คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4859/2548
#266276
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงเหตุที่โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุมไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นไม่ได้วินิจฉัยให้ โจทก์ฎีกากล่าวถึงแต่ความเป็นมาของการครอบครองที่ดินพิพาทจนกระทั่งตกทอดมาถึงโจทก์ได้อย่างไร จำเลยไม่อาจได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์เพราะเหตุใด มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 57/2538 ซึ่งให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์นั้นไม่มีผล โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 25296 ตำบลกระทุนราย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นมรดกของนายสอนบิดาโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยไม่มีสิทธิบุกรุกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสอน

จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทโดย

สุจริต สงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของจนได้กรรมสิทธิแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาท โดยการครอบครองปรปักษ์ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงเหตุที่โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลย ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นไม่ได้วินิจฉัยให้ โจทก์ฎีกากล่าวถึงแต่ความเป็นมาของการครอบครองที่ดินพิพาทจนกระทั่งตกทอดมาถึงโจทก์ได้อย่างไร จำเลยไม่อาจได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์เพราะเหตุใด มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาโจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอ่อน บุญสวาย
จำเลย — นางสาวมะนิดา ทันลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายวันชัย ธีราทรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนินนาท สาครรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4858/2548
#113289
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ก่อสร้างถนน สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของโจทก์ได้ออกเงินชำระ ค่าของที่ใช้ในการก่อสร้างให้แก่ร้านค้าแทนจำเลยไปก่อน แล้วโจทก์นำเงินดังกล่าวมาหักกับค่าจ้างที่จำเลยจะได้รับจากโจทก์ จำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อยู่ โจทก์จึงขอบังคับให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวคืน ดังนี้ มิใช่เรื่องที่โจทก์เป็น ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้รับจ้างเรียกเงินที่ตนได้ทดรองจ่ายไปในการทำงานให้แก่ผู้ว่าจ้างจาก ผู้ว่าจ้างตามมาตรา 193/34 (1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี แต่กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างเรียกเงินที่ตนได้ทดรองจ่ายแทนผู้รับจ้างไปจากผู้รับจ้าง ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 6,178,338.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่ง ต่อปีของต้นเงิน 5,043,541.63 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 คดีของโจทก์ ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,043,541.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 8,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ก่อสร้างถนน สัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ โจทก์ได้ออกเงินชำระค่าของที่ใช้ในการก่อสร้างให้แก่ร้านค้าแทนจำเลยไปก่อน เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามสัญญาแล้วเสร็จ โจทก์นำเงินดังกล่าวมาหักกับค่าจ้างที่จำเลยทั้งสองจะได้รับจากโจทก์ จำเลยทั้งสองยังเป็นหนี้โจทก์อยู่ โจทก์จึงขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระเงินดังกล่าวคืน มิใช่เรื่องที่โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าหรือ อุตสาหกรรมซึ่งเป็นผู้รับจ้างเรียกเงินที่ตนได้ทดรองจ่ายไปในการทำงานให้แก่ผู้ว่าจ้างจากผู้ว่าจ้างตามมาตรา 193/34 (1) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี แต่กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างเรียกเงินที่ตนได้ทดรองจ่ายแทนผู้รับจ้างไปจากผู้รับจ้าง ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อโจทก์ฟ้อง คดีนี้ยังไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ออกเงินทดรองไป คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ คืนค่าฤชาธรรมเนียมใช้ แทนโจทก์ในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินกว่า 156,507.50 บาท แก่จำเลยทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยวัฒน์วิศวการทาง จำกัด
จำเลย — บริษัทพิษณุโลกแทร็คเตอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวีระพงษ์ วิเศษรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4856 -ที่ 4857/2548
#268197
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไม่ได้ชี้สองสถาน โดยนัดสืบพยานวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 หลังจากสืบพยานผู้ร้องไปบางส่วนแล้ว เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 คู่ความแถลงร่วมกันขอให้ทำแผนที่พิพาท ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้จัดทำแผนที่พิพาท สำนักงานที่ดินจังหวัดระยองจัดทำแผนที่ดินพิพาทส่งมาถึงศาลวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างการสืบพยานผู้คัดค้าน ข้อเท็จจริงจึงปรากฏว่าเนื้อที่ดินที่รุกล้ำอยู่นั้นเป็นจำนวนเนื้อที่ 25.7 ตารางวา ไม่ใช่ 14 ตารางวา ตามที่ผู้ร้องคิดคำนวณเองและระบุในคำร้อง ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ร้องก็ไม่อาจทราบได้ จึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น ประกอบกับตามคำร้องขอที่ผู้ร้องเสนอคดีต่อศาลระบุอาคารของผู้ร้องบางส่วนปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท ผู้ร้องคำนวณเนื้อที่ส่วนนี้ได้ 14 ตารางวา ผู้ร้องครอบครองอย่างเป็นเจ้าของซึ่งหมายถึงครอบครองส่วนที่รุกล้ำอยู่ทั้งหมด จำนวนเนื้อที่ระบุในคำร้องขอจึงเป็นส่วนของรายละเอียดในคำร้องขอ จึงเป็นการขอแก้ไขในส่วนของรายละเอียดให้ชัดเจน ถือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อย แม้ขณะร้องขอแก้ไขได้มีการสืบพยานเสร็จแล้ว คดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาแต่ก็ถือว่าคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180

ผู้ร้องรับรองความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านมาโดยตลอด ไม่ได้ครอบครองโดยแย่งกรรมสิทธิ์ แม้เมื่อปี 2541 ถึงปี 2542 ผู้คัดค้านรังวัดที่ดิน ผู้ร้องไม่ยอมลงชื่อรับรองเขตเจ้าของที่ดินข้างเคียง ก็ยังไม่พอฟังว่าผู้ร้องแสดงเจตนาต่อผู้คัดค้านเปลี่ยนการยึดถือเพื่อตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของอาคารพาณิชย์เลขที่ 009/4 ซึ่งปลูกบนที่ดินบางส่วนของโฉนดที่ดินเลขที่ 13287 ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง ของนายวสันต์ โสภณ ตั้งแต่ปี 2500 ที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 25 ตารางวา ในปี 2519 นายวสันต์ขายที่ดินบางส่วนในโฉนดที่ดินดังกล่าวออกให้บุคคลภายนอกเช่าตั้งแต่ปี 2500 จนถึงปัจจุบัน ผู้ร้องครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยสงบเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดต่อกันจนได้รับกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว ขอให้มีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 13287 ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง บางส่วนประมาณ 25 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และขอให้มีหนังสือแจ้งให้พนักงานที่ดินจังหวัดระยอง ทำนิติกรรมแบ่งแยกและแก้ทะเบียนเป็นชื่อผู้ร้องในที่ดินประมาณ 25 ตารางวา ของโฉนดที่ดินเลขที่ 13287 ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อปี 2499 นายเขียว โสภณ ซึ่งเป็นบิดาผู้ร้องและนายวสันต์ โสภณ ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 100 ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ให้ผู้ร้อง และยกที่ดินโฉนดเลขที่ 101 ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ให้นายวสันต์ ซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ติดกัน ในปี 2500 นายเขียวสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินดังกล่าวจำนวน 7 คูหา มีอาคารพาณิชย์เลขที่ 009/4 ปลูกรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 101 โดยเขียว นายวสันต์และผู้ร้องทราบดี นายวสันต์ได้ยินยอมให้ผู้ร้องครอบครองแทนมาโดยตลอด และการให้บุคคลอื่นเช่าอาคารเลขที่ 009/4 มาตลอด ถือว่าผู้เช่าได้ครอบครองแทนนายวสันต์ ในปี 2518 นายวสันต์ได้ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 101 ให้นางวลัยภรณ์ โสภณ ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2518 นางวลัยภรณ์ได้ขายที่ดินบางส่วนให้ผู้คัดค้านและผู้คัดค้านได้ขอแบ่งแยกที่ดินออกเป็นโฉนดเลขที่ 13287 ในปี 2540 ผู้คัดค้านได้ทำการรังวัด แต่ผู้ร้องไม่ยอมรับแนวเขต การที่ผู้ร้องหรือผู้เช่าครอบครองที่ดินที่รุกล้ำดังกล่าวตั้งแต่ปี 2500 ถึง 2530 และถึงปี 2540 ถือเป็นการครอบครองแทนนายวสันต์และครอบครองแทนผู้คัดค้านผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำที่พิพาทแสดงอาณาเขตและเนื้อที่พิพาท ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินจัดทำแล้วปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 25.7 ตารางวา ไม่ใช่ 14 ตารางวา ตามที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอครั้งแรก เมื่อสืบพยานเสร็จทั้งสองฝ่าย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำร้องขอ โดยขอแก้ไขจำนวนเนื้อที่ที่ขอแสดงกรรมสิทธิ์จาก 14 ตารางวา เป็น 25.7 ตารางวา ผู้คัดค้านยื่นคำแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องขอได้ตามคำขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า ผู้ร้องและนายวสันต์ โสภณ เป็นบุตรนายเขียว โสภณ นายเขียวเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 100 และ 101 ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง ที่ดินทั้งสองแปลงมีอาณาเขตติดต่อกัน ปี 2499 นายเขียวยกที่ดินโฉนดเลขที่ 100 ให้แก่ผู้ร้องและยกที่ดินโฉนดเลขที่ 101 ให้แก่นายวสันต์ ปี 2500 นายเขียวสร้างอาคารห้องแถว 7 ห้อง บนที่ดินทั้งสองแปลงเป็นอาคารเลขที่ 009/1-7 ต่อมานายเขียวยกอาคารเลขที่ 009/1-3 ให้นายวสันต์ ยกอาคารเลขที่ 009/4-7 ให้ผู้ร้อง โดยอาคารเลขที่ 009/4 ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 101 บางส่วน ปี 2518 นายวสันต์ยกโฉนดที่ดินเลขที่ 101 พร้อมอาคารเลขที่ 009/1-3 ให้นางวลัยภรณ์ โสภณ บุตรสาว และในปี 2518 นั้นเอง นางวลัยภรณ์ขายที่ดินที่ไห้รับการยกให้บางส่วนพร้อมอาคารเลขที่ 009/3 แก่ผู้คัดค้าน ซึ่งต่อมาแยกโฉนดออกเป็นโฉนดเลขที่ 13287 และบางส่วนของอาคารเลขที่ 009/4 ที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 101 กลายมาเป็นอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 13287 ของผู้คัดค้านซึ่งผู้ร้องคำนวณเนื้อที่เองได้ 14 ตารางวา แต่เมื่อจัดทำแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ค.6 แล้ว ปรากฏว่าเป็นเนื้อที่ 25.7 ตารางวา ผู้ร้องครอบครองอาคารเลขที่ 009/4 ให้บุคคลอื่นเช่า มีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาผู้คัดค้านว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องขอเปลี่ยนแปลงเนื้อที่ที่อ้างว่าครอบครองจาก 14 ตารางวา เป็นเนื้อที่ 25.7 ตารางวา ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งผู้คัดค้านฎีกาว่า ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเมื่อเสร็จสิ้นการสืบพยานแล้วคดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษา กรณีไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่ใช่ข้อผิดหลงเล็กน้อย ทำให้ผู้คัดค้านเสียเปรียบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 กำหนดเวลาในการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องไว้โดยให้ยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกียวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการขอแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย คดีนี้ไม่ได้กำหนดนัดชี้สองสถาน และนัดสืบพยานวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 หลังจากสืบพยานผู้ร้องไปบางส่วนแล้ว เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 คู่ความแถลงร่วมกันขอให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดทำแผนที่พิพาทโดยเสียค่าใช้จ่ายกันคนละครึ่ง ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้จัดทำแผนที่พิพาท สำนักงานที่ดินจังหวัดระยองจัดทำแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ค.6 ส่งมาถึงศาลวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างการสืบพยานผู้คัดค้าน ข้อเท็จจริงจึงปรากฏว่าเนื้อที่ดินที่อาคารเลขที่ 009/4 ของผู้ร้องรุกล้ำอยู่นั้นเป็นจำนวนเนื้อที่ 25.7 ตารางวา ไม่ใช่ 14 ตารางวา ตามที่ผู้ร้องคิดคำนวณเองและระบุในคำร้องขอ แต่ความเป็นจริงแล้วเป็นบริเวณเดียวกันคือส่วนที่อาคารรุกล้ำอยู่ เพียงแต่คำนวณเนื้อที่ได้ไม่เท่ากัน ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ร้องก็ไม่อาจทราบได้ จึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น เข้าข้อยกเว้นประการหนึ่งตามที่กล่าวข้างต้น ประกอบกับตามคำร้องขอที่ผู้ร้องเสนอคดีต่อศาลระบุอาคารเลขที่ 009/4 ของผู้ร้องบางส่วนปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 13287 ผู้ร้องคำนวณเนื้อที่ส่วนนี้ได้ 14 ตารางวา ผู้ร้องครอบครองอย่างเป็นเจ้าของซึ่งหมายถึงการครอบครองส่วนที่รุกล้ำอยู่นั้นหมด ไม่ใช่ครอบครองบางส่วนที่รุกล้ำเพียงจำนวน 14 ตารางวา ฉะนั้นส่วนที่ครอบครองทั้งหมด เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตแล้วคำนวณเนื้อที่ได้ 25.7 ตารางวา จำนวนเนื้อที่ที่ระบุในคำร้องขอจึงเป็นส่วนของรายละเอียดในคำร้องขอตั้งต้นคดี การขอแก้ไขจึงเป็นการขอแก้ไขในส่วนของรายละเอียดให้ชัดเจน ถือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือผิดหลงเล็กน้อยเข้าข้อยกเว้นอีกประการหนึ่งของกฎหมาย แม้ขณะร้องขอแก้ไขได้มีการสืบพยานเสร็จแล้ว คดีอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาแต่ก็ถือว่าคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนชอบแล้ว ฎีกาผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการที่สองตามฎีกาผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพาทเนื้อที่ 25.7 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ค.6 โดยการครอบครองหรือไม่ ผู้ร้องมีนายเด่นศักดิ์ สุจริตธรรม ผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนผู้ร้องเบิกความเป็นพยานว่า พยานเป็นบุตรผู้ร้อง ผู้ร้องครอบครองอาคารเลขที่ 009/4 และที่ดินพิพาทโดยสงบโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของโดยตลอดตั้งแต่ได้รับการยกให้มาจากบิดาเมื่อปี 2500 โดยให้บุคคลอื่นเช่าอาคาร และมีนายไพรินทร์ เหลืองอ่อน เบิกความสนับสนุนว่า เป็นผู้เช่าอาคารเลขที่ 009/4 จากผู้ร้องมาตั้งแต่ปี 2539 จนปัจจุบัน ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย ร.7 ถึง ร.10 ผู้คัดค้านเบิกความเป็นพยานว่า เดิมผู้คัดค้านเป็นผู้เช่าอาคารห้องเลขที่ 009/3 จากนางวลัยภรณ์มาตั้งแต่ปี 2514 ต่อมาปี 2518 จึงซื้ออาคารเลขที่ 009/3 พร้อมที่ดินบริเวณที่ปลูกสร้างเนื้อที่ 49 ตารางวา จากนางวลัยภรณ์ในราคา 50,000 บาท และแยกโฉนดที่ดินจากโฉนดเลขที่ 101 ออกมาเป็นโฉนดเลขที่ 13287 เมื่อปี 2519 ต่อมาปี 2529 ต่อเนื่องปี 2530 ผู้คัดค้านขอรังวัดสอบเขตที่ดินพบว่าอาคารเลขที่ 009/4 ของผู้ร้องปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่ 13287 ของผู้คัดค้าน ผู้ร้องลงชื่อรับรองเขตไว้ตามเอกสารหมาย ค.2 และผู้ร้องรับว่าจะรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำออกไป ขอเวลาให้ผู้เช่าออกไปจากอาคารที่เช่าก่อน ต่อมาไม่ยอมรื้อถอน โดยนางสุพัตรา หฤษฎี พี่สาวผู้คัดค้านเบิกความสนับสนุน เห็นว่า นายเขียวบิดาผู้ร้องและนายวสันต์เป็นผู้ปลูกสร้างอาคาร นายวสันต์เบิกความเป็นพยานผู้ร้องรับข้อเท็จจริงว่านายเขียวให้ผู้ร้องและนายวสันต์ออมชอมกันเรื่องอาคารที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของนายวสันต์เนื่องจากเป็นพี่น้องกันและขณะนั้นก็ไม่ทราบว่าเหลื่อมล้ำกันชัดเจนนัก ซึ่งจากคำเบิกความของนายวสันต์แสดงให้เห็นว่าถึงหากมีการรุกล้ำกันจริงก็เป็นเรื่องที่ตกลงกันได้ระหว่างพี่น้องซึ่งอาจตกลงซื้อขายที่ดินในส่วนรุกล้ำหรือให้ค่าตอบแทนเป็นค่าเช่าหรือให้อาศัยโดยไม่คิดค่าตอบแทน ไม่มีลักษณะของการแย่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายมีการตกลงซื้อขายหรือเช่าที่ดินพิพาท คงปล่อยให้อยู่อาศัยกันมาในลักษณะเดิมเท่ากับว่านายวสันต์ยินยอมให้อาคารเลขที่ 009/4 รุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 101 ของตนเรื่อยมาในลักษณะของการพึ่งพาอาศัยกันฉันพี่น้อง การครอบครองที่ดินพิพาทในลักษณะของการพึ่งพาอาศัยกันฉันพี่น้อง การครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องเป็นการครอบครองโดยอาศัยไม่ใช่ครอบครองเพื่อตน ผู้เช่าอาคารเลขที่ 009/4 ซึ่งปลูกสร้างทับที่ดินพิพาทก็เป็นผู้ครอบครองแทนผู้ร้องในลักษณะเดียวกับผู้ร้อง แม้ต่อมาที่ดินโฉนดเลขที่ 101 จะถูกโอนเปลี่ยนเจ้าของมาเป็นของนางวลัยภรณ์และแยกโฉนดเลขที่ 13287 ของผู้คัดค้าน เมื่อผู้คัดค้านขอรังวัดสอบเขตผู้ร้องก็รับรองเขตที่ดินให้ตามเอกสารหมาย ค.2 และหลังจากรับรองเขตดังกล่าวเรื่อยมาก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องแสดงเจตนาต่อผู้คัดค้านเปลี่ยนลักษณะการยึดถือแทนเป็นยึดถือเพื่อตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 ผู้คัดค้านและนางสุพัตราเบิกความเจือสมสอดคล้องกับเอกสารหมาย ค.2 ที่ว่าผู้ร้องรับว่าจะรื้อถอนอาคารออกไปเชื่อว่าผู้ร้องรับรองเช่นนั้นจริง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องรับรองความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านมาโดยตลอดไม่ได้ครอบครองโดยแย่งกรรมสิทธิ์ แม้เมื่อปี 2541 ถึงปี 2542 ผู้คัดค้านรังวัดที่ดิน ผู้ร้องไม่ยอมลงชื่อรับรองเขตเจ้าของที่ดินข้างเคียงก็ยังไม่พอฟังว่าผู้ร้องแสดงเจตนาต่อผู้คัดค้านเปลี่ยนการยึดถือเพื่อตน กรณีไม่ต้องพิจารณาว่าผู้คัดค้านรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตหรือไม่ พยานหลักฐานผู้คัดค้านมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานผู้ร้อง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้คัดค้านไม่ได้ครอบครองเพื่อตนอันเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ ส่วนฎีกาประการอื่นนอกจากนี้ที่อ้างว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยเจตนาแย่งกรรมสิทธิ์นั้น ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

หน้าที่ 3/3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางวรรณี สุจริตธรรม
ผู้คัดค้าน — นางสาววิระวัลย์ หฤษฎี
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4842/2548
#266411
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเหมาจ่ายค่าน้ำมันรถให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกเดือน เดือนละ 3,000 บาท เพื่อชดเชยกับการที่โจทก์ใช้รถยนต์ส่วนตัวของโจทก์ไปในการทำงานให้แก่จำเลย ค่าน้ำมันรถดังกล่าวจึงมิใช่เงินที่นายจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ไม่เป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 20,000 บาท กับค่าน้ำมันรถเหมาจ่ายเดือนละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 23,000 บาท วันที่ 11 กันยายน 2545 จำเลยให้โจทก์เขียนใบลาออกระบุว่าจะไปทำธุรกิจส่วนตัวแล้วจะให้เงินโจทก์ 3 เดือน เป็นเงิน 69,000 บาท แล้วจำเลยไม่จ่ายให้ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางสอบโจทก์ว่าฟ้องอย่างใด โจทก์แถลงว่าฟ้องโจทก์หมายถึงโจทก์ไม่ได้ลาออกโดยสมัครใจ แต่ถูกจำเลยหลอกลวงให้ลงชื่อลาออกแล้วจะให้เงิน 69,000 บาท ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ ขอเรียกค่าชดเชยตามกฎหมายทนายจำเลยจึงแถลงขอถอนข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้อง และขอต่อสู้ว่าโจทก์ลาออกโดยสมัครใจจึงไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชย

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เป็นเงิน 69,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ค่าน้ำมันรถมิได้เป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่จำเลย จึงไม่ใช่ค่าจ้างที่จะนำไปรวมคำนวณเป็นค่าชดเชยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเหมาจ่ายค่าน้ำมันรถให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกเดือน เดือนละ 3,000 บาท เพื่อชดเชยกับการที่โจทก์ใช้รถยนต์ส่วนตัวของโจทก์ไปในการทำงานให้แก่จำเลย ค่าน้ำมันดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ย่อมไม่เป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเป็นค่าจ้างแล้วนำไปรวมกับเงินเดือนเพื่อคำนวณเป็นค่าชดเชยที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพียง 60,000 บาท เท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติพัฒน์ ใจดี
จำเลย — บริษัทบ้านแพน เอนจิเนียริ่ง แอนด์ โฮลดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ชวลิต ยอดเณร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839 -ที่ 4840/2548
#266481
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านเป็นพนักงานขับรถ มีหน้าที่ส่งสินค้าให้ลูกค้าของผู้ร้องซึ่งโดยสภาพของงานเห็นได้ว่าการส่งสินค้าตามคำสั่งของลูกค้าให้ตรงเวลาเป็นส่วนสำคัญของงาน ผู้คัดค้านขาดงานหมายถึงผู้คัดค้านหยุดงานไปโดยไม่ลาและไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการทำงาน อันเป็นการละทิ้งการงานไป ผู้คัดค้านมีสถานะเป็นลูกจ้างของผู้ร้องมีหน้าที่ต้องทำงานให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างโดยสม่ำเสมอและไม่ละทิ้งการงานไปอันจะทำให้ผู้ร้องได้รับความยุ่งยากในการดำเนินกิจการ แต่ในปี 2544 ผู้คัดค้านขาดงานถึง 10 วัน ย่อมทำให้ผู้ร้องได้รับความยุ่งยากในการหาคนมาทำงานแทนโดยกะทันหัน พฤติการณ์ของผู้คัดค้านส่อชี้ถึงความไม่รับผิดชอบต่องานในหน้าที่พนักงานขับรถซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวกับการหารายได้เข้าสู่กิจการของผู้ร้อง ประกอบกับปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางและคำร้องของ ศ. ภริยาผู้คัดค้านว่าผู้คัดค้านถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์ที่จังหวัดจันทบุรี จึงมีเหตุอันสมควรที่ผู้ร้องจะไม่ไว้วางใจให้ผู้คัดค้านยึดถือรถยนต์ น้ำมันรถ และสินค้าของผู้ร้องเพื่อไปส่งให้แก่ลูกค้าต่อไป ซึ่งเป็นเหตุอันเกิดแต่ตัวผู้คัดค้านที่เป็นกรรมการลูกจ้างเอง มีเหตุสมควรที่จะย้ายงานผู้คัดค้านจากพนักงานขับรถไปทำงานในแผนกตัดและซอยเทป แต่ทั้งนี้ให้ผู้คัดค้านได้รับค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกบริษัทหลุยส์ผลิตภัณฑ์กาวเทป จำกัด ว่าผู้ร้อง และเรียกนายภิรมย์ กิจปรีชาว่าผู้คัดค้าน

คดีแรกผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้คัดค้านทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ ผู้คัดค้านไม่ไปส่งสินค้าตามคำสั่งหัวหน้าแผนกขนส่ง ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องขออนุญาตตักเตือนผู้คัดค้านเป็นลายลักษณ์อักษรและย้ายผู้คัดค้านไปอยู่แผนกตัดและซอยเทป

ผู้คัดค้านแถลงด้วยวาจาคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทำงานด้วยความตั้งใจเต็มความสามารถ จึงไม่ยินยอมให้ผู้ร้องลงโทษด้วยการย้ายผู้คัดค้านไปอยู่แผนกตัดและซอยเทป

คดีหลังผู้คัดค้านร้องยื่นคำขอให้บังคับผู้ร้องย้ายผู้คัดค้านกลับไปเป็นพนักงานขับรถ โดยได้รับค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิมพร้อมกับนับอายุงานต่อเนื่อง

ผู้ร้องแถลงด้วยวาจาคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้คัดค้านทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ มีหน้าที่ส่งสินค้าให้ลูกค้าตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายตลอดมา ผู้คัดค้านไม่ไปส่งสินค้าตามที่ได้รับมอบหมาย ปลายเดือนธันวาคม 2544 ผู้ร้องมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านทำงานในหน้าที่พนักงานตัดและซอยเทป และวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านมีเจตนาไม่ไปส่งสินค้าตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของผู้บังคับบัญชา แต่หากผู้คัดค้านขาดงานผู้ร้องสามารถขออนุญาตศาลลงโทษตักเตือนด้วยวาจาได้เช่นเดียวกับพนักงานอื่นแต่ผู้ร้องก็ไม่ทำ จึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องถือการขาดงานบ่อยของผู้คัดค้านเป็นสาระสำคัญ ดังนั้นการย้ายผู้คัดค้านไปทำงานในหน้าที่พนักงานตัดและซอยเทปซึ่งมีเวลาทำงานปกติแตกต่างจากหน้าที่เดิมโดยมีการทำงานเป็นช่วงเวลาอันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้าน ลักษณะงานแตกต่างจากงานเดิมมากอันเป็นการเปลี่ยนแปลงงานในส่วนสำคัญ เป็นการกระทำของผู้ร้องฝ่ายเดียวเป็นการผิดสัญญาจ้าง ข้ออ้างในการลงโทษผู้คัดค้านมีเพียงการที่ผู้คัดค้านไม่ไปส่งสินค้าในวันที่ 7 ธันวาคม 2544 เท่านั้น จึงไม่มีเหตุเพียงพอในการสั่งย้ายงานผู้คัดค้าน มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องลงโทษผู้คัดค้านด้วยการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ให้ย้ายผู้คัดค้านกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และสภาพการจ้างเดิมตามสัญญาจ้าง คำขออื่นให้ยก

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยมีว่าผู้คัดค้านลาป่วย 7 วัน ลากิจ 5 วัน (ตามคำร้องเป็น 15วัน) ขาดงาน 10 วัน เป็นเหตุสมควรที่จะย้ายผู้คัดค้านจากตำแหน่งพนักงานขับรถไปทำงานในแผนกตัดและซอยเทปหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 52 นายจ้างจะต้องมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควรที่จะเลิกจ้างลดค่าจ้าง หรือลงโทษ ซึ่งรวมถึงการย้ายงานลูกจ้างผู้เป็นกรรมการลูกจ้างด้วย โดยเหตุนั้นอาจเกิดจากกรรมการลูกจ้างหรือเป็นเหตุจากทางฝ่ายนายจ้างหรือบุคคลภายนอกก็ได้ ผู้คัดค้านเป็นพนักงานขับรถ มีหน้าที่ส่งสินค้าให้ลูกค้าของผู้ร้องซึ่งโดยสภาพของงานเห็นได้ว่าเป็นงานที่เกี่ยวกับการหารายได้เข้าสู่กิจการของผู้ร้อง การส่งสินค้าตามคำสั่งของลูกค้าให้ตรงเวลาเป็นส่วนสำคัญของงาน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอย้ายงานผู้คัดค้านจากตำแหน่งพนักงานขับรถไปทำงานในแผนกตัดและซอยเทปโดยอ้างว่าในปี 2544 ผู้คัดค้านลาป่วย 7 วัน ลากิจ 15 วัน และขาดงาน 10 วัน ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการทำงานให้ความหมายการขาดงานว่าหมายถึงพนักงานไม่มาทำงานหรือหยุดงานในวันทำงานปกติหรือในวันหยุดที่ผู้ร้องสั่งให้มาทำงานโดยพนักงานลงชื่อรับว่าจะมาทำงาน โดยพนักงานไม่รายงานหรือส่งใบลาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือวิธีหนึ่งวิธีใดที่ผู้บังคับบัญชาสามารถทราบได้ ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านขาดงานจึงหมายถึงผู้คัดค้านหยุดงานไปโดยไม่ลาและไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบอันเป็นการละทิ้งการงานไป ผู้คัดค้านมีสถานะเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง มีหน้าที่ต้องทำงานให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างโดยสม่ำเสมอและไม่ละทิ้งการงานไปอันจะทำให้ผู้ร้องได้รับความยุ่งยากในการดำเนินกิจการ แต่ในปี 2544 ผู้คัดค้านขาดงานถึง 10 วัน ย่อมทำให้ผู้ร้องได้รับความยุ่งยากในการหาคนมาทำงานแทนโดยกะทันหัน พฤติการณ์ของผู้คัดค้านส่อชี้ถึงความไม่รับผิดชอบต่องานในหน้าที่พนักงานขับรถซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวกับการหารายได้เข้าสู่กิจการของผู้ร้อง ประกอบกับปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลาง และคำร้องของนางศรีเวียง ภริยาผู้คัดค้านว่าผู้คัดค้านถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์ที่จังหวัดจันทบุรี จึงมีเหตุอันสมควรที่ผู้ร้องจะไม่ไว้วางใจให้ผู้คัดค้านยึดถือรถยนต์ น้ำมันรถ และสินค้าของผู้ร้องเพื่อไปส่งให้แก่ลูกค้าต่อไป ซึ่งเป็นเหตุอันเกิดแต่ตัวผู้คัดค้านที่เป็นกรรมการลูกจ้างเอง มีเหตุสมควรที่ผู้ร้องจะย้ายงานผู้คัดค้านจากพนักงานขับรถไปทำงานในแผนกตัดและซอยเทป แต่ทั้งนี้โดยให้ผู้คัดค้านได้รับค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิม

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องย้ายงานผู้คัดค้านจากพนักงานขับรถแผนกขนส่งไปทำงานในแผนกตัดและซอยเทปได้ โดยให้ผู้คัดค้านได้รับค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทหลุยส์ผลิตภัณฑ์กาวเทป จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายภิรมย์ กิจปรีชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวฉันทนา เจริญศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2548
#272031
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การของจำเลยข้อ 1.1 และ 1.2 อ้างว่าผู้บริหารของจำเลยไม่มีอำนาจทำสัญญาจ้างโจทก์แทนจำเลย สัญญาจ้างดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยเป็นการปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าโจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ส่วนคำให้การข้อ 1.4 อ้างว่าโจทก์พ้นจากตำแหน่งรองอธิการบดีไปแล้ว ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในตำแหน่งดังกล่าวต่อไป เป็นการยอมรับว่าจำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ในตำแหน่งรองอธิการบดีตามสัญญาจ้างแต่ปฏิเสธว่าไม่ต้องรับผิดเพราะสัญญาสิ้นผลผูกพันคำให้การของจำเลยดังกล่าวจึงขัดแย้งกัน เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง

จำเลยโดยอธิการบดีของจำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งรองอธิการบดี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 90,000 บาท ก่อนถึงวันเริ่มงานตามสัญญาทบวงมหาวิทยาลัยมีคำสั่งให้จำเลยอยู่ในความควบคุมของทบวงมหาวิทยาลัยพร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยจำเลย แม้หลังจากนั้นอธิการบดีของจำเลยออกคำสั่งแต่งตั้งโจทก์เป็นรองอธิการบดีโดยไม่ได้เสนอให้คณะกรรมการควบคุมฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสภาสถาบันแต่งตั้งตามกฎหมายก็ตามแต่จำเลยก็ให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเรื่อยมา จึงเป็นกรณีที่จำเลยเข้าถือเอาประโยชน์แห่งสัญญาจ้างแล้ว จำเลยจึงต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าว และ พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชนฯ ไม่ได้ให้อำนาจคณะกรรมการควบคุมฯ ที่จะแก้ไขข้อตกลงตามสัญญาจ้างได้แต่ฝ่ายเดียว ดังนั้น การที่คณะกรรมการควบคุมฯ เคยออกคำสั่งให้โจทก์ไปทำหน้าที่อาจารย์ประจำ และปฏิบัติภาระหน้าที่อื่นตามที่จำเลยมอบหมายโดยปรับอัตราเงินเดือนโจทก์ใหม่เป็นเดือนละ 60,000 บาท โดยโจทก์มิได้ให้ความยินยอมจึงไม่อาจใช้บังคับโจทก์ได้ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามอัตราเดิมตามข้อตกลงตามสัญญาจ้างอันเป็นสภาพการจ้างที่คู่สัญญาต้องปฏิบัติให้เป็นตามนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้าง 78,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยจ่ายค่าจ้างในอัตราเดือนละ 90,000 บาท ตามสัญญาจ้างแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างแก่โจทก์ 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2545 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างตามข้อตกลงในสัญญาจ้างแก่โจทก์เดือนละ 90,000 บาท ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2545 ไปตลอดเวลาที่จำเลยยังคงให้โจทก์ทำงานอยู่หรือจนครบกำหนดเวลาตามสัญญา คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยประการแรกว่า คำให้การของจำเลย ข้อ 1.1 และ 1.2 ขัดแย้งกับข้อ 1.4 หรือไม่ เห็นว่า คำให้การของจำเลย ข้อ 1.1 และ 1.2 อ้างว่าผู้บริหารของจำเลยไม่มีอำนาจทำสัญญาจ้างโจทก์แทนจำเลย สัญญาจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 ไม่ผูกพันจำเลย จึงเป็นการปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าโจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ส่วนคำให้การ ข้อ 1.4 อ้างว่าโจทก์พ้นจากตำแหน่งรองอธิการบดีไปแล้ว ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในตำแหน่งดังกล่าวต่อไป เป็นการยอมรับตามฟ้องโจทก์ว่าจำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ในตำแหน่งรองอธิการบดีตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 แต่ปฏิเสธว่าไม่ต้องรับผิดเพราะสิ้นผลผูกพันแล้ว ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวขัดแย้งกัน เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งจึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างในอัตราเดิมหรือไม่ ข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่ปี 2541 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2545 จำเลยมีคำสั่งที่ 59/2545 แต่งตั้งนายไพบูลย์ ช่างเรียน เป็นอธิการบดี วันที่ 16 เมษายน 2545 จำเลยโดยนายไพบูลย์ทำสัญญาจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งรองอธิการบดี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 90,000 บาท มีกำหนด 4 ปี เริ่มทำงานวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2549 วันที่ 23 เมษายน 2545 ทบวงมหาวิทยาลัยมีคำสั่งที่ 88/2545 ให้จำเลยอยู่ในความควบคุมของทบวงมหาวิทยาลัยพร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยจำเลย วันที่ 26 เมษายน 2545 คณะกรรมการควบคุมฯ มีคำสั่งที่ 1/2545 แต่งตั้งนายไพบูลย์เป็นอธิการบดีต่อไปแล้วนายไพบูลย์ออกคำสั่งของจำเลยที่ 150/2545 แต่งตั้งโจทก์เป็นรองอธิการบดีตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2545 โดยไม่ได้เสนอให้คณะกรรมการควบคุมฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสภาสถาบันแต่งตั้งตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2545 นายไพบูลย์ลาออก คณะกรรมการควบคุมฯ แต่งตั้งนางทองศรี กำภู ณ อยุธยา เป็นอธิการบดีแทนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2545 ต่อมาจำเลยโดยนางทองศรีมอบหมายให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดีด้านวิชาการ มีความรับผิดชอบตามข้อ 3 แห่งประกาศของจำเลยลงวันที่ 7 สิงหาคม 2545 โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรองอธิการบดีและรับค่าจ้างในอัตราเดือนละ 90,000 บาท เรื่อยมาจนกระทั่งวันที่ 22 ตุลาคม 2545 คณะกรรมการควบคุมฯ มีคำสั่งที่ 9/2545 ให้โจทก์ไปทำหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำและปฏิบัติภาระหน้าที่อื่นตามที่จำเลยมอบหมายโดยปรับอัตราเงินเดือนโจทก์ใหม่เป็นเดือนละ 60,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไปโดยโจทก์ไม่ได้ความยินยอม หลังจากนั้นนางทองศรีมอบหมายให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดีด้านวิชาการต่อไปตามบันทึกข้อความที่ สอธ 0101/117 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2545 โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เห็นว่า แม้การแต่งตั้งโจทก์เป็นรองอธิการบดีจะยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมฯ ก็ตาม แต่จำเลยก็ให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเรื่อยมา จึงเป็นกรณีที่จำเลยเข้าถือเอาประโยชน์แห่งสัญญาจ้าง แล้วจำเลยต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าว และพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522 ไม่ได้ให้อำนาจคณะกรรมการควบคุมฯ ที่จะแก้ไขข้อตกลงตามสัญญาจ้างได้แต่ฝ่ายเดียว ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างในอัตราเดิมตามสัญญา ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าข้อตกลงตามสัญญาจ้างเป็นสภาพการจ้างที่คู่สัญญาต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรพรรณ รัตนอมร
จำเลย — มหาวิทยาลัยณิวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4834/2548
#268140
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์และผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งหากถือเอาอายุความเกี่ยวกับการละเมิดมาบังคับใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 โจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันทำละเมิด แต่เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างแรงงานมาด้วย ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โดยนับจากวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง คือวันที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน หาใช่นับแต่วันที่โจทก์ทราบการกระทำผิดไม่ ซึ่งระยะเวลาทั้ง 2 กรณี เมื่อนับถึงวันฟ้องเกินสิบปีแล้ว คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วย

จำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ไว้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2544 อายุความจึงสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) เมื่อการรับสภาพหนี้ดังกล่าวเกิดจากสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งมิได้กำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2544 คิดถึงวันฟ้องยังไม่เกินสิบปี คดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2545 โจทก์รับโอนสินทรัพย์ หนี้สินรวมทั้งภาระผูกพันทั้งหมดจากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นลูกจ้างธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ที่โจทก์รับโอนกิจการ ตำแหน่งพนักงานสินเชื่อ ผู้ช่วยผู้จัดการ และผู้จัดการ ตามลำดับ ประจำสาขาปทุมธานี โดยมีจำเลยที่ 4 และที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2536 ถึงเดือนสิงหาคม 2536 นางมนฤดี เจริญอนันตกุล ขอกู้เงินเพื่อซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 13059 ตำบลสูงเนิน อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และปลูกสร้างบ้านบนที่ดินแปลงดังกล่าวจากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้วิเคราะห์สินเชื่อและสำรวจราคาประเมินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเท็จ เป็นเหตุให้นางมนฤดีเบิกเงินไปรวม 3 งวด เป็นเงิน 750,000 บาท โดยไม่มีการนำเงินไปก่อสร้างบ้านบนที่ดินที่จดทะเบียนจำนอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการควบคุมดูแลเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย โดยนางมนฤดีชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วนชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 คงเหลือหนี้ 634,068.76 บาท ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2544 จำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ 816,604 บาท โจทก์ประเมินราคาหลักทรัพย์ของนางมนฤดีได้เพียง 60,000 บาท โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 920,181.43 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชำระเงิน 860,181.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 634,068.76 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การด้วยวาจาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มีหน้าที่เพียงตรวจสอบรายงานได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบแล้ว ไม่ได้กระทำละเมิดหรือกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ และโจทก์ไม่ได้เสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นลูกจ้างธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์รับโอนกิจการจากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2536 วันที่ 13 พฤษภาคม 2536 และวันที่ 13 สิงหาคม 2536 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาจ้างแรงงาน นับระยะเวลาดังกล่าวถึงวันฟ้องวันที่ 8 ธันวาคม 2546 เกินกว่า 10 ปีแล้ว และนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ถึงวันฟ้องเกินกว่า 2 ปีแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า คดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ขาดอายุความหรือไม่ ข้อนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เพิ่งทราบการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2543 จึงต้องเริ่มนับอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำละเมิดต่อโจทก์และผิดหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งหากถือเอาอายุความเกี่ยวกับการละเมิดมาบังคับใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 โจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบสี่ปีนับแต่วันทำละเมิด แต่เมื่อโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างแรงงานมาด้วย ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โดยนับจากวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้อง คือวันที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน หาใช่นับแต่วันที่โจทก์ทราบการกระทำผิดไม่ ซึ่งระยะเวลาทั้ง 2 กรณี เมื่อนับถึงวันฟ้องก็เกินสิบปีแล้ว คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วย คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการต่อมาว่าคดีโจทก์ในส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ขาดอายุความหรือไม่ ข้อนี้ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ไว้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2544 อายุความจึงสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) เมื่อการรับสภาพหนี้ดังกล่าวเกิดจากสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งมิได้กำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2544 คิดถึงวันฟ้องจึงยังไม่เกินสิบปี คดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ขาดอายุความ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง แต่เนื่องจากศาลแรงงานกลางยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงมาว่าจำเลยที่ 2 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์จำนวนเท่าใด จึงเป็นสมควรให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเฉพาะความเสียหายดังกล่าว แล้วดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองหรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/14 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุนทรหรือเอกภาคย์ แสงน้ำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4833/2548
#268182
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยว่าเหตุรับของโจรเกิดระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา แต่คดีนี้คำฟ้องในข้อหาฐานรับของโจรระบุว่า เหตุเกิดระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน เมื่อจำเลยรับสารภาพตามฟ้องฐานรับของโจร ก็ต้องถือว่าจำเลยรับสารภาพว่าได้กระทำผิดในข้อหาดังกล่าวในช่วงเวลาที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องคดีนี้ด้วย ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากับการที่จำเลยรับของโจรในคดีก่อน ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยได้รับทรัพย์ของกลางทั้งสองคดีนั้นไว้ต่างกรรมต่างวาระกันและเจ้าพนักงานจับจำเลยและยึดของกลางคดีทั้งสองสำนวนได้ในคราวเดียวกัน แต่ข้อเท็จจริงก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยรับของโจรคดีนี้ในวันเดียวกันและในคราวเดียวกันกับการรับของโจรคดีนี้ในคดีก่อน การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้จึงมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกับในคดีก่อน ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 เวลากลางวัน มีคนร้ายใช้ไขควงงัดกุญแจประตู้ห้องพักเลขที่ 1006/142 ชั้น 24 อาคารมาสเตอร์วิว แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร จนหลุดเปิดแล้วเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางสาวปัทมา หลายรุ่งโรจน์ ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วลักเอาทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายคำฟ้องรวม 22 รายการ คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 218,050 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต เหตุลักทรัพย์เกิดที่แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมทรัพย์ของผู้เสียหายบางรายการที่ถูกคนร้ายลักไปจึงยึดเป็นของกลาง ทั้งนี้ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว จำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต หรือมิฉะนั้นตั้งแต่ระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยรับของโจรโดยรับไว้ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกประทุษร้ายท้ายคำฟ้องยกเว้นรายการที่ 14, 15, 16, 17 และ 20 รวมเป็นเงิน 192,850 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายไว้จากคนร้าย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เหตุรับของโจรเกิดที่แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน และแขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ก่อนคดีนี้ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดพิจิตร ให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 1 ปีฐานความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 137/2539 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 และพ้นโทษเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2540 จำเลยได้กระทำผิดในคดีก่อน เมื่อมีอายุเกินกว่า 17 ปีแล้ว และมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ จำเลยกระทำความผิดนี้ขึ้นอีก และจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10095/2544 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 7341/2544 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 8485/2544 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 8990/2544 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8991/2544 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ในข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์หรือรับของโจรทั้งห้าคดี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 334, 335, 357 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 25,200 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10095/2544 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 7341/2544 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 8458/2544 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 8990/2544 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8991/2544 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และยอมรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษตามประมลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน จำเงยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 8 เดือน ให้ยกฟ้องข้อหาลักทรัพย์ โดยให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10095/2544 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7341/2544, 8458/2544, 8990/2544 และ 8991/2544 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 25,200 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขดำดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ และเนื่องจากจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร ทรัพย์ที่โจทก์ขอคืนมิใช่ทรัพย์ที่ผู้เสียสูญเสียไปจากการกระทำผิดฐานรับขอโจร จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10095/2544 ของศาลอาญากรุงเทพใต้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำฟ้องและเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์หมายเลข 1 ว่าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10095/2544 นั้นศาลฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยในคดีนั้นว่า เหตุกระทำผิดฐานรับของโจรในคดีดังกล่าวเกิดระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา แต่คดีนี้คำฟ้องในข้อหาฐานรับของโจรระบุว่า เหตุเกิดระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน เมื่อจำเลยรับสารภาพผิดตามฟ้องฐานรับของโจร ก็ต้องถือว่าจำเลยรับสารภาพว่าได้กระทำผิดในข้อหาดังกล่าวในช่วงเวลาที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องคดีนี้ด้วย ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากับการที่จำเลยรับของโจรในคดีดังกล่าว ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยได้รับทรัพย์ของกลางทั้งสองคดีนั้นไว้ต่างกรรมต่างวาระกันเจ้าพนักงานจับจำเลยและยึดของกลางคดีทั้งสองสำนวนได้ในคราวเดียวกันก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ยังไม่เพียงพอที่จะได้รับฟังว่าจำเลยรับของโจรคดีนี้ในวันเดียวกันและในคราวเดียวกันกับการรับของโจรในคดีดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมา การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้จึงมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกับการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10095/2544 ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกับคดีดังกล่าวจึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางนิศารัตน์หรืออนุสรณ์ สุจริต จำเลย
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4833/2548
#272078
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาคดีก่อนศาลฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยว่าเหตุกระทำผิดฐานรับของโจรในคดีดังกล่าวเกิดระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา แต่คดีนี้คำฟ้องในข้อหาฐานรับของโจรระบุว่า เหตุเกิดระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน เมื่อจำเลยรับสารภาพผิดตามฟ้องฐานรับของโจร ก็ต้องถือว่าจำเลยรับสารภาพว่าได้กระทำผิดในข้อหาดังกล่าวในช่วงเวลาที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องคดีนี้ด้วย ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากับการที่จำเลยรับของโจรในคดีดังกล่าว การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้จึงมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกับการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาคดีก่อน ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 เวลากลางวัน มีคนร้ายใช้ไขควงงัดกุญแจประตูห้องพักเลขที่ 1006/142 ชั้น 24 อาคารมาสเตอร์วิว แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร จนหลุดเปิดออกแล้วเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางสาวปัทมา หลายรุ่งโรจน์ ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วลักเอาทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายท้ายคำฟ้องรวม 22 รายการ คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 218,050 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต เหตุลักทรัพย์เกิดที่แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมทรัพย์ของผู้เสียหายบางรายที่ถูกคนร้ายลักไปจึงยึดเป็นของกลาง ทั้งนี้ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว จำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต หรือมิฉะนั้นตั้งแต่ระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยรับของโจรโดยรับไว้ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกประทุษร้ายท้ายคำฟ้อง ยกเว้นรายการที่ 14, 15, 16, 17 และ 20 รวมเป็นเงิน 192,850 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์บางส่วนของผู้เสียหายไว้จากคนร้าย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เหตุรับของโจรเกิดที่แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน และแขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกันก่อนคดีนี้ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดพิจิตร ให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 1 ปี ฐานความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 137/2539 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 และพ้นโทษเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2540 จำเลยได้กระทำผิดในคดีก่อนเมื่อมีอายุเกินกว่า 17 ปีแล้ว และมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และภายใน 5 ปีนับแต่วันพ้นโทษจำเลยกระทำผิดคดีนี้ขึ้นอีก และจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10095/2544 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 7341/2544 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 8458/2544 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 8990/2544 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8991/2544 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ในข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์หรือรับของโจรทั้งห้าคดี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92, 334, 335, 357 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 25,200 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10095/2544 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 7341/2544 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 8458/2544 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 8990/2544 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8991/2544 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และยอมรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 8 เดือน ให้ยกฟ้องข้อหาลักทรัพย์ โดยให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10095/2544 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7341/2544, 8458/2544, 8990/2544 และ 8991/2544 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 25,200 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขดำดังกล่าวศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ และเนื่องจากจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร ทรัพย์ที่โจทก์ขอคืนมิใช่ทรัพย์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปจากการกระทำผิดฐานรับของโจร จึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10095/2544 ของศาลอาญากรุงเทพใต้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำฟ้องและเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์หมายเลข 1 ว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10095/2544 นั้นศาลฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยในคดีนั้นว่า เหตุกระทำผิดฐานรับของโจรในคดีดังกล่าวเกิดระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา แต่คดีนี้คำฟ้องในข้อหาฐานรับของโจรระบุว่า เหตุเกิดระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน เมื่อจำเลยรับสารภาพผิดตามฟ้องฐานรับของโจร ก็ต้องถือว่าจำเลยรับสารภาพว่าได้กระทำผิดในข้อหาดังกล่าวในช่วงเวลาที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องคดีนี้ด้วยซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากับการที่จำเลยรับของโจรในคดีดังกล่าว ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าจำเลยได้รับทรัพย์ของกลางทั้งสองคดีนั้นไว้ต่างกรรมต่างวาระกัน และเจ้าพนักงานจับจำเลยและยึดของกลางคดีทั้งสองสำนวนได้ในคราวเดียวกันก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยรับของโจรคดีนี้ในวันเดียวกันและในคราวเดียวกันกับการรับของโจรในคดีดังกล่าวดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมา การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้จึงมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกับการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10095/2544 ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกับคดีดังกล่าวจึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางนิศารัตน์หรืออนุสรณ์ สุจริต
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4830/2548
#267701
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยของจำนวนเงิน ค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ไว้โดยเฉพาะแล้ว จะนำอัตราดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่กรณีนี้ไม่ได้ กรณีจึงไม่ใช่ ไม่มีกฎหมายเปิดช่องให้จ่ายดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าชดเชยร้อยละ 15 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 35,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 840,000 บาท และค่าชดเชยจำนวน 105,000 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 92,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับมามีเพียงว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าชดเชยร้อยละ 15 ต่อปี ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี" เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ไว้โดยเฉพาะแล้วเช่นนี้ จึงจะนำอัตราดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่กรณีนี้ไม่ได้ กรณีไม่ใช่ไม่มีกฎหมายเปิดช่องให้จ่ายดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าชดเชยร้อยละ 15 ต่อปี ได้ดังที่จำเลยอ้าง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าชดเชยร้อยละ 15 ต่อปี ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธิพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแฟรงค์ โจเอล โกลด์
จำเลย — มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมศักดิ์ วงศ์ยืน
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4830/2548
#268139
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงนำอัตราดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับไม่ได้ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าชดเชยร้อยละ 15 ต่อปี โดยโจทก์มิได้ขอมาในฟ้อง จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิ ใช้ชื่อว่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จำเลยจ้างโจทก์เป็นอาจารย์สอนหนังสือตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 35,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2545 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 31 ตุลาคม 2545 โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และจำลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันเป็นเวลาครบ 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย 90 วัน เป็นเงิน 105,000 บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน เป็นเงิน 35,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 35,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 840,000 บาท และค่าชดเชยจำนวน 105,000 บาท

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างในอัตราปีละ 360,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 30,000 บาท สัญญาจ้างมีกำหนดเวลาจ้างไว้แน่นอนย่อมสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้าง โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิซึ่งมิได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ จึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย เพราะโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนักศึกษาของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนสัญญาจ้างและระเบียบอันชอบด้วยกฎหมายกรณีร้ายแรง จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายอันเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เพราะสัญญาจ้างมีระยะเวลาเพียง 1 ปี และโจทก์ประพฤติเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 92,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นโดยมูลนิธิคณะเซ็นต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ให้เป็นอาจารย์สอนหนังสือมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2545 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 30,900 บาท เมื่อครบกำหนดแล้ว จำเลยไม่ได้ทำสัญญาจ้างโจทก์ต่อโดยแจ้งให้โจทก์ทราบเป็นหนังสือลงวันที่ 22 ตุลาคม 2545 ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเฉพาะที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับมามีเพียงว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าชดเชยร้อยละ 15 ต่อปี ชอบหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้ขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินค่าชดเชยมาด้วย เมื่อศาลแรงงานกลางเห็นสมควรพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าชดเชย โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ศาลแรงงานกลางก็มีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี อันเป็นอัตราดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น เพราะกฎหมายมิได้เปิดช่องให้จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างค่าชดเชยตามมาตรา 118 ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี" เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ไว้โดยเฉพาะแล้วเช่นนี้ จึงจะนำอัตราดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาใช้บังคับแก่กรณีนี้ไม่ได้ กรณีไม่ใช่ไม่มีกฎหมายเปิดช่องให้จ่ายดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าชดเชยร้อยละ 15 ต่อปี ได้ดังที่จำเลยอ้าง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยของจำนวนเงินค่าชดเชยร้อยละ 15 ต่อปี ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแฟรงค์ โจเอล โกลด์
จำเลย — มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4823/2548
#272016
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานที่ดิน มีหน้าที่รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่ที่ดินของประชาชนในเขตพื้นที่ เมื่อปรากฏหลักฐานชัดแจ้งในสารบัญจดทะเบียนทั้งในโฉนดที่ดินฉบับหลวงและฉบับเจ้าของว่าที่ดินที่โจทก์ผู้รับซื้อฝากและ น. ผู้ขายฝากมายื่นคำร้องขอจดทะเบียนขายฝากต่อจำเลยที่ 1 เป็นที่ดินที่ น. ผู้ขายฝากได้มาโดยการเช่าซื้อจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อันตกอยู่ในบังคับห้ามโอนตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ โดยวิสัยของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินของกรมที่ดินจำเลยที่ 2 ย่อมทราบและตระหนักดีว่าจะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการขายฝากให้แก่โจทก์และ น. ไม่ได้ เพราะเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่จำเลยที่ 1 กลับดำเนินการรับจดทะเบียนการขายฝากให้การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการของกรมที่ดิน จำเลยที่ 2 โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

โจทก์ลงชื่อรับรองข้อความด้านหลังสัญญาขายฝากที่ดินว่าในการทำสัญญาโจทก์ได้ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรง หากเกิดการผิดพลาดและผิดตัวเจ้าของที่ดินโจทก์ขอรับผิดเองไม่เกี่ยวแก่พนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ข้อความระบุไว้ชัดเฉพาะกรณีเกิดการผิดตัวเจ้าของที่ดินผู้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น หามีผลคุ้มครองถึงการปฏิบัติหน้าที่ผิดของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนในกรณีอื่นนอกจากนี้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาขายฝากที่โจทก์ทำกับ น. เป็นโมฆะต้องถูกเพิกถอนเป็นความเสียหายเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลยที่ 2 และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะหน่วยงานของรัฐรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์จึงชอบด้วย พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาตรา 5 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 6,687,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ซึ่งห้ามมิให้ฟ้องเจ้าหน้าที่

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2532 นางสาวนิด จั่นเจริญ ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4686 ตำบลนครเนื่องเขต อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 2 ตารางวา จากกระทรวงการคลังเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งอยู่ในบังคับห้ามแบ่งแยกหรือโอนตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2539 นางสาวนิดได้นำที่ดินโฉนดดังกล่าวมาดำเนินการจดทะเบียนขายฝากให้แก่โจทก์มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นเงิน 5,000,000 บาท โดยในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้ และได้มีการระบุรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวลงในสารบัญจดทะเบียนทั้งในโฉนดที่ดินฉบับหลวงและโฉนดที่ดินเจ้าของเป็นที่ถูกต้องเรียบร้อย และจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินก็ได้ลงนามและประทับตรากรมที่ดินจำเลยที่ 2 รับรองการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย ปรากฏต่อมาว่านางสาวนิดผู้ขายฝากมิได้ใช้สิทธิไถ่คืนภายในกำหนด แต่ต่อมาสำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรากลับมีหนังสือที่ ฉช. 0022/911 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าที่ดินที่โจทก์ได้จดทะเบียนรับซื้อฝากไว้นั้น นางสาวนิดผู้ขายฝากได้มาโดยการเช่าซื้อจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตกอยู่ในบังคับห้ามโอนตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 การจดทะเบียนการขายฝากดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมายตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องเพิกถอนจากการจดทะเบียนการขายฝากดังกล่าวตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ก่อนว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินมีหน้าที่รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้แก่ที่ดินของประชาชนในเขตพื้นที่ เมื่อปรากฎหลักฐานชัดแจ้งในสารบัญจดทะเบียนทั้งในโฉนดที่ดินฉบับหลวงและฉบับเจ้าของว่าที่ดินที่โจทก์ผู้รับซื้อฝากและนางสาวนิดผู้ขายฝากมายื่นคำร้องขอจดทะเบียนขายฝากต่อจำเลยที่ 1 เป็นที่ดินที่นางสาวนิดผู้ขายฝากได้มาโดยการเช่าซื้อจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อันตกอยู่ในบังคับห้ามโอนตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 โดยวิสัยของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินของกรมที่ดิน จำเลยที่ 2 ย่อมทราบและตระหนักดีว่าจะรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการขายฝากให้แก่โจทก์และนางสาวนิดไม่ได้ เพราะเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่จำเลยที่ 1 กลับดำเนินการรับจดทะเบียนการขายฝากให้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการของกรมที่ดินจำเลยที่ 2 โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าโจทก์ได้ทราบข้อความที่ระบุไว้ในสารบัญจดทะเบียนเป็นอย่างดีแล้วว่าที่ดินที่ยื่นคำขอจดทะเบียนขายฝากเป็นที่ดินที่นางสาวนิดผู้ขายฝากซื้อมาจากกระทรวงการคลังซึ่งเป็นที่ดินเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การที่โจทก์ยินยอมเข้าทำสัญญาขายฝากกับนางสาวนิดโดยความสมัครใจ โดยรู้อยู่ว่าที่ดินพิพาทตกอยู่ภายใต้บังคับห้ามแบ่งแยกหรือโอนตามกฎหมาย เท่ากับโจทก์เต็มใจยอมรับผลแห่งความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นแก่โจทก์ในอนาคต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่และตามความยินยอมของคู่ความสัญญาเท่านั้น จะถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ได้ ดังคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า แม้ตามสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดที่ดินเลขที่ 4686 ฉบับหลวงเอกสารหมาย จ.4 จะปรากฏรายการจดทะเบียนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2532 ระบุว่ากระทรวงการคลัง (เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) ขายที่ดินโฉนดแปลงนี้ให้แก่นางสาวนิด จั่นเจริญ โดยมีข้อความประทับไว้ด้วยว่า "ที่ดินแปลงนี้อยู่ในบังคับห้ามแบ่งแยกหรือโอนตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518" ก็ตาม และในโฉนดที่ดินดังกล่าวฉบับเจ้าของตามเอกสารหมาย จ.5 ในรายการสารบัญจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมวันเดียวกันนั้นหาได้ปรากฏเงื่อนไขข้อบังคับห้ามแบ่งแยกหรือโอนเช่นว่านั้นในสารบัญจดทะเบียนไม่และตามปกติในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์มีโอกาสตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของเอกสารหลักฐานแห่งสิทธิ รวมทั้งภาระผูกพันต่าง ๆ ของที่ดินที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ก็แต่เพียงจากต้นฉบับโฉนดที่ดินฉบับเจ้าของ ซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งสัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น โฉนดที่ดินฉบับหลวงเป็นฉบับที่อยู่ในความครอบครองของทางราชการซึ่งตามปกติหากไม่มีเหตุผลพิเศษ โจทก์หาจะจำต้องตรวจสอบจากฉบับหลวงแต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้ เพราะเป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินจำเลยที่ 2 ที่จะต้องบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ลงในสารบัญจดทะเบียนทั้งในฉบับหลวงและฉบับเจ้าของให้ถูกต้องตรงกัน อีกทั้งการที่โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน อันเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสำนักงานที่ดินซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอากรให้แก่รัฐ ทั้งต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติราชการของจำเลยที่ 2 ทุกประการ โจทก์ย่อมเชื่อมั่นว่าสิทธิและนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดหน่วยงานของจำเลยที่ 2 รับจดทะเบียนให้นั้นเป็นการถูกต้องสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย จึงเป็นการขัดต่อเหตุผลและความเป็นธรรมอย่างยิ่งที่จะรับฟังว่าโจทก์ร้องขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อจำเลยที่ 1 ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าที่ดินที่ขอจดทะเบียนการขายฝากนั้นตกอยู่ในบังคับข้อห้ามแบ่งแยกหรือโอนตามกฎหมาย ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกาว่า โจทก์ได้ลงชื่อรับรองข้อความในด้านหลังหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินว่าในการทำสัญญาโจทก์ได้ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรง ได้มีการตกปากลงคำสัญญากันมาอย่างแน่นอนแล้ว จึงมาทำสัญญาขอจดทะเบียน หากเกิดการผิดพลาดและผิดตัวเจ้าของที่ดิน โจทก์ขอรับผิดเองทั้งสิ้นไม่เกี่ยวข้องแก่พนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างไรนั้น ข้อความที่โจทก์ยืนยันลงชื่อรับรองไว้ดังกล่าวนั้น มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งเฉพาะกรณีเกิดผิดพลาดและผิดตัวเจ้าของที่ดินผู้เป็นคู่สัญญาในการจดทะเบียนการขายฝากเท่านั้น หามีผลคุ้มครองถึงการปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในกรณีอื่น ๆ นอกจากนี้ไม่ อีกทั้งข้อความดังกล่าวหาใช่ข้อที่จะยืนยันว่าโจทก์ยินยอมรับผิดเองทั้งสิ้นเพราะหากมีความเสียหายเกิดขึ้นในอนาคตเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่โดยผิดพลาดบกพร่องดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ที่โจทก์ทำกับนางสาวนิดตกเป็นโมฆะต้องถูกเพิกถอน เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิบังคับเอากับที่ดินดังกล่าวเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลยที่ 2 และพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะหน่วยงานของรัฐรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ จึงเป็นการชอบด้วยพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วคดีจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ในประการต่อไปว่า โจทก์เสียหายเพียงใด ในข้อนี้เห็นว่า การที่โจทก์จดทะเบียนรับซื้อฝากที่ดินโฉนดพิพาทจากนางสาวนิดในราคา 5,000,000 บาท นั้น กรณีย่อมเข้าเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 499 ซึ่งบัญญัติว่า "สินไถ่นั้นถ้าไม่ได้กำหนดกันไว้ว่าเท่าใดไซร้ ท่านให้ไถ่ตามราคาที่ขายฝาก" เมื่อการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินไถ่ตามสัญญาขายฝาก จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินค่าสินไถ่จำนวน 5,000,000 บาท ดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามฟ้อง แต่ที่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 ปี 6 เดือน เป็นเงิน 1,687,500 บาท นั้น เนื่องจากสินไถ่จำนวน 5,000,000 บาท เป็นเงินที่โจทก์ผู้ซื้อฝากและนางสาวนิดผู้ขายฝากตกลงกันในขณะทำสัญญา ซึ่งเงินจำนวน 5,000,000 บาทนี้หาใช่ยอดเงินที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับทันทีตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ในวันที่รับจดทะเบียนการขายฝากคือวันที่ 31 มกราคม 2539 ดังที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องไม่ หากแต่เป็นยอดเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับต่อเมื่อมีการไถ่ถอนการขายฝาก ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดไถ่ถอนเป็นต้นไป เมื่อสัญญาขายฝากระหว่างโจทก์กับนางสาวนิดกำหนดให้ไถ่ถอนภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาซึ่งแสดงว่ามีกำหนดไถ่ถอนภายในวันที่ 31 มกราคม 2540 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันดังกล่าวไปจนกว่าจะชำระเสร็จ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินค่าสินไหมทดแทนจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวคิดตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,687,500 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 420
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 39
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชัยหรือจิรทีปต์ สวัสดิ์วุฒิชัยกุล
จำเลย — นายดิรักฤทธิ์ ช่วยวงศ์ญาติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4821/2548
#268175
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่โต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีกเป็นเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์โดยเฉพาะต่อเนื่องกับคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาซึ่งถึงที่สุดไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 5,680,156.83 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2541 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราเอ็มอาร์อาร์ บวก 2.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หักทอนด้วยเงินที่จำเลยโอนชำระหนี้โจทก์รวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 19.79 บาท และให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้จำนวน 1,619,951.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,392,038.36 บาท นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16124, 16123, 3565 ที่ดินโฉนดเลขที่ 17316 ที่ดินโฉนดเลขที่ 50628 ที่ดินโฉนดเลขที่ 31667 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลภายใน 15 วัน จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 10 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียม

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการชำระเงินออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง อันเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นใช้อำนาจทั่วไปที่เห็นสมควรสั่งได้ จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาการชำระเงินดังกล่าว ซึ่งย่อมมีสิทธิกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ตามคำร้องจำเลยขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมอ้างเพียงว่าค่าธรรมเนียมเป็นจำนวนที่สูงมากจำเลยยังรวบรวมเงินค่าธรรมเนียมศาลได้ไม่ครบถ้วน กำลังอยู่ในระหว่างขวนขวายหาเงินยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษ ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีกเป็นเรื่องที่อยู่ในกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์โดยเฉพาะต่อเนื่องงกับคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาซึ่งถึงที่สุดแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวพนิดา พิพัฒน์ธราวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
ปัญญา ถนอมรอด
สมคักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4820/2548
#271621
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของจำเลยที่คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ถือว่าเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อจำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาทแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ในคดีเดิมอีก ส่วนเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เป็นคนละส่วนกับเงินค่าขึ้นศาล เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไปได้ จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 โดยศาลไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติก่อนเพราะมิใช่เรื่องที่จำเลยมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน ซึ่งโจทก์รับโอนสิทธิมาจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้กู้จำเลยขาดนัดยื่นคำขาดให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยยื่นคำร้องขอ ขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นขอให้พิจารณาคดีใหม่ให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาสรุปความได้ว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ มิได้อุทธรณ์ขอให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงเสียค่าขึ้นศาลในการอุทธรณ์มา 200 บาท ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่ได้สั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ในคดีเดิม และไม่ได้สั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาล ทำให้จำเลยหลงเชื่อว่าจำเลยปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จำเลยไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนที่จะไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ศาลอุทธรณ์จึงชอบที่จะมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเสียก่อน หากจำเลยไม่ดำเนินการ ศาลอุทธรณ์จึงจะมีอำนาจพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยได้นั้นศาลฎีกาเห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ถือว่าเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท ถูกต้องแล้ว จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ในคดีเดิมดังที่จำเลยฎีกาส่วนเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นเป็นคนละส่วนกับเงินค่าขึ้นศาล การที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นอีกส่วนหนึ่ง เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไปได้ จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 โดยศาลไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติก่อน เพราะกรณีมิใช่เรื่องที่จำเลยมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ดังนั้น เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจะยกเอาเหตุที่อ้างว่าจำเลยไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายมาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ยังไม่มีอำนาจพิพากษาเพราะต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องเสียก่อนหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายสุระหรือสุระจันทร์ จันทร์ศรีชวาลา
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2548
#268162
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องเพราะเห็นว่าคดีของจำเลยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย และปัญหาที่ว่าคดีของจำเลยมีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์หรือไม่ ย่อมยุติแล้วตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ดังนั้นถึงหากจะฟังว่าจำเลยเป็นคนยากจนก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีของจำเลย จึงไม่มีเหตุที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,048,725.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 17.75 ต่อปี ของต้นเงิน 650,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,563 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 86132 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า แม้ทางไต่สวนพอรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจนไม่มีเงินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล แต่คดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์จึงให้ยกคำร้อง หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมศาลชำระภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2545

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คดีของจำเลยทั้งสองไม่มีมูลที่จะอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชอบแล้ว หากจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะอุทธรณ์ต่อไป ให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายเวลาออกไปถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 ครั้นครบกำหนด จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์อีก อ้างว่าจำเลยทั้งสองมีพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มให้ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจน และคดีของจำเลยทั้งสองมีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะนำหลักฐานว่ายากจนจริงมาแสดงต่อศาลอีก และคำสั่งที่ว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ก็ถึงที่สุดแล้ว จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยเห็นว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีมูลที่จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้ย่อมถึงที่สุด จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องให้พิจารณาคำขอใหม่เพื่ออนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่ายากจนอีกหาได้ไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้วยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ""ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธินำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมให้ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากคนได้ตามกฎหมายและคดีของจำเลยมีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์นั้น เห็นว่า เดิมจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องเพราะเห็นว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย และปัญหาที่ว่าคดีของจำเลยทั้งสองมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์หรือไม่ ย่อมยุติแล้วตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ดังนั้น ถึงหากจะฟังว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจนก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีของจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จ่าสิบตำรวจหรือพลตำรวจธนา บัวสุ่นหรือบัวสุน
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2548
#271880
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองเคยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง เพราะเห็นว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย และปัญหาที่ว่าคดีของจำเลยทั้งสองมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์หรือไม่ ย่อมยุติตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ดังนั้น แม้หากจะฟังว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจนก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดี จึงไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,048,725.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า แม้ทางไต่สวนพอรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจนไม่มีเงินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล แต่คดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ จึงให้ยกคำร้อง หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้จำเลยทั้งสองนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2545

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คดีของจำเลยทั้งสองไม่มีมูลที่จะอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชอบแล้ว หากจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะอุทธรณ์ต่อไป ให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีก 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายเวลาออกไปถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 ครั้นครบกำหนดจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์อีกอ้างว่าจำเลยทั้งสองมีพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มให้ศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจน และคดีของจำเลยทั้งสองมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะนำหลักฐานว่ายากจนจริงมาแสดงต่อศาลอีก และคำสั่งที่ว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ก็ถึงที่สุดแล้ว จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยเห็นว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีมูลที่จะอุทธรณ์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้ย่อมถึงที่สุด จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่เพื่อนอนุญาตให้นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่ายากจนอีกหาได้ไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เดิมจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์มาแล้วครั้นหนึ่ง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องเพราะเห็นว่าคดีของจำเลยทั้งสองไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย และปัญหาที่ว่าคดีของจำเลยทั้งสองมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์หรือไม่ ย่อมยุติแล้วตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ดังนั้น ถึงหากจะฟังว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนยากจน ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดีของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จ่าสิบตำรวจหรือพลตำรวจ
จำเลย — ธนา บัวสุ่นหรือบัวสุน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4817/2548
#271870
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจำเลยก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง แม้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขอให้พิจารณาคดีใหม่มิใช่อุทธรณ์ในเนื้อหาของคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ตาม แต่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งให้รับอุทธรณ์ภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว เมื่อมีการอุทธรณ์เช่นนี้ ย่อมทำให้การบังคับล่าช้าออกไปและอาจเสียหายแก่โจทก์ผู้ชนะคดีได้ จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติมาตรา 234 ดังกล่าวให้ครบถ้วนด้วย เมื่อปรากฏว่าจำเลยเพียงแต่นำค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลโดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ และถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินจำนวน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยมีพยานหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และมีทางชนะคดี จำเลยกู้เงินจากโจทก์เพียง 30,000 บาท โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินโดยมิได้กรอกข้อความ สัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอม ขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยอุทธรณ์โดยไม่นำค่าธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาล ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลให้จำเลย

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลในวันเดียวกัน

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้รับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้พิจารณาคดีใหม่ จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว และที่จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ก็เป็นเวลาภายหลังที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว ย่อมไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายควรรับไว้พิจารณา ให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย เพราะเห็นว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 และจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลย เนื่องจากมิใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยด้วยเหตุเนื้อหาในอุทธรณ์ของจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์อันจะเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง แม้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการขอให้พิจารณาคดีใหม่มิใช่อุทธรณ์ในเนื้อหาของคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ตาม แต่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว เมื่อมีการอุทธรณ์เช่นนี้ย่อมทำให้การบังคับคดีล่าช้าออกไปและอาจเสียหายแก่โจทก์ผู้ชนะคดีได้ จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติมาตรา 234 ดังกล่าวในกรณีเช่นนี้ให้ครบถ้วนด้วย เมื่อปรากฏว่าจำเลยเพียงแต่นำฤชาธรรมเนียมมาวางศาลโดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยให้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ และถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิมพรรณ ศรีสุวรรณ
จำเลย — นางบุญส่ง ทุมสอน
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4816/2548
#272460
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหาย ตาม ป.อ. มาตรา 271 หมายถึง ผู้ซื้อของซึ่งหลงเชื่อการขายของโดยหลอกลวง ไม่ใช่เจ้าของรูปรอยประดิษฐ์หรือข้อความใด ๆ ในการประกอบการค้า และตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 39 บัญญัติให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการ... เพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล คำว่า ผู้เสียหาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 3 หมายความว่า ผู้ซื้อหรือได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ ฯลฯ เมื่อโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการและเครื่องหมายการค้า โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จึงไม่มีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมในความผิดตามมาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ มาตรา 271 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและไม่มีอำนาจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 271, 272, 275 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3, 47, 59 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 มาตรา 14

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทเชลล์อินเตอร์เนชั่นแนล ปิโตรเลียม จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271, 272 และ 275 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 3, 47, 59 ซึ่งผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ก็คือ ผู้ซื้อของซึ่งหลงเชื่อในการขายของโดยหลอกลวง ไม่ใช่เจ้าของรูป รอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้า และตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 39 บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรเข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการโดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมอัยการหรือข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค... เพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล เห็นได้ว่า ผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคก็คือ ผู้บริโภค ซึ่งตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้นิยามคำว่า "ผู้บริโภค" หมายความว่า ผู้ซื้อหรือได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจและหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการด้วย แต่โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการและเครื่องหมายการค้าซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ในประเทศไทย โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 จึงไม่มีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมในความผิดตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47 โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในความผิดดังกล่าวได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในความผิดดังกล่าวมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็ไม่รับวินิจฉัยให้...

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 39 ม. 47
ป.อ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทเชลล์อินเตอร์เนชั่นแนล ปิโตรเลียม จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.เกษตรบริการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4813/2548
#268134
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเคยถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ คำฟ้องระบุว่าผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 155 หมู่ 1 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ศาลจังหวัดเชียงรายพิพากษาลงโทษผู้ร้องจำคุก 2 ปี ผู้ร้องถูกอายัดตัวมาดำเนินคดีที่จังหวัดนครปฐม ไม่ใช่ผู้ร้องสมัครใจมายึดถิ่นที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญที่จังหวัดนครปฐม และผู้ร้องมิได้ประกอบอาชีพใดเป็นกิจลักษณะที่จังหวัดนครปฐมที่จะถือว่าเป็นแหล่งสำคัญของถิ่นที่อยู่ การที่ผู้ร้องถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดนครปฐมแต่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ก็ไม่ใช่กรณีถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะถือว่าเรือนจำจังหวัดนครปฐมเป็นภูมิลำเนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 ผู้ร้องจึงไม่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครปฐม

ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดเชียงราย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอพิสูจน์สัญชาติต่อศาลจังหวัดนครปฐม อ้างว่าเป็นคนสัญชาติไทยเกิดที่จังหวัดเชียงราย ผู้ร้องถูกกล่าวหาว่าไม่มีสัญชาติไทยและถูกดำเนินคดีที่จังหวัดเชียงรายก่อน แสดงว่ามูลคดีอาญาของผู้ร้องเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (2) ให้ผู้ร้องเสนอคำร้องต่อศาลที่มูลคดีเกิดหรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลซึ่งก็คือศาลจังหวัดเชียงราย ไม่ใช่ศาลจังหวัดนครปฐม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องถูกดำเนินคดีต่อศาลชั้นต้นคดีหมายเลขดำที่ 6636/2545 ในข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ผู้ร้องได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ร้องอ้างว่ามีสัญชาติไทยและมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครปฐม จึงยื่นคำร้องขอพิสูจน์สัญชาติต่อศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นรับคำร้องนัดไต่สวน ข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้ความจากผู้ร้องว่าผู้ร้องเกิดที่จังหวัดเชียงราย ศาลชั้นต้นจึงเพิกถอนคำสั่งที่รับคำร้องและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำร้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้อง จำหน่ายคดีจากสารบบความ

ผู้ร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีปกครองวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอพิสูจน์สัญชาติต่อศาลจังหวัดนครปฐมซึ่งเป็นศาลชั้นต้นหรือไม่ ผู้ร้องอ้างเป็นประเด็นว่า ผู้ร้องถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดนครปฐมและผู้ร้องประกอบกิจการงานเป็นหลักแหล่งสำคัญอยู่จังหวัดนครปฐม ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครปฐมนั้น เห็นว่า ตามเอกสารท้ายอุทธรณ์ผู้ร้องเคยถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 คดีหมายเลขดำที่ 5018/2542 คำฟ้องระบุผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 155 หมู่ 1 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ต่อมาผู้ร้องถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 คดีหมายเลขดำที่ 6636/2545 คำฟ้องระบุที่อยู่ผู้ร้องเช่นเดิม ศาลจังหวัดเชียงรายพิพากษาลงโทษผู้ร้องจำคุก 2 ปี ตามอุทธรณ์ระบุผู้ร้องถูกอายัดตัวมาดำเนินคดีที่จังหวัดนครปฐม ไม่ใช่ผู้ร้องสมัครใจมายึดถิ่นที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญที่จังหวัดนครปฐม และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ร้องประกอบอาชีพใดเป็นกิจลักษณะที่จังหวัดนครปฐมที่จะถือว่าเป็นแหล่งสำคัญของถิ่นที่อยู่ ส่วนข้อที่ว่าผู้ร้องถูกต้องขังนั้นข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าผู้ร้องถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดนครปฐมและได้รับการปล่อยชั่วคราว จึงไม่ใช่กรณีถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่จะถือว่าเรือนจำจังหวัดนครปฐมเป็นภูมิลำเนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครปฐม เมื่อพิจารณาตามหลักฐานสำเนาฟ้องท้ายอุทธรณ์ทั้งสองฉบับดังกล่าวประกอบคำแถลงของผู้ร้องที่ว่า ผู้ร้องเกิดจังหวัดเชียงราย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดเชียงราย ผู้ร้องอ้างว่าเกิดที่จังหวัดเชียงราย แต่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนสำมะโนครัว ผู้ร้องถูกกล่าวหาว่าไม่มีสัญชาติไทยและถูกดำเนินคดีที่จังหวัดเชียงรายก่อน แสดงว่ามูลคดีของผู้ร้องเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (2) ให้ผู้ร้องเสนอคำร้องต่อศาลที่มูลคดีเกิดหรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลซึ่งก็คือศาลจังหวัดเชียงราย ไม่ใช่ศาลจังหวัดนครปฐม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 37 ม. 47
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวดวงพร ไทรศรีคำ
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4813/2548
#271769
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจังหวัดเชียงรายพิพากษาลงโทษจำคุกผู้ร้อง 2 ปี ผู้ร้องถูกอายัดตัวมาดำเนินคดี และถูกฟ้องคดีอาญาที่ศาลจังหวัดนครปฐมไม่ใช่ผู้ร้องสมัครใจมายึดถิ่นที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญที่จังหวัดนครปฐม ต่อมาได้รับการปล่อยชั่วคราว ไม่ใช่กรณีถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดนครปฐมหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ถือว่าเรือนจำจังหวัดนครปฐมเป็นภูมิลำเนาตามมาตรา 47

ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดเชียงราย ถูกกล่าวหาว่าไม่มีสัญชาติไทยและถูกดำเนินคดีที่จังหวัดเชียงรายก่อน จึงถือว่ามูลคดีของผู้ร้องเกี่ยวกับการขอพิสูจน์สัญชาติเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 4 (2) ให้ผู้ร้องเสนอคำร้องต่อศาลที่มูลคดีเกิดหรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลซึ่งก็คือศาลจังหวัดเชียงราย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องถูกดำเนินคดีต่อศาลชั้นต้นในข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ผู้ร้องได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ร้องอ้างว่ามีสัญชาติไทยและมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครปฐมจึงยื่นคำร้องขอพิสูจน์สัญชาติต่อศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นรับคำร้องนัดไต่สวน ข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้ความจากผู้ร้องว่า ผู้ร้องเกิดที่จังหวัดเชียงราย ศาลชั้นต้นจึงเพิกถอนคำสั่งที่รับคำร้องและมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำร้อง จำหน่ายคดีจากสารบบความ

ผู้ร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอพิสูจน์สัญชาติต่อศาลจังหวัดนครปฐมซึ่งเป็นศาลชั้นต้นได้หรือไม่ ผู้ร้องอ้างเป็นประเด็นว่า ผู้ร้องถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดนครปฐม และผู้ร้องประกอบกิจการงานเป็นหลักแหล่งสำคัญอยู่จังหวัดนครปฐม ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครปฐมนั้น เห็นว่า ตามเอกสารท้ายอุทธรณ์ผู้ร้องเคยถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 คำฟ้องระบุผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 155 หมู่ 1 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ต่อมาผู้ร้องถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 คำฟ้องระบุที่อยู่ผู้ร้องเช่นเดิม ศาลจังหวัดเชียงรายพิพากษาลงโทษผู้ร้องจำคุก 2 ปี ตามอุทธรณ์ระบุผู้ร้องถูกอายัดตัวมาดำเนินคดีที่จังหวัดนครปฐม ไม่ใช่ผู้ร้องสมัครใจมายึดถิ่นที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญที่จังหวัดนครปฐม และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ร้องประกอบอาชีพใดเป็นกิจลักษณะที่จังหวัดนครปฐมที่จะถือว่าเป็นแหล่งสำคัญของถิ่นที่อยู่ ส่วนข้อที่ว่าผู้ร้องถูกต้องขังนั้น ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าผู้ร้องถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดนครปฐมและได้รับการปล่อยชั่วคราว จึงไม่ใช่กรณีถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะถือว่าเรือนจำจังหวัดนครปฐมเป็นภูมิลำเนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครปฐม เมื่อพิจารณาตามหลักฐานสำเนาฟ้องท้ายอุทธรณ์ทั้งสองฉบับดังกล่าวประกอบคำแถลงของผู้ร้องที่ว่า ผู้ร้องเกิดจังหวัดเชียงราย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดเชียงราย ผู้ร้องอ้างว่าเกิดที่จังหวัดเชียงรายแต่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนสำมะโนครัว ผู้ร้องถูกกล่าวหาว่าไม่มีสัญชาติไทยและถูกดำเนินคดีที่จังหวัดเชียงรายก่อน แสดงว่ามูลคดีของผู้ร้องเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (2) ให้ผู้ร้องเสนอคำร้องต่อศาลที่มูลคดีเกิดหรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลซึ่งก็คือศาลจังหวัดเชียงราย ไม่ใช่ศาลจังหวัดนครปฐม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 47
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวดวงพร ไทยศรีคำ
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ