คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2548
#269867
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินจัดสรรของสหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด จำเลยที่ 2 การทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงอยู่ภายใต้บังคับข้อกำหนดห้ามโอนตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากการตกทอดโดยทางมรดก หรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ แล้วแต่กรณี ดังนั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทภายในกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้โจทก์จะเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว ก็ถือว่าเป็นเพียงการครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนจำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 ได้ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 6 เลขที่ดิน 1 หมู่ที่ 9 ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2539

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์นิคม ที่ดินแปลงตามฟ้องเป็นที่ดินซึ่งจัดสรรให้ผู้ไม่มีที่ทำกินและอยู่ในบังคับห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์ไม่มีอำนาจขอเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ นายสนับ เคลือบสูงเนิน และจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 15 ไร่ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 6 เลขที่ดิน 1 หมู่ที่ 9 ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย ตามเอกสารหมาย จ. 6 มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ วันที่ 24 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินจำนวน 225,000 บาท ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเอกสารหมาย จ.10... ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นแล้วว่าภายหลังจากนายสนับบิดาของจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทได้สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 และนำหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทประเภท กสน. 5 ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2539 ตามเอกสารหมาย จ.6 และต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2539 ตามหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.7 โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินจัดสรรของจำเลยที่ 2 การทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงอยู่ภายใต้บังคับข้อกำหนดห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ แล้วแต่กรณี" การทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้โจทก์จะเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้วก็ถือว่าเป็นเพียงการครองครองที่ดินพิพาทไว้แทนจำเลยที่ 1 เจ้าของที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธินำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 2 ได้ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 12 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมควร ชะโหมตะคุ
จำเลย — นางอารีย์ เป๋าสูงเนิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1762/2548
#269684
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องมิได้ทักท้วงในกรณีที่ผู้ขายใส่ชื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และปล่อยให้จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางจนถึงวันเกิดเหตุซึ่งเป็นเวลานานถึงประมาณ 11 เดือน โดยในระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางขับไปเรียนหนังสือนั้น แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ร้องมีเจตนาที่จะยกรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้ใช้เป็นยานพาหนะในการไปศึกษาเล่าเรียน อันถือได้ว่าเป็นการให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา ผู้ร้องจึงมิใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 335 (1) (7), 336 ทวิ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้โจทก์ฟ้องเข้ามาใหม่ภายใน 7 วัน และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสาม, 336 ทวิ จำคุก 7 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กฉษ สห 347 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กฉษ สห 347 ของกลาง โดยผู้ร้องซื้อมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยงามยานยนต์สิงห์บุรี เมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายน 2541 เพื่อใช้ในครอบครัว และให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรขับไปเรียนหนังสือที่วิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรีแห่งที่ 2 อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี การที่จำเลยที่ 1 ได้ไปกระทำความผิดในคดีนี้ ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วย ขอให้สั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าวแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่เป็นของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางกระทำความผิดในคดีนี้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องในข้อแรกมีว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ร้องมิได้ทักท้วงในกรณีที่ผู้ขายใส่ชื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง และปล่อยให้จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางจนถึงวันเกิดเหตุซึ่งเป็นเวลานานถึงประมาณ 11 เดือน โดยในระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางขับไปเรียนหนังสือนั้น แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ร้องมีเจตนาที่จะยกรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้ใช้เป็นยานพาหนะในการไปศึกษาเล่าเรียน อันถือได้ว่าเป็นการให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยาสถานหนึ่ง โดยแท้แล้ว เช่นนี้ ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง เมื่อฟังได้ดังนี้ ฎีกาของผู้ร้องที่ว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่เปลี่ยนแปลงผลคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี
ผู้ร้อง — นายพาน ม่วงงาม
จำเลย — นายวิศิษฐ์ เฉยเถื่อน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2548
#267947
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของดิน เมื่อจำเลยขุดเอาดินไปโดยไม่มีสิทธิ โจทก์ย่อมฟ้องบังคับให้จำเลยนำดินที่ขุดไปนั้นคืนมาหรือขอให้จำเลยชดใช้ราคาได้ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยขุดดินของโจทก์ไปขายให้แก่บุคคลอื่นแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ราคาดินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 มิใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 448

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1717 เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา ที่ดินดังกล่าวทางทิศใต้อยู่ติดกับที่ดินของจำเลยโดยมีคันนาและต้นไม้คั่นเป็นแนวเขต ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน 2539 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2539 จำเลยกับพวกร่วมกันเข้าไปขุดเอาดินของโจทก์ทางทิศใต้บริเวณแนวเขตติดต่อกว้าง 3 เมตร ยาวประมาณ 50 เมตร ลึกประมาณ 4 เมตร เป็นเนื้อดินประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นเงิน 24,000 บาท และนำดินดังกล่าวไปขายให้แก่บุคคลอื่นทำให้โจทก์ไม่สามารถทำการเกษตรในที่ดินส่วนดังกล่าวได้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 ปี 7 เดือน 10 วัน โจทก์คิดค่าเสียหายเพราะการขาดประโยชน์เป็นเงิน 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 45,000 บาท จำเลยต้องชำระค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,675 บาท ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์ปีละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะสามารถทำการเกษตรได้

จำเลยให้การว่า จำเลยขุดดินในที่ดินของจำเลยเพื่อทำเป็นบ่อเลี้ยงปลามิได้ขุดดินในที่ดินของโจทก์และไม่ได้นำดินของโจทก์ไปขาย หากฟังว่าจำเลยขุดดินในที่ดินของโจทก์ คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยขอสละประเด็นตามข้อต่อสู้ข้ออื่นและแถลงรับข้อเท็จจริงว่าดินที่จำเลยขุดไปเป็นดินของโจทก์และโจทก์เสียหายตามฟ้องจริง โจทก์และจำเลยท้ากันโดยขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอายุความเพียงข้อเดียว หากศาลวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความโจทก์ยอมแพ้ หากศาลวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความจำเลยยอมแพ้ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เรียกให้จำเลยใช้ราคาเนื้อดินที่จำเลยขุดเอาไปเป็นเนื้อดินประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตร เป็นเงิน 24,000 บาท ไม่ขาดอายุความ สำหรับฟ้องในส่วนที่ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในที่ดินที่จำเลยขุดไปเป็นการเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด ขาดอายุความแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มกราคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เรียกราคาดินที่จำเลยขุดไปขายจำนวน 24,000 บาท ขาดอายุความหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าดินที่จำเลยขุดไปจากที่ดินของโจทก์ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลย คำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานละเมิดมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ศาลชั้นต้นจะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาใช้บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยอุทธรณ์ได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ซึ่งศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน 2539 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2539 จำเลยได้ขุดเอาดินไปจากที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อดินประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตร เป็นเงิน 24,000 บาท ศาลฎีกาเห็นว่า ดินที่จำเลยขุดไปเป็นทรัพย์สินของโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะขุดดินไปจากที่ดินของโจทก์ เมื่อจำเลยขุดเอาดินของโจทก์ไปโจทก์ย่อมฟ้องบังคับให้จำเลยนำดินที่ขุดไปนั้นคืนมาหรือขอให้จำเลยชดใช้ราคาได้ ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยขุดดินของโจทก์ไปขายให้แก่บุคคลอื่นแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ราคาดินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มิใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด จึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ดังที่จำเลยอ้าง ทั้งการฟ้องคดีเพื่อใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนดังกล่าวนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของมีสิทธิติดตามได้เสมอเว้นแต่กรณีจะต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และ 1383 โจทก์จึงจะหมดสิทธิติดตามเอาคืน ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความและพิพากษาให้จำเลยใช้ราคาดินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเผื่อน โสพิศ
จำเลย — นายเมือง ยังเฟื่อง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2548
#270778
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของดิน เมื่อจำเลยขุดเอาดินไปโดยไม่มีสิทธิ โจทก์ย่อมฟ้องบังคับให้จำเลยนำดินที่ขุดไปนั้นคืนมาหรือขอให้จำเลยชดใช้ราคาได้ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยขุดดินของโจทก์ไปขายให้แก่บุคคลอื่นแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ราคาดินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 มิใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 448

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์ปีละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าโจทก์จะสามารถทำการเกษตรได้

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยขอสละประเด็นตามข้อต่อสู้ข้ออื่นและแถลงรับข้อเท็จจริงว่าดินที่จำเลยขุดไปเป็นดินของโจทก์และโจทก์เสียหายตามฟ้องจริง โจทก์และจำเลยท้ากันโดยขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอายุความเพียงข้อเดียว หากศาลวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความโจทก์ยอมแพ้ หากศาลวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความจำเลยยอมแพ้ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เรียกให้จำเลยใช้ราคาเนื้อดินที่จำเลยขุดเอาไปเป็นเนื้อดินประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตร เป็นเงิน 24,000 บาท ไม่ขาดอายุความ สำหรับฟ้องในส่วนที่ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในที่ดินที่จำเลยขุดไปเป็นการเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด ขาดอายุความแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มกราคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เรียกราคาดินที่จำเลยขุดไปขายจำนวน 24,000 บาท ขาดอายุความหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ดินที่จำเลยขุดไปจากที่ดินของโจทก์ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลย คำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานละเมิดมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ศาลชั้นต้นจะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาใช้บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยอุทธรณ์ได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ซึ่งศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน 2539 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2539 จำเลยได้ขุดเอาดินไปจากที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อดินประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตร เป็นเงิน 24,000 บาท ศาลฎีกาเห็นว่า ดินที่จำเลยขุดไปเป็นทรัพย์สินของโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะขุดดินไปจากที่ดินของโจทก์ เมื่อจำเลยขุดเอาดินของโจทก์ไป โจทก์ย่อมฟ้องบังคับให้จำเลยนำดินที่ขุดไปนั้นคืนมาหรือขอให้จำเลยชดใช้ราคาได้ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยขุดดินของโจทก์ไปขายให้แก่บุคคลอื่นแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ราคาดินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มิใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด จึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ดังที่จำเลยอ้าง ทั้งการฟ้องคดีเพื่อใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนดังกล่าวนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของมีสิทธิติดตามได้เสมอเว้นแต่กรณีจะต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และ 1383 โจทก์จึงจะหมดสิทธิติดตามเอาคืน ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความและพิพากษาให้จำเลยใช้ราคาดินแก่โจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเผื่อน โสพิศ
จำเลย — นายเมือง ยังเฟื่อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลชั้นต้น — นายพีรพร ทัศนางกูร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2548
#270980
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ขุดดินของโจทก์ไปขายให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิที่จะขุดดินอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อจำเลยขุดเอาดินของโจทก์ไป โจทก์ย่อมฟ้องบังคับให้จำเลยนำดินที่ขุดไปนั้นคืนมาหรือขอให้จำเลยใช้ราคาดินดังกล่าวแก่โจทก์ได้เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 มิใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งมีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. 448 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ทั้งการฟ้องคดีเพื่อใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของมีสิทธิติดตามได้เสมอ เว้นแต่กรณีจะต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1382 และ 1383 โจทก์จึงจะหมดสิทธิติดตามเอาคืน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขุดเอาดินของโจทก์ไปขายให้แก่บุคคลอื่น ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์ปีละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าโจทก์จะสามารถทำการเกษตรได้

จำเลยให้การว่า จำเลยขุดดินในที่ดินของจำเลยเพื่อทำเป็นบ่อเลี้ยงปลามิได้ขุดดินในที่ดินของโจทก์และไม่ได้นำดินของโจทก์ไปขาย หากฟังว่าจำเลยขุดดินในที่ดินของโจทก์คดีของโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยท้ากันโดยขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอายุความเพียงข้อเพียว หากศาลวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความโจทก์ยอมแพ้ หากศาลวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความจำเลยยอมแพ้

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เรียกให้จำเลยใช้ราคาเนื้อดินที่จำเลยขุดเอาไปเป็นเนื้อดินประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตร เป็นเงิน 24,000 บาท ไม่ขาดอายุความ สำหรับฟ้องในส่วนที่ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ในที่ดินที่จำเลยขุดไปเป็นการเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด ขาดอายุความแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มกราคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เรียกราคาดินที่จำเลยขุดไปขายจำนวน 24,000 บาท ขาดอายุความหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ดินที่จำเลยขุดไปจากที่ดินของโจทก์ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลย คำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานละเมิดมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ศาลชั้นต้นจะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มาใช้บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยอุทธรณ์ได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ซึ่งศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน 2539 ถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2539 จำเลยได้ขุดเอาดินไปจากที่ดินของโจทก์เป็นเนื้อดินประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตร เป็นเงิน 24,000 บาท ศาลฎีกาเห็นว่า ดินที่จำเลยขุดไปเป็นทรัพย์สินของโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะขุดดินไปจากที่ดินของโจทก์ เมื่อจำเลยขุดเอาดินของโจทก์ไป โจทก์ย่อมฟ้องบังคับให้จำเลยนำดินที่ขุดไปนั้นคืนมาหรือขอให้จำเลยชดใช้ราคาได้ ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยขุดดินของโจทก์ไปขายให้แก่บุคคลอื่นแล้ว โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ราคาดินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มิใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด จึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ดังที่จำเลยอ้าง ทั้งการฟ้องคดีเพื่อใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนดังกล่าวนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของมีสิทธิติดตามได้เสมอ เว้นแต่กรณีจะต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 และ 1383 โจทก์จึงจะหมดสิทธิติดตามเอาคืน ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความและพิพากษาให้จำเลยใช้ราคาดินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 ม. 1336 ม. 1382 ม. 1383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเผื่อน โสพิศ
จำเลย — นายเมือง ยังเฟื่อง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1758 -ที่ 1759/2548
#267961
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้บุกรุกเข้าไปในบริเวณอุทยานประวิติศาสตร์ศรีสัชนาลัยซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ของกรมศิลปากรโจทก์ที่ 2 และเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองขุดทำลายแนวกำแพงเมืองก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างทับแนวกำแพงดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารและสิ่งก่อสร้างออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ราชพัสดุ จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทมาโดยชอบและได้ครอบครองทำประโยชน์จนที่สิทธิครอบครองก่อนโจทก์ที่ 2 ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ขอให้ยกฟ้อง จึงเป็นกรณีที่พิพาทกันด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง ผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่อยู่ในความดูแลรักษาของโจทก์ทั้งสอง แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมและให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้หรือไม่ แต่การที่จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจะต้องฟังข้อเท็จจริงให้ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นโบราณสถานอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่อยู่ในความครอบครองดูแลของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองอันเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีที่โจทก์ฟ้อง มิใช่นอกประเด็น

ที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยที่ 1 เข้าปลูกสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีอำนาจครอบครองดูแลตามกฎหมายไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินพิพาท จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างและบังคับให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้

ทางราชการได้สงวนที่ดินพิพาทไว้เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และการที่อธิบดีของโจทก์ที่ 2 เคยมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ปลูกสร้างอาคารและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทแสดงว่าทางราชการได้หวงกันไว้ตลอดมา ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ทางราชการสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304(3) ต้องห้ามมิให้โอนเว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ารับโอนมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทก่อนโจทก์ที่ 2 ประกาศกำหนดให้เป็นเขตโบราณสถานก็ไม่ทำให้สภาพที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 2 ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้กับทางราชการได้ เมื่อที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 เข้าครอบครองเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและประกาศเป็นเขตอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ย่อมอยู่ในความดูแลของโจทก์ที่ 2 และการขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุจึงเป็นทรัพย์สินของทางราชการที่อยู่ในความครอบครองดูแลของโจทก์ที่ 1 ด้วย โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยที่ 2 กับบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้

คดีก่อนโจทก์ที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองอาศัยมูลละเมิดที่จำเลยทั้งสองทำลายกำแพงเมืองเสียหายอันเป็นกรณีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทำให้เสียทรัพย์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิใช้สอยทรัพย์ที่พิพาท แม้จะฟ้องเรียกค่าเสียหายมาด้วยก็เป็นค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีอำนาจ เป็นกรณีอ้างว่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ดังนี้ประเด็นคดีแรกและคดีนี้ย่อมแตกต่างกัน ประเด็นที่วินิจฉัยคดีทั้งสองมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสองฟ้องทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกันว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทกระทรวง มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้แทนนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ปกครองดูแลรักษาและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินของหลวงในกระทรวงต่างๆ โดนขึ้นทะเบียนราชพัสดุไว้เพื่อดูแลรักษาแทนรัฐบาล โจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทกรม สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีอธิบดีกรมศิลปากรเป็นผู้แทนนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลบำรุงรักษาและคุ้มครองโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติตลอดทั้งปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรวมทั้งกฎหมายและระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมทั้งที่ดินบริเวณกำแพงเมืองเชลียงศรีสัชนาลัย อาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 7 โจทก์ที่ 2 ได้กำหนดเขตที่ดินโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เป็นโบราณสถานตามประกาศของโจทก์ที่ 2 เรื่อง กำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ประมาณ 28,217 ไร่ ลงวันที่ 24 มีนาคม 2531 ซึ่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วที่ดินโบราณสถานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยเป็นทรัพย์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อยู่ในความครอบครองดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ของโจทก์ที่ 2 และอยู่ในความปกครองดูแลรักษาและเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 เมื่อระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2530 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2531 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 กับพวกได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย และเมื่อระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2530 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2531 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 2 กับพวกได้ร่วมกันบุกรุกและก่อสร้างสิ่งก่อสร้างในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย วังสำโรง ตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 กับพวกได้ร่วมกันขุดทำลายแนวกำแพงเมืองเชลียงศรีสัชนาลัย เป็นความยาว 20 เมตร ทำการก่อสร้างร้านอาหารขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 14 เมตร จำนวน 1 หลังและบริเวณโดยรอบของร้านอาหารดังกล่าวคิดเป็นเนื้อที่ 2 งานทับแนวกำแพงดังกล่าว และจำเลยที่ 1 กับพวกได้ครอบครองใช้ประโยชน์อาคารสิ่งปลูกสร้างและที่ดินดังกล่าวตลอดมา อันเป็นการร่วมกันบุกรุก ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งโบราณสถานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 2 กับพวกได้ขุดทำลายแนวกำแพงเมืองเชลียงศรีสัชนาลัยยาว 100 เมตร แล้วก่อสร้างอาคารคอนกรีตทับแนวกำแพงและบริเวณกำแพงดังกล่าวจำนวน 9 หลัง ขุดเจาะร่องน้ำทำถนน รั้วคอนกรีต สวนหย่อมและน้ำตกจำลอง คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ ในบริเวณโบราณสถานดังกล่าว และจำเลยที่ 2 กับพวกได้ครอบครองใช้ประโยชน์อาคารสิ่งปลูกสร้างและที่ดินดังกล่าวตลอดมา อันเป็นการ่วมบุกรุกทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งโบราณสถานอันมิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ที่ 2 จึงแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลกได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลเป็นคดีอาญา ศาลได้พิพากษาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2534 ว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 32 วรรคแรก ให้จำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 1 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 226-227/2534 ของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้วการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกและจำเลยที่ 2 กับพวกดังกล่าวเป็นการระเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้ครอบครอง มีหน้าที่ปกครองควบคุมคุ้มครองดูแลบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์โบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุได้รับความเสียหาย กล่าวคือ โจทก์ที่ 1 ไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินโบราณสถานดังกล่าวได้ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2530 เป็นต้นมาถึงวันฟ้องเป็นเวลา 120 เดือน คิดเป็นเงินเดือนละ 350 บาท รวมเป็นเงิน 42,000 บาท และการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2530 เป็นต้นมาถึงวันฟ้องเป็นเวลา 119 เดือน คิดเป็นเงินเดือนละ 4,900 บาท รวมเป็นเงิน 583,100 บาท ส่วนโจทก์ที่ 2 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุม ดูแลรักษาและคุ้มครองโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวได้เต็มที่และโดยสะดวกตามอำนาจหน้าที่ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รื้อถอนอาคารร้านอาหารขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 14 เมตร จำนวน 1 หลัง ทำที่ดินบริเวณอาคารร้านอาหารดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเดิม และบังคับให้จำเลยที่ 1 กับพวกออกจากที่ดินดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมรื้อถอนอาคารร้านอาหาร ขอให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนเองโดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงินทั้งสิ้น 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 อีกเดือนละ 350 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 กับขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รื้อถอนอาคารคอนกรีตจำนวน 9 หลัง ร่องน้ำ ถนน รั้วคอนกรีต สวนหย่อมและน้ำตกจำลอง ทำที่ดินบริเวณดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเดิม และบังคับให้จำเลยที่ 2 กับบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว หากจำเลยที่ 2 ไม่ยอมรื้อถอนอาคารคอนกรีตจำนวน 9 หลัง ร่องน้ำ ถนน รั้วคอนกรีต สวนหย่อมและน้ำตกจำลอง ขอให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนได้เองโดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงินทั้งสิ้น 583,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 อีกเดือนละ 4,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 2 และบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นที่ราชพัสดุในอันที่โจทก์ที่ 1 จะขึ้นทะเบียนไว้เพื่อปกครองดูแลรักษาแทนรัฐได้ หากแต่จำเลยที่ 1 ได้ซื้อมาโดยชอบด้วยกฎหมายจากบุคคลภายนอกตั้งแต่ปี 2525 ก่อนที่โจทก์ที่ 2 จะได้ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ประกาศของโจทก์ที่ 2 มิได้หมายถึงการยกเลิกกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดิน หากแต่มีผลเพียงว่าผู้ครอบครองที่ดินบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สามารถก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างได้ แต่ต้องยื่นแบบและขออนุญาตโจทก์ที่ 2 ก่อน และที่ดินของจำเลยที่ 1 ก็มิได้มีโบราณสถานใดที่โจทก์ที่ 2 ได้ขึ้นทะเบียนไว้อันจะอยู่ในความปกครองดูแลรักษาของโจทก์ที่ 2 หรือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 ดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ เนื่องจากเหตุคดีนี้เกิดประมาณระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2530 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2531 โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เกินกว่าหนึ่งปีแล้วนับแต่วันเกิดเหตุ หรือวันที่โจทก์ทั้งสองควรทราบถึงการละเมิด คดีของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 408-409/2539 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ที่ 2 ในคดีนี้ได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้เป็นจำเลย ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2539 ที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง โดยจำเลยที่ 1 เคยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดและขอออกเอกสารสิทธิในที่ดิน ขั้นตอนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของเจ้าพนักงานที่ดิน จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2525 เนื้อที่ 3 งานเศษ สภาพขณะซื้อมาเป็นที่ราบ ชาวบ้านใช้ที่ดินปลูกพืชไร่ประเภทถั่ว ภายหลังซื้อที่ดินพิพาทแล้วจำเลยที่ 1 ได้ยึดถือที่ดินโดยเจตนายึดถือเพื่อตน จำเลยที่ 1 จึงได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ปรับปรุงสภาพที่ดินและปลูกสร้างอาคารลงบนที่ดินที่ซื้อมาโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 2 มาทักท้วงหรือห้ามปราม สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงตกเป็นส่วนควบของที่ดิน จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปลูกร้างอาคารอยู่บนแนวกำแพงเมืองเชลียงโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนร้านอาหารเพราะอาคารร้านอาหารตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามกฎหมายและไม่เคยมีป้ายประกาศของโจทก์ที่ 2 มาปักกำหนดหรือแจ้งให้ประชาชนทราบว่าที่ดินจำเลยที่ 1 ไม่ได้บุกรุกที่ดินของเขตโบราณสถานซึ่งย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้บุกรุกที่ดินของเขตโบราณสถานตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความเสียหาย การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2531 ซึ่งเป็นหลังวันที่จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดิน ย่อมไม่ผูกพันหรือมีผลย้อนหลังไปในขณะที่จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดิน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินของจำเลยที่ 2 มิใช่ที่ราชพัสดุโดยจำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมายจากบุคคลภายนอกตั้งแต่ปี 2529 ก่อนที่โจทก์ที่ 2 จะประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2531 ประกาศดังกล่าวมิได้หมายถึงการยกเลิกกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองคงมีผลแต่เพียงว่าผู้ที่ครอบครองที่ดินบริเวณรอบอุทยานประวัติศาสตร์สามารถทำการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างได้โดยยื่นแบบและขออนุญาตจากโจทก์ที่ 2 ก่อน ที่ดินของจำเลยที่ 2 ไม่มีโบราณสถานที่โจทก์ที่ 2 ขึ้นทะเบียนไว้ดังที่โจทก์ที่ 2 กล่าวอ้างโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ไม่เคยบุกรุกบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย วังสำโรง ตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เพราะที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ซื้อมาจากนางเนืองหรือเนื่อง คำแสน และนางอำนวย คำแสน ตั้งแต่ปี 2529 คดีอาญาหมายเลขคดีแดงเลขที่ 226-227/2534 ของศาลชั้นต้น ซึ่งถึงที่สุดแล้ว ศาลได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าจำเลยทั้งสองเข้าครอบครองที่ดินโดยซื้อมาจากเจ้าของเดิมไม่ปรากฏในคำพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ฟ้องโจทก์ที่ 2 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขที่ 408-409/2539 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะปกครองดูแลรักษาที่ดินพิพาท เพราะที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนอาคารร้านค้าขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 14 เมตร จำนวน 1 หลัง ทำที่ดินบริเวณอาคารร้านค้าอาหารดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเดิมและให้จำเลยที่ 1 กับพวกออกจากที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนอาคารคอนกรีตจำนวน 9 หลัง ร่องน้ำ ถนน รั้วคอนกรีตสวนหย่อมและน้ำตกจำลอง ทำที่ดินบริเวณดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเดิมและให้จำเลยที่ 2 กับบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว คำขอนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท

โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้เป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และศาลชั้นต้นได้ตีราคาที่ดินพิพาทตามคำสั่งของศาลฎีกาแล้ว ได้ความว่าที่ดินพิพาทส่วนของจำเลยที่ 1 มีราคา 51,450 บาท ที่ดินส่วนของจำเลยที่ 2 มีราคา 572,295 บาท และมูลคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่เกินสองแสนบาท คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยทั้งสองได้บุกรุกเข้าไปในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยซึ่งเป็นโบราณสถานอันป็นทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ของโจทก์ที่ 2 และเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองขุดทำลายกำแพงเมืองเชลียงศรีสัชนาลัยก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างทับแนวกำแพงดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารและสิ่งก่อสร้างออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ราชพัสดุ จำเลยทั้งสองได้ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยชอบและได้ครอบครองทำประโยชน์จนได้สิทธครอบครองก่อนโจทก์ที่ 2 ประกาศกำหนดเชตที่ดินโบราณสถาน ขอให้ยกฟ้อง จึงเป็นกรณีที่พิพาทกันด้วยเรื่องการเป็นเจ้าของแห่งที่ดินพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่อยู่ในความดูแลรักษาของโจทก์ทั้งสอง แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทได้หรือไม่ แต่การที่จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจะต้องฟังข้อเท็จจริงให้ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นโบราณสถานอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่อยู่ในความครอบครองดูแลของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองอันเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีที่โจทก์ฟ้อง มิใช่นอกประเด็นดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา เช่นนี้ข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า ที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยที่ 1 เข้าปลูกสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีอำนาจครอบครองดูแลตามกฎหมายไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินพิพาท จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างและบังคับให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองทำประโยชน์ก่อนโจทก์ที่ 2 จะประกาศให้เป็นที่ดินโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่านั้น เห็นว่า จากข้อนำสืบของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองรับกันว่าพนักอัยการเคยฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีอาญาในข้อหาบุกรุกทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทอันเป็นโบราณสถานโดยมิชอบ ซึ่งศาลได้พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานทำลายโบราณสถานตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 32 วรรคแรก ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 226-227/2534 ของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว แม้คดีอาญาจะไม่มีประเด็นโดยตรงว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่จะนำมาใช้ยันจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ได้ แต่ในคดีดังกล่าวก็ฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำลายแนวกำแพงเมืองเชลียงศรีสัชนาลัยที่เป็นโบราณสถานแล้วเข้าปลูกสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างในแนวกำแพงเมืองดังกล่าว ทั้งโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 นำสืบรับกันว่าจำเลยที่ 2 เคยฟ้องโจทก์ที่ 2 เป็นคดีแพ่งตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 408-409/2539 ของศาลชั้นต้น จนศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าประกาศของโจทก์ที่ 2 ในการกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยและมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ระงับการก่อสร้างและรื้อถอนสิ่งก่อสร้างชอบด้วยกฎหมายตามเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าบริเวณที่ดินพิพาทมีโบราณสถานอยู่จริง เช่นนี้ข้อเท็จจริงในคดีอาญาและคดีแพ่งดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ 2 ที่เป็นคู่ความในคดีฟังได้ว่าที่ดินพิพาทส่วนของจำเลยที่ 2 อยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และโจทก์ทั้งสองยังนำสืบด้วยว่าที่ดินพิพาทได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินราชพัสดุแล้วตามเอกสารหมาย จ.10 จำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่าอาคารสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 อยู่ในที่ดินราชพัสดุตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2541 ดังนี้ที่ดินพาทส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นที่ดินราชพัสดุอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่อยู่ในความครอบครองดูแลของโจทก์ที่ 1 ประกอบกับโจทก์ทั้งสองมีนายสด แดงเอียด ที่เคยเป็นหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยเบิกความว่า ที่ดินที่จำเลยทั้งสองถือครองทับแนวกำแพงเมืองเชลียงซึ่งเป็นโบราณสถานและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและโจทก์ที่ 2 จะเข้าไปบูรณะแนวกำแพงเมืองเชลียงและบ่อน้ำโบราณให้กลับสู่สภาพเดิม ย่อมรับฟังได้แล้วว่าทางราชการได้สงวนที่ดินพาทไว้เพื่อประโยชน์ทางราชการ และการที่อธิบดีของโจทก์ที่ 2 เคยมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ปลูกสร้างอาคารและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท แสดงว่าทางราชการได้หวงกันไว้ตลอดมา ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ทางราชการสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304 (3) ต้องห้ามมิให้โอนเว้นแต่อาศัยอำนาจ แห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ารับโอนมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทก่อนโจทก์ที่ 2 ประกาศกำหนดให้เป็นเขตโบราณสถานก็ไม่ทำให้สภาพที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 2 ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้กับทางราชการได้ เมื่อที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 เข้าครอบครองเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและประกาศเป็นเขตอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ย่อมอยู่ในความดูแลของโจทก์ที่ 2 และการขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุจึงเป็นทรัพย์สินของทางราชการที่อยู่ในความครอบครองดูแลของโจทก์ที่ 1 ด้วยโจทก์ทั้งสองมีอำนาจขับไล่จำเลยที่ 2 ให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยที่ 2 กับบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 408-409/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีดังกล่าวโจทก์ที่ 2 เป็นโจทก์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองอาศัยมูลละเมิดที่จำเลยทั้งสองทำลายกำแพงเมืองเชลียงศรีสัชนาลัยเสียหายอันเป็นกรณีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทำให้เสียทรัพย์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิใช้สอยทรัพย์ที่พิพาท แม้จะฟ้องเรียกค่าเสียหายมาด้วยก็เป็นค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีอำนาจ เป็นกรณีอ้างว่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ดังนี้ประเด็นคดีแรกและคดีนี้ย่อมแตกต่างกัน ประเด็นที่วินิจฉัยคดีทั้งสองมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่เป็นฟ้องซ้ำ......

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท นั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งให้พิจารณารวมกันแต่จำเลยทั้งสองก็ต้องแยกกันรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในแต่ละสำนวนต่างหากจากกัน จึงสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในสำนวนแรกแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,800 บาท ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในสำนวนที่ 2 แทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง กับพวก
จำเลย — สิบเอกบดินทร์ โกศะโยดม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1758 -ที่ 1759/2548
#270854
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และศาลชั้นต้นได้ตีราคาที่ดินพิพาทตามคำสั่งของศาลฎีกาแล้ว ได้ความว่าที่ดินพิพาทส่วนของจำเลยที่ 1 ราคา 51,450 บาท ที่ดินส่วนของจำเลยที่ 2 ราคา 572,295 บาท และมูลคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองแยกต่างหากจากกัน ดังนั้นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่เกินสองแสนบาท คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248

แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมและให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้หรือไม่ แต่การที่จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจะต้องฟังข้อเท็จจริงให้ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นโบราณสถานอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่อยู่ในความครอบครองดูแลของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองอันเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีที่โจทก์ฟ้อง มิใช่นอกประเด็นดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา เช่นนี้ข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยที่ 1 เข้าปลูกสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีอำนาจครอบครองดูแลตามกฎหมายไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินพิพาท จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้าง และบังคับให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากี่ดินพิพาทได้

คดีก่อนโจทก์ที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองอาศัยมูลละเมิดที่จำเลยทั้งสองทำลายกำแพงเมืองเชลียงศรีสัชนาลัยเสียหายอันเป็นกรณีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทำให้เสียทรัพย์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิใช้สอยทรัพย์ที่พิพาทแม้จะฟ้องเรียกค่าเสียหายมาด้วยก็เป็นค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีอำนาจเป็นกรณีอ้างว่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ดังนี้ประเด็นคดีแรกและคดีนี้ย่อมแตกต่างกัน ประเด็นที่วินิจฉัยคดีทั้งสองมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่เป็นฟ้องซ้ำ

แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชนะคดีโดยยกฟ้องโจทก์ทั้งสองและใช้ดุลพินิจให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเป็นพับ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้โจทก์ทั้งสองชนะคดีด้วยการขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาท และได้คำนึงถึงเหตุสมควรความสุจริตในการสู้คดีความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวงแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองในศาลชั้นต้นจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งสองฟ้องทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกัน ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รื้อถอนอาคารร้านอาหารขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 14 เมตร จำนวน 1 หลัง ทำที่ดินบริเวณอาคารร้านอาหารดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเดิม และบังคับให้จำเลยที่ 1 กับพวกออกจากที่ดินดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมรื้อถอนอาคารร้านอาหารขอให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนเองโดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงินทั้งสิ้น 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 อีกเดือนละ 350 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 กับขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รื้อถอนอาคารคอนกรีตจำนวน 9 หลัง ร่องน้ำ ถนน รั้วคอนกรีต สวนหย่อมและน้ำตกจำลอง ทำที่ดินบริเวณดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเดิม และบังคับให้จำเลยที่ 2 กับบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว หากจำเลยที่ 2 ไม่ยอมรื้อถอนอาคารคอนกรีตจำนวน 9 หลัง ร่องน้ำ ถนน รั้วคอนกรีต สวนหย่อมและน้ำตกจำลอง ขอให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนได้เองโดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงินทั้งสิ้น 583,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 อีกเดือนละ 4,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 2 และบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นที่ราชพัสดุในอันที่โจทก์ที่ 1 จะขึ้นทะเบียนไว้เพื่อปกครองดูแลรักษาแทนรัฐได้ หากแต่จำเลยที่ 1 ได้ซื้อมาโดยชอบด้วยกฎหมายจากบุคคลภายนอกตั้งแต่ปี 2525 ก่อนที่โจทก์ที่ 2 จะได้ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ เนื่องจากเหตุคดีนี้เกิดประมาณระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2530 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2531 โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เกินกว่าหนึ่งปีแล้วนับแต่วันเกิดเหตุ หรือวันที่โจทก์ทั้งสองควรทราบถึงการทำละเมิด คดีของโจทก์ทั้งสองเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 408 - 409/2539 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้บุกรุกที่ดินของเขตโบราณสถานตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความเสียหาย การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2531 ซึ่งเป็นวันหลังวันที่จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดิน ย่อมไม่ผูกพันหรือมีผลย้อนหลังไปในขณะที่จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดิน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินของจำเลยที่ 2 มิใช่ที่ราชพัสดุ โดยจำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมายจากบุคคลภายนอกตั้งแต่ปี 2529 ก่อนที่โจทก์ที่ 2 จะประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ฟ้องโจทก์ที่ 2 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 408 - 409/2539 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะปกครองดูแลรักษาที่ดินพิพาท เพราะที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนอาคารร้านอาหารขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 14 เมตร จำนวน 1 หลัง ทำที่ดินบริเวณอาคารร้านอาหารดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเดิม และให้จำเลยที่ 1 กับพวกออกจากที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนอาคารคอนกรีตจำนวน 9 หลัง ร่องน้ำ ถนน รั้วคอนกรีต สวนหย่อมและน้ำตกจำลอง ทำที่ดินบริเวณดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเดิมและให้จำเลยที่ 2 กับบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว คำขอนอกจากนี้ให้ยกกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท

โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และศาลชั้นต้นได้ตีราคาที่ดินพิพาทตามคำสั่งของศาลฎีกาแล้ว ได้ความว่าที่ดินพิพาทส่วนของจำเลยที่ 1 มีราคา 51,450 บาท ที่ดินส่วนของจำเลยที่ 2 มีราคา 572,295 บาท และมูลคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่เกินสองแสนบาท คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยทั้งสองได้บุกรุกเข้าไปในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยซึ่งเป็นโบราณสถานอันเป็นทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ในความครอบครองดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ของโจทก์ที่ 2 และเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองขุดทำลายแนวกำแพงเมืองศรีสัชนาลัย ก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างทับแนวกำแพงดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารและสิ่งก่อสร้างออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ราชพัสดุ จำเลยทั้งสองได้ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยชอบและได้ครอบครองทำประโยชน์จนได้สิทธิครอบครองก่อนโจทก์ที่ 2 ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานขอให้ยกฟ้อง จึงเป็นกรณีที่พิพาทกันด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่งที่ดินพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่อยู่ในความดูแลรักษาของโจทก์ทั้งสอง แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมและให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้หรือไม่ แต่การที่จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจะต้องฟังข้อเท็จจริงให้ยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นโบราณสถานอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่อยู่ในความครอบครองดูแลของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นที่ดินที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองอันเป็นประเด็นเกี่ยวเนื่องกัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีที่โจทก์ฟ้อง มิใช่นอกประเด็นดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา เช่นนี้ข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าที่ดินพิพาทส่วนที่จำเลยที่ 1 เข้าปลูกสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นส่วนราชการที่มีอำนาจครอบครองดูแลตามกฎหมายไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินพิพาท จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างและบังคับให้จำเลยที่ 1 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้ครอบครองทำประโยชน์ก่อนโจทก์ที่ 2 จะประกาศให้เป็นที่ดินโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่านั้น เห็นว่า จากข้อนำสืบของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองรับกันว่าพนักงานอัยการเคยฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาในข้อหาบุกรุก ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทอันเป็นโบราณสถานโดยมิชอบ ซึ่งศาลได้พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานทำลายโบราณสถานตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 32 วรรคแรก ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 226 - 227/2534 ของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว แม้คดีอาญาจะไม่มีประเด็นโดยตรงว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่จะนำมาใช้ยันจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ได้ แต่ในคดีดังกล่าวก็ฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำลายแนวกำแพงเมืองเชลียงศรีสัชนาลัยที่เป็นโบราณสถานแล้วเข้าปลูกสร้างอาคารสิ่งก่อสร้างในแนวกำแพงเมืองดังกล่าว ทั้งโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 นำสืบรับกันว่าจำเลยที่ 2 เคยฟ้องโจทก์ที่ 2 เป็นคดีแพ่งตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 408 - 409/2539 ของศาลชั้นต้น จนศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าประกาศของโจทก์ที่ 2 ในการกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยและมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ระงับการก่อสร้างและรื้อถอนสิ่งก่อสร้างชอบด้วยกฎหมายตามเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าบริเวณที่พิพาทมีโบราณสถานอยู่จริง เช่นนี้ข้อเท็จจริงในคดีอาญาและคดีแพ่งดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ 2 ที่เป็นคู่ความในคดีฟังได้ว่าที่ดินพิพาทส่วนของจำเลยที่ 2 อยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และโจทก์ทั้งสองยังนำสืบด้วยว่าที่ดินพิพาทได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินราชพัสดุแล้วตามเอกสารหมาย จ.10 จำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่าอาคารสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 อยู่ในที่ดินราชพัสดุตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2541 ดังนี้ที่ดินพิพาทส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นที่ดินราชพัสดุอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่อยู่ในความครอบครองดูแลของโจทก์ที่ 1 ประกอบกับโจทก์ทั้งสองมีนายสด แดงเอียด ที่เคยเป็นหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยเบิกความว่า ที่ดินที่จำเลยทั้งสองถือครองทับแนวกำแพงเมืองเชลียงซึ่งเป็นโบราณสถานและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและโจทก์ที่ 2 จะเข้าไปบูรณะแนวกำแพงเมืองเชลียงและบ่อน้ำโบราณให้กลับสู่สภาพเดิม ย่อมรับฟังได้แล้วว่าทางราชการได้สงวนที่ดินพิพาทไว้เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และการที่อธิบดีของโจทก์ที่ 2 เคยมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ปลูกสร้างอาคารและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท แสดงว่าทางราชการได้หวงกันไว้ตลอดมา ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ทางราชการสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) ต้องห้ามมิให้โอน เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ารับโอนมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทก่อนโจทก์ที่ 2 ประกาศกำหนดให้เป็นเขตโบราณสถานก็ไม่ทำให้สภาพที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเปลี่ยนแปลงไป จำเลยที่ 2 ไม่อาจยกขึ้นต่อสู้กับทางราชการได้ เมื่อที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 เข้าครอบครองเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและประกาศเป็นเขตอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ย่อมอยู่ในความดูแลของโจทก์ที่ 2 และการขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุจึงเป็นทรัพย์สินของทางราชการที่อยู่ในความครอบครองดูแลของโจทก์ที่ 1 ด้วย โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยที่ 2 กับบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้ คดีนี้มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 408 - 409/2539 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีดังกล่าวโจทก์ที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองอาศัยมูลละเมิดที่จำเลยทั้งสองทำลายกำแพงเมืองเชลียงศรีสัชนาลัยเสียหายอันเป็นกรณีฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทำให้เสียทรัพย์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิใช้สอยทรัพย์ที่พิพาทแม้จะฟ้องเรียกค่าเสียหายมาด้วยก็เป็นค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีอำนาจเป็นกรณีอ้างว่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ดังนี้ ประเด็นคดีแรกและคดีนี้ย่อมแตกต่างกัน ประเด็นที่วินิจฉัยคดีทั้งสองมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่เป็นฟ้องซ้ำ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสองไม่ชอบเพราะศาลชั้นต้นพิพากษาให้เป็นพับนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชนะคดีโดยยกฟ้องโจทก์ทั้งสองและใช้ดุลพินิจให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเป็นพับ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้โจทก์ทั้งสองชนะคดีด้วยการขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาท และได้คำนึงถึงเหตุสมควรความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวงแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจกำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองในศาลชั้นต้น จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคแรก แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยมาข้างต้นที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้สามารถคำนวณค่าเสียหายได้โดยเทียบเคียงกับการให้เอกชนเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ไม่กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง จึงเป็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ มีข้อวินิจฉัยในส่วนค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 เรียกจากจำเลยที่ 2 เห็นว่า ที่โจทก์ที่ 1 นำสืบค่าเสียหายโดยเทียบเคียงอัตราค่าเช่าตามระเบียบว่าด้วยการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุเอกสารหมาย จ.11 นั้น เป็นการหาประโยชน์สำหรับที่ดินราชพัสดุทั่วไปที่ทางราชการนำไปหาผลประโยชน์ด้วยการให้เอกชนเช่า ส่วนที่ดินพิพาทเป็นที่ดินราชพัสดุที่เป็นโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยซึ่งทางราชการได้สงวนไว้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ โจทก์ที่ 1 ไม่ได้นำสืบว่าสามารถนำที่ดินที่เป็นโบราณสถานอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไปหาประโยชน์ได้หรือไม่อย่างไร จะนำเอาอัตราค่าเช่าตามระเบียบว่าด้วยการจัดหาประโยชน์สำหรับที่ดินราชพัสดุทั่วไปมาใช้กับที่ดินพิพาทหาได้ไม่ ดังนี้ถือว่าโจทก์ที่ 1 นำสืบไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท นั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งให้พิจารณารวมกัน แต่จำเลยทั้งสองก็แยกกันรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในแต่ละสำนวนต่างหากจากกัน จึงสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในสำนวนแรกแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,800 บาท ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในสำนวนที่สองแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 148 ม. 161 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง กับพวก
จำเลย — สิบเอกบดินทร์ โกศะโยดม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1756/2548
#269677
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความคือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นคู่สัญญาที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์มาแต่เดิม มาพบกับทนายความของโจทก์ แต่มิได้แต่งตั้งให้จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของตนมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ การที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญายอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยโดยขอผ่อนชำระจึงเป็นการตัดสินใจกระทำไปโดยลำพังด้วยความสมัครใจของจำเลยที่ 3 เอง และข้อความในสัญญาดังกล่าวระบุว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องเรียกร้องหนี้ที่ค้างชำระจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมแสดงชัดเจนแล้วว่าสัญญาที่ทำขึ้นนี้ไม่ทำให้หนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ระงับสิ้นไป แม้จะใช้ชื่อว่าสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ก็หาใช่สัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมายไม่ เป็นเพียงสัญญาซึ่งจำเลยที่ 3 ที่เป็นบุคคลภายนอกยอมผูกพันตนเข้าร่วมชำระหนี้ของลูกหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งเป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่โจทก์และจำเลยที่ 3 กระทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้

จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ส่วนที่ยังค้างชำระตามสัญญาได้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ต้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อน ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นไปอย่างลูกหนี้ร่วมกัน และเมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวนเดียวกันกับหนี้ที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกชำระหนี้จากจำเลยคนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนตามแต่จะเลือก และการที่จำเลยคนหนึ่งชำระหนี้ย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยอื่นด้วย ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ ศาลย่อมอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้ที่จำเลยที่ 3 จะต้องชำระได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 103,888.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 95,598 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัด

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 95,598 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2546 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 11 กันยายน 2546) ให้ไม่เกิน 8,290.87 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์ประกอบกิจการให้บริการทางการแพทย์ และให้บริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแก่ผู้ป่วย จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ตำแหน่งพยาบาล มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโดยการฟอกไต ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 15,200 บาท โจทก์ส่งจำเลยที่ 1 ไปฝึกอบรมดูงานด้านการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีกำหนด 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2545 ตลอดระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ยังจ่ายเงินเดือนให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาไว้กับโจทก์ว่า เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรม จำเลยที่ 1 จะต้องกลับมาปฏิบัติงานกับโจทก์ต่อไปเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันสิ้นสุดการฝึกอบรม หากผิดสัญญาจำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินเป็นเบี้ยปรับแก่โจทก์เป็นจำนวน 12 เท่าของเงินเดือนสุดท้าย หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบยอมให้คิดดอกเบี้ยจากเงินที่ยังไม่ได้ชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย จ. 3 ในการนี้จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ต่อโจทก์ว่า หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาต้องชดใช้เงินแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดโดยโจทก์ไม่จำต้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อน ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. 4 หลังจากครบกำหนดการฝึกอบรม จำเลยที่ 1 กลับมาทำงานกับโจทก์อยู่อีก 8 เดือน ก็ยื่นใบลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ โจทก์จึงเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับตามสัญญา โดยคิดลดส่วนที่กลับมาทำงานให้ด้วยแล้วเป็นเงิน 121,600 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ ต่อมาจำเลยที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 3 มาพบกับทนายความของโจทก์ และจำเลยที่ 3 ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ โดยยอมชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเงิน 130,720 บาท ผ่อนชำระเดือนละไม่ต่ำกว่า 32,600 บาท (น่าจะเป็น 32,680 บาท) โดยนำเงินฝากเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารทุกวันที่ 25 ของเดือน เริ่มวันที่ 25 มกราคม 2546 เป็นงวดแรก และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 25 เมษายน 2546 หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์ฟ้องบังคับคดีทันที พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องเรียกร้องหนี้จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทำสัญญาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2546 หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ชำระเงินให้โจทก์เพียงงวดเดียวเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นเงิน 32,680 บาท โจทก์นำเงินที่จำเลยที่ 3 ชำระมานั้นชำระเป็นดอกเบี้ยและเงินต้นบางส่วน คงเหลือเงินต้นค้างชำระเป็นเงิน 95,598 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสามให้ชำระแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า มูลหนี้อันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโดยไม่ทำงานให้แก่โจทก์จนครบกำหนด 2 ปี นับแต่วันสิ้นสุดการอบรมระงับไปแล้วเพราะจำเลยที่ 3 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความคือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 มิได้เป็นคู่สัญญาซึ่งจะต้องรับผิดต่อโจทก์มาแต่เดิม จำเลยที่ 3 จึงไม่อาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับฝ่ายโจทก์ได้ แม้ศาลแรงงานกลางจะรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 มาพบกับทนายความของโจทก์ แต่ก็มิได้ฟังไปถึงว่า จำเลยที่ 1 แต่งตั้งให้จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของตนมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ การที่จำเลยที่ 3 ทำสัญญายอมร่วมรับผิดด้วยโดยขอผ่อนชำระจึงเป็นการตัดสินใจกระทำไปโดยลำพังด้วยความสมัครใจของจำเลยที่ 3 เอง ทั้งข้อความตอนท้ายข้อ 3 ของสัญญาดังกล่าวที่ระบุว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์ในการฟ้องเรียกร้องหนี้ที่ค้างชำระจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็แสดงชัดเจนว่าสัญญาที่ทำขึ้นนี้ไม่ทำให้หนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ระงับสิ้นไป สัญญานี้แม้จะใช้ชื่อว่าสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ก็หาใช่สัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมายไม่ เป็นแต่เพียงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้โจทก์ยอมผูกพันตนเข้าร่วมชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ด้วย ซึ่งเป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่โจทก์และจำเลยที่ 3 กระทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 3 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ส่วนที่ยังค้างชำระตามสัญญาที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำกันไว้ซึ่งไม่เกินกว่าจำนวนหนี้เดิมที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ต้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นไปอย่างลูกหนี้ร่วมกัน และเมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเดียวกันกับหนี้ที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกชำระหนี้จากจำเลยคนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนตามแต่จะเลือก และการที่จำเลยคนหนึ่งชำระหนี้ย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยอื่นด้วย ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ก็เห็นสมควรพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้ที่จำเลยที่ 3 จะต้องชำระเสียให้ชัดเจนด้วยเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรัตนบดินทร์ จำกัด
จำเลย — นางสาวอรอนงค์ เหมาชัย
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1755/2548
#267951
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 กับ ม. เป็นโจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 ม. และ ป. แต่ จ. ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ที่ 1 และ ม. ได้ไปขอออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของ จ. โดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าได้มาโดยการรับมรดกจากบิดามารดา เมื่อ จ. ถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ จ. ได้โอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองและให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท หากเพิกถอนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งสองและเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของ จ. โดย ป. ยกให้ ต่อมา จ. ขายให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนเนื่องจากจำเลยที่ 2 ชำระราคาไม่ครบถ้วน หลังจาก จ. ถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 ได้ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของ จ. โดย ป. ยกให้ เมื่อ จ. ถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทตกได้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาท จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ คดีถึงที่สุดแล้วผลของคำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความคือโจทก์ที่ 1 และ ม. รวมทั้งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของ ม. ในฐานะทายาทโดยธรรมมิให้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกับจำเลยทั้งสองอีก ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้อีกก็เพื่อต้องการให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทกันอีกครั้งหนึ่ง ถือว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 นางไมล์ ชะวูรัมย์ และนายเจียม ประกิจรมย์ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของนายปราง ประกิจรัมย์ กับนางโฮมหรือโอม ประกิจรัมย์ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 424 เนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ เมื่อนายปรางถึงแก่ความตายที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกตกได้แก่ทายาท ต่อมาปี 2515 โจทก์ที่ 1 กับนางไมล์มอบหมายให้นายเจียมนำที่ดินดังกล่าวไปขอออกโฉนดที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3534 ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นชื่อนายเจียมแทนโจทก์ที่ 1 และนางไมล์ แต่เมื่อนายเจียมถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรและเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจียมได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมิชอบ จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ 1 และนางไมล์ และเมื่อนางไมล์ถึงแก่ความตายที่ดินส่วนของนางไมล์ย่อมตกได้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นบุตร ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3534 ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ให้แก่โจทก์ที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 3 งาน และให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เนื้อที่ 6 ไร่ ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การพ้นกำหนดระยะเวลา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ที่ 1 กับนางไมล์ ชะวูรัมย์ เคยฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นเกี่ยวกับคดีนี้ ดคีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้ขับไล่โจทก์ที่ 1 และนางไมล์กับบริวารคือโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2592/2540 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่โจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2592/2540 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2592/2540 ของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 กับนางไมล์ ชะวูรัมย์เป็นโจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 นางไมล์ และนายปราง ประกิจรัมย์ แต่นายเจียม ประกิจรัมย์ ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ที่ 1 และนางไมล์ได้ไปขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนายเจียมโดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าได้ที่ดินพิพาทมาโดยการรับมรดกจากบิดามารดา เมื่อนายเจียมถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจียมได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองและให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท หากเพิกถอนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งสองและเพิกถอนนิติกรรมการโอนการที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายเจียมโดยนายปรางยกให้ ต่อมานายเจียมขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนเนื่องจากจำเลยที่ 2 ชำระราคาไม่ครบถ้วนหลังจากนายเจียมถึงแก่ความตายจำเลยที่ 2 ได้ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทห้ามเกี่ยวข้อง คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายเจียมโดยนายปรางยกให้ เมื่อนายเจียมถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทตกได้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาท จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความคือโจทก์ที่ 1 และนางไมล์รวมทั้งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของนางไมล์ในฐานะทายาทโดยธรรมมิให้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกับจำเลยทั้งสองอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้อีกแม้จะเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงเป็นว่านายเจียมเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับโจทก์ที่ 1 และนางไมล์โดยได้รับมรดกจากบิดามารดาและต่อมานายเจียมไปขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนายเจียมตามที่โจทก์ที่ 1 และนายไมล์มอบให้ เมื่อนายเจียมถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 บุตรของนายเจียมได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมิชอบจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นของโจทก์ที่ 1 และนางไมล์ก็ตาม แต่จุดประสงค์ในการฟ้องก็เพื่อต้องการให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินพิพาทกันอีกครั้งหนึ่ง เท่ากับเป็นการโต้เถียงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลในคดีก่อนได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ถือว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2592/2540 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอี คิดงาม กับพวก
จำเลย — นางสาวท่วม ประกิจรัมย์ ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ
ผู้จัดการมรดกของนายเจียม ประกิจรัมย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1753/2548
#113217
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามมาตรา 238 และมาตรา 247 แต่ที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงโดยนำข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฎในสำนวนมาวินิจฉัย ทั้งขัดแย้งกับหลักฐานในสำนวนจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาย่อมวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (3) (ก) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบิดาของนางสาวสุภา บุคคลซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 946/2541 ของศาลชั้นต้น โจทก์ได้นำคำสั่งศาลดังกล่าวไปขอรับเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่นางสาวสุภาจะพึงได้จากจำเลยเป็นเงิน 27,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 29,102.67 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 27,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านป่าก๋อย บ้านสันต้นธง รวมมิตร มีฐานะเป็นนิติบุคคล โจทก์และนางสาวสุภามิได้เป็นสมาชิกของสมาคมจำเลย นับตั้งแต่จำเลยได้จดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ยังไม่เคยดำเนินกิจการใด ๆ โจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องชำระเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ คดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 238 และมาตรา 247 แต่ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นางสาวสุภา บุตรโจทก์เป็นสมาชิกกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านป่าก๋อย บ้านสันต้นธง ก่อนที่ พ.ร.บ. การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 จะใช้บังคับ โดยกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ และสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิกที่ถึงแก่ความตายด้วยเงินสงเคราะห์จัดการศพ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2527 กลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านป่าก๋อย บ้านสันต้นธง ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นสมาคมจำเลยนั้น ปรากฏว่าก่อนสืบพยานศาลชั้นต้นได้ไกล่เกลี่ยคู่ความแต่ไม่อาจตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้คณะกรรมการของสมาคมจำเลยไปเรียกประชุมสมาชิก แล้วนำบันทึกการประชุมและผลการลงมติมายื่นต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณา ผลการประชุมสมาชิกมีมติว่า กลุ่มสมาชิกดำเนินการเป็นกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ ไม่ใช่สมาคม ในวันนัดสืบพยานดังกล่าวโจทก์นำสมุดรายชื่อสมาชิกและหลักฐานการชำระเงินค่าสมาชิกของโจทก์ ที่ได้รับจากนายวิทยาประธานกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านป่าก๋อย บ้านสันต้นธง ให้จำเลยตรวจดู จำเลยแถลงรับว่าโจทก์มีชื่อเป็นสมาชิกและมีการชำระเงินค่าสมาชิกตามที่ระบุไว้จริง แต่คัดค้านว่าเอกสารดังกล่าวแสดงว่าโจทก์เป็นสมาชิกและชำระเงินให้กลุ่มสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านป่าก๋อย บ้านสันต้นธง ไม่เกี่ยวข้องกับสมาคมจำเลย ต่อมานายวิทยาแถลงว่าการดำเนินการของกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านป่าก๋อย บ้านสันต้นธง อาศัยความพร้อมใจของสมาชิกในหมู่บ้าน โดยมิได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2517 และคู่ความอ้างส่งกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวกับกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านป่าก๋อย บ้านสันต้นธง และสมาคมจำเลยเพื่อประกอบการพิจารณา ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่านางสาวสุภา บุตรโจทก์เป็นสมาชิกกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านป่าก๋อย บ้านสันต้นธง เป็นการนำข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในสำนวนมาวินิจฉัย ทั้งขัดแย้งกับหลักฐานสมุดรายชื่อสมาชิกและหลักฐานการชำระเงินค่าสมาชิกของโจทก์ ที่โจทก์รับจากนายวิทยามาแสดงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์เป็นสมาชิกกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านป่าก๋อย บ้านสันต้นธง ซึ่งให้การสงเคราะห์ทั้งโจทก์ผู้เป็นสมาชิกและนางสาวสุภาบุตรโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวของสมาชิก และที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า กลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านป่าก๋อย บ้านสันต้นธงได้จดทะเบียนเป็นสมาคมจำเลยก็เป็นการนำข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในสำนวนมาวินิจฉัยเพราะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายสุคำ กับพวกรวม 7 คน ซึ่งเป็นคณะกรรมการผู้เริ่มก่อการจัดตั้งสมาคมจำเลยเกี่ยวข้องประการใดกับกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านป่าก๋อย บ้านสันต้นธง ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนนี้ใหม่ตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 243 (3) (ก) ประกอบมาตรา 247

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 238 ม. 243 (3) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสาร์ น้อยหมอ
จำเลย — สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์บ้านป่าก๋อย บ้านสันต้นธง รวมมิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายสมชาติ เลิศลิขิตวรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสู่บุญ วุฒิวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1751/2548
#267946
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามมาตรา 166 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องและนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2545 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดโจทก์ไม่ไปศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกฟ้อง ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มายื่นคำร้องพ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ศาลยกฟ้อง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ที่ถูกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) มาตรา 166 วรรคสอง ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งยกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ ในประเด็นนี้โจทก์ฎีกาว่า เหตุที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสอบคำให้การจำเลยและสืบพยานโจทก์ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 เพราะโจทก์เข้าใจผิดคิดว่าศาลนัดวันที่ 3 มีนาคม 2546 และแม้ว่าโจทก์จะมาศาลในวันนัดก็ไม่สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาได้เนื่องจากจำเลยไม่มาศาลเช่นเดียวกัน เห็นว่า ประมวลกฎหมายวธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญชัย นิภาศุภรชัย
จำเลย — นายวิชัย นิภาศุภรชัยหรือศิรินาวากุล
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1751/2548
#270853
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาศาลตาม ป.วิ.อ. มาตา 166 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องและนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดโจทก์ไม่ไปศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกฟ้อง ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นคำร้องพ้นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ศาลยกฟ้อง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสอง ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งยกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ ในประเด็นนี้โจทก์ฎีกาว่า เหตุที่โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสอบคำให้การจำเลยและสืบพยานโจทก์ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 เพราะโจทก์เข้าใจผิดว่าศาลนัดพิจารณาคดีในวันที่ 3 มีนาคม 2546 และแม้ว่าโจทก์จะมาศาลในวันนัดก็ไม่สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาได้เนื่องจากจำเลยไม่มาศาลเช่นเดียวกันนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้อง เพราะโจทก์ไม่มาศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166 ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญชัย นิภาศุภรชัย
จำเลย — นายวิชัย นิภาศุภรชัย หรือศิรินาวากุล
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2548
#267944
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันเกิดเหตุเวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่อยู่อาศัยอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 365 (3) แต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับของให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) อันเป็นบทลงโทษผู้กระทำความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ปรับบทลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติที่โจทก์ขอ จึงไม่ถูกต้อง และกรณีเป็นเรื่องโจทก์อ้างบทมาตราผิด ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติมาตราที่ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่อยู่อาศัยอันเป็นเคหสถานของนางสาวธัญญานุช สุริยะไกร ผู้เสียหาย อายุกว่าสิบห้าปี แล้วกระทำอนาจารผู้เสียหายโดยกอดและคร่อมทับร่างผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายขัดขืนร้องให้คนช่วย จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 1 ครั้ง อันเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายแก่ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 364, 365 (1)

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (1) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ซี่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันเกิดเหตุเวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่อยู่อาศัยอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) แต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) อันเป็นบทลงโทษผู้กระทำความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังจะประทุษร้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ปรับบทลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติที่โจทก์ขอ จึงไม่ถูกต้อง และกรณีเป็นเรื่องโจทก์อ้างบทมาตราผิด ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทมาตราที่ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบมาตรา 215 และ 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 178, 365 (3) ประกอบมาตรา 364 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายอุดม ปลั่งกลาง
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2548
#270009
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันเกิดเหตุเวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่อยู่อาศัยอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 365 (3) แต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับขอให้โทษตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) อันเป็นบทลงโทษผู้กระทำความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย กรณีจึงเป็นเรื่องโจทก์อ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทมาตราที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่อยู่อาศัยอันเป็นเคหสถานของนางสาว ฮ. ผู้เสียหาย อายุกว่าสิบห้าปี แล้วกระทำอนาจารผู้เสียหายโดยกอดและคร่อมทับร่างผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายขัดขืนร้องให้คนช่วย จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย 1 ครั้ง อันเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายแก่ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 364, 365 (1)

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (1) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตใหฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย ซึ่งเป็นสถานที่อันควรมีความปลอดภัยต่อชีวิตและร่างกายของผู้เสียหายในเวลากลางคืน แล้วกระทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย นับเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและกระทบต่อความปลอดภัยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบิดามารดา ก็ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า วันเกิดเหตุเวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่อยู่อาศัยอันเป็นเคหสถานของผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) แต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) อันเป็นบทลงโทษผู้กระทำความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ปรับบทลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติที่โจทก์ขอ จึงไม่ถูกต้อง และกรณีเป็นเรื่องโจทก์อ้างบทมาตราผิด ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทมาตราที่ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบมาตรา 215 และ 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (3) ประกอบมาตรา 364 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายอุดม ปลั่งกลาง
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1747/2548
#270852
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย จำเลยจึงอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวมีผลเท่ากับให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและพิจารณาคดีใหม่ จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยก็ตาม ก็เป็นการรับอุทธรณ์มาโดยไม่ชอบ

การที่จำเลยฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยนั้น เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ มิได้ขอให้กลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นอันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ต้องนำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย้อมสำนวนให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยที่ 1 ก็ตาม อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็มีผลเท่ากับให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและพิจารณาคดีใหม่ จำเลยที่ 1 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับไว้พิจารณา แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ก็เป็นการรับอุทธรณ์มาโดยไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เพราะเหตุดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

อนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่จำเลยที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเกินมา จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภิญโญ พัฒนาพรมงคล
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชิตเชษฐ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1743/2548
#113137
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้และคดีก่อนทั้งยี่สิบหกคดี จำเลยเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้าน บ. ซึ่งได้รับความเสียหายด้วยในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นกรรมการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์และเอกสาร โดยมีเจตนาเพื่อเบียดบังเอาเงินของสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน บ. ที่มอบหมายให้จำเลยนำไปชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน บ. ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งความผิดปรากฏเมื่อเดือนมิถุนายน 2546 พนักงานสอบสวนอาจสอบสวนความผิดทุกสำนวนแล้วเสนอความเห็นและส่งสำนวนไปยังโจทก์พร้อมกันได้ ซึ่งโจทก์อาจยื่นฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกันได้ คดีนี้และคดีดังกล่าวทั้งยี่สิบหกคดีจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีนี้ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (2) รวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ เมื่อศาลลงโทษจำคุกจำเลยคดีทั้งยี่สิบหกคดีติดต่อกันมีกำหนด 20 ปีแล้ว จึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษคดีก่อนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33, 91, 264, 265, 268, 352 นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาของศาลชั้นต้น ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 5,400 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 เดือน ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิที่จำเลยปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 30 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 35 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 17 เดือน 15 วัน นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 381/2547 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 424/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ และที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอื่น ๆ อีกนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้นับโทษต่อแล้ว จึงให้ยกคำขอนับโทษต่อของโจทก์ ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 5,400 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ให้ยกคำขอนับโทษต่อของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ที่โจทก์ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 381/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมาแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยถูกฟ้องในความผิดฐานยักยอก ปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอมเช่นเดียวกับคดีนี้หลายคดี และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทุกกรรมและนับโทษต่อกันในคดีอาญาของศาลชั้นต้นรวมยี่สิบหกคดี มีกำหนด 20 ปี เต็มตามที่กำหนดไว้ใน ป.อ. มาตรา 91 (2) แล้ว เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้และคดีดังกล่าวทั้งยี่สิบหกคดีนั้น จำเลยเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทรซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยด้วยในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทรกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์และเอกสาร โดยมีเจตนาเพื่อเบียดบังเอาเงินของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านบางไทรที่มอบหมายให้จำเลยนำไปชำระหนี้กองทุนหมู่บ้านบางไทรไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งความผิดปรากฏต่อพนักงานสอบสวนเมื่อเดือนมิถุนายน 2546 แสดงว่าพนักงานสอบสวนอาจสอบสวนความผิดทุกสำนวนให้เสร็จแล้วเสนอความเห็นและส่งสำนวนไปยังโจทก์พร้อมกันทุกสำนวนได้ ซึ่งโจทก์อาจยื่นฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกันได้ คดีนี้และคดีดังกล่าวทั้งยี่สิบหกคดีจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (2) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยคดีดังกล่าวทั้งยี่สิบหกคดีโดยนับโทษต่อกันมีกำหนด 20 ปีแล้ว จึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 381/2547 ของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 381/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 265 ม. 268 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายสุรพลหรือโก๊ะ พานทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวเบญญภัทร ศิริบุญชู
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1743/2548
#270840
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้และคดีก่อนทั้งยี่สิบหกคดี จำเลยเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้าน บ. ซึ่งได้รับความเสียหายด้วยในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นกรรมการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์และเอกสารโดยมีเจตนาเพื่อเบียดบังเอาเงินของสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน บ. ที่มอบหมายให้จำเลยนำไปชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน บ. ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งความผิดปรากฏเมื่อเดือนมิถุนายน 2546 พนักงานสอบสวนอาจสอบสวนความผิดทุกสำนวนแล้วเสนอความเห็นและส่งสำนวนไปยังโจทก์พร้อมกันได้ ซึ่งโจทก์อาจยื่นฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกันได้ คดีนี้และคดีดังกล่าวทั้งยี่สิบหกคดีจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีนี้ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (2) รวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ เมื่อศาลลงโทษจำคุกจำเลยคดีทั้งยี่สิบหกคดีติดต่อกันมีกำหนด 20 ปีแล้ว จึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษคดีก่อนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268, 352 นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอื่นของศาลชั้นต้น ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 5,400 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 เดือน ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิที่จำเลยปลอมนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 30 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 35 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 17 เดือน 15 วัน นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 381/2547 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 424/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้และที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอื่นๆ อีกนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาให้นับโทษแล้ว จึงให้ยกคำขอนับโทษต่อจากโจทก์ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 5,400 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ให้ยกคำขอนับโทษต่อของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยยื่นคำร้องขอรวมการพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีอื่นอีก 26 คดี ของศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า โจทก์คัดค้านการรวมพิจารณาคดีและอ้างเป็นประเด็นไว้ในคำฟ้องฎีกาของโจทก์แล้ว จึงไม่สมควรอนุญาตให้รวมพิจารณาคดีนี้เข้ากับคดีดังกล่าว ให้ยกคำร้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 381/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยมาแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยถูกฟ้องในความผิดฐานยักยอก ปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอมเช่นเดียวกับคดีนี้หลายคดี และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทุกกรรมและนับโทษต่อกันในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4186/2546 ถึง 4207/2546, 52/2547 ถึง 54/2547 และ 105/2547 ของศาลชั้นต้นรวมยี่สิบหกคดี มีกำหนด 20 ปี เต็มตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) แล้ว เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้และคดีดังกล่าวทั้งยี่สิบหกคดี จำเลยเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทรซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยด้วยในทุกคดี โดยจำเลยถือโอกาสที่เป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านบางไทรกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์และเอกสาร โดยมีเจตนาเพื่อเบียดบังเอาเงินของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านบางไทรที่มอบหมายให้จำเลยนำไปชำระหนี้กองทุนหมู่บ้านบางไทรไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ลักษณะแห่งคดีและความผิดเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งความผิดปรากฏต่อพนักงานสอบสวนเมื่อเดือนมิถุนายน 2546 แสดงว่าพนักงานสอบสวนอาจสอบสวนความผิดทุกสำนวนให้เสร็จแล้วเสนอความเห็นและส่งนำนวนไปยังโจทก์พร้อมกันทุกสำนวนได้ ซึ่งโจทก์อาจยื่นฟ้องจำเลยทุกกระทงความผิดเป็นสำนวนเดียวกันได้ คดีนี้และคดีดังกล่าวทั้งยี่สิบหกคดีจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกินกว่า 20 ปี ไม่ได้ เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยคดีดังกล่าวทั้งยี่สิบหกคดีโดยนับโทษต่อกันมีกำหนด 20 ปีแล้ว จึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 381/2547 ของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 381/2547 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 265 ม. 268 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายสุรพลหรือโก๊ะ พานทอง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1740/2548
#268093
เปิดฉบับเต็ม

จำนวนหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดตามที่โจทก์บรรยายมาในตอนต้นของคำฟ้องรวมแล้วเป็นเงิน 20,234,177.54 บาท แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์กลับสรุปว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์รวมเป็นเงิน 12,357,821.97 บาท พร้อมกับมีคำขอบังคับให้ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งเป็นการคำนวณผิดพลาด แต่โจทก์ก็มิได้ขอแก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ยอดหนี้ทั้ง 5 รายการ เป็นเงิน 20,234,177.54 บาท แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเป็นเงินเพียง 12,357,821.97 บาท ถือว่าโจทก์ประสงค์จะบังคับชำระหนี้ตามจำนวนหนี้ที่ระบุในคำขอท้ายฟ้อง และพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 12,357,821.97 บาท นั้น เท่ากับศาลชั้นต้นเห็นแล้วว่าจำนวนหนี้รวมเป็นเงิน 20,234,177.54 บาท แต่ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามมาตรา 142 ที่ห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินคำขอ จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีในกรอบแห่งกระบวนพิจารณา มิใช่เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์จะขอให้แก้ไขได้ แต่โจทก์ชอบที่จะต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามที่มาตรา 223 ให้สิทธิไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 12,357,821.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,894,055.15 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของธนาคารโจทก์ที่กำหนดให้เรียกเก็บได้ในอัตราสูงสุดของลูกหนี้ที่ผิดนัด แต่ทั้งนี้ให้เรียกได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้แก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์จากจำนวน 12,357,821.97 บาท เป็นจำนวน 20,234,177.54 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิขอให้แก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์จากจำนวน 12,357,821.97 บาท เป็นจำนวน 20,234,177.54 บาท ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำนวนหนี้ทั้ง 5 รายการ ที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดตามที่โจทก์บรรยายมาในตอนต้นของคำฟ้องรวมแล้วเป็นเงิน 20,234,177.54 บาท แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์กลับสรุปว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์รวมเป็นเงิน 12,357,821.97 บาท พร้อมกับมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการคำนวณผิดพลาดก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการขอแก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ยอดหนี้ทั้ง 5 รายการเป็นเงิน 20,234,177.54 บาท แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเป็นเงินเพียง 12,357,821.97 บาท ถือว่าโจทก์ประสงค์จะบังคับชำระหนี้ตามจำนวนหนี้ที่ระบุในคำขอท้ายฟ้องดังกล่าว และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 12,357,821.97 บาท นั้น เท่ากับศาลชั้นต้นเห็นโดยแจ้งชัดแล้วว่าจำนวนหนี้ในคดีนี้รวมเป็นเงิน 20,234,177.54 บาท แต่ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามมาตรา 142 ที่ห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินคำขอ จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีในกรอบแห่งกระบวนพิจารณามิใช่เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์จะขอให้แก้ไขได้ แต่โจทก์ชอบที่จะต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ให้สิทธิไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามคำขอของโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 143 ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด
จำเลย — นายพงษ์สวัสดิ์ โสธรรุ่งรังษี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1740/2548
#269670
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนี้ทั้งห้ารายการ ตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องเป็นเงิน 20,234,177.54 บาท แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเป็นเงินเพียง 12,357,821.97 บาท ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการคำนวณผิดพลาดก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการขอแก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้อง ถือว่าโจทก์ประสงค์จะบังคับชำระหนี้ตามจำนวนหนี้ที่ระบุในคำขอท้ายฟ้องดังกล่าว ที่ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 12,357,821.97 บาท เท่าที่ศาลเห็นชัดแจ้งแล้วว่า จำนวนหนี้ในคดีนี้ที่รวมเป็นเงิน 20,234,177.54 บาท แต่ก็ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวได้เพราะเป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.พ. มาตรา 142 ที่ห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอ จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในกรอบแห่งกระบวนพิจารณามิใช่เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 วรรคหนึ่งที่โจทก์จะขอให้แก้ไขได้ แต่โจทก์ชอบที่จะต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 223 ให้สิทธิไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 12,357,821.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,894,055.15 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของธนาคารโจทก์ที่กำหนดให้เรียกเก็บได้ในอัตราสูงสุดของลูกหนี้ที่ผิดนัด แต่ทั้งนี้ให้เรียกได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้แก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์จากจำนวน 12,357,821.97 บาท เป็นจำนวน 20,234,177.54 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้แก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์จากจำนวน 12,357,821.97 บาท เป็นจำนวนเงิน 20,234,177.54 บาท ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำนวนหนี้ทั้ง 5 รายการ ที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดตามที่โจทก์บรรยายมาในตอนต้นของคำฟ้องรวมแล้วเป็นเงิน 20,234,177.54 บาท แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์กลับสรุปว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์รวมเป็นเงิน 12,357,821.97 บาท พร้อมกับมีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการคำนวณผิดพลาดก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ดำเนินการขอแก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ยอดหนี้ทั้ง 5 รายการเป็นเงิน 20,234,177.54 บาท แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเป็นเงินเพียง 12,357,821.97 บาท ถือว่าโจทก์ประสงค์จะบังคับชำระหนี้ตามจำนวนหนี้ที่ระบุในคำขอท้ายฟ้องดังกล่าว และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 12,357,821.97 บาท นั้น เท่ากับศาลชั้นต้นเห็นโดยแจ้งชัดแล้วว่าจำนวนหนี้ในคดีนี้รวมเป็นเงิน 20,234,177.54 บาท แต่ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามมาตรา 142 ที่ห้ามมิให้ศาลพิพากษาเกินคำขอ จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีในกรอบแห่งกระบวนพิจารณา มิใช่เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์จะขอให้แก้ไขได้ แต่โจทก์ชอบที่จะต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ให้สิทธิไว้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 143 ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด
จำเลย — นายพงษ์สวัสดิ์ โสธรรุ่งรังษี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1738/2548
#113223
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป. รัษฎากรมาตรา 3 อัฏฐ วรรคหนึ่ง มีความหมายว่าอธิบดีกรมสรรพากรจะเห็นสมควรสั่งให้ขยายกำหนดเวลาหรือเลื่อนกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการ หรือการอุทธรณ์ หรือกำหนดเวลาการ เสียภาษีอากรตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรออกไปได้เมื่อผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทยหรือมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้

โจทก์เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย จึงมิใช่ผู้ที่มิได้อยู่ในประเทศไทย จำเลยได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบรวม 7 ฉบับ โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับในประเทศจ่าหน้าซองระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับตามภูมิลำเนาของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดตรัง เลขที่ 71 หมู่ที่ 2 ตำบลเกาะเปียะ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง รหัสไปรษณีย์ 92140 โดยมี พ. ซึ่งบรรลุนิติภาวะและอยู่ที่นั่นรับไว้แล้ว จึงเป็นการ แจ้งการประเมินที่ชอบและถือว่าโจทก์ได้รับทราบการแจ้งการประเมินแล้ว ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 8 กรณีจึงมิใช่ มีเหตุจำเป็นจนโจทก์ไม่สามารถจะยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดเวลาได้ การที่อธิบดีกรมสรรพากรมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ไม่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินและจำเลยก็ทราบแล้วว่ามีการส่งหนังสือแจ้งการประเมินไปยังคนรับที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโจทก์แต่อย่างใดจึงเห็นได้ว่ามีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลา ได้ ชอบที่จะอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ โจทก์ไม่มีทางใดที่จะให้จำเลยขยายเวลาการอุทธรณ์ให้ได้ จึงขอบังคับให้จำเลยขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่าส่งหนังสือแจ้งการประเมินชอบแล้ว แต่โจทก์อุทธรณ์เกินกำหนดเวลาตามกฎหมายเป็นเวลาถึง 3 ปี 16 วัน ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะอุทธรณ์ตามกำหนดเวลาได้ ตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่ง ป. รัษฎากร จึงไม่อนุญาตให้ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ป. รัษฎากรมาตรา 3 อัฏฐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการหรือแจ้งรายการต่าง ๆ ก็ดี กำหนดเวลาการอุทธรณ์ก็ดี หรือกำหนดเวลาการเสียภาษีอากรตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ก็ดี ถ้าผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทย หรือ มีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควรจะให้ขยายหรือให้เลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้" หมายความว่าอธิบดีกรมสรรพากรจะเห็นสมควรสั่งให้ขยายกำหนดเวลาหรือเลื่อนกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการ หรือการอุทธรณ์หรือกำหนดเวลาการเสียภาษีอากรออกไปได้เมื่อผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทยหรือมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ คดีนี้ โจทก์เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยจึงมิใช่ผู้ที่มิได้อยู่ในประเทศไทย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยแต่เพียงว่ามีเหตุจำเป็นจนโจทก์ไม่สามารถจะยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดเวลาหรือไม่ ซึ่งจากข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบรวม 7 ฉบับ โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับในประเทศ จ่าหน้าซองระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับตามภูมิลำเนาของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดตรัง โดยมีนายพรชัยซึ่งบรรลุนิติภาวะและอยู่ที่นั่นลงลายมือชื่อรับหนังสือในใบตอบรับในประเทศ ในช่องผู้รับแทนไว้แล้ว จึงเป็นการแจ้งการประเมินที่ชอบและถือว่าโจทก์ได้รับทราบการแจ้งการประเมินแล้ว ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 8 กรณีจึงมิใช่มีเหตุจำเป็นจนโจทก์ไม่สามารถจะยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดเวลาได้ การที่อธิบดีกรมสรรพากรมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 อัฏฐ ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดตรังก่อกิจ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา