คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6234/2548
#268225
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงมีผู้พิพากษานายเดียวลงนามให้จำคุกจำเลย 1 ปี ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ซึ่งจะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 กรณีจึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 (ที่ถูกมาตรา 78 วรรคหนึ่ง),157, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูกฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 1 ปี ฐานหลบหนีไม่ช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผู้พิพากษานายเดียวลงนามให้จำคุกจำเลย 1 ปี ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ซึ่งจะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 คน เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 กรณีจึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี จึงต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณียังไม่สมควรวินิจฉัยฎีกาจำเลยในข้ออื่น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 สำหรับความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจำศาลแขวงราชบุรี
จำเลย — นายวิเชษฐ์ บุญเลิศ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6226/2548
#272467
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และประกอบธุรกิจให้บริการประเภทบัตรเครดิตแก่ลูกค้าซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ โดยสมาชิกสามารถนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าสินค้าและค่าบริการต่าง ๆ ให้แก่ร้านค้าหรือสถานบริการที่เป็นสมาชิกของโจทก์ เมื่อร้านค้าหรือสถานบริการเรียกเก็บเงินค่าสินค้าหรือค่าบริการจากการใช้บัตรเครดิต โจทก์จะเป็นผู้ชำระเงินแทนไปก่อนแล้วเรียกเก็บเงินภายหลังจากสมาชิก การประกอบธุรกิจดังกล่าวมีลักษณะเป็นการทำกิจการงานให้บริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกในการซื้อสินค้าและการใช้บริการ ส่วนการให้สมาชิกเบิกเงินสดล่วงหน้าด้วยบัตรเครดิตถือเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการอำนวยความสะดวกดังกล่าวซึ่งโจทก์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการในการเบิกเงินสดล่วงหน้าด้วย โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก การที่โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกแทนสมาชิกไปก่อนก็ดีหรือให้สมาชิกเบิกเงินสดล่วงหน้าแล้วเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลังก็ดี ถือได้ว่าเป็นการเรียกเอาเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองไป การฟ้องเรียกเงินทดรองของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ได้นำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าและสถานบริการที่เป็นสมาชิกของโจทก์ ตลอดจนเบิกเงินสดล่วงหน้าจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติหลายครั้งและเมื่อมีการเรียกเก็บเงินมายังโจทก์ โจทก์ได้ชำระเงินแทนจำเลยไปทุกครั้ง แต่จำเลยไม่ยอมชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตคืนแก่โจทก์ตามใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายอันเป็นการผิดเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิต โจทก์จึงยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของจำเลยขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 409,463.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 199,467.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์และประกอบธุรกิจให้บริการประเภทบัตรเครดิตแก่ลูกค้าซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์ โดยสมาชิกซึ่งรวมทั้งจำเลยสามารถนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปใช้แทนเงินสดในการชำระค่าสินค้าและค่าบริการต่าง ๆ ให้แก่ร้านค้าหรือสถานบริการที่เป็นสมาชิกของโจทก์ เมื่อร้านค้าหรือสถานบริการเรียกเก็บเงินค่าสินค้าหรือค่าบริการจากการใช้บัตรเครดิตของจำเลยดังกล่าว โจทก์จะเป็นผู้ชำระเงินแทนจำเลยไปก่อนแล้วเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลัง การประกอบธุรกิจของโจทก์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการทำกิจการงานให้บริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกในการซื้อสินค้าและการใช้บริการ ส่วนการให้สมาชิกเบิกเงินสดล่วงหน้าด้วยบัตรเครดิตก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการอำนวยความสะดวกดังกล่าวซึ่งโจทก์ได้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการในการเบิกเงินสดล่วงหน้าด้วย โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก การที่โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกแทนสมาชิกไปก่อนก็ดี หรือให้สมาชิกเบิกเงินสดล่วงหน้าแล้วเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลังก็ดี ถือได้ว่าเป็นการเรียกเอาเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองไป การฟ้องเรียกเงินทดรองของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) ปรากฏตามใบแจ้งยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ว่าจำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 26 ธันวาคม 2539 ครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 25 มกราคม 2540 แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2540 หาใช่นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามรายการปรับปรุงยอดหนี้ครั้งหลังสุดของโจทก์ไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 27 ตุลาคม 2546 จึงพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชัยโรจน์ ขอศานติวิชัย
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6220/2548
#266600
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ จำเลยให้การว่าสัญญากู้ปลอมและฟ้องแย้งว่าโจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดจากเครื่องของธนาคารและได้เงินไปโดยไม่มีสิทธิ ขอเรียกเงินคืน มีผลเท่ากับจำเลยปฏิเสธความสมบูรณ์ของหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับทั้งหมด แม้ว่าศาลจะฟังข้อเท็จจริงได้ว่าสัญญากู้ดังกล่าวไม่ใช่เอกสารปลอม แต่ประเด็นว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้หรือไม่ยังมีอยู่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์ของหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลย ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยในประเด็นที่จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์เอาเงินของจำเลยไปโดยการเบิกเงินของจำเลยผ่านเครื่องเบิกเงินอัตโนมัติของธนาคารเป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้ให้แก่โจทก์แล้ว เป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยชำระหนี้อย่างอื่นซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ได้ยอมรับแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 หนี้ตามสัญญากู้เป็นอันระงับ กรณีมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมจำนวน 518,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 500,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การฟ้องว่า สัญญากู้ปลอม นายไสว เป็นผู้กู้เงินโจทก์ จำเลยเพียงมอบบัตรถอนเงินอัตโนมัติกับสมุดเงินฝากแก่โจทก์เพื่อประกันการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับนายไสว และฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดถอนเงินจากธนาคาร โจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดถอนเงินจากบัญชีของจำเลยหลายครั้ง ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินคืนแก่จำเลยเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,161,379 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 966,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ยุติว่าเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2538 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวนเงินที่กู้ 500,000 บาท กำหนดใช้คืนภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2538 โดยจำเลยมอบบัตรถอนเงินอัตโนมัติกับสมุดเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพัทลุง ไว้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดถอนเงินเป็นจำนวน 966,900 บาท คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า เมื่อสัญญากู้ไม่ใช่เอกสารปลอม จำเลยจึงต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระแก่โจทก์ตามฟ้องเนื่องจากจำเลยได้ยกประเด็นขึ้นต่อสู้เพียงว่า สัญญากู้ปลอม จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ เมื่อจำเลยไม่ได้ต่อสู้ว่าจำเลยได้ชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์แล้ว และศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นเรื่องนี้ไว้ การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นเรื่องที่ว่าจำเลยได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์แล้วหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้ จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ สัญญากู้เป็นเอกสารปลอม และได้ฟ้องแย้งว่าโจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดจากเครื่องของธนาคารและได้เงินไปโดยไม่มีสิทธิ ขอเรียกเงินคืนนั้น มีผลเท่ากับเป็นการปฏิเสธความสมบูรณ์ของหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับจากจำเลยทั้งหมด ถึงแม้ว่าศาลจะฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญากู้ไม่ใช่เอกสารปลอม แต่ประเด็นที่ว่าจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้หรือไม่ยังมีอยู่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์ของหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลย การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยในประเด็นที่จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์ได้เอาเงินของจำเลยด้วยการเบิกเงินของจำเลยผ่านเครื่องเบิกเงินอัตโนมัติของธนาคาร เป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้ให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินเท่ากับหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลย อันเป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยชำระหนี้อย่างอื่นซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ได้ยอมรับแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 หนี้ตามสัญญากู้เป็นอันระงับ กรณีมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 321
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอัญชลี ทองสง
จำเลย — นางละออง ช่วยคุณูปการ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายสถาพร ประสารวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6220/2548
#272465
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้ จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้เป็นสัญญาปลอม และฟ้องแย้งว่าโจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดจากเครื่องของธนาคารและได้เงินไปโดยไม่มีสิทธิ ขอเรียกเงินคืนนั้น มีผลเท่ากับเป็นการปฏิเสธความสมบูรณ์ของหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับจากจำเลยทั้งหมด ถึงแม้ว่าศาลจะฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญากู้ไม่ใช่เอกสารปลอม แต่ประเด็นที่ว่าจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้หรือไม่ยังมีอยู่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์ของหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลย การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้เอาเงินของจำเลยด้วยการเบิกเงินของจำเลยผ่านเครื่องเบิกเงินอัตโนมัติของธนาคาร เป็นการชำระหนี้ตามสัญญาไว้ให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินเท่ากับหนี้ที่ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลย อันเป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยชำระหนี้อย่างอื่นซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ได้ยอมรับแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 หนี้ตามสัญญากู้เป็นอันระงับ กรณีไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้เงินจำนวน 518,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 500,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า สัญญากู้ปลอม จำเลยมอบบัตรถอนเงินอัตโนมัติกับสมุดเงินฝากแก่โจทก์เพื่อประกันการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับนายไสว โจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธินำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดถอนเงินจากธนาคาร โจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดถอนเงินจากบัญชีของจำเลยหลายครั้งเป็นเงิน 966,900 บาท จำเลยขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากจำนวนเงินที่โจทก์ถอนเงินแต่ละครั้งถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน 194,497 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 1,161,397 บาท ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 1,161,397 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 966,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ยุติว่าเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2538 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ จำนวนเงินที่กู้ 500,000 บาท กำหนดใช้คืนภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2538 โดยจำเลยมอบบัตรถอนเงินอัตโนมัติกับสมุดเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพัทลุง ไว้แก่โจทก์ซึ่งโจทก์ได้นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดถอนเงินเป็นจำนวน 966,900 บาท คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า เมื่อสัญญากู้ไม่ใช่เอกสารปลอม จำเลยจึงต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระแก่โจทก์ตามฟ้อง เนื่องจากจำเลยได้ยกประเด็นขึ้นต่อสู้เพียงว่า สัญญากู้ปลอม จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ เมื่อจำเลยไม่ได้ต่อสู้ว่าจำเลยได้ชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์แล้วและศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นเรื่องนี้ไว้ การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นเรื่องที่ว่าจำเลยได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์แล้วหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้ จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้ปลอม และได้ฟ้องแย้งว่าโจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดจากเครื่องของธนาคารและได้เงินไปโดยไม่มีสิทธิ ขอเรียกเงินคืนนั้น มีผลเท่ากับเป็นการปฏิเสธความสมบูรณ์ของหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับจากจำเลยทั้งหมด ถึงแม้ว่าศาลจะฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญากู้ไม่ใช่เอกสารปลอมแต่ประเด็นที่ว่าจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้หรือไม่ยังมีอยู่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์ของหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลย การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยในประเด็นที่จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์ได้เอาเงินของจำเลยด้วยการเบิกเงินของจำเลยผ่านเครื่องเบิกเงินอัตโนมัติของธนาคาร เป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้ให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินเท่ากับหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลย อันเป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยชำระหนี้อย่างอื่นซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ได้ยอมรับแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 หนี้ตามสัญญากู้เป็นอันระงับ กรณีมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอัญชลี ทองสง
จำเลย — นางละออง ช่วยคุณูปการ
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6217/2548
#268274
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ของผู้ร้องเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการผู้ร้องจึงได้รับการคุ้มครองสิทธิด้วยการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 อยู่แล้ว ทั้งหนี้ของผู้ร้องเกิดจากการชำระเงินซื้อบ้านพร้อมที่ดินจากการประกาศขายของลูกหนี้ แต่ไม่มีการส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจของลูกหนี้ โดยมีเจ้าหนี้อีกหลายรายที่อยู่ในฐานะเดียวกับผู้ร้องที่ต้องจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้เดียวกันและตามมาตรา 90/42 ทวิ และมาตรา 90/42 ตรี สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน การยกเลิกข้อจำกัดสิทธิให้แก่ผู้ร้องจึงก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันและไม่เป็นธรรมต่อเจ้าหนี้รายอื่นในกลุ่มเดียวกัน การจำกัดสิทธิของผู้ร้องจึงยังมีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 และมีคำสั่งตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2547

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของลูกหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 1047/2542 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ เป็นต้นเงินจำนวน 2,407,598.34 บาท ดอกเบี้ย 400,222 บาท รวมเป็นเงิน 2,807,820.34 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จตามสำเนาคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการท้ายคำร้อง หนี้ของผู้ร้องมีอัตราส่วนเพียงร้อยละ 0.008 ของยอดหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้รวม 31,366,987,000 บาท หรือมีอัตราส่วนเพียงร้อยละ 0.025 ของสินทรัพย์ของลูกหนี้จำนวนรวม 11,098,341,000 บาท การที่ผู้ร้องต้องถูกจำกัดสิทธิตามมาตรา 90/12 (5) โดยไม่สามารถบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ทั้งที่เป็นยอดเงินจำนวนที่มีอัตราส่วนต่ำอย่างยิ่งไม่มีผลกระทบและ/หรือความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ ขอให้มีคำสั่งยกเลิกข้อจำกัดสิทธิของผู้ร้องหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาด้วยเหตุไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ

ผู้ทำแผนและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ข้อจำกัดสิทธิของผู้ร้องมีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (5) บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้ที่ถูกจำกัดสิทธิอาจยื่นค้ำรองต่อศาลขอให้มีคำสั่งยกเลิกข้อจำกัดสิทธินั้นได้ หากการจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้นั้นไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/13 (1) การพิจารณาว่าข้อจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้รายใดจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการหรือไม่ นอกจากพิจารณาถึงจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้รายนั้นตามอุทธรณ์ของผู้ร้องแล้ว ยังต้องพิจารณาว่าการยกเลิกข้อจำกัดสิทธิให้เจ้าหนี้รายใดแล้ว ลูกหนี้ต้องถูกบังคับคดีให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่เจ้าหนี้รายนั้นแตกต่างไปจากหลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการในการชำระหนี้ การยืดกำหนดเวลาชำระหนี้ การลดจำนวนหนี้ลง และการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ อันมีผลกระทบต่อแผนฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/42 ด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ความว่ามูลหนี้ของผู้ร้องเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องจึงได้รับการคุ้มครองสิทธิด้วยการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/27 อยู่แล้ว ทั้งหนี้ของผู้ร้องเกิดจากการชำระเงินซื้อบ้านพร้อมที่ดินจากการประกาศขายของลูกหนี้ แต่ไม่มีการส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้ ซึ่งเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจของลูกหนี้ เชื่อได้ว่ามีเจ้าหนี้อีกหลายรายที่อยู่ในฐานะเดียวกับผู้ร้องที่ต้องจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้เดียวกัน และตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/42 ทวิ และมาตรา 90/42 ตรี บัญญัติว่า สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน การยกเลิกข้อจำกัดสิทธิให้แก่ผู้ร้องจึงก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน และไม่เป็นธรรมต่อเจ้าหนี้รายอื่นในกลุ่มเดียวกัน การจำกัดสิทธิของผู้ร้องจึงยังมีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทธนายง จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายเอนก นิลพนาพรรณ
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6214/2548
#266771
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 200 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี คำว่า คู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมายหรือในฐานะทนายความ การที่ผู้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยที่ 1 มาศาลถือว่าคู่ความฝ่ายจำเลยที่ 1 มาศาลแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 200 วรรคหนึ่ง ที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา และนำเอากระบวนพิจารณาโดยขาดนัดมาใช้บังคับแก่คดี ดังนั้น คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาและดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยมิได้ให้จำเลยที่ 1 มีโอกาสสืบพยานของตน จึงเป็นคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐาน อีกทั้งการที่ทนายจำเลยที่ 1 ขอเลื่อนการพิจารณาคดีเนื่องจากเพิ่งได้รับการติดต่อจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นทนายความและทนายความจำเลยที่ 1 ติดว่าความที่ศาลอื่นซึ่งได้นัดไว้ก่อนแล้ว ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40 ศาลฎีกามีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) และมาตรา 247 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย กับมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายพิทักษ์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาศาลล้มละลายกลางไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลล้มละลายกลางอนุญาตและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า การที่ศาลล้มละลายกลางไม่อนุญาตให้ทนายจำเลยที่ 1 เลื่อนการพิจารณาคดีและถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณานั้นเป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ การที่จะถือว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี คำว่า คู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมายหรือในฐานะทนายความ การที่ผู้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยที่ 1 มาศาลถือว่าคู่ความฝ่ายจำเลยที่ 1 มาศาลแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 วรรคหนึ่ง ที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา และนำเอากระบวนพิจารณาโดยขาดนัดมาใช้บังคับแก่คดี ดังนั้น คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาและดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยมิได้ให้จำเลยที่ 1 มีโอกาสสืบพยานของตนจึงเป็นคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐาน อีกทั้งการที่ทนายจำเลยที่ 1 ขอเลื่อนการพิจารณาคดีเนื่องจากเพิ่งได้รับการติดต่อจำเลยที่ 1 ให้เป็นทนายความและทนายความจำเลยที่ 1 ติดว่าความที่ศาลอื่นซึ่งได้นัดไว้ก่อนแล้ว ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 ศาลฎีกามีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) และมาตรา 247 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาและถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา กับคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาด ให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 1 ใหม่ แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 40 วรรคหนึ่ง ม. 200 วรรคหนึ่ง ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางมันทนาหรือมันฑนา บุณฑริกหรือทัพสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายพิชัย เตโชพิทยากูล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6204/2548
#268268
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานสรรพากรเลือกที่จะส่งหมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากร หรือหนังสืออื่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่งก็ได้ แต่การใช้วิธีปิดหมาย หนังสือแจ้ง หรือหนังสืออื่นหรือโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ตามวรรคสอง จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อไม่สามารถส่งตามวิธีในวรรคหนึ่งได้

เจ้าพนักงานสรรพากรส่งหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและหนังสือแจ้งภาษีการค้าแก่จำเลยโดยวิธีปิดหนังสือแจ้ง แต่ไม่ปรากฏว่าไม่สามารถส่งหนังสือแจ้งให้แก่จำเลยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ได้ การที่โจทก์ส่งหนังสือแจ้งแก่จำเลยโดยปิดหนังสือจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะถือว่าจำเลยได้รับหนังสือแจ้งแล้วไม่ได้ จึงยังไม่เป็นหนี้เด็ดขาดและยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนที่โจทก์จะนำมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) เพราะอาจถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิกถอนโดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับการร้องเรียนว่าจำเลยประกอบกิจการค้าอสังหาริมทรัพย์หลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากร จึงดำเนินการออกหมายเรียกให้จำเลยมาให้ถ้อยคำและส่งมอบเอกสารเพื่อตรวจสอบตามประมวลรัษฎากร จำเลยยอมรับว่าจำเลยประกอบกิจการค้าอสังหาริมทรัพย์จริง เหตุที่มิได้ชำระภาษีให้ถูกต้องเนื่องจากไม่ทราบว่าต้องเสียภาษีและยื่นแบบแสดงรายการ จากการตรวจสอบหลักฐานที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี ปรากฏว่าจำเลยนำที่ดินมาทำการปลูกสร้างตึกแถว อาคารพาณิชย์ เพื่อจำหน่ายแล้วมิได้ชำระภาษีอากรให้ถูกต้อง โจทก์ออกหนังสือเตือนให้จำเลยส่งเอกสารมาให้ตรวจสอบตามหมายเรียกโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จำเลยได้รับแล้วแต่มิได้มาพบหรือส่งมอบเอกสารหลักฐานมาให้ตรวจสอบแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงได้ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2531 เป็นเงินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม คำนวณถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,390,620 บาท ภาษีการค้าตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคม 2531 พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กับภาษีบำรุงเทศบาลเป็นเงินรวม 561,735 บาท รวมภาษีอากรที่จำเลยต้องชำระทั้งสิ้น 3,952,355 บาท และได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีดังกล่าวแก่จำเลย โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ แต่ส่งไม่ได้ เจ้าพนักงานไปรษณีย์แจ้งว่าไม่มีผู้รับ จากการตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนบ้านปรากฏว่าจำเลยยังมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิม จึงส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีให้แก่จำเลยใหม่ ส่งได้โดยวิธีปิดหนังสือแจ้งการประเมินไว้ที่ประตูบ้านด้านหน้า หลังจากจำเลยได้รับแจ้งการประเมินดังกล่าว จำเลยมิได้ชำระหนี้และมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินภาษีดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หนี้ภาษีอากรดังกล่าวถือได้ว่าเป็นหนี้เด็ดขาดและอาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ต่อมาเจ้าหน้าที่เร่งรัดภาษีอากรค้างของโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ส่งได้ด้วยวิธีปิดหนังสือทวงถาม จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์ยึดสิทธิการเช่าโทรศัพท์ของจำเลยออกขายทอดตลาดได้เงินมาชำระหนี้จำนวน 11,262.80 บาท และเงินประกันการใช้โทรศัพท์ของจำเลยได้เงินมาชำระหนี้เพียง 2,621.84 บาท รวมทั้งอายัดเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ที่จำเลยฝากไว้ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้เงินมาชำระหนี้จำนวน 436.37 บาท นอกจากนี้ไม่พบทรัพย์สินอื่นใดของจำเลยที่จะพึงยึดหรืออายัดมาชำระหนี้ได้อีก ตามพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง การที่จำเลยขายที่ดินที่ได้รับมาจากการยกให้และใช้ประโยชน์ในที่ดินตลอดมาเป็นเวลาถึง 10 ปี แต่ขายออกไปเพื่อชำระหนี้แก่ธนาคารจึงไม่เข้าลักษณะการขายที่ดินเพื่อมุ่งค้าหรือหากำไร จำเลยไม่ต้องเสียภาษีการค้าและได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรอีกด้วย จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินจากโจทก์ การส่งหนังสือแจ้งการประเมินเป็นการส่งที่ไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 8 และตามสำเนาบันทึกการปิดหมาย ปรากฏว่ามีการส่งเฉพาะใบแจ้งการประเมินโดยมิได้ส่งคำแนะนำตามแบบแนบท้ายหนังสือให้ผู้เสียภาษี จึงไม่ชอบตามประมวลระเบียบงานตรวจสอบภาษี หนังสือที่ กค. 0810/3195 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2534 การประเมินภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นหนี้ภาษีอากรที่ยังมีข้อโต้แย้งและไม่แน่นอน โจทก์นำมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายไม่ได้ สิทธิเรียกร้องหนี้ค่าภาษีอากรค้างเริ่มนับแต่วันที่จำเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไม่ถูกต้องตั้งแต่ปี 2531 โจทก์เพิ่งยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2545 คดีจึงขาดอายุความแล้ว จำเลยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน มิได้เป็นบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว การส่งหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยเฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ได้มีการส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากรแก่จำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 จะเห็นได้ว่าในการส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีอากร สามารถเลือกกระทำได้ 2 วิธี คือ ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือเจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่ง เพื่อให้ทางเลือกในการปฏิบัติเพื่อความสะดวกและให้เกิดผลในทางปฏิบัติ มิใช่กำหนดเป็นเงื่อนไขว่าเมื่อเลือกส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้วต้องถือว่ามิได้ส่งโดยเจ้าพนักงานสรรพากรดังที่จำเลยอ้าง คดีนี้โจทก์สามารถแสดงหลักฐานที่เจ้าพนักงานสรรพากรได้นำหนังสือแจ้งการประเมินภาษีไปส่งแก่จำเลยโดยมีการปิดหนังสือแจ้งต่อศาลแล้ว จึงเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายโดยชอบ แม้โจทก์มิได้ส่งหลักฐานการส่งหนังสือแจ้งการประเมินทางไปรษณีย์ตอบรับต่อศาลก็ยังถือได้ว่าจำเลยได้รับหนังสือแจ้งการประเมินตามกฎหมายแล้วนั้น เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 8 บัญญัติว่า "หมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากร หรือหนังสืออื่นซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานของบุคคลนั้น ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำการของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานของผู้รับจะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้

กรณีไม่สามารถส่งตามวิธีในวรรคหนึ่งได้หรือบุคคลนั้นออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ใช้วิธีปิดหมาย หนังสือแจ้งหรือหนังสืออื่นแล้วแต่กรณี ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ ที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้นหรือบ้านที่บุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้งสุดท้าย หรือโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ที่จำหน่ายเป็นปกติในท้องที่นั้นก็ได้

เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว"

ตามบทบัญญัติดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้เลือกที่จะส่งหมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากร หรือหนังสืออื่น ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่งก็ได้ แต่การใช้วิธีปิดหมาย หนังสือแจ้ง หรือหนังสืออื่น หรือโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ตามวรรคสอง จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อไม่สามารถส่งตามวิธีในวรรคหนึ่งได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เจ้าพนักงานสรรพากรส่งหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) และหนังสือแจ้งภาษีการค้า (ภ.ค. 80) ตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 แก่จำเลยโดยวิธีปิดหนังสือแจ้ง ตามบันทึกการปิดหนังสือแจ้งการประเมินเอกสารหมาย จ.9 แต่โจทก์มีเพียงนางอรพิน ศรีนุต เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประเมินภาษีอากรรายนี้เป็นพยานให้ถ้อยคำและเบิกความว่า ในชั้นแรกส่งหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าแก่จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ แต่ไม่มีผู้รับและเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม่ได้ส่งหลักฐานการแจ้งเหตุขัดข้องนำจ่ายผู้รับไม่ได้ต่อศาล เพราะไม่ใช่สาระสำคัญ ความสำคัญอยู่ที่บันทึกการปิดหนังสือแจ้งการประเมินเอกสารหมาย จ.9 เพราะกรณีเจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่งด้วยตนเอง เมื่อไม่พบผู้รับก็ใช้วิธีปิดหนังสือได้ นอกจากคำเบิกความของพยานดังกล่าวแสดงถึงความลังเลไม่หนักแน่นแล้วพยานนี้ยังเบิกความตอบคำถามค้านว่า ตามระเบียบการปิดหมายต้องมีการแจ้งความก่อนหรือพาเจ้าพนักงานตำรวจไปด้วย ซึ่งกรณีของจำเลยก็ได้มีการแจ้งความไว้แล้ว และพยานปากนี้ยังเบิกความตอบคำถามติงว่า ก่อนที่จะไปปิดหนังสือแจ้งการประเมินจะต้องขออนุมัติต่อสรรพากรจังหวัดก่อน แสดงว่า การปิดหมาย หนังสือแจ้งหรือหนังสืออื่นตามมาตรา 8 วรรคสอง เจ้าพนักงานสรรพากรผู้นำไปส่งยังไม่อาจปิดหมายในการนำไปส่งครั้งแรกได้ทันที เมื่อโจทก์มิได้ส่งหลักฐานการส่งหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าแก่จำเลยทางไปรษณีย์ตอบรับที่แสดงถึงเหตุที่ส่งไม่ได้ รวมทั้งมิได้ส่งหลักฐานแจ้งความหรือการขออนุมัติปิดหนังสือแจ้งดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนคำเบิกความของนางอรพิน ทั้ง ๆ ที่เป็นเอกสารที่โจทก์ย่อมมีอยู่และสามารถส่งศาลได้โดยง่ายกลับไม่นำส่ง จึงเป็นข้อพิรุธ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้เชื่อได้ว่าไม่สามารถส่งหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าให้แก่จำเลยตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ได้ การที่โจทก์ส่งหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าแก่จำเลยโดยวิธีปิดหนังสืองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะถือว่าจำเลยได้รับหนังสือแจ้งตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ. 8 แล้วไม่ได้ หนี้ภาษีอากรจำนวน 3,952,355 บาท ตามหนังสือแจ้งเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 จึงยังไม่เป็นหนี้เด็ดขาดและยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนที่โจทก์จะนำมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) เพราะอาจถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิกถอนโดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 8
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายมนตรี วิสารทสกุล
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6198/2548
#267439
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบจากจำเลย ทั้งจำเลยก็ประกอบการค้าโดยซื้อสินค้าจากโจทก์มาแล้วนำไปจำหน่ายให้ลูกค้าอีกต่อหนึ่ง การซื้อขายดังกล่าวมีลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้ เข้าข้อยกเว้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม มาตรา 193/33 (5) ส่วนเงินค่าขนส่งสินค้าดังกล่าวที่โจทก์ออกทดรองแทนจำเลยไปก็เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องจากที่โจทก์ขายสินค้าให้แก่จำเลยดังกล่าว จึงเป็นเงินที่โจทก์ผู้ประกอบการค้าได้ออกทดรองไปเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง เข้าข้อยกเว้นตาม มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย มิใช่เป็นเงินที่ผู้ขนส่งสิ่งของได้ออกทดรองไปตาม มาตรา 193/34 (3) หนี้เกี่ยวกับค่าขนส่งที่โจทก์ออกทดรองไปดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตาม มาตรา 193/33 (5) เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดแต่ละจำนวนจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 187,974.76 ดอลลาร์สหรัฐ และ 283.96 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 142,336.55 ดอลลาร์สหรัฐ กับอีก 217.17 ดอลลาร์สิงคโปร์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 187,974.76 ดอลลาร์สหรัฐ กับ 283.96 ดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 142,336.55 ดอลลาร์สหรัฐ กับ 217.17 ดอลลาร์สิงคโปร์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยชำระเป็นเงินบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราขายเงินตราแต่ละสกุลถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในเวลาที่ใช้เงิน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าและโจทก์เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ทั้งจำเลยก็ประกอบการค้าโดยซื้อสินค้าจากโจทก์มาแล้วนำไปจำหน่ายให้ลูกค้าอีกต่อหนึ่ง การซื้อขายดังกล่าวมีลักษณะเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย จึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) ส่วนเงินค่าขนส่งสินค้าดังกล่าวที่โจทก์ออกทดรองแทนจำเลยไปก็เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องจากที่โจทก์ขายสินค้าให้แก่จำเลยดังกล่าว จึงเป็นเงินที่โจทก์ผู้ประกอบการค้าได้ออกทดรองไปเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย มิใช่เป็นเงินที่ผู้ขนส่งสิ่งของได้ออกทดรองไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (3) หนี้เกี่ยวกับค่าขนส่งที่โจทก์ออกทดรองไปดังกล่าวจึงมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) เช่นกัน เมื่อตามใบแจ้งหนี้ฉบับแรกซึ่งลงวันที่ 11 ธันวาคม 2539 จำเลยตกลงจะชำระเงินให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลงในใบแจ้งหนี้ กรณีจึงครบกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 10 มกราคม 2540 จำเลยจึงผิดนัดตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2540 เป็นต้นไป ส่วนใบแจ้งหนี้ฉบับสุดท้ายซึ่งลงวันที่ 16 ตุลาคม 2540 จำเลยตกลงจะชำระเงินให้แก่โจทก์ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ลงในใบแจ้งหนี้ กรณีจึงครบกำหนดชำระหนี้ครั้งนี้ในวันที่ 14 มกราคม 2541 จำเลยจึงผิดนัดตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2541 โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามใบแจ้งหนี้ฉบับแรกได้นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2540 และตามใบแจ้งหนี้ฉบับสุดท้ายนับแต่วันที่ 15 มกราคม 2541 เป็นต้นไป กรณีจึงเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีในวันที่ 24 สิงหาคม 2544 นับถึงวันฟ้องจึงไม่เกินกำหนด 5 ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นนี้ 8,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทโค บิวดิ้ง เซอร์วิสเซส พีทีอี จำกัด
บริษัทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนล
จำเลย — อินดัสตรี (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6178/2548
#268266
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดได้ขยายองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ให้เป็น ผู้ใด ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น ในการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทย จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าว ถือเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยไม่ได้

โจทก์ขอให้ริบของกลางที่จำเลยใช้กระทำความผิด แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำวินิจฉัยว่าจะริบของกลางนั้นหรือไม่ คำพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้คู่ความมิได้ฎีกาปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบของกลางในคดีอื่นที่ผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยถูกฟ้องแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งริบของกลางในคดีนี้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยกับนายชิดหรือชิด พัฒนากุล นายไมตรีหรือตรี ศรีพรหมรัตน์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 292/2542 ของศาลชั้นต้น กับพวก ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่นางกรชนก รัตนศิลา เจ้าหน้าที่ปกครอง 3 และนายสำรอง หนูรักษา ปลัดอำเภอเมืองชุมพร ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีหน้าที่รับคำร้องเกี่ยวกับการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและความเป็นจริงเกี่ยวกับการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนว่านายชิตเป็นคนสัญชาติไทยชื่อนายนิยม แท่นแก้ว มีบิดามารดาเป็นคนไทยชื่อ นายเรียง แท่นแก้ว และนางตรุษหรือตรุด ภักดีหรือแท่นแก้ว มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 89/2 หมู่ 7 ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง และนำสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน รหัส ส.น.ท. 8504 เลขรหัสประจำบ้าน 85040063971 เจ้าบ้าน รหัส ส.น.ท. 8504 เลขรหัสประจำบ้าน 85040063971 ซึ่งมีชื่อ นายนิยม แท่นแก้ว อยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าว พร้อมใบแจ้งย้ายที่อยู่สำนักงานทะเบียนอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ที่แจ้งย้ายนายนิยม แท่นแก้ว จากบ้านเลขที่ 89/2 หมู่ที่ 7 ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ไปอยู่บ้านเลขที่ 79 หมู่ที่ 4 ตำบลบางลึก อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนของนายชิต โดยอ้างว่าบัตรประจำตัวประชาชนเดิมของนายชิตหายไป โดยอ้างว่าบัตรประจำตัวประชาชนเดิมของนายชิตหายไป ความจริงแล้วนายชิตเป็นคนต่างด้าวสัญชาติพม่า บิดามารดาไม่ทราบชื่อและถึงแก่ความตายตั้งแต่นายชิตยังเล็ก ไม่มีชื่อในสำเนาทะเบียนบ้านฉบับดังกล่าวและไม่เคยมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นคนไทย ทั้งนายนิยมได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว ซึ่งการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวอาจทำให้เจ้าพนักงานดังกล่าวและประชาชนเสียหาย เจ้าพนักงานจับกุมพวกของจำเลยพร้อมยึดได้เอกสารที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 137 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 83 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายหลายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ว่านายยิ่ง เศษสุข หลอกลวงจำเลยว่านายชิต พัฒนากุล คือนายนิยม แท่นแก้ว ต่อศาลชั้นต้นแล้ว เห็นว่า คำให้การของจำเลยฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2546 ระบุว่า หากส่วนหนึ่งส่วนใดในคำให้การนี้เป็นปฏิเสธก็ขอให้ถือเป็นรับสารภาพด้วย แม้คำให้การดังกล่าวจำเลยจะให้การเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่านายยิ่งหลอกลวงจำเลยซึ่งเป็นการให้การในทำนองว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิดตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อจำเลยระบุข้อความดังกล่าวในคำให้การของจำเลยเท่ากับจำเลยสละข้อต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงถือว่าจำเลยไม่ได้ว่ากล่าวในทำนองว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิดตามฟ้องมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยให้โดยเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำความผิดยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือใช้บัตรซึ่งตนหมดสิทธิใช้ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท แต่ต่อมาก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้มีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนว่า

ผู้ใด

(1) แจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรตามมาตรา 5 วรรคสี่ หรือมาตรา 6 หรือการขอมีบัตรใหม่ตามมาตรา 6 ตรี หรือการขอมีบัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตรตามมาตรา 6 จัตวา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(2) ...

เห็นได้ว่า กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดคดีนี้ได้ขยายองค์ประกอบความผิดจากเดิมที่กำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องเป็น ผู้ไม่มีสัญชาติไทย ให้เป็น ผู้ใด ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น ในการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 เมื่อคำฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทย ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 เดิม จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตราดังกล่าว ถือเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ลงโทษจำเลยในข้อหาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) มาด้วยจึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เท่านั้น และเมื่อโทษจำคุกที่ศาลล่างกำหนดมานั้นไม่เกินอัตราโทษขั้นสูงของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ทั้งยังเหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยจึงไม่จำต้องแก้ไขโทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมกับพวกแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานว่านายชิตเป็นคนสัญชาติไทยทำบัตรประจำตัวประชาชนหาย ขอมีบัตรใหม่ เพื่อให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายชิตนั้น นับเป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน ทั้งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นได้ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามจำเลยอายุ 66 ปี และป่วยเจ็บเป็นโรคหัวใจขาดเลือดและไขมันในเลือดสูงต้องรักษาที่โรงพยาบาลเป็นประจำ ประกอบกับจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ขอให้ริบของกลางที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้กระทำความผิด แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำวินิจฉัยว่าจะริบของกลางนั้นหรือไม่ คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้คู่ความมิได้ฎีกาปัญหานี้แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบของกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 292/2542 ของศาลชั้นต้น ที่ผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยถูกฟ้องแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งริบของกลางในคดีนี้อีก"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 83 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนมีกำหนด 3 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 ยกคำขอให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
ป.วิ.อ. ม. 186 ม. 192
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายยินดี รัตนจำนงค์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6168/2548
#412384
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมไปได้ 2 ปาก โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเป็นว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นส่วนสำคัญเพิ่มเติมว่าจำเลยกับพวกร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งมิได้ปรากฏในฟ้องเดิม หาได้เป็นการแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิดที่ต้องแถลงหรือมิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 164 ไม่ เมื่อเป็นดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องจึงเพิ่งปรากฏในชั้นพิจารณาของศาล หาได้ปรากฏตั้งแต่ในชั้นสอบสวนไม่ ถือว่าพนักงานสอบสวนยังมิได้มีการสอบสวนในความฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โจทก์ฟ้องคดีในความผิดที่ยังไม่มีการสอบสวนไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในข้อนี้ไม่ได้

ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองฯ ตาม ป.อ. มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาทจึงมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543 เมื่อนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2535 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิดแล้วเป็นเวลาเกิน 1 ปี ความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (4), 371, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3426/2537 และ 3467/2537 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางเจริญภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายบัญญัติผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกกระทงละ 1 ปี แต่เมื่อลงโทษประหารชีวิตจำเลยแล้ว จึงไม่จำต้องลงโทษจำคุกในกระทงอื่นอีกต่อไป ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายบัญญัติผู้ตายถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยมีว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ใช่คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงฆ่าผู้ตาย ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่นั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยเพียงว่าร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเท่านั้น ครั้นในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อสืบประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมไปได้ 2 ปาก ข้อเท็จจริงจึงมาปรากฏในชั้นพิจารณาว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายเคยมีเหตุทะเลาะเบาะแว้งกับบุคคลภายนอกโจทก์ร่วมสงสัยว่าจำเลยจะรับจ้างจากบุคคลภายนอกดังกล่าวมาฆ่าผู้ตาย โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาเป็นว่าจำเลยกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงเป็นการบรรยายข้อเท็จจริง อันเป็นส่วนสำคัญเพิ่มเติมว่าจำเลยกับพวกร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งมิได้ปรากฏในฟ้องเดิม หาได้เป็นการแก้หรือเพิ่มเติมฐานความผิดที่ต้องแถลงหรือมิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องที่เพิ่งปรากฏในชั้นพิจารณาของศาล หาได้ปรากฏตั้งแต่ในชั้นสอบสวนไม่ ถือว่าพนักงานสอบสวนยังมิได้มีการสอบสวนในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โจทก์ฟ้องคดีในความผิดที่ยังไม่มีการสอบสวนไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในข้อนี้ไม่ได้ แต่การที่จำเลยรับต่อพันตำรวจตรีประชาว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ลดโทษให้แก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นสมควรลดโทษให้จำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาทจึงมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543 เมื่อนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2535 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยกระทำความผิดแล้วเป็นเวลาเกิน 1 ปี ความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ด้วย จึงไม่ชอบ และคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง หาใช่มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาและยืนตามกันมาไม่ ปัญหาทั้งสองข้อเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง และสำหรับความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ให้ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 289 (4) ม. 371 ม. 83 ม. 91 ม. 95 (5)
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 164 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
โจทก์ร่วม — นางเจริญ โสขุมา
นายสมโภชน์หรือสมโภชหรือโป้ยหรือโป๊ย
เจตเขตการณ์หรือเจตน์เขตต์การ
จำเลย — หรือเจตต์เขตต์การ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายนิติธร ศรีบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6163/2548
#266553
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และบรรยายฟ้องข้อ 1 จ. ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันแผ้วถางป่าตัดต้นกาลอในป่านิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จังหวัดยะลา อันเป็นการทำลายป่า ทำให้เสื่อมสภาพที่ดินเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในที่ดินภายในเขตของนิคมโดยไม่ได้รับอุนญาต? และมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพฯ มาตรา 4, 14, 15, 41 ซึ่งคำบรรยายฟ้องดังกล่าวครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพฯ แล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและโจทก์ระบุมาตรา 41 ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษสำหรับความผิดดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดฐานนี้ได้ การที่โจทก์ไม่ได้ระบุบทกฎหมายที่เป็นบทความผิดและบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ฯ มีผลทำให้จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดและไม่ต้องรับผิดสำหรับความผิดฐานนี้ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ฯ เท่านั้น หาทำให้จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษตาม พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพฯ ไปด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 7, 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 พ.ร.บ. จัดสรรที่ดิน (ที่ถูกจัดที่ดิน) เพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 4, 14, 15, 41 ป.อ. มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 7, 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 16,692 บาท ความผิดตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ฯ มาตรา 73 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ 4 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท ความผิดตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 20,000 บาท ความผิดฐานแผ้วถางป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือน ปรับคนละ 12,000 บาท รวมจำคุกคนละ 3 ปี ปรับคนละ 78,692 บาท (ที่ถูก 62,000 บาท) จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร เป็นเงิน 8,346 บาท ความผิดฐานอื่น คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ปรับคนละ 31,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ฯ จำคุกคนละ 4 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท ฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 1 รวมกับค่าปรับตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ 16,692 บาท แล้วเป็นรวมจำคุกจำเลยที่ 1 จำนวน 16 เดือน ปรับ 46,692 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 รวมจำคุก 16 เดือน ปรับ 30,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 23,346 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 15,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานแผ้วถางป่าในที่ดินภายในเขตของนิคมได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และบรรยายฟ้องในข้อ 1 จ. ว่า "?จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันแผ้วถางป่าตัดต้นกาลอในป่านิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ จังหวัดยะลา อันเป็นการทำลายป่า ทำให้เสื่อมสภาพที่ดินเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในที่ดินภายในเขตของนิคม ทั้งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ป่านิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้?" กับมีคำขอท้ายฟ้องโดยขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 4, 14 15, 41 ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา 83, 91 เห็นว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพฯ ซึ่งบัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไป?ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินหรือทำให้เป็นอันตรายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในที่ดินภายในเขตของนิคม เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี" เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและโจทก์ได้ระบุมาตรา 41 ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษ สำหรับความผิดดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดนี้ตามบทกฎหมายที่โจทก์ฟ้องได้ การที่โจทก์ไม่ได้ระบุบทกฎหมายที่เป็นบทความผิดและบทกำหนดโทษตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ฯ มีผลเพียงทำให้จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดฐานนี้ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ฯ เท่านั้น หาทำให้จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษตาม พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพฯ ไปด้วยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 4, 14, 15, 41 ปรับคนละ 1,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงปรับคนละ 500 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ. ศุลกากรฯ เมื่อรวมกับโทษสำหรับความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 เดือน ปรับคนละ 15,500 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกตามเดิม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 54 ม. 72 ตรี
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายหร้อหมาน กะหรีม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายสืบศักดิ์ แสงดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชัยฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6162/2548
#268421
เปิดฉบับเต็ม

ว. ยื่นคำร้องขอให้ตั้ง ว. เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ผู้ตาย การที่ ว. ถึงแก่ความตายจึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีต่อไปเพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของ ว. ไม่ใช่คดีที่ทายาทหรือผู้อื่นจะร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ ทั้งศาลชั้นต้นได้ยกคำร้องของ พ. ที่ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ ว. และจำหน่ายคดีของ พ. ออกจากสารบบความแล้ว พ. จึงเป็นบุคคลภายนอกคดี และศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาชี้ขาดในประเด็นตามคำร้องของ พ. ดังนี้ คำคัดค้านของ พ. ที่ยื่นคัดค้านผู้ร้องที่ 1 ว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกและขอให้ตั้ง พ. เป็นผู้จัดการมรดก เนื่องจาก พ. เป็นบุตรของ ว. ภริยาของผู้ตาย ทั้ง ว. ถึงแก่ความตายแล้ว พ. เป็นผู้จัดการมรดก ผู้ตายจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก และมีความเหมาะสมมากกว่าผู้ร้องที่ 1 คำคัดค้านของ พ. ที่ยื่นมาภายหลังเป็นการยื่นตามสิทธิของตนเอง ซึ่งมีสิทธิทำได้ จึงมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำคัดค้านของผู้ร้องขอที่ 1 ที่ 2 และให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ใหม่ กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเริ่มต้นใหม่ด้วยการไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ขอให้ตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ดังนั้น ก่อนที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 พ. ซึ่งเป็นบุตรของ ว. ภริยาของ ช. เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลรับคำคัดค้านของตนไว้พิจารณาได้ ทั้งเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่าผู้ใดในระหว่างผู้ร้องที่ 1 และ พ. เป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. การดำเนินกระบวนของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกินกว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากนางวลัย วรกุล ยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชูชัย วรกุล ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2543 ไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้มีคำสั่งตั้งนางวลัย ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

นางขุ้ยหั้ว กิตติยานันท์ และนายชูศักดิ์ วรกุล ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ส่วนผู้ร้องทิ้งร้างผู้ตายไปกว่า 10 ปี โดยไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูกัน ทั้งผู้ร้องยังกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เบียดบังยักยอกทรัพย์มรดกไปหลายรายการไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นนางวลัยผู้ร้องถึงแก่ความตาย นางสาวพอจิต สุวิมลปรีชา ผู้คัดค้านที่ 3 ผู้จัดการมรดกของผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่และขอให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะนางวลัย วรกุล ผู้ร้องออกจากสารบบความ และยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

นางสาวพอจิต สุวิมลปรีชา ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องกับนายสุชาญ สุวิมลปรีชา ผู้ร้องได้จดทะเบียนหย่ากับนายสุชาญแล้วจดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 3 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก ผู้คัดค้านที่ 1 มีอายุมากและภูมิลำเนาอยู่ที่อื่นไม่สะดวกในการเดินทางจึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นให้เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 เป็นผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และเรียกผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้คัดค้าน และมีคำสั่งตั้งนายขุ้ยหั้ว กิตติยานันท์ ผู้ร้องที่ 1 กับนางสาวพอจิต สุวิมลปรีชา ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกร่วนกันของนายชูชัย วรกุล ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1711, 1713 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเดิมนางวลัย วรกุล ยื่นคำร้องว่า นายชูชัย วรกุล ซึ่งเป็นสามีถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งนางวลัยเป็นผู้จัดการมรดก นายขุ้ยหั้ว กิตติยานันท์ และนายชูศักดิ์ วรกุล ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายชูชัยผู้ตาย นางวลัยไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้ตั้งนางขุ้ยหั้วเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ก่อนศาลทำการไต่สวนนางวลัยถึงแก่ความตาย นางสาวพิจิต สุวิมลปรีชา ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของนางสาวพิจิตซึ่งยื่นคำร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่และจำหน่ายคดีนางวลัยออกจากสารบบความกับมีคำสั่งยกคำคัดค้านของนางขุ้ยหั้วกับนายชูศักดิ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำคัดค้าน และให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำคัดค้านของนางขุ้ยหั้วและนายชูศักดิ์แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ก่อนศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำคัดค้านของนางขุ้ยหั้วและนายชูศักดิ์ นางสาวพอจิต สุวิมลปรีชา ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางวลัย วรกุล กับนายสุชาติ สุวิมลปรีชา นางวลัยได้จดทะเบียนหย่ากับนายสุชาติแล้วจดทะเบียนสมรสกับนายชูชัยผู้ตาย เมื่อนายชูชัยถึงแก่ความตาย มรดกของนายชูชัยย่อมตกทอดแก่นางวลัย ต่อมานางวลัยถึงแก่ความตาย ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งนางสาวพอจิตเป็นผู้จัดการมรดกของนางวลัยตามคำร้อง นางสาวพอจิตจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนายชูชัยผู้ตาย เนื่องจากนางขุ้ยหั้วอายุมากแล้วและมีภูมิลำเนาอยู่ที่อื่นไม่สะดวกในการเดินทางไปจัดการมรดก จึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งนางสาวพอจิตเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นให้เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 เป็นผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และเรียกผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้คัดค้าน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ว่า การที่นางสางพอจิตผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านลงวันที่ 8 มิถุนายน 2548 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางวลัย วรกุล มารดาของผู้คัดค้านถึงแก่ความตาย คำร้องของนางวลัยที่ขอให้ตั้งนางวลัยเป็นผู้จัดการมรดกของนายชูชัยผู้ตายจึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป เพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้องขอ ไม่ใช่คดีที่ทายาทหรือผู้อื่นจะร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นได้ยกคำร้องของนางสาวพอจิตที่ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่นางวลัย และจำหน่ายคดีของนางสาวพอจิตออกจากสารบบความแล้วนางสาวพอจิตจึงเป็นบุคคลภายนอกคดีไม่อยู่ในฐานะคู่ความ และศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาชี้ขาดคดีในประเด็นตามคำร้องของนางสาวพอจิตดังนี้ คำคัดค้านของนางสาวพอจิตฉบับลงวันที่ 8 มิถุนายน 2544 ที่ยื่นคัดค้านผู้ร้องที่ 1 ว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกและขอให้ตั้งนางสาวพอจิตเป็นผู้จัดการมรดกของนายชูชัยผู้ตายเนื่องจากนางสาวพอจิตเป็นบุตรของนางวลัยภริยาของผู้ตาย ทั้งนางวลัยถึงแก่ความตายแล้ว นางสาวพอจิตเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกผู้ตาย ทั้งมีคุณสมบัติเหมาะในการเป็นผู้จัดการมรดกมากกว่าผู้ร้องที่ 1 คำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ยื่นมาภายหลังเป็นการยื่นตามสิทธิของตนเอง ซึ่งมีสิทธิทำได้จึงมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง (ผู้ร้องทั้งสอง) ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง (ผู้ร้องทั้งสอง) แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนเฉพาะคำคัดค้านของผู้ร้องทั้งสองโดยไม่มีอำนาจไต่สวนคำคัดค้านของนางสาวพอจิตผู้คัดค้านเพราะเป็นการดำเนินการเกินกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีของนางสาวพอจิตแล้ว คดีคงเหลือแต่คำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ซึ่งต่อมาเรียกว่าผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ใหม่ กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเริ่มต้นใหม่ด้วยการไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ขอให้ตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายชูชัยผู้ตาย ดังนั้น ก่อนที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 นางสาวพอจิตซึ่งเป็นบุตรของนางวลัยภริยาของนายชูชัยเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลรับคำคัดค้านของตนไว้พิจารณาได้ ทั้งเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่าผู้ใดในระหว่างผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านเป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายชูชัย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกินกว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ทุกประการฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 144 ม. 243
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางขุ้ยหั้ว กิตติยานันท์ กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางสาวพอจิต สุวิมลปรีชา
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6161/2548
#268204
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้สืบสันดานของผู้ตายเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ (1) ส่วนผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ (3) ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 และมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงมิใช่ทายาทผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกได้ แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นผู้ออกเงินค่าทำศพผู้ตายและเป็นเจ้าหนี้กองมรดกผู้มีส่วนได้เสียก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายวิชัย แซ่ลี้ ซึ่งถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือจัดตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ตายไม่มีภริยาและบุตรมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย แซ่ลี้ ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายวิชัย แซ่ลี้ ผู้ตายกับนางสำราญ ประสงค์อาวะ จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้ยกคำร้องและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาววารี ญาณจินดา ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัย แซ่ลี้หรือญาณจินดา ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนผู้คัดค้าน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายวิชัย แซ่ลี้หรือญาณจินดา ผู้ตาย เป็นบุตรของนายกวยหรือกรวย กับนางเป้า แซ่ลี้ บิดามารดาของผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2542 ด้วยสาเหตุระบบทำงานของหัวใจล้มเหลว ขณะถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีเงินฝากที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาผักไห่ จำนวน 43,342.49 บาท ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า สมควรตั้งผู้ร้องหรือผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ตายแต่งงานกับนางสำราญ ประสงค์อาวะ แต่เลิกร้างกัน เมื่อประมาณปี 2510 ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2542 ด้วยสาเหตุระบบทำงานของหัวใจล้มเหลว ตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมาย ร.4 ขณะถึงแก่ความตายผู้ตายมีเงินฝากที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาผักไห่ จำนวน 43,342.49 บาท ตามสำเนาสมุดเงินฝากออมทรัพย์เอกสารหมาย ร.6 ขณะผู้ตายมีชีวิตอยู่ผู้ร้องเป็นผู้ดูแล เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายผู้ร้องเป็นผู้จัดการศพ เสียค่าใช้จ่ายไปประมาณ 100,000 บาท ผู้ร้องประสงค์จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้คัดค้านนำสืบว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนางสำราญ ประสงค์อาวะ ตามสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาทะเบียนสมรสและสำเนาสูติบัตรเอกสารหมาย ค.1 ถึง ค.3 ผู้ตายเคยทำประกันชีวิตไว้กับบริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด โดยระบุให้ผู้คัดค้านเป็นผู้รับประโยชน์ตามสำเนาบันทึกสลักหลังกรมธรรม์เอกสารหมาย ค.5 เห็นว่า ผู้คัดค้านเบิกความยืนยันว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายกับนางสำราญ ประสงค์อาวะ โดยมีสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ค.1 และสำเนาสูติบัตรผู้คัดค้านเอกสารหมาย ค.1 ระบุว่าผู้ตายเป็นบิดาของผู้คัดค้าน โดยมีนางสำราญเป็นมารดา ส่วนสำเนาสูติบัตรเอกสารหมาย ค.3 ระบุว่าเด็กหญิงเล็ก ญาณจินดา ซึ่งเกิดวันที่ 31 กรกฎาคม 2511 มีบิดาชื่อนายวิชัยซึ่งหมายถึงผู้ตายและมีมารดาชื่อนางสำราญ แม้มิได้ระบุชื่อผู้คัดค้านในปัจจุบัน แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ตายกับนางสำราญมีบุตรคนอื่นอีก จึงเชื่อว่าเด็กหญิงเล็กตามสำเนาสูติบัตรเอกสารหมาย ค.3 เป็นบุตรของผู้ตายกับนางสำราญซึ่งก็คือผู้คัดค้านในระหว่างที่ผู้ตายมีชีวิตอยู่ผู้ตายได้แสดงว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตาย โดยผู้ตายได้บันทึกสลักหลังกรมธรรม์ตามสำเนาเอกสารหมาย ค.5 ว่า นายวิชัย แซ่ลี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรายการผู้รับประโยชน์เป็นนางสาววารี ญาณจินดา ผู้คัดค้านซึ่งเกี่ยวข้องเป็นบุตร โดยเอกสารแผ่นที่ 2 ผู้ตายได้เขียนข้อความขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขกรมธรรม์ด้วยลายมือตนเองและลงลายมือชื่อในฐานะผู้เอาประกัน ผู้ร้องก็เบิกความรับว่าผู้ตายมีบุตรกับนางสำราญเป็นหญิงหากมีชีวิตอยู่จะมีอายุประมาณ 30 ปี ที่ผู้ร้องอ้างในคำร้องว่าผู้ตายไม่มีภริยาและบุตรนั้น จึงขัดกับคำเบิกความของผู้ร้องไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ผู้คัดค้านนำสืบว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิชัย แซ่ลี้หรือญาณจินดา ผู้ตายผู้คัดค้านจึงเป็นผู้นำสืบสันดานของผู้ตายเป็นทายาทโดยธรรมลำดับ (1) ส่วนผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นทายาทโดยลำดับ (3) ผู้ร้องไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 และมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงมิใช่ทายาทผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกได้ แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นผู้ออกเงินค่าทำศพผู้ตาย และเป็นเจ้าหนี้กองมรดกผู้มีส่วนได้เสียก็ตาม ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางนิภา แซ่ลี้
ผู้คัดค้าน — นางสาววารี ญาณจินดา
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6158/2548
#266447
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ศ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2546 แทนที่จะเป็นวันที่ 27 กันยายน 2546 โดยโจทก์ได้แนบเอกสารเกี่ยวกับการตายของ ศ. ที่ระบุว่า ศ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2546 มาท้ายคำฟ้องด้วย เห็นได้ว่า การพิมพ์ฟ้องของโจทก์ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากเจตนา ถือได้ว่าเป็นการพิมพ์ผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย โจทก์ย่อมยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า ศ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2546 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย กับขอให้มีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของนายศุภเดชลูกหนี้ที่ตายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 84

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การ และจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดพิจารณาสืบพยานโจทก์และจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่านายศุภเดชถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า "จำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การแล้วไม่อนุญาตให้แก้ฟ้อง ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ" และศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องระบุว่านายศุภเดชถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2546 โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 27 กันยายน 2547 เกินกำหนด 1 ปี นับแต่นายศุภเดชถึงแก่ความตาย จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมเป็นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วศาลล้มละลายกลางสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องและเพิกถอนคำสั่งเดิมเป็นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชอบหรือไม่ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่านายศุภเดชถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2546 แทนที่จะเป็นวันที่ 27 กันยายน 2546 โดยโจทก์ได้แนบเอกสารเกี่ยวกับการตายของนายศุภเดชที่ระบุว่าถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2546 มาด้วยนั้น เห็นได้ว่าการพิมพ์ฟ้องของโจทก์ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากเจตนา ถือได้ว่าเป็นการพิมพ์ผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยซึ่งโจทก์ย่อมยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 14 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องและเพิกถอนคำสั่งเดิมเป็นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ชอบ

พิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องกับคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รับฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้พิจารณาและอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ตามขอ ให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทศุภเดช เทรดดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายเหล็ก ไทรวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สมชาย พงษธา
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6153/2548
#267165
เปิดฉบับเต็ม

คดีล้มละลายเรื่องนี้เสร็จการพิจารณาแล้ว อยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่ 27 ตุลาคม 2547 ในวันนัด ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นครั้งแรกโดยแนบหนังสือแจ้งผลการอนุมัติของโจทก์ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2547 ที่อนุมัติให้นายชนัฏ เรืองกฤติยากรรมการบริษัทจำเลยชำระหนี้จำนวน 5,000,000 บาท ภายในวันที่ 20 ธันวาคม 2547 โดยผ่อนชำระรวม 3 งวด เมื่อชำระหนี้ดังกล่าวแล้วให้ตัดภาระหนี้ที่เหลือพร้อมกับถอนฟ้องคดีนี้ รวมทั้งได้แนบหลักฐานการชำระหนี้แล้วจำนวน 500,000 บาท มาด้วย การที่จำเลยจะสามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้และชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นมิได้ขึ้นอยู่กับจำเลยเพียงฝ่ายเดียวแต่ขึ้นอยู่กับโจทก์ด้วย เมื่อโจทก์เพิ่งประชุมและมีมติก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายกลางเพียง 12 วัน และฝ่ายจำเลยได้ชำระหนี้ตามที่โจทก์อนุมัติบางส่วนแล้ว ทั้งกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่โจทก์อนุมัติก็ไม่นานเกินสมควรและโจทก์มิได้คัดค้านการขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถือได้ว่ากรณีมีเหตุสมควรที่จะเลื่อนการพิพากษาหรือการทำคำสั่งออกไปได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 133 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

จำเลยไม่ให้การต่อสู้คดี

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ภายหลังบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองจำเลยแล้ว เพียงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยยังค้างชำระหนี้โจทก์ 89,990,302.25 บาท และจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งศาลล้มละลายที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งชอบหรือไม่ ได้ความว่า ในวันนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งออกไปสักระยะหนึ่งเนื่องจากโจทก์อนุมัติให้จำเลยปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยให้ชำระหนี้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 20 ธันวาคม 2547 ศาลล้มละลายกลางเห็นว่าได้ให้โอกาสจำเลยปรับปรุงโครงสร้างหนี้และชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเป็นเวลา 3 เดือนเศษแล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น กรณีไม่มีเหตุผลจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ จึงไม่อนุญาตและให้ยกคำร้อง แล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...ให้ศาลล้มละลายดำเนินการนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปโดยไม่เลื่อนคดีจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ และเมื่อเสร็จการพิจารณาคดีให้ศาลล้มละลายกลางรีบทำคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเร็ว" ตามข้อเท็จจริงที่ฟังได้ข้างต้นคดีนี้เสร็จการพิจารณาแล้ว อยู่ในระหว่างนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง การที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวเป็นการขอเลื่อนครั้งแรก ซึ่งทนายจำเลยได้แนบหนังสือแจ้งผลการอนุมัติของคณะทำงานของโจทก์ ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2547 ที่ได้ประชุมและมีมติในวันเดียวกันอนุมัติให้นายชนัฏ กรรมการบริษัทจำเลยชำระหนี้เสร็จสิ้นจำนวน 5,000,000 บาท ภายในวันที่ 20 ธันวาคม 2547 โดยผ่อนชำระรวม 3 งวด เมื่อชำระหนี้ดังกล่าวแล้วให้ตัดภาระหนี้ที่เหลือพร้อมกับถอนฟ้องคดีนี้ รวมทั้งได้แนบหลักฐานการชำระหนี้ด้วยแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน 500,000 บาท ของนายชนัฏให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าวมาด้วย เห็นได้ว่าคำอนุมัติของโจทก์ที่ยอมรับการประนอมหนี้ของจำเลย โจทก์เพิ่งประชุมและมีมติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2547 ก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายกลางเพียง 12 วัน การที่จำเลยจะสามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้และชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น มิได้ขึ้นอยู่กับจำเลยเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโจทก์ด้วย และฝ่ายจำเลยได้ชำระหนี้ตามที่โจทก์อนุมัติบางส่วนแล้ว ทั้งกำหนดเวลาชำระหนี้ภายในวันที่ 20 ธันวาคม 2547 ก็ไม่นานเกินสมควร และโจทก์ก็มิได้คัดค้านการขอเลื่อนฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าว ทั้งมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาด้วย ดังนี้ ถือได้ว่ากรณีมีเหตุสมควรที่จะเลื่อนการพิพากษาหรือการทำคำสั่งออกไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 133 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยมีคำสั่งยกคำร้องแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดนั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น และเนื่องจากกำหนดเวลาที่ฝ่ายจำเลยจะต้องชำระหนี้แก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นตามมติของโจทก์ได้ล่วงเลยไปแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเวลาเพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสไปดำเนินการประนอมหนี้กับโจทก์ไว้ด้วย

พิพากษายกคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและคำสั่งยกคำร้องขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งของทนายจำเลย ให้ศาลล้มละลายกลางเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งออกไปไม่น้อยกว่า 3 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษานี้โดยให้ทำคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 133
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
บริษัทกรีนวัลเล่ พรอพเพอร์ตี้ส์ จำกัด หรือ
จำเลย — บริษทกรีนวัลเล่ เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายสมคิด ไตรโสรัส
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6142/2548
#266552
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมพบความผิดเกิดขึ้นในที่เกิดเหตุและจับกุมจำเลยในที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นเขตอำเภอเลิงนกทา จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่เกิดเหตุโดยชัดแจ้งแล้ว ไม่มีข้ออ้าง ข้อสงสัยหรือความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงประการใด ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญทำการจับกุมและทำการสอบสวนเพราะเชื่อโดยสุจริตว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน เป็นกรณีที่อ้างว่าพนักงานสอบสวนอ้าง หรือเชื่อหรือเข้าใจว่าเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนครอบคลุมไปถึงที่เกิดเหตุ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญไม่รู้ว่าเขตอำนาจสอบสวนของตนครอบคลุมเขตพื้นที่เพียงใด ไม่ใช่กรณีที่พนักงานสอบสวนอ้างหรือเชื่อว่าความผิดได้เกิดในเขตอำนาจของตน ซึ่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญมีอำนาจสอบสวนได้ตามที่บัญญัติใน ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ใช่ผู้มีที่อยู่หรือถูกจับในเขตอำเภอไทยเจริญ ซึ่งเป็นเขตอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและมีผลห้ามโจทก์ฟ้องคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 7, 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ ป.อ. มาตรา 32, 33, 83, 91 พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคแรก, 48 วรรคแรก, 73 วรรคแรก วรรคสอง (2), 74, 74 ทวิ ป.อ. มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้าม จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ริบของกลาง ให้ยกคำขอให้จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ของกลางให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเหตุตามฟ้อง เกิดในเขตตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร จำเลยมีที่อยู่และถูกจับภายในเขตตำบล อำเภอ และจังหวัดดังกล่าวซึ่งเหตุได้เกิด ส่วนการจับกุมและการสอบสวนได้กระทำโดยเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ติดต่อกับเขตที่เกิดเหตุ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการสอบสวนที่กระทำโดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ ทำการจับกุม และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ ทำการสอบสวนเพราะเชื่อโดยสุจริตว่าเหตุเกิดภายในเขตอำนาจของตน การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 พิเคราะห์แล้วเห็นได้ว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตน นอกจากสามกรณีดังกล่าวแล้วพนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีการอ้างหรือเชื่อว่าความผิดนั้นได้เกิดภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือพนักงานสอบสวนเข้าใจหรือมีความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุว่าความผิดได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน ซึ่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่ความผิดไม่ได้เกิดในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน แต่ได้เกิดในสถานที่อื่นนอกเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมพบความผิดเกิดขึ้นในที่เกิดเหตุและจับกุมจำเลยในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเขตอำเภอเลิงนกทา จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่เกิดเหตุโดยชัดแจ้งแล้ว ไม่มีข้ออ้าง ข้อสงสัยหรือความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงแต่ประการใด ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญทำการจับกุมและทำการสอบสวนเพราะเชื่อโดยสุจริตว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนเป็นกรณีที่อ้างว่าพนักงานสอบสวนอ้าง หรือเชื่อหรือเข้าใจว่าเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนครอบคลุมไปถึงที่เกิดเหตุหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญไม่รู้ว่าเขตอำนาจสอบสวนของตนครอบคลุมเขตพื้นที่เพียงใด ไม่ใช่กรณีที่พนักงานสอบสวนอ้างหรือเชื่อว่าความผิดได้เกิดในเขตอำนาจของตน ซึ่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญมีอำนาจสอบสวนได้ตามที่บัญญัติใน ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ใช่ผู้มีที่อยู่หรือถูกจับในเขตอำเภอไทยเจริญ ซึ่งเป็นเขตอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและมีผลห้ามโจทก์ฟ้องคดีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายบัวทอง ไชยสัจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายสมคะเน แสงสว่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายฐานันท์ วรรณโกวิท
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6142/2548
#268260
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตน นอกจากสามกรณีดังกล่าวแล้วพนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีการอ้างหรือเชื่อว่าความผิดนั้นได้เกิดภายในเขตอำนาจของตนโดยพนักงานสอบสวนเข้าใจหรือมีความเชื่อว่าความผิดได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน ซึ่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่ความผิดไม่ได้เกิดในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน แต่ได้เกิดในสถานที่อื่น

เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมพบความผิดเกิดขึ้นในที่เกิดเหตุและจับกุมจำเลยในที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเลิงนกทา จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่เกิดเหตุโดยชัดแจ้งแล้ว ไม่มีข้ออ้าง ข้อสงสัยหรือความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ไม่ใช่กรณีที่พนักงานสอบสวนอ้างหรือเชื่อว่าความผิดได้เกิดในเขตอำนาจของตนซึ่งอยู่ในเขตอำเภอไทยเจริญ อันจะทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญมีอำนาจสอบสวนได้ตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ใช่ผู้มีที่อยู่หรือถูกจับในเขตอำเภอไทยเจริญ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและมีผลห้ามโจทก์ฟ้องคดีตามมาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันทำไม้กระบากและไม้ตีนนก ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก ในป่าด้านทิศตะวันออกของบ้านเหล่าหันทราย อันเป็นป่าตามกฎหมาย โดยตัดฟันออกจากต้นแล้วทอนเป็นท่อน ๆ รวม 32 เหลี่ยม ปริมาตร 0.393 ลูกบาศก์เมตร แล้วจำเลยกับพวกร่วมกันแปรรูปไม้กระบากและไม้ตีนนกที่จำเลยกับพวกได้ตัดทำไม้ โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์เลื่อยออกเป็นเหลี่ยม/แผ่น รวม 32 เหลี่ยม/แผ่น ปริมาตร 0.393 ลูกบาศก์เมตร อันเป็นการกระทำให้ไม้เปลี่ยนรูปและขนาดไปจากเดิมภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามประกาศกระทรวงเกษตร จำเลยกับพวกร่วมกันมีไม้กระบากและไม้ตีนนกแปรรูปตามจำนวนและปริมาตรดังกล่าวซึ่งเกินกว่า 0.20 ลูกบาศน์เมตร ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และมิได้รับสัมปทานหรือได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมายให้ทำไม้ดังกล่าวได้ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ และจำเลยกับพวกร่วมกันซื้อและรับไว้ซึ่งเลื่อยโซ่ยนต์จำนวน 2 เครื่อง พร้อมทั้งส่วนอุปกรณ์และอุปกรณ์ประกอบของเลื่อยโซ่จำนวน 2 ชุด รวมราคา 9,400 บาท อันมีถิ่นกำเนิดและผลิตในต่างประเทศโดยมีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมิได้เสียภาษีอากรขาเข้าเป็นเงิน 4,042 บาท รวมราคาเลื่อยโซ่พร้อมส่วนประกอบและอุปกรณ์กับภาษีอากรขาเข้าเป็นเงิน 13,442 บาท อันเป็นของต้องห้ามต้องจำกัดในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรตามประกาศกระทรวงพาณิชย์และช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสียซึ่งของดังกล่าวโดยจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรข้อห้ามข้อจำกัด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลส้มผ่อ อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดไม้จำนวนดังกล่าว เลื่อยโซ่จำนวน 2 เครื่อง บาร์จำนวน 2 อัน โซ่จำนวน 2 เส้น แกลลอนพลาสติกจำนวน 4 ใบ และปีกไม้จำนวน 3 ปีก ซึ่งเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเลยใช้กระทำความผิดและได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 48, 73, 74, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง และจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคแรก, 48 วรรคแรก, 73 วรรคแรก วรรคสอง (2), 74, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันแปรรูปไม้หวงห้าม จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ริบของกลาง ให้ยกคำขอให้จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ของกลางให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งฟังได้เป็นยุติว่า เหตุตามฟ้องเกิดในเขตตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร จำเลยมีที่อยู่และถูกจับภายในเขตตำบล อำเภอและจังหวัดดังกล่าว ซึ่งเหตุได้เกิดส่วนการจับกุมและการสอบสวนได้กระทำโดยเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ติดต่อกับเขตที่เกิดเหตุ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการสอบสวนที่กระทำโดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ ทำการจับกุมและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ ทำการสอบสวนเพราะเชื่อโดยสุจริตว่าเหตุเกิดภายในเขตอำนาจตน การสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 พิเคราะห์แล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี... ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดหรืออ้าง หรอืเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตนหรือผู้ต้องหามีที่อยุ่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้" ตามบทกฎหมายนี้เห็นได้ว่าพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตน นอกจากสามกรณีดังกล่าวแล้วพนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีการอ้างหรือเชื่อว่าความผิดนั้นได้เกิดภายในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือพนักงานสอบสวนเข้าใจหรือมีความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุว่าความผิดได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน ซึ่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่ความผิดไม่ได้เกิดในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน แต่ได้เกิดในสถานที่อื่นนอกเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมพบความผิดเกิดขึ้นในที่เกิดเหตุและจับกุมจำเลยในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเขตอำเภอเลิงนกทา จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่เกิดเหตุโดยชัดแจ้งแล้ว ไม่มีข้ออ้าง ข้อสงสัยหรือความเชื่อเกี่ยวกับที่เกิดเหตุที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงแต่ประการใด ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญทำการจับกุมและทำการสอบสวนเพราะเชื่อโดยสุจริตว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนเป็นกรณีที่อ้างว่าพนักงานสอบสวนอ้าง หรือเชื่อหรือเข้าใจว่าเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนครอบคลุมไปถึงที่เกิดเหตุหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญไม่รู้ว่าเขตอำนาจสอบสวนของตนครอบคลุมเขตพื้นที่เพียงใด ไม่ใช่กรณีที่พนักงานสอบสวนอ้างหรือเชื่อว่าความผิดได้เกิดในเขตอำนาจของตน ซึ่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญมีอำนาจสอบสวนได้ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ใช่ผู้มีที่อยู่หรือถูกจับในเขตอำเภอไทยเจริญ ซึ่งเป็นเขตอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอไทยเจริญจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและมีผลห้ามโจทก์ฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 18 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายบัวทอง ไชยสัจ
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6134/2548
#266767
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับเลขโฉนดที่ดินที่ต้องบังคับจำนองตามคำพิพากษาจากโฉนดเลขที่ 137814 เป็น 137818 เนื่องจากเจ้าหน้าที่โจทก์พิมพ์เลขโฉนดที่ดินดังกล่าวในสัญญาจำนองผิดพลาด เพราะหมายเลขโฉนดที่ดินเขียนด้วยเลขไทย ไม่สามารถอ่านได้ชัดเจนว่าเป็นโฉนดเลขที่ 137814 หรือ 137818 แต่ในสัญญาจำนองที่ดิน และหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ระบุระวางของที่ดิน เลขที่ดิน หน้าสำรวจ ตรงกับโฉนดที่ดิน ซึ่งโจทก์ได้ถ่ายสำเนาเอกสารดังกล่าวแนบท้ายฟ้อง ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจบังคับจำนองแก่ที่ดินตามโฉนดเลขที่ที่ถูกต้องได้ โดยไม่เป็นการบังคับนอกเหนือไปจากคำพิพากษาและไม่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ อันเป็นผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป เพราะเป็นเพียงการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 1,048,991.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540) จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 137814 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ที่จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ 629,562.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 417,907.19 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540) จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากไม่ชำระหนี้ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 134368 และ 137880 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ที่จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ต่อมาในชั้นบังคับคดี โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษา อ้างว่าโจทก์ไม่สามารถยึดทรัพย์จำนองได้ เนื่องจากเลขโฉนดเลขที่ 137814 นั้นผิดพลาด ความจริงที่ดินดังกล่าวโฉนดเลขที่ 137818 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าศาลพิพากษาให้บังคับจำนองที่ดินตรงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับเลขที่โฉนดที่ดินที่ต้องบังคับจำนองตามคำพิพากษาโดยขอแก้ไขจากโฉนดที่ดินเลขที่ 137814 เป็น 137818 เนื่องจากขณะทำสัญญากันนั้นเจ้าหน้าที่โจทก์พิมพ์เลขโฉนดที่ดินดังกล่าวผิดพลาด แต่ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน และหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ได้ระบุระวางของที่ดิน เลขที่ดิน หน้าสำรวจ ตรงกับในโฉนดที่ดิน และโจทก์ได้ถ่ายสำเนาเอกสารดังกล่าวแนบท้ายฟ้องด้วย ดังนี้ กรณีจึงอาจเป็นไปตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองในคดีนี้คือที่ดินโฉนดเลขที่ 137818 เพราะได้มีการระบุระวางของที่ดิน เลขที่ดิน หน้าสำรวจ ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน และหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน เป็นประกันตรงกับโฉนดที่ดินเลขที่ 137818 ซึ่งเป็นการระบุให้ทราบว่า จำนองที่ดินแปลงใด และโจทก์ได้แนบเอกสารดังกล่าวมาท้ายฟ้อง ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องด้วย ศาลย่อมจะมีอำนาจบังคับจำนองแก่ที่ดินที่จำนองตามโฉนดเลขที่ที่ถูกต้องได้ โดยไม่เป็นการบังคับนอกเหนือไปจากคำพิพากษา และไม่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป เพราะการขอแก้ไขเลขที่โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดี แต่เมื่อมิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษา หรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาก็ย่อมขอแก้ไขให้ถูกต้องได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากข้อความเดิม ที่ดินโฉนดเลขที่ 137814 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 137818 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวยุพิน เกาะลอย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสุรพล โตศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6134/2548
#268250
เปิดฉบับเต็ม

การขอแก้ไขเลขที่โฉนดที่ดินในคำพิพากษาซึ่งเป็นเพียงการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดี แต่เมื่อมิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาหรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาก็ขอแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 1,048,991.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540) จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากไม่ชำระหนี้ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 137814 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ที่จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนให้จำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ 629,562.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 417,907.19 บาท นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2540) จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากไม่ชำระหนี้ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 134368 และ 137880 ตำบลคลองถนน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ที่จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ต่อมาในชั้นบังคับคดี โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษา อ้างว่าโจทก์ไม่สามารถยึดทรัพย์จำนองได้เนื่องจากเลขโฉนดที่ดินเลขที่ 137814 นั้นผิดพลาด ความจริงที่ดินดังกล่าวโฉนดเลขที่ 137818 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลพิพากษาให้บังคับจำนองที่ดินตรงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์สืบพยานโดยส่งสัญญาเงินกู้วายุภักษ์หนังสือสัญญาจำนองที่ดิน หนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน และสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.6 ตามลำดับเป็นพยานหลักฐาน ซึ่งตามสารบัญจดทะเบียนของสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารหมาย จ.6 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดิน และเป็นผู้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้กับโจทก์เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2534 ตรงกับวันที่ที่ระบุไว้ในสัญญาเงินกู้วายุภักษ์หนังสือสัญญาจำนองที่ดิน และหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน เอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 ตามลำดับ โดยเลขที่ในสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารหมาย จ.6 เขียนด้วยหมายเลขไทย ไม่สามารถอ่านได้ชัดเจนว่าเป็นเลขที่ 137814 หรือ 137818 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้ว มีการบังคับแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับเลขที่โฉนดที่ดินที่ต้องบังคับจำนองตามคำพิพากษา โดยขอแก้ไขจากโฉนดที่ดินเลขที่ 137814 เป็น 137818 เนื่องจากขณะทำสัญญากันนั้น เจ้าหน้าที่โจทก์พิมพ์เลขโฉนดที่ดินดังกล่าวผิดพลาด แต่ในหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน หมาย จ.4 และหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน หมาย จ.5 ได้ระบุระวางของที่ดิน เลขที่ดิน หน้าสำรวจตรงกับในโฉนดที่ดินหมาย จ.6 และโจทก์ได้ถ่ายสำเนาเอกสารดังกล่าวแนบท้ายฟ้องด้วย ดังนี้ กรณีจึงอาจเป็นไปได้ตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองในคดีนี้คือโฉนดเลขที่ 137818 เพราะได้มีการระบุระวางของที่ดิน เลขที่ดิน หน้าสำรวจในหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน และหนังสือสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน เป็นประกันตรงกับในโฉนดที่ดินเลขที่ 137818 เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งเป็นการระบุให้ทราบว่า จำนองที่ดินแปลงใดและโจทก์ได้แนบเอกสารดังกล่าวมาท้ายฟ้อง ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องด้วย ศาลย่อมจะมีอำนาจบังคับจำนองแก่ที่ดินที่จำนองตามโฉนดเลขที่ที่ถูกต้องได้ โดยไม่เป็นการบังคับนอกเหนือไปจากคำพิพากษา และไม่เป็นการแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป เพราะการขอแก้ไขเลขที่โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ชัดเจนถูกต้องตรงความเป็นจริง แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดี แต่เมื่อมิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษา หรือเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาก็ย่อมขอแก้ไขให้ถูกต้องได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากข้อความเดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 137814 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 137818 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในส่วนนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวยุพิน เกาะลอย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติอนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6131/2548
#266812
เปิดฉบับเต็ม

ตามแบบสัญญาเช่าเรือมาตรฐานที่บริษัทผู้ขาย (ผู้ส่ง) ลงลายมือชื่อไว้ภายหลังเจรจาตกลงกันถึงเงื่อนไขการขนส่งสินค้าพิพาทกับตัวแทนผู้ขนส่ง และมีการกรอกข้อความต่าง ๆ เกี่ยวกับการขนส่งไว้พร้อมกับมีข้อสัญญามาตรฐานแนบท้ายนั้น ได้มีการระบุไว้ในหัวข้อความรับผิดของเจ้าของเรือข้อ 2 ว่า เจ้าของเรือยังคงต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายของสินค้าที่เรือรับขน และตามสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 1 เจ้าของเรือกับจำเลยที่ 4 ผู้เช่าเรือรายแรกก่อนมีการให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วงกันต่อไปได้ระบุไว้ว่า ในระหว่างระยะเวลาการเช่า ผู้เช่าเรือสามารถนำเรือออกให้เช่าช่วงต่อไปได้ การส่งมอบเรือที่เช่านั้น จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบเรือที่อยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะรับสินค้า ระวางเรือต้องกวาดสะอาดและไม่มีรูรั่ว แข็งแรงกับเหมาะที่จะให้บริการทุกประการ เจ้าหน้าที่ ลูกเรือ วิศวกรและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังต้องเป็นของจำเลยที่ 1 เต็มอัตรา นอกจากนี้ในเงื่อนไขของสัญญาข้อ 1 ระบุไว้ด้วยว่า ระหว่างระยะเวลาการเช่า จำเลยที่ 1 ยังจะต้องจ่ายค่าจ้างและเงินอื่น ๆ ที่ต้องจ่ายแก่ลูกเรือ ต้องชำระค่าประกันภัยเรือ และจะต้องดูแลเรือรวมทั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์เรือให้มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ และข้อ 8 ระบุไว้ว่า นายเรือซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยเจ้าของเรือจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการบรรทุก การเก็บจัดเรียงสินค้าและลงลายมือชื่อในใบตราส่งสำหรับสินค้าที่ตรงกับบัญชีตรวจนับสินค้าและใบรับขนถ่ายสินค้า และผู้เช่าเรือหรือตัวแทนของผู้เช่าเรือก็มีสิทธิที่จะลงลายมือชื่อในใบตราส่งแทนนายเรือได้ด้วย นอกจากนี้ในข้อ 26 ยังได้ระบุไว้ว่า จำเลยที่ 1 เจ้าของเรือยังคงต้องรับผิดชอบในการเดินเรือ การประกันภัย ลูกเรือ และเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดเช่นเดียวกับในขณะที่เดินเรือเพื่อประโยชน์ของตนเองอยู่ต่อไป การเช่าเรือดังกล่าวเป็นการเช่าแบบมีกำหนดเวลาที่แน่นอน ผู้เช่าสามารถนำเรือไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงต่อไปได้อีกเป็นทอด ๆ และรับขนส่งสินค้าได้ โดยเจ้าของเรือเป็นผู้จัดหานายเรือและลูกเรือให้แก่ผู้เช่า หากเกิดความเสียหายกับสินค้าที่บรรทุกอยู่ในเรือ เจ้าของเรือต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของสินค้าหรือผู้รับใบตราส่ง ประกอบกับปรากฏในใบตราส่งว่า ผู้ที่ลงลายมือชื่อในใบตราส่งในช่องที่ผู้ขนส่งต้องลงลายมือชื่อไว้นั้น ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าลงลายมือชื่อไว้ในฐานะตัวแทนของนายเรือ ซึ่งตามปกติแล้วนายเรือย่อมเป็นตัวแทนของเจ้าของเรือ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของเรือที่แท้จริง จึงต้องมีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 2 ในการทำสัญญารับขนของทางทะเลกับบริษัทผู้ขายซึ่งเป็นผู้ส่ง และแม้มีการให้เช่าช่วงจนถึงทอดสุดท้าย จำเลยที่ 1 ก็ยังเป็นผู้ควบคุมดูแลและรับผิดชอบในการเดินเรือและในความเรียบร้อยของอุปกรณ์เครื่องจักรและความปลอดภัยในเรือเพื่อการขนส่งสินค้าพิพาท ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 9,914,201 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 3,336,342 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 1,359,332 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 6,187,721 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 1,453,435 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 1,725,937 บาท และโจทก์ที่ 7 จำนวน 2,275,924 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ต้องชำระแก่โจทก์แต่ละราย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละราย กับให้จำเลยที่ 7 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ชำระเงินจำนวน 11,385,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งเจ็ด

จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 9,914,201 บาท โจทก์ที่ 2 3,336,342 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 1,359,332 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 6,187,721 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 1,453,435 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 1,725,937 บาท และโจทก์ที่ 7 จำนวน 2,275,924 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละราย ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งเจ็ด โดยกำหนดค่าทนายความให้ 200,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งเจ็ดที่จะฟ้องจำเลยที่ 7 เป็นคดีใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 7 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 40,000 บาท แทนโจทก์ทั้งเจ็ด

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ตามแบบสัญญาเช่าเรือมาตรฐานที่บริษัทฮอฟแมนน์ เทรดดิ้ง จีเอ็มบีเอช ผู้ขาย ลงลายมือชื่อไว้ภายหลังเจรจาตกลงกันถึงเงื่อนไขการขนส่งสินค้าพิพาทกับตัวแทนผู้ขนส่ง และมีการกรอกข้อความต่าง ๆ เกี่ยวกับการขนส่งไว้พร้อมกับมีข้อสัญญามาตรฐานแนบท้ายนั้น ได้มีการระบุไว้ในหัวข้อความรับผิดของเจ้าของเรือข้อ 2 ของข้อสัญญามาตรฐานที่แนบท้ายไว้ว่า เจ้าของเรือยังคงต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายของสินค้าที่เรือรับขน และตามสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 1 เจ้าของเรือคูเปอร์กับจำเลยที่ 4 ผู้เช่าเรือรายแรกก่อนมีการให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วงกันต่อไปได้ระบุไว้ว่า ในระหว่างระยะเวลาการเช่า ผู้เช่าเรือสามารถนำเรือออกให้เช่าช่วงต่อไปได้ การส่งมอบเรือที่เช่านั้น จำเลยที่ 1 ต้องส่งมอบเรือที่อยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะรับสินค้า ระวางเรือต้องกวาดสะอาดและไม่มีรูรั่ว แข็งแรงกับเหมาะที่จะให้บริการทุกประการ เจ้าหน้าที่ ลูกเรือ วิศวกรและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังต้องเป็นของจำเลยที่ 1 เต็มอัตรา นอกจากนี้ในเงื่อนไขของสัญญาข้อ 1 ระบุไว้ด้วยว่าระหว่างระยะเวลาการเช่า จำเลยที่ 1 ยังจะต้องจ่ายค่าจ้างและเงินอื่น ๆ ที่ต้องจ่ายแก่ลูกเรือ ต้องชำระค่าประกันภัยเรือ และจะต้องดูแลเรือรวมทั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์เรือให้มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ และข้อ 8 ระบุไว้ว่า นายเรือซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยเจ้าของเรือจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการบรรทุก การเก็บจัดเรียงสินค้าและลงลายมือชื่อในใบตราส่งสำหรับสินค้าที่ตรงกับบัญชีตรวจนับสินค้าและใบรับขนถ่ายสินค้า และผู้เช่าเรือหรือตัวแทนของผู้เช่าเรือก็มีสิทธิที่จะลงลายมือชื่อในใบตราส่งแทนนายเรือได้ด้วย นอกจากนี้ในข้อ 26 ยังได้ระบุไว้ว่า จำเลยที่ 1 เจ้าของเรือยังคงต้องรับผิดชอบในการเดินเรือ การประกันภัย ลูกเรือ และเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดเช่นเดียวกับในขณะที่เดินเรือเพื่อประโยชน์ของตนเองอยู่ต่อไป การเช่าเรือดังกล่าวเป็นการเช่าแบบมีกำหนดเวลาที่แน่นอน ผู้เช่าสามารถนำเรือไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงต่อไปได้อีกเป็นทอด ๆ และรับขนส่งสินค้าได้ โดยเจ้าของเรือเป็นผู้จัดหานายเรือและลูกเรือให้แก่ผู้เช่า หากเกิดความเสียหายกับสินค้าที่บรรทุกอยู่ในเรือ เจ้าของเรือต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของสินค้าหรือผู้รับใบตราส่งประกอบกับปรากฏในใบตราส่งว่า ผู้ที่ลงลายมือชื่อในใบตราส่งในช่องที่ผู้ขนส่งต้องลงลายมือชื่อไว้นั้น ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าลงลายมือชื่อไว้ในฐานะตัวแทนของนายเรือ ซึ่งตามปกติแล้วนายเรือย่อมเป็นตัวแทนของเจ้าของเรือ จากพยานหลักฐานดังกล่าวทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของเรือคูเปอร์ที่แท้จริง ยังต้องมีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 2 ในการทำสัญญารับขนของทางทะเลกับบริษัทฮอฟแมนน์ เทรดดิ้ง จีเอ็มบีเอช ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ส่ง และแม้มีการให้เช่าช่วงจนถึงทอดสุดท้าย จำเลยที่ 1 ก็ยังเป็นผู้ควบคุมดูแลและรับผิดชอบในการเดินเรือและในความเรียบร้อยของอุปกรณ์เครื่องจักรและความปลอดภัยในเรือเพื่อการขนส่งสินค้าพิพาท ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทในเรือคูเปอร์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งเจ็ดชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 20,000 บาท แทนโจทก์ทั้งเจ็ด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 5 ม. 8 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฐานุตต์ จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทโปรมิเนนท์ ชิปปิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเลิศชาย จิวะชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายพีรพล พิชยวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา