และกำหนดให้โจทก์ไปทำการตรวจร่างกายและจิตใจเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2546 ที่โรงพยาบาลตุลาการเฉลิมพระเกียรติ หลังจากนั้นคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ แต่ปรากฏว่าไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิสอบ โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2546 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 สอบถามเหตุผลของการตัดสิทธิสอบโดยขอให้ชี้แจงเป็นหนังสือ แต่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมไม่ชี้แจงเหตุผลดังกล่าวโดยไม่มีเหตุผล การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าในฐานะคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับสิทธิสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาประจำปี 2546 รุ่นที่ 48 คำสั่งตัดสิทธิสอบดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาให้คำสั่งของจำเลยทั้งสิบห้าในฐานะคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมที่ตัดสิทธิสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาประจำปี 2546 รุ่นที่ 48 ของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยทั้งสิบห้ามีมติเปิดให้โจทก์สอบทดแทนที่ถูกตัดสิทธิสอบในครั้งที่ผ่านมาเป็นกรณีพิเศษ

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำพิพากษาว่า ไม่ปรากฏว่าคำสั่งในการตัดสิทธิสอบไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรที่จะทำให้เป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 จึงให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องลงวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2546 ว่า "สำเนาให้จำเลยทั้งสิบห้าพร้อมกับสำเนาอุทธรณ์ หากจะคัดค้านให้ยื่นคำแถลงคัดค้านภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน" และมีคำสั่งในอุทธรณ์ในวันเดียวกันว่า "รับอุทธรณ์ของโจทก์สำเนาให้จำเลยทั้งสิบห้าแก้ ให้โจทก์นำส่งภายใน 5 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นจะถือว่าทิ้งอุทธรณ์" ต่อมาเจ้าหน้าที่รายงานต่อศาลชั้นต้นตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2547 ว่าส่งสำเนาคำร้องและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสิบห้าโดยทางไปรษณีย์ตอบรับและพ้นกำหนดระยะเวลาที่จำเลยทั้งสิบห้าจะยื่นคำคัดค้านและคำแก้อุทธรณ์แล้ว แต่จำเลยทั้งสิบห้ามิได้ยื่นคำคัดค้าน และแก้อุทธรณ์แต่อย่างใด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ส่งสำนวนไปศาลฎีกา"

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยทั้งสิบห้าได้รับสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นมีคำสั่งส่งสำนวนไปศาลฎีกา พอแปลได้ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าตามคำฟ้องของโจทก์มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่า มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้วหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสิบห้าเป็นคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 274 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 บัญญัติให้มีขึ้น และการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมนั้น พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 45 วรรคท้าย บัญญัติว่า "การประชุม การลงมติ และการเผยแพร่รายงานการประชุมของ ก.ต. ให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมที่ ก.ต. กำหนดเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้" และคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมได้ออกระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการสมัครและการสอบคัดเลือก เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ.2545 ซึ่งมีความในข้อ 4 ว่า "เมื่อสมควรจะมีการสอบคัดเลือกเมื่อใดให้เลขานุการ ก.ต. เสนอขอความเห็นชอบจาก ก.ต. เพื่อจัดให้มีการสอบคัดเลือก ให้ ก.ต. ประกาศเกี่ยวกับการรับสมัคร และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบคัดเลือกขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ 4 คน และกรรมการตามจำนวนที่จำเป็น..." การดำเนินงานของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจในการบริหารงานบุคคล และเป็นการกระทำทางปกครองประเภทหนึ่ง ซึ่งหากปราศเสียจากการตรวจสอบทางตุลาการแล้วความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำดังกล่าวย่อมขาดหลักประกันเมื่อการดำเนินงานของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้มีสิทธิเสนอคดีย่อมนำคดีขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลได้ แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 วรรคสอง (2) บัญญัติว่า การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 271 บัญญัติว่า "ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น" ดังนั้น คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม แต่การที่บุคคลใดจะเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งต่อศาลยุติธรรมได้ จะต้องปรากฏว่าบุคคลนั้นถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 เพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่ผู้นั้นมีอยู่ตามกฎหมาย โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยทั้งสิบห้าในฐานะคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมได้ประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาประจำปี 2546 รวมทั้งกำหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ไว้ และโจทก์ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนจึงสมัครสอบ แต่เมื่อประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบกลับไม่ปรากฏชื่อโจทก์ โจทก์มีหนังสือสอบถามเหตุผลของการตัดสิทธิสอบ แต่ไม่ได้รับคำชี้แจง การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับสิทธิสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พพากษาประจำปี 2546 รุ่น 48 คำสั่งในการตัดสิทธิสอบดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาตามที่โจทก์กล่าวอ้างก็คือ จำเลยทั้งสิบห้าในฐานะคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมได้ประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาประจำปี 2546 รวมทั้งกำหนดคุณสมบัติต่าง ๆ ไว้ แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า คุณสมบัติต่าง ๆ ดังกล่าว คือ คุณสมบัติประการใดบ้างและที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนจึงสมัครสอบ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการอย่างไร ที่ทำให้โจทก์มีสิทธิสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ทั้งสิทธิเช่นว่านั้นต้องเป็นสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติโดยจำเลยทั้งสิบห้าไม่อาจมีคำสั่งตัดสิทธิดังกล่าวของโจทก์ได้ ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสิบห้าในฐานะคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบแต่ไม่ปรากฏรายชื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิสอบ โจทก์จึงมีหนังสือสอบถามเหตุผลไปยังเลขาธิการคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ที่ถูกเลขานุการคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม) ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 แต่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมไม่ชี้แจ้งโดยไม่มีเหตุผล โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์อาศัยสิทธิตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดเพื่อให้จำเลยทั้งสิบห้าต้องตอบหนังสือสอบถามของโจทก์ หากไม่ตอบเป็นการผิดต่อกฎหมายฉบับใด เพราะเหตุใด นอกจากนี้ที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าในฐานะคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมในการมีคำสั่งตัดสิทธิสอบของโจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มิได้ระบุว่าไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด มาตราใด เพราะเหตุใด รวมทั้งในส่วนของข้อหาหรือฐานความผิด โจทก์ระบุแต่เพียงว่าละเมิด ปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และอื่น ๆ แต่ในคำฟ้องไม่มีข้อความตอนใดที่บรรยายถึงการกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าว่ากระทำการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เรื่องใด มาตราใด คำฟ้องของโจทก์จึงไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่า มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 271
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิริมิตร บุญมูล
จำเลย — นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
วิชัย วิวิตเสวี
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7683 -ที่ 7693/2548
#266733
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปที่ซื้อมาใช้ในการผลิตผงชูรสสำเร็จรูปแทนการผลิตผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปจากกากน้ำตาลด้วยตนเองดังที่เคยกระทำมา เป็นการตัดทอนขั้นตอนการผลิตเดิมตั้งแต่การหมักกากน้ำตาล เลี้ยงเชื้อ ต้มน้ำตาล ในกระบวนการผลิตขั้นตอนที่ 1 ของขั้นตอนเพาะเชื้อ ถึงกระบวนการในห้องแยกน้ำแยกเนื้อผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปที่ห้องเอสดีซีซึ่งอยู่ในกระบวนการผลิตขั้นตอนที่ 2 ออก การปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยตัดทอนขั้นตอนการผลิตด้วยวิธีนี้จำเลยไม่ได้นำเครื่องจักรมาใช้ จำเลยมีวัตถุประสงค์ผลิตผงชูรส การนำน้ำที่เหลือจากการผลิตมารีไซเคิลเป็นเพียงการนำของเหลือที่จะทิ้งมาใช้อีกครั้ง สิ่งที่ได้เป็นผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับกำลังการผลิตต่อวันของจำเลย และเป็นการทำให้น้ำที่เหลือจากการผลิตสะอาดขึ้นก่อนปล่อยเป็นน้ำทิ้ง ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการผลิตของจำเลย ผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปที่ได้จากการรีไซเคิลน้ำเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น การที่จำเลยนำเครื่องโม่มาใช้ในการรีไซเคิลน้ำจึงไม่ใช่การที่นายจ้างปรับปรุงกระบวนการผลิตเนื่องจากการนำเครื่องจักรมาใช้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบเอ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยเรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพิเศษและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับค่าชดเชยพิเศษพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องตามคำขอบังคับท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด

จำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า?

จำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดเพราะจำเลยปรับปรุงกระบวนการผลิตอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักร (เครื่องโม่ 2 เครื่อง) มาใช้หรือไม่ เห็นว่า ผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปที่จำเลยซื้อมาใช้ในกระบวนการผลิตใหม่มีลักษณะเป็นเกล็ดอบแห้ง การที่จำเลยนำผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปหรือ GA ที่ซื้อมาใช้ในการผลิตผงชูรสสำเร็จรูปแทนการผลิตผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปจากกากน้ำตาลด้วยตนเองดังที่เคยกระทำมา อันเป็นการตัดทอนขั้นตอนการผลิตเดิมตั้งแต่การหมักกากน้ำตาล เลี้ยงเชื้อ ต้มน้ำตาล ในกระบวนการผลิตขั้นตอนที่ 1 ของขั้นตอนเพาะเชื้อ ถึงกระบวนการในห้องแยกน้ำแยกเนื้อผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปที่ห้องเอสดีซีซึ่งอยู่ในกระบวนการผลิตขั้นตอนที่ 2 ออก การปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยตัดทอนขั้นตอนการผลิตด้วยวิธีนี้จำเลยไม่ได้นำเครื่องจักรมาใช้ เครื่องจักรคือเครื่องโม่ 2 เครื่อง จึงไม่ใช่ต้นเหตุทำให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดในส่วนนี้ ส่วนการที่จำเลยนำเครื่องโม่ทั้งสองเครื่องมาใช้เกิดจากการที่จำเลยนำน้ำที่เหลือจากการผลิตผงชูรสในกระบวนการผลิตขั้นตอนที่ 3 หน่วยงานที่ 3 ปั่นแยกน้ำแยกเนื้อผงชูรสสำเร็จรูปแล้วครั้งหนึ่งมาปั่นแยกผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปออกจากน้ำอีกครั้งซึ่งเป็นการรีไซเคิลน้ำหรือเป็นการนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาผลิตอีกครั้ง ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่าในกระบวนการผลิตแบบเดิมจำเลยก็ไม่เคยทิ้งน้ำที่เหลือจากขั้นตอนที่ 3 ไปเลย แต่นำมารีไซเคิลตลอดมา โดยนำมาเข้าเครื่องโม่แยกน้ำแยกเนื้อผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปที่ห้องเอสดีซี (รวมกับผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปที่มาจากกระบวนการผลิตขั้นตอนที่ 1) ที่อยู่ในกระบวนการผลิตขั้นตอนที่ 2 หน่วยงานที่ 3 ส่วนตามกระบวนการผลิตใหม่เนื่องจากจำเลยเลิกใช้ห้องเอสดีซีจึงเปลี่ยนมาใช้เครื่องโม่จำนวน 2 เครื่อง แทนเครื่องโม่ที่เคยใช้ในห้องเอสดีซีซึ่งก็มีลักษณะไม่แตกต่างจากเครื่องโม่มากนัก แต่กำลังการผลิตแตกต่างกันมาก และมีขนาด ชนิด และคุณสมบัติเช่นเดียวกับเครื่องโม่ที่ใช้แยกน้ำแยกเนื้อผงชูรสสำเร็จรูปในกระบวนการผลิตขั้นตอนที่ 3 หน่วยงานที่ 3 อันเป็นเทคโนโลยีที่จำเลยใช้มา 30 ปีเศษ แล้ว จำเลยมีวัตถุประสงค์ผลิตผงชูรส การนำน้ำที่เหลือจากการผลิตมารีไซเคิลเป็นเพียงการนำของเหลือที่จะทิ้งมาใช้อีกครั้ง สิ่งที่ได้เป็นผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับกำลังการผลิตต่อวันของจำเลย และกล่าวได้ว่าเป็นการทำให้น้ำที่เหลือจากการผลิตสะอาดขึ้นก่อนปล่อยเป็นน้ำทิ้ง ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการผลิตของจำเลย ผงชูรสกึ่งสำเร็จรูปที่ได้จากการรีไซเคิลน้ำเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น การที่จำเลยนำเครื่องโม่มาใช้ในการรีไซเคิลน้ำจึงไม่ใช่การที่นายจ้างปรับปรุงกระบวนการผลิตเนื่องจาการนำเครื่องจักรมาใช้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 วรรคหนึ่ง จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 121 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวุฒิ รักใคร่ กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยชูรส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสถาพร ดาโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7680/2548
#266612
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏว่าเรือฉลอมลำเกิดเหตุซึ่งบรรทุกสินค้า 155 ถุง น้ำหนัก 186 ตัน จากที่สามารถบรรทุกน้ำหนักสูงสุดได้ 190 ตันเศษ ถูกนำไปจอดรวมกับเรืออีก 4 ลำ อยู่ที่ทุ่นกลางแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณที่จอดเรือเป็นทางเข้าออกของเรือเดินสมุทรหรือเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ ย่อมจะคาดหมายได้ว่าจะเกิดคลื่นขนาดใหญ่ได้ การที่เรือฉลอมบรรทุกสินค้าเต็มลำเรือเสมอกาบเรือโดยเรือพ้นจากผิวน้ำไม่เกิน 1 ศอก เมื่อถูกคลื่นขนาดใหญ่กระแทกน้ำย่อมเข้าเรือได้โดยง่าย ยิ่งนำไปผูกรวมกับเรืออื่น ๆ อีก 4 ลำ ทำให้เรือกระแทกกันเอง เพิ่มความรุนแรงในการกระแทกมากขึ้นและน้ำย่อมจะเข้าเรือได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ปรากฏว่าได้มีการระมัดระวังจัดการป้องกันมิให้น้ำเข้าเรือเมื่อโดนคลื่นขนาดใหญ่กระแทกอย่างไรบ้าง การนำเรือมาจอดที่ทุ่นจอดเรือและบรรทุกสินค้าไม่เกินพิกัดสูงสุดที่จะบรรทุกได้โดยไม่จัดการระมัดระวังป้องกันเป็นพิเศษอย่างใดเลย ไม่เป็นการป้องกันตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากผู้มีอาชีพขนส่งสินค้าทางเรือ แม้ว่าเมื่อเรือฉลอมดังกล่าวจมลง ผู้ควบคุมเรือได้ตัดเชือกที่ผูกโยงกับเรือลำอื่น ๆ ก็เป็นเพียงการป้องกันมิให้เรือลำอื่น ๆ ต้องจมลงไปด้วย มิใช่การป้องกันเรือลำเกิดเหตุ เรือฉลอมจมลงและสินค้าเสียหายจึงมิได้เกิดจากเหตุสุดวิสัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,696,296.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 3,553,897.22 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ร้องขอให้เรียกบริษัทไพบูลย์ประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 3,553,897.22 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ให้จำเลยร่วมรับผิดในต้นเงินไม่เกิน 3,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับบริษัทเทยิ่น โพลีเอสเตอร์ จำกัด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญารับขนนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นผู้นำเรือฉลอมมาใช้ในการขนส่งสินค้าที่ถ่ายมาจากเรือใหญ่เพื่อขนส่งไปยังท่าเรือจังหวัดปทุมธานี จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งที่เป็นคู่สัญญากับบริษัทเทยิ่น โพลีเอสเตอร์ จำกัด จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่เกิดขึ้นจากเรือฉลอมจมลงในระหว่างการดูแลรักษาสินค้าของจำเลยที่ 2 โดยผลของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 618 โดยไม่จำต้องเป็นคู่สัญญากับบริษัทเทยิ่น โพลีเอสเตอร์ จำกัด โดยตรง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมฎีกาในทำนองเดียวกันว่า เรือ ส.หงี่ฮั้ว จมและสินค้าพิพาทเสียหายเพราะเรือสินค้าขนาดใหญ่แล่นผ่านทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่กระแทกใส่จนน้ำเข้าเรือ ส.หงี่ฮั้ว จม มิได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 2 และเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ขนส่ง ป.พ.พ. มาตรา 616 บัญญัติให้ผู้ขนส่งรับผิดในการที่ของอันเขามอบหมายสูญหายหรือบุบสลาย เว้นแต่การสูญหายหรือบุบสลายนั้นเกิดแต่เหตุสุดวิสัย ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ขนส่งจะประมาทเลินเล่อหรือไม่ เหตุสุดวิสัย หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น เมื่อเรือฉลอม ส.หงี่ฮั้ว ลำเกิดเหตุบรรทุกสินค้า 155 ถุง น้ำหนัก 186 ตัน จากที่สามารถบรรทุกน้ำหนักสูงสุด 190 ตันเศษ แล้วนำไปจอดผูกรวมกับเรืออีก 4 ลำ ที่ทุ่นจอดเรือดังกล่าว ได้ความว่าบริเวณท่าเรือกรุงเทพที่จอดเรือเป็นทางเข้าออกของเรือเดินสมุทรหรือเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ ย่อมจะพึงคาดหมายได้ว่าจะทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ได้เป็นธรรมดา การที่เรือฉลอม ส.หงี่ฮั้ว บรรทุกสินค้าเต็มลำเรือ เสมอกาบเรือโดยเรือพ้นจากผิวน้ำไม่เกิน 1 ศอก เมื่อถูกคลื่นขนาดใหญ่กระแทกน้ำย่อมเข้าเรือได้โดยง่ายยิ่งนำไปผูกรวมกับเรืออื่น ๆ อีก 4 ลำ ทำให้เรือกระแทกกันเอง เพิ่มความรุนแรงในการกระแทกมากขึ้น และน้ำย่อมจะเข้าเรือได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ปรากฏว่าได้มีการระมัดระวังจัดการป้องกันมิให้น้ำเข้าเรือเมื่อโดนคลื่นขนาดใหญ่กระแทกอย่างไรบ้าง การนำเรือมาจอดที่ทุ่นจอดเรือและบรรทุกสินค้าแม้ไม่เกินพิกัดสูงสุดที่จะบรรทุกได้ แต่ไม่จัดการระมัดระวังป้องกันพิเศษแต่อย่างใดเลย ไม่เป็นการป้องกันตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากผู้มีอาชีพขนส่งสินค้าทางเรือ แม้ว่าเมื่อเรือฉลอม ส.หงี่ฮั้ว จมลง นายห้อยจะได้ตัดเชือกที่ผูกโยงกับเรือลำอื่น ๆ ก็เป็นเพียงการป้องกันมิให้เรือลำอื่น ๆ ต้องจมลงไปด้วย มิใช่การป้องกันเรือลำเกิดเหตุ เหตุเรือฉลอม ส.หงี่ฮั้ว จมลง และสินค้าเสียหาย จึงมิได้เกิดจากเหตุสุดวิสัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ และจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญากรมธรรม์ที่ทำกับจำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันวินาศภัยกับจำเลยร่วมในวงเงิน 28,316,250 บาท จำเลยร่วมจึงต้องร่วมรับผิดในจำนวนเงินค่าเสียหายเท่ากับจำเลยที่ 1 เห็นว่า ตามกรมธรรม์เปิดและคำแปลมีข้อตกลงจำกัดความรับผิดไว้ลำละ 3,000,000 บาท จำเลยร่วมจะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์เพียง 3,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 8 ม. 616
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดอะโตกิโอมารีนแอนด์ไฟร์อินชัวรันส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทสยามสากลบริการ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญเจือ รัตนสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7675/2548
#266820
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศของโจทก์ที่แจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงความจำเป็นของโจทก์ที่ต้องหยุดกิจการทั้งหมดลงชั่วคราวและจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่โจทก์หยุดกิจการชั่วคราวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 มิใช่หนังสือเลิกจ้างลูกจ้าง แม้ในประกาศจะระบุให้ลูกจ้างพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานไปทันทีที่ไปทำงานประจำกับนิติบุคคลอื่น ก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่โจทก์จะใช้สิทธิเลิกจ้างลูกจ้างเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างไปทำงานกับนิติบุคคลอื่นจึงมิใช่เป็นการตกลงเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ยังคงเป็นลูกจ้างโจทก์ ระหว่างที่โจทก์ประกาศหยุดกิจการชั่วคราว โจทก์มิได้มอบหมายงานให้จำเลยที่ 2 ทำ ส่วนเงินที่โจทก์จ่ายให้ในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างก็มิใช่ค่าจ้าง แต่เป็นเงินที่ต้องจ่ายตาม มาตรา 75 และบทมาตราดังกล่าวก็มิได้บัญญัติห้ามลูกจ้างไปทำงานกับบุคคลอื่นในระหว่างที่นายจ้างประกาศหยุดกิจการชั่วคราว การที่จำเลยที่ 2 ไปทำงานกับนิติบุคคลอื่นจึงมิใช่การละทิ้งหน้าที่หรือทำผิดสัญญาจ้าง เมื่อโจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยที่จำเลยที่ 2 มิได้กระทำผิดตาม มาตรา 119 โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 1 ที่ 105/2545 และมีคำสั่งให้การเลิกจ้างจำเลยที่ 2 เป็นการเลิกจ้างที่โจทก์ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง แต่การเลิกจ้างจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะกรณีดังกล่าวไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กแผ่นชนิดต่าง ๆ ต่อมาในปี 2540 กิจการของโจทก์ประสบกับการขาดสภาพคล่องเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โจทก์มีประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราวและจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่โจทก์ไม่ให้ลูกจ้างทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไป โดยกำหนดเงื่อนไขว่าหากลูกจ้างคนใดไปทำงานกับนิติบุคคลอื่นให้สถานภาพการเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลงทันที ประกาศของโจทก์นั้น เป็นเพียงประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบถึงความจำเป็นของโจทก์ที่ต้องหยุดกิจการทั้งหมดลงชั่วคราวและจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่โจทก์หยุดกิจการชั่วคราว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 แต่มิใช่หนังสือเลิกจ้าง แม้ในประกาศจะระบุให้ลูกจ้างพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานทันทีที่ไปทำงานประจำกับนิติบุคคลอื่น ก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่โจทก์จะใช้สิทธิเลิกจ้างลูกจ้างเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 ไปทำงานกับนิติบุคคลอื่น จึงมิใช่เป็นการตกลงเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์อันจะทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุด จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของโจทก์มีหน้าที่ต้องทำงานตามที่โจทก์มอบหมายตามวันเวลาทำงานและสถานที่ทำงานที่โจทก์กำหนดโดยอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของโจทก์ ซึ่งโจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานของจำเลยที่ 2 ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 2 ทำงานให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และ 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 แม้จำเลยที่ 2 ยังเป็นลูกจ้างของโจทก์ในระหว่างโจทก์ประกาศหยุดกิจการชั่วคราว แต่โจทก์ก็มิได้มอบหมายงานให้จำเลยที่ 2 ทำในระหว่างนี้ ส่วนเงินที่โจทก์จ่ายให้จำเลยที่ 2 ในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างนั้น ก็เป็นเงินที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 มิใช่เงินค่าจ้างที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน อีกทั้งมาตรา 75 ก็มิได้บัญญัติห้ามลูกจ้างไปทำงานให้แก่บุคคลอื่นในระหว่างที่นายจ้างประกาศหยุดกิจการชั่วคราว การที่จำเลยที่ 2 ไปทำงานกับนิติบุคคลอื่น จึงมิใช่เป็นการละทิ้งหน้าที่หรือทำผิดสัญญาจ้าง และไม่เป็นการเอาเปรียบโจทก์ที่รับเงินสองทาง เพราะเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยที่ 2 ในอัตราร้อยละห้าสิบนั้น มิใช่ค่าจ้าง เมื่อโจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 โดยที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2 ตามมาตรา 118 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 75 ม. 118 ม. 119
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
ชื่อคู่ความ
โดยบริษัทมหาราชแพลนเนอร์ — บริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — จำกัด ผู้ทำแผน
จำเลย — พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสัญญา ภูริภักดี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7657/2548
#268514
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การมีผลเป็นการสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (3) ซึ่งมิให้ถือว่าเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยให้อุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใชแก่โจทก์มาวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมอุทธรณ์ตามมาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 3,667,394.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,972,037.23 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดจำนวน 6,629,938.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,600,121.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22002 ตำบลหัวเวียง (เชียงราย) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเสร็จแล้ว ก่อนนัดฟังคำพิพากษาจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและยื่นคำร้องขอให้ส่งปัญหาข้อกฎหมายตามคำให้การที่ขอแก้ไขไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่า จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้วและเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ลักษณะเป็นการประวิงคดี จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ส่วนคำร้องขอให้ส่งปัญหาข้อกฎหมายไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าศาลไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การจึงไม่มีประเด็นในคำให้การเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามคำร้องฉบับนี้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดจำนวน 6,629,938.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,600,121.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 1,972,037.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดที่โจทก์มีสิทธิเรียกเก็บได้ตามเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11 นับแต่วันฟ้องย้อนขึ้นไปไม่เกิน 5 ปี และให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22002 ตำบลหัวเวียง (เชียงราย) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดมานำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 200,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเพิ่มเติมคำให้การ ส่วนอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งศาลไว้ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฉบับ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ที่ไม่ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปในคำพิพากษาฉบับเดียวกัน คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฉบับชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเป็นคำสั่งที่ไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 และ 228 (3) ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง 200 บาท โดยไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมอื่นดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 229 นั้น เห็นว่า แม้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การจะมีผลเป็นการสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (3) ซึ่งมิให้ถือว่าคำสั่งในระหว่างพิจารณาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์มาวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบที่จะพิพากษายกอุทธรณ์นั้นเสียได้ ส่วนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ได้รับอุทธรณ์ที่ไม่ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์เช่นว่านี้จำเลยผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 5 ชอบที่จะมีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับนี้ของจำเลยเสียได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฉบับจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวเบญจา อังควัฒนากระวี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7656/2548
#268513
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 โดยรับว่าเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์ 60,000 บาท จึงมีผลเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือและเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ด้วย การกู้ยืมเงินไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีอายุความในตัวเองเพียงแต่มีผลทำให้อายุความในมูลหนี้เดิมสะดุดหยุดลง เมื่อนับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2540 ถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดียังไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ

การที่ลูกหนี้รับสภาพหนี้มิใช่กรณีลูกหนี้รับสภาพความผิดภายหลังมูลหนี้เดิมขาดอายุความแล้วที่จะมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับสภาพหนี้โดยรับว่าเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 60,000 บาท ยินยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ดังกล่าว หลังจากการทำสัญญาแล้วไม่มีการชำระหนี้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้เงินแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะจำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 พ้นกำหนดระยะเวลา 2 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า เมื่อต้นปี 2540 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้ง แต่ไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมไว้ ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ โดยรับว่าเป็นหนี้เงินยืมจำนวน 60,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 และมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.2 ตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.1 ต้องอยู่ในข้อบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี นับแต่วันทำหนังสือรับสภาพหนี้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า เมื่อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ โดยรับว่าเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 60,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.1 เช่นนี้ หนังสือรับสภาพหนี้ เอกสารหมาย จ.1 จึงมีผลเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือและเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ด้วย การกู้ยืมเงินไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีอายุความในตัวเอง เพียงแต่มีผลทำให้อายุความในมูลหนี้เดิมสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อนับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันทำหนังสือรับสภาพหนี้ ถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องคดียังไม่เกิน 10 ปี ดังนั้น คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าต้องอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/35 นั้น เป็นกรณีลูกหนี้รับสภาพความผิดภายหลังมูลหนี้เดิมขาดอายุความแล้วจึงใช้อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/35 บังคับ ซึ่งรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/35 ม. 193/14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัณฑิต จันทร์พิทักษ์ชัย
จำเลย — นายเฉลิมพงษ์ ศรีธัญรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
เรวัตร อิศราภรณ์
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7655/2548
#272556
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย ระบุว่าในกรณีมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด มิได้มีข้อความใดๆ กำหนดว่าก่อนจะมีการบอกเลิกสัญญาต้องนำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการก่อน และกรณีนี้ก็ได้มีการนำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนฟ้องคดีแล้ว ตามสัญญาข้อ 21.4 ระบุว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือของอนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาดแล้วแต่กรณี ให้ถือเป็นเด็ดขาดและถึงที่สุดผูกพันคู่สัญญา เมื่อได้พิจารณาประกอบกับ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 20 แล้ว เห็นว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมิได้วินิจฉัยชี้ขาดเกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอของคู่กรณี คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงชอบด้วยกฎหมาย เป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณีตามมาตรา 22 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างระบบระบายน้ำและบำบัดน้ำเสียพื้นที่เร่งด่วนระยะที่ 1 ภายในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี รวมเป็นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 48,500,000 บาท ต่อมาจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์โดยโจทก์มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่อย่างใด โจทก์จึงเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดว่าโจทก์ไม่ได้ผิดสัญญาจ้าง การบอกเลิกสัญญาจ้างไม่ชอบ ให้จำเลยชำระค่าจ้างงวดที่ 1 และงวดที่ 2 เป็นเงิน 4,850,000 บาท และค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นเงิน 43,275,879.02 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยส่งมอบหนังสือสัญญาค้ำประกันคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 43,275,879.02 บาท นับถัดจากวันเสนอข้อพิพาทจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับการขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปถึง 416 วัน จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ระงับการพิจารณาคดีชั้นอนุญาโตตุลาการและยกคำเสนอข้อพิพาทของโจทก์ คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้จำเลยใช้เงินจำนวน 2,121,875 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้เนื่องจากเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดโดยขัดต่อบทกฎหมาย กล่าวคือ การที่อนุญาโตตุลาการไม่ได้วินิจฉัยการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ต้องนำข้อพิพาทเสนอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนแต่กลับวินิจฉัยชี้ขาดว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดผิดไปจากสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลย และที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้จำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์ 2,121,875 บาท ก็เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดที่มีข้อบกพร่องอันเป็นสาระสำคัญที่ศาลสามารถแก้ไขได้เพราะโจทก์ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จไปแล้ว 2 งวด และกำลังก่อสร้างงวดที่ 3 จำเลยจึงต้องชดใช้เงินแก่โจทก์ 4,850,000 บาท กับค่าใช้จ่ายในการเตรียมงานอีก 43,275,879.02 บาท ขอให้พิพากษาว่าคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้จำเลยชดใช้เงินค่าก่อสร้างงวดที่ 1 และงวดที่ 2 แก่โจทก์จำนวน 4,850,000 บาท กับค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการก่อสร้างเป็นเงิน 43,275,879.02 บาท จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้แก้คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเนื่องจากก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้เสนอข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาตามฟ้องในอนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาด โดยอนุญาโตตุลาการพิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยชี้ขาดและส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงคู่กรณีที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคสี่แล้ว คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณีตามมาตรา 22 โจทก์คงมีสิทธิเพียงยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาดเพื่อให้มีคำพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 23 และ 24 การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาแก้คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้จำเลยใช้เงินค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมเป็นเงิน 48,125,879.02 บาท แก่โจทก์ เป็นการฟ้องขอให้เปลี่ยนแปลงคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในข้อสาระสำคัญ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคดี ก่อนศาลชั้นต้นชี้สองสถาน จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและงดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าก่อนจำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์ จำเลยมิได้เอาข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเสนอต่ออนุญาโตตุลาการให้ชี้ขาดเสียก่อนว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อนบอกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างข้อ 21 จำเลยให้การว่าโจทก์เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างจึงบอกเลิกสัญญาจ้างและได้มีการนำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดแล้ว เห็นว่า ตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยข้อ 21.1 ระบุว่าในกรณีมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด ซึ่งมิได้มีข้อความใดๆ กำหนดว่าก่อนจะมีการบอกเลิกสัญญากันต้องนำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน และกรณีนี้ก็ได้มีการนำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนฟ้องคดี กล่าวคือ อนุญาโตตุลาการได้ชี้ขาดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันก่อนวันฟ้องคดีนี้คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 และตามสัญญาข้อ 21.4 ยังระบุอีกว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือของอนุญาโตตุลาการผู้ชี้ขาดแล้วแต่กรณีให้ถือเป็นเด็ดขาดและถึงที่สุดผูกพันคู่สัญญา เมื่อได้พิจารณาประกอบกับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 มาตรา 20 แล้ว เห็นว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมิได้วินิจฉัยชี้ขาดเกินขอบเขตแห่งสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือคำขอของคู่กรณี คำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจึงชอบด้วยกฎหมาย เป็นที่สุดและผูกพันคู่กรณีตามมาตรา 22 แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า คดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 26 จึงพิพากษายกอุทธรณ์นั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 20 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดภัทรพนธ์การก่อสร้าง
จำเลย — เทศบาลเมืองกาญจนบุรี
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7613 -ที่ 7626/2548
#267446
เปิดฉบับเต็ม

ค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน ซึ่งนายจ้างยังไม่ได้จ่ายให้แก่ลูกจ้าง จึงเป็นค่าจ้าง ซึ่ง ป.พ.พ. บัญญัติอายุความที่ลูกจ้างเรียกเอาค่าจ้างมีกำหนด 2 ปี ไว้โดยเฉพาะแล้วในมาตรา 193/34 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึง ที่ 14 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสิบสี่สำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าจ้างค้างจ่าย เงินประกันสังคมที่จำเลยทั้งสองหักไว้แต่ไม่นำส่งสำนักงานประกันสังคมและเงินกองทุนสะสมพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13 และจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชย กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายตามคำฟ้องของโจทก์ที่ 14 แก่โจทก์ที่ 14

จำเลยทั้งสองทั้งสิบสี่สำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 นายสุจินต์ นายสุรพล และนางสาวฐิตินาถ เป็นกรรมการของบริษัทวิเศษอุดมทรัพย์ จำกัด โดยกรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทกระทำการแทนบริษัทได้ บริษัทวิเศษอุดมทรัพย์ จำกัด ถูกฟ้องล้มละลาย ศาลจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งและศาลฎีกาพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ทั้งสิบสี่แถลงว่า ประสงค์เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าจ้างค้างจ่ายเพียงอย่างเดียว ไม่ติดใจเรียกร้องเงินประกันสังคม เงินกองทุนเงินสะสม ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีกต่อไป

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 235,766 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 14,570 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 11,097 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 76,964 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 30,000 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 19,900 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 366,690 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 145,733 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 29,340 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 166,111 บาท โจทก์ที่ 11 จำนวน 35,000 บาท โจทก์ที่ 12 จำนวน 29,865 บาท โจทก์ที่ 13 จำนวน 112,869 บาท โจทก์ที่ 14 จำนวน 564,724 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินของโจทก์แต่ละคนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองทั้งสิบสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่าการฟ้องเรียกค่าจ้างค้างจ่ายมีอายุความ 2 ปี หรือ 5 ปี เห็นว่า ค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานซึ่งนายจ้างยังไม่ได้จ่ายให้แก่ลูกจ้าง จึงเป็นค่าจ้าง ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติอายุความที่ลูกจ้างเรียกเอาค่าจ้างมีกำหนด 2 ปี ไว้โดยเฉพาะแล้วในมาตรา 193/34 (9) โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13 ฟ้องวันที่ 29 พฤศจิกายน 2545 ดังนั้น ค่าจ้างค้างจ่ายก่อนวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 จึงขาดอายุความ ส่วนโจทก์ที่ 14 ฟ้องเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2546 ดังนั้น ค่าจ้างค้างจ่ายก่อนวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 จึงขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 11,097 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 30,590 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 20,236 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 30,240 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 135,524 บาท โจทก์ที่ 11 จำนวน 35,758 บาท โจทก์ที่ 13 จำนวน 93,765 บาท และโจทก์ที่ 14 จำนวน 325,184.33 บาท แต่ทั้งนี้โจทก์ดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าจ้างค้างจ่ายในจำนวนที่หักเงินประกันสังคมและภาษีเงินได้ตามกฎหมายออกแล้ว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินของโจทก์แต่ละคน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องของโจทก์ที่ 2 ให้ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในค่าจ้างค้างจ่ายของโจทก์ที่ 1 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 และ ที่ 12 แล้วส่งสำนวนคืนศาลฎีกาโดยเร็วตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง หรือดำเนินการต่อไปตามวรรคสาม.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (9)
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอำนาจ แทนสกุล กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงแรมวิเศษ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 8 — นายวิชิต ทัศนานุกุลกิจ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา