คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1529/2548
#270954
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (ฮ่องกง) จำกัด บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด และจำเลย เป็นบริษัทในเครือเดียวกันแต่จดทะเบียนแยกต่างหากคนละประเทศกัน โจทก์เคยทำงานในบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (ฮ่องกง) จำกัด ต่อมาโจทก์ได้รับการโอนย้ายมาทำงานกับจำเลย จากนั้นโจทก์ก็ได้รับการโอนย้ายมาทำงานในบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด โดยโจทก์ได้ลงลายมือชื่อยอมรับข้อเสนอการจ้างงานตามหนังสือแจ้งการโอนย้ายดังกล่าว ซึ่งในหนังสือมีข้อความระบุถึงสถานที่ทำงาน ตำแหน่งงานของโจทก์ รวมทั้งเงินเดือน เงินโบนัส เบี้ยเลี้ยง ค่าที่พักอาศัย วันลาพักผ่อนประจำปี สวัสดิการอื่น การบอกเลิกสัญญาจ้างและอื่น ๆ หนังสือนี้จึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานระหว่างบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด กับโจทก์ ดังนั้น บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ แม้ว่าบริษัทดังกล่าวทั้งสามจะเป็นบริษัทลูกซึ่งมีบริษัทแม่เดียวกัน แต่เมื่อต่างเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน ย่อมมีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดแยกต่างหากจากกัน เมื่อบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นกรณีที่บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ในฐานะนายจ้างบอกเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างในขณะที่โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย ทั้งยังไม่มีข้อความหรือข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานใดว่า บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ได้กระทำการแทนจำเลย จึงถือไม่ได้ว่า บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ได้เลิกจ้างโจทก์แทนจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยได้บอกเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า และเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 91,344,871.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและเงินเพิ่มร้อยละ 15 ต่อปีของค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษทุกระยะเจ็ดวันนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด เป็นผู้บอกเลิกจ้าง โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลย ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าง ๆ ตามฟ้องจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2541 บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (ฮ่องกง) จำกัด ได้มีหนังสือเสนอรับโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2543 สำนักงานผู้แทนเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน ประจำประเทศไทย ได้มีหนังสือถึงโจทก์แจ้งยืนยันการโอนย้ายโจทก์ไปปฏิบัติงาน ณ สำนักงานผู้แทนเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน ประจำประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2544 บริษัทหลักทรัพย์ เครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (ประเทศไทย) จำกัด ได้มีหนังสือถึงโจทก์ เรื่อง การให้ความยินยอมต่อการโอนย้ายการจ้างงานจากสำนักงานผู้แทนเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน ประจำประเทศไทย ไปยังบริษัทหลักทรัพย์เครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (ประเทศไทย) จำกัด ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ได้มีหนังสือถึงโจทก์แจ้งยืนยันการโอนย้ายไปปฏิบัติงาน ณ บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด โดยกำหนดวันโอนย้ายวันที่ 1 ธันวาคม 2544 ซึ่งโจทก์ได้ลงลายมือชื่อยอมรับข้อเสนอการจ้างงานดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2544 ระหว่างที่โจทก์ทำงานกับบริษัทดังกล่าวข้างต้น ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2544 โจทก์ได้รับค่าจ้างจากบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (ฮ่องกง) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2544 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ได้รับค่าจ้างจากจำเลย ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2544 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2545 ต่อจากนั้นโจทก์ได้รับค่าจ้างจากบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด บริษัททั้งสาม คือ บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (ฮ่องกง) จำกัด จำเลย และบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด เป็นบริษัทในเครือเดียวกันแต่จดทะเบียนแยกต่างหากคนละประเทศ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2545 บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยในขณะที่โจทก์ถูกเลิกจ้างหรือไม่ และบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์แทนจำเลยหรือไม่ เห็นว่า บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ได้มีหนังสือแจ้งการโอนย้ายโจทก์จากจำเลยไปปฏิบัติงาน ณ บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด และโจทก์ลงลายมือชื่อตกลงยอมรับข้อเสนอการจ้างงานตามหนังสือแจ้งการโอนย้ายดังกล่าว เมื่อเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุถึงสถานที่ทำงาน ตำแหน่งงานของโจทก์ รวมทั้งเงินเดือน เงินโบนัส เบี้ยเลี้ยง ค่าที่พักอาศัย วันลาพักผ่อนประจำปี สวัสดิการอื่น การบอกเลิกสัญญาจ้าง และอื่น ๆ เอกสารนั้นจึงเป็นสัญญาจ้างแรงงานระหว่างบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด กับโจทก์ และโจทก์ได้รับค่าจ้างจากบริษัท เครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2544 เป็นต้นมา ดังนั้น บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ เมื่อบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2545 จึงเป็นกรณีที่บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ในฐานะนายจ้างบอกเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างในขณะที่โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลย แม้ว่าบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (ฮ่องกง) จำกัด บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด และจำเลยจะเป็นบริษัทลูกซึ่งมีบริษัทแม่คือ บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน อินเตอร์เนชั่นแนล ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสมาพันธรัฐสวิส และบริษัทดังกล่าวดำเนินการให้บริการแก่ลูกค้าร่วมกัน แต่เมื่อบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด และจำเลยเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันในทางกฎหมาย บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ย่อมมีอำนาจหน้าที่ และความรับผิดในทรัพย์สินและหนี้สินแยกต่างหากจากจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย นอกจากนี้การที่บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีข้อความหรือข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานใดว่าบริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ได้กระทำการแทนจำเลย จึงถือไม่ได้ว่า บริษัทเครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน (สิงคโปร์) จำกัด ได้เลิกจ้างโจทก์แทนจำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุระศักดิ์ เคารพธรรม
บริษัทหลักทรัพย์ เครดิต สวิส เฟิร์สท์ บอสตัน
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1528/2548
#269764
เปิดฉบับเต็ม

เงินโบนัสโจทก์ได้รับเป็นประจำปีโดยจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ปีละ 1 ครั้งพร้อมกับเงินเดือนงวดที่ 12 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายของปีในเดือนธันวาคมของแต่ละปี มิใช่แบ่งจ่ายเป็นงวดดังเช่นการจ่ายเงินเดือน และระบุการจ่ายว่าเป็นเงินโบนัส สำหรับค่าน้ำและค่าไฟฟ้าแต่เดิมจำเลยจะจ่ายให้แก่โจทก์ต่อเมื่อต้องมีใบเสร็จรับเงินมาแสดงประกอบการเบิกจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง แสดงให้เห็นว่าค่าน้ำค่าไฟฟ้า เป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการโดยแท้ ไม่มีเจตนาที่จะจ่ายให้เป็นเงินค่าจ้าง แม้ต่อมาโจทก์จะไม่ต้องนำใบเสร็จมาแสดงก็เนื่องจากโจทก์เป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นการอำนวยความสะดวกและให้เกียรติโจทก์และเป็นจำนวนไม่มาก จึงเหมาจ่ายให้แก่โจทก์เป็นประจำทุกเดือน เงินดังกล่าวนี้ก็ยังคงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นสวัสดิการเช่นเดิม ดังนั้น ทั้งเงินโบนัส เงินค่าน้ำ และเงินค่าไฟฟ้าจึงไม่ใช่เงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาปกติของวันทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้างที่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างจำนวน 93,692.30 บาท ค่าชดเชยส่วนที่ขาด จำนวน 325,300.04 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำนวน 9,532,153.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามกฎหมายแล้วจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในส่วนที่ยังไม่ได้ปรับขึ้นให้แก่โจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุครบเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย จำเลยเลิกจ้างเป็นธรรมต่อโจทก์แล้ว จึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 สิงหาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินโบนัส เงินค่าน้ำ และเงินค่าไฟฟ้าที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นเงินค่าจ้างที่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นค่าชดเชยหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเงินโบนัสโจทก์ได้รับเป็นประจำทุกปีโดยจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ปีละ 1 ครั้ง พร้อมกับเงินเดือน งวดที่ 12 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายของปีในเดือนธันวาคมของแต่ละปี มิใช่แบ่งจ่ายเป็นงวดดังเช่นการจ่ายเงินเดือน และระบุการจ่ายว่าเป็นเงินโบนัส สำหรับค่าน้ำและค่าไฟฟ้าแต่เดิมจำเลยจะจ่ายให้แก่โจทก์ต่อเมื่อต้องมีใบเสร็จรับเงินมาแสดงประกอบการเบิกจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริงตามเอกสารหมาย ล. 5 ข้อ 3 แสดงให้เห็นว่าค่าน้ำและค่าไฟฟ้า เป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการโดยแท้ ไม่มีเจตนาที่จะจ่ายให้เป็นเงินค่าจ้าง แม้ต่อมาโจทก์จะไม่ต้องนำใบเสร็จมาแสดงก็เนื่องจากโจทก์เป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นการอำนวยความสะดวกและให้เกียรติโจทก์ และเป็นจำนวนเงินไม่มาก จึงเหมาจ่ายให้แก่โจทก์เป็นประจำทุกเดือน เงินดังกล่าวนี้ก็ยังคงเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เป็นสวัสดิการเช่นเดิม ดังนั้น ทั้งเงินโบนัส เงินค่าน้ำ และเงินค่าไฟฟ้าจึงไม่ใช่เงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานในเวลาปกติของวันทำงาน จึงมิใช่ค่าจ้างที่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นค่าชดเชย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอนก สิริวิชช์
จำเลย — บริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1525/2548
#269852
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยกับพวกบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยไปพบผู้เสียหายที่ 2 จำเลยกับพวกจึงกระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยบรรยายแยกการกระทำของจำเลยออกเป็นหลายกรรมต่างกัน และจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามฟ้องไม่ปรากฏว่าการที่จำเลยกับพวกบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 เป็นไปโดยมีเจตนากระทำการอย่างอื่น นอกจากข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 การที่จำเลยกับพวกบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องจึงเป็นไปโดยมีเจตนาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น การกระทำของจำเลยกับพวกตามฟ้อง จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

การที่จำเลยกับพวกร่วมกันจับแขนทั้งสองข้างของผู้เสียหายที่ 2 ชูไว้บนศีรษะ กดให้ผู้เสียหายที่ 2 นอนหงาย และใช้มือปิดปากผู้เสียหายที่ 2 มิให้ร้อง พร้อมกับถอดกางเกงผู้เสียหายที่ 2 ออก ก็เพื่อจำเลยกับพวกจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น จำเลยกับพวกมิได้กระทำการอย่างใดต่อผู้เสียหายที่ 2 อีก ดังนี้ จะถือว่าจำเลยกับพวกกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 ด้วย หาได้ไม่ แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ ร่วมกันปีนเข้าทางหน้าต่างบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของ ก. ผู้เสียหายที่ 1 และครอบครัว และไปพบเด็กหญิง ข. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีอายุไม่เกิน 15 ปี นอนอยู่ในบ้านเกิดเหตุ จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายที่ 2 โดยจับแขนทั้งสองข้างของผู้เสียหายที่ 2 ชูไว้บนศีรษะ กดให้ผู้เสียหายนอนหงาย ใช้มือปิดปากผู้เสียหายที่ 2 มิให้ร้อง ถอดกางเกงผู้เสียหายที่ 2 ออก แล้วร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยกับพวก 1 ครั้ง โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 364, 365 (2) (3), 277, 279

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปีจำคุก 11 ปี ฐานบุกรุก จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง อีกข้อหาหนึ่ง กับความผิดข้อหาบุกรุกและข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 11 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 5 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยตามที่กล่าวอ้างในฟ้องเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยกับพวกบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยไปพบผู้เสียหายที่ 2 จำเลยกับพวกจึงกระทำอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยบรรยายแยกการกระทำของจำเลยออกเป็นหลายกรรมต่างกัน และจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงตามฟ้องไม่ปรากฏว่าการที่จำเลยกับพวกบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 เป็นไปโดยมีเจตนากระทำการอย่างอื่น นอกจากข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ด้วยเหตุนี้เอง การที่จำเลยกับพวกบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง จึงเป็นไปโดยมีเจตนาข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น การกระทำของจำเลยกับพวกตามที่กล่าวอ้างในฟ้อง จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำคุกข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 หาใช่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือหรือแตกต่างไปจากที่ปรากฏในฟ้องดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยกับพวกร่วมกันจับแขนทั้งสองข้างของผู้เสียหายที่ 2 ชูไว้บนศีรษะ กดให้ผู้เสียหายที่ 2 นอนหงาย และใช้มือปิดปากผู้เสียหายที่ 2 มิให้ร้องพร้อมกับถอดกางเกงผู้เสียหายที่ 2 ออก ก็เพื่อจำเลยกับพวกจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น จำเลยกับพวกมิได้กระทำการอย่างอื่นต่อผู้เสียหายที่ 2 อีก ดังนี้จะถือว่าจำเลยกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 2 ด้วยหาได้ไม่ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ด้วยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสองอีกข้อหาหนึ่งจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง โดยให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานนี้ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 279
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายชัยรัตน์ ยวงสอน
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1524/2548
#267932
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในต้นเงิน 133,186.90 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 ซึ่งไม่ตรงกับที่โจทก์ขอโดยไม่ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาด้วยวาจาเพราะดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 141 วรรคท้าย 194,196 เนื้อหาของคำพิพากษาจึงมีเพียงให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมเท่านั้น แต่การที่โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงตรงตามคำฟ้องโดยศาลชั้นต้นมิได้รับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งในคำพิพากษาก็ระบุจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดไม่เกิน 48,159.19 บาท สอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์ จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยเห็นด้วยกับทางนำสืบของโจทก์ทุกประการ เพียงแต่เขียนคำพิพากษาตามรูปแบบของคำพิพากษาด้วยวาจาระบุวันเดือนปีที่คิดดอกเบี้ยผิดพลาดไปจากข้อวินิจฉัย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขวันเดือนปีที่คิดดอกเบี้ยเป็นวันที่ 29 ตุลาคม 2541 ให้ถูกต้อง จึงเป็นกรณีขอแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อยตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ชอบที่ศาลชั้นต้นจะแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อยนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 133,186.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 48,159.19 บาท หากชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4222 ตำบลปางหมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนกว่าจะชำระครบถ้วนกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยชำระหนี้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 โจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิจากธนาคารดังกล่าวจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันดังกล่าว จึงขอให้แก้ไขคำพิพากษาเป็นให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2541

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญญาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาตามที่โจทก์ขอหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 140,000 บาท แต่จำเลยมิได้ผ่อนชำระตรงตามงวดที่ตกลงไว้ในสัญญาโดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 จำนวน 2,000 บาท ในวันดังกล่าวจำเลยคงค้างชำระต้นเงิน 133,186.90 บาท และดอกเบี้ย 13,686.49 บาท ต่อมาจำเลยได้รับสภาพหนี้โดยทำสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แต่จำเลยผิดเงื่อนไขการชำระหนี้อีกโดยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2545 ในวันดังกล่าวจำเลยคงค้างชำระต้นเงิน 133,186.90 บาท และดอกเบี้ย 35,989.97 บาท โจทก์คำนวณดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวตลอดมาจนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 48,159.19 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 181,346.09 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 133,186.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยยื่นคำให้การแต่ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 133,186.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 48,159.19 บาท หากชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนกว่าจะชำระครบถ้วน ซึ่งเมื่อพิจารณาคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนดอกเบี้ยปรากฏว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในต้นเงินที่ค้างชำระ 133,186.90 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2545 ซึ่งไม่ตรงกับที่โจทก์ขอโดยไม่ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเนื่องจากคดีนี้ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาคดีได้ด้วยวาจาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 วรรคท้าย 194,196 เนื้อหาของคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงมีเพียงให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์และรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าคดีนี้โจทก์นำพยานเข้าสืบฝ่ายเดียวและสืบข้อเท็จจริงตรงตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้อง และไม่ปรากฏข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่ารับฟังแตกต่างจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งในคำพิพากษาก็ระบุจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดไม่เกิน 48,159.19 บาท สอดคล้องกับทางนำสืบของโจทก์ กรณีจึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยเห็นด้วยกับทางนำสืบของโจทก์ทุกประการเพียงแต่เขียนคำพิพากษาออกมาตามรูปแบบของคำพิพากษาด้วยวาจาระบุวันเดือนปีที่คิดดอกเบี้ยผิดพลาดไปจากข้อวินิจฉัยซึ่งเห็นด้วยกับคำฟ้อง การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขวันเดือนปีที่คิดดอกเบี้ยจากวันที่ 25 มกราคม 2545 เป็นวันที่ 29 ตุลาคม 2541 ให้ถูกต้องตรงกับทางนำสืบและคำฟ้อง จึงเป็นกรณีขอแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ชอบที่ศาลชั้นต้นจะแก้ไขข้อผิดหลงเล็กน้อยนั้นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาต้องกันมาให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 133,186.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 141 ม. 143 ม. 194
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนบุรี จำกัด
จำเลย — นางสาวหรือนางนวลผ่อง ประเสริฐหรือเทียนขาว
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1521/2548
#267340
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยช่วยติดต่อหาซื้อที่ดินให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 และ ส. และหาคนมาเช่าที่ดิน โจทก์จึงเป็นผู้รู้รายละเอียดดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสามไปหาข้อเท็จจริงจากโจทก์และโจทก์ยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับทนายความและติดตามหาบุคคลที่เกี่ยวข้องไปเป็นพยานให้งานของโจทก์จึงเป็นงานรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับคดี ส่วนที่โจทก์ต้องไปเบิกความเป็นพยานก็เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องที่ต้องกระทำไม่ขัดต่อกฎหมายเรื่องการรับฟังพยานหลักฐาน ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามคู่ความให้ค่าตอบแทนแก่พยาน การที่ฝ่ายจำเลยทั้งสามตกลงให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท ก็เป็นเรื่องที่เสนอผลประโยชน์แก่โจทก์เอง โจทก์มิได้เรียกร้อง เมื่อเที่ยบกับมูลค่าทรัพย์ที่ฝ่ายจำเลยทั้งสามจะได้รับคืนและจำนวนคดีที่จำเลยทั้งสามเป็นความซึ่งใช้เวลานาน 8 ถึง 9 ปี ค่าตอบแทนดังกล่าวจึงไม่สูงจนเกินไป จึงไม่เป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกัน ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่เป็นโมฆะ

จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 และร่วมกันตกลงว่าจ้างโจทก์เป็นพยาน ให้คำปรึกษาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดในฐานะเป็นผู้ร่วมว่าจ้าง กรณีมิใช่เรื่องตัวการตัวแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันตกลงสัญญาให้โจทก์เบิกความเป็นพยานในคดีที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 พิพาทเรื่องที่ดินกับนายสง่า เจียมปัญญารัช กับพวก โดยให้โจทก์เบิกความตามข้อเท็จจริงที่รู้เห็น กับให้โจทก์เป็นผู้ให้คำปรึกษาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสามจะจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับส่วนแบ่งที่ดินจากนายสง่า แต่หลังจากโจทก์ดำเนินการดังกล่าวจนกระทั่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับส่วนแบ่งที่ดินจากนายสง่า และขายได้เป็นเงิน 50,000,000 บาทแล้ว จำเลยทั้งสามผิดนัด ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,033,698 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสามว่าจ้างโจทก์ให้เบิกความเป็นพยาน เป็นผู้ให้คำปรึกษาและข้อมูลเกี่ยวกับคดีนั้น เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์จึงตกเป็นโมฆะ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อรับประโยชน์ตอบแทนจากการยุยงให้บุคคลอื่นเป็นความกันโดยจำเลยทั้งสามไม่เคยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการดังกล่าว แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนพลเมืองดีทั่วไปที่จะต้องไปเบิกความเป็นพยานตามความเป็นจริงที่รู้เห็นหรือฟังมามิใช่เป็นการให้คำปรึกษา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,980,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 33,698 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 6,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีของจำเลยที่ 2 และเป็นพี่ชายของจำเลยที่ 3 ตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าหุ้นกับนายสง่า เจียมปัญญารัช ร่วมกันซื้อที่ดินเพื่อค้ากำไรโดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 ด้วย รวม 20 แปลงเนื้อที่ประมาณ 238 ไร่ และได้มอบหมายให้โจทก์เป็นผู้ดูแลที่ดินทั้งหมด ต่อมานายสง่าฟ้องเลิกห้างหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 และมีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวรวม 17 คดี โดยโจทก์ได้ไปเป็นพยานให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ทุกคดีรวมทั้งให้รายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินและติดต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องมาเป็นพยานให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อมาเมื่อคดีระหว่างนายสง่ากับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสร็จสิ้นทุกคดี โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับส่วนแบ่งที่ดินจากนายสง่าและขายได้เป็นเงิน 50,000,000 บาท โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามจ่ายค่าตอบแทนจำนวน 2,000,000 บาท จำเลยทั้งสามไม่ชำระให้อ้างว่าไม่มีข้อตกลงกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า จำเลยทั้งสามตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เบิกความเป็นพยาน ให้คำปรึกษา และให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีโดยจะให้ค่าจ้างเป็นเงิน 2,000,000 บาท หรือไม่ โจทก์และจำเลยทั้งสามนำสืบข้อเท็จจริงยันกัน โดยฝ่ายโจทก์ยืนยันว่าจำเลยทั้งสามและนางบัวภริยาของจำเลยที่ 3 ไปหาโจทก์ที่บ้าน และจำเลยที่ 1 บอกโจทก์ว่า ถูกนายสง่าโกงที่ดิน ขอให้โจทก์ช่วย หากโจทก์ไม่ช่วยจำเลยที่ 1 จะหมดเนื้อหมดตัว ขอให้โจทก์ไปเบิกความเป็นพยานในศาลทุกคดี โดยจำเลยทั้งสามจะให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท เมื่อได้ที่ดินคืนจากนายสง่าและขายที่ดินได้แล้ว ส่วนจำเลยทั้งสามยืนยันว่า ที่ไปหาโจทก์นั้นเพียงแต่ขอให้เป็นพยานแต่ไม่ได้จ้างโจทก์ เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้มีการทำบันทึกข้อตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ตามข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีคดีพิพาทกันกับนายสง่ารวมแล้วถึง 17 คดี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องไปขอข้อมูลจากโจทก์ซึ่งรู้เรื่องเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นอย่างดี โจทก์ได้ให้คำปรึกษารายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินแก่ฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นพยานเบิกความในศาลให้ทุกคดี จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความกับนายสง่านายนาย 8 ปี ถึง 9 ปี จนกระทั่งโจทก์ถูกนายสง่ากับพวกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาโจทก์ได้ทุ่มเททำงานให้แก่ฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 3 อย่างมาก น่าเชื่อว่าทำไปเพราะมีข้อตกลงให้ค่าตอบแทนกันมิเช่นนั้นคงไม่ยอมเหนื่อยยากขนาดนี้ นอกจากนี้การที่นายภานุสิทธิ์ วิจิตรานนท์ ซึ่งเคยเป็นทนายความว่าความให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เคยไปหาโจทก์ที่บ้านเมื่อปี 2538 นั้น โจทก์เบิกความว่านายภาณุสิทธิ์บอกกว่าจำเลยทั้งสามใช้ให้มาเจรจาขอลดค่าตอบแทนกับโจทก์ ซึ่งนายภานุสิทธิ์พยานจำเลยทั้งสามเบิกความยืนยันว่าได้เขียนตัวเลขไว้ที่ด้านหลังรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.21 จริง โดยตัวเลขจำนวน 400,000 บาท และ 500,000 บาท มีการขีดฆ่าออกคงตัวเลขจำนวน 700,000 บาท ไว้ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โจทก์ประสงค์จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงน่าเชื่อว่านายภานุสิทธิ์ไปขอโจทก์เพื่อต่อรองลดราคาค่าตอบแทนแก่โจทก์จริง จึงเป็นการสนับสนุนพยานฝ่ายโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ไปเป็นพยานเบิกความในศาลรวมทั้งให้ข้อมูลรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินและการดำเนินคดีโดยตกลงให้เงินค่าจ้างโจทก์จำนวน 2,000,000 บาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อไปมีว่า มีข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้เคยช่วยติดต่อหาซื้อที่ดินให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 และนายสง่า ทั้งยังเป็นผู้ดูแลและหาคนมาเช่าที่ดิน โจทก์จึงเป็นผู้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสามไปหาข้อมูลรายละเอียดข้อเท็จจริงจากโจทก์และโจทก์ยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับทนายความและติดตามหาบุคคลที่เกี่ยวข้องไปเป็นพยานให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 งานของโจทก์เป็นงานรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับคดี ส่วนที่โจทก์ต้องไปเบิกความเป็นพยานในฐานเป็นผู้รู้รายละเอียดข้อเท็จจริงก็เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องที่ต้องกระทำ งานที่โจทก์ปฏิบัติไม่ขัดต่อกฎหมายเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งห้ามคู่ความให้ค่าตอบแทนแก่พยานซึ่งตามข้อเท็จจริงการที่ฝ่ายจำเลยทั้งสามตกลงให้ค่าตอบแทนในการทำงานแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายจำเลยทั้งสามเสนอผลประโยชน์ให้แก่โจทก์เอง โจทก์มิได้เรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสามแต่อย่างใดซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่พิพาทหรือคำนวณเป็นอัตราส่วนเอาจากทรัพย์สินที่พิพาท เมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยทั้งสามจะได้รับคืนและจำนวนคดีที่จำเลยทั้งสามเป็นความซึ่งใช้เวลานาน 8 ถึง 9 ปี ค่าตอบแทนที่จำเลยทั้งสามเสนอให้แก่โจทก์จึงไม่สูงจนเกินไปนัก ดังนั้น ข้อตกลงที่จำเลยทั้งสามว่าจ้างโจทก์ให้เบิกความเป็นพยาน ให้คำปรึกษาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีตามความเป็นจริงโดยจะให้ค่าจ้างเป็นเงิน 2,000,000 บาท จึงไม่เป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกัน ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินบางแปลงแทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการต้องรับผิดแล้วจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 และร่วมตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นพยานให้คำปรึกษาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดในฐานะเป็นผู้ร่วมว่าจ้าง กรณีมิใช่เรื่องตัวการตัวแทนแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยให้เหตุผลมาโดยละเอียด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืนให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 6,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 291 ม. 369 ม. 797
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชื้น บุญเกิด
จำเลย — นายธวัชชัย ชัยมงคลตระกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1521/2548
#269763
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้เคยช่วยติดต่อหาซื้อที่ดินให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 และ ง. ทั้งยังเป็นผู้ดูแลและหาคนมาเช่าที่ดิน โจทก์จึงเป็นผู้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสามไปหาข้อมูลรายละเอียดข้อเท็จจริงจากโจทก์ และโจทก์ยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับทนายความและติดตามหาบุคคลที่เกี่ยวข้องไปเป็นพยานให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 งานของโจทก์เป็นงานรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับคดี ส่วนที่โจทก์ต้องไปเบิกความเป็นพยานในฐานะเป็นผู้รู้รายละเอียดข้อเท็จจริงก็เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องที่ต้องกระทำ งานที่โจทก์ปฏิบัติไม่ขัดต่อกฎหมายเรื่องการรับฟังพยานหลักฐาน ทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งห้ามคู่ความให้ค่าตอบแทนแก่พยาน การที่จำเลยทั้งสามตกลงให้ค่าตอบแทนในการทำงานแก่โจทก์เป็นเรื่องที่ฝ่ายจำเลยทั้งสามเสนอผลประโยชน์ให้แก่โจทก์เอง โจทก์มิได้เรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสามแต่อย่างใด ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่พิพาทหรือคำนวณเป็นอัตราส่วนเอาจากทรัพย์สินที่พิพาท เมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยทั้งสามจะได้รับคืนและจำนวนคดีที่จำเลยทั้งสามเป็นความซึ่งใช้เวลานาน 8 ถึง 9 ปี ค่าตอบแทนที่จำเลยทั้งสามเสนอให้แก่โจทก์จึงไม่สูงจนเกินไปนัก ดังนั้น ข้อตกลงที่จำเลยทั้งสามว่าจ้างโจทก์ให้เบิกความเป็นพยาน ให้คำปรึกษา และให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีตามความเป็นจริงโดยจะให้ค่าจ้างเป็นเงิน 2,000,000 บาท จึงไม่เป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกัน ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,033,698 บาท ตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญาที่โจทก์ฟ้อง ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,980,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นสามีของจำเลยที่ 2 และเป็นพี่ชายของจำเลยที่ 3 ตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมาจำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าหุ้นกับนายสง่า เจียมปัญญารัช ร่วมกันซื้อที่ดินเพื่อค้ากำไรโดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 ด้วย รวม 20 แปลงเนื้อที่ประมาณ 238 ไร่ และได้มอบหมายให้โจทก์เป็นผู้ดูแลที่ดินทั้งหมด ต่อมานายสง่าฟ้องเลิกห้างหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 และมีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวรวม 17 คดี โดยโจทก์ได้ไปเป็นพยานให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ทุกคดีรวมทั้งให้รายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินและติดต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องมาเป็นพยานให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อมาเมื่อคดีระหว่างนายสง่ากับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสร็จสิ้นทุกคดี โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับส่วนแบ่งที่ดินจากนายสง่าและขายได้เป็นเงิน 50,000,000 บาท โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามจ่ายค่าตอบแทนจำนวน 2,000,000 บาท จำเลยทั้งสามไม่ชำระให้อ้างว่าไม่มีข้อตกลงกันมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการแรกว่า จำเลยทั้งสามตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เบิกความเป็นพยาน ให้คำปรึกษา และให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีโดยจะให้ค่างจ้างเป็นเงิน 2,000,000 บาท หรือไม่ โจทก์และจำเลยทั้งสามนำสืบข้อเท็จจริงยันกัน โดยฝ่ายโจทก์ยืนยันว่าจำเลยทั้งสามและนางบัวภริยาของจำเลยที่ 3 ไปหาโจทก์ที่บ้าน และจำเลยที่ 1 บอกโจทก์ว่า ถูกนายสง่าโกงที่ดิน ขอให้โจทก์ช่วย หากโจทก์ไม่ช่วยจำเลยที่ 1 จะหมดเนื้อหมดตัว ขอให้โจทก์ไปเบิกความเป็นพยานในศาลทุกคดีโดยจำเลยทั้งสามจะให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท เมื่อได้ที่ดินคืนจากนายสง่าและขายที่ดินได้แล้ว ส่วนจำเลยทั้งสามยืนยันว่า ที่ไปหาโจทก์นั้นเพียงแต่ขอให้เป็นพยานแต่ไม่ได้จ้างโจทก์ เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้มีการทำบันทึกข้อตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ตามข้อเท็จจริงจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีคดีพิพาทกับนายสง่ารวมแล้วถึง 17 คดี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องไปขอข้อมูลจากโจทก์ซึ่งรู้เรื่องเกี่ยวกับที่ดินพิพาทเป็นอย่างดี โจทก์ได้ให้คำปรึกษารายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินแก่ฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 3 และเป็นพยานเบิกความในศาลให้ทุกคดี จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความกับนายสง่านาน 8 ถึง 9 ปี จนกระทั่งโจทก์ถูกนายสง่ากับพวกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญา โจทก์ได้ทุ่มเททำงานให้แก่ฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 3 อย่างมาก น่าเชื่อว่าทำไปเพราะมีข้อตกลงให้ค่าตอบแทนกัน มิเช่นนั้นคงไม่ยอมเหนื่อยยากขนาดนี้ นอกจากนี้การที่นายภาณุสิทธิ์ วิจิตรานนท์ ซึ่งเคยเป็นทนายความว่าความให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เคยไปหาโจทก์ที่บ้านเมื่อปี 2538 นั้น โจทก์เบิกความว่านายภาณุสิทธิ์บอกว่าจำเลยทั้งสามใช้ให้มาเจรจาขอลดค่าตอบแทนกับโจทก์ ซึ่งนายภาณุสิทธิ์พยานจำเลยทั้งสามเบิกความยืนยันว่าได้เขียนตัวเลขไว้ที่ด้านหลังรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.21 จริง โดยตัวเลขจำนวน 400,000 บาท และ 500,000 บาท มีการขีดฆ่าออกคงตัวเลขจำนวน 700,000 บาท ไว้ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่โจทก์ประสงค์จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงน่าเชื่อว่านายภาณุสิทธิ์ไปขอโจทก์เพื่อต่อรองลดราคาค่าตอบแทนแก่โจทก์จริง จึงเป็นการสนับสนุนพยานฝ่ายโจทก์พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ไปเป็นพยานเบิกความในศาลรวมทั้งให้ข้อมูลรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินและการดำเนินคดีโดยตกลงให้เงินค่าจ้างโจทก์จำนวน 2,000,000 บาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อไปมีว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้เคยช่วยติดต่อหาซื้อที่ดินให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 และนายสง่า ทั้งยังเป็นผู้ดูแลและหาคนมาเช่าที่ดิน โจทก์จึงเป็นผู้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสามไปหาข้อมูลรายละเอียดข้อเท็จจริงจากโจทก์ และโจทก์ยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับทนายความและติดตามหาบุคคลที่เกี่ยวข้องไปเป็นพยาน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 งานของโจทก์เป็นงานรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับคดี ส่วนที่โจทก์ต้องไปเบิกความเป็นพยานในฐานะเป็นผู้รู้รายละเอียดข้อเท็จจริงก็เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องที่ต้องกระทำ งานที่โจทก์ปฏิบัติไม่ขัดต่อกฎหมายเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานทั้งไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งห้ามคู่ความให้ค่าตอบแทนแก่พยาน ซึ่งตามข้อเท็จจริงการที่ฝ่ายจำเลยทั้งสามตกลงให้ค่าตอบแทนในการทำงานแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายจำเลยทั้งสามเสนอผลประโยชน์ให้แก่โจทก์เอง โจทก์มิได้เรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสามแต่อย่างใด ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่พิพาทหรือคำนวณเป็นอัตราส่วนเอาจากทรัพย์สินที่พิพาท เมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินที่ฝ่ายจำเลยทั้งสามจะได้รับคืนและจำนวนคดีที่จำเลยทั้งสามเป็นความซึ่งใช้เวลานาน 8 ถึง 9 ปี ค่าตอบแทนที่จำเลยทั้งสามเสนอให้แก่โจทก์จึงไม่สูงจนเกินไปนัก ดังนั้น ข้อตกลงที่จำเลยทั้งสามว่าจ้างโจทก์ให้เบิกความเป็นพยาน ให้คำปรึกษา และให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีตามความเป็นจริงโดยจะให้ค่าจ้างเป็นเงิน 2,000,000 บาท จึงไม่เป็นการแสวงหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกัน ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินบางแปลงแทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการต้องรับผิดแล้วจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 และร่วมตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นพยานให้คำปรึกษาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีด้วย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะเป็นผู้ร่วมว่าจ้าง กรณีมิใช่เรื่องตัวการตัวแทนแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยให้เหตุผลมาโดยละเอียด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชื้น บุญเกิด
จำเลย — นายธวัชชัย ชัยมงคลตระกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1520/2548
#268061
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้สืบพยานโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องชำระให้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ภายใน 15 วัน จำเลยไม่นำเงินมาวาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง ก็เป็นการอุทธรณ์ตามมาตรา 234 เมื่อจำเลยไม่นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล จึงเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งหมายถึงการสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย จึงต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 13,104,245 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 (ที่ถูก 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้สืบพยานโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ภายในกำหนด 15 วัน แต่จำเลยไม่นำเงินมาวาง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้สืบพยานโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ภายในกำหนด 15 วัน แต่จำเลยไม่นำเงินมาวาง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกอุทธรณ์ซึ่งหมายถึงการไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย การที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 แม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยก็ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นการไม่ชอบและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งหมายถึงการสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของจำเลยโดยมิได้สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเป็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง"

พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์และยกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาและอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเร่งพัฒนาขนส่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1520/2548
#269588
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้สืบพยานโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องชำระให้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ภายในกำหนด 15 วัน แต่จำเลยไม่นำเงินมาวาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง ก็เป็นการอุทธรณ์ตามมาตรา 234 จำเลยก็ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งหมายถึงการสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของจำเลย ซึ่งในกรณีนี้ต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 13,104.245 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 (ที่ถูก 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้สืบพยานโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ภายในกำหนด 15 วัน แต่จำเลยไม่นำเงินมาวาง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกอุทธรณ์

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้สืบพยานโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ภายในกำหนด 15 วัน แต่จำเลยไม่นำเงินมาวาง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกอุทธรณ์ ซึ่งหมายถึงการไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย การที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 แม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยก็ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นการไม่ชอบและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อมาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งหมายถึงการสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของจำเลยโดยมิได้สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์และยกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา และอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 ม. 229 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเร่งพัฒนาขนส่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทรัตนสุรีย์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1511/2548
#267339
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานใช้รถที่จดทะเบียนแล้วแต่ยังมิได้เสียภาษีประจำปี การที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 59 จึงไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องเป็นมาตรา 6 วรรคสอง, 60 แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษฐานใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 59 แต่บทมาตราที่ถูกต้องเป็นมาตรา 60 จึงเป็นเพียงแต่โจทก์อ้างบทมาตราผิดไป ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทมาตราที่ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กงจ นครนายก 302 ที่มีไว้เพื่อใช้ไม่จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ จำเลยใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับไปในทางเดินรถถนนสุวรรณศร โดยรถคันดังกล่าวได้จดทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้เสียภาษีประจำปีให้ถูกต้องครบถ้วน ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ และจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถจากนายทะเบียนตามกฎหมาย จำเลยซึ่งดื่มสุรามาก่อนได้ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนสุวรรณศรจากอำเภอปากพลีมุ่งหน้าอำเภอเมืองนครนายกด้วยความเร็วสูง เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมัน ส.กอบเกียรติ ซึ่งเป็นที่มืดไม่มีแสงสว่างเพียงพอจำเลยควรใช้ความระมัดระวังชะลอความเร็วของรถให้ช้าลง หากมีรถคันอื่นวิ่งอยู่ข้างหน้าจะได้หยุดหรือหลบได้ทัน แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กลับขับรถด้วยความเร็วสูงพุ่งชนรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนที่มีนายมาโนช แสงศิริ เป็นผู้ขับและแล่นอยู่ในช่องเดินรถเดียวกับรถของจำเลยอย่างแรงทำให้รถคันดังกล่าวล้มลงได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้นายมาโนชถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6, 42, 59, 64 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 4, 7, 11, 37, 39

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นเจ้าของรถไม่จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ ใช้รถที่ยังไม่เสียภาษีประจำปี และใช้รถที่ยังไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุนันท์ แสงศิริ มารดาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 42, 59, 64 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 7, 11, 37, 39 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้รถที่ยังไม่เสียภาษีประจำปี ปรับ 1,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับ 600 บาท ฐานเป็นเจ้าของรถที่มีไว้เพื่อใช้ไม่จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ ปรับ 2,000 บาท ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ความผิดฐานใช้รถที่ยังไม่เสียภาษีประจำปี ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ฐานเป็นเจ้าของรถที่มีไว้เพื่อใช้ไม่จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ และฐานใช้รถที่ยังไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานใช้รถที่ยังไม่เสียภาษีประจำปี ปรับ 500 บาท ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับ 300 บาท ฐานเป็นเจ้าของรถที่มีไว้เพื่อใช้ไม่จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ ปรับ 1,000 บาท ฐานใช้รถที่ยังไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ ปรับ 1,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี และปรับ 2,800 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานใช้รถที่จดทะเบียนแล้ว แต่ยังมิได้เสียภาษีประจำปี แต่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 59 มานั้นไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องเป็นมาตรา 6 วรรคสอง, 60 แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษฐานใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 59 ก็ตามแต่บทมาตราที่ถูกต้องเป็นมาตรา 60 จึงเป็นเพียงแต่โจทก์อ้างบทมาตราผิดไป ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยตามบทมาตราที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า และที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 โดยไม่ระบุวรรคนั้นไม่ถูกต้อง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 จำเลยมีความผิดตามมาตรา 6 วรรคสอง, 42 วรรคหนึ่ง, 60, 64 ในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 จำเลยมีความผิดตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 11, 37, 39 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 6 ม. 59 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก
โจทก์ร่วม — นางสุนันท์ แสงศิริ
จำเลย — นายศักดิ์ดา ภิกขุณี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1510/2548
#270754
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ชกต่อยกับโจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ตีโจทก์ร่วมโดยไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีและพกอาวุธปืนมาด้วย หรือได้มีการคบคิดกันมาก่อนว่าจะใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม แม้จำเลยทั้งสามจะเกิดความไม่พอใจโจทก์ร่วมจากสาเหตุอย่างเดียวกันและนั่งรถมาด้วยกันก่อนเกิดเหตุ ทั้งยังขึ้นรถยนต์หลบหนีไปด้วยกันหลังเกิดเหตุ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้พูดจาหรือกระทำการใดๆ อันอาจถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการพยายามฆ่าโจทก์ร่วม และการที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ตามลำพัง อันเป็นการตัดสินใจของจำเลยที่ 1 โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสจากการถูกจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิง มิใช่ผลโดยตรงอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายเท่านั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 คงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 เพราะความผิดฐานพยายามฆ่ารวมการกระทำดังกล่าวซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

จำเลยที่ 3 ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ ซึ่งมีผลเท่ากับจำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาในความผิดฐานนี้ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในฐานความผิดฐานนี้แล้ว จึงเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

ศาลชั้นต้นมิได้อนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมในความผิดต่อ พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ เพราะโจทก์ร่วมมิใช่เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานดังกล่าว

ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 12 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 9 ปี ย่อมห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 91, 83, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายสมชาย จดแตง ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่า

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 288, 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 12 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 14 ปี ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า คำรับสารภาพของจำเลยทั้งสามในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยคนละ 10 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 3 ได้ชกต่อยและกอดปล้ำกับโจทก์ร่วม ขณะเดียวกันโจทก์ร่วมถูกตีที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บแผลยาวประมาณ 1 เซนติเมตร และถูกยิงด้วยอาวุธปืน 1 นัด ที่ชายโครงด้านซ้าย กระสุนปืนทะลุกระบังลม กระเพาะอาหาร ขั้วไตซ้ายและกล้ามเนื้อหลังมีเลือดตกภายในช่องท้อง 2,000 มิลลิลิตร (2 ลิตร) ต้องผ่าตัดรักษาโดยการตัดไตข้างซ้ายออก เย็บซ่อมกระเพาะอาหาร เย็บซ่อมกระบังลม แพทย์ลงความเห็นว่า หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีโจทก์ร่วมจะเสียชีวิต และบาดแผลของโจทก์ร่วมจะรักษาหายภายใน 1 เดือน ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ป.จ.6 (ศาลจังหวัดชลบุรี) โจทก์ร่วมรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 9 วัน และรักษาต่อที่บ้านอีกประมาณ 1 เดือน จึงหายเป็นปกติมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามร่วมกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีประจักษ์พยานมาเบิกความ 2 ปาก คือ ตัวโจทก์ร่วมและนางทุเรียน สนธิ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนค้าขายกุ้งด้วยกันได้ความจากโจทก์ร่วมว่ารู้จักจำเลยทั้งสามมาก่อนเนื่องจากค้าขายกันมา 2 ปีเศษ ส่วนนางทุเรียนเบิกความว่า รู้จักจำเลยที่ 1 มาประมาณ 6 ถึง 7 ปี เคยออกทะเลด้วยกัน จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เห็นมาตั้งแต่ยังเด็ก ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 พยานทั้งสองเบิกความถึงเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุว่าโจทก์ร่วมว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์มาบรรทุกกุ้งจากบ่อกุ้งที่ตำบลบางนาง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี นำไปส่งที่ตลาดกลางค้ากุ้งมหาชัย ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ตอนเช้าของวันที่ 4 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 3 นำรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปรับกุ้งที่บ่อกุ้งและนำกุ้งขึ้นรถยนต์บรรทุกเสร็จเมื่อเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อออกจากบ่อกุ้งโดยไฟหน้าของรถใช้การไม่ได้ โจทก์ร่วมขับรถยนต์กระบะตามไปพร้อมกับนางทุเรียน ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกกุ้งไปได้ประมาณ 2 กิโลเมตร ก็เกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำกุ้งที่บรรทุกราคาประมาณ 500,000 บาท ได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมลงจากรถยนต์ไปต่อว่าจำเลยที่ 3 ว่า ถ้าขับรถอย่างนี้ผมหมดตัวแล้ว ให้เอาไปเผาเลยทั้งกุ้งทั้งรถ จำเลยที่ 3 พูดตอบว่า ให้มึงเอาไปเผาสิ จากนั้นได้โทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 1 ให้นำรถยนต์บรรทุกมาเปลี่ยน ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับรถยนต์กระบะมาถึงโดยมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันใหม่มาเปลี่ยนถ่ายกุ้ง ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 ได้พูดบ่น โจทก์ร่วมจึงพูดว่าตนเป็นผู้เช่ารถยนต์มา จำเลยที่ 1 โต้ตอบว่า ถึงบ้านจะเห็นดีกัน เมื่อเปลี่ยนถ่ายกุ้งเสร็จรถยนต์บรรทุกคันใหม่ก็เดินทางไปที่บ้านของจำเลยที่ 1 ที่ตำบลคลองด่าน อำเภอคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อคัดแยกกุ้งใหม่ก่อนจะนำไปส่งที่ตลาดกลางค้ากุ้งมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ต่อไปในคืนนั้น ส่วนเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ ได้ความจากพยานทั้งสองว่า โจทก์ร่วมและนางทุเรียนเดินทางไปถึงตลาดกลางค้ากุ้งมหาชัยเมื่อเวลาประมาณ 3 นาฬิกา ของวันที่ 5 พฤษภาคม 2540 ปรากฏว่ารถยนต์บรรทุกกุ้งไปถึงก่อนและได้ขนกุ้งลงจากรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่หน้าตลาดกลางค้ากุ้งมหาชัยแล้ว โจทก์ร่วมจดรถยนต์ให้นางทุเรียนลงที่หน้าตลาดแล้วขับรถยนต์ไปจอดที่ลานจอดรถหน้าห้องน้ำห่างออกไปประมาณ 10 เมตร ขณะเดียวกันจำเลยทั้งสามและนายสั้นลูกจ้างอีกคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุตามภาพถ่ายหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดชลบุรี) เข้ามาจอดเทียบห่างจากรถยนต์ของโจทก์ร่วมประมาณ 1 วา เมื่อโจทก์ร่วมลงจากรถยนต์ จำเลยที่ 3 เดินเข้าไปใช้มือลูบคลำที่เอวของโจทก์ร่วมเพื่อหาอาวุธแล้วชกโจทก์ร่วม จึงเกิดการต่อสู่กอดปล้ำกัน จำเลยที่ 2 ใช้ไม้คมแฝกตีศีรษะโจทก์ร่วม ระหว่างนั้นนางทุเรียนได้เข้าห้ามปรามและร้องเรียกให้คนช่วย แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่หยุดทำร้าย ทันใดนั้นจำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนสั้นเข้าไปจ่อที่ชายโครงด้านซ้ายของโจทก์ร่วมพร้อมกับพูดว่า ไอ้สัตว์มึงตายเสียเถอะ แล้วจำเลยที่ 1 ยิงโจทก์ร่วม 1 นัด โจทก์ร่วมล้มลง จากนั้นจำเลยทั้งสามและนายสั้นวิ่งไปขึ้นรถยนต์กระบะขับหลบหนีไป ส่วนโจทก์ร่วมถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุจะเป็นเวลากลางคืน แต่ได้ความจากโจทก์ร่วมว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นลานกว้าง มีไฟนีออนติดอยู่ห่างออกไปประมาณ 10 เมตร ส่วนนางทุเรียนเบิกความว่าบริเวณนั้นมีแสงสว่างจากไฟนีออนที่ห้องน้ำ และไฟส่องทาง สามารถมองเห็นกันได้ชัดเจนไม่มีอะไรบัง นอกจากนี้ยังได้ความจากร้อยตำรวจเอกนฤพนธ์ พลซา พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรสาครว่าที่เกิดเหตุเป็นอาคารตลาดค้าขายกุ้งสุด ภายในอาคารมีแสงสว่างจากหลอดไฟนีออนขนาด 40 วัตต์ จำนวนมาก อาคารดังกล่าวไม่มีผนัง จุดที่โจทก์ร่วมถูกยิงอยู่ห่างจากอาคารประมาณ 20 เมตร จากการตรวจที่เกิดเหตุเมื่อเวลา 3 นาฬิกาเศษ มีแสงสว่างพอมองเห็นกันได้ จากพยานหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าที่จุดเกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพอให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนพอสมควร โดยเฉพาะโจทก์ร่วมและนางทุเรียนรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยทั้งสามมาก่อนเป็นเวลานาน และก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อยก็เพิ่งได้พบและมีปากเสียงกันอันเป็นมูลเหตุที่ทำให้จำเลยทั้งสามไม่พอใจโจทก์ร่วม น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมและนางทุเรียนสามารถมองเห็นและจดจำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้จริง แม้พยานทั้งสองปากนี้จะเบิกความแตกต่างกันอยู่บ้างและเบิกความแตกต่างไปจากที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนบางประการก็ตาม แต่ข้อแตกต่างเหล่านั้นเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นพิรุธหรือมีน้ำหนักลดน้อยลงแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำให้การชั้นสอบสวนของนางทุเรียนตามสำนวนการสอบสวนเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งให้การไว้ในวันเกิดเหตุนั้นเอง พยานย่อมจดจำเหตุการณ์ได้แจ่มชัดทั้งยังไม่มีเวลาคิดตรึกตรองเพื่อเบี่ยงเบนคำให้การให้แตกต่างไปจากความเป็นจริง จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือที่สุด ตามคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าว นางทุเรียนระบุว่าเมื่อจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกกุ้งพลิกคว่ำทำให้กุ้งตกออกนอกตู้ของรถยนต์บรรทุกลงพื้นถนนเสียหาย โจทก์ร่วมได้ด่าว่าจำเลยที่ 3 ด้วยความโมโหว่า "ควย ขับรถประสาควยอะไรวะ อย่างนี้กูก็หมด กูจะเหลืออะไร รถอย่างนี้มึงขับน่าเผาว่ะ" จำเลยที่ 3 โต้ตอบกลับว่า "ควย น้าชายพูดอย่างนี้ก็ไม่ถูกนะสี เดี๋ยวสวย มึงเจอกูแน่" ส่วนเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุนั้นนางทุเรียนระบุว่า เมื่อโจทก์ร่วมจอดรถยนต์ จำเลยที่ 3 ได้เดินเข้าไปหา เรียกโจทก์ร่วมลงจากรถยนต์แล้วชกหน้าโจทก์ร่วมอย่างแรง ส่วนจำเลยที่ 2 ถือท่อนไม้ขนาด 5 x 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร เดินเข้าไปสมทบพร้อมกับคนงานอีกคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ตีที่ศีรษะโจทก์ร่วมอย่างแรงหลายทีจนโจทก์ร่วมล้มลงกับพื้น จำเลยที่ 3 และคนงานอีกคนหนึ่งดังกล่าวเข้าเตะและกระทืบโจทก์ร่วมที่นอนอยู่ พยานวิ่งเข้าไปกอดโจทก์ร่วมและร้องห้ามไม่ให้ทำ แต่คนกลุ่มนั้นยังไม่หยุด ทันใดนั้นจำเลยที่ 1 เดินเข้ามาโดยถืออาวุธปืนซ่อนในมือแล้วใช้จ่อยิงโจทก์ร่วมเสียงดังปัง โจทก์ร่วมล้มลงนอนกับพื้นทันที แล้วจำเลยที่ 1 กับพวกวิ่งหนีไปขึ้นรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน 2 ท - 2505 กรุงเทพมหานคร ขับออกไปทันที ซึ่งทางพิจารณาไม่ปรากฏว่านางทุเรียนเคยมีสาเหตุโกรธเคืองใดๆ กับจำเลยทั้งสามมาก่อน ส่วนโจทก์ร่วมก็ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้ใดที่ตลาดกลางค้ากุ้งมหาชัยอันจะเป็นชนวนให้ถูกปองร้าย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักแน่นหนา รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนสั้นยิงโจทก์ร่วมจริง ตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงจ่อยิงโจทก์ร่วมที่ชายโครง จนกระสุนปืนทะลุกระบังลม กระเพาะอาหาร ขั้วไตซ้ายและกล้ามเนื้อหลังได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องตัดไตออก เย็บซ่อมกระเพาะอาหาร เย็บซ่อมกระบังลม และต้องรักษาตัวนานกว่า 1 เดือน เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการยิงโดยมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตายเพราะแพทย์ผ่าตัดรักษาได้ทันท่วงที การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วมฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและฐานพาอาวุธปืนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ทางนำสืบโจทก์ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ชกต่อยกับโจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้ไม้ตีโจทก์ร่วมโดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีและพกพาอาวุธปืนมาด้วย หรือได้มีการคบคิดกันมาก่อนว่าจะใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงโจทก์ร่วม แม้ตามพฤติการณ์จำเลยทั้งสามจะเกิดความไม่พอใจโจทก์ร่วมจากสาเหตุอย่างเดียวกัน และนั่งรถมาด้วยกันก่อนเกิดเหตุทั้งยังขึ้นรถยนต์หลบหนีไปด้วยกันหลังเกิดเหตุก็ตาม แต่พฤติการณ์เช่นนี้ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่ามีการปรึกษาหารือ นัดแนะและคบคิดกันมาก่อน เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริงก็ไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องให้จำเลยที่ 3 และที่ 2 เข้าไปชกต่อยและใช้ไม้ตีโจทก์ร่วมก่อนซึ่งจะทำให้โจทก์ร่วมรู้ตัวและเป็นจุดสนใจทำให้ผู้อื่นรู้เห็นเหตุการณ์ด้วย สู้รอจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมแล้วใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมเสียทีเดียวจะเป็นการง่ายกว่า ทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้พูดจาหรือกระทำการใดๆ อันอาจถือได้ว่าเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ในการพยายามฆ่าโจทก์ร่วม ตามพฤติการณ์ไม่มีเหตุผลน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานมีและพาอาวุธและพยายามฆ่าโจทก์ร่วม กรณีมีเหตุสมควรเชื่อได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมนั้น เป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ตามลำพัง อันเป็นการตัดสินใจของจำเลยที่ 1 โดยฉับพลันในขณะนั้นเอง หาได้มีการสมคบกันมาก่อนไม่ ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ให้การปฏิเสธมาตลอด ดังนั้นจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานความผิดตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้อง และเมื่อโจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสจากการถูกจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิง จึงมิใช่ผลโดยตรงอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรณีคงฟังได้เพียงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายเท่านั้น ซึ่งสามารถลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 83 ได้ เพราะความผิดตามฟ้องโจทก์ฐานพยายามฆ่ารวมการกระทำดังกล่าวซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 อนึ่ง แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งมีผลเท่ากับจำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาในความผิดฐานนี้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในฐานความผิดฐานนี้แล้วจึงเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 3 ด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาข้อสุดท้ายที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้อนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมในความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เพราะโจทก์ร่วมมิใช่เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมืองและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 12 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 9 ปี ซึ่งห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันสมควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่า มีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป ฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 วางโทษจำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสี่ คงลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกไว้มีกำหนดคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 และที่ 3 เห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 295 ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 213 ม. 215 ม. 218 ม. 221 ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสาม ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
โจทก์ร่วม — นายสมชาย จดแตง
จำเลย — นางเจริญหรือปุก มณีโชติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1501/2548
#269760
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยค้ำประกัน ช. ในขณะที่ ช. มีตำแหน่งผู้ช่วยจัดโชว์สินค้าตามห้างซึ่งไม่เกี่ยวกับการขายสินค้าของโจทก์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเงินอันเนื่องมาจากการขายสินค้าซึ่งตามสภาพงานจะต้องมีทั้งสินค้าใหม่ๆ เงินที่ขายสินค้าหมุนเวียนผ่านมือไป อันมีลักษณะการทำงานแตกต่างไปจากการช่วยจัดโชว์สินค้าอย่างสิ้นเชิง งานตำแหน่งพนักงานขายสินค้าจึงถือได้ว่าอยู่นอกเหนือเจตนาและความมุ่งหมายจะผูกพันตนของจำเลยตามสัญญาค้ำประกันในขณะเข้าทำสัญญาค้ำประกัน การที่ ช. ได้กระทำความเสียหายแก่โจทก์ขณะอยู่ในตำแหน่งพนักงานขายสินค้าของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของนายชลทิศชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์ตรวจพบการกระทำความผิดของนายชลทิศ คือวันที่ 1 ธันวาคม 2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 36,812.68 บาท

จำเลยให้การว่า จำเลยค้ำประกันการทำงานของนายชลทิศ ในตำแหน่งผู้ช่วยจัดโชว์สินค้าตามห้างเท่านั้น เมื่อโจทก์เปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่การทำงานของนายชลทิศ ไปเป็นพนักงานขายสินค้าซึ่งเกี่ยวข้องกับการเงินโดยจำเลยไม่เคยทราบหรือให้ความยินยอม สัญญาค้ำประกันจึงเป็นอันระงับไป จำเลยหาต้องรับผิดไม่ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่โจทก์เปลี่ยนแปลงตำแหน่งงานของนายชลทิศ จากพนักงานผู้ช่วยจัดโชว์สินค้าเป็นพนักงานขายสินค้าอันมิใช่ตำแหน่งที่แจ้งไว้แก่จำเลยขณะทำสัญญาค้ำประกันจะเป็นเหตุให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยว่า สัญญาค้ำประกันระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยเข้าค้ำประกันการทำงานของนายชลทิศ ในตำแหน่งผู้ช่วยจัดโชว์สินค้าตามห้าง ซึ่งมีหน้าที่จัดโชว์ ทำความสะอาดผลิตภัณฑ์และดูแลผลิตภัณฑ์สินค้าของบริษัทจึงเข้าใจได้ว่าเป็นการค้ำประกันความเสียหายแก่โจทก์เฉพาะงานในตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวข้างต้น ตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้าแต่อย่างใด เมื่อโจทก์เปลี่ยนตำแหน่งและหน้าที่ของนายชลทิศ ให้นอกเหนือไปจากที่ทำสัญญาค้ำประกันไว้ การที่นายชลทิศไปทำความเสียหายแก่โจทก์ในขณะที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามสัญญาค้ำประกัน ระบุหน้าที่ของนายชลทิศว่ามีหน้าที่จัดโชว์ ทำความสะอาดผลิตภันฑ์และดูแลสินค้าของโจทก์ ดังนั้น นายชลทิศจึงมีหน้าที่ในการรักษาทำความสะอาดรวมทั้งการดูแลสินค้าของโจทก์มิให้สูญหายหรือบุบสลายไม่ว่าทางใด นอกจากความเสียหายจากตัวสินค้าเอง จึงย่อมเป็นหน้าที่โดยตรงของนายชลทิศที่จะป้องกันมิให้บุคคลอื่นใดมาเอาสินค้าโจทก์ไป โดยโจทก์ไม่ได้ยินยอมด้วยและถือว่าอยู่ในกรอบหน้าที่ของนายชลทิศอยู่เช่นเดิม เพราะหน้าที่ของพนักงานขายสินค้าตำแหน่งใหม่นั้นยังคงมีหน้าที่ในการจำหน่ายและดูแลรักษาสินค้าเช่นเดิมไม่ว่าจะเรียกชื่อตำแหน่งงานอย่างใดก็ตาม นอกจากนี้ไม่มีกฎหมายกำหนดว่า ความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันในมูลหนี้การจ้างแรงงานระงับสิ้นไปเนื่องจากเปลี่ยนตำแหน่ง จำเลยจึงยังต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน เห็นว่า จำเลยค้ำประกันนายชลทิศ ในขณะที่นายชลทิศมีตำแหน่งผู้ช่วยจัดโชว์สินค้าตามห้างซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าของโจทก์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเงินอันเนื่องมาจากการขายสินค้า ซึ่งตามสภาพงานจะต้องมีทั้งสินค้าใหม่ๆ เงินที่ขายสินค้าหมุนเวียนผ่านมือไป อันมีลักษณะการทำงานแตกต่างไปจากการช่วยจัดโชว์สินค้าอย่างสิ้นเชิง งานตำแหน่งพนักงานขายสินค้าจึงถือได้ว่าอยู่นอกเหนือเจตนาและความมุ่งหมายจะผูกพันตนของจำเลยตามสัญญาค้ำประกันในขณะเข้าทำสัญญาค้ำประกัน ดังนั้น การที่นายชลทิศได้กระทำความเสียหายแก่โจทก์ ขณะอยู่ในตำแหน่งพนักงานขายสินค้าของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 681 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทตราแม่ครัว จำกัด
จำเลย — นางสาวกมลวรรณ หรือวรรณวดี แซ่ลิ้ม
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1498/2548
#113139
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในเงินค่าซ่อมรถยนต์ที่เช่าซื้อ และจำเลยที่ 1 แก้อุทธรณ์ว่าเงินค่าซ่อมขาดอายุความแล้ว คดีจึงมีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์และคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าซ่อมรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือไม่ และฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามคำฟ้องอุทธรณ์โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยที่ 1 แก้อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาในประเด็นนี้ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (3) ประกอบมาตรา 247

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตามสัญญาข้อ 5 (1) ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปซ่อมที่ศูนย์นิสสันแล้วไม่ชำระค่าซ่อม เป็นเหตุให้โจทก์ต้องจ่ายค่าซ่อมรถยนต์ให้ศูนย์ดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ไปจึงจะยึดรถยนต์คืนมาได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 ได้ และในกรณีเช่นนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 376,663.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 133,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 124,643.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าซ่อมรถยนต์ที่เช่าซื้อขาดอายุความนั้น ปรากฏว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าซ่อมรถยนต์ที่เช่าซื้อจึงมิได้วินิจฉัยประเด็นว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับเงินค่าซ่อมขาดอายุความแล้วหรือไม่ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดในเงินค่าซ่อม และจำเลยที่ 1 แก้อุทธรณ์ว่าเงินค่าซ่อมขาดอายุความแล้ว คดีจึงมีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์และคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าซ่อมรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือไม่ และฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ขาดอายุความแล้วหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามคำฟ้องอุทธรณ์โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยที่ 1 แก้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาในประเด็นข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (3) ประกอบมาตรา 247

ตามสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อทำกับจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อนั้น ข้อ 5 (1) ระบุความว่า หากสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงผู้เช่าซื้อจะต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อในสภาพปกติและซ่อมแซมดีแล้วด้วยค่าใช้จ่ายของผู้เช่าซื้อเองแก่เจ้าของโดยพลัน ดังนั้น เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตามสัญญาต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปซ่อมที่ศูนย์นิสสันแล้วไม่ชำระค่าซ่อม เป็นเหตุให้โจทก์ต้องจ่ายค่าซ่อมรถยนต์ให้แก่ศูนย์ดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ไปจึงจะยึดรถยนต์คืนมาได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าซ่อมรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 ได้ และในกรณีเช่นนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 237 ม. 240 (3) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางอรวรรณ ขุนฤทธิ์มนตรีหรือเปล่งวานิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประทีป เหมือนเตย
ศาลอุทธรณ์ — นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1496/2548
#267937
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อรถยนต์โดยเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ คงเรียกได้แต่ค่าเสียหายอันเนื่องจากการเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม วรรคสี่ และในกรณีนี้ มาตรา 574 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้บรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อนให้ริบเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน และเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อเท่านั้น การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อระบุว่า แม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกัน ผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รถยนต์คืน หรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จึงเป็นข้อตกลงที่แตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แต่ก็มิใช่บทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมมีผลใช้บังคับแก่กันได้ ไม่เป็นโมฆะตามมาตรา 151 และเป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในความเสียหายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 379

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 7 ห - 7249 กรุงเทพมหานคร กับโจทก์ ในราคา 391,932 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 204,974 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนเงิน 64,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ฎีกาของโจทก์ที่ศาลชั้นต้นรับมาในปัญหาข้อกฎหมายมีเพียงประการเดียวว่า ข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 วรรคท้าย ที่ให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาเป็นค่าเสียหายอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ภายหลังจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามเอกสารหมาย จ.3 จากโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 3 ที่ต้องชำระภายในวันที่ 3 ตุลาคม 2539 โจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ จนกระทั่งโจทก์ติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้ในวันที่ 31 มกราคม 2540 โจทก์ฎีกาว่า ค่าเช่าซื้อนับแต่งวดที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้ เป็นเวลา 4 เดือน เป็นหนี้อันสมบูรณ์ที่ถึงกำหนดชำระแล้วและอยู่ในช่วงเวลาที่สัญญามีผลใช้บังคับ แม้ภายหลังสัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันแล้วก็ไม่ทำให้หนี้ดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่สัญญาไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ โจทก์คงเรียกได้แต่เฉพาะค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม วรรคสี่ และในกรณีนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้บรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อนให้ริบเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน และเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อเท่านั้น การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 วรรคท้าย ที่ระบุว่า "อนึ่ง แม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกัน ผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ" ข้อสัญญาเช่นว่านี้ จึงเป็นข้อตกลงที่แตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แต่ก็มิใช่เป็นบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมมีผลใช้บังคับแก่กันได้ ไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 และเป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในความเสียหายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 วรรคท้าย ที่ให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 379 ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายชัยวัฒน์ อยู่เย็น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1496/2548
#270752
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่สัญญาไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มิสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ โจทก์คงเรียกได้แต่เฉพาะค่าเสียหายอันเนื่องจากการเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสาม วรรคสี่ และในกรณีนี้มาตรา 574 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้บรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อนให้ริบเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน และเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าซื้อเท่านั้น

การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์โดยมีข้อความระบุว่า "แม้สัญญาต้องเลิกกัน ผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รถยนต์คืน หรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ" ข้อสัญญาเช่นว่านี้ จึงเป็นข้อตกลงที่แตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องเช่าซื้อ แต่ก็มิใช่เป็นกฎหมายอันเกี่ยวเนื่องด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมมีผลใช้บังคับแก่กันได้ ไม่เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 151 และเป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในความเสียหายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 379

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 204,974 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 64,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...ภายหลังจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 3 ที่ต้องชำระภายในวันที่ 3 ตุลาคม 2539 โจทก์ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ จนกระทั่งโจทก์ติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้ในวันที่ 31 มกราคม 2540 โจทก์ฎีกาว่า ค่าเช่าซื้อนับแต่งวดที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้ เป็นเวลา 4 เดือน เป็นหนี้อันสมบูรณ์ที่ถึงกำหนดชำระแล้วและอยู่ในช่วงเวลาที่สัญญามีผลบังคับ แม้ภายหลังสัญญาเช่าซื้อจะเลิกกันแล้วก็ไม่ทำให้หนี้ดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน คู่สัญญาไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ โจทก์คงเรียกได้แต่เฉพาะค่าเสียหายอันเนื่องจากการเลิกสัญญา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม วรรคสี่ และในกรณีนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้บรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อนให้ริบเป็นของเจ้าของทรัพย์สิน และเจ้าของทรัพย์สินที่จะกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อเท่านั้น การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 วรรคท้าย ที่ระบุว่า "อนึ่ง แม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกัน ผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ" ข้อสัญญาเช่นว่านี้ จึงเป็นข้อตกลงที่แตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แต่ก็มิใช่เป็นบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมมีผลใช้บังคับแก่กันได้ ไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 และเป็นข้อสัญญาที่กำหนดความรับผิดในความเสียหายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 วรรคท้าย ที่ให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 379 ม. 391 ม. 574
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายชัยวัฒน์ อยู่เย็น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1481/2548
#270654
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การในชั้นสอบสวนของ ส. และ ช. แม้จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดในระหว่างผู้ต้องหาด้วยกัน แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังคำให้การเช่นว่านี้เสียทีเดียว หากการซัดทอดมีเหตุผลรับฟังได้ศาลก็มีอำนาจรับฟังประกอบการพิจารณาได้ ทั้งคำให้การดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่ามีเหตุจูงใจว่าให้การเพื่อให้ตนพ้นความผิดหรือได้รับประโยชน์แต่อย่างใด ศาลจึงรับฟังคำให้การของ ส. และ ช. ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

เมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกในการปล้นทรัพย์ แต่ผู้เสียหายและผู้ตายมิได้ถูกยิงในขณะจำเลยกับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ แต่ถูกยิงขณะจำเลยกับพวกพาผู้เสียหายและผู้ตายไปห่างไกลจากที่เกิดเหตุปล้นทรัพย์ถึง 4 กิโลเมตรและอยู่ในท้องที่ต่างตำบลกับท้องที่เกิดเหตุปล้นทรัพย์ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายและผู้ตายถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตาย จึงมิใช่เป็นผลจากการยิงต่อเนื่องกับการปล้นทรัพย์ การปล้นทรัพย์ได้ขาดตอนไปแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคท้าย ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 289, 340, 340 ตรี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 68,066 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 299 (6) (7) (ที่ถูกมาตรา 289 (6) (7) ), 340 วรรคสอง วรรคสี่ และวรรคท้าย ประกอบมาตรา 80, 83 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดฐานปล้นทรัพย์ของตน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต เนื่องจากจำเลยต้องได้รับโทษประหารชีวิต ตามมาตรา 340 วรรคท้าย กรณีไม่มีทางที่จะวางโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่งตามมาตรา 340 ตรี บัญญัติไว้ จึงนำมาตรา 340 ตรี มาปรับด้วยไม่ได้ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนคิดเป็นเงิน 68,066 บาท แก่เจ้าของ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7), 340 วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคท้าย ประกอบมาตรา 80, 83 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิดอย่างอื่น เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ตามมาตรา 289 (6) (7) กับความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 340 วรรคท้าย เป็นบทที่มีโทษเท่ากันคือประหารชีวิต ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิดอย่างอื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2531 ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2531 ขณะที่นายสมโภชน์ มัฏฐาพันธ์ ผู้เสียหายขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 81 - 3117 ชลบุรี บรรทุกสินค้า 108 รายการ คิดเป็นเงิน 521,998 บาท ไปจอดที่สถานีบริการน้ำมันพันท้ายนรสิงห์ หมู่ที่ 5 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ถูกคนร้ายหลายคนปล้นทรัพย์ที่อยู่บนรถกับเงินของผู้เสียหายจำนวน 7,500 บาทไป จากนั้นคนร้ายขับรถไปถึงตำบลคอกกระบือ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ห่างจากที่เกิดเหตุปล้นทรัพย์ประมาณ 4 กิโลเมตร คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายถูกที่ใบหน้า 1 นัด ได้รับบาดเจ็บสาหัสตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย ปจ.2 (ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี) และยิงนางจินตนา ใจโอบอ้อม กับเด็กหญิงชื่นกมล ใจโอบอ้อม ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ เอกสารหมาย จ.2 โจทก์ได้ฟ้องนายเอื้อม ใจดี นายสุวุฒิ หรือเอก ทิพย์ประเสริฐ และนายชูชาติหรือดำ มีประวัติ ในความผิดฐานร่วมกับพวกปล้นทรัพย์และร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่นกับพยายามฆ่าผู้อื่น ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4147/2533 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดโดยนายเอื้อม มีความผิดฐานรับของโจร นายสุวุฒิและนายชูชาติ มีความผิดฐานร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ กับโจทก์ได้ฟ้องนายบุญเชิดหรืออ้วน ซื่อสัตย์ ในความผิดฐานร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ และร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่นกับพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2658/2534 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดโดยนายบุญเชิดมีความผิดฐานรับของโจร ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า ในวันเกิดเหตุมีคนร้าย 3 คน คนหนึ่งถืออาวุธมีดมาทางด้านคนขับที่ผู้เสียหายนั่ง ส่วนคนร้ายอีกสองคนมาทางด้านที่นางจิตนาภริยาของผู้เสียหายนั่ง คนหนึ่งถืออาวุธมีด อีกคนหนึ่งถืออาวุธปืนและคนร้ายที่คุมนางจินตนาคือจำเลยซึ่งเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส และนายอู๊ด คงเฉนียร เบิกความว่า เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ม - 6033 นนทบุรี และรู้จักกับจำเลยดี หลายปีมาแล้วจำเลยได้มาขอยืมรถยนต์ไปงานศพญาติที่จังหวัดลพบุรี 3 วัน โดยให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน 1,100 บาท หลังจากนั้น 2 วัน จำเลยขับรถมาให้ซ่อมไดสตาร์ท นายอู๊ดให้มารับรถเวลา 19 นาฬิกา ถึงเวลานัดจำเลยไม่มา นายอู๊ดไปดูที่ท้ายรถพบซองปืนตกอยู่ 2 ซอง กระติกน้ำ 1 ใบ และเสื่อ 1 ผืน จึงนำไปคืนที่บ้านบิดาจำเลย หลังจากนั้นทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่าคนร้ายนำรถกระบะคันดังกล่าวไปปล้นรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดรถไว้ตรวจสอบ นายบุรี หิรัญ เบิกความว่า รู้จักกับนายสุวุฒิหรือเอก ทิพย์ประเสริฐ นายสุวุฒิบอกว่าต้องการหาโกดังเก็บของโดยจำเลยมาร่วมพูดคุยด้วย นายบุรีพานายสุวุฒิและจำเลยไปรับประทานอาหาร เมื่อพิจารณาประกอบคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสุวุฒิ และนายชูชาติ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 ตามลำดับในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 4147/2533 ของศาลชั้นต้นแล้ว เห็นว่า นายสุวุฒิและนายชูชาติให้การยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมในการปล้นทรัพย์ครั้งนี้โดยระบุถึงผู้ร่วมกระทำความผิดและความสัมพันธ์ระหว่างกัน ตลอดจนพฤติการณ์ในการกระทำผิดทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุโดยละเอียด และให้การหลังจากที่ถูกจับกุมเพียงวันเดียว ตามพฤติการณ์เชื่อได้ว่านายสุวุฒิและนายชูชาติให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยความสัตย์จริง โดยไม่มีเวลาและโอกาสแต่งเรื่องได้ ที่จำเลยฎีกาว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสุวุฒิและนายชูชาติเป็นคำซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกันไม่อาจนำมารับฟังลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของนายสุวุฒิและนายชูชาติแม้จะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดในระหว่างผู้ต้องหาด้วยกันก็ตาม แต่ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟังคำให้การเช่นว่านี้เสียทีเดียว หากคำซัดทอดมีเหตุผลรับฟังได้ ศาลก็มีอำนาจรับฟังประกอบการพิจารณาได้ ทั้งคำให้การดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่ามีเหตุจูงใจว่าให้การเพื่อให้ตนพ้นความผิดหรือได้รับประโยชน์แต่อย่างใด จึงรับฟังคำให้การของนายสุวุฒิและนายชูชาติประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ดังนั้นข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกในการปล้นทรัพย์ แต่ปรากฏว่า ผู้เสียหายและผู้ตายทั้งสองมิได้ถูกยิงในขณะจำเลยกับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ แต่ขณะถูกยิงจำเลยกับพวกพาผู้เสียหายและผู้ตายทั้งสองไปห่างจากที่เกิดเหตุปล้นทรัพย์ถึง 4 กิโลเมตร และอยู่ในท้องที่ตำบลคอกกระบือต่างตำบลกับท้องที่เกิดเหตุปล้นทรัพย์ซึ่งอยู่ที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ การที่ผู้เสียหายและผู้ตายทั้งสองถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายจึงมิใช่เป็นผลจากการยิงต่อเนื่องกับการปล้นทรัพย์ การปล้นทรัพย์ได้ขาดตอนไปแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคท้าย ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยฆ่าผู้ตายทั้งสอง และพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ผู้เสียหายเบิกความว่า คนร้ายที่คุมนางจินตนาคือจำเลย และจำเลยเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ผู้เสียหายเบิกความในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4147/2533 และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2658/2534 ของศาลชั้นต้นว่าในวันเกิดเหตุจำคนร้ายได้เพียงคนเดียวคือนายเอื้อม ใจดี คนที่ขับรถแทนผู้เสียหายและใช้ผ้าโพกศีรษะ ดังนั้น คำเบิกความของผู้เสียหายจึงไม่อยู่กับร่องกับรอย กรณีเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าผู้เสียหายจะเห็นและจำคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายได้หรือไม่ และในส่วนของคนร้ายที่ยิงผู้ตายทั้งสองโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ยิง และนอกจากจำเลยยังมีคนร้ายอีกหลายคน อาจมีคนร้ายบางคนใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและผู้ตายทั้งสอง โดยจำเลยมิได้ร่วมรู้เห็นด้วย จึงสมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 24 ปี ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 340
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายสุวรรณหรือโก๋ เรืองสำราญ
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1479/2548
#113247
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 เมื่อจำเลยทั้งสองปฏิเสธความรับผิดอ้างว่าไม่มีมูลหนี้ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน จำนวน 101,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มีนาคม 2543) ต้องไม่เกิน 1,250 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองยอมรับว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาทและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 เมื่อจำเลยทั้งสองปฏิเสธความรับผิดอ้างว่าไม่มีมูลหนี้ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยทั้งสองซึ่งจำเลยทั้งสองมีนางภัทรานิศฐ์เบิกความลอย ๆ เพียงปากเดียวว่า นางภัทรานิศฐ์นำเช็คพิพาทที่มีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราของจำเลยที่ 1 มาลงวันที่สั่งจ่ายและจำนวนเงินมอบให้โจทก์เพื่อเป็นประกันการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ในวงเงิน 100,000 บาท แล้วโจทก์ไม่ส่งสินค้าให้ตามสั่ง แต่นางภัทรานิศฐ์ไม่ได้เบิกความให้ชัดเจนว่าสั่งสินค้าชนิดใด มีจำนวนและราคาเท่าใด และไม่มีหลักฐานรายการสั่งสินค้าทั้งที่ได้มอบเช็คพิพาทที่ลงรายการในเช็คครบถ้วนให้โจทก์ก่อนได้รับสินค้าจากโจทก์อันเป็นทางเสียเปรียบผิดวิสัยของผู้ทำการค้าทั่วไป แม้จะมีนางจรรยาและจำเลยที่ 2 มาเป็นพยานก็เป็นพยานบอกเล่าที่ได้รับฟังมาจากนางภัทรานิศฐ์เท่านั้น จึงเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง กลับได้ความจากโจทก์ว่านางภัทรานิศฐ์ได้ยืมเงินจากโจทก์ไปจำนวน 100,000 บาท โดยทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ และสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ซึ่งมีข้อความระบุว่านางภัทรานิศฐ์ยอมรับว่าเป็นหนี้เงินกู้โจทก์จริง และตกลงชำระหนี้เป็นเช็คพิพาทจำนวน 100,000 บาท โดยนางภัทรานิศฐ์ยอมรับว่าได้ลงชื่อเป็นผู้รับสภาพหนี้ ส่วนที่นางภัทรานิศฐ์และจำเลยที่ 2 นำสืบอ้างว่าเป็นหนังสือค้ำประกันในการทำงานของนางภัทรานิศฐ์กับโจทก์ขณะลงชื่อยังไม่มีการกรอกข้อความให้ครบถ้วน ก็ปรากฏว่าข้อความส่วนที่กรอกเพิ่มเติมด้วยลายมือมีเพียงวันที่ จำนวนเงินที่รับสภาพหนี้กับรายการเกี่ยวกับเช็คพิพาทเท่านั้น ข้อความส่วนใหญ่ยังมีใจความว่าเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ของนางภัทรานิศฐ์ผู้เป็นลูกหนี้กับโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ ไม่มีข้อความในลักษณะว่าเป็นหนังสือค้ำประกันความเสียหายในการทำงานอย่างใด น่าเชื่อว่าเช็คพิพาทสั่งจ่ายให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ นอกจากนี้ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าหลังจากโจทก์ไม่ส่งสินค้าให้ในวันรุ่งขึ้นได้ทวงเช็คคืนโจทก์อ้างว่าเช็คหาย แต่ทั้งนางภัทรานิศฐ์และจำเลยที่ 2 ก็มิได้ดำเนินการแจ้งให้ธนาคารตามเช็คระงับการจ่ายเงินจนโจทก์นำเช็คพิพาทไปร้องทุกข์ดำเนินคดี นับว่าไม่สมเหตุผล ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ จำเลยทั้งสองผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาทต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงโดยชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอนก จันทร์โชติเสถียร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด รุ่งโรจน์บิลดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวยุพาวรรณ ภูริสินสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปกรณ์ มหรรณพ
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1478/2548
#270652
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจเงินทุนฯ มาตรา 4 บัญญัติว่า "ธุรกิจเงินทุน" หมายความว่า ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง จำแนกประเภทได้ดังต่อไปนี้..." นั้น ย่อมมีความหมายว่าการประกอบธุรกิจเงินทุนต้องมีการจัดหาเงินทุนและกำหนดกิจการใช้เงินทุนไว้ 5 ประเภท ซึ่งทุกประเภทได้บัญญัติถึงกิจการการหาเงินทุนไว้คือ "กิจการจัดหาเงินทุนจากประชาชน" ทั้งได้บัญญัติด้วยว่า "จัดหาเงินทุนจากประชาชน" หมายความรวมถึง กู้ยืมเงินหรือรับฝากเงินจากประชาชนด้วย ดังนี้ ความหมายของการประกอบธุรกิจเงินทุนที่จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจเงินทุนฯ จะต้องเป็นธุรกิจที่มุ่งหมายจัดหาเงินทุนมาจากประชาชนทั่วไปโดยมิได้จำกัดว่าเป็นผู้ใด ดังนั้น แม้สัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้อง (ในประเทศ) ที่เจ้าหนี้ทำกับบริษัท พ. จะมีข้อตกลงให้เจ้าหนี้ได้ประโยชน์มีสิทธิเรียกเอาดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี หรือข้อตกลงอื่นๆ ที่ให้เจ้าหนี้ได้รับประโยชน์ก็ตามข้อตกลงเหล่านั้นก็เป็นข้อผูกพันระหว่างเจ้าหนี้กับบริษัท พ. เท่านั้น มิใช่การประกอบธุรกิจเงินทุนที่มุ่งหมายจัดหาเงินทุนจากประชาชนทั่วไป ทั้งมิได้เพิ่มภาระแก่ลูกหนี้ให้ต้องรับผิดยิ่งไปกว่าหนี้ที่ลูกหนี้จะต้องรับผิดต่อบริษัท พ. แต่อย่างใด ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย และแม้จะเป็นการตกลงซื้อขายสิทธิเรียกร้องที่จะมีขึ้นในอนาคตเป็นคราวๆ ไป ข้อตกลงเช่นนี้เป็นเพียงข้อผูกพันที่จะเลือกซื้อหรือขายสิทธิเรียกร้องในหนี้ในโอกาสข้างหน้าต่อไป มิใช่นิติกรรมซึ่งคู่สัญญาทำขึ้นเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงิน และเป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทสเตคอนแอคมินัสเทรเตอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลนี้ตามสัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเงินจำนวน 4,499,650.44 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,601,299 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา90/29 แล้ว มีผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 4,499,650.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,601,299 บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จ

ลูกหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า สัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีผูกพันลูกหนี้ ขอให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า คำสั่งของเจ้าพิทักษ์ทรัพย์ชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของลูกหนี้

ลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของลูกหนี้ว่า สัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้อง (ในประเทศ) FACTORING AGREEMENT (DOMESTIC) ที่เจ้าหนี้กับบริษัทพาวเวอร์ ไลน์ แอสเซสเซอร์รี่ จำกัด ทำไว้ต่อกันเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ได้บัญญัติว่า "ธุรกิจเงินทุน" หมายความว่า ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ดังต่อไปนี้..." นั้นย่อมมีความหมายว่า การประกอบธุรกิจเงินทุนต้องมีการจัดหาเงินทุนมาและกำหนดกิจการใช้เงินทุนไว้ 5 ประเภท ซึ่งทุกประเภทได้บัญญัติถึงกิจการการหาเงินทุนไว้คือ "กิจการจัดหาเงินทุนจากประชาชน" ทั้งได้บัญญัติด้วยว่า "จัดหาเงินทุนจากประชาชน" หมายความรวมถึง กู้ยืมเงินหรือรับฝากเงินจากประชาชนด้วย ดังนี้ ความหมายของการประกอบธุรกิจเงินทุนที่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 จะต้องเป็นธุรกิจที่มุ่งหมายจัดหาเงินทุนมาจากประชาชนทั่วไปโดยมิได้จำกัดว่าเป็นผู้ใด ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ประกอบการตามหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลของเจ้าหนี้ท้ายคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ทั้งสิ้น 44 ข้อ โดยข้อที่ 41 กำหนดไว้ว่า "โอน รับโอนสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการจำหน่ายสินค้า การให้บริการการกู้ยืมเงิน และการอื่นๆ ทุกชนิด" และแม้สัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้อง (ในประเทศ) ที่เจ้าหนี้ทำกับบริษัทพาวเวอร์ ไลน์ แอสเซสเซอร์รี่ จำกัด จะมีข้อตกลงให้เจ้าหนี้ได้ประโยชน์มีสิทธิเรียกเอาดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี หรือข้อตกลงอื่นๆ ที่ให้เจ้าหนี้ได้รับประโยชน์ก็ตาม ข้อตกลงเหล่านั้นก็เป็นข้อผูกพันระหว่างเจ้าหนี้กับบริษัท พาวเวอร์ ไลน์ แอสเซสเซอร์รี่ จำกัด เท่านั้น มิใช่การประกอบธุรกิจเงินทุนที่มุ่งหมายจัดหาเงินทุนจากประชาชนทั่วไป ทั้งมิได้เพิ่มภาระแก่ลูกหนี้ให้ต้องรับผิดยิ่งไปกว่าหนี้ที่ลูกหนี้จะต้องรับผิดต่อพาวเวอร์ ไลน์ แอสเซสเซอร์รี่ จำกัด แต่อย่างใด ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมายและแม้จะเป็นการตกลงซื้อขายสิทธิเรียกร้องที่จะมีขึ้นในอนาคตเป็นคราวๆ ไป ข้อตกลงเช่นนี้เป็นเพียงข้อผูกพันที่จะเลือกซื้อหรือขายสิทธิเรียกร้องในหนี้ในโอกาสข้างหน้าต่อไป มิใช่นิติกรรมซึ่งคู่สัญญาทำขึ้นเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงิน จึงมิใช่นิติกรรมอำพรางตามที่ลูกหนี้อุทธรณ์ และเป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่ตกเป็นโมฆะ...ข้อนำสืบของลูกหนี้มีน้ำหนักน่าเชื่อว่าลูกหนี้ได้ชำระหนี้จำนวนที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ให้แก่พาวเวอร์ ไลน์ แอสเซสเซอร์รี่ จำกัด แล้ว แม้เป็นการชำระหนี้ภายหลังจากได้รับบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้อง แต่ตามสัญญาขายโอนสิทธิเรียกร้อง (ในประเทศ) ให้มีผลเท่ากับพาวเวอร์ ไลน์ แอสเซสเซอร์รี่ จำกัด ได้รับชำระหนี้ไว้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาดังกล่าว เจ้าหนี้จึงไม่อาจจะเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ซ้ำอีก และไม่อาจขอรับชำระหนี้ตามขอได้"

พิพากษากลับ ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 155 วรรคสอง
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม. 4
ชื่อคู่ความ
บริษัทซิโน - ไทย เอ็นจิเนียริ่ง
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — บริษัทอยุธยาอินเตอร์เนชั่นแนล แฟคเตอร์ส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
ประมาณ ตียะไพบูลบ์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1475/2548
#113292
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคล ตามข้อบังคับของโจทก์ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการทั้งปวงให้เป็นไปตามข้อบังคับและตามมติของที่ประชุมใหญ่ ซึ่งรวมทั้งให้ฟ้องต่อสู้คดีหรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของโจทก์ เมื่อคณะกรรมการดำเนินการมีมติที่ประชุมให้ ณ รองประธานกรรมการเป็นผู้แทนของโจทก์ในการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์ เท่ากับว่าโจทก์เป็นผู้ฟ้องคดีเอง กรณีไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 801 (5) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม โดยไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจให้ ณ ดำเนินการแต่อย่างใด

บ. เป็นเพียงกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่ามีมติที่ประชุมใหญ่ของโจทก์แต่งตั้ง บ. เป็นผู้แทนโจทก์ในกิจการใด ๆ แม้ บ. จะรู้ถึงการตายของ ว. สามีจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 ก็หาใช้เป็นการรับรู้ของโจทก์ไม่ เมื่อคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ประชุมกันเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541 โดยมีวาระการประชุมเกี่ยวกับการตายของ ว. ด้วย ถือได้ว่าโจทก์เพิ่งรู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของ ว. ในวันดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 152,469.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 141,050.64 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า การมอบอำนาจให้นายณรงค์ฟ้องคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีหนังสือมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งโจทก์ไม่ใช้สิทธิฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่นายวิโรจน์ถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการโจทก์ไม่ได้มอบหมายให้นายณรงค์ดำเนินคดีจำเลยทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน152,269.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี? กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นสหกรณ์ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2511 นายวิโรจน์สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของโจทก์ตั้งแต่รับราชการอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2540 นายวิโรจน์ได้ขอกู้ยืมเงินโจทก์เป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นสมาชิกของโจทก์เช่นกันเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญากู้และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. 5 และ จ. 6 นายวิโรจน์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 หลังจากนั้นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541 คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีมติให้นายวิโรจน์พ้นจากการเป็นสมาชิก โดยนายวิโรจน์เป็นหนี้โจทก์จำนวน 141,050.64 บาท ซึ่งโจทก์มีหนังสือแจ้งจำนวนหนี้ดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระหนี้แก่โจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามรายงานการประชุมของโจทก์มอบให้นายณรงค์เป็นผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดีทั่วไป การที่นายณรงค์ฟ้องคดีนี้ได้จะต้องได้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นการเฉพาะ เมื่อโจทก์มิได้มีหนังสือมอบอำนาจให้นายณรงค์ฟ้องและดำเนินคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2511 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่ฟ้องคดีนี้ มาตรา 24 บัญญัติว่า ให้มีคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ จำกัด คณะหนึ่งประกอบด้วยกรรมการซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิกเป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ จำกัด ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการจะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่ง หรือหลายคนทำการแทนก็ได้ ทั้งนี้ ป.พ.พ. มาตรา 66 บัญญัติว่า นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้ง ซึ่งตามข้อบังคับของโจทก์เอกสารหมาย จ. 2 ข้อ 67 ระบุให้คณะกรรมการดำเนินการของโจทก์มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการทั้งปวงให้เป็นไปตามข้อบังคับและตามมติของที่ประชุมใหญ่ ซึ่งรวมทั้งในข้อย่อยที่ (17) ว่า ให้ฟ้อง ต่อสู้ หรือดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของโจทก์ หรือประนีประนอมยอมความ หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา โดยทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า คณะกรรมการดำเนินการมีมติที่ประชุมครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2541 ให้นายณรงค์ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการเป็นผู้แทนของโจทก์ในการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามเกี่ยวกับหนี้สินของนายวิโรจน์ผู้ตายตามสำเนารายงานการประชุมซึ่งจะเห็นได้ว่า การที่คณะกรรมการดำเนินการได้มอบหมายงานดังกล่าวให้แก่นายณรงค์เป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์ เท่ากับว่าโจทก์เป็นผู้ฟ้องคดีเอง โดยมีนายณรงค์กระทำการแทนโจทก์ กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 801 (5) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามโดยไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจให้นายณรงค์ดำเนินการแต่อย่างใด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่นายบรรเลง กรรมการโจทก์ ได้ไปร่วมพิธีรดน้ำศพนายวิโรจน์ สามีจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 ถือว่าโจทก์ได้รู้ถึงการตายของนายวิโรจน์นับแต่วันดังกล่าวแล้ว โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสามในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม นั้น เห็นว่า ข้อบังคับของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. 2 ข้อ 61 กำหนดให้มีคณะกรรมการดำเนินการทั้งหมดสี่สิบห้าคน และข้อ 67 กำหนดให้คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจดำเนินกิจการทั้งปวงของโจทก์ให้เป็นไปตามข้อบังคับและมติของที่ประชุมใหญ่ การที่นายบรรเลงเป็นเพียงกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่ามีมติที่ประชุมใหญ่ของโจทก์แต่งตั้งนายบรรเลงเป็นผู้แทนโจทก์ในกิจการใด ๆ แม้นายบรรเลงรู้ถึงการตายของนายวิโรจน์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 ก็หาใช่เป็นการรับรู้ของโจทก์ไม่ ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ประชุมกันเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541 โดยมีระเบียบวาระที่ 7 เสนอเรื่องที่นายวิโรจน์ถึงแก่ความตายเพื่อให้จำหน่ายชื่อจากการเป็นสมาชิกของโจทก์ตามสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการโจทก์ จึงถือว่าโจทก์เพิ่งรู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายวิโรจน์ในวันดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อกองมรดกของนายวิโรจน์จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66 ม. 70 ม. 801 (5) ม. 754 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงใหม่ จำกัด
จำเลย — นางดารณีย์ มูลสาร
กับพวก — นายวิโรจน์ มูลสาร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาววราพร รีพัฒนาวิจิตรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1471/2548
#267359
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยระบุว่าเป็นการเช่าสำหรับบ้านเช่า เฟอร์นิเจอร์และของใช้ส่วนตัวตามที่ระบุในเอกสารแนบท้าย แสดงว่าการเช่าตามสัญญาครอบคลุมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ของใช้ส่วนตัวอื่น ๆ ด้วย มิใช่เป็นการเช่าเฉพาะตัวบ้าน ซึ่งหากมีการต้องซ่อมแซมก็ต้องหมายรวมถึงการซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์และของใช้ส่วนตัวต่าง ๆ ดังกล่าวด้วย

สัญญาเช่าที่ระบุว่า ผู้เช่าต้องบำรุงรักษาทรัพย์สินทั้งหมดประกอบเป็นสิ่งที่เช่าให้อยู่ในสภาพดีและเรียบร้อย เพื่อซ่อมสิ่งที่สึกหรอจากการใช้งานตามปกตินั้น หมายถึงข้อสัญญาที่ให้ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องสงวนทรัพย์สินที่เช่าเสมอกับที่วิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง ต้องบำรุงรักษา และทำการซ่อมแซมเล็กน้อย ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 553 บัญญัติไว้เท่านั้น มิได้หมายความว่าผู้เช่าจะต้องรับผิดซ่อมแซมทรัพย์ที่เช่าในทุก ๆ กรณี

สัญญาเช่าที่ระบุให้ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องชำระค่าไฟฟ้า น้ำประปา แก๊ส โทรศัพท์และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ทั้งหมดตามที่ถูกเรียกเก็บและต้องชำระค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดโดยผู้เช่าหรือครอบครัว แขก คนรับใช้ หรือสัตว์เลี้ยงของผู้เช่า ไม่มีข้อความตอนใดระบุให้เป็นข้อความรับผิดของผู้เช่าในการจัดการซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่เช่าแทนผู้ให้เช่า ทั้งรายการซ่อมแซมล้วนเป็นการซ่อมแซมใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องความจำเป็นและสมควรเพื่อรักษาทรัพย์สินที่เช่าให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ อันเป็นหน้าที่ของจำเลยผู้ให้เช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 547 มิใช่เป็นการบำรุงรักษาตามปกติและเพื่อซ่อมแซมเล็กน้อยอันจะตกอยู่ในความรับผิดของโจทก์ผู้เช่า จำเลยจึงเป็นฝ่ายต้องรับผิดในการซ่อมแซมดังกล่าวตามมาตรา 550

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2536 โจทก์ทำสัญญาเช่าบ้านเลขที่ 71/090 หมู่บ้านเมืองเอก ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี จากจำเลยมีกำหนด 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 33,000 บาท วางเงินประกันการเช่าให้จำเลยเป็นเงิน 99,000 บาท ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2538 จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าแก่โจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วพูดจาขับไล่โจทก์ ใช้มือผลักอกโจทก์ โทรศัพท์รบกวน พูดจาหมิ่นประมาทโจทก์ว่า เป็นคนเลวและโง่ ถอดมิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟฟ้าและสายไฟออก นอกจากนี้ยังนำความเท็จไปแจ้งต่อร้อยตำรวจเอกไพบูลย์ สาที พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลปากคลองรังสิตว่า โจทก์กับบริวารบุกรุกไปรบกวนครอบครองบ้านหลังดังกล่าวของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถพักอาศัยในบ้านเช่าได้ตามปกติ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินรวม 1,477,000 บาท และจำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินวางประกันการเช่าแก่โจทก์ เมื่อหักด้วยค่าเช่าประจำเดือนสิงหาคม 2538 แล้วเป็นเงิน 66,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,543,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 500,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยให้โจทก์เช่าบ้านตามฟ้องจริง ภายหลังทำสัญญาเช่า ประมาณเดือนพฤษภาคม 2538 เกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรในบ้านเช่าเป็นเหตุให้เกิดไฟลุกไหม้ในหมู่บ้าน แต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานดับเพลิงเป็นการไม่ปกป้องรักษาทรัพย์สินที่เช่าดังเช่นวิญญูชนพึงปฏิบัติ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่า โดยมีผลในวันที่ 27 สิงหาคม 2538 ภายหลังจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ยังคงใช้กุญแจและโซ่ล็อกประตูรั้วบ้านไว้ จนกระทั่งวันที่ 28 กันยายน 2538 จำเลยจึงเข้าครอบครองบ้านเช่าได้ ทำให้จำเลยขาดประโยชน์จากการนำบ้านออกให้คนอื่นเช่า เป็นเงิน 33,000 บาท จำเลยไม่เคยทำละเมิดต่อโจทก์ การแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตตามกฎหมาย แต่การกระทำของโจทก์เป็นการผิดสัญญาเช่าและทำละเมิดต่อจำเลย โจทก์ต้องรับผิดในค่าเสียหายที่เกิดไฟไหม้ ค่ามิเตอร์น้ำสูญหาย ค่ารักษาพยาบาลสุนัขของจำเลยที่ถูกขังอยู่ในบ้านเช่า ค่าสาธารณูปโภคค้างชำระ และค่าเสียหายของทรัพย์สินในบ้านเช่าซึ่งโจทก์ต้องรับผิดตามสัญญา เป็นเงินรวม 139,975 บาท กับค่าเช่า เดือนสิงหาคม 2538 อีก 33,000 บาท รวมเป็นเงิน 172,975 บาท หักด้วยเงินวางประกันการเช่า 99,000 บาท แล้ว โจทก์ต้องรับผิดชดใช้เงิน 73,975 บาท แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 73,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก่ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยตกลงเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลย แต่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า และทำละเมิดต่อโจทก์จนโจทก์ไม่สามารถอยู่ในบ้านเช่าได้ เหตุไฟฟ้าลัดวงจรเป็นเหตุสุดวิสัยโจทก์ไม่ต้องรับผิดต่อจำเลย หากจำเลยได้รับความเสียหายก็ไม่เกิน 500 บาท จำเลยเป็นผู้ถอดมิเตอร์น้ำประปาไปเอง โจทก์ดูแลสุนัขของจำเลยอย่างดี การที่สุนัขของจำเลยป่วยไม่ใช่ความผิดของโจทก์และค่ารักษาพยาบาลส่วนนี้ไม่เกิน 200 บาท โจทก์ไม่เคยค้างค่าสาธารณูปโภค และไม่เคยสร้างความเสียหายแก่บ้านเช่า หากมีความเสียหายก็เกิดจากการใช้งานตามปกติ และเกิดจากการที่จำเลยใช้วัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างไม่ดี ความเสียหายส่วนนี้ถ้าหากมีก็ไม่เกิน 1,000 บาท ฟ้องแย้งเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 65,303.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 26 กรกฎาคม 2539) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ (ที่ถูกยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เช่าบ้านเลขที่ 71/090 หมู่บ้านเมืองเอก ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี จากจำเลยเพื่ออยู่อาศัยมีกำหนด 36 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2536 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2539 ค่าเช่าเดือนละ 33,000 บาท โจทก์วางเงินประกันการเช่า 99,000 บาท ตามสำเนาสัญญาเช่าพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2538 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอยกเลิกสัญญาเช่าและขอให้คืนบ้านเช่าตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2538 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 ตอบจำเลยว่า โจทก์ยอมรับการสิ้นสุดการเช่าภายใต้เงื่อนไขว่าค่าเช่าเดือนสิงหาคม 2538 ให้หักออกจากเงินประกันการเช่าและคืนเงินส่วนที่เหลือแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่คืนเงินประกันให้โจทก์และข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากเหตุเพลิงไหม้ ค่ามิเตอร์น้ำประปาที่สูญหาย ค่าบริการภายในหมู่บ้าน ค่าสมาชิกไอบีซี และค่าเช่าบ้านสำหรับเดือนกันยายน 2538 และค่าซ่อมแซมบ้านตามเอกสารหมาย ล.18 และ ล.19 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะฎีกาข้อ 2 (2) ว่า ค่าซ่อมแซมบ้านหมายความรวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องครัว เฟอร์นิเจอร์หรือไม่ ข้อตกลงตามสัญญาข้อ 3 และ ข้อ 4 มีความหมายรวมถึงการซ่อมแซมใหญ่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 550 หรือไม่ และผู้ใดจะต้องรับผิดค่าซ่อมแซมทรัพย์ที่เช่า นั้น เห็นว่า ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยระบุว่าเป็นการเช่าสำหรับบ้านเช่าเฟอร์นิเจอร์และของใช้ส่วนตัวตามที่ระบุในเอกสารแนบท้าย แสดงว่าการเช่าตามสัญญานี้ครอบคลุมไปถึงเฟอร์นิเจอร์และของใช้ส่วนตัวอื่น ๆ ด้วย หาใช่เป็นการเช่าเฉพาะตัวบ้านไม่ ซึ่งหากมีการต้องซ่อมแซมก็ต้องหมายรวมถึงการซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์และของใช้ส่วนตัวต่าง ๆ ดังกล่าวด้วย ส่วนที่สัญญาเช่าข้อ 4 ระบุว่า ผู้เช่าต้องบำรุงรักษาทรัพย์สินทั้งหมดประกอบเป็นสิ่งที่เช่าให้อยู่ในสภาพดีและเรียบร้อย เพื่อซ่อมสิ่งที่สึกหรอจากการใช้งานตามปกตินั้นหมายถึงข้อสัญญาที่ให้ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องสงวนทรัพย์สินที่เช่าเสมอกับที่วิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง ต้องบำรุงรักษาและทำการซ่อมแซมเล็กน้อย ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 553 บัญญัติไว้เท่านั้น หาได้หมายความว่าผู้เช่าจะต้องรับผิดซ่อมแซมทรัพย์ที่เช่าในทุก ๆ กรณีไม่ ส่วนสัญญาเช่าข้อ 3 ที่ระบุให้ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องชำระค่าไฟฟ้า น้ำประปา แก๊ส โทรศัพท์และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ทั้งหมดตามที่ถูกเรียกเก็บและต้องชำระค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดโดยผู้เช่าหรือครอบครัว แขก คนรับใช้ หรือสัตว์เลี้ยงของผู้เช่า ไม่มีข้อความตอนใดระบุให้เป็นข้อความรับผิดของผู้เช่าในการจัดการซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่เช่าแทนผู้ให้เช่า เห็นว่า เป็นการกำหนดความรับผิดเกี่ยวกับค่าสาธารณูปโภคที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลาเช่าหรือความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภคดังกล่าวที่เกิดจากการกระทำของผู้เช่าหรือบุคคลในครอบครัวหรือแขก สัตว์เลี้ยงของผู้เช่า ไม่มีข้อความตอนใดระบุให้เป็นข้อความรับผิดของผู้เช่าในการจัดการซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่เช่าแทนผู้ให้เช่าแต่ประการใด ดังจะเห็นเจตนาได้จากหนังสือขอยกเลิกการเช่าซึ่งจำเลยมีถึงโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.3 ที่ระบุเหตุผลในการขอยกเลิกการเช่าเพียงว่าจำเลยมีความจำเป็นจะต้องใช้บ้านหลังนี้เท่านั้น หาได้อ้างเหตุว่าโจทก์กระทำทรัพย์สินที่เช่าเสียหายหรือไม่สงวนและบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าเป็นการประพฤติผิดสัญญาไม่ ทั้งเมื่อพิจารณารายการซ่อมแซมตามรายการประเมินราคาปรับปรุงสวนใบสำคัญจ่ายและใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย ล.18 และ ล.19 แล้วเห็นว่า ล้วนเป็นการซ่อมแซมใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องความจำเป็นและสมควรเพื่อรักษาทรัพย์สินที่เช่าให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ อันเป็นหน้าที่ของจำเลยผู้ให้เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 547 หาใช่เป็นการบำรุงรักษาตามปกติและเพื่อซ่อมแซมเล็กน้อยอันจะตกอยู่ในความรับผิดของโจทก์ผู้เช่าไม่ ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้ให้เช่าจึงเป็นฝ่ายต้องรับผิดในการซ่อมแซมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 550 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 550 ม. 553
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — หรือเอชเนอร์หรือไอซ์เนอร์
จำเลย — นายโกวิน วิฒน์พงศ์พันธ์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1471/2548
#269759
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าข้อ 4 ระบุว่า ผู้เช่าต้องบำรุงรักษาทรัพย์สินทั้งหมดซึ่งประกอบเป็นสิ่งที่เช่าให้อยู่ในสภาพดีและเรียบร้อย เพื่อซ่อมสิ่งที่สึกหรอจากการใช้งานตามปกตินั้น หมายถึงข้อสัญญาที่ให้ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องสงวนทรัพย์สินที่เช่าเสมอกับที่วิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง ต้องบำรุงรักษาและทำการซ่อมแซมเล็กน้อยตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 553 บัญญัติไว้เท่านั้น หาได้หมายความว่าผู้เช่าจะต้องรับผิดซ่อมแซมทรัพย์ที่เช่าในทุกๆ กรณีไม่

การซ่อมแซมใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องความจำเป็นและสมควรเพื่อรักษาทรัพย์สินที่เช่าให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ เป็นหน้าที่ของจำเลยผู้ให้เช่าตามมาตรา 547 หาใช่เป็นการบำรุงรักษาตามปกติและเพื่อซ่อมแซมเล็กน้อยอันจะตกอยู่ในความรับผิดของโจทก์ผู้เช่าไม่ ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้ให้เช่าจึงเป็นฝ่ายต้องรับผิดในการซ่อมแซมดังกล่าวตามมาตรา 550

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหายจากการผิดสัญญาเช่าบ้านจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยให้โจทก์เช่าบ้านตามฟ้องจริง ภายหลังทำสัญญาเช่า ประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2538 เกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรในบ้านเช่าเป็นเหตุให้เกิดไฟลุกไหม้ในบ้าน แต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานดับเพลิงเป็นการไม่ปกป้องรักษาทรัพย์สินที่เช่าดังเช่นวิญญูชนพึงปฏิบัติ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่า โดยมีผลในวันที่ 27 สิงหาคม 2538 ภายหลังจำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ยังคงใช้กุญแจและโซ่ล็อกประตูรั้วบ้านไว้จนกระทั่งวันที่ 28 กันยายน 2538 จำเลยจึงเข้าครอบครองบ้านเช่าได้ ทำให้จำเลยขาดประโยชน์จากการนำบ้านออกให้คนอื่นเช่า เป็นเงิน 33,000 บาท จำเลยไม่เคยทำละเมิดต่อโจทก์ การแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตตามกฎหมาย แต่การกระทำของโจทก์เป็นการผิดสัญญาเช่าและทำละเมิดต่อจำเลย โจทก์ต้องรับผิดในค่าเสียหายที่เกิดไฟไฟม้ ค่ามิเตอร์น้ำสูญหาย ค่ารักษาพยาบาลสุนัขของจำเลยที่ถูกขังอยู่ในบ้านเช่า ค่าสาธารณูปโภคค้างชำระ และค่าเสียหายของทรัพย์สินในบ้านเช่าซึ่งโจทก์ต้องรับผิดตามสัญญา เป็นเงินรวม 139,975 บาท กับค่าเช่าเดือนสิงหาคม 2538 อีก 33,000 บาท รวมเป็นเงิน 172,975 บาท หักด้วยเงินวางประกันการเช่า 99,000 บาท แล้ว โจทก์ต้องรับผิดชดใช้เงิน 73,975 บาท แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 73,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยตกลงเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลย แต่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า และทำละเมิดต่อโจทก์ จนโจทก์ไม่สามารถอยู่อาศัยในบ้านเช่าได้ เหตุไฟฟ้าลัดวงจรเป็นเหตุสุดวิสัย โจทก์ไม่ต้องรับผิดต่อจำเลย หากจำเลยได้รับความเสียหายก็ไม่เกิน 500 บาท โจทก์ไม่เคยสร้างความเสียหายแก่บ้านเช่าหากมีความเสียหายก็เกิดจากการใช้งานตามปกติ และเกิดจากการที่จำเลยใช้วัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างไม่ดี ความเสียหายส่วนนี้ถ้าหากมีก็ไม่เกิน 1,000 บาท ฟ้องแย้งเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 65,303.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (วันที่ 26 กรกฎาคม 2539) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ (ที่ถูกยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เช่าบ้านเลขที่ 71/090 หมู่บ้านเมืองเอก ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี จากจำเลยเพื่ออยู่อาศัยมีกำหนด 36 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2536 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2539 ค่าเช่าเดือนละ 33,000 บาท โจทก์วางเงินประกันการเช่า 99,000 บาท ตามสำเนาสัญญาเช่าพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2538 จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ขอยกเลิกสัญญาเช่าและขอให้คืนบ้านเช่าตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2538 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 ตอบจำเลยว่าโจทก์ยอมสิ้นสุดการเช่าภายใต้เงื่อนไขว่าค่าเช่าเดือนสิงหาคม 2538 ให้หักออกจากเงินประกันการเช่าและคืนเงินส่วนที่เหลือแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่คืนเงินประกันใหโจทก์และข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากเหตุเพลิงไหม้ ค่ามิเตอร์น้ำประปาที่สูญหาย ค่าบริการภายในหมู่บ้าน ค่าสมาชิกไอบีซี ค่าเช่าบ้านสำหรับเดือนกันยายน 2538 และค่าซ่อมแซมบ้านตามเอกสารหมาย ล.18 และ ล.19 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะฎีกาข้อ 2 (2) ว่า ค่าซ่อมแซมบ้านหมายรวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องครัว เฟอร์นิเจอร์หรือไม่ ข้อตกลงตามสัญญาข้อ 3 และข้อ 4 มีความหมายรวมถึงการซ่อมแซมใหญ่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 550 หรือไม่ และผู้ใดจะต้องรับผิดค่าซ่อมแซมทรัพย์ที่เช่านั้น เห็นว่า ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยระบุว่าเป็นการเช่าสำหรับบ้านเช่า เฟอร์นิเจอร์และของใช้ส่วนตัวตามที่ระบุในเอกสารแนบท้าย แสดงว่าการเช่าตามสัญญานี้ครอบคลุมไปถึงเฟอร์นิเจอร์และของใช้ส่วนตัวอื่นๆ ด้วย หาใช่เป็นการเช่าเฉพาะตัวบ้านไม่ ซึ่งหากมีการต้องซ่อมแซม ก็ต้องหมายรวมถึงการซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์และของใช้ส่วนตัวต่างๆ ดังกล่าวด้วย ส่วนที่สัญญาเช่าข้อ 4 ระบุว่า ผู้เช่าต้องบำรุงรักษาทรัพย์สินทั้งหมดซึ่งประกอบเป็นสิ่งที่เช่าให้อยู่ในสภาพดีและเรียบร้อย เพื่อซ่อมสิ่งที่สึกหรอจากการใช้งานตามปกตินั้น หมายถึงข้อสัญญาที่ให้ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องสงวนทรัพย์สินที่เช่าเสมอกับที่วิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง ต้องบำรุงรักษาและทำการซ่อมแซมเล็กน้อย ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 553 บัญญัติไว้ เท่านั้น หาได้หมายความว่าผู้เช่าจะต้องรับผิดซ่อมแซมทรัพย์ที่เช่า ในทุกๆ กรณีไม่ ส่วนสัญญาเช่าข้อ 3 ที่ระบุให้ผู้เช่ามีหน้าที่ต้องชำระค่าไฟฟ้า น้ำประปา แก๊ส โทรศัพท์และสาธารณูปโภคอื่นๆ ทั้งหมดตามที่ถูกเรียกเก็บและต้องชำระค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดโดยผู้เช่าหรือครอบครัว แขก คนรับใช้ หรือสัตว์เลี้ยงของผู้เช่า เห็นว่าเป็นการกำหนดความรับผิดเกี่ยวกับค่าสาธารณูปโภคที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลาเช่าหรือความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภค ดังกล่าวที่เกิดจากการกระทำของผู้เช่าหรือบุคคลในครอบครัวรวมทั้งแขกหรือสัตว์เลี้ยง ของผู้เช่า ไม่มีข้อความตอนใดระบุให้เป็นข้อความรับผิดของผู้เช่าในการจัดการซ่อมแซม ความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่เช่าแทนผู้ให้เช่าแต่ประการใด ดังจะเห็นเจตนาได้จากหนังสือขอยกเลิกการเช่าซึ่งจำเลยมีถึงโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.3 ที่ระบุเหตุผลในการขอยกเลิกการเช่าเพียงว่าจำเลยมีความจำเป็นจะต้องใช้บ้านหลังนี้เท่านั้น หาได้อ้างเหตุว่าโจทก์กระทำทรัพย์สินที่เช่าเสียหายหรือไม่สงวนและบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าเป็นการประพฤติผิดสัญญาไม่ ทั้งเมื่อพิจารณารายการซ่อมแซมตามรายการประเมินราคาปรับปรุงสวน ใบสำคัญจ่ายและใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย ล.18 และ ล.19 แล้วเห็นว่า ล้วนเป็นการซ่อมแซมใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องความจำเป็นและสมควรเพื่อรักษาทรัพย์สินที่เช่าให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ อันเป็นหน้าที่ของจำเลยผู้ให้เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 547 หาใช่เป็นการบำรุงรักษาตามปกติและเพื่อซ่อมแซมเล็กน้อยอันจะตกอยู่ในความรับผิดของโจทก์ผู้เช่าไม่ ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้ให้เช่าจึงเป็นฝ่ายต้องรับผิดในการซ่อมแซมดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 550 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 547 ม. 550 ม. 553
ชื่อคู่ความ
นายแม็กซ์หรือแมกซ์ แอชเนอร์หรือ เอชเนอร์หรือ
โจทก์ — ไอซ์เนอร์
จำเลย — นายโกวิท วิวัฒน์พงศ์พันธ์
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ