คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5968/2548
#268215
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์ซึ่งไม่เต็มตามคำขอท้ายฟ้อง คงมีแต่จำเลยเท่านั้นอุทธรณ์ ส่วนโจทก์เพียงแต่ยื่นคำแก้อุทธรณ์ แม้จะแก้อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่พอใจค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ แต่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ เท่ากับโจทก์พอใจตามจำนวนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงพิพากษายืน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายที่จำเลยต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ให้สูงขึ้นอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 40075 และ 40076 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านแฝด 2 ชั้น ต่อเนื่องกันกับบ้านจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 40077 และ 40078 ซึ่งเดิมมีบ้านแฝด 2 ชั้น ต่อเนื่องกันกับบ้านโจทก์ทั้งสอง เมื่อปลายเดือนมกราคม 2538 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 รื้อถอนบ้านจำเลยที่ 1 และก่อสร้างอาคาร 4 ชั้น ขึ้นทดแทน ทำให้บ้านโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ตัวอาคารและโครงสร้าง ฐานราก คานและเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนัง หลังคา ฝ้าเพดาน และประตูหน้าต่าง ในส่วนที่อยู่ติดกับอาคารจำเลยที่ 1 แตกร้าว ชำรุดบุบสลาย เสียหายมาก ความมั่นคงของฐานรากและโครงสร้างของบ้านโจทก์ทั้งสองได้รับความกระทบกระเทือนจากการก่อสร้าง และจำเลยทั้งสองได้รื้อรั้วบ้านโจทก์ในส่วนที่อยู่ติดกับบ้านจำเลยที่ 1 นอกจากนี้บ้านโจทก์ทั้งสองยังถูกอาคารที่จำเลยทั้งสองร่วมกันปลูกสร้างขึ้นใหม่กั้นทิศทางลม แสงแดด ทางระบายน้ำ อันจำเป็นในการพักอาศัยตามสุขลักษณะที่ถูกต้อง ทำให้บ้านโจทก์ทั้งสองเสื่อมสลาย เสื่อมค่า ชำรุดเสียหายสูญสิ้นสิทธิการอาศัยตามปกติและวัตถุประสงค์ประเพณีในรูปแบบบ้านแฝดที่ต้องอาศัยใช้ร่วมกัน โจทก์แจ้งจำเลยทั้งสองให้แก้ไขปรับปรุงบ้านโจทก์ทั้งสองให้คืนสู่สภาพเดิมและรื้อถอนอาคารที่สร้างใหม่ของจำเลยที่ 1 ให้ก่อสร้างกลับคืนสู่สภาพเดิม แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายในการแก้ไขซ่อมแซมและปรับปรุงบ้านโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 600,000 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด โดยขอคิดเพียง 6 เดือน เป็นเงิน 22,500 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 622,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองและร่วมกันรื้ออาคารที่ก่อสร้างของจำเลยที่ 1 ให้กลับคืนสู่สภาพบ้านแฝดดังเดิม

จำเลยที่ 1 ให้การว่า การรื้อถอนและปลูกสร้างอาคาร จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากประธานกรรมการสุขาภิบาลคลองหลวงเจ้าพนักงานท้องถิ่นและจำเลยที่ 1 กระทำด้วยความระมัดระวังละเอียดรอบคอบตามหลักวิชาการ มิได้ทำให้บ้านโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย อาคารที่ก่อสร้างขึ้นใหม่มิได้ปิดกั้นทิศทางลม แสงแดง ทางระบายน้ำของบ้านโจทก์ทั้งสอง ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องไม่เป็นความจริง ถ้าควรจะมีการซ่อมแซมก็ไม่เกิน 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 152,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2543 (ที่ถูกวันที่ 31 มกราคม 2538) แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 22,500 บาท และดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มกราคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองเท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง 152,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งไม่เต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้น คงมีแต่จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่อุทธรณ์ส่วนโจทก์ทั้งสองก็เพียงแต่ยื่นคำแก้อุทธรณ์เท่านั้น แม้ในคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์จะกล่าวว่าโจทก์ไม่พอใจค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ก็ตาม โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น เท่ากับโจทก์พอใจตามจำนวนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงพิพากษายืน โจทก์จึงไม่มีสิทธินำปัญหาเรื่องเดียวกันนี้ขึ้นว่ากล่าวในคำฟ้องฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองให้สูงขึ้นอีกศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาโจทก์ทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุดา แก้วเกิด กับพวก
จำเลย — นางสาวเฉลิมศรี นิวาตวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5968/2548
#272375
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองไม่เต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ คงมีแต่จำเลยที่ 1 ที่อุทธรณ์ ส่วนโจทก์ทั้งสองเพียงแต่ยื่นคำแก้อุทธรณ์เท่านั้น แม้ในคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์จะกล่าวว่าโจทก์ไม่พอใจค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น เท่ากับโจทก์พอใจตามจำนวนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงพิพากษายืน โจทก์จึงไม่มีสิทธินำปัญหาเรื่องเดียวกันนี้ขึ้นว่ากล่าวในคำฟ้องฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองให้สูงขึ้นอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 622,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และร่วมกันรื้ออาคารที่ก่อสร้างใหม่ของจำเลยที่ 1 ให้กลับคืนสู่สภาพบ้านแฝดดังเดิม

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 152,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2543 (ที่ถูก วันที่ 31 มกราคม 2538) แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 22,500 บาท และดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มกราคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง 152,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งไม่เต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้น คงมีแต่จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่อุทธรณ์ ส่วนโจทก์ทั้งสองก็เพียงแต่ยื่นคำแก้อุทธรณ์เท่านั้น แม้ในคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์จะกล่าวว่าโจทก์ไม่พอใจค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ก็ตาม โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น เท่ากับโจทก์พอใจตามจำนวนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังคงพิพากษายืน โจทก์จึงไม่มีสิทธินำปัญหาเรื่องเดียวกันนี้ขึ้นว่ากล่าวในคำฟ้องฎีกาเพื่อขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองให้สูงขึ้นอีก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุดา แก้วเกิด กับพวก
จำเลย — นางสาวเฉลิมศรี นิวาตวงศ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5943/2548
#266337
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแขวงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ แต่มีผู้พิพากษาลงนามในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลแขวงมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลแขวงจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

ปัญหาข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2548)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ป.อ. มาตรา 33 ริบของกลาง และสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (ที่ถูก 12 (1)), 15 จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ใน 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ริบของกลางและให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติจำเลย คำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ แต่มีผู้พิพากษาลงนามในคำพิพากษาเพียงคนเดียว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้นซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (5)
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 10 ม. 12 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางจินตนาหรืออ๊อด จรัสแสงเรืองศิล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นายวิเชียร เจียรสุธรรมพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5943/2548
#268192
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ แต่มีผู้พิพากษาลงนามในคำพิพากษาคนเดียว จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ อันเป็นการพนันตามบัญชี ข. หมายเลข 16 ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 พนันเอาทรัพย์สินกัน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมาย โดยจำเลยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ส่วนพวกที่หลบหนีเป็นลูกค้าผู้ซื้อ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลาง และสั่งจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, (ที่ถูก 12 (1)), 15 จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางและให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติจำเลย คำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ จำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้แต่มีผู้พิพากษาลงนามในคำพิพากษาคนเดียว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) ทั้งนี้เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้นซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นางจินตนา หรืออ๊อด จรัสแสงเรืองศิล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5942/2548
#268190
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สี่ร้อยบาทถึงหนึ่งพันบาท และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษเบากว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 เพื่อให้ความผิดทั้งหมดรวมทั้งความผิดที่มีโทษหนักกว่าเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 ได้ แม้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยไปแล้วในความผิดฐานดังกล่าวโดยความยินยอมของผู้เสียหายเพราะผู้เสียหายมิได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ด้วย การเปรียบเทียบปรับก็ไม่ชอบ คดีอาญาไม่เลิกกัน ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2545 เวลากลางวัน จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ง - 2796 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนทางด่วนขั้นที่ 2 จากทางด้านด่านถนนจันทร์ มุ่งหน้าไปลงถนนพระราม 9 โดยความประมาทด้วยความเร็วสูงชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน บต - 3958 ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีนายโสภา วงษ์ฟ้า เป็นผู้ขับอยู่ข้างหน้าในช่องทางเดียวกัน เป็นเหตุให้นายโสภาได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ง - 2796 กรุงเทพมหานคร โดยประมาท ชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน บต - 3958 ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีนายโสภา วงษ์ฟ้า ผู้เสียหายเป็นผู้ขับอยู่ข้างหน้าในช่องทางเดียวกัน เป็นเหตุให้รถยนต์ของผู้เสียหายได้รับความเสียหายและผู้เสียหายรับอันตรายแก่กาย พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าวโดยผู้เสียหายและจำเลยยินยอม ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าคดีอาญาเลิกกันแล้วหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สี่ร้อยบาทถึงหนึ่งพันบาท และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจเปรียบเทียบจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษเบากว่าความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 เพื่อให้ความผิดทั้งหมดรวมทั้งความผิดที่มีโทษหนักกว่าเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 ได้ แม้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับจำเลยไปแล้วในความผิดฐานดังกล่าวโดยความยินยอมของผู้เสียหายเพราะผู้เสียหายมิได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ด้วย ก็ตาม การเปรียบเทียบปรับย่อมไม่ชอบ คดีอาญาไม่เลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเอกรินทร์ จินดาสมัย
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5940/2548
#266590
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 742/2539 ของศาลชั้นต้นฟ้องว่า จำเลยกับพวกโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยประกาศโฆษณาแก่ประชาชนว่า จำเลยกับพวกสามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ มีตำแหน่งงานให้ทำหลายตำแหน่ง รายได้ดี สวัสดิการดี ใครต้องการไปทำงานให้สมัครและจ่ายค่าสมัคร ค่าบริการต่าง ๆ ได้ที่จำเลยกับพวกซึ่งเป็นเท็จ ด้วยการหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวน 343 คน หลงเชื่อไปสมัครงานและจ่ายเงินให้จำเลยกับพวกรวมเป็นเงิน 16,185,000 บาท แล้วจำเลยกับพวกนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต นอกจากนี้จำเลยกับพวกยังร่วมกันจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งหมดซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียนกลางตามกฎหมาย ปรากฏว่าฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 742/2539 เหมือนกันแทบทุกประการ เป็นการฟ้องในฐานความผิดเดียวกัน โดยวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดทั้ง 2 คดี เป็นช่วงเวลาเดียวกัน แสดงว่าการประกาศโฆษณาให้ประชาชนรวมทั้งผู้เสียหายทั้ง 2 คดี หลงเชื่อ เป็นการประกาศโฆษณาครั้งเดียวกัน สถานที่เกิดเหตุทั้งสองคดีเป็นสถานที่เดียวกันจะแตกต่างกันก็เฉพาะเป็นผู้เสียหายต่างรายกันเท่านั้น ทั้งทางนำสืบทั้ง 2 คดี จำเลยกระทำผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ต. โดยจำเลยเป็นหุ้นส่วนของห้างดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์นำการกระทำของจำเลยซึ่งโจทก์กล่าวหาว่าเป็นความผิดอันเป็นการกระทำเดียวกันมาแยกฟ้องเป็น 2 คดี โดยแยกผู้เสียหายออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละคดีเท่านั้น เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นความผิดที่โจทก์ได้ฟ้องไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 742/2539 และเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 1312/2544 ของศาลชั้นต้นไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้ย่อมระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) จึงต้องยกฟ้องของโจทก์คดีนี้เสีย ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกโดยทุจริตได้ร่วมกันหลอกลวงประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยประกาศโฆษณาแก่ประชาชนว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ มีตำแหน่งงานให้ทำหลายตำแหน่ง รายได้ดี สวัสดิการดี ใครต้องการไปทำงานให้สมัครได้ที่จำเลยกับพวกโดยต้องจ่ายค่าสมัคร ค่าบริการต่าง ๆ ให้แก่จำเลยกับพวก แล้วจำเลยกับพวกจะจัดส่งผู้สมัครไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวตามความประสงค์ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยหาได้มีความสามารถส่งคนไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวให้มีรายได้ดี สวัสดิการดีแต่อย่างใดไม่ ด้วยการหลอกลวงตามวิธีการดังกล่าวเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวน 116 คน ตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหายท้ายฟ้อง หลงเชื่อมาสมัครงานและจ่ายเงินให้จำเลยกับพวกตามรายการที่ผู้เสียหายแต่ละคนได้จ่ายไปท้ายฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,187,000 บาท แล้วจำเลยกับพวกนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งหมดท้ายฟ้องซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางตามกฎหมาย จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 742/2539 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91, 83, 343 พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30, 82 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 5,187,000 บาท แก่ผู้เสียหายทุกคน และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 742/2539 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงประชาชน จำคุก 4 ปี ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 5,187,000 บาท แก่ผู้เสียหายทุกคนในส่วนที่แต่ละคนได้รับความเสียหาย และให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 742/2539 หมายเลขแดงที่ 1312/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศเป็น 2 คดี ด้วยกันคือ คดีหมายเลขดำที่ 742/2539 ของศาลชั้นต้น และคดีนี้โดยขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว ซึ่งคดีดังกล่าวโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยประกาศโฆษณาแก่ประชาชนว่า จำเลยกับพวกสามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ มีตำแหน่งงานให้ทำหลายตำแหน่ง รายได้ดี สวัสดิการดี ใครต้องการไปทำงานให้ไปสมัครได้ที่จำเลยกับพวกโดยต้องจ่ายค่าสมัคร ค่าบริการต่าง ๆ ให้แก่จำเลยกับพวก แล้วจำเลยกับพวกจะจัดส่งผู้สมัครไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวซึ่งเป็นเท็จ ความจริงแล้วจำเลยกับพวกหาได้มีความสามารถส่งคนไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวให้มีรายได้ดี สวัสดิการดีแต่อย่างใดไม่ ด้วยการหลอกลวงตามวิธีการดังกล่าวเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวน 343 คน ตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหายท้ายฟ้องหลงเชื่อไปสมัครงานและจ่ายเงินให้จำเลยกับพวกตามรายการที่ผู้เสียหายแต่ละคนได้จ่ายไปท้ายฟ้องรวมเป็นเงิน 16,185,000 บาท แล้วจำเลยกับพวกนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต และจำเลยกับพวกดังกล่าวร่วมกันจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งหมดท้ายฟ้องซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางตามกฎหมาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91, 83, 343 พ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2538 มาตรา 30, 82 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 16,185,000 บาท แก่ผู้เสียหายทุกคน ซึ่งจะเห็นได้ว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้กับคดีดังกล่าวเหมือนกันแทบทุกประการ เป็นการฟ้องในฐานความผิดเดียวกัน โดยวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดทั้ง 2 คดี เป็นช่วงเวลาเดียวกัน แสดงว่าการประกาศโฆษณาให้ประชาชนรวมทั้งผู้เสียหายทั้ง 2 คดีนี้หลงเชื่อยอมจ่ายเงินให้จำเลยกับพวกเป็นการประกาศโฆษณาครั้งเดียวกัน สถานที่เกิดเหตุทั้ง 2 คดี ก็เป็นสถานที่เดียวกัน จะแตกต่างกันก็เฉพาะผู้เสียหายในคดีนี้กับในคดีดังกล่าวเป็นผู้เสียหายต่างรายกันเท่านั้น ทั้งทางนำสืบของโจทก์ในคดีนี้และคดีดังกล่าวก็ปรากฏว่าการกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 2 คดี จำเลยกระทำความผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ตรีท็อป โดยจำเลยเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวและยังมีผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยอีกหลายคนเป็นอย่างเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์นำการกระทำของจำเลยซึ่งโจทก์กล่าวหาว่าเป็นความผิดอันเป็นการกระทำเดียวกันมาแยกฟ้องเป็น 2 คดี โดยแยกผู้เสียหายออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละคดีเท่านั้น เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในการกระทำของจำเลยดังกล่าวซึ่งเป็นความผิดที่โจทก์ได้ฟ้องไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 472/2539 และหมายเลขแดงที่ 1312/2544 ของศาลชั้นต้นไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้ย่อมระงับไปแล้ว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) จึงต้องยกฟ้องของโจทก์คดีนี้เสีย ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตาม ป.อ. มาตรา 343 ประกอบมาตรา 83 และคำขออื่นของโจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 343
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 82
ป.วิ.อ. ม. 39 (4) ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — พันตำรวจโทจักริน อินทร์แปลง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5940/2548
#268246
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นการกระทำเดียวกันมาแยกฟ้องเป็น 2 คดี โดยแยกผู้เสียหายออกเป็น 2 กุล่ม กลุ่มละคดี เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในการกระทำของจำเลยดังกล่าวซึ่งเป็นความผิดที่โจทก์ได้ฟ้องไว้ในคดีหนึ่งไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างประมาณเดือนกรกฎาคม 2536 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2536 ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืนติดต่อกันมาโดยตลอด จำเลยกับนายเสถียร จันทร์ศรีนวล นายคล้าย ป้องศรี จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 490/2537 ของศาลชั้นต้น กับพวกอีกหลายคนที่หลบหนีไป ได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกโดยทุจริตได้ร่วมกันหลอกลวงประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยประกาศโฆษณาแก่ประชาชนว่าจำเลยกับพวกสามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ มีตำแหน่งงานให้ทำหลายตำแหน่ง รายได้ดี สวัสดิการดี ใครต้องการไปทำงานให้สมัครได้ที่จำเลยกับพวกโดยต้องจ่ายค่าสมัคร ค่าบริการต่าง ๆ ให้แก่จำเลยกับพวก แล้วจำเลยกับพวกจะจัดส่งผู้สมัครไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวตามความประสงค์ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยหาได้มีความสามารถส่งคนไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวให้มีรายได้ดี สวัสดิการดีอย่างใดไม่ ด้วยการหลอกลวงตามวิธีการดังกล่าวเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวน 116 คน ตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหายท้ายฟ้องหลงเชื่อมาสมัครงานและจ่ายเงินให้จำเลยกับพวกตามรายการที่ผู้เสียหายแต่ละคนได้จ่ายไปท้ายฟ้องรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,187,000 บาท แล้วจำเลยกับพวกนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต และจำเลยกับพวกได้ร่วมกันจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งหมดท้ายฟ้องซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางตามกฎหมาย จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2539 เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลบ้านเลื่อม และตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เกี่ยวพันกัน จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 742/2539 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83, 343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 5,187,000 บาท แก่ผู้เสียหายทุกคน และนับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 742/2539 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกงประชาชน จำคุก 4 ปี ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 5,187,000 บาท แก่ผู้เสียหายทุกคนในส่วนที่แต่ละคนได้รับความเสียหาย และให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 742/2539 หมายเลขแดงที่ 1312/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศเป็น 2 คดี ด้วยกันคือ คดีหมายเลขดำที่ 742/2539 ของศาลชั้นต้น และคดีนี้โดยขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว ซึ่งคดีดังกล่าวโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างประมาณเดือนกรกฎาคม 2536 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยกับนายเสถียร จันทร์ศรีนวล นายสมบัติ ชารีเชียงพิณ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 296/2537 นางไพบูลย์ หรืออุ้น มุ่งงาม นางองุ่น พหลเทพ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 365/2538 ของศาลชั้นต้นกับพวกอีกหลายคนที่หลบหนีไป ได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยกับพวกโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยประกาศโฆษณาแก่ประชาชนว่า จำเลยกับพวกสามารถจัดส่งคนหางานไปทำงานที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ มีตำแหน่งงานให้ทำหลายตำแหน่ง รายได้ดี สวัสดิการดี ใครต้องการไปทำงานให้ไปสมัครได้ที่จำเลยกับพวกโดยต้องจ่ายค่าสมัคร ค่าบริการต่าง ๆ ให้แก่จำเลยกับพวก แล้วจำเลยกับพวกจะจัดส่งผู้สมัครไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวซึ่งเป็นเท็จ ความจริงแล้วจำเลยกับพวกหาได้มีความสามารถส่งคนไปทำงานที่ประเทศดังกล่าวให้มีรายได้ดี สวัสดิการดีแต่อย่างใดไม่ ด้วยการหลอกลวงตามวิธีการดังกล่าวเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวน 343 คน ตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหายท้ายฟ้องหลงเชื่อไปสมัครงานและจ่ายเงินให้จำเลยกับพวกตามรายการที่ผู้เสียหายแต่ละคนได้จ่ายไปท้ายฟ้องรวมเป็นเงิน 16,185,000 บาท แล้วจำเลยกับพวกนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต และจำเลยกับพวกดังกล่าวร่วมกันจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งหมดท้ายฟ้องซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางตามกฎหมาย จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2539 เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลบ้านเลื่อม และตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83, 343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2538 มาตรา 30, 82 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 16,185,000 บาท แก่ผู้เสียหายทุกคน ซึ่งจะเห็นได้ว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้กับคดีดังกล่าวเหมือนกันแทบทุกประการ เป็นการฟ้องในฐานความผิดเดียวกัน โดยวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดทั้ง 2 คดี เป็นช่วงเวลาเดียวกัน แสดงว่าการประกาศโฆษณาให้ประชาชนรวมทั้งผู้เสียหายทั้ง 2 คดีนี้หลงเชื่อยอมจ่ายเงินให้จำเลยกับพวกเป็นการประกาศโฆษณาครั้งเดียวกัน สถานที่เกิดเหตุทั้ง 2 คดี ก็เป็นสถานที่เดียวกัน จะแตกต่างกันก็เฉพาะผู้เสียหายในคดีนี้กับในคดีดังกล่าวเป็นผู้เสียหายต่างรายกันเท่านั้น ทั้งทางนำสืบของโจทก์ในคดีนี้และคดีดังกล่าวก็ปรากฏว่าการกระทำความผิดของจำเลยทั้ง 2 คดี จำเลยกระทำความผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ตรีท็อป โดยจำเลยเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว และยังมีผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยอีกหลายคนเป็นอย่างเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์นำการกระทำของจำเลยซึ่งโจทก์กล่าวหาว่าเป็นความผิดอันเป็นการกระทำเดียวกันมาแยกฟ้องเป็น 2 คดี โดยแยกผู้เสียหายออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละคดีเท่านั้น เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในการกระทำของจำเลยดังกล่าวซึ่งเป็นความผิดที่โจทก์ได้ฟ้องไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 742/2539 และหมายเลขแดงที่ 1312/2544 ของศาลชั้นต้นไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้ย่อมระงับไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) จึงต้องยกฟ้องของโจทก์คดีนี้เสีย ปัญหาข้อนี้เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และจำเลยต่อไปอีก"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ประกอบมาตรา 83 และคำขออื่นของโจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — พันตำรวจโทจักริน อินทร์แปลง
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5929/2548
#266757
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคู่ความในคดีเดียวกันเพราะโจทก์ทั้งสี่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงข้ออ้างที่โจทก์ทั้งสี่ยกขึ้นเป็นหลักแห่งข้อหา เป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัว และเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคนการพิจารณาทุนทรัพย์ว่าต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนแยกกัน หาใช่คิดทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์ทุกคนรวมกันไม่ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนไม่เกิน 200,000 บาท และจำเลยทั้งสองฎีกาในประเด็นค่าเสียหาย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าการปลูกสร้างอาคารสูงของจำเลยทั้งสอง เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส และมีคำขอท้ายฟ้องด้วยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ ดังนี้ แม้ตามคำขอจะมิได้มีข้อความระบุโดยชัดแจ้งเรื่องค่าทดแทน แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 มาด้วยก็ตาม ก็พอถือได้ว่ามีประเด็นพิพาทเรื่องค่าทดแทนความเสียหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 ด้วย

คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเพียง 465,000 บาท เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงประเด็นค่าเสียหายจำนวน 340,000 บาท จึงต้องสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองผู้ฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ กับให้ร่วมกันชำระเงินค่าขาดรายได้ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 เดือนละ 7,000 บาท โจทก์ที่ 2 เดือนละ 8,000 บาท และโจทก์ที่ 4 เดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะระงับหรือหยุดการก่อสร้างอาคารและรื้อถอนอาคารเฉพาะในด้านที่อยู่ชิดกับอาคารของโจทก์ทั้งสี่ออกไปทั้งหมดและให้เว้นระยะการก่อสร้างห่างจากแนวเขตที่ดินตามโฉนดของโจทก์ทั้งสี่ไม่ต่ำกว่า 2 เมตร

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ในต้นเงินที่จำเลยทั้งสองจะต้องให้โจทก์แต่ละรายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 130,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 150,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 110,000 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสี่ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสี่ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 2,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาฐานละเมิดโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ต่างเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง คือทาวน์เฮาส์สองชั้นบนที่ดินโฉนดเลขที่ 51775, 51776, 51777 และ 51779 ตามลำดับ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันดำเนินการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ สูง 7 ชั้น ลงบนที่ดินด้านหลังทาวน์เฮาส์ของโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าว โดยทำการก่อสร้างไม่ถูกต้องทั้งมิได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอ เป็นเหตุให้ทาวน์เฮาส์ของโจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมแซมทาวน์เฮาส์หลังละ 150,000 บาท ค่าเสื่อมราคาหลังละ 500,000 บาท และค่าที่ทำให้โจทก์ทั้งสี่มีรายได้ตกต่ำลดน้อยลงจากเดิมเดือนละ 7,000 บาท 8,000 บาท 7,000 บาท และ 15,000 บาท ตามลำดับ คิดตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองระงับหรือหยุดการก่อสร้าง และรื้อถอนอาคารเฉพาะที่อยู่ติดกับทาวน์เฮาส์ของโจทก์ทั้งสองออกไปทั้งหมด และให้เว้นระยะการก่อสร้างห่างจากแนวเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ไม่ต่ำกว่า 2 เมตร ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสี่จะร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคู่ความในคดีเดียวกันเพราะโจทก์ทั้งสี่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงข้ออ้างที่โจทก์ทั้งสี่ยกขึ้นเป็นหลักแห่งข้อหาดังกล่าวข้างต้นแล้ว เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสี่แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวที่ถูกจำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิด และเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคน ดังนั้น การพิจารณาทุนทรัพย์ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนแยกกัน หาใช่คิดทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์ทุกคนรวมกันไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 130,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 150,000 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 110,000 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกินคนละ 200,000 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งสองฎีกาในประเด็นค่าเสียหายเนื่องจากการซ่อมแซมทาวน์เฮาส์ของโจทก์ทั้งสี่นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกาตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงข้อเดียวว่าที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 5 พิพากษากำหนดค่าทดแทนอันเนื่องมาจากจำเลยทั้งสองใช้สิทธิปลูกสร้างอาคารสูง เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่เจ้าของทาวน์เฮาส์ได้รับความเสียหายเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ ในข้อนี้เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 มาโดยชัดแจ้งก็ตาม แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องว่าการปลูกสร้างอาคารสูงของจำเลยทั้งสองที่ปลูกสร้างจนเกือบชิดหรือติดกับตัวอาคารทาวน์เฮาส์ของโจทก์ทั้งสี่ โดยมิได้รับความยินยอมของโจทก์ทั้งสี่ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหายและเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสมาโดยตลอด กล่าวคือระหว่างปลูกสร้างอาคารได้มีการลงเสาเข็มพื้นฐานอาคารโดยไม่ถูกวิธีและปลอดภัยพอ เป็นเหตุให้ทาวน์เฮาส์ของโจทก์ทั้งสี่ในส่วนที่เป็นผนังห้อง เสา คาน เกิดรอยแตกร้าวโดยทั่วไป อาคารสูงของจำเลยทั้งสองปิดบังช่องของแสงและทิศทางลมซึ่งส่องและระบายเข้าออกในส่วนทางด้านหลังของทาวน์เฮาส์ของโจทก์ทั้งสี่ อีกทั้งระหว่างก่อสร้างได้ก่อให้เกิดมลภาวะซึ่งความเดือดร้อนเสียหายเช่นนี้ไม่เคยเกิดและมีมาก่อน โจทก์ทั้งสี่ไม่อาจอยู่อาศัยในทาวน์เฮาส์ของตนได้อย่างเป็นปกติสุข มีผลต่อความรู้สึกด้านจิตใจและความเป็นอยู่ รวมทั้งสุขภาพของคนในครอบครัวของโจทก์ทั้งสี่อย่างแสนสาหัส ยิ่งไปกว่านั้นโจทก์ทั้งสี่ยังได้สรุปความเสียหายก่อนที่มีคำขอท้ายฟ้องด้วยว่า "การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่ เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สิน สภาพความเป็นอยู่ สภาพจิตใจอย่างแสนสาหัส?" ดังนี้ เห็นว่า แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสี่จะมิได้มีข้อความโดยชัดแจ้งระบุค่าทดแทน การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้สิทธิของตนในการปลูกสร้างอาคารสูงเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ คือทาวน์เฮาส์ที่อยู่ใกล้เคียงได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 มาด้วย ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องที่โจทก์ได้บรรยายมาดังกล่าวข้างต้น พิจารณาประกอบคำให้การที่จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองก่อสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยทั้งสองโดยห่างจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ตามกฎหมายและการก่อสร้างก็ได้รับอนุญาตจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องและมีการตรวจสอบแบบแปลนและสถานที่ก่อสร้างแล้ว อีกทั้งวิธีการก่อสร้างก็ทำถูกตามขั้นตอนโดยมีวิศวกรควบคุมงานก่อสร้างและอาคารที่ปลูกสร้างก็ไม่ได้บังทิศทางลมอาคารทาวน์เฮาส์ของโจทก์ทั้งสี่ด้วย และในประการสำคัญคือศาลชั้นต้นก็ได้ชี้สองสถานกำหนดประเด็นพิพาทเรื่องค่าเสียหายไว้เพียงกว้าง ๆ ว่าโจทก์ทั้งสี่เสียหายหรือไม่เพียงใดด้วย ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่และคำให้การจำเลยทั้งสองเช่นนี้ ถือได้ว่าคดีมีประเด็นพิพาทเรื่องค่าทดแทนความเสียหายอันเกิดจากจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้สิทธิปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของตนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์คือทาวน์เฮาส์ที่อยู่ใกล้เคียงได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 ด้วย โดยถือว่ารวมอยู่ในประเด็นเรื่องค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสี่ที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นพิพาทไว้ในประเด็นพิพาทข้อ 2 นั่นเอง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หาได้วินิจฉัยเกินคำขอไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยค่าเสียหายนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมายข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่รวมเป็นเงิน 540,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสี่ไม่เกิน 75,000 บาท ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองไม่เกินจำนวนดังกล่าว ดังนั้น คดีจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 465,000 บาท เท่านั้น และเมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับประเด็นค่าเสียหายจากการซ่อมแซมทาวน์เฮาส์ของโจทก์ทั้งสี่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสี่จำนวน 340,000 บาท ศาลฎีกาจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาส่วนนี้ให้แก่จำเลยทั้งสองผู้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาที่จำเลยทั้งสองจะต้องเสียค่าขึ้นศาลจึงมีเพียง 125,000 บาท เป็นเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 3,125 บาท แต่จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์จำนวน 540,000 บาท เป็นเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 13,500 บาท อันเป็นการเสียเงินค่าขึ้นศาลฎีกาเกินมาเป็นเงิน 10,375 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสองด้วย

พิพากษายืน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาจำนวน 3,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 151 วรรคหนึ่ง ม. 248 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิริพร เสน่ห์ทรัพย์ กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สัญญาแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายวิชชุพล สุขสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5928/2548
#272372
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 ขับขี่และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 นั่งซ้อนท้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้โจทก์ทั้งสามได้รับค่าเสียหายรวมกันมาเป็นจำนวน 254,000 บาท แม้ค่าเสียหายที่เป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ จะเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกเป็นหนี้ของโจทก์แต่ละคนได้ แต่ในส่วนค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคนได้ นำไปรวมกับค่าเสียหายส่วนอื่นแล้ว โดยส่วนของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท ส่วนของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้รับคนละ 90,000 บาท เมื่อทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสามแต่ละคนไม่เกินคนละสองแสนบาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เนื่องจากทุนทรัพย์ชั้นฎีกาต้องถือตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับจากจำเลยทั้งสามนั่นเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูงและหลบหลุมเป็นเหตุให้รถเสียหลักพุ่งชนรถจักรยานยนต์ที่นางลดาวัลย์ ภูมิมหาศาล ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 ขับ มีโจทก์ที่ 2 และที่ 3 นั่งซ้อนท้ายทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดใช้ค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะ และค่ารักษาพยาบาลรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 15,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งหมดที่จำเลยทั้งสามต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามรวมเป็นเงิน 254,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีประจักษ์พยาน ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุ 18 ปี ยังเป็นผู้เยาว์ จึงให้การรับสารภาพในคดีอาญา ที่รถเกิดชนกันเป็นความผิดของผู้ตาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่ต้องรับผิดและค่าสินไหมทดแทนสูงเกินไปนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้โจทก์ทั้งสามได้รับค่าเสียหายทั้งหมดรวมกันมาเป็นจำนวน 254,000 บาท แม้ค่าเสียหายที่เป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ จะเป็นหนี้ที่โจทก์ทั้งสามร่วมกันไม่อาจแบ่งแยกเป็นหนี้ของโจทก์แต่ละคนได้ แต่ในส่วนค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน ซึ่งศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์ที่ 1 ได้รับค่าขาดไร้อุปการะจำนวน 40,000 บาท โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้รับคนละ 90,000 บาท ดังนั้น ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาต้องถือตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้จากจำเลยทั้งสาม เมื่อแบ่งแยกค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ทั้งสาม และนำไปรวมกับค่าเสียหายส่วนอื่นแล้ว ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสามแต่ละคนจึงไม่เกินคนละสองแสนบาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยทั้งสามมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ ภูมิมหาศาล กับพวก
จำเลย — นายชาตรี อุตสารัมย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5927/2548
#272146
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ลักลอบปลอมหนังสือมอบอำนาจและนำโฉนดที่ดินของโจทก์ไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 และโจทก์มิได้ประมาทเลินเล่อ แม้จำเลยที่ 2 จะรับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ตาม แต่ก็เป็นการรับจำนองอันสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยมิชอบ นิติกรรมจำนองดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ เพราะการจำนองทรัพย์สินนั้นนอกจากผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้นแล้วท่านว่าใครอื่นจะจำนองหาได้ไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 705

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า หนังสือมอบอำนาจให้ทำนิติกรรมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 82498 เลขที่ดิน 274 ตำบลนาดี อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ฉบับลงวันที่ 26 สิงหาคม 2541 และสัญญาจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์และจำเลยที่ 2 ผู้รับจำนองเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองดังกล่าว แล้วลงชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยปลอดจากภาระใดๆ ตามเดิมและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 82498 คืนแก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลได้อ่านคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ จำเลยที่ 2 รับจดทะเบียนจำนองที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 82498 เลขที่ดิน 274 ตำบลนาดี อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าว คืนแก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่กรรม นางเหม ใจดี ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 82498 เลขที่ดิน 274 ตำบลนาดี อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ จำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรมของโจทก์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจและโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นหลักประกันหนี้เงินกู้ ซึ่งจำเลยที่ 1 กู้ยืมจำเลยที่ 2 ไปวงเงินจำนอง 260,000 บาท ตกลงจะให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ต่อมาโจทก์ได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 1 ข้อหาปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองโดยไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์เก็บต้นฉบับโฉนดที่ดิน บัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านไว้ที่บ้านของโจทก์โดยเก็บไว้ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้าเป็นการเก็บไว้อย่างดี โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 ลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือปลอม เมื่อพิจารณาลายมือชื่อของโจทก์ในเอกสารดังกล่าวเปรียบเทียบกับลายมือชื่อของโจทก์ในสำเนาหนังสือถึงผู้ดำเนินงานและเลขานุการของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ (ณ ส ค.) สำเนาหนังสือถึงผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และสำเนาหนังสือขอรับบำเหน็จแล้วมีลักษณะการเขียนแตกต่างกัน ประกอบด้วยโจทก์ได้รัองทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับเอกสาร จนกระทั่งต่อมาจำเลยมี่ 1 ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกและคดีถึงที่สุดแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยทำปลอมขึ้นทั้งฉบับ แล้วนำโฉนดที่ดินของโจทก์ไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำที่มิชอบดังกล่าวด้วย ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า รับจำนองที่ดินไว้โดยเชื่อว่าเอกสารที่จำเลยที่ 1 นำมาใช้ในการจดทะเบียนจำนองเป็นเอกสารที่นำมาถูกต้องนั้น เป็นเพียงความคิดของจำเลยที่ 2 เท่านั้น ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 มีว่า รับจำนองไว้โดยสุจริตมีผลใช้ยันแก่โจทก์ได้เพียงไร เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เก็บรักษาโฉนดที่ดิน บัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านไว้ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้าอยู่ในบ้านเป็นอย่างดี จึงเป็นการใช้ความระมัดระวังดูแลเอกสารดังกล่าวดีพอสมควรไม่เป็นการประมาทเลินล่อแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 ลักลอบปลอมหนังสือมอบอำนาจและนำโฉนดที่ดินของโจทก์ไปจดทะเบียนจำนองให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้มีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 และโจทก์มิได้ประมาทเลินเล่อ แม้จำเลยที่ 2 จะรับจำนองไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ตาม แต่เป็นการรับจำนองอันสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 กระทำโดยมิชอบ นิติกรรมจำนองดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์เพราะการจำนองทรัพย์สินนั้น นอกจากผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้นแล้วท่านว่าใครอื่นจะจำนองหาได้ไม่ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 ดังนั้น จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้ทรัพย์สิทธิอย่างไรในที่ดินของโจทก์ไป โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 705
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอี ใจดี โดยนางเหม ใจดี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางสมใจ แก้วกาญจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5915/2548
#266301
เปิดฉบับเต็ม

หากผู้ซื้อและผู้ขายมิได้ตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมในการซื้อขายที่ดินกันไว้เป็นอย่างอื่น ผู้ซื้อและผู้ขายต้องออกค่าธรรมเนียมเท่ากันทั้งสองฝ่าย ตามมาตรา 457 แห่ง ป.พ.พ. เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ขาย ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ โดยตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมว่าให้ต่างฝ่ายต่างออกคนละครึ่งตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ. 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวคนละครึ่ง โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดในเงินค่าธรรมเนียมตามฟ้องไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินคนละ 45,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองต่างชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์คนละครึ่ง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ในระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายวิวัฒน์สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 เป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ผู้มรณะ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมรับผิดในเงินค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อขายที่ดินต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายที่ดินนั้น หากผู้ซื้อและผู้ขายมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น คู่สัญญาแต่ละฝ่ายก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 457 แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งบัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามกฎหมายในการชำระค่าฤชาธรรมเนียมของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายไว้ ซึ่งต้องใช้บังคับแก่คู่สัญญาทุกฝ่ายและผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมด้วย ดังนี้ โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องให้บริการแก่ประชาชน จึงหามีอำนาจกำหนดให้ประชาชนต้องมีหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ไม่ ส่วนกฎกระทรวงฉบับที่ 32 (พ.ศ. 2522) ออกตามความใน พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ข้อ 2 (7) (ก) ที่ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีทุนทรัพย์เรียกตามจำนวนทุนทรัพย์ร้อยละ 2 ซึ่งใช้อยู่ในขณะมีการจดทะเบียนโอนที่ดินตามฟ้องในคดีนี้นั้น เป็นเพียงให้อำนาจทางราชการที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีทุนทรัพย์ในอัตราเท่าใดเท่านั้น โจทก์จะนำมากล่าวอ้างเพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องมีหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้ ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ขาย ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ โดยตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมว่าให้ต่างฝ่ายต่างออกคนละครึ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวคนละครึ่งตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ. 2 โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดในเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวตามฟ้องหาได้ไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 457
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมที่ดิน
จำเลย — นายจรูญ ศรีจำนอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายเนติพันธ์ บุญมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิต รัตนะผล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5915/2548
#268172
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457 ที่บัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย เป็นการกำหนดหน้าที่ตามกฎหมายในการชำระค่าฤชาธรรมเนียมไว้ ซึ่งต้องใช้บังคับแก่คู่สัญญาทุกฝ่ายและผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมด้วย กรมที่ดินโจทก์จึงไม่มีอำนาจกำหนดให้ประชาชนต้องมีหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ ส่วนกฎกระทรวง ฉบับที่ 32 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ข้อ 2 (7) (ก) ที่ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีทุนทรัพย์เรียกตามจำนวนทุนทรัพย์ร้อยละ 2 ซึ่งใช้อยู่ในขณะมีการจดทะเบียนโอนที่ดินตามฟ้องนั้น เป็นเพียงให้อำนาจทางราชการที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอัตราเท่าใดเท่านั้น โจทก์จะนำมากล่าวอ้างเพื่อให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องมีหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้ ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ขายขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ ตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมให้ต่างฝ่ายต่างออกคนละครึ่ง จำเลยที่ 1 และ 2 จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวคนละครึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2533 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขายและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ซื้อ ได้ขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7917 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ซึ่งเป็นส่วนราชการประจำจังหวัดของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองได้แสดงจำนวนทุนทรัพย์สำหรับเสียค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 1,500,000 บาท เป็นเหตุให้พนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎกระทรวงฉบับที่ 32 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ข้อ 2 (7) (ก) จากจำเลยทั้งสองตามจำนวนทุนทรัพย์ร้อยละ 2 เป็นเงิน 30,070 บาท ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 6,000,000 บาท และต้องเสียค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นเงิน 120,070 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมรับผิดชำระค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ขาดอยู่ 90,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการในเรื่องการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามฟ้องแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปถูกต้องหรือไม่ ทั้งสัญญาวางเงินมัดจำจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวก็มีข้อตกลงให้จำเลยทั้งสองรับผิดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อขายที่ดินคนละครึ่ง หนี้ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่แบ่งชำระได้จำเลยทั้งสองมิใช่ลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินคนละ 45,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองต่างชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์คนละครึ่ง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ในระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายวิวัฒน์ จงพิทักษ์สวัสดิ์ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 เป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ผู้มรณะ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมรับผิดในเงินค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อขายที่ดินต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายที่ดินนั้น หากผู้ซื้อและผู้ขายมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น คู่สัญญาแต่ละฝ่ายก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 457 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่าค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามกฎหมายในการชำระค่าฤชาธรรมเนียมของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายไว้ ซึ่งต้องใช้บังคับแก่คู่สัญญาทุกฝ่ายและผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมด้วย ดังนี้ โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องให้บริการแก่ประชาชน จึงหามีอำนาจกำหนดให้ประชาชนต้องมีหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ไม่ ส่วนกฎกระทรวง ฉบับที่ 32 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ข้อ 2 (7) (ก) ที่ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีทุนทรัพย์เรียกตามจำนวนทุนทรัพย์ ร้อยละ 2 ซึ่งใช้อยู่ในขณะมีการจดทะเบียนโอนที่ดินตามฟ้องในคดีนี้นั้นเป็นเพียงให้อำนาจทางราชการที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีทุนทรัพย์ในอัตราเท่าใดเท่านั้น โจทก์จะนำมากล่างอ้างเพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องมีหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้ ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ขายขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ โดยตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมว่าให้ต่างฝ่ายออกคนละครึ่งตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวคนละครึ่ง โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดในเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวตามฟ้องหาได้ไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 457
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมที่ดิน
จำเลย — นายจรูญ ศรีจำนอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5915/2548
#272143
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โดยตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมว่าให้ต่างฝ่ายต่างออกคนละครึ่งตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขาย ดังนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมคนละครึ่ง โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดในเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อขายที่ดินจำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า สัญญาวางเงินมัดจำจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวก็มีข้อตกลงให้จำเลยทั้งสองรับผิดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อขายที่ดินคนละครึ่ง หนี้ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่แบ่งชำระได้ จำเลยทั้งสองมิใช่ลูกหนี้ร่วม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินคนละ 45,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมรับผิดในเงินค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อขายที่ดินต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายที่ดินนั้น หากผู้ซื้อและผู้ขายมิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น คู่สัญญาแต่ละฝ่ายก็ต้องปฏิบัติตามมาตรา 457 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย อันเป็นการกำหนดหน้าที่ตามกฎหมายในการชำระค่าฤชาธรรมเนียมของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายไว้ ซึ่งต้องใช้บังคับแก่คู่สัญญาทุกฝ่ายและผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมด้วย ดังนี้ โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องให้บริการแก่ประชาชน จึงหามีอำนาจกำหนดให้ประชาชนต้องมีหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ไม่ ส่วนกฎกระทรวง ฉบับที่ 32 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ข้อ 2 (7) (ก) ที่ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม มีทุนทรัพย์เรียกตามจำนวนทุนทรัพย์ร้อยละ 2 ซึ่งใช้อยู่ในขณะมีการจดทะเบียนโอนที่ดินตามฟ้องในคดีนี้นั้นเป็นเพียงให้อำนาจทางราชการที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมมีทุนทรัพย์ในอัตราเท่าใดเท่านั้น โจทก์จะนำมากล่าวอ้างเพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องมีหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้ ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ขาย ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ โดยตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมว่าให้ต่างฝ่ายต่างออกคนละครึ่งตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวคนละครึ่ง โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดในเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวตามฟ้องหาได้ไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 457
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมที่ดิน
จำเลย — นายจรูญ ศรีจำนอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5914/2548
#266484
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์ของจำเลยลงวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ปรากฏมีรอยลบด้วยหมึกสีขาวในตอนท้าย แล้วมีข้อความเขียนทับลงบนรอยลบดังกล่าวใหม่เป็นที่ประจักษ์ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง อันเป็นการขูดลบโดยศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 46 วรรคสอง เป็นการไม่ชอบ และตามสำนวนที่ปรากฏต่อมาว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 อ้างว่าจำเลยไม่สามารถหาเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลได้ทันตามกำหนด อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดแย้งกับคำสั่งของศาลชั้นต้นบนรอยลบด้วยหมึกสีขาวที่มีข้อความสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไปแล้ว และเมื่อตามรูปคดีประกอบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์ในส่วนไม่มีรอยลบด้วยหมึกสีขาวตอนแรกที่ว่า การที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่นั้นเท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้พิจารณาคดีใหม่ซึ่งอาจมีผลให้จำเลยชนะคดีโจทก์ได้ จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 แล้ว ข้อความเดิมต่อจากข้อความดังกล่าวนี้ก็ไม่อาจจะเป็นอย่างอื่นได้นอกจากเป็นข้อความที่สั่งกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางต่อศาลภายในระยะเวลาที่กำหนด ประกอบกับจำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต่อศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ภายหลังวันที่จำเลยยื่นอุทธรณ์เพียง 5 วัน พฤติการณ์แห่งคดีตามสำนวนที่ปรากฏแก่ศาลเช่นนี้ จึงมีเหตุอันควรแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่แก้ไขคำสั่งเดิมแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวดังที่กล่าวอ้างมาในคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง มิฉะนั้นก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต่อศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าจำเลยไม่สามารถหาเงินมาวางต่อศาลได้ทันตามกำหนด

เมื่อความปรากฏแก่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมโดยหาจำต้องให้จำเลยต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนเสียก่อนอีกไม่ ดังนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งแก้ไขกระบวนพิจารณาที่มิชอบของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสีย โดยเพียงแต่กำหนดระยะเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้จำเลยสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิจารณาโดยขาดนัดแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 ของต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 พฤศจิกายน) ไม่เกิน 47,813 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามสำนวนได้ความว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย โดยจำเลยมิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้น ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกันว่า การที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่นั้นเท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้พิจารณาคดีใหม่ซึ่งอาจมีผลให้จำเลยชนะคดีโจทก์ได้ จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้จำเลย วันที่ 13 เดือนเดียวกัน จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวอ้างว่าจะครบกำหนดวางเงินค่าธรรมเนียมในวันรุ่งขึ้น แต่จำเลยไม่สามารถจัดหาเงินค่าธรรมเนียมได้ทันตามกำหนด ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมออกไปถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของจำเลยว่า เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่อาจขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม ให้ยกคำร้อง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งว่าจำเลยทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ก่อนจะมีรอยลบว่าให้จำเลยวางค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่ง จึงจะรับอุทธรณ์จำเลย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งใหม่บนรอยลบด้วยน้ำหมึกสีขาวที่ว่า "เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้จำเลย" ซึ่งเป็นคำสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งเดิมโดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบและทำให้จำเลยเสียหาย จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 8 ตุลาคม 2546 มีรอยลบออกและเขียนลงใหม่ เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 46 วรรคสอง ดังที่จำเลยอ้างในคำร้องจริง แต่ในชั้นนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคำสั่งเดิมของศาลชั้นต้นจะเป็นจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้างในคำร้องหรือไม่ อีกทั้งจำเลยยังมิได้อ้างเหตุผลเช่นนี้เพื่อร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งยกคำร้องฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ก่อน ข้อที่จำเลยอ้างในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนี้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ ให้ยกคำร้อง คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 เสียก่อนหรือไม่ ศาลฎีกา เห็นว่า เมื่อตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์ของจำเลยลงวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ปรากฏมีรอยลบด้วยหมึกสีขาวในตอนท้ายแล้วมีข้อความเขียนทับลงบนรอยลบดังกล่าวใหม่เป็นที่ประจักษ์ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง อันเป็นการขูดลบโดยศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 46 วรรคสอง เป็นการไม่ชอบดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และตามสำนวนที่ปรากฏต่อมาจำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 อ้างว่าจำเลยไม่สามารถหาเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลได้ทันตามกำหนด อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดแย้งกับคำสั่งของศาลชั้นต้นบนรอยลบด้วยหมึกสีขาวที่มีข้อความสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไปแล้ว และเมื่อพิเคราะห์ตามรูปคดีประกอบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์ในส่วนไม่มีรอยลบด้วยหมึกสีขาวตอนแรกที่ว่า การที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่นั้นเท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้พิจารณาคดีใหม่ซึ่งอาจมีผลให้จำเลยชนะคดีโจทก์ได้ จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 แล้ว ข้อความเดิมต่อจากข้อความดังกล่าวนี้ก็ไม่อาจจะเป็นอย่างอื่นได้นอกจากเป็นข้อความที่สั่งกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางต่อศาลภายในระยะเวลาที่กำหนด ประกอบกับจำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต่อศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ภายหลังวันที่จำเลยยื่นอุทธรณ์เพียง 5 วัน พฤติการณ์แห่งคดีตามสำนวนที่ปรากฏแก่ศาลเช่นนี้ จึงมีเหตุอันควรแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่แก้ไขคำสั่งเดิมแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวดังที่จำเลยกล่าวอ้างมาในคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง มิฉะนั้นก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต่อศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าจำเลยไม่สามารถหาเงินมาวางต่อศาลได้ทันตามกำหนด

เมื่อความปรากฏแก่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเช่นนี้ ย่อมมีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยหาจำต้องให้จำเลยต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนเสียก่อนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีกไม่ ดังนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งแก้ไขกระบวนพิจารณาที่มิชอบของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสีย โดยเพียงแต่กำหนดระยะเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้จำเลยสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ของจำเลยต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในการชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 27 ม. 46 วรรคสอง ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอัศรา นัยวุฒิ
จำเลย — นางประไพ ศิริวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายวิทูร จันทร์แจ้งดี
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5914/2548
#268237
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์ของจำเลยมีรอยลบด้วยหมึกสีขาวแล้วเขียนทับลงบนรอยลบ อันเป็นการขูดลบโดยมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสอง เป็นการไม่ชอบ ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม อ้างว่าจำเลยไม่สามารถหาเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลได้ทันตามกำหนด อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดแย้งกับคำสั่งของศาลชั้นต้นบนรอยลบด้วยหมึกสีขาวที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ไปแล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่แก้ไขคำสั่งเดิมแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว เมื่อปรากฏแก่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเช่นนี้ ย่อมมีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งเสียได้ตามมาตรา 27 เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยไม่ต้องให้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนเสียก่อน ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งแก้ไขกระบวนพิจารณาที่มิชอบของศาลชั้นต้น โดยกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางต่อศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิจารณาโดยขาดนัด แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,000 บาท นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 และของต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545) ไม่เกิน 47,813 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอว่า วันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก จำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์โดยจำเลยไม่ทราบว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน 15 วัน ครั้งถึงวันนัดต่อมา จำเลยไม่มาศาลเนื่องจากยังติดภารกิจการฝึกภาคปฏิบัติที่จังหวัดนนทบุรี จึงไม่สามารถแต่งทนายความให้มาปฏิบัติหน้าที่กับไม่สามารถให้ข้อเท็จจริงและจัดเตรียมเอกสารให้แก่ทนายความเพื่อประกอบยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ จำเลยมิได้มีเจตนาจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือประวิงคดี กรณีมีเหตุจำเป็นไม่อาจก้าวล่วงได้ ทั้งวันนัดดังกล่าวทนายจำเลยที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งติดว่าความที่ศาลจังหวัดศรีสะเกษ คำฟ้องของโจทก์ไม่มีมูลและขัดต่อกฎหมาย จำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่คืนหรือทำลายหรือแทงเพิกถอนลงในสัญญากู้กลับนำมาฟ้องจำเลยอีก ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เงิน 140,000 บาท โจทก์มอบเงินให้จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ไปปล่อยให้แก่บุคคลอื่นกู้ เมื่อรวมแล้วเป็นเงินเพียง 70,000 บาท ถึง 80,000 บาท แต่โจทก์ได้ให้จำเลยทำสัญญากู้จำนวน 140,000 บาท โดยยังนำเงินกู้อีก 20,000 บาท ที่โจทก์ฟ้องรวมเข้าไว้ในสัญญาฉบับนี้ด้วย จึงเป็นยอดหนี้ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากจำเลยได้มีโอกาสต่อสู้คดี ย่อมมีเหตุที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและมีพฤติการณ์ประวิงคดีทั้งมีเวลาเพียงพอที่จะแต่งทนายความดำเนินคดีแทนจำเลยได้ คดีของจำเลยไม่มีทางชนะโจทก์ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามสำนวนได้ความว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยโดยจำเลยมิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนแก่โจทก์มาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้น ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกันว่า การที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่นั้น เท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้พิจารณาคดีใหม่ซึ่งอาจมีผลให้จำเลยชนะคดีโจทก์ได้ จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้จำเลย วันที่ 13 เดือนเดียวกัน จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวอ้างว่าจะครบกำหนดวางเงินค่าธรรมเนียมในวันรุ่งขึ้น แต่จำเลยไม่สามารถจัดหาเงินค่าธรรมเนียมได้ทันตามกำหนดขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมออกไปถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของจำเลยว่า เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่อาจขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม ให้ยกคำร้อง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งว่าจำเลยทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ก่อนที่จะมีรอยลบว่าให้จำเลยวางค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่ง จึงจะรับอุทธรณ์จำเลย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งใหม่บนรอยลบด้วยน้ำหมึกสีขาวที่ว่า "เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้จำเลย" ซึ่งเป็นคำสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งเดิมโดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบและทำให้จำเลยเสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 8 ตุลาคม 2546 มีรอยลบและเขียนลงใหม่ เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสอง ดังที่จำเลยอ้างในคำร้องจริง แต่ในชั้นนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคำสั่งเดิมของศาลชั้นต้นจะไม่เป็นจริงดังที่จำเลยกล่าวอ้างในคำร้องฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ก่อน ข้อที่จำเลยอ้างในคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนี้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่อาจวินิจฉัยให้ได้ ให้ยกคำร้อง คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 เสียก่อนหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์ของจำเลยลงวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ปรากฏมีรอยลบด้วยหมึกสีขาวในตอนท้ายแล้วมีข้อความเขียนทับลงบนรอยลบดังกล่าวใหม่เป็นที่ประจักษ์ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง อันเป็นการขูดลบโดยศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 46 วรรคสอง เป็นการไม่ชอบดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และตามสำนวนที่ปรากฏต่อมาว่าจำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 อ้างว่าจำเลยไม่สามารถหาเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลได้ทันตามกำหนด อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดแย้งกับคำสั่งของศาลชั้นต้นบนรอยลบด้วยหมึกสีขาวที่มีข้อความสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไปแล้ว และเมื่อพิเคราะห์ตามรูปคดีประกอบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งอุทธรณ์ในส่วนไม่มีรอยลบด้วยหมึกสีขาวตอนแรกที่ว่า การที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่นั้นเท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้พิจารณาคดีใหม่ซึ่งอาจมีผลให้จำเลยชนะคดีโจทก์ได้ จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แล้ว ข้อความเดิมต่อจากข้อความดังกล่าวนี้ก็ไม่อาจจะเป็นอย่างอื่นได้นอกจากเป็นข้อความที่สั่งกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางต่อศาลภายในระยะเวลาที่กำหนดประกอบกับจำเลยได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต่อศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ภายหลังวันที่จำเลยยื่นอุทธรณ์เพียง 5 วัน พฤติการณ์แห่งคดีตามสำนวนที่ปรากฏแก่ศาลเช่นนี้ จึงมีเหตุอันควรแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นที่แก้ไขคำสั่งเดิมแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวดังที่กล่าวอ้างมาในคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง มิฉะนั้นก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมต่อศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าจำเลยไม่สามารถหากเงินมาวางต่อศาลได้ทันตามกำหนด เมื่อความปรากฏแก่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเช่นนี้ ย่อมมีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยหาจำต้องให้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนเสียก่อนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีกไม่ ดังนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งแก้ไขกระบวนพิจารณาที่มิชอบของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสีย โดยเพียงแต่กำหนดระยะเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้จำเลยสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ของจำเลยต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 46 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอัศรา นัยวุฒิ
จำเลย — นางประไพ ศิริวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5911/2548
#266805
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ลูกจ้างซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์เป็นผู้ประกันตน และมาตรา 34 บัญญัติให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อผู้ประกันตน อัตราค่าจ้าง และข้อความอื่นตามแบบที่เลขาธิการกำหนดต่อสำนักงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตน เมื่อจำเลยเป็นนายจ้างโจทก์ จำเลยจึงต้องยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อโจทก์ อัตราค่าจ้าง และข้อความอื่นตามที่มาตรา 34 บัญญัติไว้ การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อันจะพึงมีในฐานะเป็นผู้ประกันตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองเงินเดือนและรับรองให้โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย และให้จำเลยปฏิบัติตามกฎหมายประกันสังคมโดยจัดส่งประกันสังคมและส่งรายชื่อขอเข้าประกันสังคมให้โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลย แต่ไม่รับในส่วนที่ขออนุญาตเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง แล้วกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้ 1. โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ 2. กรณีโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยแล้วจำเลยจะต้องออกหนังสือรับรองเงินเดือนและนำส่งเงินประกันสังคมและส่งรายชื่อเข้าประกันสังคมให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย แต่ไม่ปรากฏว่านายจ้างมีหน้าที่ตามกฎหมายให้ต้องออกหนังสือรับรองเงินเดือนให้ลูกจ้าง และไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายใดให้สิทธิแก่ลูกจ้างในการเรียกร้องให้นายจ้างต้องปฏิบัติให้ผิดไปจากที่กฎหมายกำหนดได้ ส่วนการนำเงินส่งประกันสังคมและส่งรายชื่อเข้าประกันสังคมให้โจทก์นั้น จำเลยเป็นนายจ้างจึงมีหน้าที่ยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อผู้ประกันตน อัตราค่าจ้างและข้อความอื่นตามแบบที่เลขาธิการกำหนดต่อสำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 หากจำเลยมิได้ดำเนินการ สำนักงานประกันสังคมหรือโจทก์ก็มีอำนาจและสิทธิตามมาตรา 37 เรียกให้จำเลยดำเนินการยื่นแบบรายการที่มีชื่อโจทก์เป็นลูกจ้างได้ หากจำเลยโดยเจตนาไม่ยื่นแบบรายการก็มีบทกำหนดโทษไว้ตามมาตรา 96 แห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลจึงไม่จำต้องสั่งให้ตามคำขอโจทก์ในการให้จำเลยปฏิบัติตามกฎหมายประกันสังคม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้ลูกจ้างซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์เป็นผู้ประกันตน" และมาตรา 34 บัญญัติว่า "ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อผู้ประกันตน อัตราค่าจ้าง และข้อความอื่นตามแบบที่เลขาธิการกำหนดต่อสำนักงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตน" เมื่อจำเลยเป็นนายจ้างโจทก์ จำเลยจึงต้องยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อโจทก์ อัตราค่าจ้าง และข้อความอื่นตามที่มาตรา 34 บัญญัติไว้ด้วย การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อันจะพึงมีในฐานะเป็นผู้ประกันตน ทั้งคำให้การของจำเลยก็มิได้ต่อสู้ว่าจำเลยไม่จำต้องยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า หากจำเลยเจตนาไม่ยื่นแบบรายการดังกล่าวก็มีโทษตามกฎหมายอยู่แล้ว จึงไม่จำต้องสั่งให้ตามคำขอของโจทก์จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยยื่นแบบรายการโดยมีรายชื่อโจทก์เป็นผู้ประกันตนอยู่ด้วยตามที่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดไว้ และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยเคยออกหนังสือรับรองการเป็นลูกจ้างและรับรองเงินเดือนให้โจทก์แล้วถึง 2 ครั้งจริงหรือไม่ ถ้อยคำในหนังสือมีอย่างไร เพียงพอแก่หน้าที่ของจำเลยแล้วหรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 33 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปัทมา พิบูลธนสาร
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลวชิรปราการ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5886/2548
#266333
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการตำรวจ แม้ขณะเกิดเหตุถูกสั่งพักราชการ แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังมีฐานะเป็นข้าราชการอยู่มีหน้าที่ต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน จำเลยที่ 2 จึงเป็นบุคคลตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ที่ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แต่โทษจำคุกอย่างสูงที่สุดต้องไม่เกินห้าสิบปี ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 7, 10, 30, 31 ป.อ. มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 120 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อขาย แต่ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นกรรมเดียว ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เมทแอมเฟตามีน) เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขายและขาย จำคุกจำเลยที่ 1, ที่ 3 ถึงที่ 6 คนละ 20 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 วางโทษตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ประกอบมาตรา 12 ให้จำคุก 50 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายหลายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 ให้จำคุก 13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กรมตำรวจ ภายใต้การนำของพันตำรวจเอกพิภพ ได้จับกุมจำเลยทั้งหก โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 40,120 เม็ด ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเพื่อขายและร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 40,000 เม็ด

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถูกสั่งพักราชการ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้ สำหรับความผิดจึงไม่ถูกต้อง นั้น เห็นว่า ความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ปรากฏตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัตินี้ว่า เพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าวนั้น โดยเฉพาะมาตราส่วนโทษสำหรับผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นการเพิ่มในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลตามมาตรา 10 เห็นได้ว่าเป็นมาตรการที่จะกำราบปราบปรามผู้กระทำผิดที่มีหน้าที่ต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นในสังคม จากความมุ่งหมายดังกล่าว ในเมื่อคำนึงว่า แม้จำเลยที่ 2 จะอยู่ในระหว่างพักราชการ แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังมีฐานะเป็นข้าราชการอยู่ มีหน้าที่ต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน จำเลยที่ 2 จึงยังเป็นบุคคลตามมาตรา 10 ที่ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดตามกฎหมายแต่โทษจำคุกอย่างสูงที่สุดต้องไม่เกินห้าสิบปีชอบแล้วฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางเกษแก้ว หมีทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายปรัชญา โกไศยกานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระเดช เกาไศยนันท์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5886/2548
#272366
เปิดฉบับเต็ม

ความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.มาตราการในการปราบปรามผุ้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ ที่ปรากฏตามหมายเหตุท้าย พ.ร.บ. นี้ว่า เพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อให้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าวนั้นโดยเฉพาะมาตราส่วนโทษสำหรับผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นการเพิ่มในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลตามมาตรา 10 เป็นมาตรการที่จะกำราบปราบปรามผู้กระทำผิดที่มีหน้าที่ต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นในสังคม จากความมุ่งหมายดังกล่าว ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะอยู่ในระหว่างพักราชการแต่จำเลยที่ 2 ก็ยังมีฐานะเป็นราชการ จึงยังเป็นบุคคลตามมาตรา 10 ที่ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7, 10, 30, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 120 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อขาย แต่ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นกรรมเดียว ลงโทษฐานร่วมมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เมทแอมเฟตามีน) เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขายและขาย จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 คนละ 20 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 วางโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประกอบมาตรา 12 ให้จำคุก 50 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายหลายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กรมตำรวจ ภายใต้การนำของพันตำรวจเอกพิภพ เบี้ยวไข่มุก ได้จับกุมจำเลยทั้งหก โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 40,120 เม็ด ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเพื่อขายและร่วมกันขายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 40,000 เม็ด ประการแรกคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 โดยจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ยื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 21 ตุลาคม 2545 โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ข้อ 2.2 ข้อ 3 และข้อ 4 พอสรุปใจความได้ว่า ตามคำให้การของร้อยตำรวจโทวิโรจน์ จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ไม่มีประวัติการขายยาเสพติดมาก่อน ในการจับกุมจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มิได้จับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความ คำให้การของจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ตามเอกสารหมาย จ.18 จ.19 และ จ.20 มีการข่มขู่และจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ภาพถ่ายที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานไม่มีส่วนที่แสดงว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ส่งมอบยาเสพติด โจทก์จึงไม่มีประจักษ์พยานที่จะลงโทษจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 แต่ฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ดังกล่าวนี้ ต่อมาจำเลยที่ 6 ยื่นฎีกาฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2545 เป็นทำนองยอมรับผิด แต่ขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบา ซึ่งศาลชั้นต้นสอบจำเลยที่ 6 แล้ว และมีคำสั่งให้รับฎีกาฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2545 เป็นฎีกาของจำเลยที่ 6 ดังนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 6 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามที่ได้โต้แย้งในฎีกาฉบับลงวันที่ 21 ตุลาคม 2545 ถือเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะจำเลยที่ 4 และที่ 5 เท่านั้น ในปัญหานี้โจทก์มีพยานมาเบิกความ 4 ปาก คือพันตำรวจเอกพิภพ เบี้ยวไข่มุก ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ เกษมโกสินทร์ ดาบตำรวจนิพนธ์ วันทากรสกุล และสิบตำรวจตรีองอาจ ชังภัย โดยพันตำรวจเอกพิภพเบิกความว่าพันตำรวจเอกพิภพเป็นผู้ร่วมสืบสวนและจับกุมคดีนี้ พันตำรวจเอกพิภพได้รับแจ้งจากสายลับว่า จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดโดยทั้งสามคนดังกล่าวรับยาเสพติดมาจากจำเลยที่ 1 พันตำรวจเอกพิภพจึงวางแผนล่อซื้อโดยนัดให้สายลับไปนัดกับจำเลยที่ 6 และให้ร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับดาบตำรวจนิพนธ์ปลอมตัวเป็นผู้ซื้อไปกับสายลับ วันนัดคือวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 ตอนเช้าพันตำรวจเอกพิภพประชุมเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อวางแผน ในการเข้าไปเจรจากับจำเลยที่ 6 ของร้อยตำรวจโทวิโรจน์และนายดาบตำรวจนิพนธ์ที่ปั๊มน้ำมันเอสโซ่ พันตำรวจเอกพิภพกับพวกรอสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ ปั๊มน้ำมัน เวลา 10 นาฬิกา จำเลยที่ 6 ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยที่ 4 และที่ 5 นั่งซ้อนท้ายทั้งสามคนเข้าไปคุยกับร้อยตำรวจโทวิโรจน์ซึ่งนั่งอยู่ในร้านอาหาร และต่อมาสิบตำรวจตรีองอาจได้เข้าไปร่วมคุยด้วยอีกคนหนึ่ง พันตำรวจเอกพิภพเห็นร้อยตำรวจโทวิโรจน์เดินนำจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปที่รถยนต์กระบะโดยมีสิบตำรวจตรีองอาจเดินตามไปด้วย พันตำรวจเอกพิภพเชื่อว่าร้อยตำรวจโทวิโรจน์พาจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปดูเงิน จากนั้นร้อยตำรวจโทวิโรจน์ จำเลยที่ 5 และที่ 6 เดินกลับมาที่ร้านอาหาร ส่วนสิบตำรวจตรีองอาจไม่ได้ตามมา และจำเลยที่ 5 และที่ 6 ก็ขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกไป ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ออกจากร้านอาหารโดยนั่งรถยนต์กระบะซึ่งมีสิบตำรวจตรีองอาจเป็นผู้ขับ ส่วนดาบตำรวจนิพนธ์กับจำเลยที่ 4 พากันไปนั่งรถยนต์เก๋งที่มีดาบตำรวจนิพนธ์เป็นผู้ขับ ระหว่างนั้นพันตำรวจเอกพิภพได้รับแจ้งทางวิทยุจากร้อยตำรวจโทวิโรจน์ว่าได้เปลี่ยนจุดรับยาเสพติดให้โทษเป็นที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ซึ่งเขียนป้ายหน้าปั๊มน้ำมันว่า ใหญ่ที่สุดภาคเหนือ ซึ่งพันตำรวจเอกพิภพรู้จัก ร้อยตำรวจโทวิโรจน์แจ้งอีกว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 ขับรถจักรยานยนต์ออกไปเพื่อไปเอายาเสพติดให้โทษมาส่งที่ปั๊มน้ำมันดังกล่าว พันตำรวจเอกพิภพวิทยุแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจให้ตามไปที่ปั๊มน้ำมันดังกล่าว เมื่อไปถึงปั๊มน้ำมันพันตำรวจเอกพิภพเห็นร้อยตำรวจโทวิโรจน์ ดาบตำรวจนิพนธ์ สายลับ และจำเลยที่ 4 นั่งคุยกันอยู่ในร้านอาหารในปั๊ม ต่อมาดาบตำรวจนิพนธ์ สายลับ และจำเลยที่ 4 นั่งรถยนต์เก๋งออกจากปั๊มน้ำมันมุ่งหน้าไปทางสลกบาตร ส่วนร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับสิบตำรวจตรีองอาจนั่งรถยนต์กระบะตามไป ระหว่างนั้นร้อยตำรวจโทวิโรจน์วิทยุแจ้งว่ามีการพูดโทรศัพท์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งให้ไปรับของที่ปั๊มน้ำมันตราดาว ซึ่งตั้งอยู่ในตัวอำเภอขาณุวรลักษบุรี เนื่องจากที่เดิมไม่ปลอดภัย พันตำรวจเอกพิภพขับรถไปจอดเลยปั๊มน้ำมันดังกล่าว และเห็นรถยนต์เก๋งคันที่ดาบตำรวจนิพนธ์ขับแล่นเข้าไปในปั๊มน้ำมันแล้วต่อมามีรถยนต์กระบะคันที่ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ขับแล่นตามเข้าไป จนเวลา 12 นาฬิกา พันตำรวจเอกพิภพได้รับแจ้งทางวิทยุจากสิบตำรวจตรีองอาจว่าได้รับของเรียบร้อยแล้ว จึงวิทยุแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งสังเกตการณ์อยู่นอกปั๊มน้ำมันเข้าจับกุม เมื่อเข้าไปในสำนักงานของปั๊มน้ำมันร้อยตำรวจโทวิโรจน์ซึ่งเดินไปมาที่หน้าสำนักงานชี้ให้จับจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในสำนักงาน ส่วนเจ้าพนักงานตำรวจอื่นแยกกันจับจำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งอยู่ที่ม้าหินหน้าสำนักงานและต่อมาจับจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่หน้าสำนักงานได้อีก ส่วนจำเลยที่ 4 ดาบตำรวจนิพนธ์บอกว่าอยู่ที่ตลาด พันตำรวจเอกพิภพจึงให้ไปจับมา สิบตำรวจตรีองอาจบอกพันตำรวจเอกพิภพว่าได้รับยาเสพติด 200 ถุง จากจำเลยที่ 3 ไว้ในรถยนต์กระบะ ได้ค้นสำนักงานของปั๊มน้ำมันพบยาเสพติดให้โทษอีก 120 เม็ด และพบสิ่งของรวมทั้งเงินสดจำนวน 500,000 บาท อยู่ในตู้เซฟและจำนวน 109,400 บาท อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งข้อหาว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายยาเสพติด จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่ายาเสพติดให้โทษจำนวน 120 เม็ด เป็นของตน ซึ่งมีไว้เพื่อขายให้แก่ลูกค้ารายย่อย ส่วนจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การรับสารภาพ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์เบิกความว่าเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 พันตำรวจเอกพิภพเรียกร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับพวกเข้าพบ และแจ้งว่าได้รับแจ้งจากสายลับแจ้งว่าจำเลยทั้งหกค้ายาเสพติดให้โทษและได้วางแผนจับกุมโดยใช้วิธีล่อซื้อ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ได้รับมอบหมายให้ไปเจรจาโดยไปกับสายลับและดาบตำรวจนิพนธ์ วันนัดคือวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 สายลับให้ชายคนหนึ่งไปตามจำเลยที่ 6 มาพบร้อยตำรวจโทวิโรจน์ สายลับและนำร้อยตำรวจโทวิโรจน์ให้รู้จักจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 โดยบอกว่าร้อยตำรวจโทวิโรจน์เป็นบุคคลที่จะมาซื้อยาเสพติดให้โทษ จากการเจรจากันจำเลยที่ 6 บอกว่าของมาแล้ว 200 ถุง ราคาถุงละ 6,500 บาท จำเลยที่ 6 บอกขอดูเงินก่อน ร้อยตำรวจโทวิโรจน์นัดเป็นวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 โดยจำเลยที่ 6 กับพวกกำหนดสถานที่เป็นปั๊มน้ำมันเอสโซ่ เวลา 14 นาฬิกา และมีข้อแม้ว่าต้องตรวจเงินก่อน ร้อยตำรวจโทวิโรจน์บอกว่าดูเงินแล้วไม่เห็นของสักที จำเลยที่ 6 บอกว่าไม่ต้องห่วง ของนี้เป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันอยู่ที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี และมอบให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้จัดการ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ได้รายงานพันตำรวจเอกพิภพ วันที่ 19 กรกฎาคม 2538 เจ้าพนักงานตำรวจได้พากันเดินทางมาพักที่จังหวัดตากซึ่งใกล้จุดนัด วันที่ 20 กรกฎาคม 2538 ตอนเช้ามีการประชุมวางแผนกันโดยให้ร้อยตำรวจโทวิโรจน์และสิบตำรวจตรีองอาจนำเงินสดจำนวน 1,300,000 บาท ใส่ในรถยนต์กระบะไปจอดรออยู่ในปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ดาบตำรวจนิพนธ์กับสายลับขับรถยนต์เก๋งอีกคันหนึ่งมาด้วยไปถึงที่นัดเวลา 9.30 นาฬิกา ร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับพวกเข้าไปรออยู่ในร้านอาหารซึ่งอยู่ในปั๊มน้ำมัน ส่วนดาบตำรวจนิพนธ์กับสายลับขับรถแยกไปตามจำเลยที่ 6 กับพวก ต่อมาจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เข้ามาและมาคุยกับร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับพวก จากนั้นดาบตำรวจนิพนธ์กับสายลับเข้ามานั่งที่โต๊ะอาหารด้วย ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ถามจำเลยที่ 6 ว่าพร้อมไหม จำเลยที่ 6 บอกพร้อมแล้ว ร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับสิบตำรวจตรีองอาจจึงพาจำเลยที่ 5 และที่ 6 ไปดูเงินที่รถยนต์กระบะ ส่วนจำเลยที่ 4 ดาบตำรวจนิพนธ์และสายลับนั่งรอ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์เปิดกระเป๋าให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ตรวจดูเงิน จำเลยที่ 5 และที่ 6 พอใจ เมื่อเดินกลับไปที่โต๊ะอาหาร ร้อยตำรวจโทวิโรจน์จึงบอกให้รีบเอาของมาส่งที่นี่เลยจะรีบกลับ จำเลยที่ 6 บอกว่าต้องไปเอาของที่ปั๊มน้ำมัน ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ขอเปลี่ยนสถานที่เป็นปั๊มน้ำมัน ปตท. ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ จำเลยที่ 6 กับพวกตกลงโดยให้จำเลยที่ 4 ไปกับร้อยตำรวจโทวิโรจน์ ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 จะรีบไปนำของมาให้ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์มอบหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนให้แก่จำเลยที่ 5 และที่ 6 ด้วย หลังจากนั้นร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับสิบตำรวจตรีองอาจขับรถยนต์กระบะโดยดาบตำรวจนิพนธ์กับสายลับขับรถยนต์เก๋งตามหลัง ขณะเดินทางร้อยตำรวจโทวิโรจน์ได้รายงานพันตำรวจเอกพิภพ เมื่อถึงที่นัดได้พากันนั่งรอจำเลยที่ 5 และที่ 6 ที่ร้านอาหารในปั๊มน้ำมัน ต่อมาจำเลยที่ 6 โทรศัพท์แจ้งขอเปลี่ยนสถานที่เป็นปั๊มน้ำมันตราดาวเนื่องจากที่นัดเดิมไม่ปลอดภัย ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ได้ขอพูดโทรศัพท์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งยืนยันว่าที่นัดเดิมไม่ปลอดภัย ร้อยตำรวจโทวิโรจน์บอกไปไม่ถูก จำเลยที่ 1 บอกจะให้จำเลยที่ 6 มารับเพื่อนำทาง ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ตกลง ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ถามจำเลยที่ 4 ว่าพาไปได้ไหม จำเลยที่ 4 บอกพาไปได้ จำเลยที่ 4 และดาบตำรวจนิพนธ์จึงเดินทางโดยรถเก๋งนำหน้า ส่วนร้อยตำรวจโทวิโรจน์กับสิบตำรวจตรีองอาจขับรถยนต์กระบะตามไป ระหว่างทางร้อยตำรวจโทวิโรจน์ได้รายงานพันตำรวจเอกพิภพซึ่งบอกจะขับรถไปดูลาดเลาล่วงหน้าก่อน ก่อนถึงสี่แยกสลกบาตร ได้สวนทางกับจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 6 จอดรถจักรยานยนต์และจำเลยที่ 4 ลงจากรถยนต์เก๋งของดาบตำรวจนิพนธ์ไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จำเลยที่ 6 ซึ่งนำหน้ารถยนต์เก๋งของดาบตำรวจนิพนธ์ไป เมื่อลงสะพานข้ามแม่น้ำจำเลยที่ 6 จอดให้จำเลยที่ 4 ลงแล้วขับต่อไป เมื่อถึงปั๊มน้ำมันตราดาว จำเลยที่ 6 ขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในปั๊มน้ำมัน ดาบตำรวจนิพนธ์ขับรถยนต์เก๋งเข้าไปในปั๊มน้ำมันและอ้อมด้านหลังซึ่งเป็นทางออก ส่วนร้อยตำรวจโทวิโรจน์จอดรถกระบะตรงบริเวณข้างสำนักงานด้านซ้าย หลังจากนั้นดาบตำรวจนิพนธ์ขับรถยนต์เก๋งมาต่อท้ายรถยนต์กระบะของร้อยตำรวจโทวิโรจน์ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ลงจากรถ จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งนั่งอยู่บริเวณม้าหินพาร้อยตำรวจโทวิโรจน์เข้าไปในสำนักงานพบจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 2 ถามว่าเงินเตรียมมาพร้อมหรือยัง ร้อยตำรวจโทวิโรจน์บอกพร้อมแล้ว และจำเลยที่ 6 ก็ยืนยัน ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ถามว่าของมีเท่าใด จำเลยที่ 1 บอกว่ามี 200 ถุง เมื่อร้อยตำรวจโทวิโรจน์บอกให้เอาของมา จำเลยที่ 1 บอกขอดูลาดเลาก่อนและเดินออกจากสำนักงานโดยมีจำเลยที่ 2 เดินตาม ร้อยตำรวจโทวิโรจน์และจำเลยที่ 6 ก็เดินตามออกมาด้วย จำเลยที่ 6 เดินทางไปนั่งที่ม้าหินกับจำเลยที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 1 ก็เดินไปพูดกับเด็กปั๊มน้ำมัน จำเลยที่ 2 ตรวจดูลาดเลาบริเวณรอบๆ แล้วจำเลยที่ 1 เดินกลับเข้าไปที่สำนักงานโดยจำเลยที่ 2 และร้อยตำรวจโทวิโรจน์เดินตามเข้าไป จำเลยที่ 2 พูดว่าไม่มีอะไรให้ของไปเถอะ จำเลยที่ 1 พูดว่าคุณไม่ต้องยุ่งให้ไปดูลาดเลา เดี๋ยวจะให้อำพิณ (หมายถึงจำเลยที่ 3) จัดการ และพูดว่าขอดูอีกทีก่อน จำเลยที่ 1 เดินออกจากสำนักงานไปที่รถยนต์กระบะที่สิบตำรวจตรีองอาจจอดอยู่ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ตามไปด้วย จำเลยที่ 1 เดินดูรอบๆ รถและดึงกระบะท้ายรถแต่ไม่ออก สิบตำรวจตรีองอาจขับรถยนต์กระบะไปจอดหลังปั๊มน้ำมัน ระหว่างเดินเข้าสำนักงานจำเลยที่ 2 เดินสวนออกมา ขณะอยู่กับร้อยตำรวจโทวิโรจน์ในสำนักงาน จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่นอกสำนักงานให้ไปนำถุงที่อยู่ท้ายรถยนต์เอ็นวีไปให้คนที่อยู่ในรถยนต์กระบะ จำเลยที่ 3 ออกจากสำนักงานไปหยิบของที่อยู่ท้ายรถยนต์เอ็นวี และนำไปที่รถยนต์กระบะ ต่อมาอีก 5 นาที พันตำรวจเอกพิภพกับพวกก็เข้าจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต่อมาดาบตำรวจนิพนธ์ได้จับกุมจำเลยที่ 4 ปรากฏว่าของที่รับจากจำเลยที่ 3 เป็นยาเสพติดให้โทษจำนวน 200 ถุง ตรวจค้นสำนักงานแล้วพบของต่างๆ รวมทั้งยาเสพติดให้โทษอีก 120 เม็ด ส่วนพยานโจทก์อีก 2 ปาก คือ ดาบตำรวจนิพนธ์และสิบตำรวจตรีองอาจเบิกความทำนองเดียวกับร้อยตำรวจโทวิโรจน์ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสี่ดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้ประวัติการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษของจำเลยที่ 4 และที่ 5 จะไม่ปรากฏ และโจทก์ไม่มีสายลับมาสืบประกอบอีกทั้งตามภาพถ่ายไม่มีภาพถ่ายจำเลยที่ 4 และที่ 5 มอบยาเสพติดให้โทษ แต่ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ปากร้อยตำรวจโทวิโรจน์ ดาบตำรวจนิพนธ์และสิบตำรวจตรีองอาจก็ยืนยันได้แน่นอนว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 6 เจรจาซื้อเมทแอมเฟตามีนกับร้อยตำรวจโทวิโรจน์มาแต่ต้น โดยจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 นั่งรถจักรยานยนต์คันเดียวกันซ้อนท้ายกันมา โดยเฉพาะจำเลยที่ 6 เป็นคนขอดูเงินที่จะซื้อและนัดหมายส่งมอบของรวมทั้งแนะนำให้ร้อยตำรวจโทวิโรจน์รู้จักจำเลยที่ 1 พร้อมทั้งยืนยันต่อจำเลยที่ 1 ถึงความพร้อมของเงินที่จะนำมาซื้อยาเสพติดให้โทษ คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงยืนยันได้ว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำความผิด ส่วนข้ออ้างของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ที่อ้างว่าการลงชื่อในคำให้การของจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีการข่มขู่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและจำเลยที่ 4 และที่ 5 รู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้อย่างมั่นคงว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 กระทำความผิดดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมา ฎีกาจำเลยที่ 4 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อไปโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในฎีกาข้อ 2.1 ข้อ 2.2 และข้อ 3 พอสรุปใจความว่า ตามพยานหลักฐานโจทก์ การกระทำความผิดคดีนี้เป็นการล่อซื้อผ่านจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 โดยไม่มีพยานหลักฐานส่วนใดพาดพิงถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า เฉพาะคำเบิกความของพยานโจทก์ปากร้อยตำรวจโทวิโรจน์ ดาบตำรวจนิพนธ์ และสิบตำรวจตรีองอาจก็สามารถยืนยันได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เกี่ยวโยงกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษคดีนี้ กล่าวคือ ร้อยตำรวจโทวิโรจน์เบิกความว่า ในการเจรจากับจำเลยที่ 6 เมื่อร้อยตำรวจโทวิโรจน์ขอดูของจำเลยที่ 6 ก็บอกว่าไม่ต้องห่วงของเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันมอบให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้จัดการ และเมื่อจำเลยที่ 6 ขอเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบและชำระเงิน จำเลยที่ 6 ก็ให้ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ได้พูดกับจำเลยที่ 1 ทางโทรศัพท์โดยอ้างว่าที่เดิมไม่ปลอดภัย เมื่อถึงที่นัดหมายแล้ว จำเลยที่ 6 ก็แนะนำจำเลยที่ 1 แก่ร้อยตำรวจโทวิโรจน์ และจำเลยที่ 1 ถามร้อยตำรวจโทวิโรจน์ว่าเงินพร้อมหรือไม่ ในการเดินดูลาดเลาของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เดินตามและช่วยเดินดูลาดเลาบริเวณรอบๆ พร้อมทั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้บอกจำเลยที่ 1 เองว่าไม่มีอะไรให้มอบของไปเถอะ ซึ่งคำเบิกความของร้อยตำรวจโทวิโรจน์ส่วนนี้มีคำเบิกความของดาบตำรวจนิพนธ์ สิบตำรวจตรีองอาจสนับสนุน ข้อเท็จจริงน่ารับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีส่วนกระทำความผิดดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในข้อ 4 ว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ถูกสั่งพักราชการ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดจึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ปรากฏตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัตินี้ว่า เพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าวนั้นโดยเฉพาะ มาตราส่วนโทษสำหรับผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นการเพิ่มในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลตามมาตรา 10 เห็นได้ว่าเป็นมาตรการที่จะกำราบปราบปรามผู้กระทำผิดที่มีหน้าที่ต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นในสังคม จากความมุ่งหมายดังกล่าว ในเมื่อคำนึงว่าแม้จำเลยที่ 2 จะอยู่ในระหว่างพักราชการ แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังมีฐานะเป็นข้าราชการอยู่มีหน้าที่ต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน จำเลยที่ 2 จึงยังเป็นบุคคลตามมาตรา 10 ที่ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดตามกฎหมาย แต่โทษจำคุกอย่างสูงที่สุดต้องไม่เกินห้าสิบปีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาโจทก์ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการและมิใช่เพียงผู้สนับสนุนดังข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ในข้อนี้จำเลยที่ 3 ไม่ฎีกาแต่แก้ฎีกาเป็นใจความว่า จำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิด ศาลฎีกาเห็นว่าแม้จำเลยที่ 3 จะมิได้ฎีกา แต่การกระทำของจำเลยที่ 3 เกี่ยวเนื่องกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งฎีกาขึ้นมาประกอบกับโจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นตัวการ ซึ่งการวินิจฉัยฎีกาโจทก์จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นก่อนว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 หรือไม่ จึงเป็นข้อที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลฎีกาสามารถวินิจฉัยข้อนี้ได้ แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้ฎีกาขึ้นมาในข้อนี้ พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 คือจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เป็นคนนำยาเสพติดให้โทษซึ่งอยู่ในถุงที่อยู่ท้ายรถยนต์เอ็นวีไปส่งให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นเพียงลูกจ้างจำเลยที่ 1 โดยเป็นเสมียนอยู่ภายในปั๊มน้ำมันเกิดเหตุ ไม่น่าที่จำเลยที่ 1 จะวางใจถึงขนาดบอกให้ล่วงรู้ว่า ถุงที่จำเลยที่ 1 สั่งให้ไปมอบแก่เจ้าพนักงานตำรวจที่มาล่อซื้อยาเสพติดให้โทษจะเป็นถุงที่บรรจุยาเสพติด อีกทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ก็ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

อนึ่ง วัตถุออกฤทธิ์ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายในคดีนี้คือเมทแอมเฟตามีน ซึ่งภายหลังการกระทำความผิดได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กำหนดในบัญชีท้ายประกาศฉบับดังกล่าวให้เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 มีผลให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66 ซึ่งต่อมามีการแก้ไขโดยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 แต่โทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 เบากว่าโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษทั้ง 2 ฉบับ จึงต้องใช้พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณ และที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเหมาะสมแล้วจึงไม่มีเหตุจะกำหนดโทษให้เบาลงตามฎีกาของจำเลยที่ 6 ฎีกาของจำเลยที่ 6 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางเกษแก้ว หมีทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5881/2548
#266418
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เปิดทางภาระจำยอมและอ้างว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเนื่องจากที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมไม่มีทางออกสู่สาธารณะ เป็นคำฟ้องให้ศาลเลือกวินิจฉัยจากพยานหลักฐานว่า เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็น ก็สามารถพิพากษาบังคับให้เปิดทางในฐานะทางจำเป็นได้ด้วย เมื่อที่ดินโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ โจทก์ย่อมผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็น

การที่จำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าการใช้ทางจำเป็นของโจทก์เป็นการทำละเมิดทำให้จำเลยเสียหายและจำเลยขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์และเรียกค่าเสียหายมาด้วย ถือได้ว่าจำเลยได้ฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนอันเกิดจากการใช้ทางจำเป็นมาด้วยแล้ว ศาลจึงกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทกว้าง 4 เมตร ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 29 หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งคาโงก อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา ของจำเลยเป็นทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอมแก่โจทก์ ให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนเสาไม้และต้นมะพร้าว สิ่งกีดขวางทางเข้าออกในที่ดินของจำเลยออกและให้โจทก์ใช้ทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้ตามปกติ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ทางพิพาทมิใช่ทางภาระจำยอม การที่โจทก์ใช้รถยนต์โดยสารขนาดเล็กแล่นผ่านทางพิพาทตลอด เป็นการละเมิดต่อจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายขาดประโยชน์จากการใช้ทางพิพาทส่วนที่ผ่านที่ดินของจำเลยมีขนาดกว้าง 2.30 เมตร ยาวประมาณ 88 เมตร เดือนละ 2,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะหยุดใช้ทางพิพาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 29 หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งคาโงก อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา ของจำเลยเป็นภาระจำยอมกว้าง 2.30 เมตร ให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนเสาไม้ ต้นมะพร้าว และสิ่งกีดขวางออกจากทางพิพาท ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังไม่ได้ว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ฟ้องในลักษณะขอให้เปิดทางภาระจำยอมและอ้างว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นเนื่องจากที่ดินของโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมไม่มีทางออกสู่สาธารณะ จึงเป็นคำฟ้องให้ศาลเลือกวินิจฉัยเอาจากพยานหลักฐานว่า เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นก็สามารถพิพากษาบังคับให้เปิดทางในฐานะทางจำเป็นได้ด้วย ทั้งโจทก์ได้กล่าวแก้ไว้ในคำแก้อุทธรณ์และกล่าวไว้ในฎีกาเกี่ยวกับทางจำเป็น ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ โจทก์ย่อมผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็น การที่จำเลยปิดกั้นทางพิพาทที่โจทก์เคยใช้รถยนต์โดยสารเข้าออกสู่ทางสาธารณะมาโดยตลอดจนทำให้โจทก์ไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้ย่อมไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1349 และเนื่องจากจำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าการใช้ทางของโจทก์เป็นการทำละเมิดทำให้จำเลยเสียหายจำเลยขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์และเรียกค่าเสียหายมาด้วย ถือได้ว่าจำเลยได้ฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนอันเกิดจากการใช้ทางจำเป็นมาด้วย จึงกำหนดค่าทดแทนให้เป็นเงินเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะหมดความจำเป็นต้องใช้ทางพิพาท

พิพากษากลับเป็นว่า ทางพิพาทขนาดกว้าง 2.30 เมตร ในที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 29 หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งคาโงก อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา ของจำเลยเป็นทางจำเป็น ให้จำเลยรื้อถอนเสาไม้ ต้นมะพร้าวและสิ่งกีดขวางออกจากพิพาทและทำทางพิพาทให้โจทก์ใช้รถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณะตามเดิม ให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าโจทก์จะหมดความจำเป็นใช้ทางพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิลัย ว่องปลูกศิลป์
จำเลย — นางเบี๋ยน ไชยทุม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — นายจักรชัย ศรีบวรมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสิริรัตน์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
โนรี จันทร์ทร
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2548
#266446
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกันในบ้านพิพาท คดีนี้โจทก์จำเลยต่างฟ้องขอให้ขับไล่ซึ่งกันและกัน ทั้งจำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้เงินค่าบ้านพิพาทมาด้วย ถือได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าของรวมเรียกให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวม แต่การให้รื้อถอนบ้านพิพาทย่อมทำให้สภาพบ้านเสียหาย ไม่เป็นผลดีแก่ทั้งสองฝ่ายแต่อย่างใด ทั้งการให้นำเฉพาะบ้านพิพาทออกประมูลขายทอดตลาดย่อมจะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียประโยชน์โดยไม่เป็นธรรม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินที่ปลูกบ้านพิพาทตามสัญญาเช่าที่โจทก์ทำไว้กับบุคคลภายนอก บ้านพิพาทจึงควรตกเป็นของโจทก์ โดยให้จำเลยได้รับแต่ส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งของราคาบ้านพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านเลขที่ 464/18 ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 600 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกจากบ้านของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้มีคำสั่งว่าบ้านตามฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้ ขอให้บังคับให้โจทก์คืนเงินค่าใช้จ่ายที่จำเลยใช้ในการปลูกบ้านตามฟ้องจำนวน 400,000 บาท หรือให้จำเลยมีสิทธิรื้อถอนบ้านพิพาทออกจากที่ดินที่โจทก์เช่าจากวัดช่างเหล็ก

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 464/18 ซอยริมคลองชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ของจำเลยออกจากที่ดินซึ่งโจทก์เช่าจากวัดช่างเหล็ก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกันในบ้านพิพาท เมื่อคดีนี้โจทก์จำเลยต่างฟ้องขอให้ขับไล่ซึ่งกันและกัน ทั้งจำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้เงินค่าบ้านพิพาทมาด้วย ถือได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าของรวมเรียกให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวม แต่การให้รื้อถอนบ้านพิพาทย่อมทำให้สภาพบ้านเสียหาย ไม่เป็นผลดีแก่ทั้งสองฝ่ายแต่อย่างใด ทั้งการให้นำเฉพาะบ้านพิพาทออกประมูลขายทอดตลาด ย่อมจะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์โดยไม่เป็นธรรม เมื่อข้อเท็จจริงในคดีได้ความว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินที่ปลูกบ้านพิพาทตามสัญญาเช่าที่ดินที่โจทก์ทำไว้กับวัดช่างเหล็ก บ้านพิพาทจึงควรตกเป็นของโจทก์ คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งเรียกบ้านพิพาทโดยตีราคาบ้านพิพาท 400,000 บาท ซึ่งโจทก์ก็ได้ฎีการับว่าบ้านพิพาทมีราคา 400,000 บาท จริง เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์เพียงกึ่งหนึ่ง จึงควรพิพากษาให้จำเลยได้รับแต่ส่วนแบ่งบ้านพิพาทกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 200,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า บ้านพิพาทเป็นของโจทก์ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านพิพาท ให้โจทก์ชำระราคาบ้านพิพาทให้แก่จำเลยจำนวน 200,000 บาท คำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1357 ม. 1363 ม. 1364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพันธ์ทิพย์ ชูสวัสดิ์
จำเลย — นางพัฒนา ใหญ่สง่าหรือชูสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุริยา พวงจันทร์แดง
ศาลอุทธรณ์ — นายปิ่น ศรีเมือง
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา