คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2548
#267935
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์กับพวกไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกง แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กลับร่วมกันรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษและดำเนินคดีแก่โจทก์กับพวกเป็นเหตุให้โจทก์กับพวกถูกควบคุมตัวเป็นผู้ต้องหาทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงสิทธิเสรีภาพของโจทก์กับพวกโจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวก แม้จะได้ความตามทางพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์ในทางบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวนั้นได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 4 ไม่ควรต้องรับโทษและศาลต้องยกฟ้องโจทก์ตามมาตรา 185 วรรคหนึ่ง และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามมาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารจำเลยที่ 4 เป็นผู้กำกับการสถานตำรวจนครบาลสุทธิสาร เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันมอบอำนาจให้นายสมพงษ์ ตระกูลลีวัฒนา ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษโจทก์ต่อจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญา โดยกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทอาคิเท็คส์ แอนด์ เทิร์นคีย์ จำกัด ได้ร่วมกับ นายสุธีพงศ์ อินทุสุต และนายไพศาล ธเนศอนุกุล กรรมการของบริษัทดังกล่าวโดยทุจริตใช้อุบายหลอกลวงฉ้อโกงจำเลยที่ 1 ให้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 83/14 อาคารรัชโยธินเพลส เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แก่นางสุภาพร ศักดานุวงศ์ เพื่อหักลบกลบหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าจ้างงานก่อสร้างต่อบริษัทอาคิเท็คส์ แอนด์ เทริ์นคีย์ จำกัด โดยนายสุธีพงศ์ และนายไพศาลจะชำระเงินอีก 150,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 เป็นค่าราคาห้องชุดส่วนที่ขาดและในวันนั้นบริษัทอาคิเท็คส์ แอนด์ เทิร์นคีย์ จำกัด ได้ส่งโทรสารสำเนาเช็คธนาคารไทยทนุจำกัด (มหาชน) สั่งจ่ายเงิน 150,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ดูจนจำเลยที่ 1 หลงเชื่อและได้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวให้แก่นางสุภาพร แต่ในวันโอนฝ่ายโจทก์มิได้มอบเช็คคลั่งจ่ายเงิน 150,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์นำโฉนดอาคารชุดหลังรับโอนแล้วหลบหนีไป ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จความจริงจำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าในวันโอนดังกล่าวหลังการโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์แจ้งนางสาวแสงเดือน สิบต๊ะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดว่า นางสุธีพงส์จะนำเช็คสั่งจ่ายเงิน 150,000 บาทไปมอบแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังที่ทำการบริษัทจำเลยที่ 1 และรู้ว่าโจทก์ นายสุธีพงศ์และนายไพศาลมิได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงทั้งนี้เพื่อแกล้งให้โจทก์ นายสุธีพงศ์ นายไพศาลและนางสุสภาพรได้รับโทษทางอาญา และตามวันเวลาดังกล่าวข้างต้นทั้งก่อนและภายหลังการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้างต้นแล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ได้ร่วมกันยุยงส่งเสริม ช่วยเหลือสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำข้อความอันเป็นเท็จข้างต้นแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษโดยให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีแก่โจทก์กับพวกในความผิดฐานฉ้อโกง และในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวันนั่นเอง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และละเว้นปฏิบัติหน้าที่ที่โดยมิชอบ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์และบุคคลทั้งสามข้างต้นไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกง แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์และบุคคลทั้งสามข้างต้นไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกง แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กลับร่วมกันรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษและได้ดำเนินคดีแก่โจทก์กับพวก เป็นเหตุให้โจทก์กับพวกถูกควบคุมตัวเป็นผู้ต้องหาในวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงสิทธิเสรีภาพของโจทก์และบุคคลทั้งสาม และระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวันถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันยุยงส่งเสริม ใช้จ้างวาน ช่วยเหลือสนับสนุนให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษโจทก์และบุคคลทั้งสามในความผิดฐานฉ้อโกง อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันควบคุมตัวโจทก์เป็นผู้ต้องหาในวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง สิทธิเสรีภาพของโจทก์และบุคคลทั้งสาม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 137, 157, 172, 173, 174

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 4 มีมูลเฉพาะความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 4 ในข้อหาดังกล่าว

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ในกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 4 และประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล หรือไม่เป็นความผิดหรือฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังนี้ ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจยกฟ้องได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์เฉพาะส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องในข้อหานี้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์กับพวกไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกง แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กลับร่วมกันรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษและดำเนินคดีแก่โจทก์กับพวกเป็นเหตุให้โจทก์กับพวกถูกควบคุมตัวเป็นผู้ต้องหา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงสิทธิเสรีภาพของโจทก์กับพวกเท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องเลยว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกแต่อย่างใด ดังนั้นแม้จะได้ความตามทางพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์ในทางบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวนั้นได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 4 ไม่ควรต้องรับโทษและศาลต้องยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 มาด้วยนั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 192 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพบูลย์ ธเนศอนุกุล
จำเลย — บริษัทบัญจพรธานี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมคักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2548
#271872
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์เฉพาะส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องในข้อหานี้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์กับพวกไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกง แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กลับร่วมกันรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษและดำเนินคดีแก่โจทก์กับพวกเป็นเหตุให้โจทก์กับพวกถูกควบคุมตัวเป็นผู้ต้องหา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง สิทธิ เสรีภาพของโจทก์กับพวกเท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องเลยว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จะได้ความตามทางพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์ในทางบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวนั้นได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 4 ไม่ควรต้องรับโทษและศาลต้องยกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 มาด้วยนั้น จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 137, 157, 172, 173, 174

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 4 มีมูลเฉพาะความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 4 ในข้อหาดังกล่าว

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ในกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 4 และประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล หรือไม่เป็นความผิดหรือฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจฟ้องได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์เฉพาะส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องในข้อหานี้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์กับพวกไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกง แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กลับร่วมกันรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษและดำเนินคดีแก่โจทก์กับพวกเป็นเหตุให้โจทก์กับพวกถูกควบคุมตัวเป็นผู้ต้องหา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง สิทธิเสรีภาพของโจทก์กับพวกเท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องเลยว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกแต่อย่างใด ดังนั้น แม้จะได้ความตามทางพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์ในทางบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวนั้นได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 4 ไม่ควรต้องรับโทษและศาลต้องยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 มาด้วยนั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพบูลย์ ธเนศอนุกุล
จำเลย — บริษัทบัญจพรธานี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1962/2548
#267971
เปิดฉบับเต็ม

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจและขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ โจทก์จึงไม่เป็นพ่อค้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 165 (1) เดิม แต่ต่อมามาตรา 193/34 (1) ได้เปลี่ยนคำว่า "พ่อค้า" เป็น "ประกอบการค้า" ซึ่งมีความหมายกว้างขึ้นโจทก์จึงมีฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าตามมาตรา 193/34 (1) การที่โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเรียกเอาค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสียจากจำเลย จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าการงานที่ได้ทำ ย่อมมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1)

โจทก์ฟ้องเรียกค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2535 และค่าบริการกำจัดน้ำเสียตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนกันยายน 2535 ซึ่งขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องดังกล่าว ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ที่ตรวจชำระใหม่ยังไม่ได้ออกมาบังคับใช้ หากโจทก์ฟ้องคดีตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 165 (1) เดิม ไม่ถือว่าโจทก์เป็นพ่อค้า จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 165 (1) เดิม แต่มีอายุความ 10 ปี ตามป.พ.พ. มาตรา 164 เดิม กรณีของปัญหาเช่นนี้มีพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2535 มาตรา 15 บัญญัติให้นำระยะเวลาที่ยาวกว่ามาใช้ ดังนั้น เมื่อกำหนดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 เดิม แตกต่างและมีระยะเวลายาวกว่ากำหนดอายุความ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 จึงต้องบังคับตามกำหนดอายุความ 10 ปี

สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทำสัญญาใช้ที่ดินกับโจทก์โดยตกลงยินยอมให้โจทก์เก็บค่าบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรมตามที่โจทก์กำหนด แต่จำเลยค้างชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสียอันเป็นการผิดสัญญา และขอให้บังคับจำเลยชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสียพร้อมเงินเพิ่มที่ชำระหนี้ล่าช้า เป็นการแสดงโดยแจ้งชัดชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสองแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องมาว่าโจทก์ได้จัดการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและให้บริการกำจัดน้ำเสียให้จำเลยแล้ว ก็หาทำให้คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ เพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา

จำเลยไม่ชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2535 และค่าบริการกำจัดน้ำเสียตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนกันยายน 2535 ให้โจทก์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสียรายเดือนตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนพฤษภาคม 2535 อันเป็นเดือนสุดท้ายก่อนวันที่ 7 มิถุนายน 2535 ซึ่งอยู่ในช่วงที่ยังไม่ขาดอายุความ ส่วนเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนเป็นการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดจากการชำระหนี้ล่าช้าไว้ล่วงหน้าซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับศาลชอบที่จะลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก ศาลฎีกาจึงกำหนดให้โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่ค้างชำระในแต่ละเดือนนับจากวันสิ้นเดือนเป็นต้นไปถึงเดือนพฤษภาคม 2535 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่ไม่ขาดอายุความเฉพาะในเดือนมิถุนายน 2535 ซึ่งมีระยะเวลาเพียง 7 วัน ศาลฎีกาให้งดเพิ่มดังกล่าวเสีย สำหรับดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนนั้น ในสัญญามิได้กำหนดอัตราไว้ แต่ค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสียรวมทั้งเงินเพิ่มเป็นหนี้เงินซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง โดยไม่ถือว่าเป็นการเรียกดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ศาลฎีกาจึงให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

สัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมข้อ 10 ตกลงว่า จำเลยยินยอมให้โจทก์เก็บค่าบริการในการบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรมจากจำเลยได้เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ได้กำหนดว่าโจทก์ต้องมีหน้าที่ดูแลท่อระบายน้ำเพื่อกำจัดน้ำเสียให้จำเลย การที่โจทก์ไม่ดูแลท่อระบายน้ำเพื่อกำจัดน้ำเสีย ปล่อยให้น้ำท่วมขัง จำเลยสามารถดำเนินการตามสัญญาข้อ 16 โดยขอให้กรรมการโจทก์พิจารณาเรื่องดังกล่าวและถ้าหากจำเลยไม่พอใจการวินิจฉัย จำเลยก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมต่อไปได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการนิคมอุตสาหกรรม ตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลได้ซื้อที่ดินในการนิคมอุตสาหกรรมบางพลี - บางบ่อ ของโจทก์และเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2527 จำเลยในฐานะผู้ใช้ที่ดินได้ทำสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมบางพลี - บางบ่อ กับโจทก์ โดยตกลงยินยอมให้โจทก์เก็บค่าบริการบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรม ตามอัตรา กำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่โจทก์ประกาศกำหนด หลังจากนั้นจำเลยไม่ชำระค่าบริการดังกล่าวให้โจทก์ตามสัญญา โดยค้างชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2535 เป็นเงิน 47,025 บาท และค้างชำระเงินเพิ่มเนื่องจากชำระค่าบำรุงรักษาดังกล่าวล่าช้าในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของจำนวนเงินค้างชำระตามประกาศของโจทก์ คำนวณถึงวันที่ 30 กันยายน 2539 เป็นเงิน 55,920.58 บาท ถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 102,945.58 บาท นอกจากนี้จำเลยยังค้างชำระค่าบริการกำจัดน้ำเสียตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนกันยายน 2535 เป็นเงิน 225,848.05 บาท และค้างชำระเงินเพิ่มเนื่องจากชำระค่าบริการดังกล่าวล่าช้าในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของเงินที่ค้างชำระตามประกาศของโจทก์ คำนวณถึงวันที่ 30 กันยายน 2539 เป็นเงิน 259,691.68 บาท ถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 485,539.73 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้นจำนวน 588,485.30 บาท (ที่ถูก 588,485.31 บาท) โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระ จำเลยได้รับแล้วแต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 588,485.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสียเพราะโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ไม่ดูแลท่อระบายน้ำเพื่อกำจัดน้ำเสียให้โรงงานจำเลย ปล่อยให้น้ำขัง ไม่มีการระบายน้ำ จำเลยไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน และสัญญาไม่มีข้อตกลงให้โจทก์เรียกเก็บเงินเพิ่มได้ โจทก์คำนวณค่าบำรุงรักษาและบริการกำจัดน้ำเสียตามฟ้องไม่ถูกต้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำ ซึ่งมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) แต่โจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนดเวลาดังกล่าว และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินเพิ่มเพราะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินในการนิคมอุตสาหกรรมบางพลี - บางบ่อของโจทก์ และเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2527 จำเลยได้ทำสัญญาการใช้ที่ดินเพื่ออุตสาหกรรมในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางพลี - บางบ่อกับโจทก์ตามสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมเอกสารหมาย จ.4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้จัดตั้งการนิคมอุตสาหกรรมขึ้น เรียกว่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เรียกโดยย่อว่า กนอ. และให้เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (1) การจัดให้ได้มาซึ่งที่ดินที่เหมาะสมเพื่อจัดตั้งหรือขยายนิคมอุตสาหกรรม หรือเพื่อดำเนินธุรกิจอื่นที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวเนื่องกับ กนอ. (2) ปรับปรุงที่ดินตาม (1) เพื่อให้บริการตลอดจนจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการค้าเพื่อส่งออกและผู้ประกอบกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวเนื่องกับการประกอบอุตสาหกรรมหรือการประกอบการค้าเพื่อส่งออก เช่นจัดให้มีถนน ท่อระบายน้ำ โรงบำบัดน้ำเสีย ไฟฟ้า ประปาและโทรคมนาคมเป็นต้นไป (3) การให้เช่า ให้เช่าซื้อและขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อประโยชน์แก่กิจการของนิคมอุตสาหกรรมโดยตรง (4) การดำเนินธุรกิจอื่นที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวเนื่องกับกิจการอื่นที่อยู่ในวัตถุประสงค์ของ กนอ. (5) การร่วมดำเนินงานกับบุคคลอื่นตามวัตถุประสงค์ใน (1) (2) หรือ (3) รวมทั้งการเข้าเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด......" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่าโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจและขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ โจทก์ไม่เป็นพ่อค้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 (1) เดิม ซึ่งต่อมาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ได้เปลี่ยนคำว่า "พ่อค้า" เป็น "ประกอบการค้า" ซึ่งมีความหมายกว้างขึ้น ดังนั้นโจทก์จึงมีฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกเอาค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสีย จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าการงานที่ได้ทำ ย่อมมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1) ดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีการฟ้องของโจทก์เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2535 และค่าบริการกำจัดน้ำเสียตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนกันยายน 2535 ซึ่งขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ยังไม่ได้ออกมาบังคับใช้ หากโจทก์จะฟ้องคดีตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 (1) เดิม ไม่ถือว่าโจทก์เป็นพ่อค้า จึงไม่อยู่ในบังคับต้องฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามบทบัญญัติมาตรา 165 (1) เดิม แต่โจทก์อาจฟ้องคดีได้ภายในกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 (เดิม) ซึ่งในกรณีเช่นนี้มีพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2535 มาตรา 15 บัญญัติว่า "บรรดาระยะเวลาที่บัญญัติไว้ในบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์... ซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (มีผลใช้บังคับวันที่ 8 มิถุนายน 2535) หากระยะเวลาดังกล่าวยังไม่สิ้นสุดลงในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และระยะเวลาที่กำหนดขึ้นตามบทบัญญัตินี้แตกต่างกับระยะเวลาที่กำหนดไว้เดิม ให้นำระยะเวลาที่ยาวกว่ามาใช้บังคับ" ดังนั้น เมื่อกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม แตกต่างและมีระยะเวลายาวกว่ากำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้ต้องบังคับตามกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่สิ้นสุดลงในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ใช้บังคับ เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกของเดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2535 และค่าบริการกำจัดน้ำเสียของเดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนกันยายน 2535 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2535 จึงไม่ขาดอายุความ คงขาดอายุความเฉพาะสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 มิถุนายน 2535 เป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง มีปัญหาที่ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ซึ่งปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซื้อที่ดินในการนิคมอุตสาหกรรมบางพลี - บางบ่อของโจทก์และเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2527 จำเลยได้ทำสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมบางพลี - บางบ่อกับโจทก์โดยตรง ยินยอมให้โจทก์เก็บค่าบริการบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรมตามอัตรา กำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่โจทก์ประกาศกำหนด ภายหลังทำสัญญาจำเลยค้างชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2535 เป็นเงิน 47,025 บาท และค้างชำระเงินเพิ่มเนื่องจากชำระค่าบำรุงรักษาดังกล่าวล่าช้าในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน คำนวณถึงวันที่ 30 กันยายน 2539 เป็นเงิน 55,920.58 บาท ถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 102,945.58 บาท นอกจากนี้จำเลยยังค้างชำระค่าบริการกำจัดน้ำเสียตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนกันยายน 2535 เป็นเงิน 225,848.05 บาท และค้างชำระเงินเพิ่มเนื่องจากชำระค่าบำรุงรักษาดังกล่าวล่าช้าในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน คำนวณถึงวันที่ 30 กันยายน 2539 เป็นเงิน 259,691.68 บาท ถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 485,539.73 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 588,485.31 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทำสัญญาใช้ที่ดินกับโจทก์โดยตกลงยินยอมให้โจทก์เก็บค่าบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรมตามที่โจทก์กำหนด แต่จำเลยค้างชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการจำกัดน้ำเสียอันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญา และขอให้บังคับจำเลยชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสียพร้อมเงินเพิ่มที่ชำระหนี้ล่าช้า คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับรวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องมาว่าโจทก์ได้จัดการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและให้บริการกำจัดน้ำเสียให้จำเลยในคำฟ้อง ก็หาทำให้คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ เพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก ค่าบริการกำจัดน้ำเสีย เงินเพิ่มและดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทำสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมบางพลี - บางบ่อกับโจทก์ตามสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมเอกสารหมาย จ.4 และได้ใช้ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวของโจทก์เพื่อสร้างโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูป จำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญา ในสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 10 ตกลงกันว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์เก็บค่าบริการในการบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรมบางพลี - บางบ่อ ตามอัตราและหลักเกณฑ์ที่โจทก์ประกาศกำหนดซึ่งโจทก์ได้ประกาศจัดเก็บค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกในอัตราไร่ละ 352 บาท ต่อเดือน จำเลยต้องชำระภายในวันที่ 5 ของเดือน หากชำระล่าช้าจำเลยต้องชำระเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามสำเนาประกาศนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ 13/2531 เอกสารหมาย จ.5 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1เมษายน 2531 เป็นต้นไป ต่อมาโจทก์ได้มีประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราใหม่โดยคิดไร่ละ 300 บาท ต่อเดือนตามสำเนาประกาศนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ 14/2532 เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2532 เป็นต้นไป นอกจากนี้โจทก์ยังได้ประกาศจัดเก็บค่าบริการกำจัดน้ำเสียโดยนักวิทยาศาสตร์ของโจทก์จะเป็นผู้คำนวณค่าของเสียของแต่ละโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียออกมาเป็นรายเดือน หากจำเลยชำระล่าช้าต้องชำระเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนให้โจทก์ตามสำเนาประกาศการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ 15/2531 เอกสารหมาย จ.7 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2531 เป็นต้นไป ประกาศทั้งสามฉบับโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบและปิดประกาศแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2535 และค่าบริการกำจัดน้ำเสียตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนกันยายน 2535 ให้โจทก์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสียรายเดือนให้โจทก์พร้อมเงินเพิ่มที่ชำระหนี้ล่าช้า โดยค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสีย จำเลยต้องรับผิดตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนพฤษภาคม 2535 อันเป็นเดือนสุดท้ายก่อนวันที่ 7 มิถุนายน 2535 ซึ่งอยู่ในช่วงที่ยังไม่ขาดอายุความ ส่วนเงินเพิ่มที่โจทก์คิดเอาจากจำเลยในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนนั้นเป็นการกำหนดค่าเสียหายอันเกิดจากการชำระหนี้ล่าช้าไว้ล่วงหน้าซึ่งมีลักษณะเบี้ยปรับเมื่อสูงเกินส่วนศาลชอบที่จะลดลงตามจำนวนที่เห็นสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรก เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียทุกอย่างของโจทก์อันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดเงินเพิ่มให้โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่ค้างชำระในแต่ละเดือนนับจากวันสิ้นเดือนเป็นต้นไปถึงเดือนพฤษภาคม 2535 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่ไม่ขาดอายุความเฉพาะในเดือนมิถุนายน 2535 ซึ่งมีระยะเวลาเพียง 7 วัน จึงให้งดเงินเพิ่มดังกล่าวเสีย สำหรับดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนนั้น ในสัญญามิได้กำหนดอัตราเอาไว้ แต่ค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสียรวมทั้งเงินเพิ่มที่ชำระหนี้ล่าช้าเป็นหนี้เงินอย่างหนึ่งซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โดยไม่ถือว่าเป็นการเรียกดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย จึงกำหนดให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสียเพราะโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญา โดยไม่ดูแลท่อระบายน้ำเพื่อกำจัดน้ำเสีย ปล่อยให้น้ำท่วมขังตามภาพถ่ายหมาย ล.1 และ ล.8 นั้น เห็นว่า ตามสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม เอกสารหมาย จ.4 ข้อ 10 ตกลงกันว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์เก็บค่าบริการในการบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรมเอาจากจำเลยได้เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้กำหนดว่าโจทก์ต้องมีหน้าที่ดูแลท่อระบายน้ำเพื่อกำจัดน้ำเสียให้จำเลย หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่จำเลยนำสืบ จำเลยก็ไม่อาจบอกปัดความรับผิดชอบได้ แต่จำเลยสามารถดำเนินการตามสัญญาข้อ 16 โดยขอให้กรรมการโจทก์พิจารณาเรื่องดังกล่าว และถ้าหากจำเลยไม่พอใจการวินิจฉัยของกรรมการโจทก์ จำเลยก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมต่อไปได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินการใดๆ ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามข้อกำหนดในสัญญาได้"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินเฉพาะค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสียของงวดประจำเดือนเมษายน 2531 ถึงงวดประจำเดือนพฤษภาคม 2535 ตามเอกสารหมาย จ.16 และ จ.17 พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากยอดหนี้ในแต่ละเดือน นับจากวันสิ้นเดือนในแต่ละเดือนถึงเดือนพฤษภาคม 2535 ให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินซึ่งเป็นค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก ค่าบริการกำจัดน้ำเสียและเงินเพิ่มที่คำนวณรวมกันได้ถึงเดือนพฤษภาคม 2535 โดยให้นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 164 (เดิม) ม. 165 (เดิม) ม. 193/34 ม. 224 ม. 369 ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 172
พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2535 ม. 14
พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทไก่ดำมหากิจ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1962/2548
#269855
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจและขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ โจทก์ไม่เป็นพ่อค้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 165 (1) เดิม ซึ่งต่อมา ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ได้เปลี่ยนคำว่า "พ่อค้า" เป็น "ประกอบการค้า" ซึ่งมีความหมายกว้างขึ้น ดังนั้น โจทก์จึงมีฐานะเป็นผู้ประกอบการค้า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกเอาค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสีย จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าการงานที่ได้ทำย่อมมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1)

พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 1 แห่ง ป.พ.พ. ที่ได้ตรวจชำระใหม่ฯ มาตรา 14 บัญญัติว่า "บรรดาระยะเวลาที่บัญญัติไว้ในบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์... ซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (มีผลใช้บังคับวันที่ 8 มิถุนายน 2535) หากระยะเวลาดังกล่าวยังไม่สิ้นสุดลงในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และระยะเวลาที่กำหนดขึ้นตามบทบัญญัตินี้แตกต่างกับระยะเวลาที่กำหนดไว้เดิม ให้นำระยะเวลาที่ยาวกว่ามาใช้บังคับ" ดังนั้น เมื่อกำหนดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 เดิม แตกต่างและมีระยะเวลายาวกว่ากำหนดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้ต้องบังคับตามกำหนดอายุความ 10 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยังไม่สิ้นสุดลงในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ใช้บังคับ โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 เรียกค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกในช่วงเดือนเมษายน 2531 ถึง 7 มิถุนายน 2535 จึงไม่ขาดอายุความ คงขาดอายุความเฉพาะสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 มิถุนายน 2535 เป็นต้นไป

ตามสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม ข้อ 10 ตกลงกันว่า จำเลยยินยอมให้โจทก์เก็บค่าบริการในการบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรมเอาจากจำเลยได้เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้กำหนดว่าโจทก์ต้องมีหน้าที่ดูแลท่อระบายน้ำเพื่อกำจัดน้ำเสียให้จำเลย หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ดูแลท่อระบายน้ำปล่อยให้น้ำท่วมขังตามที่จำเลยนำสืบ จำเลยก็ไม่อาจบอกปัดความรับผิดชอบได้ แต่จำเลยสามารถดำเนินการโดยขอให้กรรมการโจทก์พิจารณาเรื่องดังกล่าว และถ้าหากจำเลยไม่พอใจการวินิจฉัยของกรรมการโจทก์ จำเลยก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมต่อไปได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินการใด ๆ ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามข้อกำหนดในสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 588,485.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินในการนิคมอุตสาหกรรมบางพลี - บางบ่อของโจทก์ และได้ทำสัญญาการใช้ที่ดินเพื่ออุตสาหกรรมในเขตนิคมอุตสาหกรรม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้จัดตั้งการนิคมอุตสาหกรรมขึ้น เรียกว่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เรียกโดยย่อว่า กนอ. และให้เป็นนิติบุคคล หรือเพื่อดำเนินธุรกิจอื่นที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวเนื่องกับ กนอ. (2) ปรับปรุงที่ดินตาม (1) เพื่อให้บริการตลอดจนจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการค้าเพื่อส่งออกและผู้ประกอบกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวเนื่องกับการประกอบอุตสาหกรรมหรือการประกอบการค้าเพื่อส่งออก เช่น จัดให้มีถนน ท่อระบายน้ำ โรงบำบัดน้ำเสีย ไฟฟ้า ประปา และโทรคมนาคมเป็นต้น (3) การให้เช่า ให้เช่าซื้อและขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อประโยชน์แก่กิจการของนิคมอุตสาหกรรมโดยตรง (4) การดำเนินธุรกิจอื่นที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวเนื่องกับกิจการที่อยู่ในวัตถุประสงค์ของ กนอ. (5) การร่วมดำเนินงานกับบุคคลอื่นตามวัตถุประสงค์ใน (1) (2) หรือ (3) รวมทั้งการเข้าเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัด...." แสดงว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจและขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ โจทก์ไม่เป็นพ่อค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 (1) เดิม ซึ่งต่อมาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ได้เปลี่ยนคำว่า "พ่อค้า" เป็น "ประกอบการค้า" ซึ่งมีความหมายกว้างขึ้น ดังนั้น โจทก์จึงมีฐานะเป็นผู้ประกอบการค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกเอาค่าบำรุงรักษาอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสีย จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการจำกัดน้ำเสีย จึงเป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าการงานที่ได้ทำ ย่อมมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (1) ดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี การฟ้องการใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2535 และค่าบริการกำจัดน้ำเสียตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนกันยายน 2535 ซึ่งขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ยังไม่ได้ออกมาบังคับใช้ หากโจทก์จะฟ้องคดีตั้งแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 (1) เดิม ไม่ถือว่าโจทก์เป็นพ่อค้า จึงไม่อยู่ในบังคับต้องฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ 2 ปีตามบทบัญญัติ มาตรา 165 (1) เดิม แต่โจทก์อาจฟ้องคดีได้ภายในกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 (เดิม) ซึ่งในกรณีเช่นนี้มีพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2535 มาตรา 14 บัญญัติว่า "บรรดาระยะเวลาที่บัญญัติไว้ในบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์... ซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (มีผลใช้บังคับวันที่ 8 มิถุนายน 2535) หากระยะเวลาดังกล่าวยังไม่สิ้นสุดลงในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และระยะเวลาที่กำหนดขึ้นตามบทบัญญัตินี้แตกต่างกับระยะเวลาที่กำหนดไว้เดิม ให้นำระยะเวลาที่ยาวกว่ามาใช้บังคับ" ดังนั้น เมื่อกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม แตกต่างและมีระยะเวลายาวกว่ากำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ การฟ้องคดีของโจทก์ในคดีนี้ต้องบังคับตามกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยังไม่สิ้นสุดลงในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ใช้บังคับ เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกของเดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2535 และค่าบริการกำจัดน้ำเสียของเดือนเมษายน 2531 ถึงเดือนกันยายน 2535 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2531 ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2535 จึงไม่ขาดอายุความ คงขาดอายุความเฉพาะสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 มิถุนายน 2535 เป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสียเพราะโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยไม่ดูแลท่อระบายน้ำเพื่อกำจัดน้ำเสีย ปล่อยให้น้ำท่วมขังนั้น เห็นว่า ตามสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม ข้อ 10 ตกลงกันว่าจำเลยยินยอมให้โจทก์เก็บค่าบริการในการบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรมเอาจากจำเลยได้เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้กำหนดว่าโจทก์ต้องมีหน้าที่ดูแลท่อระบายน้ำเพื่อกำจัดน้ำเสียให้จำเลย หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่จำเลยนำสืบ จำเลยก็ไม่อาจบอกปัดความรับผิดชอบได้ แต่จำเลยสามารถดำเนินการตามสัญญาข้อ 16 โดยขอให้กรรมการโจทก์พิจารณาเรื่องดังกล่าว และถ้าหากจำเลยไม่พอใจการวินิจฉัยของกรรมการโจทก์ จำเลยก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมต่อไปได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินการใด ๆ ก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดตามข้อกำหนดในสัญญาได้"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินเฉพาะค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกและค่าบริการกำจัดน้ำเสียของงวดประจำเดือนเมษายน 2531 ถึงงวดประจำเดือนพฤษภาคม 2535 พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากยอดหนี้ในแต่ละเดือนนับจากวันสิ้นเดือนในแต่ละเดือนถึงเดือนพฤษภาคม 2535 ให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินซึ่งเป็นค่าบำรุงสิ่งอำนวยความสะดวก ค่าบริการกำจัดน้ำเสียและเงินเพิ่มที่คำนวณรวมกันได้ถึงเดือนพฤษภาคม 2535 โดยให้นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 164 (เดิม) ม. 193/34 (1)
พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2535 ม. 14
พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทไก่ดำมหากิจ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1959/2548
#267995
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการลาเพื่อคลอดบุตร ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงที่ใช้สิทธิลาเพื่อคลอดบุตรยังมีสถานะเป็นลูกจ้าง แต่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานใดห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้นในระหว่างการลาเพื่อคลอดบุตร คงมีเพียง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 ที่บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์" แต่จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์มีครรภ์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อห้ามตามมาตรา 43

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสาม เข้าทำงานเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2537 ในตำแหน่งเลขานุการิณี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 28,525 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีจดหมายเลิกจ้างโจทก์ลงวันที่ 19 เมษายน 2545 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2545 อ้างว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ และมีขีดความสามารถจำกัด ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะนอกจากโจทก์จะทำหน้าที่ในตำแหน่งเลขานุการิณีฝ่ายบริหารแล้ว จำเลยทั้งสามยังสั่งให้โจทก์ทำงานในฝ่ายบุคคลและฝ่ายบัญชีด้วย จนกระทั่งประมาณกลางปี 2544 ตั้งแต่โจทก์เริ่มตั้งครรภ์จำเลยทั้งสามได้ใช้วิธีการต่าง ๆ กดขี่ข่มเหงโจทก์เพื่อให้โจทก์ไม่สามารถทนทำงานต่อไปได้ตลอดมา โดยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 กลั่นแกล้งย้ายที่ทำงานของโจทก์จากโต๊ะทำงานในตำแหน่งเลขานุการิณีฝ่ายบริหารไปอยู่ที่โต๊ะโทรเลขในห้องเก็บของเพื่อให้โจทก์เกิดความไม่สะดวกในการทำงานจะได้ใช้เป็นข้ออ้างว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกลั่นแกล้งชะลอการจ่ายค่าจ้างในเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ให้โจทก์ และเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์แจ้งลดค่าจ้างโจทก์เหลือเดือนละ 20,000 ทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่มีความผิด โจทก์ไม่ยินยอมและให้ทนายความมีหนังสือทวงถาม จำเลยทั้งสามจึงได้จ่ายค่าจ้างเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ให้โจทก์เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2545 พร้อมกับการจ่ายค่าจ้างของเดือนมีนาคม 2545 โจทก์คลอดบุตรโดยการผ่าตัดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2545 และใช้สิทธิลาคลอดบุตร 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2545 ระหว่างที่โจทก์พักฟื้นหลังการคลอดบุตร จำเลยทั้งสามให้แผนกบุคคลมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งข้อบกพร่องซึ่งไม่เป็นความจริง 5 ประการ และให้พนักงานคนหนึ่งโทรศัพท์ถึงโจทก์แจ้งให้โจทก์เลือกตัดสินใจว่าจะถูกลดค่าจ้าง ถูกเลิกจ้างหรือจะลาออก แต่โจทก์ไม่ได้ให้คำตอบ จำเลยที่ 2 จึงมีจดหมายเลิกจ้างโจทก์ดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์และฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน เป็นเงิน 228,200 บาท จำเลยทั้งสามไม่สิทธิเลิกจ้างโจทก์ในระหว่างการลาคลอดบุตร จดหมายเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 จึงมีผลเป็นการบอกกล่าวเลิกจ้างในวันที่ 27 มิถุนายน 2545 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นค่าจ้างตั้งแต่วันดังกล่าวถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 เป็นเงิน 30,426.67 บาท กับโจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างการลาคลอดบุตรเป็นเงิน 42,787.50 บาท เงินโบนัส 2.5 เท่าของเงินเดือนเป็นเงิน 41,598.97 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 1.81 วัน เป็นเงิน 1,721 บาท ดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2545 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2545 เป็นเงิน 375.12 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมคำนวณตามค่าจ้างและอายุงานที่เหลืออีก 19 ปี เป็นเงิน 541,975 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระเงินดังกล่าวภายในวันที่ 30 เมษายน 2545 แล้ว แต่จำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระโดยจงใจคงโอนเงินเข้าบัญชีเงินให้โจทก์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2545 และวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 รวม 49,438 บาท โดยไม่ได้แจ้งว่าชำระหนี้ส่วนไหน โจทก์ถือว่าเป็นการชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสามจึงต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์อีก 492,537 บาท และต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดสำหรับค่าชดเชย ค้าจ้างระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 ค่าจ้างระหว่างการลาคลอดบุตร ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเสียเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ของเงินดังกล่าวและเงินค่าจ้างของเดือนกุมภาพันธ์ 2545 กับต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดของเงินโบนัส ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากนี้จำเลยทั้งสามยังมีหน้าที่ดำเนินการให้ผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเบ็นไลน์ไทยแลนด์กรุ๊ปจ่ายเงินสะสมเงินสมทบพร้อมดอกเบี้ยที่เกิดจากเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าชดเชยจำนวน 228,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 30 เมษายน 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะดอกเบี้ยและเงินเพิ่มถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,938.76 บาท และ 171,150 บาท ตามลำดับ ค่าจ้างระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำนวน 30,426.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันผิดจัดจนกว่าจะชำระเสร็จเฉพาะดอกเบี้ยและเงินเพิ่มถึงวันฟ้องเป็นเงิน 525 บาท และ 22,820 บาท ตามลำดับ ค่าจ้างระหว่างการลาคลอดบุตรจำนวน 42,787.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จเฉพาะดอกเบี้ยและเงินเพิ่มถึงวันฟ้องเป็นเงิน 738.36 บาท และ 32,090.80 บาท ตามลำดับ โบนัสจำนวน 41,598.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 359.10 ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 1,721 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 14.70 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 492,537 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,113.31 บาท ดอกเบี้ยและเงินเพิ่มของค่าจ้างเดือนกุมภาพันธ์ 2545 จำนวน 375.12 บาท และ 19,560 บาท ตามลำดับ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันดำเนินการให้ผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเบ็นไลน์ไทยแลนด์กรุ๊ปจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบพร้อมดอกเบี้ยที่เกิดจากเงินดังกล่าว และออกหนังสือรับรองการทำงานให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์จริง แต่สาเหตุไม่ได้เนื่องมาจากการที่โจทก์ตั้งครรภ์ และไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์เพราะจำเลยทั้งสามไม่ทราบว่าโจทก์ตั้งครรภ์เนื่องจากโจทก์ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ต้องตำหนิว่ากล่าวอยู่เป็นประจำ จนจำเลยทั้งสามต้องรับพนักงานใหม่ที่มีประสิทธิภาพเข้ามาทำงานแทนและเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่โจทก์ให้ไปทำงานในตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบน้อยลง จึงต้องย้ายโต๊ะทำงานของโจทก์ไปอยู่ที่อื่นและขอลดค่าจ้างลงชั่วคราวเพื่อให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของโจทก์ โจทก์มีหน้าที่จัดทำบัญชีเงินเดือนพนักงานและยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี เอกสารเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอยู่กับโจทก์ก่อนที่โจทก์จะลาคลอดบุตรโจทก์ไม่ยอมทำให้เสร็จหรือมอบหมายให้พนักงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบกลับฝากงานให้บุคคลภายนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องไปดำเนินการ และเมื่อโจทก์ลาคลอดบุตรแล้วโจทก์ไม่ใส่ใจที่จะฝากเอกสารสำคัญซึ่งต้องเก็บเป็นความลับคืนจำเลยทั้งสาม ทั้งยังหยิบเอกสารเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนเงินเดือนพนักงานของจำเลยที่ 1 ไปโดยพลการ จำเลยทั้งสามไม่ได้กลั่นแกล้งไม่จ่ายค่าจ้างเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ให้โจทก์ โจทก์ไม่จัดการให้มีการจ่ายค่าจ้างเดือนดังกล่าวให้โจทก์เอง ไม่ใช่ความผิดของจำเลยทั้งสาม จำเลยเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากการทำงานของโจทก์บกพร่อง การที่โจทก์ฝากให้บุคคลซึ่งไม่เกี่ยวข้องนำเอกสารนำแบบแสดงรายการภาษีประจำปีไปยื่น ทำให้ความลับเกี่ยวกับเงินเดือนพนักงานของจำเลยที่ 1 ถูกเปิดเผย พนักงานแตกความสามัคคีในการทำงานและการที่โจทก์เอาเอกสารเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนเงินเดือนพนักงานซึ่งถือว่าเป็นความลับสุดยอดของจำเลยที่ 1 ไป เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับและจงใจทำให้จำเลยทั้งสามได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสามจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระค่าชดเชยจำนวน 228,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2545 กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 11,409.99 บาท เงินโบนัสจำนวน 16,520.72 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมจำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างเดือนกุมภาพันธ์ 2545 จำนวน 328.90 บาท แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30,426.67 บาท เงินโบนัสจำนวน 41,958.07 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 1,735.70 บาท หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2537 โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราทุดท้ายเดือนละ 28,525 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามส่วนปีละ 2.5 เท่าของเงินเดือน มีวันหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 10 วัน วันทำงาน ปี 2545 โจทก์ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไปแล้ว 4 วัน วันที่ 28 มีนาคม 2545 โจทก์คลอดบุตร และโจทก์ใช้สิทธิลาคลอดบุตรมีกำหนด 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2545 โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดระหว่างโจทก์ลาคลอดบุตร จำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างลงวันที่ 19 เมษายน 2545 ให้มีผลในวันที่ 19 พฤษภาคม 2545 โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 20 เมษายน 2545 สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2545 ตามที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง แต่การแสดงเจตนาบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าของจำเลยที่ 1 เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือบอกกล่าวไปถึงโจทก์คือวันที่ 20 เมษายน 2545 จึงมีผลเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป การที่จำเลยที่ 1 ให้ผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 19 พฤษภาคม 2545 ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป การที่จำเลยที่ 1 ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 19 พฤษภาคม 2545 ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 เป็นเงิน 11,409.99 บาท เมื่อเลิกจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2545 โจทก์จึงมีเวลาทำงานในปี 2545 รวม 4 เดือน 19 วัน มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนเท่ากับ 3.856 วัน เมื่อโจทก์ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไปแล้ว 4 วัน จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามส่วนเป็นเงิน 16,520.72 บาท โจทก์อุทธรณ์ว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 วรรคสาม มาตรา 41 วรรคหนึ่ง มาตรา 43 และมาตรา 59 บัญญัติให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิเพื่อลาคลอดบุตรได้ไม่เกิน 90 วัน โดยไม่ให้ถือว่าเป็นวันลาป่วย ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในลาเพื่อคลอดบุตรเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 45 วัน และห้ามนายจ้างมิให้เลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ ระหว่างที่โจทก์ลาคลอดบุตรโจทก์ยังมีสถานะเป็นลูกจ้างและจำเลยทั้งสามจะเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้ ต้องรอให้วันลาคลอดบุตรของโจทก์สิ้นสุดลงถึงวันโจทก์จะต้องกลับเข้าทำงานในวันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2545 เสียก่อนจึงจะเลิกจ้างโจทก์ได้ การบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2545 และมีผลเป็นการเลิกจ้างเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปในวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 จำเลยทั้งสามจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างของวันที่ 27 ถึง 28 มิถุนายน 2545 และค่าจ้างของเดือนกรกฎาคม 2545 รวมเป็นเงิน 30,426.67 บาท และต้องถือว่าโจทก์มีเวลาทำงานในปี 2545 รวม 7 เดือน จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามส่วนจำนวน 41,958.07 บาท กับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 1,735.70 บาท เห็นว่า แม้ในระหว่างการลาเพื่อคลอดบุตร ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงที่ใช้สิทธิลาเพื่อคลอดบุตรและยังมีสถานะเป็นลูกจ้าง แต่ก็ไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานใดห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้นในระหว่างการลาเพื่อคลอดบุตร คงมีเพียงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 ที่บัญญัติว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ ซึ่งแม้ศาลแรงงานกลางจะรับฟังว่า โจทก์ไม่ได้บกพร่องต่อหน้าที่ ขาดประสิทธิภาพในการทำงานหรือกระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 แต่ศาลแรงงานกลางก็มิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างเพราะเหตุโจทก์มีครรภ์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 การบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 จึงเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือเลิกจ้างและทำให้ความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2545 ตามที่จำเลยที่ 1 ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การบอกกล่าวล่วงหน้าของจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้องจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 เป็นเงิน 11,409.99 บาท โจทก์มีเวลาทำงานในปี 2545 รวม 4 เดือน 19 วัน มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไปแล้ว 4 วัน จึงไม่สิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและโจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามส่วนเพียง 16,520.72 จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเกตุกนก อุปถัมภกสกุล
จำเลย — บริษัทเบ็นไลน์เอเยนซี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1959/2548
#270168
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในระหว่างการลาเพื่อคลอดบุตร ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงที่ใช้สิทธิลาเพื่อคลอดบุตรจะยังมีสถานะเป็นลูกจ้าง แต่ก็ไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานใดห้ามไม่ให้นายจ้างลูกจ้างนั้นในระหว่างการลาเพื่อคลอดบุตร คงมีเพียง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 43 ที่บัญญัติห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์มีครรภ์ การบอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยที่ 1 ที่กระทำในระหว่างที่โจทก์ลาคลอดบุตรจึงเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือเลิกจ้างหาใช่มีผลเมื่อวันลาคลอดบุตรของโจทก์สิ้นสุดลงไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสามเข้าทำงานเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2537 ในตำแหน่งเลขานุการิณี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 28,525 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุนวันสิ้นเดือน ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีจดหมายเลิกจ้างโจทก์ ลงวันที่ 19 เมษายน 2545 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2545 อ้างว่า โจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ และมีขีดความสามารถจำกัด การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์และฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าชดเชย ค่าจ้างระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 ค่าจ้างระหว่างการลาคลอดบุตร พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะเวลา 7 วัน ของเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ โบนัส ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันดำเนินการให้ผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเบ็นไลน์ไทยแลนด์กรุ๊ปจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบพร้อมดอกเบี้ยที่เกิดจากเงินดังกล่าว และออกหนังสือรับรองการทำงานให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยทั้งสามเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากการทำงานของโจทก์บกพร่อง การที่โจทก์ฝากให้บุคคลอื่นซึ่งไม่เกี่ยวข้องนำแบบแสดงรายการภาษีประจำปีไปยื่น ทำให้ความลับเกี่ยวกับเงินเดือนพนักงานของจำเลยที่ 1 ถูกเปิดเผย พนักงานแตกความสามัคคีในการทำงาน และการที่โจทก์เอาเอกสารเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนเงินเดือนพนักงาน ซึ่งถือว่าเป็นความลับสุดยอดของจำเลยที่ 1 ไป เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับและจูงใจทำให้จำเลยทั้งสามได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสามจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินใดๆ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระค่าชดเชยจำนวน 228,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2545 กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 11,409.99 บาท เงินโบนัสจำนวน 16,520.72 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมจำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างเดือนกุมภาพันธ์ 2545 จำนวน 328.90 บาทแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 30,426.67 บาท เงินโบนัสจำนวน 41,958.07 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 1,735.70 บาท หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2537 โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 28,525 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามส่วนปีละ 2.5 เท่าของเงินเดือน มีวันหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 10 วันทำงาน ปี 2545 โจทก์ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไปแล้ว 4 วัน วันที่ 28 มีนาคม 2545 โจทก์คลอดบุตร และโจทก์ใช้สิทธิลาคลอดบุตรมีกำหนด 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2545 โจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ระหว่างโจทก์ลาคลอดบุตรจำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างลงวันที่ 19 เมษายน 2545 ให้มีผลในวันที่ 19 พฤษภาคม 2545 โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าววันที่ 20 เมษายน 2545 สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดในวันที่ 19 พฤษภาคม 2545 ตามที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง แต่การแสดงเจตนาบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าของจำเลยที่ 1 เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือบอกกล่าวไปถึงโจทก์คือวันที่ 20 เมษายน 2545 จึงมีผลเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปการที่จำเลยที่ 1 ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 19 พฤษภาคม 2545 ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 เป็นเงิน 11,409.99 บาท เมื่อการเลิกจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2545 โจทก์จึงมีเวลาทำงานในปี 2545 รวม 4 เดือน 19 วัน มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนเท่ากับ 3.856 วัน เมื่อโจทก์ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไปแล้ว 4 วัน จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามส่วนเป็นเงิน 16,520.72 บาท โจทก์อุทธรณ์ว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 32 วรรคสาม มาตรา 41 วรรคหนึ่ง มาตรา 43 และมาตรา 59 บัญญัติให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรได้ไม่เกิน 90 วัน โดยไม่ให้ถือว่าเป็นวันลาป่วย ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันลาเพื่อคลอดบุตรเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 45 วัน และห้ามนายจ้างมิให้เลิกจ้าง ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ ระหว่างที่โจทก์ลาคลอดบุตร โจทก์จึงยังมีสถานะเป็นลูกจ้างและจำเลยทั้งสามจะเลิกจ้างโจทก์ไม่ได้ ต้องรอให้วันลาคลอดบุตรของโจทก์สิ้นสุดลงถึงวันโจทก์จะต้องกลับเข้าทำงานในวันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2545 เสียก่อนจึงจะเลิกจ้างโจทก์ได้ การบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2545 และมีผลเป็นการเลิกจ้างเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปในวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 จำเลยทั้งสามจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างของวันที่ 27 ถึง 28 มิถุนายน 2545 และค่าจ้างของเดือนกรกฎาคม 2545 รวมเป็นเงิน 30,426.67 บาท และต้องถือว่าโจทก์มีเวลาทำงานในปี 2545 รวม 7 เดือน จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามส่วนจำนวน 41,958.07 บาท กับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 1,735.70 บาท เห็นว่า แม้ในระหว่างการลาเพื่อคลอดบุตร ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงที่ใช้สิทธิลาเพื่อคลอดบุตรจะยังมีสถานะเป็นลูกจ้าง แต่ก็ไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานใดห้ามไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้นในระหว่างการลาเพื่อคลอดบุตร คงมีเพียงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 ที่บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์" ซึ่งแม้ศาลแรงงานกลางจะรับฟังว่า โจทก์ไม่ได้บกพร่องต่อหน้าที่ขาดประสิทธิภาพในการทำงานหรือกระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 แต่ศาลแรงงานกลางก็มิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์มีครรภ์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 43 การบอกกล่าวเลิกจ้างของจำเลยที่ 1 จึงเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือเลิกจ้างและทำให้ความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างลูกจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดในวันที่ 19 พฤษภาคม 2545 ตามที่จำเลยที่ 1 ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การบอกกล่าวล่วงหน้าของจำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้องจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2545 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 เป็นเงิน 11,409.99 บาท โจทก์มีเวลาทำงานในปี 2545 รวม 4 เดือน 19 วัน มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนเพียง 3.856 วัน โจทก์ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไปแล้ว 4 วัน จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามส่วนเพียง 16,520.72 บาท จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเกตุกนก อุปถัมภกสกุล
จำเลย — บริษัทเบ็นไลน์เอเยนซี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1958/2548
#266385
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นคนสัญชาติอังกฤษ จำเลยเป็นนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันจดทะเบียนและมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์ทำกับจำเลย โจทก์ลงลายมือชื่อในประเทศไทย แล้วส่งสัญญาให้จำเลยลงลายมือชื่อในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงถือว่าสัญญาจ้างแรงงานฉบับนี้ได้ทำขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องบังคับตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 เมื่อสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวมีข้อตกลงว่า ให้สัญญาฉบับนี้อยู่ภายใต้บังคับและการตีความตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงต้องบังคับตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ตามเจตนาของคู่สัญญา และสัญญาจ้างแรงงานข้อ 20 กำหนดให้ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งที่คู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ และข้อโต้เถียง สิทธิเรียกร้อง หรือข้อพิพาทอันเกิดแต่หรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญานี้ให้ระงับโดยอนุญาโตตุลาการตามกฎของสมาคมการอนุญาโตตุลาการของประเทศสหรัฐอเมริกา และให้ถือว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนของการดำเนินการฟ้องร้องคดี กระบวนการอนุญาโตตุลาการให้ดำเนินในเมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือในสถานที่อื่นอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้ เพราะเป็นวิธีระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งและข้อตกลงนี้ไม่ขัดต่อกฎหมายไทย และกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยต้องให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเสียก่อน เมื่อโจทก์ยังมิได้ดำเนินการให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด โจทก์จึงยังไม่อาจเสนอคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางได้ ตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ จำเลยเป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขาดรายได้และผลประโยชน์ที่ทำงานไม่ครบกำหนดตามสัญญา เสียชื่อเสียงและไม่ได้รับค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวรวม 8,096,472 บาท หรือ 293,473 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ในวันที่จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงานขัดต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 สัญญาจ้างแรงงานมีข้อความที่เอาเปรียบโจทก์เกินควร ทำให้โจทก์รับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ มีลักษณะเป็นสัญญาสำเร็จรูป ขัดต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ข้อกำหนดในสัญญาจ้างแรงงานเป็นโมฆะ ไม่อาจใช้บังคับได้ ชอบที่ศาลแรงงานกลางจะรับคดีนี้ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาระงับข้อพิพาทก่อน จึงไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางให้วินิจฉัยได้ตามมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติอังกฤษ จำเลยเป็นนิติบุคคลสัญชาติอเมริกา จดทะเบียนและมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์ทำกับจำเลยนี้ โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในประเทศไทย แล้วส่งสัญญาให้จำเลยลงลายมือชื่อในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงถือว่าสัญญาจ้างแรงงานฉบับนี้ได้ทำขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งต้องบังคับตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 ที่บัญญัติว่า "ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้นให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณีในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกันกฎหมายที่จะใช้บังคับได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น" เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว ได้ตกลงกันในข้อ 21 ว่า ให้สัญญาจ้างแรงงานฉบับนี้อยู่ภายใต้บังคับและการตีความตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงต้องบังคับตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ตามเจตนาของโจทก์และจำเลยอันเป็นคู่สัญญา และสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวข้อ 20 กำหนดให้ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งที่คู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ และข้อโต้เถียง สิทธิเรียกร้อง หรือข้อพิพาทอันเกิดแต่หรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญานี้ให้ระงับโดยอนุญาโตตุลาการตามกฎของสมาคมการอนุญาโตตุลาการของประเทศสหรัฐอเมริกาและให้ถือว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนของการดำเนินการฟ้องร้องคดีกระบวนการอนุญาโตตุลาการให้ดำเนินในเมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือในสถานที่อื่นอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวสามารถใช้บังคับได้ เพราะเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่คู่กรณีตกลงให้บุคคลที่ไม่ใช่ตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแทนตุลาการในศาล ข้อตกลงนี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายไทย และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าไม่ขัดต่อกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ดังนั้น โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยต้องให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเสียก่อน เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด โจทก์จึงยังไม่อาจเสนอคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางได้ตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ออกเสียจากสารบบความนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 5 ม. 13
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 5 ม. 8 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมาร์ติน แอนโทนี่ โรว์ลี่
จำเลย — เดอะหลุยส์ เบอร์เยอร์ กรุ๊ป อิงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1958/2548
#267987
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นคนสัญชาติอังกฤษ จำเลยเป็นนิติบุคคลสัญชาติอเมริกัน จดทะเบียนและมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์ทำกับจำเลย โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในประเทศไทย แล้วส่งสัญญาให้จำเลยลงลายมือชื่อในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงถือว่าสัญญาจ้างแรงงานได้ทำขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งต้องบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2581 มาตรา 13 เมื่อสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ตกลงกันว่า ให้สัญญาจ้างแรงงานอยู่ภายใต้บังคับและการตีความตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงต้องบังคับตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ตามเจตนาของโจทก์และจำเลยอันเป็นคู่สัญญา

สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลย กำหนดให้ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งที่คู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ และข้อโต้เถียง สิทธิเรียกร้อง หรือข้อพิพาทอันเกิดแต่หรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญานี้ให้ระงับโดยอนุญาโตตุลาการตามกฎของสมาคมการอนุญาโตตุลาการของประเทศสหรัฐอเมริกาและให้ถือว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนของการดำเนินการฟ้องร้องคดี กระบวนการอนุญาโตตุลาการให้ดำเนินในเมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือในสถานที่อื่นอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ข้อตกลงดังกล่าวสามารถใช้บังคับได้ เพราะเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่คู่กรณีตกลงให้บุคคลที่ไม่ใช่ตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแทนตุลาการในศาล จึงไม่ขัดต่อกฎหมายไทยและข้อเท็จจริงได้ความว่าไม่ขัดต่อกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ดังนั้น โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยต้องให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทเสียก่อน เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด โจทก์จึงยังไม่อาจเสนอคดีต่อศาลแรงงานกลางได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ จำเลยเป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกันยายน 2541 จำเลยว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสผู้บริหารสัญญา ในโครงการก่อสร้างระดับ 1 ระบบขนส่งทางด่วนมหานครระยะเริ่มต้นที่กรุงเทพมหานคร ได้รับเงินเดือนขั้นพื้นฐานเดือนละ 7,200 ดอลลาร์สหรัฐ รถยนต์ประจำตำแหน่งพร้อมคนขับและค่าครองชีพเดือนละ 55,000 บาท ต่อมาจำเลยเพิ่มเงินเดือนให้โจทก์เป็นปีละ 94,310 ดอลลาร์สหรัฐ ครั้นวันที่ 15 ตุลาคม 2545 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยให้สัญญาจ้างสิ้นสุดในวันที่ 15 ธันวาคม 2545 ซึ่งเป็นการเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขาดรายได้และผลประโยชน์ที่ทำงานไม่ครบกำหนดตามสัญญา เสียชื่อเสียงและไม่ได้รับค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าว 8,096,472 บาท หรือ 293,473 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล จดทะเบียนและมีสำนักงานใหญ่ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ลงนามในสัญญาจ้างแรงงานเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2541 ดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานจึงทำเป็นหนังสือขึ้นที่เมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ข้อตกลงให้สัญญาจ้างแรงงานอยู่ภายใต้บังคับและการตีความของกฎหมายมลรัฐนิวเจอร์ซี่และกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 และไม่มีข้อความขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามที่กำหนดไว้ในสัยญาจ้างแรงงาน จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ในวันที่จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ โจทก์ยังไม่ให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาเพื่อระงับข้อพิพาท ขอให้ศาลแรงงานกลางจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงานขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 สัญญาจ้างแรงงานมีข้อความที่เอาเปรียบโจทก์เกินควร ทำให้โจทก์ได้รับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ มีลักษณะเป็นสัญญาสำเร็จรูปขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ข้อกำหนดในสัญญาจ้างแรงงานเป็นโมฆะ ไม่อาจใช้บังคับได้ ชอบที่ศาลแรงงานกลางจะรับคดีนี้ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยวิธีอนุญาโตตุลาการเมื่อโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาระงับข้อพิพาทก่อน จึงไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางให้วินิจฉัยได้ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับกันว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ มีหนังสือสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและใบสำคัญถิ่นที่อยู่ตามเอกสารหมาย จล.1 โจทก์มีภูมิลำเนาตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จล.2 จำเลยเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนและมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตามเอกสารหมาย จล.6 ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสผู้บริหารสัญญา โดยมีการทำสัญญาจ้างแรงงานเป็นหนังสือไว้ตามเอกสารหมาย จล.4 โจทก์ลงนามในสัญญาดังกล่าวในประเทศไทยแล้วจึงส่งสัญญาไปให้ผู้มีอำนาจของจำเลยลงนามที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม 2545 จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์ โดยให้มีผลนับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2545 ตามเอกสารหมาย จล.5 ลูกจ้างของจำเลยซึ่งเป็นชาวต่างประเทศที่จำเลยทำสัญญาจ้างให้ทำงานในประเทศในโครงการพิพาท จะมีข้อตกลงในสัญญาจ้างเรื่องอนุญาโตตุลาการและการใช้บังคับกฎหมายต่างประเทศทำนองเดียวกับโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ให้แก่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติอังกฤษ จำเลยเป็นนิติบุคคลสัญชาติอเมริกัน จดทะเบียนและมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง อีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอมริกา สัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์ทำกับจำเลยนี้โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในประเทศไทยแล้วส่งสัญญาให้จำเลยลงลายมือชื่อในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงถือว่าสัญญาจ้างแรงงานฉบับนี้ได้ทำขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งต้องบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 13 ที่บัญญัติว่า "ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น" เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว ได้ตกลงกันในข้อ 21 ว่า ให้สัญญาจ้างแรงงานฉบับนี้อยู่ภายใต้บังคับและการตีความตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงต้องบังคับตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ตามเจตนาของโจทก์และจำเลยอันเป็นคู่สัญญาและสัญาจ้างแรงงานดังกล่าวข้อ 20 กำหนดให้ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งที่คู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้และข้อโต้เถียง สิทธิเรียกร้องหรือข้อพิพาทอันเกิดแต่หรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญานี้ให้ระงับโดยอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายของสมาคมการอนุญาโตตุลาการของประเทศสหรัฐอเมริกาและให้ถือว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนของการดำเนินการฟ้องร้องคดี กระบวนการอนุญาโตตุลาการให้ดำเนินในเมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือในสถานที่อื่นอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวสามารถใช้บังคับได้ เพราะเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่คู่กรณีตกลงให้บุคคลที่ไม่ใช่ตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแทนตุลาการในศาล ข้อตกลงนี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายไทยและศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าไม่ขัดต่อกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ดังนั้น โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยต้องให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเสียก่อน เมื่อโจทก์ยังมิได้ดำเนินการให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด โจทก์จึงยังไม่อาจเสนอคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางได้ตามพระราชบัยญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลฎีกา จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 13
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมาร์ติน แอนโทนี่ โรว์ลี่
จำเลย — เดอะหลุยส์ เบอร์เยอร์ กรุ๊ป อิงค์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1958/2548
#269784
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นคนสัญชาติอังกฤษ จำเลยเป็นนิติบุคคลสัญชาติอเมริกัน จดทะเบียนและมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์ทำกับจำเลยนี้ โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในประเทศไทย แล้วส่งสัญญาให้จำเลยลงลายมือชื่อในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงถือว่าสัญญาจ้างแรงงานฉบับนี้ได้ทำขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งต้องบังคับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายฯ มาตรา 13 เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว ได้ตกลงกันในข้อ 21 ว่า ให้สัญญาจ้างแรงงานฉบับนี้อยู่ภายใต้บังคับและการตีความตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงต้องบังคับตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ตามเจตนาของโจทก์และจำเลยอันเป็นคู่สัญญา

สัญญาจ้างแรงงานกำหนดให้ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งที่คู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ และข้อโต้เถียง สิทธิเรียกร้อง หรือข้อพิพาทอันเกิดแต่หรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญานี้ให้ระงับโดยอนุญาโตตุลาการตามกฎของสมาคมการอนุญาโตตุลาการของประเทศสหรัฐอเมริกาและให้ถือว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนของการดำเนินการฟ้องร้องคดี กระบวนการอนุญาโตตุลาการให้ดำเนินการในเมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือในสถานที่อื่นอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวสามารถใช้บังคับได้ ไม่ขัดต่อกฎหมายไทยและศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าไม่ขัดต่อกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ดังนั้น โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยต้องให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเสียก่อน เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด โจทก์จึงยังไม่อาจเสนอคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวรวม 8,096,472 บาท หรือ 293,473 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล จดทะเบียนและมีสำนักงานใหญ่ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ลงนามในสัญญาจ้างแรงงานเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2541 และจำเลยได้ลงนามในหนังสือสัญญาว่าจ้างเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2541 ดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานจึงทำเป็นหนังสือขึ้นที่เมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ข้อตกลงให้สัญญาจ้างแรงงานอยู่ภายใต้บังคับและการตีความของกฎหมายมลรัฐนิวเจอร์ซี่ และกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 และไม่มีข้อความขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ในวันที่จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำร้องว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ โจทก์ยังไม่ได้ให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาเพื่อระงับข้อพิพาท ขอให้ศาลแรงงานกลางจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงานขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 สัญญาจ้างแรงงานมีข้อความที่เอาเปรียบโจทก์เกินควร ทำให้โจทก์รับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติมีลักษณะเป็นสัญญาสำเร็จรูป ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ข้อกำหนดในสัญญาจ้างแรงงานเป็นโมฆะ ไม่อาจใช้บังคับได้ ชอบที่ศาลแรงงานกลางจะรับคดีนี้ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยกำหนดให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาระงับข้อพิพาทก่อน จึงไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางให้วินิจฉัยได้ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับกันว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ มีหนังสือสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและใบสำคัญถิ่นที่อยู่ตามเอกสารหมาย จล. 1 โจทก์มีภูมิลำเนาตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จล. 2 จำเลยเป็นนิติบุคคล จดทะเบียนและมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตามเอกสารหมาย จล. 6 ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสผู้บริหารสัญญา โดยมีการทำสัญญาจ้างแรงงานเป็นหนังสือไว้ตามเอกสารหมาย จล. 4 โจทก์ลงนามในสัญญาดังกล่าวในประเทศไทยแล้วจึงส่งสัญญาไปให้ผู้มีอำนาจของจำเลยลงนามที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม 2545 จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์ โดยให้มีผลนับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2545 ตามเอกสารหมาย จล. 5 ลูกจ้างของจำเลยซึ่งเป็นชาวต่างประเทศที่จำเลยทำสัญญาจ้างให้ทำงานในประเทศไทยในโครงการพิพาท จะมีข้อตกลงในสัญญาจ้างเรื่องอนุญาโตตุลาการและการใช้บังคับกฎหมายต่างประเทศทำนองเดียวกับโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติอังกฤษ จำเลยเป็นนิติบุคคลสัญชาติอเมริกา จดทะเบียนและมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์ทำกับจำเลยนี้ โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในประเทศไทย แล้วส่งสัญญาให้จำเลยลงลายมือชื่อในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงถือว่าสัญญาจ้างแรงงานฉบับนี้ได้ทำขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งต้องบังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 13 ที่บัญญัติว่า "ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้นให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณีในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกันกฎหมายที่จะใช้บังคับได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น" เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว ได้ตกลงกันในข้อ 21 ว่า ให้สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว ได้ตกลงกันในข้อ 21 ว่า ให้สัญญาจ้างแรงงานฉบับนี้อยู่ภายใต้บังคับและการตีความตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงต้องบังคับตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ตามเจตนาของโจทก์และจำเลยอันเป็นคู่สัญญา และสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวข้อ 20 กำหนดให้ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งที่คู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ และข้อโต้เถียง สิทธิเรียกร้อง หรือข้อพิพาทอันเกิดแต่หรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญานี้ให้ระงับโดยอนุญาโตตุลาการตามกฎของสมาคมการอนุญาโตตุลาการของประเทศสหรัฐอเมริกาและให้ถือว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนของการดำเนินการฟังร้องคดีกระบวนการอนุญาโตตุลาการให้ดำเนินในเมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือในสถานที่อื่นอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวสามารถใช้บังคับได้เพราะเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่คู่กรณีตกลงให้บุคคลที่ไม่ใช่ตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอย่างหนึ่งที่คู่กรณีตกลงให้บุคคลที่ไม่ใช่ตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแทนตุลาการในศาล ข้อตกลงนี้จึงไม่ขัดต่อกฎหมายไทย และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าไม่ขัดต่อกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ดังนั้น โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยต้องให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเสียก่อน เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด โจทก์จึงยังไม่อาจเสนอคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ออกเสียจากสารบบความนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลฎีกา จึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ม. 13
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมาร์ติน แอนโทนี่ โรว์ลี่
จำเลย — เดอะหลุยส์ เบอร์เยอร์ กรุ๊ป อิงค์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1939 -ที่ 1954/2548
#267202
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 ถึงมาตรา 125 มีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแต่เพียงทางเดียว การที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และเงินประกันซึ่งเป็นเงินตามสิทธิใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541เป็นกรณีที่เลือกใช้สิทธิดำเนินการต่อจำเลยด้วยการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานอีกจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด เมื่อระหว่างที่พนักงานตรวจแรงงานพิจารณาคำร้องนั้น โจทก์ที่ 1 ถึง ที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ได้นำมูลกรณีเลิกจ้างอันเดียวกันนี้มายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางอีก ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ที่ฟ้องเรียกเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุอายุความ

โจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 15 และที่ 16 ถอนคำร้องที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานก่อนยื่นคำฟ้อง ดังนั้น ในขณะยื่นคำฟ้องจึงไม่มีคำร้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานตรวจแรงงานโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 15 และที่ 16 จึงมีอำนาจฟ้อง แม้ว่าโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 15 และที่ 16 จะไม่ระบุในคำขอถอนคำร้องดังกล่าวว่าประสงค์จะดำเนินคดีทางศาลเองก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องเสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบหกสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสิบหกสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบหกเป็นลูกจ้างจำเลย ได้รับค่าจ้างรายวันโดยมีวันเริ่มทำงาน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายและอายุงานตามที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์แต่ละคน กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 18 และวันที่ 3 ของเดือน วันที่ 28 ธันวาคม 2545 จำเลยประชุมแจ้งว่าจะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหกในวันที่ 2 มกราคม 2546 เมื่อถึงวันที่ 2 มกราคม 2546 โจทก์ทั้งสิบหกไปทำงานตามปกติแต่ไม่สามารถตอกบัตรลงเวลาทำงานได้ หัวหน้างานแจ้งว่าจำเลยไล่โจทก์ทั้งสิบหกออกแล้ว ถือว่าจำเลยมีเจตนาเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหกโดยโจทก์ทั้งสิบหกไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน ให้จำเลยคืนเงินประกันจำนวน 500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 8 กับให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างระหว่างวันที่ 1 ถึง วันที่ 15 ธันวาคม 2545 จำนวน 2,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 16

จำเลยทั้งสิบหกสำนวนให้การว่า จำเลยประกอบกิจการผลิตเทียนไข ปี 2544 มีลูกจ้างประมาณ 250 คน สถานประกอบการตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาครเนื่องจากสถานที่คับแคบ จำเลยต้องการลดต้นทุนการผลิตและขยายกำลังการผลิต จึงจำเป็นต้องย้ายสถานประกอบการไปอยู่ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ในวันที่ 9 กันยายน 2545 โดยจำเลยสร้างห้องพักให้ลูกจ้างที่จะย้ายมายังสถานประกอบการใหม่จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 7 สิงหาคม 2545 จำเลยประชุมและประกาศให้ลูกจ้างทราบถึงการย้ายสถานประกอบการ ลูกจ้างที่ประสงค์จะย้ายไปอยู่ที่สถานประกอบการใหม่ให้แจ้งความประสงค์ต่อฝ่ายบุคคล มีลูกจ้างต้องการไปทำงานที่สถานประกอบการใหม่ประมาณ 60 คน ลูกจ้างบางส่วนลาออก คงเหลือลูกจ้างบางส่วนทำงานอยู่ที่เดิมโดยทำหน้าที่เก็บสินค้าและห่อเทียนเก่า สถานประกอบการเดิมใช้เป็นโกดังเก็บสินค้า ส่วนงานการผลิตทั้งหมดย้ายไปทำที่สถานประกอบการใหม่ เดือนธันวาคม 2545 จำเลยแจ้งแก่ลูกจ้างที่ทำงาอยู่ที่สถานประกอบการเดิมว่างานที่สถานประกอบการเดิมมีเพียงเล็กน้อย งานส่วนใหญ่อยู่ที่สถานประกอบการใหม่ ลูกจ้างที่ต้องการไปทำงานที่สถานประกอบการใหม่ให้แจ้งความประสงค์ต่อหัวหน้าบรรจุ แผนกหีบห่อ หากผู้ใดประสงค์ลาออกก็ยื่นใบลาออก โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 15 ยื่นใบลาออกและรับเงินโบนัสไปจากจำเลยแล้ว โจทก์ที่ 16 ไม่มาทำงานตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2546 เป็นต้นมาโดยไม่แจ้งเหตุ วันที่ 20 มกราคม 2546 โจทก์ที่ 16 แจ้งต่อจำเลยว่าจะกลับมาทำงานแต่ก็ไม่มาทำงาน จำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหก จำเลยไม่ได้ค้างชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 16 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 18 และวันที่ 3 ของเดือน วันที่ 7 สิงหาคม 2545 จำเลยออกประกาศแจ้งลูกจ้างว่าจำเลยจะย้ายสถานประกอบการไปอยู่ที่ใหม่ในวันที่ 9 กันยายน 2545 เป็นต้นไป ลูกจ้างผู้ประสงค์ไปทำงานที่สถานประกอบการใหม่ให้แจ้งรายชื่อที่ฝ่ายบุคคล โจทก์ทั้งสิบหกไม่สามารถย้ายไปทำงานที่สถานประกอบการใหม่ได้ ยังคงทำงานอยู่ที่สถานประกอบการเดิมถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2545 สำหรับวันที่ 29 ธันวาคม 2545 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2546 เป็นวันหยุด เทศกาลปีใหม่ วันที่ 2 มกราคม 2546 ซึ่งเป็นวันเปิดทำงานวันแรกโจทก์ทั้งสิบหกไปทำงานตามปกติ แต่เมื่อไปถึงไม่มีบัตรลงเวลาทำงานของโจทก์ทั้งสิบเสีอบไว้ที่ป้อมยามตามปกติ วันที่ 3 มกราคม 2546 โจทก์ทั้งสิบหกร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน วันที่ 14 มกราคม 2546 นายบุญฤทธิ์ แสนพาน หัวหน้าพนักงานตรวจจังหวัดสมุทรสาครเรียกนายสุพัฒน์ อนันตกฤตยาธร กรรมการผู้จัดการของจำเลยและโจทก์ทั้งสิบหกมาไกล่เกลี่ยแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ วันเดียวกันนั้นโจทก์ที่ 5 และที่ 6 ยื่นใบลาออกต่อจำเลย วันที่ 15 มกราคม 2546 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 7 ถึงที่ 16 ยื่นใบลาออกต่อจำเลย จำเลยจ่ายค่าจ้าง เงินโบนัส และเงินช่วยเหลือแก่โจทก์ทั้งสิบหก ต่อมาโจทก์ทั้งสิบหกถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน ข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารหมาย จล.1 ล.1 ถึง ล.5 ล.7 และ ล.8 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยให้เวลาลูกจ้างผู้ไม่ย้ายตามไปทำงานที่สถานประกอบการใหม่ได้ทำงานอยู่ที่สถานประกอบการการเดิมจนถึงสิ้นปี 2545 คือวันที่ 28 ธันวาคม 2545 วันที่ 2 มกราคม 2546 จำเลยจงใจไม่ให้โจทก์ทั้งสิบหกใช้บัตรลงเวลาทำงานและจำเลยไม่มีงานให้โจทก์ทั้งสิบหกทำในสถานประกอบการเดิม จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหกตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2546 โดยโจทก์ทั้งสิบหกไม่มีความผิดและจำเลยไม่บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า โจทก์ทั้งสิบหกคนถอนคำร้องทุกข์และยุติเรื่องที่พนักงานตรวจแรงงานแล้ว จึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีทางศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 เป็นเงินคนละ 2,640 บาท แก่โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 2,768 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 เป็นเงินคนละ 39,600 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 เป็นเงินคนละ 29,700 บาท แก่โจทก์ที่ 5ที่ 6 เป็นเงินคนละ 14,850 บาท แก่โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 51,900 บาท แก่โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 4,950 บาท แก่โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 49,500 บาท คืนเงินประกันแก่โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่างหน้าและเงินประกัน และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชย นับแต่วันฟ้องจนกว่า จะชำระเสร็จ คำขออื่นของโจทก์ที่ 16 ให้ยก

จำเลยทั้งสิบหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานมีคำสั่งให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าโจทก์ทั้งสิบหกถอนคำร้องที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานก่อนยื่นคำฟ้องหรือไม่

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามคำสั่งศาลฎีกาว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ถอนคำร้องภายหลังวันยื่นคำฟ้อง โจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 15 และที่ 16 ถอนคำร้องก่อนวันยื่นคำฟ้อง โจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ถอนคำร้องในวันที่ยื่นคำฟ้องแต่เป็นเวลาภายหลังจากที่ยื่นคำฟ้องแล้ว

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยประการเดียวตามที่ศาลแรงงานกลางสั่งรับมาว่าโจทก์ทั้งสิบหกมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ถอนคำร้องที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายหลังวันยื่นคำฟ้อง โจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ถอนคำร้องที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ยื่นคำฟ้องแต่เป็นเวลาภายหลังจากที่ยื่นคำฟ้องแล้วตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 ถึงมาตรา 125 มีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งระหว่างใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้แต่เพียงทางเดียว จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ การที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึง ที่ 14 ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และเงินประกันซึ่งเป็นเงินตามสิทธิในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 เลือกใช้สิทธิดำเนินการต่อจำเลยด้วยการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้วโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 จึงไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานอีกจนกว่าจะดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด เมื่อปรากฏว่าระหว่างที่พนักงานตรวจแรงงานพิจารณาคำร้องนั้น โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ได้นำมูลกรณีเลิกจ้างอันเดียวกันนี้มายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางอีก ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ที่ฟ้องเรียกเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุอายุความสำหรับโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 15 และที่ 16 ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าได้ถอนคำร้องที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานก่อนยื่นคำฟ้อง ดังนั้น ในขณะยื่นคำฟ้องจึงไม่มีคำร้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 15 และที่ 16 จึงมีอำนาจฟ้อง แม้ว่าโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 15 และที่ 16 จะไม่ระบุในคำขอถอนคำร้องดังกล่าวว่าประสงค์จะดำเนินคดีทางศาลเองก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องเสียไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสายันต์ มีสาย กับพวก
จำเลย — บริษัทสหศรีอุตสาหกรรม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1939 -ที่ 1954/2548
#270012
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 123 ถึง 125 มีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งระหว่างใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้แต่เพียงทางเดียว จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ การที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่ายและเงินประกัน ซึ่งเป็นเงินตามสิทธิใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ เป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 เลือกใช้สิทธิดำเนินการต่อจำเลยด้วยการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องศาลแรงงานอีกจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด

สำหรับโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 15 และที่ 16 เมื่อปรากฏว่าได้ถอนคำร้องที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานก่อนยื่นคำฟ้อง ดังนั้น ในขณะยื่นคำฟ้องจึงไม่มีคำร้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 15 และที่ 16 จึงมีอำนาจฟ้อง แม้โจทก์ดังกล่าวจะไม่ระบุในคำขอถอนคำร้องดังกล่าวว่าประสงค์จะดำเนินคดีทางศาลเอง ก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องเสียไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบหกสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 16 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสิบหกสำนวนฟ้องและโจทก์ที่ 9 กับที่ 16 แก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบหกเป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหกโดยโจทก์ทั้งสิบหกไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน ให้จำเลยคืนเงินประกันจำนวน 500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 8 กับให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2545 จำนวน 2,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 16

จำเลยทั้งสิบหกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 18 และวันที่ 3 ของเดือน วันที่ 7 สิงหาคม 2545 จำเลยออกประกาศแจ้งลูกจ้างว่าจำเลยจะย้ายสถานประกอบการไปอยู่ที่ใหม่ในวันที่ 9 กันยายน 2545 เป็นต้นไป ลูกจ้างผู้ประสงค์ไปทำงานที่สถานประกอบการใหม่ให้แจ้งรายชื่อที่ฝ่ายบุคคล โจทก์ทั้งสิบหกไม่สามารถย้ายไปทำงานที่สถานประกอบการใหม่ได้ ยังคงทำงานอยู่ที่สถานประกอบการเดิมถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2545 สำหรับวันที่ 29 ธันวาคม 2545 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2546 เป็นวันหยุดเทศกาลปีใหม่ วันที่ 2 มกราคม 2546 ซึ่งเป็นวันเปิดทำงานวันแรกโจทก์ทั้งสิบหกไปทำงานตามปกติ แต่เมื่อไปถึงไม่มีบัตรลงเวลาทำงานของโจทก์ทั้งสิบหกเสียบไว้ที่ป้อมยามตามปกติ วันที่ 3 มกราคม 2546 โจทก์ทั้งสิบหกร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน วันที่ 14 มกราคม 2546 นายบุญฤทธิ์ แสนพาน หัวหน้าพนักงานตรวจแรงงานจังหวัดสมุทรสาครเรียกนายสุพัฒน์ อนันตกฤตยาธร กรรมการผู้จัดการของจำเลยและโจทก์ทั้งสิบหกมาไกล่เกลี่ยแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ วันเดียวกันนั้นโจทก์ที่ 5 และที่ 6 ยื่นใบลาออกต่อจำเลย วันที่ 15 มกราคม 2546 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 7 ถึงที่ 16 ยื่นใบลาออกต่อจำเลย จำเลยจ่ายค่าจ้าง เงินโบนัส และเงินช่วยเหลือแก่โจทก์ทั้งสิบหก ต่อมาโจทก์ทั้งสิบหกถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน ข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารหมาย จล.1 ล.1 ถึง ล.5 ล.7 และ ล.8 แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยให้เวลาลูกจ้างผู้ไม่ย้ายตามไปทำงานที่สถานประกอบการใหม่ได้ทำงานอยู่ที่สถานประกอบการเดิมจนถึงสิ้นปี 2545 คือวันที่ 28 ธันวาคม 2545 วันที่ 2 มกราคม 2546 จำเลยจงใจไม่ให้โจทก์ทั้งสิบหกใช้บัตรลงเวลาทำงาน และจำเลยไม่มีงานให้โจทก์ทั้งสิบหกทำในสถานประกอบการเดิม จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสิบหกตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2546 โดยโจทก์ทั้งสิบหกไม่มีความผิดและจำเลยไม่บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า โจทก์ทั้งสิบหกถอนคำร้องทุกข์และยุติเรื่องที่พนักงานตรวจแรงงานแล้ว จึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีทางศาล พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 8 และที่ 10 ถึงที่ 16 เป็นเงินคนละ 2,640 บาท แก่โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 2,768 บาท จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 3 เป็นเงินคนละ 39,600 บาท แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 4 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 เป็นเงินคนละ 29,700 บาท แก่โจทก์ที่ 5 ที่ 6 เป็นเงินคนละ 14,850 บาท แก่โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 51,900 บาท แก่โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 4,950 บาท แก่โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 49,500 บาท คืนเงินประกันแก่โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินประกัน และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นของโจทก์ที่ 16 ให้ยก

จำเลยทั้งสิบหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานมีคำสั่งให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าโจทก์ทั้งสิบหกถอนคำร้องที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานก่อนยื่นคำฟ้องหรือไม่

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามคำสั่งศาลฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ถอนคำร้องภายหลังวันยื่นคำฟ้อง โจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 15 และที่ 16 ถอนคำร้องก่อนวันยื่นคำฟ้อง โจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ถอนคำร้องในวันที่ยื่นคำฟ้องแต่เป็นเวลาภายหลังจากที่ยื่นคำฟ้องแล้ว

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยประการเดียวตามที่ศาลแรงงานกลางสั่งรับมาว่าโจทก์ทั้งสิบหกมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ถอนคำร้องที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายหลังวันยื่นคำฟ้องโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ถอนคำร้องที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ยื่นคำฟ้องแต่เป็นเวลาภายหลังจากที่ยื่นคำฟ้องแล้ว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123 ถึงมาตรา 125 มีลักษณะกำหนดให้ลูกจ้างจะต้องเลือกใช้สิทธิทางใดทางหนึ่งระหว่างใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงานหรือจะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก็ได้แต่เพียงทางเดียว จะใช้สิทธิพร้อมกันทั้งสองทางไม่ได้ การที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างค้างจ่าย และเงินประกัน ซึ่งเป็นเงินตามสิทธิในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 เลือกใช้สิทธิดำเนินการต่อจำเลยด้วยการยื่นคำร้องต่อพนักตรวจแรงงานแล้ว โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 จึงไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องศาลแรงงานอีกจนกว่าการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงานจะสิ้นสุด เมื่อปรากฏว่าระหว่างที่พนักงานตรวจแรงงานพิจารณาคำร้องนั้น โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ได้นำมูลกรณีเลิกจ้างอันเดียวกันนี้มายื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางอีกศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ที่ฟ้องเรียกเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ สำหรับโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 15 และที่ 16 ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่าได้ถอนคำร้องที่ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานก่อนยื่นคำฟ้อง ดังนั้น ในขณะยื่นคำฟ้องจึงไม่มีคำร้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 15 และที่ 16 จึงมีอำนาจฟ้อง แม้ว่าโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 15 และที่ 16 จะไม่ระบุในคำขอถอนคำร้องดังกล่าวว่าประสงค์จะดำเนินคดีทางศาลเองก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องเสียไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 9 ถึงที่ 14 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 123 ม. 124 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสายัณต์ มีสาย กับพวก
จำเลย — บริษัทสหศรีอุตสาหกรรม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1938/2548
#267965
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่มีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ ศ. ได้รับอันตรายแก่กาย ถือว่าพนักงานอัยการได้ดำเนินคดีอาญาแทน ศ. ผู้เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ในฐานะเป็นผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงในคดีอาญาย่อมผูกพันโจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจาก ศ. ด้วย เมื่อคดีส่วนอาญาถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์ในคดีอาญานำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติให้ศาลในคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ศาลฎีกาจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ยุติในคดีอาญาว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อ เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำการแทนจำเลยที่ 2 มิได้ประมาทเลินเล่อ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฒ - 3775 กรุงเทพมหานคร จากนายศุภรัชต์ รัตนเหล็กไหล เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2538 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 7353 ระยอง ของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ออกจากข้างทางขึ้นสู่ถนนสายบ้านบึง - แกลง เพื่อมุ่งหน้าไปทางอำเภอแกลง โดยความประมาทตัดหน้ารถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฒ - 3775 กรุงเทพมหานคร ที่นายศุภรัชต์ขับมุ่งหน้าไปทางอำเภอแกลงในระยะกระชั้นชิดทำให้รถยนต์ที่นายศุภรัชต์ขับพุ่งเข้าชนรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับ ได้รับความเสียหายที่ส่วนหน้ารถเครื่องยนต์ เกียร์ ห้องเครื่อง ช่วงล่าง และตัวถังรถบิดเบี้ยวทั้งคันโจทก์ชำระค่าซ่อมและค่าอะไหล่เป็นเงิน 240,000 บาท ให้แก่นายศุภรัชต์ไปแล้ว จึงรับช่วงสิทธิในค่าเสียหายดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 252,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 240,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 7353 ระยอง โดยมิได้ครอบครองและใช้ประโยชน์ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 มิได้มอบหมายหรือจ้างวานหรืออนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์บรรทุกสิบล้อของจำเลยที่ 2 ตามที่โจทก์ฟ้อง วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 7353 ระยอง ขึ้นสู่ถนนสายบ้างบึง - แกลง อย่างช้าๆ เนื่องจากมีน้ำหนักมาก แต่นายศุภรัชต์ รัตนเหล็กไหล ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ฒ - 3775 กรุงเทพมหานคร โดยประมาทมาด้วยความเร็วสูงชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาให้แก่จำเลย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ฒ - 3775 กรุงเทพมหานคร จากนายศุภรัชต์ รัตนเหล็กไหล เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2538 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา นายศุภรัชต์ขับรถยนต์กระบะดังกล่าวชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 7353 ระยอง ที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับและกระทำแทนจำเลยที่ 2 ทำให้รถยนต์กระบะของนายศุภรัชต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า เหตุรถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในสำนวนคดีอาญามีพนักงานอัยการจังหวัดระยองเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้นายศุภรัชต์ รัตนเหล็กไหล และนายรังสรรค์ อารีย์เดช ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนนางสาวกาญจนา อารีย์รบ ได้รับอันตรายสาหัส ตามคดีอาญาหมายเลขที่ 5963/2541 ของศาลจังหวัดระยอง เพราะถือว่าพนักงานอัยการจังหวัดระยองได้ดำเนินคดีอาญานี้แทนนายศุภรัชต์ผู้เอาประกันภัยกับโจทก์ในฐานะเป็นผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงในคดีอาญาย่อมมีผลผูกพันโจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากนายศุภรัชต์ด้วยเช่นกัน เมื่อขณะนี้คดีส่วนอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1094/2547 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์ นายธนะพงศ์ วงศ์ยัง จำเลย โดยศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์ในคดีอาญาดังกล่าวนำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถตัดหน้าและขวางทางเดินรถของรถยนต์กระบะในระยะกระชั้นชิดอันเป็นการกระทำโดยประมาทตามฟ้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติให้ศาลในคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ศาลฎีกาจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ยุติในคดีอาญาว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อ เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำการแทนจำเลยที่ 2 มิได้ประมาทเลินเล่อ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากนายศุภรัชต์ผู้เอาประกันภัยตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 1,587.50 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 427
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทส่งเสริมประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายธนะพงศ์ วงศ์ยัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1936/2548
#113356
เปิดฉบับเต็ม

ที่ พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39 บัญญัติว่า "?ห้ามให้ศาลประทับเป็นฟ้องตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งกำหนดต้องชำระ?หรือจะถึงกำหนดชำระระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล?" นั้น กฎหมายมุ่งประสงค์ให้ผู้รับประเมินได้ชำระหนี้ค่าภาษีจนหนี้ค่าภาษีที่พนักงานเก็บภาษีได้แจ้งการประเมินระงับสิ้นไปเสียก่อน หากเมื่อศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ผู้รับประเมินจึงจะมีสิทธิมาขอรับคืนเงินส่วนที่ลดลงมาได้ตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวในวรรคท้าย ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ผู้รับประเมินใช้การฟ้องคดีต่อศาลเพื่อประวิงการชำระหนี้ค่าภาษี และตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคสาม การชำระหนี้ด้วยเช็ค หนี้จะระงับเมื่อเช็คได้ใช้เงินไปแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยอนุมัติให้โจทก์ผ่อนชำระค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 และโจทก์สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าให้ไว้ซึ่งจะถึงกำหนดชำระหลังจากวันฟ้อง หนี้ค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 จึงยังไม่ระงับสิ้นไปและถือไม่ได้ว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระดังที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องสำหรับข้อหาเกี่ยวกับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2537 ถึง 2543

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยและการประเมินของพนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตปทุมวันและให้จำเลยคืนเงิน 76,395,688.80 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) และวรรคท้าย ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยและการประเมินของพนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตปทุมวันที่จำเลยแต่งตั้งและให้จำเลยชี้ขาดให้พนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตปทุมวันรับประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนของอาคารเลขที่ 4/1 - 2 ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และคืนเงินตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายโต้แย้งการประเมินภาษีปี 2535 และ 2536 ว่าไม่ชอบอย่างไร จึงต้องถือว่าโจทก์มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีในปี 2535 และ 2536 ส่วนการประเมินภาษีในปี 2537 ถึง 2543 โจทก์ยื่นฟ้องโดยมิได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระหรือจะถึงกำหนดชำระระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39 ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์และโจทก์ร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อพนักงานเก็บภาษีของจำเลยได้แจ้งรายการประเมินและเรียกเก็บค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2537 ถึง 2543 โจทก์ร่วมโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระเป็น 48 งวด งวดละเดือน เดือนละ 3,243,919.45 บาท งวดสุดท้ายชำระ 3,243,919.90 บาท โดยจ่ายเช็คชำระค่างวดดังกล่าว งวดที่ 1 เช็คลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 งวดต่อไปเช็คลงวันที่ 20 ของเดือนถัดไป จนครบ 48 งวด ในวันที่ 20 ตุลาคม 2547 พร้อมทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้จำเลยโดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและจำเลยตกลงให้โจทก์ร่วมผ่อนชำระค่าภาษีได้ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่แต่ผู้ว่าราชการของจำเลยมีคำชี้ขาดตามการประเมินของพนักงานเก็บภาษีของจำเลย โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในข้อหาเกี่ยวกับค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยอนุมัติให้โจทก์ผ่อนชำระค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 โดยโจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คพร้อมกับทำหนังสือรับสภาพหนี้และทำหนังสือค้ำประกันให้ไว้แก่จำเลย จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีตามการประเมินแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ที่ พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39 บัญญัติว่า "?ห้ามมิให้ศาลประทับเป็นฟ้องตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระ..หรือจะถึงกำหนดชำระระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล" นั้น กฎหมายมุ่งประสงค์ให้ผู้รับประเมินได้ชำระหนี้ค่าภาษีจนหนี้ค่าภาษีที่พนักงานเก็บภาษีได้แจ้งการประเมินระงับสิ้นไปเสียก่อน หากเมื่อศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ผู้รับประเมินจึงจะมีสิทธิมาขอรับคืนเงินส่วนที่ลดลงมาได้ตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวในวรรคท้าย ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ผู้รับประเมินใช้การฟ้องคดีต่อศาลเพื่อประวิงการชำระหนี้ค่าภาษีเพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้ทางราชการขาดเงินรายได้จากภาษีมาใช้ในการบริหารราชการได้ และตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคสาม การชำระหนี้ด้วยเช็คหนี้จะระงับเมื่อเช็คได้ใช้เงินแล้ว ดังนั้น หนี้ค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 จึงยังไม่ระงับสิ้นไปและถือไม่ได้ว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระดังที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง สำหรับข้อหาเกี่ยวกับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2537 ถึง 2543 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยจึงชอบแล้ว?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคสาม
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด
โจทก์ร่วม — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1936/2548
#268107
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 มุ่งประสงค์ให้ผู้รับประเมินได้ชำระหนี้ค่าภาษีจนหนี้ค่าภาษีที่พนักงานเก็บภาษีได้แจ้งการประเมินระงับสิ้นไปเสียก่อน หากเมื่อศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ผู้รับประเมินจึงจะมีสิทธิมาขอรับคืนเงินส่วนที่ลดลงมาได้เพื่อป้องกันมิให้ผู้รับประเมินใช้การฟ้องคดีต่อศาลเพื่อประวิงการชำระหนี้ค่าภาษี และตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคสาม การชำระหนี้ค่าภาษีดังกล่าวด้วยเช็ค หนี้จะระงับเมื่อเช็คได้ใช้เงินแล้ว ดังนั้น หนี้ค่าภาษีประจำปีจึงยังไม่ระงับสิ้นไปและถือไม่ได้ว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนเงินค่าภาษีแต่ละปีภาษีเป็นการเรียกค่าขึ้นศาลเกินไปจากที่กฎหมายกำหนดเพราะพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้แจ้งการประเมินค่าภาษีประจำปี 2535 ถึง 2543 ไปยังโจทก์ร่วมคราวเดียวกัน ถึงแม้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจะแจกแจงค่าภาษีแต่ละปีภาษี แต่ก็รวมยอดเป็นค่าภาษีทั้งสิ้น 143,949,403.29 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 200,000 บาท นั้น แม้โจทก์จะไม่ได้โต้แย้งไว้เพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 ถึง 2543 รวม 9 ข้อหา ซึ่งแต่ละข้อหาแยกต่างหากจากกัน โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามรายข้อหา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2526 โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 3008 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมโดยโจทก์มีหน้าที่ชำระภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือนหรือภาษีอื่นที่เกิดจากการเช่าตามสัญญาเช่าดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 และ 29 มิถุนายน 2543 พนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตปทุมวันแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนเลขที่ 4/1-2 ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ไปยังสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยเรียกเก็บค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 ค่ารายปี 1,914,068.78 บาท ค่าภาษี 239,258.60 บาท ปี 2536 ค่ารายปี 17,258,364.42 บาท ค่าภาษี 2,157,295.55 บาท ปี 2537 ค่ารายปี 120,065,462.40 บาท ค่าภาษี 15,008,182.80 บาท ปี 2538 ค่ารายปี 157,165,590.62 บาท ค่าภาษี 19,645,698.83 บาท ปี 2539 ค่ารายปี 165,878,887.75 บาท ค่าภาษี 20,734,860.97 บาท ปี 2540 ค่ารายปี 172,064,714.56 บาท ค่าภาษี 21,508,089.32 บาท ปี 2541 ค่ารายปี 173,896,713.36 บาท ค่าภาษี 21,737,089.17 บาท ปี 2542 ค่ารายปี 170,270,075.36 บาท ค่าภาษี 21,283,759.42 บาท ปี 2543 ค่ารายปี 173,081,349.60 บาท ค่าภาษี 21,635,168.63 บาท โจทก์และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เห็นว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวสูงเกินความเป็นจริงและไม่เป็นธรรม จึงได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 และ 2536 ต่อสำนักงานเขตปทุมวันแล้ว ส่วนภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 โจทก์ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระเป็น 48 งวด งวดละเดือน เดือนละ 3,243,919.45 บาท งวดสุดท้ายชำระ 3,243,919.90 บาท และโจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาราชดำริ ชำระเงินตามงวดดังกล่าว งวดที่ 1 เช็คลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 และงวดต่อไป เช็คลงวันที่ 20 ของเดือนต่อๆ ไป จนครบ 48 งวด งวดสุดท้ายเช็คลงวันที่ 20 ตุลาคม 2547 โดยโจทก์ทำหนังสือรับสภาพหนี้และหนังสือค้ำประกันต่อสำนักงานเขตปทุมวันด้วย ต่อมาจำเลยชี้ขาดยืนตามการประเมินของพนักงานเก็บภาษีโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินในส่วนลานเอนกประสงค์และทางเดินภายนอก พนักงานเก็บภาษีของจำเลยกำหนดพื้นที่สำหรับปีภาษี 2537 ถึงปีภาษี 2543 ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง และพื้นที่ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ได้นำมาให้ผู้อื่นเช่าเพื่อหาผลประโยชน์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงได้รับการยกเว้นจากการเก็บภาษีอากรในส่วนนี้การคำนวณภาษีโรงเรือนในส่วนพื้นที่ส่วนกลางและห้องว่างทั้งหมดตั้งแต่ปีภาษี 2538 ถึงปีภาษี 2543 พนักงานเก็บภาษีของจำเลยกำหนดการคิดภาษีโรงเรือนในพื้นที่ส่วนกลางและห้องว่างทั้งหมดผิดพลาดคลาดเคลื่อนสูงเกินความเป็นจริง ส่วนเบี้ยประกันภัยที่พนักงานเก็บภาษีของจำเลยประเมินนำมารวมเป็นเงินค่ารายปีแล้วคำนวณเป็นเงินภาษีที่ผู้รับประเมินต้องชำระนั้นไม่ถูกต้องเพราะตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่าค่ารายปีหมายความว่าจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่งๆ ส่วนการประกันภัยเป็นเรื่องประกันความเสียหายของอาคารทรัพย์สินที่ให้เช่า หากเกิดความเสียหายขึ้นก็จะได้นำเงินที่ได้จากการประกันภัยมาดำเนินการซ่อมแซมหรือก่อสร้างใหม่ไม่ใช่นำเงินดังกล่าวมาเป็นรายได้ของผู้ให้เช่า ดังนั้นเบี้ยประกันภัยจึงไม่รวมอยู่ในเงินค่ารายปี ส่วนพื้นที่จอดรถของโจทก์มีเพียง 53,557.90 ตารางเมตร พนักงานเก็บภาษีของจำเลยประเมินเพิ่มขึ้นมากกว่าความจริง 4,917.10 ตารางเมตร หากคำนวณภาษีที่ถูกต้องจะเป็นค่ารายปี 12,853,896 บาท ค่าภาษี 1,606,737 บาท ทำให้ผู้รับประเมินเสียภาษีสำหรับที่จอดรถเกินความเป็นจริงปีละ 147,513 บาท ส่วนเงินช่วยค่าก่อสร้างจากผู้เช่าช่วงนั้นจำเลยจะต้องคำนวณค่าบริการที่โจทก์ให้บริการแก่ผู้เช่าช่วงแล้วนำค่าบริการต่างๆ มาหักลดหย่อนจากเงินช่วยค่าก่อสร้างแล้วจึงนำรายได้ที่แท้จริงไปคำนวณเป็นค่ารายปีเพื่อคิดอัตราภาษีโรงเรือน ดังนั้นการที่พนักงานเก็บภาษีนำเงินช่วยค่าก่อสร้างทั้งจำนวนไปรวมคิดเป็นค่ารายปีจึงไม่ชอบ ส่วนค่าภาษีที่เกิดจากค่าเช่าห้อง พนักงานเก็บภาษีของจำเลยประเมินโดยปราศจากหลักเกณฑ์ ไม่ได้ประเมินตามอัตราค่าเช่าที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าโจทก์เห็นว่าการประเมินที่ถูกต้องจะต้องเป็นดังนี้

ปี 2535 ค่ารายปี 1,148,441.30 บาท ค่าภาษี 143,555.20 บาท

ปี 2536 ค่ารายปี 10,355,018.70 บาท ค่าภาษี 1,294,377.40 บาท

ปี 2537 ค่ารายปี 75,560,893.50 บาท ค่าภาษี 9,445,111.70 บาท

ปี 2538 ค่ารายปี 75,560,893.50 บาท ค่าภาษี 9,445,111.70 บาท

ปี 2539 ค่ารายปี 75,560,893.50 บาท ค่าภาษี 9,445,111.70 บาท

ปี 2540 ค่ารายปี 75,560,893.50 บาท ค่าภาษี 9,445,111.70 บาท

ปี 2541 ค่ารายปี 75,560,893.50 บาท ค่าภาษี 9,445,111.70 บาท

ปี 2542 ค่ารายปี 75,560,893.50 บาท ค่าภาษี 9,445,111.70 บาท

ปี 2543 ค่ารายปี 75,560,893.50 บาท ค่าภาษี 9,445,111.70 บาท

รวมค่ารายปี 540,429,714.50 บาท ค่าภาษี 67,553,714.50 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระเกินไปเป็นจำนวน 76,395,688.80 บาท ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยและการประเมินของพนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตปทุมวัน และให้จำเลยคืนเงิน 76,395,688.80 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) และวรรคท้าย ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 3008 เนื้อที่ 117 ไร่ 67 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม และเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2526 โจทก์ร่วมให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าวเป็นเนื้อที่ประมาณ 35 ไร่ เพื่อปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมในนามของโจทก์ร่วมคือ อาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เลขที่ 4 และ 4/1-2 แล้วให้โจทก์เช่าโดยโจทก์มีหน้าที่ต้องเป็นผู้ชำระภาษีโรงเรือนและภาษีอื่นใดที่เกิดจากการเช่าตามสัญญาแทนโจทก์ร่วม ในระหว่างอายุสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 28 และ 29 มิถุนายน 2543 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินภาษีโรงเรือนในอาคารดังกล่าวในระหว่างปีภาษี 2535 ถึง 2543 เป็นค่ารายปีรวม 1,151,595,226.32 บาท และค่าภาษีเป็นเงินรวม 143,949,403.29 บาท โจทก์และโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ แต่จำเลยมีคำสั่งยืนตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินไว้ โจทก์ร่วมเห็นว่าการประเมินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากได้รวมพื้นที่ที่ว่างไปใช้ในการคำนวณภาษีด้วย พื้นที่ดังกล่าวโจทก์ร่วมไม่ได้ให้โจทก์เช่าเพียงแต่ยอมให้โจทก์นำพื้นที่ดังกล่าวไปใช้ในการคำนวณพื้นที่ปลูกสร้างเพื่อขออนุญาตปลูกสร้างเท่านั้น แต่สิทธิในการใช้สอยและดูแลรักษายังคงเป็นของโจทก์ร่วมซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 มาตรา 8 บัญญัติไว้ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้รับยกเว้นจากการเก็บภาษีอากร ฉะนั้นพื้นที่ในส่วนนี้จึงไม่อาจนำไปคำนวณภาษีได้ อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2543 โจทก์ร่วมได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์ และให้โจทก์ส่งมอบสถานที่เช่าคืนโจทก์ร่วมแล้ว อนึ่งโจทก์ร่วมได้รับยกเว้นการจัดเก็บภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2479 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการยกเว้นภาษีอากรอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2477 ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยและการประเมินของพนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตปทุมวันที่จำเลยแต่งตั้งและให้ชี้ขาดให้พนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตปทุมวันรับประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนของอาคารเลขที่ 4/1-2 ถนนรายดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และคืนเงินตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 คือ มิได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระให้แก่จำเลยตามคำชี้ขาดการประเมินก่อนที่จะยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อจำเลยโดยยินยอมชำระค่าภาษีตามการประเมินทุกประการ จึงถือว่าโจทก์และโจทก์ร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นผลให้ข้อโต้แย้งเรื่องการประเมินภาษีของพนักงานเจ้าหน้าที่ระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850, 851, 852 โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ใช่เจ้าของอาคารที่ถูกประเมินและมิได้เป็นผู้รับประเมินตามกฎหมาย ผู้เป็นเจ้าของอาคารคือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดพื้นที่ลานเอนกประสงค์ ทางเดินภายนอกพื้นที่ส่วนกลางและห้องว่างและคำนวณภาษีถูกต้องแล้ว เบี้ยประกันภัยและเงินช่วยค่าก่อสร้างที่พนักงานเก็บภาษีของจำเลยนำมารวมเป็นเงินค่ารายปีตามฟ้องนั้นถือว่าเป็นเงินอื่นใดที่จ่ายเพื่อให้ได้เช่าทรัพย์สินจึงต้องนำมารวมคำนวณเป็นค่ารายปี การประเมินภาษีของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายโต้แย้งการประเมินภาษีปี 2535 และ 2536 ว่าไม่ชอบอย่างไร จึงต้องถือว่าโจทก์มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีในปี 2535 และ 2536 ส่วนการประเมินภาษีในปี 2537 ถึง 2543 โจทก์ยื่นฟ้องโดยมิได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระหรือจะถึงกำหนดชำระระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์และโจทก์ร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อพนักงานเก็บภาษีของจำเลยได้แจ้งรายการประเมินและเรียกเก็บค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2537 ถึง 2543 โจทก์ร่วมโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระเป็น 48 งวด งวดละเดือน เดือนละ 3,243,919.45 บาท งวดสุดท้ายชำระ 3,243,919.90 บาท โดยจ่ายเช็คชำระค่างวดดังกล่าว งวดที่ 1 เช็คลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 งวดต่อไปเช็คลงวันที่ 20 ของเดือนถัดไปจนครบ 48 งวด ในวันที่ 20 ตุลาคม 2547 พร้อมทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้จำเลยโดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและจำเลยตกลงให้โจทก์ร่วมผ่อนชำระค่าภาษีได้ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ แต่ผู้ว่าราชการของจำเลยมีคำชี้ขาดตามการประเมินของพนักงานเก็บภาษีของจำเลย โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องในข้อหาเกี่ยวกับค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยอนุมัติให้โจทก์ผ่อนชำระค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 โดยโจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คพร้อมกับทำหนังสือรับสภาพหนี้และทำหนังสือค้ำประกันให้ไว้แก่จำเลย จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีตามการประเมินแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 บัญญัติว่า "...ห้ามมิให้ศาลประทับเป็นฟ้องตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระ...หรือจะถึงกำหนดชำระระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล" นั้น กฎหมายมุ่งประสงค์ให้ผู้รับประเมินได้ชำระหนี้ค่าภาษีจนหนี้ค่าภาษีที่พนักงานเก็บภาษีได้แจ้งการประเมินระงับสิ้นไปเสียก่อน หากเมื่อศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ผู้รับประเมินจึงจะมีสิทธิมาขอรับคืนเงินส่วนที่ลดลงมาได้ตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวในวรรคท้ายทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ผู้รับประเมินใช้การฟ้องคดีต่อศาลเพื่อประวิงการชำระหนี้ค่าภาษีเพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้ทางราชการขาดเงินรายได้จากภาษีมาใช้ในการบริหารราชการได้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม การชำระหนี้ด้วยเช็ค หนี้จะระงับเมื่อเช็คได้ใช้เงินแล้ว ดังนั้น หนี้ค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 จึงยังไม่ระงับสิ้นไปและถือไม่ได้ว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระดังที่กฎหมายกำหนดไว้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องสำหรับข้อหาเกี่ยวกับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2537 ถึง 2543 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนเงินค่าภาษีแต่ละปีภาษีเป็นการเรียกค่าขึ้นศาลเกินไปจากที่กฎหมายกำหนด เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้แจ้งการประเมินค่าภาษีประจำปี 2535 ถึง 2543 ไปยังโจทก์ร่วมคราวเดียวกัน ถึงแม้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจะแจกแจงค่าภาษีแต่ละปีภาษีก็ตามแต่ก็รวมยอดเป็นค่าภาษีทั้งสิ้น 143,949,403.29 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 200,000 บาท นั้น แม้ปัญหาข้อนี้โจทก์จะไม่ได้โต้แย้งไว้เพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์ และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 ถึง 2543 รวม 9 ข้อหา ซึ่งแต่ละข้อหาแยกต่างหากจากกัน โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามรายข้อหา ตามนับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2543 ระหว่างกรมสรรพากร โจทก์ บริษัทอินเตอร์แพนโอเวอร์ซีส์เทรด (ไทยแลนด์) จำกัด โดยนายธนาธิป ผ่านเมือง ผู้ชำระบัญชี จำเลย ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321
ป.วิ.พ. ม. 226 ม. 150
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด
โจทก์ร่วม — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1936/2548
#269761
เปิดฉบับเต็ม

ที่ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 บัญญัติว่า "...ห้ามมิให้ศาลประทับเป็นฟ้องตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระ... หรือจะถึงกำหนดชำระระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล" นั้น กฎหมายมุ่งประสงค์ให้ผู้รับประเมินได้ชำระหนี้ค่าภาษีจนหนี้ค่าภาษีที่พนักงานเก็บภาษีได้แจ้งการประเมินระงับสิ้นไปเสียก่อน หากเมื่อศาลตัดสินให้ลดภาษี ผู้รับประเมินจึงจะมีสิทธิมาขอรับคืนเงินส่วนที่ลดลงมาได้ตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวในวรรคท้าย ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ผู้รับประเมินใช้การฟ้องคดีต่อศาลเพื่อประวิงการชำระหนี้ค่าภาษี และตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคสาม การชำระหนี้ด้วยเช็ค หนี้จะระงับเมื่อเช็คได้ใช้เงินแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยอนุมัติให้โจทก์ผ่อนชำระค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 และโจทก์สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าให้ไว้ซึ่งจะถึงกำหนดชำระหลังจากวันฟ้อง หนี้ค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 จึงยังไม่ระงับสิ้นไปและถือไม่ได้ว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระดังที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องสำหรับข้อหาเกี่ยวกับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2537 ถึง 2543

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมโดยโจทก์มีหน้าที่ชำระภาษีที่ดินภาษีโรงเรือน หรือภาษีอื่นที่เกิดจากการเช่าตามสัญญาเช่าดังกล่าว พนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตปทุมวันแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไปยังสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โจทก์และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เห็นว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินดังกล่าวสูงเกินความเป็นจริงและไม่เป็นธรรมจึงได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2535 และ 2536 ต่อสำนักงานเขตปทุมวันแล้ว ส่วนภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 โจทก์ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระเป็น 48 งวด และโจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด ชำระเงินตามงวดดังกล่าว งวดที่ 1 เช็คลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 และงวดต่อไป เช็คลงวันที่ 20 ของเดือนต่อ ๆ ไปจนครบ 48 งวด งวดสุดท้ายเช็คลงวันที่ 20 ตุลาคม 2547 โดยโจทก์ทำหนังสือรับสภาพหนี้และหนังสือค้ำประกันต่อสำนักงานเขตปทุมวันด้วย ต่อมาจำเลยชี้ขาดยืนตามการประเมินของพนักงานเก็บภาษี โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมิน จำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระเกินไปเป็นเงินจำนวน 76,395,688.80 บาท ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยและการประเมินของพนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตปทุมวันและให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระเกินไป 76,395,688.80 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) และวรรคท้าย ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องว่า โจทก์ร่วมมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3008 ตำบลปทุมวัน อำเภอปทุมวัน (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าวบางส่วน เพื่อปลูกสร้างอาคารศูนย์การค้าและโรงแรมในนามของโจทก์ร่วม แล้วให้โจทก์เช่าโดยโจทก์มีหน้าที่ต้องเป็นผู้ชำระภาษีโรงเรือนและภาษีอื่นใดที่เกิดจากการเช่าตามสัญญาแทนโจทก์ร่วม ในระหว่างอายุสัญญาเช่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินภาษีโรงเรือนในอาคารดังกล่าวในระหว่างปีภาษี 2535 ถึง 2543 โจทก์และโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ โจทก์และโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ แต่จำเลยมีคำสั่งยืนตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ประเมินไว้ โจทก์ร่วมเห็นว่าการประเมินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยและการประเมินของพนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตปทุมวันที่จำเลยแต่งตั้ง และให้จำเลยชี้ขาดให้พนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตปทุมวันรับประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนของอาคารเลขที่ 4/1 - 2 ถนนราชดำริ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และคืนเงินตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายโต้แย้งการประเมินภาษีปี 2535 และ 2536 ว่าไม่ชอบอย่างไร จึงต้องถือว่าโจทก์มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีในปี 2535 และ 2536 ส่วนการประเมินภาษีในปี 2537 ถึง 2543 โจทก์ยื่นฟ้องโดยมิได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระหรือจะถึงกำหนดชำระระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย และพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อพนักงานเก็บภาษีของจำเลยได้แจ้งรายการประเมินและเรียกเก็บค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2537 ถึง 2543 โจทก์ร่วมโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระเป็น 48 งวด งวดละเดือน เดือนละ 3,243,919.45 บาท งวดสุดท้ายชำระ 3,243,919.90 บาท โดยจ่ายเช็คชำระค่างวดดังกล่าว งวดที่ 1 เช็คลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 งวดต่อไปเช็คลงวันที่ 20 ของเดือนถัดไปจนครบ 48 งวด ในวันที่ 20 ตุลาคม 2547 พร้อมทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้จำเลยโดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน และจำเลยตกลงให้โจทก์ร่วมผ่อนชำระค่าภาษีได้ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ แต่ผู้ว่าราชการของจำเลยมีคำชี้ขาดตามการประเมินของพนักงานเก็บภาษีของจำเลย โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในข้อหาเกี่ยวกับค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยอนุมัติให้โจทก์ผ่อนชำระค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 โดยโจทก์ได้สั่งจ่ายเช็ค พร้อมกับทำหนังสือรับสภาพหนี้และทำหนังสือค้ำประกันให้ไว้แก่จำเลย จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีตามการประเมินแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 บัญญัติว่า "...ห้ามมิให้ศาลประทับเป็นฟ้องตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระ...หรือจะถึงกำหนดชำระระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล" นั้น กฎหมายมุ่งประสงค์ให้ผู้รับประเมินได้ชำระหนี้ค่าภาษีจนหนี้ค่าภาษีที่พนักงานเก็บภาษีได้แจ้งการประเมินระงับสิ้นไปเสียก่อน หากเมื่อศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ผู้รับประเมินจึงจะมีสิทธิมาขอรับคืนเงินส่วนที่ลดลงมาได้ตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวในวรรคท้าย ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ผู้รับประเมินใช้การฟ้องคดีต่อศาลเพื่อประวิงการชำระหนี้ค่าภาษี เพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้ทางราชการขาดเงินรายได้จากภาษีมาใช้ในการบริหารราชได้ และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม การชำระหนี้ด้วยเช็ค หนี้จะระงับเมื่อเช็คได้ใช้เงินแล้ว ดังนั้น หนี้ค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 จึงยังไม่ระงับสิ้นไป และถือไม่ได้ว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระดังที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องสำหรับข้อหาเกี่ยวกับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2537 ถึง 2543..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคสาม
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวังเพชรบูรณ์ จำกัด
โจทก์ร่วม — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1933/2548
#271869
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูกิจการนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กิจการของลูกหนี้ซึ่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราวได้มีโอกาสฟื้นฟูกิจการหรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติต่อไปได้ แต่ปรากฏว่าลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ถึง 413,308,151.60 บาท มีผลขาดทุนสุทธิ 163,655,768.74 บาท ทำให้มีผลขาดทุนสุทธิเกินทุนจำนวน 313,166,361.28 บาท โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแสดงความเห็นว่า บริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นจำนวนเงินสูง เป็นเหตุให้สงสัยว่าบริษัทอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ แม้ลูกหนี้จะดำเนินธุรกิจมานานโดยทำสัญญาร่วมทุนเพื่อดำเนินกิจการร้านสะดวกซื้อ เอเอ็ม/พีเอ็มกับวิสาหกิจ 2 แห่ง ในสถานีบริการน้ำมัน ป.ต.ท. ทั่วประเทศ โดยก่อตั้งบริษัทมาบริหารกิจการและลูกหนี้ถือหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าวจำนวน 3,999,999 หุ้น แต่หุ้นดังกล่าวลูกหนี้ได้จำนำไว้กับผู้คัดค้าน และในปัจจุบันสิทธิในการใช้เครื่องหมาย เอเอ็ม/พีเอ็มก็ตกเป็นของผู้คัดค้านโดยได้รับความยินยอมจากผู้เป็นเจ้าของแล้ว ซึ่งผู้คัดค้านได้บอกเลิกสัญญาให้ใช้สิทธิแล้วอันเนื่องมาจากผลประกอบการที่ขาดทุนและการค้างค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิ นอกจากนี้หลังจากปี 2541 เป็นต้นมาไม่ปรากฏว่าลูกหนี้จัดทำงบการเงินยื่นต่อกระทรวงพาณิชย์ แสดงให้เห็นว่าลูกหนี้ไม่ได้ประกอบกิจการใดๆ แล้ว และไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ได้รับทุนหมุนเวียนมาจากสถาบันการเงินใด ดังนั้น จึงฟังได้ว่า ลูกหนี้ไม่ได้ประกอบธุรกิจแล้ว ลูกหนี้ไม่มีโอกาสฟื้นฟูกิจการหรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติต่อไปได้ กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องขอเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับ จำนวน 45,801,095.89 บาท ลูกหนี้ประกอบธุรกิจประเภทร้านค้าสะดวกซื้อเครื่องหมาย เอเอ็ม/พีเอ็ม ลูกหนี้มีเจ้าหน้าที่เป็นสถาบันการเงินทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งหนี้ทางการค้าที่เกิดจากการสั่งซื้อสินค้าต่างๆ กับเจ้าหนี้ทางการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมเป็นหนี้สิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จำนวน 606,059,283.83 บาท มีสินทรัพย์รวม 292,892,922.54 บาท ลูกหนี้มีผลขาดทุนสุทธิ 163,655,768.74 บาท ทำให้มีผลขาดทุนสุทธิเกินทุนจำนวน 313,166,361.28 บาท ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเพราะมีสินทรัพย์ไม่พอกับหนี้สิน และลูกหนี้ขาดสภาพคล่องที่จะชำระหนี้แก่ผู้ร้องขอ ผู้ร้องขอได้มีหนังสือบอกกล่าวให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน และลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ กับลูกหนี้เคยแจ้งแก่ผู้ร้องขอว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้และมีเหตุอันควรกับมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ขอศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งนายไกวัล ชุ่มวัฒนะ และหรือนายกรวิชช์ วังเสาวภาคย์ เป็นผู้ทำแผนตามที่ร้องขอด้วย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอ

ผู้ร้องขออุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ลูกหนี้มีผลขาดทุนจากการดำเนินงานรวมเป็นหนี้สิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จำนวน 606,059,283.83 บาท มีสินทรัพย์รวม 292,892,922.54 บาท ลูกหนี้มีผลขาดทุนสุทธิ 163,655,768.74 บาท ทำให้มีผลขาดทุนสุทธิเกินทุนจำนวน 313,166,361.28 บาท ตามสำเนาบัญชีงบดุลและรายงานผู้สอบบัญชีผู้ได้รับอนุญาต เอกสารหมาย ร.5 ถือได้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นหนี้เจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องขอว่า กรณีมีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้หรือไม่ เห็นว่า ในการฟื้นฟูกิจการนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กิจการของลูกหนี้ซึ่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราวได้มีโอกาสฟื้นฟูกิจการหรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติต่อไปได้ เมื่อพิจารณาจากรายงานของผู้สอบบัญชีและงบการเงินของลูกหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2541 ตามเอกสารหมาย ร.5 แล้ว ปรากฏว่าลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ถึง 413,308,151.60 บาท ลูกหนี้มีผลขาดทุนสุทธิ 163,655,768.74 บาท ทำให้มีผลขาดทุนสุทธิเกินทุนจำนวน 313,166,361.28 บาท และผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้แสดงความเห็นไว้ว่า "บริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นจำนวนเงินสูง เป็นเหตุให้สงสัยว่าบริษัทอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้" แม้ลูกหนี้จะดำเนินธุรกิจมานานโดยทำสัญญาร่วมทุนเพื่อดำเนินกิจการร้านค้าสะดวกซื้อเอเอ็ม/พีเอ็ม กับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) และบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ โดยผู้ร่วมทุนได้จัดตั้งบริษัท ปตท. มาร์ท จำกัด มาบริหารกิจการ และลูกหนี้ถือหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าวจำนวน 3,999,999 หุ้น แต่หุ้นดังกล่าวลูกหนี้ได้จำนำไว้กับผู้คัดค้านตามสัญญาจำนำเอกสารหมาย ค.58 หรือ ร.13 และในปัจจุบันสิทธิในการใช้เครื่องหมายเอเอ็ม/พีเอ็ม ตกเป็นของผู้คัดค้านโดยได้รับความยินยอมจาก เอเอ็ม/พีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ตามหนังสือโอนสิทธิเอกสารหมาย ค.34 นอกจากนี้บริษัท ปตท. มาร์ท จำกัด มีผลประกอบการขาดทุนและค้างชำระค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิต่อผู้คัดค้านจำนวน 20,000,000 บาท ผู้คัดค้านได้บอกเลิกสัญญาให้ใช้สิทธิตามเอกสารหมาย ค.35 แล้ว และข้อเท็จจริงปรากฏจากบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นและคำเบิกความของนายอธิคม สุระสุนทร ตอบคำถามค้านทนายผู้ร้องขอว่า ลูกหนี้ได้นำทรัพย์สินของตนเองจำนวน 63 สาขา มาจำนำไว้กับผู้คัดค้านตามสัญญาจำนำหมาย ค.33 แล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระลูกหนี้มิได้ชำระหนี้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านได้มีหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ชำระหนี้และบังคับจำนำตามหนังสือขอให้ชำระหนี้และบังคับจำนำ เอกสารหมาย ค.60 และ ค.61 และผู้คัดค้านดำเนินการนำหุ้นและทรัพย์สินที่จำนำไว้เป็นประกันตามสัญญาจำนำออกทำการขายทอดตลาด แต่ไม่สามารถขายทอดตลาดได้เนื่องจากผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และหลังจากปี 2541 ไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ได้จัดทำงบการเงินยื่นต่อกระทรวงพาณิชย์ แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันลูกหนี้ไม่ได้ประกอบกิจการใดๆ แล้ว และไม่ปรากฏว่าลูกหนี้จะได้รับเงินทุนหมุนเวียนมาจากสถาบันการเงินใด และที่ลูกหนี้อ้างว่าเจ้าหนี้บางรายอาจให้การสนับสนุนด้านการเงินหมุนเวียนนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าลูกหนี้ไม่ได้ประกอบธุรกิจแล้ว ลูกหนี้ไม่มีโอกาสฟื้นฟูกิจการหรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติต่อไปได้ กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/10 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องขอฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นต่อไปอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/10
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทเอส.เอ็น.โปรดักชั่นเทรดดิ้ง จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทเวิลด์โฟน ช็อป จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัทเอเอ็ม/พีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1904/2548
#113157
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาทะเบียนบ้านซึ่งมีนายทะเบียนอำเภอรับรองถูกต้อง ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง กรณีจึงไม่จำเป็นต้องนำพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับรองสำเนานั้นมาเป็นพยานเบิกความรับรองอีก และแม้โจทก์เพิ่งส่งต่อศาลเมื่อสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเสร็จแล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาล จำเลยก็ไม่ได้คัดค้าน ศาลจึงมีอำนาจรับฟังสำเนาทะเบียนบ้านดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 70,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 70,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 40,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยรู้จักกันมากว่า 10 ปี แล้ว ปัจจุบันจำเลยมีชื่อว่า "นายฉ่อย ศรีสุวรรณ์" อยู่บ้านเลขที่ 3/3 หมู่ที่ 6 ตำบลสายลำโพง อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ มารดาและบิดาชื่อ นางน้อยและนายชู ปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ล. 2 และ ล. 3 และสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารลำดับที่ 40 ที่ที่ว่าการอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ส่งมาในคดีนี้ตามสัญญากู้เงินที่โจทก์อ้างเป็นมูลฟ้องคดีนี้ ชื่อและลายมือชื่อผู้กู้คือนายช่วย ศรีสุวรรณ์ อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 84 หมู่ที่ 1 ตำบลสายลำโพง อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ลายมือชื่อตัวและชื่อสกุลของจำเลยที่เคยลงนามในเอกสารสำคัญต่าง ๆ ปรากฏในสัญญากู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และรายงานเบิกเงินกู้จากธนาคารเดียวกันตามเอกสารหมาย จ. 5 และ จ. 6

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินโดยใช้ชื่อว่านายช่วย ศรีสุวรรณ์ และรับเงินไปจากโจทก์หรือไม่ ปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 3/3 หมู่ที่ 6 ตำบลสายลำโพง อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ และบ้านเลขที่ 84 หมู่ที่ 1 ตำบลสายลำโพง อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ตามเอกสารหมาย จ. 4 ว่า บุคคลที่เดิมชื่อว่านายช่วย ศรีสุวรรณ์ นั้น ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นนายฉ่อย ศรีสุวรรณ์ บุคคลนี้มีมารดาและบิดาคือนางน้อยและนายชูเช่นเดียวกันกับนายฉ่อย ศรีสุวรรณ์ บุคคลที่ชื่อว่านายฉ่อย ศรีสุวรรณ์ นั้นแม้ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 3/3 แต่ก็เคยอยู่ร่วมกับบุตรคนอื่น ๆ ของนางน้อยและนายชูที่บ้านเลขที่ 84 มาก่อน ซึ่งความเป็นมาของบุคคลชื่อช่วยและฉ่อยตามที่ปรากฏในสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ. 4 นี้ สอดคล้องกับที่จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ยอมรับว่า จำเลยเคยอยู่ที่บ้านเลขที่ 84 แต่เมื่อมีภริยาจึงได้ย้ายไปอยู่บ้านเลขที่ 3/3 พี่น้องร่วมบิดามารดาของจำเลยไม่มีใครอื่นที่เคยมีชื่อว่านายช่วย ศรีสุวรรณ์ นอกจากนี้เมื่อพิเคราะห์ลายมือชื่อตัวและลายมือชื่อสกุลของนายช่วย ศรีสุวรรณ์ ผู้กู้ในสัญญากู้เงินเปรียบเทียบกับลายมือชื่อตัวและชื่อสกุลของจำเลยที่ใช้ว่านายฉ่อย ศรีสุวรรณ์ ในช่องผู้รับสำเนาทะเบียนบ้านหลังสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ. 4 ลายมือชื่อตัวและชื่อสกุลของจำเลยที่ใช้ว่านายฉ่อย ศรีสุวรรณ์ ในสัญญากู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและรายงานเบิกเงินกู้จากธนาคารเดียวกัน ตามเอกสารหมาย จ. 5 และ จ. 6 แล้วเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของลายมือชื่อสกุลว่ามีลักษณะการเขียน ลายเส้นและลีลาการเขียนที่คล้ายคลึงกันจนน่าเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ทั้งโจทก์ยังมีตัวโจทก์ นายธนพจน์ ซึ่งเป็นผู้เขียนสัญญากู้ และนางกาญจนาซึ่งเป็นพยานในสัญญากู้เบิกความยืนยันว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินและได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วจริง ส่วนจำเลยคงมีเพียงจำเลยมาเบิกความลอย ๆ ว่าจำเลยกู้เงินโจทก์เมื่อปี 2521 เพียง 400 บาท และนำข้าวโพดไปตีใช้หนี้ภายในปีเดียวกันแล้ว กับเบิกความประกอบสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 84 เอกสารหมาย ล. 1 ว่าจำเลยไม่เคยชื่อช่วย และไม่ปรากฏชื่อนายช่วยอยู่บ้านเลขที่ 84 แต่สำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 84 ตามเอกสารหมาย ล. 1 ที่จำเลยนำสืบนั้น ปรากฏว่าเป็นสำเนาทะเบียนบ้านฉบับปัจจุบันของบ้านเลขที่ 84 ซึ่งไม่ได้แสดงถึงชื่อผู้ที่เคยอยู่ในบ้านหลังนี้ที่ได้ย้ายออกไปแล้ว พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ คดีฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินโดยใช้ชื่อว่านายช่วย ศรีสุวรรณ์ และรับเงินไปจากโจทก์

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ. 4 โจทก์มิได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับรองสำเนาถูกต้องมาเบิกความต่อศาลและมิได้นำเสนอต่อศาลในระหว่างสืบพยานโจทก์หรือพยานจำเลย เพื่อให้จำเลยได้ถามค้าน จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาทะเบียนบ้านซึ่งมีนายทะเบียนอำเภอท่าตะโกรับรองถูกต้อง จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง กรณีจึงไม่จำเป็นต้องนำพนักงานเจ้าหน้าที่รับรองสำเนานั้นมาเป็นพยานเบิกความรับรองอีก และแม้โจทก์เพิ่งส่งต่อศาลเมื่อสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเสร็จแล้ว แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 22 สิงหาคม 2544 ก็ปรากฏว่า เมื่อโจทก์ส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาล จำเลยก็ไม่ได้คัดค้าน ศาลจึงมีอำนาจรับฟังสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ. 4 เป็นพยานหลักฐานได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 89 วรรคสอง ม. 127
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแฉล้ม คงคาสวรรค์
จำเลย — นายช่วยหรือฉ่อย ศรีสุวรรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายประสิทธิผล ปทุมลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายบุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1903/2548
#270011
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเขียนวันที่ ชื่อและที่อยู่ของจำเลย กับลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้แล้วมอบไว้แก่โจทก์ เมื่อมีการกรอกข้อความอื่นๆ รวมทั้งจำนวนเงินกู้ลงในสัญญากู้ในภายหลังโดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอม สัญญากู้ดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอมและถือได้ว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่จะฟ้องบังคับจำเลยได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้จำนวน 105,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 60,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญากู้เป็นเอกสารปลอม จำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 60,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2537 จนถึงวันฟ้องต้องค้างชำระไม่เกิน 5 ปี และไม่เกินจำนวน 45,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.2 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้ดังกล่าวหรือไม่ จำเลยอ้างว่าสัญญากู้เอกสารหมาย จ.2 ทำพร้อมกับสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย. 1078/2542 ของศาลชั้นต้นโดยทำเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2537 ทั้งสองฉบับ สำหรับสัญญากู้ตามเอกสารหมาย จ.2 จำเลยเขียนวันที่เป็นวันที่ 12 ตุลาคม 2537 เขียนชื่อและที่อยู่ของจำเลย กับลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ ส่วนข้อความอื่นๆ ไม่ได้ลงไว้ โดยในวันดังกล่าวจำเลยขอกู้เงิน 10,000 บาท แต่ได้รับจริงเพียง 8,000 บาท และต้องทำสัญญากู้ให้ไว้ 2 ฉบับ ดังกล่าว โดยจำเลยไม่ได้กู้และไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.2 ต่อมานางสาวจันทรา เหลืองอ่อน นำสัญญากู้ฉบับแรกตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 มาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย. 1078/2542 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีนี้ได้มีการนำสัญญากู้ฉบับที่สองซึ่งอยู่ที่โจทก์มาแก้ไขวันที่จากวันที่ 12 เป็นวันที่ 18 ตุลาคม 2537 และปลอมลายมือชื่อจำเลยเซ็นกำกับไว้ รวมทั้งกรอกข้อความอื่นๆ ในสัญญาแล้วนำมาฟ้องบังคับจำเลยให้รับผิด เห็นว่า ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.2 มีการแก้ไขวันที่เป็นวันที่ 18 จริง โดยลายมือชื่อที่เซ็นกำกับไว้ไม่เหมือนกับลายมือชื่อของจำเลยในช่องผู้กู้ เจือสมกับข้ออ้างของจำเลยที่ว่าได้ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2537 ในสัญญากู้ทั้งสองฉบับ แต่มีการแก้ไขวันที่ในสัญญากู้ฉบับที่สอง ซึ่งคงเป็นเพราะไม่ต้องการให้เห็นพิรุธว่าจำเลยว่าจำเลยทำสัญญากู้ในวันเดียวกันให้โจทก์ถึงสองฉบับโดยมีจำนวนเงินกู้และเงื่อนไขอื่นๆ ตรงกันทั้งสองฉบับนั่นเอง ทั้งนี้ได้ความว่าจำเลยเป็นพนักงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ประจำตำแหน่งมีเงินเดือนเพียงเดือนละ 7,000 บาทเศษ เท่านั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าหนี้รายใดจะยอมให้จำเลยกู้เงินไปในวันเดียวกันถึงสองครั้งเป็นเงินครั้งละ 60,000 บาท กำหนดชำระเงินคืนภายใน 1 ปี เหมือนกัน โดยไม่ปรากฏว่าได้รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อนและไม่มีการวางหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือมีบุคคลค้ำประกันแต่อย่างใด โจทก์เองก็ไม่ได้มาเบิกความให้เห็นถึงความเป็นไปของการกู้เงินรายนี้ตลอดจนเหตุผลที่ให้จำเลยกู้เงินจำนวนมากจนเกินขีดความสามารถของจำเลยที่จะชำระคืนได้ในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ทั้งที่โจทก์มีอาชีพออกเงินกู้ดังที่ได้ความจากนายสมชาย ยุรยงค์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นสามีโจทก์ อนึ่งทั้งนายสมชายและนางสาวจันทราเป็นผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโจทก์โดยเป็นสามีและบุตรสาวโจทก์ ย่อมต้องเบิกความเข้าข้างโจทก์เป็นธรรมดา จึงมีน้ำหนักน้อย พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่าได้มีการกรอกข้อความอื่นๆ รวมทั้งจำนวนเงินกู้ลงในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.2 ที่จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไว้แล้วในภายหลังโดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอมจริงดังที่จำเลยนำสืบ สัญญากู้เอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นเอกสารปลอมและถือได้ว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานแห่งการกู้ยืมที่จะฟ้องบังคับจำเลยได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจรรยา เหลืองอ่อน
จำเลย — นายสมพงษ์ รัตถานู
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1901/2548
#113138
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ฯ มาตรา 19 บัญญัติให้ ผู้รับประเมินจะต้องยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยมาตรา 24 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดประเภทแห่งทรัพย์สิน ค่ารายปี และค่าภาษีที่จะต้องเสียให้พนักงานเก็บภาษีแจ้งรายการประเมินไปให้ผู้รับประเมินโดยไม่ชักช้า นอกจากนี้ มาตรา 24 ทวิ วรรคสอง (2) ยังบัญญัติว่า ผู้รับประเมินผู้ใดยื่นแบบพิมพ์ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบพิมพ์ ดังนั้น การแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินย้อนหลังในกรณีที่ผู้รับประเมินยื่นแบบพิมพ์แล้ว จะต้องกระทำภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ในปีภาษีที่ผู้รับประเมินยื่นแบบพิมพ์ โจทก์ยื่นแบบพิมพ์แจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2532 ถึง 2536 ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 แล้ว พนักงานของจำเลยจึงมีหน้าที่ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโดยไม่ชักช้า หากเห็นว่าโจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไม่ถูกต้อง หรือไม่บริบูรณ์ ก็ต้องประเมินภาษีย้อนหลังภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ในแต่ละปีที่โจทก์ยื่นแบบพิมพ์ ไม่ใช่ประเมินภายในกำหนด 10 ปี ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้รับประเมินไม่ยื่นแบบพิมพ์ จำเลยแจ้งรายการประเมินให้โจทก์ชำระค่าภาษีสำหรับปีภาษี 2532 ถึงปีภาษี 2536 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 ซึ่งโจทก์ได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2541 จึงเกินกำหนด 5 ปีแล้ว การประเมินและคำชี้ขาดการประเมินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานจำเลย และใบแจ้งคำชี้ขาด โดยกำหนดค่ารายปีใหม่ตามที่โจทก์ฟ้อง ให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 4,426,308.68 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยให้การขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำชี้ขาดของจำเลยเฉพาะปีภาษี 2532 ถึง 2535 ให้จำเลยคืนเงินภาษีที่รับจากโจทก์ในปีดังกล่าวแก่โจทก์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ถ้าไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และของจำเลยมีว่า การประเมินค่ารายปีและค่าภาษีประจำปีภาษี 2532 ถึง 2536 กระทำภายในกำหนดหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 19 บัญญัติว่า ผู้รับประเมินจะต้องยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และมาตรา 24 บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดประเภทแห่งทรัพย์สิน ค่ารายปีหักกับค่าภาษีที่จะต้องเสีย และให้พนักงานเก็บภาษีแจ้งรายการประเมินไปให้ผู้รับประเมินทราบโดยไม่ชักช้า นอกจากนี้ มาตรา 24 ทวิ วรรคสอง (2) ยังบัญญัติว่า ผู้รับประเมินผู้ใดยื่นแบบพิมพ์ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 ดังนั้น การแจ้งการประเมินย้อนหลังในกรณีที่ผู้รับประเมินยื่นแบบพิมพ์แล้วจะต้องกระทำภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของปีภาษีที่ผู้รับประเมินยื่นแบบพิมพ์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ยื่นแบบพิมพ์แจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2532 ถึง 2536 ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 19 แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโดยไม่ชักช้า หากเห็นว่าโจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นเพราะแจ้งค่ารายปีไม่ถูกต้อง หรือมีทรัพย์สินบางรายการต้องนำมาคำนวณเพิ่มเติม หรือเพราะโจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้ถูกต้อง แต่ยังไม่ได้ทำการประเมิน พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการประเมินย้อนหลังภายใน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปีที่โจทก์ยื่นแบบพิมพ์ มิใช่ภายในกำหนด 10 ปี ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้รับประเมินไม่ยื่นแบบพิมพ์ดังที่จำเลยอุทธรณ์ ปรากฏว่าพนักงานเก็บภาษีแจ้งรายการประเมินให้โจทก์ชำระค่าภาษีสำหรับปีภาษี 2532 ถึง 2536 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 ซึ่งโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2541 จึงเกินกำหนด 5 ปี การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดการประเมินจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่จำต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2532 ถึง 2536 เพิ่มเติมแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2536 และ 2540 และให้ประเมินค่ารายปีประจำปีภาษี 2540 ใหม่ จำนวน 939,450.58 บาท ค่าภาษีจำนวน 117,431.32 บาท ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีส่วนที่รับไว้เกินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันคดีถึงที่สุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 18 ม. 19 ม. 24 ม. 24 ทวิ วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายบัญชา สหเกียรติมนตรี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1901/2548
#267136
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 19 บัญญัติว่า ผู้รับประเมินจะต้องยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และมาตรา 24 บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดประเภททรัพย์สิน ค่ารายปีกับค่าภาษีที่จะต้องเสียและให้พนักงานเก็บภาษีแจ้งรายการประเมินไปให้ผู้รับประเมินทราบโดยไม่ชักช้า นอกจากนี้ มาตรา 24 ทวิ วรรคสอง (2) ยังบัญญัติว่าผู้รับประเมินผู้ใดยื่นแบบพิมพ์ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 ดังนั้นการแจ้งการประเมินย้อนหลังในกรณีที่ผู้รับประเมินยื่นแบบพิมพ์แล้วจะต้องกระทำภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของปีภาษีที่ผู้รับประเมินยื่นแบบพิมพ์

โจทก์ยื่นแบบพิมพ์แจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2532 ถึง 2536 ในปี 2532 ถึง 2536 ภายในกำหนด พนักงานเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโดยไม่ชักช้า หากเห็นว่าโจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นเพราะแจ้งค่ารายปีไม่ถูกต้อง หรือมีทรัพย์สินบางรายการต้องนำมาคำนวณเพิ่มเติมหรือเพราะโจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้ถูกต้อง แต่ยังไม่ได้ทำการประเมิน พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการประเมินย้อนหลังภายใน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปีที่โจทก์ยื่นแบบพิมพ์ มิใช่ภายในกำหนด 10 ปี ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้รับประเมินไม่ยื่นแบบพิมพ์ การที่พนักงานเก็บภาษีแจ้งรายการประเมินให้โจทก์ชำระค่าภาษีสำหรับปีภาษี 2532 ถึง 2536 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 ซึ่งโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2541 จึงเกินกำหนด 5 ปี

คลังพัสดุของโจทก์มีเนื้อที่ 3,360 ตารางเมตร เมื่อหักพื้นที่อาคารโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ออกแล้วคงเหลือพื้นที่อีก 98,944 ตารางเมตร ในส่วนพื้นที่ที่เหลือนั้น ได้มีคำวินิจฉัยในคดีก่อนว่าเป็นที่ว่างมิได้ใช้ปลูกสร้างโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นและอยู่กระจัดกระจายกันไป ทั้งบริเวณรอบอาคารคลังพัสดุมีรั้วล้อมรอบ พื้นที่ว่างนอกรั้วอยู่แยกต่างหากจากคลังพัสดุ โดยมีถนนทางรถไฟและคลองคั่น พื้นที่ดังกล่าวจึงมิใช่ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับอาคารคลังพัสดุ ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่จะนำพื้นที่ดังกล่าวรวมกับพื้นที่อาคารคลังพัสดุ โดยอ้างว่าเป็นที่ดินต่อเนื่องกับคลังพัสดุแล้วประเมินค่าภาษีจากโจทก์ในปีภาษี 2540 อีก ย่อมไม่ถูกต้อง จึงต้องคำนวณค่ารายปีของอาคารคลังพัสดุใหม่ โดยถือตามจำนวนพื้นที่ของอาคารคลังพัสดุที่ฟังยุติแล้วในคดีก่อนมาเป็นหลักในการคำนวณ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า พนักงานเก็บภาษีประจำเขตยานาวาได้แจ้งการประเมินค่ารายปี และค่าภาษีสำหรับทรัพย์สินของโจทก์ประจำปีภาษี 2540 และประเมินย้อนหลังประจำปีภาษี 2532 ถึง 2536 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2541 ดังนี้ เมื่อวันที่ 26 ถึง 27 พฤษภาคม 2541 พนักงานเก็บภาษีออกใบแจ้งการประเมินค่ารายปีจำนวน 4 เดือน สำหรับโรงเรือนและที่ดินซึ่งเป็นคลังน้ำมันของโจทก์ เลขที่ 81 ถนนเชื้อเพลิงแขวงช่องนนทรี เขตยานาวา ประจำปีภาษี 2532 ค่ารายปีจำนวน 137,320 บาท ค่าภาษีจำนวน 17,165 บาท ประจำปีภาษี 2533 ค่ารายปีจำนวน 1,503,220 บาท ค่าภาษีจำนวน 148,946.25 บาท ประจำปีภาษี 2534 ค่ารายปีจากคลังน้ำมันของโจทก์ เลขที่ 81 และ 81/1 ถนนเชื้อเพลิง แขวงช่องนนทรี เขตยานาวา จำนวน 5,492,130 บาท ค่าภาษีจำนวน 686,156.25 บาท ประจำปีภาษี 2536 ค่ารายปีจำนวน 5,678,340 บาท ค่าภาษีจำนวน 709,792.50 บาท ประจำปีภาษี 2535 ค่ารายปีจำนวน 5,678,340 บาท ค่าภาษีจำนวน 709,792.50 บาท ประจำปีภาษี 2536 ค่ารายปีจำนวน 5678,340 บาท ค่าภาษีจำนวน 709,792.50 บาท ประจำปีภาษี 2536 ค่ารายปีจำนวน 8,393,160 บาท ค่าภาษีจำนวน 1,031,305 บาท ประจำปี 2540 ค่ารายปีจำนวน 8,393,160 บาท ค่าภาษีจำนวน 1,031,305 บาท ประจำภาษี 2540 ค่ารายปีจำนวน 83,302,970 บาท ค่าภาษีจำนวน 10,410,306.27 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าวจึงได้อุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการของจำเลย ผู้ว่าราชการของจำเลยชี้ขาดยืนตามการแจ้งประเมินโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจประเมินภาษีย้อนหลังสำหรับทรัพย์สินของโจทก์ประจำปีภาษี 2532 ถึง 2536 เพราะขัดต่อมาตรา 24 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 24 ย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบตามมาตรา 19 พนักงานเก็บภาษีแจ้งการประเมินภาษีย้อนหลังในปีภาษี 2532 ถึง 2536 ให้โจทก์ชำระภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 ซึ่งโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2541 เกินกำหนดเวลา 5 ปีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 24 ทวิ จำเลยต้องคืนเงินค่าภาษีในปีภาษีดังกล่าวแก่โจทก์รวมจำนวน 2,593,725 บาท ส่วนกรณีตามใบแจ้งรายการประเมินประจำปีภาษี 2540 นั้น มีปัญหาพิพาทกันเฉพาะคลังพัสดุและที่ดินต่อเนื่อง รวมทั้งลานคอนกรีตแต่โจทก์ไม่ได้รับแจ้งว่าที่ดินต่อเนื่องกับคลังพัสดุและลานคอนกรีตนั้นเป็นที่ดินต่อเนื่องอย่างไร บริเวณใดและมีเนื้อที่เท่าใด โจทก์และจำเลยเคยมีปัญหาพิพาทกันเกี่ยวกับค่ารายปีและค่าภาษีของคลังพัสดุและที่ดินต่อเนื่องที่เป็นปัญหาพิพาทกันในคดีนี้ โดยโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนใบแจ้งรายการประเมินและคำชี้ขาดสำหรับคลังพัสดุและที่ดินต่อเนื่องในปีภาษี 2537 ถึง 2539 คดีถึงที่สุดแล้วโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินที่อยู่กระจัดกระจายนอกคลังพัสดุไม่ใช่ที่ดินต่อเนื่องกับคลังพัสดุ ดังนั้น ค่ารายปีที่ศาลฎีกากำหนดในปีภาษี 2539 จำนวน 939,450.58 บาท จึงควรเป็นหลักในการคำนวณค่าภาษีในปีภาษี 2540 ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินค่ารายปีคลังพัสดุและที่ดินต่อเนื่องจำนวน 7,095,600 บาท จึงไม่ถูกต้อง สำหรับลานคอนกรีตซึ่งประเมินค่ารายปีจำนวน 8,504,520 บาท ตามใบแจ้งรายการประเมินไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ามีจำนวนเท่าใดและต่อเนื่องกับทรัพย์สินใดของโจทก์บ้างซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่อาจประเมินรวมกับโรงเรือนต่างๆของโจทก์ไปแล้ว การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินค่ารายปีลานคอนกรีตโดยอ้างว่าเป็นที่ดินต่อเนื่องจึงไม่ถูกต้อง และเนื่องจากพนักงานเก็บภาษีไม่ได้อธิบายหรือให้เหตุผลในการแจ้งประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์การประเมินในปีภาษี 2540 และประเมินภาษีย้อนหลังในปีภาษี 2532 ถึง 2536 ในใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดก็ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินและไม่ได้กำหนดประเภทแห่งทรัพย์สินที่ประเมินว่ามีทรัพย์สินใดบ้าง ทำให้โจทก์ไม่ทราบว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีทรัพย์สินใดของโจทก์บ้าง การประเมินดังกล่าวจึงเป็นการขัดต่อมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การแจ้งประเมินของพนักงานจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขใบแจ้งรายการประเมินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ถึง 8 และใบแจ้งคำชี้ขาดตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 11 โดยกำหนดค่ารายปีใหม่ตามที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 4,426,308.68 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีย้อนหลังตามรายการในแบบพิมพ์ที่โจทก์ยื่นแสดงรายการไว้แล้วนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการได้ภายในอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 ไม่ใช่กรณีการประเมินย้อนหลังตามมาตรา 24 ทวิ (2) ซึ่งเมื่อนับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2532 อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2541ที่แจ้งให้โจทก์ทราบการประเมินแล้วยังไม่เกิน 10 ปี การประเมินย้อนหลังของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่าพนักงานเก็บภาษีไม่ได้อธิบายหรือให้เหตุผลในการแจ้งประเมินและในใบแจ้งคำชี้ขาดก็ไม่มีรายละเอียดนั้น เพราะเห็นว่าโจทก์รู้ถึงรายละเอียดของทรัพย์สินโจทก์ในแบบแสดงรายการที่โจทก์เป็นคนจัดทำขึ้นเอง พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีตามลำดับรายการในแบบ ภ.ร.ด.2 ที่โจทก์ยื่น โจทก์สามารถตรวจสอบรู้ได้โดยง่าย ทั้งตามบทบัญญัติมาตรา 24 ก็กำหนดไว้เพียงแต่ว่าให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งรายการที่ได้กำหนดไว้นั้นไปยังพนักงานเก็บภาษีให้เจ้าพนักงานเก็บภาษีแจ้งรายการประเมินให้ผู้รับประเมินทรัพย์สินในท้องที่ของตนทราบโดยมิช้า ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้ห้ามมิให้แจ้งรายการรวมในแต่ละรายการ ทั้งในชั้นอุทธรณ์การประเมินโจทก์ก็ไม่ได้โต้แย้งว่าการแจ้งประเมินขัดต่อมาตรา 24 ส่วนการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีในปีภาษี 2540 เกี่ยวกับคลังพัสดุนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่คำนวณในอัตราค่าเช่าเฉลี่ย 40 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน คิดเป็นค่ารายปีจำนวน 1,216,800 บาท ค่าภาษีจำนวน 152,100 บาท ซึ่งเหมาะสมแล้ว สำหรับที่ดินต่อเนื่องนั้นเมื่อโจทก์พัฒนาพื้นที่ทั้งหมดมาใช้ประโยชน์โดยมีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างตั้งกระจายอยู่ในพื้นที่ที่เช่า โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนที่เป็นที่ดินต่อเนื่องคือที่ดินที่เหลือจากการรองรับหรือปลูกสร้างโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ซึ่งต้องถือว่าเป็นส่วนที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งหมดตามปกติ โจทก์มีที่ดินต่อเนื่องจำนวน 48,988 ตารางเมตร คิดค่ารายปีจำนวน 5,878,800 บาท ค่าภาษีจำนวน 734,850 บาทสำหรับลานคอนกรีตที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีนั้นมี 5 รายการอยู่ใน ภ.ร.ด.2 ประจำปีภาษี 2540 ซึ่งโจทก์ใช้เป็นที่รถวิ่ง จอดรถและวางถังน้ำมันเพื่อประโยชน์ต่อธุรกิจหรืออุตสาหกรรมของโจทก์ โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนนี้ด้วย ค่ารายปีและค่าภาษีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินนั้นเหมาะสมแล้ว ทั้งมิได้ประเมินซ้ำซ้อนกับที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเพราะได้หักไปแล้วไม่ได้นำมาคิดเป็นลานคอนกรีตอย่างที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย เนื่องจากมาตรา 39 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 บัญญัติว่า ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ท่านให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือนโดยไม่คิดค่าอย่างใด ดังนั้น หากจำเลยจะต้องคืนเงินภาษีส่วนลดให้โจทก์ จำเลยก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำชี้ขาดของจำเลยเฉพาะปีภาษี 2532 ถึง 2535 ให้จำเลยคืนเงินภาษีที่รับจากโจทก์ในปีดังกล่าวแก่โจทก์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ถ้าไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกและของจำเลยมีว่าการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีประจำปีภาษี 2532 ถึง 2536 กระทำภายในกำหนดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 19 บัญญัติว่า ผู้รับประเมินจะต้องยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งทรัพย์สินนั้นต้องอยู่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และ มาตรา 24 บัญญัติให้พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดประเภททรัพย์สินค่ารายปีกับค่าภาษีที่จะต้องเสีย และให้พนักงานเก็บภาษีแจ้งรายการประเมินไปให้ผู้รับประเมินทราบโดยไม่ชักช้า นอกจากนี้มาตรา 24 ทวิ วรรคสอง (2) ยังบัญญัติว่า ผู้รับประเมินผู้ใดยื่นแบบพิมพ์ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นแบบพิมพ์ตามมาตรา 19 ดังนั้น การแจ้งการประเมินย้อนหลังในกรณีที่ผู้รับประเมินยื่นแบบพิมพ์แล้วจะต้องกระทำภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของปีภาษีที่ผู้รับประเมินยื่นแบบพิมพ์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ยื่นแบบพิมพ์แจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำภาษี 2532 ถึง 2536 ในปี 2532 ถึง 2536 ตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.10ภายในกำหนด พนักงานเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโดยไม่ชักช้า หากเห็นว่าโจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นเพราะแจ้งค่ารายปีไม่ถูกต้อง หรือมีทรัพย์สินบางรายการต้องนำมาคำนวณเพิ่มเติมหรือเพราะโจทก์ยื่นแบบพิมพ์ไว้ถูกต้อง แต่ยังไม่ได้ทำการประเมิน พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการประเมินย้อนหลังภายใน 5 ปี นับแต่วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปีที่โจทก์ยื่นแบบพิมพ์ มิใช่ภายในกำหนด 10 ปี ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้รับประเมินไม่ยื่นแบบพิมพ์ดังที่จำเลยอุทธรณ์ ปรากฏว่าพนักงานเก็บภาษีแจ้งรายการประเมินให้โจทก์ชำระค่าภาษี 2532 ถึง 2536 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 ซึ่งโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2541 จึงเกินกำหนด 5 ปี การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำภาษี 2532 ถึง 2536 ของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำชี้ขาดการประเมินจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่จำต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2532 ถึง 2536 เพิ่มเติมแก่จำเลย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า การประเมินค่ารายปีและค่าภาษีประจำปี 2540 ถูกต้องหรือไม่ โจทก์มีนางสาววนิดา ว่องเจริญ ผู้รับมอบอำนาจเป็นพยานเบิกความว่าคลังพัสดุของโจทก์ใช้เก็บพัสดุต่างๆ มีเนื้อที่จำนวน 3,360 ตารางเมตร โจทก์จำเลยเคยพิพาทกันเกี่ยวกับค่ารายปีและค่าภาษีของคลังพัสดุและที่ดินต่อเนื่องมาแล้ว ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินที่อยู่กระจัดกระจายนอกคลังพัสดุไม่ใช่ที่ดินต่อเนื่องกับพัสดุ สำหรับลานคอนกรีตเป็นการประเมินซ้ำซ้อนเพราะได้ประเมินรวมกับโรงเรือนไปแล้ว จำเลยมีนายสมปอง ฉันธนะ เป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินต่อเนื่องของโจทก์มีเนื้อที่จำนวน 98,944 ตารางเมตร ตัวเลขดังกล่าวได้มาจากการนำพื้นที่ทั้งหมดจำนวน 144,752 ตารางเมตรลบด้วยพื้นที่ชั้นล่างของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างจำนวน 45,808 ตารางเมตร สำหรับภาษี 2540 พยานประเมินค่ารายปีของที่ดินต่อเนื่องเป็นลานคอนกรีตทั้งหมด จึงไม่มีที่ดินต่อเนื่องเหลืออยู่ และไม่มีที่ดินต่อเนื่องที่จะต้องนำไปผูกกับคลังพัสดุเหมือนปีก่อน แต่ต่อมานางสว่างจิต ไชยพลบาล แก้ไขโดยคำนวณใหม่ให้มีที่ดินต่อเนื่องเหมือนเดิม ในส่วนของคลังพัสดุนางสว่างจิตคำนวณเนื้อที่ได้จำนวน 2,535 ตารางเมตร ส่วนที่ดินต่อเนื่องคำนวณเนื้อที่ได้จำนวน 48,988 ตารางเมตร ซึ่งได้ประเมินค่ารายปีจำนวน 5,878,800 บาท ค่าภาษีจำนวน 734,850 บาท แล้วนำไปรวมกับรายการคลังพัสดุเป็นค่ารายปีจำนวน 7,095,600 บาท ค่าภาษีจำนวน 886,950 บาท เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่าทรัพย์สินของโจทก์ที่พิพาทกันในคดีนี้เกี่ยวกับค่ารายปีและค่าภาษีนั้น โจทก์จำเลยเคยมีข้อพิพาทกันมาก่อนแล้วหลายคดี ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาขี้ขาดแล้วก่อนปีภาษี 2540 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4056/2540 สำหรับปีภาษี 2537 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4451/2541 สำหรับปีภาษี 2538 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3415/2541 สำหรับปีภาษี 2539 ตามทางนำสืบของโจทก์จำเลยไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินที่นำมาประเมินค่ารายปีและค่าภาษีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เมื่อปรากฏว่าในส่วนของคลังพัสดุนั้นข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้นแล้วว่ามีเนื้อที่จำนวน 3,360 ตารางเมตร หักพื้นที่ที่โจทก์ใช้ก่อสร้างโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดแล้ว จะเหลือพื้นที่ที่โจทก์ใช้ทำเป็นถนนเชื่อมต่อตัวอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ตลอดจนบานจอดรถและพื้นที่ว่างระหว่างถังน้ำมันซึ่งมีท่อน้ำต่อเนื่องถึงกัน รวมทั้งที่ใช้เป็นที่วางพัสดุต่างๆ อีกจำนวน 98,944 ตารางเมตร ซึ่งนายสมปองพยานจำเลยก็เบิกความรับว่าที่ดินต่อเนื่องของโจทก์มีจำนวน 98,944 ตารางเมตรจริง ดังนั้นการที่นางสว่างจิตพนักงานเก็บภาษีของจำเลยจะคิดคำนวณเนื้อที่คลังพัสดุและที่ดินต่อเนื่องขึ้นใหม่ โดยแยกเป็นลานคอนกรีตขึ้นอีกส่วนหนึ่งย่อมไม่ถูกต้อง ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนว่า คลังพัสดุของโจทก์มีเนื้อที่จำนวน 3,360 ตารางเมตร เมื่อหักพื้นที่อาคารโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ออกแล้วคงเหลือพื้นที่อีกจำนวน 98,944 ตารางเมตร ในส่วนพื้นที่ที่เหลือนั้น ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ว่างมิได้ใช้ปลูกสร้างโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น และอยู่กระจัดกระจายกันไป ทั้งบริเวณรอบอาคารคลังพัสดุมีรั้วล้อมรอบ พื้นที่ว่างนอกรั้วอยู่แยกต่างหากจากคลังพัสดุ โดยมีถนนทางรถไฟและคลองคั่น พื้นที่ดังกล่าวจึงมิใช่ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับอาคารคลังพัสดุ ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่จะนำพื้นที่ดังกล่าวรวมกับพื้นที่อาคารคลังพัสดุ โดยอ้างว่าเป็นที่ดินต่อเนื่องกับคลังพัสดุแล้วประเมินค่าภาษีจากโจทก์ในปีภาษี 2540 อีก ย่อมไม่ถูกต้อง จึงต้องคำนวณค่ารายปีของอาคารคลังพัสดุใหม่ โดยถือตามจำนวนพื้นที่ของอาคารคลังพัสดุที่ฟังยุติแล้วในคดีก่อนมาเป็นหลักในการคำนวณ ซึ่งการคำนวณค่ารายปีนั้น พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18 บัญญัติให้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ปรากฏว่าค่ารายปีของอาคารคลังพัสดุของโจทก์ในปีภาษี 2539 มีจำนวน 939,450.58 บาท และจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าค่ารายปีของอาคารคลังพัสดุของโจทก์ประจำปีภาษี 2540 ควรสูงกว่าของปีภาษี 2539 จึงกำหนดให้เท่ากับค่ารายปีของปีภาษี 2539 จำนวน 939,450.58 บาท คำนวณเป็นค่าภาษีได้จำนวน 117,431.32 บาท จำเลยต้องคืนค่าภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินแก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2536 และ 2540 และให้ประเมินค่ารายปีประจำปีภาษี 2540 ใหม่ จำนวน 939,450.58 บาท ค่าภาษีจำนวน 117,431.32 บาท ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีส่วนที่รับไว้เกินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่วันคดีถึงที่สุด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้จำเลยใช้ค่าธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/31
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 18 ม. 19 ม. 24 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา