คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2244/2548
#113145
เปิดฉบับเต็ม

เงินโบนัสไม่ใช่ค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่นตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (8) และ (9) การเรียกร้องเงินโบนัสจึงไม่อยู่ในบังคับกำหนดอายุความ 2 ปี ของบทบัญญัติดังกล่าว กำหนดอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องเงินโบนัสตามสัญญาจ้างแรงงานมิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสจำนวน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายเป็นรางวัลในการปฏิบัติงานให้แก่ลูกจ้าง มิใช่เป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ก็มิได้บัญญัติบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้าง นายจ้างจะจ่ายเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างหรือไม่ หากมีการจ่ายเงินโบนัสนายจ้างจะจ่ายด้วยวิธีใด และมีหลักเกณฑ์อย่างไรก็แล้วแต่นายจ้างจะกำหนด หรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของสถานประกอบกิจการนั้น ๆ ฉะนั้น เงินโบนัสจึงมิใช่ค่าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. (8) และ (9) การเรียกร้องเงินโบนัสจึงไม่อยู่ในบังคับกำหนดอายุความ 2 ปี ของบทบัญญัติดังกล่าว กำหนดอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องเงินโบนัสตามสัญญาจ้างแรงงานมิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2537 ถึงปี 2539 โดยยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2542 คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระ มงคลชีพ
จำเลย — บริษัทระยองอินดัสเตรียลปาร์ค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายดำรงค์ ทรัพยผล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2241/2548
#267478
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และได้เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้บริหารแผนแล้ว ต่อมาโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้าง โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานเพื่อเรียกค่าชดเชย จำเลยที่ 2 มีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย ดังนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีคำขอให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเข้ามาด้วยก็เพื่อที่จะให้โจทก์ได้รับค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ทำให้คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้แต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 28 คำสั่งที่ 2545 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและดอกเบี้ยและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 414,944 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จและชำระค่าดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างค้างจ่ายอีก 9,077.10 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และวันที่ 30 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการและตั้งบริษัทสยามซินเทค แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 อ้างว่าทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 6509/2543 เรียกให้จ่ายค่าชดเชยอันเกิดจากการเลิกจ้าง ศาลแรงงานกลางเห็นว่ามูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ชอบที่โจทก์จะไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ โจทก์ไม่ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ แต่ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 เพื่อเรียกค่าชดเชย ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2545 จำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งที่ 8/2545 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2545 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามคำร้อง โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้โดยมีคำขอให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานของจำเลยที่ 2 ซึ่งสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเข้ามาด้วยก็เพื่อที่จะให้โจทก์ได้รับจ่ายค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ทำให้คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้แต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2485 มาตรา 90/12 (4) ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงศ์พันธุ์ มณีประพันธ์
บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดย
บริษัทซินเทค แพลนเนอร์ จำกัด
จำเลย — (ผู้บริหารแผน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบัณฑิต แก้วทอง
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2241/2548
#268012
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจำเลยที่ 3 ที่สั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามคำร้องนั้น มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 1 ยังไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่านั้น มิได้บังคับโจทก์ให้กระทำหรือไม่กระทำการใด หากโจทก์ไม่ติดใจในค่าชดเชยนั้นต่อไปโจทก์ไม่จำต้องนำคดีไปฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และหากโจทก์ประสงค์จะได้ค่าชดเชยโจทก์ก็สามารถฟ้องคดีขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ได้ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีคำขอให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ในคดีล้มละลาย แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานของจำเลยที่ 2 ซึ่งสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเข้ามาด้วย ก็เพื่อที่จะให้โจทก์ได้รับจ่ายค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ทำให้คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งบริษัทสยาม ซินเทค แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2543 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการและตั้งบริษัทด้งกล่าวเป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 โดยโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2536 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการหน่วยงานรับผิดชอบดูแลงานโครงการบำบัดน้ำเสียกรุงรัตนโกสินทร์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 51,868 บาท ต่อมาวันที่ 28 กันยายน 2543 จำเลยที่ 1 ได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด และไม่จ่ายค่าจ้างระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 28 กันยายน 2543 จำนวน 48,410 บาท กับค่าชดเชยจำนวน 414,944 บาท ให้โจทก์ วันที่ 21 มิถุนายน 2544 โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานพื้นที่วัฒนา สังกัดจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 1 ค้างจ่ายค่าจ้าง จำเลยที่ 2 สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 โดยบริษัทสยามซินเทค แพลนเนอร์ จำกัด ในฐานะผู้ทำแผนจ่ายค่าจ้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน โดยมิได้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่จำเลยที่ 1 วางเงินต่อศาลรวม 15 เดือน เป็นเงิน 9,077.10 บาท ให้โจทก์ และวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 ค้างจ่ายค่าชดเชย จำเลยที่ 2 สอบสวนแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) มีคำสั่งที่ 8/2545 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและดอกเบี้ยตามคำร้อง คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบเพราะจำเลยที่ 1 ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์แต่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง และจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำคดีไปฟ้องเอง จึงต้องถือเป็นยุติว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 414,944 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จและชำระค่าดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างค้างจ่ายอีก 9,077.10 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ย เพราะโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่และกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ด้วยการร่วมกับนายภัทรพงศ์ บุญยัง บุคคลภายนอกลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่การเป็นผู้จัดการหน่วยงานของจำเลยที่ 1 ยินยอมให้นายภัทรพงศ์เอาทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไปโดยทุจริต แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีที่จำเลยที่ 1 แจ้งความร้องทุกข์ แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3262/2545 ของศาลอาญาซึ่งอยู่ในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง จึงยังไม่อาจรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดดังกล่าว นอกจากนี้โจทก์ยังกระทำความผิดอาญาอื่นโดยเจตนาแก่จำเลยที่ 1 และจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายอีกหลายประการ กล่าวคือโจทก์ต้องสงสัยว่าลักกล้องสำรวจ กล้องวัดแนวเส้นและกล้องวัดระยะ 3 เครื่อง ราคา 27,500 บาท ไปจากสำนักงานของจำเลยที่ 1 ในช่วงวันที่ 9 ถึงวันที่ 13 กันยายน 2543 โจทก์จัดเก็บเงินผลประโยชน์ต่างๆ เพื่อใช้ในการก่อสร้างโครงการบำบัดน้ำเสียและเมื่อโครงการเสร็จมีเงินคงเหลือ 99,928 บาท แต่โจทก์ไม่ส่งคืนให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์จงใจหรือประมาทเลินเล่อไม่ควบคุมดูแลรักษาทรัพย์สินในหน่วยงานก่อสร้างที่โจทก์มีหน้าที่ควบคุมดูแล เป็นเหตุให้มีคนร้ายลักกล้องสำรวจของจำเลยที่ 1 ไป 4 เครื่อง เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 มูลค่า 1,160,000 บาท และโจทก์ประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบแบบแผนผังงานให้ถูกต้องเรียบร้อยก่อนลงมือทำงาน เป็นเหตุให้คนงานใช้รถขุดตักถูกสายโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยขาดเสียหาย คิดเป็นเงิน 3,804,000 บาท ถูกสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของบริษัทเทเลคอมเอเชีย จำกัด (มหาชน) ขาดเสียหาย คิดเป็นเงิน 1,612,624.95 บาท และถูกสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของบริษัทคอมลิงก์ จำกัด ได้รับความเสียหายอีก 1,652,159.79 บาท ทำให้จำเลยที่ 1 ถูกเรียกร้องให้ชำระหนี้ดังกล่าวรวมเป็นเงิน 7,068,784.74 บาท และฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำเพราะในระหว่างศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 6509/2543 หมายเลขแดงที่ 9286/2543 เรียกให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยจำนวนเดียวกันนี้ซึ่งมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งให้โจทก์ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีฟื้นฟูกิจการแต่โจทก์ไม่ดำเนินการ กลับไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานจนพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องในคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ด้วยการนำใบเสนอราคาซื้อไม้ สังกะสี และเหล็กยื่นต่อจำเลยที่ 1 โดยมิได้มีผู้เสนอขอซื้อ จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยคำสั่งของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2536 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการหน่วยงานรับผิดชอบดูแลงานโครงการบำบัดน้ำเสียกรุงรัตนโกสินทร์ ค่าจ้างเดือนละ 51,868 บาท วันที่ 21 มิถุนายน 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และวันที่ 30 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการและตั้งบริษัทสยามซินเทค แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 อ้างว่าทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 6509/2543 เรียกให้จ่ายค่าชดเชยอันเกิดจากการเลิกจ้าง ศาลแรงงานกลางเห็นว่ามูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ชอบที่โจทก์จะไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความโจทก์ไม่ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ แต่ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 เพื่อเรียกค่าชดเชยในมูลหนี้เดิมที่เคยฟ้องและศาลสั่งจำหน่ายคดีไปแล้ว ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2545 จำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งที่ 8/2545 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2545 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามคำร้อง โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2545 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ รวมทั้งดอกเบี้ยของค่าจ้างช่วงที่โจทก์ยังทำงานกับจำเลยที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 28 กันยายน 2543 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าชดเชยและดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างค้างจ่ายที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ มูลหนี้เกิดขึ้นตั้งแต่โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 ก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 ชอบที่โจทก์จะไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/26 ต้องห้ามไม่ให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ให้รับผิดเป็นคดีแพ่ง ตามมาตรา 90/12 (4) แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 เข้ามาด้วยก็เพื่อให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นการฟ้องเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 โดยตรง ซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ จึงเป็นฟ้องที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/12 (4) หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์อุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 8/2545 ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ เห็นว่าคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 8/2545 ของจำเลยที่ 2 ที่สั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามคำร้องนั้น มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 1 ยังไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่านั้น มิได้บังคับโจทก์ให้กระทำหรือไม่กระทำการใด หากโจทก์ไม่ติดใจในค่าชดเชยนั้นต่อไปโจทก์ก็ไม่จำต้องนำคดีไปฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และหากโจทก์ประสงค์จะได้ค่าชดเชยโจทก์ก็สามารถฟ้องคดีขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีคำขอให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานของจำเลยที่ 2 สั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเข้ามาด้วยก็เพื่อที่จะให้โจทก์ได้รับจ่ายค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ทำให้คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้แต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/12 (4) ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงศ์พันธุ์ มณีประพันธ์
บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดย
จำเลย — บริษัทซินเทค แพลนเนอร์ จำกัด (ผู้บริหารแผน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2241/2548
#270182
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 21 มิถุนายน 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และวันที่ 30 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการและตั้งบริษัท ส. เป็นผู้บริหารแผน โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 อ้างว่าทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์จึงไปยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานเพื่อเรียกค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามคำร้อง ดังนี้การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2545 ขอให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้ จ่ายค่าชดเชย อันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจำเลยที่ 3 และขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ซึ่งสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเข้ามาด้วยก็เพื่อที่จะให้โจทก์ได้รับค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ทำให้คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ แต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/12 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 2 และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2536 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการหน่วยงานรับผิดชอบดูแลงานโครงการบำบัดน้ำเสียกรุงรัตนโกสินทร์ ค่าจ้างเดือนละ 51,868 บาท วันที่ 21 มิถุนายน 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และวันที่ 30 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการและตั้งบริษัทสยามซินเทค แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 อ้างว่าทุจริตต่อหน้าที่ โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 6509/2543 เรียกให้จ่ายค่าชดเชยอันเกิดจากการเลิกจ้าง ศาลแรงงานกลางเห็นว่ามูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ชอบที่โจทก์จะไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ โจทก์ไม่ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ แต่ได้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 เพื่อเรียกค่าชดเชยในมูลหนี้เดิมที่เคยฟ้องและศาลสั่งจำหน่ายคดีไปแล้ว ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2545 จำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งที่ 8/2545 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2545 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามคำร้อง โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2545 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์รวมทั้งดอกเบี้ยของค่าจ้างช่วงที่โจทก์ยังทำงานกับจำเลยที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 28 กันยายน 2543 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าชดเชยและดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างค้างจ่ายที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ มูลหนี้เกิดขึ้นตั้งแต่โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2543 ก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 ชอบที่โจทก์จะไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/26 ต้องห้ามไม่ให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ให้รับผิดเป็นคดีแพ่ง ตามมาตรา 90/12 (4) แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 เข้ามาด้วยก็เพื่อให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นการฟ้องเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 โดยตรง ซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ จึงเป็นฟ้องที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/12 (4) หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์อุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 8/2545 ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ เห็นว่า คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 8/2545 ของจำเลยที่ 2 ที่สั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามคำร้องนั้น มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 1 ยังไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่านั้น มิได้บังคับโจทก์ให้กระทำหรือไม่กระทำการใด หากโจทก์ไม่ติดใจในค่าชดเชยนั้นต่อไปโจทก์ก็ไม่จำต้องนำคดีไปฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และหากโจทก์ประสงค์จะได้ค่าชดเชยโจทก์ก็สามารถฟ้องคดีขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีคำขอให้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานของจำเลยที่ 2 ซึ่งสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเข้ามาด้วยก็เพื่อที่จะให้โจทก์ได้รับจ่ายค่าชดเชยจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่ทำให้คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้แต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2485 มาตรา 90/12 (4) ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 124
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงศ์พันธุ์ มณีประพันธ์
บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตัคชั่น จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทซินเทค แพลนเนอร์ จำกัด
จำเลย — (ผู้บริหารแผน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2238 -ที่ 2240/2548
#268005
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (3) แต่ผู้ที่จะมีสิทธิขอคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3

คดีสืบเนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยไม่ชำระ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดทรัพย์จำเลยขายทอดตลาด

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 5 สิงหาคม 2545 จำนวนสองฉบับ โดยฉบับแรกอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยต่ำเกินสมควร เกิดจากคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาและเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ส่วนคำร้องฉบับที่สองขอให้ระงับการบังคับคดีไว้ก่อน

ศาลแรงงานกลางสั่งคำร้องฉบับแรกว่า อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 58 ให้ผู้ร้องวางเงินให้พอต่อการชำระหนี้ของโจทก์ในคดีนี้ภายใน 7 วัน แล้วจึงจะพิจารณาสั่งคำร้องนี้ และสั่งคำร้องฉบับที่สองว่ารอไว้สั่งพร้อมกับคำร้อง (ฉบับแรก) ที่ขอเพิกถอนการขาย

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก 30 วัน นับจากวันที่ครบกำหนด (12 สิงหาคม 2545) กับขอให้แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีรอการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ชั่วคราว และขอให้นัดพร้อมเพื่อเจรจากับฝ่ายโจทก์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2545 อนุญาตให้จำเลยวางเงินภายในวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เป็นครั้งสุดท้าย และแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรอการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ชั่วคราวก่อน กับให้นัดพร้อมเพื่อเจรจาตามขอ

ต่อมาในวันที่ 10 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยไม่วางเงินภายในเวลาที่ศาลอนุญาตตามคำร้องฉบับลงวันที่ 5 และวันที่ 9 สิงหาคม 2545 จึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจ มีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดทั้งสองฉบับ (ที่ถูกฉบับลงวันที่ 5 สิงหาคม 2545 ฉบับเดียว) กรณีไม่มีเหตุที่จะให้งดการบังคับคดี จึงให้ยกคำร้องขอให้ระงับการบังคับคดีด้วย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "อนึ่ง ที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 21 ตุลาคม 2545 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (3) นั้น เห็นว่า ผู้ที่จะมีสิทธิขอคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นโจทก์จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องดังกล่าว"

พิพากษายกคำสั่งในวันที่ 10 กันยายน 2545 ของศาลแรงงานกลาง และให้จำเลยนำเงินตามคำสั่งศาลแรงงานกลางมาวางภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งนี้ แล้วให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการต่อไป และให้ยกคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 21 ตุลาคม 2545 เสีย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอุษณีย์ วิสุทธิ์สุรพล กับพวก
จำเลย — บริษัทสิทธิรินทร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2238 -ที่ 2240/2548
#270162
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ขอขยายระยะเวลาที่ศาลแรงงานกลางสั่งให้จำเลยวางเงินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 58 ออกไป 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนด ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งคำร้องดังกล่าววันที่ 13 สิงหาคม 2545 อนุญาตให้จำเลยวางเงินภายในวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เนื่องจากศาลแรงงานกลางมิได้มีคำสั่งในวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นคำร้องแต่ได้มีคำสั่งภายหลังต่อมาอีก 4 วัน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทราบคำสั่งแล้ว ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในวันที่ 10 กันยายน 2545 ว่าจำเลยมิได้นำเงินมาวางศาลภายในวันที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตจึงไม่ชอบ

โจทก์เท่านั้นที่จะเป็นผู้มีสิทธิขอคุ้มครองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (3) ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยไม่ชำระ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดทรัพย์จำเลยขายทอดตลาด

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 5 สิงหาคม 2545 จำนวนสองฉบับ โดยฉบับแรกอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยต่ำเกินสมควรเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาและเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ส่วนคำร้องฉบับที่สอง ขอให้ระงับการบังคับคดีไว้ก่อน

ศาลแรงงานกลางสั่งคำร้องฉบับแรกว่า ให้ผู้ร้องวางเงินให้พอต่อการชำระหนี้ของโจทก์ในคดีนี้ภายใน 7 วัน แล้วจึงจะพิจารณาสั่งคำร้องนี้ และสั่งคำร้องฉบับที่สองว่ารอไว้สั่งพร้อมกับคำร้อง (ฉบับแรก) ที่ขอเพิกถอนการขาย

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก 30 วัน นับจากวันที่ครบกำหนด (12 สิงหาคม 2545) กับขอให้แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีรอการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ชั่วคราว และขอให้นัดพร้อมเพื่อเจรจากับฝ่ายโจทก์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2545 อนุญาตให้จำเลยวางเงินภายในวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เป็นครั้งสุดท้าย และแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรอการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ชั่วคราวก่อน กับให้นัดพร้อมเพื่อเจรจาตามขอ

ต่อมาในวันที่ 10 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อม ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยไม่วางเงินภายในเวลาที่ศาลอนุญาตตามคำร้องฉบับลงวันที่ 5 และวันที่ 9 สิงหาคม 2545 จึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจ มีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด และให้ยกคำร้องขอให้ระงับการบังคับคดีด้วย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไป 30 วันนับแต่วันที่ครบกำหนด ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งคำร้องดังกล่าววันที่ 13 สิงหาคม 2545 อนุญาตให้จำเลยวางเงินภายในวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เนื่องจากศาลแรงงานกลางมิได้มีคำสั่งในวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยยื่นคำร้อง แต่ได้มีคำสั่งภายหลังต่อมาอีก 4 วัน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งแล้ว และศาลแรงงานกลางยังมิได้แจ้งคำสั่งนี้ให้จำเลยทราบเพียงแต่แจ้งคำสั่งนัดพร้อมเพื่อเจรจาตามขอ โดยปรากฏว่ามีการส่งหมายนัดให้ทนายจำเลยเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2545 ซึ่งก็เลยระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยวางเงินแล้ว ทั้งในหมายนัดดังกล่าวก็มิได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยวางเงินภายในระยะเวลาดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในวันที่ 10 กันยายน 2545 ว่าจำเลยมิได้นำเงินมาวางศาลภายในวันที่ศาลแรงงานกลางอนุญาตจึงไม่ชอบ และเนื่องจากระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยนำเงินมาวางนั้นล่วงเลยไปแล้วจึงสมควรกำหนดให้ใหม่ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 21 ตุลาคม 2545 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (3) นั้น เห็นว่า ผู้ที่จะมีสิทธิขอคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องดังกล่าว"

พิพากษายกคำสั่งในวันที่ 10 กันยายน 2545 ของศาลแรงงานกลาง และให้จำเลยนำเงินตามคำสั่งศาลแรงงานกลางมาวางภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งนี้ แล้วให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการต่อไป และให้ยกคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 21 ตุลาคม 2545 เสีย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 254 (3) ม. 296
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอุษณีย์ วิสุทธิ์สุรพล กับพวก
จำเลย — บริษัทสิทธิรินทร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2233/2548
#270105
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน ธนาคาร ก. เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย โดยมีจำเลยคดีนี้เป็นผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนแล้วว่า ที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องเป็นของจำเลยคดีนี้ เมื่อโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ผลของคำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และแม้จำเลยจะยังมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินทั้งสามแปลงตามคำพิพากษาคดีดังกล่าว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะบุคคลภายนอกซึ่งอาจอ้างสิทธิตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับโอนสิทธิครอบครองที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 387, 391 และ 393 ตำบลเขาทราย หมู่ที่ 9 อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ด้วยนิติกรรมซื้อขายจากนายรังเจ้าของเดิม เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2534 โจทก์อนุญาตให้จำเลยพร้อมบริวารอาศัยทำกินอยู่ในที่ดินดังกล่าวเรื่อยมา ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยและบริวารอาศัยทำกินอยู่ในที่ดินของโจทก์ทั้งสามแปลงดังกล่าวอีกต่อไป โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน จำเลยทราบแล้วแต่เพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 14,600 บาทต่อปี อนึ่ง ฟ้องของโจทก์คดีนี้ไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ 804/2536 คดีหมายเลขแดงที่ 905/2536 ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 100 บาทต่อไร่ คิดเป็นเงิน 14,600 บาทต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยหยุดการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 905/2536 ของศาลชั้นต้นไว้จนกว่าคดีนี้จะถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า ที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องเป็นของจำเลยคดีนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 905/2536 ระหว่าง ธนาคารกรุงไทย จำกัด โจทก์ นายซิ้ม อ้วนลา ผู้ร้อง นางไพฑูรย์ มณีเรือง จำเลย เรื่องเบิกเงินเกินบัญชี บัญชีเดินสะพัดจำนอง (ชั้นร้องขอให้ปล่อยทรัพย์) เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ผลของคำพิพากษาจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และแม้จำเลยจะยังมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินทั้งสามแปลงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะบุคคลภายนอกซึ่งอาจอ้างสิทธิตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไพฑูรย์ หรือประภาวดี มณีเรือง
หรือศรีรัตนาภิวัฒน์
จำเลย — นางซิ้ม อ้วนลา
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2229/2548
#270054
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างผู้อำนวยการระหว่างจำเลยที่ 1 กับ พ. กำหนดว่า พ. มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบตามระเบียบข้อบังคับและกฎหมาย ภายใต้นโยบายและการควบคุมดูแลของคณะกรรมการจำเลยที่ 1 พ. ต้องปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการจำเลยที่ 1 ที่ยับยั้งหรือสั่งการเมื่อเห็นว่า พ. ปฏิบัติงานใด ๆ ขัดต่อกฎหมาย นโยบายหรือมติของคณะกรรมการ หรือเป็นไปในทางที่อาจทำให้เสียประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และในระหว่างอายุสัญญา คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 จะพิจารณาประเมินผลการปฏิบัติงานของ พ. ทุกปี ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ท้ายสัญญา คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของ พ. ได้ เมื่อผลการปฏิบัติงานของ พ. ไม่เป็นที่พอใจของคณะกรรมการและคณะกรรมการเห็นว่าการปฏิบัติงานของ พ. เป็นไปในทางที่อาจทำให้จำเลยที่ 1 เสียประโยชน์ จึงสามารถยับยั้งการปฏิบัติหน้าที่ของ พ. ได้ และ พ. ต้องปฏิบัติตามไม่ว่าจะได้ทำผิดระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายหรือไม่

คณะกรรมการมีมติเห็นชอบให้ พ. รับตำแหน่งที่ปรึกษาโดยให้การดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของ พ. มีผลเมื่อกระทรวงการคลังอนุมัติตำแหน่ง และแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำการแทน พ. ให้มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการองค์การจำเลยที่ 1 โดย พ. ไม่ต้องรับผิดชอบในผลการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2545 เป็นต้นไป ส่วนหนึ่งเป็นการยับยั้งการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการของ พ. อีกส่วนหนึ่งเป็นการให้ พ. ไปรับตำแหน่งที่ปรึกษาเมื่อกระทรวงการคลังอนุมัติ ซึ่งแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น ไม่ว่ากระทรวงการคลังจะได้อนุมัติตำแหน่งที่ปรึกษาของ พ. แล้วหรือไม่ และจะได้มีการถอดถอน พ. ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการหรือไม่ พ. ก็ไม่อาจทำหน้าที่ผู้อำนวยการต่อไปได้ จึงเป็นกรณีที่ผู้อำนวยการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่ง พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 24 บัญญัติให้รองผู้อำนวยการเป็นผู้ทำการแทน แม้ขณะที่ พ. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้จะมีจำเลยที่ 2 เป็นรองผู้อำนวยการซึ่งมาตราดังกล่าวบัญญัติให้เป็นผู้ทำการแทนไว้แล้ว การที่คณะกรรมการมีมติและคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำการแทน พ. อีก ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีฐานะเป็นผู้ทำการแทน พ. เพราะมติและคำสั่งของคณะกรรมการเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ จำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจกระทำการแทน

จำเลยที่ 2 ออกคำสั่ง อ.ส.ค. ที่ 102/2545 ให้โจทก์ไปปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนล่าง โจทก์ได้โต้แย้งเฉพาะเรื่องตำแหน่งที่ให้โจทก์ไปดำรงโดยมิได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ออกคำสั่ง ถือได้ว่าโจทก์ยอมรับว่า พ. ไม่มีอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการของจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อ พ. สั่งการให้โจทก์ไปช่วยปฏิบัติงานที่สำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพมหานครในวันที่ 28 พ.ค. 2545 ภายหลังจากที่โจทก์ได้โต้แย้งคำสั่ง อ.ส.ค. ที่ 102/2545 และจำเลยที่ 2 ได้แก้ไขข้อผิดพลาดในคำสั่งดังกล่าวด้วยการออกคำสั่ง อ.ส.ค. ที่ 107/2545 แล้วโจทก์จะอ้างว่าโจทก์เชื่อโดยสุจริตว่า พ. ยังมีอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการของจำเลยที่ 1 และโจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของ พ. ไม่ได้ การที่โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งของ พ. และไม่เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง อ.ส.ค. ที่ 107/2545 จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่การงานเกินกว่า 7 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควรซึ่งการละทิ้งหน้าที่การงานโดยไม่มีเหตุอันสมควรของพนักงานรัฐวิสาหกิจ แม้เพียง 3 วันทำงานติดต่อกัน ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์พนักงานรัฐวิสาหกิจฯ ข้อ 46 (4) ก็กำหนดให้รัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การละทิ้งหน้าที่การงานเกินกว่า 7 วันโดย ไม่มีเหตุอันสมควรของโจทก์จึงเป็นความผิดร้ายแรง จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

2/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งที่มีอยู่ในโครงสร้างของจำเลยที่ 1 โดยรับอัตราค่าจ้างและเงินอื่น ๆ ไม่ต่ำกว่าเดิม และให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างในระหว่างโจทก์ถูกพักงานและเลิกจ้างพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 รับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยให้ถือเสมือนว่าไม่เคยมีการพักงานและเลิกจ้างมาก่อน หากจำเลยไม่อาจรับโจทก์เข้าทำงานได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 5,944,096.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "สัญญาจ้างผู้อำนวยการระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายพิเชฐ ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 7 กำหนดว่า นายพิเชฐมีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบตามระเบียบข้อบังคับและกฎหมายที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้อำนวยการ ภายใต้นโยบายและการควบคุมดูแลของคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 นายพิเชฐต้องปฏิบัติตามมติคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ที่ยับยั้งหรือสั่งการเมื่อเห็นว่านายพิเชฐปฏิบัติงานใดๆ ขัดต่อกฎหมาย นโยบายหรือมติของคณะกรรมการหรือเป็นไปในทางที่อาจทำให้เสียประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และในระหว่างอายุสัญญาคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 จะพิจารณาประเมินผลการปฏิบัติงานของนายพิเชฐทุกปี ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ท้ายสัญญา คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานนายพิเชฐได้ เมื่อผลการปฏิบัติของนายพิเชฐผ่านการประเมินเพียง 51 เปอร์เซ็นต์ ไม่เป็นที่พอใจของคณะกรรมการ แสดงว่าคณะกรรมการเห็นว่าการปฏิบัติงานของนายพิเชฐเป็นไปในทางที่อาจทำให้เสียประโยชน์ของจำเลยที่ 1 คณะกรรมการจึงสามารถยับยั้งการปฏิบัติหน้าที่ของนายพิเชฐได้ และนายพิเชฐต้องปฏิบัติตามไม่ว่านายพิเชฐจะได้ทำผิดระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายหรือไม่ การที่คณะกรรมการมีมติเห็นชอบให้นายพิเชฐรับตำแหน่งที่ปรึกษาโดยให้การดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของนายพิเชฐมีผลเมื่อกระทรวงการคลังอนุมัติตำแหน่ง และแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำการแทนนายพิเชฐ ให้มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการองค์การจำเลยที่ 1 โดยนายพิเชฐไม่ต้องรับผิดชอบในผลการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2545 เป็นต้นไป นั้น ส่วนหนึ่งเป็นการให้ยับยั้งการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการของนายพิเชฐ อีกส่วนหนึ่งให้นายพิเชฐไปรับตำแหน่งที่ปรึกษาเมื่อกระทรวงการคลังอนุมัติตำแหน่งซึ่งแยกต่างหากจากนั้น ดังนั้น ไม่ว่ากระทรวงการคลังจะได้อนุมัติตำแหน่งที่ปรึกษาแล้วหรือไม่ และได้มีการถอดถอนนายพิเชฐออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการหรือไม่ นายพิเชฐก็ไม่อาจทำหน้าที่ผู้อำนวยการต่อไปได้จึงเป็นกรณีที่ผู้อำนวยการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามความใน พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2514 มาตรา 24 ซึ่งบัญญัติให้รองผู้อำนวยการเป็นผู้ทำการแทน ถ้าไม่มีรองผู้อำนวยการหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งกรรมการคนหนึ่งหรือพนักงานคนหนึ่งซึ่งไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 13 (1) (2) (4) เป็นผู้ทำการแทนผู้อำนวยการ แม้ขณะที่นายพิเชฐผู้อำนวยการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้จะมีจำเลยที่ 2 เป็นรองผู้อำนวยการซึ่งมาตราดังกล่าวบัญญัติให้เป็นผู้ทำการแทนไว้แล้ว การที่คณะกรรมการมีมติและคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำการแทนนายพิเชฐผู้อำนวยการอีก ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีฐานะเป็นผู้ทำการแทนนายพิเชฐผู้อำนวยการแต่อย่างใด เพราะมติและคำสั่งของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ จำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจกระทำการแทนผู้อำนวยการ

ส่วนข้ออุทธรณ์ของโจทก์ประการหลัง เฉพาะในส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางชอบที่จะรับฟังตามข้อบังคับ อ.ส.ค. ว่าด้วยการแบ่งส่วนงานและการกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนงาน พ.ศ.2541 เอกสารหมาย ล.4 ว่า ตำแหน่งนิติกร 8 และนักวิชาการ 8 ไม่มีอยู่ในอัตรากำลังของจำเลยที่ 1 การออกคำสั่งโยกย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่งนิติกร 8 หรือ นักวิชาการ 8 จึงเป็นการกำหนดอัตรากำลังขึ้นใหม่ เมื่อไม่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงเจ้าสังกัดก่อนทำความตกลงกับกระทรวงการคลังตามมติคณะรัฐมนตรีจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลแรงงานกลางไม่ควรรับฟังตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และข้อบังคับ อ.ส.ค. ว่าด้วยพนักงาน พ.ศ.2539 เอกสารหมาย ล.2 ว่า มีตำแหน่งนิติกร 6 ตำแหน่งนักวิชาการ 8 อยู่ในอัตรากำลังของจำเลยที่ 1 คำสั่ง อ.ส.ค. ที่ 102/2545 ที่โยกย้ายโจทก์ให้ไปดำรงตำแหน่งนิติกร 6 เป็นเรื่องการระบุตำแหน่งผิดพลาดไปจากตำแหน่งในระดับ 8 จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ถูกต้องเป็นตำแหน่งนักวิชาการ 8 โดยการออกคำสั่ง อ.ส.ค. ที่ 107/2545 นั้น เห็นได้ว่าเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และต้องรับฟังว่าคำสั่ง อ.ส.ค. ที่ 102/2545 ซึ่งสั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติงาน ณ สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนล่างเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

ที่โจทก์อ้างว่าเพราะนายพิเชฐยังยืนยันที่จะปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการและได้สั่งการให้โจทก์ไปช่วยปฏิบัติงานที่สำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพมหานคร อีกหน้าที่หนึ่ง ตามเอกสารหมาย จ.4 โจทก์จึงเชื่อโดยสุจริตว่านายพิเชฐยังมีอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการของจำเลยที่ 1 และโจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายพิเชฐ การที่โจทก์ไม่เดินทางไปปฏิบัติงาน ณ สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนล่าง ตามคำสั่ง อ.ส.ค. ที่ 107/2545 จึงไม่เป็นการละทิ้งหน้าที่การงานเกินกว่า 7 วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง เห็นว่า ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์เองว่าเมื่อจำเลยที่ 2 ออกคำสั่ง อ.ส.ค. ที่ 102/2545 ให้โจทก์ไปปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนล่าง โจทก์ได้โต้แย้งเฉพาะเรื่องตำแหน่งที่ให้โจทก์ไปดำรงโดยมิได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ออกคำสั่ง อันเป็นการยอมรับว่านายพิเชฐไม่มีอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการของจำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อปรากฏตามเอกสารหมาย จ.4 ว่า นายพิเชฐสั่งการให้โจทก์ไปช่วยปฏิบัติงานที่สำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2545 ภายหลังจากที่โจทก์ได้โต้แย้งคำสั่ง อ.ส.ค. ที่ 102/2545 และจำเลยที่ 2 ได้แก้ไขข้อผิดพลาดในคำสั่งดังกล่าวด้วยการออกคำสั่ง อ.ส.ค. ที่ 107/2545 แล้ว โจทก์จึงอ้างว่าโจทก์เชื่อโดยสุจริตว่านายพิเชฐยังมีอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้อำนวยการของจำเลยที่ 1 และโจทก์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายพิเชฐไม่ได้ การที่โจทก์ไม่เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนล่างตามคำสั่ง อ.ส.ค. ที่ 107/2545 จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่การงานเกินกว่า 7 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร การละทิ้งหน้าที่การงานโดยไม่มีเหตุอันสมควรของพนักงานรัฐวิสาหกิจแม้เพียง 3 วันทำงานติดต่อกัน ระเบียบคณะกรรมการัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 46 (4) ยังกำหนดให้รัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย การละทิ้งหน้าที่การงานเกินกว่า 7 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควรของโจทก์จึงเป็นความผิดร้ายแรง จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2514 ม. 24
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย แหมงคลรักษ์
จำเลย — องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2217/2548
#113228
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 9 ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ลงนามอนุมัติจัดซื้อหนังสือแบบทดสอบประเมินผลฉบับบูรณาการชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นหนังสือประกอบหลักสูตรเท่านั้น โดยวิธีกรณีพิเศษ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดซื้อและซื้อจากร้านสหกรณ์กลาโหม จำกัด ซึ่งมิใช่หน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจ อันเป็นการขัดระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2522 แม้หนังสือที่ขออนุมัติจัดซื้อได้ผ่านการตรวจสอบของจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนจังหวัด จำเลยร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นปลัดจังหวัด และจำเลยร่วมที่ 3 ซึ่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นก็ตาม แต่จำเลยที่ 9 เป็นผู้อนุมัติชั้นสุดท้ายต้องไตร่ตรองให้ละเอียดรอบคอบ ไม่ใช่เพียงแต่ลงนามอนุมัติผ่านไปตามความเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น เมื่อการอนุมัติจัดซื้อเป็นเหตุให้โจทก์ซื้อหนังสือพิพาทแพงไป การกระทำของจำเลยที่ 9 จึงเป็นความประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

ส่วนที่จำเลยที่ 9 ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้จำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ คดีสำหรับจำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 9 ไม่อาจแก้อุทธรณ์เพื่อให้จำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 9 มานั้น เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 9 จึงไม่มีสิทธิฎีกาในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายดังกล่าวต่อโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะสำเร็จ เงินต้นรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 469,550.81 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 469,550.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 341,491.50 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 9 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางศิริกัญญาหัวหน้าส่วนการคลังองค์การบริหารส่วนจังหวัด ร้อยเอกสถาพรปลัดจังหวัด และร้อยตรีวัฒนารองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เข้าเป็นจำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 9 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 469,550.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 341,491.50 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 พฤศจิกายน 2533) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 8 รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 9 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 9 ในประการแรกว่า จำเลยที่ 9 ร่วมกระทำละเมิดกับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 9 ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2523 ต่อมากรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้โอนเงินงบประมาณจำนวน 900,000 บาท ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธรจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนและแบบพิมพ์ เพื่อใช้ในกิจการการศึกษาประชาบาล จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นหัวหน้าหมวดการเงินและบัญชีขององค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธรในขณะนั้นได้ทำบันทึกขออนุมัติจัดซื้อ ถึงจำเลยที่ 9 ในฐานะผู้มีอำนาจอนุมัติในการจัดซื้อจัดจ้าง ขออนุมัติจัดซื้อหนังสือแบบทดสอบประเมินผลฉบับบูรณาการชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 รวมเป็นเงิน 499,500 บาท จากร้านสหกรณ์กลาโหม จำกัด โดยวิธีกรณีพิเศษ บันทึกดังกล่าวเสนอผ่านจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนจังหวัด จำเลยร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นปลัดจังหวัด และจำเลยร่วมที่ 3 ซึ่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรในขณะนั้น จำเลยที่ 9 ลงนามอนุมัติให้จัดซื้อและแต่งตั้งกรรมการดำเนินการตามเสนอ ต่อมามีการสืบสวนและสอบสวนและพบว่ามีการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนและตั้งฎีกาเบิกจ่ายในวันเดียวมีพฤติการณ์ทุจริตประพฤติมิชอบ จำเลยที่ 9 อ้างในฎีกาสรุปใจความว่า เหตุที่จัดซื้อหนังสือโดยวิธีกรณีพิเศษจากร้านสหกรณ์กลาโหม จำกัด เพราะมีความเร่งด่วน ถ้าไม่รีบจัดซื้อจะเกิดผลเสียหายเป็นอย่างมาก เป็นการซื้อต่อเนื่องจากที่มีการจัดซื้อตามงบประมาณที่ได้รับในครั้งเดือนกันยายน 2523 ซึ่งไม่เพียงพอแจกจ่าย ทั้งเป็นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย และหนังสือของสำนักเลขาธิการที่ให้สนับสนุนการซื้อเครื่องเขียนและแบบเรียนจากร้านสหกรณ์กลาโหม จำกัด โดยไม่ต้องสืบราคาหรือประกวดราคา และโจทก์ไม่เสียหาย เพราะราคาหนังสือที่ซื้อมาเหมาะสมกับมูลค่าของหนังสือ นอกจากนี้หนังสือที่ขออนุมัติจัดซื้อยังผ่านการตรวจสอบจากจำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ตามสายงาน ซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารราชการจังหวัดแล้ว เห็นว่า หนังสือแบบทดสอบประเมินผลฉบับบูรณาการชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นหนังสือประกอบหลักสูตรเท่านั้น มิใช่หนังสือในหลักสูตรโดยตรง จึงไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดซื้อ ทั้งเป็นการจัดซื้อจากร้านสหกรณ์กลาโหม จำกัด ซึ่งมิใช่หน่วยราชการและไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ จึงเป็นการขัดระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2522 ส่วนหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพียงแต่ชักชวนให้ซื้อหนังสือจากร้านสหกรณ์กลาโหม จำกัด เท่านั้น ไม่ได้บังคับให้ต้องปฏิบัติตาม ทั้งโจทก์นำสืบราคาเฉลี่ยของหนังสือดังกล่าวราคาเล่มละ 9.49 บาท ประกอบกับเป็นหนังสือเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นทั่ว ๆ ไปของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เท่านั้น ไม่ต้องใช้ความสามารถพิเศษในการเรียบเรียง จึงเห็นว่า ราคาที่ซื้อเป็นราคาที่แพงเกินความจริงไปเล่มละ 20.51 บาท แม้หนังสือที่ขออนุมัติจัดซื้อได้ผ่านการตรวจสอบจากจำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 แต่จำเลยที่ 9 เป็นผู้อนุมัติชั้นสุดท้ายต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่ใช่เพียงแต่ลงนามอนุมัติผ่านไปตามความเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น เมื่อการอนุมัติจัดซื้อเป็นเหตุให้โจทก์ซื้อหนังสือพิพาทแพงไป การกระทำของจำเลยที่ 9 จึงเป็นความประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ซึ่งเป็นส่วนราชการเสียหาย ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

ปัญหาประการต่อไป จำเลยที่ 9 ฎีกาขอให้จำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้จำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ คดีสำหรับจำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 9 ไม่อาจแก้อุทธรณ์เพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยถึงความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 9 มานั้น เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 9 จึงไม่มีสิทธิฎีกาประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 249
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
จำเลย — นายเมตตา พุ่มชูศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายประสิทธิ์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมบัติ อรรถพิมล
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2215/2548
#270148
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 2 แห่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22)ฯ กำหนดให้ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือนับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป โดยไม่มีบทบัญญัติให้มีผลบังคับย้อนหลัง จึงไม่กระทบต่อกระบวนวิธีพิจารณาความอาญาที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้น ข้อความในมาตรา 84 วรรคสุดท้ายแห่ง ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ ที่บัญญัติว่า ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ... ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน...นั้น หมายถึง ถ้อยคำที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับภายหลังจากที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น แต่คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมคดีนี้ จำเลยให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานผู้จับก่อนที่ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จึงไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐาน

ขณะจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจ จำเลยได้พูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ญาติพี่น้องฟัง ญาติพี่น้องจำเลยจึงบอกจำเลยให้รับสารภาพ แสดงว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนโดยสมัครใจ มิได้เกิดจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น คำให้การดังกล่าวจึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในการพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 135

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ระวางโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษฐานจำหน่าย จำคุก 4 ปี คำรับชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าวในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมทั้งยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด น้ำหนัก 0.167 กรัม และธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 3 ฉบับ เป็นของกลาง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจเอกไพฑูรย์ แพสันเที๊ยะ ผู้ร่วมวางแผนจับกุมเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุพยานสืบทราบว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงร่วมกันวางแผนจับกุมโดยนำธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 3 ฉบับ ไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกในรายงานประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้วมอบธนบัตรดังกล่าวให้สายลับนำไปใช้ล่อซื้อ โดยโจทก์มีสำเนาธนบัตรและสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 มาสนับสนุน ขณะเกิดเหตุพยานซุ่มดูการล่อซื้ออยู่ที่บริเวณตรงข้ามกับบ้านที่เกิดเหตุห่างประมาณ 100 เมตร โดยใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูเห็นจำเลยพูดคุยกับสายลับแล้วจำเลยส่งมอบวัตถุสีขาวให้แก่สายลับและสายลับส่งมองเงินให้แก่จำเลย จากนั้นทั้งพยานและสายลับต่างเดินทางไปหาพันตำรวจเอกสุรเชษฐ์ พยานเห็นสายลับมอบวัตถุสีขาวให้แก่พันตำรวจเอกสุรเชษฐ์แจ้งว่าซื้อมาจากจำเลย เมื่อพันตำรวจเอกสุรเชษฐ์ตรวจดูก็ปรากฏว่าภายในมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 2 เม็ด บรรจุอยู่ และภายหลังเกิดเหตุเมื่อพยานกับพวกเข้าไปตรวจค้นจับกุมจำเลยก็พบธนบัตร ของกลางอยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลย ในชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกจับกุมเอกสารหมาย จ.3 นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจตรีไพศาล สุวรรณทา พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่า ในชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา เอกสารหมาย จ.6 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่และไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปรักปรำจำเลย น่าเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามความสัตย์จริงที่พบเห็นมา มิได้กลั่นแกล้งให้ร้ายจำเลยแต่อย่างใด แม้บริเวณที่เกิดเหตุจะมีงานทำบุญมีคนมาร่วมงานจำนวนมาก แต่เหตุเกิดในเวลากลางวันและบ้านที่เกิดเหตุอยู่ติดถนนใหญ่ ตำแหน่งที่สิบตำรวจเอกไพฑูรย์ซุ่มดูอยู่ตรงข้ามกับบ้านที่เกิดเหตุ ไม่มีสิ่งใดปิดบังสายตาและใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูเหตุการณ์ จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าสิบตำรวจเอกไพฑูรย์มองเห็นจำเลยพูดคุยกับสายลับและส่งมอบสิ่งของให้แก่กันจริง ที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม น่าเชื่อว่าเป็นเพราะเจ้าพนักงานตรวจค้นพบธนบัตรของกลางได้ที่ตัวจำเลยเป็นของกลางยืนยันความผิดของจำเลยโดยจำเลยยังไม่มีโอกาสหาข้อแก้ตัวได้ทัน จึงยอมรับสารภาพไปตามความสัตย์จริง ส่วนการที่มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 ให้ยกเลิกความในมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทนในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกานั้น มาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัตินี้กำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือนับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา 134/1 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยไม่มีบทบัญญัติให้มีผล บังคับย้อนหลังจึงไม่กระทบต่อกระบวนวิธีพิจารณาความอาญาที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วก่อนที่พระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ ดังนั้น ข้อความในมาตรา 84 วรรคสุดท้าย แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่แก้ไขใหม่ที่บัญญัติว่า ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ... ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน...นั้น หมายถึง ถ้อยคำที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ ภายหลังจากที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น แต่คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมตามเอกสารหมาย จ.3 จำเลยให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานผู้จับก่อนที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จึงไม่ต้องห้ามใช้เป็นพยานหลักฐานตามพระราชบัญญัติฉบับนี้สำหรับบันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.6 นั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยว่าขณะที่จำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองกี่ ญาติพี่น้องของจำเลยเดินทางไปเยี่ยม จำเลยได้พูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ญาติพี่น้องฟัง ญาติพี่น้องจำเลยจึงบอกจำเลยให้รับสารภาพ แสดงว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ มิได้เกิดจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น จึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในการพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 135 พยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกันมั่นคงรับฟังได้โดยไม่มีข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่จำเลยนำสืบต่อสู้อ้างว่าก่อนที่จำเลยจะถูกจับกุมนายพัดไม่ทราบนามสกุลใช้จำเลยให้ไปเอาของจากนายวินิจ เสกสุวรรณ โดยยื่นเงินให้จำเลย 300 บาท จำเลยจึงไปหานายวินิจบอกว่านายพัดให้มาเอาของและมอบเงินที่นายพัดให้มาแก่นายวินิจไป นายวินิจส่งของให้จำเลยจากนั้นจำเลยนำสิ่งของดังกล่าวมาให้นายพัดโดยไม่ทราบว่าสิ่งของที่นายวินิจมอบให้เป็นอะไร และเจ้าพนักงานตรวจค้นตัวจำเลยไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายนั้น เป็นเพียงคำเบิกความของจำเลยลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ไปได้... คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคท้าย ม. 135
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ม. 2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายคำ เงินเรียง
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2206/2548
#268001
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนผู้คัดค้านเป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้คัดค้านและขอให้เป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้าน มีเพียงผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อนอุทธรณ์ ส่วนผู้ร้องที่ 5 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนั้นไม่อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุดสำหรับผู้ร้องที่ 5 แล้ว การที่ผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ในคดีนี้จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง

คดีก่อนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตาย โดยอ้างว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นยกคำร้องขอและคำคัดค้านโดยให้เหตุผลว่าผู้ตายได้ตั้งผู้จัดการตามพินัยกรรมไว้แล้วจึงไม่มีเหตุที่จะตั้งผู้จัดการมรดกอีก แต่คดีนี้ผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้ 2 คน แต่การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องเพราะผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่กรรมและผู้จัดการอีกคนหนึ่งไม่ประสงค์จะจัดการมรดก เหตุที่อ้างในคดีนี้จึงเป็นคนละเหตุกับคดีก่อนอันเป็นคนละประเด็นกัน ไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นคำร้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง สำหรับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไม่ได้เป็นคู่ความกับผู้คัดค้านในคดีก่อน กรณีจึงมิใช่คู่ความรายเดียวกัน คำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ที่ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 5 จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนและคำร้องซ้ำกับคดีดังกล่าวเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกของนายคำพันหรือสังคม วงศ์ประทุม ผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นทายาทคนหนึ่งของผู้ตายและได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมาก่อนโดยผู้ร้องที่ 5 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องและคำร้องคัดค้านในคดีดังกล่าว คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ที่ผู้ร้องทั้งหกยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้จัดการมรดกของผู้ตายและศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกในคดีนี้แล้วนั้น เป็นการยื่นคำร้องซ้ำ (ที่ถูกคำร้องซ้อน) ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) ขอให้เพิกถอนคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องทั้งหกยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งหกเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้แม้ผู้คัดค้านเคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกมาก่อนก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตลอดจนศาลฎีกาได้มีคำสั่งยกคำร้องแล้ว คำร้องของผู้ร้องทั้งหกจึงไม่เป็นการร้องซ้ำ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งหกโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องทั้งหกและผู้คัดค้านต่างเป็นบุตรของนายคำพันหรือสังคม วงศ์ประทุม ผู้ตายซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541 ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2541 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยมีผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องคัดค้านและขอเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้คัดค้านและคำร้องคัดค้านของผู้ร้องที่ 5 โดยวินิจฉัยว่า แม้ผู้คัดค้านและผู้ร้องที่ 5 จะเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้และไม่ได้เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายก็ตาม แต่การที่ผู้ตายได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้แล้ว ถือว่ายังไม่มีเหตุที่จะตั้งให้ผู้คัดค้านหรือผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2331/2542 ของศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านฝ่ายเดียวยื่นอุทธรณ์และฎีกาคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ซึ่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 นั้นผู้ร้องทั้งหกยื่นคำร้องขอคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คำร้องขอของผู้ร้องทั้งหกในคดีนี้เป็นคำร้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง หรือคำร้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยในส่วนของผู้ร้องที่ 5 ก่อน เห็นว่า คดีก่อนมีเพียงผู้ร้องที่ 5 เท่านั้น ที่เป็นคู่ความกับผู้คัดค้านโดยผู้คัดค้านเป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้คัดค้านและขอให้เป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2331/2542 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้าน มีเพียงผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อนอุทธรณ์ ส่วนผู้ร้องที่ 5 ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนั้นไม่อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงถึงที่สุดสำหรับผู้ร้องที่ 5 แล้ว การที่ผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ในคดีนี้จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง สำหรับปัญหาว่าเป็นคำร้องซ้ำหรือไม่ แม้ผู้คัดค้านจะไม่ได้ยกขึ้นคัดค้านในคำร้องคัดค้าน แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนผู้คัดค้านยกขึ้นฎีกาได้ เห็นว่า คดีก่อนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ซึ่งศาลชั้นต้นยกคำร้องขอและคำคัดค้านโดยให้เหตุผลว่าผู้ตายได้ตั้งผู้จัดการตามพินัยกรรมไว้แล้วจึงไม่มีเหตุที่จะตั้งผู้จัดการมรดกอีก แต่คดีนี้ผู้ร้องที่ 5 ได้ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้ 2 คน แต่การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องเพราะผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่กรรมและผู้จัดการอีกคนหนึ่งไม่ประสงค์จะจัดการมรดก เหตุที่อ้างในคดีนี้จึงเป็นคนละเหตุกับคดีก่อนอันเป็นคนละประเด็นกัน ไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นคำร้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง สำหรับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ปรากฏว่าไม่ได้เป็นคู่ความกับผู้คัดค้านในคดีก่อน กรณีจึงมิใช่คู่ความรายเดียวกันคำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ที่ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 5 จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนและคำร้องซ้ำกับคดีดังกล่าว เช่นเดียวกันนอกจากนั้นยังไม่มีพฤติการณ์ที่ปรากฏให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งหกได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการมรดก หรือจัดการมรดกโดยมิชอบอันจะเป็นเหตุที่จะสั่งถอนผู้ร้องทั้งหกออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 173
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวีระบุตร วงศ์ประทุม กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางลาวัณย์ ประชากุล
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2206/2548
#270460
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนมีเพียงรู้ผู้ร้องที่ 5 เท่านั้น ที่เป็นคู่ความกับผู้คัดค้าน โดยผู้คัดค้านเป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้คัดค้านและขอเป็นผู้จัดการมรดกเช่นกัน ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้าน มีเพียงผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อนอุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนจึงถึงที่สุดสำหรับผู้ร้องที่ 5 แล้ว การที่ผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ในคดีนี้ จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง

คดีก่อนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอจัดการมรดกผู้ตายอ้างว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้านให้เหตุผลว่าผู้ตายได้ตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมไว้แล้ว ไม่มีเหตุจะตั้งผู้จัดการมรดกอีก คดีนี้ผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดกไว้ 2 คน แต่การจัดการมรดกมีข้อขัดข้องเพราะผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่กรรมและอีกคนหนึ่งไม่ประสงค์จะจัดการมรดก เหตุที่อ้างในคดีนี้จึงเป็นคนละเหตุกับคดีก่อนอันเป็นคนละประเด็นกัน ไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นคำร้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง

ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไม่ได้เป็นคู่ความกับผู้คัดค้านในคดีก่อนจึงไม่ใช่คู่ความรายเดียวกัน คำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ที่ยื่นเข้ามาร่วมกับผู้ร้องที่ 5 จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนและคำร้องซ้ำกับคดีก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกของนายคำพันหรือสังคม วงศ์ประทุม ผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นทายาทคนหนึ่งของผู้ตายและได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมาก่อน โดยผู้ร้องที่ 5 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องคัดค้านในคดีดังกล่าว คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ที่ผู้ร้องทั้งหกยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกในคดีนี้แล้วนั้น เป็นการยื่นคำร้องซ้ำ (ที่ถูกคำร้องซ้อน) ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 (1) ขอให้เพิกถอนคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องทั้งหกยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งหกเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ แม้ผู้คัดค้านเคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกมาก่อนก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตลอดจนศาลฎีกาได้มีคำสั่งยกคำร้องแล้ว คำร้องของผู้ร้องทั้งหกจึงไม่เป็นการร้องซ้ำ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องทั้งหกและผู้คัดค้านต่างเป็นบุตรของนายคำพันหรือสังคม วงศ์ประทุม ผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541 ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2541 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยมีผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องคัดค้านและขอเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้คัดค้านและคำร้องคัดค้านของผู้ร้องที่ 5 โดยวินิจฉัยว่า แม้ผู้คัดค้านและผู้ร้องที่ 5 จะเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้และไม่ได้เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายก็ตาม แต่การที่ผู้ตายได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้แล้ว ถือว่ายังไม่มีเหตุที่จะตั้งให้ผู้คัดค้านหรือผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2331/2542 ของศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านฝ่ายเดียวยื่นอุทธรณ์และฎีกาคดีดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นซึ่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 นั้น ผู้ร้องทั้งหกยื่นคำร้องขอคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คำร้องขอของผู้ร้องทั้งหกในคดีนี้เป็นคำร้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง หรือคำร้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยในส่วนของผู้ร้องที่ 5 ก่อน เห็นว่า คดีก่อนมีเพียงผู้ร้องที่ 5 เท่านั้นที่เป็นคู่ความกับผู้คัดค้านโดยผู้คัดค้านเป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้คัดค้านและขอให้เป็นผู้จัดการมรดกเช่นกันตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2331/2542 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นยกคำร้องและคำคัดค้าน มีเพียงผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อนอุทธรณ์ส่วนผู้ร้องที่ 5 ซึ่งเป็นผู้คันค้านในคดีนั้นไม่อุทธรณ์ คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงถึงที่สุดสำหรับผู้ร้องที่ 5 แล้ว การที่ผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ในคดีนี้จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง สำหรับปัญหาว่าเป็นคำร้องซ้ำหรือไม่ แม้ผู้คัดค้านจะไม่ได้ยกขึ้นคัดค้านในคำร้องคัดค้าน แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนผู้คัดค้านยกขึ้นฎีกาได้ เห็นว่า คดีก่อนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างว่าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นยกคำร้องขอและคำคัดค้านโดยให้เหตุผลว่า ผู้ตายได้ตั้งผู้จัดการตามพินัยกรรมไว้แล้วจึงไม่มีเหตุที่จะตั้งผู้จัดการมรดกอีก แต่คดีนี้ผู้รัองที่ 5 ได้ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดกไว้ 2 คน แต่การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องเพราะผู้จัดการมรดกคนหนึ่งถึงแก่กรรมและผู้จัดการอีกคนหนึ่งไม่ประสงค์จะจัดการมรดก เหตุที่อ้างในคดีนี้จึงเป็นคนละเหตุกับคดีก่อนอันเป็นคนละประเด็นกัน ไม่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นคำร้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง สำหรับผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ปรากฏว่าไม่ได้เป็นคู่ความกับผู้คัดค้านในคดีก่อน กรณีจึงมิใช่คู่ความรายเดียวกัน คำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ที่ยื่นคำร้องขอร่วมกับผู้ร้องที่ 5 จึงไม่เป็นคำร้องซ้อนและคำร้องซ้ำกับคดีดังกล่าวเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังไม่มีพฤติการณ์ที่ปรากฏให้เห็นว่าผู้ร้องทั้งหกได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการมรดก หรือจัดการมรดกโดยมิชอบอันจะเป็นเหตุที่จะสั่งถอนผู้ร้องทั้งหกออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 173
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวีระบุตร วงศ์ประทุม กับพวก
ผู้คัดค้าน — นางลาวัณย์ ประชากุล
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2200/2548
#267998
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคเสรีธรรมแล้ว เป็นผลให้สมาชิกภาพของจำเลยและตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคของจำเลยสิ้นสุดลงในวันที่ 6 กันยายน 2544 และจำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายใน 30 วัน นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งกรรมการในพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง แต่จนถึงวันฟ้องวันที่ 30 ตุลาคม 2545 จำเลยก็ยังมิได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จำเลยจึงมีความผิดเมื่อพ้นกำหนด 30 วันดังกล่าว คือ มีความผิดตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2544 ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 84 ระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 500 บาท ตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง และระวางโทษดังกล่าวมีอายุความเพียง 1 ปี ตามอายุความคดีอาญาทั่วไปใน ป.อ. มาตรา 95 วรรคหนึ่ง (5)

จำเลยมิได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ภายในวันที่ 6 ตุลาคม 2544 จำเลยจึงมีความผิดตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2544 การกระทำโดยการงดเว้นและเจตนามิได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิ้น สำเร็จเป็นความผิด เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่กำหนด เป็นความผิดธรรมดาที่เกิดจากการกระทำครั้งเดียว กฎหมายมิได้บัญญัติให้แม้ภายหลังจากนั้นก็ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอยู่ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่ความผิดต่อเนื่อง ส่วนการที่จำเลยยังคงมิได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อมาถึงวันฟ้องเป็นเพียงผลของการกระทำโดยการงดเว้นดังกล่าวเท่านั้น ส่วนที่ความผิดดังกล่าวมีระวางโทษให้ปรับเป็นรายวันต่อไปอีกตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องนั้นเป็นเพียงบทกำหนดโทษ เป็นบทบังคับคดีให้ผู้กระทำความผิดยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อนายทะเบียนพรรคให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยเร็ว เมื่อมิใช่ความผิดต่อเนื่องอายุความจึงเริ่มนับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2544 ที่จำเลยมีความผิด โจทก์ฟ้องจำเลยวันที่ 30 ตุลาคม 2545 เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิด จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2544 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งที่ 12/2544 ให้ยุบพรรคเสรีธรรม ซึ่งเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมาย และนายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีประกาศคำสั่งยุบพรรคเสรีธรรม โดยรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2544 เวลากลางวัน จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2544 เวลากลางวัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองและคณะกรรมการสาขาพรรคของพรรคเสรีธรรมจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียน จำเลยซึ่งเป็นกรรมการสาขาพรรคของพรรคเสรีธรรม ตำบลคอนสาร อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งยุบไปดังกล่าว และถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมายแล้วไม่ดำเนินการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 22 (5), 42, 65, 84 ให้จำเลยชำระค่าปรับไม่เกินวันละ 500 บาท นับแต่วันฝ่าฝืนจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 22 (5) วรรคหนึ่ง, 42 วรรคหนึ่ง 65 (3) วรรคหนึ่ง, 84 ลงโทษปรับ 10,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท ตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง (นับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2544) จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 50 บาท ตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง (นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 19,400 บาท) และให้ชำระค่าปรับอีกวันละ 50 บาท นับแต่วันถัดจากมีคำพิพากษาจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 22 (5) วรรคหนึ่ง, 42 วรรคหนึ่ง, 65 (3) (4) วรรคหนึ่ง, 84 ให้ปรับจำเลยเป็นรายวัน วันละ 100 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับวันละ 50 บาท นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2544 จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นสมาชิกของพรรคเสรีธรรมและเป็นกรรมการสาขาพรรคเสรีธรรมเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2544 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคเสรีธรรมโดยรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย และนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ประกาศคำสั่งดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 22 (5) บัญญัติความว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อพรรคการเมืองที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกเลิกหรือยุบไป และมาตรา 65 (4) บัญญัติความว่า พรรคการเมืองย่อมเลิกหรือยุบด้วยเหตุที่มีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมือง ดังนั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคเสรีธรรมแล้ว เป็นผลให้สมาชิกภาพของจำเลยและตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคของจำเลยสิ้นสุดลงในวันที่ 6 กันยายน 2544 และจำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายใน 30 วัน นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งกรรมการในพรรคการเมืองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่งของพระราชบัญญัติเดียวกันนี้ แต่จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 ตุลาคม 2545) จำเลยก็ยังมิได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จำเลยจึงมีความผิดเมื่อพ้นกำหนด 30 วันดังกล่าว คือ มีความผิดตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2544 ซึ่งมีบทลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้มาตรา 84 ระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 500 บาท ตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง และระวางโทษดังกล่าวมีอายุความเพียง 1 ปี ตามอายุความคดีอาญาทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 วรรคหนึ่ง (5) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ความผิดและกฎหมายที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทเดียว และตราบใดที่จำเลยยังไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็ยังเป็นความผิดต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ฟ้องโจทก์จึงไม่ขายอายุความนั้น เห็นว่า ลักษณะสำคัญของความผิดต่อเนื่องจะต้องเป็นความผิดที่มีทั้งการกระทำและเจตนาประกอบกันอยู่ตลอดเวลาที่การกระทำนั้นยังปรากฏอยู่ คดีนี้กฎหมายบังคับให้จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติภายในกำหนดระยะเวลาหนึ่ง เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าวจำเลยก็จะมีความผิดทันที จำเลยมิได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิ้นฯ ภายในวันที่ 6 ตุลาคม 2544 จำเลยจึงมีความผิดตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2544 การกระทำโดยการงดเว้นและเจตนามิได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ สำเร็จเป็นความผิดเกิดขึ้นและสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่กำหนด เป็นความผิดธรรมดาที่เกิดจากการกระทำครั้งเดียว กฎหมายมิได้บัญญัติให้แม้ภายหลังจากนั้นก็ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯอยู่ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่ความผิดต่อเนื่อง ส่วนการที่จำเลยยังคงมิได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิ้นฯ ต่อมาถึงวันฟ้องเป็นเพียงผลของการกระทำโดยการงดเว้นดังกล่าวเท่านั้น ส่วนที่ความผิดดังกล่าวมีระวางโทษให้ปรับเป็นรายวันต่อไปอีกตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องนั้นเป็นเพียงบทกำหนดโทษเป็นบทบังคับคดีให้ผู้กระทำความผิดที่มิได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯนั้นให้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ ต่อนายทะเบียนพรรคให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยเร็ว เมื่อมิใช่ความผิดต่อเนื่องอายุความจึงเริ่มนับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2544 ที่จำเลยมีความผิด โจทก์ฟ้องจำเลยวันที่ 30 ตุลาคม 2545 เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิด ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อฟ้องโจทก์ขาดอายุความโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ทั้งคดี ต้องพิพากษายกฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษายกฟ้อง โดยพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันต่อไปจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องนั้น ไม่ชอบ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในศาลล่างทั้งสองและมิได้ฎีกาขึ้นมาในชั้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกปัญหาอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 22 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายมะโน บุญสะอาด
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2197/2548
#270023
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแต่เฉพาะบางส่วน จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเพราะยื่นเกินกำหนด 7 วัน เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเกิน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง โดยอ้าง ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 คู่ความจะฎีกาต่อไปอีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 4,737,702.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 บังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแต่เฉพาะบางส่วน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์เกิน 7 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสองที่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเกิน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 คู่ความจะฎีกาต่อไปอีกไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคท้าย ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายพุทธพร เหล่าวานิช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2192/2548
#267950
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าจ้างและเงินประกันแก่โจทก์ พ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติแล้วจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน การที่จำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลทำให้คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ซึ่งจำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น ไม่มีสิทธินำคดีในเรื่องเดียวกันนี้ไปสู่ศาลอีก ตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานอันเป็นที่สุดแล้ว ไม่เกี่ยวกับเรื่องโจทก์ยักยอกทรัพย์จำเลย ดังนั้นที่จำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าโจทก์ยักยอกทรัพย์ของจำเลย โจทก์ต้องชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกโดยจำเลยขอนำเงินตามจำนวนที่พนักงานตรวจแรงงานสั่งให้จำเลยชำระมาหักกับราคาทรัพย์แล้วให้โจทก์ชำระส่วนที่เหลือ จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 6 กันยายน 2545 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่พนักงานขาย ได้รับค่าจ้างเดือนละ 6,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2545 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2545 เป็นเงิน 7,200 บาท จำเลยเรียกเก็บเงินประกันการทำงานจากโจทก์รวม 4,000 บาท ตกลงจะคืนให้เมื่อโจทก์ออกจากงาน โจทก์ออกจากงานแล้วจำเลยก็ยังไม่จ่ายเงินทั้งสองจำนวนให้ พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 31/2545 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2545 สั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายและเงินประกันแก่โจทก์รวม 11,200 บาท พ้นกำหนดที่จำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งแล้วจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 31/2545 โดยจ่ายค่าจ้างและเงินประกันรวม 11,200 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลย จำเลยว่ากล่าวตักเตือนเรื่องโจทก์นำบุคคลภายนอกเข้ามาในร้านเป็นประจำ วันที่ 25 ตุลาคม 2545 จำเลยได้รับแจ้งจากอาคารสยามเซ็นเตอร์ว่าโจทก์กอดจูบกันบุคคลภายนอกในร้าน ทำให้ลูกค้าไม่กล้าเข้าร้าน ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหายทำลายชื่อเสียงและผิดกฎระเบียบของจำเลย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันนั้น และมีการตรวจนับสินค้าในร้านเพื่อส่งมอบให้พนักงานที่จะเข้าทำหน้าที่แทนปรากฏว่าสินค้าสูญหาย 23 ชิ้น รวมเป็นเงิน 86,180 บาท จำเลยแจ้งให้โจทก์มาชี้แจงหลายครั้งแต่โจทก์ไม่ยอมมาชี้แจง ตามกฎระเบียบของจำเลยให้ถือว่าสินค้าที่สูญหายทั้งหมดเกิดจากการกระทำของพนักงาน จำเลยแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหาว่าโจทก์กระทำอนาจารในร้านของจำเลยและยักยอกทรัพย์ เมื่อหักค่าจ้างและเงินประกันความเสียหายของโจทก์ชดใช้ค่าสินค้าที่โจทก์ยักยอกไปแล้ว โจทก์ต้องชดใช้เงินแก่จำเลยอีก 74,980 บาท ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าสินค้า 74,980 บาท แก่จำเลย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมไม่รับฟ้องแย้งและคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยาน

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2545 และออกจากงานแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าจำเลยไม่คืนเงินประกันและไม่จ่ายค่าจ้าง พนักงานตรวจแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่คืนเงินประกัน 4,000 บาท และค้างจ่ายค่าจ้าง 7,200 บาท แก่โจทก์แล้วมีคำสั่งที่ 31/2545 ให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน ตามที่กฎหมายบัญญัติ จำเลยไม่ให้การปฏิเสธ จึงฟังได้ว่าจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 จำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยไม่อาจยกข้ออ้างเพื่อขอหักชำระค่าเสียหายมาในชั้นนี้ได้ แม้คำขอบังคับของโจทก์ไม่ได้ขอคิดดอกเบี้ยมาด้วย แต่โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งมีคำสั่งให้จำเลยชำระดอกเบี้ยด้วย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน พิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 31/2545 ให้จ่ายค่าจ้างและเงินประกันรวม 11,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 31/2545 สั่งให้จำเลยชำระค่าจ้างและเงินประกันแก่โจทก์ พ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติแล้วจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 31/2545 การที่จำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลทำให้คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ซึ่งจำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น ไม่มีสิทธินำคดีในเรื่องเดียวกันนี้ไปสู่ศาลอีก ตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานอันเป็นที่สุดแล้วไม่เกี่ยวกับเรื่องโจทก์ยักยอกทรัพย์จำเลย ดังนั้นที่จำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าโจทก์ยักยอกทรัพย์ของจำเลย โจทก์ต้องชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกโดยจำเลยขอนำเงินตามจำนวนที่พนักงานตรวจแรงงานสั่งให้จำเลยชำระมาหักกับราคาทรัพย์แล้วให้โจทก์ชำระส่วนที่เหลือจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องแย้งจำเลยนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟ้งไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวภัทรวดี สุดชา
จำเลย — บริษัทเคเวนอินเตอร์เนชั่นแนล (ไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2192/2548
#270123
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 31/2545 สั่งให้จำเลยชำระค่าจ้างและเงินประกันแก่โจทก์ พ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติแล้วจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 31/2545 การที่จำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลทำให้คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 125 วรรคสอง ซึ่งจำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้นไม่มีสิทธินำคดีในเรื่องเดียวกันนี้ไปสู่ศาลอีก ตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีโจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานอันเป็นที่สุดแล้ว ไม่เกี่ยวกับเรื่องโจทก์ยักยอกทรัพย์จำเลย ที่จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์ยักยอกทรัพย์ของจำเลย โจทก์ต้องชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกโดยจำเลยขอนำเงินตามจำนวนที่พนักงานตรวจแรงงานสั่งให้จำเลยชำระมาหักกับราคาทรัพย์แล้วให้โจทก์ชำระส่วนที่เหลือจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 31/2545 โดยจ่ายค่าจ้างและเงินประกันรวม 11,200 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ยักยอกทรัพย์จำเลย เมื่อหักค่าจ้างและเงินประกันความเสียหายของโจทก์ชดใช้ค่าสินค้าที่โจทก์ยักยอกไปแล้ว โจทก์ต้องชดใช้เงินแก่จำเลยอีก 74,980 บาท ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าสินค้า 74,980 บาท แก่จำเลย

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้ง และคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยาน

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2545 และออกจากงานแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานว่าจำเลยไม่คืนเงินประกันและไม่จ่ายค่าจ้าง พนักงานตรวจแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่คืนเงินประกัน 4,000 บาท และค้างจ่ายค่าจ้าง 7,200 บาท แก่โจทก์ แล้วมีคำสั่งที่ 31/2545 ให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแล้ว ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน ตามที่กฎหมายบัญญัติ จำเลยไม่ให้การปฏิเสธ จึงฟังได้ว่าจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 จำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยไม่อาจยกข้ออ้างเพื่อขอหักชำระค่าเสียหายมาในชั้นนี้ได้ แม้คำขอบังคับของโจทก์ไม่ได้ขอคิดดอกเบี้ยมาด้วย แต่โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานซึ่งมีคำสั่งให้จำเลยชำระดอกเบี้ยด้วยเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน พิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 31/2545 ให้จ่ายค่าจ้างและเงินประกันรวม 11,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัย "มีปัญหาวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 31/2545 สั่งให้จำเลยชำระค่าจ้างและเงินประกันแก่โจทก์ พ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติแล้วจำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 31/2545 การที่จำเลยไม่นำคดีไปสู่ศาลทำให้คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ซึ่งจำเลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานนั้น ไม่มีสิทธินำคดีในเรื่องเดียวกันนี้ไปสู่ศาลอีก ตามคำฟ้องจึงเป็นกรณีโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานอันเป็นที่สุดแล้ว ไม่เกี่ยวกับเรื่องโจทก์ยักยอกทรัพย์จำเลย ดังนั้นที่จำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าโจทก์ยักยอกทรัพย์ของจำเลย โจทก์ต้องชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกโดยจำเลยขอนำเงินตามจำนวนที่พนักงานตรวจแรงงานสั่งให้จำเลยชำระมาหักกับราคาทรัพย์แล้วให้โจทก์ชำระส่วนที่เหลือ จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมของโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องแย้งจำเลยนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวภัทรวดี สุดชา
จำเลย — บริษัทเคเวนอินเตอร์เนชั่นแนล (ไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2191/2548
#270406
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้จัดการฝ่ายบริหารของจำเลยกล่าวหาว่า น. และ ม. ลูกจ้างของจำเลยปลอมเอกสารอันเป็นความผิดอาญาและเสนอให้จำเลยดำเนินคดีแก่บุคคลทั้งสอง ทั้งๆ ที่โจทก์ยังตรวจสอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไม่ครบถ้วน จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ ผลของการกระทำของโจทก์คือจำเลยได้เลิกจ้าง น. และ ม. โดยไม่จำเลยค่าชดเชยซึ่งย่อมมีผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของลูกจ้างจำเลย ทำให้ระบบบริหารงานบุคคลของจำเลยเสียหาย และการดำเนินงานของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการทำงานของบุคคลทั้งสองที่ถูกเลิกจ้างต้องหยุดชะงักไปด้วย

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยระบุว่าลูกจ้างที่ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหายจะถูกลงโทษขั้นปลดออกจากงาน แสดงว่าจำเลยมุ่งประสงค์ลงโทษลูกจ้างที่ทำงานประมาทเลินเล่อถึงขั้นเลิกจ้างเฉพาะกรณีทำให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหายเท่านั้น จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยเสียหายในระบบการบริหารงานบุคคลและการดำเนินงานซึ่งไม่ใช่ความเสียหายเป็นทรัพย์สินตามความประสงค์ของข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (3) เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามมาตรา 118 (1) แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบริหารให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยสาเหตุปฏิบัติงานด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย วันที่ 19 กันยายน 2546 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างเพราะจำเลยต้องการจ้างบุคคลอื่นมาทำงานแทนโจทก์ และจำเลยกับโจทก์มีแนวความคิดในการทำงานขัดแย้งกัน จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 30,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 41,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 150,000 บาท และคืนเงินสะสม 4,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เดิมจำเลยจ้างโจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายบริหาร มีหน้าที่บริหารงานซึ่งรวมถึงงานการบุคคลด้วย เป็นการจ้างตามที่โจทก์อ้างว่าโจทก์มีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง แต่ความจริงโจทก์ไม่มีความสามารถตามที่อ้าง กล่าวคือโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ ซึ่งมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์แถลงว่า โจทก์ได้รับเงินสะสม 4,000 บาท จากจำเลยแล้ว ไม่ติดใจเรียกร้องเงินจำนวนนี้อีก

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2546 ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่หัวหน้าแผนกอาคารสถานที่ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 30,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ไม่มีกำหนดการจ้างแน่นอน วันที่ 18 กันยายน 2546 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามเอกสารหมาย จ.5 โจทก์ไปสอบถามราคาสินค้าที่นายนเรณทร์ ศรีปานรอด และนายมนฑล ลาภคำนนท์ ลูกจ้างของจำเลยซื้อมาจากร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ โดยไม่นำบิลเงินสดเอกสารหมาย ล.4 และกระปุกซิลิโคนไปให้ร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ ตรวจดู แล้ววินิจฉัยว่า บิลเงินสดเอกสารหมาย ล.4 ออกเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 ระบุว่าซื้อซิลิโคน 1 หน่วยราคา 160 บาท ห่างจากระยะเวลาที่โจทก์สอบถามราคาสินค้าเพียง 6 เดือน แต่นางสาวนิตยา สังหอ ผู้จัดการร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ มีหนังสือเอกสารหมาย จ.1 รับรองว่าไม่มีซิลิโคนชนิดกระปุกราคากระปุกละ 160 บาท ขายมาเป็นเวลา 1 ปี 7 เดือน แล้ว ย่อมทำให้โจทก์เข้าใจว่าซิลิโคนราคากระปุกละ 160 บาท ไม่มีจำหน่ายจริงในขณะที่ออกสารหมาย ล.4 ส่วนราคาปุ่มวีอาร์และท่อหดตามเอกสารหมาย ล.4 ก็มีราคาสูงกว่าที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.1 มีเหตุผลเพียงพอให้โจทก์เชื่อได้ว่านายนเรณทร์และนายมนฑลผู้ซื้อสินค้าตามเอกสารหมาย ล.4 ทุจริตนำบิลเงินสด ที่มีราคาสูงกว่าความจริงมาเบิกเงินจากจำเลย อันเป็นความผิดวินัยร้ายแรง การที่โจทก์ทำหนังสือขอเลิกจ้างลูกจ้างจำเลยทั้งสองคนตามเอกสารหมาย ล.3 โดยให้เหตุผลและเสนอหลักฐานตามข้อมูลที่ได้รับจากนางสาวนิตยาโดยผ่านการกลั่นกรองและอนุมัติให้เลิกจ้างจากนายสุรสิทธิ์ วรรณารักษ์ ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยทราบก่อนออกหนังสือเลิกจ้างอันเป็นการกระทำตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยโดยชอบ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์เจตนากลั่นแกล้งเลิกจ้างลูกจ้างทั้งสองคน โจทก์ไม่นำบิลเงินสดและกระปุกซิลิโคนไปให้ร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ ตรวจสอบเพื่อไม่ให้ทางร้านรู้ตัวผู้ซื้อและเพื่อหาข้อมูลให้ได้ตามความเป็นจริง เป็นการกระทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้จำเลยไม่เป็นการประมาทเลินเล่อ หนังสือรับรองของนางสาวนิตยาฉบับหลังตามเอกสารหมาย ล.7 ที่อ้างว่า การออกเอกสารหมาย จ.1 เกิดจากความสับสนเพราะโจทก์ไม่นำใบเสร็จรับเงินและตัวอย่างกระปุกซิลิโคนมาให้ดูมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจรับฟังได้ว่าเอกสารหมาย ล.3 และ จ.1 เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความจริง ไม่อาจสรุปข้อเท็จจริงได้ว่าข้อมูลที่โจทก์นำมาเลิกจ้างลูกจ้างทั้งสองคนไม่เป็นความจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้างหรือไม่ โจทก์ไม่มีเจตนาหรือประมาทกล่าวโทษให้ร้ายลูกจ้างทั้งสองคนหลังจากมีคำสั่งเลิกจ้างเพียงสองถึงสามวัน ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างทั้งสองคนก็กลับเข้าทำงานกับจำเลยใหม่ จำเลยไม่ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง โจทก์ไม่ได้รายงานเท็จในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานก่อนนำเสนอผู้บริหารของจำเลย การกระทำของโจทก์ไม่ใช่การกระทำผิดหน้าที่ ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 และไม่ใช่กรณีมีเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่และพาณิชย์ มาตรา 583 ที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 30,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 41,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 20,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์สอบถามราคาสินค้าตามบิลเงินสดเอกสารหมาย ล.4 จากนางสาวนิตยา สังหอ ผู้จัดการร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ โดยไม่แสดงเอกสารหมาย ล.4 และกระปุกซิลิโคนต่อนางสาวนิตยา แล้วโจทก์เสนอผู้บังคับบัญชาตามเอกสารหมาย ล.3 ให้จำเลยเลิกจ้างนายนเรนทร์ ศรีปานรอด และนายมนฑล ลาภคำนนท์ ลูกจ้างของจำเลยผู้ซื้อสินค้าตามเอกสารหมาย ล.4 เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไปสอบถามราคาสินค้าที่นายนเรณทร์และนายมนฑลซื้อมาจากร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ โดยไม่นำบิลเงินสดเอกสารหมาย ล.4 และกระปุกซิลิโคนไปให้ร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ ตรวจดู แล้วโจทก์ทำหนังสือเอกสารหมาย ล.3 ขอเลิกจ้างนายนเรณทร์และนายมนฑล เห็นว่า ตามเอกสารหมาย ล.3 โจทก์กล่าวหาว่านายนเรณทร์และนายมนฑลปลอมแปลงบิลเงินสดเอกสารหมาย ล.4 หรือทำหลักฐานรายงานเท็จโดยการปลอมแปลงราคาซิลิโคน ปุ่มวีอาร์ และท่อหด โดยที่เอกสารหมาย ล.4 เป็นเอกสารของร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ การที่โจทก์ไม่ได้นำเอกสารหมาย ล.4 ให้นางสาวนิตยาผู้จัดการร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ครั้งที่สอง ผู้เป็นเจ้าของเอกสารตราจดูว่าเป็นเอกสารที่ทางร้านออกจริงหรือไม่ ข้อความระบุราคาในเอกสารหมาย ล.4 ถูกต้องหรือไม่ ทั้งที่ปรากฏว่าในการไปตรวจสอบราคาสินค้าที่ร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ครั้งที่สอง โจทก์นำบิลเงินสดเอกสารหมาย ล.4 ใส่กระเป๋าเสื้อไปด้วย ซึ่งโจทก์สามารถตรวจสอบด้วยการแสดงเอกสารดังกล่าวให้เจ้าของเอกสารตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารได้โดยง่ายแต่ไม่ทำ การรวบรวมพยานหลักฐานว่ามีการปลอมเอกสารหมาย ล.4 หรือไม่จึงยังไม่ครบถ้วน ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าหลังจากเลิกจ้างนายนเรณทร์และนายมนฑลแล้ว นายเรนทร์และนายมณฑลโต้แย้งว่า ได้ซื้อสินค้าตามเอกสารหมาย ล.4 จริง โจทก์จึงให้บุคคลทั้งสองนำสำเนาเอกสารหมาย ล.4 และกระปุกซิลิโคนไปตรวจสอบที่ร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ หลังจากทางร้านตรวจสอบแล้วว่าสินค้านั้นซื้อมาจากร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ จริง โจทก์ก็เชื่อว่านายเรณทร์และนายมณฑลซื้อสินค้าตามราคาที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย ล.4 จากร้านไพศาลอิเลคโทรนิค สาขารัตนาธิเบศร์ จริง แต่ในขณะที่ยังตรวจสอบพยานหลักฐานไม่ครบถ้วนโจทก์กลับกล่าวหาว่านายนเรณทร์และนายมนฑลปลอมเอกสารหมาย ล.4 อันเป็นความผิดอาญาและเสนอให้จำเลยดำเนินคดีแก่นายนเรณทร์และนายมนฑลตามเอกสารหมาย ล.3 แม้ว่าโจทก์รายงานการตรวจสอบราคาตามหนังสือรับรองของนางสาวนิตยาตามเอกสารหมาย จ.1 ไม่เป็นความเท็จ แต่การรายงานดังกล่าวกระทำโดยโจทก์ยังรวบรวมพยานหลักฐานไม่ครบถ้วนในส่วนที่เป็นสาระสำคัญของข้อกล่าวหา เป็นการที่โจทก์ไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอเป็นการกระทำโดยประมาณเลินเล่อในการกล่าวหาว่านายนเรณทร์และนายมนฑลกระทำความผิดอาญาฐานปลอมเอกสาร ผลการกระทำของโจทก์คือจำเลยโดยตัวโจทก์เองในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบริหาร (ตามที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย ล.3 และหนังสือแจ้งการเลิกจ้างตามเอกสารหมาย ล.6) ได้เลิกจ้างนายนเรณทร์และนายมนฑลโดยไม่จ่ายค่าชดเชย การกระทำของโจทก์เป็นที่เห็นได้ว่าย่อมมีผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของลูกจ้างจำเลย ทำให้ระบบบริหารงานบุคคลของจำเลยเสียหาย และการดำเนินงานของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับการทำงานของนายนเรณทร์และนายมนฑลต้องหยุดชะงักในระหว่างที่เลิกจ้างนายนเรณทร์และนายมนฑลด้วย แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาปรากฏว่า หลังจากมีคำสั่งเลิกจ้างเพียงสองถึงสามวัน จำเลยก็รับนายนเรณทร์และนายมนฑลกลับเข้าทำงานอีกประกอบกับข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 3 ตารางข้อ 21 ระบุว่าลูกจ้างที่ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหายจะถูกลงโทษขั้นปลดออกจากงาน แสดงว่าจำเลยมุ่งประสงค์ลงโทษลูกจ้างที่ทำงานประมาทเลินเล่อถึงขั้นเลิกจ้างเฉพาะกรณีทำให้ทรัพย์สินของจำเลยเสียหายเท่านั้น จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยเสียหายในระบบการบริหารงานบุคคลและการดำเนินงานซึ่งไม่ใช่ความเสียหายเป็นทรัพย์สินตามความประสงค์ของข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ดังนั้น กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์กระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามมาตรา 118 (1) แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบริหารให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยจึงสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แก่โจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยสาเหตุปฏิบัติงานด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควร ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์เช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์เกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชิต นวลแก้ว
จำเลย — บริษัทไฮไฟโอเรียนท์ (ไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2189 -ที่ 2190/2548
#113350
เปิดฉบับเต็ม

การวาดภาพนกของโจทก์ที่ 1 ให้แก่ บ. ตั้งแต่แรกในปี 2515 จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2521 เป็นช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 มีผลใช้บังคับอยู่ การที่โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ข้อตกลงวาดภาพนกดังกล่าวเป็นการจ้างแรงงานโดยไม่มีข้อสัญญาให้ลิขสิทธิ์ตกแก่โจทก์ที่ 1 นั้น ย่อมมีผลให้ลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพวาดนั้นตกเป็นลิขสิทธิ์ของผู้จ้างตามมาตรา 12 (ข) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มิใช่ลิขสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ที่ 1 แต่อย่างใด

แม้สัญญาจ้างแรงงานกับสัญญาจ้างทำของจะมีลักษณะที่คล้ายกันคือ ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างต่างก็ต้องทำงานให้แก่นายจ้างหรือผู้ว่าจ้าง และนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างแก่ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างเป็นการตอบแทนเช่นกัน แต่ก็มีลักษณะที่แตกต่างกันที่สำคัญคือ ตามสัญญาจ้างแรงงานนั้นลูกจ้างต้องทำงานให้นายจ้างตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาจ้างแรงงานที่ตกลงกันโดยไม่จำเป็นต้องมีการตกลงกันโดยมุ่งประสงค์ต่อผลสำเร็จของการงานอันใดอันหนึ่งโดยเฉพาะ หรือคิดค่าตอบแทนจากผลสำเร็จของการงานที่ตกลงกันแต่อย่างใด นายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานมีสิทธิบังคับบัญชามอบหมายและควบคุมกำกับการทำงานของลูกจ้างให้ทำงานใด ๆ ภายใต้ข้อตกลงเกี่ยวกับหน้าที่และสภาพการจ้างงานนั้นได้ ส่วนสัญญาจ้างทำของนั้น ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างจะมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จของงานอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามข้อตกลงที่ว่าจ้างให้ทำกัน โดยถือเอาผลสำเร็จของการงานที่ตกลงให้ทำกันนั้นเป็นสาระสำคัญ โดยผู้ว่าจ้างมิได้มีสิทธิบังคับบัญชาสั่งการผู้รับจ้างแต่อย่างใด พฤติการณ์ที่มีการจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน และผู้ว่าจ้างจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือในการทำงานให้ผู้ทำงานนั้น แม้จะเป็นพฤติการณ์ที่มักเกิดขึ้นในกรณีของการจ้างลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานก็ตาม แต่ก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ทำให้ฟังได้ว่าเป็นกรณีตามสัญญาจ้างแรงงานเสมอไปทั้งหมด เนื่องจากสัญญาจ้างทำของก็อาจมีพฤติการณ์การจ่ายค่าตอบแทนหรือการจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทำงานเช่นเดียวกับการจ้างแรงงานได้เช่นกัน

การที่โจทก์ทั้งสองทำงานวาดภาพนกให้แก่ บ. นั้นก็เพื่อใช้ประกอบหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ที่ บ. จะจัดทำขึ้น โดยในการวาดภาพต้องทำให้สอดคล้องกับข้อมูลทางวิชาการที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับนกแต่ละวงศ์แต่ละชนิด ต้องใช้ซากนกที่ บ. เก็บรวบรวมไว้จำนวนมาก และต้องเดินทางไปดูนกในสภาพธรรมชาติ กับยังต้องค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้การวาดภาพนกนี้ต้องใช้เวลานานหลายปี และเป็นกรณีจำเป็นที่จะต้องให้โจทก์แต่ละคนทำงานที่สถานที่ทำงานของ บ. เพื่อความสะดวกในการเทียบเคียงข้อมูลและประสานข้อมูลการบรรยายด้วยข้อความกับภาพวาดให้สอดคล้องต้องกัน ทั้งยังได้ความว่าในการทำงานวาดภาพนก บ. ไม่ได้กำหนดให้โจทก์ที่ 1 วาดภาพนกเป็นตัว ๆ แต่จะกำหนดเป็นวงศ์ แล้วโจทก์ที่ 1 จะวาดภาพนกในวงศ์นั้นทั้งหมด การกำกับดูแลของ บ. เป็นเพียงการเร่งรัดงานเท่านั้น สำหรับโจทก์ที่ 2 ก็วาดภาพโดยได้รับคำแนะนำให้ข้อมูลจาก ฟ. และดูตัวอย่างจากซากนก กับข้อมูลจากหนังสือต่าง ๆ หาก ฟ. หรือ บ. เห็นว่าไม่ถูกต้อง และแจ้งให้โจทก์ที่ 2 ทราบ ถ้าโจทก์ที่ 2 เห็นด้วยก็จะแก้ไข แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็จะไม่แก้ไข อันเป็นการแสดงว่าโจทก์ทั้งสองทำงานวาดภาพโดยมีอิสระในการทำงานมาก มิใช่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาเยี่ยงที่นายจ้างมีต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานแต่อย่างใด และในการเดินทางไปดูนกในสภาพตามธรรมชาติก็ยังปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งผิดปกติวิสัยของผู้เป็นลูกจ้าง ทั้งเมื่อโจทก์ทั้งสองวาดภาพเพื่อประกอบการทำหนังสือดังกล่าวแล้วเสร็จ โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้ทำการวาดภาพหรือทำงานกับ บ. หรือจำเลยที่ 1 อีกแต่อย่างใด เห็นได้ว่าสภาพการทำงานให้แก่ บ. ของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว บ. จะมุ่งประสงค์ถึงความสำเร็จในการจัดทำหนังสือเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดจำนวนงานได้แต่แรก เพราะต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลและศึกษาดูนกกับวาดภาพนกเพิ่มเติมจนกว่าจะเห็นว่ามีข้อมูลและภาพวาดที่สมบูรณ์เป็นที่พอใจที่จะรวมจัดพิมพ์เป็นหนังสือได้ การที่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นรายเดือนในพฤติการณ์การทำงานในระยะเวลาที่ยาวนานเช่นนี้จึงอาจเป็นการแบ่งจ่ายค่าจ้างทำของให้เหมาะสมแก่สภาพงานในลักษณะดังกล่าว เพื่อมิให้เป็นการเอาเปรียบโจทก์แต่ละคนและเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสองที่ไม่ต้องรอรับค่าตอบแทนเมื่องานเสร็จสิ้นในภายหลังที่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากเช่นนั้น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า การวาดภาพนกของโจทก์ทั้งสองเป็นไปตามสัญญาจ้างทำของ และเมื่อไม่ปรากฏว่ามีข้อสัญญาเป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์จึงตกเป็นของผู้ว่าจ้าง มิใช่ตกเป็นของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ผู้รับจ้าง แต่อย่างใด ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 7 และ 8 อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ดังนั้น แม้หากจะถือข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งสองว่างานตามคำฟ้องเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองก็ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ตามคำฟ้องแต่อย่างใด

ที่ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ขอให้พิพากษาว่าลิขสิทธิ์ในหนังสือเป็นของกองมรดก บ. ในฐานะที่ บ. เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองวาดภาพนั้น เนื่องจากในส่วนงานภาพนกที่พิพาทกันมีจำนวนมากถึง 1,878 ภาพ ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของกองมรดก บ. หรือของจำเลยที่ 1 จะต้องพิจารณาเสียก่อนว่างานภาพนกแต่ละภาพเป็นงานอันมีลิขสิทธิที่มีการสร้างสรรค์โดยความริเริ่มของผู้สร้างสรรค์และมิได้ลอกเลียนงานอื่นที่มีลิขสิทธิ์อยู่ก่อนแล้ว แต่ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนไม่มีรายละเอียดที่จะวินิจฉัยได้ในแต่ละภาพ เนื่องจากคู่ความนำสืบในลักษณะรวม ๆ กันมาเป็นส่วนใหญ่ ไม่อาจวินิจฉัยได้อย่างแน่ชัด จึงควรให้ยกคำร้องสอดโดยไม่ตัดสิทธิฟ้องใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนตามเดิม ให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์ ประเภทงานศิลปกรรม ลักษณะงานจิตรกรรม ภาพวาดนกในหนังสือที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "A Guide to the Birds of Thailand" จำเลยที่ 1 ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยนำภาพวาดนกดังกล่าวออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนนอกวัตถุประสงค์แห่งการจ้าง โดยนำหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ไปจัดพิมพ์เพิ่มอีก 3 ครั้ง รวม 60,000 เล่ม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 นำภาพวาดนก ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนในลักษณะของแผ่นภาพปฏิทินแขวน แจกจ่ายสมนาคุณแก่ลูกค้าที่ซื้อสินค้าของจำเลยที่ 2 โดยมีการพิมพ์เครื่องหมายการค้าและรูปรอยประดิษฐ์อันเป็นสื่อโฆษณาที่ทำให้บุคคลทั่วไปทราบว่าเป็นสินค้าของจำเลยที่ 2 ไว้ในปฏิทินแขวนนั้น โดยมีจำเลยที่ 3 ในฐานะบริษัทตัวแทนการทำโฆษณาของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการร่วมกับจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 10,800,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 3,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต้นแบบแม่พิมพ์ภาพวาดนกแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 500,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่ง นายบุญส่งเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดขึ้นซึ่งหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ตามคำฟ้องโดยความคิดริเริ่มของนายบุญส่งเอง นายบุญส่งจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ดังกล่าว ต่อมานายบุญส่งป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตไปเลี้ยงสมองอุดตัน ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ และในปี 2529 ศาลแพ่งได้มีคำสั่งว่านายบุญส่งเป็นคนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความอนุบาลของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดในฐานะผู้อนุบาลได้มอบลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์ โฆษณา และจำหน่ายหนังสือนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ภายหลังเมื่อนายบุญส่งถึงแก่ความตาย ลิขสิทธิ์ในหนังสือจึงตกเป็นทรัพย์สินของกองมรดกของนายบุญส่ง ในการจัดทำหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" นี้ นายบุญส่งได้ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเพียงนักวาดภาพธรรมดาให้วาดภาพเหมือนนกจากซากนกที่นายบุญส่งได้รวบรวมเก็บรักษาไว้ และที่ได้ขอยืมจากสถานที่ต่าง ๆ โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ภาพวาดนกในหนังสือดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้กองมรดกนายบุญส่งเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในหนังสือดังกล่าวซึ่งรวมทั้งภาพวาดนกตามคำฟ้อง โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้โฆษณาและจำหน่ายตามจำนวนที่ได้รับอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)

โจทก์ทั้งสองให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

จำเลยที่ 1 ให้การแก้คำร้องสอดว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่ากองมรดกของนายบุญส่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพวาดนกแม่พิมพ์ต้นแบบทั้งหมด และหนังสือดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องสอดในฐานะผู้อนุบาลของนายบุญส่งได้มอบลิขสิทธิ์ในการนำหนังสือออกโฆษณา จัดพิมพ์และจำหน่ายในจำนวนไม่เกิน 40,000 เล่ม ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยังจัดพิมพ์หนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ไม่เกินจำนวนดังกล่าว ลิขสิทธิ์ในการโฆษณา จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือดังกล่าวจึงยังเป็นของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 330,000 บาท และ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตามลำดับ คำขอของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้และคำร้องสอดให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 70,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และผู้ร้องสอดให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ตามพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ตกลงวาดภาพนกตามคำฟ้องหลายภาพให้แก่นายบุญส่งตั้งแต่ปี 2515 จนถึงปี 2534 และโจทก์ที่ 2 ตกลงวาดภาพนกตามคำฟ้องอีกส่วนหนึ่งตั้งแต่ปี 2525 จนถึงปี 2534 ในส่วนภาพวาดนกที่โจทก์ที่ 1 วาดขึ้นตั้งแต่ปี 2515 ซึ่งเป็นเวลาอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 โดยตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาตรา 12 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าผู้ประพันธ์เป็นลูกจ้างแรงงานหรือเป็นลูกมือฝึกหัด ผู้ประพันธ์ได้ทำวรรณกรรมหรือศิลปกรรมขึ้นในหน้าที่ผู้รับจ้าง และมิได้มีข้อสัญญาไว้เป็นอย่างอื่น ท่านว่าบุคคลผู้จ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์?" ดังนี้ การวาดภาพของโจทก์ที่ 1 ให้แก่นายบุญส่งตั้งแต่แรกในปี 2515 จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2521 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 มีผลใช้บังคับอยู่ ที่โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าข้อตกลงวาดภาพดังกล่าวเป็นการจ้างแรงงานโดยไม่มีข้อสัญญาให้ลิขสิทธิ์ตกแก่โจทก์ที่ 1 นั้น ย่อมมีผลให้ลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพวาดนั้นตกเป็นลิขสิทธิ์ของผู้จ้างตามมาตรา 12 (ข) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มิใช่ลิขสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ที่ 1 แต่อย่างใด

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 และ 587 แม้สัญญาจ้างแรงงานกับสัญญาจ้างทำของจะมีลักษณะที่คล้ายกันคือ ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างต่างก็ต้องทำงานให้แก่นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างและนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างแก่ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างเป็นการตอบแทนเช่นกัน แต่ก็มีลักษณะที่แตกต่างกันที่สำคัญคือ ตามสัญญาจ้างแรงงานนั้นลูกจ้างต้องทำงานให้นายจ้างตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาจ้างแรงงานที่ตกลงกันโดยไม่จำเป็นต้องมีการตกลงกันโดยมุ่งประสงค์ต่อผลสำเร็จของการงานอันใดอันหนึ่งโดยเฉพาะ หรือคิดค่าตอบแทนจากผลสำเร็จของการงานที่ตกลงกันแต่อย่างใด นายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานมีสิทธิบังคับบัญชามอบหมายและควบคุมกำกับการทำงานของลูกจ้างให้ทำงานใด ๆ ภายใต้ข้อตกลงเกี่ยวกับหน้าที่และสภาพการจ้างงานนั้นได้ ส่วนสัญญาจ้างทำของนั้น ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างจะมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จของงานอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามข้อตกลงที่ว่าจ้างให้ทำกัน โดยถือเอาผลสำเร็จของการงานที่ตกลงให้ทำกันนั้นเป็นสาระสำคัญ โดยผู้ว่าจ้างมิได้มีสิทธิบังคับบัญชาสั่งการผู้รับจ้างแต่อย่างใด พฤติการณ์ในคดีนี้ที่มีการจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน และผู้ว่าจ้างจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือในการทำงานให้ผู้ทำงานนั้น แม้จะเป็นพฤติการณ์ที่มักเกิดขึ้นในกรณีของการจ้างลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานก็ตาม แต่ก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ทำให้ฟังได้ว่าเป็นกรณีตามสัญญาจ้างแรงงานเสมอไปทั้งหมดเนื่องจากสัญญาจ้างทำของก็อาจมีพฤติการณ์การจ่ายค่าตอบแทนหรือการจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทำงานเช่นเดียวกันนี้ได้เช่นกัน ซึ่งโดยเฉพาะในกรณีการทำงานวาดภาพนกของโจทก์ทั้งสองนี้ โจทก์ทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า เหตุที่โจทก์แต่ละคนทำงานวาดภาพนกให้แก่นายบุญส่งเนื่องจากนายบุญส่งประสงค์จะจัดทำหนังสือเกี่ยวกับนกซึ่งต้องมีภาพวาดนกประกอบไว้ในหนังสือนั้นด้วย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ส่อแสดงว่านายบุญส่งต้องการผลงานภาพวาดนกสำหรับใช้ประกอบการทำหนังสือดังกล่าวให้สำเร็จ จึงตกลงให้โจทก์แต่ละคนวาดภาพนกให้และยังปรากฏว่าการวาดภาพนกเพื่อประกอบการทำหนังสือนี้จะต้องทำให้สอดคล้องกับข้อมูลทางวิชาการที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับนกแต่ละวงศ์แต่ละชนิด ซึ่งต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลโดยใช้ซากนกที่นายบุญส่งเก็บรวบรวมไว้ในสถานที่ทำงานดังกล่าวเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังต้องมีการเดินทางไปดูนกในสภาพธรรมชาติ และยังอาจมีการค้นพบนกชนิดที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อนแล้วค้นข้อมูลกับวาดภาพประกอบเพื่อให้หนังสือดังกล่าวมีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับนกชนิดต่าง ๆ รวมทั้งมีภาพประกอบที่สมบูรณ์จำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากระยะเวลาที่ใช้ไปในการดูนก การค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ดังกล่าว และการวาดภาพนกตามข้อมูลที่ค้นหามาได้นั้นใช้เวลานานหลายปี หลังจากวาดภาพเพื่อประกอบการทำหนังสือดังกล่าวแล้วเสร็จ โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ก็ไม่ได้ทำการวาดภาพหรือทำงานกับนายบุญส่งหรือจำเลยที่ 1 อีกแต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่าสภาพการทำงานดังกล่าวแม้นายบุญส่งจะมุ่งประสงค์ถึงความสำเร็จในการจัดทำหนังสือ แต่ก็ยากที่จะกำหนดจำนวนงานได้แต่แรก เพราะต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลและศึกษาดูนกกับวาดภาพนกเพิ่มเติม และจำเป็นที่จะต้องให้โจทก์แต่ละคนทำงานที่สถานที่ทำงานของนายบุญส่งเพื่อสะดวกในการเทียบเคียงข้อมูลและประสานข้อมูลการบรรยายด้วยข้อความกับภาพวาดให้ถูกต้องสอดคล้องกัน และจำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์แต่ละคนในช่วงระยะเวลาที่ทำงานยาวนานเช่นนี้ การจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือนในพฤติการณ์การทำงานดังกล่าวจึงอาจเป็นการแบ่งจ่ายค่าจ้างทำของให้เหมาะสมกับสภาพงานในลักษณะดังกล่าวข้างต้น เพื่อมิให้เป็นการเอาเปรียบโจทก์แต่ละคนและเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสองที่ไม่ต้องรอรับค่าตอบแทนเมื่องานเสร็จสิ้นตามสัญญาจ้างทำของในภายหลังที่เป็นระยะเวลายาวนานมากเช่นนั้น ทั้งยังได้ความว่า ในบางครั้ง นายบุญส่งไม่ได้กำหนดให้วาดภาพนกเป็นตัว ๆ แต่จะกำหนดวงศ์ เช่น วงศ์นกเอี้ยง เป็นต้น แล้วโจทก์ที่ 1 จะวาดภาพนกในวงศ์นกเอี้ยงเองทั้งหมด อันเป็นการแสดงว่าโจทก์ที่ 1 ทำงานวาดภาพโดยมีอิสระในการทำงานมาก การกำกับดูแลของนายบุญส่งเป็นเพียงการเร่งรัดงานเท่านั้น และไม่ปรากฏว่าการจ้างโจทก์ที่ 1 นี้มีลักษณะที่โจทก์ที่ 1 ต้องทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของนายบุญส่งแต่อย่างใด และในการเดินไปดูนกตามธรรมชาติก็ยังปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งผิดปกติวิสัยของผู้เป็นลูกจ้าง ส่วนโจทก์ที่ 2 ก็เบิกความว่า โจทก์ที่ 2 วาดภาพโดยได้รับคำแนะนำให้ข้อมูลดูจุดสังเกตของนกจากนายฟิลิปกับคำบรรยายของนายฟิลิป นายบุญส่งจะเข้ามาดูบ้าง แต่ไม่ได้ให้คำแนะนำหรือให้ข้อสังเกตแต่อย่างใด หากนายฟิลิปหรือนายบุญส่งเห็นว่าไม่ถูกต้อง และแจ้งให้โจทก์ที่ 2 ทราบ ถ้าโจทก์ที่ 2 เห็นด้วยก็จะแก้ไข แต่ถ้าไม่เห็นด้วยโจทก์ที่ 2 จะไม่แก้ไข ซึ่งแสดงถึงความเป็นอิสระในการทำงานของโจทก์ที่ 2 ว่ามิใช่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาเยี่ยงที่นายจ้างมีต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานแต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงทั้งหมดดังกล่าวฟังได้ว่า การวาดภาพนกของโจทก์ทั้งสองเป็นไปตามสัญญาจ้างทำของอันเป็นผลให้ลิขสิทธิ์ในงานภาพวาดนกนี้ตกเป็นของผู้ว่าจ้าง ไม่ได้ตกแก่โจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 7 และ 8 อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น แม้หากจะถือตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งสองว่างานตามคำฟ้องเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองก็ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ตามคำฟ้องแต่อย่างใด

ส่วนที่ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ขอให้พิพากษาว่าลิขสิทธิ์ในหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" เป็นของกองมรดกนายบุญส่งในฐานะที่นายบุญส่งเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองวาดภาพนั้น เนื่องจากในส่วนงานภาพนกที่พิพาทกันนั้นมีจำนวนมากถึง 1,878 ภาพ ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของกองมรดกนายบุญส่งหรือของจำเลยที่ 1 จะต้องพิจารณาเสียก่อนว่างานภาพนกแต่ละภาพเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นโดยความริเริ่มของผู้สร้างสรรค์และมิได้ลอกเลียนงานอื่นที่มีลิขสิทธิ์อยู่ก่อนแล้ว แต่ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนไม่มีรายละเอียดที่จะวินิจฉัยได้ในแต่ละภาพ เนื่องจากคู่ความนำสืบในลักษณะรวม ๆ กันมาเป็นส่วนใหญ่ ไม่อาจวินิจฉัยได้อย่างแน่ชัด จึงควรให้ยกคำร้องสอดโดยไม่ตัดสิทธิฟ้องใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องสอดที่จะฟ้องใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 587
พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 ม. 12
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 7 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล วงศ์กาฬสินธุ์ กับพวก
ผู้ร้องสอด — นางสุภา เลขะกุล
จำเลย — บริษัทสหการแพทย์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2189 -ที่ 2190/2548
#268138
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ตกลงวาดภาพนกให้แก่ บ. ตั้งแต่ปี 2515 จนถึงปี 2534 และโจทก์ที่ 2 ตกลงวาดภาพนกอีกส่วนหนึ่งตั้งแต่ปี 2525 จนถึง 2534 การวาดภาพของโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่ปี 2515 จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2521 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 มีผลใช้บังคับถ้าโจทก์ที่ 1 ตกลงวาดภาดดังกล่าวในลักษณะเป็นการจ้างแรงงานโดยไม่มีข้อสัญญาให้ลิขสิทธิ์ตกแก่โจทก์ที่ 1 ก็จะมีผลให้ลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพวาดนั้นตกเป็นลิขสิทธิ์ของผู้จ้างตามมาตรา 12 (ข) มิใช่ลิขสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ที่ 1

ภาพวาดที่โจทก์ที่ 1 วาดตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2521 และภาพวาดที่โจทก์ที่ 2 วาดตั้งแต่ปี 2525 จนถึงปี 2534 ซึ่งอยู่ระหว่างที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มีผลใช้บังคับนั้นในกรณีลูกจ้างเป็นผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรมให้นายจ้างโดยไม่มีข้อสัญญาเป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้สร้างสรรค์คือลูกจ้างตามมาตรา 7 แต่กรณีผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์งานโดยการรับจ้างผู้อื่นตามสัญญาจ้างทำของโดยไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ว่าจ้างในงานนั้นตามมาตรา 8

โจทก์ทั้งสองทำงานวาดภาพตามสัญญาจ้างทำของโดยไม่ปรากฏว่ามีข้อสัญญาเป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์จึงตกแก่ผู้ว่าจ้าง มิใช่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนตามเดิม ให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์ ประเภทงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรม ภาพวาดนกในหนังสือที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "A Guide to the Birds of Thailand" จำเลยทั้งสามเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 โดยนายบุญส่ง เลขะกุล ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองทำงานในฐานะลูกจ้าง ให้ทำการค้นคว้าสร้างสรรค์งานจิตรกรรม โดยวาดภาพนกในประเทศไทย เพื่อรวบรวมทำหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ซึ่งเป็นหนังสือคู่มือดูนกพร้อมภาพอิริยาบถของนกหลากหลายชนิดในประเทศไทยในรูปลักษณะต่างๆ โจทก์ที่ 1 วาดภาพนกจำนวน 1,479 ภาพ รวม 96 ต้นแบบ แม่พิมพ์โจทก์ที่ 2 วาดภาพนกจำนวน 399 ภาพ รวม 33 ต้นแบบแม่พิมพ์ เพื่อพิมพ์ลงในหนังสือดังกล่าวซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นจำนวน 20,000 เล่ม แล้วจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือนี้ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้าง และโจทก์ทั้งสองลาออกจากงาน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยนำภาพวาดนกดังกล่าวออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนนอกวัตถุประสงค์แห่งการจ้าง โดยนำหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ไปจัดพิมพ์เพิ่มอีก 3 ครั้ง รวม 60,000 เล่ม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 นำภาพนกซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนในลักษณะของแผ่นภาพปฏิทินแขวน แจกจ่ายสมนาคุณแก่ลูกค้าที่ซื้อสินค้าของจำเลยที่ 2 โดยมีการพิมพ์เครื่องหมายการค้าและรูปรอยประดิษฐ์อันเป็นสื่อโฆษณาที่ทำให้บุคคลทั่วไปทราบว่าเป็นสินค้าของจำเลยที่ 2 ไว้ในปฏิทินแขวนนั้นโดยมีจำเลยที่ 3 ในฐานะบริษัทตัวแทนการทำโฆษณาของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการร่วมกับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันทำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คิดค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 30 และร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิที่จำเลยที่ 1 ได้รับ คิดเป็นเงินจำนวน 10,800,000 บาท และ 3,600,000 บาท ตามลำดับ และคิดค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 กับที่ 3 เป็นเงินจำนวน 500,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ โจทก์ทั้งสองได้ติดต่อจำเลยทั้งสามเพื่อให้ระงับการกระทำละเมิดและชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 10,800,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 3,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต้นแบบพิมพ์ภาพวาดนกแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 500,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้สร้างสรรค์ และไม่มีลิขสิทธิ์ในงานภาพวาดนกในหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" เพราะภาพนกที่โจทก์ทั้งสองวาดไม่ได้เกิดจากความคิดริเริ่มของโจทก์ทั้งสองแต่เป็นการเลียนแบบของจริงจากภาพธรรมชาติและดัดแปลงภาพวาดนกจากหนังสือเล่มอื่น โจทก์ทั้งสองไม่เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยแต่เดิมนายบุญส่ง เลขะกุล ได้ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองให้วาดภาพนกเพื่อใช้เป็นภาพประกอบในหนังสือ โดยให้ค่าจ้างเหมาตามจำนวนภาพ ต่อมาเมื่อนายบุญส่งป่วยเป็นคนไร้ความสามารถ นางสุภาพ เลขะกุล ในฐานะผู้อนุบาลได้มอบสิทธิ์ในการจัดพิมพ์โฆษณาและจำหน่ายหนังสือดังกล่าวจำนวนพิมพ์ไม่เกิน 40,000 เล่มให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ยังจัดพิมพ์หนังสือไม่ถึงจำนวนดังกล่าว ดังนั้นลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์ โฆษณาและจำหน่ายหนังสือจึงยังเป็นของจำเลยที่ 1 หลังจากนายบุญส่งป่วย จำเลยที่ 1 เป็นผู้จ้างเหมาโจทก์ทั้งสองต่อไป เมื่อนายบุญส่งถึงแก่ความตาย กองมรดกของนายบุญส่งจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพวาดนกตามคำฟ้องแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับมอบให้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้โฆษณางานโดยจัดพิมพ์หนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ออกจำหน่ายทั่วไปในปี 2534 จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์หนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" รวมทั้งสิ้นจำนวน 32,000 เล่ม หนังสือยังขายไม่หมด ไม่มีกำไร ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้สร้างสรรค์และไม่มีลิขสิทธิ์ในภาพวาดนกในหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" โจทก์รับจ้างวาดภาพนกให้แก่จำเลยที่ 1 โดยคิดค่าจ้างตามผลงานที่ทำ ภาพวาดนกทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โดยนายบุญส่ง เลขะกุล ก่อนจำเลยที่ 3 จะนำภาพวาดนกมาทำเป็นปฏิทินให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อปี 2537 จำเลยที่ 3 ติดต่อขออนุญาตจากจำเลยที่ 1 แล้ว ในหสังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 3 มิได้กระทำโดยประมาทละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองภาพวาดนกของโจทก์ทั้งสองเป็นการเลียนแบบจากธรรมชาติ ไม่ได้เป็นงานสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ จึงไม่มีลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 3 นำภาพวาดนกในหนังสือเพียงส่วนน้อยมาทำปฏิทิน จำเลยที่ 3 จัดทำปฏิทินดังกล่าวเพียงครั้งเดียว เพื่อแจกแก่บุคคลทั่วไปเป็นการให้ความรู้และอนุรักษ์นกในประเทศไทย มิได้ทำเพื่อจำหน่าย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่ง เลขะกุล นายบุญส่งเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดขึ้นซึ่งหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ตามคำฟ้องโดยความคิดริเริ่มของนายบุญส่งเอง โดยการนำเอาหนังสือเกี่ยวกับนกในประเทศไทย 2 เล่ม ที่นายบุญส่งได้เคยจัดทำไว้ มาดัดแปลง ปรับปรุง แก้ไข เพิ่มเติม คัดลอก และจัดลำดับใหม่ นายบุญส่งจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ดังกล่าว ต่อมานายบุญส่งป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตไปเลี้ยงสมองอุดตัน ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ และในปี 2529 ศาลแพ่งได้มีคำสั่งว่านายบุญส่งเป็นคนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความอนุบาลของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดในฐานะผู้อนุบาลได้มอบลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์ โฆษณา และจำหน่ายหนังสือนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้มีสิทธิในหนังสือที่จัดพิมพ์จำนวนไม่เกิน 40,000 เล่ม ซึ่งจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมด ภายหลังเมื่อนายบุญส่งถึงแก่ความตาย ลิขสิทธิ์ในหนังสือจึงตกเป็นทรัพย์สินของกองมรดกของนายบุญส่ง ในการจัดทำหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" นี้ นายบุญส่งได้ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเพียงนักวาดภาพธรรมดาให้วาดภาพเหมือนนกจากซากนกที่นายบุญส่งได้รวบรวมเก็บรักษาไว้ และที่ได้ขอยืมจากสถานที่ต่างๆ โจทก์ทั้งสองไม่ใช้เจ้าของลิขสิทธิ์ภาพวาดนกในหนังสือดังกล่าว และเนื่องจากกองมรดกนายบุญส่ง เลขะกุล เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" และภาพวาดนกในหนังสือตามคำฟ้องผู้ร้องจึงร้องสอดเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้กองมรดกนายบุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในหนังสือดังกล่าวซึ่งภาพวาดนกตามคำฟ้อง โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้โฆษณาและจำหน่ายตามจำนวนที่ได้รับอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ทั้งสองให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" นายบุญส่ง เลขะกุล มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับโจทก์ทั้งสอง นายบุญส่งเป็นผู้ร่วมเขียนและค้นคว้างานอันมีลิขสิทธิ์ในหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" แต่งานอันมีลิขสิทธิ์ในหนังสือดังกล่าวหาใช่เป็นลิขสิทธิ์ของนายบุญส่งแต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิในการเผยแพร่หนังสือตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้างงานนั้น โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้สร้างสรรค์งานภาพวาดนกในฐานะลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตกลงเกี่ยวกับงานสร้างสรรค์ให้เป็นอย่างอื่น โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพวาดนกตามส่วนของตน ผู้ร้องสอดไม่ได้เป็นผู้สร้างสรรค์งานภาพวาดนก จึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์และไม่มีอำนาจร้องสอด ขอให้ยกคำร้องสอด

จำเลยที่ 1 ให้การแก้คำร้องสอดว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่านายบุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้สร้างสรรค์หนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" โดยแก้ไขดัดแปลงจากหนังสือคู่มือดูนกเล่มที่ 1 และเล่มที่ 2 กองมรดกของนายบุญส่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพวาดนกแม่พิมพ์ต้นแบบทั้งหมด และหนังสือดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องสอดในฐานะผู้อนุบาลของนายบุญส่งได้มอบลิขสิทธิ์ในการนำหนังสือออกโฆษณา จัดพิมพ์และจำหน่ายในจำนวนไม่เกิน 40,000 เล่ม ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยังจัดพิมพ์หนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ไม่เกินจำนวนดังกล่าว ลิขสิทธิ์ในการโฆษณา จัดพิมพ์และจำน่ายหนังสือดังกล่าวจึงยังเป็นของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำให้การแก้ร้องสอด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 330,000 บาท และ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 4 มกราคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับคำขอของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้และคำร้องสอดให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 70,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และผู้ร้องสอดให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ในเบื้องต้นเห็นว่า ตามพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ตกลงวาดภาพนกตามคำฟ้องหลายภาพให้แก่นายบุญส่ง เลขะกุล ตั้งแต่ปี 2515 จนถึงปี 2534 และโจทก์ที่ 2 ตกลงวาดภาพนกตามคำฟ้องอีกส่วนหนึ่งตั้งแต่ปี 2525 จนถึง 2534 ในส่วนภาพวาดนกที่โจทก์ที่ 1 วาดขึ้นตั้งแต่ปี 2515 ซึ่งเป็นเวลาอยู่ภายใต้บังคับของกฏหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 โดยตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาตรา 12 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าผู้ประพันธ์เป็นลูกจ้างแรงงานหรือเป็นลูกมือฝึกหัด ผู้ประพันธ์ได้ทำวรรณกรรมหรือศิลปกรรมขึ้นในหน้าที่ผู้รับจ้าง และมิได้มีข้อสัญญาไว้เป็นอย่างอื่น ท่านว่าบุคคลผู้จ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์..." ดังนี้การวาดภาพของโจทก์ที่ 1 ให้แก่นายบุญส่งตั้งแต่แรกในปี 2515 จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2521 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมพุทธศักราช 2474 มีผลใช้บังคับอยู่ โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ข้อตกลงวาดภาพดังกล่าวเป็นการจ้างแรงงานโดยไม่มีข้อสัญญาให้ลิขสิทธิ์ตกแก่โจทก์ที่ 1 นั้นย่อมมีผลให้ลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพวาดนั้นตกเป็นลิขสิทธิ์ของผู้จ้างตามมาตรา 12 (ข) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มิใช่ลิขสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ที่ 1 แต่อย่างใด ส่วนภาพวาดที่โจทก์ที่ 1 วาดตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2521 และภาพวาดที่โจทก์ที่ 2 วาดตั้งแต่ปี 2525 จนถึงปี 2534 ซึ่งอยู่ระหว่างที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มีผลบังคับใช้นั้น ในกรณีลูกจ้างเป็นผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรมให้นายจ้างโดยไม่มีข้อสัญญาเป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้สร้างสรรค์คือลูกจ้างตาม มาตรา 7 กรณีผู้สร้างสรรค์งานโดยการรับจ้างผู้อื่นโดยไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่นแล้ว ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ว่าจ้างในงานนั้นตามมาตรา 8 กรณีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับงานศิลปกรรมภาพวาดนกที่มีการวาดภาพในช่วงนับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2521 เป็นต้นไปดังกล่าว โดยสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อที่ว่า การที่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตกลงวาดภาพนกประกอบหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ตามคำฟ้องดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำตามสัญญาจ้างแรงงานหรือสัญญาว่าจ้างทำของเสียก่อน ปัญหานี้ เห็นว่า สัญญาจ้างแรงงานนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 บัญญัติว่า "อันสัญญาจ้างแรงงานนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" ส่วนสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 บัญญัติว่า "อันว่าจ้างทำของนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนี่งเรียกว่าผู้รับจ้างตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น" จากบทบัญญัติ 2 มาตรานี้ เห็นได้ว่า แม้สัญญาจ้างแรงงานกับสัญญาจ้างทำของจะมีลักษณะที่คล้ายกันคือ ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างต่างก็ต้องทำงานให้แก่นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างและนายจ้างหรือผู้ว้าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างแก่ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างเป็นการตอบแทนเช่นกัน แต่ก็มีลักษณะที่แตกต่างกันที่สำคัญคือ ตามสัญญาจ้างแรงงานนั้น ลูกจ้างต้องทำงานให้นายจ้างตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาจ้างแรงงานที่ตกลงกันโดยไม่จำเป็นต้องมีการตกลงกันโดยมุ่งประสงค์ต่อผลสำเร็จของการงานอันใดอันหนึ่งโดยเฉพาะ หรือคิดค่าตอบแทนจากผลสำเร็จของการงานที่ตกลงกันแต่อย่างใด นายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานมีสิทธิบังคับบัญชามอบหมายและควบคุมกำกับการทำงานของลูกจ้างให้ทำงานใดๆ ภายใต้ข้อตกลงเกี่ยวกับหน้าที่และสภาพการจ้างงานนั้นได้ส่วนสัญญาจ้างทำของนั้นผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จของงานอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามข้อตกลงที่ว่าจ้างให้ทำกันโดยถือเอาผลสำเร็จของการงานที่ตกลงให้ทำกันนั้นเป็นสาระสำคัญโดยผู้ว้าจ้างมิได้มีสิทธิบังคับบัญชาสั่งการผู้รับจ้างแต่อย่างใด สำหรับข้อเท็จจริงคดีนี้ ปรากฏจากพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่านายบุญส่ง เลขะกุล มีความประสงค์ที่จะปรับปรุงหนังสือทางปักษีวิทยาที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับนกชนิดต่างๆ ซึ่งนายบุญส่งเคยเขียนและจัดพิมพ์ขึ้นแล้ว 1 เล่ม คือ "BIRD GUIDE OF THAILAND" เล่ม 1 และจะจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวขึ้นใหม่ ซึ่งโดยสภาพของหนังสือดังกล่าวนอกจากจะมีข้อความบรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับนกแต่ละชนิดแล้ว ยังต้องมีภาพประกอบคำบรรยายดังกล่าวเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพและข้อความที่บรรยายจนสามารถทำความเข้าใจได้อย่างดี และในตอนแรกนายบุญส่งตกลงกับโจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 1 เป็นผู้วาดภาพนกเพื่อนำไปใช้ประกอบข้อความคำบรรยายในหนังสือที่นายบุญส่งประสงค์จะจัดทำขึ้นมานั้น โดยโจทก์ที่ 1 ไปทำงานช่วงเย็นหลังเลิกทำงานปกติของโจทก์ที่ 1 ที่สถานที่ทำงานของนายบุญส่ง โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน และต่อมามีการตกลงกับโจทก์ที่ 2 ให้ทำงานวาดภาพนกอีกคนหนึ่ง โดยทำงานที่สถานที่ดังกล่าว และได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือนเช่นกัน แต่ภายหลังมีการจ่ายค่าตอบแทนที่คิดตามจำนวนภาพนกที่โจกท์แต่ละคนวาดออกมาได้แล้วเสร็จ ตามพฤติการณ์การชำระค่าตอบแทนดังกล่าว โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นการจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนและนายบุญส่งเป็นผู้จัดหาเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ในการทำงานของโจทก์ดังกล่าวด้วย ดังนั้นข้อตกลงให้วาดภาพนกดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงาน มิใช่สัญญาจ้างทำของ ในข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า พฤติการณ์ที่มีการจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน และผู้ว่าจ้างจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือในการทำงานให้ผู้ทำงานนั้น แม้จะเป็นพฤติการณ์ที่มักเกิดขึ้นในกรณีของการจ้างลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานก็ตาม แต่ก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ทำให้ฟังได้ว่าเป็นกรณีตามสัญญาจ้างแรงงานเสมอไปทั้งหมด เนื่องจากสัญญาจ้างทำของก็อาจมีพฤติการณ์การจ่ายค่าตอบแทนหรือการจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทำงานเช่นเดียวกันนี้ได้เช่นกัน ซึ่งโดยเฉพาะในกรณีการทำงานวาดภาพนกของโจทก์ทั้งสองนี้ โจทก์ทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่าเหตุที่โจทก์แต่ละคนทำงานวาดภาพนกให้แก่นายบุญส่งเนื่องจากนายบุญส่งประสงค์จะจัดทำหนังสือเกี่ยวกับนกซึ่งต้องมีภาพวาดนกประกอบไว้ในหนังสือด้วย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ส่อแสดงว่านายบุญส่งต้องการผลงานภาพวาดนกสำหรับใช้ประกอบการทำหนังสือดังกล่าวให้สำเร็จ จึงตกลงให้โจทก์แต่ละคนวาดภาพนกให้และยังปรากฏว่าการวาดภาพนกเพื่อประกอบการทำหนังสือนี้จะต้องทำให้สอดคล้องกับข้อมูลทางวิชาการที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับนกแต่ละวงศ์แต่ละชนิด ซึ่งต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลโดยนายบุญส่งและนายฟิลิป เดวิด ราวนด์ และใช้ซากนกที่นายบุญส่งเก็บรวบรวมไว้ในสถานที่ทำงานดังกล่าวเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังต้องมีการเดินทางไปดูนกในสภาพธรรมชาติ และยังอาจมีการค้นพบนกชนิดที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อนแล้วค้นข้อมูลกับวาดภาพประกอบเพื่อให้หนังสือดังกล่าวมีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับนกชนิดต่างๆ รวมทั้งมีภาพประกอบที่สมบูรณ์จำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากระยะเวลาที่ใช้ไปในการดูนก การค้นหาข้อมูลต่างๆ ดังกล่าว และการวาดภาพนกตามข้อมูลที่ค้นหามาได้นั้นใช้เวลานานหลายปี โดยโจทก์ที่ 1 ทำงานวาดภาพสำหรับใช้ปรับปรุงหนังสือเล่มแรกตั้งแต่ปี 2515 ต่อมาปี 2516 ก็มีการคิดจะทำหนังสือ "BIRD GUIDE OF THAILAND" เล่ม 2 โดยใช้ภาพในหนังสือเล่มเดิมและวาดภาพใหม่เพิ่มเติมเสร็จในปี 2518 หลังจากนั้นก็มีการคิดจัดทำหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" โจทก์ที่ 1 ก็ตกลงเป็นผู้วาดภาพนกประกอบด้วยอีก โดยทำงานวาดภาพจนถึงปี 2534 จึงแล้วเสร็จ โดยโจทก์ที่ 2 ได้ร่วมวาดภาพนกด้วยตั้งแต่ปี 2525 จนทำหนังสือเสร็จในปี 2534 เช่นกัน หลังจากวาดภาพเพื่อประกอบการทำหนังสือดังกล่าวแล้วเสร็จ โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ก็ไม่ได้ทำการวาดภาพหรือทำงานกับนายบุญส่งหรือจำเลยที่ 1 อีกแต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่าสภาพการทำงานดังกล่าวแม้นายบุญส่งจะมุ่งประสงค์ถึงความสำเร็จการจัดทำหนังสือ แต่ก็ยากที่จะกำหนดจำนวนงานได้แต่แรกเพราะต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลและศึกษาดูนกกับวาดภาพนกเพิ่มเติมตามสภาพดังกล่าวจนกว่าจะเห็นว่ามีข้อมูลและภาพวาดที่สมบูรณ์เป็นที่พอใจที่จะรวมจัดพิมพ์เป็นหนังสือได้ อันเป็นกรณีจำเป็นที่จะต้องให้โจทก์แต่ละคนทำงานที่สถานที่ทำงานของนายบุญส่งเพื่อสะดวกในการเทียบเคียงข้อมูลและประสานข้อมูลการบรรยายด้วยข้อความกับภาพวาดให้ถูกต้องสอดคล้องกัน และจำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์แต่ละคนในช่วงระยะเวลาที่ทำงานยาวนานเช่นนี้ การจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือนในพฤติการณ์การทำงานดังกล่าวจึงอาจเป็นการแบ่งจ่ายค่าจ้างทำของให้เหมาะสมกับสภาพงานในลักษณะดังกล่าวข้างต้น เพื่อมิให้เป็นการเอาเปรียบโจทก์แต่ละคนและเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสองที่ไม่ต้องรอรับค่าตอบแทนเมื่องานเสร็จสิ้นตามสัญญาจ้างทำของในภายหลังที่เป็นระยะเวลายาวนานมากเช่นนี้ การจ่ายค่าตอบแทนเช่นนี้จึงอาจเป็นการจ่ายค่าตอบแทนตามสัญญาจ้างทำของได้เช่นกัน และเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของโจทก์แต่ละคนแล้วได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ว่า นายบุญส่งไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการวาดภาพของโจทก์ที่ 1 แต่บางครั้งมีการประชุมกันและนายบุญส่งจะเร่งรัดงานในบางครั้ง นายบุญส่งไม่ได้กำหนดให้วาดภาพนกเป็นตัวๆ แต่จะกำหนดวงศ์ เช่น วงศ์นกเอี้ยง เป็นต้น แล้วโจทก์ที่ 1 จะวาดภาพนกในวงศ์นกเอี้ยงเองทั้งหมด อันเป็นการแสดงว่าโจทก์ที่ 1 ทำงานวาดภาพโดยมีอิสระในการทำงานมาก การกำกับดูแลของนายบุญส่งเป็นเพียงการเร่งรัดงานเท่านั้น และไม่ปรากฏว่าการจ้างโจทก์ที่ 1 นี้มีลักษณะที่โจทก์ที่ 1 ต้องทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของนายบุญส่งแต่อย่างใด นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ยังเบิกความอีกว่าโจทก์ที่ 1 เริ่มวาดภาพนกในหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" เอกสารหมาย จ.25 ตั้งแต่ปี 2518 ตั้งแต่วาดภาพดังกล่าวโจทก์ที่ 1 ก็เข้าใจว่าตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่ไม่ได้บอกนายบุญส่ง และปรากฏว่าเมื่อมีการจัดพิมพ์หนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ดังกล่าวออกมาก็มีการระบุว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และระบุชื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในฐานะเพียงผู้วาดภาพ โจทก์ที่ 1 ก็ทราบดี แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งการระบุชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ไม่มีชื่อโจทก์ที่ 1 อยู่ด้วยแต่อย่างใด และในการเดินไปดูนกตามธรรมชาติก็ยังปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งผิดปกติวิสัยของผู้เป็นลูกจ้าง ส่วนโจทก์ที่ 2 ก็เบิกความว่า โจทก์ที่ 2 วาดภาพโดยได้รับคำแนะนำให้ข้อมูลดูจุดสังเกตของนกจากนายฟิลิปกับคำบรรยายของนายฟิลิป นายบุญส่งจะเข้ามาดูบ้าง แต่ไม่ได้ให้คำแนะนำหรือให้ข้อสังเกตแต่อย่างใดช่วงเร่งงานตั้งแต่ประมาณปี 2532 เป็นต้นมา จะมีการจ่ายค่าตอบแทนตามผลงานภาพวาดนกเป็นรายตัว ตัวละ 270 บาท โดยไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนเป็นรายเดือนแล้ว ในการวาดภาพนกนั้น การลงสีโจทก์ที่ 2 ใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน ทั้งดูตัวอย่างจากซากนกสกิน จากบันทึกของโจทก์ที่ 2 และข้อมูลจากหนังสืออื่นๆ หากนายฟิลิปหรือนายบุญส่งเห็นว่าไม่ถูกต้อง และแจ้งให้โจทก์ที่ 2 ทราบ ถ้าโจทก์ที่ 2 เห็นด้วยก็จะแก้ไข แต้ถ้าไม่เห็นด้วย โจทก์ที่ 2 จะไม่แก้ไข ซึ่งแสดงถึงความเป็นอิสระในการทำงานของโจทก์ที่ 2 ว่ามิใช่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาเยี่ยงที่นายจ้างมีต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานแต่อย่างใด นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองอ้างว่าในช่วงเวลาที่ได้รับค่าตอบแทนในลักษณะเงินเดือน ก็ไม่ได้ความว่าโจทก์ทั้งสองนำไปยื่นรายการเสียภาษีเงินได้จากค่าจ้าง ยิ่งไปกว่านั้นยังปรากฏว่า เมื่อมีการวาดภาพเสร็จในปี 2534 ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นภริยานายบุญส่งก็ให้โจทก์ทั้งสองออกใบรับเงิน โดยรวบรวมเงินที่ได้รับไปก่อนแล้วนั้นให้แก่ผู้ร้องสอด อันเป็นใบเสร็จรับเงินค่าจ้างวาดภาพนกของโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.7 และ ล.34 ตามลำดับ ซึ่งเป็นเอกสารที่แสดงการรับเงินค่าตอบแทนเป็นค่าจ้างในลักษณะการจ้างทำของเช่นนี้ ซึ่งย่อมมีผลให้เป็นหลักฐานแสดงว่าการวาดภาพนกของโจทก์ทั้งสองเป็นไปตามสัญญาจ้างทำของอันเป็นผลให้ลิขสิทธิ์ในงานภาพวาดนกนี้ตกเป็นของผู้ว่าจ้าง ไม่ได้ตกแก่โจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 7 และ 8 อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นดังกล่าวมาข้างต้น แต่โจทก์ทั้งสองก็ยินยอมทำเอกสารดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องสอด อันส่อให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าการทำงานวาดภาพนกของตนดังกล่าวมานั้นเป็นการวาดภาพนกตามสัญญาจ้างทำของ มิใช่ตามสัญญาจ้างแรงงานและข้อที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า ที่ทำเอกสารดังกล่าวให้เพราะเข้าใจว่าผู้ร้องสอดจะนำไปใช้เสียภาษีนั้น ก็ขัดต่อเหตุผล เพราะหากโจทก์ทั้งสองยอมทำเช่นนั้นตามที่อ้างมาจริงก็เท่ากับยอมทำเอกสารเท็จทั้งยังเป็นผลเสียหายต่อพยานหลักฐานที่จะแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของตนอีกด้วย จึงเป็นคำเบิกความที่ไม่น่าเชื่อ พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองที่นำสืบตามข้ออ้างว่าโจทก์ทั้งสองวาดภาพนกตามคำฟ้องตามสัญญาจ้างแรงงานจึงมีน้ำหนักน้อย ในขณะที่จำเลยที่ 1 และผู้ร้องสอดมีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารใบเสร็จรับเงินค่าจ้างวาดภาพนกของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวข้างต้นซึ่งมีข้อความและรายละเอียดแสดงถึงการว่าจ้างโจทก์แต่ละคนวาดภาพนกตามสัญญาจ้างทำของ จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองทำงานวาดภาพนกตามคำฟ้องตามสัญญาจ้างทำของโดยไม่ปรากฏว่ามีข้อสัญญาเป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์จึงตกแก่ผู้ว่าจ้าง มิใช่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ผู้รับจ้างแต่อย่างใด ดังนั้น แม้หากจะถือตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งสองว่างานตามคำฟ้องเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์โจทก์ทั้งสองก็ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ตามคำฟ้องแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นและไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนที่ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ขอให้พิพากษาว่าลิขสิทธิ์ในหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ตามเอกสารหมาย จ.15 เป็นของกองมรดกนายบุญส่ง เลขะกุล ในฐานะที่นายบุญส่งเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองวาดภาพนั้นเนื่องจากในส่วนงานภาพนกที่พิพาทกันนั้นมีจำนวนมากถึง 1,878 ภาพ ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของกองมรดกนายบุญส่งหรือของจำเลยที่ 1 จะต้องพิจารณาเสียก่อนว่างงานภาพนกแต่ละภาพเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นโดยความริเริ่มของผู้สร้างสรรค์และมิได้ลอกเลียนงานอื่นที่มีลิขสิทธิ์อยู่ก่อนแล้ว แต่ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนไม่มีรายละเอียดที่จะวินิจฉัยได้ในแต่ละภาพ เนื่องจากคู่ความนำสืบในลักษณะรวมๆ กัน มาเป็นส่วนใหญ่ ไม่อาจวินิจฉัยได้อย่างแน่ชัด จึงควรให้ยกคำร้องสอดโดยไม่ตัดสิทธิฟ้องใหม่"

คำพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องสอดที่จะฟ้องใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 ม. 12
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 7 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล วงศ์กาฬสินธุ์ กับพวก
ผู้ร้องสอด — นางสุภา เลขะกุล
จำเลย — บริษัทสหการแพทย์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2189 -ที่ 2190/2548
#270016
เปิดฉบับเต็ม

การวาดภาพนกของโจทก์ที่ 1 ให้แก่ บ. ตั้งแต่แรกในปี 2515 จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2521 เป็นช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมฯ มีผลใช้บังคับอยู่ การที่โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ข้อตกลงวาดภาพนกดังกล่าวเป็นการจ้างแรงงานโดยไม่มีข้อสัญญาให้ลิขสิทธิ์ตกแก่โจทก์ที่ 1 นั้น ย่อมมีผลให้ลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพวาดนั้นตกเป็นลิขสิทธิ์ของผู้จ้างตามมาตรา 12 (ข) แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว มิใช้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ที่ 1 แต่อย่างใด

แม้สัญญาจ้างแรงงานกับสัญญาจ้างทำของจะมีลักษณะที่คล้ายกันคือ ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างต่างก็ต้องทำงานให้แก่นายจ้างหรือผู้ว่าจ้าง และนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างแก่ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างเป็นการตอบแทนเช่นกัน แต่ก็มีลักษณะที่แตกต่างกันที่สำคัญคือ ตามสัญญาจ้างแรงงานนั้นลูกจ้างต้องทำงานให้นายจ้างตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาจ้างแรงงานที่ตกลงกันโดยไม่จำเป็นต้องมีการตกลงกัน โดยมุ่งประสงค์ต่อผลสำเร็จของการงานอันใดอันหนึ่งโดยเฉพาะ หรือคิดค่าตอบแทนจากผลสำเร็จของการงานที่ตกลงกันแต่อย่างใด นายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานมีสิทธิบังคับบัญชามอบหมายและควบคุมกำกับการทำงานของลูกจ้างให้ทำงานใด ๆ ภายใต้ข้อตกลงเกี่ยวกับหน้าที่และสภาพการจ้างงานนั้นได้ ส่วนสัญญาจ้างทำของนั้น ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างจะมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จของงานอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามข้อตกลงที่ว่าจ้างให้ทำกัน โดยถือเอาผลสำเร็จของการงานที่ตกลงให้ทำกันนั้นเป็นสาระสำคัญ โดยผู้ว่าจ้างมิได้มีสิทธิบังคับบัญชาสั่งการผู้รับจ้างแต่อย่างใด พฤติการณ์ที่มีการจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน และผู้ว่าจ้างจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือในการทำงานให้ผู้ทำงานนั้น แม้จะเป็นพฤติการณ์ที่มักเกิดขึ้นในกรณีของการจ้างลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานก็ตาม แต่ก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ทำให้ฟังได้ว่าเป็นกรณีตามสัญญาจ้างแรงงานเสมอไปทั้งหมด เนื่องจากสัญญาจ้างทำของก็อาจมีพฤติการณ์การจ่ายค่าตอบแทนหรือการจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทำงานเช่นเดียวกับการจ้างแรงงานได้เช่นกัน

การที่โจทก์ทั้งสองทำงานวาดภาพนกให้แก่ บ. นั้นก็เพื่อใช้ประกอบหนังสือ "A Guide to the Birds of Thailand" ที่ บ. จะจัดทำขึ้น โดยในการวาดภาพต้องทำให้สอดคล้องกับข้อมูลทางวิชาการที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับนกแต่ละวงศ์ แต่ละชนิด ต้องใช้ซากนกที่ บ. เก็บรวบรวมไว้จำนวนมาก และต้องเดินทางไปดูนกในสภาพธรรมชาติ กับยังต้องค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้การวาดภาพนกนี้ต้องใช้เวลานานหลายปี และเป็นกรณีจำเป็นที่จะต้องให้โจทก์แต่ละคนทำงานที่สถานที่ทำงานของ บ. เพื่อความสะดวกในการเทียบเคียงข้อมูลและประสานข้อมูล การบรรยายด้วยข้อความกับภาพวาดให้สอดคล้องต้องกัน ทั้งยังได้ความว่าในการทำงานวาดภาพนก บ. ไม่ได้กำหนดให้โจทก์ที่ 1 วาดภาพนกเป็นตัว ๆ แต่จะกำหนดเป็นวงศ์ แล้วโจทก์ที่ 1 จะวาดภาพนกในวงศ์นั้นทั้งหมด การกำกับดูแลของ บ. เป็นเพียงการเร่งรัดงานเท่านั้น สำหรับโจทก์ที่ 2 ก็วาดภาพโดยได้รับคำแนะนำให้ข้อมูลจาก ฟ. และดูตัวอย่างจากซากนก กับข้อมูลจากหนังสือต่าง ๆ หาก ฟ. หรือ บ. เห็นว่าไม่ถูกต้อง และแจ้งให้โจทก์ที่ 2 ทราบ ถ้าโจทก์ที่ 2 เห็นด้วยก็จะแก้ไข แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็จะไม่แก้ไข อันเป็นการแสดงว่าโจทก์ทั้งสองทำงานวาดภาพโดยมีอิสระในการทำงานมาก มิใช่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาเยี่ยงที่นายจ้างมีต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานแต่อย่างใด และในการเดินทางไปดูนกในสภาพตามธรรมชาติก็ยังปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งผิดปกติวิสัยของผู้เป็นลูกจ้าง ทั้งเมื่อโจทก์ทั้งสองวาดภาพเพื่อประกอบการทำหนังสือดังกล่าวแล้วเสร็จ โจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้ทำการวาดภาพหรือทำงานกับ บ. หรือจำเลยที่ 1 อีกแต่อย่างใด เห็นได้ว่าสภาพการทำงานให้แก่ บ. ของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว บ. จะมุ่งประสงค์ถึงความสำเร็จในการจัดทำหนังสือเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดจำนวนงานได้แต่แรก เพราะต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลและศึกษาดูนกกับวาดภาพนกเพิ่มเติมจนกว่าจะเห็นว่ามีข้อมูลและภาพวาดที่สมบูรณ์เป็นที่พอใจที่จะรวมจัดพิมพ์เป็นหนังสือได้ การที่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นรายเดือนในพฤติการณ์ทำงานในระยะเวลาที่ยาวนานเช่นนี้จึงอาจเป็นการแบ่งจ่ายค่าจ้างทำของให้เหมาะสมแก่สภาพงานในลักษณะดังกล่าว เพื่อมิให้เป็นการเอาเปรียบโจทก์แต่ละคนและเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสองที่ไม่ต้องรอรับค่าตอบแทนเมื่องานเสร็จสิ้นในภายหลังที่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากเช่นนั้น ตามพฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่า การวาดภาพนกของโจทก์ทั้งสองเป็นไปตามสัญญาจ้างทำของ และเมื่อไม่ปรากฏว่ามีข้อสัญญาเป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์จึงตกเป็นของผู้ว่าจ้าง มิใช่ตกเป็นของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ผู้รับจ้างแต่อย่างใด ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 7 และ 8 อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ดังนั้น แม้หากจะถือข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งสองว่างานตามคำฟ้องเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองก็ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ตามคำฟ้องแต่อย่างใด

ที่ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ขอให้พิพากษาว่าลิขสิทธิ์ในหนังสือเป็นของกองมรดก บ. ในฐานะที่ บ. เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองวาดภาพนั้น เนื่องจากในส่วนงานภาพนกที่พิพาทกันมีจำนวนมากถึง 1,878 ภาพ ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของกองมรดก บ. หรือของจำเลยที่ 1 จะต้องพิจารณาเสียก่อนว่างานภาพนกแต่ละภาพเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่มีการสร้างสรรค์โดยความริเริ่มของผู้สร้างสรรค์และมิได้ลอกเลียนงานอื่นที่มีลิขสิทธิ์อยู่ก่อนแล้ว แต่ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนไม่มีรายละเอียดที่จะวินิจฉัยได้ในแต่ละภาพ เนื่องจากคู่ความนำสืบในลักษณะรวม ๆ กันมาเป็นส่วนใหญ่ ไม่อาจวินิจฉัยได้อย่างแน่ชัด จึงควรให้ยกคำร้องสอดโดยไม่ตัดสิทธิฟ้องใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนตามเดิม ให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์ ประเภทงานศิลปกรรม ลักษณะงานจิตรกรรม ภาพวาดนกในหนังสือที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "A Guide to the Birsd of Thailand" จำเลยทั้งสามเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 โดยนายบุญส่ง เลขะกุล ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองทำงานในฐานะลูกจ้าง ให้ทำการค้นคว้าสร้างสรรค์งานจิตรกรรม โดยวาดภาพนกในประเทศไทย เพื่อรวบรวมทำหนังสือ "A Guide to the Birsd of Thailand" โจทก์ที่ 1 วาดภาพนกจำนวน 1,479 ภาพ รวม 96 ต้นแบบแม่พิมพ์ โจทก์ที่ 2 วาดภาพนกจำนวน 399 ภาพ รวม 33 ต้นแบบแม่พิมพ์ เพื่อพิมพ์ลงในหนังสือดังกล่าวซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นจำนวน 20,000 เล่ม แล้วจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือนี้ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้าง และโจทก์ทั้งสองลาออกจากงาน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยนำภาพวาดนกดังกล่าวออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนนอกวัตถุประสงค์แห่งการจ้าง โดยนำหนังสือ "A Guide to the Birsd of Thailand" ไปจัดพิมพ์เพิ่มอีก 3 ครั้ง รวม 60,000 เล่ม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 นำภาพวาดนก ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าวออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนในลักษณะของแผ่นภาพปฏิทินแขวน แจกจ่ายสมนาคุณแก่ลูกค้าที่ซื้อสินค้าของจำเลยที่ 2 โดยมีการพิมพ์เครื่องหมายการค้าและรูปรอยประดิษฐ์อันเป็นสื่อโฆษณาที่ทำให้บุคคลทั่วไปทราบว่าเป็นสินค้าของจำเลยที่ 2 ไว้ในปฏิทินแขวนนั้นโดยมีจำเลยที่ 3 ในฐานะบริษัทตัวแทนการทำโฆษณาของจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการร่วมกับจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 10,8000,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 3,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นและให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต้นแบบแม่พิมพ์ภาพวาดนกแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 500,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่ง นายบุญส่งเป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดขึ้นซึ่งหนังสือ "A Guide to the Birsd of Thailand" ตามคำฟ้องโดยความคิดริเริ่มของนายบุญส่งเอง นายบุญส่งจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในหนังสือ "A Guide to the Birsd of Thailand" ดังกล่าว ต่อมานายบุญส่งป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตไปเลี้ยงสมองอุดตัน ช่วยเหลือตนเองไม่ได้และในปี 2529 ศาลแพ่งได้มีคำสั่งว่านายบุญส่งเป็นคนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความอนุบาลของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดในฐานะผู้อนุบาลได้มอบลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์โฆษณา และจำหน่ายหนังสือนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ภายหลังเมื่อนายบุญส่งถึงแก่ความตาย ลิขสิทธิ์ในหนังสือจึงตกเป็นทรัพย์สินของกองมรดกของนายบุญส่ง ในการจัดทำหนังสือ "A Guide to the Birsd of Thailand" นี้ นายบุญส่งได้ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเพียงนักวาดภาพธรรมดาให้วาดภาพเหมือนนกจากซากนกที่นายบุญส่งได้รวบรวมเก็บรักษาไว้ และที่ได้ขอยืมจากสถานที่ต่าง ๆ โจทก์ทั้งสองไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ภาพวาดนกในหนังสือดังกล่าว และเนื่องจากกองมรดกนายบุญส่ง เลขะกุล เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือ "A Guide to the Birsd of Thailand" และภาพวาดนกในหนังสือตามคำฟ้อง ผู้ร้องจึงร้องสอดเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้กองมรดกนายบุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในหนังสือดังกล่าวซึ่งรวมทั้งภาพวาดนกตามคำฟ้อง โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้โฆษณาและจำหน่ายตามจำนวนที่ได้รับอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ทั้งสองให้การ ขอให้ยกคำร้องสอด

จำเลยที่ 1 ให้การแก้คำร้องสอดว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่านายบุญส่ง เลขะกุล เป็นผู้สร้างสรรค์หนังสือ "A Guide to the Birsd of Thailand" โดยแก้ไขดัดแปลงจากหนังสือคู่มือดูนกเล่มที่ 1 และเล่มที่ 2 กองมรดกของนายบุญส่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพวาดนกแม่พิมพ์ต้นแบบทั้งหมดและหนังสือดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องสอดในฐานะผู้อนุบาลของนายบุญส่งได้มอบลิขสิทธิ์ในการนำหนังสือออกโฆษณาจัดพิมพ์และจำหน่ายในจำนวนไม่เกิน 40,000 เล่ม ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยังจัดพิมพ์หนังสือ "A Guide to the Birsd of Thailand" ไม่เกินจำนวนดังกล่าวลิขสิทธิ์ในการโฆษณา จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือดังกล่าวจึงยังเป็นของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 330,000 บาท และ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 4 มกราคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ตามลำดับคำขอของโจทก์ทั้งสอง นอกจากนี้และคำร้องสอดให้ยก ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3

ผู้ร้องสอดและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ตามพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบปรากฏว่า โจทก์ที่ 1 ตกลงวาดภาพนกตามคำฟ้องหลายภาพให้แก่นายบุญส่ง เลขะกุล ตั้งแต่ปี 2515 จนถึงปี 2534 และโจทก์ที่ 2 ตกลงวาดภาพนกตามคำฟ้องอีกส่วนหนึ่งตั้งแต่ปี 2525 จนถึงปี 2534 ในส่วนภาพวาดนกที่โจทก์ที่ 1 วาดขึ้นตั้งแต่ปี 2515 ซึ่งเป็นเวลาอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 โดยตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาตรา 12 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าผู้ประพันธ์เป็นลูกจ้างแรงงานหรือเป็นลูกมือฝึกหัด ผู้ประพันธ์ได้ทำวรรณกรรมหรือศิลปกรรมขึ้นในหน้าที่ผู้รับจ้าง และมิได้มีข้อสัญญาไว้เป็นอย่างอื่น ท่านว่าบุคคลผู้จ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์..." ดังนี้ การวาดภาพของโจทก์ที่ 1 ให้แก่นายบุญส่งตั้งแต่แรกในปี 2515 จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2521 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 มีผลใช้บังคับอยู่ โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ข้อตกลงวาดภาพดังกล่าวเป็นการจ้างแรงงานโดยไม่มีข้อสัญญาให้ลิขสิทธิ์ตกแก่โจทก์ที่ 1 นั้นย่อมมีผลให้ลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพวาดนั้นตกเป็นลิขสิทธิ์ของผู้จ้างตามมาตรา 12 (ข) พระราชบัญญัติดังกล่าว มิใช่ลิขสิทธิ์ตกเป็นของโจทก์ที่ 1 แต่อย่างใด

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 บัญญัติว่า "อันสัญญาจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" ส่วนสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 บัญญัติว่า "อันว่าจ้างทำของนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจ้างตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น" จากบทบัญญัติ 2 มาตรานี้ เห็นได้ว่า แม้สัญญาจ้างแรงงานกับสัญญาจ้างทำของจะมีลักษณะที่คล้ายกันคือ ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างต่างก็ต้องทำงานให้แก่นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างและนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างแก่ลูกจ้างหรือผู้รับจ้างเป็นการตอบแทนเช่นกัน แต่ก็มีลักษณะที่แตกต่างกันที่สำคัญ คือ ตามสัญญาจ้างแรงงานนั้นลูกจ้างต้องทำงานให้นายจ้างตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญาจ้างแรงงานที่ตกลงกันโดยไม่จำเป็นต้องมีการตกลงกันโดยมุ่งประสงค์ต่อผลสำเร็จของการงานอันใดอันหนึ่งโดยเฉพาะ หรือคิดค่าตอบแทนจากผลสำเร็จของการงานที่ตกลงกันแต่อย่างใด นายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานมีสิทธิบังคับบัญชามอบหมายและควบคุมกำกับการทำงานของลูกจ้างให้ทำงานใด ๆ ภายใต้ข้อตกลงเกี่ยวกับหน้าที่และสภาพการจ้างงานนั้นได้ ส่วนสัญญาจ้างทำของนั้น ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างจะมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อความสำเร็จของงานอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามข้อตกลงที่ว่าจ้างให้ทำกัน โดยถือเอาผลสำเร็จของการงานที่ตกลงให้ทำกันนั้นเป็นสาระสำคัญโดยผู้ว่าจ้างมิได้มีสิทธิบังคับบัญชาสั่งการผู้รับจ้างแต่อย่างใดพฤติการณ์ที่มีการจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน และผู้ว่าจ้างจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือในการทำงานให้ผู้ทำงานนั้น แม้จะเป็นพฤติการณ์ที่มักเกิดขึ้นในกรณีของการจ้างลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานก็ตาม แต่ก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ทำให้ฟังได้ว่าเป็นกรณีตามสัญญาจ้างแรงงานเสมอไปทั้งหมด เนื่องจากสัญญาจ้างทำของก็อาจมีพฤติการณ์การจ่ายค่าตอบแทนหรือการจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทำงานเช่นเดียวกันนี้ได้เช่นกัน ซึ่งโดยเฉพาะในกรณีการทำงานวาดภาพนกของโจทก์ทั้งสองนี้โจทก์ทั้งสองเบิกความทำนองเดียวกันว่า เหตุที่โจทก์แต่ละคนทำงานวาดภาพนกให้แก่นายบุญส่งเนื่องจากนายบุญส่งประสงค์จะจัดทำหนังสือเกี่ยวกับนกซึ่งต้องมีภาพวาดนกประกอบไว้ในหนังสือนั้นด้วย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ส่อแสดงว่านายบุญส่งต้องการผลงานภาพวาดนกสำหรับใช้ประกอบการทำหนังสือดังกล่าวให้สำเร็จ จึงตกลงให้โจทก์แต่ละคนวาดภาพนกให้ และยังปรากฏว่าการวาดภาพนกเพื่อประกอบการทำหนังสือนี้จะต้องทำให้สอดคล้องกับข้อมูลทางวิชาการที่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับนกแต่ละวงศ์แต่ละชนิด ซึ่งต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลโดยใช้ซากนกที่นายบุญส่งเก็บรวบรวมไว้ในสถานที่ทำงานดังกล่าวเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังต้องมีการเดินทางไปดูนกในสภาพธรรมชาติ และต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลและศึกษาดูนกกับวาดภาพนกเพิ่มเติม อันเป็นกรณีจำเป็นที่จะต้องให้โจทก์แต่ละคนทำงานที่สถานที่ทำงานของนายบุญส่งเพื่อสะดวกในการเทียบเคียงข้อมูลและประสานข้อมูลการบรรยายด้วยข้อความกับภาพวาดให้ถูกต้องสอดคล้องกัน ทั้งยังได้ความว่านายบุญส่งไม่ได้กำหนดให้วาดภาพนกเป็นตัว ๆ แต่จะกำหนดวงศ์ เช่น วงศ์นกเอี้ยง เป็นต้น แล้วโจทก์ที่ 1 จะวาดภาพนกในวงศ์นกเอี้ยงเองทั้งหมด อันเป็นการแสดงว่าโจทก์ที่ 1 ทำงานวาดภาพโดยมีอิสระในการทำงานมาก การกำกับดูแลของนายบุญส่งเป็นเพียงการเร่งรัดงานเท่านั้น และไม่ปรากฏว่าการจ้างโจทก์ที่ 1 นี้มีลักษณะที่โจทก์ที่ 1 ต้องทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของนายบุญส่งแต่อย่างใด และในการเดินไปดูนกตามธรรมชาติก็ยังปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งผิดปกติวิสัยของผู้เป็นลูกจ้าง ส่วนที่โจทก์ที่ 2 ก็เบิกความว่า โจทก์ที่ 2 วาดภาพโดยได้รับคำแนะนำให้ข้อมูลดูจุดสังเกตของนกจากนายฟิลิปกับคำบรรยายของนายฟิลิป นายบุญส่งจะเข้ามาดูบ้าง แต่ไม่ได้ให้คำแนะนำหรือให้ข้อสังเกตแต่อย่างใด การลงสีโจทก์ที่ 2 ใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน ทั้งดูตัวอย่างจากซากนกสกิน จากบันทึกของโจทก์ที่ 2 และข้อมูลจากหนังสืออื่น ๆ หากนายฟิลิปหรือนายบุญส่งเห็นว่าไม่ถูกต้องและแจ้งให้โจทก์ที่ 2 ทราบ ถ้าโจทก์ที่ 2 เห็นด้วยก็จะแก้ไข แต่ถ้าไม่เห็นด้วย โจทก์ที่ 2 จะไม่แก้ไข ซึ่งแสดงถึงความเป็นอิสระในการทำงานของโจทก์ที่ 2 ว่ามิใช่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาเยี่ยงที่นายจ้างมีต่อลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานแต่อย่างใด หลังจากวาดภาพเพื่อประกอบการทำหนังสือดังกล่าวแล้วเสร็จ โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ก็ไม่ได้ทำการวาดภาพหรือทำงานกับนายบุญส่งหรือจำเลยที่ 1 อีกแต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่าสภาพการทำงานดังกล่าว แม้นายบุญส่งจะมุ่งประสงค์ถึงความสำเร็จในการจัดทำหนังสือ แต่ก็ยากที่จะกำหนดจำนวนงานได้แต่แรก เพราะต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลและศึกษาดูนกกับวาดภาพนกเพิ่มเติมจนกว่าจะเห็นว่ามีข้อมูลและภาพวาดที่สมบูรณ์เป็นที่พอใจที่จะรวมจัดพิมพ์เป็นหนังสือได้ การที่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นรายเดือนในพฤติการณ์การทำงานในระยะเวลาที่ยาวนานเช่นนี้จึงอาจเป็นการแบ่งจ่ายค่าจ้างทำของให้เหมาะสมแก่สภาพงานในลักษณะดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองทำงานวาดภาพนกตามคำฟ้องตามสัญญาจ้างทำของโดยไม่ปรากฏว่ามีข้อสัญญาเป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์จึงตกแก่ผู้ว่าจ้าง มิใช่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ผู้รับจ้างแต่อย่างใด ดังนั้น แม้หากจะถือตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ทั้งสองว่างานตามคำฟ้องเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองก็ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ตามคำฟ้องแต่อย่างใด

ส่วนที่ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ขอให้พิพากษาว่าลิขสิทธิ์ในหนังสือ "A Guide to the Birsd of Thailand" ตามเอกสารหมาย จ. 15 เป็นของกองมรดกนายบุญส่ง เลขะกุล ในฐานะที่นายบุญส่งเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ทั้งสองวาดภาพนั้น เนื่องจากในส่วนงานภาพนกที่พิพาทกันนั้นมีจำนวนมากถึง 1,878 ภาพ ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของกองมรดกนายบุญส่งหรือของจำเลยที่ 1 จะต้องพิจารณาเสียก่อนว่างานภาพนกแต่ละภาพเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นโดยความริเริ่มของผู้สร้างสรรค์และมิได้ลอกเลียนงานอื่นที่มีลิขสิทธิ์อยู่ก่อนแล้ว แต่ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนไม่มีรายละเอียดที่จะวินิจฉัยได้ในแต่ละภาพ เนื่องจากคู่ความนำสืบในลักษณะรวม ๆ กันมาเป็นส่วนใหญ่ ไม่อาจวินิจฉัยได้อย่างแน่ชัด จึงควรให้ยกคำร้องสอดโดยไม่ตัดสิทธิฟ้องใหม่"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องสอดที่จะฟ้องใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 587
พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 ม. 12
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 7 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล วงศ์กาฬสินธุ์ กับพวก
ผู้ร้องสอด — นางสุภา เลขะกุล
จำเลย — บริษัมสหการแพทย์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ