คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2117/2548
#267942
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไว้เท่ากับภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้องแสดงให้เห็นเจตนาของผู้ร้องว่าประสงค์จะให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อน อันถือได้ว่าเป็นการขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 แม้ผู้ร้องอ้างว่าเป็นการขอกันส่วนตามมาตรา 287 แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 289 ก็ไม่ทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 405,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอให้บังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11514 และ 11515 ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เดิมจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินที่ถูกบังคับคดีเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และยังมีภาระหนี้จำนองรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 70,921,232.90 บาท ต่อมาผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพหรือรับโอนสิทธิเรียกร้องตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์จากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งรวมถึงหนี้สินของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่กับธนาคารดังกล่าวด้วย ทำให้สิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ที่ธนาคารดังกล่าวมีต่อจำเลยที่ 2 ตกได้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องประสงค์จะขอกันส่วนโดยอาศัยอำนาจบุริมสิทธิจากทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ยึดไว้ ขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามภาระหนี้จำนองจำนวน 70,921,232.90 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองยื่นคำร้องขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แต่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิอันเป็นสิทธิที่ผู้ร้องมีอยู่เหนือทรัพย์ที่ยึดไว้ในคดีนี้อยู่แล้ว ทั้งบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวให้ความคุ้มครองโดยไม่จำต้องยื่นคำร้องต่อศาล กรณีจึงไม่มีเหตุจะต้องพิจารณาคำร้องของผู้ร้องจึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" ส่วนมาตรา 289 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลใดชอบที่จะบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ หรือชอบที่จะได้เงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้นได้โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองที่อาจบังคับได้ก็ดี หรืออาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิก็ดี บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มานั้นชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์..." เมื่อพิเคราะห์คำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้ว การที่ผู้ร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองไว้เท่ากับภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้องนั้น แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ร้องว่าประสงค์จะให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อน อันถือได้ว่าเป็นการขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองซึ่งผู้ร้องบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 289 ก็ไม่ทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. พเยาว์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2117/2548
#270006
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองไว้เท่ากับภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้องนั้น แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ร้องว่าประสงค์จะให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อน ถือได้ว่าเป็นการขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการขอกันส่วนตามมาตรา 287 แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 289 ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 405,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11514 และ 11515 ตำบลหัวไผ่ (งิ้วราย) อำเภอเมืองสิงห์บุรี (อินทร์บุรี) จังหวัดสิงห์บุรี ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เดิมจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินที่ถูกบังคับคดีเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และยังมีภาระหนี้จำนองรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 70,921,232.90 บาท ต่อมาผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพหรือรับโอนสิทธิเรียกร้องตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์จากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งรวมถึงหนี้สินของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่กับธนาคารดังกล่าวด้วย ผู้ร้องประสงค์จะขอกันส่วนโดยอาศัยอำนาจบุริมสิทธิจากทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ยึดไว้ ขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามภาระหนี้จำนองจำนวน 70,921,232.90 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองยื่นคำร้องขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แต่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิที่ผู้ร้องมีอยู่เหนือทรัพย์ที่ยึดไว้ในคดีนี้อยู่แล้ว ทั้งบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวให้ความคุ้มครองโดยไม่จำต้องยื่นคำร้องต่อศาล กรณีจึงไม่มีเหตุจะต้องพิจารณาคำร้องของผู้ร้อง จึงให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์คำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้ว การที่ผู้ร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองไว้เท่ากับภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้องนั้น แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ร้องว่าประสงค์จะให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อน อันถือได้ว่าเป็นการขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 289 ก็ไม่ทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. พเยาว์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2115/2548
#113176
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏแก่ศาลเองหรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตาม มาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังแล้วแต่กรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโทษที่รอไว้ในคดีก่อนอันจะนำมาบวกกับโทษในคดีหลังนั้น ความผิดในคดีหลังจะต้องกระทำภายในระยะเวลาระหว่างรอการลงโทษตามที่คดีก่อนกำหนดไว้ คดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2547 แต่คดีนี้จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2546 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้น การกระทำความผิดของจำเลยคดีหลังนี้ จึงมิใช่กระทำภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษตามความใน ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก จะนำโทษในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับคดีนี้ไม่ได้ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 ป.อ. มาตรา 33 ริบเงินจำนวน 9,410 บาท ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 , 30 ริบเงินจำนวน 9,410 บาท ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยและไม่ลงโทษปรับ ให้บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมายนั้น สร้างปัญหาแก่ประเทศชาติทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายประการ เช่น ปัญหาทางด้านความมั่นคง ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสาธารณสุข ตลอดจนปัญหาสังคมในด้านต่าง ๆ การที่จำเลยช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมนั้น นับเป็นต้นเหตุในการก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าว ประกอบกับนอกจากคดีนี้จำเลยยังได้กระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้ในอีกคดีหนึ่ง แสดงว่าจำเลยกระทำความผิดโดยมิได้เข็ดหลาบและมิได้เกรงกลัวต่อโทษตามกฎหมาย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยสำนึกในความผิดที่ได้กระทำลงและเข็ดหลาบแล้วนั้น ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้นั้น เห็นว่า ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏแก่ศาลเองหรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังแล้วแต่กรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าโทษที่รอไว้ในคดีก่อนอันจะนำมาบวกกับโทษในคดีหลังนั้น ความผิดในคดีหลังจะต้องกระทำภายในระยะเวลาระหว่างรอการลงโทษตามที่คดีก่อนกำหนดไว้ คดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2547 ให้จำคุกจำเลย 3 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ช่วงระยะเวลารอการลงโทษคือนับแต่วันที่ 29 มกราคม 2547 ซึ่งเป็นวันพิพากษาเป็นต้นไป มีกำหนด 2 ปี แต่คดีนี้จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2546 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้น การกระทำความผิดของจำเลยคดีหลังนี้ จึงมิใช่กระทำภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษตามความใน ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก จะนำโทษในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับคดีนี้ไม่ได้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้นั้นจึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายไพทูลย์ เชิดไชย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางชุลีภรณ์ เฟื่องฟุ้ง ตรียุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2115/2548
#270005
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติ ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก กำหนดว่า โทษที่รอไว้ในคดีก่อนอันจะนำมาบวกกับโทษในคดีหลังนั้น ความผิดในคดีหลังจะต้องกระทำภายในระยะเวลาระหว่างรอการลงโทษตามที่คดีก่อนกำหนดไว้ ปรากฏว่าคดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2547 ให้จำคุกจำเลย 3 เดือนและปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ช่วงระยะเวลารอการลงโทษคือ นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2547 ซึ่งเป็นวันพิพากษาเป็นต้นไปมีกำหนด 2 ปี แต่คดีนี้จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2546 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดีก่อน การกระทำความผิดของจำเลยคดีหลังนี้จึงมิใช่กระทำภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษตามความใน ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก จะนำโทษในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับคดีนี้ไม่ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้น ที่พิพากษาลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบเงินจำนวน 9,410 บาท ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน และปรับ 15,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเงินจำนวน 9,410 บาท ของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยและไม่ลงโทษปรับ ให้บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า คนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมายนั้น สร้างปัญหาแก่ประเทศชาติทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายประการ เช่น ปัญหาทางด้านความมั่นคง ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสาธารณสุข ตลอดจนปัญหาสังคมในด้านต่าง ๆ การที่จำเลยช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมนั้น นับเป็นเหตุในการก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าว ประกอบกับนอกจากคดีนี้จำเลยยังได้กระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้ในอีกคดีหนึ่ง แสดงว่าจำเลยกระทำความผิดโดยมิได้เข็ดหลาบและมิได้เกรงกลัวต่อโทษตามกฎหมาย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยสำนึกในความผิดที่ได้กระทำลงและเข็ดหลาบแล้วนั้น ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่าภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังแล้วแต่กรณี ตามบทบัญญัติดังกล่วจะเห็นได้ว่าโทษที่รอไว้ในคดีก่อนอันจะนำมาบวกกับโทษในคดีหลังนั้น ความผิดในคดีหลังจะต้องกระทำภายในระยะเวลาระหว่างรอการลงโทษตามที่คดีก่อนกำหนดไว้ คดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2547 ให้จำคุกจำเลย 3 เดือนและปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ช่วงระยะเวลารอการลงโทษคือนับแต่วันที่ 29 มกราคม 2547 ซึ่งเป็นวันพิพากษาเป็นต้นไปมีกำหนด 2 ปี แต่คดีนี้จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2546 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดีในอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้น การกระทำความผิดของจำเลยคดีหลังนี้จึงมิใช่กระทำภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก จะนำโทษในคดีก่อนที่รอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับคดีนี้ไม่ได้ ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้นั้นจึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 117/2547 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายไพทูลย์ เชิดไชย
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2110/2548
#270094
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใดต้องถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและฐานลักทรัพย์ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ส่วนความผิดเกี่ยวกับการทำลายพยานหลักฐานไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง แม้จำเลยจะย้ายศพ จ. ผู้ตายเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายก็ตามโจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาผู้ตายก็ไม่ได้เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย พนักงานอัยการโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาทำลายพยานหลักฐานจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักในข้อหาทำลายพยานหลักฐาน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาดังกล่าวแล้วพิพากษายืนจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลล่างให้จำคุกจำเลยเกินห้าปีโจทก์จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ข้อห้ามฎีกาดังกล่าวนี้ย่อมใช้บังคับโจทก์ร่วมด้วย เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 2 (14) ได้นิยามศัพท์คำว่า "โจทก์" ไว้ว่า หมายความถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล หรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 288, 335 (1), 91, 33 ริบมอเตอร์ ปูนซีเมนต์บรรจุถุง เชือก 3 เส้น และผ้าห่ม 1 ผืน ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายสังเวียน พงษ์สิทธิผล บิดาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 288, 335 (1) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุกตลอดชีวิต ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุก 2 ปี ฐานซ่อนเร้นย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดแต่ละฐานมีกำหนด 25 ปี 1 ปี และ 6 เดือน ตามลำดับ รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 26 ปี 6 เดือน ริบมอเตอร์ ปูนซีเมนต์บรรจุถุง เชือก 3 เส้น และผ้าห่ม 1 ผืน ของกลาง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใด ก็ต้องถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและฐานลักทรัพย์ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ส่วนความผิดเกี่ยวกับการทำลายพยานหลักฐานไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง แม้จำเลยจะย้ายศพนายจีระ พงษ์สิทธิผล ผู้ตายเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายก็ตาม โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาผู้ตายก็ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายในความผิดฐานทำลายพยานหลักฐาน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย พนักงานอัยการโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาทำลายพยานหลักฐานจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอุทธรณ์ ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักในข้อหาทำลายพยานหลักฐานการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาดังกล่าวแล้วพิพากษายืน จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 โจทก์ร่วมจึงไม่อาจฎีกาข้อหาทำลายพยานหลักฐานต่อมาได้ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ให้จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ถือเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลล่างให้จำคุกจำเลยเกินห้าปี โจทก์จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ข้อห้ามฎีกาดังกล่าวนี้ย่อมใช้บังคับโจทก์ร่วมด้วย เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (14) ได้นิยามศัพท์คำว่า "โจทก์" ไว้ว่า "หมายความถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล หรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน" ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน 1 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยยังคงลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ดังนี้ ความผิดกระทงดังกล่าวต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานมิได้ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักที่สุดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายโดยไม่มีการลดโทษนั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาของโจทก์ร่วมจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมมาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เฉพาะที่พิพากษาในข้อหาทำลายพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ยกฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 199 ม. 288 ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 2 (14) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
โจทก์ร่วม — นายสังเวียน พงษ์สิทธิผล
จำเลย — นายสมหมาย เรืองเนตร
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105/2548
#269994
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการขนส่ง และมีรถบรรทุกไว้บริการลูกค้าประมาณ 10 คัน การที่ผู้ร้องได้ออกประกาศข้อบังคับให้ลูกจ้างถือปฏิบัติการบรรทุกน้ำหนักตามกำหนดนั้น ถือเป็นเรื่องภายในของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องยังจะต้องมีหน้าที่ตรวจตราโดยหาวิธีการอื่นมาควบคุมมิให้มีการบรรทุกเกินอีกด้วย มิใช่เพียงแต่ปิดประกาศข้อบังคับให้ลูกจ้างทราบแล้วปล่อยให้ลูกจ้างขับรถไปบรรทุกโดยไม่มีการควบคุมอีกชั้นหนึ่งย่อมเป็นช่องทางให้มีการบรรทุกเกินกำหนดได้โดยง่าย ซึ่งผู้ร้องย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังนั้น การที่ผู้ร้องปล่อยปละละเลยจนจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกของผู้ร้องไปบรรทุกเกินกำหนด ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้ยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลาง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว มิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลาง หมายเลขทะเบียน 70-1015 ชลบุรี วันเกิดเหตุผู้ร้องใช้ให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถยนต์ดังกล่าวไปรับจ้างบรรทุกปูนซีเมนต์ที่บริษัทจงสวัสดิ์ก่อสร้าง จำกัด เพื่อนำไปส่งให้แก่การไฟฟ้าบางขุนเทียน ปรากฏว่าปูนซีเมนต์ที่บรรทุกนั้นน้ำหนักเกินไปจากอัตราที่กำหนดไว้ 2,970 กิโลกรม อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาลงโทษจำเลยและริบรถยนต์บรรทุกของกลาง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ทางการไต่สวนผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องได้ออกประกาศและข้อบังคับให้ลูกจ้างทุกคนทราบและปฏิบัติตามในเรื่องการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถบรรทุกให้บรรทุกน้ำหนักตามกำหนด ซึ่งจำเลยก็ได้รับทราบประกาศดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยฝ่าฝืนกระทำความผิดจึงต้องถูกลงโทษตัดเงินเดือนและให้พักงาน ในที่สุดจำเลยได้ลาออกจากงานไป การบรรทุกสินค้าครั้งนี้ผู้ร้องและลูกค้าที่ว่าจ้างได้ตกลงราคาว่าจ้างกันเป็นรายเที่ยว ๆ ละ 3,000 บาท เห็นว่า ผู้ร้องเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการขนส่งและมีรถบรรทุกไว้บริการลูกค้าประมาณ 10 คัน การที่ผู้ร้องได้ออกประกาศข้อบังคับให้ลูกจ้างได้ถือปฏิบัติการบรรทุกน้ำหนักตามกำหนดนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ดี ประกาศและข้อบังคับดังกล่าวเป็นเรื่องภายในของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องยังจะต้องมีหน้าที่ตรวจตราโดยหาวิธีการอื่นมาควบคุมมิให้มีการบรรทุกเกินอีกด้วย มิใช่เพียงแต่ปิดประกาศข้อบังคับให้ลูกจ้างทราบเท่านั้น แล้วปล่อยให้ลูกจ้างขับรถไปบรรทุกโดยไม่มีการควบคุมอีกชั้นหนึ่งย่อมเป็นช่องทางให้มีการบรรทุกเกินกำหนดได้โดยง่าย ซึ่งผู้ร้องย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังนั้น การที่ผู้ร้องปล่อยปละละเลยเช่นนี้จนจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกของกลางไปบรรทุกเกินกำหนดดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 61 ม. 73 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — บริษัทเพลินพานิช จำกัด
จำเลย — นายศรีระศักดิ์ เสนาะเสียง
ชื่อองค์คณะ
คมวุฒ บุรีธนวัต
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2095/2548
#269972
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ยกเลิกการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาคำขอแก้ไขแผน ถือว่าเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ เมื่อผู้ร้องมิได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/79 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2542 และตั้งบริษัทไทยมุ้ย แอนด์ แอสโซซิเอท จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลมี่คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2544 โดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน ต่อมาผู้บริหารแผนยื่นคำร้องขอแก้ไขแผนเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2545 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผนในวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 เวลา 9.30 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัด ผู้ร้องไปถึงสถานที่ประชุมเจ้าหนี้เวลา 10.25 นาฬิกา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เลื่อนการประชุม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งยกคำร้องและให้ดำเนินการประชุมเจ้าหนี้ต่อไป ผลการประชุมเจ้าหนี้ปรากฏว่าที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับข้อเสนอขอแก้ไขแผน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กระทำการนับคะแนนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิในการลงคะแนน ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการประชุมเจ้าหนี้และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาข้อเสนอขอแก้ไขแผนใหม่

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจศาลมีคำสั่งยกเลิกการประชุมเจ้าหนี้ จึงให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการที่แก้ไข

ระหว่างระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนผู้ร้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาต

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "การพิจารณาว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นอุทธรณ์หรือไม่ จะต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการยื่นอุทธรณ์ คดีนี้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2545 ซึ่งกรณีของคำร้องนั้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง (เดิม) บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มละลายในคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้รวมถึงคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีดังกล่าว ให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" และพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/79 (เดิม) บัญญัติว่า "ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ เว้นแต่ ...(4) คำสั่งอื่นใดที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจ แล้วแต่กรณี เห็นว่ามีเหตุอันสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ..." การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ยกเลิกการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาคำขอแก้ไขแผน ถือว่าเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ เมื่อผู้ร้องมิได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/79 (เดิม) ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้นเป็นการไม่ชอบ และศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีกรณีจำต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 (เดิม) แต่อย่างใด"

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 วรรคหนึ่ง (เดิม)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/79 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้องขอ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
โดยธนาคารนครหลวงไทย จำกัด
ผู้ร้อง — (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิ
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ลูกหนี้ — บริษัทอุตสาหกรรมท่อสตีมเหล็กกล้า จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2094/2548
#269880
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ มีใจความว่า จำเลยทั้งสองยินยอมผ่อนชำระต้นเงินตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้และในคดีอื่น ๆ อีก 7 คดี เป็นต้นเงินรวม 15,633,063.59 บาท โดยตกลงผ่อนชำระเป็นงวด ๆ รวม 47 งวด พร้อมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับโดยผ่อนชำระ 4 งวด และโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวด หากจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามบันทึกนี้ครบถ้วนแล้ว โจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และคดีอื่น ๆ เป็นคดีไป แต่หากจำเลยทั้งสองผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อยกคดีที่จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระต้นเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ขึ้นพิจารณาคดีต่อไป ดังนี้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในแต่ละคดีเท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองจะต้องผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยในแต่ละคดีจนครบจำนวนที่ตกลงกัน โจทก์จึงจะถือว่าเป็นการระงับคดีอาญาแต่ละคดีอันเป็นเงื่อนไขที่โจทก์จะปฏิบัติในภายหน้า และตามบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ก็ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าโจทก์ตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองทันทีแต่อย่างใด จึงไม่มีผลเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง หนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้นั้นย่อมไม่สิ้นผลผูกพันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปและพิพากษายกฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ก็เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นไปตามลำดับศาล เพราะผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองตามลำดับอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ กรณีจึงเป็นการใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) โดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด สาขากำแพงแสน จำนวน 5 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกและหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่สามารถเรียกเงินตามเช็คทุกฉบับดังกล่าวได้ เพราะมีคำสั่งให้ระงับการจ่าย โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 90, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ระหว่างการพิจารณา จำเลยทั้งสองกับโจทก์ตกลงทำบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ลงวันที่ 11 มีนาคม 2541 มีใจความสำคัญว่า จำเลยทั้งสองตกลงยินยอมผ่อนชำระต้นเงินตามเช็คพิพาทในคดีนี้และคดีอื่นรวม 8 คดี จำนวนเงิน 15,633,063.59 บาท เป็นงวด ๆ รวม 47 งวด เริ่มงวดแรกวันที่ 10 เมษายน 2541 และทุกวันที่ 10 ของเดือนถัด ๆ ไปจนกว่าจะครบถ้วน และจำเลยทั้งสองยินยอมผ่อนชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินตามเช็คในแต่ละคดีในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์เป็นเวลา 4 งวด เมื่อจำเลยทั้งสองชำระต้นเงินตามเช็คแต่ละคดีครบถ้วนแล้ว โจทก์จะถอนฟ้องคดีอาญา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2541 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองยินยอมผ่อนชำระต้นเงินตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้และในคดีอื่น ๆ อีก 7 คดี เป็นต้นเงินรวม 15,633,063.59 บาท โดยตกลงผ่อนชำระเป็นงวดๆ รวม 47 งวด พร้อมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับโดยผ่อนชำระ 4 งวด และโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวด หากจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามบันทึกนี้ครบถ้วนแล้ว โจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และคดีอื่น ๆ เป็นคดีไป แต่หากจำเลยทั้งสองผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งจำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อยกคดีที่จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระต้นเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ขึ้นพิจารณาคดีต่อไป เห็นได้ว่า เป็นข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในแต่ละคดีเท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองจะต้องผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยในแต่ละคดีจนครบจำนวนตามที่ตกลงกันดังกล่าว โจทก์จึงจะถือว่าเป็นการระงับคดีอาญาแต่ละคดีอันเป็นเงื่อนไขที่โจทก์จะปฏิบัติในภายหน้า และตามบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับดังกล่าว ก็ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าโจทก์ตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองทันทีแต่อย่างใด จึงไม่มีผลเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าว หนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้นั้นย่อมไม่สิ้นผลผูกพันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างสนับสนุนฎีกาของจำเลยทั้งสองนั้น เป็นกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความใช้เงินตามเช็คพิพาทในคดีแพ่งและศาลได้พิพากษาคดีตามยอมแล้ว จึงมีผลทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้สละนั้นระงับสิ้นไป โจทก์คงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คได้อีกซึ่งต่างจากคดีนี้ เนื่องจากบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ในคดีนี้ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) จะต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าสิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับ และจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพแล้วเช่นนี้ ศาลฎีกาชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองต่อไปและนับโทษต่อจากคดีอาญาอื่น ๆ ตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปและพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ก็เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นไปตามลำดับศาล เพราะผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองตามลำดับอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ จึงเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 208 (2)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสวีเดนขนส่ง จำกัด
บริษัท ซี. เอ ทรานสปอร์ตและ
จำเลย — การพาณิชย์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2084/2548
#269879
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง อันเป็นการดำเนินการตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 30 (2) แล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าว จึงอาจถูกเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนโดยคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลได้ ดังนั้น หนี้ค่าภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่โจทก์นำมาฟ้อง จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่ เพียงใด ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าภาษีอากรจำนวน 529,039.92 บาท และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร จากยอดเงิน 509,750 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 97 บาท แก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมาวันที่ 27 ตุลาคม 2543 จำเลยที่ 3 ได้ออกจากการเป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เข้าเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 เจ้าพนักงานของโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงินรวม 105,700 บาท กับให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สำหรับเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2538 และเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม 2538 เป็นเงินรวม 507,661 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ลดภาษีที่เรียกเก็บตามการประเมินโดยคงเหลือเรียกเก็บเป็นเงินภาษี 39.04 บาท เบี้ยปรับ 19.52 บาท และเงินเพิ่ม 31.04 บาท รวมเป็นเงิน 89 บาท ส่วนกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มให้ยกอุทธรณ์ เนื่องจากเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว หลังจากได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2538 และเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม 2538 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 176/2545 ของศาลภาษีอากรกลาง ขณะคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้เนื่องจากจำเลยทั้งสามยังมิได้ชำระภาษีตามการประเมิน คดีมีปัญญาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในกรณีการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2538 และเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม 2538 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในการประเมินและคำวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 176/2545 อันเป็นการดำเนินการตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 30 (2) แล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวอาจถูกเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนโดยคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลได้ ดังนั้น หนี้ค่าภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ จึงเป็นหนี้ที่ยังไม่แน่นอนว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่ เพียงใด ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควาแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่มมานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ป.รัษฎากร ม. 30 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดวนาทองพาณิชย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2080/2548
#270640
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 112 จัตวา วรรคสาม กำหนดให้เงินเพิ่มถือเป็นเงินอากร และตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 89/2 กำหนดให้เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มดังกล่าวจึงมิใช่ดอกเบี้ยหรือค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง และมาตราดังกล่าวก็มิใช่บทกฎหมายใกล้เคียงที่จะนำมาปรับใช้แก่คดีนี้ โจทก์จึงไม่อาจนำเงินค้ำประกันมาหักชำระหนี้เงินเพิ่มก่อน กรณีเป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย หนี้ถึงกำหนดชำระพร้อมกันหนี้สินรายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้ย่อมได้รับการปลดเปลื้องไปก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง โจทก์ต้องนำเงินค้ำประกันมาชำระค่าอากร และภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินอากรขาเข้า เงินเพิ่มอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงิน 455,676.90 บาท แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของเงินค่าอากรค้างชำระจำนวน 104,590 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเพิ่มค่าอากรและเงินเพิ่มค่าภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินรวม 389,834 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เจ้าพนักงานของโจทก์ที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินให้จำเลยชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเงินเพิ่ม แต่จำเลยมิได้นำเงินมาชำระ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงนำเงินจำนวน 885,000 บาท มาชำระให้โจทก์ที่ 1 เมื่อหักชำระเงินภาษีอากรและเงินเพิ่มแล้ว จำเลยยังค้างชำระเงินอากรขาเข้าจำนวน 104,590 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 285,244 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ละจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินที่ผู้ค้ำประกันนำมาชำระไปหักหนี้ค่าภาษีก่อนเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า เงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคสาม ให้ถือเป็นเงินอากรและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89/2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้ถือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มดังกล่าวจึงมิใช่ดอกเบี้ยหรือค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ทั้งบทมาตราดังกล่าวหาใช่บทกฎหมายใกล้เคียงที่จะนำมาปรับใช้แก่คดีนี้ดังที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ไม่ โจทก์ทั้งสองไม่อาจนำเงินที่ผู้ค้ำประกันชำระมาหักชำระหนี้เงินเพิ่มค่าภาษีก่อน กรณีเป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย หนี้ถึงกำหนดชำระพร้อมกัน หนี้สินรายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้ย่อมได้รับปลดเปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินประกันมาชำระค่าอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง ม. 328 ม. 329
ป.รัษฎากร ม. 89/2
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
บริษัทพรีเชียสเอ็นจิเนียริ่ง
จำเลย — เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2079/2548
#270485
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำเข้าสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น โดยสำแดงว่าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกภายใน 1 ปี และขอวางหนังสือค้ำประกันการชำระค่าอากรขาเข้า เมื่อครบกำหนดจำเลยมิได้นำสินค้ามาผลิตเพื่อส่งออก โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินค่าอากรมาชำระแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงทวงถามไปยังธนาคาร ก. ผู้ค้ำประกันการชำระค่าอากรขาเข้าของจำเลย ซึ่งธนาคารได้นำเงินมาชำระตามที่ได้ค้ำประกันไว้ ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจพบว่าสินค้ามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากที่จำเลยสำแดงไว้ในใบขนสินค้า จึงคำนวณค่าภาษีอากรใหม่พร้อมเงินเพิ่มแต่การที่โจทก์นำเงินค้ำประกันไปหักชำระเงินเพิ่มก่อนนั้นไม่ชอบ เพราะเงินเพิ่มตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 112 จัตวา มิใช่ดอกเบี้ยหรือค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง กรณีนี้เป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระพร้อมกัน หนี้ค่าอากรเป็นรายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้ เพราะมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมาย ต้องได้รับปลดเปลื้องไปก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มจำนวน 786,765.90 บาท แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของอากรขาเข้าที่ต้องชำระเพิ่มจำนวน 690,145.53 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 690,145.53 บาท แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยนำเข้าสินค้าเคมีภัณฑ์เมททิล เมททาครีเลท จากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาในราชอาณาจักรทางเรือ โดยสำแดงว่าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า และจำเลยได้แสดงความจำนงขอคืนภาษีอากรเจ้าพนักงานของโจทก์พอใจราคาสินค้าที่จำเลยสำแดง จึงให้จำเลยวางเงินประกันค่าภาษีอากร จำเลยได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด มาวางค้ำประกันการชำระค่าอากรขาเข้า ครั้นเมื่อครบกำหนด 1 ปี จำเลยมิได้นำสินค้ามาผลิตเพื่อส่งออก โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินมาชำระแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงทวงถามไปยังธนาคารกรุงไทย จำกัด ธนาคารได้นำเงินมาชำระตามที่ได้ค้ำประกัน ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ได้ตรวจพบว่าสินค้ามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเจ้าพนักงานของโจทก์จึงคำนวณค่าภาษีอากรใหม่พร้อมเงินเพิ่ม โจทก์นำเงินค้ำประกันไปหักชำระเงินเพิ่มก่อน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินที่ผู้ค้ำกันนำมาชำระไปหักชำระหนี้ค่าอากรก่อน เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า เงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา มิใช่ดอกเบี้ยหรือค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ทั้งบทมาตราดังกล่าวหาใช่บทกฎหมายที่ใกล้เคียงที่จะนำมาปรับใช้แก่คดีนี้ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ โจทก์ไม่อาจนำเงินที่ผู้ค้ำประกันชำระมาหักชำระหนี้เงินเพิ่มค่าอากรก่อน กรณีนี้เป็นเรื่องลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย หนี้ถึงกำหนดชำระพร้อมกัน หนี้ค่าอากรเป็นรายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้ เพราะมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมาย ย่อมได้รับปลดเปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินประกันมาชำระค่าอากรก่อนชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328 วรรคสอง ม. 329 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทไทยเพลกซี่กลาส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2548
#113219
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 52) กำหนดให้เงินได้ที่ลูกจ้างได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกรณีเกษียณอายุที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องเข้าหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ ประการแรก เงินได้นั้นลูกจ้างต้องได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกรณีเกษียณอายุ ประการที่สอง ลูกจ้างมีอายุขณะเกษียณอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ประการที่สาม ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในระหว่างวันที่ 13 กันยายน 2537 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2538 และได้ออกจากงานเพราะเกษียณอายุก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2543 ซึ่งมีระยะเวลาทำงานให้แก่นายจ้างก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่า 5 ปี เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามคู่มือพนักงานซึ่งถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ระบุเกี่ยวกับการเกษียณอายุของพนักงานไว้ 2 กรณี กรณีแรก พนักงานจะเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ กรณีที่สอง บริษัทอาจอนุญาตให้พนักงานเกษียณอายุก่อนครบ 60 ปีบริบูรณ์ได้ โดยมีเงื่อนไข คือ บริษัทกับพนักงานต้องมีข้อตกลงเป็นข้อตกลงเป็นหนังสือ พนักงานที่ขอเกษียณต้องมีอายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และพนักงานผู้ขอเกษียณอายุต้องมีอายุการทำงานอย่างน้อย 15 ปี เมื่อโจทก์ทำหนังสือขอเกษียณอายุและบริษัทอนุมัติให้โจทก์เกษียณอายุก่อนกำหนด ถือได้ว่าโจทก์กับบริษัทมีข้อตกลงเป็นหนังสือ เมื่อโจทก์เข้าทำงานมาแล้วมีอายุการทำงาน 18 ปีเศษ อีกทั้งโจทก์เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในระหว่างระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงเข้าหลักเกณฑ์ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไป จนถึงวันที่เจ้าพนักงานสรรพากรลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2540 เลขที่ 005300/0/107287 ลงวันที่ 16 มกราคม 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.4)/37/2545 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2545 โดยไม่นำเงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 2,022,626.87 บาท รวมคำนวณเพื่อเสียภาษี ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรจำนวน 10,241.31 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินจำนวนภาษีอากรดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยรับผิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ ป.รัษฎากร มาตรา 42 บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้?(17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง" ซึ่งกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 บัญญัติว่า "ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร? (36) เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ทั้งนี้ ตามเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด"

อธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 80) กำหนดไว้ความว่า "ข้อ 1 เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ ดังนี้

(1) กรณีเกษียณอายุ ลูกจ้างผู้นั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ และ

(ก) เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือ

(ข) เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในระหว่างวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2537 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 และได้ออกจากงานเพราะเกษียณอายุก่อนวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2543 ซึ่งมีระยะเวลาที่ทำงานกับนายจ้างนั้นก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่า 5 ปี" เห็นว่า เงินได้ที่ลูกจ้างได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกรณีเกษียณอายุที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามบทบัญญัติดังกล่าว ต้องเข้าหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ ประการแรก เงินได้นั้นลูกจ้างต้องได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกรณีเกษียณอายุ ประการที่สอง ลูกจ้างมีอายุขณะเกษียณอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ประการที่สาม ลูกจ้างเข้าไปเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในระหว่างวันที่ 13 กันยายน 2537 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2538 และได้ออกจากงานเพราะเกษียณอายุก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2543 ซึ่งมีระยะเวลาทำงานให้แก่นายจ้างก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่า 5 ปี คดีนี้โจทก์ได้รับเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเนื่องจากออกจากงานกรณีเกษียณอายุก่อนกำหนด ปัญหาว่า การขอเกษียณอายุก่อนกำหนดนั้นเป็นการเกษียณอายุตามหลักเกณฑ์ประการแรกหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้คำนิยามศัพท์คำว่าเกษียณอายุไว้จึงต้องแปลความหมายตามพจนานุกรมว่า ครบกำหนดอายุรับราชการ, สิ้นกำหนดเวลารับราชการหรือการทำงาน การครบหรือสิ้นกำหนดการทำงานจึงหมายถึงการที่นายจ้างให้พนักงานลูกจ้างออกจากงานเนื่องจากสูงอายุตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างด้วย คดีนี้บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ที่โจทก์ทำงานอยู่มีคู่มือพนักงานอันเป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ระบุในข้อ 12.6 เกี่ยวกับการเกษียณอายุของพนักงานไว้ 2 กรณี กรณีแรก พนักงานจะเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ กรณีที่สองบริษัทอาจอนุญาตให้พนักงานเกษียณอายุก่อนครบ 60 ปีบริบูรณ์ได้ โดยมีเงื่อนไขสามประการ คือ ประการแรก บริษัทกับพนักงานต้องมีข้อตกลงเป็นหนังสือ ประการที่สอง พนักงานที่ขอเกษียณอายุต้องมีอายุครบ 50 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป และประการที่สาม พนักงานผู้ขอเกษียณอายุต้องมีอายุการทำงานอย่างน้อย 15 ปี โจทก์ได้ทำหนังสือขอเกษียณอายุและบริษัทได้อนุมัติให้โจทก์เกษียณอายุก่อนกำหนด ถือได้ว่าโจทก์กับบริษัทมีข้อตกลงในการเกษียณอายุก่อนกำหนดเป็นหนังสือ และข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เข้าทำงานที่บริษัทเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2522 พ้นจากการเป็นพนักงานเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ขณะที่โจทก์มีอายุ 56 ปีเศษ มีอายุงาน 18 ปีเศษ ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ทั้งสามประการตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จึงถือเป็นการเกษียณอายุตามข้อตกลงแล้ว การที่โจทก์ได้รับเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในขณะที่โจทก์เกษียณอายุโจทก์มีอายุ 56 ปีเศษ ซึ่งมีอายุครบ 55 ปีขึ้นไป แม้โจทก์เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2538 และโจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานของบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ด้วยการเกษียณอายุเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ซึ่งขณะที่โจทก์เกษียณอายุโจทก์ยังเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ครบ 5 ปี แต่โจทก์ได้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ในระหว่างวันที่ 13 กันยายน 2537 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2538 และได้ออกจากงานเพราะเกษียณอายุก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2543 ซึ่งมีระยะเวลาทำงานกับนายจ้างนั้นก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่า 15 ปี ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์สามประการที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์และเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาทแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 42 (17)
กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ม. 2 (36)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ แก้วดวงเทียน
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2077/2548
#268264
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เข้าทำงานเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2522 พ้นจากการเป็นพนักงานเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ขณะที่มีอายุ 56 ปีเศษ มีอายุงาน 18 ปีเศษ ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทนายจ้าง จึงถือเป็นการเกษียณอายุตามข้อตกลงแล้ว โจทก์ได้รับเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยชีพ โดยขณะที่เกษียณอายุโจทก์มีอายุครบ 55 ปีขึ้นไป แม้โจทก์เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2538 และพ้นจากการเป็นพนักงานด้วยการเกษียณอายุเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ซึ่งโจทก์ยังเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ครบ 5 ปี แต่ได้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในระหว่างวันที่ 13 กันยนยน 2537 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2538 และได้ออกจากงานเพราะเกษียณอายุก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2543 ซึ่งมีระยะเวลาทำงานกับนายจ้างก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่า 5 ปี จึงเข้าหลักเกณฑ์สามประการที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวีธีการสำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพหรือตาย แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 80) ข้อ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานประจำของบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2522 โจทก์ได้ทำหนังสือถึงบริษัทดังกล่าวขอเกษียณอายุก่อนครบ 60 ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทที่กำหนดให้พนักงานของบริษัทเกษียณอายุก่อนครบ 60 ปีบริบูรณ์ได้ เมื่อพนักงานมีอายุครบ 50 ปีบริบูรณ์และมีอายุการทำงานอย่างน้อย 15 ปี โจทก์มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับ ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้อนุมัติตามคำขอของโจทก์ให้มีผลในการเกษียณอายุตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2540 จำเลยเป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2544 จำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปีภาษี 2540 โดยให้โจทก์ชำระภาษีที่ยังชำระขาดจำนวน 103,056.13 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงเดือนมกราคม 2544 จำนวน 52,558.16 บาท รวมเป็นเงิน 155,614 บาท เนื่องจากโจทก์มิได้นำเงินได้จากการออกงานมารวมคำนวณ และเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่เข้าเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 80) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการสำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตายเป็นการออกโดยลาออกก่อนเกษียณ โจทก์เห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์มิได้ลาออกจากงานแต่เป็นการออกจากงานเพราะเกษียณอายุ จึงอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่ได้รับแจ้งให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เพราะการประเมินของเจ้าพนักงานผู้ประเมินถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์เห็นว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายกายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2540 ถูกต้องครบถ้วนทุกประการแล้ว กล่าวคือ ตามแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 90 รายการที่หนึ่งเป็นเงินได้จากการทำงานสี่เดือนสุดท้าย เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน และเงินชดเชยพิเศษเนื่องจากการขอเกษียณอายุ ซึ่งโจทก์ได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว จึงไม่มีภาษีที่ชำระขาดและเงินเพิ่มตามที่จำเลยแจ้งการประเมิน รายการที่สองเป็นเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งโจทก์ได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว จึงไม่มีภาษีที่จะชำระขาดและเงินเพิ่มตามที่จำเลยแจ้งการประเมิน รายการที่สองนี้เป็นเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งโจทก์ถูกบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด (มหาชน) หักภาษี ณ ที่จ่ายไปจำนวน 134,662.69 บาท โดยที่โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีจากการเกษียณอายุของโจทก์ตามข้อ 2 (36) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรและประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ สำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย เพราะขณะเกษียณอายุโจทก์มีอายุ 56 ปีเศษ และโจทก์เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2538 ซึ่งมีระยะเวลาทำงานก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยโจทก์มีระยะเวลาทำงานกับบริษัทมานานถึง 18 ปีเศษ จำเลยจึงต้องคืนเงินที่โจทก์ถูกหักภาษีดังกล่าวให้แก่โจทก์ และรายการที่สามเป็นเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารและเงินปันผลจากบริษัทจดทะเบียนเป็นจำนวน 15,347.98 บาท และจำนวน 113,490.50 บาท นอกจากนี้ยังมีรายการที่โจทก์ขอเครดิตภาษีจำนวน 52,083.27 บาท รวมเป็นเงินภาษีที่โจทก์ขอคืนจำนวน 186,745.96 บาท ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนถึงวันที่เจ้าพนักงานสรรพากรลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน

จำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่มีภาษีที่ต้องคืนให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2540 เลขที่ 005300/0/107287 ลงวันที่ 16 มกราคม 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.4)/37/2545 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2545 โดยไม่นำเงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 2,022,626.87 บาท รวมคำนวณเพื่อเสียภาษี ให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรจำนวน 10,241.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินจำนวนภาษีอากรดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยรับผิดตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า เงินได้ที่โจทก์ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ ประมวลรัษฎากร มาตรา 42 บัญญัติว่า "เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้...

(17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง" ซึ่งกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 บัญญัติว่า "ให้กำหนดเงินได้ต่อไปนี้เป็นเงินได้ตาม (17) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร... (36) เงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด"

อธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 52) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการสำหรับกรณีลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 80) กำหนดไว้ความว่า "ข้อ 1 เงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการดังนี้

(1) กรณีเกษียณ ลูกจ้างผู้นั้นต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ และ

(ก) เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่

น้อยกว่า 5 ปี หรือ

(ข) เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในระหว่างวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2537 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2538 และได้ออกจากงานเพราะเกษียณอายุก่อนวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2543 ซึ่งมีระยะเวลาที่ทำงานกับนายจ้างนั้นก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่า 5 ปี" เห็นว่าเงินได้ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกรณีเกษียณอายุที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามบทบัญญัติดังกล่าว ต้องเข้าหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ ประการแรกเงินได้นั้นลูกจ้างต้องได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกรณีเกษียณอายุ ประการที่สอง ลูกจ้างมีอายุขณะเกษียณอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ประการที่สาม ลูกจ้างเข้าไปเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในระหว่างวันที่ 13 กันยนยน 2537 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2538 และได้ออกจากงานเพราะเกษียณอายุก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2543 ซึ่งมีระยะเวลาทำงานให้แก่นายจ้างก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่า 5 ปี คดีนี้โจทก์ได้รับเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเนื่องจากออกจากงานกรณีเกษียณอายุก่อนกำหนด ปัญหาว่า การขอเกษียณอายุก่อนกำหนดนั้นเป็นการเกษียณอายุตามหลักเกณฑ์ประการแรกหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้คำนิยามศัพท์คำว่า เกษียณอายุไว้ จึงต้องแปลความหมายตามพจนานุกรมว่า ครบกำหนดอายุรับราชการ สิ้นกำหนดเวลารับราชการหรือการทำงาน การครบหรือสิ้นกำหนดการทำงานจึงหมายถึงการที่นายจ้างให้พนักงานลูกจ้างออกจากงานเนื่องจากสูงอายุตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างด้วย คดีนี้ บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ที่โจทก์ทำงานอยู่มีคู่มือพนักงานอันเป็นระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ระบุในข้อ 12.6 เกี่ยวกับการเกษียณอายุของพนักงานไว้ 2 กรณี กรณีแรก พนักงานจะเกษียณอายุเมื่อครบ 60 ปีบริบูรณ์ กรณีที่สองบริษัทอาจอนุญาตให้พนักงานเกษียณอายุก่อนครบ 60 ปีบริบูรณ์ได้ โดยมีเงื่อนไขสามประการ คือ ประการแรก บริษัทกับพนักงานต้องมีข้อตกลงเป็นหนังสือ ประการที่สอง พนักงานที่ขอเกษียณอายุต้องมีอายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และประการที่สาม พนักงานผู้ขอเกษียณอายุต้องมีอายุการทำงานอย่างน้อย 15 ปี โจทก์ได้ทำหนังสือขอเกษียณอายุและบริษัทได้อนุมัติให้โจทก์เกษียณอายุก่อนกำหนดตามเอกสารหมาย ล.1 ล.2 และ ล.3 ถือได้ว่าโจทก์กับบริษัทมีข้อตกลงในการเกษียณอายุก่อนกำหนดเป็นหนังสือ และข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางสุชาลา เทพบุตร รองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ว่า โจทก์เข้าทำงานที่บริษัทเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2522 พ้นจากการเป็นพนักงานเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ขณะที่โจทก์มีอายุ 56 ปีเศษ มีอายุงาน 18 ปีเศษ ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ทั้งสามประการตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เอกสารหมาย จ.1 จึงถือเป็นการเกษียณอายุตามข้อตกลงแล้ว การที่โจทก์ได้รับเงินได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในขณะที่โจทก์เกษียณอายุ โจทก์มีอายุ 56 ปีเศษ ซึ่งมีอายุครบ 55 ปีขึ้นไป แม้โจทก์เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2538 และโจทก์พ้นจากการเป็นพนักงานของบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ด้วยการเกษียณอายุเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2540 ซึ่งขณะที่โจทก์เกษียณอายุโจทก์ยังเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ครบ 5 ปี แต่โจทก์ได้เข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด ในระหว่างวันที่ 13 กันยายน 2537 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2538 และได้ออกจากงานเพราะเกษียณอายุก่อนวันที่ 2 ธันวาคม 2543 ซึ่งมีระยะเวลาทำงานกับนายจ้างนั้นก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์สามประการที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์และเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรร์ 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ แก้วดวงเทียน
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2076/2548
#113167
เปิดฉบับเต็ม

ที่ผู้ร้องอ้างว่าเหตุที่ไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์และไม่ได้ขอขยายระยะเวลาฟ้องคดีภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เป็นเพราะไม่ได้รับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เนื่องจาก ส. คนงานของผู้ร้องลงชื่อรับไว้แทนแต่หลงลืมและเดินทางกลับต่างจังหวัดจึงไม่ได้นำมามอบให้แก่ผู้ร้องภายในระยะเวลาที่ผู้ร้องสามารถยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางได้นั้น ไม่ใช่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องคดีลงวันที่ 24 ตุลาคม 2546 และคำแถลงลงวันที่ 27 ตุลาคม 2546 ว่า เมื่อประมาณปี 2537 ผู้ร้องซื้อที่ดินจากนายสมพงษ์ โดยกู้เงินจากธนาคารมหานคร 250,000,000 บาท (รวมดอกเบี้ย) กำหนดชำระคืนภายใน 3 ปี และผู้ร้องได้ลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจให้ธนาคารไว้เพื่อจำหน่ายจ่ายโอนได้เมื่อครบกำหนดตามสัญญา ต่อมาธนาคารได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญาจำนองโดยผู้ร้องไม่ทราบเรื่อง หลังจากนั้นผู้ร้องได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2545 จากกรมสรรพากร แจ้งให้ชำระภาษีอันเกิดจากการโอนที่ดินดังกล่าวเพื่อชำระหนี้จำนองแก่ธนาคารคิดเป็นภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 44,212,928.76 บาท เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545 ผู้ร้องได้ยื่นอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยืนตามการประเมิน โดยลดเบี้ยปรับให้คงเหลือภาษีที่เรียกเก็บเป็นเงิน 21,539,631.96 บาท คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวถูกส่งให้แก่ผู้ร้องทางไปรษณีย์ตอบรับ ณ ภูมิลำเนาของผู้ร้อง แต่ในขณะนั้นผู้ร้องไปปฏิบัติงาน ณ ที่ทำการบริษัทฯ จึงไม่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ด้วยตนเอง แต่นางสาวสินคนงานของผู้ร้องรับไว้แทน ผู้ร้องไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวและประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง เหตุที่ผู้ร้องไม่สามารถนำคดีมายื่นฟ้องได้ทันภายในกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เนื่องจากเพิ่งทราบจากนางสาวสินเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2546 อันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยประการใด ๆ มิได้เป็นความตั้งใจหรือเจตนาจะทำให้ล่าช้าแต่อย่างใด ขอขยายระยะเวลาฟ้องคดีออกไปมีกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2546

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ผู้ร้องทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับและผู้ร้องได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2546 โดยนางสาวสินคนงานของผู้ร้องเป็นผู้รับ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) บัญญัติให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ดังนั้น ผู้ร้องจึงต้องอุทธรณ์ต่อศาลหรือฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวภายในวันที่ 12 ตุลาคม 2546 หากมีพฤติการณ์พิเศษเป็นเหตุให้ผู้ร้องไม่สามารถอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาต่อศาลก่อนระยะเวลาดังกล่าวสิ้นสุดลง เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ที่ผู้ร้องอ้างว่าเหตุที่ผู้ร้องไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และเหตุที่ผู้ร้องไม่ได้ขอขยายระยะเวลาฟ้องคดีภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเป็นเพราะผู้ร้องไม่ได้รับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เนื่องจากนางสาวสินเป็นผู้ลงชื่อรับไว้แทนแต่หลงลืมและเดินทางกลับต่างจังหวัดจึงไม่ได้นำมามอบให้แก่ผู้ร้องภายในกำหนดระยะเวลาที่ผู้ร้องสามารถยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางได้ ถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย นั้น เห็นว่า พฤติการณ์ตามอุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวหาใช่กรณีมีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ไม่ ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.รัษฎากร ม. 30 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางพนมวรรณ พิพรพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2074 -ที่ 2075/2548
#267991
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างที่โจทก์ขายที่ดินพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้ว โดยในมาตรา 3 (5) กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเป็นการขายอสังริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนบุคคลที่เป็นผู้ขายและมีหน้าที่เสียภาษีนั้น หมายถึงบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 91/1 วรรคสอง ประกอบมาตรา 77/1 คือบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลหรือนิติบุคคล การขายที่ดินที่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดามีไว้ในการประกอบกิจการจึงเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรซึ่งตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว แม้ภายหลังจะมีพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ออกมาบังคับใช้แทนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ก็ไม่มีผลลบล้างการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับเดิมที่มีผลสมบูรณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ภาษีธุรกิจเฉพาะอันเกิดจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากเงินได้พึงประเมินของผู้ประกอบธุรกิจเฉพาะนั้นๆ โดยผู้ประกอบกิจการจะต้องไปยื่นชำระภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของโจทก์ที่จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เมื่อโจทก์เพิกเฉยไม่ทำหน้าที่ตามบทกฎหมายกำหนดไว้จนกระทั่งกรมสรรพากรจำเลยได้รับรายงานการซื้อขายที่ดินดังกล่าวจากกรมที่ดินและทำการตรวจสอบประเมินภาษีในภายหลัง โจทก์จะกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของจำเลยไม่ได้ จึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลภาษีอากรกลางสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกนายสุพจน์ มโนมัยพันธุ์ ว่าโจทก์ที่ 1 เรียกนางสุณี มโนมัยพันธุ์ ว่าโจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า ระหว่างปี 2520 ถึง 2531 โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 69713 ถึง 69718, 69707 ถึง 69710, 2852 และ 2835 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ส่วนโจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 69706, 69711, 69712, 69719 และ 69720 ในท้องที่เดียวกันกับโจทก์ที่ 1 ระหว่างปี 2520 ถึง 2527 โจทก์ทั้งสองขายที่ดินดังกล่าวแก่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540 ในราคา 242,000,000 บาท และ 28,000,000 บาท โดยหักภาษีเงินได้และเสียอากรแสตมป์ครบถ้วนแล้ว ครั้นวันที่ 23 มิถุนายน 2543 จำเลยแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีกันยายน 2540 ให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น 31,637,960.83 บาท และแจ้งการประเมินภาษีประเภทเดียวกันในเดือนภาษีเดือนเดียวกันให้โจทก์ที่ 2 ชำระค่าภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่น 5,348,981.30 บาท ทั้งที่โจทก์ทั้งสองมิได้ขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีไว้ในการประกอบกิจการตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 และมิเป็นนิติบุคคลตามความมุ่งหมายของพระราชกฤษฎีกาฉบับนั้น แม้โจทก์ที่ 1 จะค้าขายขี้เลื่อยและเศษไม้ แต่ก็เป็นการซื้อจากโรงเลื่อยและขายตรงแก่ลูกค้ามิได้เก็บไว้บนที่ดินทั้ง 17 แปลง นั้น หากมีเศษเหลือก็คงเก็บไว้บนรถยนต์บรรทุกที่จอดอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 69716 ถึง 69718 ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งใช้เป็นที่ปลูกบ้านอยู่อาศัยเท่านั้น ส่วนที่ดินอีก 9 แปลง รวมทั้งที่ดิน 5 แปลง ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งซื้อมาเพื่อเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทนั้นยังคงว่างเปล่ามิได้มีการปรับปรุง พัฒนาแบ่งแยกโฉนด หรือใช้ในการประกอบกิจการ ทั้งยังเป็นการขายหลังจากได้ที่ดินแต่ละแปลงมาเกินกว่า 5 ปี แล้วทั้งสิ้น จึงได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 3 (6) ในพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจึงอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดภาษีที่เรียกเก็บ เบี้ยปรับเงินเพิ่ม ภาษีส่วนท้องถิ่น คงเรียกเก็บจากโจทก์ทั้งสองเพียง 19,925,070 บาท และ 5,348,981.30 บาท แต่โจทก์ทั้งสองใช้ประโยชน์จากที่ดินเพียง 3 แปลง ดังกล่าวข้างต้นหากจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะก็ควรเสียเฉพาะที่ดิน 3 แปลง นี้เท่านั้น ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวหรือพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2511 และได้ที่ดินทั้ง 17 แปลง ซึ่งมีเนื้อที่ต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกันมาในระหว่างสมรส ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านเลขที่ 1560 ซอยเรียงปรีชา ถนนประชาราษฎร์ 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์ทั้งสองใช้พักอาศัยและใช้ประโยชน์ในกิจการค้าไม้ ขี้เลื่อย รวมทั้งอู่ซ่อมรถยนต์ สร้างห้องอบสี อาคารสำนักงาน 2 หลัง โกดังเก็บสินค้า 4 หลัง ห้องเอกนกประสงค์ ห้องประชุม โดยเทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก หนา 30 เซนติเมตร เต็มเนื้อที่ทั้งหมด รวมทั้งใช้เป็นสถานประกอบการของบริษัทโม้วฮวดอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งประกอบกิจการโรงเลื่อย โรงไสไม้ บริษัทร่วมเสริมลาภ ม.ฮ. จำกัด ซึ่งรับซ่อมรถยนต์ และบริษัทโกลด์เด้นไตรแองเกิลฟอเรสตรี้ จำกัด นอกจากนั้นยังจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ส่วนตัวและหนี้ของบริษัทดังกล่าวต่อสถาบันการเงิน โจทก์ที่ 1 ให้บริษัทโกลด์เด้นไตรแองเกิลฟอเรสตรี้ จำกัด ซึ่งตนมีอำนาจดำเนินการแทนเช่าอาคารและที่ดินของโจทก์ทั้งสองในราคาเดือนละ 50,000 บาท เมื่อโจทก์ทั้งสองขายที่ดินทั้ง 17 แปลง แก่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 16 กันยายน 2540 จึงตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ซึ่งใช้บังคับแก่บุคคลธรรมดาด้วย เพราะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการที่เป็นทางค้าหรือหากำไร ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ และชำระภาษีภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มิใช่อยู่ในบังคับแห่งพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ซึ่งเพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2542 เมื่อโจทก์ทั้งสองละเลยเสียจึงต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่จำเลยทำหนังสือแจ้งการประเมินตลอดจนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงเหลือเพียงร้อยละ 50 แล้วโดยไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดลงอีก ส่วนเงินเพิ่มนั้นไม่มีกฎหมายกำหนดให้งดหรือลดได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความรวมสองสำนวนเป็นเงิน 15,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองขายที่ดินรวม 17 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 69713 ถึง 69718, 69707 ถึง 69710, 2852 และ 2835 ของโจทก์ที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 69706, 69711, 69712, 69719 กับ 69720 ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งมีเนื้อที่ต่อเนื่องเป็นแปลงเดียวกันแก่กรุงเทพมหานครในราคา 242,000,000 บาท และ 28,000,000 บาท เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540 โดยยกสิ่งปลูกสร้างพร้อมอุปกรณ์บนที่ดินรวมมูลค่า 50,493,200 บาท ให้แก่กรุงเทพมหานครโดยไม่คิดมูลค่า ในขณะที่กรุงเทพมหานครชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 270,000,000 บาท ณ ที่จ่ายแทนโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ทั้งสองมิได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จำเลยจึงแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ทั้งสองตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 60 และ 44 ต่อมาภายหลังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือเพียงร้อยละ 50 ตามเอกสารฉบับดังกล่าวแผ่นที่ 1 และ 2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า ที่ดินทั้ง 17 แปลง และสิ่งปลูกสร้างอยู่ในสภาพที่ใช้พักอาศัยหรือประกอบกิจการเพียงใด โจทก์ทั้งสองต่างอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานว่าพวกตนซื้อที่ดินทั้ง 17 แปลง ไว้เพื่อเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทขณะเดียวกันก็ใช้ที่ดินเฉพาะโฉนดเลขที่ 69716 ถึง 69718 เป็นที่อยู่อาศัยและลานจอดรถยนต์บรรทุกประมาณ 13 คัน ที่โจทก์ที่ 1 ใช้ในกิจการค้าขี้เลื่อยและเศษไม้เท่านั้น แม้ที่ดินทั้งหมดจะมีเนื้อที่ต่อเนื่องเป็นแปลงเดียวกัน แต่ก็มิได้มีการข้องแวะหรือใช้สอยที่ดินอีก 9 แปลง ของโจทก์ที่ 1 รวมทั้งที่ดิน 5 แปลง ของโจทก์ที่ 2 ด้วย แต่ปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ว่าตนได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในการประกอบธุรกิจขายขี้เลื่อยและเศษไม้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535 โดยเพิ่งเลิกประกอบกิจการดังกล่าวในปี 2540 นอกจากนั้นยังยอมรับข้อเท็จจริงในการตอบคำถามค้านว่า ปลูกสร้างโกดังขึ้น 2 หลัง ตามใบอนุญาตก่อสร้างเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 77 ถึง 79 บ้านเลขที่ 1560 ที่เป็นที่พักอาศัยของโจทก์ทั้งสองก็ใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานของบริษัทโม้วฮวดอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งเดิมขายแต่ขี้เลื่อยกับเศษไม้ ต่อมาขยายกิจการรับไสไม้ด้วยตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 159 บริษัทร่วมเสริมลาภ ม.ฮ. จำกัด ซึ่งเดิมซ่อมแต่เฉพาะรถยนต์บรรทุกที่ใช้ในธุรกิจค้าขี้เลื่อยและเศษไม้ต่อมาจึงขยายกิจการรับซ่อมรถของบริษัทประกันภัยด้วยตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 34 และเป็นภูมิลำเนาจดทะเบียนของบริษัทโกลด์เด้นไตรแองเกิลฟอเรสตรี้ จำกัด ซึ่งทำธุรกิจนำเข้าไม้จากต่างประเทศตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 28 โดยโจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเหล่านั้น ที่ดินทั้ง 17 แปลง นี้มีรั้วล้อมรอบและเทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด ส่วนโจทก์ที่ 2 ก็รับข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันในการตอบคำถามค้านว่าในส่วนที่ดิน 5 แปลง ของตนนั้นมีการก่อสร้างโครงหลังคาคลุมไว้ 2 หลัง ตามใบอนุญาตก่อสร้างเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 78 และ 79 โดยตนเป็นกรรมการบริษัทโม้วฮวดอุตสาหกรรม จำกัด กับบริษัทร่วมเสริมลาภ ม.ฮ. จำกัด ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวด้วยเจือสมคำพยานจำเลยซึ่งมีนางสาวมาลี หิรัญรัตนากร นางกัญญา วราหกิจ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยที่ได้ข้อเท็จจริงจากนางสาวรุ่งทิพย์ กันตถาวร ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทั้งสองรวมทั้งเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่โจทก์ทั้งสองส่งมอบตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 111 ถึง 116 และ ล.3 แผ่นที่ 1 ถึง 141 ว่าโจทก์ทั้งสองใช้บ้านเลขที่ 1560 เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบการค้าของบริษัทโม้วฮวดอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจของตนและบริษัทร่วมเสริมลาภ ม.ฮ. จำกัด ซึ่งโจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ รวมทั้งให้บริษัทโกลด์เด้นไตรแองเกิลฟอเรสตรี้ จำกัด ซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเช่าเป็นที่ตั้งสำนักงานในราคาเดือนละ 50,000 บาท สภาพที่ดินต่อเนื่องเป็นแปลงเดียวกันตามรูปแบบที่เอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 29 ถึง 30 เดิมใช้ประกอบกิจการขายขี้เลื่อยและเศษไม้ ต่อเติมอาคารเป็นโรงรถ อู่ซ่อมรถ โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าส่วนใดใช้ประกอบกิจการหรือไม่ อย่างไร โดยนางสาวมาลียืนยันว่าในชั้นที่ไปให้การต่อคณะอนุกรรมาธิการที่รัฐสภา โจทก์ที่ 1 รับว่าให้บริษัทโกลด์เด้นไตรแองเกิลฟอเรสตรี้ จำกัด เช่าที่ดินทั้งหมด เว้นแต่ส่วนที่เป็นที่ตั้งบริษัทร่วมเสริมลาภ ม.ฮ. จำกัด พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ที่ศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้ว่า ที่ดินทั้ง 17 แปลง และสิ่งปลูกสร้างอยู่ในสภาพที่โจทก์ทั้งสองใช้เป็นที่พักอาศัยและใช้ในการประกอบกิจการทั้งหมดทุกแปลงจึงชอบแล้ว ข้อโต้แย้งตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่ว่า ร้อยตรีสุรพล ไพศาลศิลป์ พยานโจทก์ไปตรวจสอบสภาพที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้างหลังจากกรุงเทพมหานครเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้ง 17 แปลง นานถึง 2 ปี แล้วนั้นไม่มีผลกระทบต่อน้ำหนักพยานหลักฐานของจำเลยแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การขายที่ดินตามฟ้องตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า ระหว่างเวลาที่โจทก์ทั้งสองขายที่ดินตามฟ้องนั้นพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะโดยในมาตรา 3 (5) กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนบุคคลที่เป็นผู้ขายและมีหน้าที่เสียภาษีนั้นหมายถึงบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 91/1 วรรคสอง ประกอบมาตรา 77/1 คือบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคล เพราะมิได้มีบทนิยามไว้โดยเฉพาะให้หมายถึงแต่นิติบุคคลดังที่โจทก์ทั้งสองหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ การขายที่ดินที่โจทก์ทั้งสองมีไว้ในการประกอบกิจการจึงเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรซึ่งตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวโดยประการทั้งปวง แม้ภายหลังจะมีพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ออกมาบังคับใช้แทนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง ก็เป็นเพียงกรณีที่รัฐประสงค์จะแก้ไขการจัดเก็บภาษีตามนโยบายเท่านั้น ไม่มีผลลบล้างบทบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับเดิมที่มีผลสมบูรณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมาแต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางในปัญหาข้อนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาอีกข้อหนึ่งที่ต้องวินิจฉัยมีว่า มีเหตุควรงดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่นั้น โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่า ในปี 2540 ที่โจทก์ทั้งสองขายที่ดินนั้น จำเลยเป็นฝ่ายละเลยไม่เรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากโจทก์ทั้งสองตามหน้าที่ โจทก์ทั้งสองเข้าใจโดยสุจริตว่าไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีประเภทดังกล่าว แต่ 3 ปี ให้หลังจึงมีการกลับมาเรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ปัดภาระความรับผิดแก่โจทก์ทั้งสองจึงไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า ภาษีธุรกิจเฉพาะอันเกิดจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองมีไว้ในการประกอบกิจการเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรนั้น เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากเงินได้พึงประเมินของผู้ประกอบธุรกิจเฉพาะนั้นๆ โดยผู้ประกอบกิจการจะต้องไปยื่นชำระภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของโจทก์ทั้งสองที่จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เมื่อโจทก์ทั้งสองเพิกเฉยไม่ทำหน้าที่ตามบทกฎหมายกำหนดไว้จนกระทั่งจำเลยได้รับรายงานการซื้อขายที่ดินดังกล่าวจากกรมที่ดินและทำการตรวจสอบประเมินภาษีในภายหลังเช่นนี้โจทก์ทั้งสองจะกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของจำเลยไม่ได้ เมื่อข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้นจึงไม่มีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ทั้งสอง คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางในปัญหาข้อนี้ชอบแล้วเช่นกัน อุทธรณ์ข้อสุดท้ายของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวมกันมา โดยไม่แยกเป็นรายสำนวนไม่ถูกต้อง เพราะสำนวนที่ 1 โจทก์ที่ 2 มิได้เป็นคู่ความและสำนวนที่ 2 โจทก์ที่ 1 มิได้เป็นคู่ความ จึงสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยโดยในสำนวนแรกให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าทนายความรวม 30,000 บาท และสำนวนที่ 2 ให้โจทก์ที่ 2 ใช้ค่าทนายความรวม 15,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4
ป.รัษฎากร ม. 91/1 ม. 91/2 ม. 91/10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพจน์ มโนมัยพันธุ์ กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2074 -ที่ 2075/2548
#270998
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากัน ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 รวมกันจำนวน 17 แปลง มีเนื้อที่ต่อเนื่องเป็นแปลงเดียวกัน มีการเทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กเต็มพื้นที่ แม้ว่าโจทก์ทั้งสองจะใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งในการปลูกบ้านเป็นที่อยู่อาศัย แต่ก็ได้ใช้ประกอบการค้าของบริษัททั้งของโจทก์เอง และบริษัทที่โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการบริษัทอยู่ด้วย โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าส่วนใดใช้ประกอบกิจการหรือไม่ อีกทั้งยังให้บริษัท ก. เช่าที่ดินเกือบทั้งหมด ยกเว้นเพียงในส่วนที่เป็นที่ตั้งของบ้านและสำนักงานบริษัทของโจทก์ แม้จะมีที่ดินบางส่วนว่างอยู่ แต่ก็ถือว่าโจทก์ทั้งสองใช้ที่ดินทั้ง 17 แปลงในการประกอบกิจการทั้งหมดทุกแปลง เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2541 โจทก์ทั้งสองขายที่ดินทั้ง 17 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่กรุงเทพมหานครจึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) ซึ่งตกอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 3 (5) แห่ง พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 ที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น แม้ภายหลังจะมี พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 ออกมาบังคับใช้แทนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม มาตรา 91/2 (6) แห่ง ป.รัษฎากร มีแต่เฉพาะการขายของนิติบุคคลนั้น ก็เป็นเพียงกรณีที่รัฐประสงค์จะแก้ไขการจัดเก็บภาษีตามนโยบาย ไม่มีผลลบล้างบทบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับเดิมที่มีผลสมบูรณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมาแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลภาษีอากรกลางสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยเรียกนายสุพจน์ มโนมัยพันธุ์ ว่าโจทก์ที่ 1 เรียกนางสุณี มโนมัยพันธุ์ ว่าโจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว หรือพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่มแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองขายที่ดินรวม 17 แปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 69713 ถึง 69718, 69707 ถึง 69710, 2852 กับ 2835 ของโจทก์ที่ 1 และที่ดินโฉนดเลขที่ 69706, 69711, 69712, 69719 กับ 69720 ของโจทก์ที่ 2 ซึ่งมีเนื้อที่ต่อเนื่องเป็นแปลงเดียวกันแก่กรุงเทพมหานคร ในราคา 242,000,000 บาท และ 28,000,000 บาท เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540 โดยยกสิ่งปลูกสร้างพร้อมอุปกรณ์บนที่ดินรวมมูลค่า 50,493,200 บาท ให้แก่กรุงเทพมหานคร โดยไม่คิดมูลค่า ในขณะที่กรุงเทพมหานครชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 270,000,000 บาท ณ ที่จ่ายแทนโจทก์ทั้งสอง แต่โจทก์ทั้งสองมิได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จำเลยจึงแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ทั้งสองตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 60 และ 44 ต่อมาภายหลังคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือเพียงร้อยละ 50 ตามเอกสารฉบับดังกล่าวแผ่นที่ 1 และ 2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีว่า ที่ดินทั้ง 17 แปลง และสิ่งปลูกสร้างอยู่ในสภาพที่ใช้พักอาศัยหรือประกอบกิจการเพียงใด โจทก์ทั้งสองต่างอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานว่า พวกตนซื้อที่ดินทั้ง 17 แปลง ไว้เพื่อเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ขณะเดียวกันก็ใช้ที่ดินเฉพาะโฉนดเลขที่ 69716 ถึง 69718 เป็นที่อยู่อาศัยและลานจอดรถยนต์บรรทุกประมาณ 13 คัน ที่โจทก์ที่ 1 ใช้ในกิจการค้าขี้เลื่อยและเศษไม้เท่านั้น แม้ที่ดินทั้งหมดจะมีเนื้อที่ต่อเนื่องเป็นแปลงเดียวกัน แต่ก็มิได้มีการข้องแวะหรือใช้สอยที่ดินอีก 9 แปลง ของโจทก์ที่ 1 รวมทั้งที่ดิน 5 แปลง ของโจทก์ที่ 2 ด้วย แต่ปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ว่าตนได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในการประกอบธุรกิจขายขี้เลื่อยและเศษไม้ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535 โดยเพิ่งเลิกประกอบกิจการดังกล่าวในปี 2540 นอกจากนั้นยังยอมรับข้อเท็จจริงในการตอบคำถามค้านว่า ปลูกสร้างโกดังขึ้น 2 หลัง ตามใบอนุญาตก่อสร้างเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 77 ถึง 79 บ้านเลขที่ 1560 ที่เป็นที่พักอาศัยของโจทก์ทั้งสองก็ใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานของบริษัทโม้วฮวดอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งเดิมขายแต่ขี้เลื่อยกับเศษไม้ ต่อมาขยายกิจการรับไสไม้ด้วยตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 159 บริษัทร่วมเสริมลาภ ม.ฮ. จำกัด ซึ่งเดิมซ่อมแต่เฉพาะรถยนต์บรรทุกที่ใช้ในธุรกิจค้าขี้เลื่อยและเศษไม้ ต่อมาจึงขยายกิจการรับซ่อมรถของบริษัทประกันภัยด้วยตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 34 และเป็นภูมิลำเนาจดทะเบียนของบริษัทโกลด์เด้นไตรแดงเกิลฟอเรสตรี้ จำกัด ซึ่งทำธุรกิจนำเข้าไม้จากต่างประเทศตามเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 28 โดยโจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเหล่านั้น ที่ดินทั้ง 17 แปลง นี้มีรั้วล้อมรอบและเทพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด ส่วนโจทก์ที่ 2 ก็รับข้อเท็จจริงทำนองเดียวกันในการตอบคำถามค้านว่าในส่วนที่ดิน 5 แปลง ของตนนั้นมีการก่อสร้างโครงหลังคาคลุมไว้ 2 หลัง ตามใบอนุญาตก่อสร้างเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 78 และ 79 โดยตนเป็นกรรมการบริษัทโม้วฮวด อุตสาหกรรม จำกัด กับบริษัทร่วมเสริมลาภ ม.ฮ. จำกัด ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว... รวมทั้งให้บริษัทโกลด์เด้นไตรแองเกิลฟอเรสตรี้ จำกัด ซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเช่าเป็นที่ตั้งสำนักงานในราคาเดือนละ 50,000 บาท สภาพที่ดินต่อเนื่องเป็นแปลงเดียวกันตามรูปแผนที่เอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 29 ถึง 30 เดิมใช้ประกอบกิจการขายขี้เลื่อยและเศษไม้ ต่อเติมอาคารเป็นโรงรถ อู่ซ่อมรถ โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าส่วนใดใช้ประกอบกิจการหรือไม่ อย่างไร... ที่ศาลภาษีอากรกลางฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้ว่า ที่ดินทั้ง 17 แปลง และสิ่งปลูกสร้างอยู่ในสภาพที่โจทก์ทั้งสองใช้เป็นที่พักอาศัยและใช้ในการประกอบกิจการทั้งหมดทุกแปลงจึงชอบแล้ว...

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การขายที่ดินตามฟ้องตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า ระหว่างเวลาที่โจทก์ทั้งสองขายที่ดินตามฟ้องนั้นพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยในมาตรา 3 (5) กำหนดให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนบุคคลที่เป็นผู้ขายและมีหน้าที่เสียภาษีนั้น หมายถึงบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 91/1 วรรคสอง ประกอบมาตรา 77/1 คือ บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลหรือนิติบุคคล เพราะมิได้มีบทนิยามไว้โดยเฉพาะให้หมายถึงแต่นิติบุคคลดังที่โจทก์ทั้งสองหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ การขายที่ดินที่โจทก์ทั้งสองมีไว้ในการประกอบกิจการจึงเป็นการขายที่เป็นทางค้าหรือหากำไรซึ่งตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวโดยประการทั้งปวง แม้ภายหลังจะมีพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ออกมาบังคับใช้แทนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง ก็เป็นเพียงกรณีที่รัฐประสงค์จะแก้ไขการจัดเก็บภาษีตามนโยบายเท่านั้น ไม่มีผลลบล้างบทบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับเดิมที่มีผลสมบูรณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมาแต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางในปัญหาข้อนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/2 (6)
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพจน์ มโนมัยพันธุ์ กับพวก
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2073/2548
#269866
เปิดฉบับเต็ม

ในเดือนภาษีมีนาคม 2542 โจทก์มียอดภาษีมูลค่าเพิ่มชำระไว้เกินเป็นเครดิตภาษีจำนวน 536,712.40 บาท แต่โจทก์มิได้ไปขอคืนเป็นเงินสดหรือนำไปเป็นเครดิตภาษีหักกับภาษีที่ต้องชำระในเดือนถัดไปคือเดือนภาษีเมษายน 2542 ทั้ง ๆ ที่โจทก์ใช้สิทธิเช่นนั้นได้ ทำให้โจทก์ไม่สามารถนำมาเครดิตภาษีหักกับภาษีในเดือนต่อ ๆ ไปได้ แต่โจทก์ได้นำมาเป็นเครดิตภาษีหักในเดือนภาษีพฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดของโจทก์อย่างแท้จริง ทั้งจำเลยก็อุทธรณ์รับว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรและให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดี กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้แจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมิถุนายนถึงสิงหาคม 2542 ให้โจทก์ชำระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้น 703,815.74 บาท อ้างว่าโจทก์นำเครดิตภาษีไปใช้ในการคำนวณเพื่อยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีไม่ถูกต้อง โดยแสดงรายการภาษีชำระเกินยกมา ในเดือนมิถุนายน กรกฎาคม และสิงหาคม 2542 สูงกว่าสิทธิที่พึงได้รับ ทำให้การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีดังกล่าวไม่ถูกต้อง โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำวินิจฉัยดังกล่าว เนื่องจากการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปโดยถูกต้องแล้ว กล่าวคือในเดือนภาษีมีนาคม 2542 โจทก์มียอดภาษีมูลค่าเพิ่มชำระไว้เกินเป็นเครดิตภาษีจำนวน 536,712.40 บาท ต่อมาในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนเมษายน 2542 โจทก์มิได้นำเครดิตภาษีดังกล่าวมาชำระภาษี แต่นำไปชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีพฤษภาคม 2542 ซึ่งเมื่อคำนวณภาษีแล้วปรากฏว่ายังมีเครดิตภาษีอยู่อีกเป็นจำนวน 505,096.28 บาท จึงนำไปชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีมิถุนายน 2542 ซึ่งในเดือนภาษีดังกล่าวนี้โจทก์มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะต้องชำระจำนวน 190,765.08 บาท เมื่อหักกับเครดิตภาษียกมาจำนวน 505,096.28 บาท จึงไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะต้องชำระ และโจทก์ก็ได้นำเครดิตภาษีส่วนที่เหลือไปใช้ในการคำนวณภาษีสำหรับเดือนภาษีกรกฎาคมและสิงหาคม 2542 ต่อไปตามลำดับ การที่โจทก์มิได้นำเครดิตภาษีของเดือนภาษีมีนาคม 2542 ไปใช้คำนวณภาษีในเดือนภาษีเมษายน 2542 เนื่องจากการหลงลืมของเจ้าหน้าที่ มิได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษีแต่อย่างใด และโจทก์ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีมาโดยตลอดจึงมีเหตุที่จะงดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ได้ แต่เจ้าพนักงานของจำเลยลดเบี้ยปรับให้เพียงร้อยละ 50 และเรียกเก็บเงินเพิ่มจากโจทก์คิดเป็นเบี้ยปรับจำนวน 205,593.45 บาท และเงินเพิ่มจำนวน 87,036.13 บาท ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ สภ. 2/2010450/ฝ.1/7/45/59-61

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้งดเบี้ยปรับแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในเดือนมีนาคม 2542 โจทก์มีเครดิตภาษีจำนวน 536,712.40 บาท เดือนเมษายน 2542 โจทก์ไม่มีภาษีขายคงมีแต่ภาษีซื้อจำนวน 24,490.88 บาท จึงไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระและโจทก์มิได้ขอคืนภาษี จึงมีภาษีที่ชำระไว้เกินเป็นเครดิตภาษีจำนวน 24,490.88 บาท ในเดือนภาษีพฤษภาคม 2542 โจทก์มียอดภาษีมูลค่าเพิ่มต้องชำระจำนวน 10,513.55 บาท และได้แสดงยอดภาษีชำระเกินจำนวน 515,609.83 บาท หักด้วยเครดิตภาษีของเดือนภาษีเมษายน 2542 จึงมีภาษีต้องชำระและมีภาษีชำระเกินเป็นเครดิตภาษียกไปในเดือนมิถุนายน 2542 จำนวน 13,977.33 บาท เดือนมิถุนายน 2542 มียอดภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ แล้วเป็นภาษีที่ต้องชำระจำนวน 190,765.08 บาท หักด้วยภาษีชำระเกินเป็นเครดิตภาษีจำนวน 13,977.33 บาท แต่โจทก์ได้นำภาษีที่ชำระเกินเป็นเครดิตภาษีจำนวน 505,096.28 บาท ทำให้ไม่มีภาษีที่ต้องชำระแต่เป็นภาษีที่ชำระเกินเป็นเครดิตภาษีจำนวน 314,331.20 บาท เดือนภาษีกรกฎาคม 2542 โจทก์แสดงยอดภาษีต้องชำระจำนวน 103,403.44 บาท หักด้วยเครดิตภาษีจำนวน 314,331.20 บาท จึงไม่มีภาษีต้องชำระ และมีเครดิตภาษีจำนวน 210,927.76 บาท เดือนภาษีสิงหาคม 2542 โจทก์แสดงยอดภาษีต้องชำระจำนวน 130,995.72 บาท หักด้วยเครดิตภาษีจำนวน 210,927.76 บาท จึงไม่มีภาษีต้องชำระ และมีเครดิตภาษีจำนวน 79,932.04 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษางดเบี้ยปรับแก่โจทก์ชอบหรือไม่ โดยจำเลยกล่าวอ้างว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยเห็นว่ากรณีของโจทก์เป็นการนำส่งภาษีคลาดเคลื่อน ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (3) ได้กำหนดให้ต้องเสียเบี้ยปรับอีกเท่าหนึ่งของภาษีที่คลาดเคลื่อนซึ่งเจ้าพนักงานประเมินได้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้แล้วโดยคิดเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย เป็นการลดเบี้ยปรับตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542 เห็นว่า ตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เอกสารหมาย ล. 1 ซึ่งวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในการของดหรือลดเบี้ยปรับ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานประเมินได้พิจารณาลดให้โดยให้เสียเบี้ยปรับร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 จึงไม่มีเหตุอันควรผ่อนผันที่จะพิจารณางดหรือลดให้อีก แต่ก็ปรากฏว่าในรายงานการประชุมดังกล่าว แผ่นที่ 9 ได้ระบุเหตุที่มีการลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ก็คือ โจทก์เสียภาษีคลาดเคลื่อนหรือนำส่งเงินภาษีคลาดเคลื่อน ซึ่งสาเหตุความคลาดเคลื่อนนั้นปรากฏว่าโจทก์มิได้นำภาษีที่ชำระไว้เกินจำนวน 536,712.40 บาท ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนภาษีมีนาคม 2542 ไปขอคืนเป็นเงินสดหรือนำไปเป็นเครดิตภาษีหักกับภาษีที่ต้องชำระในเดือนถัดไปคือเดือนภาษีเมษายน 2542 ทั้ง ๆ ที่โจทก์ใช้สิทธิเช่นนั้นได้ ทำให้โจทก์ไม่สามารถนำมาเครดิตภาษีหักกับภาษีในเดือนต่อ ๆ ไปได้ แต่โจทก์ได้นำมาเป็นเครดิตภาษีหักในเดือนภาษีพฤษภาคม 2542 เห็นได้ว่าเป็นความเข้าใจผิดของโจทก์อย่างแท้จริง ทั้งจำเลยก็อุทธรณ์รับว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรและให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดี กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษางดเบี้ยปรับ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีกร อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 89 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป. ฤาชาพานิช จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2070/2548
#113248
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท โจทก์มิใช่ผู้ที่ได้สิทธิในที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จึงมิใช่บุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ดังนั้น แม้ผู้ร้องขัดทรัพย์ซึ่งได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 จะมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11128 ตำบลปลายกัด (ปลายกัดนอก) อำเภอบางซ้าย (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้ปล่อยการยึดที่ดินดังกล่าว

โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11128 ตำบลปลายกัด (ปลายกัดนอก) อำเภอบางซ้าย (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ผู้ร้องจะยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แต่ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ถือว่าเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม หากผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ร้องก็ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้เท่านั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 1299 วรรคสอง แห่ง ป.พ.พ. แต่กรณีของโจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท โจทก์มิใช่ผู้ที่ได้สิทธิในที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จึงมิใช่บุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรองกับคดีนี้ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา รามศักดิ์
ผู้ร้อง — นายสนอง ชะนะพงษ์
จำเลย — นายยุทธนา แช่มช้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายปรีชา ปีติโกศล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2070/2548
#267938
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องขัดทรัพย์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ถือว่าเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตามมาตรา 1299 วรรคสอง แต่โจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท โจทก์มิใช่ผู้ได้สิทธิในที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จึงมิใช่บุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 154,438.36 บาท ตามที่โจทก์ขอ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11128 ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 4459 มีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกันหลายคนรวมทั้งนางวงษ์ ชะนะพงษ์ มารดาผู้ร้อง และนายสุด แช่มช้อย บิดาจำเลยที่ 1 โดยเจ้าของรวมแต่ละคนต่างแบ่งแยกกันครอบครองเป็นส่วนสัด ต่อมาปี 2499 มีการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามที่แต่ละคนครอบครอง แต่ได้จดทะเบียนใส่ชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินที่แบ่งแยกผิดพลาดสลับกัน โดยใส่ชื่อนายสุดในที่ดินโฉนดเลขที่ 11128 ซึ่งเป็นที่ดินที่นางวงษ์ครอบครอง และใส่ชื่อนางวงษ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 11129 โดยที่นางวงษ์และนายสุดไม่ทราบและไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินที่ตนมีชื่อในโฉนด ต่อมานายสุดได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11128 ให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนผู้ร้องเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 11128 ต่อจากนางวงษ์โดยความสงบเปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี แล้ว ที่ดินโฉนดเลขที่ 11128 จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยการยึดที่ดินดังกล่าว

โจทก์ให้การว่า นายสุดบิดาจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 11128 อย่างเป็นเจ้าของ และได้จดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11128 ตำบลปลายกัด (ปลายกัดนอก) อำเภอบางซ้าย (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ผู้ร้องจะยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แต่ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ถือว่าเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม หากผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ร้องก็ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้เท่านั้น ทั้งนี้ ตามมาตรา 1299 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่กรณีของโจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท โจทก์มิใช่ผู้ที่ได้สิทธิในที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จึงมิใช่บุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา รามศักดิ์
ผู้ร้อง — นายสนอง ชะนะพงษ์
จำเลย — นายยุทธนา แช่มช้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2070/2548
#271249
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 อันเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม หากผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ร้องก็ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้มาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง แต่โจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท โจทก์มิใช่ผู้ที่ได้สิทธิในที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จึงไม่ใช่บุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครอง แม้ผู้ร้องจะมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11128 ตำบลปลายกัด (ปลายกัดนอก) อำเภอบางซ้าย (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 11128 โดยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกินกว่า 10 ปีแล้ว ที่ดินโฉนดเลขที่ 11128 จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยการยึดที่ดินดังกล่าว

โจทก์ให้การว่า ผู้ร้องเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ดิน 11128 ตำบลปลายกัด (ปลายกัดนอก) อำเภอบางซ้าย (เสนากลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า)

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ผู้ร้องจะยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แต่ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ขึ้นสู้โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ถือว่าเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม หากผู้ร้องมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ร้องก็ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก ผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้เท่านั้น ทั้งนี้ตามมาตรา 1299 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่กรณีของโจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท โจทก์มิใช่ผู้ที่ได้สิทธิในที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วจึงมิใช่บุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิทยา รามศักดิ์
ผู้ร้อง — นายสนอง ชะนะพงษ์
จำเลย — นายยุทธนา แช่มช้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ