คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4239/2548
#266364
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจับข้อมือพาผู้เสียหายที่ไปหาเพื่อนใกล้กับบ้านจำเลย โดยจำเลยบอกผู้เสียหายว่าจะพาไปส่งบ้านผู้เสียหายซึ่งอยู่ห่างบ้านจำเลย 50 ถึง 80 เมตร ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 19 นาฬิกา เริ่มจะค่ำมืดแล้ว และผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 10 ปีเศษ จำเลยเห็นโอกาสที่ไม่มีผู้ใดพบเห็นขณะที่จำเลยพบผู้เสียหายและสามารถจะพาผู้เสียหายไปตามลำพังได้ จึงเกิดเถยจิตมีเจตนาที่จะกระทำชำเราผู้เสียหามาแต่แรกเป็นสำคัญจึงพาไปยังบ้านร้าง และได้กระทำชำเราผู้เสียหายในบ้านร้างดังกล่าว การพาไปและการกระทำชำเราได้กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงแต่วาระเดียวกันไม่ขาดตอน การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277, 283 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร แต่ปฏิเสธข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 10 ปี ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสามฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี ส่วนฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำเลยให้การรับสารภาพมาตั้งแต่ต้นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีคงจำคุก 6 ปี 8 เดือนฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารคงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 7 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่บทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 10 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยใช้มือซ้ายจับข้อมือของผู้เสียหาย ส่วนมือขวาของจำเลยจูงรถจักรยานพาผู้เสียหายเดินไปที่บ้านของนายมง ใช้เวลาเดินนานประมาณ 40 นาที ซึ่งถือว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารสำเร็จลงแล้ว และเมื่อถึงบ้านของนางมง จำเลยพาผู้เสียหายเข้าไปในบ้านแล้วกอดจูบผู้เสียหายทันที ก่อนที่จะได้ข่มขืนกระทำชำเราต่อไป การกระทำของจำเลยแสดงให้เห็นว่าจำเลยเพิ่งมีเจตนาจะกระทำชำเราผู้เสียหายเกิดขึ้นภายหลังจากการพาผู้เสียหายไประยะหนึ่งแล้วนั้น เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหาย ประกอบแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกบรรยายภาพถ่ายที่จำเลยนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพว่า บ้านนายมงที่เกิดเหตุข่มขืนกระทำชำเราห่างจากบ้านจำเลยเพียง 50 ถึง 80 เมตร เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เวลาเดินนานถึง 40 นาที ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 19 นาฬิกา เริ่มจะค่ำมืดแล้ว ผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 10 ปีเศษ จำเลยเห็นโอกาสที่ไม่มีผู้ใดพบเห็นขณะที่จำเลยพบผู้เสียหายและสามารถจะพาผู้เสียหายไปตามลำพังได้ จึงเกิดเถยจิตมีเจตนาที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายมาแต่แรกเป็นสำคัญจึงพาไปยังบ้านร้างของนายมงและได้กระทำชำเราผู้เสียหายในบ้านร้างดังกล่าว การพาไปและการกระทำชำเราได้กระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงแต่วาระเดียวกันไม่ขาดตอน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่เป็นความผิดหลายกรรมดังฎีกาโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277 วรรคสอง ม. 283 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำจังหวัดกันทรลักษ์
จำเลย — นายเล็ม พันธ์แก่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายอภิวัฒน์ เจริญไทย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4232/2548
#113266
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นกรรมการบริหารสาขาพรรคเกษตรกร สาขาลำดับที่ 50 ได้ลาออกและถือว่าพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง จำเลยต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง จำเลยพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินได้ภายในสามสิบวัน ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2545 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง ที่โจทก์บรรยายฟ้องต่อมาว่า ในระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2545 จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแม้การกระทำของจำเลยในช่วงเวลาตามฟ้องดังกล่าวยังไม่เป็นความผิด เพราะอยู่ในเงื่อนเวลาสามสิบวัน ซึ่งให้จำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องต่อมาว่า การที่จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นจากตำแหน่งเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาที่จำเลยกระทำความผิดพอสมควรให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพ้นจากตำแหน่งกรรมการบริหารสาขาพรรคการเมือง พรรคเกษตรกร เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ซึ่งจำเลยต้องดำเนินการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลย คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง และเมื่อระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2545 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลย คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 42, 84

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 84 ปรับ 20,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท ตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องนับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2545 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2546 รวม 355 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 10,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 50 บาท คิดเป็นเงิน 17,750 บาท รวมเป็นเงิน 27,750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และกรรมการสาขาพรรคการเมือง มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้าดำรงตำแหน่ง และภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นกรรมการบริหารสาขาพรรคเกษตรกร สาขาลำดับที่ 50 ได้ลาออกและถือว่าพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ข้างต้น จำเลยต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง จำเลยพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินได้ภายในสามสิบวันตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2545 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง ดังนั้น ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าในระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2545 จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแม้การกระทำของจำเลยในช่วงเวลาตามฟ้องดังกล่าวยังไม่เป็นความผิด เพราะอยู่ในเงื่อนเวลาสามสิบวันซึ่งให้จำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องต่อมาว่า การที่จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง เป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาที่จำเลยกระทำความผิดพอสมควรให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 84 ปรับ 4,000 บาท และปรับอีกวันละ 40 บาท ตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท และปรับอีกวันละ 20 บาท นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2498 ม. 42 วรรคหนึ่ง ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายสมบูรณ์ สายเพชรสันติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายวิรัตน์ ชำนาญการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4230/2548
#268124
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย คดีที่จำเลยนำยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ และมีผู้อื่นร้องขัดทรัพย์ก็ถือว่าเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินจึงอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีร้องขัดทรัพย์ต่อไปหรือไม่ยอมเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในอันที่จะใช้ดุลพินิจเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่กองทรัพย์สินของจำเลย

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ของจำเลย เป็นกรณีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 กรณีหาใช่เป็นการเริ่มต้นฟ้องคดีใหม่ หรือถอนฟ้องคดีที่จำเลยได้ยื่นฟ้องไว้แล้วตามมาตรา 145 (4) จึงไม่ต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้หรือกรรมการเจ้าหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนจำเลยโดยเปิดเผยแล้ว ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้แจ้งทรัพย์สินของจำเลยรวมทั้งการที่จำเลยเป็นเจ้าหนี้คำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 665/2540 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่าง นายอาทิตย์ สุขศิวานันท์ โจทก์ นายวิเชียร ตันติวิริยะคุณ จำเลย ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 75754 และ 75755 จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของนายวิเชียรเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ระหว่างการบังคับคดี นายอำไพ ตันติวิริยะคุณ ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ในคดีดังกล่าวโดยอ้างว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นของผู้ร้องตามคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 785/2535 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ดังกล่าวแล้ว พิพากษายกคำร้องขอ ผู้ร้องอุทธรณ์ จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวได้แก้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า จำเลย(นายวิเชียร) ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้ผู้ร้อง (นางอำไพ) และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 การบังคับคดีของโจทก์ (นายอาทิตย์) ย่อมไม่ประทบสิทธิของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์พิพาทได้ พิพากษากลับให้เพิกถอนการยึด โดยศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 เจ้าพนักงานพิทักษ์เห็นพ้องกับเหตุผลของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

วันที่ 5 ตุลาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลแพ่ง) ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาไปถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2544 ว่านางอำไพปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมครบถ้วนแล้ว จนกระทั่งศาลมีคำสั่งให้โอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนางอำไพในที่ดินดังกล่าวที่จำเลยจะยึดที่ดังกล่าว ซึ่งกรณีเช่นนี้ได้มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 และการบังคับคดีย่อมไม่กระทบถึงสิทธิดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยื่นฎีกาจึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้องของจำเลย ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่า ในการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะใช้ดุลพินิจในการดำเนินคดีว่าจะฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีของจำเลยหรือไม่ และเนื่องจากพ้นกำหนดระยะเวลาที่ยื่นฎีกาแล้วอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ศาลอุทธรณ์คำพิพากษาให้จำเลยหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นฎีกาจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ในปัญหาว่าการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ยื่นฎีกาในคดีร้องขัดทรัพย์ซึ่งจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องบุคคลภายนอกเป็นการกระทำที่ชอบหรือไม่ เป็นปัญหาสำคัญที่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2547 มาตรา 3 ได้บัญญัติให้มีการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายไปยังศาลฎีกาโดยตรง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรพิจารณาคดีนี้ไปเสียทีเดียว

ในปัญหาว่า การที่พนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจในการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลย คดีที่จำเลยนำยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ และมีผู้อื่นร้องขัดทรัพย์เช่นนี้ก็ถือว่าเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินจึงอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีร้องขัดทรัพย์ต่อไปหรือไม่ยอมเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในอันที่จะใช้ดุลพินิจเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่กองทรัพย์สินของจำเลย เมื่อปรากฏว่าในการเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทำความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาโดยแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 407/2532 คำพิพากษาฎีกาที่ 1066/2520 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2268/2540 มาสนับสนุนว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว ผู้บังคับบัญชาทุกคนรวมทั้งรองอธิบดีกรมบังคับคดีซึ่งปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมบังคับคดีเห็นด้วยกับความเห็นดังกล่าว เช่นนี้การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์มีคำสั่งไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงเป็นการใช้ดุลพินิจไปโดยชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่าในการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้ก่อนนั้น เห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย กรณีจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติในมาตรา 25 กรณีหาใช่เป็นการเริ่มต้นฟ้องคดีใหม่ หรือถอนฟ้องในคดีที่จำเลยได้ยื่นฟ้องไว้แล้วตามมาตรา 145 (4) แต่อย่างใด เช่นนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่ฎีกาพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่ต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้หรือกรรมการเจ้าหนี้แต่อย่างใด

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และพิพากษายืนให้ยกคำร้องของจำเลยตามศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายศักรินทร์หรืออาทิตย์ สุขศิวานันท์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4222/2548
#268389
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง จำเลยซึ่งเป็นกรรมการสาขาพรรคพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 มีสิทธิที่จะยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2545 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง หากจำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินภายในกำหนดเงื่อนไขเวลาดังกล่าว การกระทำของจำเลยก็จะไม่เป็นความผิด แต่ถ้าจำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินนับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป ซึ่งเกินกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่พ้นตำแหน่ง จำเลยจึงจะมีความผิดตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง

โจทก์บรรยายฟ้องว่าในระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2545 จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แม้การกระทำของจำเลยในช่วงเวลาตามฟ้องดังกล่าวยังไม่เป็นความผิด เพราะอยู่ในเงื่อนเวลาสามสิบวัน ที่ให้จำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินได้แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อมาว่าการที่จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ถือว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาที่จำเลยกระทำความผิดพอสมควรให้จำเลยเข้าใจข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า พรรคเกษตรกร สาขาพรรคลำดับที่ 50 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 106 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านด่าน กิ่งอำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2543 มีจำเลยเป็นกรรมการบริหารสาขาพรรคดังกล่าว และจำเลยได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคเมื่อปลายปี 2544 ต่อมานายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีหนังสือตอบรับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสาขา และกรรมการสาขาพรรคเกษตรกร ลำดับที่ 50 ที่ ลด (ทบพ) 0401/3231 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 แจ้งหัวหน้าพรรคเกษตรกรทราบเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถือเป็นวันเดือนปีที่จำเลยพ้นจากตำแหน่งคณะกรรมการบริหารสาขาพรรค ซึ่งจำเลยต้องดำเนินการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในภาวะที่พ้นจากตำแหน่ง ตามนัยมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง และเมื่อระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2545 เวลากลางวันต่อเนื่องกันจำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลบ้านด่าน กิ่งอำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ และแขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42, 84

จำเลยให้การรับสารภาพ และยื่นคำแถลงว่าจำเลยได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินในวันที่ 9 มิถุนายน 2546

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 84 ปรับ 20,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท ตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องนับตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2545 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2546 รวม 354 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 10,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 50 บาท คิดเป็นเงิน 17,750 บาท รวมเป็นเงิน 27,750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง และกรรมการสาขาพรรคการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้าดำรงตำแหน่งและภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้นการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นกรรมการบริหารสาขาพรรคเกษตรกร สาขาลำดับที่ 50 ได้ลาออกและถือว่าพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ข้างต้น จำเลยต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง จำเลยพ้นตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2545 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง หากจำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินภายในกำหนดเงื่อนไขเวลาดังกล่าว การกระทำของจำเลยก็จะไม่เป็นความผิด แต่ถ้าจำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินนับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป ซึ่งเกินกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่พ้นตำแหน่ง จำเลยย่อมมีความผิดตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้นที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าในระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2545 จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แม้การกระทำของจำเลยในช่วงเวลาตามฟ้องดังกล่าวยังไม่เป็นความผิด เพราะอยู่ในเงื่อนเวลาสามสิบวัน ให้จำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อมาว่าการที่จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541ดังนั้นถือว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาที่จำเลยกระทำความผิดพอสมควรให้จำเลยเข้าใจข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 84 ปรับ 4,000 บาท และปรับอีกวันละ 40 บาท ตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท และปรับอีกวันละ 20 บาท นับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2546 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3
ป.วิ.อ. ม. 158
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายวิสิด เชือนรัมย์
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4222/2548
#271740
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองและกรรมการสาขาพรรคการเมือง มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่เข้าดำรงตำแหน่งและภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง จำเลยเป็นกรรมการบริหารสาขาพรรค ก. ได้ลาออกและถือว่าพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 จำเลยต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2545 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/3 วรรคสอง หากจำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินภายในกำหนดเงื่อนเวลาดังกล่าว การกระทำของจำเลยก็จะไม่เป็นความผิด แต่ถ้าจำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินนับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป ซึ่งเกินกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่พ้นตำแหน่ง จำเลยย่อมมีความผิดตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าในระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2545 จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ แม้การกระทำของจำเลยในช่วงเวลาตามฟ้องดังกล่าวยังไม่เป็นความผิด เพราะอยู่ในเงื่อนเวลาสามสิบวัน ให้จำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อมาว่าการที่จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง เป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาที่จำเลยกระทำความผิดพอสมควรให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42, 84

จำเลยให้การรับสารภาพ และยื่นคำแถลงว่าจำเลยได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินในวันที่ 9 มิถุนายน 2546

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 84 ปรับ 20,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2545 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2546 รวม 354 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 10,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 50 บาท คิดเป็นเงิน 17,750 บาท รวมเป็นเงิน 27,750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองและกรรมการสาขาพรรคการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้าดำรงตำแหน่งและภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นกรรมการบริหารสาขาพรรคเกษตรกร สาขาลำดับที่ 50 ได้ลาออกและถือว่าพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ข้างต้น จำเลยต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง จำเลยพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 จำเลยจึงมีสิทธิที่จะยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2545 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสอง หากจำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินภายในกำหนดเงื่อนเวลาดังกล่าว การกระทำของจำเลยก็จะไม่เป็นความผิด แต่ถ้าจำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินนับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป ซึ่งเกินกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่พ้นตำแหน่ง จำเลยย่อมมีความผิดตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าในระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2545 จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง แม้การกระทำของจำเลยในช่วงเวลาตามฟ้องดังกล่าวยังไม่เป็นความผิด เพราะอยู่ในเงื่อนเวลาสามสิบวันให้จำเลยยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อมาว่าการที่จำเลยไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ดังนั้นถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาที่จำเลยกระทำความผิดพอสมควรให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยมานั้นหนักไป เห็นควรลดโทษให้เหมาะแก่พฤติการณ์แห่งคดี"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 84 ปรับ 4,000 บาท และปรับอีกวันละ 40 บาท ตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชนืแก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท และปรับอีกวันละ 20 บาท นับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2546 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 42 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายวิสิด เชือนรัมย์
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4215/2548
#266280
เปิดฉบับเต็ม

การมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายซึ่งฝิ่นอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องหรือนำสืบว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้จำนวนเท่าใดก็ต้องปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 69 วรรคสาม เนื่องจากบทบัญญัติในมาตรา 69 วรรคสาม เป็นบทลงโทษที่ขยายความมาจากบทบัญญัติในมาตรา 69 วรรคสอง โดยแยกความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ต้องลงโทษตามวรรคสาม แต่หากเป็นกรณีมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่าหนึ่งร้อยกรัมขึ้นไป ต้องลงโทษตามวรรคสี่ ดังนั้น การจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน จึงต้องได้รับโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม หรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณี

(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 5/2548)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 69 ป.อ. มาตรา 91 คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 69 วรรคสาม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายฝิ่น จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า บทบัญญัติในมาตรา 69 วรรคสาม นั้น เป็นบทลงโทษที่ขยายความมาจากบทบัญญัติในมาตรา 69 วรรคสอง โดยแยกความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ต้องลงโทษตามวรรคสาม แต่หากเป็นกรณีมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่าหนึ่งร้อยกรัมขึ้นไป ก็ลงโทษตามวรรคสี่ ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง ยกเว้นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม หรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณี สำหรับคดีนี้ยาเสพติดให้โทษที่เป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดเป็นฝิ่น แม้จะไม่ปรากฏว่าฝิ่นของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด แต่ก็ปรากฏว่าฝิ่นของกลางทั้ง 14 ห่อ มีน้ำหนัก 25.19 กรัม การมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งฝิ่นจำนวน 14 ห่อ ก็ดี การจำหน่ายฝิ่นจำนวน 2 ห่อ ก็ดี ต้องถือว่าฝิ่นทั้งสองจำนวนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม การมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งฝิ่นอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จึงเป็นความผิดและต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม ส่วนการจำหน่ายฝิ่นก็เป็นความผิดและต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งฝิ่น จำคุก 5 ปี และฐานจำหน่ายฝิ่น จำคุก 3 ปี ตามมาตรา 69 วรรคสาม จึงชัดเจนและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) เฉพาะฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายฝิ่นแล้วเป็นจำคุก 6 ปี ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 174
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 17 วรรคหนึ่ง ม. 69 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายอัครชัย วรรณสูตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายเปี่ยมศักดิ์ มาฆทาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4215/2548
#268184
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 69 วรรคสาม เป็นบทลงโทษที่ขยายความมาจากมาตรา 69 วรรคสอง โดยแยกความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ต้องลงโทษตามวรรคสาม แต่หากเป็นกรณีมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีนที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่าหนึ่งร้อยกรัมขึ้นไป ก็ลงโทษตามวรรคสี่ ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง ยกเว้นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ที่มีปริมาณดังกล่าวต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม หรือวรรคสี่แล้วแต่กรณี

ยาเสพติดให้โทษที่เป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดเป็นฝิ่นแม้จะไม่ปรากฏว่าฝิ่นของกลางมีปริมาณคำนวนเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด แต่ก็ปรากฏว่าฝิ่นของกลางทั้ง 14 ห่อ มีน้ำหนัก 25.19 กรัม การมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งฝิ่นจำนวน 14 ห่อก็ดี การจำหน่ายฝิ่นจำนวน 2 ห่อก็ดี ต้องถือว่าฝิ่นทั้งสองจำนวนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม การมีไว้ในครอบครองจึงเป็นความผิดและต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม ส่วนการจำหน่ายฝิ่นก็เป็นความผิดและต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยมีฝิ่นซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จำนวน 14 ห่อ น้ำหนัก 25.19 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และแบ่งจำหน่ายแก่สายลับไป 2 ห่อ น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ในราคา 200 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 69 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง 69 วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 69 วรรคสาม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายฝิ่น จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า จำเลยมีฝิ่นอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จำนวน 14 ห่อ น้ำหนัก 25.19 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายฝิ่นดังกล่าวไปจำนวน 2 ห่อ ให้แก่สายลับมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษโดยมิได้กำหนดบทมาตราของแต่ละกระทงความผิดลงไปด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็วินิจฉัยเพียงว่าความผิดฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายฝิ่นตามฟ้องมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 69 วรรคสาม เท่ากันทั้งสองฐาน โดยมิได้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าจำเลยถูกลงโทษจำคุก 5 ปี และ 3 ปี ตามมาตรา 69 วรรคสอง หรือวรรคสาม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า บทบัญญัติในมาตรา 69 วรรคสาม นั้น เป็นบทลงโทษที่ขยายความมาจากบทบัญญัติในมาตรา 69 วรรคสอง โดยแยกความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ต้องลงโทษตามวรรคสาม แต่หากเป็นกรณีมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีนที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่าหนึ่งร้อยกรัมขึ้นไป ก็ลงโทษตามวรรคสี่ ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง ยกเว้นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม หรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณี สำหรับคดีนี้ ยาเสพติดให้โทษที่เป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดเป็นฝิ่น แม้จะไม่ปรากฏว่าฝิ่นของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใดแต่ก็ปรากฏว่าฝิ่นของกลางทั้ง 14 ห่อ มีน้ำหนัก 25.19 กรัม การมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งฝิ่นจำนวน 14 ห่อ ก็ดี การจำหน่ายฝิ่นจำนวน 2 ห่อก็ดี ต้องถือว่าฝิ่นทั้งสองจำนวนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม การมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งฝิ่นอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จึงเป็นความผิดและต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม ส่วนการจำหน่ายฝิ่นก็เป็นความผิดและต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งฝิ่น จำคุก 5 ปี และฐานจำหน่ายฝิ่นจำคุก 3 ปี ตามมาตรา 69 วรรคสาม จึงชัดเจนและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปว่า ศาลล่างทั้งสองวางโทษก่อนลดในความผิดฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี หนักเกินสมควรหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 20 ให้ยกเลิกความในมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยข้อความในมาตรา 69 วรรคสาม ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มีบทกำหนดโทษแตกต่างจากกฎหมายเดิมและมีลักษณะเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยในการกระทำความผิดทั้งสองข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อพิเคราะห์ถึงฝิ่นของกลางว่ามีน้ำหนักเพียง 25.19 กรัม โดยโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าน้ำหนัก 25.19 กรัม คือปริมาณสารบริสุทธิ์ของฝิ่น จึงสมควรลงโทษจำเลยในอัตราโทษขั้นต่ำสุดที่กฎหมายบัญญัติ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนความผิดฐานจำหน่ายฝิ่นตามมาตรา 69 วรรคสาม นั้น โทษที่ศาลล่างทั้งสองลงแก่จำเลยนั้นเป็นโทษขั้นต่ำตามมาตรา 69 วรรคสาม ของกฎหมายที่แก้ไขใหม่อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุต้องแก้ไขกำหนดโทษจำคุกของจำเลยแต่อย่างใด"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) เฉพาะฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายฝิ่นแล้วเป็นจำคุก 6 ปี โทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายอัครชัย วรรณสูตร
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4215/2548
#271808
เปิดฉบับเต็ม

การมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายซึ่งฝิ่นอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องหรือนำสืบว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้จำนวนเท่าใดก็ต้องปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 69 วรรคสาม เนื่องจากบทบัญญัติในมาตรา 69 วรรคสาม เป็นบทลงโทษที่ขยายความมาจากบทบัญญัติในมาตรา 69 วรรคสอง โดยแยกความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีนที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ต้องลงโทษตามวรรคสาม แต่หากเป็นกรณีมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่าหนึ่งร้อยกรัมขึ้นไป ต้องลงโทษตามวรรคสี่ ดังนั้น การจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน จึงต้องได้รับโทษตามมาตรา 69 วรรคสามหรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 69 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสองและวรรคสาม (ที่ถูกมาตรา 69 วรรคสาม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายฝิ่น จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่า จำเลยมีฝิ่นอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จำนวน 14 ห่อ น้ำหนัก 25.19 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายฝิ่นดังกล่าวไปจำนวน 2 ห่อ ให้แก่สายลับ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษโดยมิได้กำหนดบทมาตราของแต่ละกระทงความผิดลงไปด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็วินิจฉัยเพียงว่า ความผิดฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายฝิ่นตามฟ้องมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปีตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 69 วรรคสาม เท่ากันทั้งสองฐาน โดยมิได้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าจำเลยถูกลงโทษจำคุก 5 ปี และ 3 ปี ตามมาตรา 69 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า บทบัญญัติในมาตรา 69 วรรคสาม นั้น เป็นบทลงโทษที่ขยายความมาจากบทบัญญัติในมาตรา 69 วรรคสอง โดยแยกความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ต้องลงโทษตามวรรคสาม แต่หากเป็นกรณีมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ที่มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินกว่าหนึ่งร้อยกรัมขึ้นไปก็ลงโทษตามวรรคสี่ ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง ยกเว้นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เฉพาะมอร์ฟีน ฝิ่น หรือโคคาอีน ต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสามหรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณี สำหรับคดีนี้ ยาเสพติดให้โทษที่เป็นวัตถุแห่งการกระทำความผิดเป็นฝิ่น แม้จะไม่ปรากฏว่าฝิ่นของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด แต่ก็ปรากฏว่าฝิ่นของกลางทั้ง 14 ห่อ มีน้ำหนัก 25.19 กรัม การมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งฝิ่นจำนวน 14 ห่อก็ดี การจำหน่ายฝิ่นจำนวน 2 ห่อก็ดี ต้องถือว่าฝิ่นทั้งสองจำนวนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม การมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งฝิ่นอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 จึงเป็นความผิดและต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม ส่วนการจำหน่ายฝิ่นก็เป็นความผิดและต้องถูกลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสาม เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งฝิ่น จำคุก 5 ปี และฐานจำหน่ายฝิ่น จำคุก 3 ปี ตามมาตรา 69 วรรคสาม จึงชัดเจนและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปว่า ศาลล่างทั้งสองวางโทษก่อนลดในความผิดฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี หนักเกินสมควรหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 20 ให้ยกเลิกความในมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยข้อความในมาตรา 69 วรรคสาม ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มีบทกำหนดโทษแตกต่างจากกฎหมายเดิมและมีลักษณะเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการการะทำความผิดในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยในการกระทำความผิดทั้งสองข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อพิเคราะห์ถึงฝิ่นของกลางว่ามีน้ำหนักเพียง 25.19 กรัม โดยโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าน้ำหนัก 25.19 กรัม คือปริมาณสารบริสุทธิ์ของฝิ่น จึงสมควรลงโทษจำเลยในอัตราโทษขั้นต่ำสุดที่กฎหมายบัญญัติ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนความผิดฐานจำหน่ายฝิ่นตามมาตรา 69 วรรคสาม นั้น โทษที่ศาลล่างทั้งสองลงแก่จำเลยนั้นเป็นโทษขั้นต่ำตามมาตรา 69 วรรคสาม ของกฎหมายที่แก้ไขใหม่อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุต้องแก้ไขกำหนดโทษจำคุกของจำเลยแต่อย่างใด"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) เฉพาะฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานจำหน่ายฝิ่นแล้วเป็นจำคุก 6 ปี ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 174
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 17 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายอัครชัย วรรณสูตร
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4211/2548
#266409
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาตกลงยินยอมเป็นนักเรียนในความดูแลของโจทก์ตามสัญญาเป็นนักเรียนในความดูแลของ ก.พ. มีจำเลยที่ 2 บิดาและ ก. มารดาทำหนังสือยินยอมให้จำเลยที่ 1 อยู่ในความดูแลของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญากับโจทก์ว่าจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการศึกษาให้จำเลยที่ 1 ให้โจทก์เป็นผู้จัดหาสถานศึกษาและยินยอมที่จะจัดส่งค่าใช้จ่ายตามที่โจทก์ได้ออกทดรองจ่ายแทนไปก่อน จำเลยที่ 1 ได้เข้าเรียนในประเทศอังกฤษ เมื่อปิดการศึกษา จำเลยที่ 1 เดินทางกลับประเทศไทย และรายงานตัวต่อโจทก์ ที่สำนักงานประเทศไทยว่าจะกลับไปเรียนต่อ ต่อมา ก. ได้ทำบันทึกถึงโจทก์ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ย้ายโรงเรียน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองทำหนังสือแจ้งยกเลิกการไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษถึงโจทก์ โจทก์ได้ชำระค่าเล่าเรียนแทนจำเลยที่ 1 ไปแล้ว และระหว่างศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จำเลยทั้งสองได้เบิกค่าใช้จ่ายให้โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนด้วย ดังนั้น เมื่อสัญญาเป็นนักเรียนในความดูแลของ ก.พ. และสัญญาฝากและออกค่าใช้จ่ายที่จำเลยทั้งสองทำไว้กับโจทก์ระบุว่า กรณีผิดนัดชำระหนี้ให้โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาดังกล่าว กรณีนี้ไม่ใช่เบี้ยปรับซึ่งศาลจะมีอำนาจปรับลดลงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 384,467.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 300,108.71 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 196,774.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,100.42 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในการคิดเปลี่ยนเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินบาทให้คิดโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ขายเงินตราต่างประเทศในกรุงเทพมหานครในวันที่อ่านคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุด ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันอ่านคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุด แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตรา 1 ปอนด์สเตอร์ลิงต่อ 58.84 บาท และเมื่อคิดเป็นเงินบาทแล้วต้นเงินต้องไม่เกิน 300,108.71 บาท ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2536 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาตกลงยินยอมเป็นนักเรียนในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ของโจทก์ตามสัญญาเป็นนักเรียนในความดูแลของ ก.พ. มีจำเลยที่ 2 บิดาและนางกาญจนา มารดา ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยที่ 1 อยู่ในความดูแลของโจทก์หนังสือให้ความยินยอม โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญากับโจทก์ว่าจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการศึกษาให้จำเลยที่ 1 ตามหนังสือ ให้โจทก์เป็นผู้จัดหาสถานศึกษาและยินยอมที่จะจัดส่งค่าใช้จ่ายตามที่โจทก์ได้ออกทดรองจ่ายแทนไปก่อน ตามคำรับรอง ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเชอร์บอร์น ในประเทศอังกฤษ เมื่อโรงเรียนเชอร์บอร์นปิดภาคการศึกษาภาคต้นจำเลยที่ 1 เดินทางกลับประเทศไทยและได้ไปรายงานตัวต่อโจทก์ที่สำนักงานประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2537 ว่า จำเลยที่ 1 จะกลับไปเรียนต่อในวันที่ 10 มกราคม 2537 ตามแบบรายงานตัวกลับ วันที่ 6 มกราคม 2537 นางกาญจนา ได้ทำบันทึกถึงโจทก์ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ย้ายโรงเรียนตั้งแต่เดือนกันยายน ปีการศึกษา 2537 ตามหนังสือขอให้ย้ายโรงเรียน วันที่ 26 เมษายน 2537 โรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์ตอบตกลงรับจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 11 สิงหาคม 2537 จำเลยทั้งสองทำหนังสือแจ้งยกเลิกการไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษถึงโจทก์ โจทก์ได้ชำระค่าเล่าเรียนแก่โรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์ จำนวน 4,074 ปอนด์สเตอร์ลิง แทนจำเลยที่ 1 ไปแล้ว และระหว่างศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษจำเลยทั้งสองได้เบิกค่าใช้จ่ายให้โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนด้วย จำเลยทั้งสองจำต้องชำระคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าเล่าเรียน จำนวน 4,074 ปอนด์สเตอร์ลิง คืนโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับแจ้งว่า โรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์ตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้าเรียนแล้วและโจทก์ชำระค่าเล่าเรียนจำนวนดังกล่าวไปหลังจากจำเลยทั้งสองแจ้งยกเลิกไม่ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษแล้ว ปัญหานี้โจทก์นำสืบว่าโจทก์ติดต่อโรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโรงเรียนหนึ่งในสามโรงเรียนที่นางกาญจนาแสดงความประสงค์ไว้และจำเลยที่ 1 ได้กรอกใบสมัครส่งไปให้โรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2537 ตามใบสมัคร ทางโรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์ได้ตอบรับจำเลยที่ 1 เข้าเรียนในเดือนกันยายน 2537 โดยระบุว่าขึ้นอยู่กับว่านักเรียนต้องมี ผลคะแนน GCSE ในระดับดีอย่างน้อย 6 วิชา โดยจะต้องรวมภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ด้วย ทางโรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์กำหนดให้กรอกแบบฟอร์มคืนไปภายในวันที่ 16 พฤษภาคม ตามหนังสือของโรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์ ซึ่งผู้แทนของโจทก์ได้ตอบตกลงไปแล้วตามหนังสือตอบรับจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความยอมรับว่าโรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์ได้เชิญจำเลยที่ 1 ไปทดสอบความรู้ และพาชมบรรยากาศของโรงเรียน ในขณะนั้นจำเลยที่ 1 กำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนเชอร์บอร์นซึ่งมีกำหนดสอบภาคสุดท้ายในเดือนมิถุนายน 2537 แสดงว่าขณะที่โรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์ตอบรับจำเลยที่ 1 เข้าเรียน จำเลยที่ 1 ยังอยู่ที่ประเทศและอยู่ในความดูแลของโจทก์ จึงเป็นไปไม่ได้ว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์ตอบตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้าเรียนแล้ว ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า ไม่เคยได้รับแจ้งจากโจทก์ว่าโรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์ตอบรับจำเลยที่ 1 เข้าเรียนจึงฟังไม่ขึ้น เมื่อจำเลยทั้งสองเพิ่งแจ้งยกเลิกการเข้าเรียนที่โรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์ต่อโจทก์ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2537 หลังจากที่โรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์ตอบรับจำเลยที่ 1 เข้าศึกษาแล้วและผู้แทนโจกท์ได้ทำหนังสือตอบยืนยันไปแล้ว จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระค่าเล่าเรียนที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไปก่อนจำนวน 4,074 ปอนด์สเตอร์ลิง คืนให้โจทก์ตามระเบียบของโรงเรียนที่มีว่า เมื่อโรงเรียนได้รับแบบฟอร์มยืนยันการศึกษาของจำเลยที่ 1 แล้วจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียน แม้ว่าต่อมานักเรียนจะไม่ได้เข้าเรียนก็ตาม ตามคำยืนยันของโรงเรียนชาร์เตอร์เฮาส์จำเลยทั้งสองจึงต้องชำระเงินที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไปตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้คืนให้แก่โจทก์

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินคืนโจทก์พร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดนับแต่วันใด อัตราดอกเบี้ยร้อยละเท่าใดอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินปอนด์สเตอร์ลิงเป็นเงินบาทตามวันเวลาที่โจทก์กำหนดไว้เองหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามหนังสือที่จำเลยที่ 2 แสดงความจำนงถึงโจทก์ขอให้โจทก์รับดูแลจำเลยที่ 1 ในการไปศึกษาที่ต่างประเทศตามหนังสือระบุที่อยู่ของจำเลยที่ 2 ไว้ไม่ใช่เลขที่ 35 ซอยพุ่มอุไร แต่ในตอนท้ายของเอกสารฉบับดังกล่าวระบุสถานที่ที่ต้องการให้ติดต่อคือ เลขที่ 35 ซอยพุ่มอุไร แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร แม้จำเลยทั้งสองจะปฏิเสธว่าไม่รู้เป็นลายมือของใครระบุไว้เช่นนั้นก็ตาม แต่สัญญาเป็นนักเรียนในความดูแลของโจทก์ตามสัญญาเป็นนักเรียนในความดูแลของ ก.พ. และแบบรายงานตัวกลับจากต่างประเทศของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ระบุที่อยู่ เลขที่ 35 ซอยพุ่มอุไร ตามแบบรายงานตัวกลับ ดังนั้น การที่โจทก์ส่งหนังสือทวงถามไปยังบ้านเลขที่ดังกล่าวจึงเป็นการส่งโดยชอบแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระตามกำหนดจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดคือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ตามหนังสือทวงถามส่วนอัตราดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดที่จำเลยทั้งสองเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ศาลมีอำนาจลดลงได้นั้น เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคแรก บัญญัติว่า "หนี้เงินนั้นท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น" ดังนั้น เมื่อตามสัญญาเป็นนักเรียนในความดูแลของ ก.พ. และสัญญาฝากและออกค่าใช้จ่าย ที่จำเลยทั้งสองทำไว้กับโจทก์ระบุว่า กรณีผิดนัดชำระหนี้ ให้โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามสัญญาดังกล่าว กรณีนี้ไม่ใช่เบี้ยปรับซึ่งศาลจะมีอำนาจปรับลดลงได้ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 5,100.42 ปอนด์สเตอร์ลิง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จึงชอบแล้ว ส่วนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ต้องคิดอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่โจทก์ได้ออกทดรองเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 ซึ่งตามประกาศทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน 1 ปอนด์สเตอร์ลิง เท่ากับ 38.58 บาท เงินที่โจทก์ทดรองจ่ายให้จำเลยที่ 1 ไปจำนวน 5,100.42 ปอนด์สเตอร์ลิง จึงคิดเป็นเงินไทย 196,974.20 บาท นั้น เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ฎีกาของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายเงินตราต่างประเทศในกรุงเทพมหานคร ในวันที่อ่านคำพิพากษาถึงที่สุด ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนก่อนวันอ่านคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุด ก็ไม่ถูกต้อง ตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าว

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยทั้งสองชำระเป็นเงินบาทให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเงินปอนด์สเตอร์ลิงถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในเวลาที่ใช้เงินแต่ต้องไม่เกินอัตรา 1 ปอนด์สเตอร์ลิง ต่อ 58.84 บาท และจำนวนต้นเงินต้องไม่เกิน 300,108.71 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
จำเลย — นายศุภโชค ศุภบัณฑิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมคิด แสงธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2548
#113225
เปิดฉบับเต็ม

แม้จะได้ความว่าเด็กชาย ก. และเด็กชาย ส. เคยให้การชั้นสอบสวนว่าจำเลยเป็นคนร้ายศีรษะโล้นที่ใช้ไม้ ตีผู้ตายก็ตาม แต่คำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยไม่ปรากฏว่ามีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมด้วย จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ ไม่อาจรับฟังคำให้การ ชั้นสอบสวนของเด็กทั้งสองเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 243 วรรคสอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 133 ทวิ ม. 226
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 243 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายถวิลหรือจุก โถทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายไพบูลย์ นิลรัตน์โกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4205/2548
#266569
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าซื้อระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใด ถือว่าสัญญาเลิกกันทันทีโดยผู้เป็นเจ้าของไม่ต้องบอกกล่าวก่อน และผู้เช่าซื้อยอมส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของโดยพลัน ถ้าไม่ส่งมอบก็ให้ถือว่าครอบครองไว้โดยมิชอบและยอมใช้ค่าเสียหายที่เจ้าของต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินให้เช่าจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของแล้ว แม้ข้อตกลงการเลิกสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวจะแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมายก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 151 จึงใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 31 ซึ่งต้องชำระในวันที่ 1 ธันวาคม 2538 สัญญาเช่าซื้อย่อมเป็นอันระงับไปตามข้อกำหนดในสัญญาตั้งแต่วันดังกล่าว แม้ก่อนฟ้องโจทก์จะมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้และมีข้อความกล่าวถึงการถือเอาหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาซ้ำอีก ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างเกินเลยผิดจากความจริงไป ก็ไม่ทำให้สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งระงับไปแล้วกลับมีผลบังคับอยู่อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 350,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 519,985.42 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 21,962 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชดใช้ราคาแทน

จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 350,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 292,833.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 292,833.33 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤษภาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทน แต่ต้องไม่เกิน 12 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2538 จนถึงวันฟ้องเนื่องจากโจทก์มิได้ถือเอาข้อปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อ เรื่อง เลิกสัญญาเป็นสาระสำคัญ สัญญาเช่าซื้อเพิ่งเลิกกันเมื่อโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2541 โจทก์จึงคงมีสิทธิเพียงคิดดอกเบี้ยจากการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 31 นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2538 จนถึงวันฟ้องเท่านั้น หามีสิทธิคิดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แต่ประการใดไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 31 ซึ่งต้องชำระในวันที่ 1 ธันวาคม 2538 แล้ว สัญญาเช่าซื้อย่อมเป็นอันระงับไปตามข้อกำหนดในสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 10 ที่ระบุว่า ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใด ถือว่าสัญญาเลิกกันทันทีโดยผู้เป็นเจ้าของไม่ต้องบอกกล่าวก่อน และผู้เช่าซื้อยอมส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของโดยพลันถ้าไม่ส่งมอบก็ให้ถือว่าครอบครองไว้โดยมิชอบและยอมใช้ค่าเสียหายที่เจ้าของต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการเอาทรัพย์สินให้เช่าจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนแก่เจ้าของแล้ว แม้ข้อตกลงการเลิกสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวจะแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมายก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้ และเมื่อปรากฏว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อจนเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันตามข้อสัญญาดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ต้องบอกกล่าวก่อนนั้นแล้วก็ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์อื่นที่คู่กรณีสละประโยชน์จากเงื่อนไขตามข้อสัญญาดังกล่าวอีก ทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์และมิได้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์ตลอดมา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ทั้งสองประการดังกล่าวให้แก่โจทก์เมื่อใดก็ได้ภายในกำหนดอายุความ และก่อนฟ้องโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ ซึ่งหากจำเลยทั้งสองยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วอาจทำให้โจทก์ไม่จำต้องฟ้องบังคับจำเลยทั้งสองต่อไปได้ หนังสือบอกเลิกสัญญาก็มีลักษณะเป็นการบอกกล่าวทวงถามของโจทก์ แม้หากจะมีข้อความกล่าวถึงการถือเอาหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาซ้ำอีกซึ่งเป็นการกล่าวอ้างเกินเลยผิดจากความจริงไป ก็ไม่ทำให้สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งระงับไปแล้วกลับมีผลบังคับอยู่โดยโจทก์มิได้ถือเอาข้อปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ. 6 ข้อ 10 เรื่องเลิกสัญญาเป็นสาระสำคัญดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกานั้นไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2538 จนถึงวันฟ้องนั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 386 วรรคแรก ม. 574 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเชียงใหม่ไชยยันต์การเกษตร จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายศุภชัย ธนาโอฬาร
ศาลอุทธรณ์ — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4204/2548
#271391
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทได้แบ่งแยกมาจากที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งต้องมีการรังวัดโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกจากโฉนดที่ดินดังกล่าวและเจ้าของที่ดินข้างเคียงก็จะต้องรับรองแนวเขต หากจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยจะต้องรู้เห็นและโต้แย้งหรือคัดค้าน แม้จำเลยจะอ้างว่าทำรั้วล้อมที่ดินก็เป็นรั้วไม้รวกตีปักในแนวตั้ง มีประตูรั้วทำด้วยสังกะสีและเลี้ยงโคนมกับเลี้ยงไก่ ก็ล้วนมีลักษณะเป็นการครอบครองชั่วคราวเพราะไม่มีลักษณะแน่นหนาและถาวร การที่จำเลยเข้าไปครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการถือวิสาสะจากเจ้าของที่ดินเดิมตลอดมา แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินมาช้านานเพียงใด จำเลยย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดิน ขนย้ายสิ่งก่อสร้างรวมทั้งย้ายสัตว์เลี้ยงออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองโดยความสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของ ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินตามโฉลดเลขที่ 15820 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ห้ามโจทก์กับบริวารยุ่งเกี่ยวในที่ดินดังกล่าวและให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีจัดการแก้ไขทะเบียนมาเป็นชื่อจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และขนย้ายสิ่งก่อสร้างและสัตว์เลี้ยงออกจากที่ดินพิพาท ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ จำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่าที่ดินพิพาทอยู่ทางด้านหลังบ้านจำเลยซึ่งมีประตูเปิดออกไปสู่ที่ดินพิพาทได้ เดิมที่ดินพิพาทยังไม่มีโฉนดที่ดินและเป็นของนายน้ำนอง นาคสกุล บิดาภริยาจำเลย จำเลยเพิ่งทราบว่าที่ดินพิพาทมีโฉนดที่ดินแล้วหลังจากถูกฟ้องเป็นคดีนี้ แต่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2519 โดยนายน้ำนองยกให้ จำเลยจึงถมลูกรังเตรียมจะปลูกบ้านแล้วทำรั้วล้อมรอบ แต่จำเลยไม่ได้ปลูกบ้าน จึงใช้เลี้ยงสุกรและไก่ตั้งแต่ปีดังกล่าวตลอดมาจนถึงปี 2533 จึงใช้เลี้ยงโคนม โดยจำเลยมีนางจำลอง วิภาคะหรรษา ภริยาจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า นายน้ำนองให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยเมื่อประมาณ 23 ปี มาแล้ว แต่นางจำลองก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า ที่ดินของนางจำลองและที่ดินพิพาทมีหลักหมุดตอกร่วมกันอยู่ด้านหนึ่ง เดิมเป็นที่ดินของนายน้ำนองทั้งสองแปลง นายน้ำนองมีบุตร 2 คน คือนางจำลองและนางสาวณัฐทิยาที่ดินแปลงที่นางจำลองปลูกบ้านอยู่กับจำเลย นายน้ำนองให้ที่ดินดังกล่าวแก่นางจำลองเมื่อ 20 ปีกว่ามาแล้ว ขณะนั้นที่ดินมีโฉนดที่ดินแล้ว แต่นายน้ำนองให้โดยระบุชื่อบุตรชายนางจำลองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ส่วนที่ดินพิพาทที่นายน้ำนองให้แก่จำเลยนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงการให้อย่างไรหรือไม่ นางจำลองไม่ทราบ เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่นางจำลองเบิกความ แสดงว่านายน้ำนองให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยได้ประมาณ 3 ปี นายน้ำนองก็ให้ที่ดินอีกแปลงหนึ่งแก่นางจำลองซึ่งปลูกบ้านอยู่กับจำเลยจนปัจจุบันนี้ โดยใส่ชื่อบุตรชายจำเลยและนางจำลองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่นายน้ำนองมีบุตร 2 คน คือนางจำลองและนางสาวณัฐทิยา กับที่ดิน 2 แปลง คือที่ดินพิพาทและที่ดินที่จำเลยและนางจำลองปลูกบ้านอยู่จนปัจจุบันนี้ หากนายน้ำนองจะให้ที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวนายน้ำนองย่อมต้องให้แก่บุตรทั้ง 2 ของตนมากกว่าที่จะให้แก่จำเลยซึ่งเป็นเพียงบุตรเขย จึงไม่น่าเชื่อว่านายน้ำนองจะให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยก่อน และยังให้ที่ดินอีกแปลงหนึ่งแก่นางจำลองภริยาจำเลยซ้ำอีก โดยที่นางสาวณัฐทิยาไม่เคยได้รับการให้ที่ดินจากนายน้ำนองมาก่อน ทั้งที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 15820 ออกเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2535 โดยแบ่งแยกมาจากโฉนดที่ดินเล่ม 43 หน้า 62 ซึ่งจะต้องมีการรังวัดโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกจากโฉนดที่ดินดังกล่าวและเจ้าของที่ดินข้างเคียงก็จะต้องลงลายมือชื่อรับรองแนวเขต หากจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยจะต้องรู้เห็นและโต้แย้งหรือคัดค้าน ที่นางจำลองอ้างว่านางจำลองไม่เคยเห็นเจ้าพนักงานที่ดินไปปักหลักหมุดที่ดินพิพาทจึงขัดต่อเหตุผล ประกอบกับที่จำเลยอ้างว่าทำรั้วล้อมที่ดินพิพาทก็เป็นรั้วไม้รวกตีปักในแนวตั้ง มีประตูรั้วทำด้วยสังกะสี และที่จำเลยอ้างว่าเป็นคอกเลี้ยงโคนมและที่เลี้ยงไก่ ล้วนมีลักษณะเป็นการครอบครองชั่วคราวเพราะไม่มีลักษณะแน่นหนาและถาวร การที่จำเลยเข้าไปครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการถือวิสาสะจากเจ้าของที่ดินเดิมตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทมาช้านานเพียงใด จำเลยย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนางสาวออมจิตเจ้ามรดก"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางผ่องใส จินตสุนทรอุไร หรือเซี่ยงคิ้ว
จำเลย — ดาบตำรวจสุขสันต์หรือชนัฐ วิภาคะหรรษา
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4201/2548
#266466
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ยื่นคำฟ้องโดยไม่ได้แนบหลักฐานแสดงความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ที่ 1 มาท้ายคำฟ้อง คงแนบมาเฉพาะหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ที่ให้ ท. ฟ้องคดีนี้ทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทย จำเลยให้การว่าโจทก์อ้างว่ามีการมอบอำนาจ แต่ไม่บรรยายว่าผู้ใดเป็นกรรมการบรรษัทโจทก์ที่ 1 ซึ่งมีอำนาจกระทำการแทน เป็นฟ้องเคลือบคลุมและเอาเปรียบจำเลย ขอให้ชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นเรื่องอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 1 แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยส่งหนังสือรับรองบรรษัทโจทก์ที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ของโจทก์ที่ 1 ที่ทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็มิได้ส่งคำแปลเอกสารทั้งสองฉบับเป็นภาษาไทยซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้โจทก์แปลเอกสารในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 23 ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสบริบูรณ์ในอันที่จะตรวจโต้แย้งพยานเอกสารทั้งสองฉบับนั้น ย่อมเป็นที่เสียหายแก่จำเลยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 46 วรรคสาม พยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 ยังไม่พอให้รับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้ ท. ฟ้องคดีนี้ โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงิน 78,570.68 ดอลลาร์สหรัฐ และ 146,424,026.53 บาท พร้อมค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 13,594.07 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นเงิน 386,734.95 บาท รวมเป็นเงิน 92,164.75 ดอลลาร์สหรัฐ และ 146,810,761.48 บาท ให้จำเลยชำระค่าดำเนินการทางกฎหมายเป็นเงินเท่ากับร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองชนะคดี และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 78,570.68 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 146,424,026.53 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงิน 78,570.68 ดอลลาร์สหรัฐ และเป็นเงิน 6,475,715.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินทั้งสองจำนวนนั้นนับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท ให้ยกฟ้องในส่วนของโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องโดยไม่ได้แนบหลักฐานแสดงความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ที่ 1 มาท้ายคำฟ้อง คงแนบมาเฉพาะหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ของโจทก์ที่ 1 ที่ทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ โดยไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทย จำเลยให้การว่า ฐานะของโจทก์ที่ 1 รายละเอียดและเงื่อนไขการทำแทนโจทก์ที่ 1 เป็นประเด็นสำคัญในคดีเพราะโจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าได้มีการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ที่ 1 หากบุคคลผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 แล้ว การมอบอำนาจให้ฟ้องและดำเนินคดีนี้ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าผู้ใดเป็นกรรมการบรรษัทโจทก์ที่ 1 ซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 เป็นคำฟ้องเคลือบคลุมและเป็นการเอาเปรียบจำเลย เรื่องอำนาจฟ้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นแพ้ชนะแห่งคดี ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายนี้ก่อนดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องในชั้นพิจารณาโดยส่งหนังสือรับรองบรรษัทโจทก์ที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้ของโจทก์ที่ 1 ที่ทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็มิได้ส่งคำแปลเอกสารทั้งสองฉบับเป็นภาษาไทย ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำสั่งให้โจทก์แปลเอกสารในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีแล้ว การที่โจทก์ที่ 1 ไม่ทำคำแปลเอกสารทั้งสองฉบับนี้ในชั้นพิจารณาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 23 ทำให้จำเลยไม่มีโอกาสบริบูรณ์ในอันที่จะตรวจโต้แย้งพยานเอกสารทั้งสองฉบับนั้น ย่อมเป็นที่เสียหายแก่จำเลย ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 46 วรรคสาม พยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 ยังไม่พอให้รับฟังว่าโจทก์ที่ 1 ได้มอบอำนาจให้นายโทมัส พี. โคล ฟ้องคดีนี้ โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 เสียด้วย ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 46 วรรคสาม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทเบ็นช์มาร์ค ฮอสพิทัลลิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อิ้งค์ กับพวก
จำเลย — บริษัทเอส. พี. เอส. (1984) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายวันชัย ศศิโรจน์
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4180/2548
#266327
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277 สองกรรม ความผิดกรรมแรกโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขู่บังคับผู้เสียหายมิให้ขัดขืน แล้วได้ใช้กำลังประทุษร้ายโดยการใช้กำปั้นชกบริเวณหน้าท้องของผู้เสียหายหลายครั้ง จนผู้เสียหายอยู่ภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยขู่บังคับผู้เสียหายมิให้ขัดขืนก่อนลงมือกระทำชำเราด้วยวิธีใช้อาวุธ ส่วนความผิดกรรมที่สองโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขู่เข็ญว่าจะใช้มีดพร้าที่จำเลยมีติดตัวเป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายหากผู้เสียหายไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา แล้วจำเลยได้ขู่เข็ญบังคับให้ผู้เสียหายนอนลงกับพื้นและกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ การกระทำความผิดสองกรรมจึงต่างกัน ความผิดกรรมแรกจำเลยเพียงใช้กำลังประทุษร้ายให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แตกต่างจากความผิดกรรมที่สองที่จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายด้วยว่าจะใช้อาวุธมีดพร้าฟันทำร้าย ซึ่งทำให้ผู้เสียหายเกรงกลัวจนต้องยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยจำเลยไม่ต้องใช้กำลังประทุษร้ายอีกแต่อย่างใด ความผิดกรรมแรกจึงไม่ใช่การกระทำโดยใช้อาวุธ จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 277, 91, 58 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1195/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอมและโดยใช้อาวุธ รวม 2 กระทง จำคุกตลอดชีวิตทั้งสองกระทง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกกระทงละ 25 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 50 ปี บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1195/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษคดีนี้ รวมจำคุก 50 ปี 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง กระทงหนึ่ง ให้จำคุก 14 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 25 ปี อีกกระทงหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมจำคุก 32 ปี บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1195/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้ รวมจำคุก 32 ปี 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า การกระทำความผิดกรรมแรกของจำเลยตามฟ้องเป็นการกระทำโดยใช้อาวุธหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดสองกรรม โดยกรรมแรกโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยขู่บังคับผู้เสียหายมิให้ขัดขืน แล้วได้ใช้กำลังประทุษร้ายโดยการใช้กำปั้นชกบริเวณหน้าท้องของผู้เสียหายหลายครั้ง จนผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยขู่บังคับผู้เสียหายก่อนลงมือกระทำชำเรามิให้ขัดขืนด้วยวิธีใช้อาวุธ แต่กรรมที่สองโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขู่เข็ญว่าจะใช้มีดพร้าที่จำเลยมีติดตัวเป็นอาวุธฟันทำร้ายผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายหากผู้เสียหายไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา แล้วจำเลยได้ขู่เข็ญบังคับให้ผู้เสียหายนอนลงกับพื้นและกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ ซึ่งเห็นได้ว่าการขู่เข็ญบังคับของจำเลยในการกระทำความผิดกรรมแรกนั้น จำเลยต้องใช้กำปั้นชกประทุษร้ายบริเวณหน้าท้องด้วยหลายครั้ง ผู้เสียหายจึงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แตกต่างจากการกระทำความผิดกรรมที่สองที่จำเลยเพียงแต่ขู่เข็ญผู้เสียหายว่าจะใช้อาวุธมีดพร้าฟันทำร้าย ซึ่งความร้ายแรงของการขู่เข็ญนั้นก็ทำให้ผู้เสียหายเกรงกลัวจนต้องยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้แล้ว โดยจำเลยไม่ต้องใช้กำลังประทุษร้ายอีกแต่อย่างใด ดังนั้น การกระทำความผิดของจำเลยกรรมแรกตามฟ้องจึงไม่ใช่การกระทำโดยใช้อาวุธ แต่เป็นการกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายมูหัมมะสุกรี อาหะมัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายวิสูตร มานะพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4169/2548
#266754
เปิดฉบับเต็ม

ป. รัษฎากร มาตรา 82/3 วรรคท้าย กำหนดว่าภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในแต่ละเดือนภาษี เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนดให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดแต่ต้องไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษี เห็นได้ชัดเจนว่าหมายถึงเฉพาะกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้นไว้แล้ว หากแต่มีเหตุจำเป็นทำให้ไม่สามารถนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีนั้นได้ตามมาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง ก็ให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ตามมาตรา 82/3 วรรคท้าย มิได้หมายถึงกรณีที่ยังมิได้มีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีดังเช่นกรณีของโจทก์ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติดังกล่าวมาอนุโลมใช้กับกรณีของโจทก์ได้ กรณีนี้ต้องบังคับตามหลักทั่วไปในมาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษีที่จำเลยประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่นำภาษีซื้อมาหักจากภาษีขายในแต่ละเดือนภาษีจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม คำวินิจฉัยอุทธรณ์ งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมิน

จำเลยทั้งห้าให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มทั้ง 24 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้ง 24 ฉบับ โดยให้นำภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษีมาหักในการคำนวณภาษี ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ร่วมกันรับผิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกคำขออื่นนอกจากนี้

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นายวิจักษณ์ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตลอดปี 2539 และ 2540 โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในกิจการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภพ.30 เพื่อชำระภาษีตามหน้าที่ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 จึงเชิญโจทก์ไปพบเพื่อทราบข้อมูล ครั้งแรกโจทก์ไม่ไปพบ ครั้งที่ 2 โจทก์มอบอำนาจให้นายวิจักษณ์ไปพบแทนโดยนำเอกสารแสดงยอดขาย ยอดซื้อ ใบกำกับภาษีซื้อสำหรับปี 2539 และ 2540 รายการภาษีซื้อปี 2538 สำเนาแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภพ.30 สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2538 ถึงธันวาคมปีเดียวกันพร้อมใบเสร็จรับเงินไปมอบให้ แต่หลังจากนั้นโจทก์กลับไม่ทยอยยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภพ.30 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มปี 2539 และ 2540 ทุก 3 เดือน ตามข้อตกลง จำเลยที่ 2 มีหนังสือเชิญโจทก์ไปพบเป็นครั้งที่ 3 โจทก์ไม่ไปพบ ในการเชิญพบครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายนั้น จำเลยที่ 2 ประเมินยอดขายจากการกำหนดมูลค่าสินค้าตามใบกำกับภาษีซื้อเป็นต้นทุนขาย บวกด้วยกำไรร้อยละ 3 ของยอดขายคำนวณเป็นภาษีขาย โดยเห็นว่าพ้นกำหนดเวลา 3 ปี นับแต่วันออกใบกำกับภาษีหรือนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อในช่วงเวลานั้นและแจ้งให้โจทก์ชำระ โจทก์เพิกเฉย จำเลยที่ 2 จึงแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับปี 2539 และ 2540 เป็นเงิน 1,367,281.10 บาท และ 2,322,353 บาท ตามลำดับ โจทก์อุทธรณ์การประเมิน จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติเห็นชอบกับการประเมิน แต่ให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ไม่งดหรือลดเงินเพิ่ม ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้ามีว่า เมื่อโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับปี 2539 และ 2540 และชำระภาษีดังกล่าวตามหน้าที่จนกระทั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจพบและทำการประเมิน โจทก์มีสิทธินำภาษีซื้อในเดือนภาษีที่เกินกำหนดเวลา 3 ปี นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษีตามาตรา 82/3 วรรคท้าย แห่ง ป. รัษฎากร มาหักในการคำนวณภาษีหรือไม่ มาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บังคับ มาตรา 82/7 มาตรา 82/8 และมาตรา 82/16 ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมแสดงว่าผู้ประกอบการมีสิทธินำภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษีมาหักจากภาษีขายได้ เว้นแต่เป็นภาษีซื้อต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 82/5 แห่ง ป. รัษฎากร ที่จำเลยทั้งห้าประเมินภาษีโจทก์โดยไม่นำภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษีมาหักจากภาษีขายโดยไม่ปรากฏว่าเป็นภาษีซื้อต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นภาษีซื้อที่เกิน 3 ปี ตามมาตรา 82/3 วรรคท้ายนั้น เห็นว่า ตามบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องการนำภาษีซื้อที่ไม่ได้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 วรรคหนึ่ง เพราะมีเหตุจำเป็นตามที่อธิบดีกำหนดให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่ต้องไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับภาษีซึ่งเป็นคนละกรณีกับคดีนี้ จำเลยไม่อาจอ้างบทบัญญัติดังกล่าวมาเป็นเหตุไม่ยอมให้โจทก์นำภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษีมาหักจากภาษีขายได้ ที่จำเลยทั้งห้าประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่นำภาษีซื้อมาหักจากภาษีขายในแต่ละเดือนภาษีจึงไม่ชอบ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวิทย์ ธนะสมบัติ โดยนายวิจักษณ์ ธนะสมบัติ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4167/2548
#271385
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาจ้างแรงงานจะกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ 1 ปี แต่ในข้อ 2 ของสัญญามีข้อความว่า นายจ้างจัดให้มีระยะเวลาทดลองงานเป็นระยะเวลา 4 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หากนายจ้างเห็นว่าความรู้ความสามารถ ฝีมือหรือความเอาใจใส่ของลูกจ้างไม่เป็นที่น่าพอใจ นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาฉบับนี้ในเวลาใด ๆ ในระหว่างอายุสัญญาทดลองงานก็ได้ เช่นนี้ ย่อมหมายถึงโจทก์ตกลงจ้างให้จำเลยทำงานโดยมีเวลาทดลองงาน 4 เดือน หากจำเลยผ่านการทดลองงานโจทก์จะจ้างต่อไป ถ้าหากไม่ผ่านการทดลองงานโจทก์มีสิทธิเลิกจ้างได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จ้างจำเลยเข้าทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่แนะนำหลักสูตรมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี จำเลยละทิ้งหน้าที่โดยไม่มาทำงาน และไม่ได้ลาออกให้ถูกต้อง การกระทำของจำเลยเป็นการทำงานไม่ครบระยะเวลาตามที่ตกลงกันไว้เป็นการผิดสัญญา ทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายฝึกอบรมพนักงานคนใหม่แทนจำเลยและเสียเวลาในการดำเนินธุรกิจ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงิน 83,114.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยขาดนัด

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 16,198.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...แม้ในสัญญาจ้างแรงงานจะกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2546 สิ้นสุดวันที่ 9 มิถุนายน 2547 ก็ตาม แต่ในข้อ 2 ของสัญญาจ้างฉบับดังกล่าวก็มีข้อความว่า นายจ้างจัดให้มีระยะเวลาทดลองงานเป็นระยะเวลา 4 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ข้อ 2.1 หากนายจ้างเห็นว่าความรู้ความสามารถ ฝีมือหรือความเอาใจใส่ของลูกจ้างไม่เป็นที่น่าพอใจ นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาฉบับนี้ในเวลาใด ๆ ในระหว่างอายุสัญญาทดลองงานก็ได้ ข้อ 2.2 เมื่อกำหนดเวลาตามข้อ 2 สิ้นสุดลง นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบในทันทีว่าจะจ้างลูกจ้างต่อไปหรือไม่ ถ้าหากนายจ้างไม่แจ้งความดังกล่าวให้ลูกจ้างทราบ ให้ถือว่านายจ้างจ้างลูกจ้างทำงานในตำแหน่งนั้นต่อไปตามกำหนดระยะเวลาในข้อ 1 ดังนั้น การที่โจทก์จ้างจำเลยโดยมีกำหนดเวลาทดลองงาน 4 เดือน และกำหนดไว้ในสัญญาด้วยว่าโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาฉบับนี้ในเวลาใด ๆ ในระหว่างอายุสัญญาทดลองงานได้ย่อมหมายถึงโจทก์ตกลงจ้างให้จำเลยทำงานโดยมีเวลาทดลองงาน 4 เดือน หากจำเลยผ่านการทดลองงานโจทก์จะจ้างต่อไป ถ้าหากไม่ผ่านการทดลองงานโจทก์มีสิทธิเลิกจ้างได้ ซึ่งไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงเมื่อใด สัญญาจ้างแรงงานตามเอกสารหมาย จ. 4 จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่จำเลยได้ออกจากงานเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2546 ซึ่งอยู่ในระหว่างระยะเวลาทดลองงาน ก็ไม่ทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญาจ้างเพราะเหตุออกจากงานก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาจ้างอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาเบี้ยปรับจากจำเลยได้นั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฟิวเจอร์เทคนิค เอ็ดดูเคชั่น จำกัด
จำเลย — นางสาวพิไลพร ใจมั่น
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ชวลิต ยอดเณร
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4164/2548
#271956
เปิดฉบับเต็ม

ข้อสัญญาจ้างว่าความที่ตกลงให้ผู้ว่าจ้างชำระค่าจ้างส่วนที่ 2 อีกร้อยละ 10 ของยอดหนี้ทุนทรัพย์ที่ฟ้องและจากทุกจำนวนที่ผู้รับจ้างได้ดำเนินการจนผู้ว่าจ้างได้รับชำระหนี้ เป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งของสัญญาในการกำหนดหลักเกณฑ์การคิดคำนวณค่าทนายความในส่วนที่ 2 ตามเจตนาของคู่สัญญา โดยกำหนดหน้าที่ของผู้รับจ้างที่จะต้องดำเนินการให้ผู้ว่าจ้างได้รับชำระหนี้ก่อน จึงจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในอัตราร้อยละ 10 จากจำนวนเงินที่ผู้ว่าจ้างได้รับ แต่ทั้งนี้ไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนทรัพย์ที่ฟ้องแต่ละคดี ข้อตกลงดังกล่าวไม่เป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ทนายความฯ และประกาศข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความฯ ทั้งไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายรวมจำนวน 21,212,203.08 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้รายละเอียดตามบัญชีท้ายคำรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 105 แล้ว ผู้ชำระบัญชีของลูกหนี้โต้แย้งว่า ข้อตกลงว่าจ้างเจ้าหนี้เป็นทนายความไม่มีลายมือชื่อของผู้แทนลูกหนี้เซ็นรับทราบสัญญา ขอให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ตกลงกันด้วยวาจาให้เจ้าหนี้ดำเนินคดีต่าง ๆ ให้ เมื่อเจ้าหนี้ดำเนินการแล้วก็มีหนังสือแจ้งค่าทนายความและค่าใช้จ่ายตลอดมา และลูกหนี้ชำระค่าทนายความและค่าใช้จ่ายบางส่วนให้แก่เจ้าหนี้แล้ว จึงเป็นการยอมรับข้อตกลงในสัญญาค่าทนายความที่กำหนดไว้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ลูกหนี้ยังค้างชำระอยู่เป็นเงิน 70,000 บาท เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับค่าทนายความที่ค้างชำระอยู่นี้ สำหรับค่าทนายความส่วนที่ 2 นั้น เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ก็ต่อเมื่อได้ดำเนินการในคดีต่าง ๆ จนถึงขั้นตอนการบังคับคดีตามพิพากษาด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ดำเนินการบังคับคดีในคดีดังกล่าว ลูกหนี้จึงยังไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าทนายความในส่วนที่ 2 เมื่อรวมค่าทนายความที่ค้างชำระในส่วนที่ 1 กับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีต่าง ๆ ที่เจ้าหนี้ทดรองจ่ายแทนลูกหนี้ไปแล้วเป็นเงินเพียง 212,320 บาท เจ้าหนี้ขอมา 21,212,203.08 บาท จึงขอมามากไป 20,999,883.08 บาท เห็นควรให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายจำนวน 212,320 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 130 (7) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งฟังเป็นยุติว่า ลูกหนี้ว่าจ้างเจ้าหนี้ให้ดำเนินคดีหลายคดี ลูกหนี้ชำระค่าจ้างและค่าใช้จ่ายบางส่วนให้แก่เจ้าหนี้ โดยลูกหนี้ยังมิได้ชำระค่าจ้างในส่วนที่ 2 ซึ่งตกลงกันว่าลูกหนี้จะชำระค่าจ้างนอกเหนือจากส่วนที่ 1 ให้แก่เจ้าหนี้อีกในอัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยจากทุกจำนวนที่ลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ ไม่ว่าจะได้มาโดยวิธีใดและจำนวนเท่าใดภายในกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับชำระหนี้ดังกล่าว ลูกหนี้ยังมิได้ชำระหนี้ค่าจ้างในส่วนที่ 2 ของคดีหมายเลขแดงที่ 758/2540 ของศาลแพ่ง จำนวน 1,145,218.89 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 15206/2538 ของศาลแพ่ง จำนวน 349,823.29 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 2573/2541 ของศาลแพ่ง จำนวน 8,621,746.24 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 1171/2538 ของศาลจังหวัดภูเก็ต จำนวน 2,461,641.79 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 6988/2540 ของศาลแพ่ง จำนวน 3,204,520.54 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 7085/2540 ของศาลแพ่ง จำนวน 2,563,616.43 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 14202/2541 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำนวน 1,586,507.40 บาท และคดีหมายเลขแดงที่ 16808/2540 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำนวน 381,618.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 20,314,693.08 บาท ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่า สัญญาจ้างว่าความระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ในค่าจ้างส่วนที่ 2 ตกลงให้ค่าจ้างร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยจากทุกจำนวนที่ลูกหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ข้อสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ที่ตกลงให้ลูกหนี้ชำระค่าจ้างส่วนที่ 2 อีกร้อยละ 10 ของยอดหนี้ทุนทรัพย์ที่ฟ้องและจากทุกจำนวนที่เจ้าหนี้ได้ดำเนินการจนลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ เป็นข้อตกลงส่วนหนึ่งของสัญญาในการกำหนดหลักเกณฑ์การคิดคำนวณค่าทนายความในส่วนที่ 2 ตามเจตนาของคู่สัญญา โดยกำหนดหน้าที่ของเจ้าหนี้ที่จะต้องดำเนินการให้ลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ก่อนจึงจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในอัตราร้อยละ 10 จากจำนวนเงินที่ลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ แต่ทั้งนี้ไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนทรัพย์ที่ฟ้องแต่ละคดี ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวไม่เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 และประกาศข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 ทั้งไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ข้อสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ ฎีกาของเจ้าหนี้ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ในประการต่อไปมีว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ข้อตกลงค่าทนายความในส่วนที่ 2 ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ตามข้อตกลงค่าทนายความเอกสารหมาย จ.5 จ.11 จ.18 จ.24 จ.28 จ.31 จ.34 และ จ.36 ที่ตกลงว่า ลูกหนี้จะชำระค่าทนายความส่วนที่ 2 ให้แก่เจ้าหนี้อีกในอัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยจากทุกจำนวนที่ลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ ไม่ว่าจะได้รับมาโดยวิธีใดและจำนวนเท่าใดภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับชำระหนี้ดังกล่าว โดยเจ้าหนี้จะดำเนินการบังคับคดีให้ลูกหนี้ด้วย เป็นการตกลงโดยชัดแจ้งแล้วว่าสิทธิในการได้รับชำระหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 ในอัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องของเจ้าหนี้มีเงื่อนไขการชำระหนี้ว่าให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัดส่วนจากจำนวนเงินที่ลูกหนี้ได้รับชำระหนี้แล้วไม่ว่าโดยวิธีใดจากการดำเนินคดีของเจ้าหนี้ตามสัญญาว่าจ้าง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องคดีตามข้อตกลงแล้ว มูลหนี้ตามข้อตกลงทนายความในส่วนที่ 2 ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด แม้เป็นหนี้ที่มีเงื่อนไขการชำระหนี้ในอนาคตจำนวนรวม 20,314,693.08 บาท เจ้าหนี้ก็มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ค่าทนายความในส่วนที่ 2 โดยมีเงื่อนไขได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลล้มละลายกลางให้ยกคำขอรับชำระหนี้ในส่วนค่าทนายความส่วนที่ 2 ของเจ้าหนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าทนายความส่วนที่ 2 ในอัตราร้อยละ 10 ของยอดหนี้ตามฟ้องแต่ละคดี รวมจำนวน 20,314,693.08 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่าให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวนดังกล่าวตามสัดส่วนก็ต่อเมื่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีต่าง ๆ แล้วไม่ว่าโดยวิธีใดจากการดำเนินคดีของเจ้าหนี้ตามสัญญาว่าจ้าง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
นายสมเกียรติ จิตรวุฒิโชติ
ร้องขอให้บริษัทเงินทุน
หลักทรัพย์นครหลวงเครดิต
ผู้ชำระบัญชี — จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
บริษัทบุญสมและมาโนช
เจ้าหนี้ — ทนาความ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4162/2548
#113352
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองเคยให้การและเบิกความว่าโจทก์ทั้งสองกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่ศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา และเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบไม่มีเหตุผลที่จะชี้ให้เห็นเจตนาอันไม่สุจริตของจำเลยทั้งสองว่านำเอาความเท็จซึ่งควรรู้อยู่แล้วมาแกล้งกล่าวหาโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองเห็นว่าโจทก์เป็นคนร้ายหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่ยุติระหว่างคู่ความในคดีปล้นทรัพย์เท่านั้น จะนำมาฟังในคดีนี้ว่าการให้การชั้นสอบสวนและเบิกความในชั้นศาลเป็นการแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จ โดยโจทก์ไม่มีพยานมาสืบว่าความจริงเป็นดังฟ้องอย่างใดหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2540 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวน การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองและพนักงานอัยการได้ฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาล ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย และต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองเบิกความอันเป็นเท็จในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 695/2540 ของศาลชั้นต้นซึ่งพนักงานอัยการฟ้องโจทก์ทั้งสองกับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยจำเลยทั้งสองนำข้อความอันเป็นเท็จเช่นเดียวกับที่แจ้งต่อพนักงานสอบสวนไปเบิกความต่อศาล ข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดี เพราะอาจเป็นเหตุให้ศาลเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองเป็นคนร้ายจริง แม้คดีดังกล่าวศาลจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่เชื่อว่าโจทก์ทั้งสองเป็นคนร้าย แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองได้ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว เหตุเกิดที่ตำบลหัวไทร อำเภอหัวไทร และอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 83, 91, 172, 177, 181

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83, 172, 177 วรรคท้าย, 181 (1) (ที่ถูกมาตรา 177 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 (1) แต่ให้ลงโทษตามมาตรา 181 (1)) เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา จำคุกคนละ 1 ปี ฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จหรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ก็โดยอาศัยข้อเท็จจริงจากถ้อยคำของจำเลยทั้งสองที่แจ้งต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความต่อศาลว่า จำเลยที่ 1 เห็นโจทก์ทั้งสองกับพวกลักโคของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เห็นโจทก์ทั้งสองกับพวกมาเอาโคของจำเลยที่ 1 ไป แต่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ไม่เชื่อว่าจำเลยทั้งสองเห็นคนร้ายที่ลักโคของจำเลยที่ 1 จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองมีร้อยตำรวจเอกอนันต์เบิกความเป็นพยานว่า ได้ไปดูที่เกิดเหตุและเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า จุดที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ายืนดูและมองเห็นคนร้ายสามารถมองเห็นคอกโคได้แต่ไม่ชัดเจน ในคอกมีดวงไฟขนาด 100 แรงเทียนติดอยู่ คอกโคไม่กว้าง ร้อยตำรวจเอกศิริชัยเบิกความเป็นพยานโจทก์ทั้งสองว่า ได้ไปดูที่เกิดเหตุ ห้องน้ำบ้านจำเลยที่ 1 อยู่ติดกับคอกโค ห้องน้ำมีช่องระบายอากาศ หากมองจากภายในห้องน้ำผ่านช่องระบายอากาศสามารถมองเห็นคอกโคได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาตามภาพถ่ายแล้วเห็นว่า ห้องน้ำอยู่ห่างคอกโค 1 เมตรเศษ คอกโคอยู่ต่ำกว่าพื้นห้องน้ำ 1 เมตรเศษ ช่องระบายอากาศด้านซ้ายมือของจำเลยที่ 1 ตามภาพถ่ายคือช่องระบายอากาศด้านที่อยู่ติดกับคอกโค ช่องระบายอากาศดังกล่าวอยู่สูงจากพื้นห้องน้ำ 1 เมตรเศษ เชื่อว่า หากมองจากภายในห้องน้ำผ่านช่องระบายอากาศดังกล่าวน่าจะมองเห็นภายในคอกโคได้ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์ทั้งสองเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความเป็นพยานต่อศาลว่า ขณะจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์อยู่บนถนนสายท่าซอม เพื่อไปตลาดนัดพบโจทก์ทั้งสองกับพวกจูงโค 3 ตัว อยู่ริมถนน ตามบันทึกคำให้การของพยานและสำเนาคำให้การพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองนำสืบดังกล่าวไม่มีเหตุผลที่จะชี้ให้เห็นเจตนาอันไม่สุจริตของจำเลยทั้งสองว่านำเอาความเท็จซึ่งควรรู้อยู่แล้วมาแกล้งกล่าวหาโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองเห็นว่าโจทก์ทั้งสองกับพวกเป็นคนร้ายหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่ยุติระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามในคดีปล้นทรัพย์เท่านั้น จะนำมาฟังในคดีนี้ว่าการที่จำเลยทั้งสองให้การในชั้นสอบสวนกับเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลตรงข้ามกับข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นการแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จหาได้ไม่ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมาสืบว่าความจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวในฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 172 ม. 177 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพร้อม สุขสวัสดิ์ โดยนางเลียบ สุขสวัสดิ์ ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย กับพวก
จำเลย — นางนิภา แก้วฉิม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายปณัฐ สมบูรณสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4160/2548
#270786
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด คือ ปลอมแผ่นป้ายวงกลมเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2541 อันเป็นเอกสารราชการ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ที่แท้จริง และใช้แผ่นป้ายวงกลมเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2541 ที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปติดไว้ที่กระจกหน้ารถยนต์ และรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น รวมทั้งบรรยายถึงพฤติการณ์การกระทำของจำเลยด้วยว่า กระทำปลอมโดยวิธีใดและใช้โดยวิธีใด คำฟ้องของโจทก์จึงครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอม จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ไม่ได้อุทธรณ์ว่าไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาเพียงว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจเหมาะสมหรือไม่เท่านั้น ดังนั้น การที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้เอกสารราชการปลอม จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกเป็นมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265) จำคุก 3 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและสอบสวนนับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี (ที่ถูกต้องมีถ้อยคำว่า ให้ยกฟ้องสำหรับข้อหาปลอมเอกสารราชการด้วย) ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า ฟ้องของโจทก์ไม่สมบูรณ์หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่สามารถยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ซึ่งเมื่อศาลฎีกาได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด คือ ปลอมแผ่นป้ายวงกลมเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2541 อันเป็นเอกสารราชการ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ที่แท้จริง และใช้แผ่นป้ายวงกลมเสียภาษีรถยนต์ประจำปี 2541 ที่จำเลยทำปลอมขึ้นไปติดไว้ที่กระจกหน้ารถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน 7ว - 0214 กรุงเทพมหานคร และรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ คือ กระทำเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง โดยเหตุเกิดที่แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร รวมทั้งบรรยายถึงพฤติการณ์การกระทำของจำเลยด้วยว่า กระทำปลอมโดยวิธีใดและใช้โดยวิธีใด คำฟ้องของโจทก์จึงครบถ้วนสมบูรณ์ที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ดังที่จำเลยได้ให้การปฏิเสธและนำสืบปฏิเสธตลอดมา มิได้หลงต่อสู้แต่ประการใด จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกเป็นมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265) โดยวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษเท่านั้น มิได้อุทธรณ์ว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่ประการใด ศาลอุทธรณ์จึงพิจารณาเพียงว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจเหมาะสมแล้วหรือไม่เท่านั้น มิได้ก้าวล่วงไปพิจารณาว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้หรือไม่ว่า จำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม การที่จำเลยฎีกาสรุปได้ว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้เอกสารราชการปลอมจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาผู้พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา และมีคำสั่งรับฎีกาในข้อนี้ก็ตาม แต่ก็เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158 (5)
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ สายแผลง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุริยนตร์ โสตถิทัต
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4156/2548
#271381
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันแล้วอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาเพียงสองเดือน ต่อมาจำเลยไปรับราชการทหารและปลดเป็นกองหนุนเมื่อปี 2531 หลังจากที่จำเลยปลดประจำการทหารแล้วจำเลยมิได้กลับไปอยู่กินด้วยกันกับโจทก์ฉันสามีภริยา จนกระทั่งปี 2533 โจทก์จึงไปอยู่กินฉันสามีภริยากับ ฉ. จนมีบุตรด้วยกัน พฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปี ตั้งแต่จำเลยปลดประจำการทหารในปี 2531 โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์หรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โจทก์กับจำเลยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาเพียงสองเดือน หลังจากนั้นจำเลยไปรับราชการทหารตลอดมาและปลดเป็นกองหนุนเมื่อปี 2531 หลังจากจำเลยปลดประจำการทหารแล้ว จำเลยควรจะมาอยู่กินกับโจทก์ในฐานะสามีภริยา ควรหาที่อยู่อาศัยเพื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่จำเลยกลับย้ายออกจากบ้านน้าสาวที่เขตห้วยขวางโดยไม่ขวนขวายเพื่อติดต่อกับโจทก์ เป็นการส่อเจตนาว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้โจทก์ไปอยู่ร่วมกันมากกว่า จำเลยอ้างว่าหลังจากปลดประจำการทหารเคยชวนโจทก์มาอยู่ด้วยก็เป็นการกล่างอ้างลอย ๆ หากจำเลยนำพาที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันโจทก์จำเลยควรที่จะติดต่อให้เป็นกิจจะลักษณะเพื่อพาโจทก์ไปอยู่ด้วย จำเลยอ้างแต่เพียงว่าเคยส่งจดหมายและโทรศัพท์ไปแล้ว แต่โจทก์ไม่ตอบนั้นเป็นการขวนขวายที่ไม่เพียงพอ การเป็นสามีภริยากันนั้นเมื่อจดทะเบียนสมรสกันแล้วตามกฎหมายสามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาและสามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน แต่ไม่ปรากฏวาจำเลยปฏิบัติเช่นนั้นกลับหนีหายไปพฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยไม่เอาใจใส่ดูแลโจทก์ในฐานะสามีที่จะพึงปฏิบัติต่อภริยา แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์อีกแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหลังจากจำเลยปลดประจำการทหารแล้ว จำเลยมิได้กลับไปอยู่กินด้วยกันกับโจทก์ฉันสามีภริยา จนกระทั่งปี 2533 โจทก์จึงไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนายเฉลิมพลจนมีบุตรด้วยกัน พฤติการณ์ของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินหนึ่งปีตั้งแต่จำเลยปลดประจำการทหารในปี 2531 โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชนี รักสนิท
จำเลย — นายคนึง รักสนิท
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
วิรัช ลิ้มวิชัย
สุรภพ ปัทมสุคนธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ