คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1581/2548
#269860
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในวันเกิดเหตุ เจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวนได้เชิญบิดาและญาติพี่น้องจำเลยไปที่สถานีตำรวจ ทำให้จำเลยต้องยอมเข้ามอบตัวและให้การรับสารภาพเพื่อให้เจ้าพนักงานปล่อยตัวบิดาและญาติพี่น้องของจำเลย ก็เป็นการตัดสินใจโดยอิสระของจำเลยเอง เพราะเจ้าพนักงานตำรวจมิได้จับกุมหรือดำเนินคดีแก่บิดาหรือญาติพี่น้องของจำเลย เป็นแต่เพียงการเชิญตัวไปในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อจับกุมจำเลยซึ่งเป็นคนร้ายเท่านั้น เมื่อจำเลยเข้ามอบตัวความจำเป็นที่จะต้องสืบสวนเพื่อจับกุมจำเลยย่อมหมดไป จึงไม่มีเหตุผลที่พนักงานสอบสวนจะหยิบยกเงื่อนไขการปล่อยตัวบิดาและญาติพี่น้องของจำเลยขึ้นมาเสนอเพื่อจูงใจหรือเป็นคำมั่นสัญญาให้จำเลยยอมรับสารภาพ ทั้งตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหา และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพมีรายละเอียดของการกระทำความผิดตามลำดับทุกขั้นตอน เชื่อมโยงและสอดคล้องกับวัตถุของกลาง ร่องรอยวิถีกระสุนสภาพศพและสถานที่เกิดเหตุโดยมีภาพถ่ายประกอบอย่างชัดเจนไม่มีข้อพิรุธคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 และมาตรา 226

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 289 (4) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ลงโทษประหารชีวิต ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 1 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นจำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน แต่เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเรียงกระทงลงโทษความผิดฐานอื่นได้อีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง นายชม ศรีสุข ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิง กระสุนถูกบริเวณคอ เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารท้ายฟ้อง ความผิดฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาในปัญหาข้อนี้มาด้วยก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนายชม ศรีสุข ผู้ตายหรือไม่ โจทก์มีนางปานใจ ชาวนา ภริยาผู้ตายเป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานกรีดน้ำยางพาราต้นสุดท้ายของแถวที่ 2 เสร็จแล้วกำลังจะเดินไปกรีดต่อในแถวที่ 3 ส่วนผู้ตายกำลังกรีดน้ำยางพาราอยู่ที่ต้นสุดท้ายของแถวที่ 1 มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จากทางด้านซ้ายมือของพยานซึ่งผู้ตายกำลังกรีดยางพารา พยานหันไปดูเห็นผู้ตายล้มลงตะเกียงแก๊สที่ติดไว้ที่หน้าผากของผู้ตายดับ พยานเข้าใจว่าผู้ตายถูกยิงจึงปลดตะเกียงแก๊สที่ติดไว้ที่ศีรษะของพยานออกแล้วดับตะเกียงแก๊สพร้อมกับถอดเสื้อยืดสีขาวออกเพื่อมิให้คนร้ายมองเห็น จากนั้นพยานนั่งแอบอยู่ที่ใต้ต้นยางพาราห่างจากที่ผู้ตายล้มประมาณ 6 เมตร ต่อมาประมาณ 1 ถึง 2 นาที พยานเห็นคนร้ายถือไฟฉาย 1 กระบอก เดินมายืนที่ผู้ตายล้มอยู่ พยานมองเห็นหน้าคนร้ายไม่ชัดเห็นแต่รูปร่างลักษณะท่าทางเป็นเงา จำได้ว่าคล้ายกับจำเลยซึ่งรู้จักกันมาก่อน คนร้ายถืออาวุธปืนยาวมาด้วย 1 กระบอก และใช้ไฟฉายส่องดูผู้ตายประมาณ 2 นาที เข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จึงเดินจากไป พยานเข้าไปดูผู้ตายเห็นนอนนิ่งจึงวิ่งไปบอกเพื่อนคนงานให้มาดูผู้ตาย หลังจากนั้นเพื่อนบ้านได้พาพยานไปแจ้งความ ร้อยตำรวจเอกประชา เนียมสุภาพ พยานโจทก์ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เวรป้องกันปราบปรามเบิกความว่าเมื่อพยานได้รับแจ้งเหตุแล้ว พยานกับพวกได้เดินทางไปดูที่เกิดเหตุและพบกับนางปานใจ พยานสอบถามนางปานใจบอกแก่พยานว่าจำเลยเป็นคนยิงผู้ตาย พยานจึงเดินทางไปที่บ้านจำเลยทันที แต่นายกระจ่าง สุขขา บิดาจำเลยแจ้งแก่พยานว่าจำเลยไม่อยู่ พยานกับพวกจึงตรวจดูบริเวณรอบบ้านพบอาวุธปืนลูกซองยาว 1 กระบอก ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้และปลอกกระสุนปืนลูกซองขนาดเบอร์ 12 อยู่ในรังเพลิง 1 ปลอก ซุกซ่อนอยู่ใต้ขอนไม้ขนุนซึ่งอยู่ระหว่างบ้านพักของจำเลยกับบ้านของนายกระจ่าง ห่างบ้านนายกระจ่างประมาณ 20 เมตร ลักษณะเพิ่งใช้ยิงมาใหม่ๆ จึงยึดเป็นของกลาง นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจโทจรูญ รักษาวงศ์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ โดยความสมัครใจ ขณะนำชี้ที่เกิดเหตุพยานพบหมอนกระสุนปืนขนาดเบอร์ 12 จำนวน 2 แผ่น ห่างที่พบศพผู้ตายประมาณ 15 เมตร จากนั้นได้ควบคุมตัวจำเลยไปที่บ้านพักของจำเลย พบกระสุนปืนลูกซองขนาดเบอร์ 12 จำนวน 1 นัด ไฟฉาย 1 กระบอก ซึ่งจำเลยให้การว่าเป็นกระสุนปืนที่เหลือจากการเตรียมไว้ใช้ยิงผู้ตาย ส่วนไฟฉายใช้ส่องทางไปยิงผู้ตาย พยานจึงยึดเป็นของกลางโดยมีบันทึกคำให้การผู้ต้องหา และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพพร้อมภาพถ่ายมาสืบสนับสนุน ที่จำเลยฎีกาว่า คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเกิดจากการจูงใจหรือมีคำมั่นสัญญาของพันตำรวจโทจรูญ พนักงานสอบสวนที่เสนอเงื่อนไขให้จำเลยรับสารภาพแล้วจะปล่อยตัวนายกระจ่างบิดาจำเลยกับญาติพี่น้องของจำเลยที่เจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวไว้ มิได้เกิดจากความสมัครใจจึงใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น เห็นว่า พันตำรวจโทจรูญในฐานะพนักงานสอบสวนเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านปฏิเสธในข้อนี้และยืนยันว่าขณะที่จำเลยเข้ามอบตัวนั้น เจ้าพนักงานตำรวจรู้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายแล้ว พยานมิได้แจ้งข้อหาหรือดำเนินคดีแก่นายกระจ่างบิดาจำเลยและญาติพี่น้องของจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้น ถึงแม้จะได้ความว่าในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวนจะได้เชิญนายกระจ่างบิดาจำเลยและญาติพี่น้องจำเลยไปที่สถานีตำรวจด้วย ทำให้จำเลยต้องยอมเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและให้การรับสารภาพเพื่อให้เจ้าพนักงานปล่อยตัวบิดาและญาติพี่น้องของจำเลยตามที่กล่าวอ้างมาในฎีกา ก็เป็นการตัดสินใจโดยอิสระของจำเลยเองมิได้เกิดจากการจูงใจหรือมีคำมั่นสัญญาของพนักงานสอบสวนแต่ประการใด เพราะเจ้าพนักงานตำรวจมิได้จับกุมหรือดำเนินคดีแก่บิดาหรือญาติพี่น้องของจำเลยเป็นแต่เพียงการเชิญตัวไปในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อจับกุมจำเลยซึ่งเป็นคนร้ายเท่านั้น เมื่อจำเลยเข้ามอบตัวความจำเป็นที่จะต้องสืบสวนเพื่อจับกุมจำเลยย่อมหมดไปจึงไม่มีเหตุผลที่พนักงานสอบสวนจะหยิบยกเงื่อนไขการปล่อยตัวบิดาและญาติพี่น้องของจำเลยขึ้นมาเสนอเพื่อจูงในหรือเป็นคำมั่นสัญญาให้จำเลยยอมรับสารภาพ ทั้งตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาและบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพมีรายละเอียดของการกระทำความผิดตามลำดับทุกขั้นตอน เชื่อมโยงและสอดคล้องกับวัตถุของกลางร่องรอยวิถีกระสุนปืน สภาพศพและสถานที่เกิดเหตุโดยมีภาพถ่ายประกอบอย่างชัดเจนไม่มีข้อพิรุธ เมื่อไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนอันอาจเป็นเหตุให้กลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยได้ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยความสมัครใจเพราะรู้สำนึกผิดเพื่อการบรรเทาโทษตามที่จำเลยได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวน คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนจึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 และมาตรา 226 ดังนั้น แม้โจทก์จะมีนางปานใจเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว และตามคำเบิกความของนางปานใจมิได้ยืนยันให้แน่ชัดว่าจำเลยเป็นคนร้ายตามที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่พฤติการณ์ของคนร้ายที่นางปานใจพบเห็น ประกอบวัตถุพยานและคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวชี้ชัดว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายจริงดังฟ้อง พยานฐานที่อยู่ของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่
จำเลย — นายสมชายหรือเขียว สุขขา
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1578/2548
#271855
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท อันเป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง ส่วนคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารของจำเลย และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคสาม

ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตน ผู้ร้องอยู่ในที่ดินพิพาทในฐานะบริวารของจำเลย ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องมีสิทธิพิเศษเหนือที่ดินพิพาทเพราะผู้ร้องคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาท เป็นการเปลี่ยนเจตนายึดถือที่ดินมาเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องแย่งการครอบครองเกิน 1 ปีแล้ว จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ ฎีกาของผู้ร้องจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

ศาลพิพากษาขับไล่จำเลยกับบริวาร ผู้ร้องจะยื่นคำร้องว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่ เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับผู้ร้องในชั้นบังคับคดีเพียงว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไร่ละ 500 บาทต่อเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยกับบริวารจะออกไปจากที่ดิน คดีถึงที่สุดจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการบังคับคดี

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากบ้านเลขที่ 110/2 หมู่ที่ 3 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นของผู้ร้อง โดยเมื่อประมาณปี 2526 ผู้ร้องเช่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ จากโจทก์เพื่อทำไร่และเลี้ยงสัตว์แล้วผู้ร้องปลูกสร้างบ้านดังกล่าวบนที่ดินที่เช่า ต่อมาปี 2538 ผู้ร้องเปลี่ยนลักษณะการยึดถือที่เช่ามาเป็นการยึดถือเพื่อตนโดยไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์และเมื่อปี 2539 เจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินบริเวณดังกล่าว ผู้ร้องได้คัดค้านอันเป็นการยืนยันเปลี่ยนแปลงเจตนาการยึดถือที่ดิน นับถึงวันยื่นคำร้องนี้เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปีแล้ว ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย ขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยเช่าที่ดินตามฟ้องจำนวน 8 ไร่ จากโจทก์ เพื่อทำเกษตรกรรมเมื่อปี 2524 ผู้ร้องไม่เคยมีความสัมพันธ์กับโจทก์ หากผู้ร้องอยู่อาศัยบนที่ดินพิพาทก็เป็นการอยู่โดยอาศัยสิทธิของจำเลย ผู้ร้องเป็นบริวารจำเลยขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีติดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ฎีกาของผู้ร้องดังกล่าวเป็นปัญหาข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลย เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทแล้วถือว่าปัญหาดังกล่าวเป็นอันยุติ คงมีปัญหาเกี่ยวกับผู้ร้องในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาเพียงว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องดังกล่าว ที่ผู้ร้องฎีกาต่อไปว่าผู้ร้องได้รับโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมาจากจำเลยโดยชอบนั้นตามคำร้องของผู้ร้องคงกล่าวอ้างแต่เพียงว่า ผู้ร้องเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ จำเลยกับผู้ร้องไม่เกี่ยวข้องกัน ปัญหาที่ผู้ร้องฎีกาจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาสุดท้ายตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ ซึ่งคดีเดิมเป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท อันเป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง และคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น คดีนี้จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคสาม แห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตน ผู้ร้องอยู่ในที่ดินพิพาทในฐานะบริวารของจำเลย ที่ผู้ร้องฎีกาในปัญหานี้ว่าผู้ร้องมีสิทธิพิเศษเหนือที่ดินพิพาทเพราะผู้ร้องคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทเมื่อปี 2538 เป็นการเปลี่ยนเจตนายึดถือที่ดินมาเป็นของผู้ร้องซึ่งโจทก์ทราบแล้ว ผู้ร้องแย่งการครอบครองเกิน 1 ปีแล้วจึงเป็นการโตแย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของผู้ร้องจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ
ผู้ร้อง — นายประสาท สุขพูล
จำเลย — นางเจ่ม่วยหรือม่วย มุมแดง
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1577/2548
#268063
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคโดยพนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ในกรณีที่โจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย โดยชำระเงินจองและผ่อนชำระราคาไปแล้ว ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารรายเดียวกันอีก จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาโจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอตัดรายชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้อง ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโครงการเมืองทองสุขสวัสดิ์ แปลงหมายเลข ดับเบิลยู เอ 0224 ราคา 759,000 บาทจำเลย โดยชำระเงินให้จำเลยไปแล้วจำนวน 189,750 บาท จำเลยตกลงจะก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ภายในกำหนด 24 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ครั้นครบกำหนดจำเลยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ โจทก์จึงมีหนังสือขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายในวันที่ 18 กรกฎาคม 2543 หากพ้นกำหนดให้ถือว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา จำเลยเพิกเฉย คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 64,594 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน 254,344 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 189,750 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1640/2543 ซึ่งพนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 189,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีหมายเลขดำที่ 1640/2543 ของศาลแพ่งหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 1640/2543 ของศาลแพ่งเอกสารท้ายฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาโต้แย้งว่า คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ในกรณีที่โจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย โดยชำระเงินจองและผ่อนชำระราคาไปแล้ว 189,750 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์คดีนี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารรายเดียวกันอีกในวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลอื่นอันเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาโจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอตัดรายชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้องเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2544 ตามสำเนาคำร้องเอกสารท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่าการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบหรือไม่"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวัชชัย ริ้วฉิม
จำเลย — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1577/2548
#269592
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยพนักงานอัยการในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ในกรณีที่โจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย โดยชำระเงินจองและผ่อนชำระราคาไปแล้ว ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์คดีนี้ การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารรายเดียวกันอีก จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันเป็นเพียงซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาโจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอตัดรายชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้อง ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารโครงการเมืองทองสุขสวัสดิ์ จากจำเลย โดยชำระเงินให้จำเลยไปแล้วจำนวน 189,750 บาท จำเลยตกลงจะก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ภายในกำหนด 24 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ครั้นครบกำหนดจำเลยไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ โจทก์จึงมีหนังสือขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา หากพ้นกำหนดให้ถือว่าหนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา จำเลยเพิกเฉย คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 64,594 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน 254,344 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 189,750 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 189,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มกราคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 1640/2543 ของศาลแพ่งว่า คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์คดีนี้ในกรณีที่โจทก์คดีนี้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารจากจำเลย โดยชำระเงินจองและผ่อนชำระราคาไปแล้ว 189,750 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์คดีนี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยที่โจทก์ได้ชำระไปตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารรายเดียวกันอีกในวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลอื่นอันเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาโจทก์ในคดีก่อนจะขอแก้ไขคำฟ้องโดยขอตัดรายชื่อโจทก์คดีนี้จากคำฟ้องเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2544 ตามสำเนาคำร้องเอกสารท้ายคำแก้ฎีกาของโจทก์ ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์คดีนี้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลับเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่าการบอกเลิกสัญญาของโจทก์ชอบหรือไม่"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวัชชัย ริ้วฉิม
จำเลย — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1573/2548
#269853
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ถือเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้กักขังจำเลยไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น จึงกักขังจำเลยแทนค่าปรับได้เพียง 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 30 วรรคแรก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กักขังจำเลย 2 ปี แทนค่าปรับ 200,000 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง จำคุก 16 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี และปรับ 200,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรลงโทษจำเลยสถานเบากว่าที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นับเป็นความผิดที่เป็นต้นเหตุทำให้สังคมเสื่อมทรามลงและยังบ่อนทำลายสถาบันครอบครัวและวัฒนธรรมอันดีงามของชาติเป็นภัยร้ายแรงที่แพร่ระบาดในหมู่เยาวชนที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนตลอดจนประชาชนทั่วไปที่อยู่ในวัยทำงาน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งรัฐได้พยายามประชาสัมพันธ์ทางสื่อประเภทต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบและตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติดให้โทษตามที่กล่าวมาแล้วอยู่เสมอ แต่จำเลยก็มิได้นำพา กลับมากระทำความผิดในคดีนี้โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติและสังคมส่วนรวม ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้มีจำนวน 800 เม็ด น้ำหนัก 71.64 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 13.708 กรัม หากแพร่ระบาดสู่ประชาชน ย่อมก่อให้เกิดอันตรายแก่สังคมเป็นอย่างยิ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกและโทษปรับแก่จำเลยมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เกี่ยวกับการบังคับชำระค่าปรับจากจำเลย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ถือเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้กักขังจำเลยไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับก็กักขังได้เพียง 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 วรรคแรก แต่ตามหมายจำคุกและกักขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กักขังจำเลย 2 ปี แทนค่าปรับ 200,000 บาท ซึ่งเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นางสาวรสสุคนธ์หรือหนิง ขันทอง
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1564/2548
#113190
เปิดฉบับเต็ม

การออกโฉนดที่ดินเลขที่ 24285 ถึง 24289 ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป ทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งต้องอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24285 ของจำเลยล้ำเข้าไปอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ของโจทก์ โจทก์มีเจตนาซื้ออาคารเลขที่ 56/56 และ ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าวโดยไม่รวมถึงที่ดินพิพาท โดยโจทก์ได้ใช้ผนังด้านข้างของอาคารเลขที่ 56/56 กับรั้วที่สร้างต่อจากแนวผนังด้านข้างของอาคารกั้นระหว่างอาคารเลขที่ 56/56 กับที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยปลูกต้นไม้ประดับไว้ โจทก์จดทะเบียนรับโอนอาคารและที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารโดยไม่มีเจตนาซื้อที่ดินพิพาท ทั้งไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อน จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้อง จากจำเลย

การได้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ต้องเป็นการได้สิทธิในที่ดินที่ได้จดทะเบียนแล้ว และที่ดิน ที่ได้นั้นต้องเกิดจากเอกสารสิทธิของที่ดินที่ออกโดยชอบ คดีนี้โจทก์จดทะเบียนรับโอนอาคารและที่ดินโฉนดเลขที่ 24286 โดยไม่มีเจตนาซื้อที่ดินรวมไปถึงที่ดินพิพาท จำเลยจดทะเบียนรับโอนที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทและจำเลย ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่การออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามเจตนาของผู้ขอออกโฉนดที่ดินทำให้ ที่ดินพิพาทซึ่งต้องอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24285 กลับไปอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ของโจทก์ ดังนี้ โจทก์จะอ้างสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ซึ่งคลาดเคลื่อนไปหาได้ไม่

โฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ของโจทก์ ซึ่งรุกล้ำที่ดินพิพาทของจำเลยออกโดยคลาดเคลื่อน ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ในส่วนที่ออกโดยคลาดเคลื่อนนั้นได้ ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 61 แม้จำเลย จะมิได้ขอให้ศาลเพิกถอนก็ตาม เนื่องจาก มาตรา 61 วรรคแปด บัญญัติรองรับว่า ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด และเมื่อความในมาตรา 61 วรรคแปด ดังกล่าวบัญญัติถึงกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินโดยกำหนดวิธีการให้เจ้าพนักงานที่ดินต้องดำเนินการตามคำพิพากษานั้นอย่างไร ซึ่งจำเลยสามารถนำคำพิพากษาอันถึงที่สุดไปดำเนินการให้ได้รับผลตามคำพิพากษาได้ จึงไม่จำต้องอาศัยคำพิพากษาบังคับโจทก์ให้ไปดำเนินการขอรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินอีก

จำเลยและจำเลยร่วมยื่นอุทธรณ์มาในคำฟ้องอุทธรณ์ฉบับเดียวกัน และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ร่วมกัน แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วม เพราะยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ต้องคืนให้แก่จำเลยร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลูกสร้างรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ กว้างประมาณ 1 วา ยาวตลอดแนว คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางวา โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยทำไว้ออกจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยไม่ยอม จึงเป็นการละเมิด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารให้รื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของจำเลยออกไปให้พ้นเขตที่ดินของโจทก์ และ ห้ามไม่ให้เข้ายุ่งเกี่ยว ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์ทราบว่าจำเลยซื้อที่ดินจากนายวิจัย และนายพิชัย ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทตามฟ้อง จำเลยครอบครองเป็นเจ้าของสืบเนื่องติดต่อกันมาเกินกว่า 6 ปีแล้ว ส่วนโจทก์ซื้ออาคารทาวน์เฮาส์พร้อมที่ดินจากนางสาวปรัชญา ซึ่งไม่รวมถึงที่ดินพิพาท ความจริงที่ดินของโจทก์ จำเลยและที่ดินบริเวณใกล้เคียงกันเป็นหมู่บ้านจัดสรรซึ่งนายวิจัยกับพวกได้ร่วมกันปลูกสร้างอาคารทาวน์เฮาส์ขายให้แก่บุคคลทั่วไป เดิมที่ดินก่อนแบ่งแยกเป็นรูปสามเหลี่ยมทรงพีระมิด เมื่อนายวิจัยกับพวกปลูกสร้างอาคารในที่ดินเสร็จแล้วปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินผิดพลาด โฉนดที่ดินแปลงย่อยที่ออกให้ใหม่ ไม่ตรงกับแนวของอาคาร ทำให้อาคารที่ปลูกสร้างล้ำเข้าไปในโฉนดที่ดินข้างเคียง 3 หลัง คือ อาคารเลขที่ 56/56 ของโจทก์ล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 24287 ของนางสาวน้ำทิพย์ ประมาณ 10 ตารางวา อาคารเลขที่ 56/57 ของนางสาวน้ำทิพย์ล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 24288 ของนายประจวบและนางบุญลือ บิดามารดาโจทก์ประมาณ 10 ตารางวา อาคารเลขที่ 56/58 ล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนด เลขที่ 24289 ของบิดามารดาโจทก์ประมาณ 10 ตารางวา โจทก์มีเจตนาซื้ออาคารเลขที่ 56/56 จากนางสาวปรัชญาพร้อมที่ดินจำนวน 17 ตารางวา และโจทก์ทราบดีว่าอาคารเลขที่ 56/56 ดังกล่าวไม่รวมถึงที่ดินพิพาทของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้โจทก์ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้ว จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยต่อพนักงานที่ดิน โดยให้โจทก์เสียค่าภาษี ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนทั้งหมด หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ซื้อที่ดินโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ทั้งได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยชอบ จำเลยไม่ได้ทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจำเลยจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท สิทธิของจำเลยใช้ต่อสู้โจทก์ไม่ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายพิชัย เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างหรือทรัพย์สินของจำเลยออกไปให้พ้นเขตที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง แต่ไม่เกิน 6 เดือน ยกฟ้องแย้ง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เพียงเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 4,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้โจทก์ขอรังวัดแก้ไขโฉนดที่ดินให้ที่ดินพิพาทเพิ่มเข้าไปในที่ดินของจำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์ ยกอุทธรณ์จำเลยร่วม ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ 24285 ถึง 24289 ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป ทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งต้องอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24285 ของจำเลยล้ำเข้าไปอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ของโจทก์ โจทก์มีเจตนาซื้ออาคารเลขที่ 56/56 และที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าวโดยไม่รวมถึงที่ดินพิพาท โดยโจทก์ได้ใช้ผนังด้านข้างของอาคารเลขที่ 56/56 กับรั้วที่สร้างต่อจากแนวผนังด้านข้างของอาคารกั้นระหว่างอาคารเลขที่ 56/56 กับที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยปลูกต้นไม้ประดับไว้ โจทก์ซึ่งจดทะเบียนรับโอนอาคารและที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารโดยไม่มีเจตนาซื้อที่ดินพิพาททั้งไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและโจทก์ไม่มีสิทธิเรียก ค่าเสียหายตามฟ้องจำเลย

การได้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ดังกล่าว ต้องเป็นการได้สิทธิในที่ดินที่ได้จดทะเบียนแล้ว และที่ดินที่ได้นั้นต้องเกิดจากเอกสารสิทธิของที่ดินที่ออกโดยชอบ คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วว่า โจทก์จดทะเบียนรับโอนอาคารและที่ดินโฉนดเลขที่ 24286 โดยไม่มีเจตนาซื้อที่ดินรวมไปถึงที่ดินพิพาท จำเลยจดทะเบียนรับโอนที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาท และจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่การออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามเจตนาของผู้ขอออกโฉนดที่ดิน ทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งต้องอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24285 กลับไปอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ของโจทก์ ดังนี้ โจทก์จะอ้างสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยการออกโฉนด ที่ดินเลขที่ 24286 ซึ่งคลาดเคลื่อนไปหาได้ไม่

คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ของโจทก์ซึ่งรุกล้ำที่ดินพิพาทของจำเลยออกโดย คลาดเคลื่อน ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ในส่วนที่ออกโดยคลาดเคลื่อนนั้นได้ตาม ป.อ. มาตรา 61 แม้จำเลยจะมิได้ขอให้ศาลเพิกถอนก็ตามเนื่องจากมาตรา 61 วรรคแปด บัญญัติรองรับว่า "ในกรณีที่ศาลมี คำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือ คำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด" และเมื่อความในมาตรา 61 วรรคแปด ดังกล่าวบัญญัติถึงกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดิน โดยกำหนดวิธีการให้เจ้าพนักงานที่ดินต้องดำเนินการตามคำพิพากษานั้นอย่างไร ซึ่งจำเลยสามารถนำคำพิพากษาอันถึงที่สุดไปดำเนินการให้ได้รับผลตามคำพิพากษาได้ โดยไม่จำต้องอาศัย คำพิพากษาบังคับโจทก์ให้ไปดำเนินการขอรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินอีก จึงเห็นสมควรให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้โจทก์ขอรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 และ 24285 นั้นเสีย

อนึ่ง จำเลยและจำเลยร่วมยื่นอุทธรณ์มาในคำฟ้องอุทธรณ์ฉบับเดียวกัน และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ร่วมกัน แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วมเพราะยื่นเมื่อพ้นระยะเวลาอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ต้องคืนให้แก่จำเลยร่วม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนโฉนดเลขที่ 24286 เฉพาะในส่วนที่รุกล้ำที่ดินพิพาทภายในเส้นสีเหลือง เนื้อที่ 12 ตารางวา ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้โจทก์ขอรังวัดแก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 และ 24285 และที่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1367 ม. 1373
ป.ที่ดิน ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตรีชาญสิลป ดิษาภิรมย์
จำเลย — นางสุนี ศุภศิริลักษณ์
จำเลยร่วม — นายพิชัย แซ่ตั้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางสาวอารีรัตน์ วงศ์ศักดิ์มณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจักร อุตตโม
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1564/2548
#269859
เปิดฉบับเต็ม

การได้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ต้องเป็นการได้สิทธิในที่ดินที่ได้จดทะเบียนแล้วและที่ดินที่ได้นั้นต้องเกิดจากเอกสารสิทธิของที่ดินที่ออกโดยชอบ เมื่อได้ความว่าโจทก์จดทะเบียนรับโอนอาคารและที่ดินโฉนดเลขที่ 24286 โดยไม่มีเจตนาซื้อที่ดินรวมไปถึงที่ดินพิพาท จำเลยจดทะเบียนรับโอนที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาท และจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่การออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามเจตนาของผู้ขอออกโฉนดที่ดิน ทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งต้องอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24285 กลับไปอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ของโจทก์ ดังนี้ โจทก์จะอ้างสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ซึ่งคลาดเคลื่อนไปหาได้ไม่

ป. ที่ดินฯ มาตรา 61 วรรคหนึ่ง ให้อธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายใช้อำนาจบริหารในการเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินซึ่งออกโดยคลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมายเสียได้ เมื่อคดีมาสู่ศาลและศาลเห็นว่าโฉนดที่ดินออกโดยคลาดเคลื่อน ศาลก็มีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินในส่วนที่ออกโดยคลาดเคลื่อนได้ มาตรา 61 วรรคแปด กำหนดวิธีการให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาถึงที่สุดไว้แล้ว ศาลไม่จำต้องพิพากษาบังคับให้คู่ความไปดำเนินการขอรังวัดแบ่งแยกโฉนดอีก

จำเลยและจำเลยร่วมยื่นอุทธรณ์มาในฉบับเดียวกัน และเสียค่าขึ้นศาลร่วมกัน เมื่อศาลไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วม คงวินิจฉัยแต่อุทธณณ์ของจำเลย จึงไม่มีค่าขึ้นศาลที่ต้องคืนให้จำเลยร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 24286 จำเลยปลูกสร้างรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางวา ขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวาร ให้รื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของจำเลยออกไปให้พ้นเขตที่ดินโฉนดพิพาท และห้ามไม่ให้เข้ายุ่งเกี่ยว ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์ทราบว่าจำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 24285 ตำบลกุดโง้ง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ความจริงที่ดินของโจทก์จำเลยและที่ดินบริเวณใกล้เคียงกันเป็นหมู่บ้านจัดสรรซึ่งนายวิจัยกับพวกได้ร่วมกันปลูกสร้างอาคารทาวน์เฮาส์ขายให้แก่บุคคลทั่วไปปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินผิดพลาด โฉนดที่ดินแปลงย่อยที่ออกให้ใหม่ไม่ตรงกับแนวของอาคาร ทำให้อาคารที่ปลูกสร้างล้ำเข้าไปในโฉนดที่ดินข้างเคียง จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ซื้ออย่างเป็นเจ้าของตามความเป็นจริงตลอดมา จำเลยจึงมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ทราบดีว่าอาคารที่โจทก์ซื้อไม่รวมถึงที่ดินพิพาทของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้โจทก์ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 24286 ตำบลกุดโง้ง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 10 ตารางวา ตามเส้นสีแดงในแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้อง แล้วจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีสาขาพนัสนิคม โดยให้โจทก์เสียค่าภาษี ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนทั้งหมดหากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายพิชัย แซ่ตั้ง เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างหรือทรัพย์สินของจำเลยออกไปให้พ้นเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 24286 ตำบลกุดโง้ว (ที่ถูกกุดโง้ง) อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 12 ตารางวา ภายในเส้นสีเหลือง ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ป.ล.1 (ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์) ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 มิถุนายน 2540) แต่ไม่เกิน 6 เดือน ยกฟ้องแย้ง

โจทก์ จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้โจทก์ขอรังวัดแก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 และ 24285 ตำบลกุดโง้ง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ให้ที่ดินพิพาทภายในเส้นสีเหลือง เนื้อที่ 12 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ป.ล.1 (ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์) เพิ่มเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 24285 ของจำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องโจทก์ ยกอุทธรณ์จำเลยร่วม ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยร่วม

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายวิจัย อมราลิขิตและจำเลยร่วมกับพวกได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4245 ตำบลกุดโง้ง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 61 ตารางวา เป็นที่ดินแปลงย่อยแล้วจัดสรรที่ดินขายเฉพาะที่ดินแปลงย่อย 5 แปลง ทางด้านทิศตะวันออกได้ปลูกสร้างอาคารทาวน์เฮ้าส์ 3 หลัง เลขที่ 56/56, 56/57 และ 56/58 ก่อนแล้วจึงรังวัดออกโฉนดที่ดินเลขที่ 24285 ถึง 24289 โดยโฉนดที่ดินเลขที่ 24285 และ 24289 ซึ่งอยู่ทั้งสองข้างของอาคารเป็นที่ดินว่างเปล่า ตามภาพถ่ายหมาย ล.15 และ ล.17 โจทก์ซื้ออาคารเลขที่ 56/56 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 24286 จากนางสาวปรัชญา สีมาจารย์ ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.11 จำเลยร่วมจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 24285 ให้แก่จำเลยตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.9 ที่ดินพิพาทภายในเส้นสีเหลืองเนื้อที่ 12 ตารางวา อยู่ติดอาคารเลขที่ 56/56 ของโจทก์ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ป.ล.1 (ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์) คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พยานจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า เมื่อปี 2532 สามีจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วได้ซื้อที่ดินที่นายวิจัยกับพวกจัดสรรเนื้อที่ 32 ตารางวา รวมถึงที่ดินพิพาท แต่เมื่อมีการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 24285 ในภายหลังปรากฏว่าโฉนดที่ดินระบุเนื้อที่เพียง 20 ตารางวา เป็นเพราะการรังวัดออกโฉนดที่ดินผิดพลาดไป และจำเลยมีนายวิจัยมาเบิกความสนับสนุนว่า นายวิจัยกับพวกได้นำที่ดินหลายแปลงมารวมกันจัดสรรขายโดยทำแผนผังและปลูกสร้างอาคารตามแผนผังให้ผู้ซื้อเลือก ต่อมาเดือนมิถุนายน 2533 ได้รวมที่ดินที่จัดสรรเป็นแปลงเดียวตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4245 ในเดือนกันยายน 2533 จึงรังวัดแบ่งแยกเป็นที่ดินแปลงย่อยประมาณ 57 แปลง เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อ ปรากฏว่ามีการรังวัดแบ่งแยกออกโฉนดที่ดินผิดพลาด 5 แปลง คือ โฉนดที่ดินเลขที่ 24285 ของจำเลยเนื้อที่ขาดไป 12 ตารางวา โฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ของโจทก์ล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยเนื้อที่ 12 ตารางวา อาคารเลขที่ 56/56 ของโจทก์ล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 24287 ของนางสาวน้ำทิพย์ กาญจนชลทรัพย์ ตามเอกสารหมาย ล.12 อาคารเลขที่ 56/57 ของนางสาวน้ำทิพย์ล้ำเข้าไปในโฉนดที่ดินเลขที่ 24288 ของนายประจวบ ดิษาภิรมย์ และนางบุญลือ ดิษาภิรมย์ บิดามารดาโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.13 ส่วนอาคารเลขที่ 56/58 ของนายประจวบและนางบุญลือก็ล้ำเข้าไปในโฉนดเลขที่ 24289 ของนายประจวบและบางบุญลืออีกแปลงหนึ่งตามเอกสารหมาย ล.14 ส่วนโจทก์เบิกความว่า โจทก์ซื้ออาคารเลขที่ 56/56 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 24286 เนื้อที่ 17 ตารางวา จากนางสาวปรัชญาโดยไม่ได้รังวัดสอบเขตที่ดิน เมื่อเข้าอยู่อาศัยแล้วจึงตรวจดูหลักเขตที่ดินปรากฏว่าตัวอาคารของโจทก์ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 24286 เพียง 8 ตารางวา ส่วนอาคารที่เหลืออีก 9 ตารางวา ล้ำเข้าไปในโฉนดที่ดินของนางสาวน้ำทิพย์และอาคารของนางสาวน้ำทิพย์ก็ล้ำเข้าไปในโฉนดที่ดินของนายประจวบและนางบุญลือเป็นการเจือสมพยานจำเลยได้รับฟังได้ว่า การออกโฉนดที่ดินเลขที่ 24285 ถึง 24289 ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป ทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งต้องอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24285 ของจำเลยล้ำเข้าไปอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ของโจทก์ โจทก์มีเจตนาซื้ออาคารเลขที่ 56/56 และที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าวโดยไม่รวมถึงที่ดินพิพาท ดังจะเห็นได้จากภาพถ่ายอาคารเลขที่ 56/56 หมาย ล.15 ล.17 และ ป.จ.1 (ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์) ประกอบแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ป.ล.1 (ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์) โจทก์ได้ใช้ผนังด้านข้างของอาคารเลขที่ 56/56 กับรั้วที่สร้างต่อจากแนวผนังด้านข้างของอาคารกั้นระหว่างอาคารเลขที่ 56/56 กับที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยปลูกต้นไม้ประดับไว้ โจทก์ซึ่งจดทะเบียนรับโอนอาคารและที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารโดยไม่มีเจตนาซื้อที่ดินพิพาท ทั้งไม่เคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาก่อนจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องจากจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาข้อต่อมาว่า โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จำเลยยังมิได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยจึงยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง นั้น เห็นว่า การได้สิทธิตามมาตรา 1299 วรรคสอง ดังกล่าว ต้องเป็นการได้สิทธิในที่ดินที่ได้จดทะเบียนแล้ว และที่ดินที่ได้นั้นต้องเกิดจากเอกสารสิทธิของที่ดินที่ออกโดยชอบ คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วว่า โจทก์จดทะเบียนรับโอนอาคารและที่ดินโฉนดเลขที่ 24286 โดยไม่มีเจตนาซื้อที่ดินรวมไปถึงที่ดินพิพาทจำเลยจดทะเบียนรับโอนที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาท และจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่การออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามเจตนาของผู้ขอออกโฉนดที่ดินทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งต้องอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24285 กลับไปอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ของโจทก์ ดังนี้ โจทก์จะอ้างสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ซึ่งคลาดเคลื่อนไปหาได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า การเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินนั้น ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคหนึ่ง (ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้องคดี) บัญญัติให้อธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณีมีอำนาจสั่งแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้โจทก์ขอรังวัดแก้ไขโฉนดที่ดินจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคหนึ่ง ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2543 มาตรา 3 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันบัญญัติให้เฉพาะอธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินที่ได้ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย บทบัญญัติ มาตรา 61 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้องคดีและที่ใช้บังคับในปัจจุบันดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจบริหารในการเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินซึ่งออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเสียได้ คดีนี้มีข้อพิพาทมาสู่ศาลฎีกาและศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ของโจทก์ซึ่งรุกล้ำที่ดินพิพาทของจำเลยออกโดยคลาดเคลื่อน ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ในส่วนที่ออกโดยคลาดเคลื่อนนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 แม้จำเลยจะมิได้ขอให้ศาลเพิกถอนก็ตามเนื่องจากมาตรา 61 วรรคแปด บัญญัติรองรับว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้วให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด" และเมื่อความในมาตรา 61 วรรคแปด ดังกล่าวบัญญัติถึงกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดิน โดยกำหนดวิธีการให้เจ้าพนักงานที่ดินต้องดำเนินการตามคำพิพากษานั้นอย่างไร ซึ่งจำเลยสามารถนำคำพิพากษาอันถึงที่สุดไปดำเนินการให้ได้รับผลตามคำพิพากษาได้ โดยไม่จำต้องอาศัยคำพิพากษาบังคับโจทก์ให้ไปดำเนินการขอรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินอีก จึงเห็นสมควรให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้โจทก์ขอรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 และ 24285 นั้นเสีย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยและจำเลยร่วมยื่นอุทธรณ์มาในคำฟ้องอุทธรณ์ฉบับเดียวกัน และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ร่วมกัน แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วม เพราะยื่นเมื่อพ้นระยะเวลาอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยแล้วจึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ต้องคืนให้แก่จำเลยร่วม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 ตำบลกุดโง้ง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เฉพาะในส่วนที่รุกล้ำที่ดินพิพาทภายในเส้นสีเหลืองเนื้อที่ 12 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ป.ล.1 (ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์) ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ให้โจทก์ขอรังวัดแก้ไขโฉนดที่ดินเลขที่ 24286 และ 24285 และที่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299
ป.วิ.พ. ม. 229 ม. 150
ป.ที่ดิน ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตรีชาญสิลป ดิษาภิรมย์
จำเลย — นางสุนี ศุภศิริลักษณ์
จำเลยร่วม — นายพิชัย แซ่ตั้ง
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1562/2548
#269858
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 15 ที่บัญญัติว่า "ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้" เป็นการกำหนดหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องปฏิบัติต่อลูกจ้างให้เท่าเทียมกันในการจ้างงาน ไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างมีเพศแตกต่างกันเท่านั้น มีข้อยกเว้นให้ปฏิบัติแตกต่างกันได้ก็ต่อเมื่อลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติให้เท่าเทียมกันได้ ปรากฏว่าคำสั่งของผู้ร้องที่ให้ลูกจ้างเกษียณเมื่ออายุแตกต่างกัน โดยพนักงานคนงานชายและหญิงเกษียณอายุ 50 ปี บริบูรณ์ พนักงานโฟร์แมนชายและหญิงเกษียณอายุ 55 ปี บริบูรณ์ และพนักงานหัวหน้าโฟร์แมนชายและหญิงเกษียณอายุ 57 ปี เป็นการกำหนดโดยอาศัยตำแหน่งงานของลูกจ้างว่าลูกจ้างตำแหน่งใดจะเกษียณอายุเมื่อใด หาใช่เอาข้อแตกต่างในเรื่องเพศมาเป็นข้อกำหนดไม่ ลูกจ้างในตำแหน่งเดียวกันไม่ว่าชายหรือหญิงยังต้องเกษียณอายุโดยอาศัยหลักเกณฑ์เดียวกัน คำสั่งของผู้ร้องดังกล่าวจึงไม่ขัดกับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 15 ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 วรรคสอง และมิได้ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างผู้คัดค้านเนื่องจากการเกษียณอายุ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า วันที่ 11 มิถุนายน 2518 ผู้ร้องรับผู้คัดค้านเข้าเป็นพนักงาน ทำหน้าที่ช่างซ่อมบำรุงเครื่องปั่นด้าย เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2544 ผู้คัดค้านได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้าง ต่อมามีการยื่นข้อเรียกร้องจากสหภาพแรงงานต่อผู้ร้องเกี่ยวกับการครบเกษียณอายุการทำงานของพนักงานแต่ละประเภท ซึ่งในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบันยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงการเกษียณอายุของคนงาน ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับ มาตรา 15 บัญญัติว่า ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้ และมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 30 การที่ผู้ร้องขออนุญาตศาลเลิกจ้างผู้คัดค้านตามเงื่อนไขเกษียณอายุตามปกติเช่นที่ผู้ร้องปฏิบัติต่อลูกจ้างทั่วไป เป็นการยกเลิกสัญญาจ้างโดยให้สิทธิลูกจ้างชายและหญิงไม่เท่าเทียมกัน ผู้คัดค้านมีอายุ 50 ปีบริบูรณ์ หากผู้ร้องไม่มีการเลือกปฏิบัติการเกษียณอายุตามลักษณะตำแหน่งงาน ผู้คัดค้านยังสามารถทำงานต่อไปได้อีก 10 ปี หากนำการเกษียณอายุของหัวหน้าแผนกขึ้นไปทั้งชายหญิง ซึ่งเกษียณอายุที่ 60 ปีบริบูรณ์ มาเป็นมาตรฐานการเกษียณอายุ ผู้คัดค้านต้องเกษียณอายุเมื่อ 60 ปีบริบูรณ์ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องเรื่องการเกษียณอายุเป็นโมฆะ ผู้ร้องเลือกปฏิบัติการเกษียณอายุจึงเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านมีว่า คำสั่งของผู้ร้องที่ 16/2546, 17/2546 และ 18/2546 ที่ได้กำหนดการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ไม่เท่าเทียมกัน แต่ขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่งงานของลูกจ้างโดยกำหนดให้พนักงานคนงานชายและหญิงเกษียณอายุ 50 ปีบริบูรณ์ พนักงานโฟร์แมนชายและหญิงเกษียณอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และพนักงานหัวหน้าโฟร์แมนชายและหญิงเกษียณอายุ 57 ปีบริบูรณ์ ขัดกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 30 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ระดับตำแหน่งงานเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการและการบังคับบัญชา แต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่แตกต่างกัน กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 บัญญัติไว้ คำสั่งของผู้ร้องที่ 16/2546, 17/2546 และ 18/2546 ที่ได้กำหนดการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ไม่เท่ากัน จึงตกเป็นโมฆะ ไม่สามารถบังคับได้ ผู้ร้องต้องเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากเหตุเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 บัญญัติว่า "ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 30 วรรคสอง ที่ว่า "ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน" บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 ดังกล่าวที่ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงานนั้น เห็นได้ชัดว่า เป็นการกำหนดหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องปฏิบัติต่อลูกจ้างให้เท่าเทียมกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างมีเพศแตกต่างกันเท่านั้น มีข้อยกเว้นให้ปฏิบัติแตกต่างกันได้ก็ต่อเมื่อลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติให้เท่าเทียมกันได้ ในกรณีนี้ปรากฏว่าคำสั่งของผู้ร้องที่ 16/2546, 17/2546 และ 18/2546 ที่ให้ลูกจ้างเกษียณเมื่ออายุแตกต่างกัน เป็นการกำหนดโดยอาศัยตำแหน่งงานของลูกจ้างว่าลูกจ้างตำแหน่งใดจะเกษียณอายุเมื่อใด หาใช่เอาข้อแตกต่างในเรื่องเพศมาเป็นข้อกำหนดไม่ ลูกจ้างในตำแหน่งเดียวกันไม่ว่าชายหรือหญิงยังต้องเกษียณอายุโดยอาศัยหลักเกณฑ์เดียวกัน คำสั่งของผู้ร้องดังกล่าวจึงมิได้ขัดกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 30 วรรคสอง และมิได้ตกเป็นโมฆะดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ผู้คัดค้านเป็นพนักงานระดับพนักงานคนงานครบ 50 ปี บริบูรณ์ เข้าหลักเกณฑ์การเกษียณอายุการทำงานของพนักงานคนงานตามคำสั่งของผู้ร้องที่ 16/2546 ซึ่งเป็นคำสั่งที่ใช้บังคับในระหว่างพิจารณาและกำหนดการเกษียณอายุตามคำสั่งนี้ก็มิได้น้อยกว่าที่ได้กำหนดไว้เดิมจึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ได้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 30 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 15
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ที ที แอล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — นายชลอ เชื้อแฉ่ง
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1551 -ที่ 1553/2548
#269616
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการพักงานตามมาตรา 116 และ 117 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาใช้บังคับได้ตามมาตรา 4 (2) เมื่อ พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ มิได้บัญญัติเรื่องการพักงานไว้ จึงต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โจทก์ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต จำเลยย่อมมีสิทธิพักงานโจทก์เพื่อสอบสวนได้ตามคู่มือและระเบียบปฏิบัติงานของจำเลย ซึ่งตามหมวด 3 ว่าด้วยวินัยและโทษทางวินัย ข้อ 7 วรรคสอง กำหนดว่า "ในระหว่างที่ถูกสั่งพักงานธนาคารจะควรจ่ายเงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่พึงได้รับหรือไม่อย่างไร กรรมการผู้จัดการใหญ่จะเป็นผู้สั่งการ" เมื่อต่อมากรรมการผู้จัดการใหญ่มีคำสั่งให้ไล่โจทก์ออกจากธนาคาร โดยงดจ่ายเงินพึงได้ใด ๆ ให้ทั้งสิ้น ประกอบกับบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 575 บัญญัติว่า "อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" หมายความว่า ลูกจ้างจะได้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง เมื่อจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์เนื่องจากมีข้อเท็จจริงอันควรเชื่อว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งเป็นคำสั่งพักงานที่ชอบโดยไม่ได้กลั่นแกล้ง และในระหว่างพักงานโจทก์มิได้ทำงานให้แก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างหรือเงินเดือนในระหว่างพักงานจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ และให้เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องในทำนองเดียวกันว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์ทั้งสามเป็นพนักงานของจำเลย เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 จำเลยได้มีคำสั่งพักงานโจทก์ทั้งสามและพนักงานอื่นรวม 4 คน โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสาม มีส่วนเกี่ยวข้องกับการถูกร้องเรียนกล่าวหาว่ากระทำการทุจริตและให้งดจ่ายเงินเดือน เงินช่วยเหลือ และเงินได้อื่นใดที่พึงได้ทั้งสิ้น ต่อมาจำเลยสอบสวนการกระทำความผิดดังกล่าว จนในที่สุดจำเลยได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามและพนักงานอื่นรวม 4 คน ให้มีผลเลิกจ้างย้อนหลังไปถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2542 การสั่งพักงานและเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยทำการสอบสวนโดยรวบรัด ไม่ได้แสวงหาพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดอย่างแท้จริง เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างพักงาน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินโบนัส เงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวตามคำขอของโจทก์แต่ละสำนวน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า การกระทำดังกล่าวของโจทก์ทั้งสามเป็นการแสวงหาประโยชน์จากจำเลยโดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ผิดวินัยพนักงานอย่างร้ายแรง จึงมีคำสั่งไล่ออก อันเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม และเมื่อโจทก์ทั้งสามกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยจึงงดจ่ายเงินพึงได้ใด ๆ ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสาม แต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ฟ้องเรียกเงินสะสมจากจำเลยภายในอายุความ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการพักงานตามมาตรา 116 และ 117 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับได้ตามมาตรา 4 (2) เมื่อพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มิได้บัญญัติเรื่องการพักงานไว้ จึงต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โจทก์ทั้งสามถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต จำเลยย่อมมีสิทธิพักงานโจทก์ทั้งสามเพื่อสอบสวนได้ตามคู่มือและระเบียบปฏิบัติงานของจำเลย ซึ่งตามหมวด 3 ว่าด้วยวินัยและโทษทางวินัย ข้อ 7 วรรคสอง กำหนดไว้ว่า "ในระหว่างที่ถูกสั่งพักงาน ธนาคารจะควรจ่ายเงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่พึงได้รับหรือไม่อย่างไร กรรมการผู้จัดการใหญ่จะเป็นผู้สั่งการ" ซึ่งตามคู่มือและระเบียบปฏิบัติงานดังกล่าวให้อำนาจกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นผู้พิจารณาเมื่อกรรมการผู้จัดการใหญ่มีคำสั่งที่ ธ. 465/2543 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ให้ไล่โจทก์ทั้งสามออกจากธนาคาร โดยงดจ่ายเงินพึงได้ใด ๆ ให้ทั้งสิ้น ประกอบกับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ซึ่งบัญญัติว่า "อันว่าจ้างแรงงานนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" หมายความว่า ลูกจ้างจะได้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง เมื่อจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ทั้งสามเนื่องจากมีข้อเท็จจริงอันควรเชื่อว่าโจทก์ทั้งสามมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตซึ่งเป็นคำสั่งพักงานที่ชอบโดยไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสามและในระหว่างพักงานโจทก์ทั้งสามมิได้ทำงานให้แก่จำเลย จึงไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างหรือเงินเดือนในระหว่างพักงานจากจำเลย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 (2) ม. 116 ม. 117
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมภณ บุญปั้น กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1551/2548
#267362
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นพนักงานของธนาคารจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการพักงานตามมาตรา 116 และ 117 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับได้ตามมาตรา 4 (2) เมื่อ พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มิได้บัญญัติเรื่องการพักงานไว้ จึงต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โจทก์ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต จำเลยย่อมมีสิทธิพักงานโจทก์เพื่อสอบสวนได้ตามคู่มือและระเบียบปฏิบัติงาน หมวด 3 วินัยและโทษทางวินัยข้อ 7 วรรคหนึ่ง

คู่มือและระเบียบปฏิบัติงาน หมวด 3 วินัยและโทษทางวินัยข้อ 7 วรรคสอง ที่กำหนดไว้ว่า "ในระหว่างที่ถูกสั่งพักงาน ธนาคารจะควรจ่ายเงินเดือนหรือเงินอื่นใดพี่พึงได้รับหรือไม่อย่างไร กรรมการผู้จัดการใหญ่จะเป็นผู้สั่งการ" เป็นการให้อำนาจกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นผู้พิจารณา เมื่อกรรมการผู้จัดการใหญ่มีคำสั่งให้ไล่โจทก์ออกจากธนาคาร โดยงดจ่ายเงินพึงได้ใดๆ ให้ทั้งสิ้น ประกอบกับตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 ลูกจ้างจะได้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง เมื่อจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์เนื่องจากมีข้อเท็จริงอันควรเชื่อว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตซึ่งเป็นคำสั่งพักงานที่ชอบโดยไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์และในระหว่างพักงานโจทก์มิได้ทำงานให้แก่จำเลย จึงไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างหรือเงินเดือนในระหว่างพักงานจากจำเลย

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นของจำเลยไม่ชอบ เพราะรับฟังข้อเท็จจริงจากคำซัดทอดของผู้กระทำผิดที่มุ่งใส่ความโจทก์เพื่อให้ตนเองพ้นผิด รับฟังคำให้การของพยานที่ให้การเท็จโดยไม่สมเหตุผล และเป็นการสอบพยานหลักฐานฝ่ายเดียวโดยไม่ให้โอกาสโจทก์ได้คัดค้านและนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์หักล้างทำให้รับฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน เป็นเหตุให้ศาลแรงงานกลางนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยคดี จึงทำให้การวินิจฉัยคดีของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

โจทก์เป็นพนักงานของธนาคารจำเลยซึ่งต้องได้รับความเชื่อถือจากประชาชนเกี่ยวกับด้านการเงิน การกระทำผิดของโจทก์มีผลเสียหายต่อฐานะการเงินของจำเลย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ประชาชนนำมาฝาก อีกทั้งกระทบต่อชื่อเสียงและความเชื่อถือของประชาชนมาก จึงเป็นการฝ่าฝืนในกรณีร้ายแรง จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง ประกอบระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 46 (3) ที่ศาลแรงงานกลางอ้าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) มานั้นไม่ถูกต้อง และเมื่อโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ และให้เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อประมาณปี 2513 โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานกับจำเลยตำแหน่งพนักงานบัญชี และได้เลื่อนตำแหน่งตลอดมาเป็นตำแหน่งผู้จัดการสาขาสิงห์บุรี ในช่วงวันที่ 1 มีนาคม 2527 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2535 และตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการเขตประจำสำนักงานเขตภาคกลาง 4 ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 77,395 บาท เงินช่วยเหลือค่าครองชีพเดือนละ 1,200 บาท เงินช่วยเหลือบุตรเดือนละ 100 บาท รวมค่าจ้างที่โจทก์ที่ 1 ได้รับทั้งสิ้นเดือนละ 78,695 บาท และยังได้รับเงินโบนัสงวดบัญชี 6 เดือน เท่ากับเป็นเงินเดือน 2 เดือน รวมปีละ 2 งวด เท่ากับ 4 เดือน โจทก์ที่ 2 ทำงานกับจำเลยเมื่อประมาณปี 2515 ตำแหน่งพนักงานบริการที่สาขาสิงห์บุรี ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานระดับ 3 ประจำสำนักงานเขตภาค 1 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 21,835 บาท เงินช่วยเหลือค่าครองชีพเดือนละ 1,200 บาท รวมค่าจ้างที่โจทก์ที่ 2 ได้รับเดือนละ 23,035 บาท และได้รับเงินโบนัสงวดบัญชี 6 เดือน เท่ากับเงินเดือน 2 เดือน รวมปีละ 2 งวด เท่ากับ 4 เดือน โจทก์ที่ 3 ทำงานกับจำเลยเมื่อประมาณปี 2513 ตำแหน่งพนักงานการเงิน ในช่วงตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2530 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2542 โจทก์ที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสาขาสิงห์บุรีตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานระดับ 6 ประจำสาขาเขตภาคกลาง 1 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 49,685 บาท เงินช่วยเหลือค่าครองชีพเดือนละ 1,200 บาท เงินช่วยเหลือบุตรเดือนละ 50 บาท เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตรเดือนละ 1,270 บาท รวมค่าจ้างที่โจทก์ที่ 3 ได้รับเดือนละ 52,205 บาท และโจทก์ที่ 3 ยังมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามงวดปิดบัญชี 6 เดือน เท่ากับเงินเดือน 2 เดือนรวมปีละ 2 งวด เท่ากับ 4 เดือน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 จำเลยได้มีคำสั่งพักงานโจทก์ทั้งสามและพนักงานอื่นรวม 4 คนโดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสามมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถูกร้องเรียนกล่าวหาว่ากระทำการทุจริตในขณะโจทก์ที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาสิงห์บุรี โจทก์ที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาสิงห์บุรี (ที่ถูกพนักงานเทเล้กซ์สาขาสิงห์บุรี) และโจทก์ที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยจัดการสาขาสิงห์บุรีและให้งดจ่ายเงินเดือน เงินช่วยเหลือดังกล่าวและเงินได้อื่นใดที่พึงได้ทั้งสิ้น ต่อมาจำเลยสอบสวนการกระทำความผิดดังกล่าว จนในที่สุดเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 จำเลยได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามและพนักงานอื่นรวม 4 คน ให้มีผลเลิกจ้างย้อนหลังไปถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2542 โดยอ้างเหตุว่าโจทก์ทั้งสามกับพวกได้ร่วมมือกันพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อในลักษณะเอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวก โดยฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งธนาคารจำเลย เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ผิดวินัยพนักงานอย่างร้ายแรง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจากการที่ไม่สามารถหนี้คืนจากลูกค้าของจำเลยที่สาขาสิงห์บุรีจำนวน 61 ราย เป็นเงิน 42,058,782.60 บาท และจำเลยประสงค์จะดำเนินการให้โจทก์ทั้งสามกับพวกรับผิดทางแพ่งชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย ต่อมาโจทก์ทั้งสามได้อุทธรณ์โทษทางวินัยและความผิดทางแพ่ง แต่จำเลยมีคำสั่งยืนโทษทางวินัยและความรับผิดทางแพ่งตามเดิม กางสั่งพักงานและเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามไม่ชอบกฎหมายเพราะจำเลยทำการสอบสวนโดยรวบรัด ไม่ได้แสวงหาพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดอย่างแท้จริง เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามได้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยทุกประการ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายตามที่จำเลยกล่าวหา การเลิกจ้างดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างพักงาน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินโบนัส เงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าเสียหายเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวตามคำขอของโจทก์แต่ละสำนวน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสามสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์ทั้งสามเป็นพนักงานของจำเลย แต่จำเลยได้มีคำสั่งไล่โจทก์ทั้งสามออกเพราะเมื่อครั้งที่โจทก์ที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาสิงห์บุรี โจทก์ที่ 2 ดำรงตำแหน่งพนักงานเทเล็กซ์ สาขาสิงห์บุรี โจทก์ที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสาขาสิงห์บุรี ได้ร่วมกับพนักงานอื่นพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในลักษณะเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวก โดยฝ่าฝืนระเบียบคำสั่งของจำเลยจนเป็นเหตุก่อให้เกิดลูกหนี้ที่มีปัญหาในการชำระหนี้คืนรวม 61 ราย ยอดหนี้เพียงวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 เป็นเงิน 42,058,782.60 บาท การกระทำดังกล่าวของโจทก์ทั้งสามทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นการแสวงหาประโยชน์จากจำเลยโดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ผิดวินัยพนักงานอย่างร้ายแรง จำเลยได้สอบสวนการกระทำของโจทก์ทั้งสามแล้วพบว่า โจทก์ทั้งสามทุจริตต่อหน้าที่และมีพฤติกรรมแสวงหาประโยชน์จากจำเลยหรือบุคคลภายนอกเพื่อตนเองหรือบุคคลอื่นและหรือทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและมีหลักฐานปรากฏชัด ถือว่าเป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีคำสั่งไล่ออกอันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และเมื่อโจทก์ทั้งสามกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจำเลยจึงงดจ่ายเงินพึงได้ใดๆ ให้แก่โจทก์ทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสาม แต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ฟ้องเรียกเงินสะสมจากจำเลยภายในอายุความ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลยโดยโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เป็นลูกจ้างเมื่อปี 2513 โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อปี 2515 โจทก์ที่ 1 มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการเขตประจำสำนักงานเขตภาคกลาง 4 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 78,695 บาท โจทก์ที่ 2 มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานระดับ 3 ประจำสำนักงานเขตภาคกลาง 1 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 23,035 บาท โจทก์ที่ 3 มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานระดับ 6 ประจำสาขาเขตภาคกลาง 1 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 52,205 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสามทุกวันที่ 23 ของเดือนและโจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับเงินโบนัสงวดปิดบัญชี 6 เดือน เท่ากับเงินเดือน 2 เดือน ของโจทก์แต่ละคนรวมปีละ 2 งวด เท่ากับ 4 เดือน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 จำเลยได้สั่งพักงานโจทก์ทั้งสามและนายดำรงค์ บุญสนอง โดยอ้างว่าโจทก์ทั้งสามมีส่วนเกี่ยวข้องกับการร้องเรียนกล่าวหาว่าทุจริตในขณะโจทก์ที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาสิงห์บุรี โจทก์ที่ 2 ดำรงตำแหน่งพนักงานเทเล็กซ์ และโจทก์ที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสาขาสิงห์บุรีให้งดจ่ายเงินเดือนและเงินได้อื่นใดทั้งสิน โดยก่อนที่จะมีคำสั่งพักงานโจทก์ทั้งสามมีนายดำรงค์ บุญสนอง และลูกค้าจำนวนหนึ่งร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตสินเชื่อ ตามเอกสารหมาย ล.8/1 จำเลยจึงมอบหมายให้นายสุวัฒน์ เจริญพานิช หัวหน้าพนักงานตรวจสอบ ฝ่ายตรวจสอบและนายวันชัย อนุภาพสโมสร หัวหน้าส่วนงานบริหารวินัย ฝ่ายสวัสดิการและแรงงานสัมพันธ์ กับพวกรวม 5 คน เป็นคณะกรรมการตรวจสอบหาความผิดตามที่ร้องเรียน คณะกรรมการดังกล่าวได้ทำการตรวจสอบโดยสอบปากคำโจทก์ทั้งสาม พนักงานของจำเลย ลูกค้า พร้อมทั้งเอกสารหมาย ล.8 (1 ชุด) แล้ว คณะกรรมการตรวจสอบได้เสนอรายงานการตรวจสอบตามเอกสารหมาย ล.13 ให้แก่จำเลย นายสุภาพ สุขพงษ์ รองผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบจึงเสนอความเห็นต่อกรรมการผู้จัดการใหญ่ให้โจทก์ทั้งสามกับพวกรับผิดในหนี้ของลูกค้าจำเลยและรับพิจารณาโทษตามควรตามเอกสารหมาย ล.14 กรรมการผู้จัดการใหญ่ได้สั่งตั้งกรรมการพิจารณาวินัยพนักงาน ให้พิจารณาความผิดของโจทก์ทั้งสามกับพวก คณะกรรมการพิจารณาวินัยพนักงานพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า โจทก์ทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อในลักษณะเอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกโดยฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของธนาคาร รวม 10 ข้อกล่าวหา เป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ไล่โจทก์ทั้งสามและนายดำรงค์ออกจากการเป็นพนักงานโดยงดจ่ายเงินพึงได้ใดๆ ทั้งสิ้น ต่อมาในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 จำเลยโดยกรรมการผู้จัดการใหญ่จึงมีคำสั่งไล่โจทก์ทั้งสามและนายดำรงค์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยโดยงดจ่ายเงินพึงได้ใดๆ ทั้งสิ้นและให้ร่วมกันรับผิดชอบทางแพ่งชดใช้ความเสียหายคืนจำเลย โดยอ้างว่าผู้กล่าวหาได้ร่วมกันพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อในลักษณะเอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกโดยฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของธนาคารรวม 9 ข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นการผิดระเบียบ ก่อให้เกิดหนี้มีปัญหาการชำระหนี้รวม 61 ราย ยอดหนี้เพียงที่ 31 พฤษภาคม 2542 เป็นเงิน 42,058,782.60 จำเลยได้รับความเสียหาย เป็นการแสวงหาประโยชน์จากธนาคารโดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันพักงานตามเอกสารหมาย ล.2 โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์เรื่องลงโทษทางวินัยและความรับผิดทางแพ่ง คณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งยืนตามคำสั่งเดิม รวมระยะเวลาที่โจทก์ทั้งสามทำงานกับจำเลยติดต่อกันจนกระทั่งถูกไล่ออกโดยโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ทำงานนาน 29 ปีเศษ โจทก์ที่ 2 ทำงานนาน 27 ปีเศษ โจทก์ทั้งสามมีสิทธิในวันหยุดพักผ่อนประจำปีคนละ 15 วัน สามารถสะสมได้ 2 ปี โจทก์ทั้งสามยังไม่ได้ใช้สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวม 30 วัน ระหว่างที่โจทก์ทั้งสามยังไม่ได้ใช้สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวม 30 วัน ระหว่างที่โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ทั้งสามเป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนแล้ว โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับเงินสะสมของโจทก์ทั้งสามคืนโดยโจทก์ที่ 2 ได้รับเงินส่วนนี้คืนไปแล้ว และโจทก์ทั้งสามกับจำเลยต่างยอมรับว่า ถ้าโจทก์ทั้งสามมิได้กระทำผิดตามที่จำเลยกล่าวหา จำเลยย่อมจ่ายค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี เงินโบนัส เงินสะสมกับเงินสมทบให้แก่โจทก์ทั้งสาม แต่ถ้าโจทก์ทั้งสามกระทำผิดตามที่จำเลยกล่าวหาจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินตามที่ยอมรับ เว้นแต่จะคืนให้เฉพาะเงินสะสมของโจทก์ทั้งสามที่จำเลยได้หักไว้เท่านั้น ศาลแรงงานกลางได้พิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนแล้วรับฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัย โจทก์ที่ 1 ได้อนุมัติให้นางทองปอน สุขดี กู้เงินตามเอกสารหมาย ล.10/1 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2534 และกู้ซ้ำซ้อนตลอดมาหลายครั้งจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2534 โดยโจทก์ที่ 1 มิได้ทำสัญญากู้เพียงแต่ตั้งบัตรบัญชีลอยเท่านั้น โจทก์ที่ 3 ได้นำนางคัมภีร์ ด้วงเงิน มากู้เงินจากจำเลยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2535 จำนวน 500,000 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้ให้ลูกหนี้ของจำเลยตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย ล.8/6 ชำระหนี้นายถวิล เอมอินทร์ 13,500 บาท นายพิชัย ทิมเทพย์ 86,000 บาท นายเรี่ยม หมวดรุ่ง 10,000 บาท นางสาวนพรัตน์ บุษบรรณ์ 84,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 4,000 บาท นายประดิษฐ์ กัณฑานุลักษณ์ 30,000 บาท นายสถิต คล้ายทอง 5,000 บาท นางสุภาพร บุญสถิตย์ ภรรยาโจทก์ที่ 2 จำนวน 120,000 บาท การชำระหนี้ดังกล่าวได้มีการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ในกลุ่มของโจทก์ที่ 2 ได้แก่ นายเรี่ยม หมวดรุ่ง นายวิชัย ทิมเทพย์ เพื่อซื้อที่ดินเก็งกำไร โดยมีโจทก์ที่ 2 ร่วมดำเนินการกับโจทก์ที่ 3 ด้วย โจทก์ที่ 2 ได้สร้างลูกหนี้ นาวสาวนพรัตน์ บุษบรรณ์และนายระเวง ขำวิบูลย์ เท็จโดยตัวลูกหนี้ไม่ประสงค์กู้เงิน แต่ได้นำเอกสารเปล่าให้ลูกหนี้เซ็นชื่อเพื่อให้กู้เงินจากธนาคารจำเลย โดยนางสาวนพรัตน์ได้ทำสัญญากู้เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2534 กู้จำนวน 150,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.9/2 และวันที่ 7 พฤศจิกายน 2534 กู้จำนวน 800,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.9/5 และนายระเวงกู้เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2533 จำนวน 800,000 บาทตามบันทึกถ้อยคำของนายระเวงเอกสารหมาย ล.11/1 โดยโจทก์ที่ 2 ประสงค์ซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร โจทก์ที่ 1 ได้อนุมัติให้ภรรยาโจทก์ที่ 1 กู้เงินจากจำเลย 520,000 บาท เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2535 ตามเอกสารหมาย ล.11/3 โดยโจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจให้กู้และไม่ได้ทำสัญญากู้ไว้ คงตั้งบัตรบัญชีเงินกู้ลอยหรือการ์ดบัญชีลอยและไม่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจของจำเลย การกระทำของโจทก์ที่ 1 จึงผิดระเบียบ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2535 ภรรยาโจทก์ที่ 3 ได้กู้เงินจากจำเลยโดยไม่ได้ทำสัญญากู้ไว้คงมีแต่บัตรบัญชีเงินกู้ลอยตามเอกสารหมาย ล.11/5 และมีที่ดินว่างเปล่าของภรรยาโจทก์ที่ 3 จำนองไว้ทางทะเบียนเท่านั้นโดยไม่มีสัญญาจำนองการอนุมัติให้กู้ดังกล่าว โจทก์ที่ 1 ได้อนุมัติให้กู้ไปโดยไม่มีอำนาจเพราะไม่ได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจ การกระทำของโจทก์ที่ 1 เป็นการผิดระเบียบ โดยมีโจทก์ที่ 3 ร่วมกระทำผิด และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันพานายวิชัย ทิมเทพย์ นายเรี่ยม หมวดรุ่ง นายชั้น เนื้อแน่น นางแสง เนื้อแน่น มากู้เงินประจำจากจำเลยเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2533 คนละ 150,000 บาท โดยไม่ได้ทำสัญญากู้คงมีแต่บัตรบัญชีเงินกู้ลอยตามเอกสารหมาย ล.11/7 ล.11/5 แผ่นที่ 9 ล.11/5 แผ่นที่ 10 ล.11/6 แผ่นที่ 10 ล.116 แผ่นที่ 11, 12 เพื่อนำไปจ่ายเงินให้แก่ภรรยาโจทก์ที่ 3 ตามเอกสารหมายล.11/6 แผ่นที่ 3 โดยผิดวัตถุประสงค์ในการกู้ เป็นการกระทำผิดระเบียบ โจทก์ที่ 2 ได้นำชื่อนายระเวงพนักงานจำเลยกู้เงินจำเลย 800,000 บาท ดังกล่าวข้างต้น และโจทก์ที่ 3 ได้ใช้ชื่อนายสมพร วานิชกูล กู้เงินจากจำเลยเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2533 วงเงินกู้ 800,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.11/8 โดยนายสมพรและนายระเวงมิได้รับเงินกู้ เป็นผู้ชำระเงินกู้ การกระทำของโจทก์ทั้งสามจึงผิดระเบียบ ในปี 2534 ถึง 2535 โจทก์ที่ 1 ได้อนุมัติให้ลูกหนี้ในกลุ่มของนายดำรงค์ บุญสนอง กลุ่มโจทก์ที่ 2 และกลุ่มโจทก์ที่ 3 เบิกเกินวงเงินที่อยู่ในอำนาจของโจทก์ที่ 1 โดยเกินกำหนด 10 เปอร์เซ็นต์ ตามเอกสารหมาย ล.11/9 โดยการอนุมัติไม่ก่อให้เกิดภาระหนี้สิ้นที่โจทก์ที่ 1 จะต้องรับผิดต่อจำเลย แต่การกระทำของโจทก์ที่ 1 เป็นการผิดระเบียบตามข้อกล่าวหาข้อ 6 ของจำเลยในขณะที่โจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการสำนักงานเขตภาคกลาง 2 โจทก์ที่ 1 ได้อนุมัติเงินกู้รายนางภักดี บุญเกษม นายบัณฑิต บุษบรรณ์ นายบุญมี สุขสถิตย์ และนางพเยาว์ รุ่งเลิศ กลุ่มนายดำรงค์และกลุ่มโจทก์ที่ 2 รายนายพิชัย ดิษฐาน นางประเสริฐ แสงพันธ์ โดยผู้จัดการสาขาสิงห์บุรีมิได้สอบลูกหนี้ผู้กู้ก่อนซึ่งกู้เกินอำนาจผู้จัดการสาขาสิงห์บุรีและพระภิกษุเป็นผู้ค้ำประกันรายนายพิชัยผู้กู้ซึ่งโจทก์ที่ 1 ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว การกระทำของโจทก์ที่ 1 จึงกระทำผิดต่อระเบียบ โจทก์ที่ 1 ได้อนุมัติลูกหนี้จำเลยมาค้ำประกันหนี้รายอื่นและอนุมัติให้ผู้ค้ำประกันลูกหนี้จำเลยมากู้อีก การกระทำของโจทก์ที่ 1 จึงฝ่าฝืนผิดระเบียบของจำเลยตามข้อกล่าวหาข้อ 6 ของจำเลยนั้น เมื่อได้พิเคราะห์ถึงวันเดือนปีที่ได้มีการกระทำผิดระเบียบของโจทก์ทั้งสามและพฤติการณ์ของลูกหนี้จำเลยแต่ละรายที่มีความสัมพันธ์กับได้อนุมัติให้ลูกหนี้ต่างก็เกี่ยวเนื่องกันตลอด ในทางสามีภรรยา ญาติฝ่ายภรรยา ผู้ร่วมงาน การกระทำผิดระเบียบดังกล่าวย่อมรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสามได้ร่วมกันกระทำผิดระเบียบเพื่อมุ่งประสงค์ซื้อที่ดินเก็งกำไร การกระทำของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นการกระทำที่ผิดที่จำเลยได้กล่าวหาในข้อ 1 ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 และ ข้อ 6 แม้การกระทำความผิดของโจทก์ทั้งสามบางกรณีไม่ก่อให้จำเลยเสียหาย แต่ส่วนใหญ่ก็ได้ก่อให้จำเลยเสียหายจนเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถเรียกหนี้สินจากลูกหนี้ได้ การกระทำของโจทก์ทั้งสามถือได้ว่าฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและการฝ่าฝืนนั้นเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 583 และถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสาม ข้อ 2.1 ว่าจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างในระหว่างพักงานให้แก่โจทก์ทั้งสามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 116 และ 117 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสากิจซึ่งอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการพักงานตามมาตรา 116 และ 117 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาใช้บังคับได้ตามมาตรา 4 (2) เมื่อพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มิได้บัญญัติเรื่องการพักงานไว้ จึงต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โจทก์ทั้งสามถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการทุจริต จำเลยย่อมมีสิทธิพักงานโจทก์ทั้งสามเพื่อสอบสวนได้ตามคู่มือและระเบียบปฏิบัติงานเอกสารหมาย ล.1 หมวด 3 วินัยและโทษทางวินัยข้อ 7 วรรคหนึ่ง คงมีปัญหาว่าจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนในระหว่างพักงานให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามคู่มือและระเบียบปฏิบัติงานเอกสารหมาย ล.1 หมวด 3 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 7 วรรคสอง กำหนดไว้ว่า "ในระหว่างที่ถูกสั่งพักงานธนาคารจะควรจ่ายเงินเดือนหรือเงินอื่นใดที่พึ่งได้รับหรือไม่อย่างไรกรรมการผู้จัดการใหญ่จะเป็นผู้สั่งการ" ซึ่งตามคู่มือและระเบียบปฏิบัติงานดังกล่าวให้อำนาจกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นผู้พิจารณา เมื่อกรรมการผู้จัดการใหญ่มีคำสั่งที่ ธ.465/2543 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ให้ไล่โจทก์ทั้งสามออกจากธนาคาร โดยงดจ่ายเงินพึงได้ใดๆ ให้ทั้งสิ้น ประกอบกับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ซึ่งบัญญัติว่า "อันว่าจ้างแรงงานนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้" หมายความว่า ลูกจ้างจะได้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง เมื่อจำเลยมีคำสั่งพักงานโจทก์ทั้งสามเนื่องจากมีข้อเท็จจริงอันควรเชื่อว่าโจทก์ทั้งสามมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตซึ่งเป็นคำสั่งพักงานที่ชอบโดยไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสาม และในระหว่างพักงานโจทก์ทั้งสามมิได้ทำงานให้แก่จำเลย จึงไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างหรือเงินเดือนในระหว่างพักงานจากจำเลย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อ 2.2 ซึ่งโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า คำสั่งของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.2 ที่สั่งไล่โจทก์ทั้งสามออกจากงานเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะจำเลยไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามระเบียบของธนาคารจำเลยนั้น เห็นว่า ในข้อนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยทำการสอบสวนโจทก์ทั้งสามโดยรวบรัดไม่ได้แสวงพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดอย่างแท้จริง โจทก์ทั้งสามไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามระเบียบของจำเลยหรือไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่าการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นของจำเลยก็ไม่ชอบ เพราะรับฟังข้อเท็จจริงจากคำซัดทอดของผู้กระทำผิดที่มุ่งใส่ความโจทก์ทั้งสามเพื่อให้ตนเองพ้นผิด รับฟังคำให้การของพยานที่ให้การเท็จโดยไม่สมเหตุผล และเป็นการสอบพยานหลักฐานฝ่ายเดียวโดยไม่ให้โอกาสโจทก์ทั้งสามได้คัดค้านและนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์หักล้างทำให้รับฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน เป็นเหตุให้ศาลแรงงานกลางนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยคดี จึงทำให้การวินิจฉัยคดีของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อ 2.3 ว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามฝ่าฝืนคำสั่งหรือระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสามนั้นเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ว่า ศาลต้องพิจารณาว่าการกระทำของโจทก์ทั้งสามเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งหรือระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยหรือไม่แล้วจึงพิเคราะห์ต่อไปว่าการฝ่าฝืนนั้นร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งจะต้องพิเคราะห์ในการกระทำแต่ละกรณีไป มิใช่พิจารณาสรุปรวมว่า โจทก์ทั้งสามกระทำผิดระเบียบทั้ง 9 ข้อหา และทั้งหมดทุกข้อหาเป็นการฝ่าฝืนในกรณีร้ายแรงเนื่องจากบางข้อหาเกี่ยวพันโจทก์คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ โดยที่โจทก์บางคนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หากฟังว่าโจทก์คนใดกระทำผิดโจทก์อีกคนอาจไม่ได้กระทำผิดก็ได้ แม้จะฟังว่ามีการกระทำความผิดแต่บางข้อหาอาจร้ายแรง บางข้อหาอาจไม่ร้ายแรง โจทก์บางคนอาจทำผิดในข้อหาไม่ร้ายแรงที่จำเลยจะเลิกจ้างก็ได้ และโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้อุทธรณ์แยกเป็นข้อย่อย ข้อ 2.3.1 ถึง 2.3.6 ว่าการกระทำข้อใดไม่เป็นการฝ่าฝืน ข้อใดเป็นการฝ่าฝืนที่ไม่ร้ายแรง แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยรวมมาว่าเป็นการฝ่าฝืนในกรณีร้ายแรง จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบนั้น คดีนี้จำเลยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสามมีส่วนรวมในการทุจริตกับผู้อื่นรวม 13 ข้อหา ซึ่งเป็นการร่วมกระทำความผิดที่เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน จึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดทั้งหมดเกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสามกระทำผิดเพียง 9 ข้อหา โดยสรุปว่าโจทก์ทั้งสามได้อนุมัติให้มีการปล่อยกู้โดยไม่มีอำนาจ ปล่อยให้กู้ซ้ำซ้อน ปล่อยให้กู้โดยไม่ได้ทำสัญญากู้ คงมีแต่บัตรบัญชีเงินกู้ลอยนำชื่อลูกค้ามาเป็นผู้กู้จากจำเลยโดยที่ไม่ได้กู้จริง ปล่อยเงินกู้เกินอำนาจ อนุมัติให้ผู้ค้ำประกันหนี้รายอื่นแล้วมาเป็นผู้ค้ำประกันอีกเห็นว่า โจทก์ทั้งสามเป็นพนักงานของธนาคารจำเลยซึ่งต้องได้รับความเชื่อถือจากประชาชนเกี่ยวกับด้านการเงิน การฝ่าฝืนดังกล่าวของโจทก์ทั้งสามมีผลเสียหายต่อฐานะการเงินของจำเลย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ประชาชนนำมาฝาก อีกทั้งกระทบต่อชื่อเสียงและความเชื่อถือของประชาชนมาก การฝ่าฝืนของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนในกรณีร้ายแรง จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มาตรา 11 (1) และมาตรา 11 วรรคสอง ประกอบระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 46 (3) ที่ศาลแรงงานกลางอ้างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) มานั้นไม่ถูกต้อง และเมื่อโจทก์ทั้งสามฝ่าฝืนคำสั่งระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามโดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามกรณีดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่เหตุอันสมควร จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์โจทก์ทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 116 ม. 117 ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 54
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมภณ บุญปั้น กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1550/2548
#113241
เปิดฉบับเต็ม

ข้อยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยจำเลยที่ 3 ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 3.8.4 ที่ตกลงกันว่า การประกันภัยไม่คุ้มครองการใช้รถโดยบุคคลของอู่ เมื่อรถยนต์ได้มอบให้อู่ทำการซ่อมนั้น หมายถึงกรณีที่นำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไปมอบให้แก่อู่เรียบร้อยแล้ว ต่อมามีการใช้รถโดยบุคคลของอู่ กรณีนี้อู่ของจำเลยที่ 2 ยังมิได้รับมอบรถยนต์ของโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นเพียงพนักงานของจำเลยที่ 2 ในการไปขับรถยนต์มามอบให้อู่ของจำเลยที่ 2 เท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้รถโดยบุคคลของอู่ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,952,617 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,838,258 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,838,258 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในต้นเงิน 2,013,258 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรม นายธีรวุฒิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อเมอซิเดสเบนซ์หมายเลขทะเบียน 8 ฮ - 5729 กรุงเทพมหานคร โดยซื้อมาจากจำเลยที่ 2 แล้วนำรถยนต์คันดังกล่าวไปประกันภัยกับจำเลยที่ 3 ตามกรมธรรม์ประกันภัยเมื่อปลายปี 2538 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยหรือไม่ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 3.8.4 การประกันภัยไม่คุ้มครองการใช้รถโดยบุคคลของอู่ จำเลยที่ 1 รับรถมาซ่อมที่ศูนย์บริการของจำเลยที่ 2 แล้วพลิกคว่ำ ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำการแทนศูนย์บริการของจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลของอู่ และเป็นการใช้รถโดยบุคคลของอู่แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับการยกเว้นการใช้ตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 3.8.4 ที่ตกลงกันว่าการประกันภัยไม่คุ้มครองการใช้โดยบุคคลของอู่ เมื่อรถยนต์ได้มอบให้อู่ทำการซ่อมนั้นโดยเจตนารมณ์ของคู่สัญญาในการทำสัญญาประกันภัย ประสงค์ให้มีการคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยตลอดระยะเวลาที่ผู้เอาประกันภัยยังมีความเสี่ยงที่จะประสบอุบัติเหตุในการใช้รถจนกว่าจะหมดความเสี่ยงในการใช้รถแล้วโดยมอบรถให้แก่อู่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 3.8.4 ดังกล่าวจึงหมายถึงกรณีที่นำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไปมอบให้แก่อู่เพื่อทำการซ่อมเรียบร้อยแล้ว ต่อมามีการใช้รถโดยบุคคลของอู่ กรณีนี้อู่หรือศูนย์บริการของจำเลยที่ 2 ยังมิได้รับมอบรถยนต์ของโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นเพียงพนักงานของจำเลยที่ 2 ในการไปขับรถยนต์ของโจทก์มามอบให้อู่หรือศูนย์บริการของจำเลยที่ 2 เท่านั้น จะถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้รถโดยบุคคลของอู่หรือของศูนย์บริการของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัย จำเลยที่ 3 หาได้รับการยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 3.8.4 ไม่

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 6,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861 ม. 887
ชื่อคู่ความ
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน — นายชัยยุทธ จันทะยาสาคร โดยนายธีรวุฒิ จันทะยาสาคร
จำเลย — นายโกศล ทุมวงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเลิศลภ กิตติถนอม
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1541/2548
#271852
เปิดฉบับเต็ม

กระจกบานเกล็ดหน้าต่างที่จำเลยทำแตกเสียหายเป็นทรัพย์สินของ อ. เจ้าของหอพัก ซึ่งหลังเกิดเหตุจำเลยได้นำกระจกบานเกล็ดมาเปลี่ยนแทนบานเกล็ดที่แตก โดยความรับรู้ของ ส. สามีของ อ. ซึ่งเป็นผู้ดูแลหอพัก และจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ส. เป็นเงิน 500 บาท แล้ว แสดงว่า จำเลยกับเจ้าของหอพักซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่เสียหายได้ยอมความกันโดยชอบมาแต่แรกหลังเกิดเหตุ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จึงระงับไปตามนัยแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ซึ่งบัญญัติไว้เป็นสาระสำคัญว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ผู้เสียหายย่อมไม่มีสิทธิร้องทุกข์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 278, 358, 362, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 358, 362, 364, 365 (3) เป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 6 เดือน ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงแห่งคดีรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายกับสามีของผู้เสียหายและจำเลยต่างเช่าห้องพักอยู่บนชั้นสองของหอพักที่ไม่มีชื่อซึ่งเป็นของนางอุบล ผ่องอำพัน โดยมีนายสนมสามีของนางอุบลเป็นผู้ดูแล ก่อนเกิดเหตุ สามีของผู้เสียหายมิได้อยู่ที่ห้องพัก เนื่องจากเดินทางกลับไปบ้านของตน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุเวลากลางคืน จำเลยได้ทำกระจกบานเกล็ดหน้าต่างห้องพักของผู้เสียหายแตก 2 บาน รุ่งขึ้นเช้าจำเลยนำกระจกบานเกล็ดมาเปลี่ยนให้และจำเลยรับจะชดใช้ค่าเสียหายที่ทำกระจกบานเกล็ดแตกให้แก่นายสนม ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2541 หลังจากสามีของผู้เสียหายกลับมาห้องพักดังกล่าว ผู้เสียหายก็ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาทำให้เสียทรัพย์ บุกรุกและกระทำอนาจารผู้เสียหาย โดยกล่าวหาว่าจำเลยทุบกระจกบานเกล็ดหน้าต่างห้องพักของผู้เสียหายแตก ต่อมาขณะจำเลยนำกระจกบานเกล็ดไปเปลี่ยน จำเลยได้ใช้กำลังทำร้ายบังคับเอาตัวผู้เสียหายเข้าไปกระทำอนาจารในห้องพักของผู้เสียหาย เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายไปนำจับจำเลยในคืนเดียวกันนั้น ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า กระจกบานเกล็ดหน้าต่างที่จำเลยทำแตกเสียหายเป็นทรัพย์สินของนางอุบลเจ้าของหอพัก เมื่อได้ความว่าหลังเกิดเหตุจำเลยได้นำกระจกบานเกล็ดมาเปลี่ยนแทนกระจกบานเกล็ดที่แตก โดยความรับรู้ของนายสนมสามีของนางอุบลซึ่งเป็นผู้ดูแลหอพัก และจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายสนมเป็นเงิน 500 บ้าน แล้ว ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยกับเจ้าของหอพักซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ที่เสียหายได้ยอมความกันโดยชอบมาแต่แรกหลังเกิดเหตุ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จึงระงับไปตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ซึ่งบัญญัติไว้เป็นสาระสำคัญว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ผู้เสียหายย่อมไม่มีสิทธิร้องทุกข์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วยเหตุดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 358
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 39 (2) ม. 120 ม. 121
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายณัฐวุฒิหรือบุญลือ โสภาฉัตรหรือโสภาฉัตร์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1540/2548
#266384
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าราคาที่ได้มีจำนวนต่ำเกินสมควร ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม) นั้น ในวรรคสามของมาตราดังกล่าวให้นำวรรคห้าของมาตรา 296 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 296 วรรคห้า บัญญัติให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวได้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินจำนวน 200,000 บาท ภายในวันที่ 3 มีนาคม 2546 เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ แม้จำเลยจะนำเงินมาวางแล้วบางส่วนจำนวน 100,000 บาท และส่วนที่เหลือขอขยายระยะเวลาวางเงินต่อไปอีกก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินอีก จำเลยก็ต้องนำเงินส่วนที่เหลือมาวางภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามและศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นแล้ว คำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อไปอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 113582 ตำบลสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนกว่าจะครบ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวทำการขายทอดตลาดได้เงินจำนวน 4,000,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน และผู้ซื้อทรัพย์ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ที่อาจจะได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินจำนวน 200,000 บาท มาวางเป็นประกันต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2545 ต่อมาจำเลยขอขยายระยะเวลาวางเงินดังกล่าวต่อไปอีก 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้ขยายระยะเวลาวางเงินภายในวันที่ 3 มีนาคม 2546 เมื่อถึงวันครบกำหนดตามที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาวางเงินให้ จำเลยแถลงขอนำเงินมาวางเป็นประกันต่อศาลจำนวน 100,000 บาท และขอขยายระยะเวลาวางเงินที่เหลือต่อไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะขอขยายระยะเวลาวางเงินให้จำเลยอีก จึงมีคำสั่งไม่อนุญาต และมีคำสั่งว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ และให้คืนเงินจำนวน 100,000 บาท แก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินประกันส่วนที่เหลือ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด โดยอ้างว่าราคาที่ได้มีจำนวนต่ำเกินสมควร ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม) นั้น ในวรรคสามของมาตราดังกล่าวให้นำวรรคห้าของมาตรา 296 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 296 วรรคห้า บัญญัติว่า "ในการยื่นคำร้องต่อศาลตามมาตรานี้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่อาจได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวร้องขอ ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องวางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลนั้นได้ ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีคำสั่งยกคำร้องนั้นเสีย คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุด" ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินจำนวน 200,000 บาท ภายในวันที่ 3 มีนาคม 2546 เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ แม้จำเลยจะนำเงินมาวางแล้วบางส่วนจำนวน 100,000 บาท และส่วนที่เหลือขอขยายระยะเวลาวางเงินต่อไปอีกก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินอีก จำเลยก็ต้องนำเงินส่วนที่เหลือมาวางภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามและศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นแล้ว คำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อไปอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคห้า ม. 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางรัชนก ศศิภักดี
จำเลย — นายอนุสรณ์ ศรียานงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชัชวาลย์ วิบุลสันติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1540/2548
#269857
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด อ้างว่าราคาต่ำเกินสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ และจำเลยนำเงินมาวางแล้วบางส่วน ส่วนที่เหลือจำเลยขอขยายระยะเวลาวางเงินต่อไปอีก แต่เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินอีก จำเลยก็ต้องนำเงินส่วนที่เหลือมาวางภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามและศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเพิกถอนการขายทอดตลาด คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า ที่มาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ให้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนกว่าจะครบ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวทำการขายทอดตลาดได้เงินจำนวน 4,000,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติให้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปในราคาต่ำกว่าราคาประเมินมากทั้งที่โจทก์และจำเลยคัดค้านว่าไม่ควรขายทำให้จำเลยเสียเปรียบเป็นการขายโดยไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน และผู้ซื้อทรัพย์ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยวางเงินหรือหาประกันต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ที่อาจจะได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินจำนวน 200,000 บาท มาวางเป็นประกันต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2545 ต่อมาจำเลยขอขยายระยะเวลาวางเงินดังกล่าวต่อไปอีก 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้ขยายระยะเวลาวางเงินภายในวันที่ 3 มีนาคม 2546 เมื่อถึงวันครบกำหนดตามที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาวางเงินให้ จำเลยแถลงขอนำเงินมาวางเป็นประกันต่อศาลจำนวน 100,000 บาท และขอขยายระยะเวลาวางเงินที่เหลือต่อไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะขอขยายระยะเวลาวางเงินให้จำเลยอีก จึงมีคำสั่งไม่อนุญาต และมีคำสั่งว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด และให้คืนเงินจำนวน 100,000 บาท แก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินประกันส่วนที่เหลือ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า กำหนดให้คำสั่งศาลเป็นที่สุดในกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยจงใจหรือเจตนาประวิงคดี แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ จำเลยมีเจตนาที่จะนำเงินมาวาง เมื่อศาลได้มีคำสั่งให้วางเงินประกัน 200,000 บาท จำเลยสามารถหาเงินประกันมาวางต่อศาล 100,000 บาท และขอขยายระยะเวลาหาเงินมาวางประกันอีก 100,000 บาท แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต จำเลยมิได้มีความประสงค์ที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลแต่ประการใด จึงมีเหตุสมควรที่จะขยายระยะเวลาวางเงินประกันที่เหลือให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าราคาที่ได้มีจำนวนต่ำเกินสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง (เดิม) นั้น ในวรรคสามของมาตราดังกล่าวให้นำวรรคห้าของมาตรา 296 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยวางเงินจำนวน 200,000 บาท ภายในวันที่ 3 มีนาคม 2546 เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อทรัพย์ แม้จำเลยจะนำเงินมาวางแล้วบางส่วนจำนวน 100,000 บาท และส่วนที่เหลือขอขยายระยะเวลาวางเงินต่อไปอีกก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินอีก จำเลยก็ต้องนำเงินส่วนที่เหลือมาวางภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามและศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นแล้ว คำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อไปอีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคห้า ม. 309 ทวิ วรรคสอง ม. 309 ทวิ วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางรัชนก ศศิภักดี
จำเลย — นายอนุสรณ์ ศรียานงศ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1539/2548
#267338
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 45,000 บาท และลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินที่ยังไม่ได้กรอกจำนวนเงินไว้ แล้วมีการนำสัญญากู้ยืมเงินไปกรอกจำนวนเงินกู้เป็น 200,000 บาท ในภายหลัง โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยินยอม สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ถือได้ว่าโจทก์มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าได้กู้และรับเงินกู้ไปเป็นเงิน 45,000 บาท จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวและแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกามาด้วย คงมีแต่จำเลยที่ 1 ฎีกายกเหตุดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 200,000 บาท ไปจากโจทก์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระหนี้เสร็จภายในวันที่ 4 สิงหาคม 2539 มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์เลย โจทก์ติดตามทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยค้างชำระถึงวันฟ้องเป็นเวลาเพียง 5 ปี เป็นเงิน 150,000 บาท รวมเป็นหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 350,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมและรับเงินกู้ไปจากโจทก์เพียง 45,000 บาท แต่โจทก์นำสัญญากู้ยืมเงินที่ยังไม่มีการกรอกจำนวนเงินให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ แล้วโจทก์ร่วมกับผู้อื่นกรอกจำนวน 200,000 บาท ในภายหลังโดยจำเลยที่ 1 มิได้รู้เห็นยินยอม จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญา (วันที่ 4 สิงหาคม 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินระยะเวลา 5 ปี ตามที่โจทก์ขอค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จเฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5 ปี หรือไม่เกิน 150,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 1,025 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงินและมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 42952 ตำบลซำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ 6 ไร่ 33 ตารางวา ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 โดยโจทก์ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 45,000 บาท ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.2 ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 รับเงินตามเช็คไปเรียบร้อยแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า มีการนำสัญญากู้เงินไปกรอกจำนวนเงินกู้ 200,000 บาท ในภายหลังเกินกว่าจำนวนเงินกู้ที่แท้จริง ปัญหานี้โจทก์เบิกความว่า ก่อนวันกู้จำเลยที่ 2 ติดต่อแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ขอกู้เงินจำนวน 150,000 บาท แต่ในวันกู้จำเลยที่ 1 ขอกู้เพิ่มอีก 50,000 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 โดยรับเงินกู้เป็นเงินสด 155,000 บาท และรับเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาศรีสะเกษ ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2538 สั่งจ่ายเงิน 45,000 บาท ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.2 ไปจากโจทก์ รวมเป็นเงิน 200,000 บาท ในระหว่างทำสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์กรอกข้อความลงในเอกสารต่อหน้าจำเลยทั้งสอง หลังจากนั้นโจทก์มอบเงินสดและเช็คดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองด้วยตนเอง จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 และจ่าสิบตำรวจดาวเรือง พลภักดี บุตรเขยของจำเลยที่ 1 ซึ่งรู้เห็นในขณะที่มีการลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินกู้มาเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขอกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 45,000 บาท เพื่อให้จ่าสิบตำรวจดาวเรืองไปวางมัดจำซื้อรถยนต์ ขณะที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินยังไม่มีการกรอกจำนวนเงินกู้ลงในสัญญาและจำเลยที่ 1 รับเงินเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 45,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.2 เท่านั้น โจทก์ไม่ได้มอบเงินสดให้จำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ยันกับพยานหลักฐานโจทก์ แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดี โจทก์ประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้และไม่รู้จักกับจำเลยที่ 1 เป็นส่วนตัว โจทก์กลับให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจำนวนมากถึง 150,000 บาท และยังให้กู้เพิ่มขึ้นอีก 50,000 บาท ในขณะที่ทำสัญญากู้ยืมเงินโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ตรวจสอบฐานะของจำเลยที่ 1 และโฉนดที่ดินที่ยึดถือเป็นประกันเสียก่อน เป็นการผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้และยังได้ความตามคำเบิกความของนายวิศิษฐ์ ทองเถาว์ พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมุห์บัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาศรีสะเกษ อันเป็นธนาคารตามเช็คเอกสารหมาย ล.2 ประกอบสำเนาบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.1 ว่า ในวันที่ 3 สิงหาคม 2538 มีการถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวจำนวน 4,000 บาท ส่วนวันที่ 4 เดือนเดียวกันซึ่งเป็นวันกู้และวันที่จำเลยที่ 1 ไปเบิกเงินตามเช็คเอกสารหมาย ล.2 จากบัญชีดังกล่าวมีการถอนเงินรวม 3 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 3,800 บาท ครั้งที่สองจำนวน 45,000 บาท เท่ากับจำนวนตามเช็คเอกสารหมาย ล.2 และครั้งที่สามจำนวน 10,000 บาท พยานหลักฐานส่วนนี้ก็มิได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากเป็นเงินสดเพื่อเตรียมไว้ให้จำเลยที่ 1 กู้ ความเคลื่อนไหวทางการเงินของโจทก์ตามบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวกลับแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่น่าจะมีเงินสดจำนวนมากเก็บไว้เพราะแม้แต่เงินจำนวน 3,800 บาท และจำนวน 10,000 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนเล็กน้อย โจทก์ยังต้องใช้วิธีเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวในวันที่ให้กู้เงิน เป็นเหตุให้ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์เตรียมเงินสดและมอบเงินสดให้จำเลยที่ 1 ในวันนั้นด้วย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์เพียง 45,000 บาท และลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินที่ยังไม่ได้กรอกจำนวนเงินไว้ แล้วมีการนำสัญญากู้ยืมเงินไปกรอกจำนวนเงินกู้เป็น 200,000 บาท ในภายหลังเกินกว่าจำนวนเงินกู้ที่แท้จริง โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยินยอม สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ถือได้ว่าโจทก์มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าได้กู้และรับเงินกู้ไปเป็นเงิน 45,000 บาท จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกามาด้วย แต่คดีนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ผู้กู้ ถือเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 82 ม. 245 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทน สุวรรณประดิษฐ์
จำเลย — นางทุม ปราบวงษา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1539/2548
#270756
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์เพียง 45,000 บาท และลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินที่ยังไม่ได้กรอกจำนวนเงินไว้ แล้วมีการนำสัญญากู้ยืมเงินไปกรอกจำนวนกู้เป็น 200,000 บาท ในภายหลังเกินกว่าจำนวนเงินกู้ที่แท้จริง โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยินยอม สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ถือได้ว่าโจทก์มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าได้กู้และรับเงินกู้ไปเป็นเงิน 45,000 บาท จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ และแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกามาด้วย แต่คดีนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ผู้กู้ ถือเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้ยืมเงินและจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันให้ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมและรับเงินกู้ไปจากโจทก์เพียง 45,000 บาท แต่โจทก์นำสัญญากู้ยืมเงินที่ยังไม่มีการกรอกจำนวนเงินให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ แล้วโจทก์ร่วมกับผู้อื่นกรอกจำนวนเงิน 200,000 บาท ในภายหลังโดยจำเลยที่ 1 มิได้รู้เห็นยินยอม จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญา (วันที่ 4 สิงหาคม 2538) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินระยะเวลา 5 ปี ตามที่โจทก์ขอ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5 ปี หรือไม่เกิน 150,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 1,125 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงินและมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 42952 ตำบลซำ อำเภอเมืองศรีษะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ เนื้อที่ 6 ไร่ 33 ตารางวา ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันตามสัญญากู้ยืมเงิน มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกัน โดยโจทก์ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 45,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 รับเงินตามเช็คไปเรียบร้อยแล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า มีการนำสัญญากู้เงินไปกรอกจำนวนเงินกู้ 200,000 บาท ในภายหลังเกินกว่าจำนวนเงินกู้ที่แท้จริง ปัญหานี้โจทก์เบิกความว่าก่อนวันกู้จำเลยที่ 2 ติดต่อแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ขอกู้เงินจำนวน 150,000 บาท แต่ในวันกู้จำเลยที่ 1 ขอกู้เพิ่มอีก 50,000 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์โดยรับเงินกู้เป็นเงินสด 155,000 บาท และรับเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาศรีสะเกษ ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2538 สั่งจ่ายเงิน 45,000 บาท ไปจากโจทก์ รวมเป็นเงิน 200,000 บาท ในระหว่างทำสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์กรอกข้อความลงในเอกสารต่อหน้าจำเลยทั้งสอง หลังจากนั้นโจทก์มอบเงินสดและเช็คดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองด้วยตนเอง จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 และจ่าสิบตำรวจดาวเรือง พลภักดี บุตรเขยของจำเลยที่ 1 ซึ่งรู้เห็นในขณะที่มีการลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินกู้มาเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขอกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 45,000 บาท เพื่อให้จ่าสิบตำรวจดาวเรืองไปวางมัดจำซื้อรถยนต์ ขณะที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินยังไม่มีการกรอกจำนวนเงินกู้ลงในสัญญา และจำเลยที่ 1 รับเงินเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 45,000 บาท เท่านั้น โจทก์ไม่ได้มอบเงินสดให้จำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ยันกับพยานหลักฐานโจทก์ แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีโจทก์ประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้และไม่รู้จักกับจำเลยที่ 1 เป็นส่วนตัว โจทก์กลับให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจำนวนมากถึง 150,000 บาท และยังให้กู้เพิ่มขึ้นอีก 50,000 บาท ในขณะที่ทำสัญญากู้ยืมเงินโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ตรวจสอบฐานะของจำเลยที่ 1 และโฉนดที่ดินที่ยึดถือเป็นประกันเสียก่อน เป็นการผิดวิสัยของผู้ประกอบอาชีพปล่อยเงินกู้ และยังได้ความตามคำเบิกความของนายวิศิษฐ์ ทองเถาว์ พยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมุห์บัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาศรีสะเกษ อันเป็นธนาคารตามเช็ค เอกสารหมาย ล.2 ประกอบสำเนาบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.1 ว่า ในวันที่ 3 สิงหาคม 2538 มีการถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวจำนวน 4,000 บาท ส่วนวันที่ 4 เดือนเดียวกัน ซึ่งเป็นวันกู้และวันที่จำเลยที่ 1 ไปเบิกเงินตามเช็คเอกสารหมาย ล.2 จากบัญชีดังกล่าวมีการถอนเงินรวม 3 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 3,800 บาท ครั้งที่สองจำนวน 45,000 บาท เท่ากับจำนวนตามเช็คเอกสารหมาย ล.2 และครั้งที่สามจำนวน 10,000 บาท พยานหลักฐานส่วนนี้ก็มิได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากเป็นเงินสดเพื่อเตรียมไว้ให้จำเลยที่ 1 กู้ ความเคลื่อนไหวทางการเงินของโจทก์ตามบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวกลับแสดงให้เห็นว่า โจทก์ไม่น่าจะมีเงินสดจำนวนมากเก็บไว้เพราะแม้แต่เงินจำนวน 3,800 บาท และจำนวน 10,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อย โจทก์ยังต้องใช้วิธีเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวในวันที่ให้กู้เงิน เป็นเหตุให้ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์เตรียมเงินสดและมอบเงินสดให้จำเลยที่ 1 ในวันนั้นด้วย พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์เพียง 45,000 บาท และลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินที่ยังไม่ได้กรอกจำนวนเงินไว้ แล้วมีการนำสัญญากู้ยืมเงินไปกรอกจำนวนเงินกู้เป็น 200,000 บาท ในภายหลังเกินกว่าจำนวนเงินกู้ที่แท้จริงโดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยินยอม สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ถือได้ว่าโจทก์มิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าได้กู้และรับเงินกู้ไปเป็นเงิน 45,000 บาท จำเลยที่ 1 ก็ไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกามาด้วย แต่คดีนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะต้องชำระหนี้เป็นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ผู้กู้ ถือเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทน สุวรรณประดิษฐ์
จำเลย — นางทุม ปราบวงษา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นินนาท สาครรัตน์
จรัส พวงมณี
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2548
#113127
เปิดฉบับเต็ม

การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ผู้กระทำความผิดได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด หาใช่เป็นการกระทำในลักษณะปัจจุบันด่วนไม่ พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองตะโกนให้ของลับแล้วเดินออกจาก ร้านอาหารไปโดยไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายมาก่อน และไม่ปรากฏว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสองออกจากร้านอาหารไปแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ตระเตรียมการเพื่อฆ่าผู้เสียหายมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 กลับมาที่ร้านอาหารแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้เสียหายในเวลาต่อเนื่องกันดังกล่าว จึงไม่พอที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย โดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท มีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 95 (5) จำเลยที่ 1 กระทำความผิดวันที่ 15 มิถุนายน 2537 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดข้อหาดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้น วินิจฉัยเองได้.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ, ป.อ. มาตรา 32, 80, 83, 91, 288, 289, 371 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371, 289 (4) ประกอบมาตรา 80 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 86?

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 86?

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนสั้น ขนาด .22 ยิงนายดิลก ผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายแต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าวแม้พยานโจทก์จะเบิกความถึงระยะเวลาตั้งแต่จำเลยทั้งสองออกจากร้านอาหารไปจนถึงเวลาที่จำเลยทั้งสองกลับมาที่ร้านอาหารและยิงผู้เสียหายแตกต่างกัน แต่ก็ฟังได้ว่า เป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่องกันนั่นเอง เมื่อการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ผู้กระทำความผิดต้องได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด หาใช่เป็นการกระทำในลักษณะปัจจุบันทันด่วนไม่ ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองตะโกนให้ของลับแล้ว เดินออกจากร้านอาหารไปโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายมาก่อน และไม่ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสองได้ออกจากร้านอาหารไปแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ตระเตรียมการเพื่อฆ่าผู้เสียหายมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 กลับมาที่ร้านอาหารแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้เสียหายในเวลาต่อเนื่องกันดังกล่าว จึงไม่พอที่จะให้ รับฟังว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 เท่านั้น ไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ส่วนจำเลยที่ 2 คงมีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 86 เท่านั้น

อนึ่ง กรณีจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดข้อหาพาอาวุธปืนตาม ป.อ. มาตรา 371 ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท นั้น มีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดวันที่ 15 มิถุนายน 2537 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดข้อหาดังกล่าว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหา ดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 289 (4) ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 185 ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายมาโนชหรือบี้ เสาร์ทอน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นางสาวนุชรัตน์ ประชาชนะชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายแชน ศิริพงษ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2548
#267341
เปิดฉบับเต็ม

การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ผู้กระทำความผิดได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด มิใช่เป็นการกระทำในลักษณะปัจจุบันทันด่วน พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองตะโกนให้ของลับแล้วเดินออกจากร้านอาหารไปโดยจำเลยทั้งสองไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายมาก่อน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสองได้ออกจากร้านอาหารไปแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ตระเตรียมการเพื่อฆ่าผู้เสียหายมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 กลับมาใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในเวลาต่อเนื่องกัน จึงไม่พอที่จะให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2537 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมกล่าวคือ จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนสั้นขนาด .22 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน จำนวน 1 กระบอก กับมีกระสุนปืน ขนาด .22 จำนวนหลายนัดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยที่ 1 พาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปที่บริเวณหน้าร้านอาหารกุ๊ก บ้านน้ำพุง หมู่ที่ 4 ตำบลหนองไขว่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต่อมาจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายดิลก กิจแสวง ผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อนจำนวนหลายนัด แต่กระสุนปืนดังกล่าวไม่ถูกผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 288, 289, 371 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 289 (4) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 3 เดือน ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน 25 ปี รวมจำคุก 25 ปี 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ขณะกระทำความผิดมีอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้จำคุก 16 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 11 ปี 1 เดือน 10 วัน ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 86 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 4 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนสั้น ขนาด .22 ยิงนายดิลก กิจแสวง ผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายแต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โจทก์มีนายดิลก กิจแสวง ผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากร้านอาหาร ผู้เสียหายได้ขับรถกลับบ้านและขับกลับมาที่ร้านอาหาร สักครู่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์มาที่ร้านอาหาร แล้วจำเลยที่ 1 เล็งอาวุธปืนมาที่ผู้เสียหายและยิงปืนใส่ผู้เสียหาย 1 นัด ส่วนนางสาวรุ่งฤดี ทิพมณฑา พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า หลังจากที่จำเลยทั้งสองออกจากร้านอาหารไปประมาณ 10 นาที ก็กลับมา แล้วจำเลยที่ 1 ยกปืนเล็งไปที่ผู้เสียหายและยิงผู้เสียหาย 1 นัด ส่วนนายสัญญา กิจแสวง พยานโจทก์ อีกปากหนึ่งเบิกความว่า หลังจากที่จำเลยทั้งสองออกจากร้านอาหารไปได้ประมาณ 20 นาที จำเลยทั้งสองได้กลับมาที่ร้านอาหารอีก จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัด เห็นว่า ระยะเวลาตั้งแต่จำเลยทั้งสองออกจากร้านอาหารไปจนถึงเวลาที่จำเลยทั้งสองกลับมาที่ร้านอาหารอีกครั้งหนึ่งตามที่ผู้เสียหาย นางสาวรุ่งฤดี และนายสัญญาเบิกความมามีความแตกต่างกัน จึงไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่าเป็นระยะเวลานานมากน้อยเพียงใด แต่ก็ฟังได้ว่า เป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่องกันนั่นเอง ศาลฎีกาเห็นว่า การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ผู้กระทำความผิดได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด หาใช่เป็นการกระทำในลักษณะปัจจุบันทันด่วนไม่ พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองตะโกนให้ของลับแล้วเดินออกจากร้านอาหารไปโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายมาก่อน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสองได้ออกจากร้านอาหารไปแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ตระเตรียมการเพื่อฆ่าผู้เสียหายมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 กลับมาที่ร้านอาหารแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้เสียหายในเวลาต่อเนื่องกันดังกล่าว จึงไม่พอที่จะให้รับฟังว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 เท่านั้น ไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ส่วนจำเลยที่ 2 คงมีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 86 เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง กรณีจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดข้อหาพาอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท นั้น มีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดวันที่ 15 มิถุนายน 2537 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดข้อหาดังกล่าว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายมาโนชหรือบี้ เสาร์ทอน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2548
#269767
เปิดฉบับเต็ม

การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น ผู้กระทำความผิดได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด หาใช่เป็นการกระทำในลักษณะปัจจุบันทันด่วนไม่ พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองตะโกนให้ของลับแล้วเดินออกจากร้านอาหารไปโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายมาก่อน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสองได้ออกจากร้านอาหารไปแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ตระเตรียมการเพื่อฆ่าผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 1 กลับมาที่ร้านอาหารแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้เสียหายในเวลาต่อเนื่องกัน จึงไม่พอที่จะให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ความผิดข้อหาพาอาวุธปืนตาม ปอ. มาตรา 371 ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท นั้น มีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดวันที่ 15 มิถุนายน 2537 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดข้อหาดังกล่าว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหาดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 288, 289, 371 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 289 (4) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 3 เดือน ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน 25 ปี รวมจำคุก 25 ปี 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ขณะกระทำความผิดมีอายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้จำคุก 16 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 11 ปี 1 เดือน 10 วัน ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 86 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 9 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่งแล้ว จำคุก 4 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนสั้น ขนาด .22 ยิงนายดิลก กิจแสวง ผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายแต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ และจำเลยที่ 2 สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โจทก์มีนายดิลก กิจแสวง ผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากร้านอาหาร ผู้เสียหายได้ขับรถกลับบ้านและขับกลับมาที่ร้านอาหาร สักครู่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์มาที่ร้านอาหาร แล้วจำเลยที่ 1 เล็งอาวุธปืนมาที่ผู้เสียหายและยิงปืนใส่ผู้เสียหาย 1 นัด ส่วนนางสาวรุ่งฤดี ทิพมณฑา พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสองออกจากร้านอาหารไปประมาณ 10 นาที ก็กลับมา แล้วจำเลยที่ 1 ยกปืนเล็งไปที่ผู้เสียหายและยิงผู้เสียหาย 1 นัด ส่วนนายสัญญา กิจแสวง พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า หลังจากที่จำเลยทั้งสองออกจากร้านอาหารไปได้ประมาณ 20 นาที จำเลยทั้งสองได้กลับมาที่ร้านอาหารอีก จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัด เห็นว่า ระยะเวลาตั้งแต่จำเลยทั้งสองออกจากร้านอาหารไปจนถึงเวลาที่จำเลยทั้งสองกลับมาที่ร้านอาหารอีกครั้งหนึ่งตามที่ผู้เสียหาย นางสาวรุ่งฤดี และนายสัญญาเบิกความมามีความแตกต่างกันจึงไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้ว่าเป็นระยะเวลานานมากน้อยเพียงใด แต่ก็ฟังได้ว่า เป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่องกันนั่นเอง ศาลฎีกาเห็นว่า การฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นผู้กระทำความผิดได้คิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด หาใช่เป็นการกระทำในลักษณะปัจจุบันทันด่วนไม่ พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองตะโกนให้ของลับแล้วเดินออกจากร้านอาหารไปโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายมาก่อน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสองได้ออกจากร้านอาหารไปแล้วจำเลยที่ 1 ได้ตระเตรียมการเพื่อฆ่าผู้เสียหายมาก่อน การที่จำเลยที่ 1 กลับมาที่ร้านอาหารแล้วใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้เสียหายในเวลาต่อเนื่องกันดังกล่าว จึงไม่พอที่จะให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 เท่านั้น ไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ส่วนจำเลยที่ 2 คงมีความผิดฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 86 เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง กรณีจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดข้อหาพาอาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท นั้น มีอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดวันที่ 15 มิถุนายน 2537 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดข้อหาดังกล่าว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดข้อหาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (5) ม. 289 (4) ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 39 (6) ม. 185 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายมาโนชหรือบี้ เสาร์ทอน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1530 -ที่ 1532/2548
#269611
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ค้างชำระอันเกิดจากการขายแบตเตอรี่ให้แก่ลูกค้าที่ซื้อไปขายต่อเพื่อแสวงหากำไรอันเป็นการประกอบธุรกิจการค้าของลูกค้ามีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) มิใช่กรณีลูกค้าซื้อไปเพื่อใช้เองอันมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ปรากฏว่าขณะที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยทวงให้ลูกหนี้ชำระหนี้ หนี้ที่ค้างชำระยังไม่ครบอายุความ 5 ปี แม้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จะทวงหนี้จากลูกหนี้ไม่ครบทุกรายและเมื่อลูกหนี้ค้างชำระหนี้เกิน 2 ปีแล้ว โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ตั้งสำรองหนี้สูญอันเป็นการผิดระเบียบก็ตาม แต่ผลเสียหายที่จำเลยติดตามหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระไม่ได้เกิดจากจำเลยเข้าใจผิดว่าหนี้ที่ลูกค้าค้างชำระนั้นมีอายุความ 2 ปี และขาดอายุความแล้วจึงไม่ได้ฟ้องร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยไม่ติดตามฟ้องร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ มิใช่เป็นผลมาจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ทวงหนี้ และไม่ตั้งสำรองหนี้สูญ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอายัดเงินเดือน เงินโบนัส หรือเงินบำเหน็จของโจทก์ตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เพื่อชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.การจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 และ พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การแบตเตอรี่ พ.ศ.2498 โดยมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ โดยให้บริการต่าง ๆ เกี่ยวกับการอุตสาหกรรมของจำเลย ทำการค้าเกี่ยวกับอุตสาหกรรมของจำเลย กระทำกิจการต่าง ๆ ที่จะเกิดประโยชน์แก่จำเลย โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยและเป็นพนักงานองค์การของรัฐ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการทำคำสั่งทางปกครองของจำเลยที่อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และกฎกระทรวงฉบับที่ 9 (2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ข้อ 1 (4) และ ข้อ 2 ทั้งสามคำสั่งแก่โจทก์ทั้งสาม และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 71,583.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 72,074.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 162,627.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณานางวิไล ทรงประกอบ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์ที่ 2 ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ กห 5400/4045, กห 5400/4034, กห 5400/4040, กห 5400/4046, กห 5400/4035 และ กห 5400/4041 แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 คำสั่ง และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 32,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 มกราคม 2546) ของต้นเงิน 4,000 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2546 และของต้นเงิน 4,000 บาท นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และคืนเงินจำนวน 29,010.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 มกราคม 2546) ของต้นเงิน 2,347.50 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2546 และของต้นเงิน 2,662.52 บาท นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ส่วนโจทก์ที่ 3 นั้นให้ยกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลยโดยโจทก์ที่ 1 มีตำแหน่งประจำองค์การ เทียบเท่าหัวหน้ากอง ช่วยปฏิบัติงานกองบัญชีและการเงิน โจทก์ที่ 2 มีตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองบัญชีและการเงิน โจทก์ที่ 3 มีตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองวางแผนและประเมินผล ฝ่ายวางแผนและวิจัย ช่วยปฏิบัติงานฝ่ายขาย เนื่องจากมีหนี้ค้างชำระจากการขายแบตเตอรี่ตั้งแต่ปี 2537 ถึง 2539 และหนี้ค้างชำระจากการขายแบตเตอรี่ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2539 ถึงเดือนมีนาคม 2541 เป็นหนี้ค้างชำระที่เกิดจากการย้ายร้านหนี และหนี้ค้างชำระตั้งแต่ปี 2538 ถึง 2541 ที่ไม่เคลื่อนไหว จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่ง 3 ชุด คณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวทำการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วมีความเห็นให้โจทก์ทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งจำนวนตามฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ความเสียหายของจำเลยตามฟ้องเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ค่าเสียหายตามฟ้องคดีนี้เป็นหนี้ที่ค้างชำระจากการขายแบตเตอรี่ให้ลูกค้าที่ลูกค้ามิได้ซื้อไปใช้เองแต่ลูกค้าซื้อไปขายต่อเพื่อแสวงหากำไรอันเป็นการประกอบธุรกิจการค้าของลูกค้า ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (5) มิใช่ลูกค้าซื้อไปเพื่อใช้เองอันมีอายุความ 2 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ซึ่งขณะที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทวงให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้น หนี้ที่ค้างชำระยังไม่ครบอายุความ 5 ปี แม้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จะทวงหนี้จากลูกหนี้ไม่ครบทุกราย เมื่อลูกหนี้ค้างชำระหนี้เกิน 2 ปี แล้วโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ตั้งสำรองหนี้สูญ อันเป็นการผิดระเบียบก็ตาม แต่ผลเสียหายที่จำเลยติดตามหนี้ที่ลูกหนี้ค้างชำระไม่ได้นั้นเกิดจากจำเลยเข้าใจผิดว่าหนี้ที่ลูกค้าค้างชำระนั้นมีอายุความ 2 ปี และขาดอายุความแล้ว จึงไม่ได้ฟ้องร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ มิใช่เป็นผลมาจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ทวงหนี้ และไม่ตั้งสำรองหนี้สูญ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทิพวรรณ ฉ่ำเฉลิม หรือชุติมันต์ กับพวก
โจทก์ร่วม — นางวิไล ทรงประกอบ
จำเลย — องค์การแบตเตอรี่
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ