คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1470/2548
#267902
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจระบุให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแพ่งว่าด้วยสัญญาซื้อขายแทนโจทก์ ดังนั้น เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในเรื่องดังกล่าวกับบุคคลใด ผู้รับมอบอำนาจย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับมอบหมายได้โดยไม่จำต้องระบุชื่อจำเลย

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันประกอบธุรกิจบ้านจัดสรรจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าที่ซื้อจากโจทก์มาใช้ในการประกอบธุรกิจดังกล่าวแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 3 จะจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด และจำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 3 ต่อไป แต่เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชีจำเลยที่ 3 สภาพนิติบุคคลของจำเลยที่ 3 ยังคงมีอยู่ต่อไปตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี และจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 3 จึงเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดในฐานะหุ้นส่วนไม่ใช่ในฐานะห้างหุ้นส่วน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1249 มาตรา 1077 (2) ดังนั้นจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นางวัลนี ดลสุจริต นายสุรชัย กาญจนพิบูลย์ นายเอกชัย วณิชย์วรนันท์ เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งต้องรับผิดในหนี้สินของจำเลยที่ 3 โดยไม่จำกัดจำนวน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันประกอบกิจการประเภทรับเหมาก่อสร้างและหมู่บ้านจัดสรรเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2540 จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันซื้อถังบำบัดน้ำเสีย จำนวน 68 ใบ จากโจทก์เพื่อใช้ในโครงการบ้านพร้อมจิตร โจทก์ส่งมอบและจำเลยทั้งสี่ได้รับสินค้าถูกต้องครบถ้วนแล้ว สินค้าดังกล่าวมีราคาทั้งสิน 417,560 บาท กำหนดชำระราคาภายใน 90 วัน นับแต่วันได้รับสินค้า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 474,974.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 417,560 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นางวัลนี ดลสุจริต ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมประกอบกิจการประเภทรับเหมาก่อสร้างและหมู่บ้านจัดสรรกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์จริง แต่โจทก์ไม่ได้ส่งมอบสินค้าตามมาตรฐานและคุณภาพตามที่สั่งซื้อ จำเลยที่ 1 จึงให้เปลี่ยนสินค้า แต่โจทก์ไม่ได้นำสินค้าใหม่มาเปลี่ยนให้จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นางวัลนี ดลสุจริต ฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยแทนโจทก์ เพราะหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ระบุว่าให้ดำเนินคดีกับใคร จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่เคยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ และไม่เคยได้รับสินค้าดังกล่าว จำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนแล้วก่อนโจทก์ฟ้องคดีจำเลยที่ 3 ไม่มีสภาพนิติบุคคล และจำเลยที่ 4 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 474,974.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 417,560 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยต้องฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจไม่ได้ระบุว่าให้ดำเนินคดีแก่จำเลย คงระบุเพียงว่าให้อำนาจดำเนินคดีแพ่งว่าด้วยข้อหา หรือฐานความผิดสัญญาซื้อขายเท่านั้น เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจดำเนินคดีแพ่งว่าด้วยสัญญาซื้อขายแทนโจทก์ เป็นการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโจทก์เมื่อมีข้อโต้แย้งในเรื่องสัญญาซื้อขาย ดังนั้น เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในเรื่องดังกล่าวกับบุคคลใด ผู้รับมอบอำนาจย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับมอบหมายได้โดยไม่จำต้องระบุชื่อจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ประการต่อมาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 3 กรรมการของจำเลยที่ 2 และหุ้นส่วนของจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลชุดเดียวกันตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจบ้านจัดสรรชื่อหมู่บ้านพร้อมจิตร จำเลยที่ 2 ที่ 3 ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จำเลยที่ 1 สั่งซื้อถังบำบัดน้ำเสียตามฟ้องจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.12 ไปติดตั้งในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยที่ 1 โจทก์ส่งสินค้าให้เรียบร้อยแล้วตามเอกสารหมาย จ.13 ถึง จ.18 เมื่อถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ชำระโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระ จำเลยที่ 2 เคยชำระค่าถังบำบัดน้ำเสียให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.19 ก่อนฟ้องจำเลยที่ 3 จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน แต่ยังไม่มีการชำระบัญชี เห็นว่า เอกสารหมาย จ.12 เป็นโทรสารใบสั่งซื้อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งก็ไม่ได้ระบุว่ากระทำแทนจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 เคยชำระค่าถังบำบัดน้ำเสียให้แก่โจทก์ ในการซื้อมาใช้ในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยที่ 1 แห่งเดียวกันนี้ตามเอกสารหมาย จ.19 ซึ่งหากจำเลยที่ 2 รับเหมาปลูกสร้างเฉพาะค่าแรงและค่าบริการ การบริหารกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกันดังที่อ้างในฎีกาก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 จะใช้ใบสั่งซื้อของตน และจำเลยที่ 2 ก็เคยชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 นอกจากนี้กรรมการของจำเลยที่ 2 และหุ้นส่วนของจำเลยที่ 3 ยังเป็นบุคคลชุดเดียวกัน มีสำนักงานแห่งใหญ่อยู่ที่เดียวกัน จำเลยที่ 4 นอกจากจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 และหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 4 ยังเป็นน้องของกรรมการของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ดังกล่าวประกอบกันจึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันประกอบธุรกิจบ้านจัดสรร จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 3 จะจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน และจำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 3 ต่อไป แต่เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชีจำเลยที่ 3 สภาพนิติบุคคลของจำเลยที่ 3 ยังคงมีอยู่ต่อไปตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี และจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 3 จึงเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดในฐานะหุ้นส่วนไม่ใช่ในฐานะห้างหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 มาตรา 1077 (2) ดังนั้นจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1077 ม. 1249
ป.วิ.พ. ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรโตพลาส จำกัด
จำเลย — บริษัทศรีรุ่งโรจน์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1470/2548
#269730
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจดำเนินคดีแพ่งว่าด้วยสัญญาซื้อขายแทนโจทก์ เป็นการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโจทก์เมื่อมีข้อโต้แย้งในเรื่องสัญญาซื้อขาย ดังนั้น เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในเรื่องดังกล่าวกับบุคคลใดผู้รับมอบอำนาจย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับมอบหมายได้โดยไม่จำต้องระบุว่าให้ดำเนินคดีแก่จำเลยอีก

แม้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดจะจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน และจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 3 ต่อไป แต่เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชี สภาพนิติบุคคลของจำเลยที่ 3 ยังคงมีอยู่ต่อไปตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี จำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด จึงต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดในฐานะหุ้นส่วนไม่ใช่ในฐานะห้างหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1249, 1077 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 474,974.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 417,560 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 474,974.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 417,560 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่าหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ระบุว่าให้ดำเนินคดีแก่จำเลย คงระบุเพียงว่าให้มีอำนาจดำเนินคดีแพ่งว่าด้วยข้อหา หรือฐานความผิดสัญญาซื้อขายเท่านั้น เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจดำเนินคดีแพ่งว่าด้วยสัญญาซื้อขายแทนโจทก์เป็นการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโจทก์ เมื่อมีข้อโต้แย้งในเรื่องสัญญาซื้อขาย ดังนั้นเมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในเรื่องดังกล่าวกับบุคคลใด ผู้รับมอบอำนาจย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับมอบหมายได้โดยไม่จำต้องระบุชื่อจำเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ประการต่อมาว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 3 กรรมการของจำเลยที่ 2 และหุ้นส่วนของจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลชุดเดียวกัน จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจบ้านจัดสรร จำเลยที่ 2 ที่ 3 ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จำเลยที่ 1 สั่งซื้อถังบำบัดน้ำเสียจากโจทก์ไปติดตั้งในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยที่ 1 โจทก์ส่งสินค้าให้เรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระ จำเลยที่ 2 เคยชำระค่าถังบำบัดน้ำเสียให้แก่โจทก์ เห็นว่า โทรสารใบสั่งซื้อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ระบุว่ากระทำแทนจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 เคยชำระค่าบำบัดน้ำเสียให้แก่โจทก์ ในการซื้อมาใช้ในหมู่บ้านจัดสรรของจำเลยที่ 1 แห่งเดียวกันนี้ ซึ่งหากการบริหารกิจการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกัน ก็ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 จะใช้ใบสั่งซื้อของตน นอกจากนี้กรรมการของจำเลยที่ 2 และหุ้นส่วนของจำเลยที่ 3 ยังเป็นบุคคลชุดเดียวกัน มีสำนักงานแห่งใหญ่อยู่ที่เดียวกัน จำเลยที่ 4 นอกจากจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 และหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 4 ยังเป็นน้องของกรรมการของจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ดังกล่าวประกอบกันจึงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันประกอบธุรกิจบ้านจัดสรร แม้จำเลยที่ 3 จะจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน และจำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 3 ต่อไป แต่เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชีจำเลยที่ 3 สภาพนิติบุคคลของจำเลยที่ 3 ยังคงมีอยู่ต่อไปตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีและจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 3 จึงเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดในฐานะหุ้นส่วนไม่ใช่ในฐานะห้างหุ้นส่วน ตามมาตรา 1249 มาตรา 1077 (2) ดังนั้นจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 1077 (2) ม. 1249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโรโตพลาส จำกัด
จำเลย — บริษัทศรีรุ่งโรจน์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1469/2548
#266275
เปิดฉบับเต็ม

ตึกแถวพิพาทมีมาแต่เดิมแล้ว โจทก์ได้ทำสัญญาให้ อ. เช่าตึกแถวพิพาทดังกล่าวพร้อมที่ดิน อ. ไม่ได้ช่วยค่าก่อสร้างให้โจทก์ ดังนี้ แม้ อ. ได้จ่ายเงินให้ ส. ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ขายตึกแถวพิพาทและสิทธิการเช่าที่ดินให้แก่ อ. เป็นเงินจำนวน 1,400,000 บาทก็ดี หรือ บ. ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างเรียกเก็บเงินค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างจาก ส. และ ส. จ่ายเงินค่าก่อสร้างให้ บ. ก็ดี ก็ถือได้ว่าเป็นเพียงเงินที่จ่ายให้แก่กันเพื่อรับโอนสิทธิการเช่าตึกแถวพิพาทจากบุคคลที่มีสิทธิก่อนตน คือจาก ส. มาเป็น อ. หรือจาก บ. มาเป็น ส. เท่านั้น หาใช่เงินค่าก่อสร้างไม่ และไม่ทำให้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับ อ. มีลักษณะตอบแทนเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าทรัพย์ธรรมดาแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและพาบริวารออกไปจากตึกแถวเลขที่ 3567/10 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และออกไปจากที่ดินว่างลึก 2.40 เมตร หลังตึกแถวดังกล่าว โดยให้จำเลยส่งมอบตึกแถวดังกล่าวพร้อมที่ดินคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 680,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยชำระค่าเสียหายรายเดือนในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพาบริวารออกไปจากห้องแถวและที่ดินพร้อมทั้งส่งมอบตึกแถวที่ดินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวเลขที่ 3567/10 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และออกไปจากที่ดินว่างลึก 2.40 เมตร หลังตึกแถวดังกล่าว และส่งมอบตึกแถวพร้อมที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 26,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวและที่ดินพร้อมทั้งส่งมอบให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 450 บาท แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์ทำสัญญาให้นางเอี่ยมใช้เช่าตึกแถวพิพาทรวมตลอดถึงที่ดินว่างเปล่าด้านหลังลึกประมาณ 2.40 เมตร มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน 28 วัน นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 นางเอี่ยมใช้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2539 ปรากฏตามสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้น เรื่องขอจัดการมรดก จำเลยเป็นบุตรของนางเอี่ยมใช้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีเพียงว่า สัญญาระหว่างโจทก์และนางเอี่ยมใช้เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าหรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญาเช่าตึกแถวและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาเช่าตึกนั้น มีลักษณะเป็นเพียงสัญญาเช่าธรรมดา หาได้เป็นสัญญาที่มีลักษณะตอบแทนเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าตามที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ เพราะตึกแถวพิพาทมีมาแต่เดิมแล้ว นางเอี่ยมใช้ไม่ได้ช่วยค่าก่อสร้างให้โจทก์ ซึ่งถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงดังที่จำเลยให้การว่า นางเอี่ยมใช้ได้จ่ายเงินให้นางสมจิตต์ เป็นเงินจำนวน 1,400,000 บาท ก็ดี หรือที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า นายบุญธรรมเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เรียกเก็บเงินค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างจากผู้เช่า นางสมจิตต์จ่ายเงินค่าก่อสร้างให้ผู้รับเหมาก่อสร้างก็ดี ก็ถือได้เป็นเพียงเงินที่จ่ายให้แก่กันเพื่อรับโอนสิทธิการเช่าตึกแถวพิพาทจากบุคคลที่มีสิทธิก่อนตน คือ จากนางสมจิตต์มาเป็นนางเอี่ยมใช้ หรือจากผู้รับเหมาก่อสร้างมาเป็นนางสมจิตต์เท่านั้น หาใช่เงินค่าก่อสร้างดังที่จำเลยฎีกาไม่ และไม่ทำให้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับนางเอี่ยมใช้มีลักษณะตอบแทนเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าทรัพย์ธรรมดาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์บางกะปิ จำกัด
จำเลย — นางกิตติมา ธรรมสถิตมั่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเวชสิทธิ์ อนุชิตวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรินทร์ สุขเกื้อ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1469/2548
#267929
เปิดฉบับเต็ม

ตึกแถวพิพาทมีมาแต่เดิมแล้ว อ. ไม่ได้ช่วยค่าก่อสร้างให้โจทก์แม้ อ. ได้จ่ายเงินให้ ส. ซึ่งเป็นผู้เช่าจำนวน 1,400,000 บาท ก็ดีหรือผู้รับเหมาก่อสร้างเรียกเก็บเงินค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างจาก ส. ก็ดี ก็เป็นเพียงเงินที่จ่ายให้แก่กันเพื่อรับโอนสิทธิการเช่าตึกแถวพิพาทจากบุคคลที่มีสิทธิก่อนตน คือจาก ส. มาเป็น อ. หรือจากผู้รับเหมาก่อสร้างมาเป็น ส. เท่านั้น หาใช่เงินค่าก่อสร้างไม่ จึงไม่ทำให้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับ อ. มีลักษณะตอบแทนเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าทรัพย์ธรรมดา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์บริการมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการเกี่ยวกับการจัดเคหสถานและบริการร่วมกัน โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 14419 (ที่ถูกน่าจะเป็น 14519), 14627, 14540 และ 14526 และเป็นเจ้าของตึกแถวสามชั้น เลขที่ 3567/10 ซึ่งโจทก์ได้ทำสัญญาให้นางเอี่ยมใช้ แซ่ซื้อ เช่าห้องแถวดังกล่าวพร้อมที่ดินว่างเปล่าด้านหลังประมาณ 2.40 เมตร มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน 28 วัน นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2539 นางเอี่ยมใช้ถึงแก่ความตาย สัญญาเช่าดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลงจำเลยซึ่งเป็นบุตรของนางเอี่ยมใช้ยังคงอาศัยอยู่ในตึกแถวของโจทก์ตลอดมา โดยไม่มีการทำสัญญาเช่าต่อกันแต่อย่างใด โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยอยู่อีกต่อไป จึงได้แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพาบริวารออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและพาบริวารออกไปจากตึกแถวเลขที่ 3567/10 และออกไปจากที่ดินว่างลึก 2.40 เมตร หลังตึกแถวดังกล่าว โดยให้จำเลยส่งมอบตึกแถวดังกล่าวพร้อมที่ดินคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 680,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยชำระค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยชำระค่าเสียหายรายเดือนในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและพาบริวารออกไปจากห้องแถวและที่ดินพร้อมทั้งส่งมอบตึกแถวกับที่ดินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์และนางเอี่ยมใช้ยังไม่ระงับ เพราะเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่า เนื่องจากนางสมจิตต์ ชัยชนะสกุล ได้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก่อสร้างตึกแถวพิพาท และมีข้อตกลงกับโจทก์ว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า 30 ปี ตึกแถวพิพาทจึงจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ภายหลังนางสมจิตต์ได้ขายตึกแถวพิพาทและสิทธิการเช่าที่ดินให้แก่นางเอี่ยมใช้ในราคา 1,400,000 บาท โดยให้มีสิทธิทำการค้าและอยู่อาศัยในระยะเวลาที่ยังเหลือมีกำหนด 16 ปี 8 เดือน 28 วัน และนางเอี่ยมใช้ได้เข้าทำสัญญากับโจทก์ ซึ่งแท้ที่จริงเป็นเช่าหน้าดินของโจทก์ กรรมสิทธิ์ในตึกแถวจึงเป็นของนางเอี่ยมใช้จนกว่าจะถึงกำหนดสัญญา สัญญาดังกล่าวมีผลตกถึงทายาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกการเช่าโดยอ้างเหตุผู้เช่าถึงแก่ความตาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย หลังจากนางเอี่ยมใช้ถึงแก่ความตายจำเลยได้ชำระค่าเช่าให้โจทก์ตลอดมา นางเซ็งเตี้ย แซ่โล้ว ผู้จัดการมรดกของนางเอี่ยมใช้เคยแจ้งให้โจทก์ทำการเปลี่ยนชื่อในสัญญาเช่าแต่โจทก์ไม่ดำเนินการให้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวเลขที่ 3567/10 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และออกไปจากที่ดินว่างลึก 2.40 เมตรหลังตึกแถวดังกล่าว และส่งมอบตึกแถวพร้อมที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 26,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากตึกแถวและที่ดินพร้อมทั้งส่งมอบให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 450 บาท แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทำสัญญาให้นางเอี่ยมใช้ แซ่ซื้อ เช่าตึกแถวพิพาทรวมตลอดถึงที่ดินว่างเปล่าด้านหลังลึกประมาณ 2.40 เมตร มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน 28 วัน นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 รายละเอียดปรากฏตามหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.8 นางเอี่ยมใช้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2539 ปรากฏตามสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นเรื่องขอจัดการมรดก เอกสารหมาย จ.10 จำเลยเป็นบุตรของนางเอี่ยมใช้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีเพียงประการเดียวว่า สัญญาระหว่างโจทก์และนางเอี่ยมใช้เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าหรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญาเช่าตึกแถวและสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.8 นั้น มีลักษณะเป็นเพียงสัญญาเช่าธรรมดา หาได้เป็นสัญญาที่มีลักษณะตอบแทนเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าตามที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ เพราะตึกแถวพิพาทมีมาแต่เดิมแล้ว นางเอี่ยมใช้ไม่ได้ช่วยค่าก่อสร้างให้โจทก์ ซึ่งถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงดังที่จำเลยให้การว่า นางเอี่ยมใช้ได้จ่ายเงินให้นางสมจิตต์ ชัยชนะสกุล เป็นเงินจำนวน 1,400,000 บาท ก็ดี หรือที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า นายบุญธรรม ศรีคร้าม เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เรียกเก็บเงินค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างจากผู้เช่า นางสมจิตต์จ่ายเงินค่าก่อสร้างให้ผู้รับเหมาก่อสร้างก็ดี ก็ถือได้เป็นเพียงเงินที่จ่ายให้แก่กันเพื่อรับโอนสิทธิการเช่าตึกแถวพิพาทจากบุคคลที่มีสิทธิก่อนตน คือนางสมจิตต์มาเป็นนางเอี่ยมใช้ หรือจากผู้รับเหมาก่อสร้างมาเป็นนางสมจิตต์เท่านั้น หาใช่เงินค่าก่อสร้างดังที่จำเลยฎีกาไม่ และไม่ทำให้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับนางเอี่ยมใช้มีลักษณะตอบแทนเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าทรัพย์ธรรมดาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์บางกะปิ จำกัด
จำเลย — นางกิตติมา ธรรมสถิตมั่น
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1465/2548
#113143
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำ 935,442 บาท คืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับไว้จนถึงวันฟ้อง โดยอาศัยเหตุการคืนสู่ฐานะเดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสอง และขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอาศัยข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขาย จึงเป็นการขอดอกเบี้ยโดยอาศัยเหตุต่างกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินมัดจำและดอกเบี้ยตามขอรวมเป็นเงิน 1,035,442 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 935,442 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาจะซื้อจะขายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนั้นโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จำนวน 200 บาท และค่าขึ้นศาลสำหรับดอกเบี้ยในอนาคตอีก 100 บาท ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (2) และ ข้อ (4) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาจำนวน 8,040 บาท จึงเสียค่าขึ้นศาลเกินมา ต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาสำหรับส่วนที่เกิน 300 บาท แก่โจทก์ไปทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,035,442 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 935,442 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายจำนวน 262,948.88 บาท รวมทั้งเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 5 ของค่าเสียหายจำนวน 13,147.44 บาท และค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องเสียชื่อเสียงจำนวน 400,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,035,442 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 935,442 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤษภาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับไว้จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 935,442 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงเป็นการขอดอกเบี้ยโดยอาศัยเหตุต่างกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,035,442 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 935,442 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามสัญญาจะซื้อจะขาย นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนั้นโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จำนวน 200 บาท และค่าขึ้นศาลสำหรับดอกเบี้ยในอนาคตอีก 100 บาท ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (2) และข้อ (4) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาจำนวน 8,040 บาท จึงเสียค่าขึ้นศาลเกินมา ต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาสำหรับส่วนที่เกิน 300 บาท แก่โจทก์ไปทั้งหมด นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้สั่งด้วย

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 300 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 391 วรรคสอง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนันต์ ตั้งกิติกุล
จำเลย — บริษัทอภิลาภ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ — นายธานิศ เกศวพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1465/2548
#269723
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำ 935,442 บาท คืนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับไว้จนถึงวันฟ้อง โดยอาศัยเหตุการคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสอง และขอดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอาศัยข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อจะขาย จึงเป็นการขอดอกเบี้ยโดยอาศัยเหตุต่างกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินมัดจำและดอกเบี้ยตามขอรวมเป็นเงิน 1,035,442 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 935,442 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาจะซื้อจะขายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดังนั้น โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จำนวน 200 บาท และค่าขึ้นศาลสำหรับดอกเบี้ยในอนาคตอีก 100 บาท ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (2) และ ข้อ (4) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาจำนวน 8,040 บาท จึงเสียค่าขึ้นศาลเกินมา ต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาสำหรับส่วนที่เกิน 300 บาท แก่โจทก์ไปทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากจำเลยเป็นเงิน 4,677,210 บาท ตกลงชำระเงินมัดจำจำนวน 935,442 บาท ที่เหลือ 3,741,768 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์พบว่าหน้างานยังไม่แล้วเสร็จ จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบเพื่อขอเลื่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไปจนกว่าหน้างานจะแล้วเสร็จ จำเลยกลับมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์และริบเงินมัดจำ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย จำเลยต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์จำนวน 935,442 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน นับแต่เวลาที่จำเลยได้รับไว้จนถึงวันฟ้อง รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 1,035,442 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,035,442 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 935,442 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้โจทก์เมื่อจำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้วเสร็จ จำเลยรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทเสร็จและแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์หลายครั้ง โจทก์มีหนังสือขอเลื่อนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินออกไปอ้างว่าหน้างานยังไม่แล้วเสร็จ จำเลยได้เข้าทำการเก็บงานตามที่โจทก์แจ้งจนแล้วเสร็จ และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 29 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์เพิกเฉย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของราคาที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 3,741,768 บาท นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2540 จนถึงวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นเงิน 262,948.88 บาท รวมทั้งเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 5 ของค่าเสียหายจำนวน 13,147.44 บาท และค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องเสียชื่อเสียงจำนวน 400,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,035,442 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 935,442 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤษภาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยก่อสร้างบ้านไม่เรียบร้อย โจทก์ย่อมมีสิทธิปฏิเสธไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญา จำเลยต้องคืนเงินมัดจำพร้อมเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 9 ระบุว่า หากมีกรณีที่คู่สัญญามีสิทธิคิดดอกเบี้ยต่อกันทั้งสองฝ่ายตกลงใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ถือว่าตามสัญญาได้มีการตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ในกรณีที่จำเลยจะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ไว้แล้วนั้น เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวนั้นเป็นการตกลงในการคิดดอกเบี้ยในกรณีที่มีการผิดนัดจึงให้คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด แต่กรณีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยต้องคืนเงินมัดจำและเงินที่โจทก์ผ่อนชำระไปแล้วคืนโจทก์ ไม่ใช่เป็นเรื่องผิดนัด ดังนั้นโจทก์จะคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาข้อ 9 ไม่ได้ เมื่อตามสัญญามิได้มีการตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์ไว้ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ต้องใช้คืนเอาไว้ จึงต้องใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนพร้อมดอกเบี้ยอ้ตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยได้รับไว้จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตรารัอยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 935,442 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงเป็นการขอดอกเบี้ยโดยอาศัยเหตุต่างกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,035,442 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 935,442 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาจะซื้อจะขายชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จำนวน 200 บาท และค่าขึ้นศาลสำหรับดอกเบี้ยในอนาคตอีก 100 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (2) และ ข้อ (4) แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาจำนวน 8,040 บาท จึงเสียค่าขึ้นศาลเกินมา ต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาสำหรับส่วนที่เกิน 300 บาท แก่โจทก์ไปทั้งหมด"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 300 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 391 วรรคสอง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนันต์ ตั้งกิติกุล
จำเลย — บริษัทอภิลาภ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1460/2548
#269722
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างแรงงานไม่ได้ระบุไว้อย่างแจ้งชัดว่า ในกรณีเกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจะต้องนำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดเสียก่อนแต่อย่างใด ข้อตกลงตามสัญญาจ้างแรงงานจึงมีลักษณะเป็นการให้สิทธิแก่คู่สัญญาว่า ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทตามสัญญาจ้างแรงงานแล้ว คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจใช้สิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานของประเทศไทย เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทนั้นๆ หรือคู่สัญญาอาจตกลงกันนำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดก็ได้ การที่โจทก์นำข้อพิพาทตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยมาฟ้อง แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิจะฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางโดยชอบด้วยกฎหมาย

คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยเป็นฝ่ายเลิกจ้างโจทก์หรือโจทก์ลาออกจากงาน ดังนั้น การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไปทำงานที่สำนักงานร่วมทุนที่ประเทศสิงคโปร์มีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน โดยโจทก์เรียกเงินเดือนในอัตราใหม่ซึ่งสูงกว่าเงินเดือนอัตราเดิมมาก แสดงว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงยกเลิกความผูกพันตามสัญญาจ้างเดิมและเจรจาตกลงเงื่อนไขสภาพการจ้างใหม่ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางและมิได้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินโบนัส 176,271.55 บาท ค่าชดเชย 1,153,778.40 บาท ค่าเสียหาย 576,889.70 บาท รวม 1,906,939.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินโบนัส 176,271.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าชดเชย 1,153,778.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีแก่โจทก์ ดอกเบี้ยให้นับแต่วันฟ้อง (9 กุมภาพันธ์ 2544) เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 2 ของจำเลย ประเด็นแรกว่า โจทก์จะต้องนำข้อพิพาทในคดีนี้ให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลย ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 12 ได้ระบุว่า "ฝ่ายต่างๆ ตกลงว่าเขาจะใช้ความพยายามที่ดีที่สุดเพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดจากหรือเกี่ยวกับสัญญานี้ ความขัดแย้ง คำเรียกร้อง หรือข้อพิพาทใดๆ ที่ไม่อาจแก้ไขได้เช่นนั้นจะตัดสินโดยศาลของประเทศไทย อนุญาโตตุลาการดังกล่าวใดๆ จะกระทำในกรุงเทพฯ หรือที่อื่นตามที่อาจตกลงร่วมกันโดยทั้งสองฝ่ายภายใน 15 วัน หลังจากเริ่มอนุญาโตตุลาการแต่ละฝ่ายจะเลือกบุคคลหนึ่งคนเป็นอนุญาโตตุลาการ และอนุญาโตตุลาการทั้งสองคนที่ได้รับเลือกดังกล่าวจะเลือกอนุญาโตตุลาการคนที่สามภายใน 10 วัน นับจากที่ได้รับแต่งตั้ง แต่ละฝ่ายจะออกต้นทุนและค่าใช้จ่ายของเขาเอง และส่วนแบ่งที่เท่าๆ กันของค่าใช้จ่ายของอนุญาโตตุลาการและค่าธรรมเนียมการบริหารของอนุญาโตตุลาการ" เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้อย่างแจ้งชัดว่า ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจะต้องนำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดเสียก่อนแต่อย่างใด ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการให้สิทธิแก่คู่สัญญาว่าในกรณีที่เกิดข้อพิพาทตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้ว คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจใช้สิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานของประเทศไทย เพื่อวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทนั้นๆ หรือคู่สัญญาอาจตกลงกันนำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดก็ได้ การที่โจทก์นำข้อพิพาทตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยมาฟ้องเป็นคดีนี้ แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยโจทก์จึงมีสิทธิจะฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางโดยชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยประเด็นที่สองซึ่งจำเลยอุทธรณ์ความว่าการที่โจทก์ไปทำงานที่สำนักงานร่วมทุนที่ประเทศสิงคโปร์มีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน โดยโจทก์เรียกเงินเดือนในอัตราใหม่ซึ่งสูงกว่าเงินเดือนอัตราเดิมมาก แสดงว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงยกเลิกความผูกพันตามสัญญาจ้างเดิมและเจรจาตกลงเงื่อนไขสภาพการจ้างใหม่ตามเอกสารหมาย ล.3 โจทก์จึงไม่มีสิทธิตามสัญญาจ้างเดิมที่จะมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เห็นว่า คดีนี้คงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า จำเลยเป็นฝ่ายเลิกจ้างโจทก์หรือโจทก์ลาออกจากงานเองเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางและมิได้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 (1) ม. 31
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเฮลี่ แวน เด กลินด์ (โมริ)
จำเลย — บริษัทเดอะ เฟรท จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1458/2548
#267361
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 ที่ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่ เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง (4) นั้น มุ่งหมายถึงตัวลูกจ้างโดยตรงเป็นผู้กระทำให้เกิดหนี้หรือความเสียหายแก่นายจ้างและลูกจ้างได้ให้ความยินยอมแล้ว จึงหักค่าจ้างลูกจ้างได้ แต่โจทก์เป็นเพียงภริยาของ อ. ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยเช่นเดียวกับโจทก์ มิได้เป็นผู้ก่อหนี้หรือความเสียหายแก่จำเลย ย่อมไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้โจทก์จะทำหนังสือยอมให้หักค่าจ้างได้ จำเลยก็ไม่อาจหักค่าจ้างของโจทก์ได้

คำว่าหนี้อื่น ๆ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง (1) หมายถึงหนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น การชำระภาษีเงินได้ของลูกจ้าง หรือการชำระเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างนั้นเอง เป็นต้น ซึ่งเกิดจากกฎหมายกำหนดหรือบัญญัติไว้ แต่กรณีที่สามีโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยเช่นเดียวกับโจทก์เป็นผู้ทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย มิใช่หนี้อื่น ๆ ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง (1) จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าจ้างให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2541 จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งพนักงานขับรถ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 3,100 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2542 นายออด หาญสูงเนิน สามีของโจทก์ ซึ่งเป็นพนักงานขับรถของจำเลยเช่นเดียวกัน ได้ขับรถของจำเลยไปประสบอุบัติเหตุ ทำให้รถของจำเลยเสียหาย คิดเป็นเงิน 206,570 บาท จำเลยได้ให้นายออดออกจากงาน และนำค่าเสียหายที่จำเลยได้รับมาหักออกจากค่าจ้างที่โจทก์ได้รับแต่ละเดือนนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2544 ถึงเดือนมิถุนายน 2546 รวม 26 ครั้ง เป็นเงินที่จำเลยหักออกจากค่าจ้างโจทก์ทั้งสิ้น 99,497 บาท ซึ่งเป็นเงินค่าจ้างที่จำเลยไม่สามารถหักจากโจทก์ได้ตามกฎหมายขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยจ่ายค่าจ้างรวม 99,497 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์บรรทุกปูนผง โจทก์ได้ตกลงให้จำเลยนำค่าเสียหายมาหักออกจากค่าจ้างที่โจทก์ได้รับจากจำเลยในแต่ละเดือน เนื่องจากนายออด หาญสูงเนิน สามีของโจทก์ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยในตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์บรรทุกปูนผงของจำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกปูนผงไปเกิดอุบัติเหตุได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 206,570 บาท และจำเลยได้ลดค่าเสียหายให้เป็นเงินจำนวน 26,570 บาท คงเหลือค่าเสียหายที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยนำมาหักออกจากค่าจ้างคิดเป็นเงิน 180,000 บาท โดยปัจจุบันจำเลยได้นำค่าจ้างของโจทก์ทุกเดือนมาหักออกจากค่าเสียหายแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2544 จนถึงเดือนเมษายน 2546 จำนวน 24 ครั้ง รวมเป็นเงินที่จำเลยหักไว้ 94,000 บาท และครั้งที่ 4 งวดประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2544 จำเลยหักเป็นเงินเพียง 4,000 บาท ไม่ใช่ 5,497 บาท ตามฟ้อง ซึ่งข้อตกลงหักค่าเสียหายออกจากค่าจ้างดังกล่าวเป็นข้อตกลงพิเศษระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ให้สิทธิแก่จำเลยที่จะทำได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงมีสิทธิหักค่าเสียหายโดยได้รับความยินยอมของโจทก์ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและขัดต่อกฎหมายขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าจ้างที่หักไว้ 98,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 5 สิงหาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งพนักงานขับรถตั้งแต่ปี 2541 ระหว่างเป็นลูกจ้างจำเลยได้ให้โจทก์ลงชื่อให้ความยินยอมให้จำเลยหักเงินค่าจ้างโจทก์ได้เป็นจำนวน 180,000 บาท เพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยซึ่งนายออด หาญสูงเนิน สามีโจทก์ได้กระทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยหักค่าจ้างโจทก์ไว้บางส่วนเรื่อยมาถึงเดือนมิถุนายน 2546 เป็นเงิน 98,000 บาท แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า มิใช่กรณีโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเป็นผู้กระทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจึงไม่เข้าข้อยกเว้น จำเลยจึงหักค่าจ้างโจทก์ไม่ได้ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมีสิทธิหักค่าเสียหายจากค่าจ้างของโจทก์ได้เพราะโจทก์ได้ให้ความยินยอมแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างสมัครใจตกลงผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลย ถือได้ว่าโจทก์ได้ยอมรับผิดจะชำระหนี้ค่าเสียหายที่สามีโจทก์ได้กระทำไปอันเป็นหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และเป็นหนี้อื่น ๆ ตามความหมายในมาตรา 76 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ด้วย จำเลยจึงมีสิทธิหักค่าจ้างของโจทก์ และไม่ต้องคืนเงินค่าจ้างส่วนที่หักไว้แล้วแก่โจทก์ เห็นว่า แม้โจทก์จะทำหนังสือยินยอมให้จำเลยหักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งนายออดสามีโจทก์ได้กระทำไว้แก่จำเลยก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 บัญญัติไว้ว่าห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ... (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ กับ...(4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง กรณีตาม (4) นั้น มุ่งหมายถึงตัวลูกจ้างโดยตรงเป็นผู้กระทำให้เกิดหนี้หรือความเสียหายแก่นายจ้างและลูกจ้างได้ให้ความยินยอมแล้ว จึงหักค่าจ้างลูกจ้างได้ แต่ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้โจทก์เป็นเพียงภริยาของนายออดมิได้เป็นผู้ก่อหนี้หรือความเสียหายแก่จำเลยแต่อย่างใด กรณีย่อมไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามบทกฎหมายดังกล่าวแม้โจทก์จะทำหนังสือยอมให้หักค่าจ้างได้ก็ตาม จำเลยก็หาอาจจะหักค่าจ้างของโจทก์ได้ไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์อีกว่า หนี้ของสามีโจทก์เป็นหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งยังเป็นหนี้อื่น ๆ ตามที่บทบัญญัติไว้ในมาตรา 76 วรรคหนึ่ง (1) เช่นกัน เมื่อโจทก์ทำหนังสือยินยอมให้หักค่าจ้างโจทก์ไว้ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะหักค่าจ้างโจทก์ได้ เห็นว่า คำว่าหนี้อื่น ๆ นั้นย่อมหมายถึงหนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น การชำระภาษีเงินได้ของลูกจ้างนั้นเอง หรือการชำระเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างนั้นเอง เป็นต้น ซึ่งเกิดจากกฎหมายกำหนดหรือบัญญัติไว้ แต่กรณีนี้สามีโจทก์เป็นผู้ทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จึงมิใช่หนี้อื่น ๆ ตามนัยแห่งมาตรา 76 วรรคหนึ่ง (1) จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าจ้างให้โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเรณู หาญสูงเนิน
จำเลย — บริษัทน่ำเฮง คอนกรีต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1458/2548
#269721
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะทำหนังสือยินยอมให้จำเลยหักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่ง อ. สามีโจทก์ได้กระทำไว้แก่จำเลย แต่ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 76 บัญญัติห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงหน้า ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ... (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ กับ... (4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง กรณีตาม (4) นั้นมุ่งหมายถึงตัวลูกจ้างโดยตรงเป็นผู้กระทำให้เกิดหนี้หรือความเสียหายแก่นายจ้างและลูกจ้างได้ให้ความยินยอมแล้วจึงหักค่าจ้างลูกจ้างได้ แต่คดีนี้โจทก์เป็นเพียงภริยาของ อ. มิได้เป็นผู้ก่อหนี้หรือความเสียหายแก่จำเลยแต่อย่างใด กรณีย่อมไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้โจทก์จะทำหนังสือยอมให้หักค่าจ้างได้จำเลยก็หาอาจจะหักค่าจ้างของโจทก์ได้ไม่ คำว่าหนี้อื่นๆ นั้นหมายถึงหนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น การชำระหนี้ภาษีเงินได้ของลูกจ้าง หรือการชำระเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างซึ่งเกิดจากกฎหมายกำหนดหรือบัญญัติไว้ แต่กรณีนี้สามีโจทก์เป็นผู้กระทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จึงมิใช่หนี้อื่นๆ ตามนัยแห่งมาตรา 76 วรรคหนึ่ง (1) จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าจ้างให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยจ่ายค่าจ้างรวม 99,497 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าจ้างที่หักไว้ 98,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 5 สิงหาคม 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งพนักงานขับรถตั้งแต่ปี 2541 ระหว่างเป็นลูกจ้างจำเลยได้ให้โจทก์ลงชื่อให้ความยินยอมให้จำเลยหักเงินค่าจ้างโจทก์ได้เป็นจำนวน 180,000 บาท เพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยซึ่งนายออด หาญสูงเนิน สามีโจทก์ได้กระทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยหักค่าจ้างโจทก์ไว้บางส่วนเรื่อยมาถึงเดือนมิถุนายน 2546 เป็นเงิน 98,000 บาท แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่ามิใช่กรณีโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเป็นผู้กระทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจึงไม่เข้าข้อยกเว้น จำเลยจึงหักค่าจ้างโจทก์ไม่ได้ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมีสิทธิหักค่าเสียหายจากค่าจ้างของโจทก์ได้เพราะโจทก์ได้ให้ความยินยอมแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างสมัครใจตกลงผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลย ถือได้ว่าโจทก์ได้ยอมรับผิดจะชำระหนี้ค่าเสียหายที่สามีโจทก์ได้กระทำไปอันเป็นหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นหนี้อื่นๆ ตามความหมายในมาตรา 76 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ด้วย จำเลยจึงมีสิทธิหักค่าจ้างของโจทก์และไม่ต้องคืนเงินค่าจ้างส่วนที่หักไว้แล้วแก่โจทก์ เห็นว่า แม้โจทก์จะทำหนังสือยินยอมให้จำเลยหักค่าจ้างชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งนายออดสามีโจทก์ได้กระทำไว้แก่จำเลยก็ตามแต่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 76 บัญญัติไว้ว่าห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดเว้นแต่เป็นการหักเพื่อ... (1) ชำระภาษีเงินได้ตามจำนวนที่ลูกจ้างต้องจ่ายหรือชำระเงินอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ กับ... (4) เป็นเงินประกันตามมาตรา 10 หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างซึ่งลูกจ้างได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง กรณีตาม (4) นั้น มุ่งหมายถึงตัวลูกจ้างโดยตรงเป็นผู้กระทำให้เกิดหนี้หรือความเสียหายแก่นายจ้างและลูกจ้างได้ให้ความยินยอมแล้ว จึงหักค่าจ้างลูกจ้างได้ แต่ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้โจทก์เป็นเพียงภริยาของนายออดมิได้เป็นผู้ก่อหนี้หรือความเสียหายแก่จำเลยแต่อย่างใด กรณีย่อมไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้โจทก์จะทำหนังสือยอมให้หักค่าจ้างได้ก็ตามจำเลยก็หาอาจจะหักค่าจ้างของโจทก์ได้ไม่ ส่วนที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์อีกว่า หนี้ของสามีโจทก์เป็นหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งยังเป็นหนี้อื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 76 วรรคหนึ่ง (1) เช่นกัน เมื่อโจทก์ทำหนังสือยินยอมให้หักค่าจ้างโจทก์ไว้ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะหักค่าจ้างโจทก์ได้ เห็นว่า คำว่าหนี้อื่นๆ นั้นย่อมหมายถึงหนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น การชำระภาษีเงินได้ของลูกจ้างนั้นเอง หรือการชำระเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างนั้นเอง เป็นต้น ซึ่งเกิดจากกฎหมายกำหนดหรือบัญญัติไว้ แต่กรณีนี้สามีโจทก์เป็นผู้ทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลย จึงมิใช่หนี้อื่นๆ ตามนัยแห่งมาตรา 76 วรรคหนึ่ง (1) จำเลยจึงต้องคืนเงินค่าจ้างให้โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเรณู หาญสูงเนิน
จำเลย — บริษัทน่ำเฮง คอนกรีต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1457/2548
#113151
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำขอท้ายฟ้องและคำขอท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดจะขอให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านพิพาท ไม่ได้ขอให้ขับไล่ออกจากที่ดินก็ตาม เมื่อบ้านพิพาทปลูกอยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โจทก์ทั้งสิบเอ็ดย่อมไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินและทาวน์เฮาส์ที่พิพาทต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินด้วย ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องขอให้บังคับจำเลยกับบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากทาวน์เฮาส์ตามฟ้องกับให้จำเลยชำระค่าเสียหาย จำนวน 15,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยกับบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยกับบริวารออกจากที่ดินและทาวน์เฮาส์เลขที่ 82/140 ถนนร่วมจิตบันดาล ตำบลบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร กับชำระเงิน 12,000 บาท และชำระเงินอีกเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยกับบริวารออกจากที่ดินและทาวน์เฮาส์ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางชนิสราเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3913 ตำบลบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา วันที่ 22 มีนาคม 2538 นายวุฒิชัยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 1 ไร่ 41 ตารางวา โดยใส่ชื่อนายบุหลงเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับนางชนิสราเจ้าของที่ดินเดิม และได้จำนองที่ดินที่ซื้อเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางมูลนาก นายวุฒิชัยนำที่ดินที่ซื้อมาทำการจัดสรรที่ดินและปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ จำนวน 10 หลัง เนื้อที่หลังละประมาณ 20 ตารางวา จำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โจทก์ทั้งสิบเอ็ด นางยุพินและจำเลยได้จองซื้อที่ดินและทาวน์เฮาส์ดังกล่าวแต่ไม่ได้ทำสัญญากันไว้เป็นหลักฐาน โดยจำเลยจองซื้อที่ดินและทาวน์เฮาส์หลังที่ 3 เลขที่ 82/140 ถนนร่วมจิตบันดาล ตำบลบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ในราคา 420,000 บาท และชำระเงินแก่นายวุฒิชัยแล้วจำนวน 120,000 บาท ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2540 มีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของนายบุหลงเป็นของโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 11 กับนางยุพิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ตามคำขอท้ายฟ้องและคำขอท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โจทก์ทั้งสิบเอ็ดขอเพียงให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 82/140 ถนนร่วมจิตบันดาล ตำบลบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร เท่านั้น ไม่ได้ขอให้ขับไล่ออกจากที่ดิน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินด้วยเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า แม้คำขอท้ายฟ้องและคำขอท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดจะขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากทาวน์เฮาส์ที่พิพาทก็ตาม แต่ทาวน์เฮาส์ที่พิพาทปลูกอยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โจทก์ทั้งสิบเอ็ดย่อมไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินและทาวน์เฮาส์ที่พิพาทต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินด้วย จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสิบเอ็ด.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพินิจ ปัญญาพร กับพวก
จำเลย — นายไพรัตน์ บัวสถิตย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิจิตร — นายสมาน สวนปาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1457/2548
#269719
เปิดฉบับเต็ม

คำขอท้ายฟ้องและคำขอท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากทาวน์เฮาส์ที่พิพาท เมื่อทาวน์เฮาส์ปลูกอยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โจทก์ทั้งสิบเอ็ดย่อมไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินและทาวน์เฮาส์ต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินด้วย จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

ว. ซื้อที่ดินพิพาทโดยใส่ชื่อ บ. เป็นเจ้าของ และได้จำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคาร ว. นำที่ดินมาทำการจัดสรรและปลูกสร้างทาวน์เฮาส์จำหน่ายแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด ย. และจำเลย โดยจำเลยได้ชำระเงินบางส่วนแล้ว ต่อมา ว. ขาดสภาพคล่องทางการเงินไม่สามารถไถ่ถอนจำนองและโอนที่ดินและทาวน์เฮาส์ให้แก่ผู้ซื้อได้ จึงตกลงให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดและ ย. เป็นผู้ไถ่ถอน แต่จำเลยปฏิเสธไม่ร่วมซื้อด้วย เมื่อไถ่ถอนจำนองแล้ว ว. จึงดำเนินการให้ บ. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดและ ย. เป็นเจ้าของโดยไม่ได้ระบุว่าไม่รวมทาวน์เฮาส์ ทาวน์เฮาส์ททั้งหมดจึงเป็นส่วนควบของที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดและ ย. แม้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะไม่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดที่ดิน แต่เมื่อโจทก์ที่ 3 เป็นสามีโจทก์ที่ 11 และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ช่วยออกเงินในการไถ่ถอนจำนอง โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินและทาวน์เฮาส์

จำเลยมิได้มีนิติสัมพัมธ์กับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดและ ย. แต่มีนิติสัมพันธ์กับ ว. จึงเป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกับ ว. ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้บอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้ว การที่จำเลยไม่ออกไปจึงเป็นละเมิด โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องว่า นายวุฒิชัย และนายบุหลง ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3913 เนื้อที่ 1 ไร่ 41 ตารางวา เพื่อจัดสรรสร้างบ้านและทาวน์เฮาส์ขายโดยจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงิน และดำเนินการก่อสร้างทาวน์เฮาส์สองชั้น จำนวน 10 หลัง ในที่ดินเนื้อที่หลังละประมาณ 20 ตารางวา โดยขายให้แก่ลูกค้าทั่วไป ระหว่างก่อสร้างมีลูกค้าสั่งจองทาวน์เฮาส์ทั้งหมด 10 หลัง ระหว่างที่นายวุฒิชัยกับพวกดำเนินการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ดังกล่าวนั้น ได้ประสบปัญหาทางการเงิน ไม่มีเงินที่จะดำเนินการก่อสร้างต่อไป และไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ซื้อได้ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดตกลงจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยได้เจรจากับฝ่ายจำเลยแล้ว จำเลยอ้างว่าไม่มีเงินและไม่ยอมเข้าร่วมประชุมกับพวกโจทก์อีกต่อมาโจทก์ทั้งสิบเอ็ดและนางยุพินได้ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารแทนนายวุฒิชัยกับพวกนายวุฒิชัยกับพวกได้โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์กับพวกในวันที่ 29 ตุลาคม 2540 ในวันที่ 19 กันยายน 2540 จำเลยเข้าไปอยู่อาศัยในทาวน์เฮาส์หลังที่ 3 โจทก์ทั้งสิบเอ็ดไม่สามารถเข้าครอบครองทาวน์เฮาส์หลังที่ 3 ได้ ซึ่งทาวน์เฮาส์ดังกล่าวสามารถนำไปให้บุคคลอื่นเช่าได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยกับบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากทาวน์เฮาส์ตามฟ้องกับให้จำเลยชำระค่าเสียหาย จำนวน 15,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยกับบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสิบเอ็ดไม่มีอำนาจ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดมิใช่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและทาวน์เฮาส์เลขที่ 82/140 ทาวน์เฮาส์หลังดังกล่าวเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว โดยจำเลยได้จองและตกลงซื้อที่ดินจากนายวุฒิชัยและนายบุหลงเจ้าของโครงการ มีการชำระเงินค่าที่ดินไปบางส่วน จำเลยก่อสร้างทาวน์เฮาส์ที่พิพาทดังกล่าวและดำเนินการขอเลขที่บ้านดังกล่าวด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองทั้งสิ้นจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทาวน์เฮาส์แต่เพียงผู้เดียว การที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดไถ่ถอนจำนองและร่วมกันซื้อที่ดินต่อจากนายบุหลง แล้วนำเงินไปชำระให้แก่เจ้าของโครงการโดยทราบอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทาวน์เฮาส์ที่พิพาทจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยกับบริวารออกจากที่ดินและทาวน์เฮาส์เลขที่ 82/140 ถนนร่วมจิตบันดาล ตำบลบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร กับชำระเงิน 12,000 บาท และชำระเงินอีกเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยกับบริวารออกจากที่ดินและทาวน์เฮาส์ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "นายวุฒิชัยซื้อที่ดินแปลงโฉนดที่ดินเลขที่ 3913 บางส่วนเนื้อที่ 1 ไร่ 41 ตารางวา โดยใส่ชื่อนายบุหลงเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกับนางชนิสราเจ้าของที่ดินเดิม และได้จำนองที่ดินที่ซื้อเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางมูลนาก นายวุฒิชัยนำที่ดินที่ซื้อมาทำการจัดสรรที่ดินและปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ จำนวน 10 หลัง เนื้อที่หลังละประมาณ 20 ตารางวา จำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โจทก์ทั้งสิบเอ็ด นางยุพินและจำเลยได้จองซื้อที่ดินและทาวน์เฮาส์ดังกล่าวแต่ไม่ได้ทำสัญญากันไว้เป็นหลักฐาน โดยจำเลยจองซื้อที่ดินและทาวน์เฮาส์หลังที่ 3 เลขที่ 82/140 ถนนร่วมจิตบันดาล ตำบลบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ในราคา 420,000 บาท และชำระเงินแก่นายวุฒิชัยแล้วจำนวน 120,000 บาท ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2540 มีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของนายบุหลงเป็นของโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 11 กับนางยุพิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ตามคำขอท้ายฟ้องและคำขอท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โจทก์ทั้งสิบเอ็ดขอเพียงให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 82/140 ถนนร่วมจิตบันดาล ตำบลบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร เท่านั้น ไม่ได้ขอให้ขับไล่ออกจากที่ดินที่พิพาทก็ตามแต่ทาวน์เฮาส์ที่พิพาทปลูกอยู่บนที่ดินของโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โจทก์ทั้งสิบเอ็ดย่อมไม่ประสงค์ให้จำเลยและบริวารอยู่ในที่ดินและทาวน์เฮาส์ที่พิพาทต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินด้วย จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและทาวน์เฮาส์ที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะยื่นคำให้การสู้คดีว่า จำเลยซื้อเฉพาะที่ดิน ส่วนทาวน์เฮาส์จำเลยเป็นผู้ก่อสร้างและดำเนินการขอเลขที่บ้านได้เลขที่บ้าน 82/140 ด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองทั้งสิ้นได้รับความยินยอมจากนายวุฒิชัยและนายบุหลงเจ้าของโครงการที่ดินจัดสรรหมู่บ้านศรีทอง จำเลยจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทาวน์เฮาส์หลังดังกล่าวก็ตาม แต่จำเลยกลับเบิกความยอมรับว่า จำเลยตกลงซื้อที่ดินจากนายวุฒิชัยในราคา 420,000 บาท เงินจำนวนดังกล่าวรวมค่าที่ดินและค่าก่อสร้างทาวน์เฮาส์ โดยจำเลยชำระเงินให้แก่นายวุฒิชัยไปแล้ว 120,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าที่ดินและค่าก่อสร้างทาวน์เฮาส์บางส่วน ส่วนเงินที่เหลืออีก 300,000 บาท ตกลงกันว่าเมื่อนายวุฒิชัยสร้างทาวน์เฮาส์เสร็จแล้วให้นายวุฒิชัยนำที่ดินและทาวน์เฮาส์ไปจำนองเป็นประกันเงินกู้แก่ธนาคารโดยจำเลยเป็นผู้ซื้อและจำนอง ส่วนเงินที่ได้จากธนาคารให้มอบแก่นายวุฒิชัย แสดงว่าจำเลยซื้อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ที่ปลูกสร้างในที่ดินในราคา 420,000 บาท เจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดว่า นายวุฒิชัยจัดสรรขายที่ดินและทาวน์เฮาส์เนื้อที่หลังละประมาณ 20 ตารางวา ในราคาหลังละ 400,000 บาท ถึง 450,000 บาท โดยจำเลยจองซื้อทาวน์เฮาส์หลังที่ 3 ในราคา 420,000 บาท และชำระเงินแล้ว 120,000 บาท ซึ่งนายบุหลงนอกจากมีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินร่วมกับเจ้าของเดิมที่ขายแล้วยังเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างทาวน์เฮาส์ทั้ง 10 หลัง ด้วย และได้ดำเนินการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ทั้ง 10 หลัง จนเกือนเสร็จ คงเหลือบางส่วน เช่น ประตู หน้าต่างและบันได ส่วนเหล็กดัดและมุ้งลวดไม่อยู่ในรายการก่อสร้าง ผู้ซื้อจะต้องติดตั้งเองแล้วนายวุฒิชัยขาดสภาพคล่องทางการเงินไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างต่อและไม่สามารถโอนที่ดินและทาวน์เฮาส์ให้แก่ผู้ซื้อได้ เพราะที่ดินติดจำนองธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้รับจำนองก็แจ้งนายวุฒิชัยให้ชำระหนี้มิฉะนั้นจะดำเนินการฟ้องร้องนายวุฒิชัยจึงตกลงให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดและนางยุพินเป็นผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคารแล้วนายวุฒิชัยจะโอนที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ทั้ง 10 หลัง ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดและนางยุพิน ฝ่ายโจทก์สอบถามจำเลยแล้วว่าจะร่วมซื้อที่ดินและทาวน์เฮาส์ด้วยหรือไม่ จำเลยปฏิเสธไม่ร่วมซื้อด้วยอ้างว่าไม่มีเงิน โจทก์ทั้งสิบเอ็ดและนางยุพินจึงร่วมกันออกเงินจำนวน 2,500,000 บาท ไปไถ่ถอนจำนองที่ดิน นายวุฒิชัยจึงดำเนินการให้นายบุหลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดและนางยุพินเป็นเจ้าของร่วมกันในส่วนของนายวุฒิชัย ซึ่งจำเลยก็ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว และแม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่จำเลยอ้างว่าผู้จองซื้อทุกรายได้ก่อสร้างทาวน์เฮาส์ส่วนที่ค้างจนเสร็จ และติดตั้งน้ำประปาและไฟฟ้าด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองโดยจำเลยขอเลขที่ทาวน์เฮาส์หลังที่ 3 ที่จองซื้อได้เลขที่บ้าน 82/140 และเข้าอยู่ในทาวน์เฮาส์เลขที่ดังกล่าวแล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ด นางยุพิน และจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในทาวน์เฮาส์ด้วยเหตุที่ก่อสร้างต่อดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสิบเอ็ดและนางยุพินเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินที่ปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ทั้งสิบหลังโดยนายวุฒิชัยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โดยไม่ได้ระบุว่าไม่รวมทาวน์เฮาส์ทั้งสิบหลัง ทาวน์เฮาส์ทั้งสิบหลังจึงเป็นส่วนควบของที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดและนางยุพินจำเลยมิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดและนางยุพินแต่มีนิติสัมพันธ์กับนายวุฒิชัยในฐานะผู้ซื้อที่ดินและทาวน์เฮาส์จากนายวุฒิชัยและได้ชำระหนี้แก่นายวุฒิชัยบางส่วนแล้ว จึงเป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวกับนายวุฒิชัยตามกฎหมาย หาเกี่ยวกับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดและนางยุพินไม่ เมื่อจำเลยยังมิได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและทาวน์เฮาส์ที่จองซื้อจากนายวุฒิชัย จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในที่ดินและทาวน์เฮาส์ดังกล่าว แม้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จะไม่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินในโฉนดที่ดินดังกล่าวตามที่จำเลยฎีกา แต่ก็ได้ความตามที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดนำสืบว่า โจทก์ที่ 3 เป็นสามีโจทก์ที่ 11 และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ช่วยออกเงินในการไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวด้วย โดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้ฟังได้เป็นอย่างอื่น โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินรวมทั้งทาวน์เฮาส์ในที่ดินด้วย เมื่อโจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้บอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้ว การที่จำเลยไม่ออกไปจึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โจทก์ทั้งสิบเอ็ดจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกไปจากที่ดินและทาวน์เฮาส์หลังดังกล่าวและเรียกค่าเสียหายจนกว่าจำเลยจะออกไปได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 144 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพินิจ ปัญญาพร กับพวก
จำเลย — นายไพรัตน์ บัวสถิตย์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1456/2548
#269683
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้า กับคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์เป็นการโต้แย้งกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์หรือจำเลยทั้งห้า เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งห้ายอมรับข้อเท็จจริงว่ามูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ย่อมต้องวินิจฉัยปัญหาในข้อเท็จจริงว่าโจทก์ให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 เพียงใด เพื่อไปสู่ปัญหาในข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์หรือจำเลยทั้งห้า เพราะหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทก็เป็นของโจทก์ ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทใหม่ว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจึงถูกต้องแล้ว

แม้ตามหนังสือแบ่งให้ที่ดินและ น.ส.3 จะระบุชัดว่าโจทก์และ ป. ให้ที่ดินตาม น.ส. 3 ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 มีเนื้อที่ 3 งาน 60 ตารางวา แต่เมื่อจำเลยที่ 1 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและที่ได้รับการให้ตลอดมาโดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน ทั้งตอนที่จำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดเพื่อออกโฉนด โจทก์ก็ไประวังและรับรองแนวเขตในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้แม้ขณะนั้นโจทก์จะยังไม่ทราบว่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดมีเนื้อที่เท่าใดก็ตาม แต่บันทึกถ้อยคำระบุไว้ชัดว่าในการรังวัดออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 โจทก์เห็นว่าถูกต้องแล้ว ไม่มีการรุกล้ำแนวเขตกันแต่อย่างใด เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ได้รับการให้ และรังวัดออกโฉนดในส่วนที่ครอบครองทำประโยชน์ จึงเป็นการให้ที่ดินด้วยการส่งมอบการครอบครองที่ดินแก่จำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาให้ตามส่วนที่ได้รับมอบการครอบครองยิ่งกว่าที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาแบ่งให้ที่ดินและ น.ส. 3 ดังนั้นเมื่อมีรังวัดออกโฉนดที่ดินได้เนื้อที่ 1 ไร่ 99 ตารางวา กรณีต้องถือว่าโจทก์และ ป. ให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 มีเนื้อที่ดังกล่าว หาใช้เนื้อที่ 3 งาน 60 ตารางวา ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาแบ่งให้ที่ดินและ น.ส. 3 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินที่โจทก์และนางแป้น ลานจะบก แบ่งให้เป็นโฉนดเลขที่ 63337 ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา มีเนื้อที่เกินกว่าที่ได้รับการยกให้จำนวน 1 งาน 39 ตารางวา รวมเป็นเนื้อที่ทั้งหมด 1 ไร่ 99 ตารางวา คืน แล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 2 จดทะเบียนให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 63337 ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 1 งาน 39 ตารางวา ให้โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งห้า

จำเลยทั้งห้าให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง สิทธิเรียกคืนการครอบครองหมดไปแล้ว หลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับการให้ที่ดินพิพาทจากโจทก์และนางแป้น ลานจะบก แล้ว จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินตามจำนวนที่ได้รับมาเป็นเวลา 30 ปี แล้ว ขณะจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินโจทก์ทราบเรื่องดีโดยได้รับรองแนวเขตและมิได้คัดค้านแต่อย่างใด การโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และการที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดิน เป็นการกระทำโดยสุจริต จำเลยที่ 1 ไม่มีชื่อในโฉนดที่ดินแล้ว จึงไม่มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยทั้งห้าไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินคืนให้โจทก์ จำเลยทั้งห้าขอฟ้องแย้งว่า เมื่อต้นปี 2539 โจทก์บุกรุกที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศตะวันตก โดยปลูกเพิง นำเศษไม้ไปวางและปลูกผักเนื้อที่ประมาณ 150 ตารางวา โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งห้า ทำให้จำเลยทั้งห้าได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ที่ดินได้โดยปกติสุข ขอให้ยกฟ้องและขับไล่โจทก์กับบริวาร ให้ขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโฉนดเลขที่ 63337 ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และปรับหน้าดินให้อยู่ในสภาพเดิม ห้ามโจทก์กับบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เหตุที่โจทก์ไม่คัดค้านขณะที่จำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินเพราะโจทก์เข้าใจว่าจำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินเนื้อที่ 3 งาน 60 ตารางวา เท่านั้น โจทก์ไม่เคยบุกรุกที่ดินส่วนของจำเลยทั้งห้า แต่เข้าทำประโยชน์ในที่ดินส่วนของโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมโจทก์และนางแป้น ลานจะบก ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงใหญ่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 45 ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 2 ไร่ 25 ตารางวา ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2508 โจทก์และนางแป้นจดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนเนื้อที่ 3 งาน 60 ตารางวา แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหลาน ในวันเดียวกัน จำเลยที่ 1 นำที่ดินที่ได้รับการให้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 51 ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และไปขอออกโฉนดที่ดินในวันที่ 22 มกราคม 2530 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 63337 ตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 1 ไร่ 99 ตารางวา ซึ่งมากกว่าที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 51 เป็นเนื้อที่ 1 งาน 39 ตารางวา วันที่ 15 มิถุนายน 2531 นางแป้นจดทะเบียนให้ที่ดินแปลงคงเหลือเฉพาะส่วนของตนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 45 แก่โจทก์ วันที่ 11 มกราคม 2537 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 63337 แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตร ต่อมาวันที่ 14 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่5 ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 39 ตารางวา ภายในเส้นสีแดงตามแผนที่วิวาท เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 63337 ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกซึ่งฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทใหม่ว่า โจทก์หรือจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท แทนประเด็นข้อพิพาทเดิมที่กำหนดว่า โจทก์ยกที่ดินให้จำเลยทั้งห้าเพียงใดไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้า กับคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์เป็นการโต้แย้งกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์หรือจำเลยทั้งห้า เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งห้ายอมรับข้อเท็จจริงว่ามูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ย่อมต้องวินิจฉัยปัญหาในข้อเท็จจริงว่าโจทก์ให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 เพียงใด เพื่อไปสู่ปัญหาในข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์หรือจำเลยทั้งห้า เพราะหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาทก็เป็นของโจทก์ ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทใหม่ว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจึงถูกต้องแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า การให้ที่ดินระหว่างโจทก์และนางแป้น ลานจะบก กับจำเลยที่ 1 ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายตามจำนวนเนื้อที่ที่โจทก์และนางแป้นแบ่งให้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเนื้อที่ 3 งาน 60 ตารางวา ตรงตามเจตนาของคู่สัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องขอออกโฉนดที่ดินเนื้อที่ 3 งาน 60 ตารางวา ตามจำนวนเนื่อที่ที่ได้รับมาด้วย เพราะการขอออกโฉนดที่ดินเป็นเพียงขั้นตอนภายหลังจากการให้มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินมีเนื้อที่เกินกว่าที่ได้รับการให้เนื้อที่ 1 งาน 39 ตารางวา โฉนดที่ดินดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในส่วนที่เกินแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในส่วนที่เกินย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้โอนนั้น เห็นว่า แม้ตามหนังสือสัญญาแบ่งให้ที่ดินเอกสารหมาย จ.3 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 51 เอกสารหมาย จ.4 ระบุไว้ชัดว่าโจทก์และนางแป้นให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 มีเนื้อที่ 3 งาน 60 ตารางวา แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายฉอ้อน พิมพ์ปรุ พยานโจทก์ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งห้าว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาท จึงเจือสมข้อนำสืบของจำเลยทั้งห้าให้รับฟังได้ว่าหลังจากได้รับการให้ที่ดินและจำเลยที่ 1 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและที่ดินที่ได้รับการให้ตลอดมาโดยโจทก์ไม่ได้แย้งหรือคัดค้าน เมื่อจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินเลขที่ 63337 เอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.7 โจทก์ก็ไประวังแนวเขตและพิมพ์ลายนิ้วมือรับรองแนวเขตที่ดินในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียงทางด้านทิศตะวันตก โดยมีนายฉอ้อนลงลายมือชื่อเป็นพยานตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ล.1 แม้ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ทราบว่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินมีเนื้อที่เท่าใดดังที่โจทก์ฎีกา แต่ตามบันทึกถ้อยคำดังกล่าวระบุไว้ชัดว่าในการรังวัดออกโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 โจทก์เห็นว่าเป็นการถูกต้องแล้ว ไม่มีการรุกล้ำแนวเขตกันแต่อย่างใด จึงเป็นการยอมรับการครองครองที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.7 โดยมิได้รุกล้ำแนวเขตเข้าไปในที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่ได้รับการให้ และรังวัดออกโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.7 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์จึงเป็นการให้ที่ดินด้วยการส่งมอบการครอบครองที่ดินแก่จำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาให้ตามส่วนที่ได้รับมอบการครอบครองยิ่งกว่าที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาแบ่งให้ที่ดินเอกสารหมาย จ.3 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เอกสารหมาย จ.4 ดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อมีการรังวัดออกโฉนดที่ดินซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วยได้เนื้อที่ 1 ไร่ 99 ตารางวา ต้องถือว่าโจทก์และนางแป้นให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 1 มีเนื้อที่ดังกล่าว หาใช่เนื้อที่ 3 งาน 60 ตารางวา ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาแบ่งให้ที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ดังกล่าวไม่ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งห้ามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 521 ม. 1367
ป.วิ.พ. ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหริ่ง พิมพ์ปรุ
โดยนายอ่ำ พิมพ์ปรุ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
นางทองแม้น เพียงโคกกรวด
จำเลย — โดยนายจันทร์ เพียงโคกกรวด ผู้พิทักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1446/2548
#496049
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอคืนของกลางที่ศาลมีคำสั่งให้ริบตาม ป.อ. มาตรา 36 มิใช่เป็นการฟ้องขอให้ลงโทษผู้ร้องว่าได้กระทำผิดอาญา เมื่อผู้ร้องอ้างว่าของกลางที่ศาลสั่งริบเป็นของผู้ร้องและผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องจะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 กรณีหาใช่โจทก์จะต้องเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบในข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่

การที่ผู้ร้องอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยซึ่งเป็นสามีโดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องกับสามี แต่ละฝ่ายย่อมมีสิทธิใช้สอยทรัพย์ของอีกฝ่ายหนึ่งได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวหรือขอยืมจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อน พฤติการณ์จึงไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นกรณีที่จำเลยขอยืมรถจักรยานยนต์ไปใช้ แต่น่าเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าวไปใช้ตลอดเวลาตามที่จำเลยต้องการใช้ โดยผู้ร้องมิได้คำนึงว่าจำเลยจะนำรถไปใช้ในกิจการใด เมื่อจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับรถแข่งในทางโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเช่นนี้ ย่อมถือว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกรอไว้มีกำหนด 1 ปี โดยคุมประพฤติจำเลย 1 ปี และให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมและสาธารณะตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน นมต 668 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่ง ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องว่าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยด้วย การที่ศาลมีคำพิพากษาให้ริบทรัพย์สินซึ่งเป็นของผู้ร้องเป็นการลงโทษทางอาญาสถานหนึ่ง โจทก์ย่อมต้องมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่าผู้ร้องร่วมกระทำความผิดด้วย เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องไม่มีส่วนร่วมกระทำความผิดหรือรู้เห็นเป็นใจกับจำเลย ผู้ร้องชอบที่จะมีสิทธิเรียกทรัพย์สินของตนคืนได้นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นการร้องขอคืนของกลางที่ศาลมีคำสั่งให้ริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มิใช่เป็นการฟ้องขอให้ลงโทษผู้ร้องว่าได้กระทำความผิดอาญา เมื่อผู้ร้องอ้างว่าของกลางที่ศาลสั่งริบเป็นของผู้ร้องและผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องจะต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง กรณีหาใช่โจทก์จะต้องเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบในข้อเท็จจริงดังกล่าวตามที่ผู้ร้องฎีกาไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาประการต่อไปว่า ผู้ร้องซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางมาจากร้านขายรถมือสอง รถมีสภาพเก่า ผู้ร้องไม่ได้นำรถไปปรับแต่งสภาพ ขณะเกิดเหตุผู้ร้องก็กำลังตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน ไม่ได้ยุยงส่งเสริมให้จำเลยนำรถไปขับแข่งขันกันโดยผิดกฎหมาย แม้ผู้ร้องจะอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลย เมื่อจำเลยบอกขอยืมรถเพื่อขับไปส่งเพื่อนก็เป็นเรื่องสุดวิสัยที่ผู้ร้องจะทราบได้นั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยโดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยแต่ละฝ่ายย่อมมีสิทธิใช้สอยทรัพย์ของอีกฝ่ายหนึ่งได้ โดยไม่ต้องบอกกล่าวหรือขอยืมจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อน พฤติการณ์จึงไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นกรณีที่จำเลยขอยืมรถจักรยานยนต์ไปใช้ดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง น่าเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ผู้ร้องยินยอมอนุญาตให้จำเลยซึ่งเป็นสามีนำรถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าวไปใช้ตลอดเวลาตามที่จำเลยต้องการใช้ โดยผู้ร้องมิได้คำนึงถึงว่าจำเลยจะนำรถไปใช้ในกิจการใด เมื่อจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับรถแข่งในทางโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเช่นนี้ ย่อมถือว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาประการสุดท้ายว่า โจทก์ฟ้องจำเลยโดยมิได้บรรยายฟ้องว่ารถของกลางเป็นของผู้ใด และเจ้าของได้มีส่วนร่วมกระทำผิดโดยรู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยกระทำความผิดด้วยหรือไม่ เพียงแต่ขอให้ศาลริบของกลางเท่านั้น คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ศาลลงโทษผู้ร้อง ที่ศาลชั้นต้นริบทรัพย์ของผู้ร้องเป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้พิพาทในเรื่องขอคืนของกลางเท่านั้นสำหรับคดีเดิมที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและขอริบรถจักรยานยนต์ของกลาง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยและริบของกลางไปตามที่โจทก์ฟ้องไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมถึงที่สุด ศาลต้องบังคับคดีไปตามนั้น ผู้ร้องจะมาโต้เถียงในชั้นนี้ว่าคำพิพากษาในคดีเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นางสาวบังอร เฟื่องรอด
จำเลย — นายอติพร รัศมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายวิสุทธิ์ จินดาดำรงเวช
ศาลอุทธรณ์ — นายดิเรก อิงคนินันท์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ชวลิต ตุลยสิงห์
ประจักษ์ เกียรติอนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1444/2548
#270872
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นที่โจทก์ จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมโต้เถียงกันในชั้นฎีกามีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่สาธารณประโยชน์ โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิในที่ดินพิพาท แต่หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์ จำเลยร่วมย่อมมีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาและจัดการตามกฎหมาย อันมีผลให้จำเลยทั้งห้ามีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการด้วย ดังนั้น ประโยชน์ที่โจทก์ได้ตามฟ้องหรือประโยชน์ที่จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมได้ตามคำให้การ รวมทั้งประโยชน์ที่จำเลยทั้งห้าได้ตามฟ้องแย้งย่อมเป็นกรณีพิพาทกันด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่งที่ดินพิพาท จึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อันเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แม้โจทก์จะมีคำขอห้ามจำเลยทั้งห้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และจำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทมาด้วย ก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากประเด็นหลักเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เมื่อราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเป็นจำนวนไม่เกินสองแสนบาท คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันให้มีการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบริเวณโรงเรียนบ้านหวายน้อย และได้ปักแนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือของโรงเรียนรวมเข้ากับที่ดินที่จะขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงด้วย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 216 หมู่ที่ 5 ตำบลมะบ้า อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งห้ามีคำสั่งยกเลิกคำสั่งดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งห้าเข้าเกี่ยวข้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกกระทรวงการคลังเข้าเป็นจำเลยร่วม อ้างว่าโจทก์อาจฟ้องหรืออาจถูกกระทรวงการคลังฟ้องเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกได้เมื่อโจทก์ชนะคดีแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมให้การและจำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์ โจทก์ไม่อาจยกอายุความการครอบครองปรปักษ์มาต่อสู้เอาที่ดินดังกล่าวได้ จำเลยทั้งห้าไม่ได้ชี้แนวเขตรังวัด ปักหลัก หรือให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จเพื่อรุกล้ำที่ดินของโจทก์ เพราะเป็นการกระทำตามหน้าที่ราชการและถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง และห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากบิดาโจทก์ถึงปัจจุบันเป็นเวลา 60 ปี จึงได้สิทธิครอบครองตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 216 หมู่ที่ 5 ตำบลมะบ้า อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมเข้าเกี่ยวข้อง ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 โจทก์ถึงแก่ความตาย นางคำบง แก่นนาคำ ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ผู้มีสิทธิครอบครองเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ราคาประมาณ 60,000 บาท จำเลยทั้งห้าร่วมกันดำเนินการรังวัดที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินพิพาทเพื่อเอาที่ดินพิพาทรวมเข้ากับที่ดินที่จะออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ห้ามจำเลยทั้งห้าเกี่ยวข้อง และขอให้เรียกกระทรวงการคลังเข้ามาเป็นจำเลยร่วม เมื่อจำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมให้การและจำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ แต่เป็นสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันชื่อป่าดอนหนองสระพัง ขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้อง ดังนี้ ประเด็นที่โจทก์ จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมโต้เถียงกันในชั้นฎีกามีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่สาธารณประโยชน์ โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิในที่ดินพิพาท แต่หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณประโยชน์ จำเลยร่วมย่อมมีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาและจัดการตามกฎหมาย อันมีผลให้จำเลยทั้งห้ามีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการด้วย ดังนั้น ประโยชน์ที่โจทก์ได้ตามฟ้องหรือประโยชน์ที่จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมได้ตามคำให้การรวมทั้งประโยชน์ที่จำเลยทั้งห้าได้ตามฟ้องแย้งย่อมเป็นกรณีพิพาทกันด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่งที่ดินพิพาทจึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อันเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แม้โจทก์จะมีคำขอห้ามจำเลยทั้งห้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและจำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทมาด้วยก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากประเด็นหลักเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เมื่อราคาทรัพย์หรือจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเป็นจำนวนไม่เกินสองแสนบาท คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมฎีกาว่า พยานหลักฐานจำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมมีน้ำหนักมากกว่าฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์นั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วมมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วม คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลยทั้งห้าและจำเลยร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นายบุญศรี แก่นนาคำ โดยนางคำบง แก่นนาคำ
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — จังหวัดร้อยเอ็ด กับพวก
จำเลยร่วม — กระทรวงการคลัง
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2548
#267903
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) มีลักษณะเป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 (3) จึงต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามมาตรา 172 วรรคสองผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย จำเลยไม่มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของผู้ตายเนื่องจากคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอเป้นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องสอดกับพวกได้ยื่นคำร้องคัดค้านและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา โจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวและได้ยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกการจัดตั้งมูลนิธิของผู้ร้องสอดเพื่อมิให้ผู้ร้องสอดมีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่อาจรับมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งจะทำให้โจทก์และจำเลยสมยอมกันจัดแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และคู่ความขอให้ศาลไกล่เกลี่ยเพื่อประนีประนอมยอมความต่อกันหากศาลมีคำพิพากษาตามยอมจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องสอด จึงเป็นกรณีจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความนั้น เป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1) ซึ่งถือว่าเป็นคำฟ้อง เมื่อคำร้องสอดไม่มีคำขอบังคับโดยชัดแจ้ง จึงเป็นคำร้องสอดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวณิช ผู้ตายได้ร่วมกันประกอบกิจการมีรายได้ทรัพย์สินหลายรายการ ทรัพย์สินบางส่วนโจทก์และผู้ตายถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และมีบางส่วนที่โจทก์ให้ผู้ตายครอบครองและถือกรรมสิทธิ์แทน ก่อนถึงแก่กรรมผู้ตายได้ทำพินัยกรรมโดยให้แยกทรัพย์สินส่วนของโจทก์ออกจากทรัพย์มรดกและคืนแก่โจทก์ แต่ผู้ตายถึงแก่กรรมแล้วจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทของผู้ตายไม่ยอมคืนทรัพย์สินส่วนของโจทก์ให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 7,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และคืนธนบัตรเก่าจำนวน 935 ฉบับ แหวนทอง 2 วง และจี้ทับทิมขอบทอง 1 ชิ้น กับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 17102, 17106, 17107, 17573 และ 20609 ตำบลสระกระโจม อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนที่ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และกันส่วนที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 346 ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ที่ดินโฉนดเลขที่ 20550, 23716 ถึง 23765 และ 40375 ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในส่วนที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตาย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่รับรองว่าโจทก์ให้ผู้ตายถือทรัพย์สินตามฟ้องไว้แทน จำเลยไม่มีสิทธิโอนทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่โจทก์เนื่องจากศาลยังไม่มีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย จำเลยไม่มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของผู้ตายเนื่องจากคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายผู้ร้องสอดกับพวกได้ยื่นคำร้องคัดค้านและคดีอยู่ระหว่างพิจารณาโจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวและได้ยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกการจัดตั้งมูลนิธิของผู้ร้องสอดเพื่อมิให้ผู้ร้องสอดมีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่อาจรับมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งจะทำให้โจทก์และจำเลยสมยอมกันจัดแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และคู่ความขอให้ศาลไกล่เกลี่ยเพื่อประนีประนอมยอมความต่อกัน หากศาลมีคำพิพากษาตามยอมจะเป้นผลเสียหายแก่ผู้ร้องสอดจึงเป็นกรณีจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องสอด คืนค่าคำร้องให้แก่ผู้ร้องสอด

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องสอดไว้พิจารณานั้นชอบหรือไม่โดยผู้ร้องสอดฎีกาว่า ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เมื่อศาลอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแล้วผู้ร้องสอดจะอยู่ในฐานะเป็นจำเลยซึ่งจะต้องยื่นคำให้การฉบับใหม่เข้ามาในคดี คำร้องสอดของผู้ร้องสอดจึงไม่ต้องมีคำขอบังคับโดยชัดแจ้ง เห็นว่า คำร้องสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) มีลักษณะเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 1 (3) จึงต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย จำเลยไม่มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของผู้ตายเนื่องจากคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องสอดกับพวกได้ยื่นคำร้องคัดค้านและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาโจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวและได้ยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกการจัดตั้งมูลนิธิของผู้ร้องสอดเพื่อมิให้ผู้ร้องสอดมีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่อาจรับมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งจะทำให้โจทก์และจำเลยสมยอมกันจัดแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และคู่ความขอให้ศาลไกล่เกลี่ยเพื่อประนีประนอมยอมความต่อกันหากศาลมีคำพิพากษาตามยอมจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องสอด จึงเป็นกรณีจำเป็นเพื่อให้ได้รับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความนั้น เป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1) ซึ่งถือว่าเป็นคำฟ้อง ผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์เดิมและจำเลยอยู่ในฐานะเป็นจำเลย หากศาลมีคำสั่งรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดแล้ว ผู้ร้องสอดจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในฐานะเป็นโจทก์ผู้ร้องสอดหาจำต้องยื่นคำให้การไม่เพราะมิได้อยาในฐานะเป้นจำเลยดังที่ผู้ร้องสอดเข้าใจ เมื่อคำร้องสอดดังกล่าวเป็นคำฟ้องแต่ไม่มีคำขอบังคับโดยชัดแจ้ง จึงเป็นคำร้องสอดที่ไม่ชอบด้วยกหมาย ที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องสอดไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่ว่า ผู้ร้องสอดต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น”

พิพากษายืน ค่าฤชาธนเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ส.
ผู้ร้องสอด — มูลนิธิสินเสริมธรรม
จำเลย — นางสาว ก. ในฐานทายาทและผู้จัดการมรดกของพันตรีหญิง ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2548
#269681
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และคู่ความขอให้ศาลไกล่เกลี่ยเพื่อประนีประนอมยอมความต่อกัน หากศาลมีคำพิพากษาตามยอมจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องสอด จึงเป็นกรณีจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์เดิมและจำเลยอยู่ในฐานะเป็นจำเลย เมื่อคำร้องสอดดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 (3) จึงต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามมาตรา 172 วรรคสอง แต่คำร้องสอดของผู้ร้องสอดไม่มีคำขอบังคับโดยชัดแจ้ง จึงเป็นคำร้องสอดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และคืนธนบัตรเก่าจำนวน 935 ฉบับ แหวนทอง 2 วง และจี้ทับทิมขอบทอง 1 ชิ้น กับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 17102, 17106, 17107, 17573 และ 20609 ส่วนที่ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และกันส่วนที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 346 ที่ดินโฉนดเลขที่ 20550, 23716 ถึง 23765, 38065 และ 40375 ในส่วนที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย โจทก์และจำเลยสมยอมกันจัดแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และคู่ความขอให้ศาลไกล่เกลี่ยเพื่อประนีประนอมยอมความต่อกัน หากศาลมีคำพิพากษาตามยอมจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องสอดจึงเป็นกรณีจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องสอด

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องสอดไว้พิจารณานั้นชอบหรือไม่ โดยผู้ร้องสอดฎีกาว่าผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เมื่อศาลอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแล้วผู้ร้องสอดจะอยู่ในฐานะเป็นจำเลยซึ่งจะต้องยื่นคำให้การฉบับใหม่เข้ามาในคดี คำร้องสอดของผู้ร้องสอดจึงไม่ต้องมีคำขอบังคับโดยชัดแจ้ง เห็นว่า คำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) มีลักษณะเป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 (3) จึงต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตาม มาตรา 172 วรรคสอง ที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย จำเลยไม่มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของผู้ตายเนื่องจากคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องสอดกับพวกได้ยื่นคำร้องคัดค้านและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา โจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวและได้ยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกการจัดตั้งมูลนิธิของผู้ร้องสอดเพื่อมิให้ผู้ร้องสอดมีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่อาจรับมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งจะทำให้โจท์และจำเลยสมยอมกันจัดแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และคู่ความขอให้ศาลไกล่เกลี่ยเพื่อประนีประนอมยอมความต่อกันหากศาลมีคำพิพากษาตามยอมจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องสอด จึงเป็นกรณีจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความนั้น เป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1) ซึ่งถือว่าเป็นคำฟ้อง ผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์เดิมและจำเลยอยู่ในฐานะเป็นจำเลย หากศาลมีคำสั่งรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดแล้ว ผู้ร้องสอดจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในฐานะเป็นโจทก์ เมื่อคำร้องสอดดังกล่าวเป็นคำฟ้องแต่ไม่มีคำขอบังคับโดยชัดแจ้ว จึงเป็นคำร้องสอดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องสอดไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่ว่า ผู้ร้องสอดต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น”

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 57 (1) ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุภา วงศ์สุภา
ผู้ร้องสอด — มูลนิธิสินเสริมธรรม
จำเลย — นางสาวกัลยาณี รุทระกาญจน์ ในฐานะทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวณิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1440/2548
#113246
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดสรรที่ดินแล้วปลูกตึกแถวจำหน่ายโดยโฆษณาว่าในการก่อสร้างตึกแถวทุก 20 ห้อง จะเว้นที่ว่างไว้ 4 เมตร เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ และได้ประกาศขายตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่บุคคลทั่วไป หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวรวม 3 ห้องแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันขายที่ดินโฉนดเลขที่ 98146 ซึ่งเป็นที่ดินที่จะต้องเว้นว่างไว้ตามกฎหมายให้แก่จำเลยที่ 4 ต่อมาจำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 สร้างตึกแถวบนที่ดินโฉนดดังกล่าว ในการก่อสร้างจำเลยได้ยึดโครงสร้างของตึกแถวที่สร้างขึ้นใหม่ไว้กับตึกแถวของโจทก์ เป็นเหตุให้ตึกแถวของโจทก์แตกร้าวแล้วทรุดตัวลงมา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนตึกแถวออกจากที่ว่างดังกล่าวหรือที่ดินพิพาทและจดทะเบียนภาระจำยอมให้เป็นที่ว่างให้แก่ที่ดินของโจทก์ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดสรรที่ดินและมีการให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีที่ว่างซึ่งเป็นไปตามระเบียบของทางราชการอันหมายถึงข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อ 25 และการให้คำมั่นดังกล่าวเป็นการก่อให้เกิดภาระจำยอมตามกฎหมายแล้ว ซึ่งเป็นไปตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เรื่อง ควบคุมการจัดสรรที่ดิน อันมีผลบังคับในขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลูกสร้างตึกแถวเพื่อจำหน่าย คำฟ้องของโจทก์จึงมีประเด็นว่า ที่ดินพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมหรือไม่ ส่วนที่โจทก์ขอให้จดทะเบียนที่ว่างเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์นั้น แม้คำขอดังกล่าวศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท แต่โจทก์ชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนภาระจำยอมในโฉนดที่ดินพิพาทได้เพราะเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิของโจทก์ประการหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1391 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดสรรที่ดินและปลูกสร้างตึกแถวทั้งสองฝั่งของถนนซอยที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดให้เป็นสาธารณูปโภค ที่ดินพิพาทเป็นที่ว่างที่เชื่อมกับถนนซอยดังกล่าว ประกอบกับเจตนารมณ์ของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครที่บัญญัติให้มีการเว้นที่ว่างไว้เมื่อมีการก่อสร้างตึกแถวทุก 20 ห้องนั้น เพื่อเป็นการสะดวกในการให้ความช่วยเหลือเมื่อมีเหตุอัคคีภัย และอาจใช้เป็นที่กลับรถหรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันของผู้ซื้อที่ดินที่มีการจัดสรร กรณีจึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นถนนซอยซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรของผู้ที่ซื้อที่ดินและตึกแถวจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 4 ปลูกสร้างตึกแถวบนที่ดินพิพาทโดยยึดโครงสร้างตึกแถวที่ก่อสร้างขึ้นดังกล่าวกับโครงสร้างตึกแถวของโจทก์ เป็นเหตุให้ตึกแถวของโจทก์แตกร้าว และเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดสรรที่ดินโดยโฆษณาว่าจะเว้นที่ว่างไว้ 4 เมตร คือที่ดินพิพาทอันเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์แล้วผู้ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยผลของกฎหมาย ข้อความที่โฆษณาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเงื่อนไขเสนอขายที่ดินพร้อมตึกแถวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์หรือผู้ซื้อรายอื่น ๆ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่ได้โฆษณาไว้โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 และยอมให้จำเลยที่ 4 ปลูกสร้างตึกแถวลงในที่ดินพิพาทดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นตามมาตรา 421 ส่วนจำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย ดังนั้น จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันรับผิดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนตึกแถวออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 98146 แขวงบางบอน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทให้เป็นที่ว่างให้แก่ที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนโครงสร้างของตึกแถวของจำเลยที่ 4 ด้านที่ยึดติดกับโครงสร้างของตึกแถวเลขที่ 119/222 ของโจทก์ออกไป กับให้จำเลยที่ 4 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยอ้างว่า คำฟ้องโจทก์ไม่มีประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมเนื่องจากไม่ได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดสรรที่ดินแล้วปลูกตึกแถวจำหน่ายโดยโฆษณาว่าในการก่อสร้างตึกแถวทุก 20 ห้อง จะเว้นที่ว่างไว้ 4 เมตร เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ ในการร่วมกันจัดสรรดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลูกตึกแถวบนที่ดินของจำเลยที่ 1 และได้ประกาศขายตึกแถวพร้อมที่ดินให้แก่บุคคลทั่วไป หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันขายที่ดินโฉนดเลขที่ 98146 ซึ่งเป็นที่ดินที่จะต้องเว้นว่างไว้ตามกฎหมายให้แก่จำเลยที่ 4 ต่อมาจำเลยที่ 4 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 สร้างตึกแถวบนที่ดินโฉนดดังกล่าว ในการก่อสร้างจำเลยได้ยึดโครงสร้างของตึกแถวที่สร้างขึ้นใหม่ไว้กับตึกแถวของโจทก์ อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายและเป็นเหตุให้ตึกแถวของโจทก์ทั้ง 3 ห้อง แตกร้าวและทรุดตัวลงมา ฯ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนตึกแถวออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 98146 ? และจดทะเบียนภาระจำยอมให้เป็นที่ว่างให้แก่ที่ดินของโจทก์ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดสรรที่ดินและมีการให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีที่ว่างซึ่งเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ อันหมายถึงข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อ 25 และการให้คำมั่นดังกล่าวเป็นการก่อให้เกิดภาระจำยอมตามกฎหมายแล้ว ซึ่งเป็นไปตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เรื่อง ควบคุมการจัดสรรที่ดิน อันมีผลบังคับใช้ขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลูกสร้างตึกแถวเพื่อจำหน่าย คำฟ้องของโจทก์จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอม อันเป็นเหตุที่จะทำให้จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานไว้นั่นเอง ส่วนที่โจทก์ขอให้จดทะเบียนที่ว่างดังกล่าวหรือที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์นั้น แม้คำขอของโจทก์ดังกล่าวศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท แต่โจทก์ชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนภาระจำยอมในโฉนดที่ดินพิพาทได้ เพราะเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิของโจทก์ประการหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1391 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ

สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดสรรที่ดินและปลูกสร้างตึกแถวทั้งสองฝั่งของถนนซอยที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดให้เป็นสาธารณูปโภค ที่ดินพิพาทเป็นที่ว่างที่เชื่อมกับถนนซอยดังกล่าว ประกอบกับเจตนารมณ์ของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ฯ ที่บัญญัติให้มีการเว้นที่ว่างไว้เมื่อมีการก่อสร้างตึกแถวทุก 20 ห้องนั้น เพื่อเป็นการสะดวกในการให้ความช่วยเหลือเมื่อมีเหตุอัคคีภัย และอาจใช้เป็นที่กลับรถหรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันของผู้ซื้อที่ดินที่มีการจัดสรร กรณีจึงถือได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นถนนซอยซึ่งเป็นสาธารณูปโภคที่ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรของผู้ที่ซื้อที่ดินและตึกแถวจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 4 ปลูกสร้างตึกแถวบนที่ดินพิพาทโดยยึดโครงสร้างตึกแถวที่ก่อสร้างขึ้นดังกล่าว กับโครงสร้างตึกแถวของโจทก์ เป็นเหตุให้ตึกแถวของโจทก์แตกร้าว และเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดสรรที่ดินได้โฆษณาว่าจะเว้นที่ว่างไว้ 4 เมตร คือที่ดินพิพาทอันเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์และผู้ซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยผลของกฎหมาย ข้อความที่โฆษณาดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเงื่อนไขเสนอขายที่ดินพร้อมตึกแถวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์หรือผู้ซื้อรายอื่น ๆ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่ได้โฆษณาไว้โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 และยอมให้จำเลยที่ 4 ปลูกสร้างตึกแถวลงในที่ดินพิพาทดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 ส่วนจำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย ดังนั้น จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันรับผิดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนตึกแถวที่จำเลยที่ 4 ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 98146 ออกจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 สิงหาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ โดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนนั้น กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 421 ม. 1391
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 183
ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2522 ม. 25
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ม. 1 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจินตนา สุรพณิช
จำเลย — นายประเสริฐ สีตลายน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1440/2548
#269580
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดสรรที่ดินและให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีที่ว่างตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2522 ข้อ 25 และการให้คำมั่นดังกล่าวเป็นการก่อให้เกิดภาระจำยอมตามกฎหมายแล้ว ซึ่งเป็นไปตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เรื่อง ควบคุมการจัดสรรที่ดิน คำฟ้องของโจทก์จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทตกอยู่ในภาวะจำยอมอันเป็นเหตุที่จะทำให้จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ ส่วนที่โจทก์ขอให้จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์แม้คำขอดังกล่าวศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาท แต่โจทก์ชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมในโฉนดที่ดินพิพาทได้ เพราะเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิของโจทก์ประการหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1391 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อดังกล่าวจึงไม่ชอบ

ความเสียหายของตึกแถวของโจทก์เกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 และยอมให้จำเลยที่ 4 ปลูกสร้างตึกแถวขึ้น โดยยึดโครงสร้างตึกแถวที่สร้างขึ้นใหม่ไว้กับตึกแถวของโจทก์ ความเสียหายของตึกแถวเกิดเป็นรอยแตกร้าวที่ผนังตึก และเกิดการทรุดตัวบริเวณบาทวิถีอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดมา เมื่อโจทก์ได้รับทราบความเสียหาย ซึ่งนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนตึกแถวออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 98146 แขวงบางบอน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินพิพาทให้เป็นที่ว่างให้แก่ที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 รื้อถอนโครงสร้างของตึกแถวของจำเลยที่ 4 ด้านที่ยึดติดกับโครงสร้างของตึกแถวเลขที่ 119/222 ของโจทก์ออกไป

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดสรรที่ดินและปลูกตึกแถวเพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 โฆษณาว่าในการก่อสร้างตึกแถวทุก 20 ห้อง จะเว้นที่ว่างไว้ 4 เมตร ตามระเบียบของทางราชการ โจทก์ซื้อตึกแถวพร้อมที่ดินจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 3 ห้อง โดยตึกแถวห้องหนึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 98147 ซึ่งอยู่ติดกับที่ว่าง 4 เมตร ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เว้นว่างไว้ และแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 98146 หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดที่ 98146 หรือที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินที่ต้องเว้นว่างไว้ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2522 ข้อ 25 ให้แก่จำเลยที่ 4 ต่อมาจำเลยที่ 4 ต่อมาจำเลยที่ 4 ปลูกสร้างตึกแถวขึ้นบนที่ดินพิพาท โดยยึดโครงสร้างตึกแถวที่สร้างกับโครงสร้างตึกแถวเลขที่ 119/222 ของโจทก์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ไม่มีประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมเนื่องจากไม่ได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดสรรที่ดินและมีการให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีที่ว่างซึ่งเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ อันหมายถึงข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2522 ข้อ 25 และการให้คำมั่นดังกล่าวเป็นการก่อให้เกิดภาระจำยอมตามกฎหมายแล้ว ซึ่งเป็นไปตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 เรื่อง ควบคุมการจัดสรรที่ดิน อันมีผลบังคับใช้ขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลูกสร้างตึกแถวเพื่อจำหน่าย คำฟ้องของโจทก์จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอม อันเป็นเหตุที่จะทำให้จำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ตามประเด็นที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานไว้นั่นเอง ส่วนที่โจทก์ขอให้จดทะเบียนที่ว่างดังกล่าวหรือที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์นั้น แม้คำขอของโจทก์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาท แต่โจทก์ชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนภาระจำยอมในโฉนดที่ดินพิพาทได้ เพราะเป็นการกระทำอันจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิของโจทก์ประการหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1391 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรียกร้องค่าเสียหายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการสำรวจความเสียหาย อายุความเริ่มนับตั้งแต่ที่โจทก์ได้รับทราบจากช่างที่เข้าไปสำรวจซึ่งนับถึงวันฟ้องไม่เกิน 1 ปี ฟ้องโจทก์ยังไม่ขาดอายุความนั้น เมื่อข้อเท็จฟังได้ว่า โจทก์ซื้อตึกแถวเมื่อปี 2538 หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี โจทก์เข้าไปดูตึกแถวพบว่ามีผู้ปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดินพิพาททำให้ตึกแถวของโจทก์เกิดรอยแตกร้าวเสียหาย โจทก์จึงไปร้องเรียนต่อสำนักงานเขตบางขุนเทียนและเจ้าพนักงานเขตบางขุนเทียนแจ้งแก่โจทก์ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้สร้างตึกแถวลงบนที่ดินพิพาท ดังนั้น ความเสียหายของตึกแถวเกิดเป็นรอยแตกร้าวที่ผนังตึกและการทรุดตัวบริเวณบาทวิถีอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดมา คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความที่จะฟ้องให้จำเลยที่ 4 หยุดการกระทำละเมิดและเรียกค่าเสียหาย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรื้อถอนตึกแถวที่จำเลยที่ 4 ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 98146 แขวงบางบอน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ออกจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 สิงหาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำแลยทั้งสี่ โดยให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนนั้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 ม. 1391
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 183
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจินตนา สุรพาณิช
จำเลย — นายประเสริฐ สีตลายน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1436/2548
#268086
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่คู่ความยื่นอุทธรณ์ ถ้าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์หากคู่ความประสงค์จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น คู่ความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ป.วิ.พ. มาตรา 234 บัญญัติ ถ้าคู่ความไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในระยะเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นจะต้องส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งอีกไม่ได้ เนื่องจากพ้นอำนาจของศาลชั้นต้นไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้กันที่ดินโฉนดเลขที่ 4197, 4198, 4229, 13955 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 8470 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกครึ่งหนึ่งก่อน และให้จำเลยแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เหลือดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ใน 11 ส่วนหากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามส่วนดังกล่าวข้างต้น และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยยื่นอุทธรณ์ลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มาวางภายใน 15 วัน จึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ก่อนพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 มิใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยมาเป็นการไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 กับยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ

หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 14 มิถุนายน 2545 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์จำเลยฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลย

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 24 มิถุนายน 2545 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2545 ว่าจำเลยไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง คืนค่าคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2545 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่าจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งโดยมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ครบถ้วน จึงถือว่าจำเลยได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 แล้วนั้น เห็นว่า กรณีที่คู่ความยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจคำฟ้องอุทธรณ์และมีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ หากคู่ความประสงค์จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น คู่ความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 บัญญัติ หากคู่ความไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในระยะเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นจะต้องชั้นต้นจะต้องส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งอีกไม่ได้ เนื่องจากพ้นอำนาจของศาลชั้นต้นไปแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 24 มิถุนายน 2545 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์จำเลยโดยจำเลยมิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระตามคำพิพากษามาวางต่อศาลหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดและศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2545 ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง แต่ไม่มีเหตุที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งใหม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยฎีกาไปเลย ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยจะต้องใช้แทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 234 ดังกล่าว การที่จำเลยเพียงแต่ชำระค่าขึ้นอุทธรณ์โดยที่ไม่นำค่าฤชาธรรมเนียมที่ใช้แทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มาวางศาลหรือหาประกันไว้ให้ต่อศาลภายในกำหนด จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 234 ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันทนี ทรงทรัพย์กุล กับพวก
จำเลย — นายเด็จ ทรงทรัพย์กุล
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1436/2548
#269607
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่คู่ความยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจคำฟ้องอุทธรณ์และมีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ หากคู่ความประสงค์จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น คู่ความจะต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา 234 หากคู่ความไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นจะต้องส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งอีกไม่ได้ เนื่องจากพ้นอำนาจของศาลชั้นต้นไปแล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์จำเลย โดยจำเลยมิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลหรือหาประกันไว้ให้ต่อศาลภายในกำหนด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ถูกต้อง

ค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยซึ่งเป็นผู้อุทธรณ์คำพิพากษาจะต้องใช้แทนโจทก์เป็นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 การที่จำเลยเพียงแต่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์โดยที่ไม่นำค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลหรือหาประกันไว้ให้ต่อศาลภายในกำหนดจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 234

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้กันที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกครึ่งหนึ่งก่อน และให้จำเลยแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ส่วนที่เหลือดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ใน 11 ส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามส่วนดังกล่าวข้างต้น และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยยื่นอุทธรณ์ลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มาวางภายใน 15 วัน จึงจะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ก่อนพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 มิใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยมาเป็นการไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 กับยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย

หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 14 มิถุนายน 2545 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์จำเลยฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2543 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลย

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 24 มิถุนายน 2545 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2545 ว่าจำเลยไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง

จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2545 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่าจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งโดยมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เป็นการไม่ชอบ ให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีที่คู่ความยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจคำฟ้องอุทธรณ์และมีคำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 กรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ หากคู่ความประสงค์จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น คู่ความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 บัญญัติ หากคู่ความไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในระยะเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นจะต้องส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งอีกไม่ได้ เนื่องจากพ้นอำนาจของศาลชั้นต้นไปแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 24 มิถุนายน 2545 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์จำเลยโดยจำเลยมิได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ชำระตามคำพิพากษามาวางต่อศาลหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดและศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2545 ไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง แต่ไม่มีเหตุที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งใหม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามที่จำเลยฎีกาไปเลย ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยจะต้องใช้แทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 234 ดังกล่าว การที่จำเลยเพียงแต่ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์โดยที่ไม่นำค่าฤชาธรรมเนียมที่ใช้แทนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มาวางศาลหรือหาประกันไว้ให้ต่อศาลภายในกำหนด จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 234"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 232 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจันทนี ทรงทรัพย์กุล กับพวก
จำเลย — นายเด็จ ทรงทรัพย์กุล
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ