คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2358/2548
#113214
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว โจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จะพิจารณาปัญหาตามฎีกาของจำเลยก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนปัญหาว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ จะต้องไปว่ากันในคดีแพ่งต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายบรรเจิดมอบอำนาจช่วงให้นายอาภากรณ์เป็นผู้ฟ้องคดีแทนโจทก์โดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์บังคับขายหลักทรัพย์ของจำเลยและนำเงินที่ได้จากการขายกับเงินปันผลมาชำระหนี้ที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์แล้ว จำเลยมียอดหนี้ขายขาดทุนค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 12,825,698.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยในแต่ละวันที่ขายขาดทุนในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จนถึงวันฟ้อง รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 14,345,900.49 บาท หนี้ดังกล่าวกำหนดจำนวนได้แน่นอนและถึงกำหนดชำระแล้ว แต่จำเลยมีทรัพย์มากกว่าหนี้เงินจำนวนที่โจทก์อ้างเป็นเหตุฟ้องจำเลยล้มละลาย จำเลยจึงมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์ฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญแห่งคดีนี้มีอยู่ว่าจำเลยซึ่งถูกฟ้องขอให้ล้มละลายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว คดีจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยถึงมูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อันอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเพียงใดอีก การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ซึ่งอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนจำนวน 14,345,900.49 บาท จึงเป็นการวินิจฉัยเกินเลยไปในประเด็นที่ไม่จำต้องยกขึ้นชี้ขาดดังกล่าว ทั้งหาทำให้ผลแห่งคำพิพากษาคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปไม่ แล้วพิพากษายืนในผลที่ให้ยกฟ้องโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์สมควรวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมียอดหนี้ค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 12,825,698.77 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าจำเลยมีทรัพย์มากกว่าหนี้เงินจำนวนที่โจทก์อ้างเป็นเหตุฟ้องจำเลยล้มละลาย จำเลยจึงมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์ การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยมิใช่บุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้จะพิจารณาปัญหาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ส่วนปัญหาว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่จะต้องไปว่ากันในคดีแพ่งต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยในเรื่องที่ว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวเพ็ญพรรณ วงศ์วัฒนันท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลาย — นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2355/2548
#113249
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นภรรยา ส. เจ้าของรวมกรรมสิทธิ์รวมรถยนต์กระบะของกลาง เมื่อ ส. ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกส่วนของ ส. ย่อมตกแก่ทายาทซึ่งรวมถึงผู้ร้องด้วย รถยนต์กระบะของกลางเก็บอยู่ที่บ้านผู้ร้องซึ่งพักอยู่กับพี่สาว กุญแจรถแขวนเก็บไว้ใต้หิ้งพระภายในบ้าน ญาติพี่น้องและบุตรของผู้ร้อง รวมทั้งจำเลยซึ่งเป็นบุตรเขยของผู้ร้องสามารถนำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้ได้ จำเลยเคยนำไปใช้หลายครั้ง วันเกิดเหตุจำเลยเอากุญแจรถกระบะของกลางไปใช้กระทำความผิดโดยไม่ได้บอกกล่าวผู้ร้อง และผู้ร้องไม่ทราบว่าจำเลยนำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด แสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยหยิบเอากุญแจรถยนต์กระบะของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาที่จำเลยต้องการใช้ โดยไม่คำนึงว่าจำเลยจะนำรถไปใช้ในกิจการใด เมื่อจำเลยนำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้บรรทุกถ่านไม้โกงกางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลยแล้ว ส่วนบุคคลอื่นซึ่งเป็นทายาทและเจ้าของรวมจะมีสิทธิร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลางหรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันตามสิทธิของตนต่างหากจากคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 29 ทวิ, 71 ทวิ, 74 และริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น - 2663 กระบี่ ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า รถยนต์กระบะของกลางเป็นของนายสมหมายและผู้ร้อง ต่อมานายสมหมายถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมหมาย ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถยนต์กระบะของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน และไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นภรรยานายสมหมายเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมรถยนต์กระบะของกลาง เมื่อนายสมหมายถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกส่วนของนายสมหมายย่อมตกทอดแก่ทายาทของนายสมหมายซึ่งรวมถึงผู้ร้องด้วย รถยนต์กระบะของกลางเก็บอยู่ที่บ้านผู้ร้องซึ่งพักอยู่กับพี่สาว 2 คน ส่วนกุญแจรถจะแขวนเก็บไว้ใต้หิ้งพระภายในบ้าน ญาติพี่น้องและบุตรทุกคนของผู้ร้อง รวมทั้งจำเลยซึ่งเป็นบุตรเขยของผู้ร้องสามารถนำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้ได้ จำเลยเคยนำไปใช้หลายครั้ง วันเกิดเหตุจำเลยก็เอากุญแจรถซึ่งแขวนอยู่ใต้หิ้งพระไปขับนำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้กระทำความผิดโดยไม่ได้บอกกล่าวผู้ร้องและผู้ร้องไม่ทราบว่าจำเลยนำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้กระทำความผิดดังกล่าว แสดงว่าผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยหยิบกุญแจรถยนต์กระบะของกลางไปใช้ได้ตลอดเวลาที่จำเลยต้องการใช้ โดยไม่คำนึงว่าจำเลยจะนำรถไปใช้ในกิจการใด ข้อที่ผู้ร้องอ้างว่าหากรู้ว่าจำเลยนำรถไปใช้กระทำความผิดคงจะไม่ยินยอมให้นำรถไปนั้นขัดกับพฤติการณ์ของผู้ร้องดังที่ได้วินิจฉัยมา เมื่อจำเลยนำรถยนต์กระบะของกลางไปใช้บรรทุกถ่านไม้โกงกางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำผิดของจำเลยแล้ว ส่วนบุคคลอื่นซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทและเจ้าของรวมจะมีสิทธิร้องขอคืนรถยนต์กระบะของกลางหรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันตามสิทธิของตนต่างหากจากคดีนี้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1356 ม. 1358 ม. 1599 ม. 1600
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
ผู้ — นางรัตนา ภูมิสุทธาผล
จำเลย — นายธวัชชัย ทองวิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายเฉลิมชัย พนาโยธากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางสิริรัตน์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2548
#113213
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องบังคับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฐานกระทำละเมิด โดยโจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออ้างว่าจำเลยมีหน้าที่จัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ในการดำเนินคดี รวบรวมพยานหลักฐาน เร่งรัด ติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และมีหน้าที่ประสานกับพนักงานอัยการในการส่งเอกสารเพิ่มเติมแล้วนำพยานที่เกี่ยวข้องไปสอบข้อเท็จจริงและรับรองเอกสาร จำเลยกลับปล่อยปละละเลยโดยไม่รับดำเนินการจัดหา เร่งรัด และติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ส่งไปให้พนักงานรับการดำเนินคดีแก่ผู้รับประเมิน จนเป็นเหตุให้คดีขาดอายุความทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวพอแปลได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว

พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาตรา 8 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติให้สิทธิหน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐได้ จึงมิใช่บทบังคับโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 429,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าอุทธรณ์ของจำเลยมีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า (ที่ถูกพิพากษากลับ) ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 บัญญัติไว้ในมาตรา 8 วรรคหนึ่งว่า "ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" และมาตรา 12 บัญญัติว่า "ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ให้แก่ผู้เสียหายตามมาตรา 8 หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด" คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องบังคับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฐานกระทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ อ้างว่าจำเลยเป็นนิติกร 4 เป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมาย ย่อมรู้ดีว่าถ้ามิได้ใช้บังคับสิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ เมื่อจำเลยมีหน้าที่จัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และมีหน้าที่ประสานกับพนักงานอัยการในการส่งเอกสารเพิ่มเติมแล้วนำพยานที่เกี่ยวข้องไปสอบข้อเท็จจริงและรับรองเอกสาร จำเลยกลับปล่อยปละละเลยโดยไม่รีบดำเนินการจัดหา เร่งรัด และติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ไปส่งให้พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลกดำเนินคดีแก่ผู้รับประเมินที่เป็นเจ้าของตึกแถวจำนวน 10 คูหา ตั้งอยู่ที่อาคารเลขที่ 209/47-56 ถนนบรมไตรโลกนารถ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งค้างชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2527 ถึง 2529 รวมค่าภาษีและเงินเพิ่มเป็นเงิน 429,000 บาท จนเป็นเหตุให้คดีขาดอายุความ ตามพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวพอแปลความได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว ทั้งตามมาตรา 8 วรรคหนึ่งดังกล่าวข้างต้นก็เป็นเพียงบทบัญญัติให้สิทธิหน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐได้ จึงมิใช่บทบังคับโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องจำเลยแต่อย่างใด ดังนี้ โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ส่วนปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์จำนวน 429,000 บาท หรือไม่นั้น เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 บัญญัติไว้ในมาตรา 8 วรรคสี่ว่า "ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น" คดีนี้โจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่และสอบวินัย โดยมีรายละเอียดให้ผู้ที่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์รวมทั้งสิ้น 26 คน เพราะการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคนและหลายฝ่าย เฉพาะส่วนของจำเลยคณะกรรมการสอบสวนกำหนดให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 25,000 บาท โดยโจทก์มิได้โต้แย้งหรือคัดค้าน ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 25,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 วรรคหนึ่ง ม. 10 วรรคหนึ่ง ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลนครพิษณุโลก
จำเลย — นางสาวสุภาวดี พิบูลสมบัติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวราพงศ์ รุ่งจิราวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายรังสรรค์ ดวงพัตรา
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
วิชัย วิวิตเสวี
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2548
#267997
เปิดฉบับเต็ม

เทศบาลโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเลินเล่อ โดยจำเลยเป็นนิติกร 4 ย่อมรู้ดีว่าถ้ามิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เป็นอันขาดอายุความ เมื่อจำเลยมีหน้าที่จัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ และประสานกับพนักงานอัยการในการส่งเอกสารเพิ่มเติมแล้วนำพยานที่เกี่ยวข้องไปสอบข้อเท็จจริงและรับรองเอกสาร จำเลยกลับปล่อยปละละเลยโดยไม่รีบดำเนินการจัดหา เร่งรัด และติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารหลักฐานต่างๆ ไปส่งให้พนักงานอัยการดำเนินคดีแก่ผู้รับประเมินซึ่งค้างชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี รวมค่าภาษีและเงินเพิ่มเป็นเงิน 429,000 บาท จนเป็นเหตุให้คดีขาดอายุความ ตามพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวพอแปลความได้ว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว ทั้ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงบทบัญญัติให้สิทธิหน่วยงานของรัฐเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐได้ มิใช่บทบังคับโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องจำเลย ดังนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในเขตเทศบาลตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ตำแหน่งนิติกร 4 กองวิชาการและแผนงาน มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ในการดำเนินคดี รวบรวมพยานหลักฐาน เร่งรัด ติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารหลักฐานต่างๆ และมีหน้าที่ประสานกับพนักงานอัยการในการส่งเอกสารเพิ่มเติมและนำพยานที่เกี่ยวข้องไปสอบข้อเท็จจริงและรับรองเอกสาร เมื่อระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2536 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2541 จำเลยซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ส่งให้พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลกดำเนินคดีแก่ผู้รับประเมินซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวจำนวน 10 คูหา ตั้งอยู่ที่อาคารเลขที่ 209/47 - 56 ถนนบรมไตรโลกนารถ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก กรณีผู้รับประเมินค้างชำระภาษีและเงินเพิ่มเป็นเงิน 429,000 บาท แต่จำเลยปล่อยปละละเลยและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ โดยไม่รีบดำเนินการจัดหา เร่งรัด ติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารหลักฐานต่างๆ ส่งไปให้พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลกดำเนินคดีแก่ผู้รับประเมินเจ้าของตึกแถวดังกล่าว จนเป็นเหตุให้คดีขาดอายุความ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 429,000 บาท โจทก์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวได้รายงานผลการสอบสวนเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2542 โดยเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 429,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีหน้าที่และไม่เคยได้รับแต่งตั้งให้จัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ในการดำเนินคดี รวบรวมพยานหลักฐาน เร่งรัด ติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ และเป็นผู้ประสานงานกับพนักงานอัยการในการส่งเอกสารเพิ่มเติมและนำพยานที่เกี่ยวข้องไปสอบข้อเท็จจริง และรับรองเอกสารตามฟ้อง จำเลยมีหน้าที่ปฏิบัติงานทางกฎหมายเกี่ยวกับการพิจารณาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย สอบสวน ตรวจพิจารณา ดำเนินการเกี่ยวกับวินัยพนักงานเทศบาลและการร้องทุกข์หรืออุทธรณ์ สอบสวน และเปรียบเทียบการกระทำที่ละเมิดเทศบัญญัติ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 คือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้มีหน้าที่รับแบบแสดงรายการทรัพย์สิน ประเมินภาษีและพนักงานเก็บภาษีซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้มีหน้าที่จัดเก็บ รับชำระ รวมทั้งเร่งรัดให้ชำระภาษีตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2536 ถึงวันที่ 8 เมษายน 2541 นั้น จำเลยไม่ได้ปล่อยปละละเลยไม่สนใจในการปฏิบัติหน้าที่ และไม่เคยไม่เร่งรีบดำเนินการจัดหา เร่งรัด ติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารต่างๆ ส่งไปให้พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลกดำเนินคดีฟ้องผู้รับประเมินจนเป็นเหตุให้คดีขาดอายุความ หากจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็รับผิดเพียง 1,000 บาท การที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยเพียงคนเดียวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมและคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าอุทธรณ์ของจำเลยมีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า (ที่ถูกพิพากษากลับ) ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 บัญญัติไว้ในมาตรา 8 วรรคหนึ่งว่า "ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ".ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" และมาตรา 12 บัญญัติว่า "ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้แก่ผู้เสียหายตามมาตรา 8 หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องบังคับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฐานกระทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเลินเล่อ อ้างว่าจำเลยเป็นนิติกร 4 เป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมาย ย่อมรู้ดีว่าถ้ามิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ เมื่อจำเลยมีหน้าที่จัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ และมีหน้าที่ประสานกับพนักงานอัยการในการส่งเอกสารเพิ่มเติมแล้วนำพยานที่เกี่ยวข้องไปสอบข้อเท็จจริงและรับรองเอกสารจำเลยกลับปล่อยปละละเลยโดยไม่รีบดำเนินการจัดหา เร่งรัด และติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารหลักฐานต่างๆ ไปส่งให้พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลกดำเนินคดีแก่ผู้รับประเมินที่เป็นเจ้าของตึกแถวจำนวน 10 คูหา ตั้งอยู่ที่อาคารเลขที่ 209/47 - 56 ถนนบรมไตรโลกนารถ ตำบลในเมือง อำเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งค้างชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2527 ถึง 2529 รวมค่าภาษีและเงินเพิ่มเป็นเงิน 429,000 บาท จนเป็นเหตุให้คดีขาดอายุความตามพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวพอแปลความได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องถือว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว ทั้งตามมาตรา 8 วรรคหนึ่งดังกล่าวข้างต้นก็เป็นเพียงบทบัญญัติให้สิทธิหน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐได้ จึงมิใช่บทบังคับโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องจำเลยแต่อย่างใด ดังนี้ โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์จำนวน 429,000 บาท หรือไม่ นั้น ปัญหานี้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยังไม่ได้วินิจฉัยเนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แต่เมื่อคู่ความได้นำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาย่อมเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้เสียเองโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยเป็นการกระทำละเมิดแก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์จำนวน 429,000 บาท เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 บัญญัติไว้ในมาตรา 8 วรรคสี่ว่า "ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น" คดีนี้โจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่และสอบวินัยตามเอกสารหมาย จ.47 โดยมีรายละเอียดให้ผู้ที่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์รวมทั้งสิ้น 26 คน เพราะการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคนและหลายฝ่าย เฉพาะส่วนของจำเลยคณะกรรมการสอบสวนกำหนดให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 25,000 บาท โดยโจทก์มิได้โต้แย้งหรือคัดค้าน ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 25,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 ม. 10 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลนครพิษณุโลก
จำเลย — นางสาวสุภาวดี พิบูลสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
วิชัย วิวิตเสวี
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2548
#271345
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องบังคับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฐานกระทำละเมิด โดยโจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ อ้างว่าจำเลยมีหน้าที่จัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ในการดำเนินคดี รวบรวมพยานหลักฐานเร่งรัด ติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารหลักฐานต่างๆ และมีหน้าที่ประสานกับพนักงานอัยการในการส่งเอกสารเพิ่มเติมแล้วนำพยานที่เกี่ยวข้องไปสอบข้อเท็จจริงและรับรองเอกสาร จำเลยกลับปล่อยปละละเลยโดยไม่รับดำเนินการจัดหา เร่งรัดและติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารหลักฐานต่างๆ ส่งไปให้พนักงานอัยการดำเนินคดีแก่ผู้ประเมิน จนเป็นเหตุให้คดีขาดอายุความทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวพอแปลได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว

พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาตรา 8 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติให้สิทธิหน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐได้ จึงมิใช่บทบังคับโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในเขตเทศบาลตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ มีหน้าที่รับผิดชอบในการรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ส่งให้พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลกดำเนินคดีแก่ผู้รับประเมินซึ่งเป็นเจ้าของตึกแถวจำนวน 10 คูหา และค้างชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2527 ถึง 2529 รวมค่าภาษีและเงินเพิ่มเป็นเงิน 429,000 บาท แต่จำเลยปล่อยปละละเลยและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ โดยไม่รีบดำเนินการจัดหา เร่งรัด ติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารหลักฐานต่างๆ ส่งไปให้พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลกดำเนินคดีแก่ผู้รับประเมินเจ้าของตึกแถวดังกล่าว จนเป็นเหตุให้คดีขาดอายุความทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 429,000 บาท โจทก์ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวได้รายงานผลการสอบสวนเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2542 โดยเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 429,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีหน้าที่และไม่เคยได้รับแต่งตั้งให้จัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ในการดำเนินคดี รวบรวมพยานหลักฐาน เร่งรัด ติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารหลักฐานต่างๆ และเป็นผู้ประสานงานกับพนักงานอัยการในการส่งเอกสารเพิ่มเติมและนำพยานที่เกี่ยวข้องไปสอบข้อเท็จจริง และรับรองเอกสารตามฟ้องผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 คือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้มีหน้าที่รับแบบแสดงรายการทรัพย์สินประเมินภาษีและพนักงานเก็บภาษีซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้มีหน้าที่จัดเก็บรับชำระ รวมทั้งเร่งรัดให้ชำระภาษีตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดหากจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็รับผิดเพียง 1,000 บาท การที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยเพียงคนเดียวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายเคลือบคลุมและคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 25,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มีนาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าอุทธรณ์ของจำเลยมีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า (ที่ถูกพิพากษากลับ) ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 บัญญัติไว้ในมาตรา 8 วรรคหนึ่งว่า "ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่ายงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" และมาตรา 12 บัญญัติว่า "ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ให้แก่ผู้เสียหายตามมาตรา 8 หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐตาม มาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด" คดีนี้โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องบังคับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดให้ชดให้ค่าสินไหมทดแทนฐานกระทำละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ อ้างว่าจำเลยเป็นนิติกร 4 เป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมาย ย่อมรู้ดีว่าถ้ามิได้ใช้บังคับสิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ เมื่อจำเลยมีหน้าที่จัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ และมีหน้าที่ประสานกับพนักงานอัยการในการส่งเอกสารเพิ่มเติมแล้วนำพยานที่เกี่ยวข้องไปสอบข้อเท็จจริงและรับรองเอกสาร จำเลยกลับปล่อยปละละเลยโดยไม่รีบดำเนินการจัดหา เร่งรัด และติดตามเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารหลักฐานต่างๆ ไปส่งให้พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลกดำเนินคดีแก่ผู้รับประเมินที่เป็นเจ้าของตึกแถวจำนวน 10 คูหา ตั้งอยู่ที่อาคารเลขที่ 209/47-56 ถนนบรมไตรโลกนารถ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งค้างชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2527 ถึง 2529 รวมค่าภาษีและเงินเพิ่มเป็นเงิน 429,000 บาท จนเป็นเหตุให้คดีขาดอายุความ ตามพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวพอแปลความได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องถึงว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว ทั้งตามมาตรา 8 วรรคหนึ่งดังกล่าวข้างต้นก็เป็นเพียงบทบัญญัติให้สิทธิหน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐได้ จึงมิใช่บทบังคับโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องออกคำสั่งทางปกครองให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเสียก่อนจึงจะมีสิทธิฟ้องจำเลยแต่อย่างใด ดังนี้ โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ส่วนปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์จำนวน 429,000 บาท หรือไม่ นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 บัญญัติไว้ในมาตรา 8 วรรคสี่ว่า "ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น" คดีนี้โจทก์ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและหาตัวผู้รับผิดทางแพ่ง ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่และสอบวินัย โดยมีรายละเอียดให้ผู้ที่ต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์รวมทั้งสิ้น 26 คน เพราะการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคนและหลายฝ่ายเฉพาะส่วนของจำเลย คณะกรรมการสอบสวนกำหนดให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 25,000 บาท โดยโจทก์มิได้โต้แย้งหรือคัดค้าน ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 25,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 วรรคหนึ่ง ม. 8 วรรคสี่ ม. 10 วรรคหนึ่ง ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลนครพิษณุโลก
จำเลย — นางสาวสุภาวดี พิบูลสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
วิชัย วิวิตเสวี
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2344/2548
#113165
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน และเรียกค่าเสียหาย ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น โจทก์กับพวกต่างเคยนำคดีในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นขอให้จำเลยในคดีนี้ร่วมกับกรมป่าไม้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนในผลตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องโจทก์กับพวกไว้พิจารณา โดยวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่ผู้ฟ้องยื่นฟ้องพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ มาตรา 51 ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ซึ่งเป็นความเห็นพ้องกับศาลปกครองสูงสุด กรณีมิใช่มีความเห็นแตกต่างกัน ศาลชั้นต้นไม่จำต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ. วินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา 10 และมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นกระทรวงในรัฐบาลมีสภาพเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการป่าไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 โจทก์และจำเลยทำสัญญาสัมปทานโดยจำเลยอนุญาตให้โจทก์ทำไม้ป่าชายเลนในป่า ต่อมาอธิบดีกรมป่าไม้มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการทำไม้ป่าชายเลนตามเงื่อนไขสัมปทานไว้ก่อน แต่การยกเลิกสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 68 ทวิ เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มิใช่อำนาจของอธิบดีกรมป่าไม้ เมื่อจำเลยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ยอมดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 (4) แต่เหตุพิพาทคดีนี้เกิดขึ้นก่อนศาลปกครองกลางเปิดทำการ และศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 9 ว่า ศาลยุติธรรมมีอำนาจชำระคดีผิดสัญญาสัมปทาน หากศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมก็ขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรคท้าย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า คดีของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3 จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 (4) มิใช่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม โจทก์นำคดีพิพาทนี้ฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 130/2546 ไม่รับคำฟ้องของโจทก์เนื่องจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีล่วงพ้นกำหนดเวลาฟ้องคดีตามมาตรา 51 กรณีไม่มีเหตุที่จะส่งเรื่องนี้ไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้และต่อมาในวันนัดพร้อม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมเป็นไม่รับฟ้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้แล้วเป็นไม่รับฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ขอให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน และเรียกค่าเสียหาย ย่อมเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ศาลปกครองจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 (4) ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นโจทก์กับพวกรวม 12 คน ต่างเคยนำคดีในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นขอให้จำเลยในคดีนี้ร่วมกับกรมป่าไม้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนในผลตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องโจทก์กับพวกไว้พิจารณา โดยวินิจฉัยว่า คดีโจทก์กับพวกเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการ และยังไม่พ้นกำหนดเวลาการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม แต่การนำคดีดังกล่าวมาฟ้องต่อศาลปกครองต้องเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่ศาลปกครองเปิดทำการ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 51 จากนั้นโจทก์จึงนำคดีดังกล่าวของตนมาฟ้องต่อศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่าคดีโจทก์ อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ไม่จำต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 เพราะศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยแล้วว่าคดีโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่มีคำสั่งถึงที่สุดไม่รับฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่าพ้นกำหนดเวลาฟ้องคดี ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้มีความเห็นพ้องกับศาลปกครองสูงสุด กรณีมิใช่มีความเห็นแตกต่างกัน ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้แล้วเป็นไม่รับฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 9 และ (4)
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดำเกิงหรือโสภัณฑ์ ผลิพัฒน์
จำเลย — กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายวันดี ถิ่นวงษ์ม่อม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
วิชัย วิวิตเสวี
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2344/2548
#270143
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนและเรียกค่าเสียหาย ย่อมเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ศาลปกครองจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ มาตรา 9 (4)

ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นที่เป็นศาลยุติธรรม โจทก์กับพวกเคยนำคดีทำนองเดียวกันนี้ไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นขอให้จำเลยคดีนี้ร่วมกับกรมป่าไม้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนในผลตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องโจทก์กับพวกไว้พิจารณา โดยวินิจฉัยว่าคดีโจทก์กับพวกอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการ และยังไม่พ้นกำหนดเวลาการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม แต่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ มาตรา 51 จากนั้นโจทก์จึงนำคดีดังกล่าวมาฟ้องต่อศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่าคดีโจทก์อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองก็ไม่จำต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา 10 เพราะศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยแล้วว่าคดีโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่มีคำสั่งถึงที่สุดไม่รับฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่าพ้นกำหนดเวลาฟ้องคดี ซึ่งศาลชั้นต้นก็มีความเห็นพ้องกับศาลปกครองสูงสุด กรณีมิใช่มีความเห็นแตกต่างกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยอนุญาตให้โจทก์ทำไม้ป่าชายเลนในป่าโครงการคลองจิหลาด (กบ. 28) ในท้องที่ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ มีกำหนดระยะเวลาให้สัมปทาน 15 ปี ต่อมาอธิบดีกรมป่าไม้มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการทำไม้ป่าชายเลนตามเงื่อนไขสัมปทานไว้ก่อนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2539 แต่การยกเลิกสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มิใช่อำนาจของอธิบดีกรมป่าไม้ เมื่อจำเลยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ยอมดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 1,200,000 บาท เหตุพิพาทคดีนี้เกิดขึ้นก่อนศาลปกครองกลางเปิดทำการ และศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยว่า ศาลยุติธรรมมีอำนาจชำระคดีผิดสัญญาสัมปทาน หากศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมก็ขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคท้าย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า คดีของโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งของศาลปกครองตามมาตรา 9 (4) มิใช่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม โจทก์นำคดีพิพาทนี้ฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 130/2546 ไม่รับคำฟ้องของโจทก์เนื่องจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีล่วงพ้นกำหนดเวลาฟ้องคดี กรณีไม่มีเหตุที่จะส่งเรื่องนี้ไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามสัญญาสัมปทานโจทก์มีสิทธิทำไม้ป่าชายเลนจนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลา ยกเว้นจำเลยใช้สิทธิตามสัญญาเพิกถอนสัมปทานหรือระงับการทำไม้ตามสัมปทาน หรือจำเลยโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีคำสั่งให้สัมปทานทำไม้สิ้นสุดลงทั้งแปลงหรือให้หยุดกิจการที่ได้รับสัมปทานไว้ชั่วคราวภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด แต่จำเลยไม่ได้ใช้สิทธิตามข้อสัญญาหรือใช้อำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และจำเลยไม่เคยมอบอำนาจให้อธิบดีกรมป่าไม้ดำเนินการแทน จึงยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าวที่จะเรียกร้องจากจำเลยได้ และคำฟ้องของโจทก์ส่วนนี้เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้และต่อมาในวันนัดพร้อม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมเป็นไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้แล้วเป็นไม่รับฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ขอให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองผิดสัญญาสัมปทานทำไม้ป่าชายเลนและเรียกค่าเสียหาย ย่อมเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ศาลปกครองจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (4) ข้อเท็จจริงได้ความตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 ว่า ก่อนที่โจทก์จะฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น โจทก์กับพวกรวม 12 คน ต่างเคยนำคดีในทำนองเดียวกันกับคดีนี้ไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นขอให้จำเลยในคดีนี้ร่วมกับกรมป่าไม้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย โดยอ้างว่าโจทก์กับพวกดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการขาดรายได้ระหว่างที่ไม่ได้ทำไม้ป่าชายเลนตามคำสั่งของจำเลยในคดีนี้กับกรมป่าไม้ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนในผลตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องโจทก์กับพวกไว้พิจารณา โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คดีโจทก์กับพวกเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีเกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการ และยังไม่พ้นกำหนดเวลาการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม แต่การนำคดีดังกล่าวมาฟ้องต่อศาลปกครองต้องเริ่มนับระยะเวลาการฟ้องคดีตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่ศาลปกครองเปิดทำการ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 51 จากนั้นโจทก์จึงนำคดีดังกล่าวของตนมาฟ้องต่อศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นมีความเห็นว่าคดีโจทก์อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ไม่จำต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 เพราะศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยแล้วว่าคดีโจทก์อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่มีคำสั่งถึงที่สุดไม่รับฟ้องโจทก์ด้วยเหตุผลว่าพ้นกำหนดเวลาฟ้องคดี ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้มีความเห็นพ้องกับศาลปกครองสูงสุด กรณีมิใช่มีความเห็นแตกต่างกัน ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องไว้แล้วเป็นไม่รับฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 (4) ม. 51
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายดำเกิงหรือโสภัณฑ์ ผลิพัฒน์
จำเลย — กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
วิชัย วิวิตเสวี
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2341/2548
#270120
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุ เด็กชาย ด. บุตรโจทก์ขับรถจักรยานยนต์เปลี่ยนช่องเดินรถจากช่องเดินรถที่ 2 เป็นช่องเดินรถที่ 1 และอยู่ห่างจากสี่แยกประมาณ 30 เมตร ซึ่งเป็นบริเวณที่รถจะเลี้ยวขวาจะต้องชิดทางด้านขวาสุดของทางเดินรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ หากจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถมาในช่องทางเดินรถที่ 1 ได้ชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงเหมือนกับรถคันอื่นก็จะไม่เกิดเหตุชนรถจักรยานยนต์ที่แล่นอยู่ข้างหน้า เพราะสามารถหยุดรถได้ทัน หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มิได้ให้ความช่วยเหลือ ไม่ได้แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นพฤติการณ์ของผู้ที่รู้ว่าตนกระทำความผิดแล้วหลบหนีไป เหตุรถชนกันจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1

ค่าขาดประโยชน์ที่มารดาของเด็กชาย ด. ไม่ได้ประกอบการงานในระหว่างที่เฝ้าดูแลรักษาเด็กชาย ด. มิใช่ค่าเสียหายที่เด็กชาย ด. พึงเรียกร้องได้ในกรณีที่มีผู้ทำละเมิดต่อเด็กชาย ด. ทำให้เด็กชาย ด. ได้รับความเสียหายแก่กายหรืออนามัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 444, 445 และ 446

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 4,730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 80,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 879,665 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยที่ 2 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์โดยให้ใช้แทนในทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จุดชนอยู่ในช่องเดินรถที่ 1 แสดงว่าขณะรถชนกันรถจักรยานยนต์ของเด็กชายดนตรี บุตรโจทก์ได้เปลี่ยนช่องเดินรถจากช่องเดินรถที่ 2 เป็นช่องเดินรถที่ 1 แล้ว และได้ความว่าจุดชนอยู่ห่างจากสี่แยกข่วงสิงห์ประมาณ 30 เมตร ซึ่งเป็นบริเวณที่รถจะเลี้ยวขวาจะต้องชิดทางด้านขวาสุดของทางเดินรถตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 51 (2) (ข) ขณะนั้นสัญญาณไฟจราจรเป็นสีแดง รถที่แล่นอยู่บริเวณนั้นได้ชะลอความเร็วเพื่อหยุด หากจำเลยที่ 1 ชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงเหมือนกับรถคันอื่นก็ย่อมจะไม่เกิดเหตุชนรถจักรยานยนต์ที่แล่นอยู่ข้างหน้าในช่องเดินรถเดียวกันนั้น เพราะสามารถหยุดรถได้ทัน ทั้งภายหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มิได้ให้ความช่วยเหลือและไม่ได้แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นพฤติการณ์ของผู้ที่รู้ว่าตนกระทำความผิดแล้วหลบหนีไป ดังนั้น เมื่อพยานจำเลยที่ 2 คงมีแต่ตัวจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่รู้เห็นเหตุการณ์เป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่า เหตุรถชนกันเกิดขึ้นเพราะเด็กชายดนตรีขับรถจักรยานยนต์ตัดหน้ารถที่จำเลยที่ 1 ขับ แล้วไปเฉี่ยวชนไฟหน้ารถจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ล้มลงเองเท่านั้น โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนพยาน จำเลยที่ 2 จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องของโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชำระแก่โจทก์เป็นค่ารักษาพยาบาล 194,665 บาท ค่ารักษาพยาบาลในอนาคต 50,000 บาท ค่าเสียหายเพราะเหตุที่เด็กชายดนตรีต้องทนทุกข์ทรมานเป็นเงิน 500,000 บาท และค่าขาดประโยชน์จากการที่เด็กชายดนตรีพิการไม่สามารถทำอะไรได้เป็นเงิน 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 844,665 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่สมควรและเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าเสียหายเป็นค่าเลี้ยงดูเพิ่มขึ้น เนื่องจากนางสำราญมารดาเด็กชายดนตรีต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลเด็กชายดนตรีที่พิการนั้น เห็นว่า ค่าขาดประโยชน์ที่มารดาเด็กชายดนตรีไม่ได้ประกอบการงานในระหว่างที่เฝ้าดูแลรักษาเด็กชายดนตรี มิใช่เป็นค่าเสียหายที่เด็กชายดนตรีพึงเรียกร้องได้ในกรณีที่มีผู้ทำละเมิดต่อเด็กชายดนตรีทำให้เด็กชายดนตรีได้รับความเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444, 445 และ 446 จึงไม่อาจกำหนดให้ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 844,665 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในศาลชั้นต้นนั้น ให้จำเลยที่ 2 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ โดยให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 444 ม. 445 ม. 446
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 51 (2) (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประยัญ บุญเพิ่มพูล
ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
ผู้แทนโดยชอบธรรมของ
เด็กชายดนตรี บุญเพิ่มพูล
จำเลย — นายบุญส่ง รังษี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2335/2548
#113168
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกู้เงินโจทก์ไป 500,000 บาท ต่อมาจำเลยได้ติดต่อขอกู้เงินโจทก์อีก 4,000,000 บาท แล้วโจทก์กับจำเลยได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโดยระบุรวมเอาจำนวนเงิน 500,000 บาท ที่จำเลยกู้จากโจทก์ไปก่อนหน้านั้นเข้าไว้ด้วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,500,000 บาท แม้การกู้เงินกันจำนวน 4,000,000 บาท ในภายหลังจะไม่เกิดขึ้น หนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวก็ยังมีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ในหนี้จำนวน 500,000 บาท ที่มีการกู้ยืมกันจริง และถือว่าโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีในหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 500,000 บาท แล้วตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 587,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยส่งมอบเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี ฉบับเลขที่ 1391586 คืนแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินและรับเงินจำนวน 4,500,000 บาท ตามฟ้องของโจทก์ จำเลยไม่มีความจำเป็นต้องนำเงินไปเสียค่าใช้จ่ายในการขออนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินให้แก่ลูกค้าเป็นจำนวนถึง 500,000 บาท สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม โจทก์นำเอาสัญญากู้ยืมที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ไปกรอกข้อความเองโดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 587,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยส่งมอบเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี เลขที่ 1391586 คืนแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 4,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2540 จำเลยได้ติดต่อขอกู้เงินจากโจทก์จำนวน 4,000,000 บาท โจทก์ตกลงโดยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี เลขที่ 1391586 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2540 จำนวนเงิน 4,000,000 บาท และต้นขั้วเช็คมอบให้แก่จำเลย และจำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน และสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยมีนบุรี เลขที่ 0141755 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2541 จำนวนเงิน 6,400,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ไว้ ต่อมาจำเลยได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากโจทก์มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย จำเลยจึงติดต่อขอหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน และเช็คของจำเลยคืนจากโจทก์ แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลนิมิตรใหม่ไว้เป็นหลักฐาน คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อฟังได้ว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไป 500,000 บาท และต่อมาจำเลยได้ติดต่อจะขอกู้เงินโจทก์อีกจำนวน 4,000,000 บาท แล้วโจทก์กับจำเลยได้ทำหลักฐานการกู้ยืมตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโดยระบุรวมเอาจำนวนเงิน 500,000 บาทที่จำเลยกู้จากโจทก์ไปก่อนหน้านั้นเข้าไว้ด้วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,500,000 บาท ดังที่ปรากฏในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้นแม้การกู้เงินกับจำนวน 4,000,000 บาท ในภายหลังจะไม่เกิดขึ้น หนังสือสัญญากู้ยืมเงินก็ยังมีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ในหนี้จำนวน 500,000 บาทที่มีการกู้ยืมกันจริง โดยเอกสารหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวหาใช่เป็นเอกสารปลอมแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงอ้างเอกสารนั้นมาเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ถือว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีในหนี้เงินกู้ยืมจำนวนเงิน 500,000 บาทแล้วตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ตามฟ้องนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 4,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิริชัย สุวรรณปาล
จำเลย — นายศรดนัย แก้วสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายสุรพันธ์ เจริญกิตติ
ศาลอุทธรณ์ — นายคมวุฒิ บุรีธนวัต
ชื่อองค์คณะ
หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2335/2548
#270112
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกู้เงินโจทก์ไป 500,000 บาท ต่อมาจำเลยได้ติดต่อขอกู้เงินโจทก์อีก 4,000,000 บาท แล้วโจทก์กับจำเลยได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโดยระบุรวมเอาจำนวนเงิน 500,000 บาท ที่จำเลยกู้จากโจทก์ไปก่อนหน้านั้นเข้าไว้ด้วย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,500,000 บาท แม้การกู้เงินกันจำนวน 4,000,000 บาท ในภายหลังจะไม่เกิดขึ้น หนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวก็ยังมีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ในหนี้จำนวน 500,000 บาท ที่มีการกู้ยืมกันจริง และถือว่าโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีในหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 500,000 บาท แล้วตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 587,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยส่งมอบเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี ฉบับเลขที่ 1391586 คืนแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 587,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยส่งมอบเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี เลขที่ 1391586 คืนแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2540 จำเลยได้ติดต่อขอกู้เงินจากโจทก์จำนวน 4,000,000 บาท โจทก์สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามีนบุรี เลขที่ 1391586 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2540 จำนวนเงิน 4,000,000 บาท และต้นขั้วเช็คมอบให้แก่จำเลย และจำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน และสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยมีนบุรี เลขที่ 0141755 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2541 จำนวนเงิน 6,400,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ไว้ ต่อมาจำเลยได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากโจทก์มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย จำเลยจึงติดต่อขอหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและเช็คของจำเลยคืนจากโจทก์ แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลนิมิตรใหม่ไว้เป็นหลักฐาน คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อฟังได้ว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไป 500,000 บาท และต่อมาจำเลยได้ติดต่อจะขอกู้เงินโจทก์อีกจำนวน 4,000,000 บาท แล้วโจทก์กับจำเลยได้ทำหลักฐานการกู้ยืมโดยระบุรวมเอาจำนวนเงิน 500,000 บาท ที่จำเลยกู้จากโจทก์ไปก่อนหน้านั้นเข้าไว้ด้วยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,500,000 บาท ดังที่ปรากฏในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ. 4 ดังนั้น แม้การกู้เงินกันจำนวน 4,000,000 บาท ในภายหลังจะไม่เกิดขึ้น หนังสือสัญญากู้ยืมเงินก็ยังมีผลสมบูรณ์บังคับได้ในหนี้จำนวน 500,000 บาท ที่มีการกู้ยืมกันจริง โดยเอกสารหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวหาใช่เป็นเอกสารปลอมแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงอ้างเอกสารนั้นมาเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ถือว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีในหนี้เงินกู้ยืมจำนวนเงิน 500,000 บาทแล้ว ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ตามฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิริชัย สุวรรณปาล
จำเลย — นายศรดนัย แก้วสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322/2548
#113164
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยกับพวกสนับสนุนให้ พ. ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งความอันเป็นเท็จว่า พ. เป็นคนมีสัญชาติไทยและไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นเหตุให้พนักงานเจ้าหน้าที่หลงเชื่อออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ พ. โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน มาตรา 14 วรรคสาม การกระทำของจำเลยคงมีความผิดตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน มาตรา 14 (1) ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา 86 ที่มีระวางโทษเบากว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน มาตรา 14 วรรคสาม จึงเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จในแบบคำร้องขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านบุคคลประเภท 5 ทั้งที่ พ. มีเชื้อชาติและสัญชาติเขมรและร่วมกันแสดงหลักฐานดังกล่าวเพื่อเพิ่มชื่อ พ. ในทะเบียนบ้านและสนับสนุนให้ พ. ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าเป็นคนสัญชาติไทยจนเจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ พ. เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวคือเพื่อให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่ พ. การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 83, 84, 137, 267, 91 พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 50 พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 83 เป็นความผิด 2 กรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 ให้วางโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 ปี ความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 วรรคสาม ให้จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลหัวโพธิ์ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้พานายพลไปพบนายไชยวัฒน์ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายทะเบียน ว่านายพลเป็นคนไทยเกิดในท้องที่เดียวกับจำเลยแต่เป็นบุคคลตกสำรวจและมิได้แจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนท้องที่ซึ่งเป็นความเท็จ เพื่อให้นายทะเบียนเพิ่มชื่อนายพลลงในแบบคำร้องขอเพิ่มชื่อในบุคคลประเภท 5 เพื่อเป็นพยานหลักฐานเพิ่มชื่อนายพลลงในทะเบียน นายไชยวัฒน์หลงเชื่อจึงจดชื่อนายพลลงในแบบคำร้องขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านแก่บุคคลประเภท 5 และให้เลขประจำตัวประชาชน หลังจากนั้นนายพลได้นำแสดงหลักฐานแบบการให้เลขประจำตัวประชาชนบุคคลประเภท 5 ว่านายพลเป็นผู้มีสัญชาติไทยยังไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านซึ่งเป็นความเท็จ ทำให้นายไชยวัฒน์หลงเชื่อและเพิ่มชื่อนายพลลงในทะเบียนบ้านเลขที่ 187 หมู่ที่ 5 ตำบลหัวโพธิ์ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมานายพลได้ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งความเท็จว่านายพลมีสัญชาติไทย มีบัตรประจำตัวประชาชน นายไชยวัฒน์หลงเชื่อ จึงออกบัตรประจำตัวประชาชนให้ทั้ง ๆ ที่นายพลไม่สามารถมีบัตรประจำตัวประชาชนได้

ปัญหาว่าโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยกับพวกสนับสนุนให้นายพลยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งความอันเป็นเท็จว่า นายพลเป็นคนมีสัญชาติไทยและไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นเหตุให้พนักงานเจ้าหน้าที่หลงเชื่อออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายพล โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน มาตรา 14 วรรคสาม การกระทำของจำเลยคงมีความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน มาตรา 14 (1) ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา 86 ที่มีระวางโทษเบากว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน มาตรา 14 วรรคสาม จึงเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จในแบบคำร้องขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านบุคคลประเภท 5 ทั้งที่นายพลมีเชื้อชาติและสัญชาติเขมร และร่วมกันแสดงหลักฐานดังกล่าวเพื่อเพิ่มชื่อนายพลในทะเบียนบ้านและสนับสนุนให้นายพลยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าเป็นคนสัญชาติไทยจนเจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายพล เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียว คือเพื่อให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายพล การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมกันจึงไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 83 พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (1) ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (1) ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ม. 50
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายสุชาติ ใจธรรมดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายดนัยศักดิ์ นาควิเชียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ปัญญา สุทธิบดี
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2319/2548
#113339
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถ และไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ และขับรถในขณะเมาสุราและโดยประมาทพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์ที่ ช. ขับ และพุ่งเข้าชนกำแพงรั้วบริษัท ท. เป็นเหตุให้นาย ช. ได้รับอันตรายสาหัส และนางสาว ต. ซึ่งนั่งโดยสารมาในรถที่จำเลยขับถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291, 300 พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157, 160 พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42, 66 พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 7, 37 แม้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นาย บ. บิดานาย ช. ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใด แต่ก็พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้นาย บ. เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 300 เท่านั้น และความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์ร่วมจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ลดโทษและไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและพิพากษาจำคุกจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อโจทก์ร่วมต้องห้ามอุทธรณ์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 291, 300, 91 พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157, 160 พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42, 66 พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 7, 37

ระหว่างพิจารณา นายบัญชาบิดาของนายไชยรัตน์ผู้เสียหายยื่นคำร้องของเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยกลับให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291, 300 พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4) (ที่ถูกต้องปรับบท มาตรา 157, 160 วรรคสามด้วย) พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 (ที่ถูกมาตรา 66) พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 37 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 10,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่แสดงใบใบอนุญาตขับรถ ปรับ 1,000 บาท ฐานไม่จัดให้มีประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ ปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 5 ปี และปรับ 21,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 10,500 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยนำเงินมาวางชำระให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อบรรเทาความเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติประจำศาลจังหวัดชลบุรี ทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคม มีกำหนด 12 ชั่วโมง ภายในระยะเวลาที่คุมประพฤติ (ที่ถูกต้องระบุ ตาม ป.อ. มาตรา 56 ด้วย) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถ และไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ และขับรถในขณะเมาสุราและโดยประมาทพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์ที่นายไชยรัตน์ขับ และพุ่งเข้าชนกำแพงรั้วบริษัท ทู ดู ทอย จำกัด เป็นเหตุให้นายไชยรัตน์ได้รับอันตรายสาหัส และนางสาวเตือนใจซึ่งนั่งโดยสารมาในรถที่จำเลยขับถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291, 300 พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157, 160 พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 42, 66 พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 7, 37 ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายบัญชาบิดานายไชยรัตน์ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใด แต่ก็พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายบัญชาเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 300 เพราะตามฟ้องระบุว่านายไชยรัตน์ได้รับอันตรายสาหัส นายไชยรัตน์จึงเป็นผู้เสียหายแต่เฉพาะในข้อหาดังกล่าวเท่านั้น ต่อมาศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ซึ่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์ร่วมจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่ลดโทษและไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น เป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและพิพากษาจำคุกจำเลยมานั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อโจทก์ร่วมต้องห้ามอุทธรณ์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยต่อไป

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของจำเลย ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 30 ม. 193 ทวิ ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์ร่วม — นายบัญชา เฟื่องฟูดำรงชัย
จำเลย — นายสหธรณ์ หนูลี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสิงห์พิทักษ์ ละมูลมอญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสุรางคณา กมลละคร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2313/2548
#266551
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องด้วยวาจาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเพื่อติดตามทำร้ายบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ และขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 371 ด้วย แต่บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์และคำฟ้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันพามีดซึ่งเป็นอาวุธ ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร อันจะเป็นความผิดตามบทมาตราดังกล่าว คำฟ้องด้วยวาจาของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 19 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวได้ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 32, 33, 83, 215, 371 ริบมีดดาบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 215 วรรคสอง, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเพื่อใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ จำคุกคนละ 2 ปี ฐานพาอาวุธ ปรับคนละ 100 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 50 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 ริบมีดดาบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี เมื่อลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเพื่อติดตามทำร้ายบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ และขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 371 ด้วย แต่บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์และคำฟ้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพามีดดาบซึ่งเป็นอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร อันจะเป็นความผิดตามบทมาตราดังกล่าว คำฟ้องด้วยวาจาของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 19 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติ ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวได้ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19 วรรคสอง
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นายบุญศรี อ่างแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายบุญชัย คงทรัพย์สินสิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมนึก พานิช
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2313/2548
#271004
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องด้วยวาจาว่า จำเลยทั้งสองกับพวกมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเพื่อติดตามทำร้ายบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ และขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 371 ด้วย แต่บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์และคำฟ้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพามีดดาบซึ่งเป็นอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันจะเป็นความผิดตามบทมาตราดังกล่าว คำฟ้องด้วยวาจาของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มาตรา 19 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดฯ มาตรา 3 แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดดังกล่าวได้ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 215, 371 ริบมีดดาบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสอง, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเพื่อใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ จำคุกคนละ 2 ปี ฐานพาอาวุธ ปรับคนละ 100 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 50 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบมีดดาบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี เมื่อลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องด้วยวาจา จำเลยทั้งสองกับพวกมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเพื่อติดตามทำร้ายบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ และขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ด้วย แต่บันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของโจทก์และคำฟ้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันพามีดดาบซึ่งเป็นอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร อันจะเป็นความผิดตามบทมาตราดังกล่าว คำฟ้องด้วยวาจาของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานดังกล่าวได้ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สมควรลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองกับพวก 15 คน มั่วสุมกันโดยมีอาวุธแล้วใช้รถจักรยานยนต์หลายคันเป็นยานพาหนะขับไปตามถนนสาธารณะเพื่อติดตามทำร้ายบุคคลอื่น เป็นการกระทำที่สร้างความวุ่นวายและตระหนกตกใจขึ้นในที่สาธารณะ ทั้งอาจทำให้สุจริตชนได้รับอันตรายจากการใช้กำลังประทุษร้ายของจำเลยทั้งสองกับพวกได้ อันกระทบต่อความปลอดภัยของสังคม ลักษณะของความผิดเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกและไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสองนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดแล้ว ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยที่ 1 รับราชการทหารกองประจำการ ส่วนจำเลยที่ 2 มีภาระต้องเลี้ยงดูบิดามารดา ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 215 ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 19 วรรคสอง
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี
จำเลย — นายบุญศรี อ่างแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2309/2548
#270185
เปิดฉบับเต็ม

การขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมคำให้การตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง จะต้องกระทำเสียก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา การที่จำเลยขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมคำให้การในชั้นฎีกา ย่อมเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2379/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 10 ปี นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2379/2543 หมายเลขแดงที่ 704/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธ และยื่นคำให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องนั้น เห็นว่า การขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมคำให้การตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง จะต้องกระทำเสียก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา การที่จำเลยขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมคำให้การในชั้นฎีกาย่อมเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จึงไม่อนุญาต ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและลดโทษให้แก่จำเลยด้วยนั้น เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจวางโทษจำคุกจำเลย 10 ปี จึงเป็นการลงโทษจำเลยตามอัตราขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ศาลฎีกาไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้ต่ำกว่านี้ได้อีก ทั้งคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบต่อสู้คดีตลอดมาตั้งแต่ชั้นสอบสวน ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่จะลดโทษให้แก่จำเลยตามที่ฎีกาขอมาได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 163
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายบุญยกิจหรือบุญกิตหรือบุญกิจ บุญขยาย
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2304/2548
#270109
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นบิดาจำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา โดยตนเองยังปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 ขับไล่โจทก์ให้รื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาท โดยพูดด่าว่าโจทก์ว่า "ไอ้เหี้ย ให้รื้อบ้านออกไปจากที่ดินของกู ไปให้พ้นไม่ต้องมาใช้น้ำบ้านกู ให้มึงรื้อบ้านออกไปเป็นขอทานที่วัดเสียเลย" ทั้งยังด่าว่าโจทก์อีกว่า "พ่ออย่างมึงกูไม่นับถือเป็นพ่อต่อไป" นอกจากนี้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาข้อหายักยอกเงินค่าขายที่ดินที่โจทก์ฝากไว้ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ได้พาพวกไปที่บ้านโจทก์โดยจำเลยที่ 1 พูดจาข่มขู่ให้โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาเสีย มิฉะนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกจะฆ่าโจทก์ ทั้งจำเลยที่ 1 ได้ด่าว่าโจทก์อีกว่า "ไอ้เหี้ยให้รื้อบ้านออกไปจากที่กู" และบอกเรื่องที่ดินว่า "ได้ขายให้คนอื่นแล้ว มึงอย่าหวังว่าจะได้คืนจากกูได้" การที่จำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำและพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น แสดงว่าจำเลยที่ 1 สิ้นความเคารพยำเกรงโจทก์ซึ่งเป็นบิดา เป็นการลบหลู่และอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2) แม้คำเบิกความของพยานโจทก์จะมิได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 ด่าโจทก์เมื่อใด ก็มิใช่สาระสำคัญถึงขนาดทำให้พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้

การที่จำเลยที่ 2 ตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 แต่กลับปล่อยให้จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาโดยอ้างเหตุว่าตนเห็นว่ายังมีการฟ้องร้องกันอยู่ย่อมเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยที่ 1 กับโจทก์มีปัญหาเรื่องที่ดินพิพาทกันแล้วยังซื้อไว้ เช่นนี้น่าจะเป็นการซื้อไว้โดยไม่สุจริต ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ยังอาศัยอยู่กับบิดามารดา และไม่มีเหตุผลใด ๆ ในการซื้อที่ดินพิพาทมาทิ้งไว้โดยไม่เข้าทำประโยชน์ พฤติการณ์ในการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำไปโดยรู้ว่าโจทก์ผู้ให้อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้และเป็นฝ่ายต้องเสียเปรียบ จึงเป็นการสมคบกันฉ้อฉลโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2534 โจทก์ยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4894 เลขที่ดิน 49 ตำบลช่องสาลิกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ให้จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ต่อมาระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้ประพฤติเนรคุณ ขอให้เพิกถอนการให้ที่ดินที่โจทก์ยกให้จำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินกลับคืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนที่ดินกลับคืนให้โจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย จำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 โดยสุจริตไม่ได้ฉ้อฉล ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนการให้ที่ดินที่โจทก์ยกให้จำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ให้ใช้ราคาแทนจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นบิดาจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2534 โจทก์ยกที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 4894 เลขที่ดิน 49 ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ให้จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ถอนคืนการให้ได้หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่า หลังจากโจทก์ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 แล้วประมาณ 2 ปี โจทก์ปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท ต่อมาระหว่างปลายเดือนเมษายน 2539 จนถึงเดือนกันยายน 2539 จำเลยที่ 1 มีนิสัยเปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 1 ดูถูกเหยียดหยามโจทก์ ทั้งขับไล่ให้โจทก์รื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาท และพูดด่าว่าโจทก์ว่า "ไอ้เหี้ย ให้รื้อบ้านออกไปจากที่ดินของกู ไปให้พ้นไม่ต้องมาใช้น้ำบ้านกู ให้มึงรื้อบ้านออกไปเป็นขอทานที่วัดเสียเลย" ทั้งจำเลยที่ 1 ยังได้ด่าว่าโจทก์อีกว่า "พ่ออย่างมึงกูไม่นับถือเป็นพ่อต่อไป" นอกจากนี้ เมื่อโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาข้อหายักยอกเงินค่าขายที่ดินที่โจทก์ฝากไว้ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ก็ได้พาพวกไปที่บ้านโจทก์ จำเลยที่ 1 พูดข่มขู่ให้โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาเสีย มิฉะนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกจะฆ่าโจทก์ ทั้งจำเลยที่ 1 ได้ด่าว่าโจทก์อีกว่า "ไอ้เหี้ย ให้รื้อบ้านออกไปจากที่กู" กับถามโจทก์ว่า "มึงฟ้องกูทำไม ให้ถอนฟ้องเสีย" ที่ดินที่โจทก์ยกให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็บอกว่า "ได้ขายให้คนอื่นแล้ว มึงอย่าหวังว่าจะได้คืนจากกูได้" และโจทก์มีนายไกรสร ศรีพระจันทร์ บุตรโจทก์กับนางจำนง ศรีพระจันทร์ ภริยาโจทก์เป็นพยานสนับสนุนพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ก้าวร้าวด่าว่าโจทก์ แม้นายไกรสรและนางจำนงค์จะมีส่วนได้เสียในที่ดินพิพาทหากกลับคืนมาเป็นของโจทก์ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะปั้นแต่งเรื่องให้จำเลยที่ 1 ต้องเดือดร้อน อีกทั้งไม่มีเหตุที่นายไกรสรจะต้องปรักปรำจำเลยที่ 1 ส่วนนางจำนงแม้เป็นเพียงมารดาเลี้ยงของจำเลยที่ 1 ก็เลี้ยงดูจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่เล็กเสมือนเป็นมารดาของจำเลยที่ 1 อีกคนหนึ่ง และก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการที่โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความจริงที่เกิดขึ้น และอีกเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนให้เชื่อว่า จำเลยที่ 1 ได้ด่าว่าโจทก์ก็เพราะโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ข้อหายักยอกเงินที่โจทก์ฝากธนาคารไว้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็รับว่าได้เบิกเงินของโจทก์ไปจริง การที่จำเลยที่ 1 ด่าว่าโจทก์ด้วยถ้อยคำและพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น แสดงว่าจำเลยที่ 1 สิ้นความเคารพยำเกรงโจทก์ซึ่งเป็นบิดา เป็นการลบหลู่และอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ประพฤติเนรคุณได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2) แม้คำเบิกความของพยานโจทก์จะมิได้ระบุว่า จำเลยที่ 1 ด่าโจทก์เมื่อใดก็มิใช่สาระสำคัญถึงขนาดทำให้พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้เสียเลย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นไปโดยการฉ้อฉล อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ขอเพิกถอนได้หรือไม่ จำเลยที่ 2 เป็นน้องชายสามีจำเลยที่ 1 ยังอยู่อาศัยกับบิดามารดาช่วยบิดามารดาเลี้ยงวัว จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทด้วยเหตุผลใดก็ไม่ปรากฏ ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเลย จำเลยที่ 1 คงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอด โดยเฉพาะการโอนขายที่ดินพิพาทได้กระทำลงในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีปัญหาข้อขัดแย้งกันอยู่ ซึ่งโจทก์อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่จะเรียกถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 2 ยอมให้จำเลยที่ 1 อยู่อาศัยในที่พิพาทเพราะยังมีการฟ้องร้องกันอยู่ ย่อมเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยที่ 1 กับโจทก์มีปัญหาเรื่องที่ดินพิพาทแล้วยังซื้อไว้ เช่นนี้น่าจะเป็นการซื้อไว้โดยไม่สุจริต การเลี้ยงวัวของจำเลยที่ 2 ได้กู้ยืมเงินธนาคารมาดำเนินกิจการ รายได้จากการขายน้ำนมดิบจำเลยที่ 2 กับบิดาต้องนำไปชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าว จึงไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 2 จะมีเงินเหลือพอที่จะซื้อที่ดินพิพาทได้ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็อ้างว่ามีที่ดินของตนเองอยู่แล้วถึง 50 ไร่ มาซื้อที่ดินพิพาทอีก 25 ไร่เศษ ก็ไม่ได้ทำประโยชน์ให้คุ้มกับเงินที่ลงทุน ทั้งที่อ้างว่าเงินจำนวน 570,000 บาทเศษ ที่ชำระเป็นค่าที่ดินและค่าธรรมเนียมการโอนเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 เก็บไว้ที่บ้าน มิได้ไปเบิกจากธนาคารยิ่งเป็นข้อพิรุธผิดปกติวิสัยที่จะเก็บเงินจำนวนมากเช่นนี้ไว้ที่บ้านพฤติการณ์ในการโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำไปโดยรู้ว่าโจทก์ผู้ให้อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้และเป็นฝ่ายต้องเสียเปรียบ จึงเป็นการสมคบกันฉ้อฉลโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวได้"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 531 (2) ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ ศรีพระจันทร์
จำเลย — นางสาวสำเภา ศรีพระจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2278/2548
#113272
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์ โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 แต่ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 ถือว่าเจ้าพนักงานประเมินได้มีหมายเรียกโจทก์ในขณะที่โจทก์ยังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 แม้โจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวภายหลัง เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่โจทก์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 ได้ ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 24

บริษัท ส. จำกัด เป็นเจ้าของโครงการอาคารชุด ส่วนโจทก์เป็นบริษัทรับจ้างตกแต่งภายในห้องชุดโครงการอาคารชุดของบริษัท ส. จำกัด ดังกล่าว และจะเริ่มดำเนินการต่อเมื่อบริษัท ส. จำกัด ก่อสร้างอาคารชุดแล้ว โดยบริษัททั้งสองไม่มีการถือหุ้นระหว่างกัน โจทก์รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลือลูกค้าจะชำระเป็นงวดโดยบริษัท ส. จำกัด เป็นผู้รับแทนโจทก์ บริษัท ส. จำกัด ไม่ได้ส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ปรากฏว่าบริษัท ส. จำกัด และโจทก์ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาต่างตอบแทนกันว่า โจทก์ยอมให้สิทธิแก่บริษัท ส. จำกัด ยึดถือเงินค่างวดที่ลูกค้าชำระแก่โจทก์โดยโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยแล้วบริษัท ส. จะเสนอผลประโยชน์ใด ๆ ตอบแทนแก่โจทก์ และไม่ปรากฏว่าบริษัท ส. จำกัด ได้เรียกร้องให้โจทก์ต้องปฏิบัติเช่นนั้น หากบริษัท ส. จำกัด ประสงค์จะได้หลักประกันว่าโจทก์จะไม่ทิ้งงาน โจทก์ย่อมติดต่อขอหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นหลักประกันก็ได้ เมื่อโจทก์ไม่ใช่บริษัทในเครือเดียวกันกับบริษัท ส. จำกัด ทั้งไม่มีหนี้สินต่อกัน โจทก์มีทุนจดทะเบียนเพียง 1,000,000 บาท แต่จำนวนเงินที่โจทก์มอบให้บริษัท ส. จำกัด ยึดถือไว้มีจำนวนนับร้อยล้านบาท ย่อมไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะให้บริษัท ส. จำกัด ยึดถือเงินดังกล่าวโดยไม่คิดดอกเบี้ย แม้ว่าโจทก์จะไม่มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาตกแต่งและไม่มีภาระหนี้สินที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยในขณะนั้นก็ตาม การที่โจทก์ยินยอมให้บริษัท ส. จำกัด ยึดถือเงินค่างวดล่วงหน้าที่ลูกค้าชำระให้แก่โจทก์โดยไม่มีดอกเบี้ยนั้นถือได้ว่าเป็นกรณีไม่มีเหตุอันสมควร ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมเงินได้

การที่โจทก์ให้บริษัท ส. จำกัด ยึดถือเงินค่างวดล่วงหน้าเข้าลักษณะเป็นการให้กู้ยืมเงิน และโจทก์ให้กู้ยืมเงินจำนวนมากอีกทั้งทำเป็นปกติธุระทุกเดือนในช่วงปี 2534 ถึง 2536 เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงไม่เป็นปัญหาที่จะต้องรอให้มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรวินิจฉัยว่ากิจการใดเป็นกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์หรือไม่ ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/2 วรรคท้าย เสียก่อน เมื่อโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยกับบริษัท ส. จำกัด โดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/15 (2) และ 91/16 (6) ที่จะประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะโดยกำหนดดอกเบี้ยรับแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

การที่จำเลยที่ 1 ได้ออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2535 และเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2536 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 มายังโจทก์ ดังนั้น ภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวจึงเป็นรายจ่ายที่ควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นมิใช่รายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และ 2536 โจทก์ไม่มีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และ 2536 เพราะต้องห้ามตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (1) ประกอบมาตรา 65 ตรี (9)

เอกสารที่โจทก์นำมาอ้างอิงในการตรวจสอบไต่สวนของเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นเอกสารปลอม พฤติการณ์ดังกล่าวส่อให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีโดยสุจริต จึงไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีทุกประเภท

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมิน 4 ฉบับ คือ หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และปี 2536 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2535 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2536 ซึ่งหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับมีรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนภาษี เบี้ยปรับเงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นแตกต่างกัน และไม่เกี่ยวข้องกัน แม้ว่าการแจ้งการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินทั้ง 4 ฉบับ จะมีที่มาจากการออกหมายเรียกและตรวจสอบภาษีโจทก์เพียงครั้งเดียว แต่เมื่อพิจารณาสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นได้ชัดว่าคำฟ้องของโจทก์มีข้อหาแต่ละข้อหาไม่เกี่ยวข้องกันแยกจากกันได้ โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้ง 4 ข้อหา

ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และ 2536 ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้อื่นนอกจากรายได้ดอกเบี้ยรับ เนื่องจากงานในส่วนของโจทก์ที่เกี่ยวกับการตกแต่งภายในห้องชุดยังไม่เริ่ม ดังนั้น โจทก์จึงไม่สามารถนำยอดเงินที่โจทก์อ้างว่าเป็นรายจ่ายที่โจทก์นำมาลงบัญชีไว้ในหมวดสินทรัพย์อื่นในงบดุลซึ่งมิได้ระบุเป็นรายจ่าย จึงไม่อาจทราบได้ว่าเป็นรายจ่ายในกรณีใดมาหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และ 2536 ได้ ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 3012042/2/100110 และที่ 3012042/2/100111 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 กับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 3012042/6/100054 และเลขที่ 3012042/6/100055 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 และขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. 3 (อธ. 2)/686/2544 เลขที่ สภ. 3 (อธ. 2)/687/2544 เลขที่ สภ. 3 (อธ. 2)/689/2544 และเลขที่ สภ. 3 (อธ. 2)/690/2544 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2544 กับขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 3012042/2/100110 และที่ 3012042/2/100110 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. 3 (อธ. 2)/686/2544 และเลขที่ สภ. 3 (อธ. 2)/687/2544 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2544 โดยให้หักรายจ่ายจำนวน 10,807,742.72 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 และจำนวน 1,533,598.85 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2536 คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด บริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด เป็นเจ้าของโครงการอาคารชุดโดยดำเนินการก่อสร้างและจำหน่ายห้องชุดซึ่งโจทก์เป็นผู้รับจ้างตกแต่งห้องชุด ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และ 2536 โจทก์มอบให้บริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด รับเงินค่างวดตามสัญญารับจ้างตกแต่งห้องชุดจากผู้ซื้อแทนโจทก์โดยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันและไม่เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2539 หลังจากได้รับหมายเรียกแล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2536 หรือไม่ ตามที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และปี 2536 ให้แก่โจทก์นั้น แม้เจ้าพนักงานจะอ้างในหมายเรียกว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องก็ตาม แต่เจ้าพนักงานประเมินได้ระบุรอบระยะเวลาบัญชีทั้งปี 2535 และ 2536 ทั้งระบุในหมายเรียกด้วยว่าเป็นการออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 และ 23 แห่ง ป. รัษฎากร สำหรับมาตรา 19 แห่ง ป. รัษฎากร เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ส่วนมาตรา 23 แห่ง ป. รัษฎากรเป็นบทบัญญัติให้อำนาจแก่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกผู้ใดที่ไม่ยื่นรายการเพื่อเสียภาษี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์ โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ไว้แต่ยังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 กรณีเช่นนี้ย่อมถือว่าเจ้าพนักงานประเมินได้มีหมายเรียกโจทก์ในขณะที่โจทก์ยังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 แม้โจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวภายหลัง เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่โจทก์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2536 ได้ตามมาตรา 24 แห่ง ป. รัษฎากร

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า การกำหนดดอกเบี้ยรับของเจ้าพนักงานประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และปี 2536 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อบริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด เป็นเจ้าของโครงการอาคารชุด ส่วนโจทก์เป็นบริษัทรับจ้างตกแต่งภายในห้องชุดโครงการอาคารชุดของบริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด และจะเริ่มดำเนินการต่อเมื่อบริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด ก่อสร้างอาคารชุดแล้ว โดยบริษัททั้งสองไม่มีการถือหุ้นระหว่างกัน โจทก์รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลือลูกค้าจะชำระเป็นงวดโดยบริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด เป็นผู้รับแทนโจทก์ บริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด ไม่ได้ส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ปรากฏว่าบริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด และโจทก์ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาต่างตอบแทนกันว่า โจทก์ยอมให้สิทธิแก่บริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด ยึดถือเงินค่างวดที่ลูกค้าชำระแก่โจทก์โดยโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยแล้วบริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด จะเสนอผลประโยชน์ใด ๆ ตอบแทนแก่โจทก์บ้าง และไม่ปรากฏว่าบริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด ได้เรียกร้องให้โจทก์ต้องปฏิบัติเช่นนั้น ทั้งหากบริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด ประสงค์จะได้หลักประกันว่าโจทก์จะไม่ทิ้งงาน โจทก์ย่อมติดต่อขอหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นหลักประกันก็ได้ เมื่อโจทก์ไม่ใช่บริษัทในเครือเดียวกันกับบริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด ทั้งไม่มีหนี้สินต่อกัน โจทก์มีทุนจดทะเบียนเพียง 1,000,000 บาท แต่จำนวนเงินที่โจทก์มอบให้บริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด ยึดถือไว้มีจำนวนนับร้อยล้านบาท ย่อมไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะให้บริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด ยึดถือเงินดังกล่าวโดยไม่คิดดอกเบี้ย แม้ว่าโจทก์จะไม่มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาตกแต่งและไม่มีภาระหนี้สินที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยในขณะนั้นก็ตาม การที่โจทก์ยินยอมให้บริษัทสีลมพรีเชียสทาวเวอร์ จำกัด ยึดถือเงินค่างวดล่วงหน้าที่ลูกค้าชำระให้แก่โจทก์โดยไม่มีดอกเบี้ยนั้นถือได้ว่าเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันสมควร แต่กลับเข้าลักษณะเป็นการให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2535 และเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2536 หรือไม่ การที่อธิบดีของจำเลยที่ 1 จะเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรวินิจฉัยว่ากิจการใดเป็นกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่อธิบดีของจำเลยที่ 1 มีความเห็นว่าควรให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรพิจารณากำหนดขอบเขตและเงื่อนไขของการประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับตามมาตรา 91/2 (5) แห่ง ป. รัษฎากร ทั้งนี้เพื่อกำหนดขอบเขตในการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินและพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อไม่มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรดังกล่าว เจ้าพนักงานประเมินย่อมต้องใช้ดุลพินิจไปตามมาตรา 91/2 (5) แห่ง ป. รัษฎากร การที่โจทก์ให้บริษัทเจ้าของโครงการยึดถือเงินค่างวดล่วงหน้าเข้าลักษณะเป็นการให้กู้ยืมเงินและโจทก์ให้กู้ยืมเงินจำนวนมากและโจทก์ทำเป็นปกติธุระทุกเดือนในช่วงปี 2534 ถึงปี 2536 เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงไม่เป็นปัญหาที่จะต้องรอให้มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรเสียก่อน ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่าการที่โจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยกับบริษัทเจ้าของโครงการโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/15 (2) และ 91/16 (6) ที่จะประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะโดยกำหนดดอกเบี้ยรับแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2535 และเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2536 ตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์มีสิทธินำภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2535 และเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2536 มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และปี 2536 หรือไม่ เห็นว่า ป. รัษฎากร มาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ? (9) รายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใดก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้" ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2535 และเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2536 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 มายังโจทก์ ดังนั้น ภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวจึงเป็นรายจ่ายที่ควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นมิใช่รายจ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และ 2536 โจทก์ไม่มีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และ 2536 เพราะต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะส่งผู้แทนมาชี้แจงต่อเจ้าพนักงานประเมินตามหมายเรียกรวมทั้งส่งเอกสารหนังสือสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญารับจ้างตกแต่งห้องชุดกับลูกค้าของโจทก์ในชั้นพิจารณาอุทธรณ์การประเมินก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าไม่มีการแก้ไขสัญญารับจ้างตกแต่งห้องชุดระหว่างโจทก์กับลูกจ้างของโจทก์ เอกสารที่โจทก์นำมาอ้างอิงจึงเป็นเอกสารปลอม พฤติการณ์ดังกล่าวส่อให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีโดยสุจริต จึงไม่มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีทุกประเภทให้แก่โจทก์ ส่วนเงินเพิ่มที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดให้โจทก์ต้องชำระเป็นกรณีที่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเพราะผู้ต้องเสียภาษีไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 27 แห่ง ป. รัษฎากร ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้แน่นอนโดยไม่มีข้อยกเว้นให้งดเก็บเสียได้ และจะลดได้ก็จะต้องเป็นไปตามกฎหมายทั้งไม่มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์เป็นรายข้อหาชอบหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกและตรวจสอบภาษีโจทก์ครั้งเดียว และเมื่อประเมินภาษีก็จะออกเป็นหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเป็นรายประเภทของภาษีเท่านั้น มูลเหตุที่จะนำมาประเมินภาษีให้โจทก์ต้องรับผิดชำระภาษีอากรก็เป็นกรณีเดียวกันย่อมเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกันถือได้ว่ามีข้อหาเดียว โจทก์ชอบที่จะเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่ยื่นฟ้องในอัตราสูงสุด 200,000 บาท ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ตามมาตรา 17 ประกอบด้วยตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. เห็นว่า ตัวบทกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นอ้างนั้นถูกต้องแล้ว แต่ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. เรื่องค่าขึ้นศาลมิได้บัญญัติว่า คดีหนึ่งเสียค่าขึ้นศาลไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้นในการพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) บัญญัติว่า คำฟ้อง หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล ดังนี้การเรียกค่าขึ้นศาลจึงต้องดูว่า คำฟ้องที่เสนอต่อศาลมีกี่ข้อหา แต่ละข้อหาเกี่ยวข้องกันหรือแยกจากกันได้หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมิน 4 ฉบับ คือ หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 ถึงปี 2536 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2535 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2536 ซึ่งหนังสือแจ้งการประเมินแต่ละฉบับมีรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนเงินภาษี เบี้ยปรับเงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นแตกต่างกัน และไม่เกี่ยวข้องกัน แม้ว่าการแจ้งการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินทั้ง 4 ฉบับ จะมีที่มาจากการออกหมายเรียกและตรวจสอบภาษีโจทก์เพียงครั้งเดียว แต่เมื่อพิจารณาสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าคำฟ้องของโจทก์มีข้อหาแต่ละข้อหาไม่เกี่ยวข้องกันแยกจากกันได้ โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้ง 4 ข้อหา ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์เป็นรายข้อหารวม 4 ข้อหา นั้นชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยแก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยให้หักรายจ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และ 2536 ชอบหรือไม่ เห็นว่า รายจ่ายที่โจทก์แสดงไว้ในงบดุลนั้น รายจ่ายดังกล่าวโจทก์นำมาลงบัญชีไว้ในหมวดสินทรัพย์อื่นในงบดุลมิได้ระบุเป็นรายจ่าย จึงไม่อาจทราบได้ว่าเป็นรายจ่ายในกรณีใด นอกจากนี้ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 วรรคสอง บัญญัติให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ซึ่งในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และ 2536 ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีรายได้อื่นนอกจากรายได้ดอกเบี้ยรับ เนื่องจากงานในส่วนของโจทก์ยังไม่เริ่ม ดังนั้น โจทก์จึงไม่สามารถนำยอดเงินที่โจทก์อ้างว่าเป็นรายจ่ายมาหักเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 และ 2536 ได้ ตามบทบัญญัติข้างต้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 3012042/2/100110 และที่ 3012042/2/100111 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2541 ของจำเลยที่ 1 และที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. 3 (อธ. 2)/686/2544 และเลขที่ สภ. 3 (อธ. 2)/687/2544 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2544 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 22 ม. 23 ม. 24 ม. 26 ม. 65 วรรคสอง ม. 65 ทวิ (1) ม. 65 ทวิ (4) ม. 65 ตรี (9) ม. 91/2 ม. 91/15 (2) ม. 91/16 (6)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรีเชียสอินทีเรีย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
ทองหล่อ โฉมงาม
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2273/2548
#268014
เปิดฉบับเต็ม

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดนนทบุรี คำสั่งศาลจังหวัดนนทบุรีที่ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นคำสั่งก่อนศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม ต้องถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองอาคารเลขที่ 73/69/1 หมู่ที่ 6 ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างในโฉนดที่ดินเลขที่ 13071 ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ของนายกัมพลใช้กิจจา เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2542 จำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งคำสั่งรื้อถอนตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ให้โจทก์รื้อถอนอาคารและสิ่งก่อสร้างพร้อมทั้งกระถางต้นไม้ที่กีดขวางและปิดกั้นทางเข้า-ออกทั้งหมด และให้ทำทางให้อยู่ในสภาพเดิม ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2543 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ได้มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์รื้อถอนอาคารตามคำสั่งของจำเลยที่ 3 ภายในสามสิบวันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้ง คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กล่าวคือ โจทก์มีอำนาจโดยชอบที่จะทำการก่อสร้างในที่ดินที่โจทก์ครอบครอง หากจะออกคำสั่งบังคับโจทก์ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จำเลยที่ 3 ต้องอาศัยอำนาจตามมาตรา 41 เสียก่อน จะบังคับโจทก์ตามมาตรา 42 เสียทีเดียวหาได้ไม่ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ดังกล่าวเสีย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้การว่า ปี 2533 นายกัมพล ใช้กิจจา กับพวก เคยร่วมกันก่อสร้างดัดแปลงและก่อสร้างปิดกั้นกีดขวางทางเข้าออกบริเวณที่พิพาท เป็นเหตุให้ประชาชนทั่วไปและที่อาศัยและครอบครองอาคารตึกแถวนั้นได้รับความเดือนร้อนจนมีการฟ้องร้องเป็นคดีกัน ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้นายกัมพล ใช้กิจจา กับพวก รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปิดกั้นกีดขวางทางเข้า-ออก และทำทางให้อยู่ในสภาพเดิม และได้ทำการบังคับคดีแล้ว ปรากฏรายละเอียดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 918/2535 ต่อมาโจทก์ได้ทำการก่อสร้างดัดแปลง ต่อเติมอาคารพิพาทปิดกั้นกีดขวางทางเข้า-ออกบริเวณที่ได้มีการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างกีดขวางบริเวณที่พิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไปแล้วขึ้นมาอีก โดยไม่ได้ยื่นขอรับใบอนุญาตก่อสร้างดัดแปลงอาคารและไม่สามารถอนุญาตให้ก่อสร้างได้ และเพราะขัดกับพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และนอกจากบริเวณพิพาทจะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบริเวณพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันมานานหลายปีแล้ว บริเวณดังกล่าวย่อมถือเป็นที่สาธารณะตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 กรณีจึงไม่สามารถที่จะมีคำสั่งให้โจทก์ทำการดัดแปลงหรือแก้ไขให้ถูกต้องได้ ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องว่า คำนิยามความหมายคำว่าที่สาธารณะ หมายความว่า ที่ซึ่งเปิดหรือยินยอมให้ประชาชนเข้าไปหรือใช้เป็นทางสัญจรได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 6, 26, 28, 29 และมาตรา 48 ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำนิยามความหมายของคำว่า ที่สาธารณะ หมายความว่าที่ซึ่งเปิดหรือยินยอมให้ประชาชนเข้าไปหรือใช้เป็นทางสัญจรได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องของโจทก์ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดนนทบุรี คำสั่งศาลจังหวัดนนทบุรีที่ยกคำร้องของโจทก์ ที่ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นคำสั่งก่อนศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรมต้องถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยจึงไม่ถูกต้อง และการที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวภัทรานุช ชัยอุดม
จำเลย — เทศบาลนครนนทบุรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิชัย วิวิตเสวี
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2273/2548
#270646
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คีดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นคำสั่งก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองอาคารเลขที่ 73/69/1 หมู่ที่ 6 ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างในโฉนดที่ดินเลขที่ 13071 ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ของนายกัมพล ใช้กิจจา จำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งคำสั่งรื้อถอนตามมาตรา 42 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ให้โจทก์รื้อถอนอาคารและสิ่งก่อสร้างพร้อมทั้งกระถางต้นไม้ที่กีดขวางและปิดกั้นทางเข้า - ออกทั้งหมด และให้ทำทางให้อยู่ในสภาพเดิม ต่อมาโจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยที่ 4 ถึง 12 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์รื้อถอนอาคารตามคำสั่งของจำเลยที่ 3 ภายในสามสิบวันนับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้ง คำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 กล่าวคือ โจทก์มีอำนาจโดยชอบที่จะทำการก่อสร้างในที่ดินที่โจทก์ครอบครอง หากจะออกคำสั่งบังคับโจทก์ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จำเลยที่ 3 ต้องอาศัยอำนาจตามมาตรา 41 เสียก่อน จะบังคับโจทก์ตามมาตรา 42 เสียทีเดียวหาได้ไม่ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 12 ดังกล่าวเสีย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 10 ให้การว่า ปี 2533 นายกัมพล ใช้กิจจา กับพวกเคยร่วมกันก่อสร้างดัดแปลงและก่อสร้างปิดกั้นกีดขวางทางเข้าออกบริเวณที่พิพาทเป็นเหตุให้ประชาชนทั่วไปและที่อาศัยและครอบครองอาคารตึกแถวนั้นได้รับความเดือดร้อนจนมีการฟ้องร้องเป็นคดีกัน ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้นายกัมพล ใช้กิจจา กับพวกรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปิดกั้นกีดขวางทางเข้า - ออก และทำทางให้อยู่ในสภาพเดิม และได้ทำการบังคับคดีแล้ว ปรากฏรายละเอียดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 918/2535 ต่อมาโจทก์ได้ทำการก่อสร้าง ดัดแปลง ต่อเติมอาคารพิพาทปิดกั้นกีดขวางทางเข้า - ออกบริเวณที่ได้มีการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างกีดขวางบริเวณที่พิพาทตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไปแล้วขึ้นมาอีกโดยไม่ได้ยื่นขอรับใบอนุญาตก่อสร้างดัดแปลงอาคารและไม่สามารถอนุญาตให้ก่อสร้างได้ และเพราะขัดกับพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และนอกจากบริเวณพิพาทจะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบริเวณพิพาท ซึ่งเป็นทางภาระจำยอมที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันมานานหลายปีแล้ว บริเวณดังกล่าวย่อมถือเป็นที่สาธารณะตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 กรณีจึงไม่สามารถที่จะมีคำสั่งให้โจทก์ทำการดัดแปลงหรือแก้ไขให้ถูกต้องได้ ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องว่า คำนิยามความหมายคำว่า ที่สาธารณะ หมายความว่า ที่ซึ่งเปิดหรือยินยอมให้ประชาชนเข้าไปหรือใช้เป็นทางสัญจรได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4 เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 6, 26, 28, 29 และมาตรา 48 ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำนิยามความหมายของคำว่า ที่สาธารณะ หมายความว่า ที่ซึ่งเปิดหรือยินยอมให้ประชาชนเข้าไปหรือใช้เป็นทางสัญจรได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องของโจทก์ ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คำสั่งศาลชั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของโจทก์ ที่ขอให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นคำสั่งก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรมต้องถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยจึงไม่ถูกต้อง และการที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของโจทก์ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 264
ป.วิ.พ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวภัทรานุช ชัยอุดม
จำเลย — เทศบาลนครนนทบุรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิชัย วิวิตเสวี
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2247/2548
#267993
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอ้างมาในคำร้องว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี โดยศาลจังหวัดอุบลราชธานีและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดขายทอดตลาด จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ร้อง แม้คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมผูกพันคู่ความนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย ถ้าหากมี และอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะการบังคับคดีนั้น จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีได้ตาม มาตรา 296 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดจำนวน 7,108,886.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 10,430.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 9,334 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 28856 ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 431 หมู่ที่ 2 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองที่ดิน น.ส.3 พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นไปในราคา 30,000,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีโดยศาลจังหวัดอุบลราชธานีและศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) พิพากษาว่าที่ดินโฉนดและ น.ส.3 ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องและให้ผู้ร้องจำหน่ายที่ดินพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดอุบลราชธานีคดีหมายเลขดำที่ 1372/2535 หมายเลขแดงที่ 1833/2535 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) คดีหมายเลขดำที่ 65/2544 หมายเลขแดงที่ 540/2544 เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนการบังคับคดีที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้ก่อนระหว่างรอการวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีที่โจทก์นำยึดแต่เป็นความฟ้องร้องกับจำเลยที่ 2 อีกคดีหนึ่งต่างหาก ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ผู้ร้องอ้างมาในคำร้องว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี โดยศาลจังหวัดอุบลราชธานีและศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) พิพากษาว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดขายทอดตลาด จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ร้อง แม้คดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) ย่อมผูกพันคู่ความนับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย ถ้าหากมี และอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 (2) ดังนั้น หากได้ความตามคำร้อง ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะการบังคับคดีนั้น จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นด่วนยกคำร้องโดยไม่ไต่สวนให้ได้ความก่อน จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้รับคำร้องแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายโอเล เอ เปเดอเซน
จำเลย — นายวิรัช ตันพิทักษ์พงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา