คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6523/2548
#410768
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานยื่นขอรับอนุสิทธิบัตรโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้ไปซึ่งอนุสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 87 เป็นการกระทำความผิดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้น เฉพาะพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้นที่จะเป็นผู้เสียหายเนื่องจากการกระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 172, 174 วรรคท้าย, 267 พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 87

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายโดยไม่ได้ระบุว่าอุทธรณ์ข้อใดของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ตรวจอุทธรณ์ของโจทก์แล้วปรากฏว่าโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหายื่นขอรับอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้ไปซึ่งอนุสิทธิบัตร เห็นว่า ความผิดฐานยื่นขอรับอนุสิทธิบัตรโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้ไปซึ่งอนุสิทธิบัตรตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 87 เป็นการกระทำความผิดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้น เฉพาะพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้นที่จะเป็นผู้เสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานนี้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ถึงแม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโจทก์ แต่ในกรณีเช่นนี้พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้กำหนดกระบวนการที่จะแก้ไขความเสียหายไว้แล้วว่า ในกรณีที่อนุสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์ เช่น ไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม บุคคลที่กล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตร หรือบุคคลที่มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการอาจฟ้องต่อศาล ขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 นว ซึ่งถือเป็นกระบวนการในการพิสูจน์สิทธิของอนุสิทธิบัตรซึ่งโจทก์ก็ได้ดำเนินการฟ้องจำเลยนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 87
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วินเทค แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
จำเลย — นายฉลาด รัศมีแสงทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6519/2548
#266485
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าข้าวจากบริษัท ซ. ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าข้าว เมื่อสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายในระหว่างการขนส่ง โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 877 อันเป็นการชำระหนี้ตามกฎหมาย และผลแห่งการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวทำให้โจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากจำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่งสินค้าข้าวพิพาทได้ในนามของโจทก์เองตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง และการรับช่วงสิทธิของโจทก์ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยอำนาจแห่งกฎหมาย หาใช่เกิดจากข้อตกลงของคู่กรณีในสัญญาประกันภัยไม่ แม้เอกสารการรับช่วงสิทธิไม่มีกรรมการที่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ซ. ลงลายมือชื่อพร้อมกับประทับตราสำคัญของบริษัท ก็ไม่มีผลทำให้การรับช่วงสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เป็นอันสิ้นสิทธิหรือระงับสิ้นไป

บทบัญญัติมาตรา 142 (6) แห่ง ป.วิ.พ. เป็นข้อยกเว้นของหลักทั่วไปตามมาตรา 142 ที่ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง บทบัญญัติที่เป็นข้อยกเว้นดังกล่าวนี้นำมาใช้บังคับแก่การพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ได้โดยอนุโลมตามมาตรา 246 ดังนั้น ในการพิจารณาคดีชั้นอุทธรณ์แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์กำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นสมควรใช้ดุลพินิจตามมาตรา 142 (6) โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของจำเลยแล้ว กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษานับถัดจากวันฟ้อง จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือขัดต่อบทกฎหมาย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 877 ม. 880 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 (6) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีอยุธยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท เค เอส โอเรียนเต็ล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวธิติยา เอกกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6517/2548
#266594
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ไม่รับคำฟ้องโจทก์เนื่องจากเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 10 (2) ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 24 วรรคสอง เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลฎีกามาพร้อมกับอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง โดยต้องส่งอุทธรณ์และคำร้องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์และรับอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตามศาลฎีกาพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ต้องห้ามอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว ไม่มีเหตุสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดที่จะรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาตามมาตรา 26 วรรคสี่ แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกัน แต่มิได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 10 (2) โดยมิได้กล่าวในฟ้องว่าถ้าจำเลยล้มละลายแล้วจะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายหรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว หนี้ยังขาดอยู่ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท เป็นฟ้องที่ไม่ชอบที่จะรับไว้พิจารณาและมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลและเงินประกันค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์เนื่องจากเห็นว่าเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 10 (2) คำสั่งศาลล้มละลายกลางดังกล่าวต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 24 วรรคสอง เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องเพื่อขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาพร้อมอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยต้องส่งอุทธรณ์และคำร้องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา ดังนี้ การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์และรับอุทธรณ์ของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตามศาลฎีกาพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว ไม่มีเหตุสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาดที่จะรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาตามมาตรา 26 วรรคสี่ แต่อย่างใด

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่ส่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 10 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสำราญหรือโชติพงษ์หรือธนประเสริฐ กรุงไกรจักร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสมบูรณ์ รู้กิจการพานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สมชาย พงษธา
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6516/2548
#266598
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามคำฟ้องเป็นหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยต้องผูกพันในผลของคำพิพากษาจนกว่าคำพิพากษานั้นจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียในที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 และถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (3) ที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 4469/2544 ให้จำเลยกับพวกอีก 2 คน ชำระเงิน 148,472,881 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี และเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 1 ต่อปี จากต้นเงิน 140,000,000 บาท นับแต่วันที่ 17 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยได้รับหนังสือทวงถามโดยชอบแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าคดีของศาลแพ่งดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งอาจถูกกลับหรือแก้ไขโดยคำพิพากษาศาลฎีกา ข้อเท็จจริงไม่อาจฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ จึงยังไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามคำฟ้องเป็นหนี้ตามคำพิพากษาดังนั้นจำเลยต้องผูกพันในผลของคำพิพากษาจนกว่าคำพิพากษานั้นจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียในที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 และถือว่าเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9 (3) ที่โจทก์นำมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์แล้วไม่ชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (9) ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว จำเลยให้การว่าจำเลยมีทรัพย์สินเป็นเงินสด เงินฝากในสถาบันการเงิน ที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง สิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ใบอนุญาตประกอบกิจการ และกิจการทั้งหลายมีมูลค่ามากกว่าหนี้สินที่มีกับโจทก์หลายเท่า แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่ามีทรัพย์สินดังที่ให้การไว้พยานหลักฐานจำเลยไม่พอฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย โจทก์นำสืบด้วยว่าจำเลยถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องที่ศาลแพ่ง 57 คดี ศาลพิพากษาแล้วจำนวนหนี้ 400,000,000 บาท ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรูมาโฮสดิ้ง บี.วี. จำกัด
จำเลย — นางนงเยาว์ โตวชิรกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6490/2548
#266639
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะเกิดเหตุผู้ตายจะเข้าไปในบริเวณบ่อปลากัดของจำเลยเพื่อลักปลากัด ซึ่งถ้าจำเลยพบเห็นจำเลยย่อมมีสิทธิทำร้ายผู้ตายพอสมควรแก่เหตุเพื่อป้องกันทรัพย์สินของตนได้ แต่กระแสไฟฟ้าที่จำเลยปล่อยผ่านเส้นลวดที่ล้อมรอบบ่อปลากัดย่อมเป็นอันตรายร้ายแรงโดยสภาพซึ่งสามารถทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ ส่วนทรัพย์สินของจำเลยเป็นเพียงปลากัดมีมูลค่าไม่มากนัก การปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าเส้นลวดกับการป้องกันทรัพย์สินของจำเลยย่อมไม่เป็นสัดส่วนกัน เมื่อผู้ตายถูกกระแสไฟฟ้าที่จำเลยปล่อยผ่านเส้นลวดดังกล่าวดูดถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนเกินสมควรกว่าเหตุตาม ป.อ. มาตรา 69

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เวลากลางวันจำเลยปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาด 220 โวลต์ ไปตามสายไฟฟ้าที่ต่อกับเส้นลวดสื่อไฟฟ้า โดยมีเจตนาทำร้ายผู้อื่น เป็นเหตุให้เด็กชายนรินทร์ถูกเส้นลวดดังกล่าวกระแสไฟฟ้าดูดถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 290

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 69 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การในชั้นจับกุมชั้นสอบสวนและเบิกความรับข้อเท็จจริงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันสิทธิของตนเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุผู้ตายจะเข้าไปบริเวณบ่อปลากัดของจำเลยเพื่อลักปลากัดซึ่งถ้าจำเลยพบเห็นเข้าจำเลยย่อมมีสิทธิทำร้ายผู้ตายที่พอสมควรแก่เหตุเพื่อป้องกันทรัพย์สินของจำเลยได้ แต่กระแสไฟฟ้าที่จำเลยปล่อยผ่านเส้นลวดที่ล้อมรอบบ่อปลากัดย่อมเป็นอันตรายร้ายแรงโดยสภาพซึ่งสามารถทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ ส่วนทรัพย์สินของจำเลยเป็นเพียงปลากัดมีมูลค่าไม่มากเท่าใดนัก การปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าเส้นลวดกับการป้องกันทรัพย์สินของจำเลยย่อมไม่เป็นสัดส่วนกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนเกินสมควรกว่าเหตุตาม ป.อ. มาตรา 69 ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ติดป้ายเตือนว่าได้เดินกระแสไฟฟ้าโดยติดไว้ที่ปากทางเข้าบ้านตามภาพถ่ายนั้น ปรากฏจากคำเบิกความของเด็กชายโพยมผู้พบศพผู้ตายเป็นคนแรก สิบตำรวจโทเปี่ยมศักดิ์ผู้จับกุมจำเลยและพันตำรวจตรีสัญญาพนักงานสอบสวนซึ่งได้ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุในวันเกิดเหตุว่าในบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีป้ายเตือนแต่อย่างไร ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การว่า ญาติของจำเลยเพิ่งจะนำป้ายมาติดภายหลังเกิดเหตุแล้วตามคำให้การของผู้ต้องหา ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ติดป้ายเตือนไว้ จำเลยจึงมีความผิดฐานมิได้มีเจตนาฆ่าแต่ทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 69 ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำคุกและไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น เหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 69 ม. 290 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ บุญพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นางสาวอุษณีย์ วิลาศชัยยันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสิทธิชัย พรหมศร
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6480/2548
#266469
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมเห็น อ. นั่งดื่มสุราอยู่ที่หน้าร้านของจำเลย ต่อมาจำเลยเข้ามาทวงหนี้จากโจทก์ร่วมโดยจำเลยกับ อ. พากันเข้ามาในร้านเกมของโจทก์ร่วมพร้อมกัน แล้วจำเลยชี้ตัวโจทก์ร่วมให้ อ. ดูพร้อมกับพูดว่า คนนี้แหละชื่อยันต์ หลังจากนั้น อ. พูดว่า มึงพากูออกไปตามหาพ่อมึง ติดหนี้แล้วต้องใช้หนี้ เมื่อโจทก์ร่วมบอกว่าไม่ทราบว่าพ่ออยู่ที่ไหนและไม่ยอมไป อ. ก็เดินเข้ามาเตะโจทก์ร่วม พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยดังกล่าวเช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยสมคบร่วมกันกับ อ. มาเตะทำร้ายโจทก์ร่วมแล้ว แม้ขณะที่ อ. เข้ามาเตะทำร้ายโจทก์ร่วม จำเลยจะเพียงแต่ยืนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้พูดอะไรก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 83, 295, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายมัธยันต์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83, 295, 364, 365 (1) (2) (3) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 365 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 364, 365 (1) (2) (3) ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าว คงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 295 จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 364, 365 (1) (2) (3) ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าว คงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 295 จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น สำหรับข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงพิพากษาแก้เฉพาะโทษอันเป็นการพิพากษาแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี คู่ความจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยไม่เข้าลักษณะเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนายอ๊อดตาม ป.อ. มาตรา 83 ซึ่งคดีที่มีปัญหาแต่เฉพาะข้อกฎหมายเช่นนี้ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 222 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมเห็นนายอ๊อดนั่งดื่มสุราอยู่ที่หน้าร้านของจำเลย ต่อมาจำเลยเข้ามาทวงหนี้จากโจทก์ร่วมโดยจำเลยกับนายอ๊อดพากันเข้ามาในร้านเกมของโจกท์ร่วมพร้อมกัน แล้วจำเลยชี้ตัวโจทก์ร่วมให้นายอ๊อดดูพร้อมกับพูดว่าคนนี้แหละชื่อยันต์ นายอ๊อดพูดว่า มึงพากูออกไปตามหาพ่อมึง ติดหนี้แล้วต้องใช้หนี้ เมื่อโจทก์ร่วมบอกว่าไม่ทราบว่าพ่ออยู่ที่ไหนและไม่ยอมไป นายอ๊อดก็เดินเข้ามาเตะโจทก์ร่วมเช่นนี้ เห็นว่า พฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยได้สมคบร่วมกันกับนายอ๊อดมาเตะทำร้ายโจทก์ร่วมแล้ว แม้ว่าขณะที่นายอ๊อดเข้ามาเตะทำร้ายโจทก์ร่วม จำเลยจะเพียงแต่ยืนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้พูดอะไรดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยแสดงว่าจำเลยกับนายอ๊อดได้ร่วมคบคิดและวางแผนกันมาล่วงหน้าจึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนายอ๊อดด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
โจทก์ร่วม — นายมัธยันต์ สีสุวอ
จำเลย — นางพิราภรณ์ ชาวสระใคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6473/2548
#268212
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดก เพราะเหตุผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควรก็ได้ แต่เหตุที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างว่าทรัพย์สินตามคำร้องมิใช่ทรัพย์ของเจ้ามรดกแต่เป็นของผู้คัดค้าน มิใช่เหตุตามกฎหมายดังกล่าวอันจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากวันที่ 24 กันยายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางณัฐกฤตา อสุนี ณ อยุธยา ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุริเยศ อสุนี ณ อยุธยา เจ้ามรดก

ต่อมานายทองเจือ อสุนี ณ อยุธยา ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านขอให้เพิกถอนคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกด้วยเหตุที่ผู้ร้องระบุทรัพย์สินของผู้คัดค้านเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก และผู้ร้องไม่นำผู้คัดค้านไปเบิกความเป็นพยานในชั้นไต่สวนคำร้อง ซึ่งเหตุดังกล่าวมิใช่เหตุตามกฎหมายที่จะเพิกถอนผู้จัดการมรดกได้ จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า มีเหตุสมควรถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า การที่ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินและรถยนต์ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนารายการจดทะเบียนเจ้าของรถเอกสารหมาย ร.6 และ ร.7 เป็นของเจ้ามรดก ซึ่งความจริงทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้าน ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะใช้สิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก ขอให้ศาลถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกนั้น เห็นว่า ผู้คัดค้านมิได้คัดค้านว่าผู้ร้องมิใช่ทายาหรือมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก หรือผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกแต่ประการใด ผู้คัดค้านอ้างแต่เพียงว่าที่ดินและรถยนต์ที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นของเจ้ามรดกเป็นของผู้คัดค้านขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกโดยเหตุที่ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมาแบ่งปันกันระหว่างทายาท หากบุคคลใดเห็นว่าทรัพย์สินที่ผู้จัดการมรดกรวบรวมมาแบ่งปันกันระหว่างทายาท มิใช่ของเจ้ามรดก บุคคลนั้นก็ชอบที่จะว่ากล่าวคัดค้านเอาแก่ผู้จัดการมรดกในชั้นรวบรวมแบ่งทรัพย์มรดกให้ ทรัพย์สินที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นของเจ้ามรดกอาจจะมิใช่ทรัพย์สินของเจ้ามรดกก็เป็นได้ การโต้แย้งกันระหว่างผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินกับผู้จัดการมรดกก็ต้องว่ากล่าวกันอีกต่างหากสิทธิของผู้เป็นเจ้าของทรัพย์มีอยู่อย่างใดก็คงมีอยู่อย่างนั้น มิได้เสียไปแต่ประการใด เนื่องจากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้จัดการมรดก เพราะเหตุผู้จัดการมรดกละเลยไม่ทำตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุอย่างอื่นที่สมควรก็ได้ แต่เหตุที่ผู้คัดค้านยกขึ้นอ้างเป็นเรื่องคัดค้านว่าทรัพย์สินตามคำร้องมิใช่ทรัพย์ของเจ้ามรดกแต่เป็นของผู้คัดค้าน จึงมิใช่เหตุตามกฎหมายดังกล่าวอันจะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ส่วนที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องอ้างผู้คัดค้านเป็นพยานแต่มิได้นำผู้คัดค้านเข้ามาในคดีเพื่อเบิกความพยานเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ในชั้นยื่นคำร้องขอจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกผู้ร้องก็ระบุว่าผู้คัดค้านเป็นทายาทของเจ้ามรดก และอ้างผู้คัดค้านเป็นพยานผู้ร้องด้วย แม้ต่อมาจะมิได้นำผู้คัดค้านมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลก็เป็นสิทธิของผู้ร้องที่จะนำผู้ใดมาเบิกความเป็นพยานผู้ร้อง ผู้ร้องหาจำต้องสืบพยานผู้ร้องตามบัญชีระบุพยานที่เสนอต่อศาลทั้งหมดไม่ ดังนั้น การที่ผู้ร้องอ้างผู้คัดค้านเป็นพยานของผู้ร้อง แต่มิได้นำผู้คัดค้านมาเบิกความต่อศาล ผู้คัดค้านย่อมไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้ผู้คัดค้านเสียหาย ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้คัดค้านนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1727
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางณัฐกฤตา อสุนี ณ อยุธยา
ผู้คัดค้าน — นายทองเจือ อสุนี ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6472/2548
#266390
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับ ส. ผู้เช่านั้น จำเลยคิดค่าเช่าในอัตราเดือนละ 1,235 บาท ซึ่งเมื่อคำนึงถึงว่าเป็นการเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าเป็นเวลานานถึง 20 ปี แล้ว อัตราค่าเช่าดังกล่าวนับว่าเป็นจำนวนน้อยมากและไม่น่าจะเป็นค่าเช่าตามปกติธรรมดาทั่วไป ดังนั้นเงินค่าสิทธิการเช่าจำนวน 2,790,550 บาท จึงมีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่จำเลยเรียกล่วงหน้าจาก ส. นั่นเอง ทั้งตามสัญญาเช่าระบุให้ผู้เช่าไม่มีสิทธิรับเงินค่าสิทธิการเช่าคืนเฉพาะกรณีอื่น หาได้รวมถึงกรณีสัญญาเช่าระงับเพราะเหตุการตายของผู้เช่าแต่อย่างใด เมื่อสัญญาเช่าระงับเพราะเหตุการตายของ ส. ผู้เช่า จำเลยผู้ให้เช่าจึงต้องคืนเงินค่าสิทธิการเช่าอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระล่วงหน้าตามส่วนที่มิได้ใช้ประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 1,834,786 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 252,283 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การ และไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,834,786 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 252,283 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าสิทธิการเช่าตามส่วนที่มิได้ใช้ประโยชน์ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับนายสามารถผู้เช่านั้น จำเลยคิดค่าเช่าในอัตราเดือนละ 1,235 บาท ซึ่งเมื่อคำนึงถึงว่าเป็นการเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าเป็นเวลาถึง 20 ปีแล้ว อัตราค่าเช่าดังกล่าวนับว่าเป็นจำนวนน้อยมากและไม่น่าจะเป็นค่าเช่าตามปกติธรรมดาทั่วไป ดังนั้นเงินค่าสิทธิการเช่าจำนวน 2,790,550 บาท จึงมีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่จำเลยเรียกล่วงหน้าจากนายสามารถนั่นเอง ทั้งตามสัญญาเช่าข้อ 10 ก็ระบุเพียงว่า ผู้เช่าไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าสิทธิการเช่าคืนจากผู้ให้เช่าเฉพาะกรณีที่ผู้เช่ากระทำผิดสัญญา โดยผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า หรือกระทำผิดหรือไม่กระทำตามสัญญานี้หรือสัญญาบริการข้อหนึ่งข้อใด หรือผู้เช่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวถูกฟ้องในคดีล้มละลายหรือถูกยึดหรืออายัดทรัพย์ตามคำสั่งศาลเท่านั้น หาได้รวมถึงกรณีที่สัญญาเช่าระงับเพราะเหตุการตายของผู้เช่าแต่อย่างใดไม่ ดังนั้นเมื่อสัญญาเช่าระงับเพราะเหตุการตายของนายสามารถผู้เช่า จำเลยผู้ให้เช่าจึงต้องคืนเงินค่าสิทธิการเช่าอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระล่วงหน้าตามส่วนที่มิได้ใช้ประโยชน์ให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ชื่อคู่ความ
เพ็ญ — นางพรรณภิดา รัตนาไพบูลย์
โจทก์ — เจริญวัฒนา
จำเลย — บริษัท ซี. ที. แลนด์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเกียรติคุณ แม้นเลขา
ศาลอุทธรณ์ — นายอธิป จิตต์สำเริง
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6472/2548
#272494
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าพื้นที่ในอาคารศูนย์การค้าระหว่างจำเลยกับ ส. ผู้เช่ามีกำหนดเวลา 20 ปี โดยจำเลยคิดค่าเช่าในอัตราเดือนละ 1,235 บาท เมื่อการเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าเป็นเวลานานถึง 20 ปี อัตราค่าเช่าดังกล่าวนับว่าเป็นจำนวนน้อยมากและไม่น่าจะเป็นค่าเช่าตามปกติธรรมดาทั่วไป ดังนั้นเงินค่าสิทธิการเช่าจำนวน 2,790,550 บาท จึงมีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่จำเลยเรียกล่วงหน้าจาก ส. ทั้งตามสัญญาเช่าข้อ 10 ระบุเพียงว่า ผู้เช่าไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าสิทธิการเช่าคืนจากผู้ให้เช่าเฉพาะกรณีที่ผู้เช่ากระทำผิดสัญญา โดยผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าหรือกระทำผิด หรือไม่กระทำตามสัญญานี้ หรือสัญญาบริการข้อหนึ่งข้อใด หรือผู้เช่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวถูกฟ้องในคดีล้มละลายหรือถูกยึดหรืออายัดทรัพย์ตามคำสั่งศาลเท่านั้น หาได้รวมถึงกรณีที่สัญญาเช่าระงับเพราะเหตุการตายของผู้เช่าแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น เมื่อสัญญาเช่าระงับเพราะเหตุการตายของ ส. ผู้เช่า จำเลยผู้ให้เช่าจึงต้องคืนเงินค่าสิทธิการเช่าอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระล่วงหน้าตามส่วนที่มิได้ใช้ประโยชน์ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสามารถ เพ็ญเจริญวัฒนา นายสามารถได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่ในอาคารศูนย์การค้าไทมส์สแควร์ เนื้อที่ 61.75 ตารางเมตร ของจำเลย มีกำหนดเวลา 20 ปี นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2534 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2544 โดยชำระเงินค่าสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยจำนวน 2,790,550 บาท และตกลงชำระค่าเช่าเดือนละ 1,235 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2541 นายสามารถถึงแก่ความตาย ทำให้สัญญาเช่าระงับและคู่สัญญาจำต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมจำเลยจึงต้องคืนเงินค่าสิทธิการเช่าตามส่วนของระยะเวลาที่เหลือให้แก่ทายาทของนายสามารถ ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 1,834,786 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 252,283 บาท

จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อผู้เช่าถึงแก่ความตายสัญญาเช่าย่อมระงับ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง สำหรับเงินจำนวน 2,790,550 บาท ที่นายสามารถชำระในวันทำสัญญาเป็นค่าตอบแทนการยินยอมให้เช่าพื้นที่อาคาร ไม่ใช่ค่าเช่าล่วงหน้า สัญญาไม่มีข้อตกลงให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การ และไม่สืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,834,786 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 252,283 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยฎีกาในข้อแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะว่าสิทธิการเช่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่าในตัว ราคาจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงไม่เกี่ยวกับระยะเวลาเช่าที่เหลือ เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดมูลค่าของสิทธิการเช่าก็ไม่มีราคาอีกต่อไปจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ใดที่ต้องรับผิดชอบต่อนายสามารถผู้เช่าตามสัญญาหรือกฎหมายนั้น เห็นว่า เหตุผลในข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาข้อนี้เป็นเรื่องนอกคำให้การของจำเลย จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ซึ่งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยต้องคืนเงินค่าสิทธิการเช่าตามส่วนที่มิได้ใช้ประโยชน์ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับนายสามารถผู้เช่านั้น จำเลยคิดค่าเช่าในอัตราเดือนละ 1,235 บาท ซึ่งเมื่อคำนึงถึงว่าเป็นการเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าเป็นเวลานานถึง 20 ปีแล้ว อัตราค่าเช่าดังกล่าวนับว่าเป็นจำนวนน้อยมากและไม่น่าจะเป็นค่าเช่าตามปกติธรรมดาทั่วไป ดังนั้น เงินค่าสิทธิการเช่าจำนวน 2,790,550 บาท จึงมีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่จำเลยเรียกล่วงหน้าจากนายสามารถนั่นเอง ทั้งตามสัญญาเช่าข้อ 10 ก็ระบุเพียงว่า ผู้เช่าไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าสิทธิการเช่าคืนจากผู้ให้เช่าเฉพาะกรณีที่ผู้เช่ากระทำผิดสัญญา โดยผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า หรือกระทำผิด หรือไม่กระทำตามสัญญานี้หรือสัญญาบริการข้อหนึ่งข้อใด หรือผู้เช่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวถูกฟ้องในคดีล้มละลายหรือถูกยึดหรืออายัดทรัพย์ตามคำสั่งศาลเท่านั้น หาได้รวมถึงกรณีที่สัญญาเช่าระงับเพราะเหตุการตายของนายสามารถผู้เช่า จำเลยผู้ให้เช่าจึงต้องคืนเงินค่าสิทธิการเช่าอันเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ชำระล่วงหน้าตามส่วนที่มิได้ใช้ประโยชน์ให้แก่โจทก์ตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ชื่อคู่ความ
นางพรรณภิดา รัตนาไพบูลย์
ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นายสามารถ เพ็ญเจริญวัฒนา
จำเลย — บริษัท ซี.ที. แลนด์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6471/2548
#268211
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์จำเลยไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) และเมื่อจำเลยมีบุตรผู้เยาว์ด้วยกัน 1 คน ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ได้ตามมาตรา 1520 วรรคสอง และมาตรา 1522 วรรคสอง ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยได้จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2533 มีบุตรด้วยกัน 1 คน ต่อมาจำเลยประพฤติตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาเป็นเหตุให้ทะเลาะกับโจทก์อยู่ประจำ เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยได้แกล้งกล่าวหาร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่า โจทก์ประพฤติตัวไม่เหมาะสมและมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับชายอื่นซึ่งเป็นความเท็จ เพื่อจะให้ผู้บังคับบัญชาของโจทก์หลงเชื่อและลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ ทำให้โจทก์เดือนร้อนเสียหายได้รับความดูถูก เกลียดชัง และอับอาย กระทบกระเทือนต่อหน้าที่การงานของโจทก์ และเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2540 โจทก์กับจำเลยตกลงสมัครใจแยกกันอยู่และจำเลยได้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น ไม่ได้ติดต่อไปมาหาสู่กับโจทก์และช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรอีกจนถึงปัจจุบันเกินกว่า 3 ปีแล้ว โจทก์ประสงค์จะหย่าจากจำเลย ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน

จำเลยให้การว่า เมื่อปี 2540 จำเลยมีหนังสือถึงผู้บังคับบัญชาของโจทก์เพื่อให้ว่ากล่าวตักเตือนเกี่ยวกับความประพฤติของโจทก์ มิได้เป็นการหมิ่นประมาทหรือทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังแต่ประการใด และโจทก์ฟ้องหย่าโดยเหตุดังกล่าวเกินกว่า 1 ปี จึงขาดอายุความ จำเลยไม่สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ เหตุที่ไม่ได้อยู่ร่วมกับโจทก์เนื่องจากโจทก์ไม่ยอมให้จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาและโจทก์ไล่จำเลยออกจากบ้านพักที่อยู่ร่วมกัน จำเลยจึงออกไปอยู่อาศัยที่อื่นไปพลางก่อน จำเลยไม่ได้ทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา โจทก์เป็นข้าราชการ การที่ไม่ได้อยู่ร่วมกันไม่ได้ทำให้โจทก์เดือดร้อนเกินควร จำเลยได้อุปการะเลี้ยงดูบุตรโดยให้เงินเดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท เพื่อให้บุตรใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น โจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ค่าฤชาธรรมเนียมเห็นสมควรให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายตามใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย จ.1 ในปี 2539 โจทก์จำเลยมีเรื่องไม่เข้าใจกันทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์คบกับนายธนวัฒน์ เที่ยงศักดิ์ ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2540 โจทก์และจำเลยนำญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมาเจรจาตกลงกันในที่สุดตกลงกันว่าต่างฝ่ายต่างแยกกันอยู่ และจำเลยได้ขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยออกไปจากบ้านบิดามารดาโจทก์ ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา โดยจำเลยกลับไปอยู่บ้านบิดามารดาจำเลย หลังจากนั้นจำเลยไม่เคยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์อีกเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เป็นเวลาเกิน 3 ปี อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้สมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์แต่เพราะโจทก์ไม่ยอมให้จำเลยอยู่ร่วมกับโจทก์ฉันสามีภริยาจนวันที่ 13 มิถุนายน 2540 ญาติของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้มาช่วยเจรจาให้โจทก์จำเลยปรองดองกัน แต่ไม่เป็นผล เพราะโจทก์ประสงค์จะหย่าสถานเดียว เมื่อโจทก์ไม่ยอมให้จำเลยอยู่ร่วมด้วย จำเลยจึงแยกกันอยู่กับโจทก์ เห็นว่า หลังจากที่มีการเจรจาให้ปรองดองกันแต่ไม่เป็นสำเร็จ และจำเลยแยกไปอยู่ที่อื่นแล้วระยะหนึ่ง ต่อมาในปลายปีนั้นเอง จำเลยทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 ว่า โจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุคคลอื่น ซึ่งอาจทำให้โจทก์ถูกลงโทษทางวินัย และย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นหญิงได้รับความอับอายขายหน้าต่อเพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้านหรือบุคคลทั่วไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ขวนขวายที่จะให้มีการอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ต่อไปจึงได้กระทำการอันก่อให้เกิดความบาดหมางกันยิ่งขึ้นสุดที่จะอยู่กินด้วยกันได้อีก และนับแต่วันที่แยกกันอยู่ดังกล่าวจนถึงวันฟ้อง (วันที่ 31 กรกฎาคม 2544) เป็นเวลานานถึง 4 ปี จำเลยไม่ได้ส่งเสียงอุปการะเลี้ยงดูโจทก์หรือกลับไปหาโจทก์อีกเลย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์จำเลยไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น และเมื่อจำเลยมีบุตรผู้เยาว์ด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชายเกริกเกียรติ เกตุษา ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2534 ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ให้ศาลซึ่งพิจารณาคดีฟ้องหย่านั้นชี้ขาดด้วยว่า ฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด..." และมาตรา 1522 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ ให้ศาลเป็นผู้กำหนด" ดังนี้ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยในเรื่องด้งกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไข เมื่อได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่นำสืบมาว่า หลังจากแยกกันอยู่ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2540 บุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์ตลอดมา และโจทก์ประสงค์จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เพียงผู้เดียว ประกอบกับจำเลยรับราชการเป็นอาจารย์ 2 ระดับ 7 ซึ่งถือว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ จึงเห็นควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่ผู้เดียว และกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 3,000 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายเกริกเกียรติ เกตุษา ผู้เยาว์แต่ผู้เดียว และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน จนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 ม. 1520
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรทิพย์ เกตุษา
จำเลย — นายพนมไพร เกตุษา
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6471/2548
#272492
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างที่โจทก์และจำเลยแยกกันอยู่ จำเลยได้ทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุคคลอื่น ซึ่งอาจทำให้โจทก์ถูกลงโทษทางวินัย และย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นหญิงได้รับความอับอายขายหน้าต่อเพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้านหรือบุคคลทั่วไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ขวนขวายที่จะให้มีการอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ต่อไปจึงได้กระทำการอันก่อให้เกิดความบาดหมางกันยิ่งขึ้นสุดที่จะอยู่กินด้วยกันได้อีก และนับแต่วันที่แยกกันอยู่ดังกล่าวจนถึงวันฟ้องเป็นเวลานานถึง 4 ปี จำเลยไม่ได้ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูโจทก์หรือกลับไปหาโจทก์อีกเลย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์จำเลยไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4/2) และในกรณีนี้โจทก์จำเลยมีบุตรผู้เยาว์ด้วยกัน 1 คน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1520 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาลให้ศาลซึ่งพิจารณาคดีฟ้องหย่านั้นชี้ขาดด้วยว่า ฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด..." และมาตรา 1522 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ ให้ศาลเป็นผู้กำหนด" ดังนี้ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เป็นเวลาเกิน 3 ปี อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) หรือไม่ เห็นว่า หลังจากที่มีการเจรจาให้ปรองดองกันแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ และจำเลยแยกไปอยู่ที่อื่นแล้วระยะหนึ่ง ต่อมาในปลายปีนั้นเอง จำเลยทำหนังสือร้องเรียนโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่า โจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบุคคลอื่น ซึ่งอาจทำให้โจทก์ถูกลงโทษทางวินัย และย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นหญิงได้รับความอับอายขายหน้าต่อเพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้านหรือบุคคลทั่วไปแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ขวนขวายที่จะให้มีการอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ต่อไปจึงได้กระทำการอันก่อให้เกิดความบาดหมางกันยิ่งขึ้นสุดที่จะอยู่กินด้วยกันได้อีก และนับแต่วันที่แยกกันอยู่ดังกล่าวจนถึงวันฟ้องเป็นเวลานานถึง 4 ปี จำเลยไม่ได้ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูโจทก์หรือกลับไปหาโจทก์อีกเลย พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์เพราะเหตุที่โจทก์จำเลยไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) และเมื่อโจทก์จำเลยมีบุตรผู้เยาว์ด้วยกัน 1 คน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1520 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีหย่าโดยคำพิพากษาของศาลให้ศาลซึ่งพิจารณาคดีฟ้องหย่านั้นชี้ขาดด้วยว่า ฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด..." และมาตรา 1522 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้ ให้ศาลเป็นผู้กำหนด" ดังนี้ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไข เมื่อได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่นำสืบมาว่า หลังจากแยกกันอยู่ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2540 บุตรผู้เยาว์อยู่กับโจทก์ตลอดมา และโจทก์ประสงค์จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เพียงผู้เดียว ประกอบกับจำเลยรับราชการเป็นอาจารย์ 2 ระดับ 7 ซึ่งถือว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ จึงเห็นควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่ผู้เดียว และกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 3,000 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ก. ผู้เยาว์แต่ผู้เดียว และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน จนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (4/2) ม. 1520 วรรคสอง ม. 1522 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรทิพย์ เกตุษา
จำเลย — นายพนมไพร เกตุษา
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6470/2548
#266423
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ประกอบกิจการค้าขายเฟอร์นิเจอร์ใช้ชื่อร้านว่า ส.เฟอร์นิเจอร์ และจำเลยที่ 2 ได้สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์จากโจทก์ในชื่อ ส.เฟอร์นิเจอร์ เมื่อจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ยังคงสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์จากโจทก์ในชื่อ ส.เฟอร์นิเจอร์ อีก การที่โจทก์ส่งสินค้าตามที่จำเลยที่ 2 สั่งในชื่อ ส.เฟอร์นิเจอร์ก่อนที่จะจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 แต่เมื่อจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 แล้วการซื้อสินค้าของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็อยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ได้เข้าไปถือเอาประโยชน์จากสินค้าที่โจทก์ส่งไปให้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 2 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 485,203 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 485,203 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 367,460.50 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยใช้ชื่อว่า "แสงชัยเฟอร์นิเจอร์" ก่อนจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ประกอบกิจการค้าขายเฟอร์นิเจอร์ใช้ชื่อร้านว่า แสงชัยเฟอร์นิเจอร์และจำเลยที่ 2 ได้สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์จากโจทก์ในชื่อ แสงชัยเฟอร์นิเจอร์ เป็นจำนวนเงิน 367,460.50 บาท เมื่อจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ยังคงสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์จากโจทก์ในชื่อ แสงชัยเฟอร์นิเจอร์ อีกเป็นจำนวนเงิน 117,742.50 บาท เห็นว่า การที่โจทก์ส่งสินค้าตามที่จำเลยที่ 2 สั่งในชื่อแสงชัยเฟอร์นิเจอร์ก่อนที่จะจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 แต่เมื่อจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 แล้วการซื้อสินค้าของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็อยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ได้เข้าไปถือเอาประโยชน์จากสินค้าที่โจทก์ส่งไปให้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 2 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 ไม่ต้องร่วมรับผิดด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 367,460.50 บาท แก่โจทก์นั้น จำเลยที่ 3 ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 จึงยุติ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจฎีกาแทนจำเลยที่ 3 ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1079
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิสเทิร์นอินดัสทรี จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด แสงชัยเฟอร์นิเจอร์ชิตี้ (1998) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวยุพาวรรณ ภูริสินสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
ปัญญา ถนอมรอด
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6470/2548
#268231
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ประกอบกิจการค้าขายเฟอร์นิเจอร์ ใช้ชื่อร้านว่า แสงชัยเฟอร์นิเจอร์ และจำเลยที่ 2 ได้สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์จากโจทก์ในชื่อแสงชัยเฟอร์นิเจอร์ เมื่อจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ยังคงสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์จากโจทก์ในชื่อแสงชัยเฟอร์นิเจอร์ การที่โจทก์ส่งสินค้าตามที่จำเลยที่ 2 สั่งในชื่อแสงชัยเฟอร์นิเจอร์ก่อนที่จะจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 แต่เมื่อจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 แล้วการซื้อสินค้าของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็อยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปถือเอาประโยชน์จากสินค้าที่โจทก์ส่งไปให้ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 2 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2541 จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ในครัวเรือน โต๊ะ ตู้ จากโจทก์รวม 72 รายการ เป็นเงิน 878,960.24 บาท เมื่อครบกำหนดชำระค่าสินค้า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) สาขานครราชสีมา จำนวน 13 ฉบับ รวมเป็นเงิน 485,203 บาท ชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ประกฏว่าธนาคารตามเช็คทั้ง 13 ฉบับ ปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 485,203 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เคยซื้อสินค้าจากโจทก์ จำเลยที่ 2 รับว่าได้ลงลายมือชื่อในเช็ค 13 ฉบับ ตามฟ้องจริงแต่ลงลายมือชื่อในฐานะเจ้าของร้านแสงชัยเฟอร์นิเจอร์เพื่อชำระค่าสินค้าที่ร้านดังกล่าวซื้อสินค้าจากโจทก์ ต่อมาร้านดังกล่าวชำระค่าสินค้าแก่โจทก์แล้วแต่โจทก์มิได้คืนเช็คทั้ง 13 ฉบับให้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหนี้ค่าสินค้าต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 485,203 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 367,460.50 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยากัน ได้ร่วมกันประกอบธุรกิจขายเครื่องเฟอร์นิเจอร์โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า "แสงชัยเฟอร์นิเจอร์" ต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 ขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อปี 2540 ถึงปี 2541 จำเลยที่ 2 สั่งซื้อสินค้าเฟอร์นิเจอร์จากโจทก์หลายครั้ง รวม 72 รายการ คิดเป็นเงิน 912,960 บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.10 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คจำนวน 13 ฉบับ รวมจำนวนเงิน 485,203 บาท เพื่อชำระค่าสินค้าที่เหลือให้แก่โจทก์ โดยเป็นค่าสินค้าก่อนที่จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 จำนวนเงิน 367,460.50 บาท เป็นหนี้ภายหลังจากจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 แล้ว จำนวนเงิน 117,742.50 บาท เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ปรากฏตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.11 ถึง จ.23 โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามเช็ค จำเลยทั้งสามไม่ชำระ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายภิรมย์ มาพะเนาว์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า จำเลยทั้งสามยังไม่ได้ชำระหนี้ค่าสินค้าตามที่ได้สั่งจ่ายเช็คไว้ โดยมีเช็คที่จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเป็นเอกสารประกอบคำเบิกความ ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบตามที่ฎีกาว่าชำระหนี้ตามเช็คทั้งหมดแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้คืนเช็คให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 นั้นเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะยืนยันตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบ ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงขาดเหตุผล ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามเช็คแก่โจทก์ ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยใช้ชื่อว่า "แสงชัยเฟอร์นิเจอร์" เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541 ปรากฏตามหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลเอกสารหมาย จ.3 ก่อนจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ประกอบกิจการค้าขายเฟอร์นิเจอร์ใช้ชื่อร้านว่า แสงชัยเฟอร์นิเจอร์และจำเลยที่ 2 ได้สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์จากโจทก์ในชื่อแสงชัยเฟอร์นิเจอร์ เป็นจำนวนเงิน 367,460.50 บาท ตามเอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.8 เมื่อจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ก็ยังคงสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์จากโจทก์ในชื่อ แสงชัยเฟอร์นิเจอร์ อีกเป็นจำนวนเงิน 117,742.50 บาท ตามเอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.10 เห็นว่า การที่โจทก์ส่งสินค้าตามที่จำเลยที่ 2 สั่งในชื่อแสงชัยเฟอร์นิเจอร์ก่อนที่จะจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 แต่เมื่อจดทะเบียนเป็นจำเลยที่ 1 แล้วการซื้อสินค้าของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็อยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็ได้เข้าไปถือเอาประโยชน์จากสินค้าที่โจทก์ส่งไปให้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 2 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 1077
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิสเทิร์นอินดัสทรี จำกัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัด แสงชัย เฟอร์นิเจอร์ซิตี้ (1998)
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
ปัญญา ถนอมรอด
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6453/2548
#272489
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี 6 เดือน จำนวน 26 กระทง และกระทงละ 6 เดือน จำนวน 6 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แม้เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยทุกกระทงแล้วศาลล่างทั้งสองให้จำคุกจำเลย 50 ปี ก็เป็นไปตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) ไม่มีผลต่อข้อจำกัดในการฎีกาของจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วเบียดบังเอาเงินจากผู้ยืมเงินทดรองที่นำมาใช้คืนไปเป็นของตนเองหรือของผู้อื่นโดยทุจริตรวมเงินที่จำเลยได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและเบียดบังยักยอกเอาไป 26 กรรม เป็นเงิน 50,977.62 บาท และจำเลยได้รับใบสำคัญคู่จ่ายและหลักฐานการจ่ายเงินยืมทดรองสำหรับค่าใช้จ่ายในกิจกรรมนำนักศึกษาออกดูงานนอกสถานที่และค่าใช้จ่ายเมื่อประชุมกรรมการประจำคณะ ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานการจ่ายให้เป็นไปตามระเบียบ แล้วนำเสนอคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขออนุมัติชดใช้เงินยืมทดรอง เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจำเลยต้องจัดทำใบกำกับส่งเอกสารและจัดทำฎีกาเบิกเงินตามใบสำคัญคู่จ่ายที่ได้รับจากผู้ยืมจากคลังจังหวัดปทุมธานี มาชดใช้คืนเงินทดรองดังกล่าวให้ทันภายในปีงบประมาณเดียวกัน แต่จำเลยมิได้นำใบสำคัญคู่จ่ายและหลักฐานการจ่ายเงินทดรองดังกล่าวเสนอคณบดีเพื่อขออนุมัติชดใช้คืนเงินยืมทดรอง และไม่ได้จัดทำใบกำกับส่งเอกสารและทำฎีกาเบิกเงินตามใบสำคัญคู่จ่ายจากคลังจังหวัดปทุมธานี มาชดใช้คืนเงินยืมทดรองดังกล่าวภายในปีงบประมาณ ซึ่งเป็นปีงบประมาณเดียวกันอันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวม 6 กรรม เป็นเหตุให้คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสียหาย โดยเบิกเงินงบประมาณรายจ่ายจำนวนทั้งสิ้น 24,011 บาท มาใช้คืนเงินยืมทดรองดังกล่าวไม่ได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต (ที่ถูก และฐานเป็นเจ้าพนักงานและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 26 กระทง ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 6 กระทง รวมจำคุก 136 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 68 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว (ที่ถูก ความผิดมาตรา 147 เป็นกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป) จึงให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต กระทงละ 2 ปี 6 เดือน และฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กระทงละ 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แม้เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยทุกกระทงแล้วศาลล่างทั้งสองให้จำคุกจำเลย 50 ปี ก็เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ไม่มีผลต่อข้อจำกัดในการฎีกาของจำเลยตามบทบัญญัติดังกล่าวที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในการกำหนดโทษจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (3)
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการประจำ
โจทก์ — ศาลจังหวัดธนบุรี
จำเลย — นางเนาวรัตน์ เชษฐนอก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6450/2548
#266499
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายทั้ง 27 คน ต่างประสงค์จะมาทำงานเป็นลูกเรือประมงตั้งแต่พบคนชักชวนแล้ว จึงมาพบจำเลยทั้งห้ากับพวก และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอีกเลยว่าผู้เสียหายทั้ง 27 คน เปลี่ยนใจไม่ประสงค์จะทำงานเป็นลูกเรือประมง จึงถูกจำเลยทั้งห้ากับพวกข่มขืนใจให้ต้องจำยอมดังที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่าผู้เสียหายทั้ง 27 คน มีความประสงค์จะได้งานทำเป็นลูกเรือประมงจึงสมัครใจมาอยู่กับจำเลย ห้องแถวที่เกิดเหตุลักษณะเป็นที่อยู่อาศัย มิใช่ที่จองจำหรือกักขังคนแต่อย่างใด การที่จำเลยพาผู้เสียหายมาให้อยู่รวมกันโดยจัดหาอาหารให้รับประทาน แม้การออกไปภายนอกจะต้องอนุญาตก่อนก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นการห้ามเด็ดขาดแต่อย่างใด พฤติการณ์น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องการให้อยู่พร้อมกันเพื่อที่จะลงเรือประมงตามที่ตกลงกันไว้ จึงยังฟังไม่ได้ว่ากระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309

โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกบังอาจร่วมกันข่มขืนใจและกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายโดยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธขู่เข็ญให้จำยอมไปเป็นลูกเรือประมงตามที่จำเลยทั้งห้ากับพวกจะจัดสรรและมอบหมายให้ โดยจำเลยทั้งห้าขู่เข็ญว่าหากผู้เสียหายไม่ยินยอมจะถูกทำร้ายร่างกายจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ จนผู้เสียหายทั้ง 27 คน ต้องจำยอมกระทำการตามที่ขู่เข็ญ ตามคำฟ้องหาได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งห้ากระทำการเช่นใดอันเป็นการกักขังหรือหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพ พอที่จะเข้าใจข้อหาในความผิดตามมาตรา 310 ได้ คำฟ้องของโจทก์ในข้อหานี้ จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ปัญหาที่ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง แม้จำเลยที่ 4 จะมิได้ฎีกามาด้วย และปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องรับโทษได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 309, 310, 83

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

ระหว่างสืบพยานจำเลยที่ 3 หลบหนี ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 310 (ที่ถูกมาตรา 310 วรรคหนึ่ง) ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 5

โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันข่มขืนใจและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพ โดยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธขู่เข็ญผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้จำยอมเป็นลูกเรือประมง หากไม่ยินยอมจะทำร้ายร่างกายจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต จนผู้เสียหายทั้ง 27 คน ต้องจำยอมกระทำการตามที่จำเลยทั้งห้าขู่เข็ญ แต่ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่าผู้เสียหายทั้ง 27 คน มีความประสงค์จะได้งานทำเป็นลูกเรือประมงจึงสมัครใจมาอยู่กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวก นอกจากนี้ลักษณะห้องแถวที่เกิดเหตุ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า เป็นห้องแถวชั้นเดียวประมาณ 5 ถึง 6 ห้อง ลักษณะเป็นที่อยู่อาศัยโดยทั่วไป มิใช่ที่จองจำหรือกักขังคนแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกพาผู้เสียหายทั้ง 27 คน มาให้อยู่รวมกันโดยจัดหาอาหารให้รับประทาน แม้การออกไปภายนอกจะต้องขออนุญาตก่อนก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นการห้ามเด็ดขาดแต่อย่างใด พฤติการณ์น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องการให้อยู่พร้อมกันเพื่อที่จะลงเรือประมงตามที่ตกลงกันไว้ ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดฐานนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนฟ้องโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้า ตาม ป.อ. มาตรา 310 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกบังอาจร่วมกันข่มขืนใจและกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายโดยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธขู่เข็ญให้จำยอมไปเป็นลูกเรือประมงตามที่จำเลยทั้งห้ากับพวกจะจัดสรรและมอบหมายให้ โดยจำเลยทั้งห้าขู่เข็ญว่า หากผู้เสียหายไม่ยินยอมจะถูกทำร้ายร่างกายจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ จนผู้เสียหายทั้ง 27 คน ต้องจำยอมกระทำการตามที่ขู่เข็ญ ตามฟ้องโจทก์หาได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งห้ากระทำการเช่นใดอันเป็นการกักขังหรือหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพ พอที่จะเข้าใจข้อหาในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 310 ได้ คำฟ้องโจทก์ในข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และไม่เป็นประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้อีกต่อไป กับเนื่องจากปัญหาที่วินิจฉัยมาเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 310
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายชาตรีหรือหมู ตั่งดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สุพัฒน์ บุญยุบล
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6447/2548
#268440
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวน ระหว่างไต่สวนคำร้องจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี แม้ตามคำขอท้ายอุทธรณ์ของจำเลยมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้จำเลยพิจารณาคดีใหม่ แต่เนื้อหาในอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านเฉพาะเรื่องการไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องใหม่แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่อาจอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอท้ายอุทธรณ์ได้ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำมาวินิจฉัยว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรหรือไม่ อุทธรณ์ของจำเลยยังไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ต้องถูกยกเลิกหรือสิ้นผลบังคับ จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,712,777.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,320,191.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 7,712,777.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,320,191.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยอ้างว่า จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยได้ขอเลื่อนคดีในวันที่ศาลนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยเพื่อจะยื่นคำให้การในนัดต่อไป แต่ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี หากจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดีจะทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนไปเพราะจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินินฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องนำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวน ระหว่างไต่สวนจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบให้สมคำร้อง มีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีแม้ตามคำขอท้ายอุทธรณ์ของจำเลยมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้จำเลยพิจารณาคดีใหม่ แต่เนื้อหาในอุทธรณ์ดังกล่าวก็เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นเฉพาะเรื่องการไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี หากอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ก็จะพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีเท่านั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่อาจพิจารณาและอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำขอท้ายอุทธรณ์ของจำเลยได้ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำมาวินิจฉัยว่า การขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรหรือไม่ อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในชั้นนี้จึงไม่มีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ต้องถูกยกเลิกหรือสิ้นผลบังคับแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางงามนิจ จันทร์จรัส
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6442/2548
#266609
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลัง ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาทไปแลกเงินสดจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ได้แก้ไขวันที่ลงในเช็ค ซึ่งถือเป็นข้อสำคัญ เมื่อจำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้น เช็คพิพาทเป็นอันเสียเฉพาะจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1007 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเช็คพิพาทมาฟ้องร้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 352,345 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 335,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 352,345 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 335,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 352,345 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 335,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 ฉบับที่สองลงวันที่ 9 ธันวาคม 2538 ได้มีการนำเช็คทั้งสองฉบับไปแลกเงินสดจากโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขีดฆ่าเปลี่ยนแปลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คทั้งสองฉบับ ฉบับแรกแก้เป็นวันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 ฉบับที่สองแก้เป็นวันที่ 9 ธันวาคม 2541 โดยการแก้ไขเห็นประจักษ์ เช็คพิพาททั้งสองฉบับมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลัง ต่อมาเมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้โจทก์หรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 แก้ไขเปลี่ยนแปลงวันที่ที่ลงในเช็คพิพาทโดยจำเลยที่ 2 ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไขวันที่ที่ลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอมหรือไม่ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้สลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับก่อนที่มีการนำไปขายให้โจทก์ ไม่ใช่สลักหลังภายหลังที่มีการแก้ไขวันที่ลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ และฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้แก้ไขวันที่ลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ การแก้ไขดังกล่าวเป็นข้อสำคัญ เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นอันเสียเฉพาะจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1007 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาฟ้องร้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวมสองศาล 10,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1007
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจริญชัย อุดมลาภสกุล
จำเลย — นายสุเทพ ถนอมบูรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายบัว แก้วจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมสุข ธีระกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6442/2548
#268433
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คก่อนที่มีการนำไปขายให้โจทก์ ไม่ใช่สลักหลังภายหลังที่มีการแก้ไขวันที่ลงในเช็คและจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยินยอมให้แก้ไข การแก้ไขดังกล่าวเป็นข้อสำคัญและเห็นประจักษ์เช็คเป็นอันเสียเฉพาะจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1007 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเช็คมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุไหงโก-ลก ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 จำนวนเงิน 155,000 บาท และเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสุไหงโก-ลก ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2538 จำนวนเงิน 180,000 บาท เช็คทั้งสองฉบับมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่าย ต่อมาจำเลยที่ 2 นำเช็คทั้งสองฉบับแลกเงินสดไปจากโจทก์ เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามเช็ค จำเลยทั้งสองขอเลื่อนการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ได้แก้ไขวันที่ลงในเช็คทั้งสองฉบับ ฉบับแรกแก้ไขเป็นลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 ฉบับที่ 2 แก้ไขเป็นลงวันที่ 9 ธันวาคม 2541 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คทั้งสองฉบับไว้ เมื่อถึงกำหนดชำระเงินที่แก้ไขในเช็คทั้งสองฉบับ โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คทั้งสองฉบับปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 352,345 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 335,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายแล้วจำเลยที่ 1 นำไปแลกเงินสดจากโจทก์ ต่อมาเมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับ โจทก์ได้ตกลงกับจำเลยที่ 1 แก้ไขเปลี่ยนแปลงวันที่ที่ลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อสำคัญ โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้รู้เห็นให้ความยินยอมด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 352,345 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 335,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 352,345 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 335,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ฉบับแรกลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 ฉบับที่สองลงวันที่ 9 ธันวาคม 2538 ได้มีการนำเช็คทั้งสองฉบับไปแลกเงินสดจากโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขีดฆ่าเปลี่ยนแปลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คทั้งสองฉบับ ฉบับแรกแก้เป็นวันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 ฉบับที่สองแก้เป็นวันที่ 9 ธันวาคม 2541 โดยการแก้ไขเห็นประจักษ์เช็คพิพาททั้งสองฉบับมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลัง ต่อมาเมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้โจทก์หรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 แก้ไขเปลี่ยนแปลงวันที่ที่ลงในเช็คพิพาทโดยจำเลยที่ 2 ไม่รู้เห็นยินยอมด้วย จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไขวันที่ที่ลงเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอมหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2538 จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาทมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ ซึ่งเช็คดังกล่าวเป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ก่อนเช็คพิพาทถึงกำหนดจำเลยทั้งสองได้มาติดต่อโจทก์ขอเลื่อนการเรียกเก็บเงิน โจทก์ก็ให้เลื่อนเรื่อยมา จนในที่สุดปี 2539 จำเลยที่ 1 ได้ขีดฆ่าวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสองฉบับและลงวันที่ใหม่พร้อมเซ็นชื่อกำกับไว้ โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังไว้ ฝ่ายจำเลยที่ 2 มีตัวจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 2 เคยนำเช็คไปขายให้โจทก์ประมาณ 5 ถึง 6 ครั้ง ส่วนมากเป็นเช็คของลูกค้าของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 นำไปขาย โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อสลักหลังทุกครั้ง จำเลยที่ 2 ไม่เคยนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปขายให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อสลักหลัง จำเลยที่ 2 สลักหลังให้แล้วจำเลยที่ 1 นำไปขายให้โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่สลักหลังโจทก์ก็ไม่รับซื้อเช็ค ต่อมาประมาณ 1 ปี โจทก์มาติดต่อจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับเช็คพิพาทว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเพราะจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยและโจทก์ได้ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ตามเช็คออกไป ต่อมาปี 2541 โจทก์มาขอให้จำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คพิพาทใหม่ จำเลยที่ 2 ไม่ยินยอม เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 2 จึงทราบว่าเช็คพิพาทมีการแก้ไขวันสั่งจ่ายเงิน นอกจากคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีเช็คคดีหมายเลขดำที่ 307/2541 ของศาลชั้นต้น โดยจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังเช็ค โดยโจทก์เบิกความในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 เคยนำเช็คไปขายให้โจทก์ มีจำเลยที่ 2 สลักหลัง หากจำเลยที่ 2 ไม่ลงชื่อสลักหลัง โจทก์จะไม่รับซื้อเช็ค ปรากฏตามคำให้การเอกสารหมาย ล.3 เห็นว่า โจทก์มีอาชีพรับซื้อเช็ค หากเป็นดังคำเบิกความของโจทก์แล้ว การที่จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาทมาขายให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ย่อมต้องให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อสลักหลังเพื่อให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อันเป็นการสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 307/2541 เอกสารหมาย ล.3 ว่า ทางปฏิบัติ หากจำเลยที่ 3 นำเช็คมาขายให้โจทก์ โจทก์จะให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสลักหลังด้วยทุกครั้ง และที่โจทก์เบิกความในคดีนี้ว่า มีการแก้ไขวันที่ในเช็คพิพาท แล้วให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสลักหลังนั้น ก็ไม่สมเหตุสมผล เพราะไม่มีเหตุผลอันใดที่จำเลยที่ 2 จะต้องสลักหลังเช็คพิพาทเนื่องด้วยจำเลยที่ 2 ได้เงินจากการขายเช็คพิพาทให้โจทก์มาแล้วและไม่มีความผูกพันในเช็คพิพาท จากคำเบิกความของโจทก์เองได้ความว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ก็ยิ่งทำให้ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 2 จะต้องสลักหลังเช็คพิพาทเพื่อร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักมากกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้สลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับก่อนที่มีการนำไปขายให้โจทก์ ไม่ใช่สลักหลังภายหลังที่มีการแก้ไขวันที่ลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับและฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมให้แก้ไขวันที่ลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับการแก้ไขดังกล่าวเป็นข้อสำคัญ เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นอันเสียเฉพาะจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1007 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเช็คพิพาททั้งสองฉบับมาฟ้องร้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวมสองศาล 10,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1007
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจริญชัย อุดมลาภสกุล
จำเลย — นายสุเทพ ถนอมบูรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6440/2548
#266658
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายในคดีนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 6312/2537 ที่โจทก์อาจขอรับชำระหนี้ได้ในคดีล้มละลายของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ล. 171/2541 แต่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าวจนต่อมาเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้จำนวน 3 ราย ได้ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าวทุกราย ศาลแพ่งจึงถือเป็นเหตุไม่ควรให้จำเลยถูกพิพากษาให้ล้มละลายและมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยแล้ว แม้ผลของคำสั่งดังกล่าวไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นหนี้สินตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (2) ประกอบมาตรา 136 และโจทก์ยังอาจนำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 6312/2537 มาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้อีกในคดีนี้ก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่โจทก์ละเลยมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ ล. 171/2541 โดยไม่ปรากฏเหตุอันสมควรทั้งที่มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 กรณีดังกล่าวจึงถือเป็นเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 6312/2537 ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2537 ให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 1,825,484.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,717,500 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,406 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 พฤศจิกายน 2536) จนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำมาชำระหนี้จนครบถ้วน กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี ตามสำเนาคำพิพากษา ภายหลังมีคำพิพากษาดังกล่าวจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอศาลออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 150549 แขวงบางซื่อ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 แล้วได้เงินจำนวน 1,550,000 บาท ไม่พอชำระหนี้ ยอดหนี้คำนวณถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 จำเลยยังคงมีหนี้ค้างชำระต้นเงิน 842,147.73 บาท ดอกเบี้ย 1,067,889.47 บาท รวมเป็นเงิน 1,910,037.20 บาท ตามสำเนาบัญชีแสดงรายการรับจ่ายเงิน สำเนารายงานการขายอสังหาริมทรัพย์และสำเนารายการคำนวณยอดหนี้ ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2541 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งขอให้จำเลยล้มละลาย ศาลแพ่งพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 พิพากษาให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2542 และมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (2) เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2546 ในคดีหมายเลขแดงที่ ล. 171/2541 ตามสำเนาคำพิพากษา โดยโจทก์มิได้นำหนี้ค้างชำระตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 6312/2537 มาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล. 171/2541 แต่ประการใด ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีเพียงว่า มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายในคดีนี้เป็นหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 6312/2537 ที่โจทก์อาจขอรับชำระหนี้ได้ในคดีล้มละลายของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ ล. 171/2541 แต่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าวจนต่อมาเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้จำนวน 3 ราย ได้ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าวทุกราย ศาลแพ่งจึงถือเป็นเหตุไม่ควรให้จำเลยถูกพิพากษาให้ล้มละลายและมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยแล้วเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2546 แม้ผลของคำสั่งดังกล่าวไม่ทำให้จำเลยหลุดพ้นหนี้สินตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (2) ประกอบมาตรา 136 และโจทก์ยังอาจนำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ 6312/2537 มาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้อีกก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่โจทก์ละเลยมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าวโดยไม่ปรากฏเหตุอันสมควรทั้งที่มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91 กรณีดังกล่าวถือเป็นเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามมาตรา 14 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 91 ม. 135 (2) ม. 136
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประสิทธิ์หรือจักษ์วัฏ อัศวพรมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสิงหะ สัตยธรรม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6437/2548
#266698
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้มีข้อตกลงว่า ภายหลังทำสัญญาหากมีเหตุการณ์กรณีมีการไม่ชำระเงินตามสัญญาหรือกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายได้ถูกริเริ่มขึ้น หรือลูกหนี้ถูกตัดสินชี้ขาดว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่มีการประชุมเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ตกลงชี้ขาดเป็นประการอื่นให้ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดแล้ว และต้องชำระดอกเบี้ยค้างจ่ายที่คำนวณจากมูลหนี้เดิมก่อนทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยยอมรับว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว และต่อมาศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ไม่อาจชำระเงินตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แก่เจ้าหนี้ได้อีกต่อไปเนื่องจากถูกจำกัดสิทธิในการชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/12 (9) จึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าถูกหนี้ไม่ชำระเงินตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และถูกตัดสินชี้ขาดว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการเรียกประชุมเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ตกลงชี้ขาดเป็นประการอื่น ลูกหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดและต้องผูกพันปฏิบัติตามผลของสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ โดยยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยค้างชำระตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2544 และตั้งบริษัทไทยฮีท รีไววัล จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ รวมเป็นเงิน 107,588,463 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 75,315,949.72 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่า การคิดคำนวณดอกเบี้ยใช้อัตราดอกเบี้ยไม่ถูกต้องและดอกเบี้ยจำนวน 30,303,981.33 บาท เป็นดอกเบี้ยค้างจ่ายที่คำนวณจากมูลหนี้เดิมก่อนที่จะสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งได้ปรับลดแล้ว เมื่อทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เฉพาะต้นเงิน 75,315,949.72 บาท และดอกเบี้ยตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ค้างชำระตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2544 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.08 ต่อปี เป็นเงิน 1,430,466.55 บาท รวมเป็นเงิน 76,746,412.27 บาท (ที่ถูก 76,746,416.27 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 75,315,949.72 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยที่ค้างชำระก่อนปรับโครงสร้างหนี้จำนวน 30,303,981.33 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบแล้ว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2543 เจ้าหนี้กับลูกหนี้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นมูลหนี้ในวงเงินที่ 1 (TRANCHE A) คือต้นเงิน 75,315,949.72 บาท ดอกเบี้ยค้างชำระตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ 1,430,466.55 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระในมูลหนี้เดิม 30,303,981.33 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระค่าดอกเบี้ยค้างชำระในมูลหนี้เดิม 30,303,981.33 บาท หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ว่าด้วยกรณีที่มีการผิดนัดและผลของการผิดนัดมีข้อตกลงว่า ภายหลังทำสัญญาหากมีเหตุการณ์กรณีมีการไม่ชำระเงินตามสัญญา หรือกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายได้ถูกริเริ่มขึ้น หรือมีการแสวงหาคำสั่งสำหรับการล้มละลาย? และภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ผู้กู้ (ลูกหนี้) เริ่มตระหนักถึงสิ่งดังกล่าว ผู้กู้ (ลูกหนี้) มิได้แสดงให้เห็นจนเป็นที่พอใจของเสียงส่วนใหญ่โดยแจ้งชัดของเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ว่าสิ่งดังกล่าวสามารถแก้ไขได้โดยใช้ค่าใช้จ่ายตามสมควร หรือลูกหนี้ถูกตัดสินชี้ขาดว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่มีการประชุมเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ตกลงชี้ขาดเป็นประการอื่น ให้ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2543 ลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลล้มละลายกลางให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้โดยยอมรับในคำร้องขอแล้วว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2544 โดยลูกหนี้ไม่อาจชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ได้อีกต่อไปเนื่องจากถูกจำกัดสิทธิในการชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (9) จึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าลูกหนี้ไม่ชำระเงินตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และลูกหนี้ถูกตัดสินชี้ขาดว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ลูกหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดและเมื่อไม่ปรากฏว่ามีการเรียกประชุมเจ้าหนี้ผู้ให้กู้ตกลงชี้ขาดเป็นประการอื่น ลูกหนี้จึงต้องผูกพันปฏิบัติตามผลสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ โดยยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยค้างชำระตามมูลหนี้เดิมอีกจำนวน 30,303,981.33 บาท ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาลล้มละลายกลางไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระตามมูลหนี้เดิมดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระตามมูลหนี้เดิมอีกจำนวน 30,303,981.33 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (9) ม. 90/29
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทไทยฮีท เอ็กซ์เช้นจ์ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ เอ็น เอฟ เอส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางนุชภางค์ ศิริอัสสกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา