คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4426/2548
#266363
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยได้หลอกให้ผู้เสียหายไปพบยายโดยอ้างว่ายายต้องการพบ ทั้งที่ความจริงยายมิได้ใช้ให้จำเลยไปตามผู้เสียหายมาพบแต่อย่างใด จำเลยจึงมีเจตนาหลอกผู้เสียหายไปที่บ้านเกิดเหตุ เพื่อที่จะได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากผู้เสียหายไปเสียจากผู้ปกครองดูแลโดยผู้เสียหายไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91, 276, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก, 318 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี เพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 19 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยใช้กำลังประทุษร้าย และพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปีไปเสียจากผู้ปกครองผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนางประไพยายผู้เสียหายว่า ตอนผู้เสียหายยังเด็กผู้เสียหายเคยอาศัยอยู่กับนางประไพ จนอายุประมาณ 7 ปี บิดาผู้เสียหายจึงมารับตัวไปแต่ผู้เสียหายก็ยังคงมาหาสู่กัน ส่วนจำเลยเป็นลูกเขย ขออาศัยปลูกกระต๊อบอยู่บริเวณข้างบ้านนางประไพ และจำเลยมักจะขึ้นมานอนพักอาศัยและอาบน้ำบนบ้านของนางประไพบ่อยครั้ง และได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า จำเลยเป็นพี่เขยของมารดาผู้เสียหาย จึงมีศักดิ์เป็นลุงโดยผู้เสียหายเรียกจำเลยว่า "ลุงประทีป" ผู้เสียหายรู้จักจำเลยตั้งแต่ผู้เสียหายยังเป็นเด็ก มิได้สนิทสนมกัน จำเลยเคยใช้ผู้เสียหายไปซื้อของเช่น เหล้า บุหรี่ เมื่อเหลือเงินทอนจะให้แก่ผู้เสียหาย เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2544 เวลากลางวัน ขณะผู้เสียหายอยู่ที่บ้านของนางลมัยซึ่งเป็นอาของผู้เสียหาย จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านบอกว่ายายของผู้เสียหายต้องการพบให้ไปพร้อมกับจำเลย แต่ผู้เสียหายปฏิเสธที่จะไปกับจำเลยโดยบอกว่าเดี๋ยวจะตามไป หลังจากนั้นผู้เสียหายไปที่บ้านยาย เมื่อไปถึงไม่พบยายจึงนั่งรอบนบ้าน ระหว่างนั้นจำเลยขึ้นมาบนบ้านดึงแขนผู้เสียหาย ผู้เสียหายร้องให้คนช่วย จำเลยใช้มืออุดปากผู้เสียหายไว้ จากนั้นจำเลยใช้กำลังข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง จำเลยขู่ผู้เสียหายไม่ให้บอกเรื่องที่เกิดขึ้นแก่ผู้ใดมิฉะนั้นจะฆ่าให้ตาย ต่อมาเมื่อเดือนมกราคม 2545 และปลายเดือนพฤษภาคม 2545 เวลากลางวัน ขณะผู้เสียหายไปที่บ้านยายได้ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราซ้ำอีก ทั้งสองครั้งนี้ผู้เสียหายก็ดิ้นรนต่อสู้และร้องให้คนช่วยแต่ก็ถูกจำเลยใช้มืออุดปากไว้ เห็นว่า ขณะผู้เสียหายอายุ 7 ปี จำเลยอายุ 28 ปี ในความรู้สึกของผู้เสียหายย่อมเห็นจำเลยเป็นญาติผู้ใหญ่มาตลอด ผู้เสียหายคงไม่กล้าบิดเบือนความจริงโดยแต่งเรื่องขึ้นเองเพื่อให้จำเลยได้รับโทษ ทั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางเพศซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอับอาย ผู้เสียหายย่อมไม่กล้าเอาความเท็จมากล่าวให้ตนเองหรือจำเลยได้รับความเสียหาย ดังนั้นแม้ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายจะมีอายุ 17 ปีเศษ และมีความรู้จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นับว่าเป็นวัยรุ่นมีวุฒิภาวะที่จะดิ้นรนต่อสู้ขัดขืนหรือร้องตะโกนจนมีคนมาช่วยได้ก็ตาม แต่เพราะจำเลยเป็นญาติผู้ใหญ่ ที่ผู้เสียหายรู้จักมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กย่อมรู้สึกเกรงใจไม่กล้าดิ้นรนต่อสู้เต็มแรงนัก ประกอบกับภริยาจำเลยก็ยังมีชีวิตอยู่มีบ้านอยู่ใกล้กัน กับไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับจำเลยแอบมีความรู้สึกชอบพอกันมาก่อนเลย ทั้งเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จึงไม่น่าเชื่อว่าเหตุเกิดครั้งแรกผู้เสียหายจะยินยอมให้จำเลยร่วมประเวณีด้วย พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้มั่นคงปราศจากสงสัยว่า เหตุเกิดครั้งแรกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้าย และการที่จำเลยได้หลอกให้ผู้เสียหายไปพบยาย โดยอ้างว่ายายต้องการพบ ทั้งที่ความจริงยายมิได้ใช้ให้จำเลยไปตามผู้เสียหายมาพบแต่อย่างใด จำเลยจึงมีเจตนาหลอกผู้เสียหายไปที่บ้านเกิดเหตุ เพื่อที่จะได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากผู้เสียหายไปเสียจากผู้ปกครองดูแลโดยผู้เสียหายไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก และมาตรา 318 วรรคสาม ปัญหาต่อไปว่าจำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นครั้งที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า หลังเกิดเหตุครั้งแรกแล้ว ผู้เสียหายยังคงไปที่บ้านเกิดเหตุและถูกจำเลยล่วงเกินทางเพศซ้ำอีก 2 ครั้งโดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้ดิ้นรนต่อสู้ขัดขืนเต็มที่อย่างไรบ้างแม้จนตั้งครรภ์หลายเดือนแล้ว ก็ยังปิดบังเหตุที่เกิดไม่บอกให้ผู้ใหญ่ในครอบครัวทราบ คำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีข้อพิรุธน่าเชื่อว่าด้วยวัยเพียง 17 ปีเศษของผู้เสียหาย ผู้เสียหายอาจเห็นว่าเคยเสียตัวกับจำเลยแล้วจึงมิได้ดิ้นรนต่อสู้เท่าที่ควร พฤติการณ์แห่งคดีใน 2 ครั้งหลังนี้จึงมีความสงสัยตามควรว่าผู้เสียหายอาจยินยอมหรือสมัครใจร่วมประเวณีกับจำเลยก็ได้ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก, 318 วรรคสาม ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเรา (กระทงแรก) จำคุก 5 ปี ฐานพรากผู้เยาว์ จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 9 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคแรก ม. 318 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายประทีป อุ่นแท่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายสุเทพ บุญตามสนธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4418/2548
#271526
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางของจำเลยที่ 1 ทั้งที่ได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 1 เพียงแต่ใช้รถยนต์กระบะเป็นยานพาหนะเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ มิได้ใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้โดยตรง และพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางของจำเลยที่ 2 ทั้งที่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายแล้วและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ระงับลงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) และโทษย่อมระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 38 จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ฝ่ายจำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม), 102 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวกันและระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบกับมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและรถยนต์กระบะของกลาง ส่วนโทรศัพท์มือถือของกลางทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้สำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษในคดีนี้ จึงไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 จึงไม่อาจริบได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ และให้คืนโทรศัพท์มือถือของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกับผู้อื่นมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษมา พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 ที่นำสืบว่าตนไม่ได้กระทำความผิดและถูกทำร้ายร่างกายจนต้องรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางของจำเลยที่ 1 ทั้งที่ได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 1 เพียงแต่ใช้รถยนต์กระบะเป็นยานพาหนะเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ มิได้ใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้โดยตรง และพิพากษาให้ริบรถยนต์กระบะของกลางของจำเลยที่ 2 ทั้งที่จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายแล้วและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ระงับลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และโทษย่อมระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 38 นั้น เป็นการไม่ชอบ แม้ฝ่ายจำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้แต่เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์กระบะของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 38
ป.วิ.อ. ม. 39 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจิรวัฒน์หรืออู๊ด ทองศรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4417/2548
#268120
เปิดฉบับเต็ม

การใช้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยที่ได้กระทำอยู่แล้วตามอำนาจในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยพร้อมพยานหลักฐาน การใช้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยจึงเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลย มิใช่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)) ลงโทษจำคุก 4 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต่อมามีว่า การที่เจ้าพนักงานของรัฐใช้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยเป็นการก่อให้จำเลยกระทำความผิด เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานอันได้มาจากการหลอกลวง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 หรือไม่ เห็นว่า การใช้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำเท่าที่จำเป็นและสมควรในการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยที่ได้กระทำอยู่แล้วตามอำนาจในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (10) ชอบที่เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยพร้อมพยานหลักฐาน ดังนี้ การใช้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยจึงเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิดของจำเลย หาใช่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยไม่ชอบ ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายยอด สุขพอดี
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4388/2548
#272059
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 94 บัญญัติว่าเจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้ ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้ทำสัญญาเช่าอาคารกับลูกหนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 มูลแห่งหนี้จึงเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ สำหรับค่าเช่าล่วงหน้าของเดือนตุลาคม 2544 จำนวน 85,000 บาท ที่เจ้าหนี้ชำระให้แก่ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าอาคารข้อ 2 นั้น เจ้าหนี้ยังเช่าอาคารอยู่โดยนำเงินค่าเช่าที่ต้องชำระให้ลูกหนี้ส่งให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แสดงว่าลูกหนี้ได้ให้เจ้าหนี้ใช้ประโยชน์ในอาคารที่เช่าตามสัญญาซึ่งรวมถึงเดือนตุลาคม 2544 แล้ว เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าล่วงหน้าของเดือนดังกล่าวคืน จึงขอรับชำระหนี้ส่วนนี้ไม่ได้

เงินประกันการเช่าอาคารจำนวน 300,000 บาท และเงินประกันค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ จำนวน 100,000 บาท ที่เจ้าหนี้ชำระให้แก่ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าอาคารข้อ 3 รวมเป็นเงิน 400,000 บาท ลูกหนี้จะคืนให้เจ้าหนี้เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า และได้ส่งมอบอาคารที่เช่าพร้อมทรัพย์สินในอาคารเป็นที่เรียบร้อยถูกต้องครบถ้วนแล้ว โดยสัญญาเช่าอาคารจะครบกำหนดวันที่ 30 กันยายน 2547 จึงเป็นหนี้ในอนาคตแม้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ เจ้าหนี้ก็มีสิทธินำมาขอรับชำระหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ทั้งขณะที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้สัญญาเช่าอาคารได้ครบกำหนดแล้วก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันตามสัญญาเช่าอาคารกับเงินกู้ยืมรวม 2,015,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมจำนวน 1,100,000 บาท หนี้เงินค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันตามสัญญาเช่าอาคารเอกสารหมาย จ.2 จำนวน 430,000 บาท ตามที่เจ้าหนี้ขอมา ส่วนหนี้ที่เป็นเงินค่าเช่าล่วงหน้าและเงินประกันตามสัญญาเช่าอาคารเอกสารหมาย จ.3 จำนวน 485,000 บาท นั้น เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิรับคืนเพราะสัญญาเช่ายังไม่ได้เลิกกันเห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้รวมเป็นเงิน 1,530,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) ส่วนที่เกินมาให้ยกเสีย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้ได้ตกลงทำสัญญาเช่าอาคารกับลูกหนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2547 โดยตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 85,000 บาท ภายในวันที่ 5 ของทุกๆ เดือน ในวันทำสัญญาเช่าเจ้าหนี้ได้ชำระเงินค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือน เป็นของเดือนตุลาคม 2544 จำนวน 85,000 บาท ให้แก่ลูกหนี้ ได้วางเงินประกันการเช่าอาคารจำนวน 300,000 บาท และเงินประกันค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ จำนวน 100,000 บาท ไว้แก่ลูกหนี้เพื่อประกันความเสียหายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวคืนต่อเมื่อมีการเลิกสัญญาเช่า ซึ่งขณะยื่นอุทธรณ์สัญญาเช่าได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547 แล้ว เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับเงินจำนวน 485,000 บาท คืนจากลูกหนี้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 เจ้าหนี้ไม่มีประกันอาจขอรับชำระหนี้ได้ถ้ามูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ปรากฏว่าเจ้าหนี้ทำสัญญาเช่าอาคารกับลูกหนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 มูลแห่งหนี้จึงเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ สำหรับค่าเช่าล่วงหน้าของเดือนตุลาคม 2544 จำนวน 85,000 บาท ที่เจ้าหนี้ชำระให้แก่ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าอาคารข้อ 2 นั้น เจ้าหนี้ให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ว่า ปัจจุบันเจ้าหนี้ยังเช่าอาคารดังกล่าวอยู่โดยนำเงินค่าเช่าที่ต้องชำระให้ลูกหนี้ส่งให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แสดงว่าลูกหนี้ได้ให้เจ้าหนี้ใช้ประโยชน์ในอาคารที่เช่าตามสัญญาซึ่งรวมถึงเดือนตุลาคม 2544 แล้ว เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับค่าเช่าล่วงหน้าของเดือนดังกล่าวคืน จึงขอรับชำระหนี้ส่วนนี้ไม่ได้ ส่วนเงินประกันการเช่าอาคารจำนวน 300,000 บาท และเงินประกันค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ จำนวน 100,000 บาท ที่เจ้าหนี้ชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าอาคารข้อ 3 รวมเป็นเงิน 400,000 บาท ลูกหนี้จะคืนให้เจ้าหนี้เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า และได้ส่งมอบอาคารที่เช่าพร้อมทรัพย์สินในอาคารเป็นที่เรียบร้อยถูกต้องครบถ้วนแล้ว โดยสัญญาเช่าอาคารจะครบกำหนดวันที่ 30 กันยายน 2547 จึงเป็นหนี้ในอนาคต แม้ยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ตามเจ้าหนี้ก็มีสิทธินำมาขอรับชำระหนี้ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งขณะที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้สัญญาเช่าอาคารได้ครบกำหนดแล้ว ที่ศาลล้มละลายกลางไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 1,930,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่าเงินประกันการเช่าอาคารจำนวน 300,000 บาท ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เมื่อได้ส่งมอบอาคารที่เช่าพร้อมทรัพย์สินในอาคารที่เช่าแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยถูกต้องครบถ้วนแล้ว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด
เจ้าหนี้ — นายธรรมนูญ บูรณะเสริมสม
จำเลย — นางนาตยาหรือสุกฤตา รัตน์นีรนาทหรือเภกะนันทน์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4377/2548
#268137
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ให้การว่าโจทก์ทำงานที่รับจ้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2539 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกเงินค่าจ้างเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 เกิน 2 ปี จึงขาดอายุความตามกฎหมาย เป็นคำให้การที่ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความไว้อย่างชัดเจนแล้ว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาการจ้างโดยแบ่งค่าจ้างเป็นรายงวดหรือรายเดือนและโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตั้งแต่เมื่อใด คดีเริ่มนับอายุความและขาดอายุความในเวลาใดและมาจากสาเหตุใด เป็นรายละเอียดที่โจทก์และจำเลยที่ 2 จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความไว้โดยชอบแล้ว

จำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าจ้างแก่โจทก์เป็นรายเดือน กล่าวคือ เมื่อโจทก์ทำงานให้จำเลยที่ 2 ครบเสร็จสิ้นในเดือนใด จำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทันทีในวันสิ้นงวดเดือนนั้น หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระอายุความต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 และหากอายุความสะดุดหยุดลงสำหรับค่าจ้างในเดือนใดก็จะมีผลต่อค่าจ้างของเดือนนั้นเท่านั้น ดังนั้นโจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างรับจ้างดูแลกิจการของจำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิเรียกเอาสินจ้างที่พึงได้รับได้ตั้งแต่วันถัดจากวันสิ้นงวดเดือนเป็นต้นไปในแต่ละงวดเดือนที่จำเลยที่ 2 ผิดนัด ซึ่งมาตรา 193/34 (7) กำหนดอายุความเรียกร้องไว้ 2 ปี

จำเลยที่ 2 ค้างชำระค่าจ้างให้โจทก์ 2 งวดเดือนหลังสุดซึ่งโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2539 และวันที่ 21 เมษายน 2539 ปรากฏว่า ส. กรรมการโครงการได้มีหนังสือแจ้งตอบการทวงถามให้ชำระหนี้ไปยังโจทก์โดย ส. ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 ติดค้างค่าจ้างทำงานตามที่โจทก์ทวงถามมาจริงแต่ขอชำระให้บางส่วนซึ่งเป็นค่าจ้างสำหรับ 2 งวดเดือนแรก ส่วนที่เหลือสำหรับงวด 2 เดือนสุดท้ายนั้น จำเลยที่ 2 จะชำระให้ ต่อมาเมื่อได้มีการเริ่มกิจกรรมใหม่ของโครงการตามที่ได้มีการเจรจากันไว้แล้ว ดังนั้นหนังสือดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2539 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้รับหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไปตามมาตรา 193/15 วรรคสอง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 จึงเกินกำหนดเวลา 2 ปี ค่าจ้างที่ยังค้างชำระโจทก์อยู่ในแต่ละงวดเดือนของ 2 งวดเดือนหลังก็ยังขาดอายุความอยู่ดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันก่อสร้างอาคารสูง 46 ชั้น ชื่อโครงการไทม์สเตชั่น เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันทางการค้า จำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างโจทก์คัดเลือกผู้รับจ้างทำการก่อสร้างเฉพาะงานก่อสร้างผนังคอนกรีตเสริมเหล็กป้องกันดินพังชั้นใต้ดินของอาคารสำนักงานโครงการดังกล่าวในราคาค่าจ้าง 1,055,398 บาท โจทก์ได้ทำงานตามที่ได้รับจ้างโดยคัดเลือกบริษัทซีฟโก้ จำกัด เป็นผู้ก่อสร้างให้จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างโจทก์ควบคุมและบริหารงานก่อสร้างผนังคอนกรีตเสริมเหล็กป้องกันดินพังชั้นใต้ดิน โดยชำระค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 527,699 บาท โจทก์ได้ตกลงรับจ้างและทำการควบคุมและบริหารงานก่อสร้างผนังคอนกรีตเสริมเหล็กป้องกันดินพังชั้นใต้ดินตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 20 เมษายน 2539 งานจึงแล้วเสร็จ คิดเป็นเงินค่าจ้าง 2,110,796 บาท โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าจ้างรวม 4 ฉบับ จำเลยทั้งสองได้รับแล้วมีหนังสือรับสภาพหนี้ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2539 ว่าจะชำระค่าจ้างแก่โจทก์ภายในวันที่ 15 เมษายน 2540 และชำระค่าจ้างแก่โจทก์เพียง 2 เดือน เป็นเงิน 1,055,398 บาท นอกจากนั้นจำเลยที่ 2 ยังได้ออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตลาดน้อย ชำระหนี้แก่โจทก์รวม 2ฉบับ คือเช็คลงวันที่ 15 และ 25 พฤศจิกายน 2539 ตามลำดับ และนำเช็คมามอบแก่โจทก์เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2539 ตามลำดับ ถือว่าเป็นการชำระหนี้บางส่วน ยังคงค้างชำระค่าจ้าง 1,055,398 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,205,792.13 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,055,398 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ได้ทำงานแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2539 แต่โจทก์มาฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกร้องเงินค่าจ้างเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งมีระยะเวลาเกิน 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,055,398 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่20 พฤศจิกายน 2541) ให้ไม่เกิน 150,394.13 บาท กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียม สำหรับจำเลยที่ 1 (ที่ถูก คือ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1) ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เป็นที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้าง จำเลยทั้งสองได้ว่าจ้างให้โจทก์ควบคุมงานก่อสร้างกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กป้องกันดินพังชั้นต้นใต้ดินของอาคารไทม์สเตชั่น มีกำหนดเวลา 4 เดือน ค่าจ้างเดือนละ 527,699 บาท รวมเป็นเงิน 2,110,796 บาท โจทก์เริ่มควบคุมงานก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 20 เมษายน 2539 จนงานแล้วเสร็จโจทก์ได้ส่งใบแสดงความก้าวหน้าของงานแต่ละเดือนและหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ชำระค่าจ้างเดือนที่ 1 และที่ 2 ค้างชำระค่าจ้างเดือนที่ 3 และที่ 4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้เรื่องอายุความไว้โดยชอบแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 2 ให้การว่าโจทก์ทำงานที่รับจ้างแล้วเสร็จและส่งมอบงานให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2539 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกร้องเงินค่าจ้างเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งมีระยะเวลากำหนดเกินกว่า 2 ปี สิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวจึงขาดอายุความตามกฎหมาย เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 2 ได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความไว้อย่างชัดเจนแล้ว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาการจ้างโดยแบ่งค่าจ้างเป็นรายงวดหรือรายเดือนและโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตั้งแต่เมื่อใด คดีเริ่มนับอายุความและขาดอายุความในเวลาใดและมาจากสาเหตุใดนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์และจำเลยที่ 2 จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความไว้โดยชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ค่าจ้างที่ยังค้างชำระโจทก์อยู่อีก 2 เดือนนั้นขาดอายุความแล้วหรือไม่เพียงใด ในประเด็นนี้ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบโต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ควบคุมและบริหารงานก่อสร้างอาคารไทม์สเตชั่นเฉพาะงานโครงสร้างผนังคอนกรีตเสริมเหล็กป้องกันดินพังชั้นใต้ดินที่มีบริษัทซีฟโก้ จำกัด เป็นผู้ก่อสร้าง ตกลงค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 527,699 บาท ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 ถึงวันที่ 20 เมษายน 2539 รวม 4 เดือน โจทก์ควบคุมการทำงานของบริษัทซีฟโก้ จำกัด ให้แก่จำเลยทั้งสองเสร็จและส่งมอบงานให้จำเลยทั้งสองเรียบร้อยแล้วโดยทำรายงานความก้าวหน้าประจำเดือนแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบทุกงวดเดือนที่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายเสร็จตามเอกสารหมาย จ.13 หลังจากนั้นโจทก์ได้ทำหนังสือเรียกเก็บเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 เดือน เดือนละ 527,699 บาท รวม 4 เดือน คิดเป็นเงินค่าจ้าง 2,100,796 บาท ตามเอกสารหมาย จ.14 จำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์แล้วสำหรับงวด 2 เดือนแรก เป็นเงิน 1,055.398 บาท โดยโจทก์ได้ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17 แสดงว่าได้รับเงินค่าจ้างดังกล่าวรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้สองครั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามเอกสารหมาย จ.16 และ 17 ส่วนที่เหลือยังไม่ได้ชำระอีก 2 งวดเดือนคือค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2539 และตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2539 ถึงวันที่ 20 เมษายน 2539 นายสจ๊วต แมคโดนัลด์ กรรมการโครงการอาคารไทม์สเตชั่นของจำเลยทั้งสองได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2539 แจ้งมายังโจทก์ว่าส่วนที่เหลือจะชำระก็ต่อเมื่อได้มีการเริ่มกิจกรรมใหม่ของโครงการตามเอกสารหมาย จ.15 แต่จำเลยทั้งสองก็ยังมิได้ชำระจนบัดนี้ ก่อนฟ้องโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้รับแล้ว ยังคงเพิกเฉยเห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 กำหนดค่าจ้างทำงานกันเป็นรายเดือน เมื่อทำงานที่รับจ้างแต่ละงวดเดือนเสร็จโจทก์ก็จะรายงานความก้าวหน้าประจำเดือนให้จำเลยที่ 2 ทราบทุกเดือนเป็นรายเดือนไปดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.13 และเมื่อโจทก์สั่งใบแจ้งหนี้เพื่อเรียกเก็บเงินค่าทำงานตามที่รับจ้างไปยังจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.14 ก็ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามค่าจ้างเป็นรายเดือนเช่นกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าจ้างแก่โจทก์เป็นรายเดือน กล่าวคือเมื่อโจทก์ทำงานให้จำเลยที่ 2 ครบเสร็จสิ้นในเดือนใด จำเลยที่ 2 ก็จะต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทันทีในวันสิ้นงวดเดือนนั้นเลย หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระอายุความตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงต้องเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 และหากอายุความเรียกร้องค่าจ้างเป็นรายเดือนสะดุดหยุดลง สำหรับค่าจ้างในเดือนใดก็จะมีผลต่อค่าจ้างของเดือนนั้นเท่านั้น ดังนั้นโจทก์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างรับจ้างดูแลกิจการของจำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิเรียกเอาสินจ้างที่พึงได้รับได้ตั้งแต่วันถัดจากวันสิ้นงวดเดือนเป็นต้นไปในแต่ละงวดเดือนที่จำเลยที่ 2 ผิดนัด ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) กำหนดอายุความเรียกร้องไว้ 2 ปี แต่เมื่อค่าจ้างที่จำเลยที่ 2 ยังค้างชำระโจทก์ที่ 2 งวดเดือนหลังสุดซึ่งโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2539 และวันที่ 21 เมษายน 2539 นั้น ปรากฏว่านายสจ๊วตกรรมการโครงการอาคารไทม์สเตชั่นได้มีหนังสือแจ้งตอบการทวงถามให้ชำระหนี้ไปยังโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.15 ซึ่งปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับในวันเดียวกันนั้นโดยนายสจ๊วตยอมรับว่าจำเลยที่ 2 ติดค้างค่าจ้างทำงานตามที่โจทก์ทวงถามมาจริงแต่ขอชำระให้บางส่วนซึ่งเป็นค่าจ้างสำหรับ 2 งวดเดือนแรก ส่วนที่เหลือสำหรับงวด 2 เดือน สุดท้ายนั้น จำเลยที่ 2 จะชำระให้ต่อเมื่อได้มีการเริ่มกิจกรรมใหม่ของโครงการตามที่ได้มีการเจรจากันไว้แล้ว ดังนั้นหนังสือตามเอกสารหมาย จ.15 ดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2539 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคสอง อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 จึงเกินกำหนดเวลา 2 ปี ค่าจ้างที่ยังค้างชำระโจทก์อยู่ในแต่ละงวดเดือนของ 2 งวดเดือนหลังก็ยังขาดอายุความอยู่ดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มาด้วยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 193/34
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทร์ คอรสตรัคชั่น แมนเนชเม้นท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทธนายน จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4362/2548
#113314
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 36 เหตุที่จะขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินได้ นอกจากความเป็นเจ้าของแล้วยังต้องได้ความว่า ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดซึ่งมีความหมายถึงเจ้าของทรัพย์ที่ยื่นคำร้อง และรวมถึงผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์ในขณะความผิดเกิดด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 และ ริบรถยนต์ของกลางทั้งสองคัน

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่เห็นควรวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องก่อนว่า กรรมสิทธิในรถยนต์กระบะของกลางตามคำร้องเป็นของผู้ร้องแต่เมื่อใด เห็นว่าตามบทบัญญัติแห่ง ป.อ. มาตรา 36 บัญญัติว่า เหตุที่จะขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินได้นั้น นอกจากความเป็นเจ้าของแล้วยังต้องได้ความว่าผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมมีความหมายถึงเจ้าของทรัพย์สินในขณะที่มีการกระทำผิด ซึ่งแม้สัญญาจะลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 อันเป็นวันก่อนเกิดเหตุที่มีการกระทำผิดคือวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 แต่เมื่อพิจารณาในสัญญาข้อ 2 ที่มีข้อความถึงการขายรถและการโอนสัญญาเช่าซื้อรวมความว่าตามสัญญานี้มีผลตั้งแต่วันปิดการจำหน่าย โดยมีคำอธิบายอยู่ในคำจำกัดความข้อ 1 ว่า วันปิดการจำหน่ายคือวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในรถยนต์กระบะของกลางเป็นของผู้ร้องตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2541 อันเป็นช่วงเวลาหลังเกิดเหตุแล้ว ผู้ที่เป็นเจ้าของที่แท้จริงในขณะกระทำผิดจึงยังคงเป็นบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปในประการสุดท้ายว่าเจ้าของที่แท้จริงคือบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะมิได้นำสืบโดยตรงในประการนี้ แต่การที่ผู้ร้องนำสืบให้เห็นว่าสัญญา ซึ่งเป็นการซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องในรถยนต์กระบะของกลางบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 อันเป็นวันก่อนเกิดเหตุคดีนี้ถึงครึ่งเดือน โดยเป็นการทำสัญญากับองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ที่เป็นผู้กระทำการแทนผู้ขายตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 แสดงว่าบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด ถูกปิดตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว กอปรกับโจทก์ก็นำสืบได้ความเพียงว่าพบการกระทำผิดในวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 และทราบจากผู้ขับว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นรถที่เช่าซื้อมาเท่านั้นโดยไม่โต้แย้งเรียกเจ้าของที่แท้จริงมาสอบถาม ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด ซึ่งถูกปิดบริษัทไปก่อนหน้า ไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย?

พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิซิหมายเลขทะเบียน รอ - 6510 กรุงเทพมหานคร ของกลางแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
ผู้ร้อง — บริษัทสยามพาณิชย์ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายมนตรี สีเสน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายอมรเทพ กุลวิจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4356/2548
#271839
เปิดฉบับเต็ม

เงินของกลางจำนวน 6,000 บาท ที่โจทก์ขอให้ริบ โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนถูกจับกุมก่อนหน้านี้ เงินจำนวนดังกล่าวจึงมิใช่วัตถุซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่ได้กระทำในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 (2)

โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 10,000 เม็ด และระบุคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 322.86 กรัม ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายระบุจำนวน 2,000 เม็ด แต่ไม่ระบุสารบริสุทธิ์ จึงต้องด้วย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง จะคำนวณเทียบเคียงว่าเมทแอมเฟตามีน 10,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 322.86 กรัม จำนวน 2,000 เม็ด จึงคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ไม่น้อยกว่า 64 กรัม เพื่อเป็นความผิดตามมาตรา 66 วรรคสอง หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (เดิม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 30 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 15 ปี รวมจำคุก 40 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลดโทษให้จำเลยทั้งสองข้อหา จำเลยจะมาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า จำนวนเมทแอมเฟตามีนที่ได้นั้นเป็นจำนวนเดียวกันเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยเป็นสองกรรมเป็นการไม่ถูกต้องนั้นหาได้ไม่ เพราะเป็นการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึง 2,000 เม็ด เมื่อคำนวณตามรายงานการตรวจพิสูจน์จะมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 64 กรัม นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนเท่าใด กรณีจึงต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต ต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง เงินจำนวน 6,000 บาท ของกลางที่โจทก์ขอให้ริบ โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อนถูกจับกุม ก่อนหน้านี้ของกลางดังกล่าวมิใช่วัตถุซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่ได้กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 (2) ศาลจึงไม่ริบ"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) และ 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) สำหรับความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้จำคุก 15 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 7 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว รวมจำคุก 32 ปี 6 เดือน และไม่ริบเงินของกลาง นอกจากที่แก้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 (2)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นางสินีนาฏ สุดสง่า
ชื่อองค์คณะ
คมวุฒ บุรีธนวัต
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4355/2548
#113295
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัท ช. และบริษัท ป. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่ามูลหนี้ตามฟ้องที่เกิดจากการติดตั้งเต้าปูน และใส่ระบบลากจูงเป็นรถพ่วงเต้าปูนที่จำเลยทำกับโจทก์นั้น จำเลยได้กระทำไปในฐานะตัวแทนของบริษัท ช. และบริษัท ป. ผู้เช่าซื้อ จำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อโจทก์ ดังนี้ คำร้องของจำเลยดังกล่าวย่อมเข้าเกณฑ์ตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) เนื่องจากเป็นอันเข้าใจว่า เป็นการขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีโดยอ้างว่า ถ้าหากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีตามฟ้อง จำเลยในฐานะตัวแทนย่อมฟ้องบริษัท ช. และบริษัท ป. ซึ่งเป็นตัวการเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 777,769 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 688,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และ บริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เนื่องจากหากศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย โจทก์ก็จะสามารถฟ้องเอากับบริษัททั้งสองดังกล่าวในฐานะตัวการได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องจำเลยขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ก ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่จำเลยสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนหากศาลพิจารณาให้จำเลยแพ้คดี แต่ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลย หากศาลพิจารณาให้จำเลยแพ้คดีโดยฟังว่าเป็นคู่สัญญากับโจทก์โดยตรง จำเลยก็ไม่สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยกับบริษัททั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ แต่เป็นเรื่องที่จำเลยสามารถฟ้องหรือเรียกร้องเป็นคดีต่างหากจากคดีนี้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเป็นคำโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 688,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542) ต้องไม่เกิน 89,769 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้หมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้หมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่ามูลหนี้ตามฟ้องที่เกิดจากการติดตั้งเต้าปูนและใส่ระบบลากจูงเป็นรถพวงเต้าปูนที่จำเลยทำกับโจทก์นั้น จำเลยได้กระทำไปในฐานะตัวแทนของบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด จำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อโจทก์ ดังนี้คำร้องของจำเลยดังกล่าวย่อมเข้าเกณฑ์ตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) เนื่องจากเป็นอันเข้าใจได้ว่า เป็นการขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีโดยอ้างว่า ถ้าหากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีตามฟ้อง จำเลยในฐานะตัวแทนย่อมฟ้องบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด ซึ่งเป็นตัวการเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้หมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 797 ม. 816 ม. 820
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสามมิตรสเปคเชี่ยลทรัค จำกัด
จำเลย — บริษัทอีซูซุสงวนไทยเชียงราย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสุวิชา สุขเกษมหทัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายธีระพงศ์ จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4355/2548
#268119
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัท ช. และบริษัท ป. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่ามูลหนี้ตามฟ้องที่เกิดจากการติดตั้งเต้าปูนและใส่ระบบลากจูงเป็นรถพ่วงเต้าปูนที่จำเลยทำกับโจทก์ จำเลยได้กระทำไปในฐานะตัวแทนของบริษัทดังกล่าว จำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำร้องของจำเลยดังกล่าวย่อมเข้าเกณฑ์ตามบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) เนื่องจากเป็นอันเข้าใจได้ว่า เป็นการขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีโดยอ้างว่า ถ้าหากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีตามฟ้อง จำเลยในฐานะตัวแทนย่อมฟ้องบริษัทดังกล่าว ซึ่งเป็นตัวการเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายเดือนมกราคม 2540 จำเลยสั่งซื้อรถพ่วงเต้าปูน รถเต้าปูนและระบบลากจูงไปจากโจทก์เป็นเงิน 688,000 บาท ครบกำหนดชำระหนี้แล้ว จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 777,769 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 688,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ

จำเลยให้การว่า เมื่อประมาณกลางเดือนมกราคม 2540 บริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด ได้สั่งซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อจากจำเลย โดยให้จำเลยดำเนินการส่งรถเข้าบริษัทโจทก์เพื่อติดตั้งเต้าปูนและใส่ระบบลากจูงเป็นรถพ่วงเต้าปูน ทั้งนี้บริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด จะเป็นผู้ชำระราคาแก่บริษัทโจทก์เอง หลังจากบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด ได้รับรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่ติดตั้งเต้าปูนและระบบลากจูงแล้ว จึงได้ให้บริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้าทำสัญญาเช่าซื้อเฉพาะส่วนที่เป็นตัวรถไปจากจำเลย เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2541 ตัวแทนของบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่จำเลย โดยระบุไว้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนในการสั่งซื้อเต้าปูนและรถพ่วงเต้าปูนจากโจทก์ในราคา 688,000 บาท ดังนั้นการสั่งติดตั้งเต้าปูนและใส่ระบบลากจูงของจำเลยเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด ตัวแทน และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด ผู้เช่าซื้อ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เนื่องจากหากศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย โจทก์ก็จะสามารถฟ้องเอากับบริษัททั้งสองดังกล่าวในฐานะตัวการได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องจำเลยขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) ก ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่จำเลยสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนหากศาลพิจารณาให้จำเลยแพ้คดี แต่ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลย หากศาลพิจารณาให้จำเลยแพ้คดีโดยฟังว่าเป็นคู่สัญญากับโจทก์โดยตรง จำเลยก็ไม่สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยกับบริษัททั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ แต่เป็นเรื่องที่จำเลยสามารถฟ้องหรือเรียกร้องเป็นคดีต่างหากจากคดีนี้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเป็นคำโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 688,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542) ต้องไม่เกิน 89,769 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้หมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้หมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่ามูลหนี้ตามฟ้องที่เกิดจากการติดตั้งเต้าปูนและใส่ระบบลากจูงเป็นรถพ่วงเต้าปูนที่จำเลยทำกับโจทก์นั้น จำเลยได้กระทำไปในฐานะตัวแทนของบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด จำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อโจทก์ ดังนี้คำร้องของจำเลยดังกล่าวย่อมเข้าเกณฑ์ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) เนื่องจากเป็นอันเข้าใจได้ว่า เป็นการขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีโดยอ้างว่า ถ้าหากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีตามฟ้อง จำเลยในฐานะตัวแทนย่อมฟ้องบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด ซึ่งเป็นตัวการเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้หมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสามมิตรสเปคเชี่ยลทรัค จำกัด
จำเลย — บริษัทอีซูซุสงวนไทยเชียงราย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4355/2548
#271837
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอ้างว่ามูลหนี้ตามฟ้องเป็นการที่จำเลยได้กระทำไปในฐานะตัวแทนของบริษัท ช. และ บริษัท ป. จำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อโจทก์ คำร้องของจำเลยที่ขอให้เรียกบริษัททั้งสองเข้ามาเป็นจำเลยร่วมย่อมเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) เนื่องจากเป็นการขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีโดยอ้างว่าถ้าหากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีตามฟ้อง จำเลยในฐานะตัวแทนย่อมฟ้องบุคคลภายนอกซึ่งเป็นตัวการเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปลายเดือนมกราคม 2540 จำเลยสั่งซื้อรถพ่วงเต้าปูน รถเต้าปูนและระบบลากจูงไปจากโจทก์เป็นเงิน 688,000 บาท แล้วไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 777,769 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 688,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การสั่งติดตั้งเต้าปูนและใส่ระบบลากจูงของจำเลย เป็นการกระทำในฐานะตัวแทนของบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เนื่องจากหากศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย โจทก์ก็จะสามารถฟ้องเอากับบริษัททั้งสองดังกล่าวในฐานะตัวการได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเป็นคำโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 688,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้หมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้หมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่ามูลหนี้ตามฟ้องที่เกิดจากการติดตั้งเต้าปูนและใส่ระบบลากจูงเป็นรถพ่วงเต้าปูนที่จำเลยทำกับโจทก์นั้นจำเลยได้กระทำไปในฐานะตัวแทนของบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด จำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อโจทก์ ดังนี้ คำร้องของจำเลยดังกล่าวย่อมเข้าเกณฑ์ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) เนื่องจากเป็นอันเข้าใจได้ว่า เป็นการขอให้ศาลหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีโดยอ้างว่า ถ้าหากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีตามฟ้อง จำเลยให้ฐานะตัวแทนย่อมฟ้องบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัด และบริษัทปูนเชียงราย จำกัด ซึ่งเป็นตัวการเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้หมายเรียกบริษัทเชียงรายคอนกรีต จำกัดและบริษัทปูนเชียงราย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีจึงชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสามมิตรสเปคเชี่ยลทรัค จำกัด
จำเลย — บริษัทอีซูซุสงวนไทยเชียงราย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
รุ่งโรจน์ รุ่งเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4351/2548
#266410
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามและจำเลยมีข้อพิพาทระหว่างกันทั้งคดีแพ่งและอาญา การที่ต่อมาโจทก์ทั้งสามและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยระบุให้โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดินด้วย ข้อตกลงให้ถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าว จึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่สัญญาประนีประนอมยอมความยังมีข้อตกลงอื่น ๆ อีกหลายประการ แสดงให้เห็นเจตนาของคู่กรณีว่าประสงค์ให้ข้อตกลงอื่นนอกเหนือจากข้อตกลงเรื่องการถอนฟ้องคดีอาญา คงมีผลผูกพันคู่กรณีทั้งสองฝ่ายอยู่ และข้อตกลงอื่นไม่ต้องห้ามโดยกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพฤติการณ์แห่งกรณีจึงสันนิษฐานได้ว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะ ข้อตกลงส่วนอื่น ๆ นอกเหนือจากข้อตกลงเรื่องการถอนฟ้องคดีอาญาคงมีผลผูกพันคู่กรณีอยู่

ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยปลอดภาระจำยอม ซึ่งศาลพิพากษาตามยอมให้นั้น คำพิพากษาดังกล่าวไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกที่จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมให้หลังจากทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสามแล้ว เพราะมิได้พิพากษาบังคับให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าว แต่เป็นเรื่องที่ฝ่ายโจทก์จะบังคับเอาแก่จำเลยตามคำพิพากษาโดยลำพังเท่านั้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่โจทก์ทั้งสามนำไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์ และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยปลอดภาระใด ๆ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมบันทึกข้อตกลงภาระจำยอมรวม 4 รายที่จำเลยทำขึ้น ให้จำเลยรับผิดค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และค่าภาษีเงินได้เป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากจำเลยไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสาม ให้โจทก์ทั้งสามนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้เองโดยลำพังและห้ามจำเลยกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางการเก็บผลประโยชน์ที่ดินดังกล่าวโดยพลัน และตลอดไปจนกว่าจะได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้เป็นของโจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาให้บันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยและนายวีระเป็นโมฆะและห้ามโจทก์ทั้งสามเกี่ยวข้องเช่นเก็บผลประโยชน์หรืออ้างสิทธิใด ๆ เหนือที่ดินพิพาทอีกต่อไป

โจทก์ทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ข้อตกลงประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 9 มีนาคม 2541 เป็นโมฆะเฉพาะข้อตกลงให้ถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1134/2540 ในข้อ (1) และให้จำเลยรับเงินจำนวน 700,000 บาท ที่โจทก์ทั้งสามนำไปวางไว้ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดแพร่ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยปลอดภาระจำยอม ห้ามจำเลยกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางไม่ให้โจทก์ทั้งสามเก็บผลประโยชน์ในที่ดินให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม กำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นตามฟ้องและตามฟ้องแย้งให้ยก ส่วนที่จำเลยขอให้วินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นนั้น เห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงจึงให้ยกคำขอเช่นเดียวกัน ค่าคำขอให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสาม

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์ทั้งสามและจำเลยกับนายวีระ มีคดีพิพาทฟ้องร้องกันหลายคดี ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2541 ทั้งสองฝ่ายได้ทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความกัน โดยมีข้อตกลงรวม 10 ข้อ โดยข้อตกลงข้อ 1 ระบุว่า โจทก์ทั้งสามตกลงยินยอมถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1134/2540 คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 763/2540 และที่ 808/2540 ที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องจำเลยกับนายวีระต่อศาลจังหวัดแพร่ ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 9 มีนาคม 2541 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า บันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความดังกล่าว ตกเป็นโมฆะทั้งหมดหรือเป็นโมฆะเฉพาะข้อ 1 ในส่วนที่ให้โจทก์ทั้งสามถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าว เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1134/2540 ที่ระบุให้โจทก์ทั้งสามถอนฟ้องนั้น เป็นคดีข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดินไม่ใช่คดีความผิดอันยอมความได้ ข้อตกลงให้ถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่ตามบันทึกข้อตกลง นอกจากข้อตกลงให้ถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวแล้วยังมีข้อตกลงอื่น ๆ อีกหลายประการ ซึ่งได้ความว่า ทั้งสองฝ่ายต่างได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว คงเหลือเฉพาะข้อตกลงตามข้อ 4 และข้อ 5 คือให้โจทก์ที่ 2 ชำระเงิน 700,000 บาท และให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสามเท่านั้น ที่ยังมีปัญหาอยู่ โดยปรากฏว่าฝ่ายโจทก์ได้นำเงินจำนวน 700,000 บาท ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดแพร่แล้วแจ้งให้จำเลยทราบ และจำเลยได้ไปขอรับเงินดังกล่าวแล้วแต่เจ้าพนักงานไม่จ่ายเงินให้เพราะจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยปราศจากภาระติดพันได้ แสดงว่าฝ่ายจำเลยก็มีความประสงค์จะบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงประนีประนอมยอมความแสดงให้เห็นเจตนาของคู่กรณีว่าประสงค์ให้ข้อตกลงส่วนอื่นนอกเหนือจากข้อตกลงเรื่องการถอนฟ้องคดีอาญา คงมีผลผูกพันคู่กรณีทั้งสองฝ่ายอยู่เช่นเดิม และข้อตกลงส่วนอื่นทั้งหมดก็ล้วนแต่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับกรณีพิพาททางแพ่งทั้งสิ้น ซึ่งไม่ต้องห้ามโดยกฎหมายไม่เป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพฤติการณ์แห่งกรณีจึงสันนิษฐานได้ว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะ จึงไม่ทำให้ข้อตกลงประนีประนอมยอมความตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ ข้อตกลงส่วนอื่น ๆ นอกเหนือจากข้อตกลงเรื่องการถอนฟ้องคดีอาญาคงมีผลผูกพันคู่กรณีอยู่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173

ปัญหาตามฎีกาข้อต่อไปของจำเลยมีว่า คำพิพากษาที่ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยปลอดภาระจำยอมชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำที่ดินไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่บุคคลภายนอก 4 ราย หลังจากทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความกันแล้ว โดยข้อตกลงมิได้ให้อำนาจจำเลยกระทำการดังกล่าวได้ จำเลยย่อมรู้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้โจทก์ทั้งสามเสียเปรียบ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสามโดยปลอดภาระจำยอมจึงชอบแล้ว และคำพิพากษาดังกล่าวหาได้กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกไม่ เพราะมิได้พิพากษาบังคับให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าว แต่เป็นเรื่องที่ฝ่ายโจทก์จะบังคับเอาแก่จำเลยตามคำพิพากษาโดยลำพังเท่านั้น คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสามส่วนค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 173
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 145 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรกิจ เทพชัย กับพวก
จำเลย — นายทวีศักดิ์ ล้อบุณยารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายบรรจบ ถาวรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4351/2548
#271511
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยกับ ว. ที่ให้โจทก์ทั้งสามถอนฟ้องคดีอาญาที่ยื่นฟ้องจำเลยกับ ว. ไว้ ในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดินไม่ใช่คดีความผิดอันยอมความได้ เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

บันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความ นอกจากมีข้อตกลงให้ถอนฟ้องคดีอาญาซึ่งเป็นโมฆะแล้ว ยังมีข้อตกลงอื่น ๆ อีกหลายประการ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว คงเหลือเฉพาะข้อ 4 และข้อ 5 เท่านั้น ที่ยังมีปัญหาอยู่ โดยปรากฏว่าฝ่ายโจทก์ได้นำเงินจำนวน 700,000 บาท ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์แล้วแจ้งให้จำเลยทราบ และจำเลยได้ไปขอรับเงินดังกล่าวแล้ว แต่เจ้าพนักงานไม่จ่ายเงินให้เพราะจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยปราศจากภาระติดพันได้ แสดงว่าฝ่ายจำเลยก็มีความประสงค์จะบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงประนีประนอมยอมความ แสดงให้เห็นเจตนาของคู่กรณีว่าประสงค์ให้ข้อตกลงส่วนอื่นนอกเหนือจากเรื่องการถอนฟ้องคดีอาญาคงมีผลผูกพันคู่กรณีทั้งสองฝ่ายอยู่เช่นเดิม และข้อตกลงส่วนอื่นทั้งหมดก็ล้วนแต่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับกรณีพิพาททางแพ่งทั้งสิ้น ซึ่งไม่ต้องห้ามโดยกฎหมายไม่เป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพฤติการณ์แห่งกรณีจึงสันนิษฐานได้ว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะ จึงไม่ทำให้ข้อตกลงประนีประนอมยอมความดังกล่าวตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ ข้อตกลงส่วนอื่น ๆ นอกเหนือจากข้อตกลงเรื่องการถอนฟ้องคดีอาญายังคงมีผลผูกพันคู่กรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 173

จำเลยนำที่ดินไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่บุคคลภายนอกหลังจากทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความกันแล้วโดยจำเลยไม่มีอำนาจกระทำได้ตามข้อตกลง จำเลยย่อมรู้ว่าทำให้โจทก์ทั้งสามเสียเปรียบ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และศาลพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสามโดยปลอดภาระจำยอมได้ไม่เป็นการกระทบสิทธิของบุคคลภายนอก เพราะมิได้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าว แต่เป็นเรื่องที่ฝ่ายโจทก์จะบังคับเอาแก่จำเลยตามคำพิพากษาโดยลำพังเท่านั้น

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าจำเลยปฏิบัติผิดข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้บังคับจำเลยรับเงินจำนวน 700,000 บาท ที่โจทก์ทั้งสามนำไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์ และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยปลอดภาระใด ๆ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมบันทึกข้อตกลงภาระจำยอมรวม 4 รายที่จำเลยทำขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2541 วันที่ 3 กันยายน 2541 และวันที่ 9 กันยายน 2541 ให้จำเลยรับผิดค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และค่าภาษีเงินได้เป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากจำเลยไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสาม ให้โจทก์ทั้งสามนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้เองโดยลำพังและห้ามจำเลยกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางการเก็บผลประโยชน์บนที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ดังกล่าวของโจทก์ทั้งสามโดยพลันและตลอดไปจนกว่าจะได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้เป็นของโจทก์ทั้งสาม

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า บันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะ เนื่องจากมีการตกลงให้ถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน จำเลยมีความจำเป็นต้องจดทะเบียนภาระจำยอมให้บุคคลภายนอกจำนวน 4 คน มิฉะนั้นจำเลยจะถูกบุคคลทั้งสี่ฟ้องบังคับคดี ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้บันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยและนายวีระ ล้อบุณยารักษ์ เป็นโมฆะและห้ามโจทก์ทั้งสามเกี่ยวข้อง เช่น เก็บผลประโยชน์หรืออ้างสิทธิใด ๆ เหนือที่ดินโฉนดพิพาทอีกต่อไป

โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ข้อตกลงประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะเฉพาะข้อตกลงให้ถอนฟ้องคดีอาญาในข้อ (1) และให้จำเลยรับเงินจำนวน 700,000 บาท ที่โจทก์ทั้งสามนำไปวางไว้ที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดแพร่ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยปลอดภาระจำยอม ห้ามจำเลยกระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางไม่ให้โจทก์ทั้งสามเก็บผลประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 คำขออื่นตามฟ้องและตามฟ้องแย้งให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ทั้งสามและจำเลยกับนายวีระ ล้อบุณยารักษ์ มีคดีพิพาทฟ้องร้องกันหลายคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2541 ทั้งสองฝ่ายได้ทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความกัน โดยมีข้อตกลงรวม 10 ข้อ โดยข้อตกลงข้อ 1 ระบุว่า โจทก์ทั้งสามตกลงยินยอมถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1134/2540 คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 763/2540 และที่ 808/2540 ที่โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องจำเลยกับนายวีระต่อศาลจังหวัดแพร่ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 9 มีนาคม 2541 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า บันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความตกเป็นโมฆะทั้งหมดหรือเป็นโมฆะเฉพาะข้อ 1 ในส่วนที่ให้โจทก์ทั้งสามถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าว เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1134/2540 ที่ระบุให้โจทก์ทั้งสามถอนฟ้องนั้น เป็นคดีข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดินไม่ใช่คดีความผิดอันยอมความได้ ข้อตกลงให้ถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่นอกจากข้อตกลงให้ถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อตกลงอื่น ๆ อีกหลายประการ เช่น ข้อตกลงให้โจทก์ทั้งสามถอนฟ้องคดีแพ่งอีก 2 คดี ข้อตกลงให้โจทก์ทั้งสามถอนอายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ แล้วให้จำเลยกับพวกดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนออกไปโดยให้ถือว่าโจทก์ทั้งสามได้ชำระหนี้จำนองเสร็จสิ้นแล้ว ข้อตกลงให้โจทก์ที่ 2 ชำระเงินจำนวน 700,000 บาท ภายในกำหนด 7 เดือน แล้วให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ข้อตกลงว่าค่าใช้จ่ายที่จำเลยกับพวกทำถนนคอนกรีตในที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 จำเลยกับพวกจะไม่เรียกร้องเอาจากโจทก์ทั้งสามอีก เพราะถือว่าฝ่ายจำเลยได้เก็บเงินจากผู้เช่าแผงลอยเป็นการชดเชยการก่อสร้างถนนแล้ว ข้อตกลงให้ฝ่ายจำเลยถอนฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 947/2540 ของศาลจังหวัดแพร่ ข้อตกลงให้โจทก์ที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 1/41-42 ถนนเหมืองหิน ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ แล้วส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ฝ่ายจำเลยโดยทั้งสองฝ่ายจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1377/2540 ของศาลจังหวัดแพร่ ข้อตกลงว่าฝ่ายจำเลยยินยอมให้โจทก์ที่ 2 เช่าตึกแถว 2 คูหา และยินยอมขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ที่ 3 รวม 2 คูหา ตามราคาระบุไว้และข้อตกลงให้โจทก์ทั้งสามเก็บผลประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 ตลอดไป ทั้งได้ความว่า ทั้งสองฝ่ายต่างได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว คงเหลือเฉพาะข้อตลงตามข้อ 4 และข้อ 5 เท่านั้นที่ยังมีปัญหาอยู่ โดยปรากฏว่าฝ่ายโจทก์ได้นำเงินจำนวน 700,000 บาท ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดแพร่แล้วแจ้งให้จำเลยทราบ และจำเลยได้ไปขอรับเงินดังกล่าวแล้วแต่เจ้าพนักงานไม่จ่ายเงินให้เพราะจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยปราศจากภาระติดพันได้ แสดงว่าฝ่ายจำเลยก็มีความประสงค์จะบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงประนีประนอมยอมความ แสดงให้เห็นเจตนาของคู่กรณีว่าประสงค์ให้ข้อตกลงส่วนอื่นนอกเหนือจากข้อตกลงเรื่องการถอนฟ้องคดีอาญา คงมีผลผูกพันคู่กรณีทั้งสองฝ่ายอยู่เช่นเดิม และข้อตกลงส่วนอื่นทั้งหมดก็ล้วนแต่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับกรณีพิพาททางแพ่งทั้งสิ้น ซึ่งไม่ต้องห้ามโดยกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามพฤติการณ์แห่งกรณีจึงสันนิษฐานได้ว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะ จึงไม่ทำให้ข้อตกลงประนีประนอมยอมความตกเป็นโมฆะทั้งฉบับข้อตกลงส่วนอื่น ๆ นอกเหนือจากข้อตกลงเรื่องการถอนฟ้องคดีอาญาคงมีผลผูกพันคู่กรณีอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาในข้อนี้ชอบแล้ว...

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า คำพิพากษาที่ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยปลอดภาระจำยอมชอบหรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่บุคคลภายนอก 4 ราย หลังจากทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความกันแล้ว โดยข้อตกลงดังกล่าวมิได้ให้อำนาจจำเลยกระทำการดังกล่าวได้ จำเลยย่อมรู้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้โจทก์ทั้งสามเสียเปรียบ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสามโดยปลอดภาระจำยอมจึงชอบแล้ว และคำพิพากษาดังกล่าวหาได้กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกไม่ เพราะมิได้พิพากษาบังคับให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าว แต่เป็นเรื่องที่ฝ่ายโจทก์จะบังคับเอาแก่จำเลยตามคำพิพากษาโดยลำพังเท่านั้น คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ชอบ เพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสาม ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 150 ม. 173
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคสอง ม. 167 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรกิจ เทพชัย กับพวก
จำเลย — นายทวีศักดิ์ ล้อบุณยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4342/2548
#268106
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าบริการในการปรึกษากฎหมาย ถือได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเรียกเอาค่าการงานที่ทำให้แก่ลูกหนี้จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (16) โดยไม่จำต้องเป็นค่าว่าความในคดีทื่ถือเอาผลสำเร็จของแต่ละคดีและกรณีมิใช่เงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน และเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (4) และแม้จะมีกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลารายเดือนก็มิใช่เป็นเงินเดือนที่จ่ายให้ลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2546 โดยตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าบริการในการปรึกษาทางกฎหมายเป็นจำนวน 150,000 บาท และดอกเบี้ยคำนวณถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจำนวน 23,131.85 บาท รวมเป็นเงิน 173,131.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จจากลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 แล้ว มีบริษัทโคลอนอินเตอร์เนชั่นแนล (เอช.เค.) จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 14 และผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าบริการทางกฎหมายเป็นเงินทั้งสิ้น 85,833.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้ ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้ว่าจ้างเจ้าหนี้เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายกำหนดจ่ายค่าตอบแทนเป็นระยะเวลาแน่นอนเดือนละ 25,000 บาท โดยมิได้ถือเอาผลสำเร็จของงานเป็นสาระสำคัญ จึงมิใช่สัญญาจ้างทำของและไม่อยู่ในบังคับกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (16) ขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า มูลหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในค่าบริการทางด้านกฎหมายมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (16) เมื่อนับตั้งแต่วันถึงกำหนดชำระหนี้ตามใบแจ้งหนี้ฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 ถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเกิน 2 ปี แล้ว จึงขาดอายุความ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในส่วนนี้เป็นเงิน 87,297.75 บาท จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า มูลหนี้ตามใบแจ้งหนี้ฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2544 วันที่ 31 พฤษภาคม 2544 และวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 ขาดอายุความหรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่าสิทธิเรียกร้องตามใบแจ้งหนี้ทั้งสามฉบับดังกล่าวยังไม่ขาดอายุความเนื่องจากเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดอายุความห้าปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) เพราะว่าสิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดอายุความ 5 ปี มิใช่เพียงเงินค้างจ่ายเป็นรายเดือนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา เงินค่าตอบแทนจากการให้การปรึกษากฎหมายที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ เป็นเงินที่ลูกหนี้ตกลงจ่ายให้เจ้าหนี้มีกำหนดจ่ายเป็นรายเดือน ๆ ละ 25,000 บาท แม้จะมิใช่เป็นเงินเดือน แต่ก็เป็นเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา การที่เจ้าหนี้มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องเป็นเงินเดือน จึงมิต้องคำนึงว่าสาระของงานที่เจ้าหนี้ทำอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของลูกหนี้ดังเช่นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ ทั้งค่าตอบแทนดังกล่าวก็มิใช่เป็นการเรียกเอาค่าว่าความในคดีความที่ลูกหนี้ตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนโดยถือเอาผลสำเร็จของแต่ละคดีเป็นสำคัญ จึงไม่อาจนำกำหนดอายุความตามมาตรา 193/34 (16) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับได้ เห็นว่า การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าบริการในการปรึกษากฎหมายถือได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายเรียกเอาค่าการงานที่ทำให้แก่ลูกหนี้จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (16) โดยหาจำต้องเป็นค่าว่าความในคดีที่ถือเอาผลสำเร็จของแต่ละคดีไม่ และกรณีมิใช่เงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน และเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (4) แม้จะมีกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลารายเดือนแต่ก็มิใช่เป็นเงินเดือนที่จ่ายให้ลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของเจ้าหนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทเรนโบว์ โฮเต็ล กรุ๊ป จำกัด กับพวก
เจ้าหนี้ — นางสาวยุคลธร สดสวัสดี
ลูกหนี้ — บริษัทสุขุมวิท อินเตอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4338/2548
#266237
เปิดฉบับเต็ม

การที่บริษัทโจทก์เปลี่ยนชื่อไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงนิติบุคคล โจทก์ยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคลดังเดิม แม้ไม่แจ้งการเปลี่ยนชื่อให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ลูกจ้างโจทก์ทราบ ก็ไม่เป็นผลให้สัญญาค้ำประกันสิ้นสุดลง เมื่อจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ในขณะทำงานให้โจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 203,655.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 173,324.05 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 203,655.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 173,324.05 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 กรกฎาคม 2546) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า เดิมบริษัทโจทก์ใช้ชื่อว่า บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ จำกัด (มหาชน) ต่อมาบริษัทโจทก์เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไอ. ซี. ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ จึงทำให้สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์นั้นสิ้นสุดลงตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ไม่มีความผูกพันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ เห็นว่า โจทก์เปลี่ยนชื่อบริษัท มิใช่การเปลี่ยนแปลงนิติบุคคล โจทก์ยังมีสภาพเป็นนิติบุคคลดังเดิม และยังให้จำเลยที่ 1 ทำงานในตำแหน่งเดิม หน้าที่การงานเดิม โดยมิได้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างซึ่งทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับภาระมากขึ้น การที่โจทก์ไม่แจ้งการเปลี่ยนชื่อบริษัทให้จำเลยที่ 2 ทราบนั้น ไม่มีผลกระทบต่อสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ จึงไม่เป็นเหตุให้สัญญาค้ำประกันสิ้นสุดลง เมื่อจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ในขณะทำงานให้โจทก์ จำเลยที่ 2 ย่อมต้องร่วมรับผิดด้วยในฐานะผู้ค้ำประกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 65 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอรวรรณ ปักการะโต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
-
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4338/2548
#266270
เปิดฉบับเต็ม

การที่บริษัทโจทก์เปลี่ยนชื่อไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงนิติบุคคล โจทก์ยังคงมีสภาพเป็นนิติบุคคลดังเดิม แม้ไม่แจ้งการเปลี่ยนชื่อให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ลูกจ้างโจทก์ทราบ ก็ไม่เป็นผลให้สัญญาค้ำประกันสิ้นสุดลง เมื่อจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ในขณะทำงานให้โจทก์ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 203,655.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 173,324.05 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัด

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 203,655.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 173,324.05 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 กรกฎาคม 2546) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า เดิมบริษัทโจทก์ใช้ชื่อว่า บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ จำกัด (มหาชน) ต่อมาบริษัทโจทก์เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไอ. ซี. ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ จึงทำให้สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์นั้นสิ้นสุดลงตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ไม่มีความผูกพันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ เห็นว่า โจทก์เปลี่ยนชื่อบริษัท มิใช่การเปลี่ยนแปลงนิติบุคคล โจทก์ยังมีสภาพเป็นนิติบุคคลดังเดิม และยังให้จำเลยที่ 1 ทำงานในตำแหน่งเดิม หน้าที่การงานเดิม โดยมิได้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างซึ่งทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับภาระมากขึ้น การที่โจทก์ไม่แจ้งการเปลี่ยนชื่อบริษัทให้จำเลยที่ 2 ทราบนั้น ไม่มีผลกระทบต่อสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ จึงไม่เป็นเหตุให้สัญญาค้ำประกันสิ้นสุดลง เมื่อจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์ในขณะทำงานให้โจทก์ จำเลยที่ 2 ย่อมต้องร่วมรับผิดด้วยในฐานะผู้ค้ำประกัน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 65 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอรวรรณ ปักการะโต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4327/2548
#271483
เปิดฉบับเต็ม

งานรักษาความปลอดภัยเป็นงานที่จำเลยรับจ้างทำเป็นปกติธุรกิจของจำเลยไม่ใช่งานที่ทำเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือถือเอาความสำเร็จของงานตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 วรรคสุดท้าย จำเลยจ้างโจทก์ให้ทำงานเป็นลูกจ้างในงานดังกล่าว เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดหรือกระทำการอันมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามมาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชยจำนวน 108,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 108,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 มิถุนายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 มีกำหนดระยะเวลาจ้าง 3 ปี ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และสัญญาจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่างานที่โจทก์ทำให้แก่จำเลยเป็นงานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราวมีกำหนดการสิ้นสุด และสัญญาจ้างแรงงานได้สิ้นสุดลงตามกำหนดเวลาในสัญญา การเลิกจ้างเป็นไปโดยผลของสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ เห็นว่า งานรักษาความปลอดภัยเป็นงานที่จำเลยรับจ้างทำเป็นปกติธุรกิจของจำเลย ไม่ใช่งานที่ทำเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือถือเอาความสำเร็จของงานตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสุดท้าย จำเลยจ้างโจทก์ให้ทำงานเป็นลูกจ้างในงานดังกล่าว เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดหรือกระทำการอันมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 อันจะทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามมาตรา 118 ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุในสัญญาจ้างเมื่อไรนั้น ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตนั้นเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลแรงงานกลาง จึงไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกันที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจเอกเผดิมสิทธิ์ พุทธิมิตร
จำเลย — บริษัทพี แอนด์ วี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
วิชัย วิวิตเสวี
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4325/2548
#271763
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพที่ยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธิตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 56 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า แต่หากผู้ยื่นคำขอดังกล่าวมีเหตุอันสมควรหรือมีความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไม่ได้ เมื่อตามบัตรประกันสังคมไม่มีข้อความใดที่บอกให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างผู้ประกันตนได้ทราบว่าต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน แต่ข้อความนี้กลับมีระบุไว้เป็นคำเตือนในแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน ซึ่งลูกจ้างผู้ประกันตนจะเห็นคำเตือนให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปีนี้ได้ก็ต่อเมื่อมายื่นคำขอเท่านั้น ซึ่งเป็นการเห็นที่ไม่ก่อให้เกิดการรับรู้ก่อนการยื่นคำขอ ดังนั้น จึงมีเหตุอันสมควรที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างผู้ประกันตนไม่ทราบว่าต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน และมีเหตุอันสมควรที่โจทก์ต้องใช้สิทธิยื่นคำขอล่าช้า จึงนำระยะเวลาที่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเพราะไม่ทราบว่ามีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพและต้องยื่นคำขอภายใน 1 ปี มาตัดสิทธิของโจทก์ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 822/2546 และให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพกรณีความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำขอก่อนที่กำหนดเวลาที่ต้องยื่นคำขอสิ้นสุดลงตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 84 ทวิ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ เงินดังกล่าวตกเป็นของกองทุนประกันสังคมตามมาตรา 22 (6) ประกอบมาตรา 56 วรรคหนึ่ง คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 822/2546 ลงวันที่ 2 กันยายน 2546 และให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนเงินบำเหน็จชราภาพกรณีความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเกินกำหนด 1 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพหรือไม่ เห็นว่า หากผู้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนมิได้ยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน ตามปกติบุคคลนั้นย่อมเสียสิทธิตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาดก็ต้องแปลว่าการที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธินั้นต้องเป็นกรณ๊ที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุอันสมควรหรือมีความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอเสียทีเดียวหาได้ไม่ ลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนทันทีโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 33 วรรคหนึ่ง นายจ้างต้องหักค่าจ้างของลูกจ้างนำส่งจำเลยตามมาตรา 47 วรรคหนึ่ง และเมื่อเงินดังกล่าวถูกนำส่งกองทุนประกันสังคมก็ตกเป็นของจำเลยทันทีโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 23 การกระทำทั้งหมดนับแต่ลูกจ้างต้องเป็นผู้ประกันตนถึงการนำเงินที่หักจากค่าจ้างของลูกจ้างเป็นเงินสมทบนำส่งกอบทุนประกันสังคมเป็นเรื่องระหว่างนายจ้างกับจำเลยทั้งสิ้น ตัวลูกจ้างหามีส่วนร่วมกระทำด้วยไม่ เพียงแต่ลูกจ้างได้รับค่าจ้างไม่ครบตามจำนวนที่ตกลงไว้กับนายจ้างเท่านั้น ลูกจ้างคงได้รับเพียงบัตรประกันสังคมที่จำเลยออกให้ เมื่อตามบัตรประกันสังคมที่ออกตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2534) มีคำเตือนอีกข้อหนึ่งว่าผู้ใดเก็บบัตรได้ให้ส่งคืนจำเลย และด้านหลังของบัตรตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2541) มีช่องลายมือชื่อของผู้ประกันตน ไม่มีข้อความใดที่บอกให้ลูกจ้างผู้ประกันตนได้ทราบว่าต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน แต่ข้อความนี้กลับมีระบุไว้เป็นคำเตือนในแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนที่ออกโดยระเบียบของจำเลยในปี 2538 ปี 2542 ปี 2544 (ฉบับที่ 2) ปี 2545 ปี 2547 และปี 2547 (ฉบับที่ 2) ซึ่งลูกจ้างผู้ประกันตนจะเห็นคำเตือนให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปีนี้ได้ ก็ต่อเมื่อมายื่นคำขอเท่านั้น ซึ่งเป็นการเห็นที่ไม่ก่อให้เกิดการรับรู้ก่อนการยื่นคำขอ ดังนั้น จึงมีเหตุอันสมควรที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างผู้ประกันตนไม่ทราบว่าต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน และมีเหตุอันสมควรที่โจทก์ต้องใช้สิทธิยื่นคำขอล่าช้า จึงนำระยะเวลาที่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเพราะไม่ทราบว่ามีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพและต้องยื่นคำขอภายใน 1 ปี มาตัดสิทธิของโจทก์ไม่ได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิเศษ เตชะธนสมบัติ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4321 -ที่ 4323/2548
#113353
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 29 วรรคสุดท้าย บัญญัติถึงงานที่มีลักษณะและสภาพของงานประเภทต่าง ๆ ว่า นายจ้างอาจตกลงกับลูกจ้างเพื่อหยุดงานในวันอื่นชดเชยวันหยุดตามประเพณีได้ถ้าเป็นงานประเภทใดประเภทหนึ่งตามที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 4 การที่ผู้ร้องประกาศให้นำวันหยุดวันเสาร์ที่ 12 เมษายน 2546 แลกกับวันจักรี ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2546 โดยให้ผู้คัดค้านทั้งสามและพนักงานทุกคนมาทำงานในวันหยุดชดเชยวันจักรีในวันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2546 นั้น เมื่องานที่ผู้คัดค้านทั้งสามทำไม่ใช่งานประเภทใดประเภทหนึ่งตามกฎกระทรวงฉบับที่ 4 จึงไม่อาจตกลงเปลี่ยนวันหยุดตามประเพณีได้ มีผลเท่ากับวันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2546 ยังเป็นวันหยุดตามประเพณีชดเชยวันจักรี การที่ผู้คัดค้านทั้งสามมาทำงานในวันหยุดดังกล่าวเฉพาะช่วงเวลาตั้งแต่ 8 นาฬิกา ถึง 12 นาฬิกา จะถือว่าในช่วงเวลาตั้งแต่ 13 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา ที่ผู้คัดค้านทั้งสามไม่เข้าทำงานเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควรและจงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสามซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119

ผู้คัดค้านทั้งสามสำนวนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกคำร้องทั้งสามสำนวน

ผู้ร้องทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 29 วรรคสุดท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างไม่อาจให้ลูกจ้างหยุดตามประเพณีได้ เนื่องจากลูกจ้างทำงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้นายจ้างตกลงกับลูกจ้างว่าจะหยุดในวันอื่นชดเชยวันหยุดตามประเพณี หรือนายจ้างจะจ่ายค่าทำงานในวันหยุดก็ได้" ซึ่งกฎกระทรวงฉบับที่ 4 ลงวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2541 บัญญัติว่า "งานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานที่นายจ้างไม่อาจให้ลูกจ้างหยุดทำงานในวันหยุดตามประเพณีได้แก่งานดังต่อไปนี้

(1) งานในกิจการโรงแรม สถานมหรสพ ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล และสถานบริการการท่องเที่ยว

(2) งานในป่า งานในที่ทุรกันดาร งานขนส่ง และงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน" บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า งานที่มีลักษณะและสภาพของงานประเภทต่าง ๆ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 4 นายจ้างอาจตกลงกับลูกจ้างเพื่อหยุดงานในวันอื่นชดเชยวันหยุดตามประเพณีได้ ซึ่งตามข้อเท็จจริงงานที่ผู้คัดค้านทั้งสามทำนั้นไม่ใช่งานประเภทใดประเภทหนึ่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 ที่จะตกลงเปลี่ยนวันหยุดตามประเพณีได้ ผู้ร้องจึงไม่อาจประกาศให้ลูกจ้างของผู้ร้องรวมทั้งผู้คัดค้านทั้งสามไปทำงานในวันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2546 ซึ่งเป็นวันหยุดชดเชยวันจักรี เพื่อชดเชยในวันเสาร์ที่ 12 เมษายน 2546 ได้ มีผลเท่ากับวันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2546 ยังเป็นวันหยุดตามประเพณีชดเชยวันจักรี การที่ผู้คัดค้านทั้งสามกับพวกตกลงมาทำงานในวันที่ 7 เมษายน 2546 ตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา ถึง 12 นาฬิกา นับว่าเป็นคุณแก่ผู้ร้องแล้ว ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านทั้งสามกับพวกหยุดทำงานในช่วง 13 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา จึงไม่เป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่ใช่เป็นการจงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทั้งสาม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 29 วรรคสุดท้าย
กฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเอ็มเอ็มไอ พรีซิชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด
ผู้คัดค้าน — นางสาวสุธิลา ลืนคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4311/2548
#268050
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272, 326 และ 328 ต่างเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเสียภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความตามมาตรา 96 โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 แต่ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2545 เกินกว่า 3 เดือน โดยมิได้ร้องทุกข์ไว้ก่อน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ แม้โจทก์จะเคยฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดธัญบุรีภายในอายุความ แต่ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลจังหวัดธัญบุรีจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ก็ไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีเกินกำหนดอายุความตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (3), 326, 328, 332, 90 และ 83 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันโฆษณาคำสั่งหรือคำพิพากษาคดีนี้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์รายวันตามที่ขอเป็นระยะเวลา 7 ฉบับ ติดต่อกัน โดยจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าโฆษณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนัดไต่สวนมูลฟ้อง และมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องที่ศาลนี้พ้นกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) จึงมีคำสั่ง (ที่ถูกคำพิพากษา) ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ทราบเรื่องการกระทำผิดและรู้ตัวจำเลยทั้งห้าผู้กระทำผิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในข้อหาความผิดในคดีนี้ต่อศาลจังหวัดธัญบุรีมาแล้ว เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 ภายในกำหนดอายุความ ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้อง และต่อมาได้มีคำสั่งว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจศาลจังหวัดธัญบุรี จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์จึงยื่นฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเลยกำหนดเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องการกระทำผิดและรู้ตัวจำเลยทั้งห้าผู้กระทำผิดแล้ว โดยโจทก์มิได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272, 326 และ 328 ต่างเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเสียภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 คดีนี้โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยทั้งห้าผู้กระทำผิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 แต่มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2545 เกินกว่า 3 เดือน โดยมิได้ร้องทุกข์ไว้ก่อน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ แม้โจทก์จะเคยฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดธัญบุรีภายในอายุความก็ตาม ก็หาทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีเกินกำหนดอายุความตามกฎหมายไม่ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมานั้นเป็นคนละเรื่องกับคดีนี้ไม่อาจนำมาเทียบกันได้ ซึ่งปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องหรือไม่นี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอะกรู (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทยูเอชเอ็ม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4311/2548
#271832
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 272, 326 และ 328 ต่างเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งผู้เสียหายต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยทั้งห้าผู้กระทำผิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 แต่มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2545 เกินกว่า 3 เดือน โดยมิได้ร้องทุกข์ไว้ก่อน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ แม้โจทก์จะเคยฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดธัญบุรีภายในอายุความก็ตาม แต่ศาลดังกล่าวสั่งจำหน่ายคดีเพราะไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล ก็หาทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีเกินกำหนดอายุความตามกฎหมายไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎมายอาญา มาตรา 272 (3), 326, 328, 332, 90 และ 83 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันโฆษณาคำสั่งหรือคำพิพากษาคดีนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์รายวันตามที่ขอเป็นระยะเวลา 7 ฉบับ ติดต่อกัน โดยจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าโฆษณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนัดไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องที่ศาลนี้พ้นกำหนดอายุความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) จึงมีคำสั่ง (ที่ถูกคำพิพากษา) ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ทราบเรื่องการกระทำผิดและรู้ตัวจำเลยทั้งห้าผู้กระทำผิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งห้าในข้อความผิดในคดีนี้ต่อศาลจังหวัดธัญบุรีมาแล้ว เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 ภายในกำหนดอายุความ ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้อง และต่อมาได้มีคำสั่งว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจศาลจังหวัดธัญบุรี จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์จึงยื่นฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเลยกำหนดเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่โจทก์รู้เรื่องการกระทำผิดและรู้ตัวจำเลยทั้งห้าผู้กระทำผิดแล้ว โดยโจทก์มิได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272, 326 และ 328 ต่างเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเสียภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด มิฉะนั้นคดีเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 คดีนี้โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวจำเลยทั้งห้าผู้กระทำผิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 แต่มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2545 เกินกว่า 3 เดือน โดยมิได้ร้องทุกข์ไว้ก่อน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ แม้โจทก์จะเคยฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดธัญบุรีภายในอายุความก็ตาม ก็หาทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีเกินกำหนดอายุความตามกฎหมายใหม่ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมานั้นเป็นคนละเรื่องกับคดีนี้ไม่อาจนำมาเทียบกันได้ ซึ่งปัญหาที่ว่าโจทก์มีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องหรือไม่นี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้ากระหว่างประเทศกลางสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอะกรู (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทยูเอชเอ็ม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ