คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4904/2548
#271689
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามถูกกักขังและถูกทำร้ายร่างกายในลักษณะการทรมานอยู่ในห้องพักที่เกิดเหตุเป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน โดยไม่มีหนทางหลบเลี่ยงให้พ้นจากการถูกทรมานหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ใดได้เห็นได้ว่าผู้เสียหายทั้งสามและผู้ตายต้องตกอยู่ในสภาพถูกบีบคั้นทารุณทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน การที่ผู้ตายตัดสินใจกระโดดจากห้องพักเพื่อฆ่าตัวตายนั้นอาจเป็นเพราะผู้ตายมีสภาพจิตใจที่เปราะบางกว่าผู้เสียหายอื่น และไม่อาจทนทุกข์ทรมานได้เท่ากับผู้เสียหายอื่นจึงได้ตัดสินใจกระทำเช่นนั้นเพื่อให้พ้นจากการต้องทนทุกข์ทรมาน พฤติการณ์ฟังได้ว่าการตายของผู้ตายมีสาเหตุโดยตรงมาจากการถูกทรมานโดยทารุณโหดร้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297, 298, 309, 310 และ 313 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (1), 58, 62 และ 81

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 297, 298, 309 วรรคหนึ่ง, 310 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 313 (2) (3) วรรคสองและวรรคสาม พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (1), 58, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายแก่กายฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัสโดยกระทำทรมานหรือทารุณโหดร้ายและฐานเอาตัวบุคคลไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่จนเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเอาตัวบุคคลไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่จนเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวถึงแก่ความตายตามมาตรา 313 วรรคสาม อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยลงโทษประหารชีวิตฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในความผิดฐานเข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมเป็นจำคุกคนละ 4 เดือน และคำรับสารภาพชั้นจับกุมกับชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานเอาตัวบุคคลไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่จนเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวถึงแก่ความตาย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และเมื่อศาลลงโทษจำเลยทั้งสองถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่ต้องนำโทษจำคุก 4 เดือน ในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองมารวมเข้าอีก คงให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตสถานเดียว (ที่ถูก เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3))

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนต่างด้าวสัญชาติจีน ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และระหว่างปลายเดือนมิถุนายน 2541 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2541 นางเจ้า ไป่ หลิง กับจำเลยที่ 1 และพวกได้ร่วมกันนำตัวผู้เสียหายทั้งสามและผู้ตายมากักขังไว้ที่ห้องพักเลขที่ 40/46 ชั้น 13 อาคารเลอพรีเมียร์ 2 ซอยสุขุมวิท 59 แขวงคลองตัน เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร และร่วมกันขู่เข็ญผู้เสียหายทั้งสามกับผู้ตายให้โทรศัพท์แจ้งบิดามารดาหรือญาติพี่น้องในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนส่งเงินมาให้แก่นางเจ้า ไป่ หลิง กับพวก เมื่อไม่ได้รับเงิน นางเจ้า ไป่ หลิง และจำเลยที่ 1 กับพวกก็ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสามและผู้ตายติดต่อกันตลอดมาจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 กับผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและเป็นเหตุให้ผู้ตายทนถูกกักขังและทนถูกทำร้ายทรมานต่อไปไม่ไหวจึงกระโดดจากห้องพักดังกล่าวตกลงที่พื้นดินถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้และยึดได้ขาเก้าอี้ไม้ 1 อัน ขาเก้าอี้ไม้พันด้วยผ้า 1 อัน กุญแจมือ 1 คู่ จากห้องพักที่เกิดเหตุเป็นของกลาง...

ปัญญาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัสโดยกระทำทรมานหรือทารุณโหดร้ายและฐานเอาตัวบุคคลไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ จนเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 2 จะพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายทั้งสามกับผู้ตาย แต่จำเลยที่ 2 มิได้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้ตายกระโดดจากห้องพักตกลงถึงพื้นจนถึงแก่ความตายเพราะผู้เสียหายคนอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันแต่กลับมิได้คิดฆ่าตัวตายเช่นเดียวกับผู้ตาย จึงยังไม่เป็นที่ยุติว่าผู้ตายกระโดดจากห้องพักเพื่อฆ่าตัวตายเนื่องจากสาเหตุการถูกทรมานแต่น่าจะเกิดจากสาเหตุอื่นมากกว่า จึงฟังไม่ได้ว่าการตายของผู้ตายเกิดจากการถูกทรมานจากจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามถูกกักขังและถูกทำร้ายร่างกายในลักษณะการทรมานอยู่ในห้องพักที่เกิดเหตุเป็นระยะเวลานานติดต่อกันประมาณ 3 เดือน โดยไม่มีหนทางหลบเลี่ยงให้พ้นจากการถูกทรมานหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ใดได้ เห็นได้ว่าผู้เสียหายทั้งสามและผู้ตายต้องตกอยู่ในสภาพถูกบีบคั้นทารุณทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน การที่ผู้ตายตัดสินใจกระโดดจากห้องพักเพื่อฆ่าตัวตายนั้นอาจเป็นเพราะผู้ตายมีสภาพจิตใจที่เปราะบางกว่าผู้เสียหายอื่น และไม่อาจทนทุกข์ทรมานได้เท่ากับผู้เสียหายอื่นจึงได้ตัดสินใจกระทำเช่นนั้นเพื่อให้พ้นจากการต้องทนทุกข์ทรมาน พฤติการณ์ฟังได้ว่าการตายของผู้ตายมีสาเหตุโดยตรงมาจากการถูกทรมานโดยทารุณโหดร้ายนั่นเอง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผู้เสียหายทั้งสามและผู้ตายเต็มใจเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเองเพื่อจุดประสงค์ที่จะเดินทางต่อไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา การมาอยู่ที่ห้องพักที่เกิดเหตุก็มิได้ถูกบังคับขู่เข็ญหรือถูกหลอกลวงจากบุคคลใดแต่เป็นการพักรอการเดินทางอยู่ในประเทศไทยเพื่อรอให้ได้รับเงินที่จะโอนมาเป็นค่าใช้จ่ายตามที่ตกลงกันไว้ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายทั้งสามและผู้ตายอยู่รวมกันในหักพักที่เกิดเหตุจึงมิได้หมายถึงการถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่หรือมุ่งประสงค์ที่จะต้องเสียค่าไถ่เป็นสำคัญ จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 นั้น เห็นว่า แม้จะปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสามและผู้ตายสมัครใจเดินทางเข้ามาในประเทศไทยและอยู่รวมกันในห้องพักที่เกิดเหตุโดยมีจุดประสงค์เพื่อจะเดินทางต่อไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาโดยมิได้ถูกบังคับขู่เข็ญจากผู้ใดอันแสดงว่าเจตนาที่จะให้ได้มาซึ่งค่าไถ่มิได้มีมาตั้งแต่แรกก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อผู้เสียหายทั้งสามและผู้ตายติดต่อให้ญาติส่งเงินมาให้นางเจ้า ไป่ หลิง กับพวกแล้วไม่มีผู้ใดส่งเงินมาให้ตามที่ติดต่อไป นางเจ้า ไป่ หลิง และจำเลยทั้งสองกับพวกก็ได้ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสามและผู้ตายโดยใช้โซ่ล่ามและใส่กุญแจมือกักขังไว้ในห้องพักที่เกิดเหตุ และร่วมกันทำร้ายร่างกายด้วยวิธีการต่าง ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงเห็นได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อบีบบังคับให้ญาติพี่น้องของผู้เสียหายและผู้ตายส่งเงินมาให้ เจตนาเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ได้เกิดขึ้นหลังจากโทรศัพท์ติดต่อให้ญาติพี่น้องส่งเงินมาให้แล้วไม่ได้รับเงินนั่นเอง ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำการต่าง ๆ ดังกล่าวต่อผู้เสียหายทั้งสามและผู้ตาย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาข้อสุดท้ายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า สมควรลดโทษจำเลยที่ 2 ให้เบาลงจากที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 อายุไม่เกิน 20 ปี นับว่ายังหย่อนต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และตามพฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ตัวการสำคัญในคดีแต่เป็นเพียงผู้ถูกใช้ให้กระทำเพื่อหวังผลให้ได้ค่าไถ่ จึงสมควรลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงโทษฐานร่วมกันเอาตัวบุคคลไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่จนเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคสาม ประกอบมาตรา 52 (1) ให้จำคุกตลอดชีวิต คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกกระทงละ 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 1 เดือน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 63 ม. 310 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายหยิน เทียน เหล่ย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4903/2548
#266281
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 ขอขยายเวลายื่นฎีกาอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันดังกล่าวว่า อนุญาตให้ถึงวันที่ 3 มีนาคม 2546 ซึ่งวันที่ 3 มีนาคม 2546 ไม่ใช่วันหยุดประจำสัปดาห์หรือวันหยุดราชการ จำเลยจึงต้องยื่นฎีกาไม่เกินวันที่ 3 มีนาคม 2546 จำเลยยื่นฎีกาวันที่ 4 มีนาคม 2546 ฎีกาของจำเลยจึงยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตแล้ว แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกา ฎีกาของจำเลยก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 ขอขยายเวลายื่นฎีกาอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันดังกล่าวว่า อนุญาตให้ถึงวันที่ 3 มีนาคม 2546 ซึ่งวันที่ 3 มีนาคม 2546 ไม่ใช่วันหยุดประจำสัปดาห์หรือวันหยุดราชการ จำเลยจึงต้องยื่นฎีกาไม่เกินวันที่ 3 มีนาคม 2546 จำเลยยื่นฎีกาวันที่ 4 มีนาคม 2546 ฎีกาของจำเลยจึงยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตแล้ว แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกา ฎีกาของจำเลยก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/1 ม. 193/3 ม. 193/7 ม. 193/8
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 216
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายฉัตรชัยหรือสรรชัย แผ่นจันทร์โสมหรือพลเชียงสา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายสรพงษ์ ตรีธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสถิตย์ ทาวุฒิ
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4903/2548
#272139
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 ขอขยายเวลายื่นฎีกาอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันดังกล่าวว่า อนุญาตให้ถึงวันที่ 3 มีนาคม 2546 ซึ่งวันที่ 3 มีนาคม 2546 ไม่ใช่วันหยุดประจำสัปดาห์หรือวันหยุดราชการ จำเลยจึงต้องยื่นฎีกาไม่เกินวันที่ 3 มีนาคม 2546 จำเลยยื่นฎีกาวันที่ 4 มีนาคม 2546 ฎีกาของจำเลยจึงยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตแล้ว แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกา ฎีกาของจำเลยก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2546 ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 ขอขยายเวลายื่นฎีกาอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันดังกล่าวว่า อนุญาตให้ถึงวันที่ 3 มีนาคม 2546 ซึ่งวันที่ 3 มีนาคม 2546 ไม่ใช่วันหยุดประจำสัปดาห์หรือวันหยุดราชการ จำเลยจึงต้องยื่นฎีกาไม่เกินวันที่ 3 มีนาคม 2546 จำเลยยื่นฎีกาวันที่ 4 มีนาคม 2546 ฎีกาของจำเลยจึงยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตแล้ว แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกา ฎีกาของจำเลยก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/1 ม. 193/3 ม. 193/7 ม. 193/8
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายฉัตรชัยหรือสรรชัย แผ่นจันทร์โสมหรือพลเชียงสา
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4888/2548
#268147
เปิดฉบับเต็ม

การใช้สิทธิทางศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 นั้น ต้องพิจารณาจากกฎหมายสารบัญญัติ ดังกล่าว คือ จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาล โดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้น ๆ ได้ เมื่อไม่มีกฎหมายใด ๆ บัญญัติรับรองว่าหากผู้ร้องประสงค์จะใช้สัญลักษณ์ทางการค้าแล้ว ให้ผู้ร้องใช้สิทธิทางศาล โดยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมีสิทธิใช้สัญลักษณ์ทางการค้านั้นได้ ดังนั้น ผู้ร้องทั้งสองจะเริ่มคดีโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามมาตรา 55 หาได้ไม่ หากสัญลักษณ์ทางการค้าของผู้ร้องทั้งสองเข้าข่ายที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า ผู้ร้องก็ชอบที่จะไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้ร้องที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องทั้งสองมีคดีฟ้องร้องพิพาทกับบรอนสัน แอนด์ จาค็อปส์ (เอส.อี.เอเชีย) พีทีอี ลิมิเต็ด กับพวก หลายคดี ต่อมาสามารถตกลงกันได้และมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาททั้งหมดโดยมีข้อตกลงด้วยว่า ผู้ร้องทั้งสองจะไม่ใช้ข้อความ "A Member of BRONSON and JACOBS Group" ภายใต้การดำเนินธุรกิจของผู้ร้องทั้งสอง และจะไม่ใช้สัญญาลักษณ์ทางการค้าของผู้ร้องทั้งสองอีกต่อไป ซึ่งผู้ร้องทั้งสองได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว โดยผู้ร้องทั้งสองได้เปลี่ยนสัญลักษณ์ทางการค้าของผู้ร้องทั้งสองแล้ว แต่บรอนสัน แอนด์ จาค็อปส์ (เอส. อี. เอเชีย) พีทีอี ลิมิเต็ด กับพวก ได้มีหนังสือแจ้งความว่า ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง และยังคงใช้ชื่อทางการค้า "BRONJAC" อยู่ ซึ่งไม่เป็นความจริง ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการไต่สวนและมีคำสั่งว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิใช้สัญลักษณ์ใหม่ของผู้ร้องทั้งสอง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า พิเคราะห์คำร้องแล้ว เห็นว่า กรณียังไม่มีข้อโต้แย้งในทางคดีเกี่ยวกับสิทธิของผู้ร้องทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองว่า คำร้องของผู้ร้องทั้งสองเป็นการใช้สิทธิทางศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 หรือไม่ เห็นว่า การใช้สิทธิทางศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 นั้น ต้องพิจารณาจากกฎหมายสารบัญญัติ กล่าวคือ จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาล โดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้น ๆ ได้ สำหรับกรณีของผู้ร้องทั้งสองนี้ ไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายใด ๆ บัญญัติรับรองว่า หากผู้ร้องทั้งสองประสงค์จะใช้ลักษณะทางการค้าแล้ว ให้ผู้ร้องทั้งสองใช้สิทธิทางศาล โดยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิใช้สัญลักษณ์ทางการค้านั้นได้ ดังนั้น ผู้ร้องทั้งสองจะเริ่มคดีโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 หาได้ไม่ โดยหากสัญลักษณ์ทางการค้าดังกล่าวของผู้ร้องทั้งสองเข้าข่ายที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแครื่องหมายการค้าแล้ว ผู้ร้องทั้งสองก็ชอบที่จะไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองไม่อาจขอให้ศาลดำเนินการไต่สวนและมีคำสั่งตามคำร้องขอได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทบรอนแจ็ค (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4886/2548
#267539
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 47 เป็นเพียงการกำหนดวิธีการและหน้าที่ของนายจ้างที่จะดำเนินการนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนและในส่วนของนายจ้างแก่สำนักงานประกันสังคมว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร และยังบัญญัติให้นายจ้างมีอำนาจที่จะหักค่าจ้างของลูกจ้างอันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ทั้งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็หามีบทบัญญัติใดที่พอจะแปลว่าเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนจะต้องเป็นเงินที่หักมาจากค่าจ้างของผู้ประกันตนเพียงประการเดียวเท่านั้น หากนายจ้างส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนนอกจากค่าจ้างของผู้ประกันตนแล้วจะเป็นเหตุให้ผู้ประกันตนมิได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมตามมาตรา 54 แต่อย่างใดไม่ เมื่อนายจ้างส่งเงินสมทบในส่วนของ ท. ลูกจ้างถึงเดือนกันยายน 2544 แม้จะเป็นเงินของนายจ้าง มิใช่เป็นเงินที่หักมาจากค่าจ้างของ ท. โดยมีเจตนาที่จะช่วยเหลือ ท. ให้ได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลตามสิทธิอันเป็นการแสดงถึงความเอื้ออาทรของนายจ้างต่อลูกจ้าง จึงหาใช่เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ เมื่อ ท. ถึงแก่ความตายในวันที่ 2 มกราคม 2545 ย่อมเป็นกรณีที่ ท. ได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนภายในระยะเวลาหกเดือนก่อนถึงแก่ความตาย โจทก์ผู้เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ท. ย่อมมีสิทธิได้ประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 843/2545 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2545 กับให้จำเลยจ่ายเงินค่าทำศพแก่โจทก์ตามกฎหมายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 843/2545 และให้จำเลยจ่ายเงินค่าทำศพเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายเทียนทอง ลำเทียน ผู้ประกันตน นายเทียนทองเป็นลูกจ้างของบริษัทศรีสยามบอดี้พาร์ท จำกัด นายจ้าง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2544 นายเทียนทองเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารที่โรงพยาบาลตามสิทธิและถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2545 โดยมิใช่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน นายเทียนทองมิได้ไปทำงานให้นายจ้างเนื่องจากเจ็บป่วย แต่นายจ้างยังคงนำส่งเงินสมทบทั้งส่วนของนายจ้างและของนายเทียนทองให้แก่จำเลยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2544 เรื่อยมาจนถึงเดือนกันยายน 2544 โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีตายเป็นค่าทำศพ ซึ่งหากโจทก์มีสิทธิได้รับจะเป็นเงินประมาณ 30,000 บาท สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 และคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทำศพ ดังนี้ เห็นว่า บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 47 เป็นเพียงการกำหนดวิธีการและหน้าที่ของนายจ้างที่จะดำเนินการนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนและในส่วนของนายจ้างแก่สำนักงานประกันสังคมว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร และยังบัญญัติให้นายจ้างมีอำนาจที่จะหักค่าจ้างของลูกจ้างอันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ทั้งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็หามีบทบัญญัติใดที่จะพอแปลว่าเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนจะต้องเป็นเงินที่หักมาจากค่าจ้างของผู้ประกันตนแต่เพียงประการเดียวเท่านั้น หากนายจ้างส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนนอกจากค่าจ้างของผู้ประกันตนแล้วจะเป็นเหตุให้ผู้ประกันตนมิได้รับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 54 แต่อย่างใดไม่ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติได้ความว่า นายจ้างได้ส่งเงินสมทบในส่วนของนายเทียนทองถึงเดือนกันยายน 2544 แม้จะเป็นเงินของนายจ้าง มิใช่เป็นเงินที่หักมาจากค่าจ้างของนายเทียนทอง โดยมีเจตนาที่จะช่วยเหลือนายเทียนทองให้ได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลตามสิทธิอันเป็นการแสดงถึงความเอื้ออาทรของนายจ้างต่อลูกจ้าง จึงหาใช่เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ไม่ เมื่อนายเทียนทองถึงแก่ความตายในวันที่ 2 มกราคม 2545 ย่อมเป็นกรณีที่นายเทียนทองได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนภายในระยะเวลาหกเดือนก่อนถึงแก่ความตาย โจทก์ผู้เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายเทียนทองย่อมมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีตายเป็นเงินค่าทำศพจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อไปดังคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 47 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเสาวรส ลำเทียน
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมคิด แสงธรรม
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
วิชัย วิวิตเสวี
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4885/2548
#267459
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1166 บัญญัติว่า บรรดาการซึ่งกรรมการได้ทำไปแม้ในภายหลังความปรากฏว่าการแต่งตั้งกรรมการคนนั้นมีข้อบกพร่องหรือบกพร่องด้วยองค์คุณควรแก่ตำแหน่งกรรมการ การมิได้ทำนั้นย่อมสมบูรณ์เสมือนดังว่าบุคคลนั้นได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้องและบริบูรณ์ด้วยองค์คุณของกรรมการ และตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึง (1) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง (2) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้กระทำการแทนด้วย การที่ พ. ซึ่งตามหนังสือรับรองที่เจ้าหน้าที่รับรองว่า พ. เป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลย มีอำนาจลงชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยมีผลผูกพันจำเลยได้บอกเลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ แม้ว่าการแต่งตั้งจะมีข้อบกพร่องหรือในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลย เมื่อจำเลยรับรองการแสดงเจตนาของ พ. ที่บอกเลิกจ้างโจทก์เป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จึงมีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ตามกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างรวม 2 เดือน เป็นเงิน 100,000 บาท และค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นไป พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าจ้างที่ค้างชำระในแต่ละเดือนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม 2545 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และชำระเงินค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นไป พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างของเดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาได้รับค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2545 จำเลยโดยนางสาวพรเพ็ญได้บอกเลิกจ้างโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์แล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และอ้างหนังสือรับรองซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับรองว่านางสาวพรเพ็ญเป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลย มีอำนาจลงชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยมีผลผูกพันจำเลย จำเลยได้ให้การรับรองการกระทำของนางสาวพรเพ็ญว่าเป็นการกระทำของจำเลยในการเลิกจ้างโจทก์โดยชอบแล้ว เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1166 บัญญัติว่า บรรดาการซึ่งกรรมการได้ทำไปแม้ในภายหลังความปรากฏว่าการแต่งตั้งกรรมการคนนั้นมีข้อบกพร่องหรือบกพร่องด้วยองค์คุณควรแก่ตำแหน่งกรรมการ การมิได้ทำนั้นย่อมสมบูรณ์เสมือนดั่งว่าบุคคลนั้นได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้องและบริบูรณ์ด้วยองค์คุณของกรรมการ และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า นายจ้าง หมายความว่าผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึง (1) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง (2) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย การกระทำของนางสาวพรเพ็ญเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ แม้ว่าการแต่งตั้งจะมีข้อบกพร่องหรือในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลย เมื่อจำเลยรับรองการแสดงเจตนาของนางสาวพรเพ็ญที่บอกเลิกจ้างโจทก์เป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จึงมีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ตามกฎหมายแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2545 ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างเดือนมิถุนายน 2545 ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงชอบที่จะได้รับค่าจ้างดังกล่าวจำนวน 50,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 กรกฎาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1166
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอาณัฐชัย รัตตกุล
จำเลย — บริษัทซุปเปอร์บล๊อก จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงศธร นิ่มมานพ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4885/2548
#268249
เปิดฉบับเต็ม

พ. เป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัทจำเลย การที่ พ. เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจแม้ว่าการแต่งตั้งจะมีข้อบกพร่องหรือในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลย เมื่อจำเลยรับรองการแสดงเจตนาของ พ. ที่บอกเลิกจ้างโจทก์เป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จึงมีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ตามกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2540 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งกรรมการ มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายของจำเลย จนถึงปลายปี 2542 โจทก์ทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้บริหารของจำเลย และเมื่อต้นปี 2545 โจทก์ทำหน้าที่ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้รับค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2545 จำเลยโดยนางสาวพรเพ็ญ สุขสมบูรณ์วงศ์ ได้บอกเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าจ้างเดือนมิถุนายน 2545 ให้แก่โจทก์ โจทก์เพิ่งตรวจสอบว่านางสาวพรเพ็ญไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย เพราะเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545 ซึ่งเป็นวันประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อแต่งตั้งนางสาวพรเพ็ญเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยไม่ได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลย การบอกเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าวจึงกระทำไปโดยผู้ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยจึงไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์ยังคงเป็นลูกจ้างของจำเลย แม้จำเลยจะกีดกันไม่ให้โจทก์เข้าไปทำงาน แต่จำเลยมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์อัตราร้อยละ 50,000 บาท นับแต่เดือนมิถุนายน 2545เป็นต้นไป ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างรวม 2 เดือน เป็นเงิน 100,000 บาท และค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท นับแต่เดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นไป พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าจ้างที่ค้างชำระในแต่ละเดือนแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นางสาวพรเพ็ญมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์เพราะบริษัทจำเลยมีผู้ถือหุ้นจำนวน 140,000 หุ้น บริษัทที่ถือหุ้นในบริษัทจำเลยมากที่สุดคือบริษัทวิคตอรี่ เอส จำกัด ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทซองแลนด์ จำกัด ถือหุ้นบริษัทจำเลย 69,123 หุ้น ซึ่งบริษัทดังกล่าวนางสาวพรเพ็ญเป็นกรรมการผู้มีอำนาจได้มอบหมายให้นางสาวพรเพ็ญเข้ามาเป็นกรรมการของจำเลยจำเลย การแต่งตั้งให้นางสาวพรเพ็ญเป็นกรรมการของจำเลยได้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นแต่งตั้งถูกต้องตามกฎหมาย และโจทก์ทราบมาตลอดถึงความถูกต้องของจำเลยมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม 2545 เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 กรกฎาคม 2545) และชำระเงินค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นไป พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างของเดือนสิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาได้รับค่าจ้างเดือนละ 50,000 บาท เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2545 จำเลยโดยนางสาวพรเพ็ญ สุขสมบูรณ์วงศ์ ได้บอกเลิกจ้างโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์แล้วหรือไม่ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด และอ้างหนังสือรับรองเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 เป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับรองว่านางสาวพรเพ็ญ สุขสมบูรณ์วงศ์ เป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลย มีอำนาจลงชื่อและประทับตามสำคัญของจำเลยมีผลผูกพันจำเลย จำเลยได้ให้การรับรองการกระทำของนางสาวพรเพ็ญว่าเป็นการกระทำของจำเลยในการเลิกจ้างโจทก์โดยชอบแล้ว เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1166 บัญญัติว่า บรรดาการซึ่งกรรมการได้ทำไปแม้ในภายหลังความปรากฏว่าการแต่งตั้งกรรมการคนนั้นมีข้อบกพร่องหรือบกพร่องด้วยองค์คุณควรแก่ตำแหน่งกรรมการ การมิได้ทำนั้นย่อมสมบูรณ์เสมือนดั่งว่าบุคคลนั้นได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้องและบริบูรณ์ด้วยองค์คุณของกรรมการ และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง (1) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง (2) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย การกระทำของนางสาวพรเพ็ญเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ แม้ว่าข้อบกพร่องหรือในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลยเมื่อจำเลยรับรองการแสดงเจตนาของนางสาวพรเพ็ญที่บอกเลิกจ้างโจทก์เป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จึงมีผลเป็นการเลิกจ้างโจทก์ตามกฎหมายแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2545 ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างเดือนมิถุนายน 2545 ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงชอบที่จะได้รับค่าจ้างดังกล่าวจำนวน 50,000 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 กรกฎาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1166
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอาณัฐชัย รัตตกุล
จำเลย — บริษัทซุปเปอร์บล๊อก จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4880/2548
#113357
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามคำท้า เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อนเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณา เช่นการสาบาน หรือการเบิกความของพยานปากใดปากหนึ่ง ถ้าดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วสมประโยชน์ของคู่ความฝ่ายใด คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะยอมรับข้อเท็จจริงตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้าง อันเป็นผลให้คู่ความฝ่ายที่ได้ประโยชน์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยไม่ต้องมีการสืบพยานเพื่อพิสูจน์ตามประเด็นข้อพิพาท คดีนี้โจทก์และจำเลยท้ากันให้ถือเอาคำเบิกความของนางสาว บ. เป็นข้อแพ้ชนะคดี โดยมีเงื่อนไขบังคับก่อนเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาว่า หากนางสาว บ. เบิกความว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่ 700,000 บาทเศษ ให้ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยเป็นธรรม โจทก์ยอมแพ้คดี และโจทก์ยอมจ่ายเงินจำนวน 792,857.28 บาท ให้แก่จำเลย ถ้านางสาว บ. เบิกความว่า โจทก์ไม่ได้เป็นหนี้จำเลยตามยอดเงินดังกล่าว จำเลยยอมแพ้โดยถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม และจำเลยจะจ่ายค่าชดเชย เงินสะสม เงินสมทบ รวม 318,000 บาท ให้แก่โจทก์ ต่อมานางสาว บ. มาเบิกความว่า โจทก์เป็นหนี้จำเลยจำนวน 700,000 บาทเศษ จริง ตรงตามคำท้าเงื่อนไขบังคับก่อนจึงสำเร็จผลตามคำท้าสมประโยชน์แก่จำเลย คำท้าบังเกิดผลแล้ว โจทก์ต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างโดยไม่ต้องสืบพยานเพื่อพิสูจน์ตามประเด็นพิพาท การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีตามคำท้าโดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 84 (1) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 335,402.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์นำเงินจำนวน 792,857.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะชำระหนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้น หากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวนเท่าใดให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ขอให้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากเงินที่โจทก์ต้องรับผิดชดใช้คืนให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยชอบธรรมให้โจทก์ชำระเงิน 792,857.28 แก่จำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 3 ข และข้อ 3 ค ว่าคำท้าของโจทก์และจำเลยที่ตกลงกันให้ถือเอาคำเบิกความของนางสาวบุญเรือน เป็นข้อแพ้ชนะคดี บังเกิดผลแล้วหรือไม่ และการที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีตามคำท้าโดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนนั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ป.วิ.พ. มาตรา 84 บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใด ๆ เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตน ให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้าง แต่ว่า (1) คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง?ซึ่งศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว?" การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามคำท้านั้น เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อนเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณา เช่น การสาบาน หรือการเบิกความของพยานปากใดปากหนึ่ง ถ้าดำเนินกระบวนพิจารณาแล้ว สมประโยชน์ของคู่ความฝ่ายใด คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะยอมรับข้อเท็จจริงตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้าง อันเป็นผลให้คู่ความฝ่ายที่ได้ประโยชน์เป็นฝ่ายชนะคดี โดยไม่ต้องมีการสืบพยานเพื่อพิสูจน์ตามประเด็นข้อพิพาท คดีนี้โจทก์และจำเลยท้ากันให้ถือเอาคำเบิกความของนางสาวบุญเรือน เป็นข้อแพ้ชนะคดี โดยมีเงื่อนไขบังคับก่อนเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาว่าหากนางสาวบุญเรือนเบิกความว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่ 700,000 บาทเศษ ให้ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยเป็นธรรม โจทก์ยอมแพ้คดีและโจทก์ยอมจ่ายเงินจำนวน 792,857.28 บาท ให้แก่จำเลย ถ้านางสาวบุญเรือนเบิกความว่าโจทก์ไม่ได้เป็นหนี้จำเลยตามยอดเงินดังกล่าว จำเลยยอมแพ้โดยถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม และจำเลยจะจ่ายค่าชดเชย เงินสะสม เงินสมทบ รวม 318,000 บาท ให้แก่โจทก์ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 ต่อมานางสาวบุญเรือนมาเบิกความที่ศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ว่า โจทก์เป็นหนี้จำเลยจำนวน 700,000 บาทเศษ จริง ซึ่งเงื่อนไขบังคับก่อนนั้นได้สำเร็จผลตามคำท้าสมประโยชน์แก่จำเลย คำท้าจึงบังเกิดผลแล้ว โจทก์ต้องแพ้คดีตามคำท้าโดยยอมรับข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างโดยไม่ต้องสืบพยานเพื่อพิสูจน์ตามประเด็นพิพาท การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีตามคำท้าโดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน จึงเป็นการพิพากษาคดีที่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (1) ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 แล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัติ เนื้อนุ่ม
จำเลย — บริษัทซานตาเฟ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4880/2548
#268235
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยท้ากันให้ถือเอาคำเบิกความของ บ. เป็นข้อแพ้ชนะคดี โดยมีเงื่อนไขว่า หาก บ. เบิกความว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่ 700,000 บาทเศษให้ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยเป็นธรรม โจทก์ยอมแพ้คดี และโจทก์ยอมจ่ายเงินจำนวน 792,857.28 บาท ให้แก่จำเลย ถ้าเบิกความว่า โจทก์ไม่ได้เป็นหนี้จำเลยตามยอดเงินดังกล่าว จำเลยยอมแพ้โดยถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและจำเลยจะจ่ายค่าชดเชย เงินสะสม เงินสมทบ รวม 318,000 บาท ให้แก่โจทก์ ต่อมา บ. เบิกความที่ศาลแรงงานกลางว่า โจทก์เป็นหนี้จำเลยจำนวน 700,000 บาทเศษจริง ตรงตามคำท้า ซึ่งเงื่อนไขบังคับก่อนนั้นได้สำเร็จผลตามคำท้าสมประโยชน์แก่จำเลยคำท้าจึงบังเกิดผลแล้ว โจทก์ต้องแพ้คดีตามคำท้าโดยยอมรับข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างโดยไม่ต้องสืบพยานเพื่อพิสูจน์ตามประเด็นพิพาท การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีตามคำท้าโดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน จึงเป็นการพิพากษาคดีที่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานออกของ (ชิปปิ้ง) โดยเริ่มทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2539 ได้รับเงินเดือนครั้งสุดท้ายเดือนละ 17,414 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 17,414 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 139,312.80 บาท ค่าจ้างเดือนพฤศจิกายน 2545 เป็นเงิน 17,414.80 บาท เงินสะสมและเงินสมทบของโจทก์อีก 157,778.50 บาท เงินชดเชยสำหรับวันพักร้อนอีก 6 วัน คิดเป็นเงิน 3,482.82 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 335,402.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยจ้างโจทก์ให้มีหน้าที่ออกสินค้าหรือสิ่งของของลูกค้าของจำเลยซึ่งส่งเข้ามาทางเรือ การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์จะต้องประเมินค่าใช้จ่ายและขอเบิกเงินจากจำเลย เมื่อเสร็จงานโจทก์มีหน้าที่นำเงินส่วนที่เหลือมาคืนจำเลยหากเงินทดรองจ่ายไม่พอจำเลยจะจ่ายชดเชยให้โจทก์ แต่เมื่อประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2545 จำเลยได้ทำการตรวจสอบบัญชีเงินทดรองจ่ายของโจทก์ ปรากฏว่ามียอดเงินทดรองจ่ายที่โจทก์จะต้องนำส่งคืนให้จำเลยค้างอยู่ ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 เป็นเงินจำนวน 787,446.85 บาท ซึ่งโจทก์ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แล้ว ภายหลังโจทก์ได้ทำหนังสือขอผ่อนชำระหนี้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 แต่จำเลยไม่อาจรับข้อเสนอของโจทก์ได้ การกระทำของโจทก์เป็นการทุจริตต่อหน้าที่จงใจทำให้จำเลยเสียหาย อันเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกจ้างโจทก์ได้ทันที โดยจำเลยไม่จำเป็นต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 17,414 บาท และค่าชดเชยจำนวน 139,312 บาท รวมทั้งเงินชดเชยวันพักร้อน 6 วัน จำนวน 3,482.80 บาท ซึ่งเงินชดเชยวันพักร้อนนี้โจทก์เหลือวันพักร้อน 4.5 วัน แต่โจทก์ทำผิดสัญญาจ้างโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยวันพักร้อนดังกล่าว ส่วนเงินเดือนของเดือนพฤศจิกายน 2545 โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างเพียง 25 วัน คิดเป็นเงิน 14,414 บาท ตามฟ้อง สำหรับเงินสมทบและผลประโยชน์ของจำเลยจำนวน 78,950.13 บาท ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเพราะโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างหรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ ตามข้อบังคับของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานกลุ่ม อีเอซี ข้อ 4.4 (ก) (สิ้นสุดการทำงานด้วยเหตุอื่นใด) ด้วยสาเหตุตามที่ระบุไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ส่วนเงินสะสมของโจทก์จำนวน 78,950.13 บาท ก็อยู่ในความรับผิดชอบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานกลุ่มอีเอซี (ซึ่งจดทะเบียนแล้ว) จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินสมทบและเงินสะสมจำนวน 157,900.26 บาท ให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และการที่โจทก์ไม่นำเงินทดรองจ่ายที่เหลือจากการทำงานในหน้าที่ของโจทก์มาคืนให้จำเลย ผลการตรวจสอบปรากฏว่า ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2544 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2545 เฉพาะเงินทดรองจ่ายส่วนที่โจทก์ยังไม่นำมาส่งคืนให้จำเลยจำนวน 3,841,800 บาท โจทก์นำค่าใช้จ่ายมาหักบัญชีเป็นเงิน 3,048,942.72 บาท ฉะนั้น โจทก์จะต้องนำเงินจำนวน 792,857.28 บาท ส่งคืนให้จำเลย แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยขอฟ้องแย้งให้โจทก์นำเงินจำนวน 792,857.28 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะชำระหนี้ให้แก่จำเลยเสร็จสิ้น หากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวนเท่าใดให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ขอให้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากเงินที่โจทก์ต้องรับผิดชดใช้คืนให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทำงานกับจำเลยเป็นเวลาเกือบ 7 ปี ตามระเบียบของจำเลยหากจะเบิกเงินทดรองไปทำงานใหม่จะต้องชำระบัญชีเก่าให้เรียบร้อย มิฉะนั้นจะไม่สามารถเบิกเงินไปทำงานรายใหม่ได้ ในการคืนเงินให้จำเลยนั้นโจทก์คืนให้แก่นางสาวบุญเรือน มรุธพงษ์สาธร ทุกครั้ง โดยนางกรรณิการ์ สุภาศรี จะหักเงินคงค้างออกจากเงินที่เบิกใหม่ทุกครั้งแล้วส่งมอบให้นางสาวบุญเรือน นางสาวบุญเรือนมิได้ออกหลักฐานใดให้แก่โจทก์ทั้งนางสาวบุญเรือนยังทำหน้าที่เก็บรักษาเอกสารเบิกจ่ายเงินของโจทก์และพนักงานอื่น ๆ อีกด้วย แต่กลับทำเอกสารดังกล่าวสูญหายไปอย่างมีพิรุธ เอกสารรับสภาพหนี้และขอผ่อนชำระเงินนั้นเป็นเอกสารปลอม จำเลยเพิ่งอ้างว่าโจทก์ทุจริตหลังจากทราบว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลย ย่อมขัดต่อบทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน จำเลยจึงไม่อาจฟ้องแย้งได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยชอบธรรมให้โจทก์ชำระเงิน 792,857.28 บาท แก่จำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 3 ข และข้อ 3 ค ว่า คำท้าของโจทก์และจำเลยที่ตกลงกันให้ถือเอาคำเบิกความของนางสาวบุญเรือน มรุธพงษ์สาธร เป็นข้อแพ้ชนะคดี บังเกิดผลแล้วหรือไม่ และการที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีตามคำท้าโดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนนั้น เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใด ๆ เพื่อสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตน ให้หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้าง แต่ว่า (1) คู่ความไม่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง...ซึ่งศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับแล้ว..." การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามคำท้านั้น เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างโดยมีเงื่อนบังคับก่อนเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณา เช่น การสาบาน หรือการเบิกความของพยานปากใดปากหนึ่ง ถ้าดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วสมประโยชน์ของคู่ความฝ่ายใด คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะยอมรับข้อเท็จจริงตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้าง อันเป็นผลให้คู่ความฝ่ายที่ได้รับประโยชน์เป็นฝ่ายชะคดีโดยไม่ต้องมีการสืบพยานเพื่อพิสูจน์ตามประเด็นข้อพาท คดีนี้โจทก์และจำเลยท้ากันให้ถือเอาคำเบิกความของนางสาวบุญเรือน มรุธพงษ์สาธร เป็นข้อแพ้ชนะคดีโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อนเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาว่า หากนางสาวบุญเรือนเบิกความว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่ 700,000 บาทเศษ ให้ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยเป็นธรรม โจทก์ยอมแพ้คดีและโจทก์ยอมจ่ายเงินจำนวน 792,857.28 บาท ให้แก่จำเลย ถ้านางสาวบุญเรือนเบิกความว่า โจทก์ไม่ได้เป็นหนี้จำเลยตามยอดเงินดังกล่าว จำเลยยอมแพ้โดยถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและจำเลยจะจ่ายค่าชดเชย เงินสะสม เงินสมทบ รวม 318,000 บาท ให้แก่โจทก์ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลาง ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 ต่อมานางสาวบุญเรือนมาเบิกความที่ศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ว่า โจทก์เป็นหนี้จำเลยจำนวน 700,000 บาทเศษจริง ตรงตามคำท้าในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว ซึ่งเงื่อนไขบังคับก่อนนั้นได้สำเร็จผลตามคำท้าสมประโยชน์แก่จำเลย คำท้าจึงบังเกิดผลแล้วโจทก์ต้องแพ้คดีตามคำท้าโดยยอมรับข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างโดยไม่ต้องสืบพยานเพื่อพิสูจน์ตามประเด็นพิพาท การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีตามคำท้าโดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน จึงเป็นการพิพากษาคดีที่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัติ เนื้อนุ่ม
จำเลย — บริษัทซานตาเฟ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4878/2548
#113348
เปิดฉบับเต็ม

ในการประกอบกิจการของโจทก์ โจทก์ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าขายปลีกโดยหักส่วนลดให้ทันทีและส่งมอบกรรมสิทธิ์ในสินค้าให้ลูกค้าไป ลูกค้าของโจทก์จะต้องชำระราคาตามเวลาที่โจทก์กำหนดมิใช่เมื่อขายสินค้าได้แล้ว ลักษณะการประกอบกิจการเช่นนี้จึงเป็นการซื้อขายตามธรรมดา ส่วนลดที่โจทก์ให้แก่ลูกค้าขายปลีกจึงเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจตาม ป. รัษฎากร มาตรา 40 (8) มิใช่เงินได้ที่ได้รับจากการรับทำงานให้โจทก์ตามมาตรา 40 (2) โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50

โจทก์ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าขายปลีกโดยหักส่วนลดในทันทีและออกใบกำกับภาษีโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้าแสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งแล้ว ส่วนลดดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 วรรคสาม (1) แห่ง ป. รัษฎากร โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้าถูกต้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ที่ 1002071/1/102094 ลงวันที่ 28 กันยายน 2543 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 1002071/5/102405 ถึงเลขที่ 1002071/5/102440 ลงวันที่ 28 กันยายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ส.ภ. 1 (อธ. 3)/144/2544 ถึงเลขที่ ส.ภ. 1 (อธ. 3)/180/2544 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 งดหรือลดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับให้โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบธุรกิจขายเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีลูกค้าแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเรียกว่าตัวแทนจำหน่ายสินค้าหรือผู้จำหน่ายอิสระหรือลูกค้าขายปลีก ลูกค้าประเภทนี้จะมี 2 ลักษณะคือ ลักษณะแรกจะต้องรักษายอดสั่งซื้อไม่น้อยกว่าเดือนละ 30,000 บาท ส่วนอีกลักษณะหนึ่งจะต้องรักษายอดสั่งซื้อไม่น้อยกว่าเดือนละ 50,000 บาท ลูกค้าของโจทก์ประเภทนี้โจทก์จะให้ส่วนลดในการจำหน่ายสินค้าในอัตราร้อยละ 40 และหากลูกค้าประเภทนี้มียอดขายถึงเกณฑ์ตามที่กำหนดก็จะได้ส่วนลดเพิ่มขึ้น ส่วนลูกค้าประเภทที่ 2 คือสมาชิกขาย ลูกค้าประเภทนี้จะต้องรักษายอดสั่งซื้อไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,000 บาท โจทก์จะขายสินค้าให้ลูกค้าประเภทนี้โดยให้ส่วนลดร้อยละ 20 และหากมีการจำหน่ายสินค้าถึงเกณฑ์ที่กำหนดก็จะได้ส่วนลดเพิ่มขึ้น ในการจ่ายส่วนลดข้างต้นให้แก่ลูกค้าทั้งสองประเภทโจทก์ไม่ได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของลูกค้าที่ได้รับส่วนลดไว้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่ง ป. รัษฎากร และในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ โจทก์ได้หักส่วนลดดังกล่าวออกจากราคาที่กำหนดและนำมูลค่าสินค้าหลังจากหักส่วนลดมาเป็นฐานภาษีในการยื่นแบบ ภ.พ. 30 ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือน โดยโจทก์ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าขายปลีกโดยหักส่วนลดในทันที และส่งมอบกรรมสิทธิ์ในสินค้าให้ลูกค้าไป และลูกค้าของโจทก์จะต้องชำระราคาตามเวลาที่โจทก์กำหนดมิใช่เมื่อขายสินค้าได้แล้ว ลักษณะการประกอบกิจการเช่นนี้จึงเป็นการซื้อขายตามธรรมดา ส่วนลดที่โจทก์ให้แก่ลูกค้าขายปลีกหรือผู้จำหน่ายอิสระจึงเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจตามมาตรา 40 (8) แห่ง ป. รัษฎากร มิใช่เป็นเงินได้ที่ได้รับจากการรับทำงานให้โจทก์ตามมาตรา 40 (2) แต่อย่างใด โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่ง ป. รัษฎากร

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าส่วนลดดังกล่าวไม่ใช่ค่าจ้างหรือเงินได้จากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่ง ป. รัษฎากร แล้ว ดังนั้นจึงต้องถือว่าส่วนลดดังกล่าวเป็นส่วนลดตามปกติในทางการค้า ซึ่งตาม ป. รัษฎากร มาตรา 79 วรรคสาม (1) บัญญัติว่ามูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมถึงส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้า และได้หักส่วนลดออกจากราคาสินค้า โดยได้แสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่าได้มีการหักส่วนลดไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว ซึ่งในกรณีของโจทก์ก็ออกใบกำกับภาษีโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้า ดังนั้นส่วนลดดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 วรรคสาม (1) การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้าจึงถูกต้องแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (2) ม. 40 (8) ม. 50 ม. 79 วรรคสาม (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยโพลา จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
คมวุฒ บุรีธนวัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4878/2548
#271629
เปิดฉบับเต็ม

ในการประกอบกิจการของโจทก์ โจทก์ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าผู้ขายปลีกโดยหักส่วนลดทันทีและส่งมอบกรรมสิทธิ์ในสินค้าให้ลูกค้าไป และลูกค้าของโจทก์จะต้องชำระราคาตามเวลาที่โจทก์กำหนดมิใช่เมื่อขายสินค้าได้แล้ว ลักษณะการประกอบกิจการเช่นนี้จึงเป็นการซื้อขายตามธรรมดา ส่วนลดที่โจทก์ให้แก่ลูกค้าขายปลีกหรือผู้จำหน่ายอิสระจึงเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจตามมาตรา 40 (8) แห่ง ป.รัษฎากรฯ มิใช่เป็นเงินได้ที่ได้รับทำงานให้โจทก์ตามมาตรา 40 (2) โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

เมื่อส่วนลดที่โจทก์หักออกจากราคาสินค้าไม่ใช่ค่าจ้างหรือเงินได้จากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่ง ป.รัษฎากรฯ จึงต้องถือว่าส่วนลดดังกล่าวเป็นส่วนลดตามปกติในทางการค้า การที่โจทก์ออกใบกำกับภาษีโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้าไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออก ส่วนลดดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 วรรคสาม (1) การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้าจึงถูกต้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ปี 2540 ถึง 2542 โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการขายสินค้าโดยวิธีขายตรงให้แก่ลูกค้า โดยผ่านผู้จำหน่ายในระดับต่าง ๆ ของโจทก์ และส่วนลดที่โจทก์ให้แก่ผู้จำหน่ายในอัตราต่าง ๆ เป็นผลประโยชน์ที่ผู้จำหน่ายได้รับเข้าลักษณะเป็นเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ในฐานะผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์มิได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย และนำส่งจำเลยให้ถูกต้องครบถ้วน โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ และให้ลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มลงคงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายโจทก์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ งดหรือลดเงินเพิ่มและเบี้ยปรับให้โจทก์

จำเลยให้การว่า ธุรกิจของโจทก์มีลักษณะเป็นธุรกิจในระบบขายตรง ไม่ใช่การประกอบกิจการในลักษณะซื้อขายสินค้าเสร็จเด็ดขาด ผู้จำหน่ายอิสระเป็นตัวแทนเก็บเงินจากผู้ซื้อสินค้าเป็นจำนวนเงินเท่ากับราคาขายปลีกที่โจทก์กำหนดไว้ในแค็ตตาล็อก แต่ผู้จำหน่ายอิสระจ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินเท่ากับที่หักส่วนลดแล้วโดยส่วนลดนี้ผู้จำหน่ายอิสระเป็นผู้ได้รับไป ส่วนลดดังกล่าวเป็นค่าตอบแทน หรือค่าจ้างที่ผู้จำหน่ายอิสระและสมาชิกได้รับจากโจทก์ตามอัตราและข้อกำหนดในสัญญาและใบสมัครสมาชิกของโจทก์ซึ่งเป็นธุรกิจขายตรง เข้าลักษณะเป็นเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์อยู่ในฐานะผู้จ่ายเงินได้จำนวนดังกล่าว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์มิได้ทำการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย นำส่งจำเลย โจทก์มีการออกใบกำกับภาษีขายในมูลค่าสินค้าหักด้วยส่วนลด เป็นเหตุให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) แสดงยอดขายต่ำกว่าความเป็นจริง ดังนั้น จำเลยจึงมีอำนาจที่จะประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์ประกอบธุรกิจขายเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีลูกค้าแบ่งเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเรียกว่าตัวแทนจำหน่ายสินค้าหรือผู้จำหน่ายอิสระหรือลูกค้าขายปลีก ลูกค้าประเภทนี้จะมี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกจะต้องรักษายอดสั่งซื้อไม่น้อยกว่าเดือนละ 30,000 บาท ส่วนอีกลักษณะหนึ่งจะต้องรักษายอดสั่งซื้อไม่น้อยกว่าเดือนละ 50,000 บาท ลูกค้าของโจทก์ประเภทนี้โจทก์จะให้ส่วนลดในการจำหน่ายสินค้าในอัตราร้อยละ 40 และหากลูกค้าประเภทนี้มียอดขายถึงเกณฑ์ตามที่กำหนดก็จะได้ส่วนลดเพิ่มขึ้น ส่วนลูกค้าประเภทที่ 2 คือสมาชิกขาย ลูกค้าประเภทนี้จะต้องรักษายอดสั่งซื้อไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,000 บาท โจทก์จะขายสินค้าให้ลูกค้าประเภทนี้โดยให้ส่วนลดร้อยละ 20 และหากมีการจำหน่ายสินค้าถึงเกณฑ์ที่กำหนดก็จะได้ส่วนลดเพิ่มขึ้น ในการจ่ายส่วนลดข้างต้นให้แก่ลูกค้าทั้งสองประเภทโจทก์ไม่ได้หักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของลูกค้าที่ได้รับส่วนลดไว้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร และในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ โจทก์ได้หักส่วนลดดังกล่าวออกจากราคาที่กำหนดและนำมูลค่าสินค้าหลังจากหักส่วนลดมาเป็นฐานภาษีในการยื่นแบบ ภ.พ. 30 ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ส่วนลดชั้นแรกที่โจทก์ให้แก่ลูกค้าขายปลีกของโจทก์เป็นเงินได้ของลูกค้าของโจทก์ประเภทเงินได้เนื่องจากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์จะต้องหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในการประกอบกิจการของโจทก์ โจทก์ขายสินค้าให้แก่ลูกค้าขายปลีกโดยหักส่วนลดในทันทีและส่งมอบกรรมสิทธิ์ในสินค้าให้ลูกค้าไป และลูกค้าของโจทก์จะต้องชำระราคาตามเวลาที่โจทก์กำหนดมิใช่เมื่อขายสินค้าได้แล้ว ลักษณะการประกอบกิจการเช่นนี้จึงเป็นการซื้อขายตามธรรมดา ส่วนลดที่โจทก์ให้แก่ลูกค้าขายปลีกหรือผู้จำหน่ายอิสระจึงเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรมิใช่เป็นเงินได้ที่ได้รับทำงานให้โจทก์ตามมาตรา 40 (2) แต่อย่างใด โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และการประกอบกิจการขายสินค้าของโจทก์เช่นนี้ก็ไม่ตรงกับกรณีประกอบกิจการขายสินค้าที่กรมสรรพากรขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรวินิจฉัยตามที่จำเลยอ้าง เนื่องจากการประกอบกิจการขายสินค้าที่กรมสรรพากรขอให้วินิจฉัยมีหลักเกณฑ์ในข้อที่ 2(4) ว่า ในการจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าแต่ละครั้ง ผู้จำหน่ายทุกระดับจะต้องจ่ายเงินสดในการซื้อเป็นจำนวนเงินเท่ากับราคาขายปลีกตามที่บริษัทขายตรงกำหนดทุกครั้ง โดยไม่มีการหักค่าส่วนลดใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งไม่ตรงกับลักษณะการประกอบกิจการขายสินค้าของโจทก์ เนื่องจากโจทก์ให้ส่วนลดไปตั้งแต่ต้น นอกจากนั้นตามข้อ 3(4) ในเรื่องผลประโยชน์ที่ผู้จำหน่ายได้รับก็ไม่ตรงกับลักษณะการประกอบกิจการขายสินค้าของโจทก์ เพราะโจทก์ไม่ได้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นรายเดือนโดยการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้จำหน่ายแต่โจทก์หักส่วนลดให้ทันที อุทธรณ์จำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า การที่โจทก์นำราคาสินค้าที่โจทก์ขายให้แก่ลูกค้าขายปลีกโดยหักส่วนลดแล้วมาเป็นฐานในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) และชำระภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าส่วนลดดังกล่าวไม่ใช่ค่าจ้างหรือเงินได้จากการรับทำงานให้ตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ดังนั้น จึงต้องถือว่าส่วนลดดังกล่าวเป็นส่วนลดตามปกติในทางการค้า ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 วรรคสาม (1) บัญญัติว่า มูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมถึงส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้า และได้หักส่วนลดออกจากราคาสินค้า โดยได้แสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้งว่าได้มีการหักส่วนลดไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออกแล้ว ซึ่งในกรณีของโจทก์ก็ออกใบกำกับภาษีโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้า ดังนั้น ส่วนลดดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 วรรคสาม (1) การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยหักส่วนลดออกจากราคาสินค้าจึงถูกต้องแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (2) (8) ม. 79 วรรคสาม (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยโพลา จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
คมวุฒ บุรีธนวัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4877/2548
#266313
เปิดฉบับเต็ม

ประเภทพิกัด 0508.00 ระบุว่า "หินปะการังและสิ่งที่คล้ายกัน ที่ยังไม่ได้จัดทำหรือจัดทำอย่างง่าย ๆ... เปลือกของสัตว์น้ำจำพวกโมลลุสก์ ครัสตาเซีย หรือเอคไคโนเดิร์ม และลิ้นทะเล ที่ยังไม่ได้จัดทำหรือจัดทำอย่างง่าย ๆ แต่ไม่ได้ตัดเป็นรูปทรง รวมทั้งผงและเศษของสิ่งดังกล่าว" และประเภทพิกัด 2301.20 ระบุว่า "ปลาหรือสัตว์น้ำจำพวกครัสตาเซีย โมลลุสก์ สัตว์น้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ ที่ป่น ที่ทำเป็นเพลเลต" ดังนั้น เปลือกของสัตว์น้ำจำพวกครัสตาเซียที่จัดอยู่ในประเภทพิกัด 0508.00 อัตราอากรร้อยละ 35 ควรจะต้องเป็นเปลือกของสัตว์น้ำที่ยังคงรูปร่างสมบูรณ์ของสภาพเดิมของสัตว์น้ำนั้น ๆ จึงได้ระบุไว้ว่าที่ยังไม่ได้จัดทำหรือจัดทำอย่างง่าย ๆ แต่ไม่ได้ตัดเป็นรูปทรง ส่วนประเภทพิกัด 2301.20 อัตราอากรร้อยละ 10 นั้น ต้องอยู่ในสภาพป่นและที่ทำเป็นเพลเลต คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ พ.ศ. 2528 มาตรา 25 ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางรับฟังมาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 238 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงว่า สินค้าที่จำเลยนำเข้าเป็นกากกุ้งที่ได้จากการทำกุ้งแห้ง ประกอบด้วยหัว หาง เปลือก และมีเศษเนื้อติดมาบ้างเล็กน้อย นำเข้ามาเป็นอาหารสัตว์ แม้ไม่ปรากฏคำว่า "ป่น" หรือ "ทำเป็นเพลเลต" หรือไม่ แต่สภาพของกากกุ้งที่ได้จากการทำกุ้งแห้ง ย่อมไม่เหลือเค้าโครงเดิมของสภาพเปลือกกุ้งที่สมบูรณ์ โดยสภาพต้องอยู่ในสภาพป่น ๆ เพราะถูกคัดเอาเนื้อกุ้งส่วนดีออกไปแล้ว จึงต้องจัดอยู่ในประเภทพิกัด 2301.20 เสียอากรอัตราร้อยละ 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 20,807.50 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนหรือเศษของเดือนของค่าอากรที่ต้องชำระจำนวน 14,350 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25 ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางรับฟังมาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 238 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ข้อเท็จจริงที่ศาลภาษีอากรกลางรับฟังมาได้ความว่า นายตรวจศุลกากรประจำด่านศุลกากรระนองตรวจสอบสินค้าของจำเลยที่สำแดงสินค้าที่นำเข้าไว้ว่าเป็นกากกุ้งประเภทพิกัด 2301.20 อัตราอากรร้อยละ 10 ตรวจสอบแล้วพบว่าสินค้าตรงตามที่สำแดงไว้ในใบขนฯ ว่าเป็นกากกุ้งซึ่งประกอบด้วยหัว หาง เปลือก และเศษเนื้อติดมาบ้างเล็กน้อยปะปนกัน จำเลยนำเข้ามาเป็นอาหารสัตว์ ต่อมาสำนักงานศุลกากรภาคที่ 5 เห็นว่าสินค้ากากกุ้งจัดอยู่ในประเภทพิกัด 0508.00 อัตราอากรร้อยละ 35 จึงสอบถามไปยังส่วนมาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากรว่าสินค้ากากกุ้งซึ่งได้จากการทำกุ้งแห้งอันประกอบด้วยผง เศษ หัว เปลือก จัดเข้าประเภทพิกัดใด ผู้อำนวยการส่วนมาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากรตอบมาว่าสินค้ากากกุ้งจัดอยู่ในประเภทพิกัด 0508.00 ในฐานะเป็นเปลือกของสัตว์น้ำจำพวกครัสตาเซียที่ยังไม่ได้จัดทำหรือจัดทำอย่างง่าย ๆ แต่ไม่ได้ตัดเป็นรูปทรง รวมทั้งผงและเศษของสิ่งดังกล่าว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สินค้ากากกุ้งที่จำเลยนำเข้าไม่อาจจัดเข้าอยู่ในประเภทพิกัด 2301.20 เพราะประเภทพิกัด 2301.20 ระบุว่า "ปลาหรือสัตว์น้ำจำพวกครัสตาเซีย โมลลุสก์ สัตว์น้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ ที่ป่น ที่ทำเป็นเพลเลต" สินค้ากากกุ้งที่จำเลยนำเข้ายังมิได้ทำให้ป่นหรือจัดทำเป็นเพลเลต (เป็นแผ่นรูปร่างขึ้นมา) จึงไม่อาจจัดเข้าอยู่ในประเภทพิกัด 2301.20 แต่ต้องจัดอยู่ในประเภทพิกัด 0508.00 ซึ่งระบุว่า "หินปะการังและสิ่งที่คล้ายกัน ที่ยังไม่ได้จัดทำหรือจัดทำอย่างง่าย ๆ ... เปลือกของสัตว์น้ำจำพวกโมลลุสก์ ครัสตาเซีย หรือเอคไคโนเดิร์ม และลิ้นทะเล ที่ยังไม่ได้จัดทำหรือจัดทำอย่างง่าย ๆ แต่ไม่ได้ตัดเป็นรูปทรง รวมทั้งผลและเศษของสิ่งดังกล่าว" เห็นว่า เปลือกของสัตว์น้ำจำพวกครัสตาเซียที่จัดอยู่ในประเภทพิกัด 0508.00 อัตราอากรร้อยละ 35 ควรจะต้องเป็นเปลือกของสัตว์น้ำที่ยังคงรูปร่างสมบูรณ์ของสภาพเดิมของสัตว์น้ำนั้น ๆ จึงได้ระบุไว้ว่าที่ยังไม่ได้จัดทำหรือจัดทำอย่างง่าย ๆ แต่ไม่ได้ตัดเป็นรูปทรง ส่วนประเภทพิกัด 2301.20 อัตราอากรร้อยละ 10 นั้นต้องอยู่ในสภาพป่นและที่ทำเป็นเพลเลต (ที่ทำให้เกาะหรือติดรวมกันโดยอัดหรือโดยการเติมสารยึด (ไบน์เดอร์) ในอัตราส่วนไม่เกินร้อยละ 3 โดยน้ำหนัก ดังนั้นที่ศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงว่าสินค้าที่จำเลยนำเข้าเป็นกากกุ้งที่ได้จากการทำกุ้งแห้งประกอบด้วยหัว หาง เปลือก และมีเศษเนื้อติดมาบ้างเล็กน้อย นำเข้ามาเป็นอาหารสัตว์ แม้ไม่ปรากฏคำว่า "ป่น" หรือ "ทำเป็นเพลเลต" หรือไม่ แต่สภาพของกากกุ้งที่ได้จากการทำกุ้งแห้ง ย่อมไม่เหลือเค้าโครงเดิมของสภาพเปลือกกุ้งที่สมบูรณ์ โดยสภาพต้องอยู่ในสภาพป่น ๆ เพราะถูกคัดเอาเนื้อกุ้งส่วนดีออกไปแล้ว ต้องจัดอยู่ในประเภทพิกัด 2301.20 เสียอากรอัตราร้อยละ 10 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 238
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25 ม. 29
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 4 ม. 15
บัญชีพิกัดอัตราอากรขาเข้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — นายประพันธ์ แซ่ตั้น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4875/2548
#266312
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีแรงงานต้องเป็นบุคคลดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 คำว่า "คู่ความ" หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล และคำว่าบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งบุคคลดังกล่าวเท่านั้นที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ องค์กรต่างๆ หากมิได้เป็นนิติบุคคล แม้บุคคลในองค์กรนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ที่ได้รับความเสียหายก็ไม่สามารถฟ้ององค์กรนั้นได้ แต่ชอบจะฟ้องบุคคลที่ก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรง ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ให้อำนาจศาลแรงงานที่จะตรวจคำคู่ความที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลรับไว้ เมื่อศาลแรงงานกลางตรวจคำฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และไม่ปรากฏว่าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายใด ศาลแรงงานกลางก็ชอบที่จะให้โจทก์เสนอหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล เพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำฟ้อง เพราะเป็นการตรวจสอบอำนาจฟ้องของโจทก์ ซึ่งหากจำเลยที่ 1 มิได้เป็นนิติบุคคล ศาลแรงงานกลางก็ไม่อาจรับคำฟ้องในส่วนจำเลยที่ 1 ไว้ได้ เมื่อชั้นตรวจคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล ศาลแรงงานกลางไม่รับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว

ศาลแรงงานกลางไม่รับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเห็นว่าไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่าเป็นนิติบุคคล โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคล แต่มิได้อ้างว่าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศฉบับใด ที่อ้างว่าจำเลยที่ 3 เป็นองค์กรที่ประเทศไทยรู้จักและกฎหมายไทยรับรองให้องค์กรนี้เข้ามาดำเนินการในประเทศไทย มีข้อตกลงเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับรัฐบาลแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 2 ได้รับยกเว้นบรรดารัษฎากรและสามารถออกหนังสือเดินทางให้แก่คนชาติตนได้ ก็เป็นเพียงเรื่องที่รัฐบาลไทยปฏิบัติต่อคณะบุคคลขององค์กรเหล่านี้เท่านั้น มิใช่เหตุผลที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศ ศาลแรงงานกลางไม่รับคำฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างจนถึงวันฟ้องจำนวน 1,470,324 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเดือนละ 61,263.50 บาท ไปจนกว่าจำเลยที่ 3 จะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน จ่ายค่าเสียหายต่อชื่อเสียงจากการผิดสัญญาจ้างจำนวน 5,000,000 บาท จ่ายเงินที่โจทก์มีสิทธิตามสัญญาจ้างจำนวน 2,325,024 บาท จ่ายค่าจ้างจำนวน 339,305.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 101,791.66 บาท และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 339,305.54 บาท ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสนอหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลภายใน 10 วัน เพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์ตรวจสอบข้อมูลที่จำเลยที่ 1 เผยแพร่แก่สาธารณชนตามเอกสารภาษาอังกฤษที่แนบแล้ว โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงต้องมีสถานะเป็นบุคคล และกองทัพบกของจำเลยที่ 3 ย่อมเป็นนิติบุคคลเช่นเดียวกับกองทัพบกของรัฐบาลไทย ขอให้รับคำฟ้องของโจทก์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลโดยเป็นเพียงความเห็นของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นบุคคล จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่าเป็นนิติบุคคล ดังนั้น จำเลยทั้งสามจึงไม่อาจถูกฟ้องเป็นคู่ความในคดีได้ มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับคำฟ้องของโจทก์ชอบหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีแรงงานได้ต้องเป็นบุคคลดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 คำว่า "คู่ความ" หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ฯลฯ และคำว่าบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ดังนั้น บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเท่านั้นที่อาจถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ สำหรับนิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่น องค์กรต่าง ๆ แม้ประกอบไปด้วยบุคคลหลายคนหากมิได้เป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นแล้ว แม้บุคคลในองค์กรเหล่านั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากบุคคลในองค์กรเหล่านั้นก็ไม่อาจฟ้ององค์กรเหล่านั้นได้ แต่ชอบที่จะฟ้องบุคคลที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้โดยตรง ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ให้อำนาจศาลแรงงานที่จะตรวจคำคู่ความที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลได้รับไว้ เมื่อศาลแรงงานกลางตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ที่โจทก์ฟ้องนั้นมิได้เป็นนิติบุคคลตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายใด อันจะทำให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 อาจเข้าเป็นคู่ความหรือถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ ศาลแรงงานกลางก็ชอบที่จะให้โจทก์เสนอหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ได้ เพราะเป็นการตรวจสอบถึงอำนาจฟ้องของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ หากจำเลยที่ 1 มิได้เป็นนิติบุคคลดังที่โจทก์อ้าง ศาลแรงงานกลางก็ไม่อาจรับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ไว้ได้ ซึ่งเป็นการตรวจสอบเบื้องต้นในชั้นตรวจรับคำฟ้อง มิใช่ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจตรวจสอบแต่เป็นเรื่องที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาเท่านั้นดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อในชั้นตรวจรับคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอันจะเป็นคู่ความในคดีได้ ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว

ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ศาลแรงงานกลางไม่รับคำฟ้องโดยเห็นว่าไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่าเป็นนิติบุคคล โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคล ศาลแรงงานกลางพิจารณาเพียงอาศัยกฎหมายไทยแล้วไม่รับคำฟ้องของโจทก์ยังไม่ถูกต้อง แต่อุทธรณ์ของโจทก์ก็มิได้อ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศฉบับใดอีกเช่นกัน ข้ออ้างตามอุทธรณ์ที่ว่าจำเลยที่ 3 เป็นองค์กรที่ประเทศไทยรู้จักและกฎหมายไทยรับรองให้องค์กรนี้เข้ามาดำเนินการในประเทศไทย มีข้อตกลงเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับรัฐบาลแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 2 ได้รับยกเว้นบรรดารัษฎากรและสามารถออกหนังสือเดินทางให้แก่คนชาติตนได้ เป็นเพียงเรื่องที่รัฐบาลไทยปฏิบัติต่อคณะบุคคลขององค์กรเหล่านี้เท่านั้น หาเป็นเหตุผลที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศไม่ ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับคำฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้วเช่นกัน

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 18
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสร้อยทิพย์ ลิมปิพิพัฒนาการ
กรมแพทย์ทหารกองทัพบกสหรัฐ — สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร
จำเลย — อเมริกา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4875/2548
#268221
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีแรงงานได้ต้องเป็นบุคคลดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 คำว่า "คู่ความ" หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ฯลฯ และคำว่าบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ดังนั้นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเท่านั้นที่อาจถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ สำหรับนิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่น องค์กรต่าง ๆ แม้ประกอบไปด้วยบุคคลหลายคนหากมิได้เป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นแล้ว แม้บุคคลในองค์กรเหล่านั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น ผู้ที่ได้รับความเสียจากบุคคลในองค์กรเหล่านั้นก็ไม่อาจฟ้ององค์กรเหล่านั้นได้ แต่ชอบที่จะฟ้องบุคคลที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้โดยตรง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ให้อำนาจศาลแรงงานที่จะตรวจคำคู่ความที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลได้รับไว้ เมื่อศาลแรงงานกลางตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นนิติบุคคลอันจะทำให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 อาจเข้าเป็นคู่ความหรือถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ ก็ชอบที่จะให้โจทก์เสนอหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ได้เพราะเป็นการตรวจสอบถึงอำนาจฟ้องของโจทก์ หากจำเลยที่ 1 มิได้เป็นนิติบุคคล ศาลแรงงานกลางก็ไม่อาจรับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ไว้ได้ ซึ่งเป็นการตรวจสอบเบื้องต้นในชั้นตรวจรับคำฟ้อง มิใช่ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจตรวจสอบแต่เป็นเรื่องที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหน่วยงานของจำเลยที่ 3 และนิติบุคคลประเทศสหรัฐอเมริกาประเภทหน่วยราชการ มีสถานที่ทำการในประเทศไทย จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ส่วนที่จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่เพื่อจำเลยที่ 3 ในประเทศไทย จำเลยที่ 3 จ้างโจทก์ให้ทำงานกับจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2525 และจำเลยที่ 3 สั่งให้โจทก์ทำงานให้แก่แก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2530 ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้อำนวยการจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีคำสั่งให้พักงานโจทก์ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2544 เป็นการพักงานในระหว่างการสอบสวนข้อกล่าวหาโจทก์ในเรื่องการยักยอกเงินกองทุนและทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 โดยไม่ได้ค่าจ้างและต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์กระทำความผิดอย่างร้ายแรงและมีการประพฤติทุจริตไม่ชอบ ซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งต่อจำเลยที่ 3 ผ่านจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 3 ยืนยันคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายค่าเสียหายจากการผิดสัญญาจ้างจนถึงวันฟ้องจำนวน 1,470,324 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเดือนละ 61,263.50 บาทไปจนกว่าจำเลยที่ 3 จะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน จ่ายค่าเสียหายต่อชื่อเสียงจากการผิดสัญญาจ้างจำนวน 5,000,000 บาท จ่ายเงินที่โจทก์มีสิทธิตามสัญญาจ้างจำนวน 2,325,024 บาท จ่ายค่าจ้างจำนวน 339,305.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 101,791.66 บาท และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 339,305.54 บาท ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสนอหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลภายใน 10 วัน เพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าโจทก์ตรวจสอบข้อมูลที่จำเลยที่ 1 เผยแพร่แก่สาธารณชนตามเอกสารภาษาอังกฤษที่แนบแล้ว โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงต้องมีสถานะเป็นบุคคล และกองทัพบกของจำเลยที่ 3 ย่อมเป็นนิติบุคคลเช่นเดียวกับกองทัพบกของรัฐบาลไทย ขอให้รับคำฟ้องของโจทก์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลโดยเป็นเพียงความเห็นของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นบุคคล จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลส่วนจำเลยที่ และที่ 3 ก็ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่าเป็นนิติบุคคล ดังนั้น จำเลยทั้งสามจึงไม่อาจถูกฟ้องเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่าที่ศาลแรงงานกลางไม่รับคำฟ้องของโจทก์ชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา โจทก์ไม่สามารถแสดงหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลก่อนศาลแรงงานกลางรับคำฟ้องไว้ได้ เพราะต้องเรียกเอกสารจากบุคคลภายนอกหลังจากที่ศาลแรงงานกลางรับคำฟ้องของโจทก์ไว้แล้ว ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น จำเลยที่ 2 เป็นองค์กรของรัฐบาลต่างประเทศจำเลยที่ 3 เป็นรัฐบาลต่างประเทศ การพิจารณาถึงสถานะของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยใช้กฎหมายภายในประเทศโดยที่ยังมิได้รับฟังข้อเท็จจริงในชั้นพิจารณาเสียก่อนย่อมไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 3 ยังเป็นองค์กรที่ประเทศไทยรู้จักและมีกฎหมายหลายฉบับรับรองให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาดำเนินการในประเทศไทย จำเลยที่ 3 ยังมีข้อตกลงเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยจำเลยที่ 3 จึงสามารถเป็นจำเลยได้ สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ประมวลรัษฎากรมีข้อยกเว้นบรรดารัษฎากรให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 2 ก็สามารถออกหนังสือเดินทางให้แก่คนชาติตนได้ แสดงว่าจำเลยที่ 2 สามารถเป็นคู่ความได้ และอาจถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีแรงงานได้ต้องเป็นบุคคลดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 คำว่า "คู่ความ" หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ฯลฯ และคำว่าบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ดังนั้น บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเท่านั้นที่อาจถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ สำหรับนิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่น องค์กรต่าง ๆ แม้ประกอบไปด้วยบุคคลหลายคนหากมิได้เป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นแล้ว แม้บุคคลในองค์กรเหล่านั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากบุคคลในองค์กรเหล่านั้นก็ไม่อาจฟ้ององค์กรเหล่านั้นได้ แต่ชอบที่จะฟ้องบุคคลที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้โดยตรง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ให้อำนาจศาลแรงงานที่จะตรวจคำคู่ความที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลได้รับไว้ เมื่อศาลแรงงานกลางตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ที่โจทก์ฟ้องนั้นมิได้เป็นนิติบุคคลที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายใด อันจะทำให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 อาจเข้าเป็นคู่ความหรือถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ ศาลแรงงานกลางก็ชอบที่จะให้โจทก์เสนอหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ได้เพราะเป็นการตรวจสอบถึงอำนาจฟ้องของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ หากจำเลยที่ 1 มิได้เป็นนิติบุคคลดังที่โจทก์อ้าง ศาลแรงงานกลางก็ไม่อาจรับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 ไว้ได้ซึ่งเป็นการตรวจสอบเบื้องต้นในชั้นตรวจรับคำฟ้อง มิใช่ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจตรวจสอบแต่เป็นเรื่องที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาเท่านั้น ดังที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อในชั้นตรวจสอบรับคำฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอันจะเป็นคู่ความในคดีได้ ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับคำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้นศาลแรงงานกลางไม่รับคำฟ้องโดยเห็นว่าไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่าเป็นนิติบุคคล โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคล ศาลแรงงานกลางพิจารณาเพียงอาศัยกฎหมายไทยแล้วไม่รับคำฟ้องของโจทก์ยังไม่ถูกต้อง แต่อุทธรณ์ของโจทก์ก็มิได้อ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศฉบับใดเช่นเดียวกัน ข้ออ้างตามอุทธรณ์ที่ว่าจำเลยที่ 3 เป็นองค์กรที่ประเทศไทยรู้จักและกฎหมายไทยรับรองให้องค์กรนี้เข้ามาดำเนินการในประเทศไทย มีข้อตกลงเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับรัฐบาลแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 2 ได้รับยกเว้นบรรดารัษฎากร และสามารถออกหนังสือเดินทางให้แก่คนชาติตนได้ เป็นเพียงเรื่องที่รัฐบาลไทยปฏิบัติต่อบุคคลขององค์กรเหล่านี้เท่านั้นหาเป็นเหตุผลที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศไม่ ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับคำฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จึงชอบแล้วเช่นกัน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสร้อยทิพย์ ลิมปิพิพัฒนาการ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร กรมแพทย์ทหาร
จำเลย — กองทัพบกสหรัฐอเมริกา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4874/2548
#272123
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่อ้างว่า ผู้ร้องมีโครงการอาสาสมัครลาออกเพื่อลดขนาดขององค์กรผู้ร้องและพนักงานก็ลาออก เมื่อผู้คัดค้านไม่สมัครใจลาออกก็ต้องถือว่าผู้คัดค้านได้ปฏิบัติตามโครงการดังกล่าวแล้ว หากผู้ร้องจะบังคับให้ผู้คัดค้านออกก็เท่ากับว่าผู้ร้องเลือกปฏิบัติไม่เอาโครงการดังกล่าวมาใช้เท่าเทียมกัน การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้เลิกจ้างผู้คัดค้านได้ ถือว่าเป็นคำสั่งที่ขัดต่อโครงการอาสาลาออกและขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญในข้อบุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันนั้น เป็นข้อที่ผู้คัดค้านไม่ได้ให้การไว้ ทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านมิได้แถลงรับว่ามีโครงการดังกล่าวจริงอุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องประสบปัญหาขาดทุนมาตั้งแต่ปี 2542 ถึงปัจจุบันและคำสั่งซื้อลดลงมาก ประกอบกับแผนกผลิตอุปกรณ์จับยึดชิ้นงานไม่มีคำสั่งซื้อจากลูกค้า จึงจำเป็นต้องปิดหน่วยงานดังกล่าวและเลิกจ้างลูกจ้างในหน่วยงานดังกล่าวซึ่งมีทั้งหมด 18 คน ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างในหน่วยงานดังกล่าวและเป็นกรรมการลูกจ้างขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า แผนกที่ผู้คัดค้านทำงานอยู่ไม่เกี่ยวกับคำสั่งซื้อของลูกค้า ที่ผู้ร้องอ้างว่าไม่มีการผลิตและไม่มีคำสั่งซื้อจากลูกค้าไม่เป็นความจริง ทั้งผู้ร้องสามารถให้ผู้คัดค้านไปทำงานในแผนกอื่นได้ ขอให้ยกคำร้อง

วันนัดพิจารณาและสืบพยานผู้ร้อง คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2546 ถึงปัจจุบันทำงานในส่วนสร้างอุปกรณ์จับยึดชิ้นงาน งานในแผนกดังกล่าวแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนสร้างแม่พิมพ์ ส่วนซ่อมแม่พิมพ์ และส่วนสร้างอุปกรณ์จับยึดชิ้นงาน ในส่วนงานที่ผู้คัดค้านทำนั้นมีพนักงาน 18 คน ลาออกแล้ว 15 คน งานในแผนกคือผลิตเฉพาะผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ลูกค้าสั่งซื้อ ซึ่งปัจจุบันไม่มีคำสั่งซื้อแล้ว เอกสารหมาย ร.1 เป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างด้วยเอกสารหมาย ร.2 ร.3 เป็นงบการเงินปี 2543 ถึง 2545 ซึ่งผู้ร้องขาดทุนเป็นเงินประมาณ 194,000,000 บาท 124,000,000 บาท และ 172,000,000 บาท ตามลำดับ สำหรับปี 2546 ยังจัดทำงบการเงินไม่เสร็จแต่ก็ขาดทุนเป็นเงิน 100,000,000 บาทเศษ สาเหตุที่ขาดทุนเนื่องจากพัฒนาสู้บริษัทคู่แข่งไม่ได้ ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงกว่าราคาขาย ทั้งคำสั่งซื้อลดลงเมื่อเดือนธันวาคม 2546 มีพนักงานประมาณ 1,600 คน ผู้รับเหมาช่วงแรงงานประมาณ 1,300 คน เดือนมีนาคม 2547 เหลือพนักงาน 650 คน และผู้รับเหมาช่วงแรงงาน 200 คน พนักงานที่ออกส่วนใหญ่ลาออกตามโครงการอาสาสมัครลาออก

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องประสบปัญหาการขาดทุนและคำสั่งซื้อลดลงตั้งแต่ปี 2543 ถึงปี 2546 จึงเป็นความจำเป็นที่ผู้ร้องต้องลดขนาดองค์กรและพนักงานลงเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพธุรกิจ ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้ร้องต้องลดจำนวนพนักงานและผู้รับเหมาช่วงแรงงานลงกว่ากึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะในส่วนงานที่ผู้คัดค้านทำอยู่ซึ่งเป็นส่วนงานที่ผลิตเฉพาะผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ลูกค้าสั่งซื้อ แต่ปัจจุบันไม่มีคำสั่งซื้อแล้ว หากจะต้องจ้างผู้คัดค้านต่อไปก็ย่อมไม่เหมาะสมกับสภาพที่เป็นอยู่ ส่วนที่จะให้ผู้คัดค้านไปทำงานในแผนกอื่นในขณะที่ผู้ร้องกำลังลดขนาดองค์กรและอัตรากำลังคนลง ผู้ร้องก็จะต้องเลิกจ้างพนักงานอื่นแล้วให้ผู้คัดค้านเข้าไปทำงานแทน ย่อมเห็นได้ว่าไม่เป็นธรรมต่อพนักงานอื่น ประกอบข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเอกสารหมาย ร.1 หมวดที่ 9 ว่าด้วยการเลิกจ้างข้อ 2.2 ให้ผู้ร้องเลิกจ้างในกรณีคนล้นงานหรือยุบหน่วยงานอันเนื่องจากจำเป็นต้องลดปริมาณการผลิต กรณีจึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์อ้างว่า ผู้ร้องมีโครงการอาสาสมัครลาออกเพื่อลดขนาดองค์กรผู้ร้องและพนักงานก็ลาออก เมื่อผู้คัดค้านไม่สมัครใจลาออก ก็ต้องถือว่าผู้คัดค้านได้ปฏิบัติตามโครงการดังกล่าวแล้ว หากผู้ร้องจะบังคับให้ผู้คัดค้านออกก็เท่ากับว่าผู้ร้องเลือกปฏิบัติไม่เอาโครงการดังกล่าวมาใช้ให้เท่าเทียมกัน การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้เลิกจ้างผู้คัดค้านได้ถือว่าเป็นคำสั่งที่ขัดต่อโครงการอาสาลาออกและขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญในข้อบุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันนั้น เห็นว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเป็นข้อที่ผู้คัดค้านไม่ได้ให้การไว้ ทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านมิได้แถลงรับว่ามีโครงการดังกล่าวจริง อุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเอ็ม เอ็ม ไอ พรีซิชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด
ผู้คัดค้าน — นางสาวสุธิลา ลืนคำ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วิชัย วิวิตเสวี
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4862/2548
#271903
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้ผู้ร้องเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท แต่เมื่อผู้คัดค้านได้ยื่นคำค้านว่าที่พิพาทเป็นของผู้คัดค้าน ผู้ร้องครอบครองที่พิพาทในฐานะผู้อาศัยไม่ใช่เจ้าของ และไม่เคยเปลี่ยนเจตนาซึ่งเป็นการโต้เถียงว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดยการครอบครอง กรณีจึงเป็นคดีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทตามคำร้องขอของผู้ร้องและเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่พิพาท เมื่อที่พิพาทมีราคาไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุพรรณบุรีที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามมาตรา 18

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1230 เฉพาะส่วนด้านทิศเหนือเนื้อที่ 2 งาน โดยการครอบครองตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1230 ผู้ร้องไม่ได้ครอบครองที่ดินโดยเจตนาเป็นเจ้าของและไม่เคยเปลี่ยนเจตนาตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้องขอ

ระหว่างพิจารณาศาลจังหวัดสุพรรณบุรีให้คู่ความตรวจสอบราคาประเมินที่ดินพิพาทเพื่อกำหนดค่าขึ้นศาล ต่อมาคู่ความแถลงร่วมกันว่าที่พิพาทมีราคา 30,000 บาท ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเห็นว่า คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสุพรรณบุรี) จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเริ่มต้นคดีเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โดยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง แม้ภายหลังจะมีผู้คัดค้านก็เป็นการคัดค้านว่าผู้ร้องเป็นเพียงผู้อาศัยไม่ได้แย่งการครอบครองหรือเปลี่ยนเจตนาการครอบครองประเด็นแห่งคดียังคงเช่นเดิมว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดี

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ร้องเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท แต่เมื่อผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านว่าที่พิพาทเป็นของผู้คัดค้าน ผู้ร้องครอบครองที่พิพาทในฐานะผู้อาศัยไม่ใช่เจ้าของ และไม่เคยเปลี่ยนเจตนา ซึ่งเป็นการโต้เถียงว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดยการครอบครอง กรณีจึงเป็นคดีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทตามคำร้องขอของผู้ร้อง และเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่พิพาท เมื่อที่พิพาทมีราคาไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดสุพรรณบุรีจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับโอนคดีนี้จากศาลจังหวัดสุพรรณบุรีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 18 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสารส้ม ประทีปพรศักดิ์
ผู้คัดค้าน — นางสมปอง คชกูล
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4861/2548
#113367
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปในที่ดินมีโฉนดของโจทก์โดยมีเจตนาแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ และจำเลยที่ 1 ได้คัดค้านการรังวัดที่ดินเพื่อสอบเขตที่ดินของโจทก์ในส่วนที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งสองบุกรุกดังกล่าวอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 ขอให้ขับไล่ จำเลยทั้งสองกับบริวารและรื้อสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายของทั้งหมดออกไป จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยบุกรุก จำเลยที่ 1 กับสามีได้ซื้อที่ดินมีโฉนด แล้วได้ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ที่ดินที่ซื้อมานั้นรวมทั้งที่ดินพิพาท โดยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่จำเลยที่ 1 ซื้อมา จำเลยที่ 1 กับสามีได้ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว โดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ และไม่มีผู้ใดโต้แย้งตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง แม้คำให้การของจำเลยทั้งสองในตอนแรกจะปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองให้การในตอนต่อมาว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทมากับที่ดินที่ซื้อมา เข้าใจว่าเป็นที่ดินที่ซื้อมาจากบุคคลอื่น ซึ่งเป็นคำให้การที่จำเลยที่ 1 ยกข้อต่อสู้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของบุคคลอื่น เมื่อคำให้การของจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น จึงมิใช่เรื่องที่จำเลยที่ 1 อ้างการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของตนเอง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ตามคำฟ้องและมีคำขอบังคับให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ ถือได้ว่าคำฟ้องเดิมและฟ้องแย้งนี้เกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ จึงเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามรูปแผนที่สังเขปท้ายฟ้องเนื้อที่ 3 งาน 24 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 460 ตำบลบ้านปทุม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี และห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องต่อไป ให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสาปูนและรั้วลวดหนามซึ่งล้อมรั้วไว้ในบริเวณที่ดินพิพาทกับให้ขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราปีละ 3,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 460 ตำบลบ้านปทุม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 3 งาน 24 ตารางวา ตามรูปแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีจดทะเบียนแก้สารบัญการจดทะเบียนที่ดินโฉนดที่ดิน 460 ตำบลบ้านปทุม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ห้ามโจทก์และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยทั้งสองและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องแย้งแล้วมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ทั้งหมด

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 460 ของโจทก์ทางด้านทิศเหนือทำการปักเสาปูนและล้อมรั้วลวดหนามตามแนวที่ปักเสาปูนคิดเป็นเนื้อที่ที่ดินพิพาท 3 งาน 24 ตารางวา โดยมีเจตนาแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ และจำเลยที่ 1 ได้คัดค้านการรังวัดที่ดินเพื่อสอบเขตที่ดินของโจทก์ในส่วนที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งสองบุกรุกดังกล่าวอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองกับบริวารรื้อสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของทั้งหมดออกไปจากที่ดินพิพาทกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยบุกรุกเข้าไปในที่ดินทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ 3 งาน 24 ตารางวา ของโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 กับสามีได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4442 มาจากนายหยุดกับนางฟัก ตั้งแต่เมื่อปี 2507 แล้วได้ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ที่ดินที่ซื้อมานั้นรวมทั้งที่ดินพิพาทที่มีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินด้านทิศเหนือของโจทก์ โดยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่จำเลยที่ 1 ซื้อมาจากนายหยุดกับนางฟัก จำเลยที่ 1 กับสามีได้ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ และไม่มีผู้ใดโต้แย้งตลอดมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี แล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง แม้คำให้การของจำเลยทั้งสองในตอนแรกจะปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนืออันเป็นที่ดินพิพาท แต่จำเลยทั้งสองให้การในตอนต่อมาว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทมากับที่ดินโฉนดเลขที่ 4442 ที่จำเลยที่ 1 กับสามีได้ซื้อจากนายหยุดกับนางฟัก ตั้งแต่ปี 2507 โดยจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าเป็นที่ดินที่จำเลยที่ 1 ซื้อมาจากบุคคลอื่น ซึ่งเป็นคำให้การที่จำเลยที่ 1 ยกข้อต่อสู้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของบุคคลอื่น เมื่อคำให้การของจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้น จึงมิใช่เรื่องที่จำเลยที่ 1 อ้างการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของตนเองดังความเห็นของศาลล่างทั้งสอง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ตามคำฟ้องและมีคำขอบังคับให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการแก้ไขสารบัญการจดทะเบียนของโฉนดที่ดินเลขที่ 460 ของโจทก์ ให้ที่ดินพิพาทมีชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ กับห้ามมิให้โจทก์และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ถือได้ว่าคำฟ้องเดิมและฟ้องแย้งนี้เกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ จึงเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นรับฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกัลยา นิลอ่อน
จำเลย — นางกิมไล้ แก้วนาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายธนะพัฒน์ แจ่มจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4860/2548
#266445
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 2 แปลง ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โดยให้โจทก์ได้ที่ดินแปลงละ 1 ไร่ และระบุตำแหน่งที่ดินส่วนของโจทก์ไว้ด้วย อันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 (12) ในขณะที่จำเลยที่ 12 เป็นผู้เยาว์โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตจากศาล ข้อตกลงในเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 เท่ากับว่า กรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 12 ยังคงครอบไปเหนือที่ดินพิพาททั้งหมดตามส่วนของตนจนกว่าจะมีการแบ่งแยก ซึ่งมีผลไม่เพียงแต่เฉพาะในเรื่องการกำหนดตำแหน่งของที่ดินเท่านั้น แต่ยังมีผลรวมตลอดไปถึงจำนวนเนื้อที่ดินด้วย เพราะหากแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แปลงละ 1 ไร่ ตามข้อตกลงแล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนที่เหลือย่อมจะมีจำนวนลดน้อยลง และไม่อาจนำมาแบ่งให้แก่จำเลยทั้งสิบสองได้ในจำนวนเท่า ๆ กันโดยไม่กระทบถึงสิทธิในจำนวนเนื้อที่ดินที่จำเลยที่ 12 จะพึงได้รับ เมื่อข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 และมีผลกระทบถึงจำนวนเนื้อที่ดินตลอดจนตำแหน่งของที่ดินที่จะแบ่งแยกเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันไม่อาจแบ่งแยกออกได้จากนิติกรรม ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ได้ร่วมกระทำ ข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ด้วย โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสิบสองแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่ตนตามข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามฟ้อง

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2548)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสองไปดำเนินการลงชื่อจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมเพื่อออกโฉนดใหม่ให้แก่โจทก์โฉนดละ 1 ไร่ ตามคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมและบันทึกถ้อยคำ โดยให้จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 38145 และ 38163 ไปจดทะเบียนแบ่งแยก ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี หากจำเลยทั้งสิบสองไม่ไปขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบสอง และหากจำเลยที่ 1 ไม่นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนแบ่งแยก ขอให้ศาลมีคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี เพื่อให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 38145 และ 38163 ใหม่เพื่อดำเนินการตามคำขอท้ายฟ้องให้เสร็จสิ้น ให้โจทก์รับโฉนดที่ดินใหม่ 2 โฉนด ในส่วนของโจทก์ที่ได้รังวัดแบ่งแยกออกมาจากโฉนดที่ดินเลขที่ 38145 และ 38163 จากเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 12 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 38163 และโฉนดเลขที่ 38145 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เนื้อที่แปลงละ 369 23/100 ตารางวา ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 12 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 38163 และโฉนดเลขที่ 38145 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่แปลงละ 1 ไร่ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 12 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 38145 และ 38163 เนื้อที่แปลงละ 1 ไร่ โดยมิได้ระบุว่าที่ดินที่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งอยู่ตรงส่วนไหนของที่ดินแต่ละแปลง โจทก์จึงฎีกาขอให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่มิได้ระบุว่าที่ดินที่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งอยู่บริเวณใดของที่ดินแต่ละแปลง และพิพากษาให้โจทก์ได้เนื้อที่ดินแปลงละ 1 ไร่ ตามที่ได้ตกลงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ไว้ จึงควรวินิจฉัยในเบื้องต้นว่าข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบสองมีผลผูกพันต่อกันหรือไม่ เพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสิบสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 2 แปลง ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งแยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยให้โจทก์ได้ที่ดินแปลงละ 1 ไร่ และระบุตำแหน่งที่ดินส่วนของโจทก์ไว้ด้วย อันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 (12) ในขณะที่จำเลยที่ 12 เป็นผู้เยาว์โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตจากศาล ข้อตกลงในเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 แล้ว ย่อมเท่ากับว่ากรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 12 ยังคงครอบไปเหนือที่ดินพิพาททั้งหมดตามส่วนของตนจนกว่าจะมีการแบ่งแยก ซึ่งมีผลไม่เพียงแต่เฉพาะในเรื่องการกำหนดตำแหน่งของที่ดินตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเท่านั้น แต่ยังมีผลรวมตลอดไปถึงจำนวนเนื้อที่ดินด้วย เพราะหากแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แปลงละ 1 ไร่ ตามข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนที่เหลือย่อมจะมีจำนวนลดน้อยลง และไม่อาจนำมาแบ่งให้แก่จำเลยทั้งสิบสองได้ในจำนวนเท่า ๆ กันโดยไม่กระทบถึงสิทธิในจำนวนเนื้อที่ดินที่จำเลยที่ 12 จะพึงได้รับ เมื่อข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 และมีผลกระทบถึงจำนวนเนื้อที่ดินตลอดจนตำแหน่งของที่ดินที่จะแบ่งแยกเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันไม่อาจแบ่งแยกออกได้จากนิติกรรมซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ได้ร่วมกระทำ ข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ด้วย โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสิบสองแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่ตนตามข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามฟ้อง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1574 (12)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชัย วัฒนเวศ
จำเลย — นางปราณี วัฒนเวช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4860/2548
#268393
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 12 ทำข้อตกลงแบ่งแยกที่ดินพิพาทกับโจทก์ อันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) ในขณะที่จำเลย 12 เป็นผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ข้อตกลงในเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 และมีผลกระทบถึงจำนวนเนื้อที่ดินตลอดจนตำแหน่งของที่ดินที่จะแบ่งแยก ย่อมเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันไม่อาจแบ่งแยกออกได้จากนิติกรรมซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ได้ร่วมกระทำ ข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ด้วย โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสิบสองแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่ตนตามข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม

โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกากำหนดตำแหน่งของที่ดินที่จะขอแบ่งแยกเป็นของตนเองเท่านั้น โดยจำเลยทั้งสิบสองไม่ได้โต้แย้งในเรื่องจำนวนที่ดินที่โจทก์พึงได้รับอีก จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 38145 เนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 84 ตารางวา โดยเป็นของโจทก์ 1 ไร่ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทางด้านทิศใต้ติดถนนประชาร่วมใจ และที่ดินโฉนดเลขที่ 38163 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา โดยเป็นของโจทก์ 1 ไร่ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2535 โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองได้ยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนที่ดินของโจทก์ เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขามีนบุรี ได้ทำการรังวัดแบ่งแยกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยทั้งสิบสองไม่ลงชื่อจดทะเบียนแบ่งแยกและไม่ได้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปจดทะเบียนแบ่งแยกทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสองไปดำเนินการลงชื่อจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมเพื่อออกโฉนดใหม่ให้แก่โจทก์โฉนดละ 1 ไร่ ตามคำขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2535 และบันทึกถ้อยคำลงวันที่ 10 สิงหาคม 2535 โดยให้จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 38145 และ 38163 ไปจดทะเบียนแบ่งแยก ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี หากจำเลยทั้งสิบสองไม่ไปขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบสอง และหากจำเลยที่ 1 ไม่นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนแบ่งแยก ขอให้ศาลมีคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี เพื่อให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 38145 และ 38163 ใหม่เพื่อดำเนินการตามคำขอท้ายฟ้องให้เสร็จสิ้น ให้โจทก์รับโฉนดที่ดินใหม่ 2 โฉนดในส่วนของโจทก์ที่ได้รังวัดแบ่งแยกออกมาจากโฉนดที่ดินเลขที่ 38145 และ 38163 จากเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 12 ให้การว่า โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดพิพาทในส่วนเท่าๆ กัน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 12 ไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทำการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของโจทก์ เนื้อที่ 1 ไร่ ในที่ดินทั้งสองแปลงแต่โจทก์มีความประสงค์ที่จะทำการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2535 โจทก์จึงไปยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี ซึ่งจำเลยทั้งสิบสองได้ตกลงยินยอมให้โจทก์ไปทำการรังวัดตามสิทธิของโจทก์และจำเลยทั้งสิบสองคนคนละ 1 ส่วน เท่าๆ กัน สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 38145 ส่วนที่เป็นของโจทก์ตามสิทธิให้อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโดยทางทิศใต้ติดถนนประชาร่วมใจ แต่การรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมต้องดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินทางด้านทิศใต้ ซึ่งติดถนนประชาร่วมใจให้มีหน้ากว้างในอัตราส่วนเท่าๆ กันเป็นจำนวน 13 ส่วน ส่วนความยาวนั้นให้มีความยาวตลอดไปจนถึงปลายสุดทางด้านทิศเหนือทั้งนี้เพื่อจะให้โจทก์และจำเลยทั้งหมดได้มีทางออกสู่ถนนสาธารณะได้ทุกคนเท่าเทียมกัน ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 38163 จำเลยทั้งสิบสองตกลงให้โจทก์ทำการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม แต่การรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมต้องดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินให้มีหน้ากว้างในอัตราส่วนเท่าๆ กันเป็นจำนวน 13 ส่วน ส่วนความยาวให้มีความยาวไปจนถึงปลายสุดของที่ดินด้านทิศตะวันตก ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้โจทก์และจำเลยทั้งหมดได้รับส่วนแบ่งเท่าๆ กัน และมีทางออกสู่ทางสาธารณะประโยชน์เท่าเทียมกัน แต่โจทก์ได้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงเกินส่วนของโจทก์ และเกินสิทธิที่โจทก์จะพึงได้โดยจำเลยทั้งสิบสองไม่ยินยอม นอกจากนี้ขณะที่โจทก์ทำการรังวัดนั้นจำเลยที่ 12 ยังเป็นผู้เยาว์ซึ่งจำเลยที่ 12 ก็ได้บอกล้างนิติกรรมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 38163 และโฉนดเลขที่ 38145 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เนื้อที่แปลงละ ตารางวา ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 12 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 38163 และโฉนดเลขที่ 38145 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่แปลงละ 1 ไร่ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 12 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลล่างทั้งสองฟังต้องกันว่า โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 38145 และโฉนดเลขที่ 38163 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 84 ตารางวา และ 3 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ตามลำดับ โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองตกลงแบ่งแยกที่ดินกันโดยให้โจทก์ได้ที่ดินแปลงละ 1 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 38145 ให้ส่วนของโจทก์อยู่ทางด้านทิศตะวันออกด้านทิศใต้ติดกับถนนประชาร่วมใจ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 38163 ส่วนของโจทก์อยู่ทางด้านทิศใต้ สำหรับที่ดินที่เหลือหลังจากแบ่งให้โจทก์แล้วเป็นส่วนของจำเลยทั้งสิบสองและโจทก์กับจำเลยทั้งสิบสองได้ไปพบเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2535 เพื่อขอแบ่งแยกที่ดินตามข้อตกลงซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้บันทึกถ้อยคำข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม และทำใบนัดทำการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้โจทก์และจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ ตามเอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.2 (ศาลจังหวัดบัวใหญ่) กับเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 7 และวันที่ 10 สิงหาคม 2535 โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองได้นำนายไพโรจน์ ปฐมทินกรกุล เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินส่วนของโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 38145 และ 38163 ตามลำดับ ซึ่งนายไพโรจน์ได้ทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน ในส่วนของโจทก์มีเนื้อที่และตำแหน่งที่ดินตามข้อตกลงที่ได้บันทึกถ้อยคำการรังวัดแบ่งแยกให้โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองลงชื่อไว้ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ป.จ.5, ป.จ.6 และ ป.จ.8 ถึง ป.จ.10 (ศาลจังหวัดบัวใหญ่) และนายไพโรจน์ได้วาดรูประวางแผนที่ดินที่โจทก์ได้รับการแบ่งแยกว่าอยู่ตรงส่วนไหนของที่ดินเดิมตามข้อตกลงแล้วตามสำเนารูประวางแผนที่เอกสารหมาย จ.6 และ จ.8 แต่จำเลยทั้งสิบสองไม่ยอมไปพบเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ตามข้อตกลง ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 38145 และ 38163 เนื้อที่แปลงละ 1 ไร่ โดยมิได้ระบุว่าที่ดินที่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งอยู่ตรงส่วนไหนของที่ดินแต่ละแปลง โจทก์จึงฎีกาขอให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่มิได้ระบุว่าที่ดินที่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งอยู่บริเวณใดของที่ดินแต่ละแปลง และพิพากษาให้โจทก์ได้เนื้อที่ดินแปลงละ 1 ไร่ ตามที่ได้ตกลงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ไว้ตามเอกสารหมาย ป.จ.1 ถึง ป.จ.10 (ศาลจังหวัดบัวใหญ่) ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยในเบื้องต้นว่าข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบสองมีผลผูกพันต่อกันหรือไม่เพียงใด คดีนี้คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าขณะทำบันทึกถ้อยคำข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2535 ตามเอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.2 (ศาลจังหวัดบัวใหญ่) นั้น จำเลยที่ 12 ยังเป็นผู้เยาว์ ซึ่งสำเนาทะเบียนบ้านท้ายคำแถลงปิดหมายของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 เมษายน 2539 ก็ระบุอยู่ว่าจำเลยที่ 12 เกิดวันที่ 8 พฤษภาคม 2516 ดังนี้ เป็นกรณีที่จำเลยที่ 12 กระทำนิติกรรมในขณะที่ยังเป็นผู้เยาว์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ลักษณะ 2 หมวด 2 ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตร มาตรา 1574 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการทำนิติกรรมบางประการอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ไว้มีผลทำให้ผู้เยาว์หรือผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำนิติกรรมดังกล่างมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะให้มีการคุ้มครองทรัพย์สินและกิจการบางอย่างที่สำคัญของผู้เยาว์ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 12 ทำข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งแยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกับโจทก์ อันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) ในขณะที่จำเลยที่ 12 เป็นผู้เยาว์โดยปรากฏว่าได้รับอนุญาตจากศาล ข้อตกลงในเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 แล้ว ย่อมเท่ากับว่ากรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 12 ยังคงครอบไปเหนือที่ดินพิพาททั้งหมดตามส่วนของตนจนกว่าจะมีการแบ่งแยก ซึ่งมีผลไม่เพียงแต่เฉพาะในเรื่องการกำหนดตำแหน่งของที่ดินตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเท่านั้น แต่ยังมีผลรวมตลอดไปถึงจำนวนเนื้อที่ดินด้วยเพราะหากแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แปลงละ 1 ไร่ ตามข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนที่เหลือย่อมจะมีจำนวนลดน้อยลง และไม่อาจนำมาแบ่งให้แก่จำเลยทั้งสิบสองได้ในจำนวนเท่าๆ กันโดยไม่กระทบถึงสิทธิในจำนวนเนื้อที่ดินที่จะเลยที่ 12 จะพึงได้รับ ทั้งกรณีไม่อาจที่จะแบ่งที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 12 ก่อน แล้วแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์แปลงละ 1 ไร่ หลังจากนั้นจึงนำมาแบ่งกันในระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยด้วย เพราะพฤติการณ์แห่งคดีไม่อาจพึงสันนิฐานได้ว่าในขณะทำข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินนี้ คู่ความทั้งสองฝ่ายจะมีเจตนายินยอมให้ดำเนินการแบ่งที่ดินในลักษณะเช่นนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 และมีผลกระทบถึงจำนวนเนื้อที่ดินตลอดจนตำแหน่งของที่ดินที่จะแบ่งแยกเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันไม่อาจแบ่งแยกออกได้จากนิติกรรมซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ได้ร่วมกระทำ ข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ด้วย โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสิบสองแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่ตนตามข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่งคดีนี้โจทก์ฎีกาเรื่องขอให้ศาลฎีกากำหนดตำแหน่งของที่ดินที่จะขอแบ่งแยกเป็นของตนเองเท่านั้น โดยจำเลยทั้งสิบสองไม่ได้โต้แย้งในเรื่องจำนวนที่ดินที่โจทก์พึงได้รับอีก จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาไว้เกินต้องคืนให้แก่โจทก์"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364 ม. 1574
ป.วิ.พ. ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชัย วัฒนเวศ
จำเลย — นางปราณี วัฒนเวช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4860/2548
#272099
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 2 แปลง ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยให้โจทก์ได้ที่ดินแปลงละ 1 ไร่ และระบุตำแหน่งที่ดินส่วนของโจทก์ไว้ด้วยอันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 (12) ในขณะที่จำเลยที่ 12 เป็นผู้เยาว์โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตจากศาล ข้อตกลงในเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 เท่ากับว่ากรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 12 ยังคงครอบไปเหนือที่ดินพิพาททั้งหมดตามส่วนของตนจนกว่าจะมีการแบ่งแยก ซึ่งมีผลไม่เพียงแต่เฉพาะในเรื่องการกำหนดตำแหน่งของที่ดินเท่านั้น แต่ยังมีผลรวมตลอดไปถึงจำนวนเนื้อที่ดินด้วย เพราะหากแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แปลงละ 1 ไร่ ตามข้อตกลงแล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนที่เหลือย่อมจะมีจำนวนลดน้อยลง และไม่อาจนำมาแบ่งให้แก่จำเลยทั้งสิบสองได้ในจำนวนเท่าๆ กัน โดยไม่กระทบถึงสิทธิในจำนวนเนื้อที่ดินที่จำเลยที่ 12 จะพึงได้รับ เมื่อข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 และมีผลกระทบจึงจำนวนเนื้อที่ดินตลอดจนตำแหน่งของที่ดินที่จะแบ่งแยกเช่นนี้แล้วย่อมเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันไม่อาจแบ่งแยกออกได้จากนิติกรรม ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ได้ร่วมกระทำ ข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ด้วย โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสิบสองแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่ตนตามข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสองไปดำเนินการลงชื่อจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมเพื่อออกโฉนดใหม่ให้แก่โจทก์โฉนดละ 1 ไร่ ตามคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม และบันทึกถ้อยคำ โดยให้จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 38145 และ 38163 ไปจดทะเบียนแบ่งแยก ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี หากจำเลยทั้งสิบสองไม่ไป ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบสอง และหากจำเลยที่ 1 ไม่นำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนแบ่งแยกขอให้ศาลมีคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี เพื่อให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 38145 และ 38163 ใหม่เพื่อดำเนินการตามคำขอท้ายฟ้องให้เสร็จสิ้น ให้โจทก์รับโฉนดที่ดินใหม่ 2 โฉนด ในส่วนของโจทก์ที่ได้รังวัดแบ่งแยกออกมาจากโฉนดที่ดินเลขที่ 38145 และ 38163 จากเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 12 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 38163 และโฉนดเลขที่ 38145 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เนื้อที่แปลงละ ตารางวา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 38163 และโฉนดเลขที่ 38145 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่แปลงละ 1 ไร่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 84 ตารางวา และ 3 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ตามลำดับ โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินกันโดยให้โจทก์ได้ที่ดินแปลงละ 1 ไร่ ที่ดินแปลงแรกให้ส่วนของโจทก์อยู่ทางด้านทิศตะวันออก ทางด้านทิศใต้ติดกับถนนประชาร่วมใจ ส่วนที่ดินแปลงหลังส่วนของโจทก์อยู่ทางด้านทิศใต้ สำหรับที่ดินที่เหลือหลังจากแบ่งให้โจทก์แล้วเป็นส่วนของจำเลยทั้งสิบสอง และโจทก์กับจำเลยทั้งสิบสองได้ไปพบเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2535 เพื่อขอแบ่งแยกที่ดินตามข้อตกลงซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้บันทึกถ้อยคำข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม และทำใบนัดทำการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้โจทก์และจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ โดยขณะนั้นจำเลยที่ 12 ยังเป็นผู้เยาว์ ต่อมาวันที่ 7 และวันที่ 10 สิงหาคม 2535 โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองได้นำนายไพโรจน์ ปฐมทินกรกุล เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดที่ดินส่วนของโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 38145 และ 38163 ตามลำดับ ซึ่งนายไพโรจน์ได้ทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินในส่วนของโจทก์มีเนื้อที่และตำแหน่งที่ดินตามข้อตกลงและได้ทำบันทึกถ้อยคำการรังวัดแบ่งแยกให้โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองลงชื่อไว้ และนายไพโรจน์ได้วาดรูประวางแผนที่ของที่ดินที่โจทก์ได้รับการแบ่งแยกว่าอยู่ตรงส่วนไหนของที่ดินเดิมตามข้อตกลงแล้วตามสำเนารูประวางแผนที่ แต่จำเลยทั้งสิบสองไม่ยอมไปพบเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ตามข้อตกลง ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 38145 และ 38163 เนื้อที่แปลงละ 1 ไร่ โดยมิได้ระบุที่ดินที่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งอยู่ตรงส่วนไหนของที่ดินแต่ละแปลง โจทก์จึงฎีกาขอให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่มิได้ระบุว่าที่ดินที่โจทก์ได้รับส่วนแบ่งอยู่บริเวณใดของที่ดินแต่ละแปลง และพิพากษาให้โจทก์ได้เนื้อที่ดินแปลงละ 1 ไร่ ตามที่ได้ตกลงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ไว้ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการทำนิติกรรมบางประการอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ไว้มีผลทำให้ผู้เยาว์หรือผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำนิติกรรมดังกล่าวมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะให้มีการคุ้มครองทรัพย์สินและกิจการบางอย่างที่สำคัญของผู้เยาว์ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 12 ทำข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งแยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงกับโจทก์นั้นมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) ในขณะที่จำเลยที่ 12 เป็นผู้เยาว์โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตจากศาล ข้อตกลงในเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 เมื่อข้อตกดังกล่าวไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 แล้ว ย่อมเท่ากับว่ากรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 12 ยังคงครอบไปเหนือที่ดินพิพาททั้งหมดตามส่วนของตนจนกว่าจะมีการแบ่งแยก ซึ่งมีผลไม่เพียงแต่เฉพาะในเรื่องการกำหนดตำแหน่งของที่ดินตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเท่านั้น แต่ยังมีผลรวมตลอดไปถึงจำนวนเนื้อที่ดินด้วยเพราะหากแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แปลงละ 1 ไร่ ตามข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนที่เหลือย่อมจะมีจำนวนลดน้อยลง และไม่อาจนำมาแบ่งให้แก่จำเลยทั้งสิบสองได้ในจำนวนเท่าๆ กันโดยไม่กระทบถึงสิทธิในจำนวนเนื้อที่ดินที่จำเลยที่ 12 จะพึงได้รับ ทั้งกรณีไม่อาจที่จะแบ่งที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 12 ก่อนแล้วแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์แปลงละ 1 ไร่ หลังจากนั้นจึงนำมาแบ่งกันในระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยด้วยเพราะพฤติการณ์แห่งคดีไม่อาจพึงสันนิษฐานได้ว่าในขณะทำข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินนี้ คู่ความทั้งสองฝ่ายจะมีเจตนายินยอมให้ดำเนินการแบ่งที่ดินในลักษณะเช่นนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 และมีผลกระทบถึงจำนวนเนื้อที่ดินตลอดจนตำแหน่งของที่ดินที่จะแบ่งแยกเช่นนี้แล้วย่อมเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันไม่อาจแบ่งแยกออกได้จากนิติกรรมซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ได้ร่วมกระทำ ข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ด้วย โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสิบสองแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่ตนตามข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1574 (12)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชัย วัฒนเวศ
จำเลย — นางปราณี วัฒนเวช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ