คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2068/2548
#113111
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2546 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ปรากฏว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2547 ดังนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2547 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 261/2547 ให้ตรงตามความจริงได้ ส่วนที่โจทก์ระบุ พ.ศ. ของคดีหมายเลขดำในคำฟ้องเป็น พ.ศ. 2546 เป็นรายละเอียด คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้นับโทษต่อจึงไม่เกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 336 และมาตรา 336 ทวิ นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 วรรคแรก และมาตรา 336 ทวิ จำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 261/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 261/2547 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2546 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 261/2547 ของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2546 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 341/2546 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก โจทก์ นายสุทัศน์ บัวคำ จำเลย ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 261/2547 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก โจทก์ นายพินิจ คมเฉียบ จำเลย เรื่องวิ่งราวทรัพย์ ดังนั้น การที่จำเลยรับว่า เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ คดีที่ศาลชั้นต้นให้นับโทษต่อก็มีชื่อตรงกับจำเลย ฐานความผิดก็ตรงกับคดีนี้ คดีนี้เป็นหมายเลขดำที่ 309/2547 หมายเลขแดงที่ 262/2547 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาต่อจากคดีที่ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นจึงนับโทษต่อตามหมายเลขคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตรงตามความจริง แต่จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับคดีที่ขอให้นับโทษต่อได้ ส่วนที่โจทก์ระบุ พ.ศ. ของคดีหมายเลขดำไม่ตรงกับชื่อของจำเลยเป็นแต่รายละเอียด คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้นับโทษต่อจึงไม่เกินคำขอ

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 261/2547 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายพินิจ คมเฉียบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายสกุล สวนปาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางสาวนันทา ปัทมสูต
ชื่อองค์คณะ
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
วิบูลย์ มีอาสา
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2068/2548
#270019
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2546 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 261/2547 ของศาลชั้นต้นโดยจำเลยรับว่า เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อและคดีที่ศาลชั้นต้นให้นับโทษต่อมีชื่อตรงกับจำเลย ฐานความผิดก็ตรงกับคดีนี้ เมื่อคดีนี้เป็นหมายเลขดำที่ 309/2547 หมายเลขแดงที่ 262/2547 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาต่อจากคดีที่ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นจึงนับโทษต่อตามหมายเลขคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตรงตามความจริงที่จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับคดีที่ขอให้นับโทษต่อได้ ส่วนการที่โจทก์ระบุ พ.ศ. ของคดีหมายเลขดำไม่ตรงกับชื่อของจำเลยเป็นแต่รายละเอียด คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้นับโทษต่อจึงไม่เกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 และมาตรา 336 ทวิ นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก และมาตรา 336 ทวิ จำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำเลขที่ 307/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 261/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 261/2547 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของโจทก์ว่าต้องนับโทษของจำเลยตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2546 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 261/2547 ของศาลชั้นต้น ปรากฏจากหนังสือของศาลชั้นต้นที่มีหนังสือตอบหนังสือของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ขอให้ตรวจสอบโดยแจ้งว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2546 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 341/2546 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก โจทก์ นายสุทัศน์ บัวคำ จำเลย ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 261/2547 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก โจทก์ นายพินิจ คมเฉียบ จำเลย เรื่องวิ่งราวทรัพย์ ดังนั้นการที่จำเลยรับว่า เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ คดีที่ศาลชั้นต้นให้นับโทษต่อก็มีชื่อตรงกับจำเลย ฐานความผิดก็ตรงกับคดีนี้ คดีนี้เป็นหมายเลขดำที่ 309/2547 หมายเลขแดงที่ 262/2547 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาต่อจากคดีที่ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นจึงนับโทษต่อตามหมายเลขคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตรงตามความจริง ที่จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับคดีที่ขอให้นับโทษต่อได้ ส่วนที่โจทก์ระบุ พ.ศ. ของคดีหมายเลขดำไม่ตรงกับชื่อของจำเลยเป็นแต่รายละเอียดคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้นับโทษต่อจึงไม่เกินคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้นับโทษต่อ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 307/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 261/2547 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายพินิจ คมเฉียบ
ชื่อองค์คณะ
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
วิบูลย์ มีอาสา
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2067/2548
#268130
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยชักชวนโจทก์เข้าร่วมลงทุนในบริษัทของจำเลย โดยให้โจทก์ซื้อหุ้นในบริษัทของจำเลย 3,000 หุ้น เป็นเงิน 300,000 บาท และโจทก์ได้ชำระเงินให้จำเลยรับไปแล้วโดยจำเลยสัญญาว่า เมื่อชำระแล้วจะโอนหุ้นในบริษัทของจำเลยให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยมาขอเงินจากโจทก์อีก 58,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในบริษัทและจะชำระเงินคืนเป็นหุ้นให้ โจทก์จึงจ่ายเงินให้จำเลยไป ซึ่งรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 358,000 บาท การที่จำเลยชักชวนโจทก์ให้ซื้อหุ้นในบริษัทของจำเลย เป็นเพียงคำรับรองที่จำเลยจะปฏิบัติในอนาคตขณะให้คำรับรองดังกล่าวยังไม่ถึงกำหนดเวลาที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำรับรอง จึงไม่ใช่ความเท็จ นอกจากนั้นตามบัญชีผู้ถือหุ้น ก็ปรากฏว่าจำเลยมีหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าวจำนวนถึง 9,940 หุ้น แสดงว่ามีหุ้นอยู่จริง มิได้หลอกลวงโจทก์ การที่จำเลยไม่โอนหุ้นให้แก่โจทก์จึงเป็นการผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายเดือนเมษายน 2539 จำเลยซึ่งเป็นเพื่อนกับโจทก์และเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทบิ๊ก อินเตอร์เชน จำกัด ได้บอกแก่โจทก์ว่า บริษัทดังกล่าวประกอบกิจการรับจ้างโฆษณา มีบริษัทต่างๆ มาว่าจ้างให้ทำการโฆษณาจำนวนมาก มีกำไรเดือนละหลายล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทของภรรยาจำเลยกำลังว่าจ้างให้ทำการโฆษณารถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ จำเลยเสนอให้โจทก์ซื้อหุ้นของบริษัท หุ้นละ 100 บาท โจทก์เชื่อคำพูดของจำเลยจึงตกลงซื้อหุ้น จำนวน 3,000 หุ้น โดยมอบเงินให้แก่จำเลยรวม 4 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 50,000 บาท ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 100,000 บาท ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 100,000 บาท ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 50,000 บาท ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท หลังจากจำเลยรับเงินโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยบอกว่าจะโอนหุ้นให้โจทก์ภายใน 2 เดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2539 จำเลยให้โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มโดยโจทก์จ่ายเงินให้แก่พนักงานของจำเลยเป็นเงิน 8,000 บาท และเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2539 จำเลยให้โจทก์ซื้อหุ้นเพิ่มอีก 50,000 บาท โดยจำเลยนำเงินดังกล่าวไปจ่ายค่าเช่าบริษัทของจำเลย รวมเงินที่โจทก์ซื้อหุ้นไปทั้งสิ้นจำนวน 358,000 บาท โจทก์ขอดูหลักฐานการถือหุ้นของโจทก์ จำเลยก็ผัดผ่อนเรื่อยมากจนกระทั่งวันที่ 7 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงทราบว่าจำเลยมิได้ทำการโอนหุ้นให้แก่โจทก์แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยเป็นการหลอกลวงโจทก์ และยักยอกเงินของโจทก์ไปเพื่อประโยชน์ของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341, 352, 353

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทบิ๊ก อินเตอร์-เชน จำกัด และมีหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าวจำนวนหนึ่ง เมื่อ พ.ศ.2539 จำเลยได้ชักชวนโจทก์มาร่วมทำงานในบริษัทดังกล่าว มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานฉ้อโกงตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เดิมโจทก์จำเลยเป็นเพื่อนกัน โจทก์ไปทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกากลับมาประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2536 ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2539 จำเลยได้ชักชวนโจทก์ให้มาร่วมลงทุนในบริษัทบิ๊ก อินเตอร์-เชน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลยโดยจำเลยเสนอขายหุ้นของบริษัทให้แก่โจทก์ 3,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท โจทก์ตกลงและจ่ายเงินค่าซื้อหุ้นให้แก่จำเลยแล้ว โดยแบ่งชำระเป็นงวด 4 งวด กล่าวคือ งวดแรก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 50,000 บาท งวดที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 100,000 บาท งวดที่ 3 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 50,000 บาท และงวดที่ 4 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 10,000 บาท จำเลยบอกว่าเมื่อชำระเงินเรียบร้อยแล้วจะไปจดทะเบียนแบ่งหุ้นให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยขอให้โจทก์หาเงินให้จำเลยอีก 2 ครั้ง ครั้งแรก 8,000 บาท ครั้งที่สอง 50,000 บาท โดยจำเลยแจ้งว่าจะคืนเงินเป็นหุ้นของบริษัทให้แก่โจทก์รวมเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้จำเลยรับไป 358,000 บาท หลังจากจ่ายเงินไปแล้ว จำเลยไม่ติดต่อกับโจทก์อีก โจทก์ไปตรวจสอบหนังสือรับรองบริษัทของจำเลยแล้วปรากฏว่าไม่มีการจดทะเบียนโอนหุ้นเป็นเชื่อโจทก์แต่อย่างใดโดยจำเลยมีเจตนาหลอกลวงโจทก์นอกจากตัวโจทก์แล้วโจทก์ยังมีนางสาวสุภัทรา วรรณทิวานนท์ กับนางสาวลัดดา โสหา มาเป็นพยานอีก 2 ปาก นางสาวสุภัทรา เบิกความได้ความแต่เพียงว่า จำเลยมาชักชวนโจทก์ร่วมลงทุนในบริษัทของจำเลยแล้วชำชวนพยานเข้าร่วมทำงานด้วย แต่พยานไม่ได้ทำงานตามที่ได้รับการชักชวน ส่วนนางสาวลัดดาเบิกความได้ความแต่เพียงว่า เคยเห็นจำเลยมารับเงินจากโจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท เท่านั้น ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์ข้อนำสืบของโจทก์จากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความแต่เพียงว่า จำเลยได้มาชักชวนโจทก์เข้าร่วมลงทุนในบริษัทของจำเลยโดยจำเลยชักชวนให้โจทก์ซื้อหุ้นของบริษัทของจำเลย 3,000 หุ้น เป็นเงิน 300,000 บาท และโจทก์ได้ชำระเงินให้จำเลยรับไปแล้วโดยจำเลยสัญญาว่าเมื่อชำระแล้วจะโอนหุ้นในบริษัทของจำเลยให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยมาขอเงินจากโจทก์อีก 58,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในบริษัท แล้วจำชำระเงินคืนเป็นหุ้นให้ โจทก์จึงจ่ายเงินให้จำเลยไป ซึ่งรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 358,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ไปตรวจดูหนังสือรับรองของบริษัทปรากฏว่าไม่มีการโอนหุ้นให้แก่โจทก์เลย เห็นว่า หากแม้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์นำมาสืบก็ตาม การที่จำเลยชักชวนโจทก์ให้ซื้อหุ้นของบริษัทของจำเลย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้หลอกลวงโจทก์อย่างไรในการชักชวนโจทก์ให้ซื้อหุ้นของบริษัทจำเลย คงได้ความแต่เพียงว่าจำเลยสัญญาว่าหากชำระเงินหมด จำเลยจะโอนหุ้นให้แก่โจทก์ คำสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงคำรับรองที่จำเลยจะปฏิบัติในอนาคตขณะให้คำรับรองดังกล่าวยังไม่ถึงกำหนดเวลาที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำรับรอง จึงไม่ใช่ความเท็จ นอกจากนั้นตามบัญชีผู้ถือหุ้นเอกสารหมาย จ.3 ก็ปรากฏว่าจำเลยมีหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าวจำนวนถึง 9,940 หุ้น แสดงว่ามีหุ้นอยู่จริง มิได้หลอกลวงโจทก์การที่จำเลยไม่โอนหุ้นให้แก่โจทก์จึงเป็นการผิดสัญญาในทางแพ่งเท่านั้น ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรัตน์ วรรณทิวานนท์
จำเลย — นายอารมณ์ ศรทัตต์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ธาดา กษิตินนท์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2056/2548
#267940
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการบังคับคดีไปก่อนที่ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษา แต่เมื่อศาลแพ่งพิพากษาตามยอมให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิตามคำพิพากษาดังกล่าวที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนสิทธิเหนือทรัพย์พิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ดังนั้น เมื่อยังมิได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาท ผู้ร้องก็ย่อมใช้สิทธิร้องขอให้เพิกถอนการยึดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือสภาพหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 250,000 บาท แบ่งชำระ 3 งวด ภายในวันที่ 25 เมษายน 2540 แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 37924 ตำบลคูวัด (บางคูวัดเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี พร้อมทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น เลขที่ 131/32 ของจำเลย

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึด ศาลแพ่งได้มีพิพากษาตามยอมให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องแล้ว ตามคดีหมายเลขแดงที่ 12451/2543 ผู้ร้องเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 การที่โจทก์นำยึดเป็นการกระทบสิทธิของผู้ร้องเพราะไม่สามารถนำคำพิพากษาตามยอมไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมาเป็นของผู้ร้องได้ ขอให้เพิกถอนการยึด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก่อนผู้ร้อง การที่โจทก์นำยึดที่ดินเพื่อออกขายทอดตลาดเป็นการใช้สิทธิตามขั้นตอนของกฎหมายและมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากผู้ร้องและโจทก์แล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ให้งดสืบพยานแล้วมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 27924 ตำบลคูวัด (บางคูวัดเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี พร้อมทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น เลขที่ 131/32 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 37924 ตำบลคูวัด (บางคูวัดเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานีพร้อมทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น เลขที่ 131/32 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งได้ดำเนินการบังคับคดีไปก่อนผู้ร้อง การที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์เป็นการกระทบสิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ที่มีอยู่ก่อนและได้ดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะดำเนินการบังคับคดีไปก่อนที่ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อศาลแพ่งพิพากษาตามยอมให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิตามคำพิพากษาดังกล่าวที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนสิทธิเหนือทรัพย์พิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ดังนั้น เมื่อยังมิได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทผู้ร้องก็ย่อมใช้สิทธิร้องขอให้เพิกถอนการยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมศรี ชูธรัตน์
ผู้ร้อง — นางสาวบุษบง วรรณดิลก
จำเลย — บริษัทกฤษติญา เอสเตท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2056/2548
#270317
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่เมื่อยังไม่มีการขายทอดตลาด และต่อมาศาลอีกคดีหนึ่งได้พิพากษาตามยอมให้จำเลยโอนทรัพย์ดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิตามคำพิพากษาที่จะบังคับจำเลยให้จดทะเบียนสิทธิเหนือทรัพย์ดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 และมีสิทธิร้องขอให้ศาลเพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน 250,000 บาท แบ่งชำระ 3 งวด ภายในวันที่ 25 เมษายน 2540 แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 37924 ตำบลบางคูวัด (บางคูวัดเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี พร้อมทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น เลขที่ 131/32 ของจำเลย

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องแล้ว ตามคดีหมายเลขแดงที่ 12451/2543 ผู้ร้องเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 การที่โจทก์นำยึดเป็นการกระทบสิทธิของผู้ร้องเพราะไม่สามารถนำคำพิพากษาตามยอมไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมาเป็นของผู้ร้องได้ ขอให้เพิกถอนการยึด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก่อนผู้ร้อง การที่โจทก์นำยึดที่ดินเพื่อออกขายทอดตลาดเป็นการใช้สิทธิตามขั้นตอนของกฎหมายและมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากผู้ร้องและโจทก์แล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้สืบพยานแล้วมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 27924 ตำบลบางคูวัด (บางคูวัดเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี พร้อมทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น เลขที่ 131/32

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 37924 ตำบลบางคูวัด (บางคูวัดเหนือ) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานีพร้อมทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น เลขที่ 131/32 นอกจากที่แก้ค้งให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งได้ดำเนินการบังคับคดีไปก่อนผู้ร้อง การที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์เป็นการกระทบสิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ที่มีอยู่ก่อนและได้ดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะดำเนินการบังคับคดีไปก่อนที่ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาก็ตามแต่เมื่อศาลแพ่งมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิตามคำพิพากษาดังกล่าวที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนสิทธเหนือทรัพย์พิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ดังนั้น เมื่อยังมิได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทผู้ร้องก็ย่อมใช้สิทธิร้องขอให้เพิกถอนการยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมศรี ชูธรัตน์
ผู้ร้อง — นางสาวบุษบง วรรณดิลก
จำเลย — บริษัทกฤษติญา เอสเตท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2042/2548
#270013
เปิดฉบับเต็ม

แม้สำเนาหนังสือมอบอำนาจที่แนบมาพร้อมคำฟ้องจะระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้ พ. ฟ้องจำเลยเรื่องตั๋วเงิน ซึ่งไม่ตรงกับที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงการชำระหนี้ก็ตาม แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นการระบุข้อหาผิดพลาดซึ่งถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อยไม่ถึงกับทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์เสียไป ทั้งโจทก์ได้ขอแก้ไขคำฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การว่า สำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับดังกล่าวนั้นพิมพ์ผิดพลาด และขอส่งฉบับที่ถูกต้องแทนซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาต จึงถือได้ว่าโจทก์ได้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องอำนาจฟ้องแล้วและมีผลเสมือนสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่นี้เป็นเอกสารที่โจทก์ได้แนบมาพร้อมคำฟ้องตั้งแต่ต้น จึงถือได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ พ. ฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 135,633.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 125,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 125,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงการชำระหนี้ซึ่งจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินและตกลงแบ่งชำระเป็นงวดแต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระ โดยโจทก์มอบอำนาจให้นางสาวไพรวันฟ้องคดีนี้แทนแต่สำเนาหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์แนบมาพร้อมคำฟ้องระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้นางสาวไพรวันฟ้องจำเลยเรื่องตั๋วเงินซึ่งไม่ตรงกับสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามที่บรรยายมาในคำฟ้อง เห็นได้ชัดว่าเป็นการระบุข้อหาผิดพลาดซึ่งถือเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อยไม่ถึงกับทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์เสียไป เมื่อโจทก์ได้ขอแก้ไขคำฟ้องก่อนจำเลยยื่นคำให้การว่าสำเนาหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์แนบมาพร้อมคำฟ้องเป็นฉบับที่พิมพ์ผิดพลาด และขอส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ที่ระบุข้อหาถูกต้องตรงกับคำฟ้องแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตจึงถือว่าโจทก์ได้แก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของผู้รับมอบอำนาจแล้ว และที่ผลเสมือนว่าสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ได้แนบมาพร้อมคำฟ้องตั้งแต่ต้น เมื่อโจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาว่าโจทก์มอบให้นางสาวไพรวันฟ้องคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นต้นฉบับของสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ดังกล่าวโดยจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้นางสาวไพรวันฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 ม. 179 ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพวงรัตน์ ขุมทอง
จำเลย — นายอรุณ ศรีสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2034/2548
#269864
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ที่จำนองแทนการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 307 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 307 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,438,308.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองคือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยประกอบกิจการอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและเกษตรกรรมโดยอาศัยอสังหาริมทรัพย์ที่จำนองซึ่งจำเลยสามารถมีรายได้นำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา โดยจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2547 และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 10 ปี หากขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองจะทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองแทนการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกายื่นคำร้องขอให้ตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ที่จำนองแทนการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 วรรคสอง จำเลยไม่อาจฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต่อไปได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 307
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
นายแพทย์เกรียงศักดิ์ หรือภิญโญหรือเกรียงไกร
จำเลย — หรือศิววงศ์ เหมือนลม้าย
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2033/2548
#269863
เปิดฉบับเต็ม

การขอทุเลาการบังคับ กฎหมายกำหนดวิธีการให้อยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้น ๆ ไป การขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับแล้ว จำเลยจะฎีกาคำสั่งต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,438,308.18 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองแทนการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์นั้น เห็นว่า การทุเลาการบังคับ กฎหมายกำหนดวิธีการให้อยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้น ๆ ไป การขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับแล้ว จำเลยจะฎีกาคำสั่งต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
นายแพทย์เกรียงศักดิ์ หรือภิญโญหรือเกรียงไกร
จำเลย — หรือศิววงศ์ เหมือนลม้าย
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2027/2548
#113144
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านแต่เพียงว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์ของกลาง และไม่มีโอกาสทราบหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยทั้งสี่จะนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้กระทำความผิด ทั้งผู้คัดค้านได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วที่จะป้องกันไม่ให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นเท่านั้น ไม่มีประเด็นว่ารถแทรกเตอร์ (แบ็กโฮ) ของกลาง เป็นเครื่องมือที่จำเลยทั้งสี่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ การที่ผู้คัดค้านเพิ่งกล่าวในชั้นอุทธรณ์ว่าพยานที่เห็นรถแทรกเตอร์ (แบ็กโฮ) ดังกล่าวในที่เกิดเหตุมีเหตุโกรธเคืองกับผู้คัดค้านมาก่อน จึงรับฟังไม่ได้ว่ารถแทรกเตอร์ (แบ็กโฮ) ดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำความผิด ถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยในปัญหานี้ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 4 , 43 , 135 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 , 30

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คดีที่จำเลยทั้งสี่ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษดังกล่าว เจ้าพนักงานยึดของกลางซึ่งเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ที่จำเลยทั้งสี่ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันทำเหมืองแร่โดยไม่ได้รับประทานบัตร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 135 ขอให้ริบทรัพย์สินของกลางดังกล่าวตาม พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบ ผู้คัดค้านจ้างเหมาจำเลยทั้งสี่ตัดหินแกรนิตในเขตประทานบัตรของผู้คัดค้าน ในอัตราค่าจ้างลูกบาศก์เมตรละ 2,300 บาท ส่งโรงงานของผู้คัดค้านที่กรุงเทพมหานคร ในวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสี่กระทำผิดสัญญากับผู้คัดค้าน โดยผู้คัดค้านไม่มีโอกาสทราบ หรือไม่มีเหตุอันสมควรสงสัยว่าจำเลยทั้งสี่จะนำทรัพย์สินของผู้คัดค้านดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด โดยมิได้รับคำสั่งหรือได้รับคำยินยอมจากผู้คัดค้าน หรือโดยสำคัญผิดของจำเลยทั้งสี่เอง และไม่ได้แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งริบของกลาง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยมีว่า รถแทรกเตอร์ (รถแบ็กโฮ) เป็นเครื่องมือที่จำเลยทั้งสี่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ซึ่งคดีนี้ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านเฉพาะแต่เพียงว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์ของกลาง และผู้คัดค้านไม่มีโอกาสทราบหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยทั้งสี่จะนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้กระทำความผิดจนถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษ ทั้งผู้คัดค้านได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วที่จะป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือไม่เท่านั้น โดยไม่มีประเด็นว่ารถแทรกเตอร์ (แบ็กโฮ) เป็นเครื่องมือที่จำเลยทั้งสี่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ การที่ผู้คัดค้านเพิ่งกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ว่า พยานที่เห็นรถแทรกเตอร์ (รถแบ็กโฮ) ของกลางในที่เกิดเหตุมีเหตุโกรธเคืองกับผู้คัดค้านมาก่อน จึงรับฟังไม่ได้ว่ารถแทรกเตอร์ (รถแบ็กโฮ) ดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 154
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครสวรรค์
ผู้คัดค้าน — บริษัทนิวยอร์ค หินอ่อนและแกรนิต จำกัด
จำเลย — นายสันติ ตุ้มมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายประสิทธิผล ปทุมลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2019/2548
#270263
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 335 ต้อระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่งหาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่ได้ใช้อัตราโทษตามที่มาตรา 336 ทวิ กำหนดไว้แต่ยังคงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) (7) (8) วรรคสอง ตามที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นปรับบทจึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

คำร้องของจำเลยใช้คำว่าขอให้ "ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์" อนุญาตให้ฎีกาโดยมิได้ระบุชื่อผู้พิพากษา ถือได้ว่าจำเลยประสงค์ให้ผู้พิพากษาซึ่งลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยว่า กรณีคดีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ให้ยกคำร้องและมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น เป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบได้ และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 334, 335, 357, 83 ริบของกลาง และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 7,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลงโทษจำคุก 6 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบของกลาง ให้จำเลยคืนเงินสดจำนวน 7,000 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (7) (8) วรรคสอง, 83 ลงโทษจำคุก 4 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่ได้ใช้อัตราโทษตามที่มาตรา 336 ทวิ กำหนดไว้ แต่ยังคงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (7) (8) วรรคสอง ตามที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นปรับบท จึงเป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์แล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยร่วมกับพวกเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านผู้เสียหายในเวลากลางคืน ต่อมาถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมของกลาง ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ขณะที่คนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ของผู้เสียหายมาสืบ คงมีแต่ดาบตำรวจมานิต เต็มนิล ผู้ตรวจค้นจับกุมจำเลยกับพวกเป็นพยานแวดล้อมและมีคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่าเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่พอฟังลงโทษจำเลยนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่จำเลยฎีกาเพิ่มเติมขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบาโดยรอการลงโทษและคุมความประพฤติไว้ ก็เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จำเลยฎีกาพร้อมกับคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งแม้คำร้องของจำเลยดังกล่าวใช้คำว่าขอให้ "ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์" อนุญาตให้ฎีกาโดยมิได้ระบุชื่อผู้พิพากษา แต่พอถือได้ว่าจำเลยประสงค์ให้ผู้พิพากษาซึ่งลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกานั่นเอง แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยว่า กรณีคดีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ให้ยกคำร้องและมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้น จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้ และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยและที่ให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 28 ตุลาคม 2547 ว่าสมควรอนุญาตให้จำเลยฎีกาหรือไม่ แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งฎีกาของจำเลยตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 (3) ม. 335 (7) ม. 335 (8) ม. 335 วรรคสอง ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 208 (2) ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายสมเดช สวัสดิ์ภิรมย์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2018/2548
#113178
เปิดฉบับเต็ม

การขอตั้งผู้จัดการมรดกตลอดจนการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดก ไม่เป็นคดีที่ทายาทจะรับมรดกความของคู่ความที่ถึงแก่กรรมได้ เพราะการขอเป็นผู้จัดการมรดกตลอดจนการคัดค้านถือได้ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่กรรม น. จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ น. เข้ามาเป็นคู่ความแทน และศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้แก้ไข จึงเป็นการไม่ชอบ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาผู้คัดค้านที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 21 มกราคม 2541 ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายมาหรือมานิตย์ ผู้ตาย

ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคัดค้านขอให้ศาลเพิกถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายมา และตั้งผู้คัดค้านที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดก

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ยกคำคัดค้าน

ระหว่างการพิจารณา ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย นายนวล ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสี่ ให้ผู้คัดค้านทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้คัดค้านทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนผู้ร้อง

ผู้คัดค้านทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เรื่องการขอตั้งผู้จัดการมรดกตลอดจนการคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดก ไม่เป็นคดีที่ทายาทจะรับมรดกความของคู่ความที่ถึงแก่กรรมได้ เพราะการขอเป็นผู้จัดการมรดกตลอดจนการคัดค้านถือได้ว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ละคน เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่กรรม นายนวล จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายนวล เข้ามาเป็นคู่ความแทนและศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้แก้ไขจึงเป็นการไม่ชอบ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาผู้คัดค้านที่ 1?

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ดังนั้น เมื่อผู้ร้องเป็นบุตรของนายมา ผู้ตาย จึงเป็นทายาทโดยธรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (1) ของผู้ตาย มีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการได้โดยชอบด้วยกฎหมายที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 เนื่องจากเป็นทายาทในลำดับถัดไป ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายนวล เข้าเป็นคู่ความแทนผู้คัดค้านที่ 1 และให้จำหน่ายคดีผู้คัดค้านที่ 1 ออกจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 132 (3)
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวอำไพ เครื่องนันตา
ผู้คัดค้าน — นายจันทร์ตา เครื่องนันตา โดยนายนวล เครื่องนันตา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายเจริญชัย ตรีวัฒนาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
สุมิตร สุภาดุลย์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2012/2548
#113166
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ 3 งาน 52 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้าน 2 ชั้น 1 หลัง ที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนเนื้อที่ 102 ตารางวา และสิ่งปลูกสร้าง 1 ใน 3 อยู่ในเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืน จำเลยขอให้โจทก์เวนคืนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือ อ้างว่าใช้การไม่ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลัง โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายและค่าทดแทนทรัพย์สินที่จะต้องเวนคืนฯ โดยจำเลยยอมรับเงินค่าทดแทนที่ดินและค่าทดแทนสำหรับการรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างทั้งหลัง ซึ่งสัญญากำหนดให้จำเลยต้องรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ลงนามในสัญญา ต่อมาจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนแต่หาได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือไม่ อ้างว่ารัฐไม่มีความจำเป็นต้องใช้สิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือซึ่งอยู่นอกเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืน ดังนี้ หากแปลความกฎหมายดังกล่าวตามที่จำเลยอ้าง ย่อมจะไม่เป็นธรรมแก่สังคม และเป็นช่องทางให้เจ้าของที่ดินหลีกเลี่ยงบทบังคับแห่งกฎหมาย ทั้งที่ตนเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์จากบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการแปลความที่ไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึกและความเป็นธรรม เมื่อจำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือออกไปตามกำหนด จำเลยจึงเป็นผู้ผิดสัญญาและถือว่าได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือออกไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือซึ่งอยู่นอกเขตเวนคืนออกไปตามสัญญาซื้อขายและค่าทดแทนทรัพย์สินที่จะถูกเวนคืนฯ ซึ่งจำเลยทำไว้กับโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 1003/2 ซอยสายสิน ถนนประชาชื่น แขวงบางซื่อ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ของจำเลยส่วนที่เหลือด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 38069 ตำบลบางเขนฝั่งใต้ อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 3 งาน 52 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 1003/2 ซอยสายสิน ถนนประชาชื่น แขวงบางซื่อ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ที่ดินดังกล่าวจำนวน 102 ตารางวา และบ้านเลขที่ 1003/2 จำนวน 1 ใน 3 อยู่ในบริเวณที่ที่จะต้องเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยร้องขอให้โจทก์เวนคืนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 19 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลังตามประกาศคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ และบัญชีกำหนดราคาเบื้องต้นอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนและจำนวนเงินค่าทดแทนฯ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2532 จำเลยทำสัญญาซื้อขายและค่าทดแทนทรัพย์สินที่จะถูกเวนคืนฯ กับโจทก์ โดยตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนด ต่อมาจำเลยได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มตามที่คณะกรรมการแก้ไขราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเพิ่มให้สำหรับค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างรวมจำนวน 3,044,946.46 บาท จำเลยได้รับเงินค่าทดแทนไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่ได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเฉพาะในส่วนที่อยู่ในเขตเวนคืน ส่วนที่เหลือจำเลยไม่ยอมรื้อถอนออกไป โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือแล้วแต่จำเลยมิได้ดำเนินการรื้อถอน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาและจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือซึ่งอยู่นอกเขตเวนคืนหรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุของการเวนคืนสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 1003/2 ของจำเลยทั้งหลังนั้นสืบเนื่องมาจากจำเลยได้ยื่นคำขอต่อโจทก์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2532 ขอให้โจทก์เวนคืนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลืออยู่ซึ่งใช้การไม่ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์ได้ดำเนินการตามคำขอของจำเลยและจ่ายเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยทั้งหลังตามความประสงค์ของจำเลยแล้ว โดยโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายและค่าทดแทนทรัพย์สินที่จะถูกเวนคืนฯ กันไว้มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า จำเลยตกลงขายที่ดินที่จะถูกเวนคืนตามสัญญานี้ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ตกลงจ่ายและจำเลยตกลงรับค่าทดแทนตามราคาเบื้องต้นที่คณะกรรมการกำหนดสำหรับที่ดินตามโฉนดเลขที่ 38069 และค่าทดแทนสำหรับการรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1003/2 ทั้งหลัง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยในสัญญาข้อ 2 วรรคท้าย ระบุให้สิ่งปลูกสร้าง ไม้ยืนต้นหรือสิ่งของอื่น ๆ ที่รื้อถอนแล้วเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน แสดงให้เห็นว่า การเวนคืนสิ่งปลูกสร้างนั้นโจทก์เวนคืนในลักษณะที่ให้เจ้าของทรัพย์สินต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายกันเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2532 ตามสัญญาซื้อขาย ข้อ 5 กำหนดให้จำเลยต้องรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ลงนามในสัญญา ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 18 มีนาคม 2533 แต่จำเลยหาได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือออกไปตามกำหนดดังกล่าวไม่ จำเลยจึงเป็นผู้ผิดสัญญาและถือว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือออกไปได้ ที่จำเลยฎีกาว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 19 มีเจตนารมณ์ที่จะให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนที่อยู่ภายในเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืน ซึ่งรัฐมีความจำเป็นต้องสร้างทางพิเศษนั้น เห็นว่า เจตนารมณ์ในการตรากฎหมายฉบับดังกล่าวก็เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการเวนคืนและให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม สำหรับการเวนคืนสิ่งปลูกสร้างเพียงบางส่วนหากมีผลทำให้สิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลืออยู่ใช้การไม่ได้ และไม่ยอมให้ผู้ถูกเวนคืนร้องขอให้เวนคืนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือด้วย ย่อมจะทำให้ผู้ถูกเวนคืนได้รับความเสียหายเกินสมควร ซึ่งไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืน แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ได้เวนคืนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือซึ่งใช้การไม่ได้ตามคำขอของผู้ถูกเวนคืนตามที่กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ถูกเวนคืนที่จะร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ได้ และได้จ่ายเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างทั้งหลังให้แก่ผู้ถูกเวนคืนไปแล้ว ยังยอมให้ผู้ถูกเวนคืนรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนเท่านั้น ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่เหลือซึ่งอยู่นอกเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนผู้ถูกเวนคืนไม่ต้องรื้อถอนออกไปดังที่จำเลยฎีกาแล้ว ก็ย่อมจะไม่เป็นธรรมแก่สังคมเช่นเดียวกัน หากจะให้แปลความบทกฎหมายดังกล่าวไปตามที่จำเลยฎีกาแล้ว จะเป็นช่องทางให้เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนหลีกเลี่ยงบทบังคับแห่งกฎหมายได้ ทั้ง ๆ ที่ตนเป็นฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากบทกฎหมายดังกล่าวไปแล้ว ซึ่งเป็นการแปลความที่ไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึกและความเป็นธรรม ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่าจำเลยต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษานี้เปลี่ยนแปลงไปได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
จำเลย — นางมุกดา จันทรสมบูรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิชัย วิวิตเสวี
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2012/2548
#271222
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ 3 งาน 52 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้าน 2 ชั้น 1 หลัง ที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนเนื้อที่ 102 ตารางวา และสิ่งปลูกสร้าง 1 ใน 3 อยู่ในเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืน จำเลยขอให้โจทก์เวนคืนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือ อ้างว่าใช้การไม่ได้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 19 วรรคหนึ่ง คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลัง โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายและค่าทดแทนทรัพย์สินที่จะต้องเวนคืนฯ โดยจำเลยยอมรับเงินค่าทดแทนที่ดินและค่าทดแทนสำหรับการรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างทั้งหลัง ซึ่งสัญญากำหนดให้จำเลยต้องรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ลงนามในสัญญา ต่อมาจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนแต่หาได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือไม่ อ้างว่ารัฐไม่มีความจำเป็นต้องใช้สิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือซึ่งอยู่นอกเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืน ดังนี้ หากแปลความกฎหมายดังกล่าวตามที่จำเลยอ้าง ย่อมจะไม่เป็นธรรมแก่สังคมและเป็นช่องทางให้เจ้าของที่ดินหลีกเลี่ยงบทบังคับแห่งกฎหมาย ทั้งที่ตนเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์จากบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการแปลความที่ไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึกและความเป็นธรรม เมื่อจำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือออกไปตามกำหนด จำเลยจึงเป็นผู้ผิดสัญญาและถือว่าได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือออกไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทซึ่งได้ถูกเวนคืนบางส่วนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่จำเลยในส่วนที่ดินที่ถูกเวนคืน ซึ่งรวมทั้งส่วนที่เหลืออยู่นอกเขตเวนคืนซึ่งใช้การไม่ได้ตามที่จำเลยขอให้เวนคืนด้วย จำเลยทำสัญญาซื้อขายและค่าทดแทนทรัพย์สินที่จะถูกเวนคืนฯ กับโจทก์โดยยินยอมรับเงินค่าทดแทนและตกลงรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ลงนามในสัญญา จำเลยได้รับเงินค่าทดแทนไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเฉพาะในส่วนที่อยู่ในเขตเวนคืน ส่วนที่เหลือซึ่งอยู่นอกเขตเวนคืนจำเลยไม่ยอมรื้อถอนออกไป อันเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยดำเนินการรื้อถอนแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือออกไปตามสัญญา

จำเลยให้การว่า จำเลยได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง คือบ้านพิพาทในส่วนที่ถูกเวนคืนตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว จำเลยจึงไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา การที่โจทก์คิดค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้ทั้งหลังมิใช่การเวนคืนสิ่งปลูกสร้างทั้งหลัง บ้านส่วนที่เหลือตั้งอยู่ในที่ดินส่วนที่ไม่ได้ถูกเวนคืน จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ถูกเวนคืนที่จำเลยจะต้องรื้อถอนขนย้าย แม้ตามหนังสือที่จำเลยร้องขอให้โจทก์พิจารณาจ่ายค่าทดแทนบ้านส่วนที่เหลือจะมีข้อความเป็นการแสดงเจตนาให้โจทก์เวนคืนสิ่งปลูกสร้างบ้านส่วนที่เหลือตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 19 ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็ไม่ได้บัญญัติให้ผู้ถูกเวนคืนต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในส่วนที่เหลือซึ่งอยู่นอกเขตเวนคืนด้วย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านพิพาทของจำเลยส่วนที่เหลือ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 38069 ตำบลบางเขนฝั่งใต้ อำเภอดุสิต (บางชื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 3 งาน 52 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 1003/2 ซอยสายสิน ถนนประชาชื่น แขวงบางซื่อ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ที่ดินดังกล่าวจำนวน 102 ตารางวา และบ้านเลขที่ 1003/2 จำนวน 1 ใน 3 อยู่ในบริเวณที่ที่จะต้องเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนด เขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท - ศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยร้องขอให้โจทก์เวนคืนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 19 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลังตามประกาศคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ และบัญชีกำหนดราคาเบื้องต้นอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนและจำนวนเงินค่าทดแทนฯ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2532 จำเลยทำสัญญาซื้อขายและค่าทดแทนทรัพย์สินที่จะถูกเวนคืนฯ กับโจทก์ โดยตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนด ต่อมาจำเลยได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มตามที่คณะกรรมการแก้ไขราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเพิ่มให้สำหรับค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างรวมจำนวน 3,044,946.46 บาท จำเลยได้รับเงินค่าทดแทนไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่ได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเฉพาะในส่วนที่อยู่ในเขตเวนคืน ส่วนที่เหลือจำเลยไม่ยอมรื้อถอนออกไป โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือแล้ว แต่จำเลยมิได้ดำเนินการรื้อถอน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาและจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือซึ่งอยู่นอกเขตเวนคืนหรือไม่ จำเลยฎีกาโดยสรุปว่า จำเลยจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตเวนคืนเท่านั้น สิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือซึ่งอยู่นอกเขตเวนคืนนั้นจำเลยไม่ต้องทำการรื้อถอน การที่จำเลยไม่ได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือซึ่งอยู่นอกเขตเวนคืนไม่ได้ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยจึงมิได้เป็นผู้ผิดสัญญา เห็นว่า มูลเหตุของการเวนคืนสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 1003/2 ของจำเลยทั้งหลังนั้นสืบเนื่องมาจากจำเลยได้ยื่นคำขอต่อโจทก์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2532 ตามเอกสารหมาย จ.5 ขอให้โจทก์เวนคืนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลืออยู่ซึ่งใช้การไม่ได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์ได้ดำเนินการตามคำขอของจำเลยและจ่ายเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยทั้งหลังตามความประสงค์ของจำเลยแล้ว โดยโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายและค่าทดแทนทรัพย์สินที่จะถูกเวนคืนฯ กันไว้ตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งมีข้อความระบุไว้ชันเจนว่า จำเลยตกลงขายที่ดินที่จะถูกเวนคืนตามสัญญานี้ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ตกลงจ่ายและจำเลยตกลงรับค่าทดแทนตามราคาเบื้องต้นที่คณะกรรมการกำหนดสำหรับที่ดินตามโฉนดเลขที่ 38069 ตำบลบางเขนฝั่งใต้ อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และค่าทดแทนสำหรับการรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1003/2 ทั้งหลังซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยในสัญญาข้อ 2 วรรคท้าย ระบุให้สิ่งปลูกสร้าง ไม้ยืนต้น หรือสิ่งของอื่นฯ ที่รื้อถอนแล้วเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน แสดงให้เห็นว่า การเวนคืนสิ่งปลูกสร้างนั้นโจทก์เวนคืนในลักษณะที่ให้เจ้าของทรัพย์สินต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายกันเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2532 ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 5 กำหนดให้จำเลยต้องรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ลงนามในสัญญา ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 18 มีนาคม 2533 แต่จำเลยหาได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือออกไปตามกำหนดดังกล่าวไม่ จำเลยจึงเป็นผู้ผิดสัญญาและถือว่าจำเลยได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือออกไปได้ ที่จำเลยฎีกาว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 19 มีเจตนารมณ์ที่จะให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนที่อยู่ภายในเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืน ซึ่งรัฐมีความจำเป็นต้องสร้างทางพิเศษนั้น เห็นว่า เจตนารมณ์ในการตรากฎหมายฉบับดังกล่าวก็เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการเวนคืนและให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม สำหรับการเวนคืนสิ่งปลูกสร้างเพียงบางส่วน หากมีผลทำให้สิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลืออยู่ใช้การไม่ได้ และไม่ยอมให้ผู้ถูกเวนคืนร้องขอให้เวนคืนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือด้วย ย่อมจะทำให้ผู้ถูกเวนคืนได้รับความเสียหายเกินสมควรซึ่งไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืน แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ได้เวนคืนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือซึ่งใช้การไม่ได้ตามคำขอของผู้ถูกเวนคืนตามที่กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ถูกเวนคืนที่จะร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ได้ และได้จ่ายเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างทั้งหลังให้แก่ผู้ถูกเวนคืนไปแล้วยังยอมให้ผู้ถูกเวนคืนรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนที่อยู่ในเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนเท่านั้น ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่เหลือซึ่งอยู่นอกเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืน ผู้ถูกเวนคืนไม่ต้องรื้อถอนออกไปดังที่จำเลยฎีกาแล้ว ก็ย่อมจะไม่เป็นธรรมแก่สังคมเช่นเดียวกัน หากจะให้แปลความบทกฎหมายดังกล่าวไปตามที่จำเลยฎีกาแล้ว จะเป็นช่องทางให้เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนหลีกเลี่ยงบทบังคับแห่งกฎหมายได้ทั้งๆ ที่ตนเป็นฝ่ายที่ได้รับประโยชน์จากบทกฎหมายดังกล่าวไปแล้ว ซึ่งเป็นการแปลความที่ไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึกและความเป็นธรรม ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่า จำเลยต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
จำเลย — นางมุกดา จันทรสมบูรณ์
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
วิชัย วิวิตเสวี
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2009/2548
#270235
เปิดฉบับเต็ม

แม้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับจะเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายทั้งหมดก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยก็แยกเจตนาเป็นสองกรรมต่างหากจากกันได้เพราะการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดซึ่งอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวไม่

การที่จำเลยได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับตามที่ได้ตกลงกันถือได้ว่าเป็นการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จบริบูรณ์แล้ว แม้จะยังไม่ได้ชำระราคาหรือเงินให้กันก็ตาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน หาใช่เป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 30 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 20 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 80 เม็ด จากกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างขวาของจำเลยและได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด ซึ่งสายลับล่อซื้อได้จากจำเลยเป็นของกลาง ในชั้นจับกุมและชั้นพิจารณาของศาล จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากการนำสืบของโจทก์โดยจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างว่า หลังจากที่จำเลยจำหน่ายและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด ให้แก่สายลับและสิบตำรวจตรีวัชระ แสงเพชร แล้ว ร้อยตำรวจโท อรรณพ อิ่มอุดม ซึ่งซุ่มคอยอยู่ได้เข้าจับกุมจำเลยทันที และเมื่อตรวจค้นตัวจำเลยยังพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 80 เม็ด อยู่ในกระเป๋าการงเกงด้านหน้าข้างขวาของจำเลยอีกด้วย แสดงให้เห็นว่า หลังจากจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด ให้แก่สายลับและสิบตำรวจตรีวัชระแล้ว จำเลยยังคงมีเมทแอมเฟตามีนเหลืออยู่ในความครอบครองของจำเลยอีกจำนวน 80 เม็ด จำเลยจึงมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายรวม 480 เม็ด แม้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด ที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับและสิบตำรวจตรีวัชระจะเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายทั้งหมดก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยก็แยกเจตนาเป็นสองกรรมต่างหากจากกันได้เพราะการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดซึ่งอาศัยเจตนาในการกระทำความผิดแตกต่างแยกจากกันได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมหาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวดังจำเลยฎีกาไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจมิได้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย และเมทแอมเฟตามีนจำนวน 480 เม็ด มิใช่ของจำเลยนั้น เห็นว่า เป็นการฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยฎีกาอีกว่า การที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับโดยยังไม่ได้มีการชำระราคาหรือส่งมอบเงินให้แก่กัน ถือว่าการจำหน่ายยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากร้อยตำรวจโทอรรณพพยานโจทก์ซึ่งเป็นประจักษ์พยานและผู้จับกุมจำเลยโดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างว่าขณะที่สายลับและสิบตำรวจตรีวัชระรออยู่ที่จุดนัดหมายเพื่อรับมอบแมทแอมเฟตามีนจากจำเลยนั้น พยานเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ รุ่นสวิง มาพบสายลับมีการยื่นสิ่งของส่งมอบให้แก่กัน เมื่อสิบตำรวจตรีวัชระได้รับสิ่งของแล้วจึงส่งสัญญาณให้จับกุมจำเลยและได้นำเมทแอมเฟตามีนได้จากการล่อซื้อมาให้พยาน แสดงว่าจำเลยได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับและสิบตำรวจตรีวัชระตามที่ได้ตกลงกันแล้ว อันถือได้ว่าเป็นการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จบริบูรณ์แล้ว แม้จะยังไม่ได้ชำระราคาหรือเงินให้กันก็ตาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน หาใช่เป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังจำเลยฎีกาไม่ และที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษหรือรอการลงโทษนั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนวัตถุของกลางมีจำนวนมากถึง 480 เม็ด และคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 10.445 กรัม ซึ่งตามสภาพและลักษณะแห่งความผิดเป็นมหัตภัยต่อมวลมนุษยชาติอีกทั้งสามารถทำลายทรัพยากรมมนุษย์ บั่นทอนความสงบสุขของสังคมและเศรษฐกิจของชาติอย่างมากมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจวางโทษใหม่ และลดโทษให้แก่จำเลย นับว่าเหมาะสมต่อพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ทั้งโทษจำคุกที่จำเลยได้รับนั้นเกินกว่า 3 ปี กรณีจึงไม่อาจรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ริบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ รุ่นสวิง หมายเลขทะเบียน ขธฉ สข 58 โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้ออีริคสัน หมายเลข 01 - 2764618 และวิทยุติดตามตัวยี่ห้ออีซีคอล หมายเลขเรียก 1500-417090 ของกลางเป็นการมิชอบ เพราะมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดนั้น เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้ทรัพย์ของกลางทั้งสามรายการดังกล่าวเป็นยานพาหนะและเครื่องมือสำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษอย่างไร คงได้ความจากร้อยตำรวจโทอรรณพเพียงว่า ขณะจับกุมพยานเชื่อว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่และวิทยุติดตามตัวของกลางเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้ในการติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าของกลางทั้งสามรายการดังกล่าวเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 ทั้งของกลางทั้งสามรายการดังกล่าวก็มิใช่ทรัพย์สินซึ่งบุคคลมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยได้กระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ริบของกลางทั้งสามรายการดังกล่าวมาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษายืน แต่ให้คืนรถจักรยานยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และวิทยุติดตามตัวของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายธีระศักดิ์หรือเจต จตุพันธ์
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1989/2548
#113175
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างฎีกา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหากระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก อันเป็นความผิดอันยอมความกันได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ส่วนข้อหาบุกรุกตามมาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความกันได้นั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้กำหนดโทษแก่จำเลย เนื่องจากเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทกับข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา จึงกำหนดโทษเฉพาะข้อหากระทำชำเราซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น และอัตราโทษตามมาตรา 365 นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนในส่วนการกระทำความผิดตามศาลชั้นต้น แม้จะยังไม่ได้กำหนดโทษแก่จำเลย แต่ก็เห็นได้ชัดว่า ไม่อาจกำหนดโทษเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา 365 ได้ ซึ่งคดีอาจจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษในข้อหาบุกรุกแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 276 , 364 , 365 , 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก , 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า มีดของกลางให้คืนแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ต่อมาวันที่ 7 มกราคม 2548 ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา ส่วนข้อหาบุกรุกผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความจำเลยปรากฏตามรายงานกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 19 มกราคม 2548

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดข้อหาข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความกันได้ เมื่อผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ข้อหานี้ในระหว่างฎีกา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ส่วนข้อหาบุกรุก ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมกันได้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้กำหนดโทษแก่จำเลย เนื่องจากเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทกับข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา จึงกำหนดโทษเฉพาะข้อหาข่มขืนกระทำชำเราซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเท่านั้น และอัตราโทษตามมาตรา 365 นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนในส่วนการกระทำความผิดตามศาลชั้นต้น แม้จะยังไม่ได้กำหนดโทษแก่จำเลย แต่ก็เห็นได้ชัดว่า ไม่อาจกำหนดโทษเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา 365 ได้ ซึ่งคดีอาจจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษในข้อหาบุกรุกแก่จำเลย

ให้จำหน่ายคดีข้อหาข่มขืนกระทำชำเราออกจากสารบบความ และย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นกำหนดโทษแก่จำเลยในข้อหาบุกรุกต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคแรก ม. 364 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายสินเทา ฤทธินรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายกิตติพันธ์ เกียรติสุนทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจักร อุตตโม
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1982/2548
#269862
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพร้อมทั้งรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่เช่า พร้อมกับให้ชำระค่าใช้ประโยชน์และค่าเช่าค้างชำระโดยโจทก์อ้างว่าสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้ว การที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าอาคารโดยมูลเหตุที่จำเลยยอมมอบอาคารของจำเลยในพื้นที่เช่าให้โจทก์ใช้ประโยชน์ แม้อาคารดังกล่าวจะเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวพันอยู่ในฟ้องเดิมและจำเลยฟ้องแย้งโดยไม่ได้อาศัยเหตุจากการถูกบอกเลิกสัญญาสัมปทานก็ตาม แต่มูลเหตุให้ใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อให้รับผิดตามฟ้องและฟ้องแย้งนั้น โจทก์และจำเลยต่างอาศัยมูลเหตุแห่งสิทธิแตกต่างกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณย่านพหลโยธินจากโจทก์ เพื่อใช้เป็นย่านผลิตโครงสร้างคอนกรีตสำเร็จรูป กองเก็บวัสดุ และตั้งสำนักงานชั่วคราวสำหรับงานก่อสร้างโครงการทางรถไฟและถนนยกระดับตามความในข้อ 4 แห่งภาคผนวก ก. ของสัญญาสัมปทานระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับในกรุงเทพมหานครและการใช้ประโยชน์จากที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2533 ระหว่างกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยกับบริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมพื้นที่เช่าประมาณ 200,672 ตารางเมตร มีกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี และโจทก์จะต่อกำหนดเวลาสัญญาเช่าให้อีก 1 ปี ในกรณีที่สัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตามให้ถือว่าสัญญาเช่าสิ้นสุดทันที จำเลยต้องรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า 3 ปีแล้ว โจทก์ได้ต่อสัญญาเช่าให้จำเลยอีก 1 ปี ต่อมาคู่สัญญาฝ่ายรัฐ (กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย) ได้มีหนังสือลงวันที่ 27 มกราคม 2541 บอกเลิกสัญญาสัมปทานดังกล่าวแล้ว เป็นผลให้สัญญาเช่าที่ดินระหว่างจำเลยกับโจทก์สิ้นสุดลงด้วย แต่จำเลยไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่า ต่อมาโจทก์เจรจาและจำเลยยอมมอบอาคาร 1 หลัง ให้โจทก์ใช้เป็นที่ทำการของพนักงานโจทก์ จำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์พื้นที่เช่าจำนวน 184,769 ตารางเมตร ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน พร้อมทั้งรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ในพื้นที่เช่าส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าใช้ประโยชน์ ค่าเช่าค้างชำระและค่าเสียหายแก่โจทก์ จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์พร้อมทั้งรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์จริง แต่ยังไม่มีการต่ออายุสัญญาเช่าออกไปอีก 1 ปี โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเช่าในช่วงที่อ้างว่ามีการต่ออายุสัญญาเช่า หากรับฟังว่ามีการต่ออายุสัญญาเช่า สิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ค้างชำระก็ขาดอายุความแล้ว ค่าใช้ประโยชน์และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินส่วน ความเสียหายที่เกิดขึ้นโจทก์มีส่วนผิดอยู่ด้วย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายเต็มจำนวนที่ฟ้อง คู่สัญญาฝ่ายรัฐบอกเลิกสัญญาโดยไม่ปฏิบัติตามวิธีการเฉพาะที่กำหนดไว้ในสัญญา เป็นการบอกเลิกสัญญาที่ไม่ชอบ อันมีผลทำให้จำเลยไม่มีโอกาสใช้และหาประโยชน์จากพื้นที่เช่าที่ได้ลงทุนไปแล้ว และหมดโอกาสได้รับเงินลงทุนในพื้นที่เช่าคืนในรูปของรายได้ที่จะได้รับตามสัญญาสัมปทาน โจทก์จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่จำเลยได้รับจากการลงทุนพัฒนาพื้นที่เช่าและต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป และโจทก์ได้รับมอบอาคารของจำเลยไปใช้เพื่อประโยชน์ของโจทก์ จึงต้องรับผิดชดใช้เงินค่าอาคารแก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระค่าอาคารพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าเช่าและค่าเสียหายอันเกิดจากการก่อสร้างและพัฒนาพื้นที่เช่าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จำเลยอนุญาตให้โจทก์ใช้อาคารโดยไม่เรียกค่าใช้ประโยชน์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายดังกล่าว และไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าเช่าที่ชำระแล้วกับค่าเสียหายอันเกิดจากการก่อสร้างและพัฒนาพื้นที่เช่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

วันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องอื่น ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฟ้องแย้ง และมีคำสั่งใหม่ว่าไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่ขอให้โจทก์ชำระค่าอาคารมิใช่ค่าเสียหายที่เป็นผลมาจากการที่จำเลยถูกบอกเลิกสัญญาสัมปทานดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่เป็นการที่โจทก์กลับรับเอาอาคารที่จำเลยต้องรื้อถอนออกจากพื้นที่เช่าไปใช้ประโยชน์ จำเลยจึงมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าอาคาร ค่าเสียหายส่วนนี้เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทกันในฟ้องเดิม และเป็นเรื่องที่จำเลยอาศัยสิทธิในผลแห่งการเลิกสัญญาเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมทั้งรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่เช่า กับให้จำเลยชำระค่าใช้ประโยชน์พื้นที่เช่า ค่าเช่าค้างชำระและค่าเสียหาย โดยอาศัยมูลเหตุตามสัญญาเช่าที่สิ้นสุดลง การที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าอาคารโดยมูลเหตุที่จำเลยยอมมอบอาคารของจำเลยในพื้นที่เช่าให้โจทก์ใช้ประโยชน์ แม้อาคารดังกล่าวจะเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวพันอยู่ในฟ้องเดิม และจำเลยฟ้องแย้งโดยไม่ได้อาศัยเหตุจากการถูกบอกเลิกสัญญาสัมปทานก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่ามูลเหตุให้ใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อให้รับผิดตามฟ้องและฟ้องแย้งนั้น โจทก์และจำเลยต่างอาศัยมูลเหตุแห่งสิทธิแตกต่างกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องแย้งในส่วนที่ขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าเช่าและค่าเสียหายอันเกิดจากการก่อสร้างและพัฒนาพื้นที่เช่านั้น ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย เห็นว่า ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้แม้จะเป็นสาระแก่คดี แต่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการเรียกให้โจทก์ชำระค่าเสียหายโดยผลจากการที่จำเลยถูกบอกเลิกสัญญาสัมปทานอันเป็นเหตุทำให้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงและจำเลยได้รับความเสียหายจึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยสิทธิแตกต่างไปจากสิทธิของโจทก์ ไม่เกี่ยวข้องกัน และเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิมของโจทก์ ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยโดยละเอียดประกอบด้วยเหตุผลชัดแจ้งแล้ว ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ได้ ฎีกาของจำเลย จึงเป็นฎีกาในข้อที่เป็นสาระแก่คดีไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การรถไฟแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1977/2548
#267983
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ที่ตกลงว่า จำเลยทั้งสองยินยอมผ่อนชำระต้นเงินตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้และคดีอื่นๆ อีก 7 คดี เป็นต้นเงินรวม 15,677,063.59 บาท โดยผ่อนชำระเป็นงวด ๆ รวม 47 งวด พร้อมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับ โดยผ่อนชำระ 4 งวด และโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวด หากจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามบันทึกนี้ครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และคดีอื่นๆ เป็นคดีไป หากผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ยินยอมให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อยกคดีที่จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระต้นเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ขึ้นพิจารณาคดีต่อไป เป็นข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในแต่ละคดีเท่านั้นอันเป็นเงื่อนไขที่โจทก์จะปฏิบัติในภายหน้า และไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่า โจทก์ตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิ์ในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองทันที จึงไม่มีผลเป็นการยอมความกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ทั้งจำเลยทั้งสองไม่ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้นั้นย่อมไม่สิ้นผลผูกพันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปให้จำหน่ายคดีโดยยังมิได้วินิจฉัยฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำตามฟ้องหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นไปตามลำดับศาล แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ตาม เพราะผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองตามลำดับอาจนำไปสู่การกำจัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2537 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันสั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขากำแพงแสน จำนวน 5 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2540 จำนวน 374,915 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 470,748.75 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2540 จำนวนเงิน 374,915 บาท ฉบับที่ 4 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 จำนวนเงิน 466,915 บาท ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 จำนวนเงิน 374,915 บาท โดยเช็คทั้ง 5 ฉบับ ดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ส่งมอบแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกหัวลาก ยี่ห้อวอลโล่ ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปจากโจทก์ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อเช็คถึงกำหนด ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ เมื่อวันที่ 2 และ 11 มิถุนายน 2540 วันที่ 2, 11 และ 31 กรกฎาคม 2540 ตามลำดับ ให้เหตุผลเช่นเดียวกันว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน" จำเลยทั้งสองมีเจตนาออกเช็คโดยไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และ 91 และให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3574/2539, 4266/2539, 263/2540, 1047/2540 และ 258/2540 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2543 ขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย และโจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2543

ศาลชั้นต้นเห็นว่า บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินเป็นอันระงับสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีเป็นอันเลิกกัน สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป จึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธก่อน ในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2541 และจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ แล้วให้การใหม่ยอมรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามบันทึกเงื่อนไขชำระหนี้ฉบับดังกล่าว โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2541 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองยินยอมผ่อนชำระต้นเงินตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้และคดีอื่นๆ อีก 7 คดี เป็นต้นเงินรวม 15,677,063.59 บาท โดยตกลงผ่อนชำระเป็นงวดๆ รวม 47 งวด พร้อมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับ โดยผ่อนชำระ 4 งวด และโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวด หากจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามบันทึกนี้ครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และคดีอื่นๆ เป็นคดีไป แต่หากจำเลยทั้งสองผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งจำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อยกคดีที่จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระต้นเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ขึ้นพิจารณาคดีต่อไป เห็นได้ว่า เป็นข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในแต่ละคดีเท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองจะต้องผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยในแต่ละคดีอันเป็นเงื่อนไขที่โจทก์จะปฏิบัติในภายหน้าและตามบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ดังกล่าวก็ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่า โจทก์ตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิ์ในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองทันทีแต่อย่างใด จึงไม่มีผลเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าวหนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้นั้นย่อมไม่สิ้นผลผูกพันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างเพื่อสนับสนุนฎีกาของจำเลยทั้งสองนั้น ตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวเป็นกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความใช้เงินตามเช็คพิพาทในคดีแพ่งและศาลได้พิพากษาคดีตามยอมแล้ว จึงมีผลทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้สละนั้นระงับสิ้นไป โจทก์คงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คได้อีกซึ่งต่างจากคดีนี้เนื่องจากบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ในคดีนี้ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) จะต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับและจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเช่นนี้ ศาลฎีกาชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองต่อไปและนับโทษต่อจากคดีอาญาอื่นๆ ตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าสิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปให้จำหน่ายคดีโดยยังมิได้วินิจฉัยฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำตามฟ้องหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ก็เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นไปตามลำดับศาล เพราะผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองตามลำดับอาจนำไปสู่การกำจัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ จึงเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 ม. 208
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสวีเดนขนส่ง จำกัด
บริษัท ซี.เอ. ทรานสปอร์ต
จำเลย — และการพาณิชย์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1977/2548
#271897
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ว่าจำเลยทั้งสองยินยอมผ่อนชำระต้นเงินตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้และในคดีอื่นๆ อีก 7 คดี โดยตกลงผ่อนชำระเป็นงวดๆ รวม 47 งวด พร้อมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับ โดยผ่อนชำระ 4 งวด และโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวด หากจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามบันทึกนี้ครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และคดีอื่นๆ เป็นคดีไป แต่หากจำเลยทั้งสองผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อยกคดีที่จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระต้นเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ขึ้นพิจารณาคดีต่อไป เป็นข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในแต่ละคดีเท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองจะต้องผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยในแต่ละคดีจนครบจำนวนตามที่ตกลงกันดังกล่าวโจทก์จึงจะถือว่าเป็นการระงับคดีอาญาแต่ละคดีอันเป็นเงื่อนไขที่โจทก์จะปฏิบัติในภายหน้า และตามบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับดังกล่าวก็ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่า โจทก์ตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองทันทีแต่อย่างใด จึงไม่มีผลเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าสิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปให้จำหน่ายคดีโดยยังมิได้วินิจฉัยฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์เห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ก็เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองตามลำดับอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ จึงเป็นการใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และ 91 และให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3574/2539, 4266/2539, 263/2540, 1047/2540, 1895/2540, 3883/2540 และ 258/2540 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2543 ขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย และโจทก์ยื่นคำแถลงคัดค้านฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2543

ศาลชั้นต้นเห็นว่า บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินเป็นอันระงับสิ้นผลผูกผันไปก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีเป็นอันเลิกกัน สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป จึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธก่อน ในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2541 และจำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ แล้วให้การใหม่ยอมรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามบันทึกเงื่อนไขชำระหนี้ฉบับดังกล่าวโจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2541 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองยินยอมผ่อนชำระต้นเงินตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้และในคดีอื่นๆ อีก 7 คดีเป็นต้นเงินรวม 15,677,063.59 บาท โดยตกลงผ่อนชำระเงินเป็นงวดๆ รวม 47 งวด พร้อมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับโดยผ่อนชำระ 4 งวด และโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวด หากจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามบันทึกนี้ครบถ้วนแล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และคดีอื่นๆ เป็นคดีไป แต่หากจำเลยทั้งสองผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อยกคดีที่จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระต้นเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ขึ้นพิจารณาคดีต่อไป เห็นได้ว่า เป็นข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็คที่โจทก์นำมาฟ้องในแต่ละคดีเท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองจะต้องผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยในแต่ละคดีจนครบจำนวนตามที่ตกลงกันดังกล่าว โจทก์จึงจะถือว่าเป็นการระงับคดีอาญาแต่ละคดีอันเป็นเงื่อนไขที่โจทก์จะปฏิบัติในภายหน้า และตามบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ฉบับดังกล่าวก็ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่า โจทก์ตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิ์ในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองทันทีแต่อย่างใด จึงไม่มีผลเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงดังกล่าว หนี้ที่ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้นั้นย่อมไม่สิ้นผลผูกพันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างเพื่อสนับสนุนฎีกาของจำเลยทั้งสองนั้น ตามคำพิพากษาดังกล่าวเป็นกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความใช้เงินตามเช็คพิพาทในคดีแพ่งและศาลได้พิพากษาคดีตามยอมแล้ว จึงมีผลทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้สละนั้นระงับสิ้นไป โจทก์คงมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คได้อีกซึ่งต่างจากคดีนี้เนื่องจากบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ในคดีนี้ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) จะต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าสิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับและจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพแล้วเช่นนี้ ศาลฎีกาชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองต่อไปและนับโทษต่อจากคดีอาญาอื่นๆ ตามฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าสิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปให้จำหน่ายคดีโดยยังมิได้วินิจฉัยฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ก็เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นไปตามลำดับศาล เพราะผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองตามลำดับอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ จึงเป็นการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 208 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสวีเดนขนส่ง จำกัด
บริษัท ซี.เอ. ทรานสปอร์ตและการพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1969 -ที่ 1972/2548
#113218
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (2), 53 บัญญัติให้เทศบาลมีหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงทางบกทางน้ำ อีกทั้งกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้เทศบาลมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินตาม ป.ที่ดิน ที่อยู่ภายในเขตเทศบาล และอธิบดีกรมเจ้าท่าได้มอบหมายอำนาจเจ้าท่าตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 ให้เทศบาลดูแลรักษาแม่น้ำลำคลองในเขตเทศบาล เทศบาลย่อมมีหน้าที่ดูแลรักษาตามกฎหมาย ตามคำสั่ง และตามที่ได้รับมอบหมาย จึงมีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับที่ดินนั้นได้ ทั้งการฟ้องคดีก็ไม่จำต้องระบุว่าได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่าอีก

ที่ดินมีโฉนดของ ป. บางส่วนถูกน้ำเซาะพังลงในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ดินส่วนที่หายไปในน้ำแม้จะมิได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินแบ่งหักออกจากโฉนดที่ดินตามความเป็นจริง ก็มิได้แสดงว่าที่ดินของ ป. ยังคงมีเนื้อที่อยู่เต็มตามโฉนดที่ดิน แต่คงมีอยู่ตามสภาพที่เหลืออยู่ตามความจริงเท่านั้นเพราะที่ดินบางส่วนพังจนกลายเป็นลำน้ำที่มีการใช้สัญจรไปมาของเรือแพเป็นเวลานานจนกระทั่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแล้ว โจทก์ทั้งสามซื้อที่ดินตามโฉนดจาก ป. ย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ถูกน้ำเซาะจนหายไปในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว แม้ต่อมาแม่น้ำมีสภาพตื้นเขินเนื่องจาก มีการทำเขื่อนภูมิพลกั้นน้ำ ทำให้กระแสน้ำไหลเบาลงจนน้ำในแม่น้ำแห้ง เรือไม่สามารถผ่านไปมาได้ ทั้งมีการดูดทรายอีกด้านหนึ่งของเกาะมาปิดทางน้ำเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ที่ดินดังกล่าวก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ดี การที่โจทก์ทั้งสามถมดินในที่ดินพิพาท จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อเทศบาลจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน?

สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่า คำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลเมืองนครสวรรค์ที่ นว. 5204/2803 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2528 และคำสั่งที่ นว. 5204/2818 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2528 และมติหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้เพิกถอนคำสั่งและมติหรือคำวินิจฉัยดังกล่าว และขอให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่า คำขออนุญาตปลูกสร้างอาคารที่ ช. 284/2528, ช. 285/2528 และ ช. 289/2528 เป็นคำขออนุญาตที่ชอบด้วย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เป็นการปลูกสร้างในที่ดินกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 มิได้รุกล้ำสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือลำน้ำ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารตามคำขอดังกล่าวต่อไป

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สองโจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเทศบาลเมืองนครสวรรค์ที่ นว. 5204/2809 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2528 ที่ นว. 5204/2817 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2528 กับที่ นว. 5204/2956 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2528 และมติหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้เพิกถอนคำสั่งและมติหรือคำวินิจฉัยดังกล่าว ส่วนใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารที่ ช. 31/2528 และ ช. 63/2528 กับอาคารที่ได้ปลูกสร้างหรือจะทำการปลูกสร้างตามใบอนุญาตดังกล่าวชอบด้วย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สามจำเลยที่ 1 ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 มีหน้าที่บริหารราชการส่วนท้องถิ่นภายในเขตเทศบาลตลอดจนมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษา ดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือทรัพย์สินของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน และได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่าให้มีอำนาจ ดูแลรักษา ดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินและทางน้ำอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ในเขตเทศบาลเมืองนครสวรรค์ การกระทำของโจทก์ทั้งสามเป็นเหตุให้ประชาชนไม่สามารถใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทางสัญจร น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่สามารถไหลผ่านได้ตามปกติ น้ำขังเน่า สกปรก เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตลอดจนไม่สามารถรักษาความสะอาดและบำรุงรักษาทางน้ำตามหน้าที่ จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทั้งสามระงับการกระทำดังกล่าวแล้วแต่โจทก์ทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับโจทก์ทั้งสามให้ร่วมกันขนย้ายหิน กรวด ทราย ดินที่โจทก์ทั้งสามนำมาถมออกไปจากแม่น้ำเจ้าพระยาตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้อง ถ้าโจทก์ทั้งสามไม่ปฏิบัติก็ให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการโดยให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันออกค่าใช้จ่าย

โจทก์ทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง?

?ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 3 ถึงแก่กรรม โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางจำรัส ภริยาโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของโจทก์ที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และนางจำรัส ในฐานะทายาทของโจทก์ที่ 3 ร่วมกันนำหิน กรวด ทราย ดิน และสิ่งของที่ถมออกไปจากลำน้ำเจ้าพระยา ตามแนวเขตสีดำในแผนที่สังเขป เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4 สำนวนที่สามที่จำเลยที่ 1 ฟ้อง กับให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสี่สำนวนแทนจำเลยทั้งห้า โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนที่หนึ่ง ที่สอง และที่สี่เป็นเงิน 60,000 บาท และสำนวนที่สามเป็นเงิน 60,000 บาท โดยให้นางจำรัสร่วมรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของโจทก์ที่ 3 ที่ตกทอดแก่นางจำรัส คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องสำนวนที่หนึ่ง ที่สอง และที่สี่

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ให้เป็นพับ โดยคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 600 บาทให้จำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5720 และโจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 5717 ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 3 ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5717 ดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ที่ดินทั้งสามแปลงอยู่ตรงข้ามกับเกาะญวนซึ่งเป็นเกาะในแม่น้ำเจ้าพระยาและมีการถมดินปรับพื้นที่ในแนวโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อปลูกสร้างอาคาร โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 ปลูกสร้างอาคารชั้นเดียวขนาด 1 คูหา กับขนาด 3 คูหา อย่างละ 1 หลัง ที่ดินโฉนดเลขที่ 5720 ปลูกสร้างอาคารสองชั้น 15 คูหา และรั้วคอนกรีต ต่อมาจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 ดังกล่าว และไม่อนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารตามคำขอที่ ช. 289/2528 ส่วนอาคารบนที่ดินโฉนดเลขที่ 5720 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้แก้ไขกับห้ามใช้อาคารและยกเลิกใบอนุญาตที่ ช. 63/2528 ที่ให้ปลูกสร้างอาคารสองชั้น 7 คูหาด้วย เมื่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นประธานกรรมการมีมติยกอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 50 (2) และมาตรา 53 บัญญัติให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำอีกทั้งกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งที่ 890/2498 ให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินตาม ป.ที่ดินที่อยู่ภายในเขตเทศบาล และอธิบดีกรมเจ้าท่าได้มอบหมายอำนาจเจ้าท่าตาม พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 ให้จำเลยที่ 1 ดูแลรักษาแม่น้ำลำคลองในเขตเทศบาลตามคำสั่งกรมเจ้าท่าที่ 928/2528 จำเลยที่ 1 ย่อมมีหน้าที่ดูแลรักษาตามกฎหมาย ตามคำสั่ง และตามที่ได้รับมอบหมายอำนาจ จำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งสามที่เท ทิ้ง หิน กรวด ทราย ดินและสิ่งอื่น ๆ ลงที่ชายตลิ่งและในแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจรได้ตามฟ้อง ที่โจทก์ทั้งสามฎีกาว่า หากจำเลยที่ 1 จะฟ้องคดีต้องอ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่า การมอบอำนาจของอธิบดีกรมเจ้าท่าเป็นการมอบอำนาจเฉพาะคดีอาญาไม่ได้มอบให้ดำเนินคดีแพ่ง ทั้งที่ดินตาม ป. ที่ดิน มาตรา 8 ที่อธิบดีกรมที่ดินมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ดูแลเป็นคนละส่วนกับที่ดินอันเป็นแม่น้ำที่อยู่ในความดูแลของกรมเจ้าท่านั้น เห็นว่า เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้เทศบาลดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตเทศบาลตามคำสั่งที่ 890/2498 จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับที่ดินนั้นได้ แม้ว่าที่ดินนั้นจะเป็นริมแม่น้ำอันอยู่ในเขตทางของกรมเจ้าท่าหรือไม่ก็ตาม ทั้งการฟ้องคดีก็ไม่จำต้องระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบอำนาจจากกรมเจ้าท่าอีก?

โจทก์ทั้งสามฎีกาข้อต่อไปว่า โจทก์ทั้งสามมิได้ทำละเมิดคือมิได้ถมดินลงในแม่น้ำเจ้าพระยาตามที่จำเลยที่ 1 ฟ้อง เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5720 ของนายประเสริฐบางส่วนถูกน้ำเซาะพังลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศตะวันตกของเกาะญวน รวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 และเลขที่ 5717 ที่อยู่ถัดไปด้วย ซึ่งที่ดินส่วนที่ถูกน้ำเซาะพังนั้นนายประเสริฐได้พยายามสร้างรอกั้นไว้แต่ก็ไม่สามารถกั้นกระแสน้ำได้ ที่ดินที่หายไปในน้ำ แม้จะมิได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินแบ่งหักออกจากโฉนดที่ดินตามความเป็นจริง ก็มิได้แสดงว่าที่ดินของนายประเสริฐยังคงมีเนื้อที่อยู่เต็มตามโฉนดที่ดิน แต่คงมีอยู่ตามสภาพที่เหลืออยู่ตามความเป็นจริงเท่านั้น เพราะที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 5720 และที่ดินโฉนดเลขที่ 1586 และเลขที่ 5717 ทั้งสองแปลงพังลงจนกลายเป็นลำน้ำที่มีการใช้สัญจรไปมาของเรือแพเป็นเวลานานจนกระทั่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปแล้ว โจทก์ทั้งสามซื้อที่ดินตามโฉนดจากนายประเสริฐย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ถูกน้ำเซาะจมหายไปในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว แม้ต่อมาแม่น้ำมีสภาพตื้นเขินเนื่องจากมีการทำเขื่อนภูมิพลกั้นน้ำ ทำให้กระแสน้ำไหลเบาลงจนน้ำในแม่น้ำแห้ง เรือไม่สามารถผ่านไปมาได้ ทั้งมีการดูดทรายอีกด้านหนึ่งของเกาะมาปิดทางน้ำเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ที่ดินดังกล่าวก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ดี การที่โจทก์ทั้งสามถมดินในที่ดินพิพาท จึงเป็นการทำละเมิดต่อเทศบาลจำเลยที่ 1

พิพากษายืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลทั้งสี่สำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1305
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ม. 50 (2) ม. 53
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำสยาม พ.ศ.2456 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพศาล การุณรังษี กับพวก
จำเลย — เทศบาลเมืองนครสวรรค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางสาวจรีรัตน์ โรจนาจิณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
วิชัย วิวิตเสวี
จรูญ อินทจาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2548
#113297
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยบรรยายฟ้องในข้อหานี้เพียงว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์กับพวกไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกง แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กลับร่วมกันรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษและดำเนินคดีแก่โจทก์กับพวกเป็นเหตุให้โจทก์กับพวกถูกควบุคมตัวเป็นผู้ต้องหา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง สิทธิเสรีภาพของโจทก์กับพวก เท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกแต่อย่างใด ดังนั้นแม้จะได้ความตามทางพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์ในทางบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวนั้นได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 4 ไม่ควรต้องรับโทษและศาลต้องยกฟ้องโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะเห็นว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 มีมูลและสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้วก็ตาม แต่ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ได้

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2548)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันยุยงส่งเสริม ใช้ จ้างวาน ช่วยเหลือสนับสนุนให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษโจทก์และบุคคลทั้งสามในความผิดฐานฉ้อโกง อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันควบคุมตัวโจทก์เป็นผู้ต้องหาในวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง สิทธิเสรีภาพของโจทก์และบุคคลทั้งสาม เหตุทั้งสี่กรณีเกิดที่แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 83, 86, 91, 137, 157, 172, 173, 174

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 4 มีมูลเฉพาะความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 4 ในข้อหาดังกล่าว

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ในกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 4 และประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์เห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล หรือไม่เป็นความผิดหรือฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจยกฟ้องได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์เฉพาะส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องในข้อหานี้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่และละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์กับพวกไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกง แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กลับร่วมกันรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษและดำเนินคดีแก่โจทก์กับพวกเป็นเหตุให้โจทก์กับพวกถูกควบคุมตัวเป็นผู้ต้องหา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง สิทธิเสรีภาพของโจทก์กับพวกเท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องเลยว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกแต่อย่างใด ดังนั้นแม้จะได้ความตามทางพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์ในทางบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวนั้นได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 4 ไม่ควรต้องรับโทษและศาลต้องยกฟ้องโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 มาด้วยนั้นจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 167 ม. 170 ม. 185 ม. 192 ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพบูลย์ ธเนศอนุกุล
จำเลย — บริษัทบัญจพรธานี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุทัศน์ สงวนปรางค์
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา