คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1689/2548
#113132
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าจะอนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาได้หรือไม่เพียงใดนั้น ศาลต้องพิจารณาสาระสำคัญ 2 ประการคือ ประการแรก คดีของโจทก์มีมูลที่จะฟ้องร้องหรือไม่ โดยพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องนั้น มีข้อโต้แย้งสิทธิอันมีมูลที่โจทก์จะฟ้องจำเลยได้หรือไม่ ยังไม่ต้องพิจารณาว่าข้อที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องนั้นเป็นจริงหรือไม่ เพราะเป็นข้อที่จะนำสืบพิสูจน์กันในชั้นพิจารณาคดี ประการที่สองศาลต้องไต่สวนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้จริงหรือไม่เพียงใด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 155 และ 156 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17

โจทก์ฟ้องโดยสรุปว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เนื่องจากโจทก์มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยขายในนามห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่โจทก์เป็นหุ้นส่วนอันเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ขายที่ดินในนามห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล แต่ต่างคนต่างขายและไม่ได้ขายโดยมีเจตนาเพื่อเป็นทางค้าหรือหากำไรซึ่งจะต้องเสียภาษีการค้า ทั้งผู้ซื้อได้ตกลงชำระค่าภาษีทั้งหมดแทนโจทก์และชำระภาษีให้แก่จำเลยไปครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีตามที่จำเลยประเมิน ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำฟ้อง โจทก์ย่อมไม่ต้องเสียภาษีในการขายที่ดินครั้งนี้อีก การประเมินภาษีดังกล่าวย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อศาลภาษีอากรกลางไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้วได้ความว่าโจทก์และผู้มีชื่อในโฉนดอื่นไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกัน และต่างคนต่างขายที่ดินส่วนของตน คดีโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้อง การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้องจึงไม่ชอบ และศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้หรือไม่เพียงใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2543 เจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรของจำเลยได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้า อ้างว่าโจทก์เป็นคณะบุคคลจำนวน 6 คน มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ในทางการค้าหรือหากำไร แต่มิได้ยื่นแบบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มดังกล่าว โดยประเมินภาษีไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหรือเป็นหุ้นส่วนในคณะบุคคล โจทก์ขายที่ดินให้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในนามตนเอง ไม่ได้ขายในนามห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล โดยที่ไม่ได้มีเจตนาเพื่อการค้าหรือหากำไร อีกทั้งการขายที่ดินของโจทก์นั้น บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตกลงเสียภาษีและค่าธรรมเนียมทั้งหมดแทนโจทก์ซึ่งก็ได้เสียไปครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยได้ประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว แต่ให้ลดเบี้ยปรับลงบางส่วน ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าว โจทก์ยื่นคำฟ้องคดีนี้พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางทำการไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดค่าภาษีตามที่จำเลยประเมิน คดีของโจทก์ไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง จึงให้ยกคำร้อง หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาเสียภายในวันที่ 30 เมษายน 2546

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลและโจทก์ยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในศาลภาษีอากรกลาง อันมีเหตุสมควรอนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาได้หรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าจะอนุญาตให้โจทก์ฟ้องคดีอย่างคนอนาถาหรือไม่เพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาสาระสำคัญ 2 ประการ คือประการแรก ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาว่าคดีของโจทก์มีมูลที่จะฟ้องร้องหรือไม่ โดยพิจารณาว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องนั้น มีข้อโต้แย้งสิทธิอันเป็นมูลที่โจทก์จะฟ้องจำเลยได้หรือไม่ ยังไม่จำต้องพิจารณาว่าข้อที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องนั้นเป็นจริงหรือไม่ เพราะเป็นข้อที่จะต้องนำสืบพิสูจน์กันในชั้นพิจารณาคดี ประการที่สองศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้จริงหรือไม่ เพียงใด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ใน ป.วิ.พ. มาตรา 155 และ 156 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์แล้ว โจทก์ฟ้องโดยสรุปว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เนื่องจากโจทก์มีเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีเจตนาเป็นทางการค้าหรือหากำไร โดยขายในนามห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่โจทก์เป็นหุ้นส่วนอันเป็นการประเมินที่ไม่ชอบ เนื่องจากโจทก์ได้ขายที่ดินให้แก่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยต่างคนต่างขายไม่ได้ขายในนามห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล และไม่ได้ขายโดยมีเจตนาเพื่อเป็นทางค้าหรือหากำไรอันจะต้องเสียภาษีการค้า อีกทั้งบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตกลงชำระค่าภาษีทั้งหมดแทนโจทก์ และบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ชำระภาษีให้แก่จำเลยแทนโจทก์ไปครบถ้วนแล้ว โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่จำเลยประเมิน ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่า หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่ต้องเสียภาษีในการขายที่ดินครั้งนี้อีก การที่จำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกนั้น ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อศาลภาษีอากรกลางไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์แล้วได้ความว่าโจทก์และผู้มีชื่อในโฉนดอื่นไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกัน และต่างคนต่างขายที่ดินส่วนของตน คดีจึงมีมูลที่โจทก์จะฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลในศาลภาษีอากรกลางจริงหรือไม่ เพียงใด แล้วพิจารณาสั่งตามรูปคดีต่อไป

พิพากษายกคำสั่งของศาลภาษีอากรกลางฉบับวันที่ 22 เมษายน 2546 ให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณารับฟังข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความ แล้วพิจารณาสั่งตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 155 ม. 156 ม. 243 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเอมอร แต้สุวรรณหรือวิจารณรงค์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2548
#113199
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า ขาย อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรอันต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 244 มีความหมายกว้างกว่าคำว่า ซื้อขาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 453 เพราะยังหมายความรวมถึงการจำหน่าย จ่าย โอน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามนิติกรรมสัญญาประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ด้วย การที่โจทก์ทำสัญญาต่างตอบแทนเพื่อลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของ พ. โดย พ.โอนกรรมสิทธิ์ใน ที่ดินบางส่วนให้โจทก์ก่อนทำการก่อสร้าง ต่อมาโจทก์กับ พ. ยกเลิกสัญญาการร่วมลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ดังกล่าว โจทก์จึงโอนที่ดินดังกล่าวคืนให้ พ. โดยไม่มีค่าตอบแทนก็ถือเป็นการขายตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) แล้ว และเมื่อที่ดินที่ขายเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้โดยวัตถุประสงค์ที่จะประกอบกิจการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ ซึ่งเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือ หากำไร ตามมาตรา 91/2 (6) ประกอบพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 244 มาตรา 3 (5) โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และ ของดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ภาษีส่วนท้องถิ่น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ป. รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) บัญญัติว่า "ขาย หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่าย จ่าย โอนไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่" มาตรา 91/2 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามบทบัญญัติในหมวดนี้?

(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 บัญญัติว่า มาตรา 3 "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง ประมวลรัษฎากร มีดังต่อไปนี้?

(5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในการ เกษตรกรรม"

บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า การประกอบกิจการการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรใน ราชอาณาจักรไทยต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 244 โดยคำว่า ขาย ในภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นมีความหมายกว้างกว่าคำว่า ซื้อขาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 453 ซึ่งหมายถึง ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อโดยมีค่าตอบแทน แต่คำว่า ขาย ในภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นนอกจากหมายถึงการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่ง ป.พ.พ. แล้ว ยังหมายความรวมถึงการจำหน่าย จ่าย หรือ โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามนิติกรรมสัญญาประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2534 โจทก์กับนางพริ้มเพราได้ทำสัญญาต่างตอบแทนเพื่อลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของ นางพริ้มเพราเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2534 โดยก่อนทำการก่อสร้างนางพริ้มเพราได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 117599 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์จำนวน 38 ส่วนใน 75 ส่วน ต่อมาโจทก์กับ นางพริ้มเพราตกลงยกเลิกสัญญาการร่วมลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าว โจทก์จึงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 117599 จำนวน 38 ส่วนใน 75 ส่วน คืนให้แก่นางพริ้มเพรา เห็นว่า การที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่นางพริ้มเพราโดยไม่มีค่าตอบแทนก็ถือเป็นการขายตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) แล้ว และที่ดินที่โจทก์ขายให้แก่นางพริ้มเพรานั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะประกอบกิจการก่อสร้าง อาคารพาณิชย์ จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ ซึ่งถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไรตาม ป. รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 244 มาตรา 3 (5) โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (4) ม. 91/2 (6) ม. 91/4
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเกรียงสินวัฒนา จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2548
#267926
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 และมาตรา 91/2 หมายความว่า การประกอบกิจการการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรในราชอาณาจักรไทยต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 244 โดยคำว่า ขาย ในภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นมีความหมายกว้างกว่าคำว่า ซื้อขาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 453 ซึ่งหมายถึงผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อโดยมีค่าตอบแทน แต่คำว่า ขาย ในภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นนอกจากหมายถึงการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่ง ป.พ.พ.แล้วยังหมายความรวมถึงการจำหน่าย จ่าย หรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามนิติกรรมสัญญาประเภทต่างๆ ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ด้วย

โจทก์กับ พ. ได้ทำสัญญาต่างตอบแทนเพื่อลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของ พ. โดยก่อนทำการก่อสร้าง พ. ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์จำนวน 38 ส่วนใน 75 ส่วน ต่อมาโจทก์กับ พ. ตกลงยกเลิกสัญญาการร่วมลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าว โจทก์จึงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนวน 38 ส่วนใน 75 ส่วนคืนให้แก่ พ. การที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่ พ. โดยไม่มีค่าตอบแทนก็ถือเป็นการขายตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (4) แล้ว และที่ดินที่โจทก์ขายให้แก่ พ. นั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะประกอบกิจการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ ซึ่งถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 244 มาตรา 3 (5) โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบการค้าวัตถุที่ใช้ในการก่อสร้าง เครื่องมือเครื่องใช้ในการก่อสร้าง เครื่องจักรกลต่างๆ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2534 โจทก์ได้ทำสัญญาต่างตอบแทนกับนางพริ้มเพรา สุวรรณลาภ กล่าวคือ โจทก์เป็นผู้ลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 4 คูหา ในที่ดินโฉนดเลขที่ 117599 จำนวน 75 ตารางวา ณ ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของนางพริ้มเพรา โดยก่อนที่จะลงมือทำการก่อสร้างนางพริ้มเพราจะต้องจดทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวก่อน และเมื่อทำการก่อสร้างเสร็จจึงจะโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 2 คูหา ให้แก่โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2534 นางพริ้มเพราได้จดทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวตามสัญญา จำนวน 38 ส่วน ใน 75 ส่วน โดยนางพริ้มเพราเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นทั้งหมด หลังจากนั้นนางพริ้มเพราได้ไปติดต่อธนาคารศรีนคร จำกัด เพื่อขอกู้เงินโดยนำที่ดินแปลงดังกล่าวจำนองกับธนาคาร เมื่อธนาคารอนุมัติ นางพริ้มเพราจึงแจ้งต่อโจทก์เพื่อขอยกเลิกสัญญาต่างตอบแทนและขอให้โจทก์โอนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนให้แก่นางพริ้มเพรา ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2535 โจทก์ได้ทำการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนให้แก่นางพริ้มเพรา แต่เจ้าหน้าที่กลับลงบันทึกในโฉนดที่ดินว่าเป็นการขายเฉพาะส่วน ในการโอนครั้งนี้นางพริ้มเพราเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว โจทก์จึงไม่ติดใจว่าเจ้าหน้าที่จะบันทึกในโฉนดเป็นอย่างใด ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 สรรพากรพื้นที่ 7 มีหนังสือเชิญโจทก์พบและโจทก์ได้ไปพบตามวันเวลาดังกล่าว โจทก์แจ้งต่อนางวิมลพรรณ ธราสุวรรณ เจ้าพนักงานของจำเลยว่าโจทก์ไม่ได้ทำการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อค้าหรือหากำไรแต่อย่างใด และนางวิมลวรรณเห็นด้วยกับโจทก์ แต่เมื่อทำการประเมินกลับประเมินว่าเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อค้าหรือหากำไร ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 2007070/6/100185 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2544 โดยให้โจทก์ไปชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเงิน 28,125 บาท เบี้ยปรับ 56,250 บาท เงินเพิ่ม 28,125 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 11,250 บาท รวมภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้นเป็นเงิน 123,750 บาท โจทก์เห็นว่าการประเมินของจำเลยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินเป็นการถูกต้องและชอบแล้วแต่ให้ลดเบี้ยปรับคงเรียกเก็บ 39,375 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 3,937.50 บาท รวมลดให้เป็นเงินทั้งสิ้น 43,312.50 บาท และเรียกเก็บเงินภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเงิน 28,125 บาท เบี้ยปรับ 16,875 บาท เงินเพิ่ม 28,125 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 7,312.50 บาท รวมเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเงินทั้งสิ้น 80,437.50 บาท โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และของดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ภาษีส่วนท้องถิ่น

จำเลยให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 117599 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เดิมเป็นการของนางพริ้มเพรา สุวรรณลาภ ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2534 นางพริ้มเพราได้จดทะเบียนให้โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวจำนวน 38 ส่วนใน 75 ส่วน เพื่อเป็นประกันความเสียหายของโจทก์ในการลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น จำนวน 4 คูหา บนที่ดินแปลงดังกล่าวตามสัญญาต่างตอบแทน และหากโจทก์ทำการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จนางพริ้มเพราจะแบ่งอาคารพาณิชย์ จำนวน 2 คูหา เพื่อเป็นการตอบแทนในการลงทุนของโจทก์และเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบการค้าของโจทก์ แต่ต่อมาโจทก์และนางพริ้มเพราตกลงเงื่อนไขผลตอบแทนกันไม่ได้ โจทก์จึงโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของโจทก์คืนให้แก่นางพริ้มเพราเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2534 โดยนางพริ้มเพราเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการโอนทั้งหมด แต่ไม่มีการชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ การโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ ผู้ขายมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ตามมาตรา 91/10 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าผู้ขายอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ สำหรับกรณีของโจทก์ เจ้าพนักงานของจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของโจทก์คืนให้แก่นางพริ้มเพราเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2535 นั้น ถือเป็นการขายตามมาตรา 91/1 (4) แห่งประมวลรัษฎากร แม้ว่าโจทก์จะไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการโอนกรรมสิทธิ์ก็ตาม และเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ อันเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 91/2 (6) ประกอบมาตรา 3 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 เนื่องจากตามสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์กับนางพริ้มเพราระบุให้โจทก์เป็นผู้ลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น จำนวน 4 คูหาเรียบร้อยแล้ว นางพริ้มเพราจะแบ่งอาคารพาณิชย์จำนวน 2 คูหา ให้แก่โจทก์เพื่อเป็นสถานประกอบการของโจทก์เป็นการตอบแทน อันเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่มุ่งประโยชน์ในทางการค้าจึงเข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวไว้แล้วข้างต้น แต่โจทก์ก็ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะแต่อย่างใด โจทก์จึงต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินดังกล่าวที่กรมที่ดินกำหนดตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.82/2542 เรื่อง การเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร ตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 6 (2) กรณีราคาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินให้คำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะตามราคาประเมินทุนทรัพย์ ดังนั้น เจ้าพนักงานของจำเลยจึงถือราคาประเมินของกรมที่ดินเป็นราคาขายที่นำไปคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ คือ จำนวน 937,500 บาท คิดเป็นค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ จำนวน 28,125 บาท การที่โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะโจทก์จึงต้องชำระเบี้ยปรับ 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งในเดือนภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (2) ประกอบมาตรา 91/21 (6) แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์มิได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษีและโจทก์ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวนเป็นอย่างดีจึงพิจารณาลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ส่วนเงินเพิ่มไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายให้งดหรือลดได้ นอกจากนี้โจทก์ยังต้องชำระภาษีส่วนท้องถิ่นในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มนั้น ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์คืนให้แก่นางพริ้มเพรา สุวรรณลาภ นั้น เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร อันจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) บัญญัติว่า "ขายหมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยนให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่ายจ่ายโอน ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่" มาตรา 91/2 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 91/4 การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้...

(6) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มาโดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา" พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 บัญญัติว่า มาตรา 3 "ให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร มีดังต่อไปนี้...

(5) การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการแต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในการเกษตรกรรม"

บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า การประกอบกิจการการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรในราชอาณาจักรไทยต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 244 โดยคำว่า ขาย ในภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นมีความหมายกว้างกว่าคำว่า ซื้อขาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453 ซึ่งหมายถึงผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อโดยมีค่าตอบแทน แต่คำว่า ขายในภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นนอกจากหมายถึงการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วยังหมายความรวมถึงการจำหน่าย จ่าย หรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามนิติกรรมสัญญาประเภทต่างๆ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ด้วย คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2534 โจทก์กับนางพริ้มเพราได้ทำสัญญาต่างตอบแทนเพื่อลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของนางพริ้มเพรา เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2534 ก่อนทำการก่อสร้างนางพริ้มเพราได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 117599 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์จำนวน 38 ส่วนใน 75 ส่วน ต่อมาโจทก์กับนางพริ้มเพราตกลงยกเลิกสัญญาการร่วมลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวโจทก์จึงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 117599 จำนวน 38 ส่วนใน 75 ส่วน คืนให้แก่นางพริ้มเพรา เห็นว่า การที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่นางพริ้มเพราโดยไม่มีค่าตอบแทนก็ถือเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) แล้ว และที่ดินที่โจทก์ขายให้แก่นางพริ้มเพรานั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะประกอบกิจการก่อสร้างอาคารพาณิชย์จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ ซึ่งถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 244 มาตรา 3 (5) โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มาตรา 4 (5) มาปรับใช้กับคดีนี้นั้น เห็นว่า มูลคดีนี้เกิดในปี 2535 ซึ่งพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 342 ยังไม่มีผลใช้บังคับ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 4 (5) แห่งพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 342 มาปรับใช้กับคดีนี้ได้ สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสองที่อุทธรณ์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากโจทก์นั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้นชอบแล้ว จำเลยจึงคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามฟ้องจากโจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/1 ม. 92/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเกรียงสินวัฒนา จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2548
#271831
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 91/1 (4) และ 91/2 มีความหมายว่า การประกอบกิจการการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรในราชอาณาจักรไทยต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดย พ.ร.ฎ. โดยคำว่า ขาย ในภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นนอกจากหมายถึง การซื้อขายตามมาตรา 453 แห่ง ป.พ.พ. แล้วยังหมายความรวมถึงการจำหน่าย จ่ายหรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามนิติกรรมสัญญาประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ด้วย คดีนี้โจทก์กับ พ. ได้ทำสัญญาต่างตอบแทนเพื่อลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของ พ. โดยก่อนทำการก่อสร้าง พ. ได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์บางส่วน ต่อมาโจทก์กับ พ. ตกลงยกเลิกสัญญาการร่วมลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าว โจทก์จึงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนให้แก่ พ. ซึ่งการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแม้ไม่มีค่าตอบแทนก็ถือเป็นการขายตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 91/1 (4) แล้ว และที่ดินนั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะประกอบกิจการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ ซึ่งถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไรตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 91/2 (6) ประกอบ พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244)ฯ มาตรา 3 (5) โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และของดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ภาษีส่วนท้องถิ่น

จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์คืนให้แก่นางพริ้งเพรา สุวรรณลาภ นั้นเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร อันจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) และ 91/2 (6) หมายความว่า การประกอบกิจการการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรในราชอาณาจักรไทยต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 มาตรา 3 (5) บัญญัติให้การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการแต่ไม่รวมถึงที่ดินที่ผู้นั้นใช้ในการเกษตรกรรมเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร โดยคำว่า ขายในภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น นอกจากหมายถึงการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วยังหมายความรวมถึงการจำหน่ายจ่ายหรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามนิติกรรมสัญญาประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ด้วย คดีนี้ โจทก์กับนางพริ้มเพราได้ทำสัญญาต่างตอบแทนเพื่อลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ในที่ดินของนางพริ้มเพรา โดยก่อนทำการก่อสร้างนางพริ้มเพราได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินเลขที่ 117599 ให้แก่โจทก์จำนวน 38 ส่วนใน 75 ส่วน ต่อมาโจทก์กับนางพริ้มเพราตกลงยกเลิกสัญญาการร่วมลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ดังกล่าว โจทก์จึงโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่นางพริ้มเพรา การที่โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่นางพริ้มเพราโดยไม่มีค่าตอบแทนก็ถือเป็นการขายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (4) แล้ว และที่ดินที่โจทก์ขายให้แก่นางพริ้มเพรานั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะประกอบกิจการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ จึงเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ ซึ่งถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางการค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (6) ประกอบพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 244 มาตรา 3 (5) โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 91/1 (4) ม. 91/2 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเกรียงสินวัฒนา จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1681 -ที่ 1683/2548
#267933
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาว่าจ้างที่ปรึกษาที่จำเลยที่ ตกลงให้โจทก์ที่ 3 ดำเนินการเกี่ยวกับการดัดแปลงอพาร์ตเม้นต์เป็นโรงแรม จัดหาบุคลากรที่เหมาะสมมาทำงานที่โรงแรม และวางแผนการตลาดให้โรงแรมมีกำไร เป็นการทำการอย่างใดอย่างหนึ่งจนสำเร็จ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายเงินค่าตอบแทนในผลสำเร็จของงานที่ทำเดือนละ 140,000 บาท แม้โจทก์ที่ 3 ได้เข้าทำงานทุกวันคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ตั้งแต่เวลา 8.30 ถึง 17.00 นาฬิกาก็มิใช่เป็นการทำงานตามที่จำเลยที่ 1 กำหนด แต่เป็นการเข้าไปทำงานยังสถานที่ที่จำเลยที่ 1 จัดหาไว้ตามสัญญาว่าจ้างที่ปรึกษา และไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 3 ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิใช่สัญญาจ้างแรงงานแต่เป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างผู้จ่ายค่าจ้างอันเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎษกร มาตรา 40 (1) ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้าง จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ทุกครั้งตามจำนวนที่กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์ของมาตรา 50 (1) แล้วนำส่งกรมสรรพากรภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงินตามมาตรา 52 หากนายจ้างมิได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ หรือหักไม่ครบ หรือไม่นำส่งในจำนวนที่ถูกต้อง นายจ้างต้องรับผิดจ่ายเงินภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย พร้อมดอกเบี้ยปรับและเงินเพิ่มร่วมกับลูกจ้างผู้มีเงินได้เมื่อจำเลยที่ 1 ได้จ่ายภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายย้อนหลังตามจำนวนที่ต้องจ่ายสำหรับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ให้แก่กรมสรรพากรไปแล้วจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่จ้ายแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปคืนจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้ และสามารถหักจากค่าจ้างของลูกจ้างเพื่อชำระค่าภาษีเงินได้ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์ทั้งสามเคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 ได้เข้าทำงานเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2545 ในตำแหน่งผู้จัดการจัดซื้อได้รับค่าจ้างสุทธิหลังจากหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วในอัตราเดือนละ 25,000 บาท โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบัญชี ได้รับค่าจ้างสุทธิหลังจากหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วในอัตราเดือนละ 45,000 บาท โจทก์ที่ 3 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2544 ในตำแหน่งที่ปรึกษางานเกี่ยวกับการบริหารโรงแรม ได้รับค่าจ้างสุทธิหลังจากหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วในอัตราเดือนละ 140,000 บาท จำเลยกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 ของเดือน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้ยื่นใบลาออก จำเลยที่ 2 ได้อนุมัติให้ลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ 31 สิงหาคม 2545 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้ไปขอรับเงินค่าจ้างเดือนสิงหาคม 2545 แต่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งห้ามไม่ให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เข้าที่ทำการและไม่จ่ายค่าจ้างเดือนสิงหาคม 2545 ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ส่วนโจทก์ที่ 3 ได้ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2545 โดยระบุให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2545 จำเลยได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ที่ 3 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2545 โดยที่โจทก์ที่ 3 ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ได้จ่ายค่าจ้างเดือนสิงหาคม 2545 ให้ โจทก์ที่ 3 ทำงานกับจำเลยครบ 120 วัน จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเลยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 25,000 บาท และ 45,000 บาท ตามลำดับ และให้จ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีทุก ๆ 7 วันจากต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 140,000 บาท พร้อมด้วยเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีทุก ๆ 7 วัน นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชยจำนวน 140,000 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งโจทก์ที่ 3 ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราตามฟ้องแต่ละสำนวนจริง แต่ไม่ใช่เงินค่าจ้างหรือเงินเดือนสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้าง เพราะจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีข้อตกลงกับโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เช่นนั้น คำว่าเงินเดือนสุทธิไม่ได้หมายความว่าเป็นเงินเดือนที่รวมภาษีเงินได้ที่นายจ้างออกให้ลูกจ้างตามกฎหมาย โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ประเภทเงินเดือนหรือค่าจ้างต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้ให้แก่รัฐตามอัตราที่กฎหมายกำหนดตามประมวลรัษฎากร นับแต่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 เข้าทำงาน จำเลยที่ 1 ได้จ่ายค่าจ้างให้โดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินไม่ได้แนะนำและไม่ได้จัดการเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายของค่าจ้างพนักงานไว้ ส่วนค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ในเดือนสิงหาคม 2545 นั้น เมื่อได้ทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย เงินเพิ่มและเบี้ยปรับที่จำเลยที่ 1 จะต้องนำส่งให้แก่รัฐบาลแล้ว ก็มีจำนวนพอดีกัน หรือถึงแม้จะเหลือก็ไม่ใช่จำนวนตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ที่ 3 สัญญาจ้างระหว่างโจทก์ที่ 3 และจำเลยทั้งสองไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงานแต่เป็นสัญญาที่ปรึกษา โจทก์ที่ 3 มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนอพาร์ตเม้นต์เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว แนะนำผู้เชี่ยวชาญด้านห้องครัว ด้านคอมพิวเตอร์ และประสานกับสถาปนิกหรือผู้ออกแบบภายในเท่านั้น การทำงานของโจทก์ที่ 3 ไม่ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยทั้งสองสัญญามีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน โดยโจทก์ที่ 3 ได้รับรองในสัญญาว่าจะขอใบอนุญาตประกอบการโรงแรมให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งถือว่าข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อสำคัญโจทก์ที่ 3 ไม่สามารถดำเนินการได้ถือว่าโจทก์ที่ 3 ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 สามารถบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ที่ 3 ได้โดยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งเมื่อสัญญาได้สิ้นสุดลงในเดือนเมษายน 2544 โจทก์ที่ 3 ไม่สามารถดำเนินการขอใบอนุญาตเปิดโรงแรมให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ตามสัญญา จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงได้บอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ที่ 3 ทั้งเป็นลายลักษณ์อักษรและด้วยวาจา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ้ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 3 ตามฟ้อง และเมื่อโจทก์ที่ 3 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า รวมทั้งไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามฟ้อง ในการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ที่ 3 จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีไม่ได้ให้คำแนะนำแก่จำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงได้นำค่าตอบแทนตามสัญญางวดสุดท้ายมาหักภาษี ณ ที่จ่ายของโจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินจำนวนใดจากจำเลยที่ 1 อีก การที่โจทก์ที่ 3 ผิดสัญญาไม่สามารถขอใบอนุญาตเปิดโรงแรมให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายเพราะไม่สามารถเปิดโรงแรมได้ตามกำหนด ทำให้ขาดโอกาสทางธุรกิจ คิอเป็นค่าเสียหายเฉลี่ยวันละ 100,000 บาท คิดตั้งแต่วันพ้นกำหนด 6 เดือน ที่โจทก์ที่ 3 สัญญาว่าจะจัดหาใบอนุญาตเปิดโรงแรมให้จนถึงปัจจุบัน จ้างจำเลยที่ 2 เป็นเพียงกรรมการของจำเลยที่ 1 ไม่เคยทำสัญญาว่าจ้างหรือทำการอันใดแสดงว่าเป็นนายจ้างของโจทก์ที่ 3 ไม่เคยจ่ายค่าตอบแทนในฐานะส่วนตัวให้แก่โจทก์ที่ 3 การที่โจทก์ที่ 3 ทราบดีอยู่แล้วว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นนายจ้าง แต่ยังคงฟ้องร้องต่อศาล ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง และเสื่อมเสียชื่อเสียง จำเลยที่ 2 ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้จำนวน 500,000 บาท และทำให้จำเลยที่ 2 ต้องเสียค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าทนายความ และใช้จ่ายในการดำเนินคดีซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องจ่ายไปจำนวน 20,000 บาท โจทก์ที่ 3 จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามและขอให้บังคับโจทก์ที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยทั้งสองตามฟ้องแย้ง

โจทก์ที่ 3 ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สัญญาว่าจ้างเป็นที่ปรึกษาฉบับลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2545 ที่จำเลยที่ 2 ทำกับโจทก์ที่ 3 นั้น ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจลงนามกระทำการในนามจำเลยที่ 1 เพียงลำพังได้ ต้องลงนามร่วมกับกรรมการอื่นอีก 1 คน และประทับตราสำคัญของบริษัทจึงสามารถทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะนำเงื่อนไขสัญญาฉบับดังกล่าวมาฟ้องร้องให้โจทก์ที่ 3 รับผิดมิได้ โจทก์ที่ 3 ไม่เคยตกลงจะขอใบอนุญาตโรงแรมให้ได้ภายใน 6 เดือน จำเลยที่ 2 ได้จัดทำสัญญาว่าจ้างที่ปรึกษาและกำหนดเงื่อนไขขึ้นมาเอง เพียงเพื่อนำไปแสดงให้ผู้ถือหุ้นต่างประเทศนำเงินมาลงทุนในโครงการเท่านั้น จำเลยที่ 1 มีความประสงค์จะเปิดใช้อาคารตามวัตถุประสงค์ใบอนุญาตก่อสร้างเดิมก่อน คือ บริการให้เช่าห้องพักอาศัยรายวันและรายเดือน แล้วจึงค่อยดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบการโรงแรมภายหลัง จำเลยที่ 2 จึงให้โจทก์ที่ 3 ดำเนินการขอใบอนุญาตให้ใช้อาคารและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่การเปิดใช้อาคารจำเป็นต้องขออนุญาตหรือใบรับรองการใช้อาคารจากกองควบคุมอาคารกรุงเทพมหานครก่อน โจทก์ที่ 3 จึงตกลงจะจัดหาใบอนุญาตใช้อาคารให้จำเลยที่ 1 ภายใน 6 เดือน ภายหลังจากอาคารแล้วเสร็จสมบูรณ์ โจทก์ที่ 3 ได้แนะนำวิศวกรและเจ้าหน้าที่กองควบคุมอาคาร กรุงทพหมานคร มาตรวจสอบอาคารของจำเลยที่ 1 หลายครั้งตั้งแต่เดือนมีนาคม 2545 ซึ่งเจ้าหน้าที่และวิศวกรได้ตรวจและแนะนำให้แก้ไขเพิ่มเติมอาคารหลายครั้ง แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างไม่ดำเนินการแต่อย่างใด และดำเนินการก่อสร้างเป็นไปอย่างล้าช้ามาก กระทั่งเดือนสิงหาคม 2545 อาคารของจำเลยที่ 1 มีสภาพแล้วเสร็จไม่ถึงร้อยละ 60 ของงานก่อสร้างทั้งหมด ทางราชการจึงไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ใช้อาคารให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ โจทก์ที่ 3 จึงไม่ได้เป็นผู้ผิดสัญญา ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 3 ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้บริหารกิจการของจำเลยที่ 1 โดยมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำทั้งในฐานะนิติบุคคลจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัว โจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิโดยชอบที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 25,000 บาท และ 45,000 บาท ตามลำดับคำขอนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

โจทก์ที่ 3 และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.1 จำเลยที่ 1 มีความประสงค์จะใช้อาคารขนาด 17 ชั้น เลขที่ 375 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว วันที่ 3 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ที่ 3 เป็นที่ปรึกษาโรงแรมตามสัญญาว่าจ้างที่ปรึกษาโรงแรมเอกสารหมาย จ.7 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 สัญญามีกำหนดระยะเวลา 7 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2544 ถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2545 ตกลงค่าจ้างในอัตรา 140,000 บาท ต่อเดือนตามสัญญาข้อ (ฎ) ได้กำหนดว่าหลังจาก 6 เดือนนับจากวันเริ่มทำงานผ่านไปแล้ว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาอีกฝ่ายสามารถบอกเลิกสัญญาได้โดยส่งจดหมายแสดงความจำนงให้ทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลา 1 เดือน และตามสัญญาข้อ o (ฒ) ได้กำหนดว่า ที่ปรึกษารับประกันว่าจะหาใบอนุญาตดำเนินการเปิดโรงแรมให้ได้ภายใน 6 เดือน จำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการปรับปรุงอาคารและตกแต่งภายในได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทเอเชียแล็ป จำกัด มาทำงานศึกษาและจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการอาคารที่พักอาศัยของจำเลยที่ 1 ที่จะเปิดเป็นโรงแรมเป็นค่าจ้าง 350,000 บาท ตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย ล.9 ภายหลังจากจำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ที่ 3 เป็นที่ปรึกษาโรงแรมจนถึงวันที่จำเลยทั้งสองเลิกสัญญากับโจทก์ที่ 3 อาคารของจำเลยที่ 1 ยังปรับปรุงและตกแต่งภายในไม่แล้วเสร็จ ส่วนโจทก์ที่ 3 ก็ยังไม่สามารถดำเนิการขอใบอนุญาตเปิดกิจการโรงแรมให้แก่จำเลยที่ 1 วันที่ 23 สิงหาคม 2545 โจทก์ที่ 3 ได้ยื่นหนังสือลาออกจากงานโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2545 แต่วันที่ 31 สิงหาคม 2545 ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาที่ปรึกษาโรงแรมแก่โจทก์ที่ 3 โดยให้โจทก์ที่ 3 ไปรับเงินค่าตอบแทนภายในวันที่ 2 กันยายน 2545 ตามเอกสารหมาย จ.8 โจทก์ที่ 3 เคยเป็นที่ปรึกษาผู้จัดการทั่วไปโรงแรมหลายแห่ง ตามประวัติคุณวุฒิและประสบการณ์เอกสารหมาย จ.15 โจทก์ที่ 3 เป็นผู้แนะนำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มาสมัครงานกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้สัมภาษณ์และตกลงรับโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2545 ตำแหน่งผู้จัดการจัดซื้อ อัตราค่าจ้างเดือนละ 25,000 บาท และตกลงรับโจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบัญชี อัตราค่าจ้างเดือนละ 45,000 บาท ไม่มีสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร จำเลยที่ 1 ได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เต็มจำนวนโดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ตั้งแต่เริ่มแรกที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เข้าทำงานจนถึงวันที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ออกจากงาน วันที่ 1 สิงหาคม 2545 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้ยื่นใบลาออกโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป จำเลยที่ 1 ยังคงค้างจ่ายค่าจ้างเดือนสิงหาคม 2545 แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ส่วนโจทก์ที่ 3 จำเลยที่ 1 ได้จ่ายค่าจ้างให้เต็มจำนวนโดยไม่ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ก็ได้จ่ายค่าจ้างให้แก่พนักงานอื่นทุกคนโดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เช่นกัน ภายหลังจากที่โจทก์ทั้งสามออกจากงานจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างบริษัทเค.เอ็น.โอ แอคเคาน์ พลัส จำกัด มาเป็นผู้จัดทำบัญชีให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 นับแต่เดือนกันยายน 2545 บริษัทดังกล่าวได้ทำการตรวจสอบบัญชีของจำเลยที่ 1 ย้อนหลังไปนับแต่จำเลยที่ 1 เริ่มก่อตั้งบริษัท พบว่าระบบทางบัญชีของจำเลยที่ 1 ไม่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายเงินเดือนของพนักงานทุกคน รวมทั้งไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายแรงงานของผู้รับเหมาทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งไม่ถูกต้อง บริษัทดังกล่าวจึงได้จัดทำบัญชีใหม่โดยได้ทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายทั้งหมดย้อนหลังตามใบสรุป ภ.ง.ด.1 และใบสรุป ภ.ง.ด.3 เอกสารหมาย ล.5 ล.6 และ ล.7 และจำเลยที่ 1 ได้เงินภาษีดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากรไปทั้งหมดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 ว่าสัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 3 เป็นสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ พิจารณาสัญญาว่าจ้างที่ปรึกษาโรงแรมเอกสารหมาย จ.7 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 3 แล้ว ได้ความโดยสรุปคือ จำเลยที่ 1 ประสงค์จะดัดแปลงตึกอพาร์ตเม้นต์ของจำเลยที่ 1 เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาวจึงตกลงว่าจ้างโจทก์ที่ 3 มีกำหนด 7 เดือน ค่าที่ปรึกษาเดือนละ 140,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 1,4000,000 บาท โดยจ่ายเป็นเงินมัดจำไว้ร้อยละ 30 เป็นเงิน 420,000 บาท ซึ่งโจทก์ที่ 3 จะให้คำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ ที่ดัดแปลงตึกอพาร์ตเม้นต์เป็นโรงแรม เช่น ด้านอาคารสถานที่ โดยประสานงานกับสถาปนิกมัณฑนากรและภูมิสถาปนิกที่ได้รับแต่งตั้งจากจำเลยที่ 1 จัดทำแผนการตลาดให้โรงแรมที่เปิดทำการได้กำไรในเวลาอันรวดเร็ว จัดหาบุคลากรที่เหมาะสมมาทำงานให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 จะจัดหาสถานที่ทำงานที่เหมาะสมพร้อมทั้งอุปกรณ์การสื่อสารภายในโรงแรมที่จะเปิดทำการให้แก่โจทก์ที่ 3 โดยไม่เก็บค่าเช่า เห็นว่า สัญญาว่าจ้างที่ปรึกษาตามเอกสารหมาย ล.7 ดังกล่าวเป็นสัญญาที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ที่ 3 ดำเนินการเกี่ยวกับการดัดแปลงอพาร์ตเม้นต์เป็นโรงแรม จัดหาบุคลากรที่เหมาะสมมาทำงานที่โรงแรมและวางแผนการตลาดให้โรงแรมมีกำไร เป็นการทำการอย่างใดอย่างหนึ่งจนสำเร็จ แล้วจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายเงินค่าตอบแทนในผลสำเร็จของงานที่ทำเดือนละ 140,000 บาท อีกทั้งศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าแม้โจทก์ที่ 3 ได้เข้าทำงานทุกวันคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ตั้งแต่เวลา 8.30 ถึง 17.00 นาฬิกา ก็มิใช่เป็นการทำงานตามที่จำเลยที่ 1 กำหนด แต่เป็นการเข้าไปทำงานยังสถานที่ที่จำเลย 1 จัดหาไว้ตามสัญญาว่าจ้างที่ปรึกษา เอกสารหมาย จ.7 และไม่ปรากฎว่าโจทก์ที่ 3 ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังนี้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าสัญญาว่าจ้างที่ปรึกษาโรงแรมตามเอกสารหมาย จ.7 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 3 มิใช่สัญญาจ้างแรงงานแต่เป็นสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 นั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธินำเงินค่าจ้างที่ค้างจ่ายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มาหักกลบลบหนี้กับเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่กรมสรรพากรแทนโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันว่าจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ด้วยวาจาให้โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2545 ตำแหน่งผู้จัดการจัดซื้อ อัตราค่าจ้างเดือนละ 25,000 บาท ให้โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบัญชี อัตราค่าจ้างเดือนละ 45,000 บาท จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เต็มจำนวนโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ตั้งแต่เข้าทำงานจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2545 ซึ่งโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ลาออกจากงานและจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนสิงหาคม 2545 ให่แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เห็นว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างผู้จ่ายค่าจ้างอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ที่เป็นลูกจ้าง จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ทุกครั้งตามจำนวนที่กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์ของมาตรา 50 (1) แล้วนำส่งกรมสรรพากรภายใน 7 วัน นับแต่วันที่จ่ายเงินตามมาตรา 52 หากนายจ้างมิได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ หรือหักไม่ครบ หรือไม่นำส่งในจำนวนที่ถูกต้อง นายจ้างต้องรับผิดจ่ายเงินภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย พร้อมด้วยเบี้ยปรับและเงินเพิ่มร่วมกับลูกจ้างผู้มีเงินได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้จ่ายภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายย้อนหลังตามจำนวนที่ต้องจ่ายสำหรับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ให้แก่กรมสรรพากรไปแล้วตามใบสรุป ภ.ง.ด.1 และใบสรุป ภ.ง.ด.3 เอกสารหมาย ล.5 ล.7 ล.8 และ ล.9 จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่จ่ายแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไปคืนจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้ และสามารถหักค่าจ้างของลูกจ้างเพื่อชำระค่าภาษีเงินได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 (1) จำเลยที่ 1 ได้จ่ายภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายย้อนหลังที่โจทก์ที่ 1 ต้องจ่ายให้แก่กรมสรรพากรไปจำนวน 2,375 บาท ตามสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเอกสารหมาย ล.8 สำหรับโจทก์ที่ 2 จำนวน 15,000 บาท ตามสำเนาหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย เอกสารหมาย ล.9 เมื่อนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายจำนวน 2,375 บาท หักออกจากค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 ค้างจ่ายโจทก์ที่ 1 จำนวน 25,000 บาท คงเหลือต้องจ่ายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 22,625 บาท และเมื่อนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายจำนวน 15,000 บาท หักออกจากค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 ค้างจ่ายโจทก์ที่ 2 จำนวน 45,000 บาท คงเหลือต้องจ่ายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 30,000 บาท ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เต็มจำนวนโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายที่จำเลยที่ 1 จ่ายแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ให้แก่กรมสรรพากรนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 22,625 บาท ให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 587
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 76
ป.รัษฎากร ม. 40 ม. 50 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววันเพ็ญ โสอุดร กับพวก
จำเลย — บริษัทพรูเด้นเชียล อเวนิว จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669/2548
#267336
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมกับโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในที่ดินพิพาทโดยยังไม่ได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง การใช้ทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมต้องเป็นการใช้ที่ไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ การที่จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารโดยเลือกบริเวณติดถนนสุขุมวิทโดยไม่ได้รับความยินยอมของเจ้าของรวมคนอื่น จึงไม่มีสิทธิที่จะทำได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1128 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เนื้อที่ประมาณ 34 ไร่ 2 งาน 43 2/10 ตารางวา โดยนางคร้าม วิสุทธิแพทย์ มารดาโจทก์และจำเลยทั้งสี่ทำพินัยกรรมยกให้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขอแบ่งมรดกในที่ดินแปลงดังกล่าวและมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตกลงให้เงินสดแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 130,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าว จำนวน 2 ไร่ เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 จำเลยที่ 1 เข้าไปปลูกสร้างอาคารคอนกรีตมีลักษณะถาวรกว้างประมาณ 6 วา ยาวประมาณ 8 วา ลงในที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศตะวันออกติดถนนสุขุมวิทโดยเจตนาครอบครองที่ดินส่วนนั้นอย่างเป็นเจ้าของเก็บผลประโยชน์เพียงผู้เดียว โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะที่ดินดังกล่าวยังไม่มีการแบ่งแยกออกเป็นส่วนสัดว่าผู้ใดมีกรรมสิทธิ์บริเวณใด โจทก์บอกให้จำเลยที่ 1 หยุดการก่อสร้างแต่จำเลยที่ 1 ไม่เชื่อฟังจึงแจ้งให้จำเลยทั้งสี่แบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้โจทก์เนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 32 2/10 ตารางวา แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1128 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ให้แก่โจทก์ จำนวน 7 ไร่ 1 งาน 32 2/10 ตารางวา หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่หากไม่สามารถแบ่งที่ดินกันได้ให้นำที่ดินออกขายในระหว่างเจ้าของรวม หากขายในระหว่างเจ้าของรวามไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วนของแต่ละคน และให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างสิ่งใดๆ ลงในที่ดินพิพาทอีกต่อไป

จำเลยที่ 1 ให้การว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายท้วม วิสุทธิแพทย์ บิดาโจทก์และจำเลยทั้งสี่ เมื่อนายท้วมถึงแก่ความตาย นางคร้าม วิสุทธิแพทย์ มารดาโจทก์และจำเลยทั้งสี่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์และจำเลยทั้งสี่ เมื่อนางคร้ามทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำเลยที่ 1 จึงได้ฟ้องโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้แบ่งที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ต่อมาได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความแพ่งที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมเนื้อที่ จำนวน 2 ไร่ จำเลย ที่ 1 ไม่มีอาชีพทำมาหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวจึงเข้าปลูกสร้างร้านค้าเพื่อขายอาหารชั่วคราวเนื้อที่ประมาณ 24 ตารางวา ลงในที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออก มิได้ก่อสร้างอาคารแบบถาวร ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ทั้งเมื่อเริ่มเข้าปลูกสร้างโจทก์ก็ทราบดีแต่มิได้คัดค้านแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างใกล้จะเสร็จจึงฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อจะกลั่นแกล้งให้ได้รับความเดือดร้อน จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท จำนวน 2 ไร่ ได้ปลูกสร้างร้านค้าลงในที่ดินพิพาทเนื้อที่เพียงเล็กน้อยไม่เกินสิทธิที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ จำเลยที่ 1 กระทำไปโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1128 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ให้แก่โจทก์จำนวนเนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 32 2/10 ตารางวา หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่สามารถแบ่งที่ดินกันได้ให้นำที่ดินออกขายในระหว่างเจ้าของรวม หากขายในระหว่างเจ้าของรวมไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วนของแต่ละคน และให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างสิ่งใดๆ ลงในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้รื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารติดถนสุขุมวิท ซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็ทราบ การที่ไม่โต้แย้งคัดค้านจึงเป็นการที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ความยินยอมแล้ว อีกทั้งอาคารดังกล่าวเป็นเพียงอาคารชั่วคราว แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาที่จะครอบครองหรือรบกวนสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมมีสิทธิเก็บดอกผลตามส่วนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเพื่อขายอาหารนั้นเป็นการที่จำเลยที่ 1 เก็บดอกผลตามส่วนของตนในทรัพย์ดังกล่าว เห็นว่า ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 รับในฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมกับโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในที่ดินพิพาทโดยยังไม่ได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ "ดังนั้น เมื่อฟังว่ายังไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองออกเป็นส่วนสัดในที่ดินกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 การใช้ทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 1 จึงต้องเป็นการใช้ที่ไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ที่จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารโดยเลือกบริเวณติดถนนสุขุมวิทโดยไม่ได้รับความยินยอมของเจ้าของรวมคนอื่น จึงไม่มีสิทธิที่จะทำได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1360
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประดิษฐ์ วิสุทธิแพทย์
จำเลย — นายปรีชา วิสุทธิแพทย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669/2548
#269978
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ" ดังนั้นเมื่อที่ดินกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ยังไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองออกเป็นส่วนสัด การใช้ทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 1 จึงต้องเป็นการใช้ที่ไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ที่จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารโดยเลือกบริเวณติดถนนสุขุมวิท โดยไม่ได้รับความยินยอมของเจ้าของรวมคนอื่นจึงไม่มีสิทธิที่จะทำได้ โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1128 ตำบลวังกระแจ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 จำเลยที่ 1 เข้าไปปลูกสร้างอาคารคอนกรีตมีลักษณะถาวรลงในที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศตะวันออกติดถนนสุขุมวิท โดยเจตนาครอบครองที่ดินส่วนนั้นอย่างเป็นเจ้าของและเก็บผลประโยชน์เพียงผู้เดียว โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่สามารถแบ่งที่ดินกันได้ให้นำที่ดินออกขายในระหว่างเจ้าของรวม หากขายในระหว่างเจ้าของรวมไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วนของแต่ละคน และให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างสิ่งใดๆ ลงในที่ดินพิพาทอีกต่อไป

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างร้านค้าเพื่อขายอาหารชั่วคราวลงในที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออก มิได้ก่อสร้างอาคารแบบถาวรตามที่โจทก์กล่าวอ้างทั้งเมื่อเริ่มเข้าปลูกสร้างโจทก์ก็ทราบดีแต่มิได้คัดค้านแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทจำนวน 2 ไร่ ได้ปลูกสร้างร้านค้าลงในที่ดินพิพาทเนื้อที่เพียงเล็กน้อยไม่เกินสิทธิที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1128 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ให้แก่โจทก์ จำนวนเนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 32 2/10 ตารางวา หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่สามารถแบ่งที่ดินกันได้ให้นำที่ดินออกขายในระหว่างเจ้าของรวม หากขายในระหว่างเจ้าของรวมไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วนของแต่ละคน และให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างสิ่งใดๆ ลงในที่ดินพิพาทอีกต่อไป

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้รื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารติดถนนสุขุมวิท ซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็ทราบ การที่ไม่โต้แย้งคัดค้านจึงเป็นการที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ความยินยอมแล้ว อีกทั้งอาคารดังกล่าวเป็นเพียงอาคารชั่วคราวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาที่จะครอบครองหรือรบกวนสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมมีสิทธิเก็บดอกผลตามส่วนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเพื่อขายอาหารนั้นเป็นการที่จำเลยที่ 1 เก็บดอกผลตามส่วนของตนในทรัพย์ดังกล่าว เห็นว่า ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 รับในฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมกับโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในที่ดินพิพาทโดยยังไม่ได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ดังนั้นเมื่อฟังว่ายังไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองออกเป็นส่วนสัดในที่ดินกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 การใช้ทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 1 จึงต้องเป็นการใช้ที่ไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ที่จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารโดยเลือกบริเวณติดถนนสุขุมวิทโดยไม่ได้รับความยินยอมของเจ้าของรวมคนอื่นจึงไม่มีสิทธิที่จะทำได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1360
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประดิษฐ์ วิสุทธิแพทย์
จำเลย — นายปรีชา วิสุทธิแพทย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1668/2548
#267921
เปิดฉบับเต็ม

ในอุทธรณ์ของผู้ร้อง เจ้าพนักงานศาลได้ประทับตราซึ่งมีข้อความว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งในวันนี้ได้ ผู้ยื่นจะมารับทราบคำสั่งศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันยื่น และทุกๆ 7 วัน หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว โดยมีลายมือชื่อทนายผู้ร้องลงชื่อรับทราบ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องมาติดตามดูคำสั่งศาลและมารับทราบคำสั่งศาลเอง หากไม่มาถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งศาลแล้วตามตราที่ประทับข้อความดังกล่าว มิใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาลที่จะต้องแจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบ การที่เจ้าพนักงานศาลไม่แจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบและคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งต่อมาว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ จึงไม่ใช่การพิจารณาที่ผิดระเบียบ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษของผู้ร้องโดยยกคำร้องของผู้ร้อง แต่คำร้องดังกล่าวที่ยื่นเข้ามากระทบถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดี มิใช่เป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ร้อง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่ง ผู้ร้องก็ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งผู้ร้องอุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2545 และจะมารับทราบคำสั่งศาลทุก 7 วัน หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่ง จึงถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 ดังนั้นเมื่อผู้ร้องไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับให้ไล่จำเลยและบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารเลขที่ 150 ถนนบริพัตร แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2545 ผู้ร้องยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตามคำร้องและคำขอบังคับท้ายคำร้องมิใช่เป็นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) หากแต่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องกล่าวหาว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีในทางโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องและทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ซึ่งผู้ร้องต้องทำเป็นคำฟ้องมิใช่ทำเป็นคำร้องฉบับนี้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ จึงรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า เจ้าพนักงานศาลไม่แจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบ เป็นการไม่ชอบ คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไปด้วยในตัว ขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เห็นว่า ในอุทธรณ์ของผู้ร้อง เจ้าพนักงานศาลได้ประทับตราซึ่งมีข้อความว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งในวันนี้ได้ ผู้ยื่นจะมารับทราบคำสั่งศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันยื่นและทุกๆ 7 วัน หากไม่มา ให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว โดยมีลายมือชื่อทนายผู้ร้องลงชื่อรับทราบ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องมาติดตามดูคำสั่งศาลและมารับทราบคำสั่งศาลเอง หากไม่มาให้ถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งศาลแล้วตามตราประทับข้อความดังกล่าว หาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาลที่จะต้องแจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบแต่อย่างใดไม่ การที่เจ้าพนักงานศาลไม่แจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบและคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งต่อมาว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ จึงไม่ใช่การพิจารณาที่ผิดระเบียบตามที่ผู้ร้องฎีกา และที่ผู้ร้องฎีกาว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ร้องไม่จำต้องส่งสำเนาให้โจทก์จะนำบทบัญญัติเรื่องทิ้งฟ้องมาใช้บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ร้องจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษของผู้ร้องโดยยกคำร้องของผู้ร้องก็ตาม แต่คำร้องของผู้ร้องดังกล่าวที่ยื่นเข้ามากระทบถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดี หาใช่เป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่งผู้ร้องก็ต้องปฏิบัติตามซึ่งผู้ร้องอุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2545 และจะมารับทราบคำสั่งศาลทุก 7 วัน หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่ง จึงถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 ดังนั้น เมื่อผู้ร้องไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 70 ม. 174 ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนตรี รจิตวานิช
ผู้ร้อง — นายสมศักดิ์ นันทศิริ
จำเลย — นางธนวรรณ หรือจิรวัฒน์ ชุ่มใจหรือนันทศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1668/2548
#269976
เปิดฉบับเต็ม

ในอุทธรณ์ของผู้ร้อง เจ้าพนักงานศาลได้ประทับตรามีข้อความว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งในวันนี้ได้ ผู้ยื่นจะมารับทราบคำสั่งศาลภายใน 7 วันนับแต่วันยื่น และทุกๆ 7 วัน หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว โดยมีลายมือชื่อทนายผู้ร้องลงชื่อรับทราบ จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องมาติดตามดูคำสั่งศาลและมารับทราบคำสั่งศาลเอง หากไม่มาให้ถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งศาลแล้วตามตราประทับข้อความดังกล่าวหาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาลที่จะต้องแจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบแต่อย่างใดไม่

แม้ผู้ร้องจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษของผู้ร้องโดยยกคำร้องของผู้ร้องก็ตาม แต่คำร้องของผู้ร้องดังกล่าวที่ยื่นเข้ามากระทบถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดี หาใช่เป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องกับศาลเท่านั้นไม่ เมื่อผู้ร้องไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบด้วย มาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารเลขที่ 150 ถนนบริพัตร แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายสิ่งของออกไปจากอาคารของโจทก์

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2545 ผู้ร้องยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องและคำขอบังคับท้ายคำร้องมิใช่เป็นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) หากแต่เป็นเรื่องที่ผู้ร้องกล่าวหาว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีในทางโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องและทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ซึ่งผู้ร้องต้องทำเป็นคำฟ้องมิใช่ทำเป็นคำร้องฉบับนี้ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ จึงรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า เจ้าพนักงานศาลไม่แจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบ เป็นการไม่ชอบ คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบไปด้วยในตัว ขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เห็นว่า ในอุทธรณ์ของผู้ร้อง เจ้าพนักงานศาลได้ประทับตราซึ่งมีข้อความว่า ถ้าศาลไม่อาจสั่งในวันนี้ได้ ผู้ยื่นจะมารับทราบคำสั่งศาลภายใน 7 วันนับแต่วันยื่น และทุกๆ 7 วัน หากไม่มา ให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว โดยมีลายมือชื่อทนายผู้ร้องลงชื่อรับทราบ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องมาติดตามดูคำสั่งศาลและมารับทราบคำสั่งศาลเอง หากไม่มาให้ถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งศาลแล้วตามตราประทับข้อความดังกล่าว หาใช่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาลที่จะต้องแจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบแต่อย่างใดไม่ การที่เจ้าพนักงานศาลไม่แจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบและคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่สั่งต่อมาว่าผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์ จึงไม่ใช่การพิจารณาที่ผิดระเบียบตามที่ผู้ร้องฎีกา และที่ผู้ร้องฎีกาว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ร้องไม่จำต้องส่งสำเนาให้โจทก์ จะนำบทบัญญัติเรื่องทิ้งฟ้องมาใช้บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้แม้ผู้ร้องจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษของผู้ร้องโดยยกคำร้องของผู้ร้องก็ตาม แต่คำร้องของผู้ร้องดังกล่าวที่ยื่นเข้ามากระทบถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดี หาใช่เป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์ภายใน 7 วันนับแต่วันรับทราบคำสั่ง ผู้ร้องก็ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งผู้ร้องอุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2545 และจะมารับทราบคำสั่งศาลทุก 7 วัน หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่ง จึงถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 ดังนั้น เมื่อผู้ร้องไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนตรี รจิตวานิช
ผู้ร้อง — นายสมศักดิ์ นันทศิริ
จำเลย — นางธนวรรณหรือจิรวัฒน์ ชุ่มใจหรือนันทศิริ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1665/2548
#267918
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินเนื้อที่เฉพาะส่วนประมาณ 4 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ ในวันนัดพร้อมคู่ความแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเห็นว่าคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลแขวงสุพรรณบุรี แต่ศาลแขวงสุพรรณบุรีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงจึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนไปยังศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งนัดพร้อมและแจ้งวันนัดให้คู่ความทราบ กรณีเป็นเรื่องศาลจังหวัดสุพรรณบุรีและศาลแขวงสุพรรณบุรีต่างไม่รับพิจารณาคดีของผู้ร้อง แม้เนื้อหาอุทธรณ์ของผู้ร้องจะเป็นทำนองโต้แย้งคำสั่งของศาลแขวงสุพรรณบุรีที่ไม่ยอมรับโอนคดี แต่เมื่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีรับสำนวนคืนจากศาลแขวงสุพรรณบุรีแล้ว ทั้งคดีมีปัญหาวินิจฉัยว่าระหว่างศาลดังกล่าว ศาลใดจะต้องพิจารณาคดีต่อไป ผู้ร้องชอบที่จะอุทธรณ์คดีนี้โดยยื่นที่ศาลจังสุพรรณบุรีได้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลแสดงกรรมสิทธิ์อันเป็นการยื่นคำร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (2) ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตามมาตรา 188 (1) แต่เมื่อผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านเข้ามา คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยมีทุนทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุพรรณบุรีที่จะพิจารณาพิพากษาตาม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีชอบที่จะโอนคดีไปให้ศาลแขวงสุพรรณบุรีพิจารณาต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3216 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่เฉพาะส่วนประมาณ 4 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ผู้คัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ ในวันนัดพร้อมเพื่อดูแผนที่พิพาท คู่ความแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลแขวงสุพรรณบุรี แต่ศาลแขวงสุพรรณบุรี เห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนไปยังศาลจังหวัดสุพรรณบุรี

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งนัดพร้อม และแจ้งวันนัดให้คู่ความทราบ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง คืนค่าคำร้องแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้.

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3216 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่เฉพาะส่วนประมาณ 4 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ ในวันนัดพร้อมเพื่อดูแผนที่พิพาท คู่ความแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงจึงให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลแขวงสุพรรณบุรี แต่ศาลแขวงสุพรรณบุรีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนไปยังศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งนัดพร้อมและแจ้งวันนัดให้คู่ความทราบ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิอุทธรณ์ว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลแขวงสุพรรณบุรีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลแขวงสุพรรณบุรีไม่รับโอนคดีและส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนมาแล้วได้นัดพร้อมคู่ความและแจ้งวันนัดพร้อมให้คู่ความทราบ ดังนี้ กรณีเป็นเรื่องศาลชั้นต้นและศาลแขวงสุพรรณบุรีต่างไม่รับพิจารณาคดีของผู้ร้อง แม้เนื้อหาอุทธรณ์ของผู้ร้องจะเป็นทำนองโต้แย้งคำสั่งของศาลแขวงสุพรรณบุรีที่ไม่ยอมรับโอนคดี แต่เมื่อศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนจากศาลแขวงสุพรรณบุรีแล้ว ทั้งคดีจะต้องมีปัญหาวินิจฉัยว่าระหว่างศาลชั้นต้นกับศาลแขวงสุพรรณบุรีศาลใดจะต้องพิจารณาต่อไป ผู้ร้องชอบที่จะอุทธรณ์คดีนี้โดยยื่นที่ศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาที่ว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นหรือศาลแขวงสุพรรณบุรีไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ศาลแสดงกรรมสิทธิ์อันเป็นการยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (2) ต่อศาลชั้นต้นอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตาม มาตรา 188 (1) แต่เมื่อผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านเข้ามา คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยมีราคาทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน 200,000 บาท ดังที่คู่ความแถลงร่วมกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุพรรณบุรีที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงสุพรรณบุรีพิพากษาต่อไปได้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลแขวงสุพรรณบุรี ให้ศาลแขวงสุพรรณบุรีรับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 ม. 188 ม. 223
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 17
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสายหยุดหรือหยุด อินทร์สกุล
ผู้คัดค้าน — นางลูกคิด หงษ์โต
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1665/2548
#269975
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นการยื่นคำร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (2) ต่อศาลจังหวัดอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตามมาตรา 188 (1) แต่เมื่อผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเข้ามา คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยมีราคาทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4)

การที่ศาลแขวงสุพรรณบุรีไม่รับโอนคดีและส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดสุพรรณบุรีจึงเป็นเรื่องที่ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีและศาลแขวงสุพรรณบุรีต่างไม่รับคดีของผู้ร้องไว้พิจารณา แม้อุทธรณ์ของผู้ร้องจะมีเนื้อหาเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลแขวงสุพรรณบุรีที่ไม่ยอมรับโอนคดี แต่เมื่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีรับสำนวนคืนมาจากศาลแขวงสุพรรณบุรีแล้ว ทั้งคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าระหว่างศาลจังหวัดสุพรรณบุรีกับศาลแขวงสุพรรณบุรี ศาลใดจะต้องพิจารณาคดีนี้ต่อไป ผู้ร้องชอบที่จะยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีให้มีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3216 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่เฉพาะส่วนประมาณ 4 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ ในวันนัดพร้อมเพื่อดูแผนที่พิพาท คู่ความแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลแขวงสุพรรณบุรี แต่ศาลแขวงสุพรรณบุรี เห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงจึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนไปยังศาลจังหวัดสุพรรณบุรี

ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งนัดพร้อม และแจ้งวันนัดให้คู่ความทราบ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิอุทธรณ์ว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลแขวงสุพรรณบุรีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลแขวงสุพรรณบุรีไม่รับโอนคดีและส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนมาแล้วได้นัดพร้อมคู่ความและแจ้งวันนัดพร้อมให้คู่ความทราบ ดังนี้ กรณีเป็นเรื่องศาลชั้นต้นและศาลแขวงสุพรรณบุรีต่างไม่รับพิจารณาคดีของผู้ร้อง แม้เนื้อหาอุทธรณ์ของผู้ร้องจะเป็นทำนองโต้แย้งคำสั่งของศาลแขวงสุพรรณบุรีที่ไม่ยอมรับโอนคดี แต่เมื่อศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนจากศาลแขวงสุพรรณบุรีแล้ว ทั้งคดีจะต้องมีปัญหาวินิจฉัยระหว่างศาลชั้นต้นกับศาลแขวงสุพรรณบุรี ศาลใดจะต้องพิจารณาต่อไป ผู้ร้องชอบที่จะอุทธรณ์คดีนี้โดยยื่นที่ศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตามศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาที่ว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นหรือศาลแขวงสุพรรณบุรีไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ศาลแสดงกรรมสิทธิ์อันเป็นการยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (2) ต่อศาลชั้นต้นอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตามมาตรา 188 (1) แต่เมื่อผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านเข้ามา คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยมีราคาทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน 200,000 บาท ดังที่คู่ความแถลงร่วมกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุพรรณบุรีที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงสุพรรณบุรีพิพากษาต่อไปได้"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลแขวงสุพรรณบุรีให้ศาลแขวงสุพรรณบุรีรับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (2) ม. 188 (1) ม. 229
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสายหยุดหรือหยุด อินทร์สกุล
จำเลย — นางลูกคิด หงษ์โต
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1664/2548
#113152
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นบุตรเขยจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับราชการ มีอายุมากแล้ว จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ลงบนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวต่อเทศบาลด้วยตนเอง เมื่อก่อสร้างเสร็จ นางสาว ท. หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างโจทก์ยังตกลงซื้ออาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ห้อง โดยจำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้จะขายในสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ก็อ้างว่าหนี้ตามฟ้องคดีนี้ไม่ถูกต้อง เพราะต้องหักเงินค่ามัดจำและค่าหินขัดออกก่อน ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับโจทก์แล้วเหตุใดจึงจะยอมให้มีการหักเงินกันได้ เพราะไม่ใช่หนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 2 เคยติดต่อว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์กับโจทก์ กรณีดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เรื่องตัวแทนเชิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 752,356 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 700,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 700,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 และจากต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยทั้งหมดคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มกราคม 2541) ให้รวมกันไม่เกิน 52,356 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรเขยของจำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 5 ห้อง เป็นเงิน 4,200,000 บาท ลงบนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้ขออนุญาตทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวต่อเทศบาลตำบลแม่สอดด้วยตนเอง เมื่อโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์เสร็จ นางสาวทิพวรรณหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างโจทก์ตกลงซื้ออาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ห้อง จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้จะขายในสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า จำนวนหนี้ตามคำฟ้องไม่ถูกต้องเพราะจะต้องหักเงินค่ามัดจำและค่าพื้นหินขัดออกก่อน จำเลยที่ 1 จึงยังค้างค่าจ้างก่อสร้างอยู่เพียง 200,000 บาท มิใช่ 700,000 บาท นั้น หากจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับโจทก์แล้วเหตุใดจำเลยที่ 2 จึงจะยอมให้มีการหักจำนวนเงินดังกล่าวตามที่กล่าวอ้างกันได้ เพราะหนี้ค่าจ้างก่อสร้างอาคารพาณิชย์ไม่ใช่หนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เคยมาติดต่อว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ก่อนแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์กับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 2 กรณีดังกล่าวมิใช่เรื่องตัวแทนเชิด จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ด้วย

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 วรรคสอง ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดทิพวรรณรุ่งเรือง
จำเลย — นายวิชัย ศรีสุเมธชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นางสาวนันทิยา สิริวรการวณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมศักดิ์ ตันติภิรมย์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1664/2548
#268088
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เคยมาติดต่อว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ก่อนแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์กับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 2 กรณีดังกล่าวมิใช่เรื่องตัวแทนเชิดเพราะการตัวแทนเชิดนั้นตัวการไม่ปรารถนาที่จะผูกพันกับบุคคลภายนอกสำหรับการกระทำของตัวแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 2 เชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ปลูกอาคารพาณิชย์ขนาด 4 ชั้นครึ่ง จำนวน 5 ห้อง บนที่ดินโฉนดเลขที่ 110 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 4,200,000 บาท จำเลยทั้งสองตกลงแบ่งชำระค่าจ้างให้โจทก์เป็นงวดรวม 8 งวด ภายหลังทำสัญญาโจทก์ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ตามข้อตกลงในสัญญาและส่งมอบให้จำเลยทั้งสองเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2540 ซึ่งในวันดังกล่าว จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันชำระเงินค่าจ้างในงวดที่ 7 และที่ 8 ที่ยังค้างชำระรวมเป็นเงิน 700,000 บาท ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 752,356 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 700,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาร่วมลงทุนปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายให้บุคคลทั่วไปแล้วนำกำไรที่ได้มาแบ่งกันโดยจำเลยที่ 2 ลงทุนในส่วนของที่ดิน คือที่ดินโฉนดเลขที่ 110 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ลงทุนในส่วนของการปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ลงบนที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 5 ห้อง ลงบนที่ดินของจำเลยที่ 2 ด้วยตนเอง จำเลยที่ 2 ไม่ทราบ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ อย่างไรก็ตามต่อมาภายหลังจากที่โจทก์ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ตามสัญญาเรียบร้อยแล้ว โจทก์ตกลงซื้ออาคารพาณิชย์จำนวน 1 ห้อง จากจำเลยทั้งสองในราคา 3,000,000 บาท ได้วางเงินมัดจำจำนวน 450,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1 ชำระแทนด้วยการหักกลบลบหนี้จากเงินค่าจ้างก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ยังค้างชำระแก่โจทก์จำนวน 700,000 บาท นอกจากนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 ยังได้หักกลบลบหนี้ค่าเปลี่ยนพื้นอาคารพาณิชย์จากพื้นหินขัดเป็นพื้นปูธรรมดาออกจากเงินค่าก่อสร้างที่ค้างชำระอีกจำนวน 50,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงยังคงค้างชำระหนี้ค่าก่อสร้างอาคารพาณิชย์แก่โจทก์อีกเพียง 200,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงจำชำระคืนให้แก่โจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลยที่ 1 แต่เนื่องจากโจทก์ไม่ยอมออกหลักฐานดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงยังมิได้ชำระหนี้ค่าก่อสร้างที่ยังค้างชำระจำนวน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 700,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 และจากต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยทั้งหมดคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มกราคม 2541) ให้รวมกันไม่เกิน 52,356 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 5 ห้อง เป็นเงิน 4,200,000 บาท ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 110 ตำบลแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตากซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย จ.2 ต่อมาโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวแล้วเสร็จตามสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างไม่ครบถ้วนตามสัญญามีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้จ้างโจทก์หรือเชิดจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนเพื่อว่าจ้างโจทก์ให้ทำการก่อสร้างแต่อย่างใด การดำเนินการทั้งหมดจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการเอง เห็นว่า โจทก์มีนางสาวทิพวรรณ หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์เบิกความโดยมีพยานเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.9 สนับสนุน ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ยังค้างชำระค่าก่อสร้างโจทก์ตามคำฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ก็นำสืบยืนยันว่าไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์ตามคำให้การ โดยมีเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 สนับสนุน เมื่อพิจารณาเหตุผลแล้ว สัญญาร่วมลงทุนระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.1 นั้น โจทก์ไม่เคยเห็นมาก่อนทั้งการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ทั้งห้าห้องได้ก่อสร้างลงบนที่ดินของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ไม่เคยพูดเรื่องการร่วมลงทุนระหว่างจำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทราบเลย และจำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้ขออนุญาตทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวต่อเทศบาลตำบลแม่สอดด้วยตนเอง เมื่อโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์เสร็จ นางสาวทิพวรรณตกลงซื้ออาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ห้อง จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้จะขายในสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย ล.2 นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าจำนวนหนี้ตามคำฟ้องไม่ถูกต้องเพราะจะต้องหักเงินค่ามัดจำและค่าพื้นหินขัดออกก่อนจำเลยที่ 1 จึงยังค้างค่าจ้างก่อสร้างอยู่เพียง 200,000 บาท มิใช่ 700,000 บาท นั้น หากจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับโจทก์แล้วเหตุใดจำเลยที่ 2 จึงจะยอมให้มีการหักจำนวนเงินดังกล่าวตามที่กล่าวอ้างกันได้ เพราะหนี้ค่าจ้างก่อสร้างอาคารพาณิชย์ไม่ใช่หนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิด ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ไม่สมเหตุสมผล จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 2 เคยมาติดต่อว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ก่อนแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์ตามเอกสารหมาย จ.2 กับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 2 กรณีดังกล่าวมิใช่เรื่องตัวแทนเชิดเพราะการเป็นตัวแทนเชิดนั้นตัวการไม่ปรารถนาที่จะผูกพันกับบุคคลภายนอกสำหรับการกระทำของตัวแทน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าค่าจ้างก่อสร้างงวดที่ 7 และที่ 8 เป็นเงิน 700,000 บาท ยังมิได้ชำระแก่โจทก์ แต่อ้างว่านางสาวทิพวรรณหักเป็นหนี้ค่าวางมัดจำจำนวน 450,000 บาท และค่าพื้นหินขัดจำนวน 50,000 บาท จึงยังค้างค่าจ้างก่อสร้างอยู่เพียงจำนวน 200,000 บาท เท่านั้น เห็นว่า นางสาวทิพวรรณปฏิเสธว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่เกี่ยวกับค่าจ้างก่อสร้างงวดที่ 7 และที่ 8 และไม่ได้นำมาหักกลบลบหนี้กันและแม้จำเลยที่ 2 จะมีเอกสารหมาย ล.3 ระบุว่า หักค่าหินขัดมาแสดง แต่ข้อความตามเอกสารไม่ชัดเจนพอว่า โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 2 ให้หักเงินจำนวนดังกล่าวออกจากค่าจ้างก่อสร้างงวดที่ 7 และที่ 8 ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีเหตุผลให้รับฟังข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ค้างชำระหนี้ค่าจ้างเหมาก่อสร้างจำนวน 700,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดทิพวรรณรุ่งเรือง
จำเลย — นายวิชัย ศรีสุเมธชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1664/2548
#269625
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นบุตรเขยจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 รับราชการ มีอายุมากแล้ว จำเลยที่ 1 ทำสัญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ลงบนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขออนุญาตทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวต่อเทศบาลด้วยตนเอง เมื่อก่อสร้างเสร็จ ท. หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างโจทก์ตกลงซื้ออาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ห้อง โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้จะขายในสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าหนี้ตามฟ้องคดีนี้ไม่ถูกต้อง เพราะต้องหักเงินค่ามัดจำและค่าหินขัดออกก่อนนั้น หากจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับโจทก์แล้วเหตุใดจึงจะยอมให้มีการหักเงินกันได้ เพราะไม่ใช่หนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนหน้านี้จำเลยที่ 2 เคยติดต่อว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์กับโจทก์ กรณีดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่เรื่องตัวแทนเชิด เพราะการเป็นตัวแทนเชิดนั้น ตัวการไม่ปรารถนาที่จะผูกพันกับบุคคลภายนอกสำหรับการกระทำของตัวแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 752,356 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 700,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 700,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 และจากต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยทั้งหมดคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 มกราคม 2541) ให้รวมกันไม่เกิน 52,356 บาท ตามที่โจทก์ขอ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรเขยของจำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์จำนวน 5 ห้อง เป็นเงิน 4,200,000 บาท ลงบนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้ขออนุญาตทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวต่อเทศบาลตำบลแม่สอดด้วยตนเอง เมื่อโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์เสร็จ นางสาวทิพวรรณ หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างโจทก์ตกลงซื้ออาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 2 จำนวน 1 ห้อง จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้จะขายในสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า จำนวนหนี้ตามคำฟ้องไม่ถูกต้องเพราะจะต้องหักเงินค่ามัดจำและค่าพื้นหินขัดออกก่อน จำเลยที่ 1 จึงยังค้างค่าจ้างก่อสร้างอยู่เพียง 200,000 บาท มิใช่ 700,000 บาท นั้น หากจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับโจทก์แล้วเหตุใดจำเลยที่ 2 จึงจะยอมให้มีการหักจำนวนเงินดังกล่าวตามที่กล่าวอ้างกันได้ เพราะหนี้ค่าจ้างก่อสร้างอาคารพาณิชย์ไม่ใช่หนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เคยมาติดต่อว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ก่อนแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 มาทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารพาณิชย์กับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนโดยปริยายของจำเลยที่ 2 กรณีดังกล่าวมิใช่เรื่องตัวแทนเชิด เพราะการเป็นตัวแทนเชิดนั้นตัวการไม่ปรารถนาที่จะผูกพันกับบุคคลภายนอกสำหรับการกระทำของตัวแทน จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194 ม. 797 วรรคสอง ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดทิพวรรณรุ่งเรือง
จำเลย — นายวิชัย ศรีสุเมธชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1663/2548
#269971
เปิดฉบับเต็ม

ค่าปรับหรือเบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยขอผ่อนผันการทำงานอีกหลายครั้งแต่จำเลยก็ทำงานไม่แล้วเสร็จ พฤติการณ์ของจำเลยอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ โจทก์ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้ น่าจะต้องละทิ้งงานและเกิดความเสียหาย โจทก์จึงควรใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาภายในเวลาอันสมควร แต่โจทก์กลับละเลยปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเกือบ 1 ปี จึงบอกเลิกสัญญา ความเสียหายจึงเกิดจากความล่าช้าของโจทก์ที่ไม่บอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควรอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง และเมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ปรับจำเลยวันละ 5,000 บาท จึงนับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับวันละ 6,899.80 บาท นับแต่วันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 2,283,833.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่จำเลยได้รับทราบการบอกเลิกสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,489,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,655,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2539 โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ขุดลอกร่องน้ำและก่อสร้างกำแพงกันดินร่องน้ำคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เริ่มทำงานวันที่ 15 ตุลาคม 2539 กำหนดงานแล้วเสร็จภายในวันที่ 12 เมษายน 2540 หากทำไม่แล้วเสร็จจะต้องถูกปรับวันละ 6,899.80 บาท ตามสำเนาสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.1 จำเลยทำงานไม่แล้วเสร็จ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2541 จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2541 เห็นว่า ค่าปรับหรือเบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยขอผ่อนผันการทำงานอีกหลายครั้งแต่จำเลยก็ทำงานไม่แล้วเสร็จ พฤติการณ์ของจำเลยอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ โจทก์ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้น่าจะต้องละทิ้งงานและเกิดความเสียหาย โจทก์จึงควรใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาภายในเวลาอันสมควร แต่กลับละเลยปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเกือบ 1 ปี จึงบอกเลิกสัญญา เมื่อความเสียหายเกิดจากความล่าช้าไม่บอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควรอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง และโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์เสียหายเต็มจำนวนค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญา ทั้งจำเลยไม่ได้รับค่าจ้างจากโจทก์และโจทก์ก็ริบหลักประกันของจำเลยไปแล้ว เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ปรับจำเลยวันละ 5,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบงานตามสัญญาไปจนถึงวันบอกเลิกสัญญา รวม 331 วัน เป็นเงิน 1,655,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมเจ้าท่า
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยแซลเว็จเอ็นจิเนียริ่ง
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1651/2548
#271829
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน 10,000 บาท และได้ลงลายมือชื่อไว้ในแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบไว้ให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้กรอกข้อความและจำนวนเงินในหนังสือสัญญากู้เงินว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไป 300,000 บาท โดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยสัญญากู้เงินตามฟ้องจึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงไม่อาจอ้างเอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2540 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์รวมกับเงินที่ทำสัญญากู้เงินไปก่อนหน้านี้หลายครั้งทำเป็นสัญญากู้เงินฉบับเดียว เป็นเงิน 300,000 บาท ยินยอมให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยภายในวันที่ 10 เมษายน 2542 ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 363,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้และรับเงินจำนวน 300,000 บาท จากโจทก์สัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอม ข้อความในสัญญาเป็นเท็จทั้งสิ้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน 10,000 บาท และได้ลงลายมือชื่อไว้ในแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้ไว้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้กรอกข้อความและจำนวนเงินในหนังสือสัญญากู้เงินว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไป 300,000 บาท โดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญากู้เงินตามฟ้องจึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงไม่อาจอ้างเอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินตามฟ้องแก่โจทก์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสิทธิ์ ปานผา
จำเลย — นายแถม รอดย้อย
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1646/2548
#267667
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเกิดเมื่อกลางปี 2516 นับถึงวันยื่นคำร้องเป็นเวลาเกือบ 30 ปี เหตุการณ์ในช่วงเวลาจัดพิธีสมรสและการตั้งครรภ์ไม่มีหลักฐานปรากฏวันเดือนปีที่แน่นอนเป็นเรื่องคาดคะเนเอาโดยประมาณจึงอาจผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปได้บ้าง ทั้งร้องขอแก้ไขคำร้องขอโดยอ้างเหตุพิมพ์ข้อความผิดพลาดเล็กน้อยเพื่อให้ตรงตามความเป็นจริง จึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยทั้งมีเหตุผลสมควร ผู้ร้องมีสิทธิขอแก้ไขคำร้องได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องขอชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 180 ตอนท้ายแล้ว

เดิมผู้คัดค้านมิได้ให้การต่อสู้เรื่องอายุความไว้ในคำคัดค้านเพิ่งมายื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคดีนี้เมื่อผู้ร้องอายุ 28 ปี เป็นการฟ้องคดีเมื่อเกิน 1 ปี นับแต่บรรลุนิติภาวะ คดีของผู้ร้องขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556 วรรคสาม หลังจากมีการสืบพยานผู้ร้องเสร็จไปบางส่วนแล้ว อ้างเหตุผลว่าเป็นทนายความคนใหม่ของผู้คัดค้านเพิ่งได้รับการแต่งตั้งและตรวจสำนวนพบคำคัดค้านยังบกพร่องไม่สมบูรณ์ จึงเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านหลังจากพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดคือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เหตุที่อ้างก็ไม่ใช่เหตุผลอันสมควรตามกฎหมายและการขอแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นเรื่องกำหนดเวลาฟ้องคดีตามาตรา 1556 วรรคสามเป็นอายุความฟ้องคดีซึ่งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ทั้งมิใช่การแก้ข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านโดยชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 แล้ว จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความให้ศาลจำต้องวินิจฉัยและเป็นข้อมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์

ผู้ร้องเป็นบุตรสืบสายโลหิตของ ป. ป. แสดงออกต่อญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่บ้านซึ่งเป็นภูมิลำเนาของมารดาผู้ร้อง มิได้แสดงออกต่อญาติข้างบิดาหรือเพื่อนบ้านแถวบ้านพักของ ป. ซึ่งอยู่ต่างท้องที่กันว่าผู้ร้องเป็นบุตร ก็ถือได้ว่าพฤติกรรมที่รู้กันอยู่ทั่วไปตลอดเวลาว่าผู้ร้องเป็นบุตร ป. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1555 (7) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายประสิทธิ์ สมบูรณ์เจียร ผู้ตาย และนางมยุรา เลิศทิพย์รัตน์ ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน โดยนายประสิทธิ์และนางมยุราสมรสกันตามประเพณีเมื่อปี 2514 อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ต่อมาปี 2516 เมื่อนางมยุราตั้งครรภ์ผู้ร้องได้ 7 เดือน ผู้ตายกับนางมยุราแยกทางกัน หลังจากนั้นนางมยุราคลอดผู้ร้อง แต่นางมยุราเกรงว่าผู้ร้องจะมีปมด้อยเรื่องบิดามารดาแยกทางกัน จึงแจ้งในใบสูติบัตรว่าผู้ร้องบุตรของนายโอฬาร หิรัญโอภาสวงศ์ หรือในขณะนั้นใช้ชื่อว่านายเต๊ก แซ่ลี้ ซึ่งเป็นพี่ชายร่วมบิดามารดาเดียวกับนางมยุรา และแจ้งว่านางอรุณ ก้านกันยาหรือต้นกันยา ภริยาของนายโอฬาร เป็นมารดา โดยหลังจากผู้ร้องคลอด นายประสิทธิ์ผู้ตายได้แสดงออกโดยเปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปว่าผู้ร้องเป็นบุตรโดยให้การอุปการะส่งเสียเลี้ยงดูตลอดมา ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 นายประสิทธิ์ถึงแก่กรรม ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายประสิทธิ์ สมบูรณ์เจียร ผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นพี่ชายร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายประสิทธิ์ ผู้ตาย และเป็นทายาทของผู้ตาย นายประสิทธิ์เป็นโสดไม่มีภริยา ไม่มีบุตร ผู้ร้องไม่ใช่บุตรของนายประสิทธิ์ นายประสิทธิ์ไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดู ไม่เคยแสดงออกโดยเปิดเผยต่อญาติพี่น้องและคนอื่น ๆ ว่าผู้ร้องเป็นบุตร เมื่อนายประสิทธิ์ถึงแก่กรรม ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดงานศพแต่เพียงผู้เดียว ไม่ปรากฏตัวผู้ร้องในงานศพ นายประสิทธิ์ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภรรยากับนางมยุรา โดยเลิกร้างกันมา 30 ปีแล้ว ไม่เคยติดต่อกับนางมยุราตลอดมา ขอให้ศาลยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ร้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายประสิทธิ์ สมบูรณ์เจียร ผู้ตาย ค่าฤชา ธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้คัดค้านข้อแรกว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขปี พ.ศ.ตามคำร้องเดิมที่ว่า เมื่อประมาณปี 2515 นางมยุรา เลิศทิพย์รัตน์ มารดาผู้ร้องตั้งครรภ์ผู้ร้องได้ประมาณ 7 เดือน เป็นประมาณปี 2516 นับถึงวันยื่นคำร้องคดีนี้เป็นเวลาเกือบ 30 ปี เหตุการณ์ในช่วงเวลาจัดพิธีสมรสและการตั้งครรภ์กดังกล่าวไม่มีหลักฐานเอกสารปรากฏวันเดือนปีที่แน่นอนเป็นเรื่องคาดคะเนเอาโดยประมาณจึงผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปได้บ้าง เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นนานมาแล้ว ทั้งผู้ร้องขอแก้ไขโดยอ้างเหตุพิมพ์ข้อความผิดพลาดเล็กน้อยเพื่อให้ตรงตามความเป็นจริง จึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย ทั้งมีเหตุผลสมควร ผู้ร้องมีสิทธิขอแก้ไขคำร้องได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องขอชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ตอนท้ายแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาผู้คัดค้านข้อที่สองว่า ประเด็นข้อพิพาทเรื่องคดีของผู้ร้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เดิมผู้คัดค้านมิได้ให้การต่อสู้เรื่องอายุความไว้ในคำคัดค้านเพิ่งมายื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคดีนี้เมื่อผู้ร้องอายุ 28 ปี เป็นการฟ้องคดีเมื่อเกิน 1 ปีนับแต่บรรลุนิติภาวะ คดีของผู้ร้องขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1556 วรรคสาม หลังจากมีการสืบพยานผู้ร้องเสร็จไปบางส่วนแล้วอ้างเหตุผลว่าเป็นทนายความคนใหม่ของผู้คัดค้านเพิ่งได้รับการแต่งตั้งและตรวจสำนวนพบคำค้านยังบกพร่องไม่สมบูรณ์ จึงเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านหลังจากพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดคือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ทั้งเหตุที่อ้างไม่ใช่เหตุอันสมควรตามกฎหมาย และการขอแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นเรื่องกำหนดเวลาฟ้องคดีตามมาตรา 1556 วรรคสามดังกล่าวเป็นอายุความฟ้องคดีมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ทั้งมิใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 แล้ว จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความให้ศาลจำต้องวินิจฉัยและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาผู้คัดค้านข้อที่สามมีว่า ผู้ร้องเป็นบุตรนายประสิทธิ์ สมบูรณ์เจียร ผู้ตายหรือไม่ ได้ความว่าเมื่อนายประสิทธิ์ถูกคนร้ายฆ่าชิงทรัพย์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 นายปรีชาหรือหมึก พุฒใจบุญ ไปบอกนางมยุรามารดาผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านทราบเรื่องนายประสิทธิ์ทางวิทยุข่าว จ.ส.100 จึงมาแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นพี่ชายนายประสิทธิ์เก็บเอกสารและทรัพย์สินของนายประสิทธิ์ไปโดยจะรีบเผาศพนายประสิทธิ์วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 นางมยุราจึงไปแจ้งความเป็นหลักฐานว่าผู้ร้องเป็นบุตรของนายประสิทธิ์ และขอให้แพทย์ตรวจพิสูจน์ความเป็นทายาทตามรายงานประจำวันเอกสารหมาย ร.14 พันตำรวจโทพรชัย สุธีรคุณแพทย์ประจำสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานแพทย์ใหญ่ กรมตำรวจเบิกความว่า พันตำรวจโทภานุวัฒน์ ฐิตะมาดี ส่งศพนายประสิทธิ์มาพร้อมตัวอย่างเลือดของนางมยุราและผู้ร้องเพื่อให้ตรวจยีนพันธุกรรม พยานตรวจเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกทั้งสามคนแล้วได้ผลการตรวจสารพันธุกรรมเปรียบเทียบสรุปได้ว่าบุคคลทั้งสามมีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูกกัน ตามรายงานตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย ร.9 นางมยุรา นายโอฬาร หิรัญโอภาสวงศ์ พี่ชายร่วมบิดามารดาเดียวกับนางมยุรา นางสาวเนียนนารถ คนหาร บุตรนางเนืองซึ่งบิดานายประสิทธิ์ยกนายประสิทธิ์ให้นางเนืองเลี้ยงดูมาแต่เล็กและร่วมกันไปสู่ขอจัดพิธีแต่งงานให้นายประสิทธิ์กับนางมยุราเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตรงกันว่าผู้ร้องเป็นบุตรนายประสิทธิ์และนางมยุรา นอกจากนี้นายประวิทย์ แซ่ลิ้ม เพื่อนบ้านรู้จักนางมยุรามาแต่รุ่นบิดามารดานางมยุรานานประมาณ 30 ปี เบิกความว่าเห็นนายประสิทธิ์มาหาผู้ร้องเรียกกันว่าพ่อลูก นายปรีชาน้องนางสาวเนียนนารถซึ่งเคยทำงานและพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกับนายประสิทธิ์เบิกความว่านายประสิทธิ์เคยใช้ให้พยานเอาเงินไปให้ผู้ร้องในฐานะที่เป็นบุตรประจำ ส่วนผู้คัดค้านนำพยานมาเบิกความรับว่านายประสิทธิ์เคยแต่งงานกับนายมยุราแต่ไม่นานก็เลิกกัน นายประสิทธิ์ไม่มีบุตรและอยู่คนเดียวมาตลอด พยานผู้คัดค้านส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องเป็นญาติกับผู้คัดค้าน แต่ไม่คุ้นเคยกับผู้ร้องกับนางมยุราเพื่อนบ้านที่อ้างเป็นพยานคนกลางก็จะเบิกความทำนองว่านายประสิทธิ์ไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวของนายประสิทธิ์ให้ฟัง เห็นนายประสิทธิ์อยู่บ้านคนเดียวไม่มีครอบครัว ซึ่งไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าผู้ร้องมิใช่บุตรนายประสิทธิ์ ข้อฎีกาของผู้คัดค้านเกี่ยวกับเรื่องการแจ้งข้อมูลการตรวจพิสูจน์หลักฐานเกี่ยวกับบุคคลและความเป็นพ่อแม่ลูกของนางมยุราซึ่งอ้างว่ามีข้อพิรุธรวมทั้งความเห็นของแพทย์อื่นตามเอกสารที่อ้างมาท้ายฎีกานั้นผู้คัดค้านมิได้ถามค้านให้ปรากฏเมื่อพันตำรวตโทพรชัยพยานโจทก์มาเบิกความ ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังข้ออ้างของผู้คัดค้านดังกล่าว พยานหลักฐานของผู้ร้องที่นำสืบมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของผู้คัดค้าน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบุตรสืบสายโลหิตของนายประสิทธิ์ สมบูรณ์เจียร ผู้ตาย สำหรับพฤติการณ์ที่นายประสิทธิ์แสดงออกโดยเปิดเผยแก่บุคคลทั่วไปรับรองว่าผู้ร้องเป็นบุตรนั้น เห็นว่า บิดานายประสิทธิ์ยกนายประสิทธิ์ให้นางเนืองไปเลี้ยงดูแต่เด็ก เมื่อมารดาถึงแก่ความตายนายประสิทธิ์มิได้พักอาศัยอยู่กับบิดาญาติพี่น้องข้างบิดารวมทั้งผู้คัดค้านเป็นเวลาหลายปี แม้ไม่ปรากฏขอเท็จจริงชัดเจนว่านายประสิทธิ์มีพฤติการณ์แสดงออกต่อญาติข้างบิดาและเพื่อนบ้านแถวบ้านพักนายประสิทธิ์ซึ่งอยู่ต่างท้องที่กันรับรองว่าผู้ร้องเป็นบุตร แต่นายประสิทธิ์ได้แสดงออกต่อญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านของนางมยุราที่แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของนางมยุราถึงพฤติการณ์ดังกล่าว ถือได้ว่ามีพฤติการณ์ที่รู้กันอยู่ทั่วไปตลอดมาว่าผู้ร้องเป็นบุตรนายประสิทธิ์แล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านไม่เป็นสาระสำคัญอันจะทำให้ผลการวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1555
ป.วิ.พ. ม. 180 ม. 225
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสิทธิพงษ์ หิรัญโอภาสวงศ์
ผู้คัดค้าน — นายประเสริฐ แซ่ตั้ง
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
วิรัช ลิ้มวิชัย
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1645/2548
#113136
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอลงชื่อร่วมในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรสและขอค่าอุปการะเลี้ยงดู ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในเรื่องการตกลงหย่าขาดและแบ่งสินสมรส และศาลพิพากษาตามยอม ซึ่งตามสัญญาข้อ 1 จำเลยต้องปฏิบัติการขายที่ดิน 2 แปลง และนำเงินที่หักค่าใช้จ่ายแล้วมาชำระให้แก่โจทก์ ข้อ 2 จำเลยตกลงโอนที่ดิน 5 โฉนดให้แก่โจทก์ ข้อ 3 ที่ดินนอกจากนี้ให้เป็นของจำเลย ข้อ 4 โจทก์จำเลยตกลงหย่ากัน เมื่อโจทก์ได้รับเงินตามข้อ 1 และได้รับโอนตามข้อ 2 เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าที่ดินยังจำหน่ายไม่ได้และระยะเวลา 6 เดือน ที่กำหนดให้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จนั้นก็ผ่านไปแล้ว ซึ่งจำเลยก็รับในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาลงวันที่ 3 ธันวาคม 2545 ว่ายังไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในข้อ 1 นี้ ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ครบถ้วน สถานภาพของการสมรสระหว่างโจทก์จำเลยยังคงมีผลตามกฎหมาย คู่สมรสคงต้องมีภาระหน้าที่รับผิดต่อบุคคลภายนอกหรืออาจได้รับความเสียหายจากการจัดการสินสมรสของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้เพื่อขอเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ฝ่ายเดียว โดยมีเหตุจำเลยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในการจัดการเกี่ยวกับที่ดินสินสมรส ชอบที่โจทก์จะขอเป็นผู้จัดการสินสมรสฝ่ายเดียวและจัดการแยกสินสมรส จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและเป็นคนละประเด็นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย โดยให้โจทก์มีอำนาจจัดการแยกสินสมรสได้ และให้หนี้สินที่จำเลยก่อขึ้นโดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมไม่ผูกพันโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า โจทก์ได้เคยฟ้องจำเลยจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 976/2543 ไว้แล้ว และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนี้ เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องโจทก์ไว้จึงเป็นการสั่งรับฟ้องไว้โดยผิดหลง ศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 มีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ และสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้อง ให้จำหน่ายคดีโจทก์จากสารบบความ และคืนค่าขึ้นศาล 200 บาท

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้ยกคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 โดยให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอลงชื่อร่วมในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรสและขอค่าอุปการะเลี้ยงดู ต่อมามีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวซึ่งเป็นเรื่องการตกลงหย่าขาดและแบ่งทรัพย์สินกันซึ่งพอแปลได้ว่าเป็นการตกลงแบ่งสินสมรสโดยมีข้อสัญญาว่าคู่กรณีไม่เรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีก แต่ตามข้อสัญญาก็มีข้อกำหนดในการไปจดทะเบียนหย่าว่า จำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาข้อ 1 คือการขายที่ดินตามที่ได้ตกลง 2 แปลง แล้วนำเงินที่หักค่าใช้จ่ายมาชำระให้แก่โจทก์ก่อน โดยจะดำเนินการขายให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ข้อ 2 จำเลยตกลงโอนที่ดิน 5 โฉนด ให้แก่โจทก์ ข้อ 3 ที่ดินนอกจากนี้ให้เป็นของจำเลย ข้อ 4 โจทก์จำเลยตกลงหย่ากัน เมื่อโจทก์ได้รับเงินตามข้อ 1 และได้รับโอนตามข้อ 2 เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าที่ดินยังจำหน่ายไม่ได้และระยะเวลา 6 เดือน ที่กำหนดให้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จนั้นก็ผ่านไปแล้ว ซึ่งจำเลยก็รับในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาลงวันที่ 3 ธันวาคม 2545 ว่ายังไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในข้อ 1 นี้ ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ครบถ้วน สถานภาพของการสมรสระหว่างโจทก์ จำเลยยังคงมีผลตามกฎหมาย คู่สมรสคงต้องมีภาระหน้ารับผิดต่อบุคคลภายนอก หรืออาจได้รับความเสียหายจากการจัดการสินสมรสของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้เพื่อขอเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ฝ่ายเดียว โดยมีเหตุจำเลยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในการจัดการเกี่ยวกับที่ดินสินสมรส ชอบที่โจทก์จะขอเป็นผู้จัดการสมรสฝ่ายเดียวและจัดการแยกสินสมรสได้ จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและเป็นคนละประเด็นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1475 ม. 1531
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสว่างวรรณ สุวรรณทัต
จำเลย — นายเต็มใจ สุวรรณทัต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางสาวจรีรัตน์ โรจนาจิณ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย นาคขาว
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1645/2548
#267337
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมโดยตกลงหย่าขาดและแบ่งทรัพย์สิน แต่จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ครบถ้วนสถานภาพของการสมรสระหว่างโจทก์จำเลยยังคงมีผลตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ฝ่ายเดียว โดยมีเหตุจำเลยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในการจัดการที่ดินสินสมรสชอบที่โจทก์จะขอเช่นนั้นได้ จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและเป็นคนละประเด็นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย โดยให้โจทก์มีอำนาจจัดการแยกสินสมรสได้ และให้หนี้สินที่จำเลยก่อขึ้นโดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมไม่ผูกพันโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนคำร้องของจำเลยซึ่งขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ 3.1 ระบุว่า จำเลยนำเงินสินสมรสไปซื้อที่ดิน 16 แปลง แล้วโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อจำเลยเพียงผู้เดียว โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลยดำที่ 806/2542 คดีหมายเลยแดงที่ 976/2543 ปรากฏว่ามีการประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และหมายเลย 3 ดังนี้ เห็นว่า เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ชอบที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้ดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องโจทก์ไว้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 จึงเป็นการรับฟ้องไว้โดยผิดหลงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ และสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้อง ให้จำหน่ายคดีโจทก์จากสารบบความและคืนค่าขึ้นศาล 200 บาท

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้ยกคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 โดยให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "เห็นว่า ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอลงชื่อร่วมในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรสและขอค่าอุปการะเลี้ยงดูตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลย 2 ต่อมามีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลย 3 และศาลพิพากษาตามยอม ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวซึ่งเป็นเรื่องการตกลงหย่าขาดและแบ่งทรัพย์สินกันซึ่งพอแปลได้ว่าเป็นการตกลงแบ่งสินสมรสโดยมีข้อสัญญาว่าคู่กรณีไม่เรียกร้องใดๆ ต่อกันอีก แต่ตามข้อสัญญาก็มีข้อกำหนดในการไปจดทะเบียนหย่าว่า จำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาข้อ 1 คือการขายที่ดินตามที่ได้ตกลง 2 แปลง แล้วนำเงินที่หักค่าใช้จ่ายมาชำระให้แก่โจทก์ก่อน โดยจะดำเนินการขายให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ข้อ 2 จำเลยตกลงโอนที่ดิน 5 โฉนดให้แก่โจทก์ ข้อ 3 ที่ดินนอกจากนี้ให้เป็นของจำเลย ข้อ 4 โจทก์ จำเลยตกลงหย่ากัน เมื่อโจทก์ได้รับเงินตามข้อ 1และได้รับโอนตามข้อ 2 เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าที่ดินยังจำหน่ายไม่ได้และระยะเวลา 6 เดือน ที่กำหนดให้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จนั้นก็ผ่านไปแล้ว ซึ่งจำเลยก็รับในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาลงวันที่ 3 ธันวาคม 2545 ว่ายังไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในข้อ 1 นี้ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ครบถ้วน สถานภาพของการสมรสระหว่างโจทก์จำเลยยังคงมีผลตามกฎหมาย คู่สมรสคงต้องมีภาระหน้าที่รับผิดต่อบุคคลภายนอก หรืออาจได้รับความเสียหายจากการจัดการสินสมรสของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้เพื่อขอเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ฝ่ายเดียว โดยมีเหตุจำเลยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในการจัดการเกี่ยวกับที่ดินสินสมรส ชอบที่โจทก์จะขอเป็นผู้จัดการสินสมรสฝ่ายเดียวและจัดการแยกสินสมรสได้ จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและเป็นคนละประเด็นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสว่างวรรณ สุวรรณทัต
จำเลย — นายเต็มใจ สุวรรณทัต
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1645/2548
#269664
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอลงชื่อร่วมในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรสและขอค่าอุปการะเลี้ยงดู ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในเรื่องการตกลงหย่าขาดและแบ่งสินสมรส ศาลพิพากษาตามยอม ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวโจทก์และจำเลยตัองปฏิบัติดังนี้ ข้อ 1 จำเลยต้องขายที่ดินสองแปลงให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน แล้วนำเงินที่หักค่าใช้จ่ายมาชำระให้แก่โจทก์ ข้อ 2 จำเลยตกลงโอนที่ดิน 5 โฉนดให้แก่โจทก์ ข้อ 3 ที่ดินนอกจากนี้ให้เป็นของจำเลยข้อ 4 โจทก์จำเลยตกลงหย่ากัน เมื่อโจทก์ได้รับเงินตามข้อ 1 และได้รับโอนตามข้อ 2 เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าจำเลยยังจำหน่ายที่ดินตามข้อ 1 ไม่ได้ และระยะเวลา 6 เดือนที่กำหนดไว้ผ่านไปแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ครบถ้วน สถานภาพของการสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย ยังคงมีผลตามกฎหมาย คู่สมรสคงต้องมีภาระหน้าที่รับผิดต่อบุคคลภายนอกหรืออาจได้รับความเสียหายจากการจัดการสินสมรสของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้เพื่อขอเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ฝ่ายเดียว โดยมีเหตุจำเลยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในการจัดการเกี่ยวกับที่ดินสินสมรส ชอบที่โจทก์จะขอเป็นผู้จัดการสินสมรสฝ่ายเดียวและจัดการแยกสินสมรส จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและเป็นคนละประเด็นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย โดยให้โจทก์มีอำนาจจัดการแยกสินสมรสได้ และให้หนี้สินที่จำเลยก่อขึ้นโดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมไม่ผูกพันโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนคำร้องของจำเลยซึ่งขออนุญาตยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ 3.1 ระบุว่า จำเลยนำเงินสินสมรสไปซื้อที่ดิน 16 แปลง แล้วโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อจำเลยพียงผู้เดียว โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 806/2542 คดีหมายเลขแดงที่ 976/2543 ปรากฏว่ามีการประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และหมายเลข 3 ดังนี้ เห็นว่า เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ชอบที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะได้ดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฟ้องโจทก์ไว้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 จึงเป็นการสั่งรับฟ้องไว้โดยผิดหลงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ และสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้อง ให้จำหน่ายคดีโจทก์จากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอทุธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้ยกคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 โดยให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วดำเนินการต่อไป

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอลงชื่อร่วมในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรสและขอค่าอุปการะเลี้ยงดูตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ต่อมามีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารฟ้องหมายเลข 3 และศาลพิพากษาตามยอม ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวซึ่งเป็นเรื่องการตกลงหย่าขาดและแบ่งทรัพย์สินกันซึ่งพอแปลได้ว่าเป็นการตกลงแบ่งสินสมรสโดยมีข้อสัญญาว่าคู่กรณีไม่เรียกร้องใดๆ ต่อกันอีกแต่ตามข้อสัญญาก็มีข้อกำหนดในการไปจดทะเบียนหย่าว่า จำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาข้อ 1 คือการขายที่ดินตามที่ได้ตกลง 2 แปลง แล้วนำเงินที่หักค่าใช้จ่ายมาชำระให้แก่โจทก์ก่อน โดยจะดำเนินการขายให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ข้อ 2 จำเลยตกลงโอนที่ดิน 5 โฉนดให้แก่โจทก์ ข้อ 3 ที่ดินนอกจากนี้ให้เป็นของจำเลย ข้อ 4 โจทก์ จำเลยตกลงหย่ากัน เมื่อโจทก์ได้รับเงินตามข้อ 1 และได้รับโอนตามข้อ 2 เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าที่ดินยังจำหน่ายไม่ได้และระยะเวลา 6 เดือน ที่กำหนดให้ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แล้วเสร็จนั้นก็ผ่านไปแล้ว ซึ่งจำเลยก็รับในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฎีกาลงวันที่ 3 ธันวาคม 2545 ว่ายังไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในข้อ 1 นี้ ดังนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ครบถ้วน สถานะภาพของการสมรสระหว่างโจทก์ จำเลยยังคงมีผลตามกฎหมาย คู่สมรสคงต้องมีภาวะหน้าที่รับผิดต่อบุคคลภายนอก หรืออาจได้รับความเสียหายจากการจัดการสินสมรสของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยคดีนี้เพื่อขอเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ฝ่ายเดียว โดยมีเหตุจำเลยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในการจัดการเกี่ยวกับที่ดินสินสมรส ชอบที่โจทก์จะขอเป็นผู้จัดการสมรสฝ่ายเดียวและจัดการแยกสินรสได้ จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมและเป็นคนละประเด็นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1484 ม. 1515 ม. 1531 ม. 1532
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสว่างวรรณ สุวรรณทัต
จำเลย — นายเต็มใจ สุวรรณทัต
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ