คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6121/2548
#272459
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท รอการลงโทษจำคุกไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้เป็นจำคุก 6 เดือนไม่รอการลงโทษเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงประการเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสูงขึ้นด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดโทษจำคุกข้อหาความผิดดังกล่าวสูงขึ้น จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาลขาย และข้อหามีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาทำไม้ ตั้งโรงงานแปรรูปไม้และแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง, 74 ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้แดงและไม้สะเดาจำนวน 12 ท่อน ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 73 วรรคสอง (2) ฐานมีไม้แปรรูปรวมปริมาตรไม้เกิน 2 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต) อีกกระทงหนึ่งด้วย จำคุก 1 ปี ส่วนความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 9 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ ริบไม้แปรรูป 125 แผ่นของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานมีไม้แปรรูป รวมปริมาตรไม้เกิน 2 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่งชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่ามีการคัดสำเนาประกาศรัฐมนตรีกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ไว้ในท้องที่เกิดเหตุและจำเลยทราบประกาศนั้นแล้ว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งแล้วว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรได้ออกประกาศให้กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตลอดเขตท้องที่จังหวัดทุกจังหวัด โดยมีการคัดสำเนาประกาศไว้ในท้องที่เกิดเหตุและจำเลยได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดดังกล่าวย่อมฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวตามฟ้อง และเมื่อข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น มาตรา 73 วรรคสอง (2) กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกเพียง 1 ปี ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยโจทก์ไม่จำต้องนำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้รอการลงโทษในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาลขาย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้เพราะเห็นว่าต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้รอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษ เป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีการับวินิจฉัยและเห็นว่าปริมาณไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด รวมปริมาตร 3.64 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างมาก สร้างความเสียหายแก่ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศชาติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงร้ายแรง ทั้งข้อหาความผิดฐานมีไม้แปรรูปฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษซึ่งเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษในข้อหาความผิดนี้เช่นกัน ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปฯ นั้น โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงประการเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสูงขึ้นด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดโทษจำคุกข้อหาความผิดดังกล่าวสูงขึ้น จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปฯ ให้ลงโทษจำเลย จำคุก 4 เดือน ลงโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว รวมจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 219 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายจำนงค์ ปานช้าง
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6109/2548
#268203
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยปักเสาและทำกำแพงคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แม้จะมีคำขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกไปและทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การว่า จำเลยกั้นรั้วล้อมรอบที่ดินของจำเลยเอง มิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ตามคำฟ้องและคำให้การมีประเด็นโต้เถียงความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลักดังนั้น ตามคำฟ้องที่ขอให้จำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกไปและทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม จึงเป็นผลอันเนื่องมาจากว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ เพราะศาลจะบังคับตามคำขอนี้ได้ก็ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของฝ่ายใด จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15192 ตำบลห้วยทราย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 13 ไร่ 3 งาน 25 ตารางวา ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์อยู่ทางทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์ โดยมีทางสาธารณะคั่นกลาง เมื่อเดือนธันวาคม 2541 จำเลยได้ปักเสาและทำกำแพงคอนกรีตข้ามทางสาธารณประโยชน์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ประมาณ 4 เมตร ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ได้ หากโจทก์นำที่ดินดังกล่าวออกให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท โจทก์คิดค่าเสียหายจากจำเลยนับแต่วันที่บุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,500 บาท ขอให้จำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกไปจากที่ดินของโจทก์ และทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทำการรื้อถอนโดยจำเลยเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 2,500 บาท และให้ใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนกำแพงออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยยื่นคำให้การว่า จำเลยไม่ได้บุกรุกที่ดินโจทก์ แต่กั้นรั้วล้อมรอบที่ดินของจำเลยเอง ซึ่งเป็นที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 24 มิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 1,000 บาท แทนจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า อุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ต้องถือว่าคำขอให้ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทเป็นคำขอหลักหรือคำขอประธาน จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แม้จะมีการคิดค่าเช่าหรือตีราคาที่ดินพิพาทในภายหลังรวมราคาทุนทรัพย์ 6,900 บาท ก็เป็นเพียงคำขอต่อเนื่องจากคำขอหลักซึ่งเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ คดีโจทก์ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยปักเสาและทำกำแพงคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีคำขอบังคับให้จำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกไปจากที่ดินพิพาท และทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม อันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยกั้นรั้วล้อมรอบที่ดินของจำเลยเอง ซึ่งเป็นที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 24 มิได้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ จึงเห็นได้ว่าทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยเป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยมีประเด็นข้อพิพาทเป็นเรื่องโต้เถียงความเป็นเจ้าของกันในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตออกไปจากที่ดินพิพาทและทำให้ที่ดินกลับคืนสู่สภาพเดิม จึงเป็นผลอันเนื่องมาจากว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ เพราะศาลจะบังคับตามคำขอนี้ได้ก็ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นของฝ่ายใด คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลำภูมิ จันทร์ทอง
จำเลย — นางสุนันท์ แสงประไพ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติอนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6107/2548
#266498
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนอันถึงที่สุดแล้วนั้น โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีก่อนร่วมกันรับผิดกับบริษัท ร. ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยอื่นในคดีก่อน ในฐานะที่จำเลยคดีนี้เป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 60775 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน และคดีก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยคดีนี้และจำเลยที่ 1 กับจำเลยอื่นในคดีก่อนร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินดังกล่าวและที่ดินจำนองของจำเลยอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามในคดีก่อนชำระจนครบถ้วน

ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12981 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยจำนองเป็นประกันเพิ่มหลักทรัพย์ให้แก่โจทก์ โดยมีคำขอบังคับว่าหากจำเลยไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองตามคำพิพากษาในคดีก่อน ขอให้บังคับจำนองที่ดินในคดีนี้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีก่อน หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ขอให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

ดังนี้เมื่อที่ดินที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำนองแก่จำเลยในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นคนละแปลงกัน แม้จำเลยจะจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ที่บริษัท ร. จะต้องชำระแก่โจทก์รายเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ที่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดคดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยแตกต่างกันกล่าวคือ คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12981 พร้อมสิ่งปลูกสร้างประกันหนี้ที่บริษัท ร. จะต้องรับผิดชำระตามคำพิพากษาในคดีก่อนและโจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้หรือไม่ ส่วนคดีก่อนมีประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยค้ำประกันและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 60775 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ประกันหนี้ที่บริษัท ร. จะต้องชำระแก่โจทก์ตามฟ้องและจำเลยจะต้องร่วมกับจำเลยอื่นในคดีก่อนรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ด้วยหรือไม่ กรณีจึงมิใช่เรื่องที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันจะต้องด้วยลักษณะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอันถึงที่สุด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยหากจำเลยไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1729/2545 ขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12981 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บนที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเพิ่มหลักทรัพย์ไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ดังกล่าว หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ขอให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมาย จึงงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1729/2545 ของศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1729/2545 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนอันถึงที่สุดแล้วนั้นโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีก่อนร่วมกันรับผิดกับบริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์ จำกัด ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยอื่นในคดีก่อนในฐานะที่จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 60775 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน และคดีก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยคดีนี้และจำเลยที่ 1 กับจำเลยอื่นในคดีก่อนร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินดังกล่าวและที่ดินจำนองของจำเลยอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามในคดีก่อนชำระจนครบถ้วน ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12981 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่จำเลยจำนองเป็นประกันเพิ่มหลักทรัพย์ให้แก่โจทก์ โดยมีคำขอบังคับว่าหากจำเลยไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองตามคำพิพากษาในคดีก่อน ขอให้บังคับจำนองที่ดินในคดีนี้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีก่อน หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ขอให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่เมื่อที่ดินที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำนองแก่จำเลยในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นคนละแปลงกัน แม้จำเลยจะจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นการประกันหนี้ที่บริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์ จำกัด จะต้องชำระแก่โจทก์รายเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ที่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดคดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยแตกต่างกัน กล่าวคือ คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12981 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ประกันหนี้ที่บริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์ จำกัด จะต้องรับผิดชำระตามคำพิพากษาในคดีก่อนและโจทก์ยังมิได้รับชำระหรือไม่ ส่วนคดีก่อนมีประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยค้ำประกันและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 60775 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ประกันหนี้ที่บริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์ จำกัด จะต้องชำระแก่โจทก์ตามฟ้องและจำเลยจะต้องร่วมกับจำเลยอื่นในคดีก่อนรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ด้วยหรือไม่ กรณีจึงมิใช่เรื่องที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันจะต้องด้วยลักษณะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ดังความเห็นของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอันถึงที่สุดหมายเลขแดงที่ 1729/2545 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เนื่องจากตามคำฟ้องและคำให้การมีประเด็นพิพาทอื่นที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัย กรณีสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไปตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 290 ม. 733
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์เพทาย จำกัด
จำเลย — นางวิไล เล้ารัตนโกมุท หรือนางฐานันท์ ม่วงศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวมาลี เตชะจันตะ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6107/2548
#268248
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีก่อนร่วมกันรับผิดกับจำเลยอื่นในฐานที่จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินดังกล่าวและที่ดินจำนองของจำเลยอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามในคดีก่อนชำระจนครบถ้วนคดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำนองที่ดินอีกแปลงหนึ่งที่จำเลยจำนองเป็นประกันเพิ่มหลักทรพัยืให้แก่โจทก์ โดยมีคำขอบังคับว่าหากจำเลยไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองตามคำพิพากษาในคดีก่อน ขอให้บังคับจำนองที่ดินในคดีนี้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีก่อน เมื่อที่ดินที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำนองเป็นคนละแปลงกัน แม้จำเลยจะจดทะเบียนจำนองเป็นการประกันหนี้รายเดียวกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ที่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดคดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยแตกต่างกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมใช้ชื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้โอนสิทธิและหน้าที่รวมทั้งหลักประกันทั้งหลายที่มีอยู่กับจำเลยในคดีนี้ทั้งหมดให้แก่โจทก์ตามนโยบายการแก้ไขสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เดิมบริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์ จำกัด เป็นลูกหนี้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขามหาพฤฒาราม โดยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารดังกล่าว เป็นจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย มีจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 60775 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ประกันหนี้ดังกล่าวของบริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์ จำกัด และต่อมาจำเลยได้เพิ่มจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12981 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เฉพาะส่วนของจำเลยเพื่อประกันหนี้ที่ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 60775 ดังกล่าวแก่โจทก์ กับบริษัทเอกชัย โฮม เพลส จำกัด ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 99777 เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของบริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์ จำกัด ด้วย ต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องบริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์ จำกัด จำเลย กับบริษัทเอกชัยโฮม เพลส จำกัด เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ให้ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองดังกล่าวแก่โจทก์ โดยโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำนองเฉพาะแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 60775 มิได้ฟ้องบังคับจำนองแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 12981 ของจำเลยด้วย คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 60775 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 99777 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบตามคำพิพากษาคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 1729/2545 แต่โจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ในคดีดังกล่าวและทรงสิทธิที่จะบังคับจำนองแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 12981 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยได้อีก โจทก์ได้บอกกล่าวให้บริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์ จำกัด จำเลยกับบริษัทเอกชัย โฮม เพลส จำกัด ชำระหนี้แล้ว แต่เพิกเฉย ขอให้บังคับหากจำเลยไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1729/2545 ขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12981 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บนที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองเป็นประกันเพิ่มหลักทรัพย์ไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ดังกล่าว หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ขอให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้มีประเด็นที่จำต้องวินิจฉัยโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่าบริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์จำกัด เป็นหนี้เงินกู้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด อันเป็นประเด็นสำคัญเดียวกันกับคดีก่อนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1729/2545 ของศาลชั้นต้น ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมาย จึงงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1729/2545 ของศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1729/2545 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนอันถึงที่สุดแล้วนั้นโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีก่อนร่วมกันรับผิดกับบริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์ จำกัด ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยอื่นในคดีก่อนในฐานะที่จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 60775 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน และคดีก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้จำเลยคดีนี้และจำเลยที่ 1 กับจำเลยอื่นในคดีก่อนร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินดังกล่าวและที่ดินจำนองของจำเลยอื่นออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามในคดีก่อนชำระจนครบถ้วนรายละเอียดปรากฏตามคำพิพากษาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 20 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12981 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่จำเลยจำนองเป็นประกันเพิ่มหลักทรัพย์ให้แก่โจทก์ โดยมีคำขอบังคับว่าหากจำเลยไม่ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองตามคำพิพากษาในคดีก่อนขอให้บังคับจำนองที่ดินในคดีนี้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีก่อน หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ขอให้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่เมื่อที่ดินที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำนองแก่จำเลยในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นคนละแปลงกัน แม้จำเลยจะจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นการประกันหนี้ที่บริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์ จำกัด จะต้องชำระแก่โจทก์รายเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ที่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดคดีนี้กับคดีก่อนมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยแตกต่างกันกล่าวคือ คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12981 พร้อมสิ่งปลูกสร้างประกันหนี้ที่บริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์ จำกัด จะต้องรับผิดชำระตามคำพิพากษาในคดีก่อนและโจทก์ยังมิได้รับชำระหรือไม่ ส่วนคดีก่อนมีประเด็นตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยค้ำประกันและจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 60775 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ประกันหนี้ที่บริษัทรุ่งเรืองนิเวศน์ จำกัด จะต้องชำระแก่โจทก์ตามฟ้องและจำเลยจะต้องร่วมกับจำเลยอื่นในคดีก่อนรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ด้วยหรือไม่ กรณีจึงมิใช่เรื่องที่คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันจะต้องด้วยลักษณะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ดังความเห็นของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนอันถึงที่สุดหมายเลขแดงที่ 1729/2545 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เนื่องจากตามคำฟ้องและคำให้การมีประเด็นพิพาทอื่นที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัย กรณีสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไปตามรูปคดี"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไป ค่าธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์เพทาย จำกัด
จำเลย — นางวิไล เล้ารัตนโกมุท หรือนางฐานันท์ ม่วงศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6094/2548
#272457
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 216 และ 225 วางหลักไว้ว่า ฎีกาทุกฉบับต้องมีข้อคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ แต่ฎีกาของจำเลยเพียงบรรยายว่าเหตุผลที่จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์ทั้งหมดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อปลีกย่อยไร้สาระนั้น จำเลยเห็นว่าล้วนแล้วแต่จะเป็นแก่นสาระน่าตั้งเป็นข้อสังเกตถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าได้ดำเนินการไปอย่างสุจริตโปร่งใสหรือไม่ และมีคำขอในท้ายฎีกาเพียงขอให้ศาลฎีกาให้ความเป็นธรรมแก่จำเลย ฎีกาของจำเลยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดขึ้นคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใดอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และคืนธนบัตรจำนวน 100 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน คืนธนบัตรจำนวน 100 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 และมาตรา 225 วางหลักไว้ว่าฎีกาทุกฉบับต้องมีข้อคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ แต่ฎีกาของจำเลยเพียงบรรยายว่า เหตุผลที่จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์ทั้งหมดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อปลีกย่อยไร้สาระนั้นจำเลยเห็นว่าล้วนแล้วแต่จะเป็นแก่นสาระน่าตั้งเป็นข้อสังเกตถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าได้ดำเนินการไปอย่างสุจริตโปร่งใสหรือไม่ และมีคำขอในท้ายฎีกาเพียงขอให้ศาลฎีกาให้ความเป็นธรรมแก่จำเลย ฎีกาของจำเลยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดขึ้นคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือกล่าวอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายในข้อใดอย่างไรจึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมายข้างต้นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ม. 216 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายประดุงศักดิ์ พิมพ์ภาค
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6087/2548
#272441
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้เป็นหน่วยงานราชการครอบครองต้นฉบับเอกสารอยู่แล้ว ได้นำส่งสำเนาเอกสารอันเกิดจากการรับรองความถูกต้องของเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานของรัฐ จึงรับฟังเอกสารที่เจ้าหนี้ส่งเป็นพยานเอกสารได้

เจ้าหนี้ได้มีหนังสือเตือนให้ลูกหนี้ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. นำเงินภาษีอากรไปชำระตามแบบแจ้งการประเมินจำนวน 2 ครั้ง โดยลูกหนี้ได้รับหนังสือเตือนแล้ว เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดในหนี้ภาษีอากรของห้าง นับจากวันที่ลูกหนี้ได้รับหนังสือเตือนครั้งแรกวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 24 พฤษภาคม 2543 หนี้ดังกล่าวจึงยังไม่ขาดอายุความ 10 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 และมูลหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวเป็นมูลหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด จึงไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ และเป็นหนี้ที่หุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ผิดนัดชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1070 ประกอบมาตรา 1077 (2) โดยเจ้าหนี้ไม่จำต้องไปใช้สิทธิเรียกร้องเอากับลูกหนี้ตามมาตรา 55 แห่ง ป.วิ.พ. แต่อย่างใด กรณีไม่ต้องด้วย มาตรา 88 และ 89 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ เพราะเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิดำเนินคดีกับตัวลูกหนี้โดยตรงแล้ว

การใช้อำนาจตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 12 สั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้นำออกขายทอดตลาดเพื่อหักชำระหนี้ภาษีได้นั้น เป็นกระบวนการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหนี้ และลูกหนี้มิได้โต้แย้งจำนวนหนี้ค่าภาษีอากรที่เจ้าหนี้ได้แจ้งการประเมินเรียกให้ลูกหนี้ชำระแต่อย่างใด จึงไม่ได้มีปัญหาที่ศาลจะบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 12 แห่ง ป.รัษฎากรฯ ที่จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2542

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภาษีอากรเป็นเงิน 479,424 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดให้บรรดาเจ้าหนี้และลูกหนี้มาตรวจคำขอรับชำระหนี้แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า ควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าภาษีอากรเป็นเงินจำนวน 479,424 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130 (7) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เต็มตามขอ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของลูกหนี้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ลูกหนี้มิได้โต้แย้งจำนวนหนี้ค่าภาษีอากรที่เจ้าหนี้ได้แจ้งการประเมินเรียกให้ลูกหนี้ชำระแต่อย่างใด คงอุทธรณ์โต้แย้งในปัญหาเกี่ยวกับเอกสารที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้พิจารณาวินิจฉัยไว้ในความเห็นแล้วว่าเจ้าหนี้เป็นหน่วยงานราชการครอบครองต้นฉบับเอกสารอยู่แล้ว ได้นำส่งสำเนาเอกสารอันเกิดจากการรับรองความถูกต้องของเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานของรัฐ จึงรับฟังเอกสารที่เจ้าหนี้ส่งเป็นพยานเอกสารได้ กรณีไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานเอกสารในสำนวนดังข้อโต้แย้งของลูกหนี้ ส่วนในปัญหาเรื่องหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้พิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้แจ้งการประเมินให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์ทราบก่อนแล้ว แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้จึงได้มีหนังสือเตือนให้ลูกหนี้ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์นำเงินภาษีอากรไปชำระตามแบบแจ้งการประเมินจำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรกลูกหนี้เป็นผู้รับหนังสือเองเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2537 มีผู้รับหนังสือไว้แทน เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดในหนี้ภาษีอากรของห้างซึ่งลูกหนี้ได้รับหนังสือเตือนให้มาชำระหนี้โดยชอบแล้วเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 นับถึงวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 24 พฤษภาคม 2543 หนี้ดังกล่าวจึงยังไม่ขาดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 และมูลหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวเป็นมูลหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด จึงไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และเป็นหนี้ที่หุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์ผิดนัดชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070 ประกอบมาตรา 1077 (2) โดยเจ้าหนี้ไม่จำต้องไปใช้สิทธิเรียกร้องเอากับลูกหนี้ตามมาตรา 55 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังข้อโต้แย้งของลูกหนี้แต่อย่างใด กรณีดังกล่าวไม่ต้องด้วยมาตรา 88 และ 89 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ด้วยเหตุที่ว่าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิดำเนินคดีกับตัวลูกหนี้โดยตรงตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แล้ว ส่วนการที่เจ้าหนี้ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 สั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้นำออกขายทอดตลาดเพื่อหักชำระหนี้ภาษีได้นั้น เป็นกระบวนการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหนี้ และลูกหนี้มิได้โต้แย้งจำนวนหนี้ค่าภาษีอากรที่เจ้าหนี้ได้แจ้งการประเมินเรียกให้ลูกหนี้ชำระแต่อย่างใด จึงไม่ได้มีปัญหาที่ศาลจะบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากรที่จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ดังอุทธรณ์ลูกหนี้ อุทธรณ์ลูกหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 264
ป.พ.พ. ม. 1070 ม. 1077 (2)
ป.รัษฎากร ม. 12
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 88 ม. 89 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
เจ้าหนี้ — กรมสรรพากร
นายศักรินทร์หรืออาทิตย์
จำเลย — สุขศิวานันท์
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6085/2548
#266419
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้วอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านแต่ผู้เดียวตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 ทรัพย์สินของลูกหนี้ที่รวบรวมในคดีนี้ผู้คัดค้านได้มาจากการอายัดเงินฝากของลูกหนี้ที่ธนาคารกับเงินตามคำพิพากษาตามยอมและค่าขึ้นศาลในคดีแพ่ง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยการร้องขอให้ยึด อายัด หรือชี้ช่องให้รับเงินแต่ประการใด การที่โจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นการใช้สิทธิทางศาลให้มีการนำกระบวนการทางกฎหมายมาจัดการกับทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของลูกหนี้ มิใช่กระทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดหรือไม่เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาเอาความจริงจากข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่าโจทก์นำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จหรือแกล้งให้ศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ใช้อำนาจบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ ถือว่าผู้คัดค้านได้ใช้ดุลพินิจดำเนินการอายัดและรับเงินของลูกหนี้เอง ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 155 และ 179 (3) ที่จะออกคำสั่งให้โจทก์ต้องนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2545 ลูกหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีถึงที่สุด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2547 ผู้คัดค้านได้แจ้งให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมร้อยละ 3.5 ของเงินที่ผู้คัดค้านรวบรวมได้จากลูกหนี้ (7,767,370.96 บาท) และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมเป็นเงิน 280,000 บาท มาวางต่อผู้คัดค้าน มิฉะนั้นจะรายงานศาลเพื่อออกหมายบังคับคดีเอาแก่โจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 ขอให้ผู้คัดค้านมีคำวินิจฉัยเรื่องค่าธรรมเนียมอีกครั้ง ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านไม่ถูกต้องเพราะความรับผิดในค่าธรรมเนียม ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 155 นั้น โจทก์รับผิดชอบเป็นผู้ทดรองจ่ายเท่านั้น เมื่อผู้คัดค้านรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ได้แล้วก็จะต้องคืนเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายไป โดยจ่ายจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ การรวบรวมเงินในคดีนี้เกิดขึ้นโดยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้คัดค้านมิได้เกิดจากการร้องขอให้ยึด อายัด หรือชี้ช่องของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดกระบวนการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในการฟ้องลูกหนี้ต่อศาล แต่กระทำไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย แม้ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 (3) จะให้คิดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายก็ควรหักจากเงินที่รวบรวมได้เพราะเป็นค่าธรรมเนียมอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คัดค้านตามกฎหมาย และลูกหนี้มีส่วนรับผิดเพราะต้องผูกพันตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้วผู้คัดค้านต้องรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ ลูกหนี้อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คดีถึงที่สุด คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดย่อมสิ้นผลไป บรรดากิจการที่ได้ดำเนินไปย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม เงินที่ผู้คัดค้านได้รับมาต้องคืนแก่ลูกหนี้และถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายที่จะนำมาใช้จ่ายได้ โจทก์ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 155 ผู้คัดค้านต้องคืนเงินที่รับมาเพราะไม่มีการจำหน่าย จึงต้องคิดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินนั้นตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 179 (3) ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำสั่งของผู้คัดค้านที่สั่งให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 280,000 บาท ไปชำระต่อผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า โจทก์มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องชำระค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้วอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินย่อมเป็นของผู้คัดค้านแต่ผู้เดียวตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 ได้ความจากคำคัดค้านของผู้คัดค้านว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ผู้คัดค้านรวบรวมมาจำนวนดังกล่าวข้างต้นนั้น ผู้คัดค้านได้มาจากการอายัดเงินฝากของลูกหนี้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) กับรับเงินตามคำพิพากษาตามยอมและค่าขึ้นศาลในคดีแพ่งของศาลแพ่ง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยการร้องขอให้ยึด อายัด หรือชี้ช่องให้รับเงินแต่ประการใด ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาก่อให้เกิดคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ซึ่งมีผลให้ผู้คัดค้านมีอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ แต่เมื่อเงินที่ผู้คัดค้านรวบรวมไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายต้องส่งคืนไปโดยไม่มีการจำหน่ายเพราะศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ผู้คัดค้านจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้โจทก์รับผิดนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระต่อผู้คัดค้านตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 155, 179 (3) นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นการใช้สิทธิทางศาลให้มีการนำกระบวนการทางกฎหมายมาจัดการกับทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของลูกหนี้ มิใช่กระทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดหรือไม่เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาเอาความจริงจากข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่าโจทก์นำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จหรือแกล้งให้ศาลหรือผู้คัดค้านใช้อำนาจบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านได้ใช้ดุลพินิจดำเนินการอายัดและรับเงินของลูกหนี้เอง ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ที่จะออกคำสั่งให้โจทก์ต้องนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระต่อผู้คัดค้านได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 155 ม. 179 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทสหวิริยาซิสเท็ม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวิญญู พิชัย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6085/2548
#268415
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นการใช้สิทธิทางศาลให้นำกระบวนทางกฎหมายมาจัดการกับทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาเอาความจริงจากข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงถือว่าผู้คัดค้านได้ใช้ดุลพินิจดำเนินการอายัดและรับเงินของลูกหนี้เอง ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ที่จะออกคำสั่งให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระต่อผู้คัดค้านได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2548 ลูกหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีถึงที่สุด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2547 ผู้คัดค้านได้แจ้งให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมร้อยละ 3.5 ของเงินที่ผู้คัดค้านรวบรวมได้จากลูกหนี้ (7,767,370.96 บาท) และค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมเป็นเงิน 280,000 บาท มาวางต่อผู้คัดค้าน มิฉะนั้นจะรายงานศาลเพื่อออกหมายบังคับคดีเอาแก่โจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 ขอให้ผู้คัดค้านมีคำวินิจฉัยเรื่องค่าธรรมเนียมอีกครั้ง ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านไม่ถูกต้อง เพราะความรับผิดในค่าธรรมเนียม ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 155 นั้น โจทก์รับผิดชอบเป็นผู้ทดรองจ่ายเท่านั้น เมื่อผู้คัดค้านรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ได้แล้วก็จะต้องคืนเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายไป โดยจ่ายจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ การรวบรวมเงินในคดีนี้เกิดขึ้นโดยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้คัดค้านมิได้เกิดจากการร้องขอให้ยึด อายัดหรือชี้ช่องของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์เป็นผู้ก่อให้เกิดกระบวนการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในการฟ้องลูกหนี้ต่อศาล แต่กระทำไปเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (3) จะให้คิดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายก็ควรหักจากเงินที่รวบรวมได้เพราะเป็นค่าธรรมเนียมอันเกิดจากการปฎิบัติหน้าที่ของผู้คัดค้านตามกฎหมายและลูกหนี้มีส่วนรับผิดเพราะต้องผูกพันตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้วผู้คัดค้านต้องรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ ลูกหนี้อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คดีถึงที่สุด คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดย่อมสิ้นผลไป บรรดากิจการที่ได้ดำเนินไปย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม เงินที่ผู้คัดค้านได้รับมาต้องคืนแก่ลูกหนี้และถือไม่ได้ว่าเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายที่จะนำมาใช้จ่ายได้ โจทก์ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 155 ผู้คัดค้านต้องคืนเงินที่รับมาเพราะไม่มีการจำหน่าย จึงต้องคิดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินนั้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (3) ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำสั่งของผู้คัดค้านที่สั่งให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 280,000 บาท ไปชำระต่อผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นที่ยุติว่า หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว ผู้คัดค้านรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ได้เงินจำนวน 7,767,370.96 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คดีถึงที่สุด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า โจทก์มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องชำระค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้วอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินย่อมเป็นของผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ได้ความจากคำคัดค้านของผู้คัดค้านว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ผู้คัดค้านรวบรวมมาจำนวนดังกล่าวข้างต้นนั้น ผู้คัดค้านได้มาจากการอายัดเงินฝากของลูกหนี้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) กับรับเงินตามคำพิพากษาตามยอมและค่าขึ้นศาลในคดีแพ่งของศาลแพ่ง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยการร้องขอให้ ยึด อายัด หรือชี้ช่องให้รับเงินแต่ประการใด ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาก่อให้เกิดคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ซึ่งมีผลให้ผู้คัดค้านมีอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ แต่เมื่อเงินที่ผู้คัดค้านรวบรวมไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายต้องส่งคืนไปโดยไม่มีการจำหน่ายเพราะศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ผู้คัดค้านจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้โจทก์รับผิดนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินสำหรับทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระต่อผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 155, 179 (3) นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นการใช้สิทธิทางศาลให้มีการนำกระบวนการทางกฎหมายมาจัดการกับทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของลูกหนี้ มิใช่กระทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดหรือไม่เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาเอาความจริงจากข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบและตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ นอกจากนี้ก็ยังไม่ปรากฏว่าโจทก์นำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จหรือแกล้งให้ศาลหรือผู้คัดค้านใช้อำนาจบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านได้ใช้ดุลพินิจดำเนินการอายัดและรับเงินของลูกหนี้เอง ผู้คัดค้านจึงไม่มีอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ที่จะออกคำสั่งให้โจทก์ต้องนำค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายมาชำระต่อผู้คัดค้านได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 155 ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทสหวิริยาซิสเต็ม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6060/2548
#268201
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงพิมพ์ข้อความมีหัวข้อข่าวว่า "แฉชัด ๆ "ชวน" บอกให้ปกปิด" ส่วนเนื้อข่าวมีข้อความว่า "ร้อยตำรวจเอกเฉลิมกล่าวว่า คดีบีบีซีเกิดขึ้น นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีการคดโกงธนาคารบีบีซี นายชวนหลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นทราบ ก็มีการบอกให้ปกปิดไว้อย่าพูดอะไร ตัวเองก็ยิ้มเงียบ อย่างนุ่มนวล รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์แต่ละคนผูกไทใส่สูทพูดเพราะอย่างเดียว สื่อมวลชนก็ชื่นชม..." ข้อความที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาลงพิมพ์ดังกล่าวมีความหมายธรรมดา ประชาชนทั่วไปเข้าใจความหมายได้ว่า โจทก์ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกระทำการโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ไม่ดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องทุจริตในธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด (มหาชน) หรือธนาคารบีบีซี ทั้ง ๆ ที่นายธารินทร์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้รายงานเรื่องการทุจริตดังกล่าวให้ทราบแล้ว แต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการทั้งยังบอกให้นายธารินทร์ปกปิดเรื่องการทุจริตไว้ไม่ให้เปิดเผย มีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เป็นการเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการอภิปรายในรัฐสภา และจำเลยที่ 2 มาลงพิมพ์โฆษณาเผยแพร่โดยมิได้เสริมแต่งข้อความหรือสอดแทรกความคิดเห็นก็ไม่ทำให้ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 13 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2540 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐด้วยข้อความว่า "คดีบีบีซีเกิดขึ้น นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีการคดโกงธนาคารบีบีซี นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นทราบ ก็มีการบอกว่าให้ปกปิดไว้ อย่าไปพูดอะไร ตัวเองก็ยิ้มเงียบๆ อย่างนุ่มนวล รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์แต่ละคนผูกไทใส่สูทพูดเพราะอย่างเดียว สื่อมวลชนก็ชื่นชม" และได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ในระหว่างบรรยายให้คณะสงฆ์ที่วัดสามพระยาฟังด้วยข้อความว่า "คดีบีบีซีนั้น เวลานี้นายชวน หลีกภัย ออกมาด่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทั้งๆ ที่ตัวเองรู้ว่ามีการกระทำผิดแต่กลับหมักหมมเอาไว้ ตัวเองและนายสมัคร สุนทรเวช จึงต้องมาต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ เฉลิมกับสมัคร รวมกันเมื่อไรก็เหมือน รักกับยม ไม่มีทางแพ้ เรื่องบีบีซี นั้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดำเนินการเต็มที่ รัฐบาลต้องการเอาทรัพย์สินของประเทศชาติกลับคืนมา รัฐบาลนี้จะทำอย่างตรงไปตรงมาว่าใครผิดบ้าง ไม่ให้เหมือนรัฐบาลประชาธิปัตย์ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทราบเรื่องแล้วรายงานให้นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีทราบ แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ คดีบีบีซีที่เกิดขึ้น คุณธารินทร์ รมว. คลัง รู้ว่ามีการคดโกง รายงานให้นายชวนทราบ คุณชวนก็บอกว่าให้ปกปิดไว้ อย่าไปพูดอะไร โดยตัวเองก็นั่งยิ้มเงียบๆ อย่างนุ่มนวล รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์แต่ละคนผูกไทใส่สูทพูดเพราะอย่างเดียว...รัฐบาลชวนกวาดขยะบีบีซีไว้ใต้พรมเมื่อเปิดดูก็กวาดจนฝุ่นฟุ้ง มาถึงรัฐบาลบิ๊กจิ๋วก็จะทำให้สะอาด ใครเอาเงินไปก็ต้องเอากลับมาคืนให้ได้" โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ตีพิมพ์คำสัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2540 การให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 และการเสนอข่าวคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามมีเจตนาหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามทำให้ผู้ฟังคำสัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 และผู้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เข้าใจว่า โจทก์ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กระทำการโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ดำเนินการสอบสวนหรือหาตัวผู้กระทำผิดเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ จำกัด (มหาชน) ทั้งๆ ที่นายธารินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นได้รายงานเรื่องการทุจริตดังกล่าวให้ทราบแล้วแต่โจทก์กลับเพิกเฉย ไม่ดำเนินการแต่ประการใด ทั้งยังบอกให้นายธารินทร์ปกปิดเรื่องการทุจริตไว้โดยมิให้ไปเปิดเผย ณ ที่ใด โจทก์มีพฤติกรรมเหมือนกวาดขยะซุกไว้ใต้พรมซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จทั้งสิ้น การให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 และการเสนอข่าวของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังจากผู้ฟังการให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 และจากประชาชนผู้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เหตุเกิดที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แขวงคลองตันเหนือ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และทุกแขวงทุกเขตทั่วกรุงเทพมหานคร และทุกตำบลทุกอำเภอทั่วราชอาณาจักร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 83 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ไทยโพสต์ เดลินิวส์ สยามโพสต์ และมติชน ติดต่อกันเป็นเวลา 15 วัน หากจำเลยทั้งสามไม่สามารถลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำเลยทั้งสามลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับอื่นตามที่โจทก์เป็นผู้กำหนด โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างนัดสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ตกลงกับโจทก์โดยยอมรับผิดและประกาศขอขมาโจทก์ โจทก์ยินยอมและขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ศาลอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทมาตรา 326) พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 46 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อพอได้ใจความในหนังสือพิมพ์ จำนวน 5 ฉบับ คือ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มติชน เดลินิวส์ ข่าวสด และแนวหน้า เป็นเวลาติดต่อกันฉบับละ 7 วัน ด้วยตัวอักษรขนาดเท่าหนังสือพิมพ์ทั่วไปที่เสนอข่าวเป็นปกติ โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวให้โจทก์เป็นผู้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นหรือฉบับอื่นแทนจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า ในขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าพรรคมวลชน เป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายวันออกจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 14 มีนาคม 2540 ได้ลงพิมพ์ข้อความในหน้า 17 มีหัวข้อข่าวว่า "แฉชัดๆ "ชวน" บอกให้ปกปิด" ส่วนเนื้อข่าวมีข้อความว่า "ร้อยตำรวจเอกเฉลิมกล่าวว่า คดีบีบีซีเกิดขึ้น นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีการคดโกงธนาคารบีบีซี นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นทราบ ก็มีการบอกให้ปกปิดไว้อย่าพูดอะไร ตัวเองก็ยิ้มเงียบๆ อย่างนุ่มนวล รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์แต่ละคนผูกไทใส่สูทพูดเพราะอย่างเดียวสื่อมวลชนก็ชื่นชม..." รายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.1 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์เพราะข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐดังกล่าวจำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการอภิปรายในรัฐสภาโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งรวมทั้งตัวโจทก์ด้วย เกี่ยวกับเรื่องการทุจริตคดโกงภายในธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ จำกัด (มหาชน) หรือธนาคารบีบีซี จนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในระบบธนาคารและทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่มั่นคง การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐบาลออกมาให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการตอบโต้ฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่นักการเมืองจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจะมีการให้สัมภาษณ์ตอบโต้กัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชนเป็นจำนวนมาก จำเลยที่ 2 ในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐจึงได้รายงานข้อเท็จจริงให้ประชาชนทั่วไปทราบทั้งข้อมูลของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน อันเป็นการทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณและตามปกติวิสัยของการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นและสื่อมวลชนทุกแขนงรวมทั้งวิทยุและโทรทัศน์ก็เสนอข่าวดังกล่าวด้วย โดยจำเลยที่ 2 มิได้แต่งเติมสอดแทรกความคิดเห็นอย่างอื่นไปในข่าวด้วยแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ลงข่าวตามเอกสารหมาย จ.1 จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 2 ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐตามเอกสารหมาย จ.1 ดังกล่าวมีความหมายธรรมดามิใช่มีความหมายพิเศษอันต้องแปลความเสียก่อนจึงจะเข้าใจความหมายได้ ประชาชนทั่วไปได้อ่านข้อความดังกล่าวก็เข้าใจความหมายได้ว่า โจทก์ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกระทำการโดยไม่ชอบด้วยหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ไม่ดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องทุจริตในธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ จำกัด (มหาชน) หรือธนาคารบีบีซี ทั้งๆ ที่นายธารินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้นได้รายงานเรื่องการทุจริตดังกล่าวให้ทราบแล้ว แต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการ ทั้งยังบอกให้นายธารินทร์ปกปิดเรื่องการทุจริตไว้ไม่ให้เปิดเผย ซึ่งเห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ย่อมทราบความหมายดังกล่าวดีกว่าประชาชนทั่วไป เพราะได้ประกอบอาชีพนักหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2507 และเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาตั้งแต่ปี 2527 และในฐานะเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จำเลยที่ 2 สามารถยับยั้งมิให้ลงพิมพ์ข้อความดังกล่าวในหนังสือพิมพ์ได้ แล้วทำการตรวจสอบเสียก่อนว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ สมควรที่จะลงพิมพ์แพร่หลายหรือไม่ แต่จำเลยที่ 2 ก็หาได้กระทำไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 สืบพยานก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่าก่อนที่จะนำข้อความดังกล่าวลงตีพิมพ์นั้นไม่ทราบว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาจะลงข่าวเพื่อให้หนังสือพิมพ์ขายดีอย่างเดียวโดยไม่ใยดีว่าโจทก์จะได้รับความเสียหายจากการลงข่าวหรือไม่ เมื่อข้อความตามที่จำเลยที่ 2 ลงข่าวดังกล่าวข้างต้นมีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง เป็นการเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้กล่าวข้อความดังกล่าวและจำเลยที่ 2 นำข้อความดังกล่าวมาลงพิมพ์โฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐโดยมิได้เสริมแต่งข้อความหรือสอดแทรกความคิดเห็นตามที่อ้างก็ตามก็ไม่ทำให้ข้อความดังกล่าวซึ่งเป็นการใส่ความโจทก์และเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทดังกล่าวกลับมาไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับที่ลงข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ดังกล่าวจึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษมา ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าไม่มีเจตนากระทำความผิดจึงฟังไม่ขึ้น และจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่าข้อความดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ผู้กล่าวข้อความดังกล่าวได้ยอมรับผิดและประกาศขอขมาโจทก์ และโจทก์ยินยอมโดยได้ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ไปแล้ว ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า จำเลยที่ 2 แสดงข้อความดังกล่าวโดยสุจริตติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทเพราะเข้าองค์ประกอบของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) นั้น เห็นว่า ข้อความที่ลงพิมพ์ดังกล่าวนั้น มีหัวข้อข่าวว่า แฉชัดๆ ชวนบอกให้ปกปิดและมีรายละเอียดมุ่งเน้นให้เข้าใจว่า โจทก์บอกให้นายธารินทร์ปกปิดเรื่องการทุจริตในธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ จำกัด (มหาชน) ซึ่งแสดงว่าโจทก์กระทำการไม่ชอบด้วยหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่มีพฤติการณ์ให้เข้าใจว่าเป็นจริง ซึ่งจำเลยที่ 2 เองก็ยอมรับว่าขณะลงพิมพ์จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็นความจริงหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าแสดงข้อความดังกล่าวโดยสุจริตติชมด้วยความเป็นธรรม จึงไม่มีเหตุอันพึงรับฟัง กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นความผิดตามที่อ้าง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชวน หลีกภัย
จำเลย — ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6053/2548
#266338
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยว่าจ้าง น. ให้เป็นตัวแทนเรียกค่าเสียหายจาก ก. โดยจำเลยทำเป็นสัญญากู้เงิน น. ไว้ เท่ากับว่ามีการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้จ้างทำของมาเป็นหนี้เงินกู้ หนี้จ้างทำของจึงระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญากู้เงินกับ น. ก่อน น. โอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ หนี้ตามสัญญากู้เงินจึงระงับ น. ไม่อาจโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์ยืนยันมาในคำฟ้องว่าระงับไปแล้วให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำสัญญากู้เงินดังกล่าวมาฟ้องบังคับจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างนายนิยมเป็นเงิน 10,000 บาท เป็นตัวแทนช่วยเหลือเรียกค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินไว้เป็นหลักฐานและสัญญาว่าจะชำระเงินแก่นายนิยมเมื่อจำเลยได้รับค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว ต่อมาจำเลยได้บอกเลิกสัญญาต่อนายนิยม สัญญาระหว่างนายนิยมกับจำเลยจึงเป็นอันสิ้นสุดลง จำเลยจะต้องชำระเงินจำนวน 10,000 บาท แก่นายนิยมตามสัญญา ต่อมานายนิยมได้โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ และโจทก์ได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบและให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 10,000 บาท แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ความว่า การทำสัญญากู้เงินดังกล่าวสืบเนื่องจากจำเลยได้ว่าจ้างให้นายนิยมเป็นตัวแทนเรียกค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นเงิน 10,000 บาท โดยให้จำเลยทำเป็นสัญญากู้เงินไว้ ดังนี้ เท่ากับว่ามีการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้จ้างทำของ หนี้จ้างทำของดังกล่าวจึงเป็นอันระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคหนึ่ง และเมื่อข้อเท็จจริงได้จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยได้มีการบอกเลิกสัญญากู้เงินแล้ว จึงไม่มีหนี้ระหว่างนายนิยมกับจำเลยต่อไป นายนิยมย่อมไม่อาจโอนสิทธิเรียกร้องที่ระงับไปนั้นให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวซึ่งระบุว่าเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2539 และโจทก์ยืนยันมาในคำฟ้องว่าสัญญากู้เงินดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วมาฟ้องบังคับจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาเป็นเงิน 400 บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคหนึ่ง ม. 349 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุนทร ตันเลิศ
จำเลย — นางคำดี ไชยพล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายเทิดทูล ภาสะฐิติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6018/2548
#268222
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องด้วยวาจาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา3 เมื่อตามบันทึกการฟ้องด้วยวาจาที่ศาลบันทึกกับบันทึกการฟ้องด้วยวาจาที่โจทก์ส่งต่อศาลได้ความว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีถ่านไม้อันเป็นของป่าหวงห้ามจำนวน 643 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อการค้า เป็นการระบุข้อเท็จจริงที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด แล้วหาจำต้องแนบสำเนาพระราชกฤษฎีกาและประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ เพราะไม่ใช่สาระสำคัญอันทำให้ฟ้องด้วยวาจาไม่สมบูรณ์ คำฟ้องของโจกท์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2545 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามร่วมกันมีถ่านไม้ อันเป็นของป่าหวงห้าม จำนวน 643 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อการค้า โดยจำเลยทั้งสามไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลทุ่งคลอง อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 27, 29 ทวิ, 71 ทวิ, 74, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 29 ทวิ, 71 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 6,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงปรับคนละ 3,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 เพราะไม่แนบสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดของป่าหวงห้าม และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องกำหนดปริมาณของป่าหวงห้ามที่ให้ค้าหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อการค้าหรือมีไว้ในครองครองเพื่อใช้สอยในครัวเรือนแห่งตน โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ นั้น เห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแขวง และโจทก์ฟ้องด้วยวาจาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ซึ่งให้ศาลบันทึกไว้แต่ใจความแห่งคำฟ้องเท่านั้น หาจำต้องบันทึกไว้โดยละเอียดไม่ และก่อนศาลบันทึกฟ้องดังกล่าว ศาลอาจจะสอบถามโจทก์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่างๆ ที่จำเลยกระทำความผิดได้ แต่ก็จะบันทึกไว้เฉพาะข้อความสำคัญ ส่วนบันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์ก็เป็นส่วนหนึ่งของฟ้องด้วยวาจาเท่านั้น เมื่อพิจารณาใจความที่ศาลบันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์ประกอบกับบันทึกการฟ้องด้วยวาจาที่โจทก์ส่งต่อศาลได้ความว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีถ่านไม้อันเป็นของป่าหวงห้ามจำนวน 643 กิโลกรัม ไว้ในครอบครองเพื่อการค้า เป็นการระบุข้อเท็จจริงที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิดแล้ว ทั้งได้ระบุสถานที่ที่เกี่ยวข้องพอสมควรที่จำเลยทั้งสามจะเข้าใจข้อหาได้ และจำเลยทั้งสามก็ให้การรับสารภาพตามฟ้อง แสดงว่าจำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดี หาจำต้องแนบสำเนาพระราชกฤษฎีกาและประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาไม่เพราะไม่ใช่สาระสำคัญอันทำให้ฟ้องด้วยวาจาไม่สมบูรณ์ คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นางวรรณรัตน์ ทำเลดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
สดศรี สัตยธรรม
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6008/2548
#272386
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 มีเนื้อหาคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลเสียใหม่ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้มิใช่คำสั่งที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์หรือมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 จึงมิใช่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ (จำเลยที่ 1) จะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 หากแต่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 229 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโดยนำบทบัญญัติมาตรา 234 มาปรับแก่คดีนั้นจึงไม่ถูกต้อง

อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีและงดสืบพยานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมิใช่อุทธรณ์ในเนื้อหาของคำพิพากษา แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นอุทธรณ์ในเนื้อหาของคำพิพากษาต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ให้จำเลยที่ 1 นำค่าฤชาธรรมเนียมมาชำระให้ถูกต้อง ก็แปลได้ว่าหมายถึงค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในตอนแรก เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีคำขอเพียงให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและย้อนสำนวนขึ้นไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 1 แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นอุทธรณ์ในคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. เพียง 200 บาท ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมตามจำนวนทุนทรัพย์จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงิน หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และยึดอายัดทรัพย์สินอื่นๆ ของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระให้โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วนัดสืบพยานจำเลยทั้งสอง ครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีและงดสืบพยานของจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 5,499,971.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 14,936,977 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,348,131.80 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กรกฎาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นอุทธรณ์ในเนื้อหาของคำพิพากษา ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ แต่จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลมาเพียง 200 บาท จึงไม่ถูกต้อง ให้จำเลยที่ 1 นำค่าฤชาธรรมเนียมมาเสียให้ถูกต้องภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุผลเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2546

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งโดยมิได้นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คำร้องอุทธรณ์คำสั่งลงวันที่ 26 มีนาคม 2546 ของจำเลยที่ 1 เป็นคำร้องที่จำเลยที่ 1 ยื่นต่อศาลชั้นต้นโดยในเนื้อหาของคำร้องได้คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า "อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นอุทธรณ์ในเนื้อหาของคำพิพากษา ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ แต่จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลมาเพียง 200 บาท จึงไม่ถูกต้อง ให้จำเลยที่ 1 นำค่าฤชาธรรมเนียมมาเสียให้ถูกต้องภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันนี้มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์" คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เช่นว่านี้ มิใช่คำสั่งที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์หรือคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นคัดค้านคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงมิใช่เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผู้อุทธรณ์จะต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 หากแต่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 229 กล่าวคือ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้ชำระค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์โดยถูกต้องครบถ้วน ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้คู่ความนั้นชำระค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนภายในระยะเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรก่อนที่จะมีคำสั่งไม่รับคำคู่ความนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวโดยนำบทบัญญัติมาตรา 234 มาปรับแก่คดีนั้นจึงไม่ถูกต้อง และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนคดีและงดสืบพยานของจำเลยที่ 1 ซึ่งมิใช่เป็นอุทธรณ์ในเนื้อหาของคำพิพากษาโดยมิได้ขอให้จำเลยที่ 1 ชนะคดี แม้ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นจะใช้ถ้อยคำว่าให้จำเลยที่ 1 นำค่าฤชาธรรมเนียมมาเสียให้ถูกต้องก็แปลได้ว่าหมายถึงค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในตอนแรก เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีคำขอแต่เพียงให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่ 1 แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นอุทธรณ์ในคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพียง 200 บาท ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มเติมตามจำนวนทุนทรัพย์จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 นำค่าฤชาธรรมเนียมมาเสียให้ถูกต้องดังกล่าว ให้ศาลชั้นต้นตรวจสั่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคท้าย ม. 229 ม. 232 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอรุณี ลี้ศัตรูพ่าย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6006/2548
#266376
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องอ้างเอกสารเพิ่มเติมโดยอ้างว่าเพิ่งค้นพบภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจะต้องทำเป็นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นต่อศาลพร้อมกับบัญชีระบุพยานและสำเนาบัญชีระบุพยานดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคสาม ศาลจึงจะวินิจฉัยได้ว่าสมควรอนุญาตตามคำร้องหรือไม่ แต่คดีนี้ผู้ร้องเพียงอ้างระบุในอุทธรณ์ว่ามีสำเนาสูติบัตร ขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเอกสารดังกล่าวและมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานดังกล่าวและมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมสำเนา ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้ผู้ร้องอ้างพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ได้ ทำให้คดีไม่มีพยานหลักฐานใหม่ ไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นคนมีสัญชาติไทย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่าอุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องยกอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 ซึ่งในปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเสียก่อน โดยผู้คัดค้านยื่นคำแก้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวว่า ผู้ร้องเพิ่งยกข้อเท็จจริงขึ้นมากล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ โดยแสดงหลักฐานสำเนาสูติบัตร เอกสารท้ายอุทธรณ์ 1 ฉบับ ซึ่งไม่ได้อ้างและนำสืบพยานในศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ศาลมิอาจรับวินิจฉัยให้ได้ เห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัย ไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ส่วนที่ผู้ร้องได้กล่าวอ้างสำเนาสูติบัตรที่ได้มาภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามิใช่เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องอ้างเอกสารเพิ่มเติมขอให้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องชอบแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการที่สองมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้ร้องอ้างเอกสารเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และให้ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2) (3) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2) บัญญัติว่า ถ้าศาลอุทธรณ์ยังไม่เป็นที่พอใจในการพิจารณาฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ และพยานหลักฐาน ที่ปรากฏในสำนวน ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 238 และเฉพาะในปัญหาที่อุทธรณ์ ให้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดประเด็นทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว หรือพยานที่เห็นควรสืบต่อไป และพิจารณาคดีโดยทั่ว ๆ ไป ดั่งที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้สำหรับการพิจารณาในศาลชั้นต้น และให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวใช้เฉพาะกรณีที่ผู้อุทธรณ์ อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ ผู้ร้องขอพิสูจน์สัญชาติ และอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าว โดยผู้ร้องอ้างไว้ในอุทธรณ์ว่าเอกสารท้ายคำร้องเป็นเอกสารที่ผู้ร้องติดตามได้มาภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาคดี และเป็นเอกสารสำคัญที่จะพิสูจน์ได้ว่าผู้ร้องเกิดในประเทศไทย จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อย่างไรก็ดีการที่ผู้ร้องอ้างเอกสารเพิ่มเติมโดยอ้างว่าเพิ่งค้นพบภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจะต้องทำเป็นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นต่อศาลพร้อมกับบัญชีระบุพยานและสำเนาบัญชีระบุพยานดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคสาม ศาลจึงจะวินิจฉัยได้ว่าสมควรอนุญาตตามคำร้องหรือไม่ แต่คดีนี้ ผู้ร้องเพียงอ้างระบุในอุทธรณ์ว่ามีสำเนาสูติบัตร เอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 1 ขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเอกสารดังกล่าวและมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานดังกล่าวและมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมสำเนา ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้ผู้ร้องอ้างพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ได้ ทำให้คดีไม่มีพยานหลักฐานใหม่ ไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88 วรรคสาม ม. 240 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายซ้งจั้ว แซ่โง้ว หรือนายโง้ว ซ้งจั้ว
ผู้คัดค้าน — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธวัฒน์ชัย สุดใจศิริบูล
ศาลอุทธรณ์ — นายเกียรติคุณ จุฑารัตนากูล
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6006/2548
#268216
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของผู้ร้องได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้ว ไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น การที่ผู้ร้องได้กล่าวอ้างถึงสำเนาสูติบัตรที่ได้มาภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา มิใช้เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องอ้างเอกสารเพิ่มเติมเพื่อให้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้เท่านั้น อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 แล้ว

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) ใช้เฉพาะกรณีที่ผู้อุทธรณ์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ผู้ร้องขอพิสูจน์สัญชาติและอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าเอกสารท้ายคำร้องเป็นเอกสารที่ผู้ร้องติดตามได้มาภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาคดี และเป็นเอกสารสำคัญที่จะพิสูจน์ได้ว่าผู้ร้องเกิดในประเทศไทยเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แต่การที่ผู้ร้องอ้างเอกสารเพิ่มเติม จะต้องทำเป็นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นพร้อมกับบัญชีระบุพยานและสำเนาบัญชีระบุพยานดังกล่าวตามมาตรา 88 วรรคสาม ศาลจึงจะวินิจฉัยได้ว่าสมควรอนุญาตหรือไม่ เมื่อผู้ร้องเพียงอ้างในอุทธรณ์ว่ามีสำเนาสูติบัตรเอกสารท้ายอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเอกสารดังกล่าวและพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานดังกล่าวและบัญชีระบุพยานพร้อมสำเนา ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้ผู้ร้องอ้างพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ได้ ทำให้คดีไม่มีพยานหลักฐานใหม่ จึงไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ตามมาตรา 240 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2483 ที่บ้านเลขที่ 43 แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ผู้ร้องเป็นบุตรคนเดียวของนายบู๋เจียง แซ่โง้ว กับนางซิ้งจวง แซ่ฉั่ว แต่ภายหลังบิดามารดาได้หย่าขาดจากกันแล้วบิดามีภรรยาใหม่เป็นคนสัญชาติไทย ชื่อนางอิ่ม แซ่แต้ มีบุตรด้วยกันอีก 2 คน ชื่อเด็กชายซ้งเพ้ง แซ่โง้ว และเด็กชายนิตย์ แซ่โง้ว เมื่อปี 2494 บิดาได้พาผู้ร้องและนางอิ่ม แซ่แต้ พร้อมบุตรอีก 2 คน เดินทางโดยทางเรือไปเมืองซัวเถา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะนั้นผู้ร้องอายุ 12 ปี อยู่ระหว่างเรียนหนังสือชั้นประถมปีที่ 4 โรงเรียนเลิศประสาทวิชา เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ระหว่างอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนผู้ร้องเรียนสำเร็จชั้นมัธยมปลายแล้วไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ เพราะรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามประชาชนเดินทางออกนอกประเทศ ครั้นบิดาและมารดาเลี้ยงเสียชีวิตที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ร้องได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2540 และได้ยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติไทยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 แต่พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นคนมีสัญชาติไทย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นคนต่างด้าว มีชื่อว่านายวู ซังกวน เชื้อชาติจีน สัญชาติจีน เกิดที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรหลายครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 2533 ครั้งที่สองเมื่อปี 2539 และในปี 2540 ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรอีก 2 ครั้ง โดยถือเอกสารหนังสือเดินทางประเภทผู้อยู่อาศัยชั่วคราวซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองอนุญาตให้ผู้ร้องอยู่ในราชอาณาจักรในฐานะคนอยู่ชั่วคราวแต่ละครั้งภายในระยะเวลาที่กำหนด ก่อนครบกำหนดผู้ร้องมีเจตนาจะไม่เดินทางออกนอกราชอาณาจักร จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอพิสูจน์สัญชาติ ผู้ร้องมิใช่คนไทยเนื่องจากเคยยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2540 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแจ้งผลการขอพิสูจน์สัญชาติ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2540 ว่าผู้ร้องมิใช่คนไทยเนื่องจากพยานหลักฐานและการสอบพยานบุคคลยังไม่พอรับฟังได้ว่าผู้ร้องชื่อนายช้งจั้ว แซ่โง้ว หรือโง้ว ซ้งจั้ว บุตรนายบู๋เจียง แซ่โง้ว และนางซิ้งจวง แซ่ฉั่ว และผู้ร้องมิได้เกิดในราชอาณาจักรไทยที่บ้านเลขที่ 43 ตรอกวังกรมราชศักดิ์ ตำบลเสาชิงช้า อำเภอพระนคร ผู้ร้องอ้างว่าเป็นบุตรของนายบู๋เจียง แซ่โง้ว และนางซิ้งจวง แซ่ฉั่ว โดยมีเพียงหนังสือรับรองของสำนักงานเขตพระนคร แต่มิได้กล่าวถึงที่มาของฐานข้อมูลและยังมีความขัดแย้งกับทะเบียนสำมะโนครัวของสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นแขวงพระนคร ซึ่งระบุว่านางอิ่ม แซ่แต้ เป็นภรรยาของนายบู๋เจียง แซ่โง้ว ผู้ร้องกล่าวอ้างต่อไปว่า เมื่อปี 2495 บิดาผู้ร้องได้พาผู้ร้องและนางอิ่ม แซ่แต้ พร้อมบุตรอีก 2 คน เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยทางเรือไปที่เมืองซัวเถา ก็ไม่ปรากฏหลักฐานการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร นอกจากนี้ผู้ร้องได้เดินทางเข้าออกในราชอาณาจักรหลายครั้ง แต่ไม่เคยยื่นคำร้องขอพิสูจน์สัญชาติแต่อย่างใด การยื่นคำร้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขอให้ผู้ร้องเป็นคนมีสัญชาติไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องยกอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ซึ่งในปัญหาข้อนี้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเสียก่อน โดยผู้คัดค้านยื่นคำแก้อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวว่า ผู้ร้องเพิ่งยกข้อเท็จจริงขึ้นมากล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ โดยแสดงหลักฐานสำเนาสูติบัตรเอกสารท้ายอุทธรณ์ 1 ฉบับ ซึ่งไม่ได้อ้างและนำสืบพยานในศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ศาลมิอาจรับวินิจฉัยให้ได้ เห็นว่าอุทธรณ์ของผู้ร้องได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัย ไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ส่วนที่ผู้ร้องได้กล่าวอ้างสำเนาสูติบัตรที่ได้มาภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามิใช่เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องอ้างเอกสารเพิ่มเติมขอให้ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องชอบแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการที่สองมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้ร้องอ้างเอกสารเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และให้ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) (3) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) บัญญัติว่า ถ้าศาลอุทธรณ์ยังไม่เป็นที่พอใจในการพิจารณาฟ้องอุทธรณ์คำแก้อุทธรณ์และพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนภายใต้บังคับแห่งมาตรา 238 และเฉพาะในปัญหาที่อุทธรณ์ ให้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดประเด็นทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว หรือพยานที่เห็นสมควรสืบต่อไป และพิจารณาคดีโดยทั่วๆ ไป ดั่งที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้สำหรับการพิจารณาในศาลชั้นต้นและให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาในศาลชั้นต้นมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวใช้เฉพาะกรณีที่ผู้อุทธรณ์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ ผู้ร้องขอพิสูจน์สัญชาติและอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าวโดยผู้ร้องอ้างไว้ในอุทธรณ์ว่าเอกสารท้ายคำร้องเป็นเอกสารที่ผู้ร้องติดตามได้มาภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาคดี และเป็นเอกสารสำคัญที่จะพิสูจน์ได้ว่าผู้ร้องเกิดในประเทศไทยจึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อย่างไรก็ดีการที่ผู้ร้องอ้างเอกสารเพิ่มเติมโดยอ้างว่าเพิ่งค้นพบภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจะต้องเป็นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นต่อศาลพร้อมกับบัญชีระบุพยานและสำเนาบัญชีระบุพยานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม ศาลจึงจะวินิจฉัยได้ว่าสมควรอนุญาตตามคำร้องหรือไม่ แต่คดีนี้ ผู้ร้องเพียงอ้างระบุในอุทธรณ์ว่ามีสำเนาสูติบัตรเอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 1 ขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเอกสารดังกล่าวและมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยมิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานดังกล่าวและมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานพร้อมสำเนา ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้ผู้ร้องอ้างพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ได้ ทำให้คดีไม่มีพยานหลักฐานใหม่ ไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 240
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายซ้งจั้ว แซ่โง้ว หรือนายโง้ว ซ้งจั้ว
ผู้คัดค้าน — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6005/2548
#266352
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญาระหว่างโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้กับจำเลยที่ 7 ซึ่งจะเข้าเป็นลูกหนี้คนใหม่ สัญญาแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 350 จึงไม่เกิดขึ้น

จำเลยที่ 2 อ้างว่าที่ดินพิพาทราคาเพียงไร่ละ 200,000 บาทเท่านั้น ราคาที่ดินที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายไร่ละ 900,000 บาท ไม่ใช่ราคาที่แท้จริง โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชำระราคาที่ดินที่เหลือเป็นจำนวนเงินถึง 13,492,500 บาท แต่สัญญาจะซื้อจะขายระบุจำนวนเงินส่วนที่เหลือและกำหนดเวลาชำระกันไว้ชัดเจนแล้ว ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการอ้างเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคแรก (ข) จึงรับฟังไม่ได้

โจทก์ทั้งสองฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาท ให้ที่ดินแปลงดังกล่าวกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสอง โดยให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมอากรแทนโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 3 และที่ 7 ไม่ยอมไปจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 9,191,764 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 3 และที่ 7 ไม่สามารถไปจดทะเบียนโอนที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสองได้ ให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระราคาที่ดินแทนเป็นเงิน 36,225,000 บาท ตามราคาที่ได้ทำสัญญาซื้อขายกันไว้ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัด กับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองด้วย ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์ทั้งสองมิได้ประสงค์เพียงแต่จะได้ค่าปรับจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น แต่ประสงค์จะได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของโจทก์ทั้งสองด้วย หากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสองก็ขอให้ใช้ราคาแทน ดังนั้นการที่ศาลวินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ทั้งสองโอนที่ดินให้ตามสัญญาแล้ว แต่ฝ่ายจำเลยไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จึงไม่เกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 24 หมู่ที่ 2 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 ระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 7 กลับเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสอง โดยให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมอากรแทนโจทก์ หากจำเลยที่ 3 และที่ 7 เพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 9,191,765 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 3 และที่ 7 ไม่สามารถไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กลับเป็นของโจทก์ทั้งสองได้ไม่ว่าด้วยกรณีใด ให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระราคาที่ดินแทนเป็นเงิน 36,225,000 บาท ตามราคาที่ดินที่ทำสัญญาซื้อขาย ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าที่ดินจำนวน 13,392,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เดือนธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นอุธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดโดยอ้างเหตุผลข้อแรกว่ามีการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ 2 มาเป็นจำเลยที่ 3 และที่ 7 แล้ว จำเลยที่ 7 จึงเป็นผู้รับผิดชอบชำระราคาที่ดินที่เหลือให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 350 บัญญัติว่า แปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้นจะทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ก็ได้ แต่จะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมหาได้ไม่ ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีการทำสัญญากันระหว่างโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้กับจำเลยที่ 7 ซึ่งจะเข้าเป็นลูกหนี้คนใหม่ สัญญาแปลงหนี้ใหม่จึงไม่เกิดขึ้น ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 อ้างเหตุผลอีกข้อหนึ่งว่า ที่ดินพิพาทราคาเพียงไร่ละ 200,000 บาทเท่านั้น ราคาที่ดินที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายไม่ใช่ราคาที่แท้จริง โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชำระราคาที่ดินที่เหลือเป็นจำนวนเงินถึง 13,492,500 บาท เห็นว่า สัญญาจะซื้อจะขายข้อ 3 ระบุไว้ว่า เรื่องการชำระเงิน ผู้จะซื้อตกลงชำระเงินแก่ผู้ขายดังต่อไปนี้ (ก.) ในวันที่ทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้ชำระเงินจำนวน 75,000 บาท ให้แก่ผู้จะขายโดยชำระเป็นเงินสดและผู้จะขายได้รับไว้เรียบร้อยแล้วโดยถือเป็นมัดจำ และถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการชำระเงินตามสัญญานี้ (ข.) เงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 13,492,500 บาท (สิบสามล้านสี่แสนเก้าหมื่นสองพันห้าร้อยบาทถ้วน) ผู้จะซื้อจะชำระให้ผู้ขายเป็น 2 งวด จะเห็นได้ว่ามีการตกลงเรื่องการชำระเงินกันไว้ชัดเจนแล้ว ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นการอ้างเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 จึงรับฟังไม่ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 อีกประการว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาเกินคำขอในคำฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่ได้ประสงค์ขอใช้สิทธิเลิกสัญญาหรือขอให้ปฏิบัติตามสัญญา คงประสงค์เพียงแต่ขอปรับจำเลยเท่านั้น ซึ่งค่าปรับก็มิได้กำหนดกันไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยให้บังคับจำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญาจึงเกินคำขอ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้อง และมีคำขอท้ายฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หมู่ที่ 2 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ระหว่างจำเลยที่ 3 และที่ 7 ที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 ให้ที่ดินแปลงดังกล่าวกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสอง โดยให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมอากรแทนโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 3 และที่ 7 ไม่ยอมไปจดทะเบียนให้โจทก์ทั้งสองให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 9,191,765 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 3 และที่ 7 ไม่สามารถไปจดทะเบียนโอนที่ดินกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสองได้ ให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระราคาที่ดินแทนเป็นเงิน 36,225,000 บาท ตามราคาที่ดินที่ได้ทำสัญญาซื้อขายกันไว้ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสงคราม กับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองด้วย ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงมิได้ประสงค์เพียงแต่จะได้ค่าปรับจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น แต่ประสงค์จะได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของโจทก์ทั้งสองด้วย หากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินคืนกลับมาเป็นของโจทก์ทั้งสองได้ก็ขอให้ใช้ราคาแทน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ทั้งสองโอนที่ดินให้ตามสัญญาแล้ว แต่ฝ่ายจำเลยไม่ชำระราคาส่วนที่เหลือให้ จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 13,392,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่เดือนธันวาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองจึงไม่เกินคำขอ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาเป็นเงิน 20,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 350
ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคแรก (ข) ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางประทิน ศิริพรกิตติ กับพวก
จำเลย — นายอนันต์ คงรักษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายกิตติ อารีรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6002/2548
#268194
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 แล้วจำคุกตลอดชีวิต โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เพียงการปรับบทลงโทษตามกฎหมายให้ถูกต้อง และตามกฎหมายที่ได้มีการแก้ไขใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยเกี่ยวกับบทกำหนดโทษเท่านั้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังคงวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดและลงโทษตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาซึ่งมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนในส่วนเนื้อหาของความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นอันถึงที่สุดตามมาตรา 245 วรรคสอง จำเลยย่อมฎีกาไม่ได้

คำฟ้องในความผิดฐานนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวเพื่อจำหน่าย การที่โจทก์บรรยายฟ้องต่อมาในข้อ 2 ว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 367 เม็ด ที่จำเลยนำเข้าเพื่อจำหน่ายเป็นของกลาง ก็เป็นเพียงขยายความเมทแอมเฟตามีนที่ถูกยึดเท่านั้น ยังไม่ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยในความผิดฐานนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีน เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และแม้โจทก์จะอ้างบทมาตราเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายในคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่กล่าวมาในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทย เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักร ทางชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง ท่าเรือเหนือบ้านคกมาด ซึ่งไม่ใช่ช่องทาง เขตท่า สถานี ด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือท้องที่ และตามกำหนดเวลาที่ทางราชการอนุญาต และนำเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 367 เม็ด น้ำหนักรวม 33.51 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 6.47 กรัม จากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในราชอาณาจักร และมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11,62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและเรือกาบติดเครื่องยนต์ยี่ห้อฮอนด้า 1 ลำ ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนสัญชาติไทยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางตามที่กฎหมายกำหนด ปรับฐานละ 900 บาท ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่นำเข้าและมีไว้ในครอบครองเป็นจำนวนเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 ฐานออกนอกราชอาณาจักรและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางตามที่กฎหมายกำหนด ปรับฐานละ 600 บาท ฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายให้จำคุกตลอดชีวิต รวมจำคุกจำเลยตลอดชีวิต และปรับ 1,200 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีน และเรือกาบติดเครื่องยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า 1 ลำ ของกลาง

โจทก์จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่), 102 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ความผิดฐานเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรและเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยปรับกระทงละ 600 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 1,200 บาท โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ความผิดทั้งสองกระทงนี้ย่อมถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรและฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 แล้วจำคุกตลอดชีวิต เมื่อโจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้ว แม้จะพิพากษาแก้ก็เป็นเพียงการปรับบทลงโทษตามกฎหมายให้ถูกต้อง และตามกฎหมายที่ได้มีการแก้ไขใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยเกี่ยวกับบทกำหนดโทษเท่านั้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังคงวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดและลงโทษตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาซึ่งมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนในส่วนเนื้อหาของความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีในความผิดทั้งสองฐานนี้เป็นอันถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง จำเลยย่อมฎีกาไม่ได้

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากตามฟ้องในความผิดฐานนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวเพื่อจำหน่าย การที่โจทก์บรรยายฟ้องต่อมาในข้อ 2 ว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน จำนวน 367 เม็ด ที่จำเลยนำเข้าเพื่อจำหน่ายเป็นของกลาง ก็เป็นเพียงขยายความเมทแอมเฟตามีนที่ถูกยึดเป็นของกลางเท่านั้น ยังไม่ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยในความผิดฐานนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และแม้โจทก์จะอ้างบทมาตราเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายในคำขอท้ายฟ้องด้วยก็ตาม ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่กล่าวมาในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา เมื่อจำเลยฎีกาในความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันทำให้คดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้และแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยในความผิดฐานนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักร ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท แตกต่างจากมาตรา 65 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคหนึ่ง (เดิม) ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 245
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นายกองพันธ์ คงวันดี
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6000/2548
#267199
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2 (ก) ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 ฟ้องข้อ 2 (ข) ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 267 และ พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ฟ้องข้อ 2 (ค) ครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (3) โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามกฎหมายและบทมาตราดังกล่าวด้วย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องทุกข้อหา แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 267 เท่านั้น จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง การปรับบทลงโทษจำเลยเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจพิพากษาปรับบทลงโทษครบถ้วนและถูกต้องโดยมิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 137, 267, 91 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 พระราชบัญญัติประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ลงโทษจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 2 (ก) เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 (ที่ถูก มาตรา 50 วรรคสอง) ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จในวันดังกล่าวแล้วกรรมหนึ่ง ตามฟ้องข้อ 2 (ข) เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกรรมเดียวกันต้องลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) และตามฟ้องขอ 2 (ค) เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (3) ซึ่งตามมาตรา 14 วรรคสอง ให้ลงโทษตาม (3) แต่กระทงเดียว กรณีไม่อาจลงโทษจำเลยตามฟ้องเพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) และ (3) วรรคสองอีกด้วยการกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 2 (ข) (ค) ลงโทษบทหนักตามพระราชบัญญัติบัตรประชาชน จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 2 (ก) ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 ฟ้องข้อ 2 (ข) ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ฟ้องข้อ 2 (ค) ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (3) โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามกฎหมายและบทมาตราดังกล่าวด้วย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องทุกข้อหาแต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 เท่านั้น จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสองการปรับบทลงโทษจำเลยเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มีอำนาจพิพากษาปรับบทลงโทษครบถ้วนและถูกต้อง โดยมิได้พิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นางสาวมยุรี ปัธวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายวิเชษฐ อุ่นอำนวยสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5989/2548
#272438
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 319 หมายความว่า ผู้กระทำความผิดได้กระทำการอันเป็นการละเมิดต่ออำนาจปกครองของบิดามารดาหรือต่อผู้ปกครองหรือต่อผู้ดูแลของผู้เยาว์ คดีนี้บิดาของผู้เสียหายมิได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาผู้เสียหายจึงมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่บิดาและมารดาของผู้เสียหายได้เลิกร้างกันมานานถึง 17 ปี โดยผู้เสียหายอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดามาตลอด บิดาของผู้เสียหายจึงเป็นผู้ปกครองผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากผู้ปกครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพรากนางสาวสุขใจ อายุ 16 ปีเศษ ไปเสียจากนายดอนล่าซึ่งเป็นบิดาเพื่อการอนาจาร โดยจำเลยกระทำชำเรานางสาวสุขใจโดยนางสาวสุขใจเต็มใจไปด้วย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดาหรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่านายดอนล่าบิดาของผู้เสียหายมิได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้เสียหาย การกระทำจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามฟ้องโจทก์ เห็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 นั้น บัญญัติว่า ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย... หมายความว่า ผู้กระทำความผิดดังกล่าวได้กระทำการอันเป็นการละเมิดต่ออำนาจปกครองของบิดามารดาหรือต่อผู้ปกครองหรือต่อผู้ดูแลของผู้เยาว์แล้วแต่กรณี คดีนี้แม้บิดาของผู้เสียหายมิได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้เสียหายจึงมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ได้ความว่าบิดาและมารดาของผู้เสียหายได้เลิกร้างกันมานานถึง 17 ปี โดยผู้เสียหายอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดามาตลอด ดังนี้บิดาของผู้เสียหายเป็นผู้ปกครองผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากผู้ปกครอง จึงเป็นความผิดตามฟ้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายชำนาญ สุขศรี
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5985/2548
#268080
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ ระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอค้ำประกันหนี้ของบริษัท ศ. ไม่ว่าหนี้นั้นมีอยู่แล้วขณะทำสัญญาหรือที่จะมีต่อไปในภายหน้าด้วย โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดชดใช้แทนแก่ธนาคาร ก. ซึ่งโอนขายสินเชื่อให้โจทก์ จนกว่าจะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง ดังนั้น แม้สัญญาค้ำประกันดังกล่าวจะได้กระทำกันก่อนที่บริษัท ศ. เป็นหนี้ธนาคาร ก. ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท และไม่ว่าขณะก่อนหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัพสต์รีซีท จำเลยที่ 2 จะได้รู้เห็นยินยอมด้วยหรือไม่ แต่สัญญาค้ำประกันดังกล่าวก็มีผลผูกพันบังคับกันได้ และมิได้เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพราะขณะทำสัญญาจำเลยที่ 2 ตกลงยินยอมเพื่อประกันความรับผิดในหนี้ของบริษัท ศ. ที่จะเกิดในภายหน้าไว้ล่วงหน้าด้วย ซึ่งย่อมมีผลบังคับกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคสอง

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นกรณีที่ศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่าข้ออ้างของโจทก์ตามที่กล่าวในฟ้องนั้นมีมูลที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามกฎหมายหรือไม่ และไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ในส่วนที่เรียกดอกเบี้ยเกิน 5 ปี ขาดอายุความหรือไม่ และโจทก์ต้องบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์ที่บริษัท ศ. จดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ก่อนหรือไม่ เพราะจำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2536 และ 14 ตุลาคม 2536 บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดยื่นคำขอให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตชนิดเพิกถอนไม่ได้ เพื่อชำระราคาสินค้าที่สั่งซื้อจากผู้ขายในต่างประเทศ ซึ่งธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไปให้รวม 2 ฉบับ ฉบับแรก เลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ 07/02097/93 ฉบับที่สอง เลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ 07/02551/93 หลังจากผู้ขายส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อของบริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด แล้ว ผู้ขายได้รับเงินค่าสินค้าจากธนาคารผู้ขาย ธนาคารของผู้ขายได้ส่งเอกสารมาให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเรียกเก็บเงิน และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชำระค่าสินค้าแทนบริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ไปแล้ว แต่บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ยังไม่สามารถชำระค่าสินค้าคืนให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2536 และวันที่ 18 พฤศจิกายน 2536 บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด จึงทำสัญญาทรัสต์รีซีท ให้ไว้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวม 2 ฉบับ เพื่อขอรับเอกสารต่างๆ จากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ไปรับสินค้าโดยตกลงว่าบริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ต้องนำเงินค่าสินค้าพร้อมด้วยค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์มาชำระให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ภายในวันที่ที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีท หนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทดังกล่าวนั้น จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้รวม 3 ฉบับ รวมวงเงิน 14,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันไว้รวม 4 ฉบับ รวมวงเงิน 44,000,000 บาท และจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันไว้รวม 5 ฉบับ รวมวงเงิน 70,000,000 บาท โดยจำเลยทั้งสามยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาเมื่อวันถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับคือ วันที่ 20 ธันวาคม 2536 และวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ณ วันดังกล่าว มีหนี้สัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ เป็นค่าสินค้าจำนวน 486,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 542,091.74 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์จำนวน 93,006.50 บาท และ 102,920.91 บาท โดยมีอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25.50 บาท และ 25.30 บาท ตามลำดับ เมื่อคิดยอดหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับเป็นเงินแล้ว ฉบับแรกค่าสินค้าเท่ากับ 12,393,000 บาท เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์แล้วเป็นต้นเงินจำนวน 12,486,006.50 บาท ฉบับที่สอง ค่าสินค้าคิดเป็นเงินบาทเท่ากับ 13,714,921.02 บาท เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์ แล้วเป็นต้นเงินจำนวน 13,817,841.90 บาท นับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้ดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราต่างๆ ขึ้นลงตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระหว่างนั้นบริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท ฉบับแรก บางส่วน ส่วนฉบับที่สองไม่ชำระเลย คิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 6 ตุลาคม 2543) ยังคงมีหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับแรก เป็นต้นเงิน 9,228,268.58 บาท ดอกเบี้ย 6,365,861.93 บาท รวมเป็นเงิน 15,594,130.51 บาท ฉบับที่สองเป็นต้นเงิน 13,817,841.93 บาท ดอกเบี้ย 9,531,850.22 บาท รวมเป็นเงิน 23,349,692.15 บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยตามสัญญาทั้งสองฉบับ 38,943,822.66 บาท เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาโอนขายสินเชื่อด้อยคุณภาพ รวมทั้งหลักประกันทั้งหมดที่มีต่อจำเลยทั้งสามให้แก่โจทก์ ได้มีการทำหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามทราบแล้ว เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2542 บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ได้ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 14,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 38,943,866.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ขอต้นเงินจำนวน 23,046,110.51 นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 38,943,866.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุด ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 23,046,110.51 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 ตุลาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระเงินดังกล่าวข้างต้นจำนวน 14,000,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามชำระค่าธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยจะกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2536 และ 14 ตุลาคม 2536 บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ยื่นคำขอให้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต เพื่อชำระราคาสินค้าที่สั่งซื้อจากผู้ขายในต่างประเทศ ปรากฏตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต พร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ซึ่งธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไปให้รวม 2 ฉบับ หลังจากผู้ขายส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อของบริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชำระค่าสินค้าแทนบริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ไปแล้ว แต่บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ยังไม่สามารถชำระค่าสินค้าคืนให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2536 และวันที่ 18 พฤศจิกายน 2536 บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด จึงทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวม 2 ฉบับ เพื่อขอรับเอกสารต่างๆ จากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ไปรับสินค้า โดยตกลงว่าบริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ต้องนำเงินค่าสินค้าพร้อมด้วยค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์มาชำระให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ภายในวันที่ที่ระบุไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีท ปรากฏตามสัญญาทรัสต์รีซีทพร้อมคำแปล เอกสารหมาย จ.15 และ จ.17 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ไว้ โดยจำเลยที่ 1 ทำไว้ รวม 3 ฉบับ รวมวงเงิน 14,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ทำไว้รวม 4 ฉบับ รวมวงเงิน 44,000,000 บาท จำเลยที่ 3 ทำไว้รวม 5 ฉบับ รวมวงเงิน 70,000,000 บาท ปรากฏตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.21 ถึง จ.32 เมื่อครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ คือ วันที่ 20 ธันวาคม 2536 และวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 ตามลำดับ บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ผิดนัดไม่ชำระหนี้ ณ วันดังกล่าวมีหนี้สัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับเป็นค่าสินค้าจำนวน 486,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 542,091.74 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์จำนวน 93,006.50 บาท และ 102,920.91 บาท โดยมีอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25.50 บาท และ 25.30 บาท ตามลำดับ เมื่อคิดยอดหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับเป็นเงินบาทแล้ว ฉบับแรก ค่าสินค้าเท่ากับ 12,393,000 บาท เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์แล้ว เป็นต้นเงินจำนวน 12,486,006.50 บาท ฉบับที่สอง ค่าสินค้าคิดเป็นเงินบาทเท่ากับ 13,714,921.02 บาท เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์ แล้วเป็นต้นเงินจำนวน 13,817,841.90 บาท เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาโอนขายสินเชื่อด้อยคุณภาพรวมทั้งหลักประกันทั้งหมดที่มีต่อจำเลยทั้งสามให้แก่โจทก์ปรากฏตามสัญญาโอนขายสินเชื่อ เอกสารหมาย จ.7 เมื่อโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาแล้ว ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้กับบริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด และจำเลยทั้งสามทราบแล้ว ปรากฏตามหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและใบตอบรับ เอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 และเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2542 บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ได้ถูกศาลแพ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ปรากฏตามหนังสือรับรองและประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เอกสารหมาย จ.11 และ จ.33

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ประการแรกว่าสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.24 ถึง จ.27 เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมไม่มีผลบังคับผูกพันจำเลยที่ 2 เพราะทำขึ้นในระหว่างปี 2530 ถึง 2533 ก่อนที่บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด เป็นหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทตามฟ้องนานหลายปี และขณะก่อหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.24 ถึง 27 ไว้ต่อโจทก์ ซึ่งตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ขอค้ำประกันหนี้ของบริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ไม่ว่าหนี้นั้นมีอยู่แล้วขณะทำสัญญาหรือที่จะมีต่อไปในภายหน้าด้วย โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมรับผิดชดใช้แทนแก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จนกว่าจะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง ดังนั้น แม้สัญญาค้ำประกันดังกล่าวจะได้กระทำกันก่อนที่บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด เป็นหนี้ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทตามฟ้องดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง และไม่ว่าขณะก่อหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีท จำเลยที่ 2 จะได้รู้เห็นยินยอมด้วยหรือไม่ก็ตาม แต่สัญญาค้ำประกันดังกล่าวก็มีผลผูกพันบังคับกันได้และมิได้เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพราะขณะทำสัญญาจำเลยที่ 2 ตกลงยินยอมเพื่อประกันความรับผิดในหนี้ของบริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด ที่จะเกิดในภายหน้าไว้ล่วงหน้าด้วย ซึ่งย่อมมีผลบังคับกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสอง เมื่อต่อมาหนี้ได้เกิดขึ้นตามที่ได้ตกลงค้ำประกันไว้ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เรียกดอกเบี้ยเกิน 5 ปี ขาดอายุความ และโจทก์ต้องบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์ที่บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด จดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ก่อนนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นกรณีที่ศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่า ข้ออ้างของโจทก์ตามที่กล่าวในฟ้องนั้นมีมูลที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามกฎหมายหรือไม่และไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ในส่วนที่เรียกดอกเบี้ยเกิน 5 ปี ขาดอายุความหรือไม่ และโจทก์ต้องบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์ที่บริษัทเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จำกัด จดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ก่อนหรือไม่ เพราะจำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ จึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นนี้ให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด
จำเลย — นายจิตติ รัตนเพียรชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5983/2548
#272431
เปิดฉบับเต็ม

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 28 กำหนดว่า บุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ฉะนั้น แม้ว่าการเลือกคู่ครองเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเลือกคู่ครองของตนเองได้ก็ตาม แต่การใช้สิทธิเช่นนั้นจะต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ซึ่งต้องมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติรับรองถึงการใช้สิทธินั้นได้ การที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยและได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาภายหลังโจทก์ไม่พอใจต้องการแยกทางกับจำเลยจึงฟ้องหย่า โดยอ้างว่าเป็นสิทธิที่โจทก์จะเลือกคู่ครองได้ตามแต่ความพอใจของตนนั้นคงไม่ถูกต้อง เพราะการใช้สิทธิดังกล่าวของโจทก์ย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อจำเลยซึ่งเป็นภริยาและบุตร หากโจทก์ประสงค์จะหย่าขาดจากจำเลยต้องมีเหตุที่อ้างได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 มิฉะนั้น สถาบันครอบครัวในสังคมจะเกิดการเอารัดเอาเปรียบและมีแต่ความสับสนวุ่นวาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 2 คน ต่อมาโจทก์ไม่อาจทนอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยากับจำเลยได้ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยกับโจทก์หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้จำเลยส่งมอบอาวุธปืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบคืนได้ให้ชดใช้ราคาจำนวน 30,000 บาท แทน ให้จำเลยส่งมอบใบอนุญาตใช้อาวุธปืนรวม 2 ฉบับ หากไม่สามารถส่งมอบได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกไป ป.4 ทั้งสองใบ เพื่อที่โจทก์จะดำเนินการขอใบอนุญาตใบ ป.4 ต่อทางราชการใหม่แทน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเลือกคู่ครองของตนเองได้ ซึ่งสิทธิดังกล่าวได้รับความคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ หากโจทก์เห็นว่า หญิงนั้นไม่เหมาะสมกับตน โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเลิกร้างกับหญิงดังกล่าวได้ การที่โจทก์มีข้อโต้แย้งกับจำเลยในเรื่องการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกับจำเลยและเลือกใช้วิธีการทางกฎหมายโดยการฟ้องหย่า ย่อมเป็นการแก้ปัญหาให้แก่ครอบครัวและสังคมโดยสันติ เพื่อมิให้เกิดปัญหารุนแรงถึงฆ่ากันตายดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งทำให้เกิดปัญหากับลูก ๆ ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์จึงเหมือนเป็นการไม่แก้ปัญหา แต่กลับกลายเป็นการก่อปัญหาให้เกิดขึ้นกับครอบครัวของโจทก์มากขึ้น โดยไม่คำนึงถึงจิตใจของโจทก์ที่จะได้รับทุกข์ทรมานจากการกระทำของจำเลยนั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 28 กำหนดว่า บุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ฉะนั้น แม้ว่าการเลือกคู่ครองตามที่โจทก์ฎีกาจะเป็นสิทธิของโจทก์ก็ตาม แต่การใช้สิทธิเช่นนั้นจะต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ซึ่งต้องมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติรับรองถึงการใช้สิทธินั้นได้ การที่โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยและได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ต่อมาภายหลังโจทก์ไม่พอใจ ต้องการแยกทางกับจำเลยจึงฟ้องหย่าโดยอ้างว่าเป็นสิทธิที่โจทก์จะเลือกคู่ครองได้ตามแต่ความพอใจของตนนั้นคงไม่ถูกต้อง เพราะการใช้สิทธิดังกล่าวของโจทก์ย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อจำเลยซึ่งเป็นภริยาและบุตรทั้งสอง ดังนี้ หากโจทก์ประสงค์จะหย่าขาดจากจำเลยจะต้องมีเหตุหย่าที่อ้างได้ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 บัญญัติไว้ซึ่งการใช้สิทธิหย่าของโจทก์ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมิฉะนั้นสถาบันครอบครัวในสังคมจะเกิดการเอารัดเอาเปรียบและมีแต่ความสับสนวุ่นวายได้ ส่วนการที่ศาลจะพิพากษาให้หย่าขาดจากกันได้หรือไม่นั้น ก็จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าจะมีเหตุให้หย่าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 หรือไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 28
ป.พ.พ. ม. 1516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตรีสมมาส สำราญรัตน์
จำเลย — นางนิชรศรี สำราญรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ