คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1820/2548
#267931
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของห้าง โดยให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียวลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างมีอำนาจกระทำการแทนห้าง เพื่อผู้ร้องจะได้กระทำกิจการต่างๆ ในนามห้างได้ อันเป็นการแก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องของห้างมิให้เกิดความเสียหายเนื่องจากหุ้นส่วนผู้จัดการคนอื่นไม่ยอมลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจร่วมกับผู้ร้องเพื่อดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายจากการที่ผู้อื่นฉ้อโกงห้างทำให้ห้างเสียหาย แม้คำร้องขอของผู้ร้องจะไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนของห้างว่างลงตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 73 บัญญัติไว้ แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในกรณีนี้ จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยคดีตามมาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งที่จะนำมาวินิจฉัยคดีได้ดังนั้นหากได้ความจริงตามคำร้องขอศาลก็สามารถตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวตามบทกฎหมายดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดจะนะการศิลา ห้างดังกล่าวมีหุ้นส่วนผู้จัดการ 4 คน คือ ผู้ร้อง นายพนม สิทธิศักดิ์ นายภาคภูมิ ศิริมาศและนายณรงค์ศักดิ์ เขม้นการนา ข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการมีว่าการทำนิติกรรมใดๆ เพื่อให้มีผลผูกพันห้าง ให้ผู้ร้องหรือนายภาคภูมิลงลายมือชื่อร่วมกับหุ้นส่วนผู้จัดการคนอื่นอีก 1 คน รวมเป็น 2 คน และประทับตราของห้าง มีอำนาจกระทำการแทนห้างได้ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ห้างได้ทำสัญญาซื้อเครื่องปากโคนจากห้างหุ้นส่วนจำกัดผาจุกการศิลา เพื่อนำไปใช้ในกิจการโรงโม่หินของห้างและได้ชำระเงินค่าเครื่องปากโคนเป็นจำนวน 2,935,890 บาท ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดผาจุกการศิลาไปแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ห้างยังไม่ได้รับมอบสินค้าเครื่องปากโคนจากห้างหุ้นส่วนจำกัดผาจุกการศิลาแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่ล่วงเลยระยะเวลาส่งมอบเครื่องปากโคนมาเป็นเวลานานแล้ว ห้างได้ทวงถามห้างหุ้นส่วนจำกัดผาจุกการศิลาหลายครั้ง แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัดผาจุกการศิลา ก็บ่ายเบี่ยงและเพิกเฉยตลอดมา พฤติการณ์แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดผาจุกการศิลาไม่ได้มีเครื่องปากโคนไว้ขายและส่งมอบ ต่อมาห้างได้สืบทราบว่าผู้มีอำนาจดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดผาจุกการศิลาได้ร่วมกับบุคคลอื่นฉ้อโกงห้าง ทำให้ห้างได้รับความเสียหายโดยต้องเสียเงินไป 2,935,890 บาท ห้างจึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับห้างหุ้นส่วนจำกัดผาจุกการศิลา และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด แต่นายพนมและนายณรงค์ศักดิ์ละเลยไม่กระทำการแทนห้าง โดยไม่ยอมลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจร่วมกับผู้ร้องเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ที่ฉ้อโกงห้าง ทำให้ห้างได้รับความเสียหาย ถือว่าเป็นการขัดขวางและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อห้างและผู้ร้อง หากให้ห้างอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปก็มีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่งแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน ซึ่งข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างไม่มีวิธีการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว จึงขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของห้างหุ้นส่วนจำกัดจะนะการศิลาโดยให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียวลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างมีอำนาจกระทำการแทนห้างได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พฤติการณ์ตามคำร้องขอเป็นกรณีมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการ จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการฟ้องร้องหุ้นส่วนผู้จัดการผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย มิใช่กรณีที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิร้องขอต่อศาลตามคำร้องขอ ให้ยกคำร้องขอ ค่าคำร้องขอให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามคำร้องขอของผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจะนะการศิลา กำหนดให้นายพนม สิทธิศักดิ์ หรือนายณรงค์ศักดิ์ เขม้นการนา คนใดคนหนึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกับผู้ร้องและประทับตราของห้างจึงจะมีอำนาจกระทำการแทนห้างได้ แต่นายพนมและนายณรงค์ศักดิ์ขัดขวางและทำการเป็นปฏิปักษ์ไม่ยอมลายมือชื่อร่วมกับผู้ร้องในกิจการที่ต้องทำในนามของห้าง คือ ไม่ยอมลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเพื่อให้ตัวแทนของห้างไปดำเนินการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ที่ฉ้อโกงห้าง หากให้ห้างอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปจะทำให้ผู้เป็นหุ้นส่วนเสียหายและข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างไม่มีวิธีการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว เห็นว่า ตามคำร้องขอของผู้ร้องเป็นกรณีที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของห้างโดยให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียวลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างมีอำนาจกระทำการแทนห้าง เพื่อผู้ร้องจะได้กระทำกิจการต่างๆ ในนามห้างได้อันเป็นการแก้ไขอุปสรรคข้อข้องของห้างมิให้เกิดความเสียหาย แม้ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอของผู้ร้องจะไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนของห้างว่างลงตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 บัญญัติไว้ แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีนี้ได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นในกรณีนี้ จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง และเห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งที่จะนำมาวินิจฉัยคดีนี้ได้ ดังนั้น หากได้ความจริงตามคำร้องขอ ศาลก็สามารถตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอโดยไม่ทำการไต่สวนเสียก่อนเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไป แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 73
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางคัชรินทร์ เจริญวัลย์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1820/2548
#270010
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องขอของผู้ร้องอ้างว่า ข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. กำหนดให้ พ. หรือ ณ. คนใดคนหนึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกับผู้ร้องและประทับตราของห้างจึงจะมีอำนาจกระทำการแทนห้างได้ แต่ พ. และ ณ. ขัดขวางและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ไม่ยอมลงลายมือชื่อร่วมกับผู้ร้องในหนังสือมอบอำนาจเพื่อให้ตัวแทนของห้างไปดำเนินการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้ที่ฉ้อโกงห้าง หากให้ห้างอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปจะทำให้ผู้เป็นหุ้นส่วนเสียหาย และข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างไม่มีวิธีการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว ซึ่งตามคำร้องขอเช่นนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้แทนชั่วคราวของห้างโดยให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียวลงลายมือชื่อและประทับตราของห้าง มีอำนาจกระทำการแทนห้างเพื่อผู้ร้องจะได้กระทำกิจการต่างๆ ในนามของห้างได้ อันเป็นการแก้ไขอุปสรรคขัดข้องของห้างมิให้เกิดความเสียหายที่เกิดจากหุ้นส่วนผู้จัดการคนอื่น แม้ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอจะไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนของห้างว่างลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 73 บัญญัติไว้ แต่เมื่อไม่มีบทกฎหมายยกมาปรับแก่คดีนี้ได้ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ในกรณีนี้จึงต้องอาศัยเทียบมาตรา 73 ซึ่งเป็นบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา 4 วรรคสอง มาวินิจฉัยคดี และหากได้ความจริงตามคำร้องขอ ศาลก็สามารถตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวตามบทกฎหมายดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของห้างหุ้นส่วนจำกัดจะนะการศิลาโดยให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียวลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างมีอำนาจกระทำการแทนห้างได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พฤติการณ์ตามคำร้องขอเป็นกรณีมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการ จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการฟ้องร้องหุ้นส่วนผู้จัดการผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย มิใช่กรณีที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิร้องขอต่อศาลตามคำร้องขอ ให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามคำร้องขอของผู้ร้องกล่าวอ้างว่า ข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจะนะการศิลา กำหนดให้ พ. หรือ ณ. คนใดคนหนึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกับผู้ร้องและประทับตราของห้างจึงจะมีอำนาจกระทำการแทนห้างได้ แต่ พ. และ ณ. ขัดขวางและทำการเป็นปฏิปักษ์ไม่ยอมลงลายมือชื่อร่วมกับผู้ร้องในกิจการที่ต้องทำในนามของห้าง คือ ไม่ยอมลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเพื่อให้ตัวแทนของห้างไปดำเนินการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ที่ฉ้อโกงห้าง หากให้ห้างอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปจะทำให้ผู้เป็นหุ้นส่วนเสียหายและข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างไม่มีวิธีการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว เห็นว่า ตามคำร้องขอของผู้ร้องเป็นกรณีที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวของห้าง โดยให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียวลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างมีอำนาจกระทำการแทนห้าง เพื่อผู้ร้องจะได้กระทำกิจการต่างๆ ในนามของห้างได้ อันเป็นการแก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องของห้างมิให้เกิดความเสียหายแม้ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอของผู้ร้องจะไม่ใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนของห้างว่างลงตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 บัญญัติไว้ แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีนี้ได้ ทั้งไม่มีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ในกรณีนี้จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาวินิจฉัยคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง และเห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 73 เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งที่จะนำมาวินิจฉัยคดีนี้ได้ ดังนั้น หากได้ความจริงตามคำร้องขอ ศาลก็สามารถตั้งผู้ร้องเป็นผู้แทนชั่วคราวตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอโดยไม่ทำการไต่สวนเสียก่อนเป็นการไม่ชอบอุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไป แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง ม. 73
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางคัชรินทร์ เจริญวัลย์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1817/2548
#267928
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันรถยนต์คันที่ ธ. ขับ โจทก์ได้แนบเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยไว้ท้ายฟ้อง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวระบุถึงความรับผิดของโจทก์ว่าหากรถยนต์ที่รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายบริษัทมีสิทธิจัดการซ่อม และโจทก์ยังได้บรรยายฟ้องต่อไปอีกว่าโจทก์ได้จัดการซ่อมและส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันไปเมื่อใดก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 ฐ-4111 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางสาวธันยาภรณ์ เพ็งจั่น เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2539 จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฮ-5490 กรุงเทพมหานคร แล่นมาตามถนนสายหนองพลับ-หัวหิน จากอำเภอหัวหินมุ่งหน้าไปตำบลหนองพลับ เมื่อมาถึงบริเวณสี่แยกถนนสายชะอำ-ปราณบุรี ตัดกับถนนสายหนองพลับ-หัวหิน อันเป็นที่เกิดเหตุซึ่งมีเครื่องหมายจราจรแสดงให้หยุด แต่จำเลยกลับขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อโดยไม่หยุดรถและไม่ดูรถในทางเดินรถสายเอกเข้าสู่สี่แยกที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสูง และแล่นตัดหน้ารถของนางสาวธันยาภรณ์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ในระยะกระชั้นชิดทำให้รถของจำเลยเฉี่ยวชนกับรถของนางสาวธันยาภรณ์ เป็นเหตุให้รถคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ซ่อมแซมรถยนต์และส่งมอบรถยนต์ให้แก่นางสาวธันยาภรณ์ไปแล้วเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 350,000 บาท จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องคดีนี้ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์คิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 750,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 750,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะลายมือชื่อผู้มอบอำนาจให้ฟ้องดำเนินคดีแทนเป็นลายมือชื่อปลอม ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าโจทก์ได้ชำระค่าเสียหาย อันเป็นฐานแห่งการคิดดอกเบี้ยและอายุความในคดีนี้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปตั้งแต่เมื่อใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 475,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 เมษายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นางสาวธันยาภรณ์ เพ็งจั่น ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 ฐ-4111 กรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้มาตามถนนสายชะอำ-ปราณบุรี ส่วนจำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฮ-5490 กรุงเทพมหานคร มาตามถนนสายหนองพลับ-หัวหิน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบริเวณสี่แยกที่ถนนทั้งสองเส้นดังกล่าวตัดกันรถทั้งสองได้เฉี่ยวชนกัน เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุในทางเดินรถที่จำเลยขับมาเป็นทางโทและก่อนจะถึงสี่แยกมีเครื่องหมายจราจรมีข้อความ "หยุด" ปักอยู่ข้างถนนส่วนในทางเดินรถที่นางสาวธันยาภรณ์ขับมาเป็นทางเอก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าคำฟ้องโจทก์ข้อ 3 และเอกสารหมายเลข 6 ท้ายฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นฝ่ายเดียว ไม่ปรากว่าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ (ลูกค้าเอาประกันภัย) ไปวันเวลาใดเอกสารดังกล่าวจึงไม่เป็นหลักฐานอันก่อให้เกิดการรับช่วงสิทธิของโจทก์ได้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่อาจทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าการที่โจทก์อ้างมูลหนี้การรับช่วงสิทธิเกิดขึ้นเมื่อใด จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่นางสาวธันยาภรณ์ขับ ซึ่งโจทก์ได้แนบเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยไว้ท้ายฟ้องตามเอกสารหมายเลข 3 ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวข้อ 3.1 และข้อ 3.5.1 ได้ระบุถึงความรับผิดของโจทก์ว่าหากรถยนต์ที่รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายบริษัทมีสิทธิจัดการซ่อม และโจทก์ยังได้บรรยายฟ้องต่อไปอีกว่า โจทก์ได้จัดการซ่อมและส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 บัญญัติว่า ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจำนวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันไปเมื่อใดก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสมชาย ชินารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1817/2548
#270046
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่ ธ. ขับ ซึ่งโจทก์ได้แนบกรมธรรม์ประกันภัยไว้ท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวได้ระบุถึงความรับผิดของโจทก์ว่า หากรถยนต์ที่รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย บริษัทมีสิทธิจัดการซ่อม และโจทก์ยังได้บรรยายฟ้องต่อไปอีกว่า โจทก์ได้จัดการซ่อมและส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 บัญญัติว่า ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจำนวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปเมื่อใดก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5 ฐ - 4111 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางสาวธันยาภรณ์ เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2539 จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฮ - 5490 กรุงเทพมหานคร ด้วยความประมาทเลินเล่อโดยไม่หยุดรถและไม่ดูรถในทางเดินรถสายเอกเข้าสู่สี่แยกที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสูง และแล่นตัดหน้ารถของนางสาวธันยาภรณ์ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ในระยะกระชั้นชิดทำให้รถของจำเลยเฉี่ยวชนกับรถของนางสาวธันยาภรณ์ เป็นเหตุให้รถคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ซ่อมแซมรถยนต์และส่งมอบรถยนต์ให้แก่นางสาวธันยาภรณ์ไปแล้วเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 750,000 บาท จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องคดีนี้ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์คิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 750,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 750,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เหตุละเมิดในคดีนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของนางสาวธันยาภรณ์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากมิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าโจทก์ได้ชำระค่าเสียหาย อันเป็นฐานแห่งการคิดดอกเบี้ยและอายุความในคดีนี้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปตั้งแต่เมื่อใด และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกสูงเกินจริง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 475,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 เมษายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นางสาวธันยาภรณ์ เพ็งจั่น ขับรถยนต์หมายเลขทะบียน 5 ฐ - 4111 กรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้มาตามถนนสายชะอำ - ปราณบุรี ส่วนจำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฮ - 5490 กรุงเทพมหานคร มาตามถนนสายหนองพลับ - หัวหิน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบริเวณสี่แยกที่ถนนทั้งสองเส้นดังกล่าวตัดกัน รถทั้งสองคันได้เฉี่ยวชนกัน เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย บริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุในทางเดินรถที่จำเลยขับมาเป็นทางโทและก่อนจะถึงสี่แยกมีเครื่องหมายจราจรมีข้อความ "หยุด" ปักอยู่ข้างถนน ส่วนในทางเดินรถที่นางสาวธันยาภรณ์ขับมาเป็นทางเอก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าคำฟ้องโจทก์ข้อ 3 และเอกสารหมายเลข 6 ท้ายฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์จัดทำขึ้นฝ่ายเดียว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ (ลูกค้าเอาประกันภัย) ไปวันเวลาใดเอกสารดังกล่าวจึงไม่เป็นหลักฐานอันเก่อให้เกิดการรับช่วงสิทธิของโจทก์ได้คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่อาจทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่า การที่โจทก์อ้างมูลหนี้การรับช่วงสิทธิเกิดขึ้นเมื่อใด จึงเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยต์คันที่นางสาวธันยาภรณ์ขับ ซึ่งโจทก์ได้แนบเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยไว้ท้ายฟ้องตามเอกสารหมายเลข 3 ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวข้อ 3.1 และข้อ 3.5.1 ได้ระบุถึงความรับผิดของโจทก์ว่าหากรถยนต์ที่รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายบริษัทมีสิทธิจัดการซ่อมและโจทก์ยังได้บรรยายฟ้องต่อไปอีกว่า โจทก์ได้จัดการซ่อมและส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 บัญญัติว่า ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้น เพราะการกระทำของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจำนวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปเมื่อใดก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนางสาวธันยาภรณ์หรือจำเลย เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุในทางเดินรถที่จำเลยขับมาก่อนจะถึงสี่แยกมีเครื่องหมายจราจรว่า "หยุด" ปักอยู่ข้างถนน เครื่องหมายดังกล่าวตามข้อกำหนดกรมตำรวจเรื่องสัญญาณจราจร เครื่องหมายจราจร และความหมายของสัญญาจราจร และเครื่องหมายจราจร ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ในส่วนที่ว่าด้วยเครื่องหมายจราจรประเภทบังคับข้อ 8 ให้ผู้ขับรถปฏิบัติตามความหมายแห่งเครื่องหมายนั้นๆ ดังต่อไปนี้ (1) เครื่องหมาย "หยุด" หมายความว่า รถทุกชนิดต้องหยุดให้รถและคนเดินเท้าในทางขวางหน้าผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรที่บริเวณทางแยกนั้นแล้วจึงให้เคลื่อนรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง ซึ่งนายชุมพล เกตุจันทร์ พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า พยานขับรถบรรทุก 6 ล้อมาตามถนนสายหนองพลับ - ป่าละอู เพื่อจะไปทางอำเภอปราณบุรี เมื่อมาถึงบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุ พยานโจทก์จอดรถเนื่องจากมีรถคันที่นางสาวธันยาภรณ์ขับมาจากทางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มุ่งหน้าไปกรุงเทพมหานครตามถนนสายชะอำ - ปราณบุรี ส่วนจำเลยขับรถจากอำเภอหัวหินมุ่งหน้าไปทางป่าละอูตามถนนสายหนองพลับ - หัวหิน จำเลยขับรถเข้าสี่แยกโดยไม่ได้หยุดรถ ในขณะที่รถคันที่นางสาวธันยาภรณ์ขับอยู่ห่างจากพยานประมาณ 40 เมตร เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในทางเดินรถที่นางสาวธันยาภรณ์ขับรถมามีเครื่องหมายจราจรบังคับให้หยุดเหมือนทางเดินรถที่จำเลยขับมา แสดงให้เห็นว่าเจ้าพนักงานจราจรต้องการให้ยานพาหนะในทางเดินรถที่จำเลยขับมาซึ่งเป็นทางร่วมทางแยกต้องหยุดรถให้รถในทางขวางผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรที่บริเวณสี่แยกนั้นแล้วจึงจะเคลื่อนต่อไปด้วยความระมัดระวัง แต่จำเลยไม่หยุดรถให้นางสาวธันยาภรณ์ขับรถผ่านสี่แยกที่เกิดเหตุไปก่อน จำเลยจึงเป็นฝ่ายฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร โดยขับรถตัดหน้ารถคันที่นางสาวธันยาภรณ์ขับโดยกะทันหัน นางสาวธันยาภรณ์จึงมิได้ประมาทเลินเล่อเหตุที่รถชนกันหาใช่เป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการที่นางสาวธันยาภรณ์มิได้ชะลอความเร็วของรถลงแต่อย่างใดไม่ ทั้งคดีนี้เดิมพนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในข้อหาประมาท ความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 คดีถึงที่สุดตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2876/2539 ของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 880
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายสมชาย ชินารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1815/2548
#269699
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบการประปาส่วนภูมิภาคว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัยฯ หมวด 4 การประชุมปรึกษาและการรายงาน ข้อ 21 ถึง 24 มีข้อความเพียงแต่ให้คณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยหรือไม่ และผู้กระทำผิดควรได้รับโทษสถานใด เมื่อผู้ว่าการเห็นควรให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมก็ยังสามารถทำได้ มิได้มีข้อความในข้อใดระบุไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายอันแสดงให้เห็นว่าเมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นแล้วข้อเท็จจริงต้องยุติตามสำนวนการสอบสวน และเมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นควรรับโทษสถานใดแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโทษให้น้อยลงหรือเพิ่มขึ้นได้ อีกทั้งข้อความที่ว่า ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานการสอบสวนนั้นต่อผู้ว่าการเพื่อสั่งการโดยมิชักช้า คำว่าเพื่อสั่งการย่อมมีความหมายว่าให้ผู้ว่าการพิจารณาก่อนว่ามีความเห็นตามที่คณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นหรือไม่ การพิจารณาดังกล่าวก็มิได้กำหนดไว้ว่าผู้ว่าการจะต้องเป็นผู้พิจารณาด้วยตนเอง การที่ผู้ว่าการจำเลยเกษียนสั่งอนุมัติการขยายเวลาการสอบสวนตามที่คณะกรรมการสอบสวนขอมาพร้อมกับส่งเรื่องไปให้รองผู้ว่าการ (บริหาร) พิจารณาดำเนินการต่อไป จำเลยโดยผู้ว่าการยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเสนอการลงโทษโจทก์ เมื่อรองผู้ว่าการ (บริหาร) พิจารณาแล้วก็มอบเรื่องให้กองการเจ้าหน้าที่ไปพิจารณา ดังนั้น การที่ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่สรุปข้อเท็จจริงตามสำนวนการสอบสวนแล้วเห็นควรเสนอผู้ว่าการเพื่อมีคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากงานเนื่องจากโจทก์ทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ ก็เป็นการกระทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มิได้เป็นการกระทำที่ผิดระเบียบของจำเลย คำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ออกจากงานเป็นคำสั่งที่ชอบและเป็นธรรมต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 516/2543 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2543 เรื่อง ลงโทษไล่พนักงานออกจากงาน ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและรับเงินเดือนในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าขณะไล่โจทก์ออกจากงาน ให้จำเลยจ่ายเงินค่าเสียหายเดือนละ 9,875 บาท นับตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2543 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 138,250 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายในอัตราดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะมีคำสั่งรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นพนักงานจำเลย วันที่ 2 กันยายน 2542 จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ฐานทุจริตต่อหน้าที่ เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเห็นควรลงโทษลดขั้นเงินเดือนโจทก์ 2 ขั้น ตามสำเนาภาพถ่ายรายงานผลการสอบสวนทางวินัยโจทก์เอกสารหมาย จ. 5 หรือ ล. 4 วันที่ 11 ตุลาคม 2543 จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานและศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามหลักฐานการสอบสวนทางวินัยโจทก์ปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนด้วยการเรียกรับเงินค่าติดตั้งประปาจำนวน 6,500 บาท และเรียกรับเงินค่าดันท่อลอดถนนรายละ 1,500 บาท จากผู้ขอใช้น้ำ 2 ราย โดยมิชอบจริง อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีโทษถึงไล่ออก ตามสำเนาภาพถ่ายข้อบังคับของจำเลยเอกสารหมาย ล. 1 หมวด 6 วินัย การรักษาวินัย การลงโทษและการอุทธรณ์การลงโทษข้อ 36 (5) ประกอบข้อ 37 (3) ดังนั้น การที่จำเลยพิจารณาผลการสอบสวนแล้วมีคำสั่งทางวินัยไล่โจทก์ออกจากงานฐานทุจริตต่อหน้าที่จึงชอบด้วยระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย ที่โจทก์กล่าวอ้างว่า การที่นายวันชัย กู้ประเสริฐ ผู้ว่าการจำเลยได้เกษียนสั่งในรายงานผลการสอบสวนทางวินัยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 ว่าอนุมัติการขยายเวลาพร้อมส่งเรื่องให้รองผู้ว่าการ (บริหาร) เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปเท่ากับว่าจำเลยได้ให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเสนอให้ลงโทษลดขั้นเงินเดือนโจทก์ 2 ขั้น ทำให้การสอบสวนทางวินัยโจทก์เป็นอันยุติตามนั้นแล้ว จำเลยจะกลับมาพิจารณาลงโทษโจทก์เป็นอย่างอื่นไม่ได้นั้น ศาลแรงงานกลางก็วินิจฉัยว่า การที่นายวันชัยผู้ว่าการจำเลยเกษียนสั่งเช่นนั้นแสดงว่าผู้ว่าการอนุมัติการขยายเวลาสอบสวนตามที่คณะกรรมการสอบสวนขอมาพร้อมกับส่งเรื่องไปให้รองผู้ว่าการ (บริหาร) พิจารณาดำเนินการต่อไป คือให้รองผู้ว่าการ (บริหาร) พิจารณาผลการสอบสวนตามระเบียบปฏิบัติแล้วเสนอผู้ว่าการจำเลยเพื่อดำเนินการต่อไป ต่อมาเมื่อพิจารณาแล้วจำเลยจึงมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานโดยชอบด้วยระเบียบของจำเลยว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัย พ.ศ.2522 หมวด 4 การประชุมปรึกษาและการรายงานข้อ 21 ถึงข้อ 24 ดังนั้น ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยการไล่ออกจากงานเพราะโจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่นายประมุข ชินประหัษฐ์ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วตามสำนวนการสอบสวนซึ่งคณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นให้ลงโทษโจทก์โดยลดขั้นเงินเดือน 2 ขั้น และผ่านความเห็นชอบแล้วมาทำความเห็นใหม่ เป็นการกระทำที่ผิดระเบียบจำเลยว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการสอบสวนทางวินัย พ.ศ.2522 หมวด 4 การประชุมปรึกษาและการรายงานข้อ 21 ถึงข้อ 24 คำสั่งของจำเลยที่เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามระเบียบการประปาส่วนภูมิภาคว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัย พ.ศ.2522 หมวด 4 การประชุมปรึกษาและการรายงานข้อ 21 ถึงข้อ 24 มีข้อความสรุปได้ว่า เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นลงแล้วให้คณะกรรมการสอบสวนประชุมปรึกษาเพื่อทำรายงานผลการสอบสวนเสนอผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยสรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ แสดงเหตุและผลในการกระทำผิดหรือไม่ได้กระทำผิดของผู้ถูกกล่าวหา พร้อมทั้งเสนอความเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยอย่างไรหรือไม่ โดยอาศัยพยานหลักฐานและเหตุผลอย่างไร หากได้กระทำผิดให้แสดงว่าผู้กระทำผิดได้กระทำผิดข้อบังคับระเบียบการประปาส่วนภูมิภาคข้อใด ฉบับใดและควรได้รับโทษสถานใด ในกรณีที่ผู้ว่าการเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เมื่อคณะกรรมการสอบสวนทำรายงานการสอบสวนเสร็จแล้วให้คณะกรรมการสอบสวนเสนอรายงานการสอบสวนนั้นต่อผู้ว่าการเพื่อสั่งการโดยมิชักช้า ถ้าผู้ว่าการเห็นควรให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมให้นำความในข้อ 22 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามข้อความดังกล่าวเพียงแต่ให้คณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นด้วยว่าผู้กระทำผิดควรได้รับโทษสถานใด เมื่อผู้ว่าการเห็นควรให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมก็ยังสามารถทำได้ มิได้มีข้อความในข้อใดระบุไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายอันแสดงให้เห็นว่าเมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นแล้ว ข้อเท็จจริงต้องยุติตามสำนวนการสอบสวน และเมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นควรรับโทษสถานใดแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโทษให้น้อยลงหรือเพิ่มขึ้นได้ อีกทั้งข้อความที่ว่า ให้คณะกรรมการสอบสวนเสนอรายงานการสอบสวนนั้นต่อผู้ว่าการเพื่อสั่งการโดยมิชักช้า คำว่าเพื่อสั่งการย่อมมีความหมายว่า ให้ผู้ว่าการพิจารณาก่อนว่ามีความเห็นตามที่คณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นหรือไม่ การพิจารณาดังกล่าวก็มิได้กำหนดไว้ว่า ผู้ว่าการจะต้องเป็นผู้พิจารณาด้วยตนเอง ดังนั้น การที่นายวันชัย ผู้ว่าการจำเลยเกษียนสั่งดังกล่าวก็เป็นการอนุมัติการขยายเวลาการสอบสวนตามที่คณะกรรมการสอบสวนขอมาพร้อมกับส่งเรื่องไปให้รองผู้ว่าการ (บริหาร) พิจารณาดำเนินการต่อไป จำเลยโดยผู้ว่าการยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเสนอการลงโทษโจทก์ เมื่อรองผู้ว่าการ (บริหาร) พิจารณาแล้วก็มอบเรื่องให้กองการเจ้าหน้าที่ไปพิจารณา ดังนั้น การที่นายประมุข ชินประหัษฐ์ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่สรุปข้อเท็จจริงตามสำนวนการสอบสวนแล้วเห็นควรเสนอผู้ว่าการเพื่อมีคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากงาน เนื่องจากโจทก์ทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ ก็เป็นการกระทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มิได้เป็นการกระทำที่ผิดระเบียบของจำเลย คำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ออกจากงานเป็นคำสั่งที่ชอบและเป็นธรรมต่อโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ระเบียบการประปาส่วนภูมิภาคว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัย พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิชาติ สืบนุการณ์
จำเลย — การประปาส่วนภูมิภาค
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
ชวลิต ยอดเณร
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2548
#271861
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า เงินสดของกลางจำนวน 116,600 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของผู้คัดค้านทั้งสองตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ และให้ริบเงินสดดังกล่าวตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือไม่ แต่ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1815/2544 ของศาลชั้นต้นคดีก่อน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าเงินสดของกลางเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีดังกล่าวที่ต้องริบให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ และ ป.วิ.อ. หรือไม่ เห็นได้ว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในคดีอาญาดังกล่าวและคดีตามคำร้องคดีนี้แตกต่างกัน การพิจารณาคดีนี้จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำหรือร้องซ้ำกับคดีอาญาดังกล่าว

เงินสดของกลางจำนวน 116,600 บาท เป็นของผู้คัดค้านทั้งสองที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตและผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินดังกล่าวจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองไม่อาจพิสูจน์หักล้างได้ จึงต้องริบเงินสดจำนวนดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามความในมาตรา 29 และมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านทั้งสองพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 550 เม็ด เงินสดจำนวน 116,600 บาท กับโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 1 เครื่อง พร้อมแบตเตอรี่จำนวน 1 ก้อน ต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1685/2542 และเนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีการตรวจสอบทรัพย์สินของบุคคลทั้งสอง ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำวินิจฉัยว่าเงินสดจำนวน 116,600 บาท กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโมโตโรล่าจำนวน 1 เครื่องพร้อมแบตเตอรี่จำนวน 1 ก้อน เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านทั้งสอง จึงมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินดังกล่าว และให้ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งริบเงินสดจำนวน 116,600 บาทกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโมโตโรล่าจำนวน 1 เครื่อง พร้อมแบตเตอรี่จำนวน 1 ก้อนให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศคำร้องในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกัน เพื่อให้ผู้ซึ่งอาจอ้างเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ขอให้ศาลมีคำสั่งริบมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนคดีถึงที่สุด อีกทั้งมีหนังสือแจ้งไปยังผู้คัดค้านทั้งสองทราบประกาศดังกล่าวโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับด้วย

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์สินทั้งสองรายการตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านทั้งสองได้มาโดยสุจริตและมิใช่ทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินทั้งสองรายการแก่ผู้คัดค้านทั้งสอง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบเงินสดจำนวน 116,6000 บาท (ที่ถูก 116,000 บาท) ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 คำขออื่นให้ยก

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองข้อแรกมีว่า คำร้องขอให้ริบเงินสดของกลางจำนวน 116,600 บาท เป็นการฟ้องซ้ำหรือร้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1815/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาไม่ริบเงินสดของกลางดังกล่าวและคดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่นั้น เห็นว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้มีว่าเงินสดของกลางดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของผู้คัดค้านทั้งสองตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และให้ริบเงินสดดังกล่าวตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือไม่ แต่ในคดีอาญาดังกล่าวปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่าเงินสดของกลางเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยได้กระทำความผิด ในคดีดังกล่าวที่ต้องริบเงินให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ จึงเห็นได้ว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในคดีอาญาดังกล่าวและคดีตามคำร้องคดีนี้แตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณาคดีนี้จึงหาเป็นการฟ้องซ้ำหรือร้องซ้ำกับคดีอาญาดังกล่าวไม่ ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองต่อไปมีว่า เงินสดของกลางจำนวน 116,600 บาท เป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสองที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่...ฯลฯ...พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าเงินสดจำนวน 116,600 บาท เป็นของผู้คัดค้านทั้งสองที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต และผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินดังกล่าวจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองไม่อาจพิสูจน์หักล้างได้ จึงต้องริบเงินสดจำนวนดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามความในมาตรา 29 และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — จ่าสิบเอกสมศักดิ์ เพ็งคำปั้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1793/2548
#271000
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี และได้ทำคำขอ / สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์อันมีลักษณะเป็นคำเสนอต่อตัวแทนของโจทก์ที่จังหวัดจันทบุรี แต่ตัวแทนของโจทก์ส่งคำขอให้โจทก์ตรวจสอบและอนุมัติการทำสัญญากับจำเลยที่ภูมิลำเนาของโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตศาลแขวงพระนครเหนือ และโจทก์เป็นผู้เปิดสัญญาณดังกล่าวอันมีลักษณะเป็นคำสนองที่ก่อให้เกิดความผูกพันตามสัญญาระหว่างกัน ทั้งยังเป็นต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง มูลคดีย่อมเกิดขึ้นในศาลแขวงพระนครเหนืออีกศาลหนึ่งโจทก์ชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผิดสัญญาค้างชำระค่าเช่าใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,482.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นฟ้องใหม่ภายในอายุความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์ชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) กล่าวคือคำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่และคำว่ามูลคดีตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องร้องตามสิทธินั้น แม้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์จะปรากฏว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี และได้ทำคำขอ/สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์อันมีลักษณะเป็นคำเสนอต่อตัวแทนของโจทก์ที่จังหวัดจันทบุรี ตามคำขอ/สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์เอกสารหมาย จ.5 แต่ต่อมาตัวแทนของโจทก์ส่งคำขอให้โจทก์ตรวจสอบและอนุมัติการทำสัญญากับจำเลยรวมทั้งการเปิดสัญญาณดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำสนองที่ก่อให้เกิดความผูกพันตามสัญญาระหว่างกัน ทั้งยังเป็นต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง มูลคดีย่อมเกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้นอีกศาลหนึ่ง โจทก์จึงชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโทเทิ่ลแอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสมร ชำนาญพนา
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1792/2548
#267976
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่มีข้อความโต้แย้งคำพิพากษาของศาชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ กรณีจึงต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางสุรัสวดี จูฑะศรี เมื่อประมาณต้นปี 2545 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับจำนอง และจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 661/2542 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ โดยยึดและประเมินราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 45381 แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีนางสุรัสวดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงโดยประเมินราคาเพียง 3,200,600 บาท ทั้งที่จำเลยที่ 1 เคยประเมินราคาไว้สูงกว่า 6,000,000 บาท เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะขายทรัพย์ได้ราคาต่ำกว่าของจริง ขอให้เพิกถอนการประเมินราคา และประเมินราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างใหม่ กับขายทอดตลาดใหม่

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบังคับโดยสุจริตเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาตามระเบียบของกรมบังคับคดีโจทก์สามารถที่จะคัดค้านราคาประเมิน แต่โจทก์ไม่กระทำ และไม่ได้ใช้สิทธิขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด จึงถือว่าการบังคับคดีในส่วนนั้นสิ้นสุด โจทก์ไม่สามารถขอให้เพิกถอนการขายได้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า การยึด การประเมินราคาและการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเกี่ยวกับการบังคับคดีในคดีเดิม โจทก์ฟ้องคดีเพื่อประวิงมิให้จำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ในวันสืบพยานโจทก์ โจทก์ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ต่อไป จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลรับอุทธรณ์ของโจทก์นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ ความว่า ในกรณีที่มีการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ เมื่อผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่มีข้อความโต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ กรณีต้องต้องด้วยมาตรา 236 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกา ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236
ชื่อคู่ความ
นายจรูญพงศ์ อินทจาร ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
โจทก์ — นางสุรัสวดี จูฑะศรี
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1785/2548
#268070
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหายและเงินอื่นๆ จำเลยให้การว่าจำเลยเลิกจ้างเพราะโจทก์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง และยังประมาทเลินเล่อทำให้เงินของจำเลยสูญหายไป จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และฟ้องแย้งเรียกเอาเงินจำนวนที่สูญหายไป เงินที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องแย้งจึงเป็นเงินที่โจทก์ทำสูญหายไปเพราะโจทก์ประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยในขณะที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ซึ่งจำเลยยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหายและเงินอื่น มิใช่เป็นการเรียกร้องเอาเงินอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของโจทก์ตามสัญญาจ้างเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 บริษัทล็อกซเลย์ จำกัด (มหาชน) จ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งผู้แทนขาย จนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2544 บริษัทล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) โอนย้ายโจทก์ไปทำงานกับจำเลยซึ่งเป็นบริษัทในเครือโดยนับอายุงานต่อเนื่องในตำแหน่งหน้าที่การงานครั้งสุดท้ายเป็นผู้แทนขายอาวุโส ค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2546 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่มีความผิด และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน เป็นเงิน 120,000 บาท มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวม 25 วัน เป็นเงิน 12,500 บาท จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์เป็นเงิน 3,000 บาท มีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 2546 เป็นเงิน 2,500 บาท มีสิทธิได้รับค่านายหน้าจากการงาน (คอมมิชชัน) เป็นเงิน 9,300 บาท มีสิทธิได้รับค่าน้ำมันรถเป็นเงิน 12,000 บาท โจทก์ขอค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 5,400,000 บาท และมีสิทธิได้รับใบสำคัญแสดงว่าโจทก์ทำงานมานานเท่าใด และงานที่ทำนั้นเป็นอย่างไร ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่านายหน้าจากการขาย (คอมมิชชัน) จำนวน 9,300 บาท ค่าน้ำมันรถจำนวน 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างจำนวน 3,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 2,500 บาท ค่าชดเชยจำนวน 120,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 12,500 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 5,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี กับค่าชดเชย และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยออกหนังสือรับรองการผ่านงาน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยมิได้รับโอนย้ายโจทก์จากบริษัทล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) โจทก์เริ่มทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2544 จึงนับอายุงานต่อเนื่องไม่ได้ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยในตำแหน่งผู้แทนขายอาวุโส มีหน้าที่ดูแลจัดเก็บงานและทำงานสรุปยอดขายประจำวันเพื่อนำเงินที่ได้จากการดำเนินงานประจำวันฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารภายในวันเดียวกับที่ขายตามระเบียบของจำเลย แต่โจทก์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบของการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง และยังประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงคือ โจทก์ไม่นำเงินที่ได้จากการดำเนินกิจการในร้านประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จำนวนเงิน 50,130.50 บาท และวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 จำนวนเงิน 61,431 บาท ฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารในวันเดียวกันและยังเก็บเงินทั้งหมดไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานที่ไม่สามารถล็อกกุญแจได้ เป็นเหตุให้เงินดังกล่าวสูญหายไป การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดประจำปีและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าน้ำมันรถจากการทำงาน โจทก์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบการทำงานของจำเลยและประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เป็นการกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายคือเงินที่สูญหายไปจำนวน 111,561.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2546 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจำเลยขอถือเอาหนี้ค่าคอมมิชชันตามคำฟ้องของโจทก์มาหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือตามฟ้องแย้งแก่จำเลย

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำให้การและฟ้องแย้งว่า รับคำให้การจำเลย สำเนาให้โจทก์ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยระบุว่าโจทก์กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วยก็ไม่ปรากฏว่ามีสัญญาจ้างแรงงานมาแสดง ดังนั้นฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่กล่าวอ้างว่าโจทก์กระทำผิดฐานละเมิดเท่านั้น จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องแย้งโดยเห็นว่าฟ้องแย้งไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมชอบหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และเงินอื่นที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามสัญญาจ้างดังกล่าว จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ เพราะโจทก์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงและยังประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงโดยไม่นำเงินที่ได้มาจากการดำเนินกิจการในร้านฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารตามระเบียบของจำเลย แต่เก็บเงินทั้งหมดไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานที่ไม่สามารถล็อกกุญแจได้เป็นเหตุให้เงินของจำเลยสูญหายไป จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและเงินอื่นให้แก่โจทก์และฟ้องแย้งเรียกเอาเงินจำนวนที่สูญหายไปเนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยอันเป็นการประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เงินจำนวนที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องแย้งจึงเป็นเงินที่โจทก์ทำสูญหายไปเพราะโจทก์ประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยในขณะที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ซึ่งจำเลยยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ หาใช่เป็นการเรียกร้องเอาเงินอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของโจทก์ตามสัญญาจ้างเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ชอบที่ศาลแรงงานกลางจะรับฟ้องแย้งไว้พิจารณา ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิลาสินี นาคบุตร
จำเลย — บริษัทแอล-โมบาย แอนด์ คอมพิวเตอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1785/2548
#270027
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหายและเงินอื่นๆ จำเลยให้การว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง และยังประมาทเลินเล่อทำให้เงินของจำเลยสูญหายไป จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยค่าเสียหายและเงินอื่นแก่โจทก์ และฟ้องแย้งเรียกเอกเงินจำนวนที่สูญหายไปเนื่องจากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยอันเป็นการประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ดังนี้ เงินที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องแย้งจึงเป็นเงินที่โจทก์ทำสูญหายไปเพราะโจทก์ประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยในขณะที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ซึ่งจำเลยยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหายและเงินอื่นหาใช่เป็นการเรียกร้องเอาเงินอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของโจทก์ตามสัญญาจ้างเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่มีความผิด และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่านายหน้าจากการขาย (คอมมิชชัน) จำนวน 9,300 บาท ค่าน้ำมันรถจำนวน 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างจำนวน 3,000 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 2,500 บาท ค่าชดเชยจำนวน 120,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 12,500 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 5,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี กับค่าชดเชยและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้กจำเลยออกหนังสือรับรองการผ่านงาน

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง และยังประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงคือ โจทก์ไม่นำเงินที่ได้จากการดำเนินกิจการในร้านจำนวน 111,561.50 บาท ฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารในวันเดียวกัน และยังเก็บเงินทั้งหมดไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานที่ไม่สามารถล็อกกุญแจได้ เป็นเหตุให้เงินดังกล่าวสูญหายไป การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดประจำปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าน้ำมันรถจากการทำงาน โจทก์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียนการทำงานของจำเลย และประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เป็นการกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายคือเงินที่สูญหายไปจำนวน 111,561.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2546 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจำเลยขอถือเอาหนี้ค่าคอมมิชชันตามคำฟ้องของโจทก์มาหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายที่โจทก์ต้องชำระให้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือตามฟ้องแย้งแก่จำเลย

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำให้การและฟ้องแย้งว่า รับคำให้การจำเลยสำเนาให้โจทก์ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยระบุว่าโจทก์กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วยก็ไม่ปรากฏว่ามีสัญญาจ้างแรงงานมาแสดง ดังนั้น ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่กล่าวอ้างว่าโจทก์กระทำผิดฐานละเมิดเท่านั้น จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า มีศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องแย้งโดยเห็นว่าฟ้องแย้งไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมชอบหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และเงินอื่นที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามสัญญาจ้างดังกล่าว จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงและยังประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงโดยไม่นำเงินที่ได้มาจากการดำเนินกิจการในร้านฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารตามระเบียบของจำเลย แต่เก็บเงินทั้งหมดไว้ในสิ้นชักโต๊ะทำงานที่ไม่สามารถล็อกกุญแจได้ เป็นเหตุให้เงินของจำเลยสูญหายไป จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และเงินอื่นให้แก่โจทก์ และฟ้องแย้งเรียกเอาเงินจำนวนที่สูญหายไปเนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยอันเป็นการประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เงินจำนวนที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องแย้งจึงเป็นเงินที่โจทก์ทำสูญหายไปเพราะโจทก์ประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยในขณะที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ซึ่งจำเลยยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ หาใช่เป็นการเรียกร้องเอาเงินอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของโจทก์ตามสัญญาจ้างเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากไม่ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ชอบที่ศาลแรงงานกลางจะรับฟ้องแย้งไว้พิจารณา ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิลาสินี นาคบุตร
จำเลย — บริษัทแอล-โมบาย แอนด์ คอมพิวเตอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1774/2548
#270017
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องใช้แก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายจากจำนวนค่าเช่าที่จะได้จากการให้เช่าตึกแถวและที่ดินพิพาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายสูงเกินไป ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน แม้จำเลยที่ 2 จะฎีกาปัญหานี้ต่อไป แต่ก็เป็นที่เห็นได้แน่นอนแล้วว่าตึกแถวและที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 6,000 บาท ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง ซึ่งห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาประวิงคดีในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ดี โดยสภาพและทำเลที่ตั้งของตึกแถวและที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เพียงไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท ก็ดี ล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทมาจากการขายทอดตลาด จำเลยทั้งสองอาศัยอยู่ในที่ดินและตึกแถวดังกล่าวก่อนที่โจทก์จะซื้อมาจากการขายทอดตลาดของศาล ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่ดินและตึกแถวต่อไปจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ที่ดินและตึกแถวอาจให้เช่าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 12,000 บาท ค่าเสียหายดังกล่าวคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 40,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองพร้อมทั้งบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากตึกแถวและที่ดินของโจทก์แล้วส่งมอบตึกแถวและที่ดินในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายเดือนละ 12,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบตึกแถวและที่ดินในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและตึกแถวพิพาท โจทก์มีคำเสนอขายที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ต้องเพิ่มเงินให้แก่โจทก์ 50,000 บาท จากราคาที่โจทก์ซื้อมา จำเลยที่ 2 มีคำเสนอตอบตกลง สัญญาซื้อขายที่ดินและตึกแถวพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 จึงสมบูรณ์แล้ว ต่อเมื่อถึงวันโอนทางทะเบียน โจทก์ไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ได้เสียหายตามฟ้องเนื่องจากตึกแถวพิพาทหากให้เช่าจะได้เช่าไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยที่ 2 ประวิงคดี ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เลื่อนคดีและมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและตึกแถวพิพาท ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย 10,600 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2543 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะส่งมอบที่ดินและตึกแถวพิพาทในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากตึกแถวและที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 มิได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าตึกแถวและที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 12,000 บาท จึงขอเรียกค่าเสียหายเดือนละ 12,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าอาจให้เช่าได้เพียงไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟังไม่ได้ว่าตึกแถวและที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 12,000 บาท ดังฟ้อง แต่ตึกแถวและที่ดินพิพาทอยู่ในแหล่งธุรกิจ จึงกำหนดเป็นค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องใช้แก่โจทก์เดือนละ 6,000 บาท ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายจากจำนวนค่าเช่าที่จะได้จากการให้เช่าตึกแถวและที่ดินพิพาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายสูงเกินไป ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน แม้จำเลยที่ 2 จะยังคงฎีกาปัญหานี้ต่อไปอีก แต่ก็เป็นที่เห็นได้แน่นอนแล้วว่าตึกแถวและที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 6,000 บาท ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ซึ่งห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้มีเจตนาประวิงคดีในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นก็ดี โดยสภาพและทำเลที่ตั้งของตึกแถวและที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เพียงไม่เกินเดือนละ 1,000 บาทก็ดี ล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพราะโจทก์ได้เสนอขายตึกแถวและที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้สนองตอบ สัญญาซื้อขายตึกแถวและที่ดินพิพาทจึงสมบูรณ์แล้วนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับฟัองข้อเท็จจริงว่า ข้อต่อสู้ดังกล่าวเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอยๆ จำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานให้รับฟังดังที่ให้การ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ขึ้น ดังนี้ ฎีกาดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 2 มีคำสนองถึงโจทก์แล้ว จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง เช่นเดียวกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนภาพร วิทวัสสำราญกุล
จำเลย — นายประเสริฐ แตกช่อ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1770/2548
#113125
เปิดฉบับเต็ม

แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งซึ่งแสดงว่าขณะแจ้งการครอบครองที่ดินนั้น ผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้งเท่านั้น ส่วนความจริงผู้ใดจะมีสิทธิครอบครองนั้น จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) โดยส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีก และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีก ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 3,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ซึ่งมีชื่อโจทก์ที่ 1 นายโพบิดาของโจทก์ที่ 2 และบุคคลอื่นอีก 4 คน เป็นผู้แจ้งการครอบครองเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2498 โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรของนายยงและนางทองอยู่ เมื่อปี 2488 นายยงถึงแก่ความตาย ต่อมาปี 2491 นางทองอยู่มารดาของโจทก์ที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยในบ้านและที่ดินพิพาทมีบุตรด้วยกัน 6 คน จนกระทั่งปี 2540 นางทองอยู่ถึงแก่ความตาย ปัจจุบันจำเลยและบุตรยังอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) จำเลยเข้าไปอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทเมื่อจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนางทองอยู่มารดาของโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่ปี 2491 และจำเลยยังคงอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367

ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 กับพวกไปแจ้งการครอบครองที่ดินเมื่อปี 2498 ซึ่งอยู่ระหว่างที่จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนางทองอยู่ แต่จำเลยก็มิได้คัดค้านการแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวนั้น เห็นว่า แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งซึ่งแสดงว่าขณะแจ้งการครอบครองที่ดินนั้น ผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้งเท่านั้น ส่วนความจริงผู้ใดจะมีสิทธิครอบครองนั้น จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน จึงจะได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ดังนั้น การที่โจทก์ที่ 1 เพียงแต่มีชื่อในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) จึงไม่เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท สำหรับที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้อนุญาตให้นางทองอยู่มารดาอยู่อาศัยและครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 จำเลยเข้าอยู่อาศัยในบ้านและที่ดินพิพาทในฐานะผู้อาศัยนางทองอยู่ เมื่อนางทองอยู่ถึงแก่ความตาย การครอบครองของจำเลยจึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ที่ 1 นั้น เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว ซึ่งขณะที่จำเลยเข้าครอบครองนั้นโจทก์ที่ 1 มีอายุประมาณ 12 ปี อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนางทองอยู่มารดากับจำเลยและพักอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาท ทั้งต่อมาโจทก์ที่ 1 ไปรับราชการทหารที่กรุงเทพมหานครและมีบ้านพักอาศัยอยู่กับครอบครัวตลอดมา นับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ลักษณะเช่นนี้จึงหาใช่จำเลยครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 ดังที่อ้างในฎีกาไม่ หากแต่จำเลยยึดถือครอบครองในฐานะเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามพยานหลักฐานของจำเลยซึ่งมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินพิพาท จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินพิพาท ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1369
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยโทประยงค์ พูลบางยุง กับพวก
จำเลย — นายดี มณีโชติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายสายโชค ศรีทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1770/2548
#269883
เปิดฉบับเต็ม

แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งซึ่งแสดงว่าขณะแจ้งการครอบครองที่ดินนั้น ผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้งเท่านั้น ส่วนความจริงผู้ใดจะมีสิทธิครอบครองนั้น จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนจึงจะได้สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 การที่โจทก์ที่ 1 เพียงแต่มีชื่อในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) จึงไม่เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

พฤติการณ์ที่จำเลยครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว ขณะที่จำเลยเข้าครอบครองนั้น โจทก์ที่ 1 มีอายุประมาณ 12 ปี อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของ ท. ผู้เป็นมารดากับจำเลยและพักอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาท ทั้งต่อมาโจทก์ที่ 1 ไปรับราชการทหารที่กรุงเทพมหานครและมีบ้านพักอาศัยอยู่กับครอบครัวตลอดมา นับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ลักษณะเช่นนี้จึงหาใช่จำเลยครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 ไม่ หากแต่จำเลยยึดถือครอบครองในฐานะเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 1 หมู่ที่ 2 ตำบลบางเลน อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โดยส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อยห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีก และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีก ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ซึ่งมีชื่อโจทก์ที่ 1 นายโพ พูลบางยุง บิดาของโจทก์ที่ 2 และบุคคลอื่นอีก 4 คน เป็นผู้แจ้งการครอบครองเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2498 ตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรของนายยงและนางทองอยู่ มณีโชติ เมื่อปี 2488 นายยงถึงแก่ความตาย ต่อมาปี 2491 นางทองอยู่มารดาของโจทก์ที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยในบ้านและที่ดินพิพาทมีบุตรด้วยกัน 6 คน จนกระทั่งปี 2540 นางทองอยู่ถึงแก่ความตาย ปัจจุบันจำเลยและบุตรยังอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ตามเอกสารหมาย จ.1 จำเลยเข้าไปอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทเมื่อจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนางทองอยู่มารดาของโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่ปี 2491 และจำเลยยังคงอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองบ้านและที่ดินพิพาท ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 เมื่อบิดาของโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายและต่อมาเมื่อปี 2491 นางทองอยู่ มารดาของโจทก์ที่ 1 ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยในบ้านและที่ดินพิพาท ขณะนั้นโจทก์ที่ 1 อายุประมาณ 12 ปี และยังคงอาศัยอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนางทองอยู่กับจำเลยมาโดยตลอด จนกระทั่งปี 2501 โจทก์ที่ 1 ไปเป็นทหารกองประจำการ (ทหารเกณฑ์) อยู่ที่กรุงเทพมหานครเป็นเวลา 2 ปี เมื่อปลดประจำการ โจทก์ที่ 1 สมัครรับราชการเป็นทหารประจำการ มีบ้านและมีชื่อในทะเบียนบ้านที่โจทก์ที่ 1 พักอาศัยอยู่กับครอบครัวในกรุงเทพมหานครตลอดมา แสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 1 มิได้เกี่ยวข้องหรืออาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทอีกเลยนับตั้งแต่ไปรับราชการเป็นทหารที่กรุงเทพมหานครเมื่อปี 2501 เป็นต้นไป แม้โจทก์ที่ 1 จะเบิกความว่าระหว่างรับราชการทหารนั้นได้กลับมาเยี่ยมมารดาซึ่งอยู่ที่บ้านและที่ดินพิพาทเป็นปกติเกือบทุกสัปดาห์ พฤติการณ์เช่นนี้ก็รับฟังได้แต่เพียงว่า โจทก์ที่ 1 กลับมาบ้านและที่ดินพิพาทเป็นครั้งคราวเพื่อเยื่ยมเยียนดูแลสารทุกข์สุกดิบของมารดาตามวิสัยของบุตรที่กระทำต่อมารดาเท่านั้น ไม่อาจรับฟังว่าลักษณะดังกล่าวนั้นโจทก์ที่ 1 ยึดถือครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทอยู่ ที่โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า เมื่อปี 2498 โจทก์ที่ 1 ซ่อมแซมและปรับปรุงบ้านพิพาทโดยเปลี่ยนหลังคาบ้านจากหลังคาจากเป็นหลังคาสังกะสีและต่อเติมปลูกบ้านขึ้นใหม่อีกหลังหนึ่งเชื่อมต่อกับบ้านหลังเดิมตามภาพถ่ายหมาย จ.2 และเป็นผู้ปลูกต้นมะม่วงและต้นมะพร้าวในที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า เมื่อปี 2498 โจทก์ที่ 1 มีอายุประมาณ 18 ปี เท่านั้น ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 ว่าประกอบอาชีพอะไรและมีรายได้เป็นของตนเองหรือไม่ ทั้งในระยะเวลาดังกล่าวนั้นโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เบิกความว่าโจทก์ที่ 1 กำลังจะบวชพระการซ่อมแซมปรับปรุงบ้าน เนื่องจากจะมีการจัดงานบวชโจทก์ที่ 1 และน้องๆ เมื่อลาสิกขาแล้วโจทก์ที่ 1 จึงไปเป็นทหารกองประจำการอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เช่นนี้ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 จะอยู่ในวิสัยที่จะซ่อมแซมปรับปรุงและต่อเดิมปลูกบ้านขึ้นใหม่อีกหลังหนึ่งได้ เพราะขณะนั้นโจทก์ที่ 1 ยังคงอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนางทองอยู่และจำเลยซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาท น่าเชื่อว่าการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านตลอดจนการต่อเติมปลูกบ้านปั้นหยาหลังค่ามุงกระเบี้องขึ้นใหม่อีกหลังหนึ่งกระทำโดยจำเลยในฐานะหัวหน้าครอบครัว ซึ่งต้องอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาททั้งครอบครัวดังที่จำเลยนำสืบ นอกจากนี้ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ก็ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทแต่อย่างใด หากแต่ไปมีบ้านอยู่กับครอบครัวที่กรุงเทพมหานครจึงขาดเหตุผลที่จะให้รับฟังว่าโจทก์ที่ 1 ยังคงมาดูแลซ่อมแซมปรับปรุงต่อเติมบ้านพิพาทอีก และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ประกอบภาพถ่ายหมาย จ.6 และแผนที่สังเขปตามเอกสารหมาย ล.1 ว่า บ้านและที่ดินพิพาทที่จำเลยครอบครองอยู่นั้นเป็นส่วนสัดมีแนวเขตเป็นต้นไม้ ซึ่งต่อมาเมื่อมีการสร้างแนวรั้วแสดงอาณาเขตที่ดินของจำเลย ทั้งโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้คัดค้าน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองตลอดจนเจ้าของที่ดินที่ติดต่อกันยอมรับว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยสร้างแนวรั้วนั้นเป็นที่ดินของจำเลยที่ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา จึงน่าเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ปลูกต้นมะม่วงและต้นมะพร้าวเพื่อเป็นแนวเขตที่ดินไว้ก่อนแล้ว ต่อมาจึงสร้างแนวรั้วขึ้นภายหลัง ซึ่งต่อมาเมื่อปี 2538 แม้โจทก์ที่ 1 จะไปยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินพิพาท แต่นายแจะ เมืองรามัญ พยานโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านเจือสมกับทางนำสืบของจำเลยว่า เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาท จำเลยและนางสุคนธนิตย์ อินจีน บุตรของจำเลยได้โต้แย้งคัดค้าน จึงยังไม่มีการออกโฉนดที่ดินพิพาท ส่วนโจทก์ที่ 2 เบิกความว่า เคยพักอาศัยอยู่กับบิดาที่บ้านซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินพิพาท ต่อมาได้ไปซื้อที่ดินแปลงใหม่และปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินแปลงใหม่ซึ่งอยู่ห่างที่ดินพิพาทประมาณ 400 ถึง 500 เมตร เมื่อปี 2533 บิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย และเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าได้ย้ายออกจากที่ดินพิพาทไปปลูกบ้านหลังใหม่บนที่ดินของโจทก์ที่ 2 ตั้งแต่ปี 2520 ดังนั้น หากโจทก์ที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องรื้อถอนบ้านเรือนของตนออกจากที่ดินพิพาทแล้วไปซื้อที่ดินแปลงอื่นทำการปลูกสร้างบ้านพักอยู่อาศัยตลอดมาจนถึงปัจจุบัน พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าโจทก์ที่ 2 ละทิ้งไม่ได้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 กับพวกไปแจ้งการครอบครองที่ดินเมื่อปี 2498 ซึ่งอยู่ระหว่างที่จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนางทองอยู่ แต่จำเลยก็มิได้คัดค้านการแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวนั้น เห็นว่า แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งซึ่งแสดงว่าขณะแจ้งการครอบครองที่ดินนั้น ผู้แจ้งอ้างว่าที่ดินเป็นของผู้แจ้งเท่านั้น ส่วนความจริงผู้ใดจะมีสิทธิครอบครองนั้นจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานว่าผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน จึงจะได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ดังนั้น การที่โจทก์ที่ 1 เพียงแต่มีชื่อในแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) จึงไม่เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทสำหรับที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้อนุญาตให้นางทองอยู่มารดาอยู่อาศัยและครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 จำเลยเข้าอยู่อาศัยในบ้านและที่ดินพิพาทในฐานะผู้อาศัยนางทองอยู่ เมื่อนางทองอยู่ถึงแก่ความตาย การครอบครองของจำเลยจึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ที่ 1 นั้น เห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้วซึ่งขณะที่จำเลยเข้าครอบครองนั้นโจทก์ที่ 1 มีอายุประมาณ 12 ปี อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนางทองอยู่มารดากับจำเลยและพักอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาททั้งต่อมาโจทก์ที่ 1 ไปรับราชการทหารที่กรุงเทพมหานครและมีบ้านพักอาศัยอยู่กับครอบครัวตลอดมา นับถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ลักษณะเช่นนี้จึงหาใช่จำเลยครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 ดังที่อ้างในฎีกาไม่ หากแต่จำเลยยึดถือครอบครองในฐานะเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทนั้นข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามพยานหลักฐานของจำเลยซึ่งมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินพิพาท จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองบ้านและที่ดินพิพาท ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยโทประยงค์ พูลบางยุง กับพวก
จำเลย — นายดี มณีโชติ
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1768/2548
#268096
เปิดฉบับเต็ม

คลองมหาชัยมีเขื่อนโครงการแก้มลิงกั้นอยู่บริเวณปากคลองแต่มีชาวบ้านบางคนใช้เรือส่วนตัวสัญจรไปมา ส่วนเขื่อนจะปิดกั้นเฉพาะกรณีเพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุน มิได้ปิดตลอดเวลา คลองมหาชัยจึงเป็นทางสาธารณะตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 1349 การที่ประชาชนส่วนใหญ่มิได้ใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำ เนื่องจากไม่สะดวกเท่ากับการสัญจรทางบกหาได้ทำให้สิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ เมื่อที่ดินของโจทก์อยู่ติดคลองมหาชัยซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยเปิดทางจำเป็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2645 ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร มีเนื้อที่ประมาณ 180 ตารางวา จำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2644 ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับบุคคลอื่นมีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ที่ดินของจำเลยทั้งห้าทางด้านทิศเหนือติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศใต้และมีถนนสาธารณะตัดผ่านที่ดินของจำเลยทั้งห้าตลอดแนวจากด้านทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ใช้ที่ดินบางส่วนทางด้านทิศเหนือของจำเลยทั้งห้าเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาปี 2540 จำเลยทั้งห้าไม่ยอมให้โจทก์ทั้งสองเข้าออกผ่านที่ดินของจำเลยทั้งห้าโดยได้สร้างรั้วสังกะสีปิดกั้นทางเดินทำให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองถูกที่ดินของจำเลยทั้งห้าและที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบจนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโจทก์ทั้งสองได้รับความเดือดร้อน ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าเปิดทางจำเป็นทางด้านทิศเหนือของที่ดินของจำเลยทั้งห้าโดยให้โจทก์ทั้งสองทำถนนกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 6 เมตร เพื่อให้โจทก์ทั้งสองสามารถนำรถยนต์แล่นเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ ซึ่งพอสมควรแก่ความจำเป็นของโจทก์ทั้งสองและไม่ทำให้จำเลยทั้งห้าต้องเสียหายมาก โดยโจทก์ทั้งสองยินยอมชดใช้ค่าทดแทนให้จำเลยทั้งห้าเป็นเงินจำนวน 30,000 บาท

จำเลยทั้งห้าให้การว่า บริเวณทางด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ทั้งสองติดกับคลองมหาชัยซึ่งเป็นคลองสาธารณะมีน้ำใช้ตลอดทั้งปีประชาชนยังคงใช้สัญจรไปมา โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิขอให้เปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยทั้งห้าเพื่อออกสู่ทางสาธารณะขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนรั้วสังกะสีของจำเลยทั้งห้าที่สร้างปิดกั้นทางออกบ้านโจทก์ทั้งสอง โดยให้มีความกว้าง 4 เมตร และยอมให้โจทก์ทั้งสองกับบริวารใช้ทางบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2644 ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ของจำเลยทั้งห้าตามพิพาทเดิมยาวตลอดแนวเริ่มตั้งแต่แนวเขตที่ดินทางด้านทิศใต้ของโจทก์ทั้งสองไปจดทางสาธารณะเพื่อใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะได้ (ดังปรากฏตามแผนที่โดยสังเขปแสดงที่ดินโจทก์-จำเลย เอกสารหมาย จ.2) โดยโจทก์ทั้งสองต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งห้าเป็นเงินรายปี ปีละ 5,000 บาท หากจำเลยทั้งหาไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งห้าโดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศเหนือติดคลองมหาชัยทิศใต้ติดที่ดินของจำเลยทั้งห้า ทิศตะวันออกติดที่ดินของนางสำรวย สุขผล และทิศตะวันตกติดที่ดินของนายทวี ทองดี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คลองมหาชัยเป็นทางสาธารณะตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คลองมหาชัยมีเขื่อนโครงการแก้มลิงกั้นอยู่บริเวณปากคลอง หากเขื่อนเปิดกั้นเรือก็ไม่สามารถแล่นผ่านได้ปัจจุบันไม่มีเรือโดยสารรับจ้างสาธารณะแล้ว การเดินทางโดยทางเรือจึงเป็นไปด้วยความลำบาก ประชาชนหันมาเดินทางโดยทางรถยนต์เป็นส่วนใหญ่ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นทางสาธารณะ เห็นว่า แม้คลองมหาชัยจะมีเขื่อนโครงการแก้มลิงกั้นอยู่บริเวณปากคลองแต่ก็ได้ความจากนายวุฒิพงษ์ หมอปาน พยานโจทก์ทั้งสองตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า คลองมหาชัยมีชาวบ้านบางคนใช้เรือส่วนตัวสัญจรไปมา เพียงแต่ไม่ได้ใช้สัญจรไปยังจังหวัดสมุทรสาครเนื่องจากไกลเท่านั้น จึงเจือรับกับคำเบิกความของนายทวี ทองดี พยานจำเลยทั้งห้าว่า คลองมหาชัยมีน้ำตลอดปี ประชาชนยังใช้ในการสัญจรไปมา การเดินทางไปจังหวัดสมุทรสาครบางครั้งพยานจะใช้เรือส่วนตัวซึ่งเป็นเรือหางยาวเป็นพาหนะ ส่วนเขื่อนโครงการแก้มลิงที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าหากเขื่อนปิดกั้นเรือก็ไม่สามารถแล่นผ่านได้นั้น ก็ได้ความจากโจทก์ทั้งสองเองว่าเขื่อนจะปิดกั้นกรณีเพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุน แสดงว่า การปิดกั้นมิได้ทำตลอดเวลา คลองมหาชัยจึงเป็นทางสาธารณะตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 การที่ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่มิได้ใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำ เนื่องจากไม่สะดวกเท่ากับการสัญจรทางบก หาได้ทำให้คลองมหาชัยสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณไปไม่ เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่ติดคลองมหาชัยซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทสนั่น แก้วจรัส กับพวก
จำเลย — นายสิทธิโชค สมหวัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมคักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1768/2548
#269687
เปิดฉบับเต็ม

แม้คลองมหาชัยจะมีเขื่อนกั้นอยู่บริเวณปากคลอง แต่มิได้ปิดกั้นตลอดเวลา เป็นการปิดกั้นเพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุน คลองมหาชัยยังเป็นคลองที่ประชาชนใช้ในการสัญจรไปมาอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นทางสาธารณะตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 1349 การที่ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่มิได้ใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำ เนื่องจากไม่สะดวกเท่าการสัญจรทางบก หาได้ทำให้คลองมหาชัยสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่ติดคลองมหาชัย ซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าเปิดทางจำเป็นทางด้านทิศเหนือของที่ดินของจำเลยทั้งห้าโดยให้โจทก์ทั้งสองทำถนนกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 6 เมตร เพื่อให้โจทก์ทั้งสองสามารถนำรถยนต์แล่นเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ ซึ่งพอสมควรแก่ความจำเป็นของโจทก์ทั้งสอง และไม่ทำให้จำเลยทั้งห้าต้องเสียหายมากโดยโจทก์ทั้งสองยินยอมชดใช้ค่าทดแทนให้จำเลยทั้งห้าเป็นเงินจำนวน 30,000 บาท

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้ารื้อถอนรั้วสังกะสีของจำเลยทั้งห้าที่สร้างปิดกั้นทางออกของบ้านโจทก์ทั้งสอง โดยให้มีความกว้าง 4 เมตร และยอมให้โจทก์ทั้งสองกับบริวารใช้ทางบกที่ดินโฉนดเลขที่ 2644 ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ของจำเลยทั้งห้าตามทางพิพาทเดิมยาวตลอดแนวเริ่มตั้งแต่แนวเขตที่ดินทางด้านทิศใต้ของโจทก์ทั้งสองไปจดทางสาธารณะเพื่อใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โดยโจทก์ทั้งสองต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งห้าเป็นเงินรายปี ปีละ 5,000 บาท หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศเหนือติดคลองมหาชัย ทิศใต้ติดที่ดินของจำเลยทั้งห้า ทิศตะวันออกติดที่ดินของนางสำรวย สุขผล และทิศตะวันตกติดที่ดินของนายทวี ทองดี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คลองมหาชัยเป็นทางสาธารณะตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คลองมหาชัยมีเขื่อนโครงการแก้มลิงกั้นอยู่บริเวณปากคลอง หากเขื่อนปิดกั้นเรือก็ไม่สามารถแล่นผ่านได้ ปัจจุบันไม่มีเรือโดยสารรับจ้างสาธารณะแล้ว การเดินทางโดยทางเรือจึงเป็นไปด้วยความลำบาก ประชาชนหันมาเดินทางโดยทางรถยนต์เป็นส่วนใหญ่ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นทางสาธารณะ เห็นว่า แม้คลองมหาชัยจะมีเขื่อนโครงการแก้มลิงกั้นอยู่บริเวณปากคลองแต่ก็ได้ความจากนายวุฒิพงษ์ หมอปาน พยานโจทก์ทั้งสองตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า คลองมหาชัยยังมีชาวบ้านบางคนใช้เรือส่วนตัวสัญจรไปมา เพียงแต่ไม่ได้ใช้สัญจรไปยังจังหวัดสมุทรสาครเนื่องจากไกลเท่านั้น จึงเจือรับกับคำเบิกความของนายทวี ทองดี พยานจำเลยทั้งห้าว่า คลองมหาชัยมีน้ำตลอดปี ประชาชนยังใช้ในการสัญจรไปมา การเดินทางไปจังหวัดสมุทรสาครบางครั้งพยานจะใช้เรือส่วนตัวซึ่งเป็นเรือหางยาวเป็นพาหนะ ส่วนเขื่อนโครงการแก้มลิงที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าหากเขื่อนปิดกั้นเรือก็ไม่สามารถแล่นผ่านได้นั้น ก็ได้ความจากโจทก์ทั้งสองเองว่าเขื่อนจะปิดกั้นกรณีเพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุน แสดงว่าการปิดกั้นมิได้ทำตลอดเวลา คลองมหาชัยจึงเป็นทางสาธารณะตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 การที่ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่มิได้ใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำ เนื่องจากไม่สะดวกเท่าการสัญจรทางบก หาได้ทำให้คลองมหาชัยสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งสองอยู่ติดคลองมหาชัยซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้อีก"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304 ม. 1349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโทสนั่น แก้วจรัส กับพวก
จำเลย — นายสิทธิโชค สมหวัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1767/2548
#267974
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง เป็นการขับไล่บุคคลไม่ว่าจะเป็นผู้บุกรุก ผู้เช่าหรือผู้อาศัยที่ไม่มีสิทธิจะอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น คำว่าบุคคลใดดังกล่าวจึงหมายถึงบุคคลที่อยู่ในอสังหาริมทรัพย์รวมสิ่งก่อสร้างหรือทรัพย์สินที่บุคคลนั้นเข้าไปก่อสร้างหรือนำเข้าไปไว้ในอสังหาริมทรัพย์หรือการเพาะปลูกใด ๆ ด้วย มิได้หมายถึงเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปก่อสร้างกระถางต้นไม้ในที่ดินพิพาทของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกไป กับยังขอให้ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไปด้วย จึงเป็นฟ้องที่อยู่ในความหมายคำว่า "ฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 103430 ตำบลมะขามหย่ง อำเภอเมืองชลบุรี เนื้อที่ 7 ตารางวา จำเลยบุกรุกเข้ามาก่อสร้างกระถางต้นไม้ในที่ดินของโจทก์ดังกล่าวเนื้อที่ 1 ตารางวาเศษ โจทก์บอกกล่าวจำเลยให้รื้อถอนออกไปแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์เสียหายเท่าค่าเช่าในอัตราเดือนละ 1,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาททำที่ดินให้อยู่ในสภาพปกติ และห้ามมิให้จำเลยและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 5,700 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การว่า ที่ดินพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่พลเมืองใช้ร่วมกัน เดิมมีสภาพเป็นสะพานแล้วเปลี่ยนสภาพเป็นทางเดิน โจทก์ไม่อาจได้สิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายและจำเลยก่อสร้างกระถางต้นไม้ในที่ดินของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนกระถางต้นไม้ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 103430 ตำบลมะขามหย่ง อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ของโจทก์และทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพปกติกับห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 423 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 90 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนกระถางต้นไม้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง นั้นไม่ชอบ เพราะตามบทกฎหมายดังกล่าวหมายถึงฟ้องที่ขอให้บังคับบุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนกระถางที่อ้างว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปก่อสร้างออก มิได้ขอบังคับเอากับตัวจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ตามบทกฎหมายดังกล่าว เป็นการฟ้องขับไล่บุคคลไม่ว่าจะเป็นผู้บุกรุก ผู้เช่าหรือผู้อาศัยที่ไม่มีสิทธิจะอยู่ในอสังหาริมทรัพย์แล้ว ให้ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น คำว่าบุคคลใดดังกล่าวจึงหมายถึงบุคคลที่อยู่ในอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งสิ่งก่อสร้างหรือทรัพย์สินที่บุคคลนั้นเข้าไปก่อสร้างหรือนำเข้าไปไว้ในอสังหาริมทรัพย์หรือการเพาะปลูกใด ๆ ด้วย มิได้หมายถึงเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้นดังที่จำเลยฎีกา คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปก่อสร้างกระถางต้นไม้ในที่ดินพาทของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกไป กับยังขอให้ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไปด้วยจึงเป็นฟ้องที่อยู่ในความหมายของคำว่า "ฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ อนันตศิลป์
จำเลย — นางทองเมี้ยน ศิริพากย์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1767/2548
#269881
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องขับไล่บุลลคใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง เป็นการฟ้องขับไล่บุคคลไม่ว่าจะเป็นผู้บุกรุก ผู้เช่า หรือผู้อาศัยที่ไม่มีสิทธิจะอยู่ในอสังหาริมทรัพย์แล้ว ให้ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น คำว่าบุคคลใดดังกล่าวจึงหมายถึงบุคคลที่อยู่ในอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งสิ่งก่อสร้างหรือทรัพย์สินที่บุคคลนั้นเข้าไปก่อสร้างหรือนำเข้าไปไว้ในอสังหาริมทรัพย์หรือการเพาะปลูกใดๆ ด้วยมิได้หมายถึงเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปก่อสร้างกระถางต้นไม้ในที่ดินพิพาทของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกไปกับยังขอให้ห้ามมิให้จำเลย และบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไปด้วย จึงเป็นฟ้องที่อยู่ในความหมายของคำว่า "ฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสองแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้ามาก่อสร้างกระถางต้นไม้ในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ 1 ตารางวาเศษ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ทำที่ดินให้อยู่ในสภาพปกติ และห้ามมิให้จำเลยและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 5,700 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่พลเมืองใช้ร่วมกันเดิมมีสภาพเป็นสะพานแล้วเปลี่ยนสภาพเป็นทางเดิน โจทก์ไม่อาจได้สิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายและจำเลยก่อสร้างกระถางต้นไม้ในที่ดินของจำเลยขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนกระถางต้นไม้ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 103430 ตำบลมะขามหย่ง อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ของโจทก์และทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพปกติ กับห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 423 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 90 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนกระถางต้นไม้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง นั้นไม่ชอบ เพราะตามบทกฎหมายดังกล่าวหมายถึงฟ้องที่ขอให้บังคับบุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนกระถางที่อ้างว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปก่อสร้างออก มิได้ขอให้บังคับเอากับตัวจำเลยอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ตามบทกฎหมายดังกล่าว เป็นการฟ้องขับไล่บุคคลไม่ว่าจะเป็นผู้บุกรุก ผู้เช่าหรือผู้อาศัยที่ไม่มีสิทธิจะอยู่ในอสังหาริมทรัพย์แล้วให้ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น คำว่าบุคคลใดดังกล่าวจึงหมายถึงบุคคลที่อยู่ในอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งสิ่งก่อสาร้างหรือทรัพย์สินที่บุคคลนั้นเข้าไปก่อสร้างหรือนำเข้าไปไว้ในอสังหาริมทรัพย์หรือการเพาะปลูกใดๆ ด้วย มิได้หมายถึงเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้นดังที่จำเลยฎีกา คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปก่อสร้างกระถางต้นไม้ในที่ดินพิพาทของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกไปกับยังขอให้ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไปด้วย จึงเป็นฟ้องที่อยู่ในความหมายของคำว่า "ฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประเสริฐ อนันตศิลป์
จำเลย — นางทองเมี้ยน ศิริพากย์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1766/2548
#269686
เปิดฉบับเต็ม

ถ. มารดาโจทก์อนุญาตให้จำเลยเข้ามาปลูกบ้านอาศัยในที่ดินของตนในฐานะผู้อาศัยโดยมิได้ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้ ลักษณะการอาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิปรปักษ์กับเจ้าของที่ดิน ดังนั้น แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นเวลานานเท่าใด ก็ไม่อาจได้สิทธิในที่ดินโดยการครอบคอรงปรปักษ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1237 (ที่ถูกเลขที่ 13536) ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและฟ้องแย้ง ขอให้พิพากษาว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดพิพาท ด้านทิศตะวันออกตลอดแนวกว้าง 3.20 เมตร ยาว 77.10 เมตร ติดต่อกับที่ดินด้านทิศใต้ขนาดกว้าง 12.50 เมตร ยาว 21.70 เมตร เนื้อที่ประมาณ 129.49 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์ ให้โจทก์ไปจัดการแบ่งแยกโฉนดโอนที่ดินส่วนที่ครอบครองปรปักษ์ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 13536 เลขที่ 1237 หน้าสำรวจ 1739 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 ธันวาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นางถนอม เกิดประดิษฐ์ มารดาโจทก์ และนายสงัด วงษ์นิล บิดาจำเลย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ที่ดินโฉนดเลขที่ 13536 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอห้วยขวาง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 79 ตารางวา เดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของนางถนอม เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2530 นางถนอมทำหนังสือสัญญายกที่ดินโฉนดเลขที่ 13536 ให้แก่โจทก์โดยจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 26 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 13536 จำเลยใช้ที่ดินพิพาทปลูกบ้านเลขที่ 2810 และใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ นางถนอมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2540

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ตามคำให้การและฟ้องแย้งจำเลยอ้างว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ตามข้อกล่าวอ้างนั้น จำเลยเบิกความว่า นางถนอมเลี้ยงดูจำเลยตั้งแต่อายุ 4 ปี เมื่อจำเลยอายุ 18 ปี ได้สมรสกับนายเย็น วงษ์สีดำ แล้วอาศัยอยู่ที่กระต๊อบในที่ดินของนางถนอม จนกระทั่งจำเลยมีบุตร 4 คน นางถนอมเห็นว่าเป็นครอบครัวใหญ่ จึงให้ย้ายไปปลูกบ้านในที่ดินพิพาทโดยนางถนอมให้เงินปลูกบ้าน 1,700 บาท นางถนอมให้จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยให้จำเลยเป็นผู้ดูแลและให้จำเลยอยู่จนตลอดชีวิตชั่วบุตรชั่วหลาน จำเลยเคยขอให้นางถนอมไปจดทะเบียนยกให้แต่นางถนอมผัดผ่อนเรื่อยมา นายยง วงษ์นิล พยานจำเลยซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับจำเลยและเป็นผู้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทให้จำเลยเบิกความว่าบ้านของจำเลยปลูกอยู่ในที่ดินของนางถนอมซึ่งอนุญาตให้จำเลยผู้มีศักดิ์เป็นหลานเข้ามาปลูกได้โดยเข้าใจว่าไม่ต้องเสียค่าเช่า ให้จำเลยอยู่ในฐานะบุตรหลาน เห็นว่า จำเลยและนายยงต่างก็มิได้เบิกความยืนยันว่านางถนอมยกกรรมสิทธิ์หรือความเป็นเจ้าของมีอำนาจสิทธิขาดแต่ผู้เดียวในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย นอกจากนี้จำเลยยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นางถนอมเป็นผู้สร้างทางเข้าออกสู่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ นายพิพัฒน์ วงษ์นิล พยานจำเลยเบิกความว่า ที่ดินซึ่งจำเลยใช้ปลูกบ้านเป็นที่ต่ำมีน้ำท่วม นางถนอมได้นำดินและหินมาถม เป็นการแสดงว่านางถนอมยังมีเจตนาหวงกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายสนั่น วงษ์นิล ก็เคยมีบ้านอยู่ในที่ดินพิพาท แต่ได้รื้อถอนออกไปแล้ว เป็นการเจือสมพยานโจทก์ที่นำสืบว่า นางถนอมได้อนุญาตให้ญาติที่ไม่มีที่อยู่อาศัยรวมถึงจำเลยเข้ามาปลูกบ้านอาศัยในที่ดินของตนในฐานะผู้อาศัย โดยมิได้ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้ ลักษณะการขออาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิปรปักษ์กับเจ้าของที่ดิน ดังนั้น แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเวลานานเท่าใดก็ไม่อาจได้สิทธิในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จึงชอบแล้ว..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแฉล้ม ชื่นประทุม
จำเลย — นางองุ่น วงษ์สีดำ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2548
#113124
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้ พ. ดำเนินคดีแทนตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจท้ายคำให้การ เมื่อโจทก์มิได้ยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรสงสัยว่าใบมอบอำนาจของจำเลยที่ 2 มิใช่ใบมอบอำนาจ ที่แท้จริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 47 ศาลจึงรับฟังตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ว่า พ. มีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 2

โจทก์ และ ส. บิดาจำเลยที่ 1 ต่างเป็นสมาชิกสหกรณ์จำเลยที่ 2 ต่อมา ส. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 และนำหนังสืออนุญาตให้ ส. เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทประเภท กสน. 5 ไปขอออก น.ส. 3 ก. แล้วทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่จำเลยที่ 1 ได้รับ น.ส. 3 ก. สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนที่ดินจัดสรรของนิคมสหกรณ์ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน แม้โจทก์จะเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว ก็ถือว่าเป็นการครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนจำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินพิพาท ทั้งจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 ได้ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 6 เลขที่ดิน 1 หมู่ที่ 9 ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2539

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์นิคม โดยมอบอำนาจให้นายไพศาลเป็นผู้ดำเนินคดีแทน การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนจึงตกเป็นโมฆะ ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินซึ่งจัดสรรให้ผู้ไม่มีที่ทำกินและอยู่ในบังคับห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่มีอำนาจขอเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ นายสนับ และจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 15 ไร่ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ วันที่ 24 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินจำนวน 225,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า นายไพศาลมีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้นายไพศาลดำเนินคดีแทนตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจท้ายคำให้การ โจทก์มิได้ยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรสงสัยว่าใบมอบอำนาจของจำเลยที่ 2 มิใช่ใบมอบอำนาจที่แท้จริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 47 ศาลจึงรับฟังตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้มอบอำนาจให้นายไพศาลดำเนินคดีแพ่งแทนจำเลยที่ 2 นายไพศาลจึงมีอำนาจดำเนินคดีนี้แทนจำเลยที่ 2 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นแล้วว่าภายหลังจากนายสนับบิดาของจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทได้สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 และนำหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทประเภท กสน. 5 ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2539 และต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2539 ตามหนังสือสัญญาการซื้อขาย โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินจัดสรรของจำเลยที่ 2 การทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงอยู่ภายใต้บังคับข้อกำหนดห้ามโอนตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ แล้วแต่กรณี" การทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้โจทก์จะเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว ก็ถือว่าเป็นเพียงการครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนจำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 ได้ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 47 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 12 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมควร ชะโหมตะคุ
จำเลย — นางอารีย์ เป๋าสูงเนิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายธนศักดิ์ ใจหาญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2548
#267363
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินจัดสรรของสหกรณ์จำเลยที่ 2 การทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจึงอยู่ภายใต้บังคับข้อกำหนดห้ามโอนตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำขึ้นภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้โจทก์จะเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว ก็ถือว่าเป็นเพียงการครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนจำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 ได้ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 โจทก์เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 6 เลขที่ดิน 1 หมู่ที่ 9 ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ 15 ไร่ เดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินซึ่งนายสนับ เคลือบสูงเนิน บิดาของจำเลยที่ 1 ได้สิทธิครอบครองตามหนังสืออนุญาตประเภท กสน. 3 จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ วันที่ 1 เมษายน 2531 นายสนับทำสัญญาขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ในราคา 150,000 บาท โจทก์เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของนายสนับขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว และวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์อีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นวันที่ 24 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 สมคบกับจำเลยที่ 2 นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเพื่อประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยทำประโยชน์บนที่ดินอันเป็นการฉ้อฉล ทำให้โจทก์เสียเปรียบ และไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 6 เลขที่ดิน 1 หมู่ที่ 9 ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2539

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์นิคม โดยมอบอำนาจให้นายไพศาล สุขสุผิว เป็นผู้ดำเนินคดีแทนตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารคำให้การหมายเลข 1 การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนจึงตกเป็นโมฆะ ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินซึ่งจัดสรรให้ผู้ไม่มีที่ทำกินและอยู่ในบังคับห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวโดยสุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ นายสนับ เคลือบสูงเนิน และจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 15 ไร่ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 6 เลขที่ดิน 1 หมู่ที่ 9 ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย ตามเอกสารหมาย จ.6 มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ วันที่ 24 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินจำนวน 225,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.10 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า นายไพศาล สุขสุผิว มีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 มอบอำนาจให้นายไพศาลดำเนินคดีแทนตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจท้ายคำให้การ โจทก์มิได้ยื่นคำร้องแสดงเหตุอันควรสงสัยว่าใบมอบอำนาจของจำเลยที่ 2 มิใช่ใบมอบอำนาจที่แท้จริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 ศาลจึงรับฟังตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจท้ายคำให้การได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้มอบอำนาจให้นายไพศาลดำเนินคดีแพ่งแทนจำเลยที่ 2 นายไพศาลจึงมีอำนาจดำเนินคดีนี้แทนจำเลยที่ 2 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นแล้วว่าภายหลังจากนายสนับบิดาของจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทได้สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 และนำหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทประเภท กสน. 5 ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ซึ่งทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2539 ตามเอกสารหมาย จ.6 และต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2539 ตามหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.7 โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้นเมื่อปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินจัดสรรของจำเลยที่ 2 การทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงอยู่ภายใต้บังคับข้อกำหนดห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้นอกจากการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณี" การทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้โจทก์จะเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว ก็ถือว่าเป็นเพียงการครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนจำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 ได้ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 702
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมควร ชะโหมตะคุ
จำเลย — นางอารีย์ เป๋าสูงเนิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา