คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1641 -ที่ 1642/2548
#269623
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มอบหมายให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการส่วนเรือขนส่ง มีหน้าที่กำกับดูแลการขนส่งทางทะเลและท่าเทียบเรือของจำเลยที่ 1 รับผิดชอบความปลอดภัยของเรือที่รับขนส่งน้ำมันให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งก่อนทำสัญญากับผู้รับขนส่ง โจทก์ต้องตรวจเรือที่มารับขนส่งให้ได้มาตรฐานเสียก่อน โดยจำเลยที่ 1 มีนโยบายให้ตรวจปีละครั้งโดยเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในการขนส่งและเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์รับเงินค่าที่ปรึกษาจากบริษัท ป. ซึ่งนำเรือมารับขนส่งน้ำมันให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อตำแหน่งหน้าที่ อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการขนส่งน้ำมันในท่าเทียบเรือของจำเลยที่ 1 ทำให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 เสียความเชื่อถือในการให้บริการท่าเทียบเรือ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 8.1 (6) ของจำเลยที่ 1 ที่ระบุว่า "เสนอหรือรับของมีค่าหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อแลกกับการบรรจุเข้าทำงาน ตำแหน่งหน้าที่ การประมูลการเช่า การทำสัญญาหรือสิ่งอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยมิชอบผู้อื่น" เป็นความผิดซึ่งนับเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 ประกอบ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคท้าย และไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (4) ทั้งมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าบำเหน็จ เงินรางวัลการปฏิบัติงานประจำปี 2545 และค่าเสียหายรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 12,538,549 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 917,630 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 สินจ้างแทนการบอกกล่าวงล่วงหน้าจำนวน 82,586.79 บาท เงินบำเหน็จจำนวน 943,393 บาท เงินโบนัสจำนวน 85,763 บาท และค่าเสียหายที่เลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 1,009,393 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2534 โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งวิศวกรใหญ่ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 91,763 บาท กำหนดจ่ายค่างจ้างทุกวันที่ 28 ของเดือน ต่อมาปี 2539 โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการส่วนเรือขนส่ง มีหน้าที่กำกับดูแลการขนส่งทางทะเลและท่าเทียบเรือของจำเลยที่ 1 มีความรับผิดชอบในด้านความปลอดภัยของเรือที่ขนส่งน้ำมันมายังจำเลยที่ 1 ซึ่งมี 4 บริษัทคือปิโตรไลน์ (1996) จำกัด มีเรือบรรทุกน้ำมันดิบ 5 ลำ ส่วนบริษัทเรืออีก 3 บริษัท มีเรือบรรทุกน้ำมัน บริษัทละ 1 ลำ หรือ 2 ลำ โจทก์ได้รับเงินค่าที่ปรึกษาจากบริษัทปิโตรไลน์ (1996) จำกัด เดือนละ 15,000 บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2539 ถึงเดือนมิถุนายน 2544 ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์รับเงินค่าที่ปรึกษาจากบริษัทปิโตรไลน์ (1996) จำกัด โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 เป็นต้นไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า การที่โจทก์รับเงินค่าที่ปรึกษาจากบริษัทปิโตรไลน์ (1996) จำกัด เดือนละ 15,000 บาท เป็นการกระทำผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์หรือไม่ พิเคราะห์ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย ล.6 ข้อ 8.1 (6) ระบุว่า "เสนอหรือรับของมีค่าหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อแลกกับการบรรจุเข้าทำงาน ตำแหน่งที่ การประมูล การเช่า การทำสัญญาหรือสิ่งอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยมิชอบแก่ผู้อื่น" เป็นความผิด เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการส่วนเรือขนส่ง มีหน้าที่กำกับดูแลการขนส่งทางทะเลและท่าเทียบเรือของจำเลยที่ 1 รับผิดชอบความปลอดภัยของเรือที่รับขนส่งน้ำมันให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งก่อนทำสัญญากับผู้รับขนส่ง โจทก์ต้องตรวจเรือที่มารับขนส่งให้ได้มาตรฐานเสียก่อน โดยจำเลยที่ 1 มีนโยบายให้ตรวจปีละครั้งโดยเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในการขนส่ง และเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์รับเงินค่าที่ปรึกษาเดือนละ 15,000 บาท จากบริษัทปิโตรไลน์ (1996) จำกัด ซึ่งนำเรือมารับขนส่งน้ำมันให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อตำแหน่งหน้าที่ อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการขนส่งน้ำมันในท่าเทียบเรือของจำเลยที่ 1 ทำให้ลูกค้าของจำเลยที่ 1 เสียความเชื่อถือในการให้บริการท่าเทียบเรือ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 8.1 (6) ของจำเลยที่ 1 ซึ่งนับเป็นกรณีร้ายแรง ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อสองว่า จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์รับเงินเป็นค่าที่ปรึกษาจากบริษัทปิโตรไลน์ (1996) จำกัด เดือนละ 15,000 บาท นั้น เป็นการจงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างและเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงจำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคท้าย

ส่วนอุทธรณ์ข้อที่สามของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จและเงินโบนัสจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด พิเคราะห์ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.6 ข้อ 6.8 ระบุว่า "พนักงานที่ทำงานจนครบเกษียณอายุสามัญและพนักงานที่ออกจากงาน เมื่อทำงานมาแล้ว 5 ปี ขึ้นไป มีสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จในจำนวนเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยอายุงาน ยกเว้นพนักงานที่ถูกไล่ออกเนื่องจากทำความผิดร้ายแรง" เมื่อปรากฏว่า โจทก์กระทำความผิดในกรณีร้ายแรงดังที่กล่าวมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากจำเลยที่ 1 ส่วนโจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินโบนัสจากจำเลยที่ 1 หรือไม่นั้น ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมาย ล.6 ข้อ 4.3 หมวดเงินได้อื่น ข้อที่ว่าด้วยเงินวินัยการปฏิบัติงานระบุว่า "พนักงานทุกคนได้รับเงินวินัยปฏิบัติงานประจำปีมูลค่าปีละ 1 เท่าของเงินเดือนมูลฐานถ้าปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขในการปฏิบัติงานสม่ำเสมอตามเวลาที่กำหนดและมีความประพฤติดีตลอดรอบปี" โจทก์ปฏิบัติงานให้จำเลยที่ 1 โดยสม่ำเสมอตลอดทั้งปี แต่โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรงย่อมไม่ถือว่าเป็นผู้มีความประพฤติดีตลอดรอบปี จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินวินัย (เงินโบนัส) จากจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรง โดยมิได้กลั่นแกล้งเลิกจ้างโจกท์ จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์รับเงินที่จำเลยที่ 1 วางไว้ต่อศาลแรงงานกลางพร้อมกับยื่นอุทธรณ์เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระเงินใดๆ ให้แก่โจทก์ตามฟ้องดังได้วินิจฉัยมา อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและยกอุทธรณ์ของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลิมศักดิ์ พินธุ
จำเลย — บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1637/2548
#113106
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งรัฐเป็นผู้เสียหาย โจทก์เป็นเพียงพนักงานสอบสวน แม้จะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ แต่กฎหมายก็ให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(6) เท่านั้น และโจทก์ก็มิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวโจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อหาตามที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย แม้โจทก์เป็นพนักงานสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานรัฐก็จริง แต่มีอำนาจหน้าที่เพียงเท่าที่กฎหมายกำหนดให้กระทำ คือ มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (6) เท่านั้น และโจทก์ก็มิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการกระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหล่มเก่า
สินสวัสดิ์ — โดยพันตำรวจโทเสมา
จำเลย — นางละมัย ขวัญตัว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นางรุ่งรัตน์ วิจิตรจงกล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1637/2548
#267565
เปิดฉบับเต็ม

ข้อหาตามโจทก์ฟ้องในความผิดต่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย แม้โจทก์เป็นพนักงานสอบสวน เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ แต่ก็มีอำนาจหน้าที่เพียงเท่าที่กฎหมายกำหนดให้กระทำ คือ มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (6) เท่านั้น และโจทก์มิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2545 เวลาก่อนเที่ยง จำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 10 เม็ด ราคา 1,000 บาท ให้แก่ผู้มีชื่อ โจทก์เป็นพนักงานสอบสวนได้มีความเห็นทางคดีให้สั่งฟ้องจำเลย ต่อมาพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก ได้แจ้งผลคดีโดยมีคำสั่งเด็ดยขาดไม่ฟ้องจำเลยเพราะพยานหลักฐานไม่พอเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546 โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษาว่า คดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินซึ่งรัฐเป็นผู้เสียหาย โจทก์เป็นเพียงพนักงานสอบสวนมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลยโดยตรงโจทก์จึงไม่ใช้ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อหาตามที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย แม้โจทก์เป็นพนักงานสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานของรัฐก็จริง แต่มีอำนาจหน้าที่เพียงเท่าที่กฎหมายกำหนดให้กระทำ คือ มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (6) เท่านั้น และโจทก์ก็มิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียเนื่องจากการกระทำผิดตามฟ้องโจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 2 (6) ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหล่มเก่า ฯ
จำเลย — นางละมัย ขวัญตัว
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1637/2548
#269969
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งรัฐเป็นผู้เสียหาย โจทก์เป็นเพียงพนักงานสอบสวน แม้จะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ แต่กฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (6) เท่านั้น และโจทก์ก็มิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าว โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2545 เวลาก่อนเที่ยง จำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 10 เม็ด ราคา 1,000 บาท ให้แก่ผู้มีชื่อ เหตุเกิดที่ตำบลนาซำ อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ โจทก์เป็นพนักงานสอบสวนได้มีความเห็นทางคดีให้สั่งฟ้องจำเลย ต่อมาพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก ได้แจ้งผลคดีโดยมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องจำเลยเพราะพยานหลักฐานไม่พอ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546 โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

ศาลชั้นต้นตรวจสอบคำฟ้องแล้วพิพากษาว่า คดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินซึ่งรัฐเป็นผู้เสียหาย โจทก์เป็นเพียงพนักงานสอบสวน มิใช่ผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลยโดยตรง โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อหาตามที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินซึ่งรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย แม้โจทก์เป็นพนักงานสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานของรัฐก็จริงแต่มีอำนาจหน้าที่เพียงเท่าที่กฎหมายกำหนดให้กระทำ คือ มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (6) เท่านั้น และโจทก์ก็มิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 2 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหล่มเก่า
โดยพันตำรวจโทเสมา สินสวัสดิ์
จำเลย — นางละมัย ขวัญตัว
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1628/2548
#270839
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดต้องตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคท้าย 340 ตรี แต่มาตรา 340 ตรี เป็นเพียงบทกำหนดโทษ ไม่ใช่บทเพิ่มโทษ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต้องได้รับโทษประหารชีวิตตามมาตรา 340 วรรคท้าย กรณีไม่มีทางที่จะวางโทษกึ่งหนึ่งตามที่มาตรา 340 ตรี บัญญัติไว้ จึงนำมาตรา 340 ตรี มาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยคงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคท้าย เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้พิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 381/2542 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 4 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 4 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะสำนวนคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 289 ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 2,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2201/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าร่วมกับพวกลักทรัพย์ ปฏิเสธข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น และเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสี่ (ที่ถูกวรรคท้าย), 289 (6) (7) เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทซึ่งบทหนักแต่ละบทมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 คืนหรือใช้อาวุธปืนแก๊ปที่ยังไม่ได้คืน 2,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ส่วนที่ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2201/2541 ของศาลชั้นต้น เมื่อปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลรอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ตามขอ คำขอข้อนี้จึงให้ยกเสีย และให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังไว้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์เอาโค กระบือและอาวุธปืนแก๊ปยาวตามฟ้องของนายอ่อน โพธิสาร ผู้เสียหาย ซึ่งอยู่ในความดูแลของนายบุญเพ็ง โพธิสาร ผู้เป็นบุตรซึ่งมานอนเฝ้าอยู่ที่กระท่อมนาไป การปล้นทรัพย์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้ร่วมกันใช้เชือกมัดมือและเท้า และใช้เสื้อมัดคอนายบุญเพ็งจนติดแน่นติดไว้กับเสากระท่อมนาโดยมีเจตนาฆ่านายบุญเพ็งเป็นเหตุให้นายบุญเพ็งขาดอากาศหายใจถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฆ่าผู้ตายหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีสะอาด วีสูงเนิน พนักงานสอบสวนมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ในชั้นสอบสวนพยานได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่าร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่าร่วมกันปล้นทรัพย์และฆ่าผู้ตาย โดยได้ความอยู่ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกันฆ่าผู้ตายด้วย ปรากฏตามเอกสารหมาย ป.จ.11 (ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู) ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อรับว่าถูกต้องตามที่บันทึกไว้ คำให้การดังกล่าวได้บันทึกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้โดยละเอียดยืดยาว ไม่เชื่อว่าพนักงานสอบสวนจะปรุงแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 2 จึงเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบ สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยที่ 2 ในชั้นพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 เหตุที่ผู้ตายต้องถึงแก่ความตายนั้น ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์เอกสารหมาย จ.16 ระบุว่า สันนิษฐานว่าตายจากการขาดอากาศหายใจ สอดคล้องตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากนายอ่อนผู้เสียหายผู้พบศพผู้ตายว่า ผู้ตายถูกมัดแขน ขา และคอติดกับเสากระท่อมนา โดยแขนและขาถูกมัดด้วยเชือก ส่วนคอถูกมัดด้วยเสื้อ ทั้งได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ป.จ.11 (ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู) ดังกล่าวรับว่าระหว่างที่จำเลยที่ 1 กับที่ 4 ช่วยกันมัดผู้ตาย จำเลยที่ 4 บอกให้จำเลยที่ 2 หาเชือกมาอีก จำเลยที่ 2 ก็โยนเปลญวนให้ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 มัดผู้ตายในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด และร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการกระทำผิดอื่นหรือปกปิดความผิดอื่นของตน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายกระทำผิดคดีนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย, 340 ตรี แต่มาตรา 340 ตรี เป็นเพียงบทกำหนดโทษ ไม่ใช่บทเพิ่มโทษ เนี่องจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต้องได้รับโทษประหารชีวิตตามมาตรา 340 วรรคท้าย กรณีไม่มีทางที่จะวางโทษกึ่งหนึ่งตามที่มาตรา 340 ตรี บัญญัติไว้ จึงนำมาตรา 340 ตรี มาปรับด้วยไม่ได้ จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย เท่านั้น ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคท้าย โดยไม่ปรับบทลงโทษตามมาตรา 340 ตรีด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340 วรรคท้าย ม. 340 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายไสวหรือเบิ้ม ศิริอรรถ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1627/2548
#269609
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการดำเนินการเวนคืน รวมทั้งบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตลอดจนเงินค่าทดแทนที่ผู้ถูกเวนคืนจะได้รับในกรณีใดบ้างไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อที่ดินของโจทก์จะต้องเวนคืนและได้มีการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องหรือได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะเวนคืนจากจำเลยทั้งสี่ถ้าการเวนคืนที่ดินของโจทก์แต่เพียงส่วนหนึ่ง และที่ดินส่วนที่เหลือนั้นมีราคาลดลงโจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องหรือได้รับเงินค่าทดแทนเฉพาะสำหรับที่ดินส่วนที่เหลืออันราคาลดลงนั้นด้วยตามมาตรา 21 วรรคสาม หาจำต้องรอให้จำเลยที่ 2 ลงมือก่อสร้างหรือก่อสร้างทางลงถนนศรีนครินทร์ให้เสร็จสิ้นก่อนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่

โจทก์ยังไม่ได้ไประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในที่ดินที่จะต้องเวนคืนนั้นตามที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 วรรคห้าบัญญัติไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายอันเนื่องจากไม่สามารถดำเนินการตามโครงการของโจทก์ได้ ทั้งโจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนหรือสิทธิใดเพียงใดต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้ ซึ่งบทกฎหมายดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสี่ต้องสร้างทางเข้าออกสำหรับที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินค่าทดแทนที่ดินจากการเวนคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 2840 ตำบลสวนหลวง (พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอประเวศ (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 705,074,683.56 บาท ชำระเงินค่าทดแทนความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการเวนคืนของจำเลยทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน 1,505,728,377.97 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินร้อยละ 9.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,974,414,283 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันเปิดทางให้ที่ดินดังกล่าวของโจทก์ ตลอดแนวทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันออกเฉียงใต้ให้มีทางเข้าออกสู่ถนนศรีนครินทร์และถนนพระราม 9 โดยให้ถนนมีความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินจำนวน 12,947,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ 4 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 9.5 ต่อปีตามขอ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลังให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายืนใหม่ภายในอายุความเฉพาะประเด็นแห่งคดีที่ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนเนื่องจากมีราคาลดลงหรือไม่ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 (3)

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การที่ฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนให้แก่โจทก์ตารางวาละ 140,000 บาท นั้นเหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า เดิมที่ดินของโจทก์ส่วนที่จะต้องเวนคืนมีอาณาเขตติดต่อทั้งถนนศรีนครินทร์และถนนพระราม 9 ตัดใหม่ มีความยาวประมาณ 80 เมตร ก่อนที่ที่ดินของโจทก์จะต้องเวนคืนคดีนี้ โจทก์ได้พัฒนาที่ดินดังกล่าวเพื่อจัดสรรขายพร้อมอาคารพาณิชย์ เดิมที่ดินเป็นทุ่งนามีน้ำขัง หลังจากซื้อแล้วโจทก์ได้นำเดินมาถมบดอัดทำให้ที่ดินของโจทก์สูงกว่าที่ดินข้างเคียงประมาณ 2 เมตร และสูงกว่าถนนศรีนครินทร์ประมาณ 50 เซนติเมตร โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมทางหลวงให้ก่อสร้างถนนเข้าออกเชื่อมกับถนนศรีนครินทร์กว้างประมาณ 16 เมตร ต่อมาโจทก์ทราบว่าที่ดินของโจทก์จะต้องเวนคืนเพื่อสร้างถนนพระราม 9 ตัดใหม่ จึงชะลอการก่อสร้างโครงการไว้ก่อนจนโจทก์ทราบแนวเขตที่จะต้องเวนคืนแน่นอนแล้ว โจทก์จึงเริ่มจัดทำและวางแผนดำเนินการต่อไป แต่ยังไม่ได้เริ่มทำการก่อสร้างในปี 2534 ที่ดินของโจทก์จะต้องเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษสายพญาไท - ศรีนครินทร์ แต่โจทก์ยังไม่ทราบแนวเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนแน่นอนจึงต้องชะลอการก่อสร้างโครงการออกไปอีกและได้ให้บริษัทก่อสร้างสหพันธ์ จำกัด เช่าที่ดินมีกำหนด 3 ปี ที่ดินของโจทก์มีสภาพทำเลที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีความเจริญเป็นอย่างมากและอยู่ติดถนนศรีนครินทร์ซึ่งมีช่องเดินรถไปกลับ 6 ช่อง มีเกาะกลางถนนและถนนพระราม 9 ตัดใหม่ ซึ่งมีช่องเดินรถไปกลับ 8 ช่อง มีสาธารณูปโภคครบถ้วน บริเวณใกล้เคียงเป็นที่ตั้งของศูนย์การค้าต่างๆ มากมาย รวมทั้งโรงพยาบาลและบริษัทห้างร้านมากมาย เป็นศูนย์กลางความเจริญและศูนย์กลางทางธุรกิจการค้า ราคาที่ดินบริเวณนี้จึงสูงและเพิ่มขึ้นทุกปี และมีการซื้อขายกันตั้งแต่ราคาตารางวาละ 200,000 บาท ถึงตารางวาละ 400,000 บาท นอกจากนั้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ยังได้กำหนดเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินของโจทก์ตารางวาละ 144,000 บาท ซึ่งที่ดินดังกล่าวล้วนมีสภาพทำเลที่ตั้งและศักยภาพด้อยกว่าที่ดินของโจทก์ ที่ดินของโจทก์จึงควรมีราคาตารางวาละ 400,000 บาท นั้น เห็นว่า ในการเวนคืนที่ดินของโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีพระราชบัญญัติวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินโดยเฉพาะ การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ที่ให้กำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 ซึ่งในคดีนี้คือวันที่ 1 มกราคม 2535 นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้นรวมทั้งเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ซึ่งจะต้องพิจารณาทุกหลักเกณฑ์ประกอบกัน จะพิจารณาโดยใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวเพียงหลักเกณฑ์ใดหลักเกณฑ์เดียวโดยเฉพาะเจาะจงย่อมเป็นการมิชอบ ข้อเท็จจริงได้ความจากการนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ตรงกันว่าในวันที่ 1 มกราคม 2535 อันเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตดุสิต... พ.ศ.2534 ใช้บังคับไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินในบริเวณข้างเคียงที่ดินของโจทก์ที่จะต้องเวนคืนเลย ที่โจทก์ฎีกาอ้างเป็นทำนองว่า ราคาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 524, 42904, 52237, 118007 และ 235982 ซึ่งเป็นที่ดินใกล้เคียงที่ดินของโจทก์มีราคาซื้อขายกันตารางวาละประมาณ 143,500 บาท ถึง 600,000 บาท นั้น เห็นว่า การซื้อขายที่ดินดังกล่าวที่โจทก์อ้างล้วนแต่เป็นการซื้อขายภายหลังจากที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตดุสิต... พ.ศ.2534 มีผลใช้บังคับแล้วทั้งสิ้น จึงมิใช่ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 ตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติไว้ ทั้งภายหลังจากพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตดุลิต...พ.ศ.2534 มีผลบังคับใช้แล้วย่อมส่งผลให้ที่ดินบริเวณใกล้เคียงที่ดินที่จะต้องเวนคืนได้รับประโยชน์จากการก่อสร้างทางพิเศษ อันจะนำมาซึ่งความสะดวกรวดเร็วในการคมนาคมและความเจริญมาสู่ที่ดินบริเวณดังกล่าว จึงเป็นธรรมดาที่ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดหลังจากนั้นจะมีราคาสูงขึ้นตามความเจริญที่มาถึง ประกอบกับการซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการซื้อขายเฉพาะรายแปลงและมีเหตุและวัตถุประสงค์ในการซื้อขายมุ่งเน้นไปในเชิงธุรกิจการค้า การธนาคารเป็นสำคัญด้วย จึงไม่อาจนำราคาที่ดินดังกล่าวมาเป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนให้แก่โจทก์ได้ และที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ที่ดินบริเวณใกล้เคียงที่ดินของโจทก์ซึ่งจะต้องเวนคืนเช่นเดียวกัน แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้สูงกว่าที่ดินของโจทก์ โดยกำหนดเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่นางงามตา นายเอนก นางวิมุติ และที่ดินของบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ตารางวาละ 144,000 บาท แต่กลับกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เพียงตารางวาละ 140,000 บาท เท่านั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ก่อนที่จะมีการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนนพระราม 9 ตัดใหม่ สภาพและที่ตั้งที่ดินของโจทก์ ที่ดินของนางงามตา ที่ดินของบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด และที่ดินของนางวิมุติอยู่ติดถนนศรีนครินทร์ แต่ภายหลังจากมีการเวนคืนที่ดินดังกล่าวเพื่อสร้างถนนพระราม 9 ตัดใหม่แล้ว ทำให้สภาพและทำเลที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวทุกแปลงเปลี่ยนแปลงไป โดยที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนจะอยู่ติดถนนพระราม 9 ตัดใหม่ และไม่ได้มีส่วนติดถนนศรีนครินทร์ ส่วนที่ดินของนางงามตาและบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด จะมีที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ติดถนนศรีนครินทร์และถนนพระราม 9 ตัดใหม่ สำหรับที่ดินของนางวิมุติและนายเอนกยังคงอยู่ติดถนนศรีนครินทร์เช่นเดิม จะเห็นได้ว่าที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือนี้จะอยู่ติดถนนพระราม 9 ตัดใหม่ ยาวกว่าเดิมจากที่เคยอยู่ติดถนนศรีนครินทร์ ส่วนที่ดินของบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด จะมีส่วนที่เหลือทางด้านทิศตะวันตกอยู่ติดถนนศรีนครินทร์น้อยกว่าเดิม แต่มีที่ดินส่วนที่เหลือทางทิศใต้อยู่ติดถนนพระราม 9 ตัดใหม่เพิ่มขึ้นอีกถนนหนึ่ง สำหรับที่ดินของนางงามตาคงมีที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ติดถนนศรีนครินทร์น้อยกว่าเดิมเล็กน้อย แต่มีที่ดินส่วนที่เหลือทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนืออยู่ติดถนนพระราม 9 ตัดใหม่เพิ่มขึ้นอีกถนนหนึ่ง ถนนศรีนครินทร์เป็นถนนสายหลักที่มีการพัฒนาและมีความเจริญมานานแล้ว มีทั้งศูนย์การค้า ธนาคาร โรงพยาบาล โรงแรมและอาคารสิ่งปลูกสร้างมากมาย อันถือได้ว่าเป็นแหล่งธุรกิจการค้าที่เจริญแล้ว และเป็นถนนเชื่อมระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดสมุทรปรากการ จึงเชื่อได้ว่าที่ดินของนางงามตา นายเอนก บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด และนางวิมุติน่าจะมีราคาสูงกว่าที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์ซึ่งอยู่ติดถนนพระราม 9 ตัดใหม่เพียงถนนเดียว ทั้งบริเวณดังกล่าวเป็นทางโค้งทางแยก เมื่อคำนึงถึงราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมปี 2535 ซึ่งสูงกว่าราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเรียกเสียภาษีบำรุงท้องที่สภาพและทำเลที่ตั้งของที่ดินโจทก์ที่จะต้องเวนคืน ตลอดจนเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรภายในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกอบกับโจทก์และจำเลยทั้งสี่นำสืบไม่ได้ว่า ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ตามที่เป็นอยู่ในวันที่ 1 มกราคม 2535 อันเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับมีราคาเท่าใดแล้ว น่าเชื่อว่า ที่ดินของโจทก์ซึ่งจะต้องเวนคืนมีราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดไม่สูงถึงตารางวาละ 400,000 บาท ดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อเปรียบเทียบสภาพและทำเลที่ตั้งที่ดินของโจทก์ที่จะต้องเวนคืนดังกล่าวแม้ได้มีการถมดินบดอัดแน่นเพื่อเตรียมการพัฒนาเป็นที่จัดสรรขายกับที่ดินแปลงอื่นที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกันซึ่งยังมิได้มีการถมดินเช่นเดียวกับที่ดินของโจทก์ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ได้กำหนดเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้เป็นตารางวาละ 144,000 บาท แล้ว แต่ที่ดินแปลงอื่นมีทำเลดีกว่าดังวินิจฉัยมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีกตารางวาละ 55,000 บาท เป็นตารางวาละ 140,000 บาท นั้น เหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนนี้ให้แก่โจทก์นั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาลดลงหรือไม่ เพียงใด ข้อนี้โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยประเด็นข้อนี้โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายในอายุความเป็นการมิชอบขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นนี้ด้วย โจทก์อ้างว่าเดิมที่ดินของโจทก์ก่อนจะต้องเวนคืนคดีนี้สามารถเข้าออกถนนพระราม 9 ตัดใหม่และถนนศรีนครินทร์ได้ มีความกว้างอยู่ติดถนนเกือบ 100 เมตร แต่หลังจากจะต้องเวนคืนแล้วที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือไม่ได้อยู่ติดถนนพระราม 9 ตัดใหม่และถนนศรีนครินทร์ ทั้งยังอยู่ติดกับทางลงถนนศรีนครินทร์ซึ่งมีระดับสูงกว่าที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถพัฒนาใช้ประโยชน์ในที่ดินนี้ได้เต็มที่และที่ดินมีมูลค่าลดลงร้อยละ 50 ราคาเหลือเพียงตารางวาละ 200,000 บาท ทำให้ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือมีมูลค่าลดลงเป็นเงิน 1,035,800,000 บาท เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืออสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการดำเนินการเวนคืน รวมทั้งบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตลอดจนเงินค่าทดแทนที่ผู้ถูกเวนคืนจะได้รับในกรณีใดบ้างไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อที่ดินของโจทก์จะต้องเวนคืนและได้มีการกำหนดแนวเขตที่ดินที่จะต้องเวนคืนแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องหรือได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่จะต้องเวนคืนจากจำเลยทั้งสี่ ถ้าการเวนคืนที่ดินของโจทก์แต่เพียงส่วนหนึ่ง และที่ดินส่วนที่เหลือนั้นมีราคาลดลงโจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องหรือได้รับเงินค่าทดแทนเฉพาะสำหรับที่ดินส่วนที่เหลืออันราคาลดลงนั้นด้วยตามมาตรา 21 วรรคสาม หาจำต้องรอให้จำเลยที่ 2 ลงมือก่อสร้างหรือก่อสร้างทางลงถนนศรีนครินทร์ให้เสร็จสิ้นก่อนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่และเพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นข้อนี้ไปเสียโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก...ศาลฎีกาเห็นว่า จากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่นำสืบตลอดจนฎีกาโจทก์และคำแก้ฎีกาจำเลยทั้งสี่สรุปได้ว่า ขณะที่โจทก์ยื่นฎีกานั้นอยู่ในระหว่างการก่อสร้างทางพิเศษ แต่ยังก่อสร้างทางลงขอทางพิเศษบนที่ดินของโจทก์ในส่วนที่จะต้องเวนคืนไม่เสร็จ และที่โจทก์อ้างว่าที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนจะกลายเป็นที่ดินที่ไม่มีทางเข้าออกถนนสาธารณะเพราะที่ดินของโจทก์ด้านที่อยู่ติดถนนศรีนรินทร์จะถูกทางลงของทางพิเศษซึ่งมีลักษณะเป็นทางยกระดับลาดลงมาปิดกั้นหน้าที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนตลอดแนวนั้น ก็มีแต่คำเบิกความของนายอนุพรและนายวณิชชาลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนและเป็นเพียงการคาดคะเนถึงสภาพทำเลที่ตั้งที่ดินของโจทก์เมื่อมีการก่อสร้างทางพิเศษเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องอนาคตยังไม่แน่นอน จึงไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ทั้งนายสมพรและนายสุริยะพยานจำเลยทั้งสี่ต่างก็เบิกความยืนยันว่าหากที่ดินของโจทก์ที่จะต้องเวนคืนมีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้อยู่ก่อนการเวนคืนแล้ว จำเลยที่ 2 จะพิจารณาทำทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะให้เช่นเดิมประกอบกับคดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาลดลงอย่างมากจนเหลือเพียงตารางวาละ 200,000 บาท เนื่องจากถูกทางลงของทางพิเศษปิดกั้นกลายเป็นที่ดินไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ซึ่งจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ แต่โจทก์นำสืบพยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างนอกจากนั้นเมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสี่ประกอบแผนที่และภาพถ่ายท้ายฎีกาของโจทก์แล้วจะเห็นได้ว่าสภาพและทำเลที่ตั้งของที่ดินโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนจะอยู่ติดแนวเขตทางพิเศษซึ่งเป็นทางลงตรงสี่แยกถนนศรีนครินทร์ตัดกับถนนพระราม 9 ตัดใหม่ และไม่ปรากฏว่ามีทางพิเศษยกระดับส่วนอื่นมาปิดกั้นที่ดินของโจทก์ส่วนเหลือแต่อย่างใดไม่ แต่กลับปรากฏว่ามีถนนอยู่ติดที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืน ซึ่งเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ได้ก่อสร้างให้เป็นทางเดินรถต่อเชื่อมกับถนนพระราม 9 ตัดใหม่ เพื่อให้รถที่แล่นมาจากถนนพระราม 9 ตัดใหม่ออกสู่ถนนศรีนครินทร์ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ อันเป็นเหตุให้ที่ดินดังกล่าวของโจทก์มีราคาลดลงดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายอันเนื่องจากไม่สามารถดำเนินการตามโครงการกัญญาเฮ้าส์ 4 ของโจทก์หรือไม่เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า การเวนคืนที่ดินของโจทก์เพื่อสร้างทางพิเศษของจำเลยที่ 2 ทำให้ที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือไม่สามารถเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถดำเนินการตามโครงการกัญญาเฮ้าส์ 4 ได้ และโจทก์ได้ให้บริษัทก่อสร้างสหพันธ์ จำกัด เช่าที่ดินดังกล่าวบางส่วนเท่านั้น หาได้ให้เช่าทั้งแปลงไม่สำหรับประเด็นข้อนี้โจทก์คงมีนายวณิชา เพ่งสุข ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณต้นปี 2534 โจทก์คิดจะทำโครงการสร้างศูนย์การค้าและอาคารพาณิชย์ในที่ดิน แต่ได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ว่าที่ดินดังกล่าวจะต้องเวนคืน โจทก์จึงชะลอการก่อสร้างโครงการดังกล่าวไว้ และต่อมาปี 2538 โจทก์ทราบเขตที่จะต้องเวนคืนแน่นอนแล้ว การที่โจทก์ไม่สามารถก่อสร้างศูนย์การค้าและอาคารพาณิชย์ได้ ทำให้โจทก์ขาดผลกำไรจากการก่อสร้างประมาณ 300,000,000 บาท เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน และเป็นเพียงการคาดคะเนหรือคาดหวังว่าจะได้กำไร อันเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน และยังไม่เกิดความเสียหายขึ้น ทั้งโจทก์ยังไม่ได้ประกอบการค้าขายหรือการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในที่ดินที่จะต้องเวนคืนนั้นตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคห้าบัญญัติไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะโดยมีความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร ได้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ในการเวนคืนที่ดินโฉนดเลขที่ 2840 ของโจทก์บางส่วนในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ดังนั้นโจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนหรือสิทธิใดพียงใดต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้ ซึ่งบทกฎหมายดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติที่ให้อำนาจโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสี่ต้องสร้างทางเข้าออกสำหรับที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตัดข้อความที่ว่า "แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายในอายุความเฉพาะประเด็นแห่งคดีที่ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืน เนื่องจากมีราคาลดลงหรือไม่" ออกจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 21 วรรคสาม ม. 21 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกัญญารัตน์ จำกัด
นายเรือฤทธิ์ พูลสวัสดิ์ ผู้ว่าการการทางพิเศษ
จำเลย — แห่งประเทศไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1620/2548
#267908
เปิดฉบับเต็ม

ลูกหนี้เลิกจ้างเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2536 เจ้าหนี้จึงอาจบังคับเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันดังกล่าว และหนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้มีขึ้นเนื่องจากการบอกเลิกสัญญาจ้างของลูกหนี้มิใช่เงินที่กำหนดจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานหรือต้องจ่ายเพื่อเป็นค่าตอบแทนแก่ลูกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน หนี้ค่าชดเชยและสินค้าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงมิใช่ค่าจ้างและไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ส่วนหนี้ค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นเงินที่ลูกหนี้จะต้องจ่ายเป็นค่าตอบแทนแก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน จึงเป็นสินจ้างตามมาตรา 575 ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (9) เมื่อนับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2536 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงขาดอายุความแล้ว ไม่อาจขอรับชำระหนี้เฉพาะหนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

มีคนร้ายลักทรัพย์เงินสดจำนวน 93,013 บาท ของลูกหนี้ไป ลูกหนี้ได้มอบอำนาจให้พนักงานการเงินและบัญชีไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ผลจากการสืบสวนได้ตรวจพบรอยนิ้วมือและฝ่ามือแฝงของเจ้าหนี้ในที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจึงดำเนินคดีแก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้จึงได้เลิกจ้างเจ้าหนี้ และต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องเจ้าหนี้ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในความผิดข้อหาลักทรัพย์การที่เจ้าหนี้ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาล้วนมีขึ้นจากดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานอัยการ การที่ลูกหนี้ร้องขอจนศาลใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ลูกหนี้เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการล้วนเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายไม่เป็นการละเมิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนสอบสวนแล้วดำเนินคดีแก่เจ้าหนี้ย่อมบ่งชี้และทำให้ลูกหนี้เข้าใจได้ว่าเจ้าหนี้เป็นผู้ลักทรัพย์ของลูกหนี้ไป ซึ่งเป็นเหตุอันสมควรที่ลูกหนี้จะเลิกจ้างเจ้าหนี้ได้ แม้ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้และศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ก็ไม่มีผลทำให้การเลิกจ้างของลูกหนี้กลับเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นบทกฎหมายที่กำหนดให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ในขณะมีการเลิกสัญญาจ้างแรงงาน มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ลูกหนี้จะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่เจ้าหนี้ดังเช่น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ไว้โดยชัดแจ้ง ศาลล้มละลายกลางกำหนดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 จึงชอบแล้ว

เมื่อลูกหนี้เลิกจ้างเจ้าหนี้ ลูกหนี้จะต้องจ่ายค่าชดเชยแก่เจ้าหนี้ทันที เมื่อไม่จ่ายให้ ลูกหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไป แต่สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระดังกล่าวมีกำหนดอายุความ 5 ปี นับย้อนหลังแต่วันยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 สิทธิเรียกร้องที่พ้นกำหนดอายุความดังกล่าวเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้มีการทวงถามก่อน ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดดอกเบี้ยให้นับถัดจากวันยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 และตั้งบริษัท บี.อาร์.ซี.แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้ และดอกเบี้ยเป็นเงิน 591,813.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 256,090 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จจากลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย รวมเป็นเงิน 129,621.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้กระทำละเมิดต่อเจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำขอ

ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้มิใช่ผู้ผิดนัดชำระหนี้ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งเจ้าหนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เพียงต้นเงินจำนวน 56,090 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบแล้ว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้และผู้บริหารแผนเป็นคดีเดียวกัน และพิจารณาแล้วมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ต้นเงินค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวมเป็นเงิน 56,090 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ย้อนหลังไป 5 ปี และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าลูกหนี้ได้เลิกจ้างเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2536 เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ ค่าชดเชย ค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปี ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ซึ่งเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าชดเชยจำนวน 47,400 บาท ค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 790 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 7,900 บาท ตามที่ลูกหนี้ได้เสนอจะจ่ายให้ และต่างมิได้โต้แย้งถึงจำนวนหนี้เหล่านี้ว่าไม่ถูกต้อง จึงฟังว่าหนี้แต่ละรายการมีจำนวนดังกล่าว แต่อย่างใดก็ดีหนี้ที่ขอรับชำระเหล่านี้จะต้องไม่ต้องห้ามขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง ด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวมาว่าลูกหนี้เลิกจ้างเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2536 เจ้าหนี้จึงอาจบังคับเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้มีขึ้นเนื่องจากการบอกเลิกสัญญาจ้างของลูกหนี้ มิใช่เงินที่กำหนดจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานหรือต้องจ่ายเพื่อเป็นค่าตอบแทนแก่ลูกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานหนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงมิใช่ค่าจ้างและไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนหนี้ค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นเงินที่ลูกหนี้จะต้องจ่ายให้แก่เจ้าหนี้สำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจึงเป็นค่าตอบแทนแก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานจึงเป็นสินค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) ดังนี้ เมื่อนับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2536 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้จึงขาดอายุความแล้ว ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ คงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เฉพาะหนี้ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าปัญหานี้แม้ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ประการแรกว่าลูกหนี้กระทำละเมิดและเลิกจ้างเจ้าหนี้โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีคนร้ายลักทรัพย์เงินสดจำนวน 93,013 บาท ของลูกหนี้ไปโดยทุจริตในระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2535 เวลากลางวันถึงวันที่ 4 มกราคม 2536 เวลากลางวัน ลูกหนี้ได้มอบอำนาจให้นางสาวสมศรี แม้นพิมลชัย พนักงานการเงินและบัญชีของลูกหนี้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ผลจากการสืบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจพบรอยนิ้วมือและฝ่ามือแฝงของเจ้าหนี้ในที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจึงดำเนินคดีแก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้จึงได้เลิกจ้างเจ้าหนี้ และต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องเจ้าหนี้ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในความผิดข้อหาลักทรัพย์เงินสดจำนวน 93,013 บาท ของลูกหนี้ ซึ่งในสำนวนคดีนี้คงปรากฏข้อเท็จจริงจากบันทึกถ้อยคำของเจ้าหนี้เท่านั้นที่ว่าลูกหนี้อ้างว่าเจ้าหนี้มีพฤติการณ์ส่อแนวโน้มไปในทางทุจริตต่อทรัพย์สินของลูกหนี้ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้ฟังได้ว่าลูกหนี้ยืนยันและเป็นการกลั่นแกล้งจนเป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องถูกดำเนินคดีอาญา ด้วยข้อเท็จจริงเช่นนี้ การที่เจ้าหนี้ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาล้วนมีขึ้นจากดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าพนักงานตำรวจและพนักงานอัยการ การที่ลูกหนี้ร้องขอจนศาลใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ลูกหนี้เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนังงานอัยการล้วนเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายไม่เป็นการละเมิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนแล้วดำเนินคดีแก่จำเลยย่อมบ่งชี้และทำให้ลูกหนี้เข้าใจได้ว่าเจ้าหนี้เป็นผู้ลักทรัพย์เงินสดจำนวน 93,013 บาท ของลูกหนี้ไป ซึ่งเป็นเหตุอันสมควรที่ลูกหนี้จะเลิกจ้างเจ้าหนี้ได้ แม้ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้และศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ก็หามีผลทำให้การเลิกจ้างของลูกหนี้กลับเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมไม่ ลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ จึงไม่มีหนี้ส่วนนี้ที่เจ้าหนี้จะขอรับชำระได้

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ต่อไปว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระดอกเบี้ยตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นบทกฎหมายที่กำหนดให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ในขณะมีการเลิกสัญญาจ้างแรงงาน มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ลูกหนี้จะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่เจ้าหนี้ดังเช่นพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ไว้โดยชัดแจ้ง เช่นนี้ที่ศาลล้มละลายกลางกำหนดดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ 7.5 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 นั้นจึงชอบแล้วและเมื่อลูกหนี้เลิกจ้างเจ้าหนี้จะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยแก่เจ้าหนี้ทันที เมื่อลูกหนี้ยังมิได้จ่ายให้ ลูกหนี้จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกการจ้างวันที่ 30 มีนาคม 2536 เป็นต้นไป แต่สิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระดังกล่าวมีกำหนดอายุความ 5 ปี นับย้อนหลังแต่วันยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 สิทธิเรียกร้องที่พ้นกำหนดอายุความดังกล่าวเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้มีการทวงถามก่อน เห็นควรกำหนดดอกเบี้ยให้นับถัดจากวันยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นต้นไป คำสั่งของศาลล้มละลายกลางจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ค่าชดเชยจำนวน 47,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำขอรับชำระหนี้ (วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545) ย้อนหลังไป 5 ปี และนับถัดจากวันยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และได้รับชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 7,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/33 ม. 193/34 ม. 224
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/27
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทบางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — นายเมธา ศรีสมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
สมชาย พงษธนา
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1615/2548
#270408
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นอุทธรณ์ โดยขอให้เฉพาะจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าธรรมเนียมการชำระเงินล่วงหน้าจำนวน 4,964,434.49 บาท กับค่าโทรคมนาคมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำนวน 1,600 บาท แก่โจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จึงมิได้เป็นจำเลยตามอุทธรณ์ดังกล่าว และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เพื่อแก้อุทธรณ์ด้วยที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ

การคิดคำนวณหนี้เป็นเงินไทยโดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินสำหรับต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีททุกจำนวนนั้น โจทก์ได้ใช้สิทธิเลือกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่โจทก์ได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ไป และการคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีท โจทก์ต้องปฏิบัติตามสัญญาทรัสต์รีซีท ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ แต่ปรากฏว่า โจทก์ชำระดอกเบี้ยจากต่างประเทศงวดที่ 4 แทนจำเลยที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 และตั๋วแลกเงินที่โจทก์ออกสั่งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ก็มีวันครบกำหนดจ่ายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ดังนั้น โจทก์จึงต้องคำนวณหนี้ดอกเบี้ยจากต่างประเทศงวดที่ 4 จำนวน 106,013.45 ดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนประจำวันของโจทก์ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ซึ่งมีอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.70 บาท คำนวณแล้วเป็นเงินไทยจำนวน 3,360,626.37 บาท การที่โจทก์คำนวณหนี้ดอกเบี้ยจากต่างประเทศงวดที่ 4 โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 26 มกราคม 2541 ซึ่งมีอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 55 บาท คำนวณแล้วเป็นเงินไทยจำนวน 5,830,739.75 บาท นั้นเป็นการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ชอบ

ตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 4 ระบุว่า จำเลยที่ 1 จะต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทรัสต์รีซีทให้แก่โจทก์ ตลอดจนยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามที่มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 รวมทั้งค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายใด ๆ อันเกี่ยวกับหนี้ทรัสต์รีซีท และสัญญานี้ข้อ 7 ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายที่ค้างชำระดังกล่าวในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4 นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา เมื่อตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดได้เพียงตามอัตราที่ระบุในสัญญาข้อ 4 และข้อความในสัญญาข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้นเป็นการระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัด ซึ่งแม้สัญญาข้อ 4 นี้จะระบุให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ก็ตาม แต่ก็ระบุเป็นอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามที่มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ย่อมต้องหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น โจทก์กลับคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขซึ่งมีอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ที่ไม่ผิดนัดตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของโจทก์ อันเป็นการเรียกดอกเบี้ยไม่ตรงตามสัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 7 ประกอบด้วยข้อ 4 จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยที่สูงเกินไปโดยไม่ถูกต้องตามสัญญาทรัสต์รีซีทและขัดต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศธนาคารโจทก์ กับ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ ปัญหาการคิดอัตราแลกเปลี่ยนและการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ที่ทำให้จำนวนหนี้สูงเกินกว่าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระโดยมิชอบดังกล่าว เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 246 และมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรม เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งเป็นเครดิตชนิดที่ต้องมีเอกสารประกอบเพื่อสั่งซื้อสินค้าเป็นเงิน 2,671,205 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทย โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ ครั้นวันที่ 26 กันยายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ เพื่อขอรับเอกสารแสดงสิทธิในสินค้าไปรับสินค้าจากกรมศุลกากร โดยยังมิได้ชำระเงินค่าสินค้าให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะชำระเงินดังกล่าวโดยยอมให้โจทก์เลือกคำนวณค่าสินค้าที่เป็นเงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่โจทก์ชำระแทนไปหรืออัตราที่ตกลงกันไว้ หรืออัตราที่กำหนดไว้ท้ายสัญญาทรัสต์รีซีท และยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในเงินค่าสินค้าในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ อันเกี่ยวกับหนี้ทรัสต์รีซีททุกประการ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าว วงเงินจำนวน 67,000,000 บาท โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ขายแทนจำเลยไป โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวหลายครั้งแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 153,827,769.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 126,466,214.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (เฉพาะต้นเงินค่าธรรมเนียมและค่าโทรคมนาคมรวมจำนวน 4,966,034.49 บาท ไม่ขอคิดดอกเบี้ย) หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ขอให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองกับยึดและอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดใช้หนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งหกให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 148,861,735.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 126,466,214.06 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 พฤษภาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 67,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2541 อัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 อัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2542 และอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 เมษายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากภายหลังวันฟ้องมีกฎหมาย ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย หรือประกาศธนาคารโจทก์ กำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ธนาคารพาณิชย์เรียกจากลูกค้าประเภทเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือทรัสต์รีซีทที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขหรือผิดนัดในอัตราที่แตกต่างไปจากร้อยละ 18 ต่อปี ก็ให้กำหนดอัตราดอกเบี้ยจำเลยทั้งหกตามนั้น แต่ไม่เกินร้อยละ 18 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินได้สุทธิมาชำระจนครบจำนวนหนี้ ถ้าไม่พอชำระให้ยึดอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วนจำนวนหนี้ที่แต่ละคนต้องรับผิด

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพียงประการเดียว โดยขอให้เฉพาะจำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าธรรมเนียมการชำระเงินล่วงหน้าจำนวน 4,964,434.49 บาท กับค่าโทรคมนาคมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จำนวน 1,600 บาท แก่โจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จึงมิได้เป็นจำเลยตามอุทธรณ์ดังกล่าว และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เพื่อแก้อุทธรณ์ด้วยที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศคงพิจารณาเฉพาะคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เท่านั้น สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 มีภาระหนี้ตามเอกสารสรุปยอดภาระหนี้ ซึ่งระบุถึงรายละเอียดค่าธรรมเนียมกับค่าโทรคมนาคมและค่าใช้จ่ายอื่นด้วยแล้ว ดังนั้น เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ตามคำฟ้องแล้ว ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามคำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าธรรมเนียมจำนวน 4,964,434.49 บาท กับค่าโทรคมนาคมและค่าใช้จ่ายอื่นจำนวน 1,600 บาท ให้แก่โจทก์ พยานจำเลยที่ 1 ที่นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมเพราะจำเลยที่ 1 ไม่เคยทราบหรือรู้เห็นและตกลงชำระให้แก่โจทก์ก็ดี จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าโทรคมนาคมและค่าใช้จ่ายอื่น เพราะโจทก์ไม่ได้จ่ายไปจริงและไม่มีหลักฐานการจ่ายก็ดี เป็นเรื่องที่นอกเหนือไปจากข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 จึงรับฟังไม่ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมกับค่าโทรคมนาคมและค่าใช้จ่ายอื่นตามที่โจทก์ฟ้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปรากฏตามคำฟ้องและข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบว่า การคิดคำนวณหนี้เป็นเงินไทยโดยอัตราแลกเปลี่ยนเงินสำหรับต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีททุกจำนวนนั้น โจทก์ได้ใช้สิทธิเลือกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่โจทก์ได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ไป และการคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีท โจทก์ต้องปฏิบัติตามสัญญาทรัสต์รีซีท ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์แต่ปรากฏว่าเฉพาะดอกเบี้ยจากต่างประเทศงวดที่ 4 ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าครบกำหนดชำระในวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ตามที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบและจำเลยที่ 1 ตอบยืนยันรับทราบแล้ว โจทก์ชำระดอกเบี้ยจากต่างประเทศงวดที่ 4 นี้แทนจำเลยที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 และตั๋วแลกเงินที่โจทก์ออกสั่งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ก็มีวันครบกำหนดจ่ายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ดังนั้น โจทก์จึงต้องคำนวณหนี้ดอกเบี้ยจากต่างประเทศงวดที่ 4 จำนวน 106,013.45 ดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนประจำวันของโจทก์ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ซึ่งมีอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.70 บาท คำนวณแล้วเป็นเงินไทยจำนวน 3,360,626.37 บาท การที่โจทก์คำนวณหนี้ดอกเบี้ยจากต่างประเทศงวดที่ 4 โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 26 มกราคม 2541 ซึ่งมีอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 55 บาท คำนวณแล้วเป็นเงินไทยจำนวน 5,830,739.75 บาท นั้น เป็นการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ชอบส่วนการคิดดอกเบี้ยในต้นเงินค่าสินค้าและต้นเงินค่าดอกเบี้ยจากต่างประเทศที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยที่ 1 ในงวดที่ 4 ถึงที่ 6 นั้น ตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 4 ระบุว่า จำเลยที่ 1 จะต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทรัสต์รีซีทให้แก่โจทก์ ตลอดจนยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามที่มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 รวมทั้งค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายใด ๆ อันเกี่ยวกับหนี้ทรัสต์รีซีท และสัญญานี้ข้อ 7 ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายที่ค้างชำระดังกล่าวในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4 นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา เมื่อตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดได้เพียงตามอัตราที่ระบุในสัญญาข้อ 4 และข้อความในสัญญาข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้นเป็นการระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัด ซึ่งแม้สัญญาข้อ 4 นี้จะระบุให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ก็ตาม แต่ก็ระบุเป็นอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามที่มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ย่อมต้องหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้นเพราะตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยในอัตราสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้เฉพาะกรณีที่ลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วเท่านั้น ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้เพียงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์เท่านั้น หนี้ดอกเบี้ยจากต่างประเทศงวดที่ 4 ถึงที่ 6 และค่าสินค้าที่โจทก์ชำระแทน จำเลยที่ 1 ถึงกำหนดชำระในวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 วันที่ 26 มกราคม 2541 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ตามลำดับ และตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของโจทก์ในช่วงระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2541 โจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อหลายฉบับ โดยมีอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่ไม่ใช่บัตรเครดิตและไม่ผิดนัดสูงสุดตั้งแต่อัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี ถึงร้อยละ 21.5 ต่อปี แล้วแต่ช่วงเวลาตามประกาศของโจทก์แต่ละฉบับ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท โจทก์กลับคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินดอกเบี้ยจากต่างประเทศงวดที่ 4 นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงินดอกเบี้ยจากต่างประเทศงวดที่ 5 นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2541 ในอัตราร้อยละ 24 ต่อปี จากต้นเงินค่าสินค้าและดอกเบี้ยจากต่างประเทศงวดที่ 6 นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ในอัตราร้อยละ 24 ต่อปี และปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในต้นเงินทุกจำนวนดังกล่าวตลอดมาตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของโจทก์โดยคิดในอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขซึ่งมีอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ที่ไม่ผิดนัดตามประกาศอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของโจทก์ อันเป็นการเรียกดอกเบี้ยไม่ตรงตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ประกอบด้วยข้อ 4 ดังได้วินิจฉัยมา จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยที่สูงเกินไปโดยไม่ถูกต้องตามสัญญาทรัสต์รีซีท และขัดต่อประกาศธนาคาแห่งประเทศไทย ประกาศธนาคารโจทก์ กับพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ปัญหาการคิดอัตราแลกเปลี่ยนและการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ที่ทำให้จำนวนหนี้สูงเกินกว่าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระโดยมิชอบดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และมาตรา 142 (5) ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ซึ่งทำสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เพียงเท่าที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดดังกล่าวด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ต้นเงินค่าสินค้าจำนวน 110,320,766.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ต้นเงินที่โจทก์จ่ายเป็นดอกเบี้ยจากต่างประเทศแทนจำเลยที่ 1 งวดที่ 4 จำนวน 3,360,626.37 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ต้นเงินที่โจทก์จ่ายเป็นดอกเบี้ยจากต่างประเทศแทนจำเลยที่ 1 งวดที่ 5 จำนวน 5,922,562.25 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 26 มกราคม 2541 และต้นเงินที่โจทก์จ่ายเป็นดอกเบี้ยจากต่างประเทศแทนจำเลยที่ 1 งวดที่ 6 จำนวน 4,392,145.56 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2541 โดยดอกเบี้ยทุกรายการดังกล่าวให้คิดไปจนกว่าจะชำระหนี้แต่ละจำนวนให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงินไม่เกิน 67,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2540 จนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากต้นเงินทุกจำนวนดังกล่าวให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระแก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่มิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไข (และไม่ใช่สินเชื่อบัตรเครดิต) ตามประกาศธนาคารโจทก์ที่มีผลใช้บังคับในช่วงเวลาต่าง ๆ และที่ประกาศต่อไปหลังวันฟ้อง โดยปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ตามคำฟ้องของโจทก์ โดยให้นำเงินที่โจทก์ไปใช้บริการสถานที่ของจำเลยที่ 1 จำนวน 30,408 บาท และ 87,617 บาท มาหักชำระหนี้ดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2540 ด้วย กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าธรรมเนียมจำนวน 4,964,434.49 บาท ค่าโทรคมนาและค่าใช้จ่ายอื่นจำนวน 1,600 บาท แก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท
บริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิ
เป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทเซ็นจูรีโฮเต็ล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1614/2548
#270976
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาบันทึกลงในหน่วยความจำเครื่องคอมพิวเตอร์ อันเป็นการทำซ้ำงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 30 (1) และมีความผิดตามมาตรา 69 วรรคสอง ส่วนการที่จำเลยเปิดให้บริการแก่ลูกค้าเป็นการทำให้ปรากฏซึ่งงานดนตรีกรรมเพลงชุดพิพาท โดยไม่มีการทำให้ปรากฏซึ่งชุดคำสั่งที่เป็นงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จึงมิใช่กรณีที่จะเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานโปรแรมคอมพิวเตอร์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 30 (2) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง

โปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นงานที่เกิดจากการแสดงออกซึ่งความคิดจึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ส่วนสิ่งที่ศาลจะให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 75 นั้น หมายถึงสิ่งซึ่งเป็นวัตถุที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีผู้ทำหรือดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาบันทึกลงในหน่วยบันทึกความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ หน่วยบันทึกความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวจึงเป็นเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่ จึงต้องพิพากษาให้หน่วยบันทึกความจำเครื่องคอมพิวเตอร์นี้ตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 75

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 30, 69, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 สั่งริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (2) ระวางโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพทำให้สะดวกแก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ในเบื้องต้นเห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีเพลงชุด "เรียกพี่ยังไหว" ซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ไปบันทึกในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยแล้วนำงานดนตรีกรรมเพลงชุด "เรียกพี่ยังไหว" ที่บันทึกเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยการเปิดให้บริการแก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปที่เข้ามาร้องเพลงในร้านอาหารของจำเลยเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 และมาตรา 69 แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในการกระทำที่นำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาบันทึกลงในหน่วยความจำเครื่องคอมพิวเตอร์ อันเป็นการทำซ้ำงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (1) และมีความผิดตามมาตรา 69 วรรคสอง ส่วนการที่จำเลยเปิดให้บริการแก่ลูกค้าเป็นการทำให้ปรากฏซึ่งงานดนตรีกรรมเพลงชุดเรียกพี่ยังไหว โดยไม่ปรากฏว่ามีการทำให้ปรากฏซึ่งชุดคำสั่งที่เป็นงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นแต่อย่างใด จึงมิใช่กรณีที่จะเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่ประการใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 30 (2) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง จึงเป็นการปรับบทความผิดไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บันทึกเพลงชุด "เรียกพี่ยังไหว" เพียง 1 ชุด มาบันทึกลงในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วนำออกเผยแพร่ต่อลูกค้าร้านอาหารของจำเลยเท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่าร้านอาหารของจำเลยเป็นกิจการขนาดใหญ่ ตามพฤติการณ์ไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายมากนัก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน และยังลงโทษปรับ 100,000 บาท อีกสถานหนึ่งด้วยน้ำหนักเกินไป ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรลงโทษจำคุกจำเลยสถานเดียว โดยไม่ลงโทษปรับจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นงานที่เกิดจากการแสดงออกซึ่งความคิดจึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ส่วนสิ่งที่ศาลจะให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 นั้น หมายถึงสิ่งซึ่งเป็นวัตถุที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีผู้ทำหรือดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาบันทึกลงในหน่วยบันทึกความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนี้ หน่วยบันทึกความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่ จึงต้องพิพากษาให้หน่วยบันทึกความจำเครื่องคอมพิวเตอร์ตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ให้จำคุกมีกำหนด 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยไม่ลงโทษปรับจำเลย ให้หน่วยบันทึกความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 30 (1) ม. 30 (2) ม. 69 วรรคสอง ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายธาริน อินทรตั้ง
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1602/2548
#267904
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่ามีข้อความว่า เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้วผู้ให้เช่าต้องให้ผู้เช่าเช่าอยู่ต่อไป โดยผู้ให้เช่าจะต่ออายุสัญญาเช่าให้ทุก ๆ 3 ปี ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นคำมั่นของ ป. ผู้ให้เช่า ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทราบก่อนจะสนองรับว่า ป. ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 360 ต้องนำบทบัญัญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ คำมั่นจึงไม่เสื่อมเสียไป มีผลผูกพันโจทก์ผู้รับโอนซึ่งเป็นทายาทให้ต้องปฏิบัติตาม โดยให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม โจทก์ต้องยินยอมให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 ส่วนการต่ออายุสัญญาเช่าในระยะ 3 ปีถัดมานับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 เป็นต้นไป ต้องแยกพิจารณาต่างหากอีกกรณีหนึ่ง หาใช่มีผลผูกพันตลอดไปไม่

แม้ข้อความในสัญญาเช่าจะมีคำมั่นที่ ป. ผู้ให้เช่าให้ไว้ แต่คำมั่นดังกล่าวจะมีผลผูกพันในการต่ออายุสัญญาเช่าครั้งต่อไปและตกทอดแก่โจทก์ได้ก็ต่อเมื่อคำมั่นนั้นมีผลบังคับก่อนครบกำหนดอายุสัญญาเช่าครั้งท้ายสุดด้วยการที่จำเลยได้แสดงเจตนาสนองรับคำมั่นโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อ ป. ถึงแก่ความตายแล้วตึกแถวพิพาทตกเป็นของโจทก์ผู้เป็นทายาท จำเลยทราบว่า ป. ถึงแก่ความตายแล้งจึงมีหนังสือขอต่ออายุสัญญาเช่าไปยังโจทก์เมื่อวันที่ 10 พฤศจายน 2538 กรณีเช่นนี้จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติมิให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับหากว่าก่อนจะสนองรับนั้นคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตาย คำมั่นดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับและไม่เป้นมรดกตกทอดอันจะผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นทายาท หนังสือต่ออายุสัญญาเช่าจึงไร้ผลและไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าขึ้นใหม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิไม่ต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยได้ เมื่อโจทก์มีหนังสือไปยังจำเลย แจ้งว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทอีกต่อไปและบอกเลิกสัญญาเช่า สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจึงต้องสิ้นสุดลงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 อันเป็นวันครบกำหนดการต่ออายุสัญญาเช่า โจทก์ย่อมฟ้องขับไล่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของตึกแถวพิพาทเลขที่ 734/44 ถึง 734/46 รวม 3 คูหา ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 18657 โดยโจทก์ได้รับมรดกจากนางไปล่ วัฒนธรรม มารดาโจทก์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2520 จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาท 3 คูหา ดังกล่าวจากนางสาวรมณียา ลิปิสุนทร ตัวแทนของนางไปล่มีกำหนดอายุสัญญา 15 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2521 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 ค่าเช่าเดือนละ 100 บาท ต่อ 1 คูหา รวมเป็นค่าเช่าเดือนละ 300 บาท ตกลงชำระค่าเช่าภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน 300 บาท ตกลงชำระค่าเช่าภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน หากครบอายุสัญญาเช่าแล้วผู้ให้เช่าจะต่ออายุสัญญาเช่าให้ทุก 3 ปี โดยเรียกเก็บค่าเช่าเพิ่มเป็นสองเท่าของที่กรมธนารักษ์เรียกเก็บ จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมในการต่ออายุสัญญาเช่าครั้งละ 30,000 บาท แก่ผู้ให้เช่า ต่อมาเมื่อครบอายุสัญญาเช่าแล้วจำเลยเช่าตึกแถวพิพาทอีก 3 ปี ซึ่งครบอายุสัญญาเช่าในวันที่ 31 ธันวาคม 2538 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปยังจำเลยก่อนครบอายุสัญญาเช่า แต่จำเลยอ้างสิทธิที่จะอยู่อาศัยในตึกแถวพิพาทต่อไปและจำเลยประพฤติผิดเงื่อนไขสัญญาเช่ากล่าวคือ จำเลยค้างชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในปี 2537 ถึงปี 2541 ปีละ 7,425 บาท รวมเป็นเงิน 37,125 บาท และนับแต่ต้นปี 2539 ถึงกลางปี 2541 จำเลยทิ้งร้างตึกแถวพิพาท ไม่ใช้ประโยชน์เพื่อทำการค้าและอยู่อาศัยอันเป็นการผิดวัตถุประสงค์แห่งการเช่า และทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าไปตรวจสภาพภายในตึกแถวพิพาทได้ต่อมาประมาณกลางปี 2541 จำเลยให้บุคคลอื่นเช่าช่วงตึกแถวพิพาทเป็นคลินิกรักษาผู้ป่วย โดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบและไม่ได้เสียค่าธรรมเนียมการโอนเปลี่ยนแปลงการเช่าแก่โจทก์ ตึกแถวพิพาทถูกดัดแปลงต่อเติมเปลี่ยนแปลงสภาพอย่างถาวรโดยไม่ได้บอกกล่าวและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ในระหว่างที่จำเลยให้บุคคลอื่นเช่าช่วงนั้นโจทก์ไม่สามารถเข้าไปตรวจสภาพตึกแถวพิพาทชั้นที่ 3 ได้เนื่องจากจำเลยใส่กุญแจบริเวณบันไดทางขึ้นชั้นที่ 3 นอกจากนี้จำเลยยังไม่ดูแลและรักษาความสะอาดตึกแถวพิพาทดังเช่นวิญญูชนทั่วไปพึงควรปฏิบัติ ภายหลังที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแล้วจำเลยก็มืได้มีเจตนาจะไปจดทะเบียนการเช่า ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2541 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกคำมั่น บอกเลิกสัญญาเรียกค่าเสียหายและบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาทจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเพิกเฉย สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทเป็นอันสิ้นสุดลงทันทีแต่จำเลยยังคงครอบครองตึกแถวพิพาทอันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้ตึกแถวพิพาท หากโจทก์ให้บุคคลอื่นเช่าตึกแถวพิพาทก็จะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 6,000 บาท รวม 3 คูหา เป็นเงินเดือนละ 18,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน เป็นเงิน 576,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,000 บาท ต่อ 1 คูหา เป็นเงินเดือนละ 18,000 บาท นับแต่วันฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกแถวพิพาทเลขที่ 734/44 ถึง 734/46 ถนนราชญาติรักษา ตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ห้ามไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ค้างชำระประจำปี 2537 ถึงปี 2541 ปีละ 7,425 บาท เป็นเงิน 37,125 บาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 576,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 576,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากตึกแถวพิพาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขคดีแดงที่ 182/2537 ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาในประเด็นแห่งคดีแล้ว โจทก์รื้อร้องฟ้องคดีนี้อีก ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ และคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าคำมั่นตามสัญญาเช่าตึกแวพิพาทที่ผู้ให้เช่าจะต่ออายุสัญญาเช่าให้ทุก 3 ปี มีผลบังคับใช้ จำเลยจึงสนองรับคำมั่นโดยขอต่ออายุสัญญาเช่าไปยังโจทก์ตั้งแต่ก่อนครบอายุสัญญาเช่าในวันที่ 31 ธันวาคม 2538 และขอให้โจทก์รับเงินค่าเช่าและนัดวันจดทะเบียนการเช่า แต่โจทก์ไม่ยอมจดทะเบียนการเช่าแก่จำเลย จำเลยจึงวางเงินค่าเช่าและค่าธรรมเนียมการต่ออายุสัญญาเช่าของงวดวันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2531 ไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดสมทรสงคราม โจทก์ขอรับเงินไปแล้วจึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าเช่าจากจำเลยอีก สัญญาเช่าเกิดขึ้นใหม่โดยถือตามสัญญาเดิมนับแต่จำเลยสนองรับคำมั่น จำเลยมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาในการไม่ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเพราะโจทก์ไม่ได้แจ้งค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินนับแต่ปี 2537 ให้จำเลยทราบ จำเลยมิได้มีเจตนาทิ้งร้างหรือไม่ใช้ประโยชน์ในตึกแถวพิพาทในช่วงระหว่างปี 2539 ถึงกลางปี 2541 เนื่องจากจำเลยรอผมแห่งคดีดังกล่าว เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีดังกล่าวแล้วจำเลยจึงปรับปรุงซ่อมแซมตึกแถวพิพาทเพื่อทำการค้าและอยู่อาศัย เดมจำเลยใช้ตึกพิพาทเปิดเป็นร้านขายรถยนต์ ต่อมาจำเลยกับพวกร่วมหุ้นกันเปิดกิจการคลินิกและกั้นห้องโดยติดตั้งกระจก ฝ้าเพดาน ตู้เคาน์เตอร์ยา เครื่องปรับอากาศและทาสีเพื่อให้เหมาะสมแก่การใช้งานในกิจการไม่ได้ให้บุคคลอื่นเช่าช่วง ไม่ได้ทำให้ตึกแถวพิพาทเปลี่ยนสภาพหรือเปลี่ยนแปลงรูปทรง ไม่ได้หวงห้ามมืให้โจทก์ตรวจสอบตึกแถวพิพาทและไม่ได้ปล่อยให้ตึกแถวพิพาทสกปรก ค่าเช่าที่โจทก์เรียกร้องเดือนละ 6,000 บาท ต่อ 1 คูหา สูงเกินความจริง สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทให้คิดค่าเช่า 2 เท่าของที่กรมธนารักษ์เรียกเก็บจากผู้เช่า ปัจจุบันกรมธนารักษ์เรียกเก็บค่าเช่าเดือนละ 499 บาท โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ต่อสัญญาเช่าแก่จำเลยนับตัวันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 และต่อไปทุก 3 ปี ตามเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญาเช่าตึกแถวพิพาท หากโจทก์ไม่ปฏิบัติก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาตามฟ้องโจทก์ โจทก์รับเงินค่าเช่าและค่าธรรมเนียมการต่ออายุสัญญาเช่าของงวดปี 2536 ถึงปี 2538 เท่านั้นไม่ได้รับเงินค้าเช่าและค่าธรรมเนียมการต่ออายุสัญญาเช่าของงวดปี 2539 ถึงปี 2541 ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 182/2537 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยอยู่ในตึกแถวพิพาทถึงเพียงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 เท่านั้น จำเลยจึงต้องฟ้องแย้งบังคับคดีให้โจทก์ต่ออายุสัญญาเช่าต่อไปทุก 3 ปีหาได้ไม่ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาทเลขที่ 734/44 ถึง 734/46 ถนนราชญาติรักษา ตำบลแม่กล่อง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม รวม 3 คูหา ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับตึกแถวพิพาทให้จำเลยชำระเงิน 590,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 576,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 กันยายน 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 6,000 บาท ต่อ 1 คูหา นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากตึกแถวพิพาท ให้จำเลยช้าค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ให้ยกคำขออื่นของโจทก์และยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นบุตรนางไปล่ ลิปิสุนทรหรือวัฒนธรรม เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 18657 ตำบลแม่กล่อง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นทรัพย์มรดกของบิดามารดานางไปล่ซึ่งตกทอดแก่นางไปล่และทายาทอื่น จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทเลขที่ 734/44 ถึง 734/46 รวม 3 คูหา ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว อายุสัญญาเช่า 15 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2521 ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2535 มีเงื่อนไขว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้ว ผู้ให้เช่าต้องให้ผู้เช่าเช่าอยู่ต่อไปโดยผู้ให้เช่าจะต่ออายุสัญญาเช่าให้ทุก ๆ 3 ปี โดยมีนางสาวรมณียา ลิปิสุนทร ในฐานะตัวแทนทายาทของบิดามารดานางไปล่เป็นผู้ให้เช่าตามสัญญาเช่าและสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าของอำเภอ เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 182/2537 ของศาลชั้นต้น ต่อมาได้มีการแบ่งทรัพย์มรดกกันปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวและตึกแถวพิพาททั้ง 3 คูหา ตกเป็นของนางไปล่ครั้นนางไปล่ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงจดทะเบียนรับมรดกที่ดินและตึกแถวพิพาทมาเป็นของโจทก์เมื่อปี 2533 เมื่อครบอายุสัญญาเช่าในปี 2535 โจทก์ไม่ต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทให้จำเลยและฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมบริวารให้ออกไปจากตึกแถวพิพาท ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 182/1537 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทในฐานะผู้เช่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 จำเลยและบริวารจึงอยู่ในตึกแถวพิพาทเรื่อยมา ต่อมาเมื่อครบระยะเวลาดังกล่าวในวันที่ 31 ธันวาคม 2538 โจทก์ไม่ต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลย ส่วนจำเลยและบริวารยังคงอยู่ในตึกแถวพิพาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่าโจทก์ต้องให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปอีก 3 ปี เพราะมีสัญญาเช่าเกิดขึ้นใหม่เนื่องจากจำเลยสนองรับคำมั่นถายในกำหนด สัญญาเช่าจึงไม่สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2538 หรือไม่ เห็นว่า ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 182/2537 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดว่าตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 11 มีข้อความว่า เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้วผู้ให้เช่าต้องให้ผู้เช่าเช่าต่อไป โดยผู้ให้เช่าจะต่ออายุสัญญาเช่าให้ทุก ๆ 3 ปี และเรียกเก็บเงินค่าเช่าเพิ่มเป็น 2 เท่าของที่กรมธนารักษ์เรียกเก็บในการต่ออายุสัญญาเช่าแต่ละครั้งผู้เช่าต้องเสียค่าธรรมเนียมในการต่อสัญญาครั้งละ 30,000 บาท ให้แก่ผู้เช่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นคำมั่นของผู้ให้เช่าว่าจะให้จำเลยเช่าต่อไป ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทราบก่อนจะสนองรับว่านางไปล่ถึงแก่กรมไปก่อนแล้วกรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ คำมั่นของนางสาวรมณียาตัวแทนของนางไปล่จึงไม่เสื่อมเสียไป มีผลผูกพันโจทก์ผู้รับโอนให้ต้องปฏิบัติตาม โดยให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม... ซึ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์ให้ต้องยินยอมให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 ส่วนการต่ออายุสัญญาเช่าในระยะ 3 ปีถัดมานับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 เป็นต้นไป ต้องแยกพิจารณาต่างหากอีกกรณีหนึ่ง หาใช่มีผลตลอดไปไม่ แม้ข้อความในสัญญาเช่า ข้อ 11 จะเป็นคำมั่นที่นางไปล่ผู้ให้เช่าให้ไว้ แต่คำมั่นดังกล่าวจะมีผลผูกพันในการต่ออายุสัญญาเช่าต่อไปและตกทอดแก่โจทก์ได้ก็ต่อเมื่อคำมั่นนั้นมีผลบังคับก่อนครบกำหนดอายุสัญญาเช่าครั้งท้ายสุดด้วยการที่จำเลยได้แสดงเจตนาสนองรับคำมั่นโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งได้ความตามที่ปรากฏหมายซึ่งได้ความตามที่ปรากฏในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 182/2537 ของศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2537 วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่านางไปล่ถึงแก่ความตายแล้ว ตึกแถวพิพาทจึงจกเป็นของโจทก์ผู้เป็นทายาทโดยจำเลยได้ยื่นคำร้องขอถ่ายคำพิพากษาดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นในวันเดียวกัน แสดงว่าจำเลยทราบตั้งแต่ขณะนั้นแล้วว่านางไปล่ถึงแก่ความตายแล้ว แต่ปรากฏว่าจำเลยมีหนังสือต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทตามเอกสารหมาย ล.2 ไปยังโจทก์เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2538 กรณีเช่นนี้จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติมิให้นำบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับหากวว่าก่อนจะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตาย ดังนั้น คำมั่นดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับและไม่เป็นมรดกตกทอดอันจะผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นทายาทหนังสือขอต่ออายุสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล.2 จึงไร้ผมและไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าขึ้นใหม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยได้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือไปยังจำเลย 2 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.14 แจ้งว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทอีกต่อไปและบอกเลิกสัญญาเช่า ดังนั้น สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจึงต้องสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2538 อันเป็นวันครบกำหนดการต่อสัญญาเช่าตามคำพิพากษาในคดีก่อน จำเลยและบริวารจึงมีสิทธือยู่ในตึกแถวพิพาทภายหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดแล้วดังกล่าว โจทก์ย่อมฟ้องขับไล่จำเลยได้ และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไปว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาเช่าหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า สัญญาเช่าไม่สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2538 และโจทก์ต้องต่ออายุสัญญาเช่าให้จำเลยต่อไปอีก 3 ปีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 360 ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิลนารถ วัฒนธรรม
จำเลย — นายชิตพงศ์ ลีตระกูลวรรณา
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1602/2548
#269865
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของตึกแถวพิพาทโดยได้รับมรดกจาก ป. ซึ่ง ป. ได้ทำสัญญาให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาท กำหนดอายุสัญญาเช่า 15 ปี โดยมีข้อตกลงในสัญญาเช่าข้อ 11 ระบุว่า เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้วผู้ให้เช่าจะต่อสัญญาเช่าให้ทุกๆ 3 ปี ซึ่งข้อความตามข้อตกลงดังกล่าว เป็นเพียงคำมั่นของ ป. ว่าจะให้ผู้เช่าต่ออายุสัญญาครั้งต่อไปเท่านั้น ยังไม่ก่อให้เกิดสัญญา แต่คำมั่นนี้ยังไม่มีผลผูกพัน ป. เพราะยังไม่ได้ความว่าจำเลยได้สนองรับก่อน ป. ถึงแก่ความตายทั้งเมื่อจำเลยได้รู้อยู่ว่า ป. ผู้เสนอตายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2537 ก่อนสัญญาเช่าจะครบกำหนดคือวันที่ 31 ธันวาคม 2538 กรณีจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติว่าห้ามมิให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 169 วรรคสองมาใช้บังคับ ดังนั้น คำมั่นของ ป. ดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับและไม่เป็นมรดกตกทอดอันจะผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นทายาทที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1599 และมาตรา 1600 หนังสือขอต่อสัญญาของจำเลยจึงไร้ผล และไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าใหม่ โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าและฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากตึกพิพาทได้

เมื่อจำเลยและบริวารไม่มีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุด การที่จำเลยและบริวารยังคงอยู่ในตึกแถวพิพาท จึงเป็นการอยู่โดยปราศจากสิทธิโดยชอบที่จะกระทำได้ อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้ตึกแถวพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากตึกแถวพิพาทห้ามไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ค้างชำระประจำปี 2537 ถึงปี 2541 ปีละ 7,425 บาท เป็นเงิน 37,125 บาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 576,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 576,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากตึกแถวพิพาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ต่ออายุสัญญาเช่าแก่จำเลยนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 และต่อไปทุก 3 ปี ตามเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญาเช่าตึกแถวพิพาท หากโจทก์ไม่ปฏิบัติก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องกับตึกแถวพิพาทให้จำเลยชำระเงิน 590,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 576,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 กันยายน 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 6,000 บาท ต่อ 1 คูหา นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากตึกแถวพิพาท ให้ยกคำขออื่นของโจทก์และยกฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์เป็นบุตรนางไปล่ เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 18657 และตึกแถวพิพาททั้ง 3 คูหาเป็นทรัพย์มรดกซึ่งตกทอดแก่นางไปล่ จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทเลขที่ 734/44 ถึง 734/46 รวม 3 คูหา ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว อายุสัญญาเช่า 15 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2535 มีเงื่อนไขว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้ว ผู้ให้เช่าต้องให้ผู้เช่าเช่าอยู่ต่อไปโดยผู้ให้เช่าจะต่ออายุสัญญาเช่าให้ทุกๆ 3 ปี ครั้นนางไปล่ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงจดทะเบียนรับมรดกที่ดินและตึกแถวพิพาทมาเป็นของโจทก์เมื่อปี 2533 เมื่อครบอายุสัญญาเช่าในปี 2535 โจทก์ไม่ต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทให้จำเลยและฟ้องขับไล่จำเลยพร้อมบริวารให้ออกไปจากตึกแถวพิพาท ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 182/2537 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทในฐานะผู้เช่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 จำเลยและบริวารจึงอยู่ในตึกแถวพิพาทเรื่อยมา ต่อมาเมื่อครบระยะเวลาดังกล่าวในวันที่ 31 ธันวาคม 2538 โจทก์ไม่ต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลย ส่วนจำเลยและบริวารยังคงอยู่ในตึกแถวพิพาท ซึ่งตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 182/2537 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดว่าตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 11 มีข้อความว่า เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้วผู้ให้เช่าต้องให้ผู้เช่าเช่าอยู่ต่อไป โดยผู้ให้เช่าจะต่ออายุสัญญาเช่าให้ทุกๆ 3 ปี และเรียกเก็บเงินค่าเช่าเพิ่มเป็น 2 เท่าของที่กรมธนารักษ์เรียกเก็บ ในการต่ออายุสัญญาเช่าแต่ละครั้งผู้เช่าต้องเสียค่าธรรมเนียมในการต่อสัญญาครั้งละ 30,000 บาท ให้แก่ผู้ให้เช่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นคำมั่นของผู้ให้เช่าว่าจะให้จำเลยเช่าต่อไป ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทราบก่อนจะสนองรับว่านางไปล่ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ คำมั่นของนางสาวมณียาตัวแทนของนางไปล่จึงไม่เสื่อมเสียไป มีผลผูกพันโจทก์ผู้รับโอน โดยให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม... ซึ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์ให้ต้องยินยอมให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปนับแต่วันที่ 1 มกราคม 3536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 ส่วนการต่ออายุสัญญาเช่าในระยะ 3 ปีถัดมานับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 เป็นต้นไป ต้องแยกพิจารณาต่างหากอีกกรณีหนึ่ง หาใช่มีผลผูกพันตลอดไปไม่ แม้ข้อความในสัญญาเช่าข้อ 11 จะเป็นคำมั่นที่นางไปล่ผู้ให้เช่าให้ไว้ แต่คำมั่นดังกล่าวจะมีผลผูกพันในการต่ออายุสัญญาเช่าครั้งต่อไปและตกทอดแก่โจทก์ได้ก็ต่อเมื่อคำมั่นนั้นมีผลบังคับก่อนครบกำหนดอายุสัญญาเช่าครั้งท้ายสุดด้วยการที่จำเลยได้แสดงเจตนาสนองรับคำมั่นโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งได้ความตามที่ปรากฏในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 182/2537 ของศาลชั้นต้นว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2537 วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่านางไปล่ถึงแก่ความตายแล้ว ตึกแถวพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์ผู้เป็นทายาท โดยจำเลยได้ยื่นคำร้องขอถ่ายคำพิพากษาดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นในวันเดียวกัน แสดงว่าจำเลยทราบตั้งแต่ขณะนั้นแล้วว่านางไปล่ถึงแก่ความตายแล้วแต่ปรากฏว่าจำเลยมีหนังสือขอต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทตามเอกสารหมาย ล.2 ไปยังโจทก์เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2538 กรณีเช่นนี้จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติมิให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ หากว่าก่อนจะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตาย ดังนั้น คำมั่นดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับและไม่เป็นมรดกตกทอดอันจะผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นทายาท หนังสือขอต่ออายุสัญญาเช่าเอกสารหมาย ล.2 จึงไร้ผลและไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าขึ้นใหม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยได้ โจทก์มีหนังสือไปยังจำเลย 2 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.14 แจ้งว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทอีกต่อไปและบอกเลิกสัญญาเช่า สัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจึงต้องสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2538 อันเป็นวันครบกำหนดการต่ออายุสัญญาเช่าตามคำพิพากษาในคดีก่อน จำเลยและบริวารจึงไม่มีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทภายหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดแล้วดังกล่าว โจทก์ย่อมฟ้องขับไล่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า สัญญาเช่าไม่สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2538 และโจทก์ต้องต่ออายุสัญญาเช่าให้จำเลยต่อไปอีก 3 ปีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

การที่จำเลยและบริวารยังคงอยู่ในตึกแถวพิพาทต่อมานับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 นั้น จึงเป็นการอยู่โดยปราศจากสิทธิโดยชอบที่จะกระทำได้ อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้ตึกแถวพิพาท ข้อเท็จจริงได้ความว่าตึกแถวพิพาทเป็นอาคาร 3 ชั้น ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่และอยู่ในย่านการค้า มีสภาพเหมาะสมที่จะใช้ประกอบกิจการค้า ที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายมาเป็นเงินเดือนละ 6,000 บาทต่อคูหา จึงเป็นราคาที่เหมาะสมแล้วดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ตึกแถวพิพาทจำนวน 3 คูหาแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 6,000 บาทต่อคูหา นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 2 กันยายน 2541 ซึ่งเป็นวันฟ้องรวม 2 ปี 8 เดือน เป็นเงิน 576,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องกับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องเป็นเงินเดือนละ 6,000 บาทต่อคูหา และให้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในปี 2537 และปี 2538 รวมเป็นเงิน 14,850 บาท แก่โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 169 ม. 360 ม. 420 ม. 438 ม. 537 ม. 564 ม. 1599 ม. 1600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิลนารถ วัฒนธรรม
จำเลย — นายชิตพงศ์ ลีตระกูลวรรณา
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1599/2548
#267566
เปิดฉบับเต็ม

การใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีอาญาต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่ง ซึ่งได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 177

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดไต่สวนมูลฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในปัญญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญา การใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ ชอบที่จะต้องยกคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์ทั้งสองนั้นเสีย"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์ทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง แล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบัวลอย ประดับวัน กับพวก
จำเลย — นางทองจันทร์ อนุอัน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1599/2548
#269861
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญา การใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์ไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ ดังนั้น จึงนำ ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสามเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 177

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดไต่สวนมูลฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญา การใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 4 ลักษณะ 1 โดยมาตรา 193 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้จึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ ชอบที่จะต้องยกคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์ทั้งสองนั้นเสีย"

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์ทั้งสองเสีย ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง แล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบัวลอย ประดับวัน กับพวก
จำเลย — นางทองจันทร์ อนุอัน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1595/2548
#267934
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยอ้างว่า จำเลยได้โอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารให้แก่ธนาคารแล้ว จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร มิใช่ของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอให้อายัดเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากเป็นการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกผู้สุจริต และจำเลยไม่ทราบเรื่องการขออายัดเงินดังกล่าวเพราะการส่งหมายให้จำเลยทำโดยวิธีปิดหมายการบังคับคดีจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดเงินนั้น เป็นคำร้องที่มีความหมายว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 นั่นเอง จึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของระยะเวลาตามมาตรา 296 วรรคสาม

มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ส่งเงินค่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคารตามที่โจทก์ขออายัดมายังเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินและส่งเงินสุทธิที่ได้จากการอายัดจำนวน 4,198,251 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้แจ้งการอายัดให้จำเลยทราบโดยชอบด้วยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2543 และได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินให้โจทก์ตรวจรับรองกับจ่ายเงินให้แก่โจทก์ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2543 การบังคับคดีจึงเสร็จสิ้นลงในวันดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสี่ (2), 318 จำเลยเพิ่งมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดเงินเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,111,472 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคดีจังหวัดเชียงใหม่ ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ขอให้ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นบังคับคดีแทนโดยอายัดเงินค่าจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจำนวน 4,350,000 บาท จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และส่งเงินที่อายัดดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินตามสัญญาจ้างจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นให้แก่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ไปก่อนแล้วและเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่เคยมีหนังสือแจ้งการอายัดเงินให้จำเลยที่ 1 ทราบ จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีสิทธิอายัดเงินดังกล่าว ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินดังกล่าวให้แก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเพื่อจ่ายให้แก่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ จำนวน 4,350,000 บาท จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่าการยื่นคำร้องคัดค้านของจำเลยที่ 1 ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ให้แก่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) แล้ว เงินค่าจ้างดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มิใช่ของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอให้อายัดเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากเป็นการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกผู้สุจริต และจำเลยที่ 1 ไม่ทราบเรื่องการขออายัดเงินดังกล่าวเพราะการส่งหมายให้จำเลยที่ 1 ทำโดยวิธีปิดหมายการบังคับคดีจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เพียงแต่ฝ่าฝืนมาตรา 296 การยื่นคำร้องคัดค้านจึงไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของระยะเวลาตามมาตรา 296 เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีความหมายว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 นั่นเอง การยื่นคำร้องคัดค้านของจำเลยที่ 1 จึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของระยะเวลาตามมาตรา 296 วรรคสาม ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่าจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 296 วรรคสาม จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำร้องก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามข้อเท็จจริงได้ความว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ส่งเงินตามที่โจทก์ขออายัดมายังเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่นซึ่งได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินและส่งเงินสุทธิที่ได้จากการอายัดจำนวน 4,198,251 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้แจ้งการอายัดให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบด้วยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2543 และได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินให้โจทก์ตรวจรับรองกับจ่ายเงินให้แก่โจทก์ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2543 การบังคับคดีจึงเสร็จสิ้นลงในวันดังกล่าวแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสี่ (2), 318 จำเลยที่ 1 เพิ่งมายื่นคำร้องคัดค้านเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดกาฬสินธุ์คอนกรีต
จำเลย — บริษัทเทพอินทนนท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1595/2548
#269604
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่าจ้างตามสัญญาให้แก่ธนาคารศรีนคร เงินค่าจ้างดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารศรีนคร มิใช่ของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นคำขอให้อายัดเงินดังกล่าวเนื่องจากเป็นการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของบุคคงภายนอกผู้สุจริต และจำเลยที่ 1 ไม่ทราบเรื่องการขออายัดเงินดังกล่าวเพราะการส่งหมายให้จำเลยที่ 1 ทำโดยวิธีปิดหมาย การบังคับคดีจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นการที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 ดังนั้น การยื่นคำร้องคัดค้านของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ภายใต้เงื่อนไขระยะเวลาตามมาตรา 296 วรรคสาม

เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ ได้แจ้งการอายัดให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบด้วยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2543 และได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินให้โจทก์ตรวจรับรองกับจ่ายเงินสุทธิที่ได้จากการอายัดให้แก่โจทก์ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2543 การบังคับคดีจึงเสร็จสิ้นลงในวันดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสี่ (2), 318 จำเลยที่ 1 เพิ่งมายื่นคำร้องคัดค้านเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,111,472 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ ขอให้ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่น บังคับคดีแทนโดยอายัดเงินค่าจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิต์ ที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจำนวน 4,350,000 บาท จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และส่งเงินที่อายัดดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินดังกล่าวให้แก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเพื่อจ่ายให้แก่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า การยื่นคำร้องคัดค้านของจำเลยที่ 1 ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารให้แก่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) แล้ว เงินค่าจ้างดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มิใช่ของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอให้อายัดเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากเป็นการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกผู้สุจริตและจำเลยที่ 1 ไม่ทราบเรื่องการขออายัดเงินดังกล่าวเพราะการส่งหมายให้จำเลยที่ 1 ทำโดยวิธีปิดหมาย การบังคับคดีจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เพียงแต่ฝ่าฝืนมาตรา 296 การยื่นคำร้องคัดค้านจึงไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของระยะเวลาตามมาตรา 296 เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีความหมายว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษา หรือคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 นั่นเอง การยื่นคำร้องคัดค้านของจำเลยที่ 1 จึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของระยะเวลาตามมาตรา 296 วรรคสาม

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้านล่วงเลยกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 296 วรรคสาม จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำร้องก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง แต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ส่งเงินตามที่โจทก์ขออายัดมายังเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้ทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินและส่งเงินสุทธิที่ได้จากการอายัดจำนวน 4,198,251 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้แจ้งการอายัดให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยชอบด้วยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2543 และได้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่ายเงินให้โจทก์ตรวจรับรองกับจ่ายเงินให้แก่โจทก์ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2543 การบังคับคดีจึงเสร็จสิ้นลงในวันดังกล่าวแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสี่ (2), 318 จำเลยที่ 1 เพิ่งมายื่นคำร้องคัดค้านเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2544 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 ม. 318
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดกาฬสินธุ์ คอนกรีต
จำเลย — บริษัทเทพอินทนนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1593/2548
#270761
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก. บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ มาตรา 7 กำหนดว่า ในการโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้วก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น ดังนั้น ตามสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างธนาคาร ท. ซึ่งเป็นสถาบันการเงินกับโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ย่อมฟังได้ว่าโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมีสิทธิที่จะเข้าสวมสิทธิของธนาคาร ท. เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะใช้สิทธิเพื่อบังคับคดีในคดีแพ่งตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมอ้างมูลหนี้ตามคำพิพากษาอันอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้

หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากกิจการค้าอันเป็นการงานที่จำเลยทั้งสองทำด้วยกันระหว่างสมรส แม้มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพียงลำพังก็ตาม แต่ก็เป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสของจำเลยทั้งสองจึงเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสองที่ยังไม่มีการแบ่งแยกและต้องนำมาชำระหนี้ที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องคดีนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1489, 1490 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ และหนี้อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นนี้ฟังได้ว่า ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินได้ทำสัญญาโอนสินทรัพย์ของธนาคารให้โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ ตามสัญญาโอนสินทรัพย์เอกสารหมาย จ.6 และตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" เช่นนี้ ย่อมฟังได้ว่าโจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมีสิทธิที่จะเข้าสวมสิทธิของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ธ. 3066/2541 ของศาลแพ่งที่จะใช้สิทธิเพื่อบังคับคดีในคดีแพ่งดังกล่าวตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมอ้างมูลหนี้ตามคำพิพากษาอันอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สองว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาหมายแลขแดงที่ ธ. 3066/2541 ของศาลแพ่ง ซึ่งหนี้ตามคำพิพากษานี้เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากกิจการค้าอันเป็นการงานที่จำเลยทั้งสองทำด้วยกัน จึงเป็นหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (3) และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.1 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าจำเลยทั้งสองมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำเลยทั้งสองนำสืบว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.1 ล.3 และ ล.4 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ตามเอกสารหมาย ล.6 ถึง ล.27 แล้วมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 133672 แขวงห้วยขวาง (สามเสนนอกฝั่งเหนือ) เขตห้วยขวาง (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เอกสารหมาย ล.1 และ จ.13 แผ่นที่ 2 เนื้อที่ 109 ตารางวา จำเลยทั้งสองนำสืบว่าทางราชการได้ประเมินราคาไว้ตารางวาละ 60,000 บาท ตามสำเนาบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินรายแปลงเอกสารหมาย ล.2 มีราคา 6,540,000 บาท ทั้งในวันขายทอดตลาดที่ดินแปลงนี้มีผู้เสนอราคาเป็นเงิน 5,520,000 บาท ซึ่งมิใช่ราคาทรัพย์ที่แท้จริงดังที่โจทก์ได้คัดค้านการขายทอดตลาดว่าต่ำไป โดยโจทก์มิได้นำสืบว่าราคาประเมินของทางราชการไม่ถูกต้องหรือสูงเกินจริง แต่กลับปรากฏว่าโจทก์รับจำนองที่ดินแปลงนี้เพื่อประกันหนี้จำนวน 7,000,000 บาท จึงเชื่อได้ว่าที่ดินแปลงนี้ควรมีราคา 6,540,000 บาท และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลต่างๆ ซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะบังคับคดี ตามสำเนาคำพิพากษาและสำเนาคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมาย ล.9 ล.11 ล.13 ล.15 ล.17 ล.19 ล.21 ล.23 ล.25 และ ล.27 ซึ่งเป็นสำเนาเอกสารที่ศาลรับรองให้ เป็นเงิน 3,550,000 บาท 1,367,190.21 บาท 143,000 บาท 256,500 บาท 500,000 บาท 370,000 บาท 250,000 บาท 256,500 บาท 250,000 บาท และ 256,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่กำหนดรวมเป็นเงิน 7,199,690.21 บาท เงินต้นพร้อมด้วยดอกเบี้ยดังกล่าวของสิทธิตามคำพิพากษาเช่นนี้ย่อมเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 1 สามารถบังคับคดีนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ได้ ดังนี้เมื่อรวมราคาที่ดินตามเอกสารหมาย ล.1 และ จ.13 แผ่นที่ 2 และสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาดังกล่าวย่อมเพียงพอแก่มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ แม้จะปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้เจ้าหนี้รายอื่น แต่จำเลยที่ 1 ก็มีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองเป็นประกันโดยเจ้าหนี้มิได้ฟ้องร้องหรือทวงถามให้ชำระหนี้ ย่อมมีเหตุน่าเชื่อว่าเจ้าหนี้เหล่านั้นพอใจในหลักประกันว่าพอแก่หนี้ และจำเลยทั้งสองยังประกอบการค้ามีรายได้ที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เหล่านั้นได้ อีกทั้งได้ความว่าจำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันได้จดทะเบียนสมรสตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2520 ตามสำเนาใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย ล.29 ประกอบธุรกิจร่วมกัน แม้มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพียงลำพังก็ตาม แต่ก็ล้วนเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสของจำเลยทั้งสองจึงเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสองที่ยังไม่มีการแบ่งแยกและต้องนำมาชำระหนี้ที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1489 ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าสามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ให้ชำระหนี้นั้นจากสินสมรส..." ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วมีคำสั่งและคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดมานั้นยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1489 ม. 1490 (3)
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด
จำเลย — นายพิบูล สุริยนนท์รินท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1591/2548
#113122
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ จำเลยที่ 1 และทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกันมา จำเลยที่ 1 โอนที่ดินมรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งไม่ใช่ทายาทโดยไม่มีค่าตอบแทน โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 59 และ 619 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเทศแบ่งให้โจทก์หนึ่งในหกส่วนของที่ดินแต่ละแปลงดังกล่าว หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำไปประมูลหรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งปันแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายเทศ ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ขณะที่นายเทศมีชีวิตอยู่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมส่งมอบแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (สค.1) ให้ โดยบอกให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่นางบุญ นายหลุย และนายเขียว พี่น้องของนายเทศด้วย จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมา ต่อมาปี 2513 นายเทศได้ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงไปขอหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับโอนที่ดินดังกล่าวโดยสุจริตโจทก์ก็ทราบดีไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้านแต่อย่างใด และหากฟังว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนายเทศ ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความเพราะมิได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนด 1 ปี หรือ 10 ปี นับแต่นายเทศเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายวนิชย์ ทายาทของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 59 และ 619 ให้แก่โจทก์หนึ่งในหกส่วนของแต่ละแปลง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกประมูลกันเอง หากประมูลไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งให้โจทก์หนึ่งในหกส่วน กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายเทศ เจ้ามรดกเป็นบุตรของนายเกิดและนางช่วย มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันคือ นางบุญ นายหลุย และนายเขียว โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายเทศ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของนายเขียว ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทเดิมมีหลักฐาน สค.1 เลขที่ (61) 59 ตำบลโคกสูง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 22 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวาเป็นของนายเกิดและนางช่วย หลังจากนายเกิดและนางช่วยถึงแก่ความตาย นายเทศได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2513 นายเทศถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทตกเป็นมรดกของนายเทศ จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ได้เนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 31 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2515 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทโอนให้แก่นางแก้ว ซึ่งเป็นบุตรของนางบุญพี่สาวของนายเทศ เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 79 ตารางวา และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนายเขียวพี่ชายนายเทศ เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนนิติกรรมใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ให้มีสิทธิครอบครองร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 219 สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือ เนื้อที่ 8 ไร่ 90 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 59 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโดยให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรสาว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองที่พิพาทแทนทายาทอื่นและฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่านายเทศซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เข้าทำนาในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งขณะนั้นนายเทศยังมีชีวิตอยู่และหลังจากนายเทศถึงแก่ความตายแล้วจำเลยที่ 1 ก็เข้าทำนาในที่ดินพิพาทเรื่อยมาอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ก่อนนายเทศถึงแก่ความตายนั้น หลังจากที่นายเทศเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วแม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่ก็เห็นได้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์และทายาทอื่นของนายเทศ ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะครอบครองที่ดินพิพาทมานานเพียงใด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แสดงเจตนาต่อโจทก์ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเทศคนหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของนายเทศในส่วนของตนได้ ฟ้องโจทก์หาขาดอายุความไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายเทศ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โดยไม่มีค่าตอบแทนเป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ย่อมขอให้เพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนของตนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ทั้งสองแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเติม ประดับค่าย
จำเลย — นายรื่น กลิ่นกมล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายโสภณ เคนวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1591/2548
#268067
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ จำเลยที่ 1 และทายาทอื่นครอบครองที่ดินทรัพย์มรดกร่วมกันมา การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งไม่ใช่ทายาทโดยไม่มีค่าตอบแทน โจทก์ย่อมฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนของโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเทศและนางตุ่น กลิ่นกมล ซึ่งบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อปี 2513 ขณะนายเทศมีชีวิตอยู่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ (ส.ค.1) เลขที่ (61) 59 เนื้อที่ประมาณ 22 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา นายเทศมีบุตร 6 คน คือ จำเลยที่ 1 นางตื่ม สุขเจริญ หรือกลิ่นกมล นางแถม ภักดีจอหอหรือกลิ่นกมล โจทก์ นายเจริญ กลิ่นกมล และนายจำรัส กลิ่นกมล ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของนายเทศคนละส่วนเท่าๆ กัน เมื่อปลายปี 2513 หลังจากนายเทศถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากโจทก์และทายาทอื่นได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) สำหรับที่ดินดังกล่าว โดยให้ถ้อยคำต่อนายอำเภอผู้มีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ว่าจะแบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น 6 ส่วน ให้แก่ทายาทของนายเทศทุกคนรวมทั้งโจทก์คนละส่วนเท่าๆ กันในภายหลัง จนนายอำเภอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 59 ให้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่แบ่งที่ดินมรดกดังกล่าวให้โจทก์และทายาทอื่นของนายเทศ ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน 2540 โจทก์ทราบว่าจำเลยทั้งสี่ได้สมคบกันฉ้อกลโจทก์ โดยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2515 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 59 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกดังกล่าวไปจดทะเบียนแบ่งโอนให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาโดยแบ่งแยกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 619 เนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นน้องของจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงเลขที่ 619 ด้วยจากนั้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 59 ส่วนที่เหลือประมาณ 8 ไร่ 96 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสี่แบ่งที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสี่นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 59 และ 619 แบ่งให้โจทก์หนึ่งในหกส่วนของที่ดินแต่ละแปลงดังกล่าว หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำไปประมูลหรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งปันแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายเทศ กลิ่นกมล ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ขณะที่นายเทศมีชีวิตอยู่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมส่งมอบแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ให้โดยบอกให้จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินดังกล่าวให้แก่นางบุญ กลิ่นกมล นายหลุย กลิ่นกมล และนายเขียว กลิ่นกมล พี่น้องของนายเทศด้วย จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมา ต่อมาปี 2513 นายเทศได้ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 จึงไปขอหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่59 เนื้อที่ประมาณ 31 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา และได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทโอนให้นางแก้ว เลี่ยงจอหอ ซึ่งเป็นบุตรของนายบุญ กลิ่นกมล ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 618 ซึ่งรวมทั้งที่ดินส่วนที่นายหลุย กลิ่นกมล จะได้รับ 7 ไร่เศษ ด้วยเพราะนายหลุยได้ขายส่วนของตนให้นางแก้วขณะโอน จึงทำให้ที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ 1 งาน 79 ตารางวา และในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทแปลงที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนายเขียวตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 619 เนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 59 เนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ 96 ตารางวา จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนยกให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้จัดการแบ่งทรัพย์มรดกของนายเทศ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับโอนที่ดินดังกล่าวโดยสุจริต โจทก์ก็ทราบดีไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้าน

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายวนิชย์ หนูโคกสูง ทายาทของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 59 และ 619 ให้แก่โจทก์หนึ่งในหกส่วนของแต่ละแปลง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกประมูลกันเอง หากประมูลไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งให้โจทก์หนึ่งในหกส่วนกับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายเทศ กลิ่นกมล เจ้ามรดกเป็นบุตรของนายเกิดและนางช่วย กลิ่นกมล มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันคือ นางบุญ กลิ่นกมล นายหลุย กลิ่นกมล และนายเขียว กลิ่นกมล โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายเทศ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของนายเขียว ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทเดิมมีหลักฐาน ส.ค. 1 เลขที่ (61) 59 ตำบลโคกสูง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 22 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา เป็นของนายเกิดและนางช่วย หลังจากนายเกิดและนางช่วยถึงแก่ความตาย นายเทศได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2513 นายเทศถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทตกเป็นมรดกของนายเทศ จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ได้เนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 31 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2515 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทโอนให้แก่นางแก้ว เลี่ยงจอหอ ซึ่งเป็นบุตรของนางบุญพี่สาวของนายเทศ เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 79 ตารางวา และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนายเขียวพี่ชายนายเทศ เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนนิติกรรมใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ให้มีสิทธิครอบครองร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 219 สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือเนื้อที่ 8 ไร่ 90 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 59 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรสาว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองที่พิพาทแทนทายาทอื่นและฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่ จำเลยที่ 1 อ้างว่านายเทศซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เข้าทำนาในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งขณะนั้นนายเทศยังมีชีวิตอยู่และหลังจากนายเทศถึงแก่ความตายแล้วจำเลยที่ 1 ก็เข้าทำนาในที่ดินพิพาทเรื่อยมาอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ก่อนนายเทศถึงแก่ความตาย และหลังจากนายเทศถึงแก่ความตายแล้วก็ได้ครอบครองตลอดมา แต่จำเลยที่ 1 ก็ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่าก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ก็ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วย แต่หลังจากออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วโจทก์ก็ไม่ได้เข้าไปอีกซึ่งการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทำหลังจากนายเทศถึงแก่ความตายแล้ว อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าหลังจากนายเทศถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ก็ยังเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย แม้จะได้ความต่อมาว่า หลังจากที่จำเลยที่ 1 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่พิพาทแล้วโจทก์ไม่ได้เข้าทำนาในที่ดินพิพาทอีก มีเพียงแต่จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่เป็นผู้ครอบครองทำนาในที่ดินพิพาท ซึ่งในขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวนั้น นายเจริญ กลิ่นกมล พี่น้องร่วมบิดามารดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำคัดค้านการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.5 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกถ้อยคำต่อนายอำเภอเมืองนครราชสีมา มีข้อความว่าจำเลยที่ 1 จะแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็น 6 ส่วน และจะแบ่งให้นายเจริญและพี่น้องทุกคน คนละส่วนเท่ากัน บันทึกดังกล่าวกระทำต่อหน้านายอำเภอนครราชสีมาเป็นการแสดงอย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 ตกลงยอมแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทของนายเทศทุกคนซึ่งรวมทั้งโจทก์และนายเจริญด้วย อันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายเทศ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองไว้แทนทายาทคนอื่นโดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะจัดแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอื่นทุกคนตามส่วนที่ตนมี ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าก่อนนายเทศถึงแก่ความตาย นายเทศสั่งให้แบ่งที่พิพาทเป็นสี่ส่วนให้แก่ญาติพี่น้องที่บ้านโคกสูงจึงเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนั้น หลังจากที่นายเทศเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วแม้จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์และทายาทอื่นของนายเทศ แม้จำเลยที่ 1 จะครอบครองที่ดินพิพาทมานานเพียงใดเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แสดงเจตนาต่อโจทก์ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเทศคนหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของนายเทศในส่วนของตนได้ ฟ้องโจทก์หาขาดอายุความไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายเทศ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โดยไม่มีค่าตอบแทนเป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ย่อมขอให้เพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนของตนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์จึงมีสิทธิขอให้แบ่งที่ดินหนึ่งในหกส่วนจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเติม ประดับค่าย
จำเลย — นายรื่น กลิ่นกมล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1591/2548
#269593
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ จำเลยที่ 1 และทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกันมา จำเลยที่ 1 โอนที่ดินมรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งไม่ใช่ทายาทโดยไม่มีค่าตอบแทน โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ (61) 59 ตำบลโคกสูง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เป็นทรัพย์มรดกของนายเทศ ตกได้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 และทายาทคนอื่นคนละส่วนเท่าๆ กัน เมื่อปลายปี 2513 หลังจากนายเทศถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับมอบหมายจากโจทก์และทายาทอื่นได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) สำหรับที่ดินดังกล่าวต่อมาจำเลยทั้งสี่ได้สมคบกันฉ้อฉลโจทก์ โดยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2515 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 59 ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกดังกล่าวไปจดทะเบียนแบ่งโอนให้จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ขอให้จำเลยทั้งสี่นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 59 และ 619 แบ่งให้โจทก์หนึ่งในหกส่วนของที่ดินแต่ละแปลงดังกล่าว หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำไปประมูลหรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งปันแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ในการทำนองเดียวกันว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 รับโอนที่ดินดังกล่าวโดยสุจริต โจทก์ก็ทราบดีไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้านแต่อย่างใดและหากฟังว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนายเทศ ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความเพราะมิได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนด 1 ปี หรือ 10 ปี นับแต่นายเทศเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายวนิชย์ ทายาทของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 59 และ 619 ให้แก่โจทก์หนึ่งในหกส่วนของแต่ละแปลง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกประมูลกันเอง หากประมูลไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งให้โจทก์หนึ่งในหกส่วน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายเทศ เจ้ามรดกเป็นบุตรของนายเกิดและนางช่วย มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันคือ นางบุญ นายหลุย และนายเขียว โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายเทศ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของนายเขียว ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทเดิมมีหลักฐาน สค. 1 เลขที่ (61) 59 ตำบลโคกสูง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 22 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา เป็นของนายเกิดและนางช่วย หลังจากนายเกิดและนางช่วยถึงแก่ความตาย นายเทศได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ต่อมาปี 2513 นายเทศถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทตกเป็นมรดกของนายเทศจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ได้เนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 31 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2515 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทโอนให้แก่นางแก้ว ซึ่งเป็นบุตรของนางบุญพี่สาวของนายเทศ เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 79 ตารางวา และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนายเขียวพี่ชายนายเทศ เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนนิติกรรมใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ให้มีสิทธิครอบครองร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วย ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 219 สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือเนื้อที่ 8 ไร่ 90 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 59 จำเลยที่ 1 ได้ จดทะเบียนโดยให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรสาว คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองที่พิพาทแทนทายาทอื่นและฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดกหรือไม่ จำเลยที่ 1 อ้างว่านายเทศซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ยกที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เข้าทำนาในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งขณะนั้นนายเทศยังมีชีวิตอยู่ และหลังจากนายเทศถึงแก่ความตายแล้วจำเลยที่ 1 ก็เข้าทำนาในที่ดินพิพาทเรื่อยมา อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ก่อนนายเทศถึงแก่ความตาย และหลังจากนายเทศถึงแก่ความตายแล้วก็ได้ครอบครองตลอดมา แต่จำเลยที่ 1 ก็ตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่าก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โจทก์ก็ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วย แต่หลังจากออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว โจทก์ก็ไม่ได้เข้าไปอีกซึ่งการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทำหลังจากนายเทศถึงแก่ความตายแล้ว อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าหลังจากนายเทศถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ก็ยังเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย แม้จะได้ความต่อมาว่า หลังจากที่จำเลยที่ 1 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่พิพาทแล้วโจทก์ไม่ได้เข้าทำนาในที่ดินพิพาทอีก มีเพียงแต่จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่เป็นผู้ครอบครองทำนาในที่ดินพิพาท ซึ่งในขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวนั้น นายเจริญ พี่น้องร่วมบิดามารดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำคัดค้านการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.5 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำคัดค้านการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.5 และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกถ้อยคำต่อนายอำเภอเมืองนครราชสีมา มีข้อความว่าจำเลยที่ 1 จะแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็น 6 ส่วน และจะแบ่งให้นายเจริญและพี่น้องทุกคน คนละส่วนเท่ากัน บันทึกดังกล่าวกระทำต่อหน้านายอำเภอเมืองนครราชสีมาเป็นการแสดงอย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 ตกลงยอมแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทของนายเทศทุกคนซึ่งรวมทั้งโจทก์และนายเจริญด้วย อันเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายเทศจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองไว้แทนทายาทคนอื่นโดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะจัดแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทอื่นทุกคนตามส่วนที่ตนมี ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าก่อนนายเทศถึงแก่ความตายนายเทศสั่งให้แบ่งที่ดินพิพาทเป็นสี่ส่วนให้แก่ญาติพี่น้องที่บ้านโคกสูงจึงเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ดังนั้น หลังจากที่นายเทศเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วแม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่ก็เห็นได้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์และทายาทอื่นของนายเทศ แม้จำเลยที่ 1 จะครอบครองที่ดินพิพาทมานานเพียงใด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แสดงเจตนาต่อโจทก์ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตน จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเทศคนหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของนายเทศในส่วนของตนได้ ฟ้องโจทก์หาขาดอายุความไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายเทศ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โดยไม่มีค่าตอบแทนเป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ย่อมขอให้เพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนของตนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์จึงมีสิทธิขอให้แบ่งที่ดินหนึ่งในหกส่วนจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเติม ประดับค่าย
จำเลย — นายรื่น กลิ่นกมล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1584/2548
#267907
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสัญญาเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิต ระบุไว้ชัดเจนว่า มีความมุ่งหมายเพื่อการชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ อันเกิดจากใช้บัตรเครดิต รวมทั้งเพื่อถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ ซึ่งล้วนเป็นธุรกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับการใช้บัตรเครดิตทั้งสิ้น การเปิดบัญชีกระแสรายวันจึงมิใช้เป็นการเปิดเพื่อให้มีการเบิกถอนเงินตามปกติ หากแต่เป็นบัญชีกระแสรายวันที่ใช้เพื่อให้จำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยเฉพาะ มิใช่กรณีที่โจทก์จำเลยตกลงกันโดยให้ตัดทอนบัญชีหนี้อันเกิดขึ้นแต่กิจการในระหว่างโจทก์จำเลยนั้นหักกลบลบกัน และคงชำระแต่ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลืออันเป็นลักษณะสำคัญของสัญญาบัญชีเดินสะพัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 856 หนี้ที่เกิดขึ้นจึงหาใช่หนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีหรือหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ การที่โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยไปก่อน หรือการที่โจทก์ยอมให้จำเลยนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติแล้วจึงเรียกเก็บจากจำเลยในภายหลังย่อมถือว่าได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนตามลักษณะของการประกอบธุรกิจประเภทบัตรเครดิต จึงมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (7)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2534 จำเลยยื่นคำขอใช้บัตรเครดิตกรุงไทย กับธนาคารโจทก์ สาขาบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยยินยอมผูกพันปฏิบัติตามสัญญาเงื่อนไขของผู้ถือบัตรที่โจทก์กำหนดไว้ทุกประการ โจทก์อนุมัติวงเงินในบัตรเครดิตดังกล่าวโดยให้จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันเพื่อใช้หักทอนบัญชีสำหรับหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าและบริการต่อมาจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามบัญชีกระแสรายวันสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิต คิดถึงวันที่ 10 มกราคม 2535 ซึ่งเป็นวันครบรอบการตัดบัญชีและหักทอนบัญชีและหักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายเป็นหนี้ต้นเงินจำนวน 9,980.90 บาท และต้นเงินของการเบิกถอนเงินสด จำนวน 43,212.25 บาท คิดดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2545 มีดอกเบี้ยสะสมจำนวน 77,103.31 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 120,315.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 43,212.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์และให้บริการสินเชื่อแก่บุคคลทั่วไปในรูปของบัตรเครดิต การที่โจทก์ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกไปก่อนแล้วเรียกเก็บเงินจากสมาชิกภายหลัง เป็นการเรียกเอาค่าที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองไปก่อน ซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปี โจทก์ฟ้องจำเลยเกินกำหนดเวลาดังกล่าว และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยซึ่งค้างชำระเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันผิดนัด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยเป็นลูกค้าโจทก์โดยอนุมัติวงเงินสินเชื่อบัตรเครคิตให้แก่จำเลย เพื่อซื้อสินค้าและชำระค่าบริการต่างๆ แทนเงินสดและใช้เบิกเงินสด บัญชีกระแสรายวันสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิต มีข้อตกลงว่าโจทก์จะเป็นผู้ชำระเงินแทนจำเลยหรือว่าจ่ายเงินทดรองให้จำเลยไปก่อน แล้วโจทก์จึงเรียกเก็บเงินจากจำเลยในภายหลัง ตามใบคำขอใช้บัตรเครดิตกรุงไทย เอกสารหมาย จ.4 และคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสัญญาเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิต เอกสารหมาย จ.5 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าสัญญาและพฤติการณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการใช้บัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.5 หักทอนหนี้ซึ่งกันและกัน จึงมีลักษณะเป็นบัญชีเดินสะพัดซึ่งมีอายุความสิบปี โดยปรากฏตามรายการแจ้งยอดหนี้บัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.8 ว่ามีการนำยอดหนี้จากค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการตามเอกสารหมาย จ.9 จำนวน 43,940.68 บาท เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2536 มาหักทอนเข้าในบัญชีกระแสรายวัน เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคือวันที่ 21 มิถุนายน 2545 ยังไม่เกินสิบปี คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ นั้น เห็นว่า ตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและสัญญาเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีเฉพาะสินเชื่อธนวัฏบัตรเครดิต เอกสารหมาย จ.5 ระบุไว้ชัดเจนว่า มีความมุ่งหมายเพื่อการชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ อันเกิดจากใช้บัตรเครดิต รวมทั้งเพื่อถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากผ่านเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ ซึ่งล้วนเป็นธุรกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับการใช้บัตรเครดิตทั้งสิ้น การเปิดบัญชีกระแสรายวันจึงมิใช่เป็นการเปิดเพื่อให้มีการเบิกถอนเงินตามปกติ หากแต่เป็นบัญชีกระแสรายวันที่ใช้เพื่อให้จำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยเฉพาะ มิใช่กรณีที่โจทก์จำเลยตกลงกันโดยให้ตัดทอนบัญชีหนี้อันเกิดขึ้นแต่กิจการในระหว่างโจทก์จำเลยนั้นหักกลบลบกันและคงชำระแต่ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลืออันเป็นลักษณะสำคัญของสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 หนี้ที่เกิดขึ้นจึงหาใช่หนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีหรือหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ การที่โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ตามจำเลยไปก่อน หรือการที่โจทก์ยอมให้จำเลยนำบัตรเครดิตไปถอนเงินสดจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติแล้วจึงเรียกเก็บจากจำเลยในภายหลัง ย่อมถือว่าได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการในการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนตามลักษณะของการประกอบธุรกิจประเภทบัตรเครดิต สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในมูลหนี้ดังกล่าวจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) เมื่อทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่ามีการแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายในวันที่ 10 มกราคม 2535 ซึ่งโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันดังกล่าว แต่โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2545 พ้นกำหนด 2 ปี ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประพันธ์ พลอยแหวน
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา