คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1900/2548
#113286
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "diamond" สำหรับใช้กับสินค้าโช้คอัพประตูไว้ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "dimond" สำหรับสินค้าโช้คอัพประตูกับสินค้าโครงฝ้าเพดานทำด้วยโลหะ ลูกเลื่อนประตูทำด้วยโลหะ และลูกเลื่อนหน้าต่างทำด้วยโลหะ เมื่อเครื่องหมายการค้าที่โจทก์กับที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดสินค้า โจทก์ซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ก่อนจึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับการจดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เว้นแต่จำเลยที่ 2 จะมีคำสั่งให้โจทก์กับจำเลยที่ 3 ตกลงกันเองก่อน ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 24 หรือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 เห็นว่าต่างฝ่ายต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้ากันมาแล้วด้วยกันโดยสุจริตตามมาตรา 27 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา 24 หรือมาตรา 27 แต่อย่างใด เนื่องจากมีเหตุบกพร่องในการตรวจสอบข้อมูลเครื่องหมายการค้าเพราะความขัดข้องของระบบคอมพิวเตอร์ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 20 อันจะต้องเพิกถอนการจดทะเบียนที่ไม่ชอบเสียทั้งหมด แม้จำเลยที่ 3 จะได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าบางรายการที่แตกต่างกับที่โจทก์ขอจดทะเบียนไว้ก็ตาม

โจทก์ได้ร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 แล้ว แต่การร้องขอดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนไว้นั้นเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน ตามมาตรา 61 ส่วนการที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนไว้ดีกว่าจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 67 ซึ่งเป็นการอ้างเหตุแห่งการเพิกถอนที่แตกต่างกัน การที่โจทก์ได้ร้องขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้โจทก์พิสูจน์ว่ามีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าและร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "dimond" ของจำเลยที่ 3 และหรือให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเพิกถอนเครื่องหมายการค้าคำว่า "dimond" ของจำเลยที่ 3 หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และเป็นผู้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยที่ 3 โจทก์ไม่สามารถฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ตามทะเบียนเลขที่ ค. 132197 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2543 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "diamond" คำขอเลขที่ 416495 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 6 รายการสินค้า โช้คอัพประตู และเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2543 จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "dimond" คำขอเลขที่ 430188 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 6 รายการสินค้า โช้คอัพประตู ลูกล้อเลื่อนประตูทำด้วยโลหะ โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเป็นทะเบียนเลขที่ ค. 135311 และจำเลยที่ 3 ก็ได้รับการจดทะเบียนเป็นทะเบียนเลขที่ ค. 132197

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ศาลจำกัดสิทธิแห่งการจดทะเบียนของจำเลยที่ 3 ให้อยู่เฉพาะสินค้าอื่นนอกจากสินค้าที่โจทก์พิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่านั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะได้ใช้เครื่องหมายการค้า คำว่า "diamond" เฉพาะกับสินค้าโช้คอัพประตู แต่โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับสินค้าจำพวกที่ 6 รายการสินค้า โช้คอัพประตู ไว้ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ซึ่งขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกที่ 6 เช่นเดียวกัน โดยมีรายการสินค้าโช้คอัพประตู โครงฝ้าเพดานทำด้วยโลหะ ลูกเลื่อนประตูทำด้วยโลหะ และลูกเลื่อนหน้าต่างทำด้วยโลหะ และเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 คล้ายกับของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า จึงเป็นกรณีตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 20 ที่โจทก์ซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ก่อนเป็นผู้มีสิทธิได้รับการจดทะเบียนซึ่งย่อมมีผลให้จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 เลย เว้นแต่นายทะเบียนจะมีคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนทั้งสองรายนี้ตกลงกันเองก่อน ตามมาตรา 24 หรือนายทะเบียนเห็นว่าเป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้ากันมาแล้วด้วยกันโดยสุจริตตามมาตรา 27 แต่ปรากฏว่านายทะเบียนไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา 24 หรือมาตรา 27 นั้นแต่อย่างใด โดยเหตุที่จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้จำเลยที่ 3 ไป ก็เนื่องจากมีเหตุบกพร่องในการตรวจสอบข้อมูลเครื่องหมายการค้าเพราะความขัดข้องของระบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น จึงเห็นได้ว่าการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่จำเลยที่ 3 ดังกล่าวเป็นการจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 20 อันเป็นเหตุที่ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนอันมิชอบนี้เสียทั้งหมด ไม่มีเหตุที่จะจำกัดการเพิกถอนเฉพาะบางรายการสินค้าดังที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า การที่โจทก์ได้ร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 แล้ว เป็นการต้องห้ามมิให้ร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะได้ร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 แล้ว แต่การร้องขอดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนไว้นั้นเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน ตามมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ส่วนการที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ที่ได้จดทะเบียนไว้นั้น เป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนไว้ดีกว่าจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 67 ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์อ้างเหตุแห่งการเพิกถอนการจดทะเบียนแตกต่างจากกัน การที่โจทก์ได้ร้องขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้โจทก์พิสูจน์ว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าและร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นแต่อย่างใด

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 20 ม. 24 ม. 27 ม. 61 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยไดมอนด์ อินดัสตรีส์ จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1900/2548
#269751
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "diamond" สำหรับสินค้าโช้คอัพประตูไว้ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "diamond" สำหรับสินค้าโช้คอัพประตูกับสินค้าโครงฝ้าเพดานทำด้วยโลหะลูกเลื่อนประตูทำด้วยโลหะและลูกเลื่อนหน้าต่างทำด้วยโลหะ เมื่อเครื่องหมายการค้าที่โจทก์กับที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า โจทก์ซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ก่อนจึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับการจดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เว้นแต่จำเลยที่ 2 จะมีคำสั่งให้โจทก์กับจำเลยที่ 3 ตกลงกันเองก่อน ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 24 หรือเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 เห็นว่าต่างฝ่ายต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้ากันมาแล้วด้วยกันโดยสุจริตตามมาตรา 27 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา 24 หรือมาตรา 27 แต่อย่างใด เนื่องจากมีเหตุบกพร่องในการตรวจสอบข้อมูลเครื่องหมายการค้าเพราะความขัดข้องของระบบคอมพิวเตอร์ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 20 อันจะต้องเพิกถอนการจดทะเบียนที่ไม่ชอบเสียทั้งหมด แม้จำเลยที่ 3 จะได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าบางรายการที่แตกต่างกับที่โจทก์ขอจดทะเบียนไว้ก็ตาม

โจทก์ได้ร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 แล้ว แต่การร้องขอดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนไว้นั้นเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้แล้ว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน ตามมาตรา 61 ส่วนการที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนไว้ดีกว่าจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 67 ซึ่งเป็นการอ้างเหตุแห่งการเพิกถอนที่แตกต่างกัน การที่โจทก์ได้ร้องขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้โจทก์พิสูจน์ว่ามีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าและร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "diamond" ของจำเลยที่ 3 และหรือให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเพิกถอนเครื่องหมายการค้าคำว่า "diamond" ของจำเลยที่ 3 หากจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีฐานะเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 เป็นผู้พิจารณารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "diamond" คำขอเลขที่ 416495 ของโจทก์ และเครื่องหมายการค้า คำว่า "diamond" คำขอเลขที่ 430188 ของจำเลยที่ 3 การพิจารณารับจดทะเบียนเป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ตามทะเบียนเลขที่ ค. 132197

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2543 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "diamond" คำขอเลขที่ 416495 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 6 รายการสินค้า โช้คอัพประตู และเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2543 จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "diamond" คำขอเลขที่ 430188 สำหรับสินค้าจำพวกที่ 6 รายการสินค้า โช้คอัพประตู ลูกล้อเลื่อนประตูทำด้วยโลหะ โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเป็นทะเบียนเลขที่ ค. 135311 และจำเลยที่ 3 ก็ได้รับการจดทะเบียนเป็นทะเบียนเลขที่ ค. 132197...

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า มีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 หรือไม่ ในเบื้องต้นปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นายโรจน์ศักดิ์ สินธุเดชากุล เป็นเจ้าของบริษัทไทยเสริมกิจ จำกัด และบริษัทโจทก์โดยบริษัทโจทก์มีนางยุพเรศ จินดากิตติกุล ภรรยาที่มิได้จดทะเบียนสมรสของนายโรจน์ศักดิ์เป็นกรรมการ นายโรจน์ศักดิ์ได้ใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "diamond" ในนามของบริษัทไทยเสริมกิจ จำกัด มาตั้งแต่ปี 2528 และตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา โจทก์ได้ผลิตและจำหน่ายสินค้าโช้คอัพประตูภายใต้เครื่องหมายเดียวกันกับที่บริษัทไทยเสริมกิจ จำกัด จดทะเบียนไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2537 บริษัทไทยเสริมกิจ จำกัด ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย และไม่ได้ต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อไป โจทก์จึงได้ผลิตสินค้าโช้คอัพประตูภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวและนำออกจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวมาจนถึงปัจจุบัน ตามสำเนาบิลใบส่งของจำนวน 69 เล่ม เอกสารหมาย จ. 20 ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "diamond" ในนามของโจทก์เองหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการจดทะเบียนเนื่องจากนายทะเบียนเห็นว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2543 โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกครั้ง พร้อมแสดงหลักฐานต่าง ๆ ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าโช้คอัพประตูมาเป็นเวลานานแล้ว จำเลยที่ 3 คงนำสืบเพียงว่า ได้ก่อตั้งบริษัทในปี 2540 และได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "diamond" ในปี 2543 โดยมิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า คำว่า "diamond" กับสินค้าโช้คอัพประตูมานานหลายปีก่อนที่จำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "diamond" และเครื่องหมายการค้าคำว่า "diamond" ที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำขอจดทะเบียนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "diamond" ของโจทก์ซึ่งใช้มาก่อนดังกล่าว จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิดีกว่าในเครื่องหมายการค้าคำว่า "diamond" ที่จำเลยที่ 3 ขอจดทะเบียน จึงชอบที่โจทก์จะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์สำหรับสินค้าโช้คอัพประตูที่โจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 3 ส่วนที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ศาลจำกัดสิทธิแห่งการจดทะเบียนของจำเลยที่ 3 ให้อยู่เฉพาะสินค้าอื่นนอกจากสินค้าที่โจทก์พิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่านั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "diamond" เฉพาะกับสินค้าโช้คอัพประตู แต่โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว สำหรับสินค้าจำพวกที่ 6 รายการสินค้า โช้คอัพประตูไว้ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ซึ่งขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกที่ 6 เช่นเดียวกัน โดยมีรายการสินค้าโช้คอัพประตูเหมือนกันกับมีรายการสินค้าอื่นอีก ได้แก่ โครงฝ้าเพดานทำด้วยโลหะ ลูกเลื่อนประตูทำด้วยโลหะ และลูกเลื่อนหน้าต่างทำด้วยโลหะซึ่งก็ล้วนแต่เป็นสินค้าในจำพวกที่ 6 เช่นเดียวกัน และเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 คล้ายกับของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า จึงเป็นกรณีตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 20 ที่โจทก์ซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ก่อนเป็นผู้มีสิทธิได้รับการจดทะเบียนซึ่งย่อมมีผลให้จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 เลย เว้นแต่นายทะเบียนจะมีคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนทั้งสองรายนี้ตกลงกันเองก่อน ตามมาตรา 24 หรือนายทะเบียนเห็นว่าเป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้ากันมาแล้วด้วยกันโดยสุจริตตามมาตรา 27 แต่ปรากฏว่านายทะเบียนไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา 24 หรือมาตรา 27 นั้นแต่อย่างใด โดยเหตุที่จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้จำเลยที่ 3 ไป ก็เนื่องจากมีเหตุบกพร่องในการตรวจสอบข้อมูลเครื่องหมายการค้าเพราะความขัดข้องของระบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น จึงเห็นได้ว่าการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่จำเลยที่ 3 ดังกล่าวเป็นการจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 20 อันเป็นเหตุที่ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนอันมิชอบนี้เสียทั้งหมด ไม่มีเหตุที่จะจำกัดการเพิกถอนเฉพาะบางรายการสินค้าดังที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า การที่โจทก์ได้ร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 แล้วเป็นการต้องห้ามมิให้ร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะได้ร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 แล้ว แต่การร้องขอดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่า เครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนไว้นั้นเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน ตามมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ส่วนการที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ที่ได้จดทะเบียนไว้นั้นเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนไว้ดีกว่าจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนี้ แม้กรณีดังกล่าวจะเป็นการร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 ที่ได้จดทะเบียนไว้เช่นเดียวกัน แต่เป็นกรณีที่โจทก์อ้างเหตุแห่งการเพิกถอนการจดทะเบียนแตกต่างจากกัน การที่โจทก์ได้ร้องขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 3 จึงไม่เป็นการต้องห้ามมิให้โจทก์พิสูจน์ว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าและร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 20 ม. 24 ม. 27 ม. 61 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยไดมอนด์ อินดัสตรีส์ จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1899/2548
#269750
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งที่เป็นคำ และเป็นรูปกับคำต่างประกอบด้วยตัวอักษรโรมันแบบพิมพ์ใหญ่และแบบอักษรประดิษฐ์ 4 ตัว คือ "F" "O" "R" และ "D" โดยเครื่องหมายการค้าที่เป็นรูปและคำจะมีวงรีล้อมรอบตัวอักษรประดิษฐ์ดังกล่าวอยู่ ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าที่ประกอบด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ 3 ตัว คือ "F" "O" และ "R" ดังนี้ เมื่อพิจารณาจากลักษณะของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนจะเห็นได้ว่า แม้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่างมีตัวอักษรขึ้นต้นด้วยอักษร "F" และตามด้วยตัวอักษร "O" และ "R" ตามลำดับเช่นเดียวกัน แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีตัวอักษร "D" อยู่ในตอนท้ายด้วย ซึ่งแม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนจะมีจำนวนตัวอักษรต่างกันเพียงตัวอักษรเดียว แต่เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีตัวอักษรเพียง 4 ตัว เท่านั้น สาธารณชนจึงสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างของเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนได้โดยง่าย และโดยเหตุที่เครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่างประกอบด้วยตัวอักษรโรมันเช่นเดียวกัน การเขียนจึงต้องมีตัวสะกดซ้ำกันบ้าง ในกรณีเช่นนี้จะสันนิษฐานว่าจำเลยมีเจตนาเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ได้ นอกจากนั้นเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนมีเสียงเรียกขานว่า "ฟอร์" และมีคำแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยชัดเจนคือแปลว่า "สำหรับ" ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีเสียงเรียกขานว่า "ฟอร์ด" ซึ่งมีที่มาจากชื่อผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงมีความหมายและเสียงเรียกขานที่ต่างกัน ดังนั้น เครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 341778 เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า กับขอให้บังคับจำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 341778 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และขอให้บังคับจำเลยห้ามใช้หรือยื่นขอจดทะเบียนหรือเกี่ยวข้องใด ๆ กับเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 341778 และเครื่องหมายการค้าอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "FORD" ของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งที่เป็นคำ และเป็นรูปกับคำต่างประกอบด้วยตัวอักษรโรมันแบบพิมพ์ใหญ่และแบบอักษรประดิษฐ์ 4 ตัว คือ "F" "O" "R" และ "D" โดยเครื่องหมายการค้าที่เป็นรูปและคำจะมีวงรีล้อมรอบตัวอักษรประดิษฐ์ดังกล่าวอยู่ ส่วนเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าคำที่ประกอบด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ 3 ตัว คือ "F" "O" และ "R" ดังนี้ เมื่อพิจารณาจากลักษณะของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนจะเห็นได้ว่า แม้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่างมีตัวอักษรขึ้นตัวด้วยอักษร "F" และตามด้วยตัวอักษร "O" และ "R" ตามลำดับเช่นเดียวกัน แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีตัวอักษร "D" อยู่ในตอนท้ายด้วย ซึ่งแม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนจะมีจำนวนตัวอักษรแตกต่างกันเพียงตัวอักษรเดียว แต่เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีตัวอักษรเพียง 4 ตัว เท่านั้น สาธารณชนจึงสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างของเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนได้โดยง่าย และโดยเหตุที่เครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่างประกอบด้วยตัวอักษรโรมันเช่นเดียวกัน การเขียนจึงต้องมีตัวสะกดซ้ำกันบ้าง ในกรณีเช่นนี้จะสันนิษฐานว่าจำเลยมีเจตนาเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ได้ นอกจากนั้นเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนมีเสียงเรียกขานว่า "ฟอร์" และมีคำแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยชัดเจนคือแปลว่า "สำหรับ" ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีเสียงเรียกขานว่า "ฟอร์ด" ซึ่งมีที่มาจากชื่อผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องหมายการค้าทั้งสองจึงมีความหมายและเสียงเรียกขานที่ต่างกัน จึงเห็นว่า เครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ออฟ แคนาดา, ลิมิเต็ด
จำเลย — นายยิ่งสันต์ รตะพิพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1896/2548
#269726
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 เป็นการให้อำนาจศาลแรงงานใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายที่ลูกจ้างได้รับ หาใช่เป็นการตัดสิทธิของลูกจ้างซึ่งได้รับความเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่จะฟ้องเรียกร้องไม่ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเห็นว่าจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแล้ว กรณีย่อมถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 และ 49 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลแรงงานได้

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง และอ้างความเป็นมาของการเลิกจ้างว่า จำเลยมีหนังสือเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ไปเป็นตำแหน่งที่ด้อยกว่าเดิมมาก เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ และเมื่อโจทก์ร้องเรียนต่อสำนักงานสวัสดิการและแรงงานจังหวัดชลบุรีว่าจำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ไม่ครบถ้วน เป็นเหตุให้สำนักงานดังกล่าวสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เพิ่มเติม จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอคิดค่าเสียหายโดยคำนวณจากเงินเดือนที่เคยได้รับและค่าตรวจรักษาคนไข้เป็นเวลา 5 ปี ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 16,068,480 บาท ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดจำนวน 10,000,000 บาท และดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเพราะพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ระบุให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจเองว่าการเลิกจ้างใดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมมิได้ให้สิทธิแก่คู่ความเป็นฝ่ายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายต่อศาล สัญญาจ้างโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์เป็นสัญญาที่มีระยะเวลา 2 ปี โจทก์ดำรงตำแหน่งดังกล่าวมาเกินกว่า 2 ปีแล้ว ทั้งโจทก์มีปัญหาทางด้านการบริหารงาน จำเลยจึงเสนอให้โจทก์ลาออกโดยจะจ่ายค่าชดเชยให้ 6 เดือน ตามกฎหมายฉบับเก่าแต่โจทก์ทราบดีว่าหากจำเลยเป็นฝ่ายเลิกจ้างโจทก์หลังจากวันที่ 19 สิงหาคม 2541 โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยเป็นเวลา 10 เดือน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับใหม่ โจทก์จึงไม่ยอมลาออก เป็นเหตุให้จำเลยต้องเลิกจ้างโจทก์ด้วยสาเหตุเกษียณอายุ เพราะขณะนั้นโจทก์มีอายุ 60 ปีเศษแล้ว โดยจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์จำนวน 10 เดือนของค่าจ้างอัตราสุดท้ายการเลิกจ้างดังกล่าวจึงไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ประกาศเรื่องเปลี่ยนตำแหน่งโจทก์กับประกาศเรื่องการพ้นสภาพจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของโจทก์นั้นเป็นการประกาศไปตามความเป็นจริง จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงไม่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 จนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝ่ายการแพทย์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 124,760 บาท และโจทก์ทำหน้าที่แพทย์ทางด้านศัลยกรรมควบคู่ไปด้วย โดยได้รับส่วนแบ่งจากค่าบริการทางการแพทย์หรือ Docter Fee (DF.) อีกจำนวนหนึ่ง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยอ้างเหตุเกษียณอายุ 55 ปี ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ขณะที่โจทก์มีอายุ 62 ปี โดยจำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ไปแล้วจำนวน 10 เดือน ของอัตราค่าจ้างสุดท้ายเป็นเงิน 1,247,600 บาท แต่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม คดีมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลแรงงานกลางรับมาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อนี้จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้นจะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 อันเป็นการให้อำนาจของศาลแรงงานแต่เพียงผู้เดียวหาใช่ให้สิทธิแก่ลูกจ้างที่จะฟ้องเรียกร้องได้นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการให้อำนาจศาลแรงงานใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายที่ลูกจ้างได้รับ หาใช่เป็นการตัดสิทธิของลูกจ้างซึ่งได้รับความเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมที่จะฟ้องเรียกร้องไม่ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเห็นว่าจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแล้ว กรณีย่อมถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 และ 49 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลแรงงานได้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายคือ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยโจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง และอ้างความเป็นมาของการเลิกจ้างว่า ขณะโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของจำเลยได้รับค่าจ้างเดือนละ 124,760 บาท จำเลยมีหนังสือเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ให้ไปดำรงตำแหน่งเป็นแพทย์ทางด้านศัลยธรรมซึ่งเป็นตำแหน่งที่ด้อยกว่าเดิมมาก เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ และเมื่อโจทก์ร้องเรียนต่อสำนักงานสวัสดิการและแรงงานจังหวัดชลบุรีว่าจำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ไม่ครบถ้วน เป็นเหตุให้สำนักงานดังกล่าวสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เพิ่มเติม จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอคิดค่าเสียหายโดยคำนวณจากเงินเดือนที่เคยได้รับและค่าตรวจรักษาคนไข้ (DF.) เป็นเวลา 5 ปี ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา อยู่ประเสริฐ
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลเอกชล จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ชวลิต ยอดเณร
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1888/2548
#271001
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบแก่สิบตำรวจตรี น. กับพวกที่ลานจอดรถแล้ว โดยมีจำเลยที่ 2 รอรับชำระเงินจากพันตำรวจโท ป. หลังจากตรวจสอบจำนวนเงินกัน การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว มิใช่ยังอยู่ในขั้นพยายาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนและถุงกระดาษของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 ก็ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นเวลาคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและถุงกระดาษของกลาง

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม), 102 การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุพันตำรวจโทประยูรกับพวกจับกุมตัวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 พร้อมเมทแอมเฟตามีนและถุงกระดาษสีเขียวของกลางตามที่วางแผนล่อซื้อ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ได้ความตามคำเบิกความของพันตำรวจโทประยูรพยานโจทก์ว่ามุ่งล่อซื้อจับกุมจำเลยที่ 1 ตามรายงานของสายลับเป็นหลัก โดยพยานไม่รู้ข้อมูลเชื่อมโยงในขบวนการของจำเลยที่ 1 ว่ามีใครร่วมงานบ้าง คงได้ความจากจำเลยที่ 1 เพียงว่าจะใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีขาว หมายเลขทะเบียน ป - 6772 กาญจนบุรี เป็นยานพาหนะขนสินค้ามาขายให้เท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าใครเป็นผู้ควบคุมยานพาหนะคันนั้น และจะเดินทางมาอย่างไร เมื่อพยานโจทก์พบจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์กระบะคันนั้นมาล้างคราบโคลนในสถานีบริการน้ำมันที่พยานรอรับมอบเมทแอมเฟตามีนที่ล่อซื้อจากจำเลยที่ 1 นั้น เป็นเวลาภายหลังจากรถคันนั้นเสร็จภารกิจตามคำบอกกล่าวของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่มีเหตุให้คาดเดาเหมารวมว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนขับรถยนต์กระบะคันนั้นขนส่งเมทแอมเฟตามีนมาจากภาคเหนือร่วมกับนายณรงค์เดชหรือพงษ์ตามที่โจทก์คาดหมายไว้ในฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยเห็นรถยนต์กระบะคันนั้น จำได้ว่าเป็นรถคันที่นายณรงค์เดชใช้ขนส่งเมทแอมเฟตามีน น่าเชื่อว่าเมื่อเห็นจำเลยที่ 3 นำรถมาล้าง จำเลยที่ 2 ซึ่งลงไปยืนรออยู่ข้างรถของพยานโจทก์จึงไปสอบถามหานายณรงค์เดชซึ่งพวกตนรอคอยอยู่เพื่อติดตามผลงาน ส่วนจำเลยที่ 3 นำรถมาล้าง จำเลยที่ 2 ซึ่งลงไปยืนรออยู่ข้างรถของพยานโจทก์จึงไปสอบถามหานายณรงค์เดชซึ่งพวกตนรอคอยอยู่เพื่อติดตามผลงาน ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น ไม่น่าจะมีเหตุผลให้ต้องผลีผลามตามมาพูดจากับจำเลยที่ 2 หากนายณรงค์เดชประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 มาส่งสัญญาณแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าตนขนเมทแอมเฟตามีนมาถึงที่หมายแล้วตามที่อ้างในฎีกา จำเลยที่ 3 ก็เพียงแต่ขับรถยนต์กระบะคันนั้นมาให้เห็นก็เพียงพอแล้ว เมื่อโจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่มีพยานมานำสืบให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ว่าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยอื่นในฐานะตัวการอย่างไร นอกจากการคาดเดาดังกล่าวพยานหลักฐานของโจทก์จึงตกอยู่ในความสงสัยตามควรดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การกระทำตามฟ้องนั้นเป็นเพียงการพยายามกระทำความผิด เพราะขณะที่จำเลยที่ 1 กับพวกถูกจับกุมนั้นพันตำรวจโทประยูรยังมิได้ชำระราคาเมทแอมเฟตามีน การซื้อขายจึงยังไม่สำเร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453 นั้น เห็นว่า หากคำนึงตามบทกฎหมายที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นมาโต้แย้งแล้ว การซื้อขายรายนี้สำเร็จลงตั้งแต่มีการนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7,000 เม็ดในถุงกระดาษสีเขียวมาให้พันตำรวจโทประยูรดูที่สถานีบริการน้ำมันแห่งนั้นแล้ว เพราะถือว่านับจำนวนส่งมอบแล้ว การชำระราคาที่จำเลยที่ 1 กังขาเป็นเพียงภาระที่ผู้ซื้อต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดต่อไปเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้ในทางอาญาเช่นการซื้อขายยาเสพติดให้โทษเช่นนี้ ศาลจะตีความเคร่งครัดกว่าในทางพาณิชย์ก็ตาม แต่กรณีนี้จำเลยที่ 1 ได้นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบแก่สิบตำรวจตรีนิรันดร์กับพวกที่ลานจอดรถหน้าโรงพยาบาลท่าม่วงแล้ว โดยมีจำเลยที่ 2 รอรับชำระเงิน 315,000 บาท จากพันตำรวจโทประยูรหลังจากตรวจสอบจำนวนเงินกันแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงเป็นความผิดสำเร็จ มิใช่ยังอยู่ในขั้นพยายาม ส่วนข้อที่จำเลยที่ 1 ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า โทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นเป็นโทษขั้นต่ำที่สุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว นอกจากนั้นศาลดังกล่าวต่างก็ลดโทษแก่จำเลยที่ 1 เต็มตามส่วนที่อาจลดหล่อนได้ตามกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษให้ต่ำกว่านั้นได้อีก ฎีกาทั้งสองข้อของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางน้ำฝน ศรีจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1868/2548
#268098
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์ เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาโดยนำทรัพย์สินไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง และยังปลูกสร้างอาคารหรือยินยอมให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณาขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยมิให้นำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงและให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามจำเลยนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุด เป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตตามความจำเป็นเพื่อคุ้มครองโจทก์มิให้เสียหายจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยต่อไปจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ประกอบมาตรา 255

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสิบเจ็ดออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 32564, 33341 - 33363, 33376, 33379 - 33414, 84204 - 84205 และตราจองเลขที่ 103 พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือ อาคารเลขที่ 99/9 ถนนห้วยแก้ว ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และอาคารอื่นซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมพรอวิเดนซ์ และให้ร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ไม่อนุญาตจากโจทก์ และปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสิบเจ็ด หากโจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายไปให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชดใช้คืนโจทก์ ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนถึงวันฟ้องแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 9,202,000 บาท และในอัตราเดือนละ 740,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะปฏิบัติตามคำขอข้างต้น และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 820,795.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 770,750 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชำระค่าภาษีโรงเรือนสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 32564, 33341 - 33363, 33376, 33379 - 33414, 84204 - 84205 และตราจองเลขที่ 103 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือ อาคารเลขที่ 99/9 ถนนห้วยแก้ว ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และอาคารอื่นซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมพรอวิเดนซ์และสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมในอัตราปีละ 770,750 บาท นับแต่ปี พ.ศ.2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะปฏิบัติตามคำขอเบื้องต้นเสร็จสิ้น หากโจทก์ได้ชำระแทนไปให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดใช้คืนให้โจทก์ ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นรายวัน วันละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะส่งมอบที่ดินและอาคารของโจทก์คืนแก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น

ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 8 กันยายน 2543 ว่า กรณีมีเหตุฉุกเฉินและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองมาใช้ จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลใดเช่าช่วงจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ส่วนคำขอให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างและคำขอห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดขัดขวางพนักงานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านั้น เห็นว่า กรณียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองมาใช้บังคับได้จึงเห็นควรยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้เสีย ให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหาย 200,000 บาท

จำเลยที่ 16 และที่ 17 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลใดเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุดเป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตและเงื่อนไขตามความจำเป็นและเหมาะสมแล้ว กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้จับกุมและกักขังผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544 ว่า พิเคราะห์ตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2544 ประกอบกับรายงานของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ฉบับวันที่ 17 กันยายน 2544 ซึ่งแจ้งว่าหลังจากศาลออกหมายบังคับคดีห้ามชั่วคราวแล้วยังมีผู้ค้าขายรายย่อยอยู่ในที่พิพาท เห็นว่า ตามคำสั่งศาลที่ห้ามชั่วคราวไม่ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้เช่าช่วงตามคำสั่งวันที่ 8 กันยายน 2543 นั้น ออกตามคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินฉบับวันที่ 6 กันยายน 2543 ของโจทก์ที่ได้อ้างไว้ว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดกำลังจะให้บุคคลอื่นเช่าช่วงโดยต่ออายุสัญญาเช่าช่วงในสัญญาเช่าช่วงที่จำเลยทั้งสิบเจ็ดทำกับผู้เช่าช่วงและกำลังจะสิ้นสุดสัญญาเช่าช่วงลง จึงเป็นคำสั่งห้ามนำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้เช่าช่วงในทุกกรณี ซึ่งรวมถึงผู้เช่าช่วงเดิมด้วย กรณีเป็นที่พอใจจากหลักฐานที่ศาลสอบถามว่าจำเลยที่ 16 ที่ 17 และบริวารสามารถจะปฏิบัติตามคำสั่งได้ถ้าได้ทำโดยสุจริตกับไม่มีวิธีการบังคับอื่นที่ผู้ร้องจะใช้บังคับจึงให้กักขังจำเลยที่ 17 กับนายประมาณ เสนา ซึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดีมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297 ประกอบมาตรา 259

จำเลยที่ 16 และที่ 17 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยทำอุทธรณ์เป็น 2 ฉบับ ฉบับแรกอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้น ส่วนฉบับที่สองอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหรือกลังคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้กักขังจำเลยที่ 17 และนายประมาณ เสนา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้กักขังจำเลยที่ 17 กับนายประมาณ เสนา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนใหม่ โดยให้โอกาสจำเลยที่ 17 และนายประมาณ เสนา นำพยานมาสืบแก้แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

จำเลยที่ 16 และที่ 17 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ว่า มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบเจ็ดและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์ แต่จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะนำทรัพย์สินของโจทก์ดังกล่าวไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง และยังปลูกสร้างอาคารหรือยินยอมให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และเรียกค่าเสียหายด้วย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดมิให้นำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงโดยไม่ได้รับอนุญาตและให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกสร้างบนที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุด ส่วนคำขออื่นให้ยก จึงเป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตตามความจำเป็นเพื่อคุ้มครองโจทก์มิให้เสียหายจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยทั้งสิบเจ็ดต่อไป เพราะจำเลยที่ 16 และที่ 17 ก็ยอมรับว่าได้เอาทรัพย์สินของโจทก์ออกให้ผู้อื่นเช่าช่วงจริง คำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ประกอบมาตรา 255 แล้ว ที่จำเลยที่ 16 และที่ 17 ฎีกาขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นดังกล่าวโดยอ้างว่าโจทก์ไม่เสียหายเพราะผู้เช่าช่วงมีฐานะเป็นบริวารของจำเลยที่ 16 และที่ 17 หากโจทก์ชนะคดีก็สามารถบังคับคดีแก่จำเลยที่ 16 และที่ 17 และบริวารได้โดยไม่ยากลำบากก็ดี การนำเอาที่พิพาทออกให้เช่าช่วงเป็นการพัฒนาที่ดินของโจทก์ทำให้ที่ดินมีคุณค่าทางเศรษฐกิจก็ดี เป็นการอ้างเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ในการนำทรัพย์สินของโจทก์ไปหาประโยชน์ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวของจำเลยอยู่ตลอดเวลา คดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 16 และที่ 17 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 ม. 255
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโค้วอยู่ฮะกรุงเทพ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1868/2548
#269714
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบเจ็ดและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์ แต่จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะนำทรัพย์สินของโจทก์ดังกล่าวไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง และยังปลูกสร้างอาคารหรือยินยอมให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์จึงยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุด คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตตามความจำเป็นเพื่อคุ้มครองโจทก์มิให้เสียหายจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยทั้งสิบเจ็ดต่อไป จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ประกอบมาตรา 255

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสิบเจ็ดออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท และอาคารอื่นซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมพรอวิเดนซ์ และให้ร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสิบเจ็ด หากโจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายไปให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชดใช้คืนโจทก์ ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนถึงวันฟ้องแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 9,202,000 บาท และในอัตราเดือนละ 740,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะปฏิบัติตามคำขอข้างต้น และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 820,795.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 770,750 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชำระค่าภาษีโรงเรือนสำหรับที่ดินและตราจองพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท และอาคารอื่น นับแต่ปี พ.ศ.2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะปฏิบัติตามคำขอเบื้องต้นเสร็จสิ้น หากโจทก์ได้ชำระแทนไปให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชดใช้คืนโจทก์ ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นรายวัน วันละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะส่งมอบที่ดินและอาคารของโจทก์คืนแก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น

ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 8 กันยายน 2543 ว่า กรณีมีเหตุฉุกเฉินและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองมาใช้ จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลใดเช่าช่วงจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ส่วนคำขอให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง และคำขอห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดขัดขวางพนักงานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านั้น เห็นว่า กรณียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองมาใช้บังคับได้จึงเป็นควรยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้เสีย ให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหาย 200,000 บาท

จำเลยที่ 16 และที่ 17 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลใดเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุดเป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตและเงื่อนไขตามความจำเป็นและเหมาะสมแล้ว กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้จับกุมและกักขังผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำสั่งศาลที่ห้ามชั่วคราวไม่ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้เช่าช่วงตามคำสั่งวันที่ 8 กันยายน 2543 นั้น ออกตามคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินฉบับวันที่ 6 กันยายน 2543 ของโจทก์ที่อ้างไว้ว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดกำลังจะให้บุคคลอื่นเช่าช่วงโดยต่ออายุสัญญาเช่าช่วงในสัญญาเช่าช่วงที่จำเลยทั้งสิบเจ็ดทำกับผู้เช่าช่วงและกำลังจะสิ้นสุดสัญญาเช่าช่วงลง จึงเป็นคำสั่งห้ามนำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้เช่าช่วงในทุกกรณี ซึ่งรวมถึงผู้เช่าช่วงเดิมด้วย กรณีเป็นที่พอใจจากหลักฐานที่ศาลสอบถามว่าจำเลยที่ 16 ที่ 17 และบริวารสามารถจะปฏิบัติตามคำสั่งได้ถ้าได้ทำโดยสุจริตกับไม่มีวิธีการบังคับอื่นที่ผู้ร้องจะใช้บังคับจึงให้กักขังจำเลยที่ 17 กับนายประมาณ เสนา ซึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดีมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297 ประกอบมาตรา 259

จำเลยที่ 16 และที่ 17 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยทำอุทธรณ์เป็น 2 ฉบับ ฉบับแรกอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้น ส่วนฉบับที่สองอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหรือกลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้กักขังจำเลยที่ 17 และนายประมาณ เสนา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแต่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้กักขังจำเลยที่ 17 กับนายประมาณ เสนา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนใหม่ โดยให้โอกาสจำเลยที่ 17 และนายประมาณ เสนา นำพยานมาสืบแก้แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 16 และที่ 17 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ว่า มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบเจ็ดและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์ แต่จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะนำทรัพย์สินของโจทก์ดังกล่าวไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง และยังปลูกสร้างอาคารหรือยินยอมให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และเรียกค่าเสียหายด้วย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดมิให้นำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกสร้างบนที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุด ส่วนคำขออื่นให้ยก จึงเป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตตามความจำเป็นเพื่อคุ้มครองโจทก์มิให้เสียหายจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยทั้งสิบเจ็ดต่อไป เพราะจำเลยที่ 16 และที่ 17 ก็ยอมรับว่าได้เอาทรัพย์สินของโจทก์ออกให้ผู้อื่นเช่าช่วงจริง คำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ประกอบมาตรา 255 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (2) ม. 255
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโค้วยู่ฮะกรุงเทพ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1866/2548
#269709
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคน เมื่อจำเลยทั้งสามเป็นลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ตามคำพิพากษาจำนวน 5,495,094.53 บาท และไม่มีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากที่ดิน 3 แปลงที่จำนองเป็นประกันไว้แก่เจ้าหนี้รายอื่น โดยไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินที่จำนองเป็นประกันมีราคามากกว่าหนี้ที่จำนองเป็นประกันหรือไม่ จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม แต่มิได้ขวนขวายที่จะนำเงินมาชำระหนี้ จนโจทก์นำยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยทั้งสามจึงมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวน 1,250,131.86 บาท 4,016,127.82 บาท และ 322,889.79 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ย โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดได้เงิน 6,000,000 บาท นำมาชำระหนี้ได้บางส่วน คิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 5,495,094.53 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ปรากฏว่าไม่พบทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) แล้ว จำเลยทั้งสามมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่ที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล. 1 ได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ดินของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล. 3 ได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ดินของจำเลยที่ 3 ตามเอกสารหมาย ล. 2 ได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยจำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้เป็นจำนวนเงินเท่าใด หากมีการบังคับจำนองแล้วจะได้เงินพอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ผู้รับจำนองและโจทก์หรือไม่ เมื่อจำเลยทั้งสามเป็นลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ตามคำพิพากษาจำนวน 5,495,094.53 บาท การพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคน เมื่อจำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากที่ดิน 3 แปลงที่จำนองเป็นประกันไว้แก่เจ้าหนี้รายอื่น และไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินที่จำนองเป็นประกันมีราคามากกว่าหนี้ที่จำนองเป็นประกันหรือไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบว่ามีรายได้เดือนละ 20,000 ถึง 30,000 บาท และ 30,000 ถึง 40,000 บาท ตามลำดับนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดที่จะสนับสนุนให้รับฟังได้ว่ามีรายได้ตามที่นำสืบจริง จึงไม่อาจรับฟังได้ จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมตั้งแต่ปี 2540 แต่มิได้ขวนขวายที่จะนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ จนกระทั่งโจทก์นำยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยทั้งสามจึงมีหนี้สินล้นพ้นตัวและกรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 7 ม. 8 (5) ม. 9 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสามสมุทร จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1865/2548
#271067
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัตนาที่ดินกับจำเลย จำเลยได้จัดการให้โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วกับบริษัท ค. โดยทำที่สำนักงานของจำเลย ซึ่งสัญญาทั้งหมดมี พ. ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าของจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้จะขายและผู้รับจ้างทั้งสองสัญญา นอกจากนี้จำเลยและบริษัท ค. มีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นบุคคลชุดเดียวกัน และในการทำสัญญาจองที่ดินก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์จะต้องทำสัญญาก่อสร้างรั้วกับบริษัท ค. โจทก์เพิ่งรู้จักชื่อบริษัท ค. ในวันเดียวกับวันทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลย ดังนั้น โจทก์และลูกค้ารายอื่นย่อมีเหตุผลเชื่อว่า จำเลยและบริษัท ค. ได้ร่วมประกอบธุรกิจหาผลประโยชน์ในกิจการเดียวกัน ฟังได้ว่า จำเลยได้เชิดบริษัท ค. เป็นตัวแทนของตนในการทำสัญญว่าจ้างก่อสร้างรั้ว โจทก์จึงหลงผิดเข้าทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วโดยเชื่อว่าบริษัท ค. ร่วมประกอบธุรกิจกับจำเลยจำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบริษัท ค. เป็นตัวแทนของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 821

สัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ชำระค่างวดให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีหน้าที่พัฒนาที่ดินโดยการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกตามสัญญา ถึงแม้สัญญาจะไม่ได้กำหนดระยะเวลาการพัฒนาที่ดินให้แล้วเสร็จไว้โดยชัดเจนก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าจำเลยจะดำเนินการให้เสร็จเมื่อใดก็ได้แล้วแต่ความพอใจของจำเลย โจทก์ชำระค่างวดให้จำเลยไปแล้ว 499,900 บาท และนับแต่ทำสัญญาจนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือขอคืนเงินมัดจำเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2541 เป็นเวลา 2 ปีเศษ จำเลยยังไม่สามารถพัฒนาที่ดินให้แล้วเสร็จ ทั้งๆ ที่จำเลยโฆษณาไว้ว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2540 ถือว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 697,372.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 521,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 521,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า มีการจัดทำโฆษณาบ้านจัดสรร โครงการกฤษดา มาสเตอร์ เลค แอนด์ พาร์ค ของจำเลย โจทก์เข้าทำสัญญากับจำเลยตามหนังสือจองซื้อ และสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินในวันทำสัญญา โจทก์สัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วกับบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ด้วย โจทก์ชำระเงินค่างวดครบถ้วนตามสัญญาแล้ว งวดสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2540 รวมเป็นเงิน 499,900 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องร่วมรับผิดในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาในทำนองว่า จำเลยไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ในสัญญาดังกล่าว และจำเลยไม่ได้เชิดบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้าเป็นตัวแทนในการทำสัญญาดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์ไม่ได้ชำระราคาให้จำเลย เห็นว่า นอกจากโจทก์จะทำสัญญาจะซื้อขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลยแล้ว ในวันเดียวกันนั้นจำเลยได้จัดการให้โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วกับบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยทำที่สำนักงานของจำเลยนั่นเอง และสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วดังกล่าวต่างมีนางสาวพัชรา สุขะอาคม ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าของจำเลย ลงลายมือชื่อในฐานะผู้จะขายและในฐานะผู้รับจ้างทั้งสองสัญญา นอกจากนี้หนังสือรับรองปรากฏว่าจำเลยและบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค คอนสตรัคชั่น จำกัด มีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นบุคคลชุดเดียวกัน ทั้งเมื่อโจทก์เข้าจองที่ดินกับจำเลยครั้งแรกในวันที่ 28 มกราคม 2539 ตามหนังสือจองซื้อระบุว่าโดยหนังสือฉบับนี้โจทก์ขอจองซื้อ/ว่าจ้างที่ดินเปล่าและรั้วเนื้อที่ประมาณ 80 ตารางวา ราคาที่ดินตารางวาละ 29,900 บาท รวมราคาทั้งสิ้น 2,499,500 บาท และโจทก์ชำระเงินจองซื้อแล้ว 20,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์จะต้องทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วกับบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด แต่อย่างใด แสดงว่าโจทก์เพิ่งจะรู้จักชื่อบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ในวันเดียวกับวันที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลย โดยจำเลยเป็นผู้จัดให้โจทก์ทำสัญญา ดังนี้ โจทก์และลูกค้ารายอื่นย่อมมีเหตุผลเชื่อว่า จำเลยกับบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ได้ร่วมประกอบธุรกิจหาผลประโยชน์ในกิจการเดียวกัน ทั้งพฤติกรรมของจำเลยดังที่กล่าวมาทำให้รับฟังได้ว่าจำเลยได้เชิดบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นตัวแทนของตนในการทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้ว โจทก์จึงหลงผิดเข้าทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างรั้วโดยเชื่อว่าบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ร่วมประกอบธุรกิจกับจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบริษัทเค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นตัวแทนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีก่าของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาในทำนองว่า สัญญาจะซื้อจะขายและพัตนาที่ดินไม่มีกำหนดระยะเวลาในการพัฒนาที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ เมื่อการพัฒนาที่ดินยังไม่แล้วเสร็จและจำเลยซึ่งมีหน้าที่นัดโอนกรรมสิทธิ์ยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญานั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน และโจทก์ได้ชำระเงินค่างวดให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีหน้าที่พัฒนาที่ดินโดยการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนาจความสะดวกตามสัญญา ถึงแม้สัญญาดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดระยะเวลาการพัฒนาที่ดินให้แล้วเสร็จไว้โดยชัดเจนก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าจำเลยจะดำเนินการให้เสร็จเมื่อใดได้ได้แล้วแต่ความพอใจของจำเลย โจทก์ชำระเงินตามงวดให้จำเลยไปแล้ว 499,900 บาท โดยงวดสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2540 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.9 แต่นับจากวันทำสัญญาคือวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2539 จนถึงวันที่โจทก์มีหนังสือขอให้คืนเงินมัดจำเลยเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2541 นับเป็นเวลา 2 ปีเศษ จำเลยยังไม่สามารถพัฒนาที่ดินให้แล้วเสร็จในขณะที่จำเลยโฆษณาว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างต้นปี 2539 และกำหนดแล้วเสร็จในปี 2540 เช่นนี้ ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง ข้อที่ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์อาจเรียกดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่สัญญาเป็นอันเลิกกัน คือ กำหนด 7 วัน นับแต่จำเลยได้รับหนังสือจากโจทก์ เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี อยู่แล้ว ส่วนการเริ่มคิดดอกเบี้ยนั้น เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญา จำเลยจำต้องให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมโดยดอกเบี้ยให้คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่วันชำระค่างวดสุดท้ายตามที่โจทก์ขอ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพฑูรย์ ไพศาลสุขวิทยา
จำเลย — บริษัทกฤษตามหานคร จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1864/2548
#267954
เปิดฉบับเต็ม

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารโดยทำสัญญาที่จังหวัดเชียงใหม่ และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ตามมูลหนี้ค่าก่อสร้างเกี่ยวกับสัญญาจ้างดังกล่าว ถือว่ามูลหนี้ตามเช็คเกิดจากสัญญาจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง มูลหนี้จึงเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2535 จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาท่าอากาศยาน ในท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ลงวันที่สั่งจ่าย 15 กรกฎาคม 2536 จำนวนเงิน 2,693,970 บาท มอบให้โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าก่อสร้าง จำเลยขอให้โจทก์นำไปขึ้นเงินกลางเดือนสิงหาคม 2536 ถึงกำหนดโจทก์นำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2536 โดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยต้องชำระเงินตามเช็คจำนวน 2,693,970 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 10 เดือน คิดเป็นดอกเบี้ย 168,373.12 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,862,343.10 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,862,343.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 2,693,970 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยเป็นหนี้ค่าก่อสร้างโจทก์และไม่เคยว่าจ้างให้โจทก์ก่อสร้างอาคารใดๆ เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ที่ทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ ต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อค้ำประกันหนี้ค่าก่อสร้างไว้ก่อน โดยตกลงว่า เมื่อโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ตกลงในเรื่องหนี้กันได้แล้วโจทก์จะส่งมอบเช็คพิพาทคืนแก่จำเลย จำเลยไม่เคยได้รับการทวงถามจากโจทก์ และจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องไม่ถูกต้อง เนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ได้ชำระหนี้บางส่วนและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,693,970 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันว่า โจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ได้ทำสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 เพื่อว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารบุญมาศแมนชั่น โดยทำสัญญาและก่อสร้างอาคารดังกล่าวที่จังหวัดเชียงใหม่ และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ตามมูลหนี้ค่าก่อสร้างเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 ถือว่ามูลหนี้ตามเช็คเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง มูลหนี้จึงเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด
จำเลย — เรืออากาศเอกประมุข ณ อุบล
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1864/2548
#270122
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ทำสัญญาจ้าแรงงานเพื่อว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร โดยทำสัญญาและก่อสร้างอาคารดังกล่าวที่จังหวัดเชียงใหม่ และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ตามมูลหนี้ค่าก่อสร้างเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานถือว่ามูลหนี้ตามเช็คเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง มูลหนี้จึงเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารแห่งประเทศไทย จำกัด สาขาท่าอากาศยานในท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร มอบให้โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าก่อสร้าง โจทก์นำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,862,343.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,693,970 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยเป็นหนี้ค่าก่อสร้างโจทก์และไม่เคยว่าจ้างให้โจทก์ก่อสร้างอาคารใดๆ ต่อมาโจทก์ขอให้จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อคำประกันหนี้ค่าก่อสร้างระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ไว้ก่อนโดยตกลงว่า เมื่อโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ตกลงในเรื่องหนี้กันได้แล้วโจทก์จะส่งมอบเช็คพิพาทคืนแก่จำเลย จำเลยไม่เคยได้รับการทวงถามจากโจทก์ และจำนวนหนี้ที่โจทก์ฟ้องไม่ถูกต้อง เนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ได้ชำระหนี้บางส่วนและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,693,970 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 168,373.10 บาท)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาท่าอากาศยาน ในท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ลงวันที่สั่งจ่าย 15 กรกฎาคม 2536 จำนวนเงิน 2,693,970 บาท มอบให้โจทก์ เมื่อถึงกำหนดใช้เงินตามเช็ค โจทก์ได้นำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายวิทยา สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการของโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า โจทก์มอบอำนาจให้พันจ่าอากาศเอกชตรี จิตร์ระเบียบ เป็นผู้ดำเนินคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งมีกรรมการผู้มีอำนาจ 2 คน ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์แล้ว โดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีโดยชอบ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าตราสำคัญของบริษัทโจทก์ที่ประทับในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ไม่เหมือนกับตราในสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 นั้นได้ความจากพันจ่าอากาศเอกชตรี จิตต์ระเบียบ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่าตราประทับตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นตราสำคัญของโจทก์อันเก่าที่ต่อมาชำรุดได้จัดทำตราประทับใหม่ตามเอกสารหมาย จ.2 อันเป็นการยืนยันว่าตราที่ใช้ประทับในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เป็นตราสำคัญของโจทก์ที่แท้จริง เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญดังกล่าวแล้วย่อมผูกพันบริษัทโจทก์ได้ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเอกสารหมาย จ.1 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 มีนายธำรงค์ สุขสวัสดิ์ กรรมการโจทก์ผู้เดียวลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับจ้างถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นคู่สัญญากับห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์สัญญาไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยต้องรับผิดตามสัญญานั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาท จำเลยก็ไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ต้องรับผิดเพราะสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ ไม่มีผลผูกพันกันตามกฎหมาย จำเลยกลับให้การยอมรับว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ได้ทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ และจำเลยยังเบิกความรับว่าจำเลยได้รับมอบอำนาจจากห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ให้ทำสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 จึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์เป็นคู่สัญญากับห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ และมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาดังกล่าวหรือไม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันว่า โจทก์และห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ได้ทำสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 เพื่อว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารบุญมาศแมนชั่น โดยทำสัญญาและก่อสร้างอาคารดังกล่าวที่จังหวัดเชียงใหม่ และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ตามมูลหนี้ค่าก่อสร้างเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.3 ถือว่ามูลหนี้ตามเช็คเกิดจากสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง มูลหนี้จึงเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดตามเช็คพิพาทหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การยอมรับว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า จำเลยต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 เมื่อจำเลยปฏิเสธความรับผิดอ้างว่าสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อค้ำประกันหนี้ก่อสร้าง เมื่อโจทก์กับห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ตกลงหนี้กันได้โจทก์จะคืนเช็คให้จำเลยเช่นนี้ จำเลยมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความดังกล่าวซึ่งจำเลยเบิกความลอยๆ เพียงปากเดียวว่า หลังจากโจทก์ส่งมอบงานแล้วโจทก์แจ้งหนี้ที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์จะต้องชำระเป็นเงิน 2,600,000 บาท จำเลยได้ไปเจรจากับโจทก์ แต่โจทก์ให้จำเลยออกเช็คค้ำประกันไว้ก่อนจะเจรจาตกลงยอดหนี้ตามความเป็นจริง ภายหลังโดยตกลงว่าจะไม่นำเช็คไปขึ้นเงินกับธนาคารแต่จำเลยก็ยอมรับว่าโจทก์ได้ส่งมอบงานก่อสร้างอาคารเสร็จแล้วและยังรับด้วยว่าจำเลยลงลายมือชื่อรับรองในเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ที่มีข้อความชัดเจนว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์เป็นหนี้ค่าก่อสร้างกับโจทก์จำนวน 2,693,970 บาท จำเลยยินยอมชำระหนี้ดังกล่าวแทนห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์เป็นเช็คส่วนตัวของจำเลยตามเช็คฉบับพิพาทเอกสารหมาย จ.8 เจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์ที่มีนายวิทยา กรรมการผู้จัดการของโจทก์ที่เบิกความว่า โจทก์ก่อสร้างอาคารให้กับห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์เสร็จเรียบร้อย โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์เป็นหนี้ค่าก่อสร้างจำนวน 2,693,970 บาท โจทก์ทวงถามให้ชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ซึ่งมียอดหนี้ตรงกันโดยไม่ปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์หรือจำเลยได้โต้แย้งว่าหนี้ค่าก่อสร้างไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยอ้างว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดทองม้วนโภคทรัพย์ได้ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ตลอดมาตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.5 ถึง ล.15 นั้น ก็ได้ความจากข้อนำสืบของจำเลยเองว่าเป็นการชำระดอกเบี้ยก่อนถึงกำหนดวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทและตามฟ้องโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท จึงไม่ใช่การคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยและเป็นคนละส่วนกับหนี้ตามเช็คพิพาทที่เป็นหนี้ค่าก่อสร้างที่จำเลยยอมรับตามเอกสารหมาย จ.6 จึงไม่อาจนำมาหักลบกันได้ดังที่จำเลยฎีกา พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าก่อสร้างแก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ผู้ทรงโดยชอบนำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ในอัตราที่สูงเกินควรถึง 40,000 บาท นั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้ใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง และเป็นการกำหนดตาราง 6 อัตราค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธำรงค์พัฒนาการ จำกัด
จำเลย — เรืออากาศเอกประมุข ณ อุบล
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1858/2548
#267952
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องขอปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นโดยนำหนังสือมอบอำนาจและหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินซึ่งเป็นเอกสารปลอมมายื่นต่อศาลชั้นต้นประกอบคำร้องขอปล่อยชั่วคราว เป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ศาล เจ้าของหลักทรัพย์ ตลอดจนจำเลย ถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), 33 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 180

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องขอปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวต่อศาลชั้นต้น อ้างว่าเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจากนางสาวสมพร โตอ่วม ให้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 14163 และ 14164 ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ของนางสาวสมพรมาเป็นหลักทรัพย์ในการประกันตัวจำเลย โดยมีนายมานิตย์ กล้าไพรี ขอเป็นผู้ประกันด้วยบุคคลร่วมด้วย แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต เนื่องจากบุคคลผู้ประกันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลย ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นโทรศัพท์สอบถามไปยังนายเชิงชาญ แจ่มอัมพร เจ้าพนักงานปกครอง 4 ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขตบางกะปิ ผู้มีชื่อระบุว่าเป็นผู้รับรองลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจของนางสาวสมพรที่ผู้ถูกกล่าวหานำมายื่นจึงทราบจากนายเชิงชาญว่าไม่ได้รับรองลายมือชื่อดังกล่าวและได้โทรศัพท์สอบถามไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาแม่ริม ทราบว่าไม่ได้ออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินจำนวน 2 ฉบับ ที่ผู้ถูกกล่าวหานำมายื่นประกอบการขอปล่อยชั่วคราว และผู้ที่ระบุว่าเป็นผู้ออกหนังสือรับรองดังกล่าว คือนางจรูญศรี ธรรมแสง นักวิชาการที่ดิน 6 ก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 180 ให้จำคุก 6 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องขอปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นโดยนำหนังสือมอบอำนาจและหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน (เอกสารหมายเลข 6 และ 7) ซึ่งเป็นเอกสารปลอมมายื่นต่อศาลชั้นต้นประกอบคำร้องขอปล่อยชั่วคราว คดีจึงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาโดยสรุปว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้มีส่วนร่วมในการปลอมเอกสารดังกล่าว ผู้ถูกกล่าวหาไม่ทราบว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมมิได้มีเจตนาที่จะใช้เอกสารปลอมดังกล่าวในการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวนั้น เห็นว่า ตามคำเบิกความของผู้ถูกกล่าวหาได้ความว่าผู้ถูกกล่าวหาประกอบอาชีพเป็นนายประกันอาชีพซึ่งเคยยื่นคำร้องขอปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยมาหลายราย ย่อมต้องทราบดีว่าการจะนำหลักทรัพย์ของผู้อื่นมายื่นคำร้อง จะต้องได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของหลักทรัพย์ผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยรู้จักนางสาวสมพร โตอ่วม เจ้าของหลักทรัพย์ไม่เคยได้รับมอบอำนาจให้นำหลักทรัพย์มาประกันตัวจำเลย แต่กลับแสดงตนเป็นผู้รับมอบอำนาจยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลที่อ้างว่านางศุภาพร คล้ายหร่าย เป็นผู้จัดหาเอกสารดังกล่าวมาให้โดยที่ผู้กล่าวหาไม่ทราบว่านางศุภาพรได้มาอย่างไร โดยมีนางศุภาพรมาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนนั้น ก็ได้ความว่านางศุภาพรเป็นนายประกันอาชีพและร่วมกิจการกับผู้ถูกกล่าวหามาเป็นเวลา 1 ปี ย่อมจะต้องมีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่ มิฉะนั้นผู้ถูกกล่าวหาคงจะไม่รับดำเนินการแทนนางศุภาพรก็เบิกความอ้างว่าได้เอกสารปลอมดังกล่าวมาจากบุคคลอื่นอีกทอดหนึ่ง เป็นการปฏิเสธความรับผิดอย่างไม่มีเหตุผล ที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากนางศุภาพรในการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวคดีนี้ ยิ่งเป็นข้อพิรุธ พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ให้เห็นเจตนาอันไม่สุจริตของผู้ถูกกล่าวหา ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ศาล เจ้าของหลักทรัพย์ตลอดจนจำเลย ถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 180 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหามานั้นชอบด้วยเหตุผลและเหมาะสมแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 180
ป.วิ.พ. ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ถูกกล่าวหา — นางเนาวรัตน์ เลิศจันทร์เพ็ญ
จำเลย — นายณรงค์ คงฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1842/2548
#266715
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) จากจำเลย ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2536 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ถูกให้ออกจากงาน แต่โจทก์ยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ซึ่งการเรียกร้องเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ดังกล่าว เป็นการเรียกร้องเงินในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ซึ่งกำหนดให้มีอายุความ 5 ปี เมื่อโจทก์เรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี กรณีไม่อาจนำอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับได้ เพราะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว โจทก์จึงต้องยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิเรียกร้องขอรับเงินดังกล่าวได้ซึ่งคือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2536 แต่โจทก์ยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) จำนวน 642,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ในแต่ละงวดในทุกสิ้นเดือน จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์ถูกให้ออกจากงานมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) จากจำเลยตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2536 แต่เพิ่งยื่นเรื่องราวขอรับเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 พ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ โจทก์จึงหมดสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่อาจนำอายุความ 3 ปี ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 10 มาใช้บังคับแก่โจทก์ได้ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยจ่ายนั้น โจทก์ได้ยื่นเรื่องราวขอรับเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ. 1 ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวข้อ 10 โจทก์ได้แสดงความประสงค์ขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือนเดือนแรกที่กองการเงิน รฟ. เดือนต่อไปขอให้จ่ายผ่านธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสระบุรี บัญชีเลขที่ 270 0887710 ซึ่งตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 ข้อ 16 ระบุว่า "ผู้ปฏิบัติงานที่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน โดยคำนวณตามวิธีจ่ายเงินบำนาญข้าราชการจะเลือกขอรับเงินสงเคราะห์ครั้งเดียว โดยคำนวณตามวิธีจ่ายเงินบำเหน็จข้าราชการได้" แสดงว่า โจทก์มิได้เลือกขอรับเงินสงเคราะห์ครั้งเดียว แต่โจทก์ได้แสดงความประสงค์ขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) จากจำเลย อันเป็นการเรียกร้องเงินในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องเงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา ให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี เมื่อโจทก์เรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์รายเดือนหรือเงินบำนาญ จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี กรณีไม่อาจนำอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับได้เพราะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว โจทก์จึงต้องยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิเรียกร้องขอรับเงินดังกล่าวได้ซึ่งก็คือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2536 แต่โจทก์ยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 จึงขาดอายุความ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 4.9 ข้อ 17 ทำให้ต้องใช้อายุความ 3 ปี ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 10 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (4)
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบูรณ์ วิไลภักดี
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1842/2548
#267980
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องเงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี เมื่อโจทก์เรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์รายเดือนหรือเงินบำนาญ จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี กรณีไม่อาจนำอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 มาบังคับได้เพราะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อปี 2520 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งสุดท้ายพนักงานรถพ่วงย่านบางซื่อ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,230 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2536 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานฐานมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2536 ซึ่งในการสอบสวนวินัยโจทก์ คณะกรรมการสอบสวนวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีความผิด แต่คณะกรรมการฝ่ายการเดินรถต้นสังกัดของโจทก์ มีความเห็นให้โจทก์ออกจากงาน โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของคณะกรรมการฝ่ายการเดินรถ คือ ให้โจทก์ออกจากงาน ภายหลังโจทก์ออกจากงานแล้ว โจทก์ได้มีหนังสือติดต่อขอรับเงินตามสิทธิของโจทก์และตามข้อบังคับจำเลย ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยและคืนเงินกองทุนสงเคราะห์ให้โจทก์ แต่ไม่ยอมจ่ายเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ให้แก่โจทก์ โจทก์มีระยะเวลาทำงานกับจำเลยเป็นเวลา 15 ปีเศษ มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือนโดยเฉลี่ยในอัตราเดือนละ 5,400 บาท นับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2536 จนถึงวันฟ้อง รวมระยะเวลา 119 เดือน (9 ปี 11 เดือน) เป็นเงิน 642,600 บาท โจทก์ติดตามทวงถามแล้ว แต่จำเลยปฏิเสธการจ่าย อ้างว่าโจทก์ยื่นเรื่องขอรับเงินบำนาญล่าช้าเกินกว่า 3 ปี โจทก์ได้ร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่ได้รับแจ้งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเพราะยื่นเรื่องขอรับเงินล่าช้าเกินกว่า 3 ปี ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 10 ต่อมาโจทก์ร้องเรียนต่อสำนักนายกรัฐมนตรีก็ได้รับแจ้งว่าจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์เห็นว่าค่าชดเชยดังกล่าวไม่ใช่เงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ตามระเบียบของจำเลยและโจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ข้าราชการพลเรือนไม่อาจนำพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาใช้บังคับกรณีโจทก์ได้ โจทก์จึงสามารถยื่นเรื่องขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ได้ภายใน 10 ปี จำเลยจึงต้องจ่ายเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) จำนวน 642,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ในแต่ละงวดในทุกสิ้นเดือน จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,610 บาท โจทก์ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จากการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องปรากฏว่ามีมูลความจริง ฝ่ายการเดินรถจึงมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน คณะกรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสนอเรื่องมาตามลำดับขั้นตอน จนเรื่องเข้าที่ประชุมผู้อำนวยการฝ่ายและหัวหน้าสำนักงานด้านปกครอง เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2536 ที่ประชุมมีมติให้โจทก์ออกจากงานฐานมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกกล่าวหา ฝ่ายการเดินรถจึงมีคำสั่งพักงานโจทก์และให้โจทก์ออกจากงานตามมติดังกล่าวตามลำดับตามคำสั่งลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2536 และลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์ร้องทุกข์ขอความเห็นต่อคณะกรรมการรถไฟซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการการรถไฟเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2536 มีมติเห็นชอบตามที่จำเลยได้พิจารณาและได้ดำเนินการไปแล้ว ให้ยกคำร้องโจทก์ ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2536 โจทก์นำคดีไปฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลาง ฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่ง อัตราค่าจ้าง สวัสดิการ และผลประโยชน์อื่น ๆ เช่นเดิมหรือดีกว่าและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากไม่สามารถรับโจทก์เข้าทำงานได้ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,023,000 บาท กับค่าชดเชยเป็นเงิน 61,380 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบก่อนโจทก์จำเลยร่วมกันแถลงว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะมีมลทินมัวหมอง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย ซึ่งโจทก์จะไปขอรับเงินดังกล่าวจากจำเลย โดยทนายจำเลยจะพาโจทก์ไปในวันนั้น โจทก์จึงฟ้องถอน โดยจำเลยไม่ค้าน ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีจากสารบบความ คดีถึงที่สุด ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1058/2538 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้โดยอาศัยมูลเหตุเดียวกันจึงเป็นการฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามกฎหมาย จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือของโจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 และไม่ถือว่าเป็นการยื่นเรื่องขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือนเพราะการขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน ตามระเบียบข้อบังคับจำเลย โจทก์จะต้องใช้แบบยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์ครั้งเดียวหรือรายเดือนตามที่จำเลยกำหนดและเสนอเรื่องราวผ่านต้นสังกัดมาตามขั้นตอนเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นหนังสือส่งถึงผู้ว่าการได้ การที่จะถือว่าออกจากงานด้วยเหตุใด การนับเวลา ตลอดจนวิธีการคำนวณเงินสงเคราะห์และวิธีการจ่ายเงินให้ถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการโดยอนุโลม ซึ่งตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ มาตรา 10 กำหนดว่าสิทธิในการขอรับบำเหน็จบำนาญปกติตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอายุความ 3 ปี ดังนั้น โจทก์จึงต้องยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือนภายใน 3 ปี นับแต่วันที่โจทก์ออกจากงานมิฉะนั้นโจทก์หมดสิทธิได้รับเงินดังกล่าว โจทก์ยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือนเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 เกินกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่โจทก์ออกจากงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะมีมลทินหรือมัวหมอง โจทก์มีสิทธิ์ได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) เป็นเงิน 632,600 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 4.9 ว่าด้วยกองทุนผู้ปฏิบัติงานตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 17 ระบุว่า กรณีจะถือว่าออกจากงานด้วยเหตุอย่างใดตามข้อ 14 การนับเวลาทำงานตลอดจนวิธีการคำนวณเงินสงเคราะห์ และวิธีการจ่ายเงินให้ถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการโดยอนุโลม และพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 10 ระบุว่า สิทธิในการขอบำเหน็จบำนาญปกติตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอายุความ 3 ปี เป็นกรณีที่ได้มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องอายุความใช้สิทิเรียกร้องเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ไว้โดยเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) จึงต้องยื่นเรื่องราวขอรับเงินดังกล่าวภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันมีสิทธิ โจทก์ถูกให้ออกจากงานมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) จากจำเลยตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2536 แต่เพิ่งยื่นเรื่องราวขอรับเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 พ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันมีสิทธิ โจทก์จึงหมดสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ใช่ข้าราชการไม่อาจนำอายุความ 3 ปี ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 10 มาใช้บังคับแก่โจทก์ได้ และข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 4.9 ข้อ 17 เพียงแต่ให้นำวิธีการนับเวลาทำงาน วิธีการคำนวณเงินสงเคราะห์และวิธีการจ่ายเงินในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาใช้เท่านั้น มิได้รวมถึงวิธีการยื่นแบบขอรับเงินสงเคราะห์ และอายุความ 3 ปีตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 10 ด้วย กรณีของโจทก์ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 บังคับจำเลยจะกำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิเรียกร้องขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ของโจทก์ให้น้อยลงไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/11 โจทก์จึงสามารถยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ได้ภายใน 10 ปี และโจทก์ได้ยื่นแล้วเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 จำเลยจึงต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์

พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยจ่ายนั้น โจทก์ได้ยื่นเรื่องราวขอรับเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวข้อ 10 โจทก์ได้แสดงความประสงค์ขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือนเดือนแรกที่กองการเงิน รฟ. เดือนต่อไปขอให้จ่ายผ่านธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสระบุรี บัญชีเลขที่ 270 0887710 ซึ่งตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 ข้อ 16 ระบุว่า "ผู้ปฏิบัติงานที่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน โดยคำนวณตามวิธีจ่ายเงินบำนาญข้าราชการจะเลือกขอรับเงินสงเคราะห์ครั้งเดียว โดยคำนวณตามวิธีจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้" แสดงว่าโจทก์มิได้เลือกขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) จากจำเลย อันเป็นการเรียกร้องเงินในลักษณะทำนองเดียวกันกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องเงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาให้มีกำหนดายุความ 5 ปี เมื่อโจทก์เรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์รายเดือนหรือบำนาญ จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี กรณีไม่อาจนำอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับได้เพราะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว โจทก์จึงต้องยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิเรียกร้องขอรับเงินดังกล่าวได้ซึ่งก็คือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2536 แต่โจทก์ยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 จึงขาดอายุความกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 4.9 ข้อ 17 ทำให้ต้องใช้อายุความ 3 ปี ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 10 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบูรณ์ วิไลภักดี
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1842/2548
#270107
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องเงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และเงินอื่นๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา ให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี ดังนั้น การที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์รายเดือนหรือเงินบำนาญจึงมีอายุความ 5 ปี ซึ่งไม่อาจนำอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับได้เพราะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว โจทก์จึงต้องยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิเรียกร้องขอรับเงินได้ แต่เมื่อโจทก์ยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) เกินกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) จำนวน 642,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ที่จำเลยจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ในแต่ละงวดในทุกสิ้นเดือน จนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะมีมลทินหรือมัวหมอง โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) เป็นเงิน 632,600 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 4.9 ว่าด้วยกองทุนผู้ปฏิบัติงานตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 17 ระบุว่า กรณีจะถือว่าออกจากงานด้วยเหตุอย่างใดตามข้อ 14 การนับเวลาทำงานตลอดจนวิธีการคำนวณเงินสงเคราะห์ และวิธีการจ่ายเงินให้ถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการโดยอนุโลม และพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 10 ระบุว่า สิทธิในการขอบำเหน็จบำนาญปกติพระราชบัญญัตินี้ให้มีอายุความ 3 ปี เป็นกรณีที่ได้มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องอายุความใช้สิทธิเรียกร้องเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ไว้โดยเฉพาะ ผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) จึงต้องยื่นเรื่องราวขอรับเงินดังกล่าวภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันมีสิทธิ โจทก์ถูกให้ออกจากงานมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) จากจำเลยตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2536 แต่เพิ่งยื่นเรื่องราวขอรับเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 พ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ โจทก์จึงหมดสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่อาจนำอายุความ 3 ปี ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 10 มาใช้บังคับแก่โจทก์ได้ และข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 4.9 ข้อ 17 เพียงแต่ให้นำวิธีการนับเวลาทำงาน วิธีการคำนวณเงินสงเคราะห์และวิธีการจ่ายเงินในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาใช้เท่านั้น มิได้รวมถึงวิธีการยื่นแบบขอรับเงินสงเคราะห์ และอายุความ 3 ปี ตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 10 ด้วย กรณีของโจทก์ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 บังคับ จำเลยจะกำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิเรียกร้องขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ของโจทก์ให้น้อยลงไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/11 โจทก์จึงสามารถยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ได้ภายใน 10 ปี และโจทก์ได้ยื่นแล้วเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 จำเลยจึงต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์

พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยจ่ายนั้น โจทก์ได้ยื่นเรื่องราวขอรับเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวข้อ 10 โจทก์ได้แสดงความประสงค์ขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือนเดือนแรกที่กองการเงิน รฟ. เดือนต่อไป ขอให้จ่ายผ่านธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสระบุรี บัญชีเลขที่ 270 0887710 ซึ่งตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 ข้อ 16 ระบุว่า "ผู้ปฏิบัติงานที่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เป็นรายเดือน โดยคำนวณตามวิธีจ่ายเงินบำนาญข้าราชการจะเลือกขอรับเงินสงเคราะห์ครั้งเดียว โดยคำนวณตามวิธีจ่ายเงินบำเหน็จข้าราชการได้" แสดงว่าโจทก์มิได้เลือกขอรับเงินสงเคราะห์ครั้งเดียวแต่โจทก์ได้แสดงความประสงค์ขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) จากจำเลยอันเป็นการเรียกร้องเงินในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องเงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และเงินอื่นๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาให้มีกำหนดอายุความ 5 ปี เมื่อโจทก์เรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินสงเคราะห์รายเดือนหรือเงินบำนาญ จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี กรณีไม่อาจนำอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับได้เพราะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว โจทก์จึงต้องยื่นเรื่องราวขอรังเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ภายในกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่อาจใช้สิทธิเรียกร้องขอรับเงินดังกล่าวได้ซึ่งก็คือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2536 แต่โจทก์ยื่นเรื่องราวขอรับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 จึงขาดอายุความ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 4.9 ข้อ 17 ทำให้ต้องใช้อายุความ 3 ปี ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา 10 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบูรณ์ วิไลภักดี
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1841/2548
#268155
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่าคดีของจำเลยไม่มีมูลพอที่จะอุทธรณ์ให้ยกคำร้อง ส่วนศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีของจำเลยมีมูลพอที่จะอุทธรณ์แต่จำเลยไม่เป็นคนยากจนให้ยกคำร้อง คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์เป็นคำสั่งที่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้วจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์แม้จะอ้างว่าศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจยกประเด็นเรื่องจำเลยเป็นคนยากจนขึ้นวินิจฉัยก็เป็นการฎีกาในเนื้อหาแห่งคำร้องเพื่อขออนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ เป็นฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้ว จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,000,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 และต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2540) คำนวณแล้วไม่เกิน 3,161,706.84 บาท ตามขอ กับให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์ในต้นเงิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 และต้นเงิน 5,000,000 บาท นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาลให้เป็นที่พอใจว่า คดีของจำเลยที่ 3 มีมูลพอที่จะอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า คำเบิกความของจำเลยที่ 3 ในชั้นไต่สวนคำร้องพอถือได้ว่าคดีของจำเลยที่ 3 มีเหตุผลสมควรที่จะอุทธรณ์ แต่ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ มีคำสั่งให้ยกคำร้อง หากจำเลยที่ 3 ยังติดใจอุทธรณ์ ก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งการที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นนี้ได้จะต้องได้ความว่าจำเลยที่ 3 เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ และคดีมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่าคดีของจำเลยที่ 3 ไม่มีมูลพอที่จะอุทธรณ์ มีคำสั่งให้ยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีของจำเลยที่ 3 มีมูลพอที่จะอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 3 ไม่เป็นคนยากจนมีคำสั่งให้ยกคำร้อง เช่นนี้คำสั่งของศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องแล้ว คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์แม้จะอ้างว่า ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจยกประเด็นเรื่องจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลยากจนขึ้นวินิจฉัยก็เป็นการกล่าวอ้างฎีกาในเนื้อหาแห่งคำร้องเพื่อขออนุญาตให้จำเลยที่ 3 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ เป็นฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 3 ไม่อาจจะฎีกาอีกได้ ต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยที่ 3 มาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 3 หากจำเลยที่ 3 ประสงค์จะอุทธรณ์ต่อไปก็ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยเม็กซ์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสุมาลีหรือสุชาดา เนขขัมม์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1828/2548
#266985
เปิดฉบับเต็ม

ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดตามคำพิพากษาเป็นค่าปลงศพมีจำนวน 50,000 บาท แต่เป็นหนี้ที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับร่วมกันไม่อาจแบ่งแยกเป็นหนี้ของโจทก์แต่ละคนได้ แต่ในส่วนค่าขาดไร้อุปการะที่กำหนดให้โจทก์ทั้งสองได้รับรวมกันมาจำนวน 200,000 บาท นั้น เป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสอง เมื่อแบ่งแยกค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ทั้งสองคนละครึ่งเป็นเงินคนละ 100,000 บาท และนำไปรวมกับค่าเสียหายที่เป็นค่าปลงศพจำนวน 50,000 บาทแล้ว ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสองแต่ละคนจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ของจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายนายอนุชาติ ผาลา บุตรผู้เยาว์ของโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้นายอนุชาติถึงแก่ความตาย พนักงานอัยการจังหวัดพะเยาเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อชีวิตเป็นคดีอาญาหมายเลยดำที่ 454/2541 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาการกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะ 13,425 บาท ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น 306,505 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 619,930 บาท โจทก์ทั้งสองคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 45,203.20 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิน 665,133.20 บาท จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิดต่อบุตรโจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ 2 ในฐานะมารดาของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 665,133.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 619,930 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะไม่เกิน 2,000 บาท ค่าปลงศพไม่เกิน 15,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะไม่เกิน 20,000 บาท จำเลยที่ 2 ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 263,425 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้เสียเฉพาะค่าธรรมเนียมศาล 3,000 บาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิด โดยบรรยายในส่วนของค่าเสียหาย คือ ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะ 13,425 บาท ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น 306,505 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 300,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะ 13,425 บาท ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น 50,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสอง 200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกาว่าศาลล่างกำหนดค่าเสียหายที่เป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์ทั้งสองสูงเกินไป เห็นว่า แม้ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดเป็นค่าปลงศพมีจำนวน 50,000 บาท จะเป็นหนี้ที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิร่วมกันไม่อาจแบ่งแยกเป็นหนี้โจทก์แต่ละคนได้ แต่ในส่วนค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ทั้งสองรวมกันมาจำนวน 200,000 บาท นั้น เป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสอง เมื่อแบ่งแยกค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ทั้งสองคนละครึ่งเป็นเงินคนละ 100,000 บาท และนำไปรวมกับค่าเสียหายที่เป็นค่าปลงศพจำนวน 50,000 บาทแล้ว ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสองแต่ละคนจึงไม่เกินคนละสองแสนบาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าค่าเสียหายในส่วนของค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นั้นสูงเกินไปถือว่าโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จะต้องคืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

(พิชิต คำแฝง - สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ - เฉลิมชัย จาระไพบูลย์)

-------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ

คดีนี้มีโจทก์หลายคนเป็นโจทก์ร่วมกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 แต่มีข้อหาเดียวคือการกระทำละเมิดให้เข้าถึงความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 ค่าปลงศพเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นของโจทก์แต่ละคนไม่ได้จึงเป็นทุนทรัพย์จำนวนเดียวกันทั้งจำนวน ส่วนค่าขาดไร้อุปการะแยกเป็นของโจทก์แต่ละคนได้ต้องคิดทุนทรัพย์แยกกัน แต่เนื่องมาจากข้อหาเดียวกันจึงต้องนำค่าปลงศพทั้งจำนวนมารวมกับค่าขาดไร้อุปการะของแต่ละคน เป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248

ไพโรจน์ วายุภาพ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมาน ผาลา กับพวก
จำเลย — นายธีรพลหรือเด่น วงศ์ดวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1828/2548
#270100
เปิดฉบับเต็ม

แม้ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดเป็นค่าปลงศพจำนวน 50,000 บาท จะเป็นหนี้ที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิร่วมกันไม่อาจแบ่งแยกได้ แต่ในส่วนค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ทั้งสองรวมกันจำนวน 200,000 บาท นั้น เป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคนได้ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสอง เมื่อแบ่งแยกค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ทั้งสองคนละครึ่งเป็นเงินคนละ 100,000 บาท และนำไปรวมกันค่าเสียหายที่เป็นค่าปลงศพจำนวน 50,000 บาทแล้ว ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสองแต่ละคนจึงไม่เกินคนละสองแสนบาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ของจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะ 13,425 บาท ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น 306,505 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 619,930 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 665,133.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 619,930 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะไม่เกิน 2,000 บาท ค่าปลงศพไม่เกิน 15,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะไม่เกิน 20,000 บาท จำเลยที่ 2 ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลจำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 263,425 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้เสียเฉพาะค่าธรรมเนียมศาล 3,000 บาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองในมูลละเมิด โดยบรรยายในส่วนของค่าเสียหาย คือ ค่ารักษาพยาบาลและค่าพาหนะ 13,425 บาท ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น 306,505 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 300,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นรักษาพยาบาลและค่าพาหนะ 13,425 บาท ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น 50,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ทั้งสอง 200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกาว่าศาลล่างกำหนดค่าเสียหายที่เป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์ทั้งสองสูงเกินไป เห็นว่า แม้ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดเป็นค่าปลงศพมีจำนวน 50,000 บาท จะเป็นหนี้ที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิร่วมกันไม่อาจแบ่งแยกเป็นหนี้ของโจทก์แต่ละคนได้ แต่ในส่วนค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ทั้งสองรวมกันมาจำนวน 200,000 บาท นั้น เป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสอง เมื่อแบ่งแยกค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ทั้งสองคนละครึ่งเป็นเงินคนละ 100,000 บาท และนำไปรวมกับค่าเสียหายที่เป็นค่าปลงศพจำนวน 50,000 บาทแล้ว ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสองแต่ละคนจึงไม่เกินคนละสองแสนบาทย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าค่าเสียหายในส่วนของค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นั้นสูงเกินไป ถือว่าโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมาน ผาลา กับพวก
จำเลย — นายธีรพลหรือเด่น วงศ์ดวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1821/2548
#268071
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบปีบัญชี 2539 จำนวน 18,779 บาท ซึ่งต่ำกว่าการประเมินของพนักงานโจทก์ถึง 8,000,000 บาทเศษ จำเลยที่ 1 ต้องชำระภาษีเพิ่มเติมไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน 2,817,028.21 บาท เมื่อโจทก์มีหมายเรียกให้จำเลยที่ 1 ไปให้ถ้อยคำเพื่อการไต่สวนตรวจสอบจำเลยที่ 1 จึงต้องทราบแล้วว่าเจ้าพนักงานจะต้องประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 ใหม่ และจำเลยที่ 1 ต้องมีหนี้ค่าภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มเติมต่อโจทก์ แม้หนี้ดังกล่าวจะยังไม่ทราบจำนวนแน่นอนจากการประเมินของเจ้าพนักงาน การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงให้ที่ดินดังกล่าวพ้นจากการถูกยึดบังคับชำระหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์อันเป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ และจำเลยที่ 2 ได้ทราบถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้

กรมสรรพากรโจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือฟ้องคดีแทนโจทก์คืออธิบดี พนักงานเจ้าหน้าที่อื่นของโจทก์ทุกระดับแม้จะมีหน้าที่ปฏิบัติงานให้แก่โจทก์แต่ก็ไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ เมื่อนิติกรของโจทก์ได้ทำบันทึกข้อความเสนอให้อธิบดีโจทก์ทราบเรื่องการโอนที่ดินเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2540 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการฉ้อฉลระหว่างจำเลยทั้งสองในวันที่ 17 มีนาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 มิถุนายน 2540 ยังไม่พ้น 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้มูลเหตุให้เพิกถอน จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีอากรประเภทต่างๆ ตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมใช้ชื่อ บริษัทคลองจั่นวิลล่า จำกัด ขณะยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้า ซื้อขาย จัดสรรที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้า ภาษีเงินได้นิติบุคคลและหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน แล้วนำส่งให้ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์มีเหตุอันสมควรเชื่อว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 ไว้ไม่ถูกต้อง โดยจำเลยที่ 1 จ่ายเงินได้พึงประเมินโดยมิได้หักภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ครบถ้วน วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกของโจทก์ให้นำบัญชีที่ค้างจัดทำกับเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีไปส่งมอบให้เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์เพื่อตรวจสอบ จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้ผู้มีชื่อมาให้ถ้อยคำชี้แจงและส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีให้เจ้าพนักงาน เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ตรวจสอบไต่สวนการเสียภาษีของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ต้องชำระภาษีการค้า ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,939,980.38 บาท (ยังไม่รวมเงินที่เพิ่มตามกฎหมาย) จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินของโจทก์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2536 จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งการประเมินและยังเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ภาษีอากรจึงตกเป็นหนี้ภาษีอากรค้างชำระแก่โจทก์และเป็นหนี้อันเด็ดขาดตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2533 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 172515 และ 176472 ถึง 176476 รวม 6 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 2,990,000 บาท แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ทราบความจริงดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีอากรและชำระภาษีอากรไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระภาษีอากรการค้าให้ถูกต้อง แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์มีอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร มีคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรค้างให้ถูกต้องครบถ้วนได้ การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินรวม 6 แปลง อันเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำโดยฉ้อฉล อันจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้ภาษีอากรค้างเสียเปรียบ จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะพึงยึดมาชำระหนี้ภาษีอากรค้างได้อีก ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและรายการจดทะเบียนโอนและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 172515 และ 176472 ถึง 176476 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้โอน กับจำเลยที่ 2 ผู้รับโอน ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินรวม 6 แปลง ซึ่งได้ทำขึ้นไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2533 และตามสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดินที่ซื้อขายทั้ง 6 ฉบับ ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ โดยจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เด็ดขาดวันที่ 18 มิถุนายน 2539 และโจทก์ทราบการซื้อขายที่ดินเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2538 แต่โจทก์เพิ่งมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้เห็นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉล ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โดยโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นเวลา 1 ปี นับแต่เวลาที่รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉล ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 172515, 176472, 176473, 176474 176475 และ 176476 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้โอน กับจำเลยที่ 2 ผู้รับโอน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมจำเลยที่ 1 ชื่อบริษัทคลองจั่นวิลล่า จำกัด ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีต่อโจทก์ไว้แล้ว จำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2531 ต่อมาวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2532 โจทก์ออกหมายเรียกให้จำเลยที่ 1 ไปให้ถ้อยคำชี้แจงและนำบัญชีพร้อมทั้งเอกสารหลักฐานส่งมอบแก่โจทก์เพื่อตรวจสอบการเสียภาษีของจำเลยที่ 1 และโจทก์ตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 ไม่ถูกต้อง โจทก์ประเมินให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระภาษีการค้า ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย รวมเบี้ยปรับซึ่งยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมายเป็นเงิน 9,939,980.38 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินของโจทก์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2536 จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งการประเมินและไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2533 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 172515 และ 176472 ถึง 176476 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 2,990,000 บาท โดยที่ดินทั้ง 6 แปลง ดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบึงกุ่ม ประเมินราคารวมเป็นเงิน 7,960,000 บาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่าจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินทั้ง 6 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ได้รู้เท่าถึงข้อความจริงดังกล่าวหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ในขณะที่จำเลยทั้งสองทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินนั้น จำเลยทั้งสองยังไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค้างชำระค่าภาษีอากรต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ทราบถึงการประเมินภาษีอากรจากเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงจะถือว่าจำเลยทั้งสองกระทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่ได้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2530 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบบัญชีปี 2529 ตามเอกสารหมาย จ.7 ระบุว่าจำเลยที่ 1 ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเงินจำนวน 18,779 บาท แต่ปรากฏตามการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์ภายหลังตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 ยื่นแสดงรายได้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 ต่ำไปถึง 8,000,000 บาทเศษ จำเลยที่ 1 ต้องชำระภาษีเพิ่มเติมไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงินจำนวน 2,817,028.21 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเอกสารหมาย จ.11 จำนวนเงินได้และเงินค่าภาษีที่แตกต่างกันมากเช่นนี้ ย่อมชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ต่ำกว่าเป็นจริงโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระภาษีให้ถูกต้อง เมื่อโจทก์มีหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2532 ตามเอกสารหมาย จ.8 ให้จำเลยที่ 1 ไปให้ถ้อยคำพร้อมส่งมอบบัญชีและเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อการไต่สวนตรวจสอบ จำเลยที่ 1 จึงต้องทราบแล้วว่าเจ้าพนักงานจะต้องประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นไว้ไม่ถูกต้องใหม่ และจำเลยที่ 1 ต้องมีหนี้ค่าภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มเติมต่อโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินจำนวน 6 แปลง แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 13 มิถุนายน 2533 อันเป็นเวลาภายหลังจากทราบว่ามีหนี้ค่าภาษีอากรที่จะต้องถูกประเมินใหม่ชำระเพิ่มเติมต่อโจทก์ แม้หนี้ดังกล่าวจะยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนจากการประเมินของเจ้าพนักงาน ก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงให้ที่ดินดังกล่าวพ้นจากการถูกยึดบังคับชำระหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์อันเป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ และเมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีให้จำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบอยู่ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มเติมต่อโจทก์ แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่การที่จำเลยที่ 2 ได้ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกตรวจสอบภาษีจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ขายที่ดินรวม 6 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคาเพียง 2,990,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดิน 6 แปลงดังกล่าวเจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาไว้เป็นเงินรวม 7,960,000 บาท ย่อมชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย สำหรับที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าจำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 6 แปลง โดยเสียค่าตอบแทน กับฎีกาที่ว่า ในขณะระหว่างที่มีการประเมินภาษีของโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินอื่นรวมมูลค่าถึง 10,000,000 บาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้นั้น ล้วนมิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ได้กำหนดไว้ในการชี้สองสถาน จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทุกปากที่เป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ต่างเบิกความสรุปได้ว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สรรพากรต้องถือว่ากระทำการแทนกรมสรรพากรโจทก์ เมื่อสำนักงานสรรพากรกรุงเทพมหานครมีหนังสือลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 ไปถึงกรมสรรพากรเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามเอกสารหมาย จ.16 และเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบึงกุ่ม มีหนังสือลงวันที่ 19 ธันวาคม 2538 แจ้งต่อกรมสรรพกรว่าจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทคดีนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.24 จึงต้องถือว่ากรมสรรพากรโจทก์รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2538 หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 25 มีนาคม 2539 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2540 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี แล้ว เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือฟ้องคดีแทนโจทก์คืออธิบดี พนักงานเจ้าหน้าที่อื่นของโจทก์ทุกระดับแม้จะมีหน้าที่ปฏิบัติงานให้แก่โจทก์แต่ก็ไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายศรีณรงค์ แกล้วทะนงค์ นิติกร 5 ของโจทก์ได้ทำบันทึกข้อความลงวันที่ 13 มีนาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.16 เสนอให้อธิบดีโจทก์ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงเรื่องการโอนที่ดินอันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2540 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการฉ้อฉลการโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองในวันที่ 17 มีนาคม 2540 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการฉ้อฉลการโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองในวันที่ 17 มีนาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 มิถุนายน 2540 ยังไม่พ้น 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้มูลเหตุให้เพิกถอน คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 240
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัท เอ.เอส.เอส. คอนสตรั๊คชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1821/2548
#270052
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบปีบัญชี 2539 จำนวน 18,779 บาท ซึ่งต่ำกว่าการประเมินของพนักงานโจทก์ถึง 8,000,000 บาทเศษ จำเลยที่ 1 ต้องชำระภาษีเพิ่มเติมไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงินจำนวน 2,817,028.21 บาท จำนวนเงินได้และเงินค่าภาษีที่แตกต่างกันมากเช่นนี้ย่อมชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ต่ำกว่าเป็นจริงโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระภาษีให้ถูกต้อง เมื่อโจทก์มีหมายเรียกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2532 ให้จำเลยที่ 1 ไปให้ถ้อยคำพร้อมส่งมอบบัญชีและเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อการไต่สวนตรวจสอบ จำเลยที่ 1 จึงต้องทราบแล้วว่าเจ้าพนักงานจะต้องประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นไว้ไม่ถูกต้องใหม่ และจำเลยที่ 1 ต้องมีหนี้ค่าภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มเติมต่อโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ภายหลังจากทราบว่ามีหนี้ค่าภาษีอากรที่จะต้องถูกประเมินใหม่ชำระเพิ่มเติมต่อโจทก์ แม้หนี้ดังกล่าวจะยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนจากการประเมินของเจ้าพนักงาน ก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงให้ที่ดินดังกล่าวพ้นจากการถูกยึดบังคับชำระหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์ อันเป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ และเมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีให้จำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบอยู่ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มเติมต่อโจทก์ แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่การที่จำเลยที่ 2 ได้ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกตรวจสอบภาษีจากโจทก์ โดยได้ซื้อขายที่ดินในราคาเพียง 2,990,000 บาท ทั้งๆ ที่ที่ดินมีราคาประเมินรวม 7,960,000 บาท ย่อมชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย

โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือฟ้องคดีแทนโจทก์คืออธิบดี พนักงานเจ้าหน้าที่อื่นของโจทก์ทุกระดับแม้จะมีหน้าที่ปฏิบัติงานให้แก่โจทก์ แต่ก็ไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ เมื่อ น. นิติกรของโจทก์ได้ทำบันทึกข้อความเสนอให้อธิบดีโจทก์ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงเรื่องการโอนที่ดินเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2540 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการฉ้อฉลการโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองในวันที่ 17 มีนาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 มิถุนายน 2540 ยังไม่พ้น 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้มูลเหตุให้เพิกถอน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและรายการจดทะเบียนโอนและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 172515 และ 176472 ถึง 176476 แขวงคลองกุ่ม เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้โอน กับจำเลยที่ 2 ผู้รับโอน ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินรวม 6 แปลง ซึ่งได้ทำขึ้นไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2533 และตามสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดินที่ซื้อขายทั้ง 6 ฉบับ ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ชำระภาษีอากรถูกต้องแล้ว การซื้อขายที่ดินทั้ง 6 แปลง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เป็นการซื้อขายโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน และจำเลยทั้งสองไม่ทราบว่ามีหนี้ค้างชำระภาษีแก่โจทก์ โจทก์เพิ่งมาฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้เห็นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย จำเลยที่ 2 ซื้อและรับโอนที่ดินทั้ง 6 แปลง จากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และชำระค่าที่ดินครบถ้วน ซึ่งเป็นราคาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดในขณะนั้น จำเลยที่ 1 เพิ่งทราบว่าต้องชำระภาษีเพิ่มเมื่อกลางปี 2536 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ไปนานแล้ว และฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 172515, 176472 ถึง 176476 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้โอน กับจำเลยที่ 2 ผู้รับโอน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีต่อโจทก์ไว้แล้ว จำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2531 ต่อมาวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2532 โจทก์ออกหมายเรียกให้จำเลยที่ 1 ไปให้ถ้อยคำชี้แจ้งและนำบัญชีพร้อมทั้งเอกสารหลักฐานส่งมอบแก่โจทก์เพื่อตรวจสอบการเสียภาษีของจำเลยที่ 1 และโจทก์ตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 ไม่ถูกต้อง โจทก์ประเมินให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระภาษีการค้า ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย รวมเบี้ยปรับซึ่งยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมายเป็นเงิน 9,939,980.38 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินของโจทก์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2536 จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งการประเมินและไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2533 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทรวม 6 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 2,990,000 บาท โดยที่ดินทั้ง 6 แปลง ดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบึงกุ่ม ประเมินราคารวมเป็นเงิน 7,960,000 บาท มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินทั้ง 6 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ได้รู้เท่าถึงข้อความจริงดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2530 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบบัญชีปี 2529 ตามเอกสารหมาย จ.7 ระบุว่าจำเลยที่ 1 ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเงินจำนวน 18, 779 บาท แต่ปรากฏตามการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์ภายหลังตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 ยื่นแสดงรายได้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2529 ต่ำไปถึง 8,000,000 บาทเศษ จำเลยที่ 1 ต้องชำระภาษีเพิ่มเติมไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงินจำนวน 2,817,028.21 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเอกสารหมาย จ.11 จำนวนเงินได้และเงินค่าภาษีที่แตกต่างกันมากเช่นนี้ย่อมชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ต่ำกว่าเป็นจริงโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระภาษีให้ถูกต้อง เมื่อโจทก์มีหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2532 ตามเอกสารหมาย จ.8 ให้จำเลยที่ 1 ไปให้ถ้อยคำพร้อมส่งมอบบัญชีและเอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อการไต่สวนตรวจสอบ จำเลยที่ 1 จึงต้องทราบแล้วว่าเจ้าพนักงานจะต้องประเมินภาษีของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นไว้ไม่ถูกต้องใหม่ และจำเลยที่ 1 ต้องมีหนี้ค่าภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มเติมต่อโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินจำนวน 6 แปลง แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ 13 มิถุนายน 2533 อันเป็นเวลาภายหลังจากทราบว่ามีหนี้ค่าภาษีอากรที่จะต้องถูกประเมินใหม่ชำระเพิ่มเติมต่อโจทก์ แม้หนี้ดังกล่าวจะยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนจากการประเมินของเจ้าพนักงาน ก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงให้ที่ดินดังกล่าวพ้นจากการถูกยึดบังคับชำระหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์อันเป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ และเมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีให้จำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบอยู่ว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่มเติมต่อโจทก์ แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่การที่จำเลยที่ 2 ได้ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกตรวจสอบภาษีจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ขายที่ดินรวม 6 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคาเพียง 2,990,000 บาท ทั้งๆ ที่ที่ดินทั้ง 6 แปลง ดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาไว้เป็นเงินรวม 7,960,000 บาท ย่อมชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย สำหรับที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 6 แปลง โดยเสียค่าตอบแทน กับฎีกาที่ว่า ในขณะระหว่างที่มีการประเมินภาษีของโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินอื่นรวมมูลค่าถึง 10,000,000 บาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองได้นั้นล้วนมิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ได้กำหนดไว้ในการชี้สองสถาน จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามคำเบิกความของโจทก์ทุกปากที่เป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ต่างเบิกความสรุปได้ว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สรรพากรต้องถือว่ากระทำการแทนกรมสรรพากรโจทก์ เมื่อสำนักงานสรรพากรกรุงเทพมหานคร มีหนังสือลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 ไปถึงกรมสรรพากรเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามเอกสารหมาย จ.16 และเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบึงกุ่ม มีหนังสือลงวันที่ 19 ธันวาคม 2538 แจ้งต่อกรมสรรพากรว่าจำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทคดีนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.24 จึงต้องถือว่ากรมสรรพากรโจทก์รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2538 หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 25 มีนาคม 2539 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2540 ซึ่งพ้นกำหนด 1 ปี แล้ว เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือฟ้องคดีแทนโจทก์คืออธิบดี พนักงานเจ้าหนี้ที่อื่นของโจทก์ทุกระดับแม้จะมีหน้าที่ปฏิบัติงานให้แก่โจทก์ แต่ก็ไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายศรีณรงค์ แกล้วทะนงค์ นิติกร 5 ของโจทก์ได้ทำบันทึกข้อความลงวันที่ 13 มีนาคม 2540 ตามเอกสารหมาย จ.16 เสนอให้อธิบดีโจทก์ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงเรื่องการโอนที่ดินอันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2540 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการฉ้อฉลการโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองในวันที่ 17 มีนาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 25 มิถุนายน 2540 ยังไม่พ้น 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้มูลเหตุให้เพิกถอน คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 240
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทเอ.เอส.เอส.คอนสตรั๊คชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ