คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2548
#270400
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผู้ร้องและจำเลยได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยกับผู้ร้องก่อนมีการบังคับคดีแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยและผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 โจทก์ซึ่งเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญจึงมีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่มีสิทธิเอาที่ดินส่วนของผู้ร้องมาขายทอดตลาดได้ ถือได้ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิอื่น ๆ อันอาจร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอให้กันที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินพิพาททั้งแปลงออกขายทอดตลาดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9359 ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9359 รวมกับจำเลยโดยผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์หนึ่งในสามส่วนและได้แบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัด ขอให้กันที่ดินส่วนของผู้ร้องก่อนออกขายทอดตลาดหนึ่งในสาม

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กันที่ดินส่วนของผู้ร้องตามโฉนดเลขที่ 9359 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออก 1 ใน 3 ส่วน

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา เป็นที่ดินที่จำเลยและผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์รวมกันโดยจำเลยถือกรรมสิทธิ์ 2 ใน 3 ส่วน ผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 3 ส่วน ผู้ร้องและจำเลยได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนสัด ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอให้กันที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินพิพาททั้งแปลงออกขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องและจำเลยได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยกับผู้ร้องก่อนที่จะมีการบังคับคดีแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยและผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 โจทก์ซึ่งเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญจึงมีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยมีสิทธิในที่ดินดังกล่าว ไม่มีสิทธิเอาที่ดินส่วนของผู้ร้องมาขายทอดตลาดได้ ถือได้ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิอื่น ๆ อันอาจร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินนั้นได้ตามกฎหมายซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอให้กันที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินพิพาททั้งแปลงออกขายทอดตลาดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นขอกันส่วนโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นขอกันส่วนในศาลชั้นต้นและชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจันทร์ เทพกัญญา
ผู้ร้อง — นายศรีลา หินแก้ว
จำเลย — นายสุริยัน หินแก้ว
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2430/2548
#270326
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้ทำสัญญายกที่ดินให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตรสาว ต่อมาโจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินบางส่วนให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าเมื่อเดือนตุลาคม 2540 จำเลยบันดาลโทสะพูดกับโจทก์ว่า จำเลยไม่จัดการโอนที่ดินให้โจทก์เพราะโจทก์ได้ยกที่ดินให้จำเลยแล้ว ถ้าอยากได้เก่งจริงก็ให้ไปฟ้องศาลเองเป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทที่โจทก์ยกให้จำเลย แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นเวลาล่วงพ้นกำหนดหกเดือนไปแล้ว ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 533 วรรคหนึ่ง การจะฟ้องถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ต้องฟ้องภายในกำหนดหกเดือนนับแต่เหตุประพฤติเนรคุณได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2516 โจทก์ได้ทำสัญญายกที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 26 ให้จำเลยซึ่งเป็นบุตรสาว โดยแท้จริงโจทก์ต้องการยกให้เพียง 11 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 3 ไร่ ทางฝั่งตะวันออกซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 5 ซึ่งโจทก์ครอบครองเป็นส่วนสัดจำเลยจะแบ่งแยกส่วนนี้ให้โจทก์ เมื่อเดือนตุลาคม 2540 จำเลยบันดาลโทสะพูดกับโจทก์ว่า จำเลยไม่จัดการเดินเรื่องให้เพราะไหน ๆ โจทก์ได้ยกที่ดินให้จำเลยแล้ว ถ้าโจทก์อยากได้ที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองอยู่ เก่งจริงก็ให้โจทก์ไปฟ้องศาลเอาเป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ถอนคืนการให้ที่ดิน ส.ค. 1 ดังกล่าว โดยให้จำเลยจดทะเบียนโอนคืนแก่โจทก์ หากเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย มิฉะนั้นให้จำเลยแบ่งแยกที่ดิน ส.ค. 1 ดังกล่าวตามที่โจทก์ครอบครองเป็นเจ้าของเป็นส่วนสัดต่างหาก ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้น 6 เดือน นับแต่เดือนตุลาคม 2540 คดีจึงขาดอายุความ จำเลยได้โอนที่ดินทั้งหมดให้แก่ผู้อื่นแล้ว จำเลยจึงไม่มีที่ดินเหลืออยู่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อปี 2516 โจทก์ได้ทำสัญญายกที่ดิน ส.ค. 1 เนื้อที่ 14 ไร่ ตามฟ้องให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตรสาว แต่ยกให้จริงเพียงจำนวน 11 ไร่ ต่อมาที่ดินพิพาทได้ออกเป็นโฉนดที่ดินและแบ่งแยกเป็น 5 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 6448 ถึงเลขที่ 6452 และโจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินบางส่วนของที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ปลูกบ้านที่โจทก์อยู่อาศัยเป็นเนื้อที่ 3 ไร่ ทางฝั่งตะวันออกให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2540 จำเลยบันดาลโทสะพูดกับโจทก์ว่า จำเลยไม่จัดการโอนที่ดินให้โจทก์เพราะไหน ๆ โจทก์ได้ยกที่ดินให้จำเลยแล้ว ถ้าอยากได้ส่วนที่ครอบครองอยู่เก่งจริงก็ให้ไปฟ้องศาลเอา เป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทแต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นเวลาล่วงพ้นกำหนดเวลาหกเดือนไปแล้วซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 533 วรรคหนึ่ง การจะฟ้องถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณนั้น ต้องฟ้องภายในกำหนดหกเดือนนับแต่เหตุประพฤติเนรคุณได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ คดีส่วนนี้ของโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์จะอ้างว่าแท้จริงแล้วโจทก์มาทราบว่าจำเลยออกโฉนดไม่มีชื่อโจทก์หลังวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นวันออกโฉนด จำเลยไปบ้านโจทก์เกิดโต้เถียงท้าทายกันว่า ถ้าอยากได้ก็ให้ไปฟ้องเอา ซึ่งหากนับจากเดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ยังไม่เกิน 6 เดือน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เป็นการอ้างนอกจากที่โจทก์ฟ้อง และโจทก์ไม่ได้แก้ไขคำฟ้องแต่อย่างใด ทั้งจำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่า โจทก์ฟ้องคดีพ้น 6 เดือนนับแต่เดือนตุลาคม 2540 คดีจึงขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อฟังว่าคดีโจทก์ในส่วนที่ฟ้องถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณขาดอายุความแล้ว จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าถ้อยคำกล่าวของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ผู้ให้อย่างร้ายแรงดังโจทก์ฎีกาหรือไม่"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 533
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายใหญ่ กรินทะ
จำเลย — นางทองดีหรือลักขณา อยู่โต
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2548
#266289
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาท เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับอันตรายแก่กาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 43 (8) แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 คดีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสาม ได้ ปัญหานี้แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 300, 390, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 (4) (8), 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300, 390 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) (8), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานหลบหนีไม่หยุดและไม่ช่วยเหลือตามสมควร จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 7 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (8), 160 วรรคสาม นั้น โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาท เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับอันตรายแก่กาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ฟ้องโจทก์จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 390 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) (8), 157, 160 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 43 (8) ม. 78 ม. 157 ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 160 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายประยงค์ จันธิราช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายเจตน์ รอดอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2429/2548
#270312
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาท เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับอันตรายแก่กาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 43 (8) แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ คดีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 160 วรรคสาม ได้ ปัญหานี้แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 (4) (8), 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (8), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูง ไม่เปิดไฟหน้ารถและห้ามล้อกะทันหันในบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่ชุมชนมีประชาชนเดินข้ามถนนไปมาและมีรถจักรยานยนต์จอดอยู่หลายคัน เป็นเหตุให้รถที่จำเลยขับเฉี่ยวชนผู้เสียหายทั้งสี่ได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาทขาดสำนึก และขาดความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้ถนนรายอื่น จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่น ทั้งหลังเกิดเหตุจำเลยก็หลบหนีไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร กับปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยมิได้คัดค้านว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอาการมึนเมา ซึ่งปัจจุบันอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นบนท้องถนนมีสาเหตุส่วนหนึ่ง เนื่องมาจากผู้ขับเมาสุรา พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 จนไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 4 ดังนั้น แม้จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ก็ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยในสถานเบาเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 160 วรรคสาม นั้น โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาทเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับอันตรายแก่กาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ฟ้องโจทก์จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ ส่วนข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 นั้น มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับตั้งแต่ 400 บาท ถึง 1,000 บาท ตามลำดับ จึงมีอายุความเพียง 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2546 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547 เกินกว่า 1 ปี คดีของโจทก์สำหรับความผิดตามบทมาตราดังกล่าว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) (8), 157, 160 วรรคสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 300 ม. 390
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) (8) ม. 78 ม. 157 ม. 160 วรรคหนึ่ง ม. 160 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายประยงค์ จันธิราช
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2426/2548
#113177
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยทั้งสอง และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว เมื่อโจทก์เห็นว่าข้อตกลงตามสัญญายอมข้อใดไม่ชอบ ทำให้คำพิพากษาตามยอมไม่ชอบ เข้าข้อยกเว้นที่โจทก์สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ โจทก์ก็ต้องอุทธรณ์คำพิพากษานั้นภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟัง การที่โจทก์ไม่อุทธรณ์แต่กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจ จึงไม่ชอบ การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์จึงชอบแล้ว เพราะกรณีของโจทก์เป็นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่โจทก์ขอให้เพิกถอน หาใช่เป็นอุทธรณ์ตามข้อยกเว้นของ ป.วิ.พ. มาตรา 138 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้โจทก์หรือตัวแทนโจทก์กับจำเลยทั้งสองหรือตัวแทนจำเลยทั้งสองจะไปดำเนินการจดทะเบียนผู้จัดการมรดกนางแสงหรือคุณหญิงแสงศรีสรราช ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2545 พร้อมกันนั้นผู้จัดการมรดกหรือตัวแทนต้องจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 227 ตำบลคลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันออก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เป็นที่กัลปนาสงฆ์วัดจำเลยที่ 1 และดำเนินการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวด้วย ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ (ถ้ามี) จำเลยเป็นผู้ออกแต่ฝ่ายเดียว โฉนดที่ดินดังกล่าวให้ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานีเป็นผู้เก็บรักษาไว้ แต่ในระหว่างที่โจทก์มีชีวิตอยู่ให้เป็นผู้เก็บรักษาแทน ถ้าหากโจทก์ถึงแก่กรรมให้ทายาทนำมาคืนแก่ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานีภายในกำหนด 365 วัน ทั้งสองฝ่ายตกลงจะไม่นำข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับโฉนดที่ดินเลขที่ 227 มาฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและทางอาญาอีก และโจทก์จะดำเนินการถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5621/2543 ของศาลชั้นต้นก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความอ้างว่าสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวให้ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานีเป็นผู้เก็บรักษาไว้ เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้โจทก์กับจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1004/2533 ของศาลชั้นต้นแต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ระบุถึง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ใช่เหตุที่จะเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลพิพากษาตามยอมไปแล้วได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง คืนค่าคำร้องชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำพิพากษา ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ อ้างว่าสัญญาประนีประนอมยอมความขัดต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องในวันเดียวกัน โจทก์จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งว่าการที่ฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ใช้แบบพิมพ์คำร้องเป็นฟ้องอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งโดยอาศัยเหตุผลอื่น จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยแล้วว่าเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ขัดต่อกฎหมายถึงขนาดที่จะรับไว้พิจารณาไม่ได้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ยกอุทธรณ์โจทก์อ้างว่าต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์เห็นว่าข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อใดขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนทำให้คำพิพากษาตามยอมไม่ชอบเข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ที่โจทก์สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ โจทก์ก็ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟัง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 แต่โจทก์หาได้อุทธรณ์ไม่ กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยไม่มีบทกฎหมายใดให้โจทก์กระทำเช่นนั้นได้ การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ไว้วินิจฉัยด้วยเหตุดังกล่าวจึงชอบแล้ว เพราะกรณีของโจทก์เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอน หาใช่เป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามข้อยกเว้นของ ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ที่โจทก์จะอุทธรณ์ได้ไม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิตยา บุนนาค (นามะสนธิ)
จำเลย — วัดแสงสรรค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายมณีรัตน์ พันธุโกศล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2426/2548
#268007
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม หากโจทก์เห็นว่าข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อใดขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนทำให้คำพิพากษาตามยอมไม่ชอบ โจทก์สามารถอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 (3) โดยโจทก์ต้องอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟัง คือภายใน 7 มีนาคม 2545 ตามมาตรา 229 แต่โจทก์หาได้อุทธรณ์ไม่ กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 โดยไม่มีบทกฎหมายใดให้โจทก์กระทำเช่นนั้นได้ การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ไว้วินิจฉัยด้วยเหตุดังกล่าวจึงชอบแล้ว เพราะกรณีของโจทก์เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่โจทก์ขอ มิใช่เป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามข้อยกเว้นของมาตรา 138 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้โจทก์หรือตัวแทนโจทก์กับจำเลยทั้งสองหรือตัวแทนจำเลยทั้งสองจะไปดำเนินการจดทะเบียนผู้จัดการมรดก นางแสง นามะสนธิหรือคุณหญิงแสง ศรีสรราช ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2545 พร้อมกันนั้นผู้จัดการมรดกหรือตัวแทนต้องจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 227 ตำบลคลองซอยที่ 2 ฝั่งตะวันออก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 47 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา เป็นที่กัลปนาสงฆ์วัดจำเลยที่ 1 และดำเนินการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวด้วยค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ (ถ้ามี) จำเลยเป็นผู้ออกแต่ฝ่ายเดียว โฉนดที่ดินดังกล่าวให้ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานีเป็นผู้เก็บรักษาไว้ แต่ในระหว่างที่โจทก์มีชีวิตอยู่ให้เป็นผู้เก็บรักษาแทน ถ้าหากโจทก์ถึงแก่กรรมให้ทายาทนำมาคืนแก่ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานีภายในกำหนด 365 วัน ทั้งสองฝ่ายตกลงจะไม่นำข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับโฉนดที่ดินเลขที่ 227 มาฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและทางอาญาอีก และโจทก์จะดำเนินการถอนฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5621/2543 ของศาลชั้นต้นก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความอ้างว่าสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวให้ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานีเป็นผู้เก็บรักษาไว้ เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้โจทก์กับจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1004/2533 ของศาลชั้นต้น แต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ระบุถึง

ศาลชั้นต้นสั่งว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องไม่ใช่เหตุที่จะเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลพิพากษาตามยอมไปแล้วได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง คืนค่าคำร้องชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำพิพากษา แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 อ้างว่าสัญญาประนีประนอมยอมความขัดต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องในวันเดียวกัน โจทก์จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง การที่ฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ใช้แบบพิมพ์คำร้องเป็นฟ้องอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 โดยอาศัยเหตุผลอื่น จึงมีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยแล้วว่าเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ขัดต่อกฎหมายถึงขนาดที่จะรับไว้พิจารณาไม่ได้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ยกอุทธรณ์โจทก์อ้างว่าต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีที่ศาลพิพากษาตามยอม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุ 3 ประการตามที่บัญญัติไว้คือ (1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล (2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์เห็นว่าข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อใดขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนทำให้คำพิพากษาตามยอมไม่ชอบเข้าข้อยกเว้นที่โจทก์สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ โจทก์ก็ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟัง คือภายใน 7 มีนาคม 2545 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แต่โจทก์หาได้อุทธรณ์ไม่ กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 โดยไม่มีบทกฎหมายใดให้โจทก์กระทำเช่นนั้นได้ การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ไว้วินิจฉัยด้วยเหตุดังกล่าวจึงชอบแล้ว เพราะกรณีของโจทก์เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอน หาใช่เป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามข้อยกเว้นของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ที่โจทก์จะอุทธรณ์ได้ไม่ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิตยา บุนนาค (นามะสนธิ)
จำเลย — วัดแสงสรรค์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2426/2548
#271358
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยทั้งสอง และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว เมื่อโจทก์เห็นว่าข้อตกลงตามสัญญายอมข้อใดไม่ชอบ ทำให้คำพิพากษาตามยอมไม่ชอบ เข้าข้อยกเว้นที่โจทก์สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง โจทก์ก็ต้องอุทธรณ์คำพิพากษานั้นภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟัง การที่โจทก์ไม่อุทธรณ์แต่กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจจึงไม่ชอบ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์จึงชอบแล้ว เพราะกรณีของโจทก์เป็นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่โจทก์ขอให้เพิกถอนหาใช่เป็นอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามข้อยกเว้นของ ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย

ต่อมาโจกท์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความอ้างว่าสัญญาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีที่ศาลพิพากษาตามยอม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านี้ เว้นแต่ในเหตุ 3 ประการตามที่บัญญัติไว้คือ (1) เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล (2) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) เมื่อคำพิพากษานั้นถูกกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์เห็นว่าข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อใดขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนทำให้คำพิพากษาตามยอมไม่ชอบเข้าข้อยกเว้นที่โจทก์สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมได้ โจทก์ก็ต้องอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความฟัง คือภายใน 7 มีนาคม 2545 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 แต่โจทก์หาได้อุทธรณ์ไม่ กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 โดยไม่มีบทกฎหมายใดให้โจทก์กระทำเช่นนั้นได้ การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของโจทก์เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ไว้วินิจฉัยด้วยเหตุดังกล่าวจึงชอบแล้ว เพราะกรณีของโจทก์เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอน หาใช่เป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามข้อยกเว้นของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ที่โจทก์จะอุทธรณ์ได้ไม่"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิตยา บุนนาค (นามะสนธิ)
จำเลย — วัดแสงสรรค์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2421/2548
#271005
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำเลยที่ 3 จึงเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่ต้น ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันมากับคดีหมายเลขแดงที่ 130/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 203/2539 ของศาลชั้นต้น ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ต่อมาคดีหมายเลขแดงที่ 130/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 203/2536 ถึงที่สุด โดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

สำนวนคดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 3 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 85 ให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทดังกล่าว และทำที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท เมื่อปี 2531 จำเลยที่ 3 จับจองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา ที่ดินพิพาทผ่านการทำเหมืองแร่มาแล้ว และเจ้าของเหมืองแร่สละการครอบครอง ทำให้ที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตกลงกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าคู่ความฝ่ายใดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนและยกฟ้องของจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ยกฟ้องแย้งและยกฟ้องของจำเลยที่ 1 กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) แทนจำเลยที่ 1 และที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยที่ 3 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1 ของคดีหมายเลขแดงที่ 131/2539 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงดังกล่าว และทำที่ดินให้อยูในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงอีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงประการเดียวว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทเพราะพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำเลยที่ 3 จึงเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่ต้น ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีการอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่จำเลยที่ 3 ยกสาเหตุเป็นข้อต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี หรือไม่ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประวิทย์ ณ ระนอง
จำเลย — นายจันทร์ คุณเถื่อน
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2420/2548
#267999
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขอของ ส. ที่ขอให้ธนาคารเจ้าหนี้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน 20 ฉบับ มีข้อความเช่นเดียวกันว่า ธนาคารเจ้าหนี้ได้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อบุคคลภายนอกเพื่อเป็นประกันหนี้ของ ส. กำหนดเวลาค้ำประกัน 1 ปี ตั้งแต่วันออกหนังสือสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับเป็นต้นไป และปรากฏว่ามีหนังสือสัญญาค้ำประกัน 2 ฉบับ รวม 800,000 บาท เท่านั้นที่มีการเวนคืนหนังสือค้ำประกันแล้ว ส่วนหนังสือสัญญาค้ำประกันอีก 18 ฉบับ รวม 13,444,800 บาท ไม่ได้มีการยกเลิกสัญญาหรือเวนคืนหนังสือสัญญาค้ำประกัน ธนาคารเจ้าหนี้จึงยังคงผูกพันต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันจำนวน 18 ฉบับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคหนึ่ง แม้เจ้าหนี้ยังมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้ธนาคารเจ้าหนี้ชำระหนี้แทน ส. ทั้งลูกหนี้ที่ 2 ได้ตกลงทำสัญญาไว้กับธนาคารเจ้าหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันว่า หากธนาคารเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้แทน ส. ไป ลูกหนี้ที่ 2 ยินยอมชำระหนี้ให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ภายในวงเงินไม่เกิน 15,000,000 บาท ดังนี้ แม้หนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ลูกหนี้ที่ 2 ทำไว้กับธนาคารเจ้าหนี้จะเป็นหนี้ที่มีเงื่อนไข แต่มูลหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ธนาคารเจ้าหนี้จึงมีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมายื่นขอรับชำระหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2543 มาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) ที่ 2 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2543

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันและคำขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้จำนวน 14,244,800 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่เจ้าหนี้จะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกแทนบริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด สิ้นสุดระยะเวลาค้ำประกันที่เจ้าหนี้จะต้องร่วมรับผิดก่อนที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด และไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกแทนบริษัทดังกล่าวหรือถูกเรียกร้องให้ต้องรับผิดจากบุคคลภายนอกที่เจ้าหนี้ต้องผูกพันชำระหนี้แทน จึงหามีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทดังกล่าวชำระหนี้ให้แก่ตนตามมาตรา 693 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลูกหนี้ที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทดังกล่าวไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ตามมาตรา 680 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มูลหนี้ดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังและคู่ความมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นฟังเป็นยุติว่าระหว่างวันที่ 14 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2539 บริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด ได้ขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันบริษัทต่อบุคคลอื่นรวม 20 ฉบับ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันและคำขอให้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.37 รวมเป็นเงิน 14,244,800 บาท หากเจ้าหนี้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลอื่นแทนบริษัท บริษัทจะชดใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้ตามจำนวนที่ได้ชำระแทนพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยผิดนัด โดยมีลูกหนี้ที่ 2 ค้ำประกันบริษัทดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้ ตกลงว่าหากเจ้าหนี้ชำระหนี้แทนบริษัทดังกล่าวตามหนังสือสัญญาค้ำประกันทั้งหมด ลูกหนี้ที่ 2 ยอมชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ภายในวงเงิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยผิดนัดที่ประกาศใช้ในขณะนั้นโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 แต่หนังสือสัญญาค้ำประกันเลขที่ 10/38/50116 จำนวนเงิน 300,000 บาท และเลขที่ 10/38/50117 จำนวนเงิน 500,000 บาท ตามเอกสารคำขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันทั่วไปหมาย จ.5 และ จ.6 ผู้รับประโยชน์เวนคืนต้นฉบับหนังสือสัญญาค้ำประกันแล้ว ในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้เจ้าหนี้จึงแถลงขอรับชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน 18 ฉบับ เป็นเงิน 13,444,800 บาท โดยที่เจ้าหนี้ยังไม่ได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าว แต่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในฐานะที่เจ้าหนี้เป็นผู้ค้ำประกันในความรับผิดที่เจ้าหนี้จะต้องชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกหากบริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด ผิดนัด ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 จำนวนเงิน 13,444,800 บาท หรือไม่ เจ้าหนี้ฎีกาว่า เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด และลูกหนี้ที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันและลูกหนี้ร่วมกับบริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้ตามข้อตกลงในสัญญาคำขอให้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันและตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ลูกหนี้ที่ 2 ทำไว้แก่เจ้าหนี้ แม้เจ้าหนี้จะยังไม่ได้ชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกแทนบริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด หรือถูกเรียกร้องให้ต้องรับผิดจากบุคคลภายนอกที่เจ้าหนี้ต้องผูกพันชำระหนี้แทนบริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด ก็ตาม เพราะมูลหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเกิดขึ้นก่อนวันที่ลูกหนี้ที่ 2 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา 94 และเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่เจ้าหนี้อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้าได้นั้น เห็นว่า ตามคำขอให้ธนาคารเจ้าหนี้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันและหนังสือสัญญาค้ำประกัน 20 ฉบับ เอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.37 มีข้อความและเงื่อนไขเช่นเดียวกันว่า เจ้าหนี้ได้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อบุคคลภายนอกซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชั้นต้นเพื่อเป็นประกันหนี้ของบริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นกำหนดเวลาค้ำประกัน 1 ปี ตั้งแต่วันออกหนังสือสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับเป็นต้นไป หรือจนกว่าเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้และปฏิบัติเงื่อนไขต่างๆ ครบถ้วนแล้ว และปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีหนังสือสัญญาค้ำประกันเลขที่ 10/38/50116 และเลขที่ 10/38/50117 ตามเอกสารคำขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือค้ำประกันหมาย จ.5 และ จ.6 จำนวนเงินรวม 800,000 บาท เท่านั้นที่มีการเวนคืนหนังสือค้ำประกันแล้ว ส่วนหนังสือสัญญาค้ำประกันอีก 18 ฉบับ จำนวนเงินรวม 13,444,800 บาท ไม่ปรากฏว่าได้มีการยกเลิกสัญญาหรือบริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นได้เวนคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันให้แก่เจ้าหนี้แล้วเจ้าหนี้จึงยังคงผูกพันต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันจำนวน 18 ฉบับ ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคหนึ่ง แม้เจ้าหนี้ชั้นต้นยังมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้เจ้าหนี้ชำระหนี้แทนบริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้น ก็ตาม ทั้งเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2537 ลูกหนี้ที่ 2 ก็ได้ตกลงทำสัญญาไว้กับเจ้าหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 ว่า หากเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ชั้นต้นไป ลูกหนี้ที่ 2 ยินยอมชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ภายในวงเงินไม่เกิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ โดยจะไม่เพิกถอนสัญญานี้จนกว่าเจ้าหนี้จะหมดภาระผูกพันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันหรือเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ดังนี้ แม้หนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 ที่ลูกหนี้ที่ 2 ทำไว้กับเจ้าหนี้จะเป็นหนี้ที่มีเงื่อนไขแต่มูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวล้วนเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงมีสิทธินำหนี้ที่มีเงื่อนไขดังกล่าวมายื่นขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลล้มละลายกลางให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวนเงิน 13,444,800 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่า เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ภายในวงเงินดังกล่าวก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้ได้เข้าชำระหนี้แทนบริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้น ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันจำนวน 18 ฉบับ แล้ว ส่วนจำนวนหนี้ที่ขอเกินมาให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทซับไมครอน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2420/2548
#270650
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ส. ขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันบริษัทต่อบุคคลอื่นมีข้อตกลงว่าหากเจ้าหนี้ชำระหนี้ให้แก่บุคคลอื่นแล้ว บริษัท ส. จะชดใช้ให้เจ้าหนี้โดยมีจำเลย (ลูกหนี้) ที่ 2 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันบริษัท ส. ดังนี้ แม้หนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่จำเลย (ลูกหนี้) ที่ 2 ทำไว้กับเจ้าหนี้จะเป็นหนี้ที่มีเงื่อนไข แต่มูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวล้วนเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) ที่ 2 เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงมีสิทธินำหนี้ที่มีเงื่อนไขดังกล่าวมายื่นขอรับชำระหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 94

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) ที่ 2 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2543

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันและคำขอให้เจ้าหนี้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้จำนวน 14,244,800 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า มูลหนี้ดังกล่าวต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่าเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. 2 จำนวนเงิน 13,444,800 บาท หรือไม่ เห็นว่า ตามคำขอให้ธนาคารเจ้าหนี้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันและหนังสือสัญญาค้ำประกัน20 ฉบับ มีข้อความและเงื่อนไขเช่นเดียวกันว่าเจ้าหนี้ได้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้ต่อบุคคลภายนอกซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชั้นต้นเพื่อเป็นประกันหนี้ของบริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นกำหนดเวลาค้ำประกัน 1 ปี ตั้งแต่วันออกหนังสือสัญญาค้ำประกันแต่ละฉบับเป็นต้นไป หรือจนกว่าเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้และปฏิบัติเงื่อนไขต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว มีหนังสือสัญญาค้ำประกันเลขที่ 10/38/50116 และเลขที่ 10/38/50117 เท่านั้นที่มีการเวนคืนหนังสือค้ำประกันแล้ว ส่วนหนังสือสัญญาค้ำประกันอีก 18 ฉบับ จำนวนเงินรวม 13,444,800 บาท ไม่ปรากฏว่าได้มีการยกเลิกสัญญาหรือบริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นได้เวนคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันให้แก่เจ้าหนี้แล้ว เจ้าหนี้จึงยังคงผูกพันต้องรับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันจำนวน 18 ฉบับดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคหนึ่ง แม้เจ้าหนี้ชั้นต้นยังมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องให้เจ้าหนี้ชำระหนี้แทนบริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นก็ตาม ทั้งเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2537 ลูกหนี้ที่ 2 ก็ได้ตกลงทำสัญญาไว้กับเจ้าหนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันว่า หากเจ้าหนี้ได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ชั้นต้นไป ลูกหนี้ที่ 2 ยินยอมชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ภายในวงเงินไม่เกิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ โดยจะไม่เพิกถอนสัญญานี้จนกว่าเจ้าหนี้จะหมดภาระผูกพันตามหนังสือสัญญาค้ำประกันหรือเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ดังนี้ แม้หนี้ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ลูกหนี้ที่ 2 ทำไว้กับเจ้าหนี้จะเป็นหนี้ที่มีเงื่อนไข แต่มูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวล้วนเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงมีสิทธินำหนี้ที่มีเงื่อนไขดังกล่าวมายื่นขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวนเงิน 13,444,800 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 (7) โดยมีเงื่อนไขว่า เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ภายในวงเงินดังกล่าวก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้ได้เข้าชำระหนี้แทนบริษัทสกายแอร์คาร์โก จำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นตามหนังสือสัญญาค้ำประกันจำนวน 18 ฉบับ แล้ว ส่วนจำนวนหนี้ที่ขอเกินมาให้ยกเสีย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
บริษัทซับไมครอน เทคโนโลยี
จำเลย — จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2419/2548
#113318
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 รับผิดชำระหนี้ตามสัญญาขอให้โจทก์อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน (ที่ถูก คือ สัญญาข้อตกลงขอให้ธนาคารเป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน) โดยระบุชื่อสัญญาไม่ถูกต้องและมิได้กล่าวถึง

จำนวนเงินไว้ เป็นการระบุชื่อสัญญาไม่ถูกต้องและกำหนดความรับผิดไว้ไม่ชัดแจ้ง แม้ศาลชั้นต้นจะได้ระบุจำนวนเงินความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไว้แล้วก็ตาม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,531,903.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 5,181,547.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกขายทอดตลาดบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งหกให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 3,238,861.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2542 และร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยหักเงินที่ชำระในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 ออกจากหนี้ดังกล่าวด้วย และชำระเงินตามสัญญาอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน (ที่ถูก สัญญาข้อตกลงขอให้ธนาคารเป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน) จำนวน 2,648,759.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มีนาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมรับผิดตามสัญญาค้ำประกันของหนี้เบื้องต้นรวมกันไม่เกิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินที่เป็นประกันลำดับสองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2549 ถึงเลขที่ 2541 และเลขที่ 961 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดชำระจนกว่าจะครบจำนวนที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 รับผิดชำระหนี้ตามสัญญาขอให้โจทก์อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน ร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า? ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 รับผิดชำระหนี้ตามสัญญาขอให้โจทก์อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยมิได้กล่าวถึงจำนวนเงินไว้เป็นการระบุชื่อสัญญาไม่ถูกต้อง และกำหนดความรับผิดไว้ไม่ชัดแจ้ง แม้ศาลชั้นต้นจะได้ระบุจำนวนเงินความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไว้แล้วก็ตาม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาข้อตกลงขอให้ธนาคารเป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 2,648,759.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มีนาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 141 ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบ้านเสสินี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2407/2548
#271834
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหาย โดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการชกที่ตาซ้ายของผู้เสียหาย 1 ครั้ง โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 339 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องไว้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงมาลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ จำเลยคงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 80, 91, 338, 339 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ในความผิดฐานชิงทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 6,000 บาท บวกโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 87/2543 และ 136/2544 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ป. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338, 338 ประกอบมาตรา 80, 339 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานรีดเอาทรัพย์ จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 12 เดือน ฐานพยายามรีดเอาทรัพย์และฐานชิงทรัพย์ เป็นความผิดต่อเนื่องเป็นกรรมเดียวให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 5 ปี 12 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 87/2543 และ 136/2543 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้อีกคดีละ 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 5 ปี 24 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 6,000 บาท แก่โจทก์ร่วมด้วย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมและจำเลยมีเพศสัมพันธ์กัน ต่อมาโจทก์ร่วมแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเบิกความว่า ประมาณต้นเดือนกันยายน 2543 มารดาโจทก์ร่วมไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล โจทก์ร่วมอยู่บ้านตามลำพัง จำเลยมาขอดูวีซีดีซึ่งอยู่ในห้องนอนของโจทก์ร่วมแล้วจำเลยได้ปลุกปล้ำกระทำชำเราโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมไม่กล้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้มารดาทราบเพราะกลัวถูกตี ในระหว่างนั้นจำเลยได้กระทำชำเราโจทก์ร่วมอีกหลายครั้ง แต่ครั้งหลัง ๆ มิได้มีการบังคับขืนใจ และเมื่อมารดาโจทก์ร่วมกลับมาอยู่ที่บ้านจึงไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ต่อกัน และหลังจากที่โจทก์ร่วมกับจำเลยมีเพศสัมพันธ์กันแล้วจำเลยได้ขอเงินโจทก์ร่วมหลายครั้งโดยขู่ว่า หากไม่ให้จะบอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้มารดาโจทก์ร่วมทราบ โจทก์ร่วมกลัวมารดารู้เรื่องจึงยอมให้เงินจำเลยตลอดมาจนวันที่ 6 กรกฎาคม 2544 โจทก์ร่วมหมดความอดทนจึงไม่ยอมให้เงินจำเลยอีกจึงถูกจำเลยทำร้ายและเอาเงิน 3,000 บาท กับแหวนทองคำ 1 วง ราคา 3,000 บาท ของโจทก์ร่วมไป เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความเป็นประจักษ์พยานว่าจำเลยข่มขู่โจทก์ร่วมให้มอบเงินให้หลายครั้ง หากไม่ให้จะเปิดเผยเรื่องราวที่โจทก์ร่วมและจำเลยมีเพศสัมพันธ์กันให้นางมั่งล้วนมารดาโจทก์ร่วมทราบ จนโจทก์ร่วมต้องยอมให้เงินแก่จำเลยตามที่ข่มขู่ จนกระทั่งครั้งหลังสุดโจทก์ร่วมไม่ยอมให้เงินจึงถูกจำเลยทำร้ายและชิงทรัพย์ไปนั้น โจทก์ร่วมเป็นหญิงสาวหากไม่มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริงแล้วย่อมไม่เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่าถูกจำเลยกระทำชำเราให้เป็นที่เสียหายแก่ตนเช่นนั้น การที่โจทก์ร่วมต้องยอมให้เงินแก่จำเลยตามที่ถูกข่มขู่ตลอดมาก็เนื่องจากโจทก์ร่วมยินยอมสมัครใจร่วมประเวณีกับจำเลยอันเป็นการนำความเสื่อมเสียมาสู่ครอบครัวของโจทก์ร่วมนั่นเอง และเหตุที่โจทก์ร่วมนำเรื่องนี้มาเปิดเผยก็เป็นสิ่งที่น่าอับอายสำหรับโจทก์ร่วม เพราะมีแต่จะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้หญิงมากยิ่งขึ้น จึงไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ร่วมจะต้องกล่าวหาเพื่อกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษดังจำเลยกล่าวอ้างและนำสืบต่อสู้ว่าการให้เงินเป็นความยินยอมของโจทก์ร่วมมิใช่เกิดจากการข่มขู่แต่อย่างใด คำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยได้ข่มขู่เอาเงินจากโจทก์ร่วมหลายครั้งนับแต่ต้นเดือนกันยายน 2543 จนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2544 จนโจทก์ร่วมหมดความอดทนและไม่ยอมให้เงินจำเลยอีก อันเป็นเหตุให้จำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยทำร้ายโจทก์ร่วมและลักเอาเงิน 3,000 บาท กับแหวนทองคำ 1 วง ราคา 3,000 บาท ของโจทก์ร่วมไป ซึ่งจากการที่โจทก์ร่วมถูกทำร้ายจนเบ้าตาเขียวช้ำ จนเป็นเหตุให้มารดาโจทก์ร่วมได้ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดและนำโจทก์ร่วมเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ทั้งได้เบิกความเป็นพยานสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ร่วมทำให้มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้น จำเลยเองก็ยอมรับว่าในวันดังกล่าวมีปัญหากัน เพียงแต่จำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมจะตีจำเลย จำเลยจึงปัดมือไปโดนตาของโจทก์ร่วมเท่านั้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าวันที่จำเลยมีปัญหากับโจทก์ร่วมเกิดขึ้นก่อน 1 สัปดาห์ที่จำเลยจะถูกจับในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 มิใช่วันที่ 6 มกราคม 2544 ซึ่งจำเลยอยู่ที่ศูนย์พัฒนาคุณธรรมเพื่อเตรียมตัวก่อนบวชนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยขัดกับร่องรอยที่โจทก์ร่วมถูกจำเลยทำร้าย นอกจากนี้หลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมกับมารดาโจทก์ร่วมยังได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนทันที กับมีพันตำรวจตรีพัฒนา ฉายาวัฒน์ พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานเบิกความยืนยันสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ร่วมและมารดาโจทก์ร่วมจึงรับฟังได้ว่าวันที่โจทก์ร่วมถูกจำเลยทำร้ายเป็นวันที่ 6 กรกฎาคม 2544 ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ข้อที่จำเลยฎีกาประการต่อมาว่าสถานที่ซึ่งโจทก์ร่วมกล่าวหาจำเลยว่าไปดักรอและขู่บังคับเอาเงินนั้นยังเป็นข้อที่น่าสงสัยอยู่เพราะโจทก์ร่วมไม่ได้ให้รายละเอียดถึงสถานที่เกิดเหตุและพฤติการณ์แต่ละคราวให้มีความน่าเชื่อถือ ทั้งพนักงานสอบสวนก็ไม่ได้ตรวจสถานที่เกิดเหตุทำให้ไม่อาจเข้าใจได้ว่าสถานที่เกิดเหตุมีสภาพเปลี่ยวลับตาคนพอที่บังคับข่มขู่ได้หรือไม่นั้น เห็นว่า สถานที่ซึ่งจำเลยไปดักรอโจทก์ร่วมและขู่บังคับเอาเงินนั้น แม้จะไม่ได้ความชัดว่าเป็นสถานที่ใด แต่ก็อยู่ในท้องที่ตำบลพระประโทน อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม และการที่พนักงานสอบสวนมิได้จัดทำแผนที่เกิดเหตุไว้ก็หาเป็นข้อพิรุธแต่อย่างใดไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมารดาโจทก์ร่วมให้เงินโจทก์ร่วม 3,000 บาท เพื่อลงทะเบียนการเรียน แต่โจทก์ร่วมมิได้นำไปลงทะเบียนก็เพราะจำเลยเอาไปดังที่โจทก์ร่วมเบิกความนั่นเอง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในความผิดฐานชิงทรัพย์นั้น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการชกที่ตาซ้ายของผู้เสียหาย 1 ครั้ง โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเป็นอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาและพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 339 วรรคสาม ซึ่งเป็นกรณีความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายไม่ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องไว้ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ โดยจำเลยคงมีความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 ประกอบมาตรา 80, 339 วรรคหนึ่ง การกระทำเป็นความผิดต่อเนื่องเป็นกรรมเดียวกันให้ลงโทษฐานชิงทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมกับโทษฐานรีดเอาทรัพย์อีก 2 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน เป็นจำคุก 12 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 87/2543 และ 136/2543 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้อีก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 2 ปี 30 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่ ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ จังหวัดนครปฐม
โจทก์ — แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ร่วม — นางสาว ป.
จำเลย — นาย จ.
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2390/2548
#270286
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20)ฯ มาตรา 6 บังคับใช้วันที่ 14 กันยายน 2542 อันเป็นเวลาภายหลังที่มีการสอบสวนจำเลยแล้ว ฉะนั้นการสอบสวนจำเลยซึ่งมีอายุ 16 ปี จึงไม่อยู่ในบังคับตาม พระราชบัญญัติดังกล่าว และไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญหรือทนายความหรือบิดามารดาหรือผู้ที่จำเลยไว้วางใจอันเป็นบุคคลที่จำเลยอ้างร่วมฟังการสอบสวน การสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357 และให้จำเลยร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 43,600 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง (ที่ถูกประกอบ มาตรา 83) จำเลยอายุ 16 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 43,600 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2541 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา มีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ลพบุรี น - 1426 ของนายเสริม ประจงแต่ง ผู้เสียหาย ซึ่งนายยอดรัก ประจงแต่ง นำไปจอดที่วัดพรหมรังสี ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจำนวน 5 รายการ ตามบัญชีของกลางคดีอาญา เอกสารหมาย จ. 3 ซุกซ่อนอยู่บนเพดานห้องพักในหอพักนักศึกษาภายในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี และได้จับกุมนายอาคมกับจำเลยข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร

คดีมีปัญหาข้อแรกตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจเอกจรัญ เกิดคำ ผู้จับเป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา พยานได้รับแจ้งจากอาจารย์วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรีว่า มีกลุ่มนักศึกษาในวิทยาลัยถอดชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ภายในหอพัก ขอให้พยานไปตรวจ พยานกับเจ้าพนักงานตำรวจหลายนายและอาจารย์วิทยาลัยดังกล่าวไปที่หอพัก พยานเข้าไปในห้องพักซึ่งมีจำเลยและนายอาคมอยู่ในห้อง ขอตรวจค้นห้องพัก พบชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์อยู่บนเพดานห้อง พยานสอบถาม จำเลยรับว่าได้นำชิ้นส่วนดังกล่าวมาจากรถจักรยานยนต์ที่ลักมาจากวัดพรหมรังสี พยานจึงนำตัวจำเลยกับนายอาคมไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอพนัสนิคมได้ตรวจสอบรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีพบว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2541 นายยอดรักมาแจ้งความว่ารถจักรยานยนต์หายไปจากที่จอดในบริเวณวัดพรหมรังสี จึงให้เจ้าพนักงานตำรวจไปพานายยอดรักมา นายยอดรักดูแล้วจำได้ว่าชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์ที่หายไป พยานจึงจับกุมจำเลยกับนายอาคม จำเลยกับนายอาคมให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ. 1 นอกจากนี้ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกศิลป์ชัย อ่ำศรี พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความชั้นสอบสวน พยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าร่วมกับผู้อื่นลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือรับของโจร จำเลยและนายอาคมให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ. 5 และ จ. 6 พยานได้ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ตามเอกสารหมาย จ. 7 และ จ. 8 และได้นำตัวจำเลยและนายอาคมไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและได้ถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ. 9 ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับว่าคืนเกิดเหตุได้ไปเที่ยวงานที่โรงเรียนวัดพรหมรังสีกับนายอาคม และพานายอาคมไปบริเวณที่นายอาคมเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปโดยจำเลยรู้เห็นอยู่ด้วย อันเป็นการเจือสมกับคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ. 5 แต่จำเลยต่อสู้อ้างว่าไม่ได้ร่วมกับนายอาคมลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายและจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายให้รับสารภาพนั้น เห็นว่า จำเลยไม่ได้ถามค้านสิบตำรวจเอกจรัญกับร้อยตำรวจเอกศิลป์ชัย เรื่องจำเลยถูกทำร้ายจึงเป็นคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนัก เมื่อจำเลยถูกจับจำเลยก็ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนทันที และจากคำเบิกความของนายชูเกียรติ เพชรล้อม อาจารย์ประจำวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี ผู้ดูแลหอพักพยานจำเลยได้ความว่า พยานได้นำตัวนายอนุพงศ์ผู้รับซื้อรถจักรยานยนต์ที่ถูกลักไปส่งที่สถานีตำรวจ เมื่อเดินทางไปถึงพยานพบจำเลยเดินออกมาจากห้องพนักงานสอบสวนและถามว่าถูกดำเนินคดีด้วยหรือ จำเลยมีอาการเหมือนจะร้องไห้และบอกว่าถูกดำเนินคดีด้วย เห็นได้ว่าหากจำเลยอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจบังคับพาจำเลยไปนำชี้สถานที่ในห้องพักหอพักนักศึกษาประกอบคำรับสารภาพนั้น เห็นว่า เป็นสถานที่ราชการไม่น่าเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะบังคับให้แสดงประกอบคำรับสารภาพเพราะในวิทยาลัยย่อมมีทั้งอาจารย์และนักศึกษาอยู่ จึงฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความบริสุทธิ์ใจ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าค้นชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางได้ที่ห้องพักในหอพักนักศึกษาที่จำเลยกับนายอาคมอยู่ด้วยกัน และจำเลยกับอาคมไปด้วยกันในที่เกิดเหตุขณะนายอาคมลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป ประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนแล้ว จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อระแวงสงสัยว่าจำเลยร่วมกับนายอาคมกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามฟ้องโจทก์

ปัญหาข้อต่อมาตามฎีกาจำเลยมีว่า การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยเอกสารหมาย จ. 5 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 ปรากฏว่าเจ้าพนักงานได้แจ้งสิทธิให้จำเลยทราบโดยชอบตามกฎหมายแล้ว ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยอายุ 16 ปี ไม่มีผู้เชี่ยวชาญหรือทนายความหรือบิดามารดาหรือผู้ที่จำเลยไว้วางใจร่วมฟังการสอบสวนนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 มาตรา 6 บังคับใช้วันที่ 14 กันยายน 2542 ดังนั้น พระราชบัญญัติดังกล่าวจึงบังคับใช้ภายหลังที่มีการสอบสวนจำเลยคดีนี้แล้ว การสอบสวนจำเลยอายุ 16 ปี จึงไม่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่ต้องมีบุคคลดังจำเลยอ้างอยู่ฟังการสอบสวน การสอบสวนจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134/1 ม. 134/3 ม. 134/4
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นาย พ.
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385/2548
#113250
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินตามโฉนดเลขที่ 5906 พร้อมตึกแถวสองชั้นรวม 12 คูหา เป็นกรรมสิทธิของ จ. เมื่อปี 2475 กรุงเทพมหานครได้เวนคืนที่ดินบริเวณดังกล่าว เป็นเหตุให้ที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 5906 พร้อมตึกแถวสองชั้นห้องเลขที่ 185 บางส่วน ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนไปอยู่ในแนวเขตของถนนแก้วซึ่งอยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานคร แต่กรุงเทพมหานครก็มิได้ให้ผู้ถูกเวนคืนดำเนินการรื้อถอนตึกแถวสองชั้นเลขที่ 185 ในส่วนที่ตั้งอยู่บนที่ดินที่ถูกเวนคืน และส่งมอบการครอบครองที่ดินในส่วนที่ถูกเวนคืนแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5906 พร้อมตึกแถวสองชั้นรวม 12 คูหา จาก น. ผู้รับมรดกของ จ. โจทก์ทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนที่เหลือจากการเวนคืนและกรรมสิทธิ์ในตึกแถวสองชั้นรวม 11 คูหา กับตึกแถวสองชั้นเลขที่ 185 ที่จำเลยทั้งสองเช่าจาก น. ด้วย การที่กรุงเทพมหานครยังมิได้ดำเนินการฟ้องขับไล่โจทก์ทั้งสองให้รื้อถอนตึกแถวสองชั้นเลขที่ 185 ที่ปลูกสร้างบนที่ดินในส่วนที่ถูกเวนคืนซึ่งล้ำไปอยู่ในแนวเขตของถนนแก้วอันเป็นถนนสาธารณะ โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับโอนสิทธิการเช่าจาก น. ผู้ให้เช่าเดิมและได้บอกเลิกการเช่าโดยชอบแล้ว ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 1304
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมยุรี มั่นในสัจธรรม กับพวก
จำเลย — นายสุนทร อมรชัยชาญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิจิตร วิสุชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385/2548
#270250
เปิดฉบับเต็ม

เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 5906 พร้อมตึกแถวสองชั้นรวม 12 คูหา เป็นกรรมสิทธิ์ของ จ. เมื่อปี 2475 กรุงเทพมหานครได้เวนคืนที่ดินบริเวณดังกล่าว เป็นเหตุให้ที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 5906 พร้อมตึกแถวสองชั้นห้องเลขที่ 185 บางส่วน ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนไปอยู่ในแนวเขตของถนนแก้ว ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานคร แต่กรุงเทพมหานครก็มิได้ให้ผู้ถูกเวนคืนดำเนินการรื้อถอนตึกแถวสองชั้นเลขที่ 185 ในส่วนที่ตั้งอยู่บนที่ดินที่ถูกเวนคืนและส่งมอบการครอบครองที่ดินแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5906 พร้อมตึกแถวสองชั้นรวม 12 คูหา จาก น. ผู้รับมรดกของ จ. โจทก์ทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนที่เหลือจากการเวนคืนและกรรมสิทธิ์ในตึกแถวสองชั้นรวม 11 คูหา กับตึกแถวสองชั้นเลขที่ 185 ที่จำเลยทั้งสองเช่าจาก น. ด้วย การที่กรุงเทพมหานครยังมิได้ดำเนินการฟ้องขับไล่โจทก์ทั้งสองให้รื้อถอนตึกแถวสองชั้นเลขที่ 185 ที่ปลูกสร้างบนที่ดินในส่วนที่ถูกเวนคืนซึ่งล้ำไปอยู่ในแนวเขตของถนนแก้วอันเป็นถนนสาธารณะ โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับโอนสิทธิการเช่าจาก น. ผู้ให้เช่าเดิมและได้บอกเลิกการเช่าโดยชอบแล้ว ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 186,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 185 จนเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 125,920 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 185 ถนนหลวง แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5906 ตำบลป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามยอด) อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินพิพาทได้เป็นถนนสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยการเวนคืนและอยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานครตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2505 โดยไม่ต้องคำนึงว่าได้มีการชำระค่าเวนคืนและมีการส่งมอบที่ดินพิพาทให้กรุงเทพมหานครหรือไม่นั้น เห็นว่า เดิมที่ดินตามโฉนดเลขที่ 5906 พร้อมตึกแถวสองชั้นรวม 12 คูหา เป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เมื่อปี 2475 กรุงเทพมหานครได้เวนคืนที่ดินในบริเวณดังกล่าว เป็นเหตุให้ที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 2906 พร้อมตึกแถวสองชั้นห้องเลขที่ 185 บางส่วน ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนไปอยู่ในแนวเขตของถนนแก้วซึ่งอยู่ในความดูแลของกรุงเทพมหานคร แต่กรุงเทพมหานครก็มิได้ให้ผู้ถูกเวนคืนดำเนินการรื้อถอนตึกแถวสองชั้นเลขที่ 185 ในส่วนที่ตั้งอยู่บนที่ดินที่ถูกเวนคืนและส่งมอบการครอบครองที่ดินในสว่นที่ถูกเวนคืนแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 5906 พร้อมตึกแถวสองชั้นรวม 12 คูหา จากหม่อมราชวงศ์นริศรา ผู้รับมรดก โจทก์ทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนที่เหลือจากการเวนคืนและกรรมสิทธิ์ในตึกแถวสองชั้นรวม 11 คูหา กับตึกแถวสองชั้นเลขที่ 185 ที่จำเลยทั้งสองเช่าจากหม่อมราชวงศ์นริศราด้วย การที่กรุงเทพมหานครยังมิได้ดำเนินการฟ้องขับไล่โจทก์ทั้งสองให้รื้อถอนตึกแถวสองชั้นเลขที่ 185 ที่ปลูกสร้างบนที่ดินในส่วนที่ถูกเวนคืนซึ่งล้ำไปอยู่ในแนวเขตของถนนแก้วอันเป็นถนนสาธารณะ โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับโอนสิทธิการเช่าจากหม่อมราชวงศ์นริศราผู้ให้เช่าเดิมและได้บอกเลิกการเช่าโดยชอบแล้ว ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมยุรี มั่นในสัจธรรม กับพวก
จำเลย — นายสุนทร อมรชัยชาญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2384/2548
#270242
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันจะฟ้องให้จำเลยล้มละลายจะต้องบรรยายคำฟ้องให้เข้าหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 9 คดีนี้โจทก์ได้บรรยายคำฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา 3 คดี เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวและหนี้ดังกล่าวนั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน คำฟ้องของโจทก์จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามที่ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ กำหนดไว้แล้ว ส่วนจำเลยจะเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวอยางไร จำเลยได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เป็นข้อที่ต้องไปว่ากล่าวในชั้นพิจารณา

มูลหนี้ตามคำพิพากษาที่พิพากษาให้จำเลยกับพวกหลายคนร่วมกันรับผิดชำระหนี้ จำเลยแต่ละคนซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวต้องร่วมกันรับผิดจนกว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง และขณะเดียวกันเจ้าหนี้ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ก็ได้ เมื่อจำเลยอยู่ในฐานะลูกหนี้มิได้ปฏิบัติหน้าที่ในการชำระหนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,251,466.08 บาท จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ โจทก์ได้ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและสืบหาทรัพย์สินของจำเลย แต่จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ จำเลยหลบหนีไปเพื่อประวิงการชำระหนี้ พฤติการณ์ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (4) ข และ (5) เห็นว่า ในการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันจะฟ้องให้จำเลยล้มละลายจะต้องบรรยายคำฟ้องให้เข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 เมื่อในคดีนี้โจทก์ได้บรรยายคำฟ้องมาแล้วว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา 3 คดี เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวและหนี้ดังกล่าวนั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน คำฟ้องของโจทก์จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ กำหนดไว้แล้ว ส่วนที่ว่าจำเลยจะเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอย่างไร จำเลยได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เป็นข้อที่ต้องไปว่ากล่าวในชั้นพิจารณา

ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุที่จำเลยยังไม่ชำระหนี้แก่โจทก์นั้นเนื่องจากบุคคลอื่นซึ่งเป็นจำเลยร่วมตามคำพิพากษาในคดีแพ่งจะชำระหนี้แทนนั้น เมื่อมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขที่ 20611/2532 พิพากษาให้จำเลยหลายคนร่วมกันรับผิดชำระหนี้ จำเลยแต่ละคนซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งดังกล่าวต้องร่วมกันรับผิดจนกว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง และขณะเดียวกันเจ้าหนี้ก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ก็ได้ เมื่อจำเลยอยู่ในฐานะลูกหนี้มิได้ปฏิบัติหน้าที่ในการชำระหนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมศักดิ์ พรพรรณรัตน์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2379/2548
#268136
เปิดฉบับเต็ม

ป. เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยและได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2532 แล้ว จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 และมาตรา 1778 การที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโจทก์จัดให้ ป. ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงขัดต่อหลักเกณฑ์ตามประกาศของโจทก์ข้อ 1 ข. (1) เพราะขณะโจทก์จัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์นั้นเป็นการกระทำภายหลังวันที่ 19 กันยายน 2532 ซึ่งเป็นวันออกประกาศอันเป็นเวลาภายหลังจากที่ ป. ได้มอบการครอบครองให้จำเลยไปแล้ว ป. จึงไม่ใช่เกษตรกรผู้ครอบครองที่ดิน การจัดให้ ป. เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ตลอดจนการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้ ป. จึงไม่ชอบ

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโจทก์ฟ้องว่าได้ที่ดินพิพาทมาโดย ป. สละการครอบครองให้ มิได้ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นโจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท และไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทมาใช้ในการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2521 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอปักธงชัย และอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2521 โดยกำหนดให้ที่ดินในเขตท้องที่อำเภอดังกล่าวภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน โจทก์จึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เป็นเขตปฏิรูปที่ดินและนำไปจัดการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกร บุคคลที่ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะโอนสิทธิไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2532 คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาประกาศให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินโครงการป่านครราชสีมา - ปักธงชัย และโครงการป่านครราชสีมา - ปักธงชัย - โชคชัย โดยให้เกษตรกรผู้ซึ่งมีสิทธิยื่นคำร้องขอคัดเลือกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินตามโครงการดังกล่าว ครั้นวันที่ 23 กันยายน 2532 นายเปลื้อง มงคล ได้ยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินตามประกาศต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา โดยนายเปลื้องไม่ได้อ้างว่าที่ดินพิพาทที่ขอเข้าทำประโยชน์เป็นที่ดินที่มีหลักฐานทางที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 493 หมู่ที่ 7 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ถือได้ว่านายเปลื้องสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทตามหลักฐานทางที่ดินดังกล่าว และขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของโจทก์แทน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาได้พิจารณาคัดเลือกให้นายเปลื้องเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา และออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 - 01) แก่นายเปลื้อง ดังนั้น นายเปลื้องซึ่งได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2536 จำเลยได้นำหลักฐานทางที่ดินในที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 493 ซึ่งนายเปลื้องได้สละเจตนาครอบครองแล้วมายื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย โดยอ้างว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายเปลื้องเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2532 เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการตามคำขอของจำเลย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมามีหนังสือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของจำเลย เจ้าพนักงานที่ดินทำการสอบสวนเปรียบเทียบ และมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่จำเลย หากโจทก์ไม่พอใจให้ดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนด 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง การที่จำเลยขอออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 493 โดยอ้างสิทธิครอบครองต่อจากนายเปลื้องผู้ขาย เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เพราะที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนด ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต่อไป และห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัยออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยซื้อมาจากนายเปลื้องเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2532 ในราคา 264,000 บาท นายเปลื้องได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์นับแต่วันทำสัญญาจนถึงปัจจุบันโดยมีมีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน ทั้งจำเลยไม่เคยยินยอมเข้าร่วมในการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่ดินพิพาทของจำเลยไม่ปรากฏว่าเป็นที่ดินของรัฐที่โจทก์นำมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 และไม่ใช่ที่ดินเอกชนที่โจทก์ได้จัดซื้อหรือเวนคืนตามมาตรา 29 แต่เป็นที่ดินของจำเลยที่มีสิทธิครอบครองเพราะได้มีการแจ้งการครอบครองที่ดินมาตั้งแต่ปี 2498 และมีการครอบครองต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบันการที่โจทก์นำที่ดินพิพาทของจำเลยไปดำเนินการตามโครงการปฏิรูปที่ดิน จัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน และออกหนังสืออนุญาตให้นายเปลื้องเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปทีดินเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์และนายเปลื้องไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้อง กับให้เพิกถอนการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินที่โจทก์ให้แก่นายเปลื้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้โดยคู่ความไม่ได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตท้องที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2521 ได้มีพระราชกฤษฎีกาซึ่งอาศัยตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 กำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอปักธงชัยและอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของโจทก์ เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ได้มีการแจ้งการครอบครองไว้ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 493 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เอกสารหมาย ล.2 โดยมีชื่อนางพวง ยุพา มารดาของนายเปลื้อง มงคล เป็นผู้แจ้งการครอบครอง ระหว่างที่โจทก์ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน โดยให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2532 นายเปลื้องได้ยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยมิได้แจ้งว่าที่ดินมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) โจทก์จึงได้จัดให้นายเปลื้องเข้าทำประโยชน์ และได้ออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือ ส.ป.ก. 4 - 01 เลขที่ 4126 เล่ม 52 หน้า 26 อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่นายเปลื้อง ปัจจุบันนายเปลื้องถึงแก่ความตายไปแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2536 จำเลยได้นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 493 ของที่ดินพิพาทไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย โจทก์คัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินได้สอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายทินกร การรักษา นายพีระ อาจหาญ นายวิชาญ วิริยะสุทธิวงศ์ และนายสุเทพ รอสูงเนิน เป็นพยานเบิกความได้ความในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอปักธงชัย และอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2521 เป็นที่ดินโครงการป่านนครราชสีมา ปักธงชัย และโครงการป่านครราชสีมา - ปักธงชัย - โชคชัย โจทก์ได้ประกาศให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ตามประกาศคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ต่อมานายเปลื้องได้ยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโจทก์ได้สอบสวนแล้วเห็นว่านายเปลื้องมีคุณสมบัติตามข้อ 1 ก. และเข้าหลักเกณฑ์ตามข้อ 1. ข. (1) จึงจัดให้นายเปลื้องเข้าทำประโยชน์และออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ให้นายเปลื้องไป แต่จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งหมด ปรากฏว่าไม่มีพยานโจทก์คนใดรู้เห็นว่านายเปลื้องได้เข้าทำประโยชน์หรือครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนจริงหรือไม่ แต่จำเลยมีตัวจำเลยและนายโฮม จวงตะคุเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายเปลื้อง เมื่อเดือนมกราคม 2532 มีการทำสัญญาซื้อขาย ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.3 หลังจากนั้นนายเปลื้องได้มอบแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เอกสารหมาย ล.2 และส่งมอบการครอบครองให้จำเลย จำเลยได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา จนกระทั่งจำเลยได้ไปยื่นคำร้องขอออกโฉนดในที่พิพาท นายโฮมเป็นผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ที่ดินตั้งอยู่ จึงเป็นผู้ที่ทราบเรื่องเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ดี ในฐานะที่เป็นผู้ปกครองท้องที่และยังเป็นผู้รู้เห็นการทำสัญญาซื้อขายระหว่างนายเปลื้องกับจำเลยอีกด้วย เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในเรื่องนี้แล้ว เห็นว่า พยานจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายเปลื้องซึ่งเป็นผู้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยและได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2532 แล้วจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา พฤติการณ์แห่งคดี แสดงให้เห็นว่านายเปลื้องได้สละการครอบครองที่ดินพิพาท และโอนที่ดินพิพาทโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย จำเลยรับโอนมาโดยชอบติดต่อกันมาจำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 และมาตรา 1778 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าว การที่โจทก์จัดให้นายเปลื้องได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงขัดต่อหลักเกณฑ์ตามประกาศเอกสารหมาย จ.4 ของโจทก์ ข้อ 1 ข. (1) เพราะขณะโจทก์จัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์นั้น เป็นการกระทำภายหลังวันที่ 19 กันยายน 2532 ซึ่งเป็นวันออกประกาศเป็นเวลาภายหลังจากที่นายเปลื้องได้มอบการครอบครองให้จำเลยไปแล้ว นายเปลื้องจึงไม่ใช่เกษตรกรผู้ครอบครองที่ดินตามประกาศดังกล่าว การจัดให้นายเปลื้องเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ตลอดจนการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้นายเปลื้องจึงไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ตามประกาศดังกล่าว ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าการที่นายเปลื้องยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นการสละสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ให้แก่โจทก์แล้ว เห็นว่า นายเปลื้องยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินจากโจทก์เมื่อเดือนกันยายน 2532 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่นายเปลื้องได้โอนการครอบครองที่ดินให้จำเลยไปแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2532 นายเปลื้องจึงไม่มีสิทธิที่จะสละสิทธิการครอบครองให้แก่โจทก์ ข้ออ้างของโจทก์จึงรับฟ้งไม่ได้ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าได้ที่ดินพิพาทมาโดยนายเปลื้องสละการครอบครองให้หาได้ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทมาใช้ในการปฏิรูปเพื่อการเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1377 ม. 1378
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นายจรัส วราอัสวปติ
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2379/2548
#270224
เปิดฉบับเต็ม

ป. ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทได้ขายที่ดินพิพาทและได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2532 อันเป็นระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะประกาศให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วย แล้วจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาพฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่า ป. ได้สละการครอบครองที่ดินพิพาทและโอนที่ดินพิพาทโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย จำเลยรับโอนมาโดยชอบติดต่อกันมา จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 1377, 1378 แม้ต่อมา ป. จะยื่นคำร้องต่อโจทก์ขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและโจทก์ได้พิจารณาจัดให้ ป. เข้าทำประโยชน์ได้ตามขอ แต่เมื่อในขณะโจทก์จัดให้ ป. เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทนั้น ป. มอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยไปแล้ว จึงไม่ใช่เกษตรกรผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอีกต่อไป การจัดให้ ป. เข้าทำประโยชน์ตลอดจนการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้ ป. จึงไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ตามประกาศของโจทก์เองที่กำหนดให้ผู้ขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินต้องเป็นเกษตรกรผู้ได้เข้าทำประโยชน์หรือครอบครองที่ดินนั้นอยู่ก่อน โจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทมาใช้ในการปฏิรูปเพื่อการเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 26 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต่อไป และห้ามเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัยออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้อง กับให้เพิกถอนการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินที่โจทก์ออกให้แก่นายเปลื้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้โดยคู่ความไม่ได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตท้องที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2521 ได้มีพระราชกฤษฎีกาซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 กำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอปักธงชัยและอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของโจทก์ เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ได้มีการแจ้งการครอบครองไว้ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 493 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เอกสารหมาย ล. 2 โดยมีชื่อนางพวง ยุพา มารดาของนายเปลื้อง มงคล เป็นผู้แจ้งการครอบครอง ระหว่างที่โจทก์ดำเนินการปฏิรูปที่ดินโดยให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2532 นายเปลื้องได้ยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยมิได้แจ้งว่าที่ดินมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) โจทก์จึงได้จัดให้นายเปลื้องเข้าทำประโยชน์ และได้ออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือ ส.ป.ก. 4-01 เลขที่ 4126 เล่ม 52 หน้า 26 อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่นายเปลื้อง ปัจจุบันนายเปลื้องถึงแก่ความตายไปแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2536 จำเลยได้นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 493 ของที่ดินพิพาทไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย โจทก์คัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินได้สอบสวนเปรียบเทียบแล้วมีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายทินกร การรักษา นายพีระ อาจหาญ นายวิชาญ วิริยะสุทธิวงศ์ และนายสุเทพ รอสูงเนิน เป็นพยานเบิกความได้ความในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอปักธงชัย และอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2521 เป็นที่ดินในโครงการป่านครราชสีมา - ปักธงชัย และโครงการป่านครราชสีมา - ปักธงชัย - โชคชัย โจทก์ได้ประกาศให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตามประกาศคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเอกสารหมาย จ. 4 ต่อมานายเปลื้องได้ยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท โจทก์ได้สอบสวนแล้วเห็นว่านายเปลื้องมีคุณสมบัติตามข้อ 1 ก. และเข้าหลักเกณฑ์ตามข้อ 1 ข. (1) จึงจัดให้นายเปลื้องเข้าทำประโยชน์และออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้นายเปลื้องไป แต่จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งหมด ปรากฏว่าไม่มีพยานโจทก์คนใดรู้เห็นว่านายเปลื้องได้เข้าทำประโยชน์หรือครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนจริงหรือไม่ แต่จำเลยมีตัวจำเลยและนายโฮม จวงตะคุ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายเปลื้องเมื่อเดือนมกราคม 2532 มีการทำสัญญาซื้อขายตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล. 3 หลังจากนั้นนายเปลื้องได้มอบแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เอกสารหมาย ล. 2 และส่งมอบการครอบครองให้จำเลย จำเลยได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา จนกระทั่งจำเลยได้ไปยื่นคำร้องขอออกโฉนดในที่ดินพิพาท นายโฮมเป็นผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ที่ดินตั้งอยู่จึงเป็นผู้ที่ทราบเรื่องเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ดี ในฐานะที่เป็นผู้ปกครองท้องที่ และยังเป็นผู้รู้เห็นการทำสัญญาซื้อขายระหว่างนายเปลื้องกับจำเลยอีกด้วย เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในเรื่องนี้แล้ว เห็นว่า พยานจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า นายเปลื้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยและได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2532 แล้วจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่านายเปลื้องได้สละการครอบครองที่ดินพิพาท และโอนที่ดินพิพาทโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย จำเลยรับโอนมาโดยชอบติดต่อกันมา จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 และมาตรา 1378 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าว การที่โจทก์จัดให้นายเปลื้องได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงขัดต่อหลักเกณฑ์ตามประกาศเอกสารหมาย จ. 4 ของโจทก์ ข้อ 1 ข. (1) เพราะขณะโจทก์จัดให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์นั้น เป็นการกระทำภายหลังวันที่ 19 กันยายน 2532 ซึ่งเป็นวันออกประกาศเป็นเวลาภายหลังจากที่นายเปลื้องได้มอบการครอบครองให้จำเลยไปแล้ว นายเปลื้องจึงไม่ใช่เกษตรกรผู้ครอบครองที่ดินตามประกาศดังกล่าว การจัดให้นายเปลื้องเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ตลอดจนการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้นายเปลื้องจึงไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ตามประกาศดังกล่าว ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าการที่นายเปลื้องยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เป็นการสละสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ให้แก่โจทก์แล้ว เห็นว่า นายเปลื้องยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินจากโจทก์เมื่อเดือนกันยายน 2532 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่นายเปลื้องได้โอนการครอบครองที่ดินให้จำเลยไปแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2532 นายเปลื้องจึงไม่มีสิทธิที่จะสละสิทธิการครอบครองให้แก่โจทก์ ข้ออ้างของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าได้ที่ดินพิพาทมาโดยนายเปลื้องสละการครอบครองให้ หาได้ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทและไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทมาใช้ในการปฏิรูปเพื่อการเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1377 ม. 1378
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
จำเลย — นายจรัส วราอัสวปติ
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2376/2548
#270154
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ร้องร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านที่ 1 คัดค้านว่าที่ดินพิพาทมีบางส่วนเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าที่ดินที่ผู้ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์นั้นเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์บางส่วนหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่า ผู้คัดค้านที่ 1 อยู่ในที่ดินในฐานะผู้อาศัยเท่านั้น จึงพิพากษายกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่น ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้นเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในเรื่องนี้จึงชอบแล้ว

ผู้ร้องอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทเพราะเห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีที่ดินอยู่อาศัย และในขณะอาศัยอยู่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้แสดงออกหรือมีการบอกกล่าวเปลี่ยนแปลงลักษณะแห่งการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทต่อผู้ร้องว่าจะยึดถือเพื่อตนเองแต่อย่างใด การครอบครองที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ร้องเท่านั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เดิมที่ดินโฉนดตราจอง เลขที่ 2317 ตำบลพญาแทน อำเภอพิไชย แขวงเมืองพิไชย มณฑลพิศณุโลก (ปัจจุบัน อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์) เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 92 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของนางมาก เมื่อประมาณ 22 ปีที่แล้ว ผู้ร้องได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครอง

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้งว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้เข้าทำประโยชน์โดยปลูกบ้านอยู่อาศัยโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี ขอให้ยกคำร้องขอและมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ประมาณ 1 งาน เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ 1 โดยการครอบครอง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านและฟ้องแย้ง ขอให้ยกคำร้องขอ และมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาททางด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ 2 โดยการครอบครอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินตามโฉนดตราจองเลขที่ 2317 ตำบลพญาแทน อำเภอพิไชย แขวงเมืองพิไชย มณฑลพิศณุโลก (ปัจจุบัน อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์) เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 92 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 2 คนละส่วนเท่า ๆ กัน โดยผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ทางด้านทิศตะวันออก ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ทางด้านทิศตะวันตก ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อแรกมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าการครอบครองที่ดินพิพาทของผู้ร้องมิใช่การครอบครองโดยความสงบเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของ แต่เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นเพื่อรอการแบ่งแยกมรดกจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่เศษ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านที่ 1 คัดค้านว่าที่ดินที่ผู้ร้องร้องขอนั้นมีบางส่วนประมาณ 1 งาน เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าที่ดินที่ผู้ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์นั้นเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์บางส่วนหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วว่า ผู้คัดค้านที่ 1 อยู่ในที่ดินในฐานะผู้อาศัยเท่านั้น ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ พิพากษายกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่น ผู้ร้องจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยในเรื่องนี้จึงชอบแล้ว

ส่วนฎีกาข้อต่อไปที่ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่นั้น เห็นว่า ข้ออ้างที่ว่านางมากยกที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ปลูกบ้าน 1 งาน นั้น คงมีแต่ผู้คัดค้านที่ 1 เท่านั้นเบิกความยืนยันฝ่ายเดียว แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อที่ผู้ร้องนำสืบว่านางมากได้แบ่งที่ดินให้แก่บุตร 5 คน ผู้ร้องและบิดาของผู้คัดค้านที่ 1 ก็เป็นบุตรใน 5 คนดังกล่าวก็ได้รับแบ่งไปแล้วโดยผู้ร้องได้ที่ดินพิพาท ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 ก็เบิกความยอมรับว่าบิดาของผู้คัดค้านที่ 1 ก็ได้รับการแบ่งปันที่ดินมาเช่นกัน แต่บิดาของตนได้ขายไปแล้ว ดังนั้น จึงเชื่อได้ตามที่ผู้ร้องนำสืบมาว่าที่ดินพิพาทนั้นนางมากยกให้ผู้ร้องจริง ทั้งไม่ปรากฏว่ามีเหตุผลใดที่นางมากจะต้องยกที่ดินพิพาทนั้นให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 อีก เพราะบิดาของผู้คัดค้านที่ 1 ก็ได้รับส่วนแบ่งที่ดินไปแล้ว อีกทั้งถ้าหากนางมากยกที่ดินพิพาทบางส่วนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 จริงแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ก็น่าจะเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยทันทีเพราะขณะนั้นนางมากผู้ยกให้ยังมีชีวิตอยู่จะได้เป็นข้ออ้างอิงต่อบุคคลอื่นได้ แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ไปปลูกบ้านในที่ดินพิพาทหลังจากนางมากถึงแก่ความตายไปแล้ว 4 ปี เช่นนี้รูปคดีจึงน่าเชื่อตามที่ผู้ร้องนำสืบว่าผู้ร้องอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 เข้าปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทเพราะผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีที่ดินอาศัยอยู่ และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้แสดงออกหรือมีการบอกกล่าวเปลี่ยนแปลงลักษณะแห่งการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทต่อผู้ร้องว่าจะยึดถือเพื่อตนเองแต่อย่างใด การครอบครองที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทแทนผู้ร้องเท่านั้น แม้ผู้คัดค้านที่ 1 จะครอบครองนานเท่าใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางเก่ง ครองใจบุญ
ผู้คัดค้าน — นางเหลี่ยม กิจสวน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
คมวุฒ บุรีธนวัต
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2361/2548
#271900
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุกนั้น ข้อวินิจฉัยที่ว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยเข้ามาสร้างบ้านสองชั้นเป็นของโจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาโดยตรงในการวินิจฉัยคดีส่วนอาญา ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้วดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 โดยต้องฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จะให้ฟังว่าเป็นของจำเลยหรือเป็นลำห้วยสาธารณประโยชน์หรือออกโฉนดที่ดินทับลำห้วยสาธารณประโยชน์มิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 18160 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อประมาณต้นปี 2529 จำเลยบุกรุกเข้าปลูกสร้างบ้านสองชั้นลงบนที่ดินบางส่วนของโจทก์บริเวณด้านหน้าของที่ดินโจทก์ที่ติดกับถนนเพชรเกษม โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานบุกรุก ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำคุกจำเลย แต่จำเลยยังมิได้รื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านสองชั้นเลขที่ 719/14 ถนนเพชรเกษม ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี กับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18160 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี กับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 18160 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี แล้วส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 400,000 บาท กับอีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนบ้านกับขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน

จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทและปลูกบ้านเลขที่ 719/14 ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและปลูกพืชยืนต้น พืชล้มลุก ติดต่อกันตลอดมาตั้งแต่ปี 2513 ก่อนที่โจทก์จะขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 18160 การออกโฉนดที่ดินของโจทก์ทับที่ดินพิพาทของจำเลยและยังทับลำห้วยสาธารณประโยชน์อีกด้วย จึงถือได้ว่าเป็นการออกโฉนดที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หาทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่ โฉนดที่ดินของโจทก์ต้องถูกเพิกถอน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย หากโจทก์ขาดประโยชน์ก็ไม่ควรเกินเดือนละ 500 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 719/14 ถนนเพชรเกษม ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี กับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และให้ชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 40,000 บาท และอีกเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 9,000 บาท แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 18160 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 17 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา เมื่อประมาณปี 2529 จำเลยเข้ามาปลูกสร้างบ้านสองชั้นในโฉนดที่ดินดังกล่าวของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 39 ตารางวา ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานบุกรุก ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วให้ลงโทษจำคุกจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องคดีนี้

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกจำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" เมื่อคดีอาญาข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยบุกรุกเข้ามาสร้างบ้านสองชั้นเป็นของโจทก์ ด้วยเหตุนี้จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของจำเลยหรือออกโฉนดที่ดินทับลำห้วยสาธารณประโยชน์หาได้ไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ เพราะหากมีการออกโฉนดที่ดินที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ก็ย่อมถูกเพิกถอนได้นั้น เห็นว่า ในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุกนั้น ข้อวินิจฉัยที่ว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยเข้ามาสร้างบ้านสองชั้นเป็นของโจทก์หรือไม่เป็นปัญหาโดยตรงในการวินิจฉัยคดีส่วนอาญา ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งนี้ ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้วดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 โดยต้องฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์จะให้ฟังว่าเป็นของจำเลยหรือเป็นลำห้วยสาธารณประโยชน์หรือออกโฉนดที่ดินทับลำห้วยสาธารณประโยชน์มิได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยชอบแล้ว..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรูญ พราหมณ์แก้ว
จำเลย — นายสัมฤทธิ์ พราหมณ์แก้ว
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ