คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1725/2548
#267420
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งเรียกพยานเอกสารเป็นกระบวนพิจารณานอกจากการนั่งพิจารณาและพิพากษาคดี การที่ผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางจดรายงานกระบวนพิจารณาสั่งให้จำเลยส่งประกาศของจำเลยเรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรไปให้ศาลแรงงานกลาง แม้มิได้มีคำสั่งในระหว่างพิจารณาคดีในห้องพิจารณาต่อหน้าคู่ความ และมิได้มีผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาด้วย ก็ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 18 และมาตรา 45 แล้ว

วันที่ 8 ตุลาคม 2545 เป็นวันนัดพร้อมมิใช่วันสืบพยาน โจทก์ไม่มาศาลในวันดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 200 วรรคสอง ให้ถือว่าโจทก์สละสิทธิการดำเนินกระบวนพิจารณาของตนในนัดนั้น และทราบกระบวนพิจารณาที่ศาลได้ดำเนินไปในนัดนั้นด้วย ส่วนวันที่ 25 ตุลาคม 2545 ศาลแรงงานกลางนัดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำพิพากษา เมื่อถึงวันนัดศาลแรงงานกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานและได้อ่านคำพิพากษาให้ทนายจำเลยฟัง โดยถือว่าโจทก์ซึ่งมิได้มาศาลได้ฟังคำพิพากษาโดยชอบแล้ว เมื่อมิได้มีการสืบพยานจำเลย ย่อมถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาไม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลางไม่มีคำสั่งจำหน่ายคดีจึงชอบแล้ว

ผู้มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนมิได้ยื่นคำขอรับสิทธิภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน ตามปกติย่อมเสียสิทธิ แต่ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาดก็ต้องแปลว่าการยื่นคำขอเกินกำหนด 1 ปี ที่จะทำให้ผู้ยื่นคำขอเสียสิทธิ ต้องเป็นกรณีผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุอันสมควรหรือจำเป็นต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุผลอันสมควรหรือมีความจำเป็นต้องใช้สิทธิล่าช้าก็นำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไม่ได้ โจทก์อ้างเหตุที่ยื่นล่าช้าเนื่องจากพนักงานบริษัทที่โจทก์ทำงานซึ่งดูแลงานด้านนี้ ไม่แจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์จะต้องยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนเมื่อใด เมื่อพนักงานผู้นั้นลาออกแล้วพนักงานใหม่ที่มาดูแลงานด้านนี้แทนได้แจ้งให้โจทก์ทราบเกี่ยวกับสิทธิของกองทุนประกันสังคมก็เกินกำหนดเวลาที่จะยื่นแล้ว จึงมีเหตุอันสมควรที่ทำให้โจทก์ยื่นคำขอล่าช้า แม้โจทก์จะยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกิน 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน โจทก์ก็ยังมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของกองประโยชน์ทดแทนที่ รส 0719/20340 ลงวันที่ 17 เมษายน 2545 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 858/2545 ให้จำเลยจ่ายค่าคลอดบุตรแก่โจทก์เป็นเงิน 4,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยเขตพื้นที่ 2 ที่ รส 0719/20340 ลงวันที่ 17 เมษายน 2545 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 858/2545 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 และให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรเป็นเงิน 4,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อแรกที่ว่า การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำเลยส่งประกาศของจำเลยเรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรไปให้ศาลแรงงานกลาง โดยไม่ปรากฏว่าศาลได้มีคำสั่งในระหว่างพิจารณาคดีในห้องพิจารณาต่อหน้าคู่ความ และโดยความเห็นชอบของผู้พิพากษาผู้พิจารณาคดีทั้งคณะ เป็นการพิจารณาคดีที่ขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 หรือไม่นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 18 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณานอกจากการนั่งพิจารณาและพิพากษาคดี ผู้พิพากษาของศาลแรงงานคนใดคนหนึ่งมีอำนาจกระทำหรือออกคำสั่งใด ๆ ได้ โดยจะให้มีผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้" และการที่ผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเรียกเอกสารดังกล่าวก็อาศัยอำนาจตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร" เมื่อคำสั่งเรียกพยานเอกสารเป็นกระบวนพิจารณานอกจากการนั่งพิจารณาและพิพากษาคดี แม้ศาลแรงงานกลางจะได้กระทำตามที่จำเลยอุทธรณ์ ก็เป็นการชอบด้วยพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า คดีนี้โจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลในวันเวลาในการพิจารณานัดพร้อมวันที่ 8 ตุลาคม 2545 และวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรกในวันที่ 25 ตุลาคม 2545 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่โจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุที่ไม่มา ถือได้ว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ศาลแรงงานกลางน่าจะต้องมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น เห็นว่า วันที่ 8 ตุลาคม 2545 เป็นวันนัดพร้อมมิใช่วันสืบพยาน การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 วรรคสอง ก็ให้ถือว่าโจทก์สละสิทธิการดำเนินกระบวนพิจารณาของตนในนัดนั้น และทราบกระบวนพิจารณาที่ศาลได้ดำเนินไปในนัดนั้นด้วยแล้ว ส่วนวันที่ 25 ตุลาคม 2545 เป็นวันที่ศาลแรงงานกลางนัดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำพิพากษา เมื่อถึงวันนัดศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานและได้อ่านคำพิพากษาให้ทนายจำเลยฟัง โดยถือว่าโจทก์ได้ฟังคำพิพากษาโดยชอบแล้ว เมื่อปรากฏว่ามิได้มีการสืบพยานจำเลยดังกล่าว ย่อมจะถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาไม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลางไม่มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนและประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนให้ยื่นคำขอรับประโยชน์แทนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บัญญัติว่าหากผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนไม่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในเวลาดังกล่าว จะมีผลทำให้สิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนระงับสิ้นไป ดังนั้นระยะเวลาการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในหนึ่งปีดังกล่าวจึงเป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิแต่อย่างใด ซึ่งต่างกับกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจะไม่ได้รับประโยชน์ทดแทนจะต้องเป็นไปตามมาตรา 56 วรรคสอง อันเป็นกรณีที่ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน และสำนักงานประกันสังคมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนโดยแจ้งให้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนมารับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินแล้ว แต่บุคคลดังกล่าวไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคมประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินนั้นจึงจะตกเป็นของกองทุน สำหรับมาตรา 84 ทวิ เป็นกรณีที่ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามกำหนดเวลาตามมาตรา 56 ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ของตนที่จะต้องปฏิบัติภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแต่ตนมิได้อยู่ในประเทศไทยหรืออยู่ในประเทศไทยแต่มีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลานั้นได้ จึงยื่นคำร้องขอขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลายื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา 56 ออกไป เพื่อรักษาประโยชน์ของลูกจ้าง มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิเช่นกัน ดังนั้น แม้โจทก์จะยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น โจทก์ก็ยังมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 200
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 18 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบรรดิฐ ชัยฉลาด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1724/2548
#266708
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการซึ่งมีอำนาจเบิกถอนเงินของจำเลยจากธนาคาร โจทก์ได้เบิกเงินของจำเลยจากธนาคารมาใช้ต่อรองกับ ค. กรรมการของจำเลยให้ยอมทำสัญญาชำระค่าชดเชยแก่โจทก์เนื่องจากจำเลยมีมติให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลย เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของโจทก์เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์ ทำให้จำเลยเสียหายเพราะเงินขาดหายไปจากบัญชี ซึ่งหากไม่ได้เงินนั้นคืนมา ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วก็ยังมีอยู่ต่อไป การที่ ค. ยอมทำสัญญาชำระค่าชดเชยแก่โจทก์ก็เพื่อให้ได้เงินดังกล่าวกลับคืนมา สัญญาดังกล่าวจึงเกิดจากการที่โจทก์นำเงินที่เบิกไปเก็บไว้มาข่มขู่โดยแท้ การข่มขู่จึงนับว่าร้ายแรงถึงขนาดที่ทำให้สัญญาชำระค่าชดเชยเป็นโมฆียะและนับเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 3,463,123.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยเสียเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2545 และชำระเงินจำนวน 607,694 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,333,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้และฟ้องแย้งให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีโจทก์และนายเท็ตซึโอะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และนายคัตซูโนริเป็นกรรมการ จำเลยจ้างโจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการบริหารกิจการของจำเลยตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2538 เป็นต้นมา วันที่ 12 เมษายน 2545 นายเท็ตซึโอะประธานกรรมการของบริษัทชิอิน่า ไซซาคูโช จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทที่ควบคุมดูแลกิจการของจำเลย เรียกโจทก์และนายคัตซูโนริเข้าร่วมประชุมที่ประเทศญี่ปุ่น และมีมติให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยนับแต่วันที่ 30 เมษายน 2545 โดยให้นายคัตซูโนริเป็นกรรมการผู้จัดการแทน ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2545 โจทก์เรียกร้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 8,000,000 บาท แต่นายคัตซูโนริต่อรองเหลือเพียงจำนวน 4,333,000 บาท และผ่อนชำระเป็น 6 งวด โจทก์คืนเงินจำนวน 4,000,000 บาท ที่เบิกมาจากบัญชีเงินฝากของจำเลยแก่นายคัตซูโนริ ส่วนอีก 1,000,000 บาท เก็บไว้เป็นการชำระค่าชดเชยงวดแรก และคืนเช็คจำนวน 4 ฉบับ ที่โจทก์ลงชื่อและประทับตราของจำเลยไว้แล้วให้ด้วย วันที่ 23 เมษายน 2545 จำเลยโดยนายคัตซูโนริจดทะเบียนถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลย ต่อมาวันที่ 26 เมษายน 2545 นายคัตซูโนริแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครราชสีมาเป็นหลักฐานว่าถูกโจทก์ข่มขู่ให้ทำสัญญาชำระค่าชดเชย วันที่ 30 เมษายน 2545 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง และบอกล้างสัญญาชำระค่าชดเชยกับให้โจทก์คืนเงินจำนวน 1,000,000 บาท แก่จำเลย

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกมีว่า การที่โจทก์เบิกเงินจำนวน 5,000,000 บาท ซึ่งเป็นเงินของบริษัทจำเลยมาใช้ในการต่อรองกับนายคัตซูโนริให้ยอมทำสัญญาชำระค่าชดเชย เป็นการข่มขู่ถึงขนาดที่ทำให้สัญญาชำระค่าชดเชยเป็นโมฆียะหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า นายคัตซูโนริกรรมการจำเลยยอมทำสัญญาชำระค่าชดเชยเพราะกลัวว่าจะต้องสูญเงินจำนวนดังกล่าวไป แม้จำเลยจะมีสิทธิตามกฎหมายที่จะติดตามเอาเงินดังกล่าวคืน แต่ก็ไม่แน่นอนว่าจะมีผลให้โจทก์ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวได้หรือไม่ และต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใด ทั้งฐานะการเงินของจำเลยได้รับผลกระทบจากการขาดเงินจำนวนดังกล่าวมาใช้จ่ายด้วย ความกลัวจากการข่มขู่ดังกล่าวจึงถึงขนาดที่ทำให้สัญญาชำระค่าชดเชยดังกล่าวเป็นโมฆียะแล้ว เห็นว่า ในขณะที่โจทก์ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลย แม้โจทก์จะยังทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยและมีอำนาจเบิกถอนเงินจากธนาคารได้ แต่การเบิกถอนเงินดังกล่าวจะต้องเป็นการนำเงินมาใช้จ่ายในกิจการของจำเลย โจทก์หามีสิทธิเบิกถอนเงินมาเพื่อประโยชน์ส่วนตัวไม่ การที่โจทก์เบิกถอนเงินของจำเลยมาเพื่อใช้ต่อรองกับนายคัตซูโนริให้ยอมทำสัญญาชำระค่าชดเชยให้โจทก์ จึงเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของโจทก์เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์เอง การที่โจทก์เบิกถอนเงินมาโดยไม่เกี่ยวกับกิจการของจำเลยเช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยนับแต่วันที่เงินของจำเลยถูกถอนไปจากบัญชีแล้ว เพราะทำให้เงินจำนวนที่เบิกถอนไปนั้นขาดหายไปจากบัญชี การที่โจทก์นำเงินที่เบิกถอนไปจากบัญชีดังกล่าวมาใช้ต่อรองกับนายคัตซูโนริ ซึ่งที่ประชุมลงมติให้เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยแทนโจทก์เพื่อให้ยอมทำสัญญากับโจทก์จึงเป็นการนำความเสียหายที่โจทก์ก่อให้เกิดขึ้นแก่จำเลยแล้วมาใช้ในการต่อรอง ยิ่งไปกว่านั้นยังเห็นได้ชัดว่าหากไม่ได้เงินที่โจทก์เบิกถอนไปแล้วกลับคืนมา ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่จำเลยแล้วก็จะยังมีอยู่ต่อไป การที่นายคัตซูโนริยอมทำสัญญาชำระค่าชดเชยแก่โจทก์ก็เพื่อให้ได้รับเงินดังกล่าวกลับคืนมา หาใช่นายคัตซูโนริมีความประสงค์มาแต่ต้นที่จะเจรจาในเรื่องค่าชดเชยกับโจทก์ไม่ การที่นายคัตซูโนริยอมทำสัญญาชำระค่าชดเชยแก่โจทก์จึงเกิดจากการที่โจทก์นำเงินที่เบิกไปเก็บไว้มาใช้ข่มขู่โดยแท้ หากโจทก์มิได้นำเงินดังกล่าวมาใช้ในการข่มขู่ สัญญาชำระค่าชดเชยก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ การข่มขู่ของโจทก์จึงร้ายแรงถึงขนาดที่ทำให้สัญญาชำระค่าชดเชยดังกล่าวเป็นโมฆียะ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปมีว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายด้วยหรือไม่ โจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลย แม้จะมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานและมีอำนาจเบิกถอนเงินจากบัญชีของจำเลยได้ แต่ก็จะต้องเป็นการนำไปใช้จ่ายในกิจการของจำเลยโดยเฉพาะ ไม่มีอำนาจเบิกถอนมาเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยโดยไม่เกี่ยวกับกิจการของจำเลยทำให้จำเลยเสียหายแล้ว กลับนำความเสียหายอันเกิดจากการเบิกถอนเงินดังกล่าวมาใช้ในการต่อรองให้นายคัตซูโนริยอมทำสัญญาชำระค่าชดเชยให้แก่โจทก์อันเป็นการกระทำไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์โดยแท้ การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่กำหนดให้พนักงานต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตปราศจากการเสแสร้ง หรือเจตนาที่จะให้บริษัทหรือเพื่อนพนักงานด้วยกันเสียหาย ซึ่งถือเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกระทำของโจทก์เป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อจำเลยหรือไม่อีกต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายจากจำเลย ทั้งสัญญาชำระค่าชดเชยที่นายคัตซูโนริทำกับโจทก์ไว้เป็นโมฆียะและจำเลยบอกล้างแล้ว สัญญาชำระค่าชดเชยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยไม่ต้องชำระค่าชดเชยส่วนที่เหลือจำนวน 3,333,000 บาท ตามสัญญาให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ต้องคืนเงินที่ได้รับไปแล้วจำนวน 1,000,000 บาท ตามสัญญาดังกล่าวให้แก่จำเลย พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2545 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไป และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อสามที่อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 164
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชินอิจิ ยามาอูจิ
จำเลย — บริษัทวาย.ชิอิน่า (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายณรงค์ ไพบูลย์วัฒนกิจ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1722/2548
#269854
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ว. ผู้ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์และ ย. ผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อต่างขับแซงรถยนต์กระบะที่แล่นอยู่ด้านหน้าและรถยนต์บรรทุกทั้งสองคันชนกันที่บริเวณกลางถนน ต้องถือว่าเหตุที่รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ ว. และ ย. ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันโจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของ ย. ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 80-2130 นราธิวาส จากนายเชย ชุมเลิศ มีกำหนดเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2538 จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0278 ตรัง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2538 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นายวิเชียร เดชดี ลูกจ้างของจำเลยทั้งสองขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวบรรทุกเมล็ดกาแฟสดตามที่ได้รับมอบหมายหรือในทางการที่จ้างของจำเลยทั้งสองจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปตามทางหลวงสาย 41 ถนนชุมพร - พัทลุง ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง ด้วยความเร็วสูงไปถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 172 ถึง 173 ตำบลท่าเรือ อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี แซงรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ - 4966 ปัตตานี ในที่คับขันเข้าไปในช่องทางเดินรถของรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน (ป้ายแดง) จ - 5128 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์บรรทุกหกล้อซึ่งโจทก์รับประกันภัยที่แล่นสวนในระยะกระชั้นชิด ทำให้รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสันหักหลบไปทางไหล่ทางด้านซ้ายและเป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อที่นายวิเชียรขับชนรถยนต์บรรทุกหกล้อดังกล่าวและรถยนต์กระบะ 2 คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย เป็นเหตุให้นายวิเชียร และนายวิทยา แดงจันทรา ผู้ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อถึงแก่ความตาย ผลจากการทำละเมิดของนายวิเชียรเป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกหกล้อที่โจทก์รับประกันภัยนั้นได้รับความเสียหายไม่อาจซ่อมแซมได้ โจทก์ได้คืนทุนเอาประกันให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 300,000 บาท และโจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากความตายของผู้ขับและคนโดยสาร 1 คน เป็นเงิน 50,000 บาท ค่าสินไหมทดแทนผู้ประสบภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นค่าเสียหายในเบื้องต้น 1 คน เป็นเงิน 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 360,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวจากจำเลยทั้งสองพร้อมด้วยเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งโจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทน จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 6,750 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 366,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 360,000 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 70-0278 ตรัง เหตุละเมิดมิได้เกิดจากความประมาทของนายวิเชียร เดชดี ผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความประมาทของนายวิทยา แดงจันทรา ผู้ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อ หมายเลข ทะเบียน 80-2130 นราธิวาส โดยนายวิทยาขับรถยนต์บรรทุกหกล้อด้วยความเร็วสูงแซงรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน จ - 5128 กรุงเทพมหานคร ในที่คับขันล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกสิบล้อซึ่งแล่นสวนไปในระยะกระชั้นชิด จึงเกิดเหตุชนกัน รถยนต์บรรทุกหกล้อได้รับความเสียหายหากซ่อมเสียค่าใช้จ่ายไม่เกิน 5,000 บาท โจทก์ยังไม่ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าของรถยนต์บรรทุกหกล้อ จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นอนุญาตและมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 2130 นราธิวาส ไว้จากนายเชย ชุมเลิศ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2538 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ขณะที่นายวิทยา แดงจันทรา ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อที่โจทก์รับประกันภัยแล่นตามหลังรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน จ - 5128 กรุงเทพมหานคร ไปตามทางหลวงสาย 41 ตำบลท่าเรือ อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึงหลักกิโลเมตรที่ 172 ถึง 173 สภาพถนนเป็นทางตรง ผิวจราจรลาดยางกว้าง 7 เมตร มีเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนให้รถยนต์แล่นสวนทางกันด้านละ 1 ช่องเดินรถ และมีไหล่ทางกว้างด้านละ 2 เมตร ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ. 12 ขณะนั้นนายวิเชียร เดชดี ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 70 - 0278 ตรัง ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 แล่นตามหลังรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน บ - 4966 ปัตตานี สวนทางมา รถยนต์บรรทุกหกล้อและรถยนต์บรรทุกสิบล้อแล่นเข้าชนกัน เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันได้รับความเสียหายนายวิทยาและนายวิเชียรถึงแก่ความตาย โจทก์ได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 360,000 บาท ตามสัญญาประกันภัยแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นายวิทยาผู้ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อไม่ยิ่งหย่อนกว่านายวิเชียรผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีนายเนรมิตร แก้วรักษา ผู้ขับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้าเบิกความว่า รถยนต์บรรทุกสิบล้อแล่นตามหลังมาในระยะห่าง 3 ถึง 4 เมตร แล้วแซงรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้าไป แต่ยังไม่เข้าช่องเดินรถของตนก็ชนกับรถยนต์บรรทุกหกล้อ นายประทีป พงษ์สวัสดิ์ และนางเพ็ญนภา พงษ์สวัสดิ์ ผู้ขับและผู้นั่งโดยสารมาในรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสันก็เบิกความว่า รถยนต์บรรทุกสิบล้อแล่นแซงรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้าล้ำเข้ามาทำให้นายประทีปต้องขับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสันหลบลงไปที่ไหล่ทาง ส่วนรถยนต์บรรทุกหกล้อแซงรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสันไปโดยไม่ได้ล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ประกอบกับหลังเกิดเหตุพนักงานของโจทก์ได้พบรอยครูดที่ผิวถนนในช่องเดินรถยนต์บรรทุกหกล้อ ตามภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุในรายงานการตรวจวิเคราะห์อุบัติเหตุเอกสารหมาย ป.จ. 1 (ศาลแพ่ง) แสดงว่ารถยนต์บรรทุกทั้งสองคันชนกันในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกหกล้อนั้น ได้ความจากพันตำรวจตรีวิชอบ เกิดเกลี้ยง พยานโจทก์ซึ่งขณะเกิดเหตุปฏิบัติหน้าที่นายร้อยเวรสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านนาเดิมและเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ว่า จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุพบผลปาล์มและสัปะรดที่รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันบรรทุกมาแตกละเอียดเกลื่อนบนถนน ไม่พบรอยห้ามล้อหรือรอยยาง รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันจอดอยู่ในจุดที่ไม่ใช่จุดชน พันตำรวจตรีวิชอบไม่อาจสันนิษฐานจุดชนของรถยนต์บรรทุกทั้งสองคันจากร่องรอยในที่เกิดเหตุได้ แต่จากการสอบปากคำพยานบุคคลในที่เกิดเหตุได้ความว่ารถยนต์บรรทุกทั้งสองคันต่างขับแซงรถยนต์กระบะซึ่งแล่นอยู่ด้านหน้าขึ้นมาจึงเกิดเหตุชนกันเป็นความประมาทของคนขับรถยนต์บรรทุกทั้งสองคัน ฎีกาของโจทก์ที่ยกคำเบิกความของนายเนรมิต นายประทีป และนางเพ็ญนภามาอ้างว่ารถยนต์บรรทุกทั้งสองคันชนกันในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกหกล้อ เป็นเพียงคำเบิกความบางตอนเฉพาะที่เป็นคุณแก่โจทก์ แต่ปรากฏว่านายเนรมิตเบิกความตอบทนายโจทก์ต่อจากข้อความที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า ขณะรถยนต์บรรทุกสิบล้อแซงรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้านั้นได้ขับเข้าไปในช่องเดินรถยนต์ที่แล่นสวนทางมาส่วนรถยนต์บรรทุกหกล้อได้ขับแซงรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสันและล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของรถยนต์ที่แล่นสวนทางไป แล้วชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบริเวณกึ่งกลางถนน นางเพ็ญนภาเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านตรงกับที่ให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่ารถยนต์บรรทุกทั้งสองคันต่างขับแซงขึ้นมาและชนกันที่กึ่งกลางถนน นายประทีปแม้จะไม่เห็นเหตุการณ์ว่ารถยนต์บรรทุกทั้งสองคันชนกันที่จุดใด แต่ก็เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุได้ขับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสันหลบลงไปที่ไหล่ทางครึ่งคัน ไม่กล้าหลบลงไปที่ไหล่ทางมากเพราะมืดและไหล่ทางสูง การที่นายประทีปขับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสันหลบลงไปที่ไหล่ทางเพียงครึ่งคัน ย่อมมีผลทำให้รถยนต์บรรทุกหกล้อที่ขับแซงรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสัน ต้องล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกสิบล้อดังที่นายเนรมิตเบิกความไว้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า หลังเกิดเหตุพนักงานของโจทก์พบรอยครูดที่ผิวถนนในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกหกล้อตามภาพถ่ายที่ 22 ถึง 25 ในรายงานการตรวจวิเคราะห์อุบัติเหตุเอกสารหมาย ป.จ. 1 (ศาลแพ่ง) นั้น โจทก์ก็รับข้อเท็จจริงในฎีกาว่า มีคราบน้ำมันเครื่องและคราบน้ำกรดแบตเตอรี่อยู่ในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกสิบล้อด้วย ร่องรอยการชนจึงปรากฏอยู่ในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกทั้งสองฝ่าย ร่องรอยทั้งหมดดังกล่าวอาจเกิดจากแรงเหวี่ยงของรถยนต์บรรทุกแต่ละคันเมื่อได้ชนปะทะกันแล้วก็เป็นได้ การพบรอยครูดที่ผิวถนนในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกหกล้อจึงไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่ารถยนต์บรรทุกทั้งสองคันชนกันในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุกหกล้อดังที่โจทก์อ้าง ข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามที่นายเนรมิตและนางเพ็ญนภา เบิกความว่า รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันชนกันบริเวณกลางถนน การที่นายวิทยาผู้ขับรถยนต์บรรทุกหกล้อที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์และนายวิเชียรผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อต่างขับแซงรถยนต์กระบะที่ขับอยู่ด้านหน้าแล้วรถยนต์บรรทุกทั้งสองคันชนกันที่บริเวณกลางถนน ต้องถือว่าเหตุที่รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายวิทยาและนายวิเชียรไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาเกี่ยวกับค่าเสียหายของโจทก์อีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 226 ม. 442 ม. 880 ม. 887
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอิ๊ด ไทรงาม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1720/2548
#267941
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญาจำเลยกับพวกและมีคำขอแทนผู้เสียหายคือโจทก์ในคดีนี้ให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด ศาลอาญามีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยกับพวกในความผิดฐานรับของโจรเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง และให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาเครื่องพิมพ์ดีดดังกล่าวเป็นเงิน 34,922 บาท แก่โจทก์ คำพิพากษาส่วนแพ่งในคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดลำดับในการบังคับชำระหนี้ที่จำเลยจะปฏิบัติชำระหนี้โดยการใช้เงินจำนวน 34,922 บาท แก่โจทก์ได้ก็ต่อเมื่อการคืนเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง ไม่สามารถกระทำได้แล้วเท่านั้น การบังคับคดีตามคำพิพากษาส่วนแพ่งดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามลำดับ เมื่อจำเลยไม่เคยนำทรัพย์ที่รับของโจรไว้มาคืน โดยไม่ปรากฏว่าเครื่องพิพม์ดีดที่จำเลยจะต้องคืนแก่โจทก์นั้นได้ถูกทำลายหรือบุบสลายไปแล้ว ศึ่งจะทำให้จำเลยไม่อาจคืนทรัพย์ดังกล่าวได้เช่นนี้ หนี้ส่งมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่องคืนแก่โจทก์ยังอยู่ในสภาพที่อาจบังคับกันได้ สิทธิเรียกร้องในหนี้เงินราคาเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์ จะมีสิทธิบังคับลำดับถัดมายังไม่อาจบังคับได้ จึงไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) โจทก์ไม่อาจนำหนี้เงินดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขคดีแดงที่ 7454/2531 ของศาลอาญาซึ่งมีคำพิพากษาเมื่วันที่ 26 ตุลาคม 2531 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกับพวกในข้อหาความผิดฐานรับของโจรเครื่องพิมพ์ดีด 2 เครื่อง และให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาเครื่องพิมพ์ดีดดังกล่าวเป็นเงิน 34,922 บาท แก่โจทก์ จำเลยกับพวกไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงต้องร่วมรับผิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินราคาเครื่องพิมพ์ดีดนับแต่วันที่ ศาลพิพากษาจนถึงวันฟ้องคดีนี้ (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2541) เป็นเงิน 26,108.57 บาท รวทเป็นเงิน 61,031.57 บาท โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ 2 ครั้ง จำเลยได้ทราบแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์สืบหาทรัพย์สินแล้ว แต่จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ พฤติการณ์ของจำเลยต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญาจำเลยกับพวกและคำขอแทนผู้เสียหายคือโจทก์ในคดีนี้ขอให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด วันที่ 26 ตุลาคม 2531 ศาลอาญามีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7454/2531 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกับพวกในความผิดฐานรับของโจรเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง และให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาเครื่องพิมพ์ดีดดังกล่าวเป็นเงิน 34,922 บาท แก่โจทก์แต่จำเลยกับพวกมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7454/2531 ของศาลอาญาที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายนั้น เป็นมูลหนี้ที่ให้จำเลยส่งมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง หรือใช้ราคาเป็นเงิน 34,922 บาท แก่โจทก์ คำพิพากษาส่วนแพ่งในคดีดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดลำดับในการบังคับชำระหนี้ที่จำเลยจะปฏิบัติชำระหนี้โดยการใช้เงินจำนวน 34,922 บาท แก่โจทก์ได้ก็ต่อเมื่อการคืนเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง ไม่สามารถกระทำได้แล้วเท่านั้น การบังคับคดีตามคำพิพากษาส่วนแพ่งดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามลำดับ เมื่อทางนำสืบของโจทก์คดีนี้ โจทก์มีนายปริวัฒน์ ช่างอาวุธ เบิกความเพียงว่า จำเลยไม่เคยนำทรัพย์ที่รับของโจรไว้มาคืนเท่านั้นโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใดเลยว่าเครื่องพิมพ์ดีดที่จำเลยจะต้องคืนแก่โจทก์นั้นได้ถูกทำลายหรือบุบสลายไปแล้ว ซึ่งจะทำให้จำเลยไม่อาจคืนทรัพย์ดังกล่าวได้เช่นนี้ หนี้ส่งมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่องคืนแก่โจทก์ยังอยู่ในสภาพที่อาจบังคับกันได้ สิทธิเรียกร้องในหนี้เงินราคาเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์จะมีสิทธิบังคับลำดับถัดมายังไม่อาจบังคับได้ จึงไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) โจทก์ไม่อาจนำหนี้เงินดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการอื่นเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ ขุนทอง
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1720/2548
#269790
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาส่วนแพ่งในคดีอาญาที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายเป็นมูลหนี้ที่ให้จำเลยส่งมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง หรือใช้ราคาเป็นเงิน 34,922 บาท แก่โจทก์ จึงมีลักษณะเป็นการกำหนดลำดับในการบังคับชำระหนี้ที่จำเลยจะปฏิบัติชำระหนี้โดยการใช้เงินจำนวน 34,922 บาท แก่โจทก์ได้ก็ต่อเมื่อการคืนเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง ไม่สามารถกระทำได้แล้วเท่านั้น การบังคับคดีตามคำพิพากษาส่วนแพ่งดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามลำดับ เมื่อทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใดเลยว่าเครื่องพิมพ์ดีดที่จำเลยจะต้องส่งคืนแก่โจทก์นั้นได้ถูกทำลายหรือบุบสลายไปแล้ว ซึ่งจะทำให้จำเลยไม่อาจคืนทรัพย์ดังกล่าวได้ หนี้ส่งมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่องคืนแก่โจทก์ยังอยู่ในสภาพที่อาจบังคับกันได้ สิทธิเรียกร้องในหนี้เงินราคาเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง พร้อมดอกเบี้ยซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์จะมีสิทธิบังคับลำดับถัดมายังไม่อาจบังคับได้ จึงยังไม่อาจกำหนดได้โดยแน่นอนตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 9 (3) โจทก์ไม่อาจนำหนี้เงินดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีอาญาหมายแดงที่ 7454/2531 ของศาลอาญา ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกับพวกในข้อหาความผิดฐานรับของโจรเครื่องพิมพ์ดีด 2 เครื่อง และให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาเครื่องพิมพ์ดีดดังกล่าวเป็นเงิน 34,922 บาท แก่โจทก์ จำเลยกับพวกไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงต้องร่วมรับผิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินราคาเครื่องพิมพ์ดีดนับแต่วันที่ศาลพิพากษาจนถึงวันฟ้องคดีนี้ (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2541) เป็นเงิน 26,109.57 บาท รวมเป็นเงิน 61,031.57 บาท โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ 2 ครั้ง จำเลยได้ทราบแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์สืบหาทรัพย์สินแล้ว แต่จำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ พฤติการณ์ของจำเลยต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีหนี้สินพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญาจำเลยกับพวกและมีคำขอแทนผู้เสียหายคือโจทก์ในคดีนี้ขอให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด วันที่ 26 ตุลาคม 2531 ศาลอาญามีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7454/2531 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกับพวกในความผิดฐานรับของโจรเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง และให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือใช้ราคาเครื่องพิมพ์ดีดดังกล่าวเป็นเงิน 34,922 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยกับพวกมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาส่วนแพ่ง ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2541 โจทก์จึงนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาส่วนแพ่งในคดีอาญาดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีนี้ เห็นว่า ตามคำพิพากษาส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7454/2531 ของศาลอาญาที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายนั้น เป็นมูลหนี้ที่ให้จำเลยส่งมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง หรือใช้ราคาเป็นเงิน 34,922 บาท แก่โจทก์ คำพิพากษาส่วนแพ่งในคดีดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการกำหนดลำดับในการบังคับชำระหนี้ที่จำเลยจะปฏิบัติชำระหนี้โดยการใช้เงินจำนวน 34,922 บาท แก่โจทก์ได้ก็ต่อเมื่อการคืนเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง ไม่สามารถกระทำได้แล้วเท่านั้น การบังคับคดีตามคำพิพากษาส่วนแพ่งดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามลำดับ เมื่อทางนำสืบของโจทก์คดีนี้โจทก์มีนายปริวัตน์ ช่างอาวุธ เบิกความเพียงว่า จำเลยไม่เคยนำทรัพย์ที่รับของโจรไว้มาคืนเท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใดเลยว่าเครื่องพิมพ์ดีดที่จำเลยจะต้องคืนแก่โจทก์นั้นได้ถูกทำลายหรือบุบสลายไปแล้ว ซึ่งจะทำให้จำเลยไม่อาจคืนทรัพย์ดังกล่าวได้เช่นนี้ หนี้ส่งมอบเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่องคืนแก่โจทก์ยังอยู่ในสภาพที่อาจบังคับกันได้ สิทธิเรียกร้องในหนี้เงินราคาเครื่องพิมพ์ดีดจำนวน 2 เครื่อง พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์จะมีสิทธิบังคับลำดับถัดมายังไม่อาจบังคับได้ จึงยังไม่อาจกำหนดได้โดยแน่นอนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9 (3) โจทก์ไม่อาจนำหนี้เงินดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการอื่นเนื่องจากไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ ขุนทอง
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สมชาย พงษธา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1717/2548
#113193
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ผู้ถูกฟ้องว่าเป็นเจ้าพนักงานร่วมกับพวกกระทำความผิด เกี่ยวกับยาเสพติด และทรัพย์สินของผู้คัดค้านผู้เป็นภริยาของจำเลยที่ 3 รวม 7 รายการ เนื่องจากเป็นทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยขอให้ริบตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 15, 22, 27, 29, 31 ซึ่งตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใดให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้ เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง?" ดังนั้น เมื่อปรากฏหลักฐานว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา อันเป็นที่สุดให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงมีผลให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินทั้ง 7 รายการของผู้คัดค้านและจำเลยที่ 3 สิ้นสุดลงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี คงมีแต่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านเพียงผู้เดียว โดยจำเลยที่ 3 มิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีตามกระบวนการแห่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปราม ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 28, 29 แม้ผู้คัดค้านจะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ จำเลยที่ 3 ก็ไม่อาจขอคืนทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แทนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2543 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสี่พร้อม ยึดได้เมทแอมเฟตามีน จำนวน 10,000 เม็ด น้ำหนัก 909.658 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 239.980 กรัมเป็นของกลาง โดยกล่าวหาว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยทั้งสี่ในความผิดต่อ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4801/2543 หมายเลขแดงที่ 7677/2543 ของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวปรากฏต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 กับของผู้คัดค้านผู้เป็นภริยาของจำเลยที่ 3 เป็นทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินเป็นกรณีเร่งด่วน และคำสั่งที่ 98/2543 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 ให้อายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านไว้ชั่วคราว รวม 3 รายการ ต่อมามีคำสั่งที่ 141/2543 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ไว้ชั่วคราว รวม 3 รายการ และมีคำสั่งที่ 142/2543 ลงวันวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 ให้ยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านไว้ชั่วคราวอีก 1 รายการ ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวินิจฉัยว่าทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และผู้คัดค้านทั้ง 7 รายการดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของจำเลยที่ 3 และผู้คัดค้านไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต จึงมีคำสั่งที่ 162/2543 ลงวันที่ 22 กันยายน 2543 ให้ยึดทรัพย์สินทั้ง 7 รายการ ผู้ร้องเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินทั้ง 7 รายการให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 15, 22, 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 3 ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามคำร้องซึ่งได้มาโดยสุจริตจากการทำมาหาได้ร่วมกันพอควรแก่ฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพ ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ร้องยื่นคำร้องล่วงเลยกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกคำร้องและสั่งคืนทรัพย์สินทั้ง 7 รายการแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ให้ริบทรัพย์สินทั้ง 7 รายการให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ จำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4801/2543 หมายเลขแดงที่ 7677/2543 ของศาลชั้นต้น ซึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ ซึ่งตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใดให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นรวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง?" ดังนั้น เมื่อปรากฏหลักฐานว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 5052/2545 อันเป็นที่สุดให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็น เจ้าพนักงานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงมีผลให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินทั้ง 7 รายการของผู้คัดค้านและจำเลยที่ 3 สิ้นสุดลงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี คงมีแต่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านเพียงผู้เดียว โดยจำเลยที่ 3 มิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีตามกระบวนการแห่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 28, 29 แม้ผู้คัดค้านจะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3 ก็ไม่อาจขอคืนทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แทนได้ ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง และให้คืนทรัพย์สินของผู้คัดค้านตามคำร้องรวม 4 รายการ แก่ผู้คัดค้าน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 22 ม. 27 ม. 28 ม. 29 ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางศุจีมาศ แสนแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชิต ลีธรรมชโย
ศาลอุทธรณ์ — นายโสภณ โรจน์อนนท์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1717/2548
#267366
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงมีผลให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านและจำเลยที่ 3 สิ้นสุดลง แต่เมื่อพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านและของจำเลยที่ 3 คงมีแต่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านเพียงผู้เดียวโดยจำเลยที่ 3 มิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 28, 29 แม้ผู้คัดค้านจะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3 ก็ไม่อาจขอคืนทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แทนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2543 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา พันตำรวจโทวัฒนา ศิริสูงเนิน กับพวกร่วมกันจับกุมร้อยตำรวจเอกสมบัติ สิทธิจินดา กับพวกรวม 4 คน พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน จำนวน 10,000 เม็ด น้ำหนัก 909.658 กรัม มีประมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 239.980 กรัม เป็นของกลางโดยกล่าวหาว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ต่อมาผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยทั้งสี่ในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4801/2543 หมายเลขแดงที่ 7677/2543 ของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวปรากฏต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินของดาบตำรวจสุนัน แสนแก้ว จำเลยที่ 3 กับของนางศุจีมาศ แสนแก้ว ผู้เป็นภริยาของจำเลยที่ 3 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีคำสั่งให้ตรวจสอบทรัพย์สินเป็นกรณีเร่งด่วนและมีคำสั่งที่ 98/2543 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2543 ให้อายัดทรัพย์สินของนางศุจีมาศไว้ชั่วคราว ดังนี้ คือรายการที่ 1 เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขามหาสารคาม เลขที่บัญชี 101 - 1 - 24540 - 7 รายการที่ 2 เงินฝากในบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษธนาคารออมสิน สาขามหาสารคาม เลขที่บัญชี 07 - 5101 - 20 - 104665 - 4 และรายการที่ 3 เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขามหาสารคาม เลขที่บัญชี 409 - 0 - 00619 - 8 ต่อมามีคำสั่งที่ 141/2543 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ไว้ชั่วคราว คือ รายการที่ 1 เงินสดจำนวน 80,000 บาท รายการที่ 2 รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้า หมายเลยทะเบียน กข 1459 กาฬสินธุ์ จำนวน 1 คัน รายการที่ 3 โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย หมายเลย 01 - 2601745 จำนวน 1 เครื่อง พร้อมแบตเตอรี่ 1 ก้อน กับแท่นชาร์จ 1 อัน และมีคำสั่งที่ 142/2543 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2543 ให้ยึดทรัพย์สินของนางศุจีมาศไว้ชั่วคราวอีกหนึ่งรายการ คือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลยทะเบียน บง 1291 มหาสารคาม จำนวน 1 คัน ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวินิจฉัยว่าทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 และนางศุจีมาศจำนวน 7 รายการ ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของจำเลยที่ 3 และนางศุจีมาศโดยไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและเป็นทรัพย์สินที่อยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต จึงมีคำสั่งที่ 162/2543 ลงวันที่ 22 กันยายน 2543 ให้ยึดทรัพย์สินทั้ง 7 รายการดังกล่าวข้างต้น ผู้ร้องเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินทั้ง 7 รายการดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2535 มาตรา 3, 15, 22, 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 3 ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดและเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามคำร้องซึ่งได้มาโดยสุจริตจากการทำมาหาได้ร่วมกันพอควรแก่ฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพ ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดผู้ร้องยื่นคำร้องล่วงเลยกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกคำร้องและสั่งคืนทรัพย์สินทั้ง 7 รายการแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้ริบเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 101 - 24540 -7 เงินฝากในบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ ธนาคารออมสิน สาขามหาสารคาม เลขที่บัญชี 07 - 5101 - 20 - 104665 -4 เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขามหาสารคาม เลขที่บัญชี 409 - 0 - 00619 - 8 และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บง - 1291 มหาสารคาม จำนวน 1 คัน ของผู้คัดค้าน และริบเงินสด จำนวน 80,000 บาท รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กข - 1459 กาฬสินธุ์ จำนวน 1 คัน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 01 - 2601745 จำนวน 1 เครื่อง พร้อมแบตเตอรี่จำนวน 1 ก้อน กับแท่นชาร์จ จำนวน 1 อัน ของจำเลยที่ 3 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจสุนัน แสนแก้ว จำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4801/2543 หมายเลขแดงที่ 7677/2543 ของศาลชั้นต้นซึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ความผิดต่อพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2543 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวินิจฉัยว่าทรัพย์สินตามคำร้องทั้ง 7 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของจำเลยที่ 3 และผู้คัดค้าน จึงมีคำสั่งที่ 162/2543 ลงวันที่ 22 กันยายน 2543 ให้ยึดทรัพย์สินทั้ง 7 รายการ ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2544 มีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องแรกตามฎีกาของผู้คัดค้านว่าการยึดหรืออายัดทรัพย์สินรายนี้ได้สิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่าคดีอาญาหมายเลยดำที่ 4801/2543 หมายเลยแดงที่ 7677/2543 ของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 นั้น คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้นทรัพย์สินทั้ง 7 รายการที่ถูกยึดหรืออายัดไว้ในคดีนี้จึงสิ้นสุดลง และต้องคืนทรัพย์สินทั้ง 7 รายการให้ผู้คัดค้าน เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." ดังนั้น เมื่อปรากฏหลักฐานตามเอกสารท้ายฎีกาของผู้คัดค้านโดยผู้ร้องมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 5052/2545 อันเป็นที่สุดให้ยกฟ้องดาบตำรวจสุนัน แสนแก้ว จำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงมีผลให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินทั้ง 7 รายการของผู้คัดค้านและจำเลยที่ 3 สิ้นสุดลงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และคดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยถึงฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านอีกต่อไป แต่เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านและของจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี คงมีแต่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านเพียงผู้เดียวโดยจำเลยที่ 3 มิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีตามกระบวนการแห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 28, 29 แม้ผู้คัดค้านจะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3 ก็ไม่อาจขอคืนทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แทนได้ ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง และให้คืนทรัพย์สินของผู้คัดค้านตามคำร้อง 4 รายการ คือเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขามหาสารคาม เลขที่บัญชี 101 - 1 - 24540 - 7 เงินฝากในบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษธนาคารออมสิน สาขามหาสารคาม เลขที่บัญชี 07 - 5101 - 20 - 104665 - 4 เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขามหาสารคาม เลขที่บัญชี 409 - 0 - 00619 - 8 และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บง 1291 มหาสารคาม แก่ผู้คัดค้าน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 28 ม. 29 ม. 32
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางศุจีมาศ แสนแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1717/2548
#269734
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." เมื่อปรากฏหลักฐานว่าศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงมีผลให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินทั้ง 7 รายการของผู้คัดค้านและจำเลยที่ 3 สิ้นสุดลงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แต่เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านและของจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี คงมีแต่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านเพียงผู้เดียวโดยจำเลยที่ 3 มิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 28, 29 แม้ผู้คัดค้านจะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3 ก็ไม่อาจขอคืนทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แทนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4801/2543 หมายเลขแดงที่ 7677/2543 ของศาลชั้นต้น และของนางศุจีมาศ แสนแก้ว จำนวน 7 รายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของจำเลยที่ 3 ขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินทั้ง 7 รายการดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2535 มาตรา 3, 15, 22, 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านและจำเลยที่ 3 ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดและเป็นเจ้าของทรัพย์สินตามคำร้องซึ่งได้มาโดยสุจริตจากการทำมาหาได้ร่วมกันพอควรแก่ฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพ ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้ร้องยื่นคำร้องล่วงเลยกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกคำร้องและสั่งคืนทรัพย์สินทั้ง 7 รายการแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้ริบเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 101-24540-7 เงินฝากในบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ ธนาคารออมสิน สาขามหาสารคาม เลขที่บัญชี 07-5101-20-104665-4 เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขามหาสารคาม เลขที่บัญชี 409-0-00619-8 และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บง-1291 มหาสารคาม จำนวน 1 คัน ของผู้คัดค้านและริบเงินสดจำนวน 80,000 บาท รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กข-1459 กาฬสินธุ์ จำนวน 1 คัน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 01-2601745 จำนวน 1 เครื่อง พร้อมแบตเตอรี่ จำนวน 1 ก้อน กับแท่นชาร์จ จำนวน 1 อัน ของจำเลยที่ 3 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจสุนัน แสนแก้ว จำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4801/2543 หมายเลขแดงที่ 7677/2543 ของศาลชั้นต้นซึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ความผิดต่อพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวินิจฉัยวว่า ทรัพย์สินตามคำร้องทั้ง 7 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของจำเลยที่ 3 และผู้คัดค้าน จึงมีคำสั่งที่ 162/2543 ลงวันที่ 22 กันยายน 2543 ให้ยึดทรัพย์สินทั้ง 7 รายการ ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2544 มีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องแรกตามฎีกาของผู้คัดค้านว่าการยึดหรืออายัดทรัพย์สินรายนี้ได้สิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 4801/2543 หมายเลขแดงที่ 7677/2543 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 นั้น คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น ทรัพย์สินทั้ง 7 รายการที่ถูกยึดหรืออายัดไว้ในคดีนี้จึงสิ้นสุดลงและต้องคืนทรัพย์สินทั้ง 7 รายการให้ผู้คัดค้าน เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." ดังนั้น เมื่อปรากฏหลักฐานตามเอกสารท้ายฎีกาของผู้คัดค้านโดยผู้ร้องมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 5052/2545 อันเป็นที่สุดให้ยกฟ้อง ดาบตำรวจสุนัน แสนแก้ว จำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงมีผลให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินทั้ง 7 รายการของผู้คัดค้านและจำเลยที่ 3 สิ้นสุดลงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และคดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยถึงฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านอีกต่อไป แต่เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านและของจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี คงมีแต่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านเพียงผู้เดียวโดยจำเลยที่ 3 มิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีตามกระบวนการแห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 28, 29 แม้ผู้คัดค้านจะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3 ก็ไม่อาจขอคืนทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 แทนได้ ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง และให้คืนทรัพย์สินของผู้คัดค้านตามคำร้อง 4 รายการ คือเงินฝากในบัญชีเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนากรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขามหาสารคาม เลขที่บัญชี 101-1-24540-7 เงินฝากในบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษธนาคารออมสิน สาขามหาสารคาม เลขที่บัญชี 07-5101-20-104665-4 เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (หมาชน) สาขามหาสารคาม เลขที่บัญชี 409-0-00619-8 และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยื่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บง 1291 มหาสารคาม แก่ผู้คัดค้าน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 28 ม. 29 ม. 32 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางศุจีมาศ แสนแก้ว
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1715/2548
#267367
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ.มาตรา 30 เป็นเรื่องที่ศาลจะออกข้อกำหนดใดแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลในการพิจารณาคดี หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าบุคคลนั้นมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล แต่ความผิดมาตรา 31 (1) ฐานประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นความผิดในตัว ศาลไม่ต้องออกข้อกำหนดก่อน และการที่ผู้ถูกกล่าวหาพูดข่มขู่จะทำอันตรายต่อชีวิตผู้กล่าวหาก่อนที่ผู้กล่าวหาจะเข้าเบิกความเป็นพยานในคดีอาญา โดยข่มขู่ในบริเวณศาลก็ถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเพียงพอที่จะถือได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 31 (1) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจาก นางเถี้ยน เมฆใหม่ กล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2545 ผู้กล่าวหาเป็นผู้เสียหายและพยานในคดีอาญาหมายเลยดำที่ 6/2545 ของศาลชั้นต้นมีนายดุลเหล๊าะหรือบังเหล๊าะ หมิแหย ผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำเลย เมื่อเวลาประมาณ 12 นาฬิกา ขณะผู้ถูกกล่าวหานั่งอยู่บริเวณข้างศาลแขวงนครศรีธรรมราชผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปชี้หน้าผู้ถูกกล่าวหาและพูดข่มขู่ว่า ผู้กล่าวหาไม่เคยตายและไม่รู้จักตายหรือ ผู้กล่าวหาตกใจกลัวว่าผู้ถูกกล่าวหาจะทำร้ายจนเป็นอันตรายต่อชีวิตในภายหน้าจึงเข้าไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวผู้ถูกกล่าวหา

ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จำคุก 6 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 เดือน ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกดังกล่าวเป็นโทษกักขังมีกำหนด 2 เดือน แทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งฎีกาเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2544 ขณะที่นางเถี้ยน เมฆใหม่ ผู้กล่าวหานั่งรออยู่ที่ม้าหินขัดด้านทางขึ้นศาลแขวงนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นบริเวณส่วนหนึ่งของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อการพิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6/2544 ในฐานะเป็นพยานและผู้เสียหาย ได้มีนายดุลเหล๊าะหรือบังเหล๊าะ หมิแหย ผู้ถูกกล่าวหาจำเลยในคดีดังกล่าวได้เดินเข้ามาพูดกับผู้กล่าวหา จากนั้นผู้กล่าวหาไปแจ้งให้ดาบตำรวจไสว บุญศรี หัวหน้าเจ้าพนักงานตำรวจรักษาความปลอดภัยอ้างว่าถูกผู้ถูกกล่าวหาข่มขู่เป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้เข้ามาพูดขู่ผู้กล่าวหาว่าเคยตายหรือไม่ รู้จักไหมว่าตายอย่างไร อันเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่า นางเถี้ยน เมฆใหม่ผู้ถูกกล่าวหาเบิกความยืนยันว่า ขณะนายดุลเหล๊าะหรือบังเหล๊าะผู้ถูกกล่าวหาได้เดินเข้ามาชี้หน้าผู้กล่าวหาและพูดว่าเคยตายหรือไม่รู้จักไหมว่าตายอย่างไร และผู้ถูกกล่าวหานั่งลงที่ม้าหินขัด ผู้กล่าวหาจึงได้วิ่งไปแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย นายเปลี่ยนรัตน์วรรณซึ่งนั่งอยู่ที่ม้าหินขัดบริเวณดังกล่าวอยู่ห่างผู้กล่าวหาประมาณ 1 วาก็เบิกความสอดคล้องกับผู้กล่าวหาว่า ขณะเกิดเหตุเห็นผู้ถูกกล่าวหาเดินมายืนด้านหน้าผู้กล่าวหาพูดเสียงดังจับใจความไม่ชัด แต่มีประโยคว่า ตายๆ ประโยคหน้าและหลังที่ประกอบให้จับใจความฟังไม่ชัดเจน ผู้กล่าวหายังเบิกความต่อไปอีกว่า เมื่อวิ่งไปหาพนักงานรักษาความปลอดภัยบริเวณใกล้เคียง คือพลทหารสวิท เสรีพล กับพลทหารชนะ สงวนกาญจน์ ได้เล่าเรื่องดังกล่าวให้ฟัง พนักงานรักษาความปลอดภัยทั้งสองคน แนะนำให้ไปแจ้งดาบตำรวจไสว บุญศรี เจ้าพนักงานตำรวจประจำศาล ผู้ถูกกล่าวหาจึงไปแจ้งดาบตำรวจไสว ความข้อนี้พลทหารสวิท พลทหารชนะและดาบตำรวจไสวต่างเบิกความทำนองเดียวกันกับผู้กล่าวหา โดยเฉพาะดาบตำรวจไสวยังได้บันทึกถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช (ปรากฏในสำนวน) ระบุว่าผู้กล่าวหาได้มาแจ้งว่า ผู้ถูกกล่าวหาขู่เข็ญว่า "มึงไม่รู้จักตายหรือ" ซึ่งแม้ถ้อยคำดังกล่าวจะไม่ตรงกับคำขู่ที่ผู้กล่าวหาเบิกความทุกตัวอักษรแต่ก็สื่อความหมายข่มขู่จะทำอันตรายถึงแก่ความตายนั้นเอง ไม่ได้มีความหมายเป็นคำสาบานหรือน้อยเนื้อต่ำใจหรือเดือดร้อนถึงตายดังผู้ถูกกล่าวหาฎีกา จึงเชื่อได้ว่าผู้กล่าวหาเบิกความไปตามความเป็นจริงโดยเฉพาะนายเปลี่ยน พลทหารสวิท พลทหารชนะ และดาบตำรวจไสวต่างไม่รู้จักกับคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาก่อน ไม่มีเหตุผลใดจะสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อเบิกความปรักปรำผู้ถูกกล่าวหาให้ได้รับโทษ ที่ผู้ถูกกล่าวหานำสืบต่อว่า เข้าไปพูดกับผู้กล่าวหาเพื่อสอบถามว่า ผู้ถูกกล่าวหาทำความเดือนร้อนอะไรให้จึงไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา เป็นการกล่าวอ้างลอยๆไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานผู้กล่าวหาได้ ข้อเท็จจริงเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้พูดข่มขู่จะทำอันตรายต่อชีวิตผู้กล่าวหาก่อนที่ผู้กล่าวหาจะเข้าเบิกความเป็นพยานในคดีอาญาอันเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล จึงเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาอ้างว่า การพิจารณาคดีละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) นั้นจะต้องอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 ประกอบด้วย ซึ่งกำหนดให้ศาลมีอำนาจออกข้อกำหนดใดๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลนั้น เห็นว่าตามมาตรา 30 ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ศาลจะออกข้อกำหนดใดแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลในการพิจารณาคดีเป็นความจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลและศาลจะออกข้อกำหนดก่อนโดยห้ามมิให้ผู้ใดก่อความรำคาญหรือประวิงคดี ขัดขวางการพิจารณาคดีของศาล หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าบุคคลนั้นมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล แต่ความผิดมาตรา 31 (1) ฐานประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นความผิดในตัว ศาลไม่ต้องออกข้อกำหนดก่อน และไม่จำต้องข่มขู่ผู้ถูกกล่าวหาต่อหน้าศาลตามมาตรา 30 หรือไม่ หากมีการข่มขู่กันอยู่ในบริเวณศาลก็ถือว่าประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเพียงพอที่จะถือได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 31 (1) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเถี้ยน เมฆใหม่
จำเลย — นายดุลเหล๊าะหรือบังเหล๊าะ หมิแหย
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1715/2548
#269979
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 30 เป็นเรื่องที่ศาลจะออกข้อกำหนดใดแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือบุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลในการพิจารณาคดี เป็นความจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาล และศาลจะออกข้อกำหนดก่อนโดยห้ามมิให้ผู้ใดก่อความรำคาญหรือประวิงคดี ขัดขวางการพิจารณาคดีของศาลหากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามถือว่าบุคคลนั้นมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล แต่ความผิดมาตรา 31 (1) ฐานประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นความผิดในตัวศาลไม่ต้องออกข้อกำหนดก่อน และไม่จำต้องกระทำต่อหน้าศาล หากมีการกระทำภายในบริเวณศาลก็ถือว่าประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเพียงพอที่จะถือได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 33 (1) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจาก นางเถี้ยน เมฆใหม่ กล่าวหาว่า ผู้กล่าวหาเป็นผู้เสียหายและพยานในคดีอาญาของศาลชั้นต้นมีนายดุลเหล๊าะหรือบังเหล๊าะ หมิแหย ผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำเลย เมื่อเวลาประมาณ 12 นาฬิกา ขณะผู้กล่าวหานั่งอยู่บริเวณข้างศาลแขวงนครศรีธรรมราช ผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปชี้หน้าผู้กล่าวหาและพูดข่มขู่ว่า ผู้กล่าวหาไม่เคยตายและไม่รู้จักตายหรือ ผู้กล่าวหาตกใจกลัวว่าผู้ถูกกล่าวหาจะทำร้ายจนเป็นอันตรายต่อชีวิตในภายภาคหน้าจึงเข้าไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวผู้ถูกกล่าวหา

ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จำคุก 6 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 เดือน ไม่ปรากฏผู้ถูกกล่าวหาเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกดังกล่าวเป็นโทษกักขังมีกำหนด 2 เดือนแทน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งฎีกาเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2544 ขณะที่นางเถี้ยน เมฆใหม่ ผู้กล่าวหานั่งรออยู่ที่ม้าหินขัดด้านทางขึ้นศาลแขวงนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นบริเวณส่วนหนึ่งของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชเพื่อการพิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6/2544 ในฐานะเป็นพยานและผู้เสียหาย ได้มีนายดุลเหล๊าะหรือบังเหล๊าะ หมิแหย ผู้ถูกกล่าวหาจำเลยในคดีดังกล่าวได้เดินเข้ามาพูดกับผู้กล่าวหา จากนั้นผู้กล่าวหาไปแจ้งให้ดาบตำรวจ ไสว บุญศรี หัวหน้าเจ้าพนักงานตำรวจรักษาความปลอดภัยอ้างว่าถูกผู้ถูกกล่าวหาข่มขู่เป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้เข้ามาพูดขู่ผู้กล่าวหาว่าเคยตายหรือไม่ รู้จักไหมว่าตายอย่างไรอันเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่า นางเถี้ยน เมฆใหม่ ผู้กล่าวหาเบิกความยืนยันว่าขณะนายดุลเหล๊าะหรือบังเหล๊าะผู้ถูกล่าวหาได้เดินเข้ามาชี้หน้าผู้กล่าวหา และพูดว่าเคยตายหรือไม่ รู้จักไหมว่าตายอย่างไร และผู้ถูกกล่าวหานั่งลงที่ม้าหินขัด ผู้กล่าวหาจึงได้วิ่งไปแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย นายเปลี่ยน รัตน์วรรณ ซึ่งนั่งอยู่ที่ม้าหินขัดบริเวณดังกล่าวอยู่ห่างผู้กล่าวหาประมาณ 1 วา ก็เบิกความสอดคล้องกับผู้กล่าวหาว่า ขณะเกิดเหตุเห็นผู้ถูกกล่าวหาเดินมายืนด้านหน้าผู้กล่าวหาพูดเสียงดังจับใจความไม่ชัด แต่มีประโยคว่า ตายๆ ประโยคหน้าและหลังที่ประกอบให้จับใจความฟังไม่ชัดเจน ผู้กล่าวหายังเบิกความต่อไปอีกว่า เมื่อวิ่งไปหาพนักงานรักษาความปลอดภัยบริเวณใกล้เคียง คือพลทหารสวิท เสรีพล กับพลทหารชนะ สงวนกาญจน์ ได้เล่าเรื่องดังกล่าวให้ฟัง พนักงานรักษาความปลอดภัยทั้งสองคนแนะนำให้ไปแจ้งดาบตำรวจไสว บุญศรี เจ้าพนักงานตำรวจประจำศาล ผู้กล่าวหาจึงไปแจ้งดาบตำรวจไสว ความข้อนี้ทั้งพลทหารสวิท พลทหารชนะ และดาบตำรวจไสวต่างเบิกความทำนองเดียวกันกับผู้กล่าวหา โดยเฉพาะดาบตำรวจไสวยังได้ทำบันทึกถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช (ปรากฏในสำนวน) ระบุว่าผู้กล่าวหาได้มาแจ้งว่า ถูกผู้ถูกกล่าวหาขู่เข็ญว่า "มึงไม่รู้จักตายหรือ" ซึ่งแม้ถ้อยคำดังกล่าวจะไม่ตรงกับคำขู่ที่ผู้กล่าวหาเบิกความทุกตัวอักษรแต่ก็สื่อความหมายข่มขู่จะทำอันตรายถึงแก่ความตายนั้นเองไม่ได้มีความหมายเป็นคำสาบานหรือน้อยเนื้อต่ำใจหรือเดือดร้อนถึงตายดังผู้ถูกกล่าวหาฎีกา จึงเชื่อได้ว่าผู้กล่าวหาเบิกความไปตามความเป็นจริง โดยเฉพาะนายเปลี่ยน พลทหารสวิท พลทหารชนะ และดาบตำรวจไสวต่างไม่รู้จักกับคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาก่อนไม่มีเหตุผลใดจะสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อเบิกความปรักปรำผู้ถูกกล่าวหาให้ได้รับโทษ ที่ผู้ถูกกล่าวหานำสืบต่อสู้ว่า เข้าไปพูดกับผู้กล่าวหาเพื่อสอบถามว่า ผู้ถูกกล่าวหานำความเดือดร้อนอะไรให้ จึงไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานผู้กล่าวหาได้ ข้อเท็จจริงเชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าผู้ถูกกล่าวหาได้พูดข่มขู่จะทำอันตรายต่อชีวิตผู้กล่าวหาก่อนที่ผู้กล่าวหาจะเข้าเบิกความเป็นพยานในคดีอาญาอันเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล จึงเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาอ้างว่า การพิจารณาคดีละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) นั้นจะต้องอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 ประกอบด้วย ซึ่งกำหนดให้ศาลมีอำนาจออกข้อกำหนดใดๆ แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 30 ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ศาลจะออกข้อกำหนดใดแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาลในการพิจารณาคดีเป็นความจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลและศาลจะออกข้อกำหนดก่อนโดยห้ามมิให้ผู้ใดก่อความรำคาญหรือประวิงคดี ขัดขวางการพิจารณาคดีของศาล หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าบุคคลนั้นมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล แต่ความผิด มาตรา 31 (1) ฐานประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นความผิดในตัวศาลไม่ต้องออกข้อกำหนดก่อน และไม่จำต้องข่มขู่ผู้กล่าวหาต่อหน้าศาลตามมาตรา 30 หรือไม่ หากมีการข่มขู่กันอยู่ในบริเวณศาลก็ถือว่าประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเพียงพอที่จะถือได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 31 (1) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 30 ม. 31 (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้กล่าวหา — นางเถี้ยน เมฆใหม่
ผู้ถูกกล่าวหา — นายดุลเห๊ลาะหรือบังเหล๊าะ หมิแหย
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1707/2548
#113192
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีกรณีร้องขัดทรัพย์เพราะเหตุที่ผู้ร้องไม่นำเงินมาวางต่อศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เป็นคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 132 (2) โดยเฉพาะ มิใช่เป็นการไม่รับคำร้องขัดทรัพย์ไว้เสียทีเดียว ไม่เหมือนอย่างกรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องหรือถอนฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งเรื่องค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่เสียไว้ในเวลายื่นคำฟ้อง กรีนี้เป็นการจำหน่ายคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลกำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควรมิใช่เป็นการบังคับให้ศาลต้องสั่งคืนค่า ธรรมเนียมศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ต่อมาโจทก์นำยึดที่ดิน 2 แปลง เพื่อบังคับชำระหนี้โดยอ้างว่าเป็นของจำเลย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยที่ดินทั้งสองแปลงที่โจทก์นำยึด

ระหว่างนัดไต่สวนคำร้องขอ โจทก์ยื่นคำร้องว่า คำร้องขอของผู้ร้องไม่มีเหตุผล พยานหลักฐานและข้ออ้างของผู้ร้องเบื้องต้นไม่มีมูล เป็นการประวิงคดีให้ชักช้า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่โจทก์ได้รับเนื่องจากเหตุที่เนิ่นช้า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินหรือหาหลักประกันมาวางต่อศาลเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 5,000,000 บาท ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าผู้ร้องไม่ได้นำเงินหรือหลักทรัพย์มาวางต่อศาลภายในกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาให้ผู้ร้องทั้งหมด ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นคืนจำนวน 200,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความโดยไม่ได้สั่งให้คืนค่าธรรมเนียมศาลแก่ผู้ร้องเท่ากับให้เป็นพับ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมศาลคืน ให้ยกคำแถลง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับเงินค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นคืนหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีกรณีร้องขัดทรัพย์เพราะเหตุที่ผู้ร้องไม่นำเงินมาวางต่อศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เป็นคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยมาตรา 132 (2) โดยเฉพาะมิใช่เป็นการไม่รับคำร้องขัดทรัพย์ไว้เสียทีเดียว ไม่เหมือนอย่างกรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องหรือถอนฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง กฎหมายบัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งเรื่อง ค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่เสียไว้ในเวลายื่นคำฟ้อง แต่เมื่อกรณีนี้เป็นการจำหน่ายคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลกำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร มิใช่เป็นการบังคับให้ศาลต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาล การที่ศาลล่างทั้งสองไม่สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นให้แก่ผู้ร้องจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 ม. 151 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พาราพัฒนา จำกัด
ผู้ร้อง — นายชัยสิงห์ นฤหล้า
จำเลย — บริษัทบูล แอนด์ ไวท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอุษา จิวะชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย พิริยชนานันท์
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1707/2548
#267945
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีกรณีร้องขัดทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยมาตรา 132 (2) มิใช่เป็นการไม่รับคำร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 151 ที่ศาลต้องมีคำสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแต่เป็นกรณีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้ศาลกำหนดเงื่อนไขเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร มิใช่บังคับให้ศาลต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาล การที่ศาลไม่สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นให้แก่ผู้ร้องขัดทรัพย์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระเงิน 15,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2526 ถึงวันฟ้อง ต่อมาโจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 187525 เลขที่ดิน 2087 และโฉนดเลขที่ 187527 เลขที่ดิน 2089 แขวงประเวศ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เพื่อบังคับชำระหนี้โดยอ้างว่าเป็นของจำเลย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวเป็นของผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยที่ดินทั้งสองแปลงที่โจทก์นำยึด

ระหว่างนัดไต่สวนคำร้องขอ โจทก์ยื่นคำร้องว่า คำร้องขอของผู้ร้องไม่มีเหตุผล พยานหลักฐานและข้ออ้างของผู้ร้องเบื้องต้นไม่มีมูล เป็นการประวิงคดีให้ชักช้า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินประกันค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่โจทก์ได้รับเนื่องจากเหตุที่เนิ่นช้า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินหรือหาหลักประกันมาวางต่อศาลเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 5,000,000 บาท ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ ต่อมาเจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าผู้ร้องไม่ได้นำเงินหรือหลักทรัพย์มาวางต่อศาลภายในกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาให้ผู้ร้องทั้งหมด ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ผู้ร้องยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2543 ขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืนจำนวน 200,000 บาท ซึ่งได้วางศาลไว้เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2540 ในศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความโดยไม่ได้สั่งให้คืนค่าธรรมเนียมศาลแก่ผู้ร้องเท่ากับให้เป็นพับ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าธรรมเนียมศาลคืนให้ยกคำแถลง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับเงินค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นคืนหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเท่ากับศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 จึงต้องคืนเงินค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีกรณีร้องขัดทรัพย์เพราะเหตุที่ผู้ร้องไม่นำเงินมาวางต่อศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยมาตรา 132 (2) โดยเฉพาะ มิใช่เป็นการไม่รับคำร้องขัดทรัพย์ไว้เสียทีเดียว ไม่เหมือนอย่างกรณีที่ศาลไม่รับคำฟ้องหรือถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง กฎหมายบัญญัติให้ศาลต้องมีคำสั่งเรื่องค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่เสียไว้ในเวลายื่นคำฟ้อง แตกต่างจากกรณีจำหน่ายคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลกำหนดเงื่อนไขในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่เห็นสมควร มิใช่เป็นการบังคับให้ศาลต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาล การที่ศาลล่างทั้งสองไม่สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นให้แก่ผู้ร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 ม. 151 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พาราพัฒนา จำกัด
ผู้ร้อง — นายชัยสิงห์ นฤหล้า
จำเลย — บริษัทบลู แอนด์ ไวท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1706/2548
#267939
เปิดฉบับเต็ม

การขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีล้มละลาย มีลักษณะแตกต่างจากการขายทอดตลาดโดยทั่วไป กล่าวคือ การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ถือว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งจะมีการยกเลิก เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวได้ก็แต่โดยการร้องคัดค้านการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์ของลูกหนี้ให้แก่ผู้ร้อง แม้จะมีผู้อื่นยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดแต่ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งว่าการขายทอดตลาดชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้องคดีถึงที่สุดจึงรับฟังเป็นยุติว่าการขายทอดตลาดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงสามารถโอนทรัพย์สินให้ผู้ร้องได้ จะถือว่าการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยและทำให้ผู้ร้องหลุดพ้นจากการชำระหนี้สามารถบอกเลิกสัญญามิได้ ผู้ร้องต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยใช้ราคาทรัพย์สินที่ค้างชำระให้ครบ หากไม่ชำระเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเอาออกขายอีกซ้ำหนึ่ง ถ้าได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ผู้ร้องต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอเงินมัดจำคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2533 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 6560 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 151,000,000 บาท เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2538 และผู้ร้องได้วางเงินมัดจำไว้เป็นจำนวน 7,550,000 บาท แต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ร้อง เพราะมีผู้อื่นยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าว คดีนั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการขายทอดตลาดชอบด้วยกฎหมายแล้วให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ผู้ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดฎีกา แล้วต่อมาขอถอนฎีกาศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545 คดีที่ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 แต่ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาดังกล่าวผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 อันเป็นเวลาภายหลังวันขายทอดตลาดประมาณ 5 ปีเศษว่า ผู้ร้องไม่ประสงค์ที่จะซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดดังกล่าวอีกต่อไปเพราะนับเป็นเวลานานแล้วก็ยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องได้ เนื่องจากมีการคัดค้านการขายทอดตลาด จึงขอเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยให้ผู้คัดค้านคืนเงินมัดจำจำนวน 7,550,000 บาท แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ยกคำร้องเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้คัดค้าน ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งผู้คัดค้านและคืนเงินมัดจำจำนวน 7,550,000 บาท แก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดจะยกเหตุที่มีผู้ร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดมาเป็นเหตุเลิกสัญญาซื้อขายทอดตลาดทรัพย์ไม่ได้ ทั้งกรมบังคับคดีก็มีนโยบายให้ผู้ซื้อทรัพย์มารับเงินประมูลที่วางไว้คืนได้ เมื่อปรากฏว่ามีการพิจารณาคดีร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาด ซึ่งผู้ร้องได้มาขอรับเงินประมูลที่วางไว้ร้อยละ 25 ของจำนวนเงินที่ประมูลได้คิดเป็นเงิน 37,750,000 บาท คืนไปแล้ว โดยส่วนแรกจำนวน 30,200,000 บาท รับคืนไปวันที่ 29 กันยายน 2538 ส่วนที่เหลือจำนวน 7,550,000 บาทนั้น ผู้ร้องมาขอรับเงินคืนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 โดยธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ได้ออกหนังสือค้ำประกันการซื้อทรัพย์จากขายทอดตลาดดังกล่าวในวงเงิน 7,550,000 บาท มอบให้ผู้คัดค้านไว้แล้ว ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอรับเงินมัดจำคืนอีก ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องขอให้ผู้คัดค้านคืนเงินมัดจำจำนวน 7,550,000 บาท ให้แก่ผู้ร้องได้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่ขายทอดตลาดได้เนื่องจากมีผู้คัดค้านการขายทอดตลาด ถือได้ว่าการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยที่จะทำได้ผู้ร้องจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 และมาตรา 388 และขอคืนเงินมัดจำได้ เห็นว่า การขายทอดตลาดทรัพย์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายนั้นมีลักษณะแตกต่างจากนิติกรรมอื่น และการขายทอดตลาดโดยทั่วไป กล่าวคือ การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ถือว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งจะมีการยกเลิก เพิกถอน การขายทอดตลาดดังกล่าวได้ก็แต่โดยการร้องคัดค้านการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 146 คดีนี้แม้จะมีผู้อื่นยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาด แต่ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งว่าการขายทอดตลาดชอบด้วยกฎหมายให้ยกคำร้องศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ในที่สุดคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาอนุญาตให้ถอนฎีกา คดีจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าการขายทอดตลาดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้คัดค้านจึงสามารถโอนทรัพย์สินให้ผู้ร้องได้ จะถือว่าการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยและทำให้ผู้ร้องหลุดพ้นจากการชำระหนี้สามารถบอกเลิกสัญญาได้ตามที่ผู้ร้องฎีกาไม่ ผู้ร้องต้องปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายในการขายทอดตลาดทรัพย์โดยใช้ราคาทรัพย์สินที่ค้างชำระให้ครบ หากไม่ชำระผู้คัดค้านมีอำนาจเอาทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง ถ้าได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ผู้ร้องต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ผู้ร้องไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและขอเงินมัดจำคืน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทรามอินทราแลนด์ แอนด์เฮ้าส์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทถ้วยทองอุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมชาย พงษธา
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1701/2548
#113338
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 336 และขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 6,100 บาท แก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 336 วรรคหนึ่ง แต่ไม่วินิจฉัยตามคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ แต่ที่โจทก์ขอให้คืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหาย ซึ่งตามฟ้องระบุเป็นเงินของนาง ซ. ยายผู้เสียหาย จึงบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายไม่ได้ แต่ให้คืนหรือใช้เงินแก่นาง ซ. ยายผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 336 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 6,100 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 วรรคหนึ่ง ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 13 ปีเศษ (ที่ถูกต้องระบุว่าไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 74 วรรคหนึ่ง) เมื่อได้พิจารณาถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และฐานะของจำเลยตลอดจนสิ่งแวดล้อมทั้งปวงเกี่ยวกับจำเลย และของบิดามารดาตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 78 ประกอบ ป.อ. มาตรา 74 (5) แล้ว ให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมยังสถานฝึกและอบรมของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดพิษณุโลก มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันถูกควบคุมตัววันที่ 13 กรกฎาคม 2544 ซึ่งถือว่าจำเลยถูกฝึกและอบรมครบกำหนดแล้ว ให้ปล่อยตัวจำเลยไป

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่พิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 6,100 บาท แก่ผู้เสียหายเป็นการชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 336 และขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 6,100 บาท แก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเอาเงินสดจำนวน 6,100 บาท ของผู้เสียหายไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 336 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 6,100 บาท ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 43 ให้อำนาจไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ชอบที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 6,100 บาท ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่วินิจฉัยตามคำขอของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ฟ้องขอให้คืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายนั้น เมื่อตามฟ้องระบุว่าเป็นเงินของนางซียายผู้เสียหาย จึงบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายไม่ได้ แต่ให้คืนหรือใช้เงินแก่นางซียายผู้เสียหาย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 6,100 บาท แก่นางซียายผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44 ม. 186 (9) ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว)
จำเลย — เด็กหญิงเกี๊ยหรือเกี้ยหรือเกี๊ยะ แซ่หว้า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลกแผนกคดีเยาวช — นายกฤตย หงษ์สัมฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนแ — นางสาวนันทา ปัทมสูตร
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
วิรัช ลิ้มวิชัย
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1700/2548
#269627
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 134 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติขณะเกิดเหตุ บัญญัติให้ต้องมีทนายความเฉพาะกรณีสอบสวนผู้ต้องหาซึ่งเป็นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี เท่านั้น มิได้บัญญัติรวมถึงชั้นจับกุมด้วย การที่จำเลยอ้างว่าบันทึกการจับกุมไม่ชอบเพราะจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมต่อหน้าทนายความนั้นฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (ที่ถูก มาตรา 32), 83, 91 นับโทษจำเลยต่อกับโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 338/2545 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 14 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 1 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 16 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยต่อกับโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 338/2545 ของศาลชั้นต้นนั้น คดีดังกล่าวจำเลยได้รับการฝึกอบรมครบกำหนดและได้รับการปล่อยตัวแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ (ที่ถูก ไม่อาจนับให้ได้) ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 2 ปี และเมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันควบคุม ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดเมทแอมเฟตามีน 33 เม็ด ได้เป็นของกลาง จำเลยฎีกาว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 27 เม็ด บรรจุขวดอยู่ในกระเป๋าเสื้อที่นายชูชาติ บุญสะอาด ทิ้งไว้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวด้วย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาแล้วว่า เมทแอมเฟตามีน 27 เม็ด ของกลางไม่ได้ตรวจค้นพบที่ตัวจำเลย พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกับนายชูชาติ บุญสะอาด มีเมทแอมเฟตามีน 27 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีน 6 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า จ่าสิบตำรวจกมล รื่นรวย และสิบตำรวจตรีบัณฑิต เดินไพร ผู้ร่วมจับกุมเบิกความเป็นใจความตรงกันว่า สืบทราบว่าบริเวณบ้านที่เกิดเหตุมีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจึงวางแผนล่อซื้อจับกุมโดยเฉพาะสิบตำรวจตรีบัณฑิตปลอมตัวไปกับสายลับนำธนบัตรที่จ่าสิบตำรวจกมลเซ็นชื่อเป็นตำหนิไปขอซื้อเมทแอมเฟตามีน 6 เม็ด ราคาเม็ดละ 70 บาท จากนายชูชาติ ขณะอยู่ที่ใต้ต้นมะขามกับจำเลยบริเวณหลังบ้านที่เกิดเหตุ สิบตำรวจตรีบัณฑิตส่งธนบัตรให้นายชูชาติแล้วจำเลยหยิบเมทแอมเฟตามีน 6 เม็ด จากกระเป๋ากางเกงจำเลยส่งให้สิบตำรวจตรีบัณฑิตตามที่นายชูชาติสั่ง สิบตำรวจตรีบัณฑิตและสายลับนำเมทแอมเฟตามีนที่ได้ไปมอบให้จ่าสิบตำรวจกมลกับพวกที่ซุ่มคอยอยู่ตามที่นัดแนะ จากนั้นพากันเข้าไปยังที่เกิดเหตุจับกุมจำเลยได้ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่เบิกความสอดคล้องทั้งตรงกันกับข้อเท็จจริงที่ระบุในบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ. 1 ซึ่งจัดทำขึ้นในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ โดยไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองเคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะมาปรักปรำจำเลย คำเบิกความพยานโจทก์น่าเชื่อถือ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่านายสายัณห์ คันธมาศ เป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้สิบตำรวจตรีบัณฑิตนั้นเป็นคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยและนางเรณู บัวผัน มารดาจำเลยซึ่งอ้างว่าทราบมาจากจำเลยไม่มีพยานอื่นสนับสนุน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีน 6 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 พยานหลักฐานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อที่อ้างว่าบันทึกการจับกุมไม่ชอบเพราะจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมต่อหน้าทนายความนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติขณะเกิดเหตุ บัญญัติให้ต้องมีทนายความเฉพาะกรณีสอบสวนผู้ต้องหาซึ่งเป็นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปีเท่านั้น มิได้บัญญัติรวมถึงชั้นจับกุมด้วย ส่วนที่เจ้าพนักงานตำรวจมิได้ติดตามเอาตัวผู้ต้องหาอื่นมาดำเนินคดีก็ดี มิได้ทำบันทึกการจับกุมผู้ต้องหาอื่นพร้อมจำเลยก็ดี ไม่เป็นข้อพิรุธบ่งชี้ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด บันทึกการจับกุมระบุชื่อผู้ต้องหาอื่นรวมทั้งนางเรณูมารดาจำเลยที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเป็นเรื่องซึ่งอยู่ในความรู้เห็นเฉพาะตัวของจำเลย ยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะแต่งเรื่องจัดทำขึ้นเองได้ น่าเชื่อว่าจำเลยให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์กระทำความผิดไว้เองตามความเป็นจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 ทวิ (เดิม)
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — เด็กชาย ส.
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วิรัช ลิ้มวิชัย
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1692/2548
#113133
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ล. สละมรดกส่วนของตนให้แก่โจทก์เท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการแบ่งปันมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกมาตรา 1750 ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ

บันทึกคำให้การของศาลชั้นต้นที่ ล. ตอบทนายโจทก์ซักถามว่า "ที่ดินส่วนที่เหลือเป็นสิทธิของข้าฯ ที่จะได้ 5 ไร่ นั้น ข้าฯ ได้ยกให้เป็นของโจทก์แล้ว ข้าฯ ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องอีก" ข้อความดังกล่าวไม่ใช่การสละมรดก เพราะการสละมรดกตามความหมายใน ป.พ.พ. มาตรา 1612 ต้องเป็นการสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่ทายาทคนใด ทั้งบันทึกคำให้การฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของ ล. ฝ่ายเดียว ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1612 โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินมรดกส่วนของ ล.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และเลขที่ 34447 ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ 10 ไร่ 32 ตารางวา และเนื้อที่ 5 ไร่ ตามลำดับ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในโฉนดทั้งสองแปลงเป็นชื่อโจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม มิฉะนั้นให้โจทก์มีสิทธินำที่ดินดังกล่าวขายทอดตลาดนำเงินไปชำระแก่โจทก์ และมีคำสั่งกำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้มรดกรายนี้โดยให้ตกแก่โจทก์ผู้เดียว

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และเลขที่ 34447 สองในสามส่วนของแต่ละแปลง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิข้างต้น หากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งแก่โจทก์ตามส่วนดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า โจทก์ นายล้อมและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายลุนและนางไข่ ที่ดินพิพาทเป็นของนางไข่ เมื่อปี 2476 นางไข่ถึงแก่ความตาย และปี 2495 นายลุนถึงแก่ความตาย ต่อมาปี 2508 นางล้อมแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และปี 2512 โจทก์รับราชการเป็นครูและย้ายไปประจำอยู่ที่บ้านผักขะย่าใหญ่ ตำบลโพธิ์ อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เมื่อปี 2522 ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1888 ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำขอของจำเลยที่ 1 ต่อมาปี 2533 สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรารมย์ ได้เปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2474 ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อปี 2538 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาททางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 6 ไร่ ในราคา 3,300,000 บาท แล้วแบ่งเงินให้แก่โจทก์กับนายล้อมคนละ 1,100,000 บาท จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 ส่วนที่เหลือเนื้อที่ 15 ไร่ 32 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาท เนื้อที่ 5 ไร่ เป็นโฉนดเลขที่ 34447 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1

ปัญหาว่าที่โจทก์ขอให้พิพากษาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทสองในสามส่วนของแต่ละแปลง โดยศาลชั้นต้นเห็นว่าบันทึกคำให้การของนายล้อม ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 มีผลผูกพันนายล้อม เนื่องจากมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความระหว่างทายาทผู้มีสิทธิ จึงมีผลบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 850, 852 และมาตรา 1750 ทำให้ที่ดินพิพาทส่วนของนายล้อมตกแก่โจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่านายล้อมสละมรดกส่วนของตนให้แก่โจทก์เท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการแบ่งปันมรดกตามมาตรา 1750 การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกมาตรา 1750 ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ

บันทึกคำให้การที่ศาลชั้นต้นอ้างดังกล่าว นายล้อมตอบทนายโจทก์ซักถามว่า "ที่ดินส่วนที่เหลือที่เป็นสิทธิ์ของข้าฯ ที่จะได้ 5 ไร่ นั้น ข้าฯ ได้ยกให้เป็นของโจทก์แล้ว ข้าฯ ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องอีก" ข้อความดังกล่าวไม่ใช่การสละมรดก เพราะการสละมรดกตามความหมายใน ป.พ.พ. มาตรา 1612 ต้องเป็นการสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่ทายาทคนใด ทั้งบันทึกคำให้การฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของนายล้อมฝ่ายเดียว ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1612 โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินมรดกส่วนของนายล้อม

พิพากษากลับเป็นว่า โจทก์มีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และเลขที่ 34447 หนึ่งในสามส่วนของแต่ละแปลง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิ สำหรับการแบ่งที่ดินนั้นให้เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852 ม. 1612 ม. 1750
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัมฤทธิ์ สมปาน
จำเลย — นางพุทธา พุฒพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสาวเนาวรัตน์ อัชฌายกชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกิจชัย จิตธารารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1692/2548
#269729
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่างอ้างในคำฟ้องว่า ล. สละมรดกส่วนของตนให้แก่โจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการแบ่งปันมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกบันทึกคำให้การของ ล. ขึ้นวินิจฉัยว่ามีผลผูกพัน ล. เนื่องจากเป็นการประนีประนอมยอมความระหว่างทายาทผู้มีสิทธิตามมาตรา 850, 852 และมาตรา 1750 ทำให้ที่ดินมรดกส่วนของ ล. ตกแก่โจทก์ เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ

บันทึกคำให้การของ ล. ในชั้นศาลที่ตอบทนายโจทก์ซักถามว่า "ที่ดินส่วนที่เหลือที่เป็นสิทธิของข้าฯ ที่จะได้ 5 ไร่นั้น ข้าฯ ได้ยกให้เป็นของโจทก์แล้ว ข้าฯไม่ติดใจที่จะเรียกร้องอีก" ข้อความดังกล่าวไม่ใช่การสละมรดก เพราะการสละมรดกต้องเป็นการสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่ทายาทคนใด ทั้งบันทึกคำให้การฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของ ล. ฝ่ายเดียว ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 1612 โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินมรดกส่วนของ ล.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ นายล้อม สมปาน และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายลุนกับนางไข่ สมปาน นางไข่มีที่ดินมือเปล่าแปลงหนึ่งเนื้อที่ 21 ไร่เศษ ต่อมานางไข่และนายลุนถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงตกแก่โจทก์ นายล้อมและจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมร่วมกัน ตกลงให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอเอกสารสิทธิใส่ชื่อจำเลยที่ 1 แทนโจทก์และนายล้อมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1888 ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ และปี 2533 จึงได้ให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2474 ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ 21 ไร่ 32 ตารางวา ภายหลังแบ่งขายที่ดินเฉพาะส่วนทิศเหนือเนื้อที่ 6 ไร่ ให้แก่ผู้มีชื่อไปเพื่อนำเงินที่ได้มาแบ่งปันกัน ที่ดินดังกล่าวคงเหลือเนื้อที่รวม 15 ไร่ 32 ตารางวา ซึ่งโจทก์ นายล้อมและจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะแบ่งที่ดินดังกล่าวจำนวนเท่ากัน คนละ 5 ไร่เศษ ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 กลับนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกของนางไข่มากกว่าส่วนที่ตนจะได้ จำเลยที่ 1 จึงถูกกำจัดมิให้ได้มรดกที่ดินดังกล่าวทั้งแปลง เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2539 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวจำนวน 5 ไร่ ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 34447 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 อีกคนหนึ่ง ก่อนฟ้องคดีนี้นายล้อมแสดงเจตนาสละมรดกที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของนายล้อมให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และเลขที่ 34447 ทั้งหมดผู้เดียว โจทก์แจ้งจำเลยทั้งสามให้จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และเลขที่ 34447 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ห้ามจำเลยทั้งสามเกี่ยวข้อง ให้จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในโฉนดทั้งสองแปลงเป็นชื่อโจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม มิฉะนั้นให้โจทก์มีสิทธินำที่ดินดังกล่าวขายทอดตลาดนำเงินไปชำระแก่โจทก์ และมีคำสั่งกำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้มรดกรายนี้โดยให้ตกแก่โจทก์ผู้เดียว

จำเลยทั้งสามให้การว่า ขณะบิดามารดามีชีวิตได้ให้ที่ดินตามฟ้องแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวอย่างเป็นเจ้าของไม่ได้ครอบครองในฐานะทรัพย์มรดกแทนโจทก์และนายล้อม จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงแบ่งที่ดิน ดังกล่าวให้แก่โจทก์และนายล้อม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และเลขที่ 34447 ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ สองในสามส่วนของแต่ละแปลง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิข้างต้น หากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งแก่โจทก์ตามส่วนดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ นายล้อม สมปาน และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายลุน และนางไข่ สมปาน ที่ดินพิพาทเป็นของนางไข่ เมื่อปี 2476 นางไข่ถึงแก่ความตาย และปี 2495 นายลุนถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เมื่อปี 2522 ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1888 ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสระเกษ ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาปี 2533 สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขากันทรารมย์ได้เปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2474 ให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อปี 2538 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาททางด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 6 ไร่ แล้วแบ่งเงินให้แก่โจทก์กับนายล้อม จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 ส่วนที่เหลือเนื้อที่ 15 ไร่ 32 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาท เนื้อที่ 5 ไร่ เป็นโฉนดเลขที่ 34447 โอนให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และ 34447 ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ แทนโจทก์กับนายล้อม...

ที่โจทก์ขอให้พิพากษาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทสองในสามส่วนของแต่ละแปลง โดยศาลชั้นต้นเห็นว่าบันทึกคำให้การของนายล้อม ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 มีผลผูกพันนายล้อมเนื่องจากมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความระหว่างทายาทผู้มีสิทธิ จึงมีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350, 352 และมาตรา 1750 ทำให้ที่ดินพิพาทส่วนของนายล้อมตกแก่โจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่านายล้อมสละมรดกส่วนของตนให้แก่โจทก์เท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องการแบ่งปันมรดกตามมาตรา 1750 การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกมาตรา 1750 ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ นอกจากนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 บัญญัติว่า "การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความ" บันทึกคำให้การที่ศาลชั้นต้นอ้างดังกล่าว นายล้อมตอบทนายโจทก์ซักถามว่า "ที่ดินส่วนที่เหลือที่เป็นสิทธิของข้าฯที่จะได้ 5 ไร่ นั้น ข้าฯ ได้ยกให้เป็นของโจทก์แล้ว ข้าฯ ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องอีก" ข้อความดังกล่าวไม่ใช่การสละมรดก เพราะการสละมรดกตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 ต้องเป็นการสละส่วนของตนโดยไม่เจาะจงว่าจะให้แก่ทายาทคนใด ทั้งบันทึกคำให้การฉบับดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาของนายล้อมฝ่ายเดียว ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ดินมรดกส่วนของนายล้อม สำหรับการแบ่งทรัพย์มรดกนั้นให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1364 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับเป็นว่า โจทก์มีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 2474 และเลขที่ 34447 ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ หนึ่งในสามส่วนของแต่ละแปลงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิ สำหรับการแบ่งที่ดินนั้นให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1612
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัมฤทธิ์ สมปาน
จำเลย — นางพุทธา พุฒพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548
#113129
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่ง ป.รัษฎากร ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่น จะต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้ว ไม่ใช่เป็นแต่เพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในภายหน้า

เช็คจำนวน 16 ฉบับที่โจทก์ได้รับจาก ด. ในปีภาษี 2534 เป็นเช็คที่ลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายเงินในปี 2535 และ 2536 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารในปีภาษี 2534 แม้โจทก์สามารถนำเช็คดังกล่าวไปซื้อขาย แลกเปลี่ยน ใช้หนี้หรือใช้เป็นหลักประกันในทางธุรกรรมได้ แต่ก็เป็นสิทธิโดยชอบของโจทก์ที่จะเลือกใช้วิธีการดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ ทั้งการชำระหนี้ด้วยเช็คนั้น หนี้จะระงับสิ้นไปต่อเมื่อเช็คนั้นได้ใช้เงินแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคสาม เมื่อโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินตามกำหนดที่สั่งจ่ายในปี 2535 และ 2536 เช็คจำนวน 16 ฉบับที่โจทก์ได้รับมาในปีภาษี 2534 ดังกล่าว จึงเป็นเพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในอนาคต ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับเงินได้พึงประเมินเป็นเงิน 2,245,000 บาท ตามเช็คที่สั่งจ่ายล่วงหน้าดังกล่าวนั้น ในปีภาษี 2534 ซึ่งจะต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2534 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และขอให้งดเบี้ยปรับทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้อีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ปี 2534 โจทก์ขายที่ดิน พร้อมตึกแถวแก่นางดลยา ในราคา 10,375,400 บาท ในส่วนราคาที่ดิน 6,300,000 บาท นั้น โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็ค 7 ฉบับ รวม 4,046,000 บาท ได้แล้ว ส่วนอีก 16 ฉบับที่เป็นเช็คลงวันที่สั่งจ่ายล่วงหน้าในปี 2535 และ 2536 รวม 2,254,000 บาท ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามกำหนด โจทก์จึงต้องฟ้องผู้สั่งจ่ายทั้งทางแพ่งและทางอาญา แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับเงินจำนวนนั้น ปีภาษี 2534 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะเงินเดือนที่ได้รับ จำเลยจึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้เพิ่มอีก 1,624,810 บาท เบี้ยปรับ 1,814,816 บาท และเงินเพิ่ม 1,291,723.95 บาท โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินชอบแล้ว แต่มีเหตุควรผ่อนผันแก่โจทก์จึงลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ 50 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีเพียงว่า จำนวนเงินตามเช็คอีก 16 ฉบับ รวม 2,254,000 บาท ที่นางดลยาสั่งจ่ายล่วงหน้าในปี 2535 และ 2536 เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่ง ป.รัษฎากรนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่น จะต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้ว ไม่ใช่เป็นแต่เพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในภายหน้า เมื่อเช็ค 16 ฉบับที่โจทก์ได้รับจากนางดลยาในปี 2534 เป็นเช็คที่ลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายเงินในปี 2535 และ 2536 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารในปีภาษี 2534 อุทธรณ์ของจำเลยที่กล่าวอ้างว่า เงินได้พึงประเมินประเภทเงินสดตาม ป.รัษฎากร มาตรา 39 รวมถึงตราสารที่มีค่าเสมือนเงินสด เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็คซึ่งมีลักษณะเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งด้วย เมื่อโจทก์ได้รับเช็คชำระราคาที่ดิน 23 ฉบับ ที่นางดลยาสั่งจ่ายเป็นเงินสดหรือผู้ถือ โจทก์ย่อมสามารถนำไปซื้อขาย แลกเปลี่ยนใช้หนี้หรือใช้เป็นหลักประกันในทางธุรกรรมได้ทุกประเภทเต็มตามมูลค่าที่ระบุไว้ในเช็คแต่ละฉบับ โจทก์จึงต้องนำยอดเงินตามเช็ค รวมทั้ง 23 ฉบับ มาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินในปี 2534 เพื่อเสียภาษีนั้น เป็นเพียงคำอธิบายลักษณะของตราสารที่มีค่าเสมือนเงินสดว่าจะพึงนำไปใช้จ่ายแทนเงินสดได้อย่างไรบ้างเท่านั้น แต่ก็ละเว้นเสียไม่อธิบายให้กระจ่างถึงแก่นแท้ว่า ในกรณีที่ตั๋วเงินเหล่านั้นยังไม่ถึงกำหนดใช้เงินดังเช่นเช็คทั้ง 16 ฉบับ ของโจทก์นั้น หากนำไปซื้อขาย แลกเปลี่ยน บรรดาผู้ทรงตั๋วแลกเงินจะต้องถูกชักส่วนลด ได้เงินไม่เต็มตามมูลค่าที่ระบุในตั๋วแลกเงินนั้น เพราะผู้รับโอนอาจต้องรับภาระเสี่ยงต่อการไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามกำหนด และเป็นสิทธิโดยชอบของโจทก์ที่จะเลือกใช้วิธีการดังที่จำเลยกล่าวหรือไม่ก็ได้ ทั้งการชำระหนี้ด้วยเช็คนั้น หนี้จะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อเช็คนั้นได้ใช้เงินแล้ว ตามมาตรา 321 วรรคสาม แห่ง ป.พ.พ. ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มิได้ใช้วิธีการเช่นนั้นเพื่อให้ได้เงินตามเช็คจำนวนนั้น หากแต่ใช้วิธีเรียกเก็บจากธนาคารตามกำหนดสั่งจ่ายในปี 2535 และ 2536 เช็คจำนวน 16 ฉบับที่โจทก์ได้รับมาในปีภาษี 2534 ดังกล่าว จึงเป็นเพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในอนาคต ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับเงินได้พึงประเมินเป็นเงิน 2,254,000 บาท ตามเช็คที่สั่งจ่ายล่วงหน้าจำนวน 16 ฉบับนั้นในปีภาษี 2534 ซึ่งจะต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2534 ด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคสาม ม. 987
ป.รัษฎากร ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา พินธุโสภณหรือสุพรรณานุโยค
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548
#267364
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่ง ป.รัษฎากร ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่น จะต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้ว ไม่ใช่เป็นแต่เพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในภายหน้า เมื่อเช็ค 16 ฉบับที่โจทก์ได้รับจาก ด. ในปี 2534 เป็นเช็คที่ลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายเงินในปี 2535 และ 2536 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ในปีภาษี 2534 ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับเงินได้พึงประเมินเป็นเงิน 2,254,000 บาท ตามเช็คที่สั่งจ่ายล่วงหน้าจำนวน 16 ฉบับนั้นในปีภาษี 2534 ซึ่งจะต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2534 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2534 นางดลยาหรือปุณยา วงศ์สุวรรณ ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 72180 ตำบลบางซื่อ (นาช่อง) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 6,300,000 บาท รวมทั้งห้องแถวอีก 7 ห้อง ในราคาห้องละ 500,000 บาท ห้องแถวดังกล่าวมีราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินห้องละ 582,200 บาท รวม 7 ห้อง เป็นเงิน 4,075,400 บาท รวมเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น 10,375,400 บาท โดยออกเช็คธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขามหานาค 23 ฉบับ ชำระราคาที่ดินแทนเงินสดแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์เรียกเก็บเงินได้เพียง 7 ฉบับ รวม 4,046,000 บาท ส่วนอีก 16 ฉบับ รวมเป็นเงิน 2,254,000 บาท นั้น ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2534 เฉพาะเงินเดือนที่ได้รับ จำเลยจึงประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 1,624,810 บาท เบี้ยปรับหนึ่งเท่าของเงินภาษี 1,814,816 บาท และเงินเพิ่ม 1,291,721.95 บาท โจทก์อุทธรณ์ แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเฉพาะเบี้ยปรับลงร้อยละ 50 เท่านั้น ทั้งที่เงินได้ถึงประเมิน หมายถึงเงินได้ที่ได้รับมาแล้ว มิใช่เป็นเพียงสิทธิเรียกร้องอันจะพึงได้รับในภายหน้า จึงขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว โดยงดเบี้ยปรับทั้งหมด

จำเลยให้การว่า ในปีภาษี 2534 โจทก์มีเงินได้จากการขายที่ดินและตึกแถวรวม 10,375,400 บาท แต่กลับมิได้นำเงินจำนวนนั้นซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามนัยแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 39 มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี ทั้งที่เช็คทั้ง 23 ฉบับ ที่นางดลยาสั่งจ่ายชำระราคาที่ดินเป็นตราสารที่มีค่าเป็นเงินสดซึ่งสามารถเรียกเก็บเงินได้ทันทีดังที่จำเลยประเมินไว้ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยในเวลาต่อมา โจทก์มีเจตนาไม่สุจริต คิดหลีกเลี่ยงการภาษีมาแต่แรก จนกระทั่งจำเลยตรวจพบ แม้กระนั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ยังลดเบี้ยปรับให้โจทก์ถึงร้อยละ 50 จึงไม่มีเหตุควรงดหรือลดเบี้ยปรับ รวมทั้งให้ประเมินภาษีอากรใหม่อีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้อีก 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์และจำเลยว่า ปี 2534 โจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 72180 ตำบลบางซื่อ (นาช่อง) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร พร้อมตึกแถวอีก 7 ห้อง แก่นางดลยา ในราคา 10,375,400 บาท ในส่วนราคาที่ดิน 6,300,000 บาท นั้น โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็ค 7 ฉบับ รวม 4,046,000 บาท ได้แล้ว ส่วนอีก 16 ฉบับ ที่เป็นเช็คลงวันที่สั่งจ่ายล่วงหน้าในปี 2535 และ 2536 รวม 2,254,000 บาท ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามกำหนด โจทก์จึงต้องฟ้องผู้สั่งจ่ายทั้งทางแพ่งและทางอาญาแต่จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับเงินจำนวนนั้น ปีภาษี 2534 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะเงินเดือนที่ได้รับ จำเลยจึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้เพิ่มอีก 1,624,810 บาท เบี้ยปรับ 1,814,816 บาท และเงินเพิ่ม 1,291,723.95 บาท ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 10 โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินชอบแล้ว แต่มีเหตุควรผ่อนผันแก่โจทก์จึงลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ 50 ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีเพียงว่า จำนวนเงินตามเช็ค 16 ฉบับ รวม 2,254,000 บาท ที่นางดลยาสั่งจ่ายล่วงหน้าในปี 2535 และ 2536 เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 ด้วยหรือไม่ เห็นว่าเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่น จะต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้ว ไม่ใช่เป็นแต่เพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในภายหน้า เมื่อเช็ค 16 ฉบับที่โจทก์ได้รับจากนางดลยาในปี 2534 เป็นเช็คที่ลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายเงินในปี 2535 และ 2536 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารในปีภาษี 2534 อุทธรณ์ของจำเลยที่กล่าวอ้างว่า เงินได้พึงประเมินประเภทเงินสดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 รวมถึงตราสารที่มีค่าเสมือนเงินสด เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็คซึ่งมีลักษณะเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งด้วย เมื่อโจทก์ได้รับเช็คชำระราคาที่ดิน 23 ฉบับ ที่นางดลยาสั่งจ่ายเป็นเงินสดหรือผู้ถือ โจทก์ย่อมสามารถนำไปซื้อขาย และเปลี่ยนใช้หนี้หรือใช้เป็นหลักประกันในทางธุรกรรมได้ทุกประเภทเต็มตามมูลค่าที่ระบุไว้ในเช็คแต่ละฉบับ โจทก์จึงต้องนำยอดเงินตามเช็ครวมทั้ง 23 ฉบับ มาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินในปี 2534 เพื่อเสียภาษีนั้น เป็นเพียงคำอธิบายลักษณะของตราสารที่มีค่าเสมือนเงินสดว่าจะพึงนำไปใช้จ่ายแทนเงินสดได้อย่างไรบ้างเท่านั้น แต่ก็ละเว้นเสียไม่อธิบายให้กระจ่างถึงแก่นแท้ว่า ในกรณีที่ตั๋วเงินเหล่านั้นยังไม่ถึงกำหนดใช้เงินดังเช่นเช็คทั้ง 16 ฉบับของโจทก์นั้น หากนำไปซื้อขาย แลกเปลี่ยนบรรดาผู้ทรงตั๋วแลกเงินจะต้องถูกชักส่วนลด ได้เงินไม่เต็มตามมูลค่าที่ระบุในตั๋วแลกเงิน นั้นเพราะผู้รับโอนอาจต้องรับภาระเสี่ยงต่อการไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามกำหนด และเป็นสิทธิโดยชอบของโจทก์ที่จะเลือกใช้วิธีการดังที่จำเลยกล่าวหรือไม่ก็ได้ ทั้งการชำระหนี้ด้วยเช็คนั้น หนี้จะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อเช็คนั้นได้ใช้เงินแล้ว ตามมาตรา 321 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำแถลงรับของคู่ความว่าโจทก์มิได้ใช้วิธีการเช่นนั้นเพื่อให้ได้เงินตามเช็คจำนวนนั้น หากแต่ใช้วิธีเรียกเก็บจากธนาคารตามกำหนดสั่งจ่ายในปี 2535 และ 2536 เช็คจำนวน 16 ฉบับ ที่โจทก์ได้รับมาในปีภาษี 2534 ดังกล่าว จึงเป็นเพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในอนาคต ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับเงินได้พึงประเมินเป็นเงิน 2,254,000 บาท ตามเช็คที่สั่งจ่ายล่วงหน้า จำนวน 16 ฉบับนั้น ในปีภาษี 2534 ซึ่งจะต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2534 ด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา พินธุโสภณหรือสพรรณานุโยค
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1690/2548
#269685
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่ง ป.รัษฎากรฯ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่น จะต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้ว ไม่ใช่เป็นแต่เพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในภายหน้า

เช็คจำนวน 16 ฉบับที่โจทก์ได้รับจาก ด. ในปีภาษี 2534 เป็นเช็คที่ลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายเงินในปี 2535 และ 2536 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารในปีภาษี 2534 แม้โจทก์สามารถนำเช็คดังกล่าวไปซื้อขายแลกเปลี่ยน ใช้เหนี้หรือใช้เป็นหลักประกันในทางธุรกรรมได้ แต่ก็เป็นสิทธิโดยชอบของโจทก์ที่จะเลือกใช้วิธีการดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ ทั้งการชำระหนี้ด้วยเช็คนั้น หนี้จะระงับสิ้นไปต่อเมื่อเช็คนั้นได้ใช้เงินแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคสาม เมื่อโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินตามกำหนดที่สั่งจ่ายในปี 2535 และ 2536 เช็คจำนวน 16 ฉบับที่โจทก์ได้รับมาในปีภาษี 2534 ดังกล่าว จึงเป็นเพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในอนาคต ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับเงินได้พึงประเมินเป็นเงิน 2,245,000 บาท ตามเช็คที่สั่งจ่ายล่วงหน้าดังกล่าวนั้นในปีภาษี 2534 ซึ่งจะต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2534 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และงดเบี้ยปรับทั้งหมด

จำเลยให้การว่า จำเลยประเมินภาษีอากรในปี 2534 ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คที่เรียกเก็บไม่ได้ 16 ฉบับ จำนวน 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 ส่วนคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์และจำเลยว่า ปี 2534 โจทก์ขายที่ดิน พร้อมตึกแถว แก่นางดลยา ในราคา 10,375,400 บาท ในส่วนราคาที่ดิน 6,300,000 บาท นั้น โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็ค 7 ฉบับ รวม 4,046,000 บาท ได้แล้ว ส่วนอีก 16 ฉบับ ที่เป็นเช็คลงวันที่สั่งจ่ายหน้าในปี 2535 และ 2536 รวม 2,254,000 บาท ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามกำหนด โจทก์จึงต้องฟ้องผู้สั่งจ่ายทั้งทางแพ่งและทางอาญา แต่จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับเงินจำนวนนั้น ปีภาษี 2534 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะเงินเดือนที่ได้รับ จำเลยจึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้เพิ่มอีก 1,624,810 บาท เบี้ยปรับ 1,814,816 บาท และเงินเพิ่ม 1,291,723.95 บาท ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 10 โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินชอบแล้ว แต่มีเหตุควรผ่อนผันแก่โจกท์จึงลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ 50 ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 2 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีเพียงว่า จำนวนเงินตามเช็คอีก 16 ฉบับ รวม 2,254,000 บาท ที่นางดลยาสั่งจ่ายล่วงหน้าในปี 2535 และ 2536 เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า เงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่น จะต้องเป็นสิ่งที่ได้รับมาแล้ว ไม่ใช่เป็นแต่เพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในภายหน้าเมื่อเช็ค 16 ฉบับที่โจทก์ได้รับจากนางดลยาในปี 2534 เป็นเช็คที่ลงวันที่ล่วงหน้าสั่งจ่ายเงินในปี 2535 และ 2536 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารในปีภาษี 2534 อุทธรณ์ของจำเลยที่กล่าวอ้างว่า เงินได้พึงประเมินประเภทเงินสดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 รวมถึงตราสารที่มีค่าเสมือนเงินสด เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็คซึ่งมีลักษณะเป็นตัวเงินประเภทหนึ่งด้วย เมื่อโจทก์ได้รับเช็คชำระราคาที่ดิน 23 ฉบับ ที่นางดลยาสั่งจ่ายเป็นเงินสดหรือผู้ถือโจทก์ย่อมสามารถนำไปซื้อขาย และเปลี่ยนใช้หนี้หรือใช้เป็นหลักประกันในทางธุรกรรมได้ทุกประเภทเต็มตามมูลค่าที่ระบุไว้ในเช็คแต่ละฉบับ โจทก์จึงต้องนำยอดเงินตามเช็ครวมทั้ง 23 ฉบับ มาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินปี 2534 เพื่อเสียภาษีนั้นเป็นเพียงคำอธิบายลักษณะของตราสารที่มีค่าเสมือนเงินสดว่าจะพึงนำไปใช้จ่ายแทนเงินสดได้อย่างไรบ้างเท่านั้น แต่ก็ละเว้นเสียไม่อธิบายให้กระจ่างถึงแก่นแท้ว่า ในกรณีที่ตั๋วเงินเหล่านั้นยังไม่ถึงกำหนดใช้เงินดังเช่นเช็คทั้ง 16 ฉบับ ของโจทก์นั้น หากนำไปซื้อขาย แลกเปลี่ยน บรรดาผู้ทรงตั๋วแลกเงินจะต้องถูกชักส่วนลด ได้เงินไม่เต็มตามมูลค่าที่ระบุในตั๋วแลกเงินนั้นเพราะผู้รับโอนอาจต้องรับภาระเสี่ยงต่อการไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามกำหนด และเป็นสิทธิโดยชอบของโจทก์ที่จะเลือกใช้วิธีการดังที่จำเลยกล่าวหรือไม่ก็ได้ ทั้งการชำระหนี้ด้วยเช็คนั้น หนี้จะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อเช็คนั้นได้ใช้เงินแล้ว ตาม มาตรา 321 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากคำแถลงรับของคู่ความว่าโจทก์มิได้ใช้วิธีการเช่นนั้นเพื่อให้ได้เงินตามเช็คจำนวนนั้น หากแต่ใช้วิธีเรียกเก็บจากธนาคารตามกำหนดสั่งจ่ายในปี 2535 และ 2536 เช็คจำนวน 16 ฉบับ ที่โจทก์ได้รับมาในปีภาษี 2534 ดังกล่าว จึงเป็นเพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในอนาคต ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับเงินได้พึงประเมินเป็นเงิน 2,254,000 บาท ตามเช็คที่สั่งจ่ายล่วงหน้า จำนวน 16 ฉบับนั้นในปีภาษี 2534 ซึ่งจะต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2534 ด้วย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 วรรคสาม ม. 987
ป.รัษฎากร ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา พินธุโสภณ หรือสุพรรฌานุโยค
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
ทองหล่อ โฉมงาม
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ