คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4812/2548
#266278
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์จำเลยฟุ่มเฟือยเกินไป ให้จำเลยแก้ไขอุทธรณ์มาใหม่ แต่จำเลยไม่ได้แก้ไขอุทธรณ์ กลับอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยฟุ่มเฟือยเกินไป ให้คืนคำคู่ความไปทำมาใหม่ภายในกำหนด จึงเป็นคำสั่งในกรณีที่ศาลชั้นต้นตรวจคำคู่ความที่ยื่นต่อศาล แล้วมีคำสั่งให้คืนคำคู่ความนั้นไปทำมาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 มิใช่เป็นการตรวจอุทธรณ์ แล้วมีคำสั่งว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 วรรคสอง ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์เสียก่อน ผู้อุทธรณ์จึงอาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 198 ทวิ แห่ง ป.วิ.อ. เมื่อคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำคู่ความให้ทำมาใหม่ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามอุทธรณ์ไว้ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำสั่งให้จำเลยที่อุทธรณ์ฟัง โดยไม่ต้องรอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคสอง, 69 วรรคสี่ (ที่ถูกวรรคสาม) จำคุก 10 ปี และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์จำเลยฟุ่มเฟือยเกินไป ให้จำเลยแก้อุทธรณ์มาใหม่และยื่นต่อศาลภายใน 7 วัน แล้วจะพิจารณาสั่ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยฟุ่มเฟือยเกินไป ให้คืนคำคู่ความนี้ไปทำมาใหม่ภายใน 5 วัน แล้วจะพิจารณาสั่ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง แต่จำเลยยื่นก่อนศาลมีคำสั่งไม่รับ จึงไม่รับอุทธรณ์ฉบับนี้ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับอุทธรณ์คำสั่ง ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2546 ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ฟุ่มเฟือย คืนคำคู่ความให้ทำมาใหม่ แต่จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์จำเลยฟุ่มเฟือยเกินไป ให้จำเลยแก้ไขอุทธรณ์มาใหม่ แต่จำเลยไม่ได้แก้ไขอุทธรณ์ กลับอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นตามอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2546 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยฟุ่มเฟือยเกินไป ให้คืนคำคู่ความไปทำมาใหม่ภายในกำหนด จึงเป็นคำสั่งในกรณีที่ศาลชั้นต้นตรวจคำคู่ความที่ยื่นต่อศาล แล้วมีคำสั่งให้คืนคำคู่ความนั้นไปทำมาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 มิใช่เป็นการตรวจอุทธรณ์ แล้วมีคำสั่งว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 วรรคสอง ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์เสียก่อน ผู้อุทธรณ์จึงอาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 198 ทวิ แห่ง ป.วิ.อ. เมื่อคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำคู่ความให้ทำมาใหม่ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามอุทธรณ์ไว้ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำสั่งให้จำเลยที่อุทธรณ์ฟัง โดยไม่ต้องรอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ก่อน ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ฉบับลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 ว่า ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งก่อนศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ฉบับลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 แล้วดำเนินการต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 198 วรรคสอง ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นายสุวิชัย แซ่หลอ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายนพคุณ ไชยเทพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชุติมนต์ โพธิเดช
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4809/2548
#268177
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะสำเนาหนังสือสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้อง มีข้อความบางตอนบางส่วนขาดหายไปตารางต่อท้ายสัญญาเช่าไม่ชัดเจน ไม่อาจอ่านข้อความในสัญญาได้ทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง แต่ในชั้นฎีกา จำเลยกลับฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเช่า เมื่อสัญญาเช่าดังกล่าวไม่ใช่สัญญาเช่าธรรมดา แต่เป็นสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งมีกฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับกันได้ โจทก์จึงต้องแนบสัญญาและข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเช่าในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ การที่โจทก์มิได้ปฏิบัติ เป็นเหตุให้จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เป็นข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีข้อกำหนดตอนใดที่แสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงซื้อหรือเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่า และให้ถือเอาค่าเช่าที่ชำระเป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์ที่เช่า รวมทั้งไม่มีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าให้แก่กันมาตั้งแต่เริ่มแรกดังสัญญาเช่าซื้อ จึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์แบบหนึ่ง มิใช่เป็นสัญญาเช่าซื้อ

สัญญาเช่าทรัพย์เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันด้วยความสมัครใจให้ข้อกำหนดของสัญญาบางข้อแตกต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย อันเป็นการรักษาสิทธิและประโยชน์ของตนที่ชอบในเชิงธุรกิจ แม้อาจมีข้อที่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันบ้างและแตกต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย แต่ก็มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาดังกล่าวใช้บังคับได้ คู่สัญญาจึงต้องผูกพันตามข้อสัญญานั้น การที่โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามตามสัญญาจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้สินเชื่อประเภทให้เช่าซื้อและให้เช่าทรัพย์แบบลิสซิ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ซื้อชุดเครื่องผสมคอนกรีตจากบริษัท บี.เอ็น.เค. เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เพื่อให้จำเลยที่ 1 เช่าจากนั้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าเครื่องผสมคอนกรีตดังกล่าวจากโจทก์ โดยตกลงว่าเช่าเป็นระยะเวลา 48 เดือน ค่าเช่าเดือนละ 79,200 บาท ชำระค่าเช่าภายในวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 และทุกวันที่ 2 ของเดือนถัดไป หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดสัญญาเช่า ยอมชำระค่าเช่าทั้งหมด และเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ และหากสัญญาเช่าสิ้นสุดก่อนระยะเวลาเช่าเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยอมชำระค่าปรับหนึ่งในสิบของราคาค่าเช่าที่เหลือ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดดย่างลูกหนี้ร่าม ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ สัญญาเลิกแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนทำให้โจทก์เสียหายขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนหรือใช้ราคา 1,133,774 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบหรือใช้ราคาให้แก่โจทก์เสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ค่าเช่าที่ค้างชำระ 2,296,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระหนี้เบี้ยปรับ 529,900 บาท พร้อมทั้งเบี้ยปรับวันละ 100 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า สัญญาเช่าแบบลิสซิ่งต้องทำเป็นหนังสือ แต่ตามสัญญาเช่านั้นกรรมการโจทก์ และกรรมการของจำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือผู้มีอำนาจทำแทนไม่ได้ลงลายมือชื่อ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสาม ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ที่เป็นสัญญาเช่ามีข้อความบางตอนขาดหายไปและไม่ชัดเจน ตารางต่อท้ายสัญญาเช่าไม่ครบถ้วน ไม่สามารถอ่านให้เข้าใจได้ ทำให้ไม่อาจต่อสู้คดีได้ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ติดต่อขอส่งมอบทรัพย์สินเช่าคืนแล้ว โจทก์ไม่ยอมรับ และสัญญาเช่าเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเพราะเอาเปรียบผู้เช่าไม่ให้จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาได้ นอกจากนั้นในสัญญายังกำหนดว่าหากผิดนัดไม่ชำระค่าเช่างวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเช่าให้โจทก์ทุกงวดต้องเสียเบี้ยปรับและดอกเบี้ยด้วย ค่าเสียหายจึงซ้ำซ้อนและสูงเกินส่วน จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายต่างๆ ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามคืนชุดเครื่องจักรผสมคอนกรีตที่เช่าแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 1,133,774 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 695,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาทเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องนี้ทำนองเดียวกันว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะสำเนาหนังสือสัญญาเช่าเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 มีข้อความบางตอนบางส่วนขาดหายไป ตารางต่อท้ายสัญญาเช่าไม่ชัดเจน ไม่อาจอ่านข้อความในสัญญาได้ทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง แต่ในชั้นฎีกา จำเลยทั้งสามกลับฎีกาในประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุมว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเช่า เมื่อสัญญาเช่าดังกล่าวไม่ใช่สัญญาเช่าธรรมดา แต่เป็นสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งมีกฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับกันได้ โจทก์จึงต้องแนบสัญญาและข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเช่าในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ การที่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติ เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามไม่อาจต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เป็นข้อที่จำเลยทั้งสามมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกาประการต่อไปว่า สัญญาพิพาทตามเอกสารหมาย จ.6 เป็นสัญญาเช่าซื้อเพราะมีข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาเข้าลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อ มิใช่สัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง จึงต้องนำบทกฎหมายในเรื่องเช่าซื้อมาปรับแก่คดีนั้น ศาลฎีกาได้พิเคราะห์สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.6 และตารางต่อท้ายสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.7 แล้ว เห็นว่า สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.6 ดังกล่าว มีข้อกำหนดและเงื่อนไขในข้อสาระสำคัญที่เข้าลักษณะเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 มีการกำหนดทรัพย์สินที่เช่าไว้ในตารางต่อท้ายสัญญาเช่า ข้อ 2 มีกำหนดเวลาการเช่า ข้อ 3 มีการกำหนดค่าเช่าที่จะต้องชำระเป็นรายเดือนตามอัตราที่ระบุไว้ในตารางต่อท้ายสัญญาเช่า ข้อ 4 มีกำหนดในเรื่องการต่ออายุสัญญาเช่า ส่วนข้อ 5 ถึง ข้อ 23 ก็เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เช่าในเรื่องการส่งมอบ ความชำรุดบกพร่อง การห้ามโอน การดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่า ความรับผิดในความสูญหายและเสียหายของทรัพย์สินที่เช่า การผิดนัด ผิดสัญญา การสิ้นสุดของสัญญาเช่า และการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืน ซึ่งข้อกำหนดและเงื่อนไขดังกล่าวมานี้ล้วนเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าทรัพย์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 ถึง 571 ทั้งสิ้น ตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวไม่มีข้อกำหนดตอนใดที่แสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงซื้อหรือเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่า และให้ถือเอาค่าเช่าที่ชำระเป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์สินที่เช่า รวมทั้งไม่ปรากฏว่าคู่สัญญามีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าให้แก่กันมาตั้งแต่เริ่มแรกดังสัญญาเช่าซื้อ สัญญาพิพาทตามเอกสารหมาย จ.6 จึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์แบบหนึ่ง หาใช่เป็นสัญญาเช่าซื้อดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่ ดังนั้นผลของสัญญาจึงต้องบังคับตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.6 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จึงชอบแล้ว

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า สัญญาพิพาทตามเอกสารหมาย จ.6 มีข้อกำหนดที่เป็นการเอาเปรียบจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิต่อรอง การที่โจทก์มาฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามตามสัญญาดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 นั้น เห็นว่า สัญญาเช่าหมาย จ.6 เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่คู่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันด้วยความสมัครใจให้ข้อกำหนดของสัญญาบางข้อแตกต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย อันเป็นการรักษาสิทธิและประโยชน์ของตนที่ชอบในเชิงธุรกิจ แม้อาจมีข้อที่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันบ้างและแตกต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาดังกล่าวใช้บังคับได้ คู่สัญญาจึงต้องผูกพันตามข้อสัญญานั้น การที่โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามตามสัญญาจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 151 ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสาธร ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทอาร์ทคอนกรีตโปรดักส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4808/2548
#267437
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทที่อนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิไม่เคยยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศไทย การออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวย่อมไม่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ผู้ทรงสิทธิบัตรจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 63 ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในสิทธิบัตรดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจได้รับความคุ้มครองและขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 3, 36, 38, 56, 63, 65, 85 และ 88 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่นายชรินกรรมการโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า บริษัทที่อนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิไม่เคยยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศไทย การออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวย่อมไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ผู้ทรงสิทธิบัตรจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 63 ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในสิทธิบัตรดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจได้รับความคุ้มครองและขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภูเก็ตค้าซีเมนต์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหศิลาชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสิทธิพงศ์ ตัญญพงศ์ปรัชญ์
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4808/2548
#272014
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทที่อนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิไม่เคยยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศไทย การออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวย่อมไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้บทบัญญัติของ พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ ผู้ทรงสิทธิบัตรจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 63 ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในสิทธิบัตรดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจได้รับความคุ้มครองและขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 3, 36, 38, 56, 63, 65, 85 และ 88 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่นายชริน ธำรงเกียรติกุล กรรมการโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า บริษัทที่อนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิไม่เคยยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรในประเทศไทย การออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวย่อมไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ผู้ทรงสิทธิบัตรจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 63 ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในสิทธิบัตรดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจได้รับความคุ้มครองและขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 167
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทภูเก็ตค้าซีเมนต์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหศิลาชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4803/2548
#266406
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 17 วรรคท้าย กำหนดว่า การกำหนดตาม (11), (13) คือ การกำหนดวันเริ่มต้นการหีบอ้อยและน้ำตาลทราย การกำหนดชนิด คุณภาพ และปริมาณน้ำตาลทรายที่ให้โรงงานผลิต ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งแสดงว่าประกาศดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับได้ต่อเมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และวันที่มีผลบังคับใช้ก็คือวันที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา การที่จะออกประกาศให้มีผลใช้บังคับย้อนหลังและเป็นโทษแก่ผู้ถูกบังคับนั้นย่อมเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น เมื่อมีการลงประกาศดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 มกราคม 2537 ต้องถือว่าประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2537 เป็นต้นไป การที่จำเลยทั้งสองออกคำสั่งให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับจากการที่โจทก์หีบอ้อยตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2536 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2536 อันเป็นการกระทำก่อนวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ที่ ว. 9606/2536 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2536 เรื่อง กำหนดชนิดและปริมาณน้ำตาลทรายที่ให้โรงงานน้ำตาลผลิตในฤดูกาลผลิตปี 2536/37 (บัญชีจัดสรรขั้นต้น) พร้อมด้วยร่างกำหนดชนิดและปริมาณน้ำตาลทรายที่ให้โรงงานน้ำตาลผลิตในฤดูการผลิตปี 2536/37 (บัญชีจัดสรรขั้นต้น) ถึงโจทก์ และที่ ว. 473/2537 เรื่อง กำหนดชนิดและปริมาณน้ำตาลทรายที่ให้โรงงานน้ำตาลทรายผลิตในฤดูการผลิตปี 2536/37 (บัญชีจัดสรรขั้นต้น) พร้อมสำเนาประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2537 ลงวันที่ 7 มกราคม 2537 เรื่อง กำหนดชนิดและปริมาณน้ำตาลทรายที่ให้โรงงานน้ำตาลผลิตในฤดูการผลิตปี 2536/37 (บัญชีจัดสรรขั้นต้น) บันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ 5/2537 ลงวันที่ 7 เมษายน 2537 หนังสือ สอน. ที่ กบ.3163/2535 ลงวันที่ 11 เมษายน 2537 เรื่องสั่งการให้ชำระเบี้ยปรับ บันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ครั้งที่ 11/2537 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2537 หนังสือกระทรวงอุตสาหกรรมที่ อก. 0206/3096 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 เรื่องอุทธรณ์คำสั่งคณะกรรมการบริหารและขอทุเลาการชำระเบี้ยปรับ และระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่าด้วยเบี้ยปรับสำหรับโรงงานน้ำตาลทรายที่ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ระเบียบ หรือ พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2528 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2528

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติหรือคำสั่งของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกับมติหรือคำสั่งคณะกรรมการบริหารตามรายงานการประชุมครั้งที่ 11/2537 และครั้งที่ 5/2537 ของจำเลยทั้งสองเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์หนังสือที่ ว.473/2537 ลงวันที่ 18 มกราคม 2537 หนังสือที่ กบ.3163/2535 ลงวันที่ 11 เมษายน 2537 หนังสือ อก. 0206/3096 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลได้ออกระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่าด้วยเบี้ยปรับสำหรับโรงงานน้ำตาลทรายที่ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ระเบียบ หรือ พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2528 โจทก์เป็นโรงงานผลิตน้ำตาลทราย การกำหนดวันเริ่มต้นการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายของแต่ละโรงงาน รวมทั้งการกำหนดชนิด คุณภาพ และปริมาณน้ำตาลทรายที่ให้โรงงานแต่ละโรงงานผลิตในแต่ละปีนั้น เป็นอำนาจของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 17 (11) (13) ในฤดูการผลิตปี 2536/37 คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายได้มีหนังสือแจ้งให้โรงงานน้ำตาลทรายทุกโรงทราบถึงชนิดและปริมาณของน้ำตาลทรายที่โรงงานแต่ละโรงได้รับอนุญาตให้ผลิต และคณะกรรมการบริหารมีหนังสือแจ้งให้โจทก์เปิดหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายได้ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2536 เป็นต้นไป ปรากฏว่าในช่วงแรกที่โจทก์เริ่มหีบอ้อยตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2536 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2536 ในแบบรายงานและรายงานสรุปประจำวันไม่มีปริมาณน้ำตาลทรายดิบที่โจทก์ผลิตได้ คณะกรรมการบริหาร เห็นว่าโจทก์ฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2537 เรื่อง กำหนดชนิดและปริมาณน้ำตาลทรายที่ให้โรงงานน้ำตาลผลิตในฤดูการผลิตปี 2536/37 (บัญชีจัดสรรขั้นต้น) ลงวันที่ 7 มกราคม 2537 โดยผลิตน้ำตาลทรายขาวเพียงชนิดเดียวไม่ได้ผลิตน้ำตาลทรายดิบควบคู่ไปด้วย จึงมีมติให้ปรับโจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่าด้วยเบี้ยปรับ? ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2528 เป็นเงิน 800,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายมีมติให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2537 เรื่อง กำหนดชนิดและปริมาณน้ำตาลทรายที่ให้โรงงานน้ำตาลผลิตในฤดูการผลิตปี 2536/37 ลงวันที่ 7 มกราคม 2537 จะมีผลใช้บังคับเมื่อใด โดยโจทก์ฎีกาว่าประกาศดังกล่าวไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลังนั้น ปรากฏว่าประกาศดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 111 ตอนพิเศษ 6 ง ลงวันที่ 21 มกราคม 2537 แล้ว และตาม พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 17 วรรคท้าย กำหนดว่า การกำหนดตาม (11), (13) คือ การกำหนดวันเริ่มต้นการหีบอ้อยและน้ำตาลทราย การกำหนดชนิด คุณภาพ และปริมาณน้ำตาลทรายที่ให้โรงงานผลิต ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งแสดงว่าประกาศดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับได้ต่อเมื่อมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และวันที่มีผลบังคับใช้ก็คือวันที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา การที่จะออกประกาศให้มีผลใช้บังคับย้อนหลังและเป็นโทษแก่ผู้ถูกบังคับนั้น ย่อมเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น เมื่อมีการลงประกาศดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 มกราคม 2537 ต้องถือว่าประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2537 เป็นต้นไป การที่จำเลยทั้งสองออกคำสั่งให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับจากการที่โจทก์หีบอ้อยตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2536 ถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2536 อันเป็นการกระทำก่อนวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 ม. 17 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรวมผลอุตสาหกรรมนครสวรรค์ จำกัด
และน้ำตาลทราย — นายศิววงศ์ จังคศิริ
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาววันทนี กีรติพิบูล
ศาลอุทธรณ์ — นายวิเชียร มงคล
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิชัย วิวิตเสวี
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4802/2548
#268133
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยไว้พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี มีผลเท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จึงอยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์พร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยมิได้จงใจฝ่าฝืน และมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องเท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้มิใช่เป็นคำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 234 ได้ จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,764,724.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 เมษายน 2541 อัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2542 อัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2542 อัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2542 อัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2531 และอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 1,991,230.78 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากไม่ชำระให้ยึดเครื่องจักรเครื่องถักผ้า หมายเลขทะเบียน 38-320-202-0040 ถึง 38-320-220-0045 ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลภายใน 15 วัน มิฉะนั้นไม่รับอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลภายในกำหนดจึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาล

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามสำนวนคดีปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลภายใน 15 วัน มิฉะนั้นไม่รับอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยอุทธรณ์โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยไว้พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ย่อมมีผลเท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ กรณีจึงอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย อันเป็นบทบัญญัติที่บังคับให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ที่ต้องปฏิบัติ เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยมิได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยมิได้จงใจฝ่าฝืนที่จะไม่ปฏิบัติตามบทกฎหมายนั้น และมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องเท่ากับศาลชั้นต้นเปิดโอกาสให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่าจะให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ของจำเลยไปยังศาลอุทธรณ์ อันเป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะ คำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นนี้มิใช่เป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ซึ่งผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยว่า ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลภายใน 15 วัน มิฉะนั้นไม่รับอุทธรณ์นั้น จำเลยจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยของจำเลยมาก็เป็นการไม่ชอบ การที่จำเลยฎีกาต่อมา ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยฎีกาของจำเลยได้"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ กับยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 232 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเอนกหรือสุนทร พสุธาโกมลมาลี
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4790/2548
#420261
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง กำหนดชนิดของโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 แม้โรคต่าง ๆ ที่กำหนดไว้รายการแรก ๆ จะมีลักษณะของโรคที่เกิดจากสารเคมีเป็นพิษเป็นโรคที่เกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือโรคซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานก็ตาม แต่โรคในรายการที่ 23 ที่ว่า โรคจากความร้อน รายการที่ 24 โรคจากความเย็น รายการที่ 25 โรคจากความสั่นสะเทือน และรายการที่ 26 โรคจากความกดดันอากาศ แสดงให้เห็นว่าโรคที่ประกาศกำหนดมิได้มุ่งถึงสารเคมีที่มีพิษเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงโรคหรือการเจ็บป่วยอันเนื่องจากการทำงานด้วย โดยเฉพาะในรายการที่ 32 อันเป็นโรครายการสุดท้ายที่ว่า โรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน ยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าโรคหรือความเจ็บป่วยในรายการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหรือความเจ็บป่วยเลย แต่มุ่งเน้นว่าโรคหรือความเจ็บป่วยนั้นต้องเป็นผลมาจากการปฏิบัติงานเท่านั้น เมื่อผู้ตายซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยปฏิบัติงานให้จำเลยจนเกิดความเหนื่อยล้าและถึงแก่ความตายเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดด้วยความเหนื่อยล้าดังกล่าว จึงเป็นโรคอื่นซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงานตามรายการที่ 32 อันเป็นการเจ็บป่วยตามคำจำกัดความคำว่า "เจ็บป่วย" ตามระเบียบของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 3 จำเลยจึงต้องจ่ายเงินทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นภรรยาและบุตรผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยพิจารณาการขอเลื่อนอันดับเงินเดือนของนายธำรงเป็นกรณีพิเศษ เพื่อชำระส่วนเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนตามประกาศคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เป็นเงิน 2,093,515 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,947,456 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง ตามประกาศคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องหลักเกณฑ์การจ่ายเงินทดแทน

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ศาลแรงงานกลางสั่งรับมามีเพียงว่า นายธำรงตายด้วยโรคอันถือได้ว่าเป็นการเจ็บป่วยจากการทำงาน ซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ประกาศคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง กำหนดชนิดของโรคซึ่งเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับการงาน (ที่ถูก เรื่องกำหนดชนิดของโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หรือเนื่องจากการทำงาน (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2539) ได้ประกาศกำหนดชนิดของโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือโรคซึ่งเกิดจากการทำงานตามคำนิยามคำว่า "เจ็บป่วย" ของระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ไว้ทั้งหมด 22 โรค ล้วนแต่เป็นโรคที่เกิดจากสารเคมีที่เป็นพิษและเกิดจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่น่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพซึ่งโดยลักษณะของงานเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีและสภาพแวดล้อมเหล่านั้นโดยตรง นายธำรงตายด้วยโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง ไม่เข้าลักษณะใด ๆ ในบรรดา 22 โรคดังกล่าว นายธำรงจึงไม่ได้ตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานตามคำนิยามของคำว่า "เจ็บป่วย" ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 3 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนตามระเบียบดังกล่าวนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนตายนายธำรงมีร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว และนายธำรงตายเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดซึ่งเป็นผลมาจากการเหนื่อยล้าจากการทำงานให้แก่จำเลยที่จำเลยอุทธรณ์ว่า นายธำรงเป็นโรคหัวใจและเป็นโรคความดันโลหิตสูงมาก่อน โจทก์ที่ 1 เบิกความว่านายธำรงมีสุขภาพแข็งแรงเพื่อปกปิดข้อเท็จจริงที่นายธำรงเป็นโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูงมาก่อน เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะในข้อที่ว่าการตายเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดซึ่งเป็นผลมาจากการเหนื่อยล้าจากการทำงานให้แก่จำเลยเป็นโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะและสภาพของงานหรือโรคซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานตามคำนิยามคำว่า "เจ็บป่วย" ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ประกาศกำหนดไว้หรือไม่ เห็นว่า ประกาศคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง กำหนดชนิดของโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 ได้ประกาศกำหนดชนิดของโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หรือเนื่องจากการทำงานไว้รวม 32 โรค หรือ 32 รายการด้วยกัน... แม้โรคต่าง ๆ ที่ประกาศกำหนดไว้รายการแรก ๆ จะมีลักษณะของโรคที่เกิดจากสารเคมีเป็นพิษเป็นโรคที่เกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือโรคซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานดังที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่โรคในรายการที่ 23 ที่ว่า โรคจากความร้อน รายการที่ 24 โรคจากความเย็น รายการที่ 25 โรคจากความสั้นสะเทือน และรายการที่ 26 โรคจากความกดดันอากาศ แสดงให้เห็นว่าโรคที่ประกาศกำหนดมิได้มุ่งถึงสารเคมีที่มีพิษแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงโรคหรือการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงานด้วย โดยเฉพาะในรายการที่ 32 ซึ่งเป็นโรครายการสุดท้ายที่ว่า โรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน ยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าโรคหรือความเจ็บป่วยในรายการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหรือความเจ็บป่วยเลย แต่มุ่งเน้นว่าโรคหรือความเจ็บป่วยนั้นต้องเป็นผลมาจากการปฏิบัติงานเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายธำรงปฏิบัติงานให้จำเลยจนเกิดความเหนื่อยล้าและถึงแก่ความตายเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดด้วยความเหนื่อยล้าดังกล่าว จึงเป็นโรคอื่นซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงานตามรายการที่ 32 ซึ่งเป็นการเจ็บป่วยตามคำจำกัดความของคำว่า "เจ็บป่วย" ตามระเบียบของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 3 จำเลยจึงต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง ตามประกาศคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง หลักเกณฑ์การจ่ายเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2539 ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิกัญญา ศรีเปารยะ กับพวก
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4734/2548
#266399
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกด้านหลังของทะเบียนสมรส เจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำที่ผู้คัดค้านและผู้ตายให้ไว้ว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีความสมัครใจและเต็มใจที่จะจดทะเบียนสมรสกัน โดยทั้งผู้คัดค้านและผู้ตายได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ทั้งบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรสนายทะเบียนได้ทำในวันและเวลาเดียวกันต่อเนื่องกับรายการจดทะเบียนสมรสด้านหน้า จึงถือว่าผู้คัดค้านและผู้ตายได้ให้ถ้อยคำและปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายในเรื่องการจดทะเบียนสมรสด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ความบกพร่องที่ผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหน้าทะเบียนสมรสในเรื่องลายมือชื่อผู้ร้องขอจดทะเบียนยังไม่เป็นเหตุถึงกับทำให้การจดทะเบียนสมรสนั้นไม่สมบูรณ์และตกเป็นโมฆะ

การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1583 (เดิม) และ 1585 (เดิม) ประกอบ พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 22 ที่ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดานั้น มิได้บังคับว่า ความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือหรือต้องมีลายมือชื่อของบิดามารดาให้ความยินยอมแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ม. ซึ่งเป็นมารดาของเด็กหญิง อ. และเด็กชาย ส. ได้ให้ความยินยอมในการที่ผู้ตายจดทะเบียนรับเด็กหญิง อ. และเด็กชาย ส. เป็นบุตรบุญธรรม แม้ ม. จะไม่ได้ลงลายมือชื่อในทะเบียนรับบุตรบุญธรรม การรับบุตรบุญธรรมของผู้ตายก็ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว

เด็กหญิง อ. และเด็กชาย ส. มีฐานะอย่างเดียวกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1586 (เดิม) หรือ 1598/28 (ใหม่) และถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1627 ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมอันดับ (1) ตามมาตรา 1629 ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอันดับ (3) จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงไม่เป็นทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในมรดกของผู้ตาย ไม่มีอำนาจร้องขอจัดการมรดก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอโดยขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายขอให้ยกคำร้องและขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนผู้คัดค้าน 1,500 บาท

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการแรกว่า การสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับผู้ตายเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสำเนาทะเบียนการสมรสในช่องรายการลำดับที่ 11 ซึ่งระบุว่า ลายมือชื่อผู้ร้องขอจดทะเบียนจะปรากฏแต่เฉพาะลายมือชื่อของผู้คัดค้านเพียงผู้เดียวก็ตาม แต่ในบันทึกด้านหลังของทะเบียนสมรสดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้บันทึกถ้อยคำที่ผู้คัดค้านและผู้ตายให้ไว้ว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีความสมัครใจและเต็มใจที่จะจดทะเบียนสมรสกัน โดยทั้งผู้คัดค้านและผู้ตายได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน บันทึกดังกล่าวลงวันที่ 25 ตุลาคม 2509 ซึ่งเป็นวันเดียวกับการจดทะเบียนสมรส แสดงว่าบันทึกด้านหลังทะเบียนสมรสนายทะเบียนได้ทำในวันและเวลาเดียวกันต่อเนื่องกับรายการจดทะเบียนสมรสด้านหน้า จึงย่อมถือได้ว่า ผู้คัดค้านและผู้ตายได้ให้ถ้อยคำและปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายในเรื่องการจดทะเบียนสมรสด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ความบกพร่องที่ผู้ตายมิได้ลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหน้าทะเบียนสมรสดังกล่าวยังไม่เป็นเหตุถึงกับทำให้การจดทะเบียนสมรสนั้นไม่สมบูรณ์และตกเป็นโมฆะแต่อย่างไร ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องประการต่อไปว่า การจดทะเบียนรับเด็กหญิงอาริยาและเด็กชายสุเมธ เป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 1583 วรรคหนึ่ง (เดิม) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นบัญญัติว่า ถ้าผู้ที่เป็นบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ การรับผู้นั้นเป็นบุตรบุญธรรมจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดามารดา ถ้าไม่มีบิดามารดา ผู้แทนโดยชอบธรรมจะให้ความยินยอมก็ได้ และมาตรา 1585 (เดิม) บัญญัติว่า การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์เมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาประกอบ พ.ร.บ. จดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2478 มาตรา 22 แล้วจะเห็นว่าบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวกำหนดแต่เพียงว่า การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาเท่านั้น มิได้บังคับว่า ความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือหรือต้องมีลายมือชื่อของบิดามารดาให้ความยินยอมแต่อย่างไร ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2509 ผู้คัดค้านกับนางมยุรีซึ่งเป็นบิดาและมารดาของเด็กหญิงอาริยาและเด็กชายสุเมธ ได้จดทะเบียนหย่าและแยกกันอยู่ โดยมีบันทึกหลังทะเบียนหย่าว่าให้ผู้คัดค้านรับเลี้ยงเด็กหญิงอาริยาและเด็กชายสุเมธ ส่วนนางมยุรีรับเลี้ยงบุตรคนเล็ก ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2509 ผู้คัดค้านได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย และในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2512 ผู้ตายได้จดทะเบียนรับเด็กหญิงอาริยาและเด็กชายสุเมธเป็นบุตรบุญธรรม โดยมีบันทึกหลังทะเบียนการรับบุตรบุญธรรมว่า ฝ่ายผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม เป็นบุตรของผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมเกิดจากนางมยุรีซึ่งได้หย่าขาดจากผู้คัดค้านแล้ว และได้มีบันทึกหลังทะเบียนหย่าว่า ให้เด็กหญิงอาริยาและเด็กชายสุเมธ ผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอยู่ในความปกครองและอุปการะเลี้ยงดูของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้ให้ความยินยอมและยื่นคำร้องแทนได้ ดังนั้น การที่นายทะเบียนได้ดำเนินการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมให้แก่ผู้ตายโดยที่ให้แต่เฉพาะผู้คัดค้านซึ่งเป็นบิดาลงลายมือชื่อให้ความยินยอมเพียงผู้เดียวก็อาจจะเห็นว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีอำนาจปกครองเด็กหญิงอาริยาและเด็กชายสุเมธเพียงผู้เดียว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1537 วรรคสอง (เดิม) แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่านับแต่ที่ผู้ตายจดทะเบียนรับเด็กหญิงอาริยาและเด็กชายสุเมธเป็นบุตรบุญธรรมจนกระทั่งผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นระยะเวลานานถึง 29 ปี นางมยุรีก็มิได้ว่ากล่าวคัดค้านการรับบุตรบุญธรรมแต่อย่างไร นอกจากนี้นางมยุรียังได้ทำหนังสือยืนยันการให้ความยินยอมในภายหลังว่านางมยุรีได้ทราบเรื่องการรับเด็กหญิงอาริยาและเด็กชายสุเมธเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายและได้ให้ความยินยอมมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน เหตุที่มิได้ลงลายมือชื่อไว้ก็เพราะว่าขณะที่จดทะเบียนหย่ากับผู้คัดค้าน นางมยุรีได้ตกลงให้เด็กหญิงอาริยาและเด็กชายสุเมธอยู่ในการเลี้ยงดูของผู้คัดค้านนั้นหมายถึงการให้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวด้วย การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมของผู้ตายชอบแล้ว ไม่ขอคัดค้าน ดังนั้น ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวฟังได้ว่านางมยุรีได้ยินยอมด้วยแล้วในการรับบุตรบุญธรรมของผู้ตาย การรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวจึงชอบแล้ว เมื่อได้ความดังกล่าว เด็กหญิงอาริยาและเด็กชายสุเมธ จึงมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1586 (เดิม) หรือ 1598/28 (ใหม่) และถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1627 ย่อมเป็นทายาทโดยธรรมอันดับ (1) ตามมาตรา 1629 ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอันดับ (3) จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงไม่เป็นทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในมรดกของผู้ตาย ย่อมไม่มีอำนาจร้องขอจัดการมรดกรายนี้ ส่วนผู้คัดค้านเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายจึงสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย?

พิพากษายืน ให้ผู้ร้องใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนผู้คัดค้าน 1,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 1585 (เดิม) ม. 1586 (เดิม) ม. 1598/28 ม. 1627 ม. 1629 ม. 1630 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2478 ม. 22
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวิสุทธิ์ ศรีจันทร์
ผู้คัดค้าน — นายสมบูรณ์ หัชวิญญู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสุรพันธ์ อรัญนาค
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4733/2548
#271614
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ไม่ได้ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนก็ตาม แต่ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 56 วรรคหนึ่ง มิได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาด กรณีที่ผู้ยื่นคำขอเกินกำหนด 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธินั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าหากผู้ยื่นคำขอมีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอเสียทีเดียวหาได้ไม่ คดีนี้ขณะที่ผู้ตายเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแจ้งว่าการใช้สิทธิประกันสังคมไม่คุ้มครองถึงโรคมะเร็ง ผู้ตายจึงเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยไม่ใช้สิทธิประกันสังคม จนกระทั่งผู้ตายเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2541 ต่อมาเมื่อประมาณต้นปี 2545 โจทก์ทราบว่าประกันสังคมคุ้มครองถึงโรคมะเร็งจึงทำหนังสือร้องเรียนและอุทธรณ์คำสั่งของทางราชการมาตลอด ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนล่าช้ามิได้เกิดขึ้นจากการละเลยเพิกเฉยหรือจงใจไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่เป็นโดยมีเหตุผลอันสมควรหรือมีความจำเป็นโดยแท้ ถือได้ว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนดเวลาตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 56 วรรคหนึ่งแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายอนุศักดิ์ ณรงค์วานิช ผู้ตายโดยผู้ตายซึ่งเป็นผู้ประกันตนเป็นลูกจ้างของบริษัทเค ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นสถานที่ใช้สิทธิประกันสังคม เมื่อปี 2538 ผู้ตายเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วยสาเหตุโรคมะเร็ง เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลแจ้งว่าการใช้สิทธิประกันสังคมไม่คุ้มครองถึงโรคมะเร็ง ผู้ตายจึงไม่ได้ใช้สิทธิประกันสังคม จนกระทั่งประมาณเดือนเมษายน 2541 ผู้ตายมีอาการโรคมะเร็งขั้นสุดท้ายไม่สามารถรักษาได้ จึงแนะนำให้ผู้ตายไปรักษาที่สถานพยาบาลอื่น ผู้ตายจึงย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลกรุงเทพ จนกระทั่งถึงแก่ความตาย ผู้ตายเสียค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นเงิน 801,054 บาท เมื่อประมาณต้นปี 2545 โจทก์ทราบว่าค่ารักษาพยาบาลโรคมะเร็งสามารถเบิกค่ารักษาได้ทั้งหมดจากสำนักงานประกันสังคม จึงทำหนังสือร้องเรียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยต่อสำนักงานประกันสังคม แต่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 มีคำสั่งว่า ไม่มีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์ เนื่องจากผู้ตายได้ลงชื่อยินยอมเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด โจทก์ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมว่าผู้ตายลงลายมือชื่อในหนังสือยินยอมไม่ขอใช้สิทธิผู้ป่วยประกันสังคม เนื่องจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แจ้งว่าโรคมะเร็งไม่สามารถเบิกประโยชน์ทดแทนจากประกันสังคมได้ ต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 237/2546 ว่าโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งประโยชน์ทดแทนตามหนังสือที่ รง 0609/9516 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 237/2546 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 โดยให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์แก่โจทก์จำนวน 801,054 บาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งประโยชน์ทดแทนตามหนังสือที่ รง 0609/9516 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 237/2546 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 โดยให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์แก่โจทก์จำนวน 593,314 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายอนุศักดิ์ ณรงค์วานิช ผู้ประกันตนผู้ตายตามสำเนาคำสั่งเอกสารหมาย จ. 1 ผู้ตายเป็นลูกจ้างของบริษัทเค ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นสถานที่ใช้สิทธิประกันสังคม ตามสำเนาภาพถ่ายบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลเอกสารหมาย จ. 2 เมื่อปี 2538 ผู้ตายป่วยด้วยสาเหตุโรคมะเร็ง จึงเข้ารักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ต่อมาผู้ตายจึงเข้ารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแจ้งว่าการใช้สิทธิประกันสังคมไม่คุ้มครองถึงโรคมะเร็งผู้ตายจึงเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยไม่ใช้สิทธิประกันสังคมตั้งแต่ปี 2538 ถึงเดือนเมษายน 2541 รวม 11 ครั้ง ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ. 3 จนกระทั่งวันที่ 24 เมษายน 2541 ผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อประมาณต้นปี 2545 โจทก์ทราบข้อเท็จจริงว่าประกันสังคมคุ้มครองถึงโรคมะเร็ง จึงทำหนังสือร้องเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 สำนักงานประกันสังคมได้มีหนังสือปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ โดยอ้างว่าผู้ตายได้ลงชื่อยินยอมไม่ขอใช้สิทธิผู้ป่วยประกันสังคมโดยยินยอมเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด การแสดงเจตนาจึงมีผลสมบูรณ์ ตามหนังสือเรื่องร้องเรียนการให้บริการทางการแพทย์ของสถานพยาบาลเอกสารหมาย จ. 6 โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ ตามหนังสือเรื่องอุทธรณ์คำสั่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมเอกสารหมาย จ. 7 กองนิติการของจำเลยแจ้งว่าคำสั่งดังกล่าวไม่สามารถอุทธรณ์ได้จึงให้โจทก์ไปดำเนินการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วย โจทก์จึงยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 ตามแบบขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยเอกสารหมาย จ. 8 สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 มีคำสั่งปฏิเสธการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ อ้างว่าผู้ตายได้ลงชื่อยินยอมเสียค่าใช้จ่ายเองตามคำสั่งประโยชน์ทดแทนเอกสารหมาย จ. 9 โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนพ้นระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าบริการทางแพทย์ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย จ. 10 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนเกินกว่า 1 ปี ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 ทำให้โจทก์สิ้นสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนหรือไม่ พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น และให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณาสั่งการโดยเร็ว

ประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งที่เป็นตัวเงิน ถ้าผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงาน ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน" เห็นว่า คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาด กรณีที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนด 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธินั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอเสียทีเดียวหาได้ไม่ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ตอนที่ผู้ตายเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแจ้งว่าการใช้สิทธิประกันสังคมไม่คุ้มครองถึงโรคมะเร็ง ผู้ตายจึงเข้ารับการรักษาพยาบาลโดยไม่ใช้สิทธิประกันสังคม จนกระทั่งผู้ตายเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2541 ต่อมาเมื่อประมาณต้นปี 2545 โจทก์ทราบว่าประกันสังคมคุ้มครองถึงโรคมะเร็ง จึงทำหนังสือร้องเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2545 สำนักงานประกันสังคมได้มีหนังสือปฏิเสธการจ่ายเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ อ้างว่าผู้ตายลงชื่อยินยอมไม่ใช้สิทธิประกันสังคม โดยยินยอมเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ กองนิติการของจำเลยแจ้งว่า คำสั่งดังกล่าวไม่สามารถอุทธรณ์ได้จึงให้โจทก์ไปยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วย โจทก์จึงยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 5 มีคำสั่งปฏิเสธการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์อ้างว่าผู้ตายได้ลงชื่อยินยอมเสียค่าใช้จ่ายเอง โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการอุทธรณ์คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนพ้นระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์ กรณีจึงเห็นได้ว่าการที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนล่าช้า มิได้เกิดขึ้นจากการละเลยเพิกเฉยหรือจงใจไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด การที่โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนล่าช้าเป็นไปโดยมีเหตุผลอันสมควรหรือมีความจำเป็นโดยแท้ ถือได้ว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่งแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ แต่เมื่อทราบว่าตนมีสิทธิก็รีบดำเนินการ การที่คณะกรรมการอุทธรณ์ไม่จ่ายโดยอ้างว่ายื่นคำขอเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบ กรณีมีเหตุเพิกถอนได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56
ชื่อคู่ความ
นายนิพนธ์ ณรงค์วาณิช
ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นายอนุศักดิ์ ณรงค์วาณิช
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4732/2548
#267699
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ในหัวข้อเรื่องการเกษียณอายุนั้น เมื่อพิจารณาประกอบกันจะเห็นได้ว่า โจทก์แยกลูกจ้างเป็น 2 ประเภท โดยลูกจ้างประเภทที่ 2 โจทก์จะให้เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปี ซึ่งการจะให้ลูกจ้างเกษียณอายุไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของโจทก์ฝ่ายเดียว ส่วนลูกจ้างประเภทที่ 1 แม้อายุครบ 60 ปีแล้ว การจะให้ลูกจ้างเกษียณอายุไปหรือไม่มิได้ขึ้นอยู่กับโจทก์ แต่ขึ้นอยู่กับลูกจ้าง ดังนั้น การที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างไม่ว่าลูกจ้างประเภทที่ 1 หรือลูกจ้างประเภทที่ 2 เกษียณอายุ เป็นกรณีที่โจทก์ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้เนื่องจากการเกษียณอายุดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง และแม้จะเป็นกรณีที่ลูกจ้างประเภทที่ 1 ใช้สิทธิเกษียณอายุตนเองโดยโจทก์มอบสิทธิดังกล่าวให้ลูกจ้างประเภทที่ 1 เป็นผู้พิจารณาเองก็ยังเป็นเรื่องที่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุนั่นเอง หาใช่เป็นเรื่องลูกจ้างขอลาออกในกรณีปกติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ไม่ การที่ ส. ซึ่งเป็นลูกจ้างประเภทที่ 1 ซึ่งมีอายุ 63 ปีแล้ว ไม่มีความประสงค์จะทำงานให้โจทก์อีกต่อไป ขอใช้สิทธิเกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์เลิกจ้าง ส. เมื่อ ส. ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี ขึ้นไป โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ ส. ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (5) คำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยส่วนที่ขาดจำนวน 545,000 บาท จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย ที่ 9/2546 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2546

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คำสั่งของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานตามคำสั่งที่ 9/2546 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2546 ที่ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยส่วนที่ขาดจำนวน 545,000 บาท ชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางแปลความหมายข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์และประกาศของโจทก์ฉบับที่ 008/2543 เรื่องเงินค่าชดเชยกรณีออกจากงานเพราะอายุมากหรือทำงานนาน เอกสารหมาย จ.7 ไม่ถูกต้อง เห็นว่า เมื่อได้พิจารณาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์หัวข้อที่ 11 เรื่องการเกษียณอายุ ข้อย่อยที่ 1 และที่ 2 ประกอบกันแล้วจะเห็นได้ว่า ในเรื่องการเกษียณอายุนั้น โจทก์แยกลูกจ้างออกเป็น 2 ประเภท ประเภทที่ 1 ลูกจ้างที่เข้าทำงานก่อนวันที่ 1 มกราคม 2534 ประเภทที่ 2 ลูกจ้างที่เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 เป็นต้นไป โดยลูกจ้างประเภทที่ 2 เมื่ออายุครบ 60 ปี และสภาพของร่างกายและจิตใจไม่พร้อมที่จะทำงานต่อไปได้ โจทก์จะให้เกษียณไป ซึ่งการจะให้ลูกจ้างเกษียณอายุไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของโจทก์ฝ่ายเดียว ส่วนลูกจ้างประเภทที่ 1 แม้อายุจะครบ 60 ปีแล้ว การจะให้ลูกจ้างเกษียณอายุไปหรือไม่มิได้ขึ้นอยู่กับโจทก์ แต่ขึ้นอยู่กับลูกจ้าง โดยโจทก์จะยังไม่ให้เกษียณอายุเหมือนลูกจ้างประเภทที่ 2 การเกษียณอายุไปในกรณีนี้ลูกจ้างจะต้องเป็นฝ่ายแจ้งให้โจทก์ทราบ อันเป็นการให้สิทธิแก่ลูกจ้างประเภทที่ 1 มากกว่าลูกจ้างประเภทที่ 2 ซึ่งการออกจากงานของลูกจ้างทั้ง 2 ประเภท ไม่ว่าลูกจ้างเป็นผู้พิจารณาเองสำหรับลูกจ้างประเภทที่ 1 หรือโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเป็นผู้พิจารณาสำหรับลูกจ้างประเภทที่ 2 ต่างก็เป็นการออกจากงานเพราะเหตุการเกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อที่ 1 ทั้งสิ้น การที่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างให้ลูกจ้างไม่ว่าลูกจ้างประเภทที่ 1 หรือลูกจ้างประเภทที่ 2 เกษียณอายุ เป็นกรณีที่โจทก์ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้เนื่องจากการเกษียณอายุดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง และแม้จะเป็นกรณีที่ลูกจ้างประเภทที่ 1 ใช้สิทธิเกษียณอายุตนเองโดยโจทก์มอบสิทธิดังกล่าวให้ลูกจ้างประเภทที่ 1 เป็นผู้พิจารณาเองก็ยังเป็นเรื่องที่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุนั่นเอง หาใช่เป็นเรื่องลูกจ้างขอลาออกในกรณีปกติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อที่ 10 ไม่ การที่นายสมานซึ่งเป็นลูกจ้างประเภทที่ 1 ขอใช้สิทธิเกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อที่ 11 ข้อย่อยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่โจทก์เลิกจ้างนายสมาน เมื่อนายสมานทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายสมานไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (5) ซึ่งคำนวณได้เป็นเงิน 1,025,000 บาท เมื่อหักเงินที่โจทก์จ่ายให้แล้วจำนวน 480,000 บาท คงเหลือค่าชดเชยที่จะต้องจ่ายให้อีก 545,000 บาท คำสั่งของจำเลยที่ 9/2546 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยส่วนที่ขาดแก่นายสมานเป็นเงิน 545,000 บาท จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามอุตสาหกรรมการเกษตรสับปะรดและอื่น ๆ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางเกิดศิริ เศวตมาลานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางปวีณา ศรีวงษ์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4731/2548
#113363
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายของสินค้าระหว่างการขนส่งจากประเทศไทยไปยังประเทศสาธารณรัฐสังคมเวียดนามกับเป็นผู้ว่าจ้างและชำระค่าตรวจสอบความเสียหายให้แก่บริษัทผู้ตรวจสอบความเสียหายโดยตรง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าการที่ที่โจทก์จ่ายแทนผู้เอาประกันภัยไปนั้นเป็นเพราะผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่หรือความจำเป็นต้องจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ดังนั้น โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเฉพาะที่รับช่วงสิทธิในค่าเสียหายของสินค้าที่โจทก์ได้ชำระให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปโดยตรงเท่านั้น ไม่มีสิทธิเรียกร้องในค่าตรวจสอบความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว ทั้งยังได้ว่าจ้างและเสียค่าจ้างตรวจสอบความเสียหายของสินค้าให้แก่ผู้ตรวจสอบความเสียหายไปเป็นจำนวนเงิน 59,871.85 บาท อีกด้วย จึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย เรียกร้องค่าเสียหายกับจำเลยทั้งสามซึ่งต้องร่วมกันรับผิด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,278,033.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,201,007.76 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 1 โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤษภาคม 2544) ต้องไม่เกิน 77,025.67 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 3 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดชำระเงินค่าเสียหายเพิ่มขึ้นและต้องชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าตรวจสอบความเสียหายหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าสีและทินเนอร์บรรจุกระป๋อง จำนวน 998 กระป๋อง ของบริษัทสีไทยกันไซเพ้นท์ จำกัด ผู้เอาประกันภัยในระหว่างการขนส่งซึ่งจะส่งสินค้าดังกล่าวจากประเทศไทยไปยังประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในวงเงิน 4,240,328 บาท ในการขนส่งดังกล่าวบริษัทสีไทยกันไซเพ้นท์ จำกัด ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ทำการขนส่งสินค้าสีและทินเนอร์กระป๋องดังกล่าว จำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมขนส่งสินค้ากับจำเลยที่ 1 ในช่วงของการขนส่งทางบก โดยทำหน้าที่รับมอบสินค้าจากผู้เอาประกันภัยบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ และขนส่งสินค้าจากจุดรับมอบที่เขตลาดกระบังไปส่งลงเรือที่แหลมฉบัง ระหว่างการขนส่งสินค้าสีและทินเนอร์ดังกล่าวลงเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง ปรากฏว่ามีสินค้าสีและทินเนอร์เสียหายไหลออกจากตู้คอนเทนเนอร์ โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทสีไทยกันไซเพ้นท์ จำกัด เป็นเงิน 1,141,135.91 บาท และโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบความเสียหายของสินค้าไปเป็นเงิน 59,811.85 บาท และทางนำสืบของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าสินค้าสีและทินเนอร์ได้รับความเสียหายมากถึงตามจำนวนและน้ำหนักตามฟ้องจริง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าเสียหายสำหรับสินค้าสีและทินเนอร์ที่เสียหายตามที่น่าเชื่อว่าเสียหายไปจริงจึงเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 ต้องชำระเงินค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่าตรวจสอบความเสียหายของสินค้า จำนวน 59,871.85 บาท แก่โจทก์ โดยอ้างว่าเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงเพราะจะต้องพิสูจน์ให้ได้ความชัดว่าสินค้าได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัท เจ พี แอล แอดจัสติ้ง เซอร์วิส จำกัด ไปตรวจสอบความเสียหายของสินค้าตามฟ้อง บริษัทดังกล่าวได้ไปตรวจสอบความเสียหายของสินค้าดังกล่าวแล้ว และโจทก์ได้ชำระค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบให้แก่บริษัทดังกล่าวไปแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างและชำระค่าตรวจสอบความเสียหายให้แก่บริษัทดังกล่าวโดยตรง ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าการที่โจทก์จ่ายแทนผู้เอาประกันภัยไปนั้นเป็นเพราะผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่หรือความจำเป็นต้องจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ดังนั้น โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเฉพาะที่รับช่วงสิทธิในค่าเสียหายของสินค้าที่โจทก์ได้ชำระให้แก่ผู้เอาประกันภัยดังได้วินิจฉัยไว้แล้วเท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 227 ม. 868 ม. 878
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไพบูลย์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทมัลตี้ เฟรท ซิทเท็ม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายนัทดล กิติกัมรา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4729/2548
#268117
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความเนื่องจากจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมจึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมด้วย และบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม เมื่อพิจารณาถึงเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเนื่องจากจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และภาระที่โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 ศาลฎีกาจึงคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นลูกค้าของโจทก์ประเภทบัตรเครดิตได้นำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าและสถานบริการที่เป็นสมาชิกของโจทก์ ตลอดจนเบิกเงินสดล่วงหน้าจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติหรือสำนักงานของโจทก์ แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินที่โจทก์ได้ชำระแทนจำเลยไป รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 322,761.39 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 322,761.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 199,271.34 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ 823/2546 ขอให้ศาลมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การและรอสอบถามโจทก์วันนัด

วันที่ 13 ตุลาคม 2546 ซึ่งเป็นวันนัดชี้สองสถาน ทนายโจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่อาจสอบถามเรื่องจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดได้ จึงเลื่อนไปนัดพร้อมวันที่ 31 ตุลาคม 2546

วันที่ 31 ตุลาคม 2546 ทนายโจทก์ยื่นคำร้องและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่ได้มาแถลงให้ศาลทราบในนัดที่แล้ว ถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่เห็นสมควร ไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง แต่เมื่อจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และโจทก์ต้องไปดำเนินการขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเพราะเหตุจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็เพื่อให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ และโจทก์ต้องไปดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แม้ศาลชั้นต้นจะไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องตามคำร้องแต่ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ เพราะเหตุจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและโจทก์ต้องไปขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ซึ่งถือว่าคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ ดังนั้น ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าวันที่ 13 ตุลาคม 2546 เป็นวันนัดชี้สองสถาน แต่ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่าเป็นวันนัดพร้อมเพื่อสอบถามเรื่องที่จำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้เพิกถอนรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับดังกล่าวนั้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมด้วยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมด้วย ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควรเมื่อพิจารณาถึงเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความเนื่องจากจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และภาระที่โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 จึงเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายจิราวุฒิหรือณัฐกรณ์ เหลืองบริบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4713/2548
#266341
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้มีดดาบปลายแหลมยาว 2 ฟุต ใบมีดกว้าง 1 นิ้ว ซึ่งเป็นมีดดาบที่มีขนาดใหญ่ฟันผู้เสียหายที่ 1 บริเวณกลางหน้าผาก ลึกถึงกะโหลกศีรษะจนกะโหลกศีรษะร้าว หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้แสดงว่า จำเลยฟันผู้เสียหายที่ 1 โดยแรงบริเวณศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 อาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1

จำเลยฟันผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ผู้เสียหายที่ 2 จะเข้าไปห้ามจึงถูกจำเลยทำร้ายอีก แสดงว่าในการฟันของจำเลยแต่ละครั้ง ความประสงค์และจุดมุ่งหมายในการฟันของจำเลยได้แยกออกจากกันว่าฟันครั้งใดจำเลยมุ่งประสงค์จะฟันผู้เสียหายคนใด มิใช่ฟันในขณะที่ชุลมุนกัน เจตนาที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองจึงแยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดต่างกรรมกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 80, 91, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยแก้ไขคำให้การเป็นต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, มาตรา 295 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่า จำคุก 10 ปี และฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 1 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงลงโทษฐานพยายามฆ่า จำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 16 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? การที่จำเลยใช้มีดดาบปลายแหลม ฟันผู้เสียหายที่ 1 นั้น จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 หรือไม่ แม้จำเลยใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันผู้เสียหายที่ 1 เพียง 1 ครั้ง ก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงอาวุธที่จำเลยใช้ทำร้ายซึ่งมีลักษณะเป็นมีดดาบปลายแหลมยาวทั้งด้าม 2 ฟุต ใบมีดกว้าง 1 นิ้ว แล้ว เห็นได้ว่า เป็นมีดดาบที่มีขนาดใหญ่ใช้ทำร้ายคนให้ถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงตำแหน่งและสภาพของบาดแผลตามรายงานของแพทย์ผู้ให้การรักษาผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลอยู่กลางหน้าผาก ลึกถึงกะโหลกศีรษะจนกะโหลกศีรษะร้าว ต้องใช้เวลารักษาบาดแผลประมาณ 1 เดือน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีก็อันตรายถึงแก่เสียชีวิตได้ ย่อมแสดงว่าจำเลยฟันผู้เสียหายที่ 1 โดยแรงบริเวณศีรษะอันเป็นอวัยวะสำคัญ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้อาวุธมีดขนาดใหญ่ฟันลงไปกลางหน้าผากโดยแรงเช่นนี้ ผู้เสียหายที่ 1 อาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จึงชอบแล้ว

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยฟันผู้เสียหายที่ 1 ไปแล้ว ผู้เสียหายที่ 2 จะเข้าไปห้าม จึงถูกจำเลยทำร้ายอีก แสดงว่าในการฟันของจำเลยแต่ละครั้งความประสงค์และจุดมุ่งหมายในการฟันของจำเลยได้แยกออกจากกันว่าฟันครั้งใดจำเลยมุ่งประสงค์จะฟันผู้เสียหายคนใด มิใช่ฟันในขณะที่ชุลมุนกัน เจตนาที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองจึงแยกออกจากกันได้ หาใช่ว่าเมื่อเป็นการกระทำต่อเนื่องแล้วจะต้องเป็นความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดต่างกรรมกันจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 91 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสำเริง สมจิตร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายไพบูลย์ ไพทยะทัต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4702/2548
#266295
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 19 บัญญัติให้โจทก์อาจฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ หากจะฟ้องด้วยวาจาตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวให้โจทก์ต้องแจ้งต่อศาลถึงชื่อโจทก์ ชื่อที่อยู่ และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด การกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริง และรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ซึ่งศาลจะบันทึกใจความไว้เป็นหลักฐานและให้คู่ความลงชื่อไว้ วิธีปฏิบัติดังกล่าวโจทก์จึงต้องมาศาล กล่าวฟ้องจำเลยต่อศาลด้วยวาจาให้ได้สาระดังกล่าว

การนำบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจามาเสนอต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ของศาลได้ประทับตราพนักงานรับฟ้องไว้ โดยสภาพบันทึกดังกล่าวจึงไม่ใช่การฟ้องคดีอาญาต่อศาลด้วยวาจา แต่เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานเพื่อจะฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาด้วยวาจา และเป็นความสะดวกที่ศาลจะบันทึกการฟ้องด้วยวาจาลงในแบบพิมพ์ของศาลได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันดังกล่าวจึงไม่อาจมีการฟ้องคดีด้วยวาจาได้ ศาลจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดได้ และจะพิพากษายกฟ้องก็ไม่ได้เพราะยังไม่มีฟ้อง แต่ต้องสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ให้พนักงานธุรการนำบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจามายื่นต่อพนักงานรับฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิด ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ครั้นเวลา 16.25 นาฬิกา เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลรายงานต่อศาลว่าได้ประกาศเรียกโจทก์เข้าห้องพิจารณาตามที่ศาลสั่งแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ไม่มาศาล จึงให้ยกฟ้องโจทก์ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181 พ.ร.บ. ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีการพนันซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ซึ่งตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 19 บัญญัติให้โจทก์อาจฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ หากจะฟ้องด้วยวาจาตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้โจทก์ต้องแจ้งต่อศาลถึงชื่อโจทก์ ชื่อ ที่อยู่ และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด การกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาสถานที่ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ซึ่งศาลจะบันทึกใจความไว้เป็นหลักฐานและให้คู่ความลงชื่อไว้ วิธีปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์จึงต้องมาศาลกล่าวฟ้องจำเลยต่อศาลด้วยวาจาให้ได้สาระดังกล่าว ตามข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 มีการนำบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจามาเสนอต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ของศาลได้ประทับตราพนักงานรับฟ้องไว้โดยสภาพบันทึกดังกล่าวจึงไม่ใช่การฟ้องคดีอาญาต่อศาลด้วยวาจา แต่เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานเพื่อจะฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาด้วยวาจาและเป็นความสะดวกที่ศาลจะบันทึกการฟ้องด้วยวาจาลงในแบบพิมพ์ของศาลได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น ข้อเท็จจริงได้ความต่อไปตามที่ศาลได้บันทึกไว้ตอนท้ายของเอกสาร บันทึกการฟ้อง คำรับสารภาพ คำพิพากษา ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวง ฯ มาตรา 20 (การพนัน) ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 ว่า ศาลออกนั่งพิจารณาเวลา 16.35 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกโจทก์แล้ว โจทก์ไม่มาศาลจึงให้ยกฟ้องโจทก์? ฯลฯ และรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 และฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 กับรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 1 มีนาคม 2545 ก็ยืนยันว่าในวันดังกล่าวโจทก์ไม่ได้มาศาล ดังนั้น ตามข้อเท็จจริงจึงไม่อาจมีการฟ้องคดีด้วยวาจาได้เพราะโจทก์ไม่มาศาล ศาลจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้องก็ไม่ได้เพราะยังไม่มีฟ้อง ข้อความที่ระบุว่าศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ริบของกลาง ให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ก่อนข้อความที่ศาลบันทึกว่า ศาลออกนั่งพิจารณา เวลา 16.35 นาฬิกา นั้น เห็นได้ว่าเป็นข้อความของแบบพิมพ์ซึ่งศาลลืมขีดฆ่าออกเท่านั้น ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องก็ไม่ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำหน่ายคดีจากสารบบความชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166 ม. 181
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 12 ม. 15
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายอุทัย พึ่งไพศาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายสุเจตน์ ส่งสัมพันธ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกิจชัย จิตธารารักษ์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4702/2548
#268090
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 บัญญัติให้โจทก์อาจฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ หากจะฟ้องด้วยวาจาตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้โจทก์ต้องแจ้งต่อศาลถึงชื่อโจทก์ ชื่อ ที่อยู่ และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด การกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลา สถานที่ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดซึ่งศาลจะบันทึกใจความไว้เป็นหลักฐานและให้คู่ความลงชื่อไว้ วิธีปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์จึงต้องมาศาลกล่าวฟ้องจำเลยต่อศาลด้วยวาจาให้ได้สาระดังกล่าว

บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาที่พนักงานธุรการของโจทก์นำมาเสนอต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ของศาลได้ประทับตราพนักงานรับฟ้องไว้โดยสภาพบันทึกดังกล่าวไม่ใช่การฟ้องคดีอาญาต่อศาลด้วยวาจา แต่เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานเพื่อจะฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาด้วยวาจาและเป็นความสะดวกที่ศาลจะบันทึกการฟ้องด้วยวาจาลงในแบบพิมพ์ของศาลได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น

ในวันที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจาโจทก์ไม่ได้มาศาล จึงไม่อาจมีการฟ้องคดีด้วยวาจาได้ ศาลจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้องก็ไม่ได้เพราะยังไม่มีฟ้อง ข้อความที่ระบุในเอกสารบันทึกการฟ้อง คำรับสารภาพ คำพิพากษาตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงมาตรา 20 ว่า ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ริบของกลาง ให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ก่อนข้อความที่ศาลบันทึกว่า ศาลออกนั่งพิจารณา เวลา 16.35 นาฬิกา นั้น เป็นข้อความของแบบพิมพ์ซึ่งศาลลืมขีดฆ่าออกเท่านั้น ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องก็ไม่ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำหน่ายคดีจากสารบบความจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ให้พนักงานธุรการนำบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจามายื่นต่อพนักงานรับฟ้องเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 เวลา 15.55 นาฬิกา กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ครั้นเวลา 16.25 นาฬิกา เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลรายงานต่อศาลว่าได้ประกาศเรียกโจทก์เข้าห้องพิจารณาตามที่ศาลสั่งแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ศาลออกนั่งพิจารณาเวลา 16.35 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกโจทก์แล้ว โจทก์ไม่มาศาล จึงให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181 พระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีการพนันซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 บัญญัติให้โจทก์อาจฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ หากจะฟ้องด้วยวาจาตามวรรคสองของบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้โจทก์ต้องแจ้งต่อศาลถึงชื่อโจทก์ ชื่อ ที่อยู่ และสัญชาติของจำเลย ฐานความผิด การกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาสถานที่ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ซึ่งศาลจะบันทึกใจความไว้เป็นหลักฐานและให้คู่ความลงชื่อไว้ วิธีปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์จึงต้องมาศาลกล่าวฟ้องจำเลยต่อศาลด้วยวาจาให้ได้สาระดังกล่าว ตามข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 มีการนำบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจามาเสนอต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ของศาลได้ประทับตราพนักงานรับฟ้องไว้โดยสภาพบันทึกดังกล่าวจึงไม่ใช่การฟ้องคดีอาญาต่อศาลด้วยวาจา แต่เป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานเพื่อจะฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาด้วยวาจาและเป็นความสะดวกที่ศาลจะบันทึกการฟ้องด้วยวาจาลงในแบบพิมพ์ของศาลได้รวดเร็วขึ้นเท่านั้น ข้อเท็จจริงได้ความต่อไปตามที่ศาลได้บันทึกไว้ตอนท้ายของเอกสารบันทึกการฟ้อง คำรับสารภาพ คำพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวง มาตรา 20 (การพนัน) ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 ว่า ศาลออกนั่งพิจารณาเวลา 16.35 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกโจทก์แล้ว โจทก์ไม่มาศาลจึงให้ยกฟ้องโจทก์...ฯลฯ และรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 และฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 กับรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 1 มีนาคม 2545 ก็ยืนยันว่าในวันดังกล่าวโจทก์ไม่ได้มาศาล ดังนั้น ตามข้อเท็จจริงจึงไม่อาจมีการฟ้องคดีด้วยวาจาได้เพราะโจทก์ไม่ได้มาศาล ศาลจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้องก็ไม่ได้เพราะยังไม่มีฟ้อง ข้อความที่ระบุว่าศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ริบของกลาง ให้จำเลยจ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ก่อนข้อความที่ศาลบันทึกว่า ศาลออกนั่งพิจารณา เวลา 16.35 นาฬิกา นั้น เห็นได้ว่าเป็นข้อความของแบบพิมพ์ซึ่งศาลลืมขีดฆ่าออกเท่านั้น ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องก็ไม่ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำหน่ายคดีจากสารบบความชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายอุทัย พึ่งไพศาล
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4689/2548
#266560
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาหมาย จ. 6 โจทก์เป็นผู้ร่างขึ้น จำเลยได้ทักท้วงสัญญาข้อที่ 8 ไว้ก่อนลงนามในสัญญาแล้ว แต่โจทก์ยังคงกำหนดข้อสัญญาข้อนี้ไว้เพื่อเอาเปรียบจำเลย สัญญาข้อนี้จึงเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ขัดต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 จึงตกเป็นโมฆะ นั้น ในปัญหาข้อนี้ เดิมเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในครั้งแรกด้วยเหตุที่ว่า ข้อสัญญาข้อ 8 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์ได้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่าข้อสัญญาดังกล่าวไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นอื่น ๆ ตามรูปคดี จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยจะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 29,400 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่าสัญญาตามเอกสารหมาย จ. 5 ไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นอื่น ๆ ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 24,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 เมษายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 2,000 บาท ค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาตั้งให้โจทก์เป็นนายหน้าขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2022858 พร้อมบ้านราคา 980,000 บาท โดยมีค่าบำเหน็จอัตราร้อยละ 3 ของราคาทรัพย์ที่ขาย และกำหนดเวลาสิ้นสุด 180 วันนับแต่วันทำสัญญา ตามสัญญาข้อที่ 8 ระบุว่า "ผู้จะขายให้สัญญาว่าในระหว่างที่สัญญาฉบับนี้ยังไม่ครบกำหนด ผู้จะขายจะไม่ตั้งบุคคลอื่นเป็นตัวแทนหรือทำการใดเพื่อจัดหาผู้ซื้อขึ้นอีก หากผู้ขายจะฝ่าฝืนและมีการขายหรือแลกเปลี่ยนทรัพย์สินโดยเหตุดังกล่าว ผู้จะขายยินยอมจ่ายค่าบำเหน็จตัวแทนให้แก่ตัวแทนตามจำนวนเงินและอัตราบำเหน็จในข้อ 1 และข้อ 2 ของสัญญานี้" รายละเอียดตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์เอกสารหมาย จ. 5 ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 ก่อนครบกำหนดเวลาสิ้นสุดการเป็นนายหน้า จำเลยได้ปฏิบัติผิดสัญญาข้อ 8 โดยได้ขายที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวให้แก่นายเกียรติชัยและนางกัณฐาภรณ์ ราคา 800,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ. 6 ที่จำเลยฎีกาทำนองว่า สัญญาแต่งตั้งตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์เอกสารหมาย จ. 5 โจทก์เป็นผู้ร่างขึ้น จำเลยได้ทักท้วงสัญญาข้อที่ 8 ไว้ก่อนลงนามในสัญญาแล้ว แต่โจทก์ยังคงกำหนดข้อสัญญาข้อนี้ไว้เพื่อเอาเปรียบจำเลย สัญญาข้อนี้จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ขัดต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 จึงตกเป็นโมฆะนั้น ในปัญหาข้อนี้เดิมเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในครั้งแรกด้วยเหตุที่ว่า ข้อสัญญาข้อ 8 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์ได้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่าข้อสัญญาดังกล่าวไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นอื่น ๆ ตามรูปคดี จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยจะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์ 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเรียลตี้เวิลด์ จำกัด
จำเลย — นางชไมพร ธิโสภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางพวงผกา วงศ์กระพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4683/2548
#113280
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ" ดังนั้น เมื่อความผิดที่จำเลยกระทำในคดีนี้มีระวางโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง ให้จำคุกและปรับ ศาลจึงต้องจำคุกและปรับจำเลยด้วยเสมอ จะลงโทษจำคุกเพียงอย่างเดียวหาได้ไม่.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 และ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้พิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยด้วยนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ โดยคำนึงถึงการลงโทษในทางทรัพย์สินเพื่อป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ" เมื่อความผิดที่จำเลยกระทำในคดีนี้มีระวางโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง ให้จำคุกและปรับ ศาลจึงต้องจำคุกและปรับจำเลยด้วยเสมอ จะลงโทษจำคุกเพียงอย่างเดียวหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเพียงอย่างเดียวโดยมิได้พิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยด้วยนั้น เป็นการมิชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 400,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ส่วนโทษจำคุกและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสอง ม. 100/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายคำรนท์หรือฉุย นาวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายสายโชค ศรีทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวกุสุมา คูหาวิไล
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4662/2548
#268160
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องกับโจทก์เป็นนิติบุคคลเดียวกัน แต่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งและเป็นเจ้าหนี้ต่างรายกับโจทก์ในคดีนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินพิพาทที่เจ้าหนี้บังคับคดีได้ยึดไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคสอง และเมื่อเป็นการจำนองโดยหนังสือสัญญาฉบับเดียวกันบุริมสิทธิของผู้ร้องและบุริมสิทธิของโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของตนรวมกันได้ไม่เกินวงเงินจำนอง แม้สิทธิของผู้ร้องมิใช่เป็นสิทธิที่จะขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษามาชำระหนี้ตนก่อนโจทก์ในคดีนี้ตามมาตรา 289 วรรคหนึ่ง แต่ผู้ร้องไม่อาจยึดที่ดินจำนองพิพาทได้อีกเพราะที่ดินพิพาทของจำเลยตกอยู่ในบังคับข้อห้ามมิให้ยึดซ้ำตามมาตรา 290 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหนึ่งจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของตนในคดีอื่นซึ่งมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จะต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายสนับสนุนให้กระทำได้ดังเช่นการขอเฉลี่ยทรัพย์หรือการขอรับชำระหนี้จำนองหรือบุริมสิทธิโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองตามคำพิพากษาเข้ามาในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 15,140,340.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 9,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่ได้สั่งคืนและค่าทนายความแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10 ธันวาคม 2541 หากจำเลยทั้งสามผิดนัดหรือชำระไม่ครบ ยอมให้โจทก์ยึดที่ดินจำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้กับโจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 19449 และ 18775 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 10837/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกับพวกชำระเงินจำนวน 2,479,760.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่ผู้ร้องให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 4 ธันวาคม 2541 หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้ผู้ร้องจนครบถ้วน แต่จำเลยในคดีดังกล่าวไม่เคยชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องไม่อาจบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้อีก เนื่องจากโจทก์ยึดไว้แล้ว ขอให้มีคำสั่งให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้ชำระหนี้ดังกล่าวแก่ผู้ร้องภายหลังชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ผู้ร้องเป็นบุคคลเดียวกันกับโจทก์ซึ่งได้ฟ้องขอให้บังคับจำนองแล้ว โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิได้รับเงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอยู่แล้วโดยหาจำต้องขอรับชำระหนี้จำนองซ้ำอีกไม่จึงไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และผู้ร้องเป็นนิติบุคคลคนเดียวกัน จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19449 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย จำเลยที่ 3 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 18775 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เป็นประกันหนี้ที่มีต่อโจทก์ (ผู้ร้อง) ต่อมาโจทก์และผู้ร้องได้แยกฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ในมูลหนี้ต่างรายกัน และบังคับจำนองเป็น 2 คดี ในที่สุดได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้และในคดีหมายเลขแดงที่ 10837/2541 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ ซึ่งพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ร่วมกันกับพวกชำระหนี้แก่โจทก์และผู้ร้อง หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 19449 และ 18775 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนทั้งสองคดี มีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 10837/2541 ของศาลชั้นต้น เข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์และผู้ร้องได้ฟ้องบังคับชำระหนี้ต่างรายกันและขอให้บังคับจำนองโดยอาศัยหนังสือจำนองฉบับเดียวกันแก่ที่ดินพิพาทเป็นคนละคดีกัน แม้ผู้ร้องกับโจทก์เป็นนิติบุคคลเดียวกัน แต่ผู้ร้องก็อยู่ในฐานะเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งและเป็นเจ้าหนี้ต่างรายกับโจทก์ในคดีนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินจำนองพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคสอง และเมื่อเป็นการจำนองโดยหนังสือสัญญาฉบับเดียวกัน บุริมสิทธิของผู้ร้องและบุริมสิทธิของโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากที่ดินจำนองพิพาทตามคำพิพากษาของตนรวมกันได้ไม่เกินวงเงินจำนอง แม้สิทธิของผู้ร้องมิใช่เป็นสิทธิที่จะขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษามาชำระหนี้ตนก่อนโจทก์ในคดีนี้ตามความที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคหนึ่ง แต่ผู้ร้องไม่อาจยึดที่ดินจำนองพิพาทได้อีกเพราะที่ดินจำนองพิพาทของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกอยู่ในบังคับข้อต้องห้ามมิให้ยึดซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหนึ่งจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของตนในคดีอื่นซึ่งตนมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จะต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายสนับสนุนให้กระทำได้ดังเช่น การขอเฉลี่ยทรัพย์หรือการขอรับชำระหนี้จำนองหรือบุริมสิทธิ โดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับดี ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 10837/2541 เข้ามาในคดีนี้ได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องของผู้นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้ไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 289 ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายคะนอง บุญมากิติมศักดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4662/2548
#272009
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และผู้ร้องเป็นนิติบุคคลเดียวกัน ได้ฟ้องบังคับชำระหนี้ต่างรายกันและขอให้บังคับจำนองโดยอาศัยหนังสือสัญญาจำนองฉบับเดียวกันแก่ที่ดินพิพาทเป็นคนละคดี ผู้ร้องอยู่ในฐานะเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งและเป็นเจ้าหนี้ต่างรายกับโจทก์ มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินจำนองพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 289 วรรคสอง และเมื่อเป็นการจำนองโดยหนังสือสัญญาฉบับเดียวกัน บุริมสิทธิของผู้ร้องและบุริมสิทธิของโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากที่ดินจำนองพิพาทตามคำพิพากษาของตนรวมกันได้ไม่เกินวงเงินจำนอง แม้สิทธิของผู้ร้องมิใช่เป็นสิทธิที่จะขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษามาชำระหนี้ตนก่อนโจทก์ในคดีนี้ตามความที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 289 วรรคหนึ่งก็ตาม แต่ผู้ร้องไม่อาจยึดที่ดินจำนองพิพาทได้อีกเพราะที่ดินจำนองพิพาทจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกอยู่ในบังคับข้อต้องห้ามมิให้ยึดซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองเข้ามาในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 15,140,340.25 บาท พร้อมดอกเบี้ย จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามผิดนัดหรือชำระไม่ครบ ยอมให้โจทก์ยึดที่ดินจำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 19449 และ 18775 ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 10837/2541 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกับพวกชำระเงินจำนวน 2,479,760.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่ผู้ร้อง หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้ผู้ร้องจนครบถ้วน แต่จำเลยในคดีดังกล่าวไม่เคยชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องไม่อาจบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้อีก เนื่องจากโจทก์ยึดไว้แล้ว ขอให้มีคำสั่งให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้ชำระหนี้ดังกล่าวแก่ผู้ร้องภายหลังชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ผู้ร้องเป็นบุคคลเดียวกันกับโจทก์ซึ่งได้ฟ้องขอให้บังคับจำนองแล้ว โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองย่อมมีสิทธิได้รับเงินจากจากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอยู่แล้วโดยหาจำต้องขอรับชำระหนี้จำนองซ้ำอีกไม่ จึงไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์และผู้ร้องเป็นนิติบุคคลเดียวกัน จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 19449 จำเลยที่ 3 จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 18775 เป็นประกันหนี้ที่มีต่อโจทก์ (ผู้ร้อง) ต่อมาโจทก์และผู้ร้องได้แยกฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ในมูลหนี้ต่างรายกัน และบังคับจำนองเป็นคดี 2 คดี ในที่สุดได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้และในคดีหมายเลขแดงที่ 10837/2541 ของศาลชั้นต้นตามลำดับ ซึ่งพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีนี้ ร่วมกันกับพวกชำระหนี้แก่โจทก์และผู้ร้อง หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนทั้งสองคดี มีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองเข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์และผู้ร้องได้ฟ้องบังคับชำระหนี้ต่างรายกันและขอให้บังคับจำนองโดยอาศัยหนังสือสัญญาจำนองฉบับเดียวกันแก่ที่ดินพิพาทเป็นคนละคดีกัน แม้ผู้ร้องกับโจทก์เป็นนิติบุคคลเดียวกันแต่ผู้ร้องก็อยู่ในฐานะเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งและเป็นเจ้าหนี้ต่างรายกับโจทก์ในคดีนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินจำนองพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคสอง และเมื่อเป็นการจำนองโดยหนังสือสัญญาฉบับเดียวกัน บุริมสิทธิของผู้ร้องและบุริมสิทธิของโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากที่ดินจำนองพิพาทตามคำพิพากษาของตนรวมกันได้ไม่เกินวงเงินจำนอง แม้สิทธิของผู้ร้องมิใช่เป็นสิทธิที่จะขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษามาชำระหนี้ตนก่อนโจทก์ในคดีนี้ตามความที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคหนึ่ง แต่ผู้ร้องไม่อาจยึดที่ดินจำนองพิพาทได้อีกเพราะที่ดินจำนองพิพาทของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกอยู่ในบังคับข้อต้องห้ามมิให้ยึดซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหนึ่งจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของตนในคดีอื่นซึ่งตนมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จะต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายสนับสนุนให้กระทำได้ดังเช่น การขอเฉลี่ยทรัพย์หรือการขอรับชำระหนี้จำนองหรือบุริมสิทธิโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองเข้ามาในคดีนี้ได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องของผู้ร้องนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้ไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 289 ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายคะนอง บุญมากิติมศักดิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4661/2548
#266336
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์และผู้ร้องได้ฟ้องบังคับชำระหนี้ต่างรายกันและขอให้บังคับจำนองโดยอาศัยหนังสือสัญญาจำนองฉบับเดียวกันแก่ที่ดินพิพาทเป็นคนละคดีกัน แม้ผู้ร้องกับโจทก์เป็นนิติบุคคลเดียวกัน แต่ผู้ร้องก็อยู่ในฐานะเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งและเป็นเจ้าหนี้ต่างรายกับโจทก์ในคดีนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินจำนองพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 289 วรรคสอง และเมื่อเป็นการจำนองโดยอาศัยหนังสือสัญญาฉบับเดียวกันบุริมสิทธิของผู้ร้องและบุริมสิทธิของโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากที่ดินจำนองพิพาทตามคำพิพากษาของตนรวมกันได้ไม่เกินวงเงินจำนอง ผู้ร้องไม่อาจยึดที่ดินจำนองพิพาทได้อีกเพราะตกอยู่ในบังคับข้อห้ามมิให้ยึดซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง และเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ของตนในคดีอื่นได้จะต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายสนับสนุน เช่น การขอเฉลี่ยทรัพย์ หรือการขอรับชำระหนี้จำนองหรือบุริมสิทธิ โดยการยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จำนองตามคำพิพากษาจากเงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินจำนองพิพาทร่วมกับโจทก์ในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน 3,069,412.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,963,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 กรกฎาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าขึ้นศาลส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์ ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน หากจำเลยทั้งสี่ผิดนัดหรือชำระไม่ครบ ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่จนครบ จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 24553/2540 ของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้ชำระหนี้ดังกล่าวแก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และผู้ร้องเป็นนิติบุคคลเดียวกัน จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้สินทุกประเภทที่มีต่อโจทก์ (ผู้ร้อง) ต่อมาโจทก์และผู้ร้องได้แยกฟ้องให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ในมูลหนี้ต่างรายกัน และบังคับจำนองเป็น 2 คดี ในที่สุดได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ และในคดีหมายเลขแดงที่ 24553/2540 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ ซึ่งพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันกับพวกชำระหนี้แก่โจทก์และผู้ร้อง หากผิดนัดไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ชำระจนครบทั้งสองคดี มีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า มีเหตุที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 24553/2540 ของศาลชั้นต้น จากเงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินจำนองพิพาทในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์และผู้ร้องได้ฟ้องบังคับชำระหนี้ต่างรายกันและขอให้บังคับจำนองโดยอาศัยหนังสือสัญญาจำนองฉบับเดียวกันแก่ที่ดินพิพาทเป็นคนละคดีกัน แม้ผู้ร้องกับโจทก์เป็นนิติบุคคลเดียวกัน แต่ผู้ร้องก็อยู่ในฐานะเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งและเป็นเจ้าหนี้ต่างรายกับโจทก์ในคดีนี้ที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินจำนองพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 289 วรรคสอง และเมื่อเป็นการจำนองโดยหนังสือสัญญาฉบับเดียวกัน บุริมสิทธิของผู้ร้องและบุริมสิทธิของโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะได้รับชำระหนี้จากที่ดินจำนองพิพาทตามคำพิพากษาของตนรวมกันได้ไม่เกินวงเงินจำนอง แม้สิทธิของผู้ร้องมิใช่เป็นสิทธิที่จะขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษามาชำระหนี้ตนก่อนโจทก์ในคดีนี้ตามความที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 289 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก็ตาม แต่ผู้ร้องไม่อาจยึดที่ดินจำนองพิพาทได้อีกเพราะที่ดินจำนองพิพาทของจำเลยที่ 2 ตกอยู่ในบังคับข้อต้องห้ามมิให้ยึดซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง และการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหนึ่งจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาของตนในคดีอื่นซึ่งตนมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จะต้องมีบทบัญญัติของกฎหมายสนับสนุนให้กระทำได้ดังเช่น การขอเฉลี่ยทรัพย์ หรือการขอรับชำระหนี้จำนองหรือบุริมสิทธิ โดยการยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จำนองตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 24553/2540 จากเงินที่ขายหรือจำหน่ายที่ดินจำนองพิพาทในคดีนี้ได้

พิพากษากลับให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 24553/2540 ของศาลชั้นต้น จากเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายที่ดินจำนองพิพาทที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ร่วมกับโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนวนไม่เกินวงเงินที่จำนอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 289 วรรคสอง ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทฮานี่ อินดัสเตรียล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา