คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4301 -ที่ 4302/2548
#267527
เปิดฉบับเต็ม

ลูกจ้างตามคำนิยามใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 มีเพียงประเภทเดียว คือ ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ดังนั้น ลูกจ้างประจำจึงเป็นลูกจ้างประเภทหนึ่ง ซึ่งจะมีลักษณะอย่างไรนั้นให้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยไม่ได้กำหนดว่าลูกจ้างประจำนั้นมีลักษณะอย่างไร จึงหมายความว่าลูกจ้างที่ผ่านการทดลองงานซึ่งนายจ้างตกลงจ้างไว้เป็นประจำ แม้จำเลยจะมิได้กำหนดว่าเมื่อครบกำหนดทดลองงานแล้วให้ลูกจ้างกลายเป็นลูกจ้างประจำทันที แต่ก็ต้องแปลว่า เมื่อลูกจ้างทำงานจนครบกำหนดระยะเวลาทดลองงานแล้วยังให้ทำงานต่อไปแสดงว่า จำเลยตกลงจ้างลูกจ้างนั้นต่อไปเป็นประจำ จึงกลายเป็นลูกจ้างประจำ

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานซึ่งเกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องกำหนดให้ ลูกจ้างประจำมีสิทธิได้รับค่ารถ ค่าคูปองอาหาร และค่าครองชีพ เมื่อจำเลยแก้ไขระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานจากเดิมที่กำหนดไว้ 115 วัน เป็น 1 ปี ย่อมทำให้สิทธิของลูกจ้างซึ่งจะได้รับค่ารถ ค่าคูปองอาหาร และค่าครองชีพ เปลี่ยนจากได้รับเมื่อพ้นเวลา 115 วันเป็น 1 ปี เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องที่ขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลใช้บังคับ ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 การแก้ไขดังกล่าวจึงไม่มีผล ต้องถือตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับสภาพจ้างเดิม การที่จำเลยทำสัญญาจ้างกับโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดระยะเวลาทดลองงานเกินกว่า 115 วัน จึงเป็นการทำสัญญากับลูกจ้างขัดแย้งกับข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลใช้บังคับอยู่ ซึ่งไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งและได้รับค่าจ้างเท่าเดิม หากจำเลยไม่ประสงค์ที่จะรับโจทก์ทั้งสองเข้าทำงาน โจทก์ที่ 1 ขอเรียกค่ารถจำนวน 1,600 บาท ค่าคูปองอาหาร จำนวน 2,800 บาท ค่าครองชีพจำนวน 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง ค่าจ้างจำนวน 5,970 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ค่าชดเชยจำนวน 16,110 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 10,000 บาท โจทก์ที่ 2 ขอเรียกค่ารถจำนวน 7,200 บาท ค่าคูปองอาหารจำนวน 9,600 บาท ค่าครองชีพ จำนวน 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ค่าชดเชย จำนวน 42,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าจ้างจำนวน 537 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 50,000 บาท

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่ารถ ค่าคูปองอาหารค่าครองชีพ แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 12,400 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 52,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,370 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,370 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 10,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 5,370 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 15,840 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้ค่ารถเดือนละ 200 บาท ค่าคูปองอาหารเดือนละ 350 บาท และค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาท จากจำเลยตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ เห็นว่า ผู้แทนสหภาพแรงงานของโจทก์ทั้งสองได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังบริษัทจำเลยเกี่ยวกับเรื่องสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่มีสิทธิจะได้รับค่ารถ ค่าคูปองอาหาร และค่าครองชีพและสามารถตกลงกันได้โดยได้จัดทำบันทึกข้อตกลงซึ่งได้มีการตกลงเปลี่ยนแปลงกันมาจนถึงปัจจุบันที่ระบุว่าลูกจ้างประจำมีสิทธิได้รับค่ารถเดือนละ 200 บาท ค่าคูปองอาหารเดือนละ 350 บาท และค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาท ต่อมาปี 2543 จำเลยได้เปลี่ยนกำหนดระยะเวลาทดลองงานเป็น 1 ปี เห็นว่า ลูกจ้างตามคำนิยามในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 มีเพียงประเภทเดียว คือ ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ดังนั้น ลูกจ้างประจำจึงเป็นลูกจ้างประเภทหนึ่งซึ่งจะมีลักษณะอย่างไรนั้นให้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเมื่อพิจารณาระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการทำงานของจำเลยก็ไม่ได้กำหนดว่าลูกจ้างประจำนั้นมีลักษณะอย่างไร จึงหมายความว่าลูกจ้างที่ผ่านการทดลองงานซึ่งนายจ้างตกลงจ้างไว้เป็นประจำ แม้จำเลยจะมิได้กำหนดว่าเมื่อครบกำหนดทดลองงานแล้วให้ลูกจ้างนั้นกลายเป็นลูกจ้างประจำทันที แต่ก็ต้องแปลว่าเมื่อลูกจ้างทำงานจนครบกำหนดระยะเวลาทดลองงานแล้วจำเลยยังให้ทำงานต่อไปแสดงว่า จำเลยตกลงจ้างลูกจ้างนั้นต่อไปเป็นประจำ จึงกลายเป็นลูกจ้างประจำทำให้มีสิทธิได้รับค่ารถเดือนละ 200 บาท ค่าคูปองอาหารเดือนละ 350 บาท และค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาท

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานซึ่งเกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องกำหนดให้ ลูกจ้างประจำมีสิทธิได้รับค่ารถ ค่าคูปองอาหารและค่าครองชีพ เมื่อจำเลยแก้ไขระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยกำหนดระยะเวลาทดลองงานจากเดิม 115 วัน เป็น 1 ปี ย่อมทำให้สิทธิของลูกจ้างซึ่งจะได้รับค่ารถ ค่าคูปองอาหาร และค่าครองชีพเปลี่ยนจากได้รับเมื่อพ้นระยะเวลา 115 วัน เป็น 1 ปี นั้น เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องที่ขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลใช้บังคับ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 การแก้ไขดังกล่าวจึงไม่มีผล ต้องถือตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม การที่จำเลยทำสัญญาจ้างกับโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดระยะเวลาทดลองงานเกินกว่า 115 วันนั้น จึงเป็นการทำสัญญากับลูกจ้างขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลใช้บังคับอยู่ซึ่งไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เมื่อโจทก์ทั้งสองทำงานกับจำเลยพ้นระยะเวลาทดลองงาน 115 วัน ถือว่าเป็นลูกจ้างประจำจึงมีสิทธิได้รับค่ารถเดือนละ 200 บาท ค่าคูปองอาหารเดือนละ 350 บาท และค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาท จากจำเลย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรุ่งนภา ไกลมี กับพวก
จำเลย — บริษัทเอ็ฟ ซี ซี (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีระพงศ์ ชื่นไพศาล
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4291/2548
#271476
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำหนังสือร้องเรียนซึ่งมีข้อความหมิ่นประมาท น. ยื่นต่อนายอำเภอคอนสารโดยเฉพาะเจาะจง ไม่เป็นการโฆษณาด้วยเอกสาร เพราะหนังสือร้องเรียนดังกล่าวยื่นต่อนายอำเภอคอนสารซึ่งเป็นบุคคลที่สามเพียงคนเดียวเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาใส่ความโดยโฆษณาให้บุคคลอื่นทั่วไปทราบนอกจากนายอำเภอคอนสาร จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 326, 328

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ภายใน 7 วัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 ประกอบมาตรา 83 และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารและร่วมกันใช้เอกสารปลอมให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ฐานหมิ่นประมาทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 9 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำหนังสือร้องเรียนซึ่งมีข้อความหมิ่นประมาทนายหนูเมฆยื่นต่อนายอำเภอคอนสารโดยเฉพาะเจาะจง ไม่เป็นการโฆษณาด้วยเอกสารเพราะหนังสือร้องเรียนดังกล่าวยื่นต่อนายอำเภอคอนสารซึ่งเป็นบุคคลที่สามเพียงคนเดียวเท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาใส่ความโดยโฆษณาให้บุคคลอื่นทั่วไปทราบนอกจากนายอำเภอคอนสาร จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่านายอำเภอคอนสารเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครองถือว่าเป็นสาธารณชนนั้น เห็นว่า นายอำเภอคอนสารเป็นบุคคลคนเดียว จึงไม่ใช่สาธารณชนตามที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาล จังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายวรยุทธ ดีมูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4289/2548
#266304
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย และแม้คดีนี้จะเป็นการพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม คดีก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 172, 173, 174 วรรคท้าย, 181

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย และแม้คดีนี้จะเป็นการพิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม คดีก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชัย กุลวชิรพรพงษ์
จำเลย — นายชวลิต พงษ์พานิชนุกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางอนงค์รัตน์ คงลาภ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4287/2548
#266335
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "พราก" หมายความว่าพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก จำเลยมิได้พาผู้เสียหายกับเด็กหญิง ก. ซึ่งกำลังเล่นกันอยู่ที่บ้านจำเลยไปที่เตาเผาถ่านในป่าละเมาะในลักษณะเดียวกันกับที่จำเลยเคยพาผู้เสียหายออกจากบ้านจำเลยไปด้วยกันในครั้งก่อน ๆ ที่บิดามารดาผู้เสียหายไม่เคยทักท้วงว่ากล่าว เพราะเมื่อถึงเตาเผาถ่านแล้วจำเลยให้เด็กหญิง ก. แต่ผู้เดียวลงไปเล่นในหลุมเผาถ่านแล้วหลอกลวงโดยชักชวนผู้เสียหายว่าจะพาไปหาผลไม้ป่ารับประทาน เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณกกไม้หลังเตาเผาถ่าน จำเลยกลับถอดกางเกงผู้เสียหายออกและกระทำอนาจารผู้เสียหาย การที่จำเลยพาผู้เสียหายจากเตาเผาถ่านไปกระทำอนาจารยังที่เกิดเหตุ จึงเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาและเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคแรก, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 ฐานทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมสองกระทงจำคุก 9 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า "พราก" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายความว่า จากไปพาเอาไปเสียจาก แยกจากกันหรือเอาออกจากกัน ดังนั้น คำว่า "พราก" ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงหมายความว่าพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก คดีนี้จำเลยมิได้พาผู้เสียหายกับเด็กหญิงเกวลินซึ่งกำลังเล่นกันอยู่ที่บ้านจำเลยไปที่เตาเผาถ่านในป่าละเมาะในลักษณะเดียวกันกับที่จำเลยเคยพาผู้เสียหายออกจากบ้านจำเลยไปด้วยกันในครั้งก่อน ๆ ที่บิดามารดาผู้เสียหายไม่เคยทักท้วงว่ากล่าว เพราะในครั้งนี้เมื่อถึงเตาเผาถ่านแล้ว จำเลยให้เด็กหญิงเกวลินแต่ผู้เดียวลงไปเล่นในหลุมเผาถ่าน แล้วหลอกลวงโดยชักชวนผู้เสียหายว่าจะพาไปหาผลไม้ป่ารับประทาน เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณกกไม้หลังเตาเผาถ่านจำเลยกลับถอดกางเกงผู้เสียหายออกและกระทำอนาจารผู้เสียหาย ทั้งบิดาผู้เสียหายก็เบิกความตอบคำซักถามยืนยันว่ายินยอมให้ผู้เสียหายไปเล่นที่บ้านจำเลยเท่านั้นแต่ไม่ยินยอมให้จำเลยพาผู้เสียหายไปที่เตาเผาถ่านและกระทำอนาจาร การที่จำเลยพาผู้เสียหายจากเตาเผาถ่านไปกระทำอนาจารยังที่เกิดเหตุโดยหลอกลวงผู้เสียหายว่าจะพาไปหาผลไม้ป่ารับประทาน จึงเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา และเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 279 วรรคแรก ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นายสมพร อินทร์สิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายเริงชัย ลิ้มภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวัฒนา วิทยกุล
ชื่อองค์คณะ
กนก อินทรัมพรรย์
หัสดี ไกรทองสุก
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4287/2548
#271828
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "พราก" หมายความว่า พาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก จำเลยมิได้พาผู้เสียหายกับเด็กหญิง ก. ซึ่งกำลังเล่นกันอยู่ที่บ้านจำเลยไปที่เตาเผาถ่านในป่าละเมาะในลักษณะเดียวกันกับที่จำเลยเคยพาผู้เสียหายออกจากบ้านจำเลยไปด้วยกันในครั้งก่อนๆ ที่บิดามารดาผู้เสียหายไม่เคยทักท้วงว่ากล่าว เพราะเมื่อถึงเตาเผาถ่านแล้วจำเลยให้เด็กหญิง ก.แต่ผู้เดียวลงไปเล่นในหลุมเผาถ่านแล้วหลอกลวงโดยชักชวนผู้เสียหายว่าจะพาไปหาผลไม้ป่ารับประทาน เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณกกไม้หลังเตาเผาถ่านจำเลยกลับถอดกางเกงผู้เสียหายออกและกระทำอนาจารผู้เสียหาย การที่จำเลยพาผู้เสียหายจากเตาเผาถ่านไปกระทำอนาจารยังที่เกิดเหตุ จึงเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาและเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควรอันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317ิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 ฐานทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมสองกระทงจำคุก 9 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามที่โจทก์จำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายซึ่งมีอายุ 4 ปี 9 เดือนเศษ อยู่ในอำนาจปกครองของ ส. และ พ. ซึ่งเป็นบิดาและมารดา ก่อนเกิดเหตุเมื่อ ส. และ พ. ออกไปรับจ้างทำงานนอกบ้าน ผู้เสียหายก็มักจะไปที่บ้านจำเลยซึ่งอยู่ใกล้กับบ้าน ส. และ พ. เพื่อเล่นกับเด็กหญิง ข. และเด็กหญิง ก. บุตรและหลานจำเลย และเมื่อจำเลยมีธุระต้องออกจากบ้านจำเลยจะพาผู้เสียหายไปด้วย ซึ่ง ส. และ พ. ก็ทราบเรื่องดีแต่ไม่เคยว่ากล่าวทักท้วงแต่ประการใด วันเกิดเหตุวันที่ 11 พฤศจิกายน 2544 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา พ. ออกไปรับจ้างทำงานนอกบ้าน ส่วน ส. นำโคไปเลี้ยงโดยพาผู้เสียหายไปด้วย แล้วผู้เสียหายขออนุญาตไปดูโทรทัศน์ที่บ้านจำเลย ต่อมาขณะที่ผู้เสียหายเล่นอยู่กับเด็กหญิง ข. และเด็กหญิง ก. ที่บ้านจำเลย จำเลยพาผู้เสียหายกับเด็กหญิง ก. นั่งรถเข็นไปที่เตาเผาถ่านในป่าละเมาะซึ่งอยู่ห่างจากบ้านจำเลยประมาณ 800 เมตร เมื่อถึงเตาเผาถ่านจำเลยให้เด็กหญิง ก. ลงไปเล่นในหลุมเผาถ่านและชวนผู้เสียหายไปหาผลไม้ป่ารับประทานแต่เมื่อจำเลยพาผู้เสียหายต่อไปถึงบริเวณกกไม้หลังเตาเผาถ่าน จำเลยกลับถอดกางเกงของผู้เสียหายออกและกระทำการอนาจารผู้เสียหาย คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจาก ส. และ พ. ซึ่งเป็นบิดาและมารดาเพื่อการอนาจารหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คำว่า "พราก" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่า จากไป พาเอาไปเสียจาก แยกจากกันหรือออกจากกัน ดังนั้น คำว่า "พราก" ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงหมายความว่าพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก คดีนี้จำเลยมิได้พาผู้เสียหายกับเด็กหญิง ก. ซึ่งกำลังเล่นกันอยู่ที่บ้านจำเลยไปที่เตาเผาถ่านในป่าละเมาะในลักษณะเดียวกันกับที่จำเลยเคยพาผู้เสียหายออกจากบ้านจำเลยไปด้วยกันในครั้งก่อนๆ ที่บิดามารดาผู้เสียหายไม่เคยทักท้วงว่ากล่าว เพราะเมื่อถึงเตาเผาถ่านแล้วจำเลยให้เด็กหญิง ก. แต่ผู้เดียวลงไปเล่นในหลุมเผาถ่าน แล้วหลอกลวงโดยชักชวนผู้เสียหายว่าจะพาไปหาผลไม้ป่ารับประทาน เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณกกไม้หลังเตาเผาถ่านที่ผู้เสียหายเบิกความตอบคำถามยืนยันว่าเด็กหญิง ก. ซึ่งกำลังอยู่ในหลุมเผาถ่านไม่สามารถมองเห็นผู้เสียหายและจำเลยได้ จำเลยกลับถอดกางเกงผู้เสียหายออกและกระทำอนาจารผู้เสียหาย ทั้ง ส. บิดาผู้เสียหายก็เบิกความตอบคำซักถามยืนยันว่า ส. ยินยอมให้ผู้เสียหายไปเล่นที่บ้านจำเลยเท่านั้น แต่ไม่ยินยอมให้จำเลยพาผู้เสียหายไปที่เตาเผาถ่านและกระทำอนาจาร การที่จำเลยพาผู้เสียหายจากเตาเผาถ่านไปกระทำอนาจารยังที่เกิดเหตุโดยหลอกลวงผู้เสียหายว่าจะพาไปหาผลไม้ป่ารับประทาน จึงเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา และเป็นการกระทำโดยปราศจากเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 279 วรรคแรก ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นายสมพร อินทร์สิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
กนก อินทรัมพรรย์
หัสดี ไกรทองสุก
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4281/2548
#268176
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลย ไม่ใช่คำพิพากษาหรือคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ได้รับยกเว้นให้อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยที่คัดค้านคำสั่งดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2547

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 30 วัน ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ที่ลูกหนี้มีภูมิลำเนา โดยขอให้ศาลจังหวัดเชียงใหม่ส่งคำร้องไปยังศาลล้มละลายกลางอ้างว่าเดินทางไปยื่นคำร้องที่ศาลล้มละลายกลางไม่ทัน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ต้องด้วยพฤติการณ์พิเศษ ประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 8 บัญญัติว่า เมื่อศาลล้มละลายเปิดทำการแล้วห้ามมิให้ศาลชั้นต้นอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลล้มละลายไว้พิจารณาพิพากษา ดังนั้น ศาลจังหวัดเชียงใหม่จึงไม่มีอำนาจรับคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยด้วย จึงไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "จำเลยอุทธรณ์เรื่องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2547 จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 มาตรา 3 ซึ่งบัญญัติไว้ในวรรคสองว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลาย เว้นแต่

(1) คำพิพากษายกฟ้อง หรือคำสั่งยกคำร้องหรือคำร้องขอให้ล้มละลาย

(2) คำสั่งยกคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ

(3) คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน

(4) คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด

(5) คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกับคดีตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย

ดังนี้ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไม่ใช่คำพิพากษาหรือ

คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ได้รับยกเว้นให้อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว และศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่มีเหตุที่จะรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่"

พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ทั้งหมดให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายบุญทัน ทาหาร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4281/2548
#271988
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไม่ใช่คำพิพากษาหรือคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ได้รับยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 24 อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้าม และเมื่อไม่มีเหตุที่จะรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 26 วรรคสี่ ศาลฎีกาจึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 30 วัน ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ที่ลูกหนี้มีภูมิลำเนา โดยขอให้ศาลจังหวัดเชียงใหม่ส่งคำร้องไปยังศาลล้มละลายกลางอ้างว่าเดินทางไปยื่นคำร้องที่ศาลล้มละลายกลางไม่ทัน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ต้องด้วยพฤติการณ์พิเศษ ประกอบกับศาลจังหวัดเชียงใหม่ไม่มีอำนาจรับคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 8 จึงไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์เรื่องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2547 จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 ที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 มาตรา 3

ดังนี้ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไม่ใช่คำพิพากษาหรือคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ได้รับยกเว้นให้อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว และศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่มีเหตุที่จะรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่"

พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 ม. 26 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายบุญทัน ทาหาร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4276/2548
#268049
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งกฎหมายให้สิทธิบุคคลที่ได้รับความเสียหายยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 และศาลมีอำนาจสั่งยืนตาม กลับ หรือแก้ไข หรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควร ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้ได้รับความเสียหายจะใช้สิทธิเยียวยาแก้ไขความเสียหายของตนทางศาลได้ แต่ไม่ใช่บทบังคับ การที่ผู้บริหารแผนไม่เลือกใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 146 ทำให้ผู้บริหารแผนไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลเมื่อพ้นเวลาที่กำหนดเท่านั้น และคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คงมีผลอยู่ต่อไป

ผู้บริหารแผนเลือกใช้ช่องทางยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาทบทวนคำสั่งของตนที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ เป็นการขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กระทำการหรือมีคำวินิจฉัยอื่นใดในการปฏิบัติการตามหน้าที่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องดำเนินการพิจารณาใหม่ และคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ไม่ใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องนำ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 108 มาเทียบเคียงปรับใช้เพราะมิใช่คำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้หรือลดจำนวนหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้สั่งอนุญาตไปแล้วตามมาตรา 90/26 ประกอบด้วยมาตรา 108 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้ จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้และไม่ขัดต่อมาตรา 108 และ 146

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544 และตั้งบริษัทเอเชียนอินเตอร์เนชั่นแนล แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 2 ตุลาคม 2544 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ โดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน และศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547 ระหว่างฟื้นฟูกิจการเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทสโตนฮิลส์ เอเชีย ลิมิเต็ด เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิม เนื่องจากได้รับโอนสิทธิเรียกร้องเมื่อเดือนสิงหาคม 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาต หลังจากนั้นผู้บริหารแผนยื่นคัดค้านต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อ้างว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจมีคำสั่งเรื่องขอสวมสิทธิ เนื่องจากแผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องไว้โดยเฉพาะแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิม

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้เดิม

ผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องหรือบริษัทสโตนฮิลส์ เอเชีย ลิมิเต็ด เจ้าหนี้จะเป็นผู้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการยังเป็นคำขอรับชำระหนี้ที่มีข้อต่อสู้ตามแผนฟื้นฟูกิจการและจะต้องไปว่ากล่าวในชั้นศาล ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพิกถอนคำสั่งเดิมแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอสวมสิทธิของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการเดียวว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งกฎหมายให้สิทธิบุคคลที่ได้รับความเสียหายยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 ดังอุทธรณ์ของผู้ร้อง และศาลมีอำนาจสั่งยืนตาม กลับ หรือแก้ไข หรือสั่งประการใดตามที่เห็นสมควร ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้ได้รับความเสียหายจะใช้สิทธิเยียวยาแก้ไขความเสียหายของตนทางศาลได้ แต่ไม่ใช่บทบังคับดังอุทธรณ์ผู้ร้องแต่อย่างใด การที่ผู้บริหารแผนไม่เลือกใช้สิทธิทางศาลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 นั้น ทำให้ผู้บริหารแผนไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลเมื่อพ้นเวลาที่กำหนดเท่านั้น และคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวคงมีผลอยู่ต่อไป เมื่อผู้บริหารแผนเลือกใช้ช่องทางยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาทบทวนคำสั่งของตนนั้น เป็นการขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กระทำการหรือมีคำวินิจฉัยอื่นใดในการปฏิบัติการตามหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องดำเนินการพิจารณาให้ และคำสั่งประการใดดังกล่าวข้างต้นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องนำพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 108 กรณีการขอรับชำระหนี้มาเทียบเคียงปรับใช้เพราะคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเจ้าหนี้ได้หรือไม่ มิใช่คำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้หรือลดจำนวนหนี้ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้สั่งอนุญาตไปแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 ประกอบด้วยมาตรา 108 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมของตนที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมนั้น จึงมีอำนาจที่จะกระทำได้และไม่ได้ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 108 และ 146 ดังอุทธรณ์ผู้ร้องอย่างใด ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26 ม. 108 ม. 146
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทเดวอนไชร์ แคปิตอล จำกัด กับพวก
ผู้ร้อง — บริษัทโลเวส พาร์ทเนอร์ อินเวสเม้นท์ ลิมิเต็ด
ลูกหนี้ — บริษัทพร็อพเพอร์ตี้เพอร์เฟ็ค จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2548
#113305
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุจากบริษัท ต. โดยชำระเงินดาวน์จำนวน 79,000 บาท และชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวด ๆ เงินดาวน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์ที่โจทก์ที่ 1 เช่าซื้อ เมื่อ ส. ทำละเมิดเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมาเสียหายใช้การไม่ได้ โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายราคารถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมาจาก ส. ผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของ ส. ตามมูลละเมิดและกรมธรรม์ประกันภัย แม้ว่าบริษัท ก. ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมาจะได้ชำระค่าสินไหมทดแทนราคารถยนต์ให้แก่บริษัท ต. ไปแล้วก็ตาม ก็เป็นเพียงการชำระค่าเสียหายเท่ากับราคาค่าเช่าซื้อที่ยังขาดจำนวนอยู่เท่านั้น จึงเป็นการชำระราคารถยนต์เพียงบางส่วนมิได้ชำระราคารถยนต์ทั้งหมด ราคารถยนต์ส่วนที่ไม่ได้ชำระจึงเป็นราคารถยนต์หรือค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเอาจากผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของผู้ทำละเมิดได้

โจทก์ที่ 1 ฟ้องโดยตั้งรูปคดีว่า โจทก์ที่ 1 ได้ชำระเงินดาวน์ในการเช่าซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุ ส. ได้ทำละเมิดให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมาเสียหายใช้การไม่ได้ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินที่โจทก์ที่ 1 ชำระเป็นเงินดาวน์ในการเช่าซื้อดังกล่าวในฐานะทายาทของ ส. ผู้ทำละเมิด และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ของ ส. ผู้ทำละเมิด เท่ากับเป็นการเรียกเงินเท่ากับจำนวนเงินดาวน์เป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหาย เพราะมิใช่การเรียกเงินดาวน์คืนจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ กรณีเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายราคารถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เสียหายใช้การไม่ได้ อันเป็นความเสียหายโดยตรงในผลแห่งละเมิด และเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายตามมูลละเมิดและตามสัญญาประกันภัย จึงมิใช่ค่าเสียหายที่ไกลเกินกว่าเหตุ และไม่เป็นการเรียกค่าเสียหายซ้ำซ้อนกับค่าสินไหมทดแทนที่บริษัท ต. ได้รับไปจากบริษัท ก. ซึ่งเป็นราคารถยนต์คนละส่วนกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงินจำนวน 340,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 330,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ทั้งนี้รับผิดเพียงไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 30,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินอีกจำนวน 79,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุจากบริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยชำระเงินดาวน์จำนวน 79,000 บาท และชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวด ๆ เงินดาวน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์ที่โจทก์ที่ 1 เช่าซื้อ เมื่อนายสวัสดิ์ทำละเมิดเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมาเสียหายใช้การไม่ได้ โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายราคารถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมา จากนายสวัสดิ์ผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของนายสวัสดิ์ตามมูลละเมิดและกรมธรรม์ประกันภัย แม้ว่าบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมาจะได้ชำระค่าสินไหมทดแทนราคารถยนต์ให้แก่บริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ไปแล้วก็ตาม ก็เป็นเพียงการชำระค่าเสียหายเท่ากับราคาค่าเช่าซื้อที่ยังขาดจำนวนอยู่เท่านั้น จึงเป็นการชำระราคารถยนต์เพียงบางส่วน มิได้ชำระราคารถยนต์ทั้งหมด ราคารถยนต์ส่วนที่ไม่ได้ชำระจึงเป็นราคารถยนต์หรือค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเอาจากผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของผู้ทำละเมิดได้

การที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องโดยตั้งรูปคดีว่า โจทก์ที่ 1 ได้ชำระเงินดาวน์ในการเช่าซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุ นายสวัสดิ์ได้ทำละเมิดให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมาเสียหายใช้การไม่ได้ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินที่โจทก์ที่ 1 ชำระเป็นเงินดาวน์ในการเช่าซื้อดังกล่าวในฐานะทายาทของนายสวัสดิ์ผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ของนายสวัสดิ์ผู้ทำละเมิด เท่ากับเป็นการเรียกเงินเท่ากับจำนวนเงินดาวน์เป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหาย เพราะมิใช่การเรียกเงินดาวน์คืนจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ กรณีเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายราคารถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เสียหายใช้การไม่ได้ อันเป็นความเสียหายโดยตรงในผลแห่งละเมิด และเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายตามมูลละเมิดและตามสัญญาประกันภัย จึงมิใช่ค่าเสียหายที่ไกลเกินกว่าเหตุ และไม่เป็นการเรียกค่าเสียหายซ้ำซ้อนกับค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับไปจากบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นราคารถยนต์คนละส่วนกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 ม. 572 ม. 887 ม. 1600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทที.พี.เอส. เซอร์วิสการ์ด จำกัด กับพวก
จำเลย — นางศิริพรหรือวนิดา ร่วมสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสัมพันธ์ ผาสุก
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4273/2548
#268046
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุมาโดยชำระเงินดาวน์และชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวด ๆ เงินดาวน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ เมื่อ ส. ทำละเมิดเป็นเหตุให้รถยนต์เสียหายใช้การไม่ได้ โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายราคารถยนต์ของโจทก์ที่ 1 จาก ส. ผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ผู้รับประกับภัยรถยนต์ของ ส. แม้ว่าบริษัท ก. ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 จะได้ชำระราคารถยนต์ส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อไปแล้ว ก็เป็นเพียงการชำระค่าเสียหายเท่ากับราคาค่าเช่าซื้อที่ยังขาดจำนวนอยู่ซึ่งโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเอาจากผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของผู้ทำละเมิดได้เท่านั้น เงินดาวน์ดังกล่าวเป็นความเสียหายโดยตรงในผลแห่งละเมิด และเป็นค่าเสียหายตามมูลละเมิดและตามสัญญาประกันภัย จึงมิใช่ค่าเสียหายที่ไกลเกินกว่าเหตุและไม่เป็นค่าเสียหายซ้ำซ้อนกับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับไปจากบริษัท ก. ซึ่งเป็นราคารถยนต์คนละส่วนกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา นายพรศิล โอวาท บุตรของโจทก์ที่ 2 ได้ขับรถกระบะหมายเลขทะเบียน 6 ฎ - 9650 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถที่โจทก์ที่ 1 ได้เช่าซื้อมาจากบริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด บรรทุกลูกชิ้นของโจทก์ที่ 2 ไปตามถนนสายบางบัวทอง - นนทบุรี จากสี่แยกบางคูวัด มุ่งหน้าไปทางสะพานนวลฉวี ทันใดนั้นนายสวัสดิ์ ร่วมสุข สามีของจำเลยที่ 1 ขับรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน 1 ม - 2373 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 ไปตามถนนสายบางบัวทอง - นนทบุรี จากสะพานนวลฉวี มุ่งหน้าไปทางสี่แยกบางคูวัด ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณหน้าบ้านเมืองประชา นายสวัสดิ์ได้ขับรถเลี้ยวขวาเพื่อเข้าสถานีบริการน้ำมันโดยกะทันหันโดยไม่หยุดรอรถที่แล่นสวนทางมา เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่นายสวัสดิ์ขับชนกับรถยนต์คันที่นายพรศิลขับมา รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและเป็นเหตุให้นายพรศิล นายสวัสดิ์รวมทั้งผู้โดยสารที่นั่งมาในรถยนต์ของนายสวัสดิ์อีก 2 คน รวม 4 คน ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย กล่าวคือ รถกระบะหมายเลขทะเบียน 6 ฎ - 9650 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายใช้การไม่ได้ ซึ่งบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ไปเฉพาะค่ารถที่โจทก์ที่ 1 ค้างชำระ แต่เงินดาวน์จำนวน 100,000 บาท ที่โจทก์ที่ 1 ชำระให้แก่บริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด นั้น โจทก์ที่ 1 ยังไม่ได้รับชำระและลูกชิ้นของโจทก์ที่ 2 ที่ได้บรรทุกบนรถกระบะได้รับความเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาท นอกจากนี้โจทก์ที่ 2 เคยได้รับการอุปการะจากนายพรศิลเป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท โจทก์ที่ 2 เรียกร้องเป็นเวลา 10 ปี แต่โจทก์ที่ 2 คิดเพียง 300,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท และให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงินจำนวน 340,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ค่าเงินดาวน์รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ไม่เกี่ยวกับค่าเสียหายของตัวรถและไม่อยู่ในเงื่อนไขคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 330,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 มกราคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ทั้งนี้รับผิดเพียงไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 30,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 30,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 2 ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินอีกจำนวน 79,000 แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ฎ -9650 กรุงเทพมหานคร โดยเช่าซื้อมาจากบริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.3 โจทก์ที่ 2 เป็นมารดาของนายพรศิล โอวาท ผู้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ฎ - 9650 กรุงเทพมหานคร ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นภริยาของนายสวัสดิ์ ร่วมสุข ผู้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ม - 2373 กรุงเทพมหานคร ในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของนายสวัสดิ์ ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.1 นายพรศิลและนายสวัสดิ์ขับรถยนต์ดังกล่าวชนกันเป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันเสียหาย ทั้งนายพรศิล นายสวัสดิ์ และผู้โดยสาร 2 คน ที่นั่งมาในรถยนต์ของนายสวัสดิ์ถึงแก่ความตาย เหตุรถยนต์ทั้งสองคันชนกันดังกล่าวเกิดจากความประมาทของนายสวัสดิ์ฝ่ายเดียว คดีระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยทั้งสองเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายจำนวน 79,000 บาท ที่โจทก์ที่ 1 ชำระเป็นเงินดาวน์ในการเช่าซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุ พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เงินดาวน์เป็นเงินที่ชำระหนี้บางส่วนในการซื้อทรัพย์สิน โจทก์ที่ 1 นำเงินดาวน์ไปเช่าซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุ เงินดาวน์จึงกลายสภาพเป็นทรัพย์สินหรือตัวรถยนต์แล้ว ไม่ใช่เงินของโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถที่จะแยกส่วนออกมาเพื่อเรียกร้องเอาแก่ผู้ทำละเมิดได้อีกต่อไป โจทก์ที่ 1 เพียงเรียกร้องค่าเสียหายที่ทรัพย์สินชำรุดเสียหายตามมูลละเมิดเท่านั้น เงินดาวน์จึงเป็นค่าเสียหายที่ไกลกว่าเหตุ และซ้ำซ้อนกับเงินค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับไปตามสัญญาประกันภัยแล้ว เห็นว่า โจทก์ที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุจากบริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยชำระเงินดาวน์จำนวน 79,000 บาท และชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวด ๆ ตามสัญญาเช่าซื้อและใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 เงินดาวน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของราคารถยนต์ที่โจทก์ที่ 1 เช่าซื้อ เมื่อนายสวัสดิ์ทำละเมิดเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมาเสียหายใช้การไม่ได้ โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายราคารถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมาจากนายสวัสดิ์ผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของนายสวัสดิ์ตามมูลละเมิดและกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.1 แม้ว่าบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมาจะได้ชำระค่าสินไหมทดแทนราคารถยนต์ให้แก่บริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ไปแล้วก็ตาม ก็เป็นเพียงการชำระค่าเสียหายเท่ากับราคาค่าเช่าซื้อที่ยังขาดจำนวนอยู่เท่านั้น จึงเป็นการชำระราคารถยนต์หรือค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องเอาจากผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรถยนต์ของผู้ทำละเมิดได้ การที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องโดยตั้งรูปคดีว่า โจทก์ที่ 1 ได้ชำระเงินดาวน์ในการเช่าซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุ นายสวัสดิ์ได้ทำละเมิดให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมาเสียหายใช้การไม่ได้ จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินที่โจทก์ที่ 1 ชำระเป็นเงินดาวน์ในการเช่าซื้อดังกล่าวในฐานะทายาทของนายสวัสดิ์ผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ของนายสวัสดิ์ผู้ทำละเมิด เท่ากับเป็นการเรียกเงินเท่ากับจำนวนเงินดาวน์เป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหาย เพราะมิใช่การเรียกเงินดาวน์คืนจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ กรณีเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายราคารถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ที่เสียหายใช้การไม่ได้อันเป็นความเสียหายโดยตรงในผลแห่งละเมิด และเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายตามมูลละเมิดและตามสัญญาประกันภัย จึงมิใช่ค่าเสียหายที่ไกลเกินกว่าเหตุ และไม่เป็นการเรียกค่าเสียหายซ้ำซ้อนกับค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับไปจากบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นราคารถยนต์คนละส่วนกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 ม. 877
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ที.พี.เอส. เซอร์วิสการ์ด จำกัด กับพวก
จำเลย — นางศิริพรหรือวนิดา ร่วมสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4272/2548
#266346
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์ ย่อมมีผลทำให้คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนของศาลล้มละลายกลางเป็นอันถูกยกเลิกเพิกถอนไปในตัว ข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการที่ให้จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วนของจำนวนหนี้ที่ศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการอันเป็นความผูกพันตามแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งเกิดขึ้นเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนย่อมเป็นอันสิ้นผลไปด้วยสิทธิและหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมกลับเป็นไปดังเดิมที่มีกันอยู่ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ

ส่วนที่โจทก์ได้ดำเนินการชำระหนี้ตามแผนครบถ้วนแล้วนั้น เมื่อการชำระหนี้เป็นเพียงบางส่วนของจำนวนหนี้ที่จำเลยขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ จึงหาทำให้โจทก์หลุดพ้นจากความรับผิดไปไม่ การชำระหนี้บางส่วนดังกล่าว มีผลเพียงทำให้หนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลยเป็นอันระงับไปเท่าจำนวนที่จำเลยได้รับชำระ โจทก์จึงต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดต่อจำเลยต่อไป

การที่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการย่อมทำให้สภาวะพักการชำระหนี้ซึ่งได้เกิดขึ้นนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาย่อมสิ้นสุดลง ข้อห้ามมิให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่บังคับชำระหนี้ได้เองตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (7) ย่อมสิ้นสุดลงด้วย เมื่อโจทก์มีหนี้ภาษีอากรค้างที่ต้องชำระแก่จำเลยอยู่ จำเลยย่อมมีอำนาจในการบังคับชำระหนี้ในส่วนที่ค้างชำระตามอำนาจที่มีอยู่ตาม ป. รัษฎากร ต่อไป โดยผลคำพิพากษาศาลฎีกาที่ไม่ชอบด้วยแผนและมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยถอนการยึดและอายัดและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนให้แก่โจทก์เพื่อนำไปจัดการตามแผนฟื้นฟูกิจการย่อมเป็นอันระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยถอนการยึดและอายัดโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและให้ส่งมอบโฉนดที่ดินรวม 86 โฉนด ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลท่าแร้ง อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลท่าแร้ง อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 86 โฉนด คืนแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณา ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในสำนวนคดีหลักที่กองทุนรวมไทยสตราทิจิคเอสเซ็ท ผู้ร้องขอ ร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทศรีวราเรียลเอสเตทกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ เป็นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2547 ว่า มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีนี้ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2547 ว่าไม่เห็นชอบด้วยแผนและมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของโจทก์ เช่นนี้ผลของคำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลทำให้คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนของศาลล้มละลายกลางเป็นอันถูกยกเลิกเพิกถอนไปในตัว ดังนั้น ข้อกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการที่ให้จำเลยในฐานะเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วนของจำนวนหนี้ที่ศาลหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการอันเป็นความผูกพันตามแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งเกิดขึ้นเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนย่อมเป็นสิ้นผลไปด้วย สิทธิและหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมกลับเป็นไปดังเดิมที่มีกันอยู่ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ

ส่วนที่ว่าโจทก์ได้ดำเนินการชำระหนี้ตามแผนครบถ้วนแล้วนั้น เมื่อการชำระหนี้เป็นเพียงบางส่วนของจำนวนหนี้ที่จำเลยขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ จึงหาทำให้โจทก์หลุดพ้นจากความรับผิดไปไม่ การชำระหนี้บางส่วนดังกล่าวมีผลเพียงทำให้หนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลยเป็นอันระงับไปเท่าจำนวนที่จำเลยได้รับชำระ โจทก์จึงต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ขาดนี้ต่อจำเลยต่อไป

การที่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการย่อมทำให้สภาวะพักการชำระหนี้ซึ่งได้เกิดขึ้นนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาย่อมสิ้นสุดลง ข้อห้ามมิให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่บังคับชำระหนี้ได้เองตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (7) ย่อมสิ้นสุดลงด้วย เมื่อโจทก์มีหนี้ภาษีอากรค้างที่ต้องชำระแก่จำเลยอยู่ จำเลยย่อมมีอำนาจในการบังคับชำระหนี้ในส่วนที่ค้างชำระตามอำนาจที่มีอยู่ตาม ป. รัษฎากร ต่อไป ดังนั้น โดยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ไม่เห็นชอบด้วยแผนและมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยถอนการยึดและอายัดและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนให้แก่โจทก์เพื่อนำไปจัดการตามแผนฟื้นฟูกิจการย่อมเป็นอันระงับสิ้นไป ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษาตามคำขอบังคับของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (7) ม. 90/74
ชื่อคู่ความ
รีคัฟ — บริษัทศรีวราเรียลเอสเตท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทแอสเซ็ท
โจทก์ — เวอรี่ จำกัด ผู้บริหารแผน
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4266/2548
#412376
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ได้ดำเนินการเสนอคำขอสินเชื่อไปยังสำนักงานของโจทก์ ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร และอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น (ศาลแขวงพระโขนง) เมื่อโจทก์พิจารณาอนุมัติเงินกู้ให้จำเลยที่สำนักงานโจทก์แล้ว โจทก์ได้โอนเงินกู้เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี กรณีจึงถือได้ว่า โจทก์ได้ส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยอันจะมีผลทำให้สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยบริบูรณ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 วรรคสอง ถือว่าสำนักงานของโจทก์ซึ่งเป็นสถานที่ที่พิจารณาอนุมัติเงินกู้และส่งมอบเงินกู้เป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วย เมื่อสำนักงานของโจทก์อยู่ในเขตศาลชั้นต้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 27,638.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ของต้นเงิน 24,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า มูลคดีมิได้เกิดในเขตศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าศาลชั้นต้น (ศาลแขวงพระโขนง) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและเอกสารท้ายคำฟ้องประกอบคำแถลงของโจทก์ได้ความว่า ในการขอกู้เงินโจทก์ จำเลยซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ได้ดำเนินการโดยเสนอคำขอสินเชื่อไปยังสำนักงานของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร และอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์พิจารณาอนุมัติเงินกู้ที่สำนักงานโจทก์ให้จำเลยแล้ว โจทก์ได้โอนเงินกู้เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 302 - 1 - 28942 - 8 ซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยอันจะมีผลทำให้สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยบริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 วรรคสอง ถือว่าสำนักงานของโจทก์ซึ่งเป็นสถานที่ที่พิจารณาอนุมัติเงินกู้และส่งมอบเงินกู้ เป็นสถานที่ที่มูลคดีนี้เกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วย เมื่อสำนักงานของโจทก์อยู่ในเขตศาลชั้นต้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

1/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ป.พ.พ. ม. 650 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — สิบตำรวจโทเด่น ทนโคกสูง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — นายณัฐดนัย ศกุนตนาค
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4264/2548
#266320
เปิดฉบับเต็ม

เช็ค เป็นเอกสารเปลี่ยนมือ เมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์โดยมิได้ระบุว่าจ่ายให้โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ บ. โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คตามกฎหมาย เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คโดยชอบจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องในนามของโจทก์เองโดยไม่จำต้องระบุต่อท้ายชื่อโจทก์ว่าในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. อย่างไรก็ดี คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 ซึ่งถือว่าเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวระบุว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องให้แก่โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ บ. จึงถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่แนบมาท้ายฟ้องอีกด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 4 กันยายน 2540 จำนวนเงิน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อเช็คถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เช็คเป็นเอกสารเปลี่ยนมือ เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์โดยมิได้ระบุว่าจ่ายให้โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญเกิด โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คตามกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นแล้ว โจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คโดยชอบจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องในนามของโจทก์โดยไม่ต้องระบุต่อท้ายชื่อโจทก์ว่าในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบุญเกิด ทั้งคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 ซึ่งถือว่าเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง แม้ในช่องระหว่างผู้ใดโจทก์ผู้ใดจำเลยจะระบุชื่อโจทก์ โดยมิได้ระบุว่าในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบุญเกิด แต่เมื่อโจทก์อ้างเช็คและสัญญาประนีประนอมเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 มากับฟ้องด้วย และสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวระบุว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องให้แก่โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญเกิด จึงถือว่าโจทก์ฟ้องในฐานผู้จัดการมรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่แนบมาท้ายฟ้องนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัยนั้น เห็นว่า เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ทั้งยังต่อสู้คดีจนถึงที่สุด จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นั้น หนักเกินไป สมควรลงโทษจำเลยเบากว่านั้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้จำคุก 4 เดือน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 967 ม. 987 ม. 989
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกอบชัย ชัยประเสริฐ
จำเลย — นายสุรพล มงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายสมศักดิ์ แก้วร่วมวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — ม.ล. ฤทธิเทพ เทวกุล
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิวงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4264/2548
#271461
เปิดฉบับเต็ม

เช็คเป็นเอกสารเปลี่ยนมือ เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์โดยมิได้ระบุว่า จ่ายให้โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ บ. โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คตามกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นแล้ว โจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คโดยชอบจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องในนามของโจทก์ โดยไม่ต้องระบุต่อท้ายชื่อโจทก์ว่าในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ทั้งคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 ซึ่งถือว่าเอกสารท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง แม้ในช่องระหว่างผู้ใดโจทก์ผู้ใดจำเลยจะระบุชื่อโจทก์ โดยมิได้ระบุว่าในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. แต่เมื่อโจทก์อ้างเช็คและสัญญาประนีประนอมเอกสารท้ายฟ้องมากับฟ้องด้วย และสัญญาประนีประนอมดังกล่าวระบุว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องให้แก่โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของ บ. จึงถือว่าโจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกตามสัญญาประนีประนอมที่แนบมาท้ายฟ้องนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยคู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกาว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 4 กันยายน 2540 จำนวนเงิน 500,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อเช็คถึงกำหนดธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เช็คเป็นเอกสารเปลี่ยนมือ เมื่อจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์โดยมิได้ระบุว่าจ่ายให้โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญเกิด ชัยประเสริฐ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คตามกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นแล้ว โจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คโดยชอบจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องในนามของโจทก์ โดยไม่ต้องระบุต่อท้ายชื่อโจทก์ว่าในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบุญเกิด ทั้งคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 ซึ่งถือว่าเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง แม้ในช่องระหว่างผู้ใดโจทก์ผู้ใดจำเลยจะระบุชื่อโจทก์ โดยมิได้ระบุว่าในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบุญเกิด แต่เมื่อโจทก์อ้างเช็คและสัญญาประนีประนอมเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 และ 2 มากับฟ้องด้วย และสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวระบุว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องให้แก่โจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญเกิด จึงถือว่าโจทก์ฟ้องในฐานผู้จัดการมรดกตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่แนบมาท้ายฟ้องนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง..."

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ให้จำคุก 4 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกอบชัย ชัยประเสริฐ
จำเลย — นายสุรพล มงคล
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิวงศ์
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4261/2548
#268131
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาท จำเลยให้การว่าบ้านพิพาทบิดามารดาจำเลยปลูกสร้างขึ้น จำเลยอยู่ในบ้านดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของบิดามารดา ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เมื่อบ้านพิพาทที่จำเลยเช่ามีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยอยู่ในบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิครอบครองของบิดามารดาจำเลย บ้านพิพาทเป็นของจำเลยและสัญญาเช่าปลอมนั้น ล้วนเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงในข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของบ้านเช่าเลขที่ 107/1 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2539 จำเลยทำสัญญาเช่าบ้านดังกล่าวจากโจทก์มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ค่าเช่าเดือนละ 500 บาท สัญญาเช่าครบกำหนดแล้วจำเลยและบริวารยังคงครอบครองบ้านเช่าตลอดมา โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวจำเลยและบริวารออกจากบ้านเช่าและส่งคืนโจทก์ จำเลยรับหนังสือบอกกล่าวแล้วเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถนำบ้านออกให้บุคคลภายนอกเช่าได้ ซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 500 บาท นับถึงวันฟ้อง 4 เดือน เป็นเงิน 2,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเช่าดังกล่าว ส่งมอบการครอบครองให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 50 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะส่งมอบบ้านเช่าคืนโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของบ้านเช่าเพราะปลูกสร้างในที่ชายตลิ่งซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทั้งโจทก์ไม่ได้ทำการปลูกสร้างหรือเคยเข้าไปครอบครองบ้านเช่า แต่มีบุคคลผู้มีชื่อเข้าอาศัยและทำการปลูกสร้าง จำเลยไม่เคยทำสัญญาเช่าบ้านดังกล่าวจากโจทก์และไม่เคยชำระเงินค่าเช่าบ้านให้แก่โจทก์ สัญญาเช่าที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอมซึ่งจำเลยเพียงลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มสัญญาเช่าโดยยังไม่ได้กรอกข้อความให้ผู้มีชื่อยึดถือไว้โจทก์และจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยอาศัยอยู่ในบ้านโดยอาศัยสิทธิของบิดามารดาจำเลยที่ได้ปลูกสร้างและครอบครองเป็นเวลา 40 ปีแล้ว จำเลยอยู่อาศัยในฐานะบริวารของบิดามารดาจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเช่าเลขที่ 107/1 ฝั่งบางใบไม้ ตำบลตลาด อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี และส่งมอบแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 มิถุนายน 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จและให้ชำระอีกเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยส่งมอบบ้านเช่าคืนโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เพียง 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ต้องวินิจฉัยว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาท แต่จำเลยให้การต่อสู้ว่าบ้านพิพาทไม่ใช่บ้านของโจทก์ จำเลยไม่เคยเช่าบ้านพิพาทจากโจทก์ บ้านพิพาทเป็นของบิดามารดาจำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างในที่ดินสาธารณะมาประมาณ 40 ปีแล้ว ไม่ได้ปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์ จำเลยอยู่อาศัยในบ้านพิพาทโดยครอบครองต่อจากบิดามารดา จำเลยมิได้เช่าจากโจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทเป็นคดีที่ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การว่า บ้านพิพาทบิดามารดาจำเลยปลูกสร้างขั้น จำเลยอยู่ในบ้านดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของบิดามารดา ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต่อมาศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลย โดยวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาทในฐานะผู้ให้เช่าชอบที่จะได้รับประโยชน์ในบ้านพิพาท เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าโจทก์บอกเลิกการเช่าโดยชอบแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหายได้ เมื่อคดีนี้โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่จำเลยในฐานะผู้เช่าให้ออกจากบ้านพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่จำเลยเช่า อันมีค่าเช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยอยู่ในบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิครอบครองของบิดามารดาจำเลย บ้านพิพาทเป็นของจำเลยและสัญญาเช่าปลอมนั้น ล้วนแต่เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงในข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัย และพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพวงผกา เสรฐภักดี
จำเลย — นางสาวสมพิศหรือหมวย แก้วทับทิม
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4261/2548
#271448
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่า บ้านพิพาทบิดามารดาจำเลยปลูกสร้างขึ้น จำเลยอยู่ในบ้านดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของบิดามารดา ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต่อมาศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาทในฐานะผู้ให้เช่าชอบที่จะได้รับประโยชน์ในบ้านพิพาท เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าโจทก์บอกเลิกการเช่าโดยชอบแล้วโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายได้ เมื่อคดีนี้โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่จำเลยในฐานะผู้เช่าให้ออกจากบ้านพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์อันมีค่าเช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยอยู่ในบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิครอบครองของบิดามารดาจำเลยบ้านพิพาทเป็นของจำเลยและสัญญาเช่าปลอม ล้วนแต่เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเช่าพิพาทและส่งมอบการครอบครองให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้ชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะส่งมอบบ้านเช่าคืนโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของบ้านเช่าเพราะปลูกสร้างในที่ชายตลิ่งซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทั้งโจทก์ไม่ได้ทำการปลูกสร้างหรือเคยเข้าไปครอบครองบ้านเช่าแต่อย่างใด แต่มีบุคคลผู้มีชื่อเข้าอาศัยและทำการปลูกสร้าง จำเลยไม่เคยทำสัญญาเช่าบ้านดังกล่าวจากโจทก์และไม่เคยชำระเงินค่าเช่าบ้านให้แก่โจทก์สัญญาเช่าที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอม โจทก์และจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จำเลยอาศัยอยู่ในบ้านโดยอาศัยสิทธิของบิดามารดาจำเลยที่ได้ปลูกสร้างและครอบครองเป็นเวลา 40 ปีแล้ว จำเลยอยู่อาศัยในฐานะบริวารของบิดามารดาจำเลยขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเช่าเลขที่ 107/1 ฝั่งบางใบไม้ ตำบลตลาด อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานีและส่งมอบแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 มิถุนายน 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จและให้ชำระอีกเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยส่งมอบบ้านเช่าคืนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...จำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาท แต่จำเลยให้การต่อสู้ว่า บ้านพิพาทไม่ใช่บ้านของโจทก์ จำเลยไม่เคยเช่าบ้านพิพาทจากโจทก์ บ้านพิพาทเป็นของบิดามารดาจำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างในที่ดินสาธารณะมาประมาณ 40 ปีแล้ว ไม่ได้ปลูกสร้างบนที่ดินของโจทก์ จำเลยอยู่อาศัยในบ้านพิพาทโดยครอบครองต่อจากบิดามารดาจำเลย มิได้เช่าจากโจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท เป็นคดีที่ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้ จำเลยให้การว่า บ้านพิพาทบิดามารดาจำเลยปลูกสร้างขึ้น จำเลยอยู่ในบ้านดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของบิดามารดา ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต่อมาศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลย โดยวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาทในฐานะผู้ให้เช่า ชอบที่จะได้รับประโยชน์ในบ้านพิพาท เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าโจทก์บอกเลิกการเช่าโดยชอบแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายได้ เมื่อคดีนี้โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่จำเลยในฐานะผู้เช่าให้ออกจากบ้านพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่จำเลยเช่า อันมีค่าเช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยอยู่ในบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิครอบครองของบิดามารดาจำเลย บ้านพิพาทเป็นของจำเลยและสัญญาเช่าปลอมนั้น ล้วนแต่เป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงในข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพวงผกา เสรฐภักดี
จำเลย — นางสมพิศหรือหมวย แก้วทับทิม
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4260/2548
#266480
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จะนำพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบได้จะต้องยื่นบัญชีระบุพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เสียก่อนจึงจะมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบได้ ดังนั้น การที่ผู้แทนโจทก์นำสรรพเอกสารที่อ้างไว้ในคดีอื่นมาสืบในคดีนี้จึงมีผลเท่ากับนำพยานหลักฐานที่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้มาสืบ เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น อันถือได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ เมื่อโจทก์ยังมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่และไม่ได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ทั้งได้แถลงขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบในวันที่ศาลชั้นต้นได้แจ้งประเด็นกลับ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวนั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีก่อน

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทสยาม แปซิฟิค อีเล็คทริค ไวร์ แอนด์ เคเบิ้ล จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 6 เดือน ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีก่อน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยถูกโจทก์ฟ้องในข้อหาเดียวกันนี้หลายคดี แต่ละคดีโจทก์ขอส่งประเด็นไปสืบนางสาวอรสิริหรือเมตตา ที่ศาลจังหวัดมีนบุรี โดยโจทก์มิได้ตามประเด็นไป แต่มอบหมายให้พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีดำเนินคดีแทนความเพิ่งปรากฏแก่โจทก์ภายหลังการส่งประเด็นกลับว่า ผู้แทนโจทก์ได้นำสรรพเอกสารที่อ้างเป็นพยานในคดีอื่นมาสืบในคดีนี้ และนำสรรพเอกสารที่อ้างเป็นพยานในคดีนี้ไปสืบในคดีอื่นสลับกันโดยผิดหลง โจทก์ยังมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่ และไม่ได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น จึงขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผู้แทนโจทก์ดำเนินการผิดพลาดนั้นเสียและขอส่งประเด็นไปสืบพยานดังกล่าวใหม่ เห็นว่า การที่โจทก์จะนำพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบได้จะต้องยื่นบัญชีระบุพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เสียก่อน จึงจะมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบได้ ดังนั้น การที่ผู้แทนโจทก์นำสรรพเอกสารที่อ้างไว้ในคดีอื่นมาสืบในคดีนี้ จึงมีผลเท่ากับนำพยานหลักฐานที่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้มาสืบ เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น อันถือได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวมานั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15?

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 78 ลงหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 88
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — บริษัทสยาม แปซิฟิคอีเล็คทริค ไวร์ แอนด์ เคเบิ้ล จำกัด
จำเลย — นายจอห์น ที ดักเกอร์ หรือที ดิกเกอร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสมบัติ มานะสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเกียรติศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4260/2548
#268226
เปิดฉบับเต็ม

การที่พนักงานอัยการโจทก์จะนำพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบได้จะต้องยื่นบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เสียก่อน การที่พนักงานอัยการประจำศาลที่มีการส่งประเด็นมาสืบซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์นำสรรพเอกสารที่อ้างไว้ในคดีอื่นมาสืบในคดีนี้โดยผิดหลง จึงมีผลเท่ากับนำพยานหลักฐานที่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้มาสืบ เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวอันถือได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

การสืบ อ. พยานโจทก์เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2541 เป็นกระบวนพิจารณาที่ดำเนินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนแล้ว ย่อมมีผลเป็นการลบล้างการสืบ อ. และทำให้โจทก์กลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการสืบ อ. ในวันนั้นเลย โจทก์จึงมีสิทธินำ อ. ตามที่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้เข้าสืบในวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ได้โดยชอบ ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เพราะการสืบ อ. ถูกเพิกถอนไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพุทธมณฑล สาย 4 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2539 สั่งจ่ายเงินจำนวน 630,234.37 บาท มอบให้บริษัทสยาม แปซิฟิค อีเล็คทริค ไวร์ แอนด์ เคเบิ้ล จำกัด ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2539 เวลากลางวัน ผู้เสียหายนำเช็คฉบับดังกล่าวไปเข้าบัญชีที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรีตัดใหม่ เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินในวันดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่ายังไม่มีการตกลงกับธนาคาร จำเลยสั่งจ่ายเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการจ่ายเงินตามเช็คนั้น และออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1983 ถึง 1986/2540 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทสยาม แปซิฟิค อีเล็คทริค ไวร์ แอนด์ เคเบิ้ล จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 6 เดือน ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4828/2543 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2541 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยถูกโจทก์ฟ้องในข้อหาเดียวกันนี้หลายคดี แต่ละคดีโจทก์ขอส่งประเด็นไปสืบนางสาวอรสิริหรือเมตตา เจริญสุข ที่ศาลจังหวัดมีนบุรี โดยโจทก์มิได้ตามประเด็นไป แต่มอบหมายให้พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีดำเนินคดีแทน ความเพิ่งปรากฏแก่โจทก์ภายหลังการส่งประเด็นกลับว่า ผู้แทนโจทก์ได้นำสรรพเอกสารที่อ้างเป็นพยานในคดีอื่นมาสืบในคดีนี้ และนำสรรพเอกสารที่อ้างเป็นพยานในคดีนี้ไปสืบในคดีอื่นสลับกันโดยผิดหลง โจทก์ยังมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่ และไม่ได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น จึงขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผู้แทนโจทก์ดำเนินการผิดพลาดนั้นเสียและขอส่งประเด็นไปสืบพยานดังกล่าวใหม่ เห็นว่า การที่โจทก์จะนำพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบได้จะต้องยื่นบัญชีระบุพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เสียก่อน จึงจะมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบได้ ดังนั้น การที่ผู้แทนโจทก์นำสรรพเอกสารที่อ้างไว้ในคดีอื่นมาสืบในคดีนี้ จึงมีผลเท่ากับนำพยานหลักฐานที่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้มาสืบ เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น อันถือได้ว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า คำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานชอบหรือไม่ เห็นว่า การสืบพยานของโจทก์ปากนางสาวอรสิริหรือเมตตาเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2541 เป็นกระบวนพิจารณาที่ดำเนินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนแล้ว ย่อมมีผลเป็นการลบล้างการสืบพยานของโจทก์ปากนางสาวอรสิริหรือเมตตาที่ดำเนินการเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2541 และทำให้โจทก์กลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการสืบพยานปากนางสาวอรสิริหรือเมตตาในวันดังกล่าวนั้นเลย โจทก์จึงมีสิทธินำนางสาวอรสิริหรือเมตตา ใบส่งมอบสินค้าเอกสารหมาย จ.3 และใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.4 ตามที่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ เข้าสืบในวันที่ 20 ธันวาคม 2542 ได้โดยชอบ ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เพราะการสืบพยานปากนางสาวอรสิริหรือเมตตาเมื่อวันที่ 23 เมษายน 25441 ถูกเพิกถอนไปแล้ว ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังคำเบิกความของนางสาวอรสิริหรือเมตตาประกอบใบส่งมอบสินค้าเอกสารหมาย จ.3 และใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.4 ที่โจทก์นำสืบในวันที่ 20 ธันวาคม 2542 เป็นพยานหลักฐาน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยการรับฟังพยานหลักฐานแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลงหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 88 ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
บริษัทสยาม แปซิฟิคอีเล็คทริค ไวร์
โจทก์ร่วม — แอนด์ เคเบิ้ล จำกัด
จำเลย — นายจอห์น ที ดักเกอร์ หรือที ดักเกอร์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4256/2548
#271821
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ไปในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็น 561,070 บาท อีกทั้งทรัพย์สินของบริษัท ฟ. ที่บรรทุกมากับรถยนต์บรรทุกของโจทก์เสียหายคิดเป็นเงิน 350,000 บาท จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัท ฟ. ไปแล้ว 350,000 บาท และบริษัท น. ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ได้ชำระค่าซ่อมให้โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาทแล้ว และถึงแม้ว่าจำเลยที่ 3 กับบริษัท น. จะมีข้อตกลงร่วมกันว่าหากมีเหตุเกิดขึ้นระหว่างรถยนต์ที่จำเลยที่ 3 กับบริษัท น. เป็นผู้รับประกันภัย ต่างฝ่ายต่างจะรับผิดชอบซ่อมแซมและชดให้ค่าเสียหายแก่รถยนต์ที่ฝ่ายตนรับประกันภัยโดยไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็มีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้นไม่มีผลกระทบถึงสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากมูลละเมิดในส่วนของผู้เอาประกันภัย ดังนั้น การที่บริษัท น. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ยังไม่ครบถ้วน แม้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บริษัท ฟ. ไปแล้ว แต่ในเมื่อยังไม่เต็มวงเงินยังเหลือวงเงินอีก 150,000 บาท ตามที่รับประกันภัยโจทก์ไว้ จำเลยที่ 3 ก็ต้องร่วมผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์อีก 150,000 บาท ตามวงเงินที่เหลือด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 740,467 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 689,070 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 386,070 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหาย 361,070 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในเงินดังกล่าวด้วยในวงเงิน 150,000 บาท พร้อมทั้งให้ใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ปี ในเงินจำนวนที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2539 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70 - 3030 กาญจนบุรี ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกและรถบรรทุกพ่วงหมายเลขทะเบียน 80 - 7124 สุราษฎร์ธานี และ 80 - 7204 สุราษฎร์ธานี ตามลำดับ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ในวงเงิน 500,000 บาท ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ข้บรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์บรรทุกของโจทก์ ได้รับความเสียหาย เสียค่าซ่อมเป็นเงิน 520,070 บาท ค่าลากรถ 6,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ 35,000 บาท รวมเป็นเงิน 561,070 บาท บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์บรรทุกของโจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท ส่วนทรัพย์สินของบริษัทฟิตติ้ง เซรามิค จำกัด ที่บรรทุกมากับรถยนต์บรรทุกของโจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 350,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ชดใช้ให้แก่บริษัทฟิตติ้ง เซรามิค จำกัด ไปแล้ว

จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกและรถบรรทุกพ่วงของจำเลยที่ 2 ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทฟิตติ้ง เซรามิค จำกัด 350,000 บาท และบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากโจทก์ได้ชำระค่าซ่อมให้โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท แล้ว ซึ่งจำเลยที่ 3 กับบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาตกลงกันไม่เรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกัน ดังนั้น จำเลยที่ 3 ได้ชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยครบถ้วนเต็มวง 500,000 บาท แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้เงินส่วนของจำเลยที่ 3 ให้โจทก็อีก 150,000 บาท นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 จะมีข้อตกลงกับบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ว่า หากมีเหตุเกิดขึ้นระหว่างรถยนต์ที่จำเลยที่ 3 กับบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัย ต่างจะรับผิดชอบซ่อมแซมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รถยนต์ที่ฝ่ายตนรับประกันภัยโดยไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากมูลละเมิดในส่วนของผู้เอาประกันภัย ดังนั้น การที่บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัย 200,000 บาท แล้ว ยังไม่ครบถ้วนสำหรับค่าเสียหายของโจทก์ยังขาดอยู่อีก 361,070 บาท เมื่อจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บริษัทฟิตติ้ง เซรามิค จำกัด 350,000 บาท แล้วยังไม่เต็มวงเงิน 500,000 บาท ยังเหลือวงเงินอีก 150,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกและรถบรรทุกพ่วงของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์อีก 150,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 877
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเชียรชม แซ่ฉั่ง
จำเลย — นายชุ่ม ปาลวงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4247/2548
#271427
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารหอพัก โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 อยู่ต่อไป ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ออกไปจากที่ดินและหอพัก พร้อมกับให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟ้องแย้งว่าโจทก์ฟ้องโดยรู้อยู่ว่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้เพราะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับความเสียหาย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการกล่าวอ้างในการใช้สิทธิทางศาลเนื่องมาจากโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยการฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่อศาลโดยไม่สุจริต ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุแห่งการฟ้องของโจทก์มาเป็นข้อกล่าวอ้างซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิม และเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารหอพัก 2 ชั้น 1 หลัง ซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดิน โดยโจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐม จำเลยทั้งแปดพักอาศัยอยู่ในอาคารหอพักดังกล่าวและขัดขวางไม่ยอมให้โจทก์เข้าดำเนินการ โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งแปดและบริวารอยู่ในที่ดินอีกต่อไป และได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งแปดและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งแปดเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียดอกเบี้ยในเงินที่โจทก์กู้ยืมมาซื้อที่ดินและอาคารหอพักขาดประโยชน์และผลกำไรจากการที่ไม่สามารถเข้าดำเนินการในอาคารหอพักและที่ดิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากหอพักและที่ดินและให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 305,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งแปดและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากหอพักและที่ดินของโจทก์และส่งมอบแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การและฟ้องแย้งทำนองเดียวกันว่า ที่ดินและอาคารหอพักตามฟ้องเป็นของนายชัยพร สัจจะปรเมษฐ โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายชัยพรได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดแล้วสิทธิของโจทก์ยังมีข้อโต้แย้งอยู่ โจทก์ยังไม่ได้ครอบครองที่ดินและอาคารหอพักจึงไม่มีอำนาจฟ้อง การที่โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับความเสียหาย ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดต่อและแต่งตั้งทนายความเพื่อให้การต่อสู้คดีเป็นเงินคนละ 20,000 บาท จึงขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวกับฟ้องเดิมชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์โดยอ้างเหตุว่า โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับความเสียหาย ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดต่อและแต่งตั้งทนายความเพื่อให้การต่อสู้คดี จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กล่าวอ้างในการใช้สิทธิทางศาลอันเนื่องมาจากโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่อศาลโดยไม่สุจริต ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุแห่งการฟ้องของโจทก์มาเป็นข้อกล่าวอ้างซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิม และเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประการต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ สุขะวัชรินทร์
จำเลย — นายสำราญ จันทร์วิมล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ